ทำความรู้จักโควิดสายพันธุ์ NB 1.8.1 ระบาดหนักในสิงคโปร์ แต่ไม่รุนแรงกว่าสายพันธ์ุอื่น ป้องกันตัวได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

หมายเหตุ: รายงานนี้เผยแพร่วันที่ 2 มิ.ย. 2569 สถานการณ์การระบาดของโรคอาจเปลี่ยนแปลง ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

“ขอให้งดการเดินทางและกิจกรรมทุกประเภทที่ไม่จำเป็น กระทรวงสาธารณะสุขแจ้งเตือนว่า โควิดและไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก วิธีป้องกันคือ ต้องรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกลำคอ อย่าให้ลำคอแห้ง ดังนั้นห้ามทนกระหายน้ำ เพราะถ้าเยื่อเมือกลำคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อรู้สึกกระหายน้ำก็ดื่ม ไม่ต้องคำนึงหรือทนกระหายแม้พักนึง แต่ละครั้งให้ดื่มน้ำอุ่น 50-80 ซีซี สำหรับเด็กดื่ม 30-50 ซีซี ควรจะเตรียมน้ำไว้ใกล้มือพร้อมดื่ม ไม่จำเป็นต้องดื่มมาก ๆ เอาแค่ทำให้เยื่อเมือกลำคอไม่แห้งเป็นใช้ได้ 

“ละเว้นไปสถานที่ที่มีคนหนาแน่นชั่วคราว งดใช้บริการรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารมวลชน ถ้าจำเป็นก็ให้ใส่หน้ากากอนามัย , อาหารทอด รสจัด ควรงดรับประทานชั่วคราว , กินวิตามินซีให้ครบถ้วน , ศูนย์ควบคุมโรคระบาดแจ้งถึงจุดเด่นของไข้หวัดใหญ่ดังนี้ 1.มีไข้ขึ้นอย่างรวดเร็วและลดยาก ไข้ลดแล้วก็ขึ้นอีก 2.หลังเป็นไข้ ก็จะเริ่มไอ และเป็นต่อเนื่องนาน 3.เด็กจะเป็นกันมาก 4.ผู้ใหญ่มีอาการหลอดลมรุนแรง พ่วงด้วยปวดศีรษะและลำตัว 5.การระบาดรุนแรง 

“กระทรวงสาธารณสุข ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการไปท่องเที่ยว 6 ประเทศ เป็นเวลา 3 เดือน ดังนี้ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และ สิงคโปร์ และจังหวัดเฝ้าระวัง เวลาเดินทาง 8 จังหวัดคือ กทม. สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย  ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และภูเก็ต ขอให้ผู้ปกครองทุกท่านใส่ใจป้องกันทั้งเด็กและผู้สูงวัยในครอบครัว ขณะนี้เป็นระยะระบาดที่สูงสุด สะดวกก็ช่วยกันแชร์ครับ

ข้อความข้างต้นนี้ถูกแชร์กันมากในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็น “ข่าวลวง” ที่กลับมา “วนซ้ำ” อีกครั้ง โดยข้อความเดียวกันนี้ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงไปแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566, วันที่ 21 ก.พ. 2568 และวันที่ 9 พ.ค. 2568 ว่าไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การกลับมาของข่าวลวงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศสิงคโปร์กำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่พบผู้ติดเชื้อสูงหลักหมื่นราย

ข้อความเดียวกันเคยถูกส่งต่อและกรมควบคุมโรคเคยชี้แจงหลายครั้งแล้วว่าเป็นข่าวลวง (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข“)

สถานการณ์โควิด-19 ในสิงคโปร์เป็นอย่างไร?

สำนักงานโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (Communicable Diseases Agency: CDA) รายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ว่า ช่วงวันที่ 10-16 พ.ค. 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่พบผู้ติดเชื้อ 8,000 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจาก 56 รายเป็น 73 รายต่อวัน โดยพบว่าไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดนั้นเป็นสายพันธุ์ NB 1.8.1

อย่างไรก็ตาม CDA ย้ำว่า วัคซีนโควิด-19 ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นยังมีประสิทธิภาพในการรับมือ พร้อมกับแนะนำกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ (ประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป) ประชากรกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงทางการแพทย์ (อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) บุคลากรทางการแพทย์ บุคคลที่ต้องดูแลหรือทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้ที่ทำงานในสถานสงเคราะห์คนชรา) ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น 1 โดส นับจากที่เคยฉีดเข็มก่อนหน้าไปแล้ว 1 ปี และขอให้รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ-จาม เจ็บคอ ปวดศีรษะ มีไข้ ลดการเดินทางหรือการพบปะบุคคลอื่นโดยไม่จำเป็นหากมีอาการป่วย

The Straits Times ซึ่งเป็นสำนักข่าวในสิงคโปร์รายงานเพิ่มเติมในวันที่ 29 พ.ค. 2569 ว่า CDA เปิดเผยจำนวนผู้ติดเชื้อระหว่างวันที่ 17-23 พ.ค. 2569 อยู่ที่ 15,700 ราย และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่ที่ 98 รายต่อวัน ถึงกระนั้น “ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่ระบาดเป็นสายพันธุ์หลักในขณะนี้ไม่ได้แตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยระบาดก่อนหน้าในแง่อาการของผู้ติดเชื้อ” ตามที่ Lim Poh Lian รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการกลุ่มโครงการโรคติดต่อของ CDA ให้ข้อมูล

“หลักฐานในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าอาการที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ NB.1.8.1 ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับอาการที่พบในระลอกก่อน ๆ หรือสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีตั้งแต่โรคทางเดินหายใจส่วนบนที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดหัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และในบางกรณีมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่า NB.1.8.1 หรือสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันนั้น สามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่า หรือก่อให้เกิดโรคที่มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่เคยแพร่ระบาดมาก่อน’ รศ.Lim กล่าว

ผู้อำนวยการกลุ่มโรคติดต่อของ CDA ยังกล่าวด้วยว่าเนื่องจากโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นในสิงคโปร์เช่นเดียวกับโรคระบบทางเดินหายใจประจำถิ่นอื่น ๆ จึงคาดว่าจะมีการระบาดเป็นระลอก ๆ ตลอดทั้งปี พร้อมกับย้ำว่า วัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ NB.1.8.1 จึงขอให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงและบุคคลที่ทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยงไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นนับจากที่เคยฉีดเข็มก่อนหน้าไปแล้ว 1 ปี

เชื้อโควิด-19 ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ที่ระบาดในไทยช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (ที่มา : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)

โควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 เป็นสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่ใช่” มีรายงานการค้นพบสายพันธ์ุนี้มาตั้งแต่ปี 2568 แล้ว ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) ที่ได้มาจากสายพันธุ์ลูกผสม XDV.1.5.1 โดยมีตัวอย่างแรกสุดที่เก็บได้เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2568 ซึ่ง NB.1.8.1 เป็น 1 ใน 6 สายพันธุ์ภายใต้การเฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring: VUM) ที่ WHO ติดตาม โดยได้รับการกำหนดให้เป็น VUM เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568

“เมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่มีอยู่ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมที่เกิดจาก NB.1.8.1 นั้นได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำในระดับโลก วัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้อยู่ในขณะนี้คาดว่าจะยังคงมีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์นี้ในการป้องกันอาการและโรคที่รุนแรง แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยและการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นพร้อมกันในบางประเทศที่ NB.1.8.1 แพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง แต่ข้อมูลปัจจุบัน (พฤษภาคม 2568) ไม่ได้บ่งชี้ว่าสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่” รายงานของ WHO ระบุ

สอดคล้องกับข้อมูลในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยว่า ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิด-19 ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 พบว่า เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์โอมิครอน กลายเป็นสายพันธุ์หลักอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม

กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568-23 เม.ย. 2569 พบว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 50.95 จากตัวอย่างที่ตรวจพบ

“ปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น” กรมควบคุมโรคระบุในรายงาน

เปรียบเทียบอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19
(ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข” ข้อมูลวันที่ 2 ธ.ค. 2566)

ไข้หวัดใหญ่กับโควิด-19 ต่างกันอย่างไร?

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจจะระบาดหนักเป็นประจำทุกปี วันที่ 30 พ.ค. 2569 กรมควบคุมโรคออกประกาศเตือนเนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง สภาพอากาศชื้นแฉะ และอาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยสุขภาพต่าง ๆ

โดยในส่วนของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ กรมควบคุมโรคกล่าวถึง 4 โรค คือ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อไวรัส RSV และโควิด-19 ซึ่งมักแพร่กระจายได้ง่ายในช่วงอากาศชื้นและในสถานที่แออัด อาการสำคัญ ได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก บางรายเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย หากมีอาการป่วยควรหยุดพักรักษาตัว และเข้ารับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อมูลจากคู่มือ คำแนะนำและมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 ฉบับวันที่ 16 พ.ค. 2568 โดยกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ที่แจกจ่ายไปตามสถานศึกษา สถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ค่ายทหาร อธิบายความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ไว้ดังนี้

ไข้หวัดใหญ่: เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ มีการระบาดเป็นครั้งคราว เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โรคนี้มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา และมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้มากกว่า อาการที่พบบ่อย คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส (Influenza virus) โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ สามารถจำแนกสายพันธุ์ออกเป็น 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C ระยะฟัก ตัว 1 – 4 วัน เฉลี่ย 2 วัน สามารถแพร่กระจายโดยการหายใจเอาเชื้อไวรัสในฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย จากการไอจามรดกันเข้าไป และได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือจากการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน

โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุจมูก ตา และปาก ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มีอาการแตกต่างกันตามอายุ โดยในกลุ่มเด็กโต และวัยรุ่นจะมีอาการของไข้สูงเฉียบพลัน (อุณหภูมิ 38 – 39 องศาเซลเซียส) หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว และกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังต้นแขน ต้นขา มีน้ำมูกใส คัดจมูก ไอแห้ง เจ็บคอ และเบื่ออาหาร ส่วนในเด็กเล็กจะมีไข้สูงร่วมกับอาการทางระบบอื่น เช่น ถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน และชักจากไข้สูง บางรายสามารถหายเองได้ใน 5 – 7 วัน หรือหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ทันที

โควิด-19: หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่า Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2 หรือ SARS-CoV-2 โดยมีสมมติฐานว่าไวรัสอาจจะมีแหล่งเริ่มต้นจากค้างคาว และกลายพันธุ์ผ่านสัตว์ตัวกลาง กลายเป็นไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคในคน โดยโรคโควิด-19 มีการแพร่เชื้อระหว่างคนในลักษณะเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ เข้าสู่ร่างกายทาง ปาก จมูก ตา โดยไวรัสจะเข้าไปเกาะติดและเข้าไปแบ่งตัวในเซลล์ของเยื่อบุทางเดินหายใจ ระยะฟักตัว 2-14 วัน

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจลำบาก เกิดภาวะแทรกซ้อนรวมไปถึงปอดบวม และกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน กลุ่มเสี่ยง (608) ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่หากป่วยด้วยโควิด-19 แล้วอาจมีอาการรุนแรงได้

ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 มีมาตรการในการป้องกันตนเองไม่ให้ป่วย ที่สำคัญ คือ การรักษาระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือบ่อย ๆ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “มาตรการ DMH” — D: Distancing คือ การรักษาระยะห่าง M: Mask Wearing คือ การสวมหน้ากากอนามัย และ H: Hand Washing คือ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์

โปสเตอร์เชิญชวนกลุ่มเสี่ยงไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ช่วงวันที่ 1 พ.ค.-31 ส.ค. 2569
(ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”)

วัคซีนโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่

สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ร่วมกับกรมควบคุมโรคเชิญชวนประชากรกลุ่มเสี่ยงเข้ารับบริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วย

  1. หญิงตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ที่แนะนำคือ 12-20 สัปดาห์)
  2. เด็กอายุ 6 เดือนถึงอายุต่ำกว่า 5 ปี
  3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ดังนี้ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
  4. ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
  6. ผู้ป่วยโรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
  7. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

แต่ในส่วนของวัคซีนโควิด-19 จากการสืบค้นข้อมูลไม่พบโครงการเชิญชวนของภาครัฐให้ไปฉีดในปี 2569 ดังนั้นผู้ที่ประสงค์จะฉีดอาจต้องสอบถามไปยังโรงพยาบาลด้วยตนเองว่ามีวัคซีนให้บริการหรือไม่ ซึ่งก็มีความเห็นจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ในบทความเรื่อง “โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่” ระบุว่า เมื่อโรคมีความรุนแรงลดลงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่

“วัคซีนโควิด-19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด-19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ จึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด และอาการข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี” ศ.นพ.ยงกล่าว

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 กำลังระบาดหนักในประเทศสิงคโปร์จริง แต่ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่เพราะมีการค้นพบตั้งแต่ต้นปี 2568 อีกทั้งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขทั้งของสิงคโปร์และไทยเองก็สอดคล้องกันว่าเชื้อสายพันธุ์นี้ไม่ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยระบาดมาก่อนหน้า ส่วนไข้หวัดใหญ่ก็เป็นโรคที่ระบาดตามฤดูกาลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ให้ยึดหลักรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อหรือแพร่เชื้อ

อ้างอิง

เตือนภัย! มิจฉาชีพส่ง SMS หลอกลวงให้กดลิงก์รับเงินโครงการคนละครึ่ง-ไทยช่วยไทยพลัส

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: SMS แนบลิงก์ลงทะเบียน “คนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย” แจก 900 บาท/วัน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ อย่ากดลิงก์เพราะอาจถูกมิจฉาชีพหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่นำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินได้** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25-26 พ.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแจ้งว่าได้รับ SMS ข้อความว่า “แจก 900/วัน คนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย ถอนได้จริงยืนยันแล้ว” พร้อมแนบลิงก์ให้กดเข้าไปดำเนินการ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: SMS นี้ถูกส่งเข้าโทรศัพท์มือถือในช่วงที่รัฐบาลเปิดลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ย้ำว่ารัฐบาลเปิดลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น และจะไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 

วันที่ 1 มิ.ย. 2569 มติชน แนวหน้า และไทยรัฐรายงานว่า เวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอีกล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบ SMS ดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ เตือนประชาชนอย่ากดลิงก์ที่แนบมา เพราะเสี่ยงต่อการโดนนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ตลอดจนสูญเสียทรัพย์สิน  

“โควิด-ไข้หวัดใหญ่ ระบาดรุนแรง สธ. ให้หลีกเลี่ยงเดินทางไป 6 ประเทศ” เป็นข้อมูลเท็จที่เผยแพร่ซ้ำมาตั้งแต่ปี 66

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้งดการเดินทางโดยไม่จำเป็นเนื่องจากโควิดและไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นข่าวลวงวนซ้ำ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28-29 พ.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และแอปพลิเคชันไลน์ระบุว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แจ้งเตือนว่ามีการระบาดของโควิดและไข้หวัดใหญ่ที่มีความร้ายแรงมากจึงขอให้ประชาชนกิจกรรมที่ไม่จำเป็นทุกประเภทและงดการเดินทาง โดยขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยัง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ เป็นเวลา 3 เดือน และให้เฝ้าระวังการเดินทางในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และภูเก็ต (ลิงก์บันทึก) 

ข้อความนี้ยังอ้างด้วยว่า สธ. แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนหนาแน่นและงดใช้รถไฟฟ้าและขนส่งมวลชน, ป้องกันตัวเองด้วยการรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกลำคอ อย่าให้ลำคอแห้งเพราะถ้าเยื่อเมือกลำคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ และงดรับประทานอาหารทอด อาหารรสจัด

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความเตือนภัยโรคระบาดและขอให้ประชาชนงดการเดินทางนี้เป็นข่าวลวงวนซ้ำมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งกรมควบคุมโรคเคยชี้แจงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566 และวันที่ 21 ก.พ. 2568 ว่าเป็นข้อมูลเท็จ 

สำหรับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 ว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตและไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์

กรมควบคุมโรคระบุด้วยว่า สายพันธุ์หลักของโควิด-19 ที่พบในช่วงปี 2568 คือสายพันธุ์ NB.1.8.1 แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น 

ส่วนสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ นพ. มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2569 ว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในหลายพื้นที่ คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี จึงแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล และป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการแพร่ระบาดของโรค

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2569

มะนาวสามารถรักษาพิษงูได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28be18ut3dduh


กาแฟก่อมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s6emrmc04sx0


กองทัพเรือเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี มีประชาชนและรถบรรทุกสินค้ารอข้ามแดนจำนวนมาก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3vpdrrzub0n8c


อาวุธปืนสงครามที่ยึดได้จากชายชาวจีนในคดี “หมิง ซีโฟร์” เป็นปืนปลอม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1bkcjydwzdjny


ภาพรถบรรทุกข้ามจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2i647x7y4c1uf


พิษคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไร้กลิ่นที่อันตรายถึงชีวิต

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pttn5py0c4oi


“ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถใช้ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี เริ่มใช้ 15 มิ.ย. นี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/239c3huwur3f4


“ปลาหมอมายัน” อีกหนึ่งสายพันธุ์ปลาหมอสี เอเลี่ยนสปีชีส์ ที่ระบาดในประเทศไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ktg9d67xykvb


“หมอ ยง” ไขข้อสงสัย “โควิด-19” ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/156c10c7u9zh2


พริกป่นก่อมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4wdoqopdvivl


ชาวบ้านกินแมลงชนิดนี้แล้วเกิดอาการ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ชาตามใบหน้า แขน มือ และท้องเสีย จำนวนหลายราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1p0deg8ujqc6y


ประกาศกักตัว ‘ชาวคองโก-ยูกันดา’ อย่างน้อย 21 วัน สกัดอีโบลาเข้าไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/133tu5ceumw76

ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ และทำไมต้องเปลี่ยนชื่อจาก PCOS เป็น PMOS ?  

กองบรรณาธิการโคแฟค

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 วงการแพทย์ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อโรค polycystic ovary syndrome (PCOS) หรือโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็น polyendocrine metabolic ovarian syndrome (PMOS) อย่างเป็นทางการเพื่อสะท้อนอาการที่แท้จริงของโรค โดยผู้เชี่ยวชาญหวังว่าการเปลี่ยนชื่อเรียกโรคนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องมากขึ้น

ชื่อโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ PCOS นั้นสื่อถึง “ภาวะถุงน้ำในรังไข่” เพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ไม่มีถุงน้ำในรังไข่เลย แต่กลับพบภาวะผิดปกติของระบบต่าง ๆ ทั้งระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และ/หรือระบบการเผาผลาญ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ป่วยอาจมีอาการต่าง ๆ ได้แก่ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ภาวะมีบุตรยาก สิว ขนดก ผมบาง ภาวะดื้ออินซูลินหรือเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด

WHO ยังระบุอีกว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และคนข้ามเพศทั่วโลกราวร้อยละ 10 ถึง 13 ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้ แต่มากกว่าร้อย 70 กลับไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้

กลุ่มแพทย์และนักวิจัยนานาชาติสรุปว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาอย่างเหมาะสมเนื่องจากชื่อเดิมคือ PCOS หรือภาวะถุงน้ำในรังไข่ ไม่สะท้อนลักษณะของโรคอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและยังเป็นการตีตราผู้ป่วยโดยเฉพาะในสังคมและวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการมีบุตร จึงประกาศเปลี่ยนชื่อโรคจาก PCOS เป็น PMOS ผ่านงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ในเดือนพฤษภาคม 2569

ภาวะผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ การเผาผลาญ และระบบสืบพันธุ์

รายงานของ CNN ระบุว่าผู้นำกระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคและผู้เขียนหลักของงานวิจัยคือ ดร. เฮเลนา ทีดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและศาสตราจารย์ด้านสูตินรีเวชจากมหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย 

ดร. เฮเลนากล่าวว่าตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ทำงานด้านนี้ เธอต้องคอยแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้คนที่คิดว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับถุงน้ำในรังไข่เท่านั้น 

กระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคเป็น PMOS ใช้เวลาถึง 14 ปี และได้รับฉันทามติจากการสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรมากกว่า 14,000 คน จากองค์กรผู้ป่วยและวิชาชีพ 56 แห่งทั่วโลก โดยเป้าหมายหลักของการเปลี่ยนชื่อโรคใหม่คือการให้ความสำคัญกับผลกระทบในวงกว้างที่โรคนี้ส่งผลต่อผู้ป่วย  

หน้าแรกของงานวิจัยของ ดร. เฮเลนา ทีดี และคณะที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่นำมาสู่การเปลี่ยนชื่อโรคจาก PCOS เป็น PMOS

ดร. แอนเดรีย ดูนาอิฟ ศาสตราจารย์ด้านต่อมไร้ท่อจากคณะแพทยศาสตร์ไอคาห์นแห่งเมานต์ไซนาย สหรัฐอเมริกา ระบุว่ากลุ่มอาการนี้เคยถูกมองว่าเป็นความผิดปกติด้านการเจริญพันธุ์เนื่้องจากระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติเท่านั้น แต่ในช่วงทษวรรษ 1980 นักวิจัยพบว่าโรคดังกล่าวยังมีความเกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลินหรือการที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในระดับปกติ

“ร่างกายเลยต้องผลิตอินซูลินออกมามากขึ้น ซึ่งถ้าผลิตไม่ทันก็อาจทำให้เป็นเบาหวานได้” เธอกล่าว

งานวิจัยในช่วงต่อมาจึงชี้ให้เห็นว่าความผิดปกติของระบบเผาผลาญนั้นเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเกี่ยวกับตับและหัวใจ และในเร็ว ๆ นี้ยังมีการศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างโรค PMOS กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง

ไทยเตรียมปรับตาม

เว็บไซต์สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทยหยิบยกงานวิจัยดังกล่าวมาอธิบายเกี่ยวกับชื่อโรค PMOS ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนให้อธิบายลักษณะของโรคที่ส่งผลกระทบต่อหลายระบบอย่างครอบคลุม ดังนี้

  • Polyendocrine (P) สะท้อนว่าโรคนี้มีรากฐานจากความผิดปกติของฮอร์โมนหลายชนิดที่ทำงานสัมพันธ์กัน ทั้งอินซูลิน แอนโดรเจน และระบบต่อมไร้ท่อ (หรือระบบสารสื่อประสาท) ไม่ใช่ความผิดปกติของรังไข่เพียงอย่างเดียว
  • Metabolic (M) สื่อถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ เช่น ภาวะดื้ออินซูลิน อ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • Ovarian (O) สื่อถึงความผิดปกติของรังไข่ รวมถึงความผิดปกติของการตกไข่และภาวะมีบุตรยาก ซึ่งยังคงเป็นลักษณะสำคัญของกลุ่มอาการนี้ 

นพ. โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ กล่าวกับโคแฟคเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า “การเปลี่ยนชื่อโรคในครั้งนี้ทำให้น้ำหนักการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นแบบองค์รวมมากขึ้นและเน้นโรคเกี่ยวกับกลุ่มอาการเมแทบอลิก (กลุ่มโรคระบบเผาผลาญผิดปกติ) มากขึ้น” 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจึงยังคงใช้แนวทางปฏิบัติและการวินิจฉัยแบบเดิม โดยคาดว่าราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยน่าจะประกาศข้อมูลและแนวทางปฏิบัติใหม่อย่างเป็นทางการหลังจากองค์กรระดับโลกประกาศรายละเอียดและมาตรฐานต่าง ๆ อย่างชัดเจนภายในปี 2571 อ้างอิงกรอบเวลาจากงานวิจัยดังกล่าว และอาจมีการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรแพทย์ในสาขาอื่น ๆ ด้วยเพื่อให้ครอบคลุมการรักษาโรค PMOS ซึ่งสามารถส่งผลกระทบหรือแสดงอาการได้ในระบบต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงนรีเวชวิทยาอย่างเดียว

เมื่อไหร่ถึงควรปรึกษาแพทย์

สัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคือประวัติการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ กล่าวคือหากพบว่าตัวเองมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งต่อปี หรือมีรอบเดือนนานกว่า 40 วัน ก็ควรเข้าปรึกษาแพทย์ พญ. แอนเดรียกล่าว

แพทย์สามารถตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพื่อวินิจฉัยภาวะดื้ออินซูลินหรือฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติซึ่งอาจทำให้เกิดสิว ผมร่วง หรือขนดก

เนื่องจากการรักษาในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการรักษาตามอาการมากกว่าการรักษาที่ต้นเหตุโรค การปรับลักษณะการใช้ชีวิตด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อรักษาอาการไม่พึงประสงค์ของโรค 

แม้ว่าชื่อของโรคจะถูกเปลี่ยนเป็น PMOS นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 แต่ปัจจุบันยังถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านโดยยังคงเกณฑ์การวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษาแบบเดิม ยกเว้นผู้ป่วยบางรายที่แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจเกี่ยวกับระบบเผาผลาญหรือหัวใจเป็นพิเศษ จนกว่าจะมีการปรับใช้ชื่อใหม่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งคณะนักวิจัยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571

ภาพรถบรรทุกสินค้าข้ามจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาที่ด่านถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี เป็นภาพเก่าตั้งแต่ มิ.ย. 2568

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทางการไทยไม่เคยปิดด่านถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี รถบรรทุกยังคงวิ่งข้ามแดนไทย-กัมพูชาได้ตามปกติ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ภาพรถบรรทุกข้ามจุดผ่านแดนเป็นภาพเก่าตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2568 ขณะที่กองทัพเรือยืนยันว่าปัจจุบันปิดด่านตลอดแนว 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26-27 พ.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพรถบรรทุกเดินผ่านด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี มีข้อความบรรยายว่า “ด่านหนองผักกาด จ.จันทบุรี ไม่เคยถูกปิด มีนายทุนส่งสินค้าจากไทยไปเขมรตลอดเวลา” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 27 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “โฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson” ยืนยันว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง พร้อมกับอ้างอิงคำชี้แจงของ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือว่า ปัจจุบันยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่านตลอดแนว” และควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทุกประการ 

วันที่ 27 พ.ค. 2569 กองทัพเรือระบุว่าโพสต์เฟซบุ๊กที่อ้างว่า “ด่านหนองผักกาดไม่เคยถูกปิด” เป็น fake news

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่าการอนุญาตให้มีการผ่านเข้า–ออกในบางกรณี มิใช่การเปิดด่านโดยทั่วไป แต่เป็นการดำเนินการเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคง และหลักมนุษยธรรมภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ อาทิ การผลักดันชาวกัมพูชากลับประเทศภายหลังการกระทำความผิด หรือการรับตัวคนไทยกลับประเทศตามกระบวนการของทางราชการ ซึ่งทุกกรณีมีการตรวจสอบ คัดกรอง และกำกับดูแลอย่างเข้มงวด 

โคแฟคนำภาพรถบรรทุกผ่านด่านถาวรบ้านผักกาดไปตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพประกอบข่าวของเว็บไซต์ไทยรัฐที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 เนื้อหาข่าวระบุว่ากองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ยกระดับการควบคุมจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าทุกแห่งในพื้นที่ งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภทและของประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ภาพรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ข้ามชายแดนไทย-กัมพูชาที่ด่านถาวรบ้านผักกาดเป็นภาพเก่าที่เคยเผยแพร่ในเว็บไซต์ไทยรัฐ (ขวา) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568

ภาพรถและผู้คนติดค้างที่ด่านไทย-กัมพูชาปี 68 ถูกนำมาประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านที่ จ.จันทบุรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กองทัพเรือเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี มีประชาชนและรถบรรทุกสินค้ารอข้ามแดนจำนวนมาก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือนและนำคลิปภาพเหตุการณ์เมื่อปี 2568 มาสร้างความเข้าใจผิด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 พ.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” โพสต์คลิปวิดีโอรถบรรทุกสิ่งของและผู้คนจำนวนมารอข้ามแดนบริเวณด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ฝังข้อความ “เปิดด่านจริง ชายแดนจันทบุรี ยืนยันแล้ว” และมีเสียงบรรยายว่า “กองทัพเรือเปิดด่านที่ชายแดนจันทบุรี กองทัพเรือออกมายืนยันแล้วเป็นเรื่องจริง แต่เป็นการเปิดด่านเพื่อมนุษยธรรม ก็คือเปิดประตูเล็กส่งแรงงานเขมรที่หมดสัญญากลับประเทศ และมีนักโทษของไทยบางส่วนที่ติดคุกเขมรแล้วก็ส่งกลับมาประเทศไทย” (ลิงก์บันทึก)

ณ วันที่ 26 พ.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 1.4 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 2,300 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 25 พ.ค. 2569 สื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ มติชน FM91 The Reporters เผยแพร่เอกสารชี้แจงของ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลในโซเชียลมีเดียทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการเปิดด่านไทย-กัมพูชา

“กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังคงดำเนินมาตรการ ‘ปิดด่านตลอดแนว’ และควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล”

โฆษกกองทัพเรือระบุชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีการอนุญาตให้ผ่านเข้า-ออกในบางกรณีซึ่งเป็นการดำเนินการเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงและกระบวนการด้านมนุษยธรรม เช่น การผลักดันชาวต่างด้าวกลับประเทศ การรับตัวคนไทยกลับประเทศ หรือภารกิจตามกระบวนการของทางราชการ โดยทุกกรณีมีการตรวจสอบ คัดกรอง และกำกับดูแลอย่างเข้มงวด

โคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้นำมาเผยแพร่พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่จุดผ่านแดนฝั่งกัมพูชาใน จ.พระตะบอง ซึ่งเชื่อมกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ทั้งสื่อไทยและกัมพูชาหลายสำนักเผยแพร่ภาพนิ่งและคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากจุดเดียวกัน 

Khaosod English รายงานว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่รถบรรทุกสินค้าและประชาชนรอผ่านข้ามแดนก่อนที่เจ้าหน้าที่ไทยและกัมพูชาจะหารือและได้ข้อยุติว่าจะเปิดด่านเป็นการชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนและยานพาหนะที่ติดค้างอยู่ทั่งสองฝั่งผ่านได้ในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ก่อนจะกลับมาปิดอีกครั้ง

โคแฟคยังพบคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกันและมองเห็นยานพาหนะชนิดเดียวกันถูกเผยแพร่ในช่องติ๊กตอกของมติชนออนไลน์ ในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 บรรยายว่า “ชายแดนจันทบุรีวุ่น กัมพูชาปิดรั้วจุดผ่านแดนบ้านแหลม ไม่แจ้งล่วงหน้า วันที่ 13 มิ.ย. กัมพูชาปิดรั้วจุดผ่านแดนบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทําให้มีรถ ตกค้างหน้าด่านจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีการเปิด ประตูเล็กสำหรับคนเดินแล้ว” 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่ประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 (ซ้าย) กับคลิปที่เผยแพร่ทางช่องติ๊กตอกของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 พบว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน สังเกตจากรถตู้ที่มีลักษณะตรงกัน

บัญชีเฟซบุ๊ก “Samdech Hun Sen of Cambodia” ของฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีโพสต์ภาพจากจุดเดียวกันในวันเดียวกัน พร้อมข้อความว่าเขาสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ปิดด่านใน จ.พระตะบอง ซึ่งเชื่อมกับชายแดนไทยใน จ.จันทบุรี

เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่ประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 (ซ้าย) กับภาพนิ่งที่ฮุน เซน โพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปวิดีโอที่บัญชีเฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่เป็นการบิดเบือนคำชี้แจงของโฆษกกองทัพเรือที่ยืนยันเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ว่าทางการไทยยังคงปิดด่านตลอดแนว แต่อนุญาตให้ผ่านเข้า-ออกในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงและด้านมนุษยธรรมเท่านั้น นอกจากนี้ยังนำภาพเหตุการณ์ที่รถขนสินค้าและประชาชนติดค้างที่จุดข้ามแดนใน จ.จันทบุรี เมื่อปี 2568 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพปัจจุบัน

กรมควบคุมโรคไขความจริง “บุหรี่ไฟฟ้า” อันตรายกว่าที่คิด แฉกลยุทธ์มอมเมาเยาวชนพร้อมเตือนภัย “นิโคตินถุง”

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 รายการโคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว EP.42 ได้จัดพูดคุยไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวจริงและข่าวลวงของบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อต้อนรับวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ภายใต้คำขวัญ “หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด นิโคตินเสพติดจนตาย” โดยมี พาลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และนายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์ รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มาร่วมพูดคุยให้ข้อมูลเชิงลึก ดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท

นายแพทย์ชยนันท์ ได้เปิดเผยถึงข่าวลวงที่พบมากที่สุดซึ่งเป็นกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ ได้แก่ การอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ได้ และบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยไม่มีนิโคติน นายแพทย์ชยนันท์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่เป็นความจริง โดยอธิบายว่าแม้บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีการเผาไหม้ แต่น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน สารตกแต่งกลิ่นที่ก่อมะเร็งและมีโลหะหนักจากคอยล์แบตเตอรี่ที่ปนเปื้อนมากับละอองไอ การสูบที่ง่ายและไม่มีกลิ่นเหม็นทำให้ผู้ใช้ได้รับนิโคตินในปริมาณที่สูงและอันตรายกว่าบุหรี่ธรรมดา นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน หรือโรค EVALI ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยถึงเกือบ 2,000 คนและเสียชีวิตกว่า 60 คน

ส่วนในประเทศไทยพบผู้ป่วยในระบบรายงานแล้วราว 10 คนและเสียชีวิตแล้ว 1 คน สำหรับประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่นั้น งานวิจัยที่อ้างว่าเลิกได้ถึง 95% แท้จริงแล้วคือการเปลี่ยนจากการติดบุหรี่ธรรมดามาติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่ และประเทศอังกฤษที่เคยอนุญาตให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ก็เพิ่งประกาศห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบพอด (Close System) แล้วเนื่องจากพบอัตราการใช้ในเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลซ้ำร้ายผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามักจะกลายเป็นผู้สูบแบบสองทาง คือสูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาควบคู่กันไป

ในด้านการเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน นายแพทย์ชยนันท์แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าธุรกิจบุหรี่ใช้กลยุทธ์การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นแฟชั่น มีรสชาติให้เลือกนับหมื่นรสชาติ และมีราคาถูกลงจนถึงระดับ 50-90 บาท ทำให้แม้แต่เด็กประถมก็สามารถหาซื้อได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งยังมีการดัดแปลงรูปลักษณ์ให้เนียนเหมือนอุปกรณ์เครื่องเขียนเพื่อหลบตาผู้ปกครอง ความน่ากลัวยังทวีคูณเมื่อปัจจุบันมีการผสมสารเสพติดร้ายแรง เช่น สารเคมีที่เรียกว่า “เคนมผง” หรือ “ซอมบี้” เข้าไปในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มฤทธิ์การเสพติด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยาสูบยังได้ออกผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า นิโคตินถุง ซึ่งเป็นนิโคตินสังเคราะห์ผสมสารแต่งกลิ่น บรรจุในถุงเล็กๆ ใช้สำหรับอมหรือเหน็บไว้ในกระพุ้งแก้มโดยในหนึ่งกล่องมีประมาณเกือบ 22 ถุง ราคาเพียง 200 กว่าบาทหรือตกถุงละ 10 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเด็กมักจะลงขันกันซื้อมาแบ่งกันใช้ ถือเป็นอันตรายที่ไม่ต่างจากบุหรี่ไฟฟ้า และแม้ปัจจุบันจะยังไม่ผิดกฎหมายการนำเข้า แต่ทางกรมควบคุมโรคกำลังเร่งผลักดันให้มีการแบนผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับคำแนะนำถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง นายแพทย์ชยนันท์เน้นย้ำว่าให้สังเกตพัสดุที่ส่งมาถึงบ้าน กลิ่นหอมแปลกๆ ที่ติดตัวเด็ก และอารมณ์ที่ก้าวร้าวแปรปรวนอันเป็นผลจากบุหรี่ไฟฟ้า หากพบว่าบุตรหลานใช้งาน ไม่ควรดุด่าหรือใช้ความรุนแรงบังคับ แต่ควรเป็นที่ปรึกษา พูดคุยด้วยเหตุผล ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของสมองที่จะลดลง และความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและปอดอักเสบ เพื่อให้เด็กได้ร่วมตัดสินใจด้วยตนเอง ส่วนการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้านั้น ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างระมัดระวัง ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากเว็บไซต์ขายบุหรี่ไฟฟ้าและต้องระวังงานวิจัยทางการแพทย์บางชิ้นที่อาจได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่เพื่อแทรกแซงผลการศึกษา หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์สอบถาม สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ทันที

ในช่วงท้าย นายแพทย์ชยนันท์ได้ฝากความห่วงใยถึงการพัฒนากลยุทธ์ที่รวดเร็วของอุตสาหกรรมยาสูบ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างค่านิยมไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้กำหนดจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกในวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าฟีนิกซ์ ประตูน้ำ โดยในวันที่ 30 จะมีกิจกรรมสำหรับเยาวชนเช่นการประกวดเต้น และในวันที่ 31 จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานมอบรางวัลแก่ผู้สนับสนุนการควบคุมยาสูบ รวมถึงรางวัลจากองค์การอนามัยโลก ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ของกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรคได้ทั้งสองวัน

‘สื่อสังคมออนไลน์’ หลายชาติเริ่มจำกัดอายุผู้เยาว์ใช้ ไทยควรทำอย่างไร?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เด็กกับสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ โดยเมื่อเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ข่าวคือ 1. Meta ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มFacebook และ Instagram ถูกชี้ว่ามีความผิดฐานปล่อยปละละเลยจนแพลตฟอร์มส่งผลกระทบต่อผู้เยาว์ คดีนี้เป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยคณะลูกขุนในศาลมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าผู้ดูแลแพลตฟอร์มแม้จะรู้ความเสี่ยงแต่ไม่มีการเตือนจนก่อให้เกิดอันตรายขึ้น 

สำนักข่าวในสหรัฐฯ อย่าง CNN บรรยายว่า คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวชาวแคลิฟอร์เนียวัย 20 ปีชื่อไคลีย์และแม่ของเธอได้ฟ้องร้อง Meta, YouTube ของ Google, Snap และ TikTok โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้จงใจล่อลวงเธอตั้งแต่ยังเด็กและทำให้เธอเกิดความวิตกกังวล ความผิดปกติทางร่างกาย และความคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม Snap และ TikTok ได้ตกลงยุติคดีก่อนถึงกระบวนการพิจารณาคดี ขณะที่ Meta กับ YouTube ที่เดินหน้าสู้คดีต่อ จนมาถึงวันที่คณะลูกขุนชี้ว่ามีความผิด และสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายรวม 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 200 ล้านบาท) 

ขณะที่สำนักข่าว NPR อธิบายว่า คดีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น โดยทนายความได้มุ่งเป้าไปที่การออกแบบระบบแทนที่จะเป็นเนื้อหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม จนคณะลูกขุนเห็นว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาให้เสพติด และบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรู้เรื่องนี้แต่ล้มเหลวในการปกป้องผู้ใช้ที่อายุน้อยที่สุด พร้อมกับยกตัวอย่างการฟ้องคดีที่คล้ายกันในทศวรรษ 1990s ที่ทำให้บริษัทยาสูบในสหรัฐฯ ต้องเลิกโฆษณาในลักษณะเจาะกลุ่มผู้เยาว์ 

กับอีกข่าวคือ 2. อินโดนีเซียเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ออกกฎหมายห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เรื่องนี้ปรากเฎเป็นข่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 โดยสำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานว่า อินโดนีเซียออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งที่มาของมาตรการนี้ได้อ้างถึงผลการศึกษาเมื่อปี 2566 ที่พบว่า เด็กและเยาวชนชาวอินโดนีเซียราวครึ่งหนึ่งเคยพบเห็นภาพลามกอนาจารรวมถึงเคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 

– ทำไม ‘ผู้เยาว์’ จึงเป็น กลุ่มเสี่ยงสูง’ ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ : มีผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนที่รุนแรงกว่าผู้ใหญ่ อาทิ บทความ “Why are children and adolescents vulnerable to social media?” ที่เผยแพร่โดยศูนย์วิจัยร่วม (Joint Research Centre : JRC) หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และความรู้ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อเดือน มี.ค. 2568 อธิบายว่า ช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นถือเป็นเวลาสำคัญของการพัฒนาทางด้านอารมณ์ สังคม และสมอง ประชากรวัยนี้จึงมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์มากเป็นพิเศษเนื่องจากสมองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก 

การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อสมอง เวลาอยู่หน้าจออาจส่งผลต่อสมองส่วนหน้า (pre-frontal cortex) ซึ่งควบคุมการควบคุมตนเอง การตัดสินใจ และการควบคุมแรงกระตุ้น สื่อสังคมออนไลน์ยังอาจส่งผลกระทบต่ออะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นบริเวณของสมองที่ประมวลผลด้านอารมณ์และความวิตกกังวล(anxiety) การใช้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น และอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในอะมิกดาลาได้ในระยะยาว” บทความของ JRC ระบุ

บทความดังกล่าวยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า แม้การใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มผู้เยาว์ แต่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่มักถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ใหญ่ โมเดลธุรกิจที่เน้นการโฆษณาได้นำไปสู่ฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่มุ่งเป้าไปที่การดึงดูดให้ผู้ใช้ใช้งานเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง และอาจก่อให้เกิดการพึ่งพาและการเสพติดในกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย การใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างหนักหน่วงโดยเด็ก ๆ อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงอันตรายต่อร่างกายและการเสพติด

ตัวอย่างเช่น “ระบบแนะนำ (recommender systems)” คืออัลกอริทึมที่แนะนำเนื้อหา เพื่อน หรือผลิตภัณฑ์โดยอิงจากความสนใจและพฤติกรรมของผู้ใช้งาน แม้ว่าระบบเหล่านี้จะมีประโยชน์ในการช่วยให้เด็กและวัยรุ่นค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ และเชื่อมต่อกับผู้อื่น แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เช่น อาจทำให้พวกเขาได้รับชมเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือไม่เหมาะสม และส่งเสริมพฤติกรรมเสพติด

บทความ “Potential risks of content, features, and functions: The science of how social media affects youth” โดยสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) องค์กรของวิชาชีพนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา อธิบายว่า แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่ โดยเนื้อแท้แล้วจึงไม่เหมาะสมกับผู้เยาว์ซึ่งต้องการการคุ้มครองเป็นพิเศษเนื่องจากความสามารถหรือความเปราะบางในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปตามช่วงอายุ (เช่น วัยเด็ก วัยรุ่น) 

โดยพัฒนาการของสมองซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 10 – 13 ปี ไปจนถึงตอนกลางของช่วงวัย 20 ปี (mid-twenties) มีความเชื่อมโยงกับความไวเกินต่อการตอบรับ/สิ่งเร้าทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัยรุ่นจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพฤติกรรมที่จะช่วยให้พวกเขาได้รับการตอบรับ คำชม หรือความสนใจจากเพื่อนฝูงในแบบที่เฉพาะเจาะจง บทความนี้ยกตัวอย่างจำนวนการกดถูกใจ (Like) และจำนวนผู้ติดตาม (Follow) กระตุ้นบริเวณประสาทที่ทำให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ ดังนั้นจึงอาจมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เยาว์มากกว่าผู้ใหญ่

ผู้เยาว์มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อทั้งการตอบรับทางสังคมในเชิงบวกและการถูกปฏิเสธจากผู้อื่น การใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มเป็นการใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของผู้เยาว์และอาจนำไปสู่การใช้งานที่มีปัญหา รวมถึงการใช้ข้อมูลของผู้เยาว์สำหรับเนื้อหาโฆษณาที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลก็มีอิทธิพลต่อผู้เยาว์เช่นกัน เนื่องจากผู้เยาว์มีแนวโน้มทางชีววิทยาที่จะได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูงในช่วงวัยนี้ และมีความอ่อนไหวต่อเนื้อหาที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล บทความของ APA อธิบาย 

บทความของ APA ยังกล่าวถึงทักษะ “การเข้าสังคม” ด้วยว่า วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะด้านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมีลักษณะเด่นคือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางอารมณ์ ชีวิตวัยรุ่นจึงควรเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้ผ่านการปฏิสัมพันธ์แบบเจอหน้ากันตรง ๆ ระหว่างกัน(One – on One) หรืออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่การมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้ติดตาม การกดถูกใจและการรับชม (View) อาจทำให้วัยรุ่นมุ่งความสนใจไปที่การปฏิสัมพันธ์แบบฝ่ายเดียวและไม่เป็นส่วนตัว และอาจทำให้พวกเขาท้อแท้จากการสร้างทักษะความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อจิตใจมากขึ้น

ภาพที่ 1 : ภาพล้อเลียนเสียดสีการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่ต่างกับการใช้ยาเสพติด 
ที่มา : uxdesign.cc

อีกด้านหนึ่ง ในเดือน ก.ย. 2567 องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่บทความ “Teens, screens and mental health” อ้างอิงผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนรวม 2.8 แสนคนในยุโรป แคนาดาและเอเชียเมื่อปี 2565 เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งพบทั้งผลเชิงลบ เช่น กลุ่มตัวอย่างราว 1 ใน 10 มีพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นปัญหา โดยไม่สามารถควบคุมการใช้งานและประสบกับผลเชิงลบ โดยเมื่อแยกตามเพศจะพบปัญหาในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 

การเพิ่มขึ้นของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดในกลุ่มวัยรุ่นก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชน งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดรายงานว่ามีสุขภาพจิตและสังคมที่ไม่ดี และมีการใช้สารเสพติดในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดและผู้ที่ไม่ใช้เลย แนวโน้มนี้ หากยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพัฒนาการของวัยรุ่นและผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดยังสัมพันธ์กับการนอนหลับน้อยลงและเข้านอนดึก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมและผลการเรียนของวัยรุ่นได้บทความของ WHO ระบุ 

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ได้รายงงานข้อค้นพบเรื่องผลเชิงบวกของสื่อสังคมออนไลน์ด้วยเช่นกัน เช่น วัยรุ่นที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างหนักแต่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา รายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนและมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแกร่งกว่า อาทิ เยาวชนวัย 17 ปีชาวโปแลนด์ ให้ข้อมูลว่า สื่อสังคมออนไลน์มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในระดับที่พอเหมาะ หนึ่งในประโยชน์เหล่านั้นคือการเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ วัยรุ่นอาจได้พบกับคนอื่น ที่มีความสนใจและความชื่นชอบเหมือนกัน

– มีประเทศใดบ้างที่ห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ : ข้อมูล ณ วันที่ 8 เม.ย. 2569 ตามรายงานของสื่ออังกฤษอย่าง Sky News ระบุประเทศที่มีมาตรการห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มผู้เยาว์แล้ว ทั้งในระดับกฎหมายกลางบังคับใช้ทั่วประเทศและกฎหมายที่บังคับใช้เฉพาะระดับภายในมลรัฐ ดังนี้ 1.ออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2568 ซึ่งแพลตฟอร์มที่ยังฝ่าฝืนปล่อยให้ผู้เยาว์ดังกล่าวใช้งานอาจถูกปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ราว 1.1- พันล้านบาท) 

2. อินโดนีเซีย ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2569 และ 3.อินเดีย เป็นกฎหมายเฉพาะของรัฐกรณาฏกะ ซึ่งเป็นรัฐแรกของอินเดียที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยผ่านร่างกฎหมายไปเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ข้อสังเกตคือการห้ามริเริ่มขึ้นในรัฐกรณาฏกะ อันเป็นรัฐที่มีเมืองหลวงคือเบงกาลอร์ นครที่โดดเด่นด้านศูนย์รวมเทคโนโลยีดิจิทัลจนถูกขนานนามว่าเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอินเดีย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด 

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเทศที่กำลังดำเนินการหรือประกาศว่าจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เช่น 1.ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมสภาสูง (วุฒิสภา) หลังจากเพิ่งผ่านสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) มาในช่วงต้นปีเดียวกัน แต่ยังต้องรอติดตามผลการลงมติในขั้นสุดท้ายจากสภาล่างอีกครั้ง 2.กรีซ รัฐบาลเปิดเผยว่า จะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าจะสามารถมีผลบังคับใช้ได้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2570 

3.อังกฤษ รัฐสภากำลังพิจารณาร่างชุดกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็กและสถานศึกษาที่เสนอโดยรัฐบาล ซึ่งท่าทีของสภาขุนนาง (วุฒิสภา) ให้การสนับสนุนแนวคิดห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ 4.ออสเตรีย รัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 ว่าเตรียมจะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 14 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดว่าจะได้เห็นประมาณเดือน มิ.ย. 2569 แต่ท้ายที่สุดจะมีผลบังคับใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐสภา 

5.สเปน นายกรัฐมนตรีประกาศเมื่อเดือน ก.พ. 2569 ว่าเตรียมจะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่เนื่องจากเสียงในสภาฯ มีความแตกแยกอย่างมาก 6.เดนมาร์ก ย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค. 2568 รัฐบาลเปิดเผยว่ามีแผนจะห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี 7.นอร์เวย์ รัฐบาลกำลังเปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นว่าสมควรให้มีกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ 

8.โปแลนด์ พรรคแกนนำรัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ว่ากำลังเตรียมร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ และกำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบอายุ 9.สโลวีเนีย นายกรัฐมนตรีเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 ว่ารัฐบาลกำลังร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ 10.มาเลเซียเมื่อเดือน พ.ย. 2568 รัฐบาลประกาศเตรียมออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในเดือน ก.ค. 2569 เป็นอย่างเร็ว 

วันที่ 16 พ.ค. 2569 รายงานของสื่อไทยภาคภาษาอังกฤษอย่าง The Nation ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า สหภาพยุโรป (EU) กำลังเตรียมร่างกฎหมายว่าด้วยความเป็นธรรมทางดิจิทัล เพื่อจัดการกับอัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เสพติด โดยรัฐสภายุโรปได้เสนอให้กำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปีสำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และ 13 ปีสำหรับบริการแชร์วิดีโอและบริการผู้ช่วยเสมือนจริง (AI)

ภาพที่ 2 : (ซ้าย) รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี , (ขวา)ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์
ที่มา : ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) , คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– แล้วประเทศไทยควรจะดำเนินการอย่างไร:มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้อันตรายเพราะเป็นสื่อหน้าจออย่างเดียว แต่เพราะสื่อนี้ได้เข้าไปอยู่ในช่วงวัยที่เด็กกำลังสร้างตัวตน กำลังอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน และยังควบคุมอารมณ์หรือแรงกระตุ้นได้ไม่เท่าผู้ใหญ่

โดยความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดคือ เด็กอาจเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนน้อยลง เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ โดยเฉพาะเวลาที่ไถฟีดไปเรื่อย ๆ ดูชีวิตคนอื่น ดูยอดไลก์ ดูคอมเมนต์ แล้วเอามาวัดคุณค่าของตัวเอง รวมถึงถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ (Cyberbullying) ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากถามว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็กมีความเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่เพียงไหน อาจตอบเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ แต่ในเชิงพัฒนาการ เด็กและวัยรุ่นเปราะบางกว่าจริง 

สมองส่วนที่เกี่ยวกับการยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจ และการกำกับอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขณะที่ระบบที่ไวต่อรางวัลทางสังคม เช่น การได้รับไลก์ การได้รับการยอมรับ หรือการกลัวถูกปฏิเสธ จะทำงานเข้มข้นหรือถูกกระตุ้นได้ง่ายมากในช่วงวัยนี้พูดง่าย ๆ คือ Social Media สำหรับผู้ใหญ่อาจเป็นแค่พื้นที่สื่อสารหรือเสพข่าว แต่สำหรับวัยรุ่น มันอาจจะเป็นพื้นที่ที่เขาใช้วัดว่า ฉันมีคุณค่าไหม?’ , ‘ฉันเป็นที่ยอมรับไหม?’ หรือ ฉันดีพอหรือเปล่า?’ตรงนี้มากกว่าที่ทำให้ความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่

คำถามต่อมา ประเทศไทยควรใช้ยาแรงถึงขั้นสั่งห้ามอย่างที่หลายประเทศกำลังทำอยู่หรือไม่?ประเด็นนี้ตนเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องห้ามแบบเด็ดขาดทันที แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของครอบครัวจัดการกันเองอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะปัญหามีจริง ทั้งเรื่อง cyberbullying การเปรียบเทียบ การเสพติดหน้าจอ การเจอเนื้อหาไม่เหมาะสม หรือการถูกหลอกลวงออนไลน์ แต่ถ้าเราห้ามแบบทันทีโดยไม่มีระบบรองรับ เด็กอาจไปใช้บัญชีปลอม แอบใช้ หรือย้ายไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่ผู้ใหญ่ยิ่งมองไม่เห็นมากกว่าเดิม

สิ่งที่น่าจะเหมาะกับไทยมากกว่าคือมาตรการแบบเป็นขั้นบันได เช่น เด็กเล็กมาก ๆ ไม่ควรมีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์เป็นของส่วนตัว ขณะที่เด็กวัย 13–15 ปีอาจใช้ได้แต่ต้องอยู่ในระบบที่ปลอดภัยขึ้น เช่น ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเป็นค่าเริ่มต้น จำกัดการทักจากคนแปลกหน้า จำกัดโฆษณา จำกัดเนื้อหาที่เสี่ยง และมีเครื่องมือให้พ่อแม่หรือครูช่วยดูแล ส่วนวัย 16–17 ปีอาจเริ่มมีอิสระมากขึ้น แต่ยังต้องมีระบบคุ้มครองอยู่

ที่สำคัญ เราต้องไม่โยนภาระให้เด็กหรือพ่อแม่อย่างเดียว แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบด้วย เพราะหลายฟีเจอร์ถูกออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจของผู้ใช้ให้อยู่ให้นานที่สุด ถ้าจะคุ้มครองเด็กจริง ต้องมีทั้งกติกาครอบครัว กติกาโรงเรียน กฎหมาย และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มควบคู่กัน สรุปคือ ไทยอาจยังไม่ต้องเริ่มจากห้ามทั้งหมดหรือแบนไปเลย แต่ต้องเริ่มจริงจังกว่านี้ ถ้ามาตรการเบากว่านี้ไม่ได้ผล หรือแพลตฟอร์มไม่รับผิดชอบ การจำกัดอายุแบบเข้มขึ้นก็อาจเป็นทางเลือกในอนาคตได้

ขณะที่ บทบาทของผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก สิ่งสำคัญคือ อย่าเริ่มจากการดุหรือยึดมือถือทันที เพราะเด็กอาจไม่เลิกใช้ แต่จะเปลี่ยนเป็นแอบใช้ และที่น่ากังวลกว่าคือ ถ้าเขาเจอปัญหาจริง  เขาอาจไม่กล้ามาบอกเรา ผู้ใหญ่ควรเริ่มจากการทำให้เด็กไว้ใจก่อน สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ว่า ถ้าเขาเจอเรื่องไม่ดีในออนไลน์ เขาสามารถมาคุยได้โดยไม่ถูกตัดสินทันที จากนั้นค่อยตั้งกติกาด้วยกัน เช่น เวลาใช้มือถือ ช่วงเวลาก่อนนอน พื้นที่ปลอดมือถือในบ้าน วิธีตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และวิธีรับมือถ้ามีคนมาคุกคามหรือกลั่นแกล้ง

สำหรับครู โรงเรียนควรสอนให้เด็กรู้เท่าทันว่า ทำไมเราถึงหยุดไถฟีดยาก ทำไมเราถึงเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ทำไมยอดไลก์ถึงมีผลต่อความรู้สึก และถ้าเห็นเพื่อนถูกรังแกทางออนไลน์ เราจะช่วยอย่างไรโดยไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลง อีกเรื่องที่สำคัญคือ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างด้วย เช่น ผู้ใหญ่บอกเด็กให้ลดหน้าจอแต่ผู้ใหญ่เองยังจับมือถือตลอดเวลา เด็กก็จะรู้สึกว่ากฎนี้ไม่จริง การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัยจึงควรเป็นวัฒนธรรมของทั้งบ้านและโรงเรียน ไม่ใช่กฎที่ใช้กับเด็กฝ่ายเดียว

ภาพที่ 3 : โปสเตอร์รณรงค์หยุดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) 
ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สอดคล้องกับความเห็นจากกุมารแพทย์ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ที่อธิบายว่า การจัดการอารมณ์ของเด็กนั้นยังไม่นิ่ง โดยเฉพาะวัยรุ่นนั้นถือเพื่อนเป็นสรณะ เช่น การรังแกทางออนไลน์ หรือแม้แต่การโพสต์อะไรไปแล้วไม่ได้รับการตอบกลับ เด็กจะมีความอ่อนไหว (Sensitive) มาก เมื่อควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโต้เถียงวิวาทะกันในโลกออนไลน์ไปจนถึงขั้นมีเรื่องทะเลาะวิวาทใช้กำลังทำร้ายกันในโลกจริง (Physical Violence) แต่อีกด้านหนึ่งผลกระทบก็เกิดขึ้นกับตนเองได้เช่นกัน หมายถึงเกิดภาวะวิตกกังวล (Anxiety) และนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า 

เนื่องจากโลกของผู้ใหญ่เขาเติบโตมาในยุคที่ยังไม่มีดิจิทัล ความอดทน ความผิดหวัง ความยากลำบาก เขาเคยเจอมาก่อนแล้ว แต่ในขณะที่เด็กเติบโตมากับดิจิทัลเลย พูดง่าย  เกิดมาก็มีแล้ว ฉะนั้นเขาจะไม่เข้าใจความอดทน ไม่เข้าใจการรอคอย เขาจะไม่เข้าใจความผิดหวัง จึงก่อตัวขึ้นมาเป็นลักษณะของความเปราะบาง (Brittle) ความวิตกกังวล (Anxious) ขึ้นในเด็ก ดังนั้นโอกาสที่เด็กจะมีความสุ่มเสี่ยงกับการเล่น Social Media สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า’ 

อย่างไรก็ตาม กรณีของประเทศไทย มองว่าเราคงยังไม่สามารถห้ามได้แบบเด็ดขาด (Totally Ban) เพราะหากเทียบกับอีกหลายประเทศที่เลือกห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ ประเทศเหล่านั้นมีพื้นที่กิจกรรมมากมายสำหรับเด็กและเยาวชน เมื่อย้อนกลับมามองบริบทสังคมไทย หากผู้ใหญ่ในฐานะผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าห้ามแล้วจะให้เด็กและเยาวชนไปทำอะไร กฎหมายที่ออกมาสุดท้ายก็จะไม่สามารถปฏิบัติได้จริง 

และในเมื่อยังไม่สามารถห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ในทางกฎหมาย คำแนะนำถึงผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็ก 1.กรณีเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 6 ปี) ไม่ควรให้ใช้ เรื่องนี้ทำได้เลยไม่ต้องรอให้มีกฎหมาย อย่าไปคิดว่าให้เด็กห่างไกลเครื่องมือดิจิทัลแล้วจะใช้ไม่เป็น แต่ควรให้เด็กเรียนรู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสังคม เพราะหากเด็กอยู่กับเครื่องมือดิจิทัลเพียงอย่างเดียวก็จะกลายเป็นเด็กที่เปราะบาง 

2.เด็กวัยเรียน ‘ใช้โดยมีผู้ปกครองกำกับดูแล มีโปรแกรมเชื่อมต่อระหว่างเครื่องพ่อแม่กับลูก ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาใด ๆ ก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากเนื้อหาไม่พึงประสงค์ เช่น เว็บไซต์ลามกอนาจารหรือการพนันออนไลน์ และ 3.วัยรุ่น ช่วงวัยนี้การควบคุมทำได้ไม่ง่าย แต่การได้พูดคุยสนทนาสร้างภูมิคุ้มกัน มีพื้นที่ปล่อยพลัง มีทางเลือก มีกิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบ แม้ยังไม่ถึงขั้นออกกฎหมายห้ามก็สามารถรับมือความเสี่ยงได้ ไม่ใช่เด็กออกจากบ้านไม่มีกิจกรรมอะไรเลย ทำให้เมื่อเด็กว่างจากการเรียนที่ก็หนักหนาอยู่แล้วก็ต้องไปเล่นเกมเพื่อระบายความเครียดหรือไม่ก็สนทนากันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังเตรียมตัวจะเลือกผู้ว่าฯ กัน หมอถามว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ห้องสมุดประชาชนมีเกือบทุกเขต ไปปรับปรุง (Renovate) หน่อยไหม? ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างแหล่งเรียนรู้ แม้กระทั่งนอกห้องสมุดด้วย ถ้าไม่รู้จะปรับปรุงด้วยรูปแบบ (Pattern) อะไรมาปรึกษาหมอได้นะ เพราะเรามีแนวรูปแบบอยู่ว่าตัวห้องสมุดเป็นแกนหลัก ซึ่งข้างในนั้นอาจทำให้มีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ได้ นอกห้องสมุดก็กลายเป็นพื้นที่ปล่อยของ หลังห้องสมุดก็เติมผู้ใหญ่ที่กลายเป็นกระบวนกรเข้าไป ใครคนไหนที่เครียด ต้องการพื้นที่ระบายอารมณ์ เล่าให้ใครฟังโดยไม่มีการเปิดเผยความลับ (Keep Confidential) เขาจะได้จัดการกับความเครียดของเขาได้

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://edition.cnn.com/2026/03/25/tech/social-media-addiction-trial-jury-decision(Meta and YouTube found liable in social media addiction trial : CNN 25 มี.ค. 2569)

https://www.npr.org/2026/03/25/nx-s1-5746125/meta-youtube-social-media-trial-verdict (Jury finds Meta and Google negligent in social media harms trial : NPR 25 มี.ค. 2569)

https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/indonesia-starts-first-south-east-asia-social-media-ban-for-kids (Indonesia first in South-east Asia to curb social media use for children under 16 : The Straits Times 28 มี.ค. 2569)

https://joint-research-centre.ec.europa.eu/jrc-explains/why-are-children-and-adolescents-vulnerable-social-media_en (Why are children and adolescents vulnerable to social media? : JRC 18 มี.ค. 2568)

https://www.apa.org/topics/social-media-internet/youth-social-media-2024 (Potential risks of content, features, and functions: The science of how social media affects youth : APA)

https://www.who.int/europe/news/item/25-09-2024-teens–screens-and-mental-health (Teens, screens and mental health : WHO 25 ก.ย. 2567)

https://news.sky.com/story/the-countries-that-have-social-media-bans-or-are-planning-to-implement-one-13526116 (The countries that have social media bans, or are planning to implement one : Sky News 8 เม.ย. 2569)

https://www.nationthailand.com/news/world/40066202 (Global Front Against Social Media Hazards as Nations Move to Bar Children : The Nation 14 พ.ค. 2569)

อาวุธปืนยาวที่ตำรวจยึดได้ในคดี “หมิง ซีโฟร์” ไม่ใช่ “ปืนปลอม” แต่เป็น “อาวุธปืนดัดแปลงสภาพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อาวุธปืนสงครามที่ยึดได้จากชายชาวจีนในคดี “หมิง ซีโฟร์” เป็นปืนปลอม 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ตำรวจระบุว่าเป็นอาวุธปืนดัดแปลงซึ่งสามารถใช้งานยิงกระสุนจริงได้ จึงไม่ใช่ “ปืนปลอม” 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22-24 พ.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมหลายรายโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับความคืบหน้าการสอบสวนคดียึดอาวุธปืนและอาวุธสงครามจากที่พักของซุน หมิงเฉิน ชายชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 โดยมีภาพ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์, ภาพผู้ต้องหา และภาพอาวุธปืนที่ของกลาง พร้อมข้อความบรรยายว่า “สรุปปืนปลอมนะครับ ข่าวด่วนล่าสุด ตำรวจแถลง ปืน M4 สองกระบอกของ หมิง ซีโฟร์ เป็นของดัดแปลง เนียนกริบคล้ายของจริง และไม่พบเลขประจำปืนในระบบราชการ” (ลิงก์บันทึก) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้ถูกเผยแพร่หลังจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 รายงานความคืบหน้าคดีจับกุมซุน หมิงเฉิน พร้อมอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดจำนวนมากซึ่งรวมถึงอาวุธปืนสงครามชนิด M4 จำนวน 2 กระบอก 

โฆษก ตร. ระบุว่าอาวุธปืนยาว M4 จำนวน 2 กระบอกที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้นั้นเป็น “อาวุธปืนดัดแปลงสภาพ” ที่เกิดจากการนำชิ้นส่วนและอะไหล่จากปืนหลายกระบอกมาประกอบเข้าด้วยกัน อาทิ การนำลำกล้องของปืน M16A1 มาดัดแปลงเพื่อเลียนแบบปืน M4 Commando และยืนยันปืนยาว 2 กระบอกนี้ไม่ได้เบิกจ่ายมาจากคลังอาวุธของทางราชการ เนื่องจากไม่พบหมายเลขประจำปืนและไม่มีร่องรอยการขูดลบสัญลักษณ์ของหน่วยงานราชการ

โคแฟคตรวจสอบ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 ให้นิยามของ “อาวุธปืน” ไว้ว่า “อาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกําลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอํานาจของพลังงาน และส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้น ๆ ซึ่งรัฐมนตรีเห็นว่าสําคัญและได้ระบุไว้ในกฎกระทรวง” 

ขณะที่ “สิ่งเทียมอาวุธปืน” หมายถึง สิ่งซึ่งมีรูปและลักษณะอันน่าจะทำให้หลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืน 

ดังนั้นการที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมระบุว่าอาวุธปืนยาวที่ยึดจากซุน หมิงเซิน เป็น “ปืนปลอม” จึงไม่ถูกต้องตามความจริงและสร้างความเข้าใจผิด เนื่องจากตำรวจตรวจพบเขม่าดินปืนตกค้างภายในลำกล้อง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าอาวุธปืนเคยผ่านการใช้งานมาแล้ว ตำรวจระบุด้วยว่าลำกล้องที่พบเป็นของปืน M16A1 ซึ่งจัดเป็นอาวุธสงคราม ของกลางที่ยึดได้จึงเข้าข่ายเป็นอาวุธปืน

ในขณะที่ “ปืนปลอม” เป็นคำเรียกที่ใช้กับปืนอัดลม-อัดแก๊ส ที่มิได้ใช้งานคู่กับเครื่องกระสุนปืนในนิยามตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ โดยจัดอยู่ในประเภทสิ่งเทียมอาวุธปืน

โคแฟคยังพบคำอธิบายความแตกต่างระหว่างอาวุธปืนกับสิ่งเทียมอาวุธปืน โดยสำนักข่าวไทยรัฐรายงานคำชี้แจงของกรมการปกครอง วันที่ 22 พ.ค. 2569 กรณีเข้าจับกุมบ่อนการพนันใน จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 แล้วมีการรายงานออกไปว่าพบอาวุธสงคราม แต่ในความเป็นจริงของกลางที่พบนั้นเป็นเพียง “สิ่งเทียมอาวุธปืนยาว ชนิดบีบีกัน (BB Gun)” ซึ่งเป็นวัตถุที่มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายคลึงกับอาวุธปืนเท่านั้น ไม่ใช่อาวุธปืนสงคราม และไม่ใช่อาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

เนื้อหาจริง: ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ แนะนำให้งดใช้น้ำขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เพื่อป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไม่ควรอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือและล้างจานขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เพราะอาจได้รับอันตรายจากฟ้าผ่าแม้อยู่ภายในบ้าน 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาและผู้เชี่ยวชาญในไทยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะกระแสและแรงดันไฟฟ้าจากฟ้าผ่าอาจไหลผ่านท่อประปาหรืออุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบของโลหะและอุปกรณ์ไฟฟ้า  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Smai Saninta” โพสต์คลิปวิดีโอเตือนภัยจากการอาบน้ำขณะเกิดฝนฟ้าคะนองโดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ว่าให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำในช่วงที่เกิดฝนฟ้าคะนอง ซึ่งรวมถึงการอาบน้ำ ล้างจานหรือล้างมือ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกฟ้าผ่า เพราะการทำกิจกรรมที่ร่างกายสัมผัสกับน้ำ แม้จะอยู่ในบ้านก็มีความเป็นไปได้ที่เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงมาที่ตัวบ้าน กระแสไฟฟ้าจะไหลไปในที่ที่มีค่าความต้านทานต่ำที่สุดไปจนถึงพื้น โลหะและน้ำในท่อจะเป็นตัวนำไฟฟ้าอย่างดี รวมถึงฝักบัวที่เป็นโลหะและน้ำก็อาจเป็นเส้นทางที่ไฟฟ้าวิ่งมาถึงตัวคนได้ 

คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 700,000 แสนครั้งและแชร์มากกว่า 7,000 ครั้ง ณ วันที่ 26 พ.ค. และยังมีผู้ส่งมาเข้ามาในระบบตรวจสอบข้อมูลของโคแฟค cofact.org เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 15 เม.ย. 2567 CDC เผยแพร่คำแนะนำขณะเกิดฟ้าผ่า หนึ่งในนั้นคือให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ (Avoid Water) โดยระบุว่าไม่ควรอาบน้ำ ล้างจาน หรือสัมผัสน้ำในระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านท่อประปาของอาคารได้ แม้ว่าท่อประปาที่เป็นพลาสติกจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าท่อประปาโลหะ แต่เพื่อความปลอดภัยจึงควรงดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับท่อน้ำหรือใช้น้ำประปาระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ข้อควรปฏิบัติขณะเกิดฟ้าผ่าจากหน้าเว็บไซต์ของ CDC

โคแฟคยังสอบถามไปที่ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับคำอธิบายว่า คำเตือนของ CDC ที่แนะนำให้งดอาบน้ำ ล้างจาน หรือสัมผัสน้ำระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนองนั้น มีพื้นฐานทางวิศวกรรมและฟิสิกส์รองรับเนื่องจากฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงมาก ระดับหลายสิบถึงหลายร้อยล้านโวลต์ และมีกระแสได้ถึงหลายหมื่นแอมแปร์ 

เมื่อฟ้าผ่าลงอาคารหรือบริเวณใกล้เคียงจะเกิดแรงดันกระชาก (surge) และการยกระดับศักย์ไฟฟ้าชั่วขณะภายในโครงสร้างอาคาร กระแสและแรงดันบางส่วนอาจแพร่ผ่านระบบตัวนำต่าง ๆ เช่น ระบบสายไฟ โครงสร้างเหล็ก ระบบกราวด์ และระบบท่อน้ำ โดยเฉพาะในอาคารที่ระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสายดินขาดการบำรุงรักษาหรืออยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่ระบบป้องกันฟ้าผ่า ระบบสายดิน หรือการ bonding ภายในอาคารออกแบบหรือบำรุงรักษาไม่สมบูรณ์ หลักการเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของมาตรฐานป้องกันฟ้าผ่า เช่น IEC 62305 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่าต่ออาคารและผู้ใช้งาน

“แม้บ้านสมัยใหม่จำนวนมากจะใช้ท่อ PVC ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงลงเมื่อเทียบกับระบบท่อโลหะ แต่ในระบบก็ยังมีส่วนประกอบที่เป็นโลหะและอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อร่วมอยู่ เช่น ก๊อกน้ำ ฝักบัว เครื่องทำน้ำอุ่น ปั๊มน้ำ และระบบสายดินของอาคาร ดังนั้นจึงไม่สามารถถือว่าความเสี่ยงเป็นศูนย์ได้ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานด้านความปลอดภัย เช่น CDC และ National Weather Service จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ ระบบประปา โทรศัพท์บ้านแบบมีสาย และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับสายภายนอกในช่วงที่มีฟ้าแลบฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียง” ดร.สุพรรณกล่าว

ดร.สุพรรณให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีรายงานความเสียหายและอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับระบบประปาและห้องน้ำจากเหตุฟ้าผ่าเกิดขึ้นจริง เช่น กรณีบ้านในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความเสียหายบริเวณห้องน้ำและฝักบัวหลังเกิดฟ้าผ่าใกล้บ้าน ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบคำเตือนด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำระหว่างพายุฝนฟ้าคะนอง แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะพบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับการถูกฟ้าผ่ากลางแจ้ง แต่ถือเป็นความเสี่ยงต่ำแต่ผลกระทบรุนแรง (low probability but high consequence) กล่าวคือ โอกาสเกิดอาจต่ำสำหรับอาคารที่มีระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสายดินได้มาตรฐาน แต่หากเกิดขึ้น ผลกระทบอาจรุนแรงได้ ดังนั้น คำแนะนำของ CDC จึงเป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ทั้งนี้ มีรายงานจากสำนักข่าวในสหรัฐฯ เช่น Accuweather ระบุเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 พบบ้านหลังหนึ่งในเมืองเคปคอรัล รัฐฟลอริดา สภาพห้องน้ำได้รับความเสียหายจากการถูกฟ้าผ่า ซึ่งจอห์น เจนเซนิอุส ผู้เชี่ยวชาญจากสภาความปลอดภัยจากฟ้าผ่าแห่งสหรัฐฯ (National Lightning Safety Council) และอดีตผู้เชี่ยวชาญสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าเมื่อฟ้าผ่าลงที่บ้าน โดยทั่วไปกระแสไฟฟ้าจะไหลไปตามสายไฟหรือท่อประปา นั่นหมายความว่าการอาบน้ำ ล้างจาน หรือแม้แต่การเปิดน้ำจากก๊อกน้ำก็อาจทำให้คนในบ้านตกอยู่ในอันตรายได้ และแม้แต่ท่อที่ไม่ใช่โลหะก็สามารถนำไฟฟ้าผ่านทางน้ำได้

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 23 พฤษภาคม 2569

“ผักต้มค้างคืน” อุ่นซ้ำเสี่ยงมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nt94qyymqjqr


“ชัยวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เดินเข้าไปหาเรื่อง “ชัชชาติ” หวังทำร้ายร่างกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3pup787acu4m7


ภาพปืนและอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้ที่บ้านพักของชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/m4ttx3lpow82


ภาพรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างในจันทบุรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3fgc9g548hjte


“ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.69 ใช้สิทธิวันละ 200 บาท เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/11zjcgih9zjn9


“ไอร์แลนด์” ประณาม “อิสราเอล” จับตัวน้องสาวประธานาธิบดี ล่องเรือมนุษยธรรมช่วยกาซ่า

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1r00tyxonzi59


เด็กเขียนหนังสือไม่ได้ อาจไม่ใช่เรียนไม่เก่ง แต่เป็นภาวะ LD

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3h674ywin5aso


กปน ยกเลิกบิลทางไปรษณีย์ เปลี่ยนเป็น e-Bill แทน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/di7edxuv38eo


อียูปรับใช้กฎวีซ่าเชงเก้นใหม่ อนุมัติ “Visa Cascade” คนไทยประวัติเดินทางดี มีโอกาสได้วีซ่านานขึ้น

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/s440iwpnfirv


เปิดปมใหม่ DNA ‘ปลาหมอคางดำ’ อาจเกิดจากหลายการนำเข้า ไม่ใช่เหตุหลุดรอดครั้งเดียว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2anukxbjl3u3z