ตรวจสอบ @Baworndet24761: บัญชี X ที่โจมตี-สร้างความเกลียดชังพรรคประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมือง 

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

กองบรรณาธิการโคแฟค ประเทศไทย เริ่มทำงานด้านการตรวจสอบข่าวลวงทางการเมือง (political disinformation) ตั้งแต่การเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 จนถึงปัจจุบัน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเราพบบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่เนื้อหาเท็จที่มุ่งโจมตีพรรคก้าวไกล/ประชาชน (ปชน.) ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือบัญชี X ที่ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า “บวรเดช” ชื่อผู้ใช้งาน (username) @Baworndet24761 ซึ่งในรายงานชิ้นนี้จะเรียกว่า “บัญชีบวรเดช”1

ในแพลตฟอร์ม X มีบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากที่แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนและเผยแพร่เนื้อหาที่สนับสนุนหรือวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างเปิดเผย แต่เหตุผลที่โคแฟคให้ความสนใจกับบัญชีบวรเดช เพราะมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ข้อความใส่ร้ายกล่าวหาบุคคลอื่นโดยไม่มีหลักฐานตั้งแต่เรื่องทุจริตไปจนถึงเรื่องชู้สาวมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ใช้ถ้อยคำเหยียดเพศ ด่าทอด้วยคำหยาบคาย ข่มขู่ทำร้ายร่างกาย และนำประเด็นเรื่องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังนักการเมืองพรรคก้าวไกล/ปชน. รวมทั้งนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคยออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในช่วงปี 2562-2563

แม้ว่าหลายข้อความที่บัญชีบวรเดชโพสต์จะเป็นการแสดงความคิดเห็น วิจารณ์หรือตรวจสอบนักการเมือง/พรรคการเมืองโดยปกติที่ยอมรับได้ แต่ข้อความจำนวนมากเป็นการใส่ร้าย มุ่งกล่าวหาโจมตีด่าทอเพื่อทำลายชื่อเสียงของบุคคล (character assasination) หลายโพสต์เป็นเนื้อหาที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยากและต้องใช้เวลา แม้พรรคก้าวไกล/ปชน. หรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจะออกมาปฏิเสธหรือชี้แจงข้อเท็จจริง แต่บัญชีบวรเดชก็ยังคงเผยแพร่เนื้อหาเหล่านั้นซ้ำ ๆ มาเกือบ 5 ปีเต็ม 

วันที่ 8 มี.ค. 2569 ปชน. ออกแถลงการณ์เรื่อง “ยกระดับแนวทางของพรรคประชาชนในการรับมือและต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนอย่างเป็นระบบ” ระบุในตอนหนึ่งว่า “พรรคจะสงวนสิทธิในการปกป้องตนเอง โดยเฉพาะการดำเนินการทั้งในทางแพ่งและอาญากับผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือเครือข่ายต่าง ๆ ที่จงใจกล่าวหา ใส่ร้าย สร้างข้อมูลเท็จ บิดเบือนข้อมูล และกระทำซ้ำอย่างเป็นระบบหรือสม่ำเสมอ ในทางที่เสียหายต่อพรรคและบุคลากรของพรรค” 

แหล่งข่าวจาก ปชน. ให้ข้อมูลว่าบวรเดชเป็นหนึ่งในบัญชี X ที่ทางพรรคเห็นว่ามีพฤติกรรมจงใจกล่าวหา ใส่ร้าย สร้างข้อมูลเท็จที่ทำให้พรรคและบุคลากรของพรรคได้รับความเสียหาย โดยมีการกระทำซ้ำอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี และเป็นหนึ่งในบัญชี X ที่พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 จากการบิดเบือนข้อความให้สัมภาษณ์กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยพรรณิการ์กล่าวว่า “แอคเคาท์บวรเดชเป็นหนึ่งในแอคเคาท์เก่าแก่ที่เราติดตามมาโดยตลอดและพบว่าเป็นระดับแม่ข่ายของไอโอทหาร” 

ตัวอย่างโพสต์ของบวรเดชฯ ที่พรรคประชาชนปฏิเสธและชี้แจงทางบัญชี X @FactCheckPPLE

การทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองของโคแฟคในช่วงที่ผ่านมามุ่งเน้นที่การตรวจสอบเนื้อหา โดยไม่ได้วิเคราะห์พฤติกรรมการเผยแพร่เนื้อหาของบัญชีผู้ใช้งาน (account) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientist) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรวบรวม จัดเก็บ ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) และนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ทำให้การทำงานของโคแฟคจำกัดอยู่เพียงแค่การหักล้างข้อมูลเท็จเป็นรายโพสต์

เพื่อพัฒนาการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองของกองบรรณาธิการโคแฟคจากการมุ่งตรวจสอบเฉพาะตัวเนื้อหาไปสู่การใช้วิทยาการข้อมูล (data science) ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและเจตนาของบัญชีผู้ใช้งาน โคแฟคได้ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลอิสระในการเก็บรวบรวมโพสต์ของบัญชีบวรเดชตั้งแต่เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 จนถึง 31 พ.ค. 2569 จำนวนทั้งหมด 15,990 โพสต์ และนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลและวิเคราะห์พฤติกรรมการโพสต์เนื้อหาโดยเฉพาะการมุ่งโจมตี ปชน. และนักกิจกรรมทางการเมือง

การเก็บข้อมูลครั้งนี้เป็นการทดลองนำ data science มาเสริมการทำงานของกองบรรณาธิการโคแฟคในการตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่มีพฤติกรรมใส่ร้ายโจมตีทางการเมืองด้วยเนื้อหาอันเป็นเท็จ โดยใช้บัญชีบวรเดชเป็นกรณีศึกษา  

กำเนิดบัญชีบวรเดช

บัญชี X นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการชุมนุมขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแทบจะทุกวันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่นำโดยกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เช่น กลุ่มทะลุฟ้า กลุ่มทะลุแก๊ซ และกลุ่มเยาวชนปลดแอก ไอลอว์บันทึกเหตุการณ์ในเดือนสิงหาคม 2564 ไว้ว่าแยกดินแดงกลายเป็นพื้นที่ปะทะกันด้วยความรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่ขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กับตำรวจชุดควบคุมฝูงชนอย่างน้อย 18 วัน จนพื้นที่นี้ถูกเรียกขานว่า “สมรภูมิดินแดง”

ท่ามกลางความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการระบาดของโควิด-19 บัญชีผู้ใช้งาน @Baworndet24761 ก็ปรากฏตัวขึ้นบนแพลตฟอร์ม X โดยโพสต์ข้อความแรกเมื่อเวลา 20.14 น. ของวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ว่า “โดนพวกสามกีบรุม report จนแอคปลิว ถ้าแอคนี้ปลิวอีกคงหนีไปเล่น facebook แทนแลัว” ตามด้วยข้อความตอบกลับผู้ติดตามว่า “ด่าวิโรจน์ จนสมัครใหม่มา 9 แอคแล้ว” “จะ 10 แอคแล้วค่า เหนื่อยแล้ว” และ “โดนขึ้นว่าเป็นแอค violence ทวิตเนื้อหารุนแรงง่ะ ไม่รู้รุนแรงยังไง วัน ๆ ด่าแต่ไอ้วิโรจน์”

ข้อความเหล่านี้บอกให้รู้ว่าเจ้าของบัญชีเคลื่อนไหวอยู่ใน X มาก่อนหน้านี้แล้ว และสร้างบัญชีบวรเดชขึ้นมาเพื่อทดแทนบัญชีที่ “ปลิว” ไป บัญชีบวรเดชเป็นบัญชีที่ 9 ของผู้ใช้งานรายนี้ เพราะบัญชีก่อน ๆ ถูกระงับการใช้งานเนื่องจากละเมิดข้อบังคับของ X ว่าด้วยการเผยแพร่เนื้อหาที่รุนแรง (violent content)

ณ วันที่ 30 ก.ค. 2569 บัญชีบวรเดชฯ มีผู้ติดตาม 31,997 บัญชี 

ภาพหน้าโปรไฟล์บัญชีบวรเดช บันทึกเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2569

ตัวตนและจุดยืนทางการเมือง

ช่วงแรก ๆ บัญชีบวรเดชใช้สรรพนามและคำลงท้ายเป็นผู้หญิง แต่ราวหนึ่งเดือนผ่านไปก็เริ่มเรียกแทนตัวเองว่า “ผม” และถ้อยคำที่แสดงตัวตนว่าเป็นผู้ชายมาตลอด ข้อความที่โพสต์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง 

เจ้าของบัญชีบวรเดชไม่เคยเปิดเผยตัวตน ช่วงที่ทวิตเตอร์เปิดฟีเจอร์สนทนาสดที่เรียกว่า Space เขาโพสต์ว่า “ด้วยเหตุผลบางประการ เราไม่สามารถขึ้นไปพูดใน Space ได้ แต่เคยเอาแอคหลุมไปพูดอยู่หนนึงนะ…อยากคุยกับทุกคน แต่เราสะดวกฟังอย่างเดียวมากกว่า”  และเคยตอบผู้ติดตามคนหนึ่งว่า “อยากปิดบังตัวตนไว้แบบนี้มากกว่าครับ​” 

แม้จะไม่เปิดเผยแต่ก็ไม่ถึงกับปกปิดตัวตน เพราะมีหลายครั้งที่เขาโพสต์เรื่องส่วนตัว เช่น อายุ ซีรีส์เกาหลีที่ชอบดู หนังเรื่องโปรดใน Netflix และทีมฟุตบอลที่เชียร์ 

หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 บัญชีบวรเดชโพสต์ภาพสูติบัตรที่มีบาร์โค้ดพร้อมข้อความเสียดสีคนที่ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในเวลาใกล้เคียงกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งได้โพสต์ข้อความและภาพเดียวกันนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นั่งอยู่บ้าน วิจารณ์ธนาธร” ทำให้ผู้ติดตามบางคนตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กกับบัญชีบวรเดชอาจเป็นคนเดียวกัน และเมื่อนำชื่อบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวไปสืบค้น พบว่าเจ้าของบัญชีนี้มักโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในเพจต่าง ๆ ส่วนมากเป็นเนื้อหาโจมตี ปชน. เช่นกัน

บัญชีบวรเดชแนะนำตัวเองในประวัติย่อ (bio) ว่า “แอคนี้เป็นกลางทางการเมืองที่สุดใน Twitter”  แต่ข้อความจำนวนมากที่โพสต์บ่งบอกชัดเจนว่าเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามและหลายครั้งที่เขาใช้คำว่า “เกลียด” ก้าวไกล/ปชน.2 เขาไม่ชอบพรรคเพื่อไทย (พท.) และโพสต์โจมตีทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร ชินวัตร อยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังเห็นว่าเพื่อไทย “เลวน้อยกว่า” ก้าวไกล/ปชน. “ตรงที่ไม่ได้ประกันตัวม็อบ ไม่ได้สนับสนุนทะลุแก๊ส” ช่วงต้นปี 2567 บวรเดชรีโพสต์ข้อความของผู้สนับสนุน พท. บ่อยครั้งจนต้องออกตัวว่า “ช่วงนี้เราอาจจะรีทวิตนางแบกมากขึ้นเพราะเค้าด่าก้าวไกล ส่วนฝั่งโน้นเค้าก็รีทวิตผมมากขึ้นเหมือนกัน เพราะผมก็ด่าก้าวไกล แต่ผมไม่มีทางย้ายไปฝั่งนางแบกแน่นอน” 

บัญชีบวรเดชมักโพสต์สนับสนุนและชื่นชมพรรคพลังประชารัฐและ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะหมดวาระการเป็นนายกฯ ในเดือนสิงหาคม 2566 บวรเดชโพสต์ว่า “ผมจะคิดถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตลอดไป” เขายังเป็นแฟนตัวยงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะกรณ์ จาติกวณิช และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดังที่เขาเคยโพสต์ว่า “เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาแทบทั้งชีวิต” และ “เป็น FC คุณอภิสิทธิ์” ก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 เขาโพสต์ว่า “อยากเลือกพลังประชารัฐเพราะกลัวพวกพรรคส้มมีอำนาจ แต่จริง ๆ ชอบพรรคกล้ามากกว่าเพราะชอบกรณ์ ไม่ได้พิศสวาทลุงตู่มากมาย”  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เป็นนักการเมืองอีกคนหนึ่งที่เขานิยมชมชอบ 

บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความและติดแฮชแท็กที่แสดงความรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เป็นระยะ ๆ ควบคู่ไปกับการโจมตีนักกิจกรรมทางการเมืองที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน เคยกล่าวหาผู้สนับสนุน ปชน. ว่า “ฐานเสียงของพรรคส้มคือพวกล้มเจ้า” และโพสต์ว่าเขาพร้อมที่จะระเบิดพลีชีพตัวเองเพื่อให้ “พวกล้มล้างการปกครองหายไปจากประเทศไทย”

วิเคราะห์เนื้อหา

ข้อความเกือบ 16,000 โพสต์ที่เราเข้าถึงและบันทึกไว้ได้ตั้งแต่วันที่บัญชีบวรเดชเปิดใช้งาน (2 ส.ค. 2564) จนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเก็บข้อมูล ทำให้สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของเนื้อหาและพฤติกรรมของเจ้าของบัญชีได้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงประเด็น ดังต่อไปนี้

1. เชิงปริมาณ (เฉพาะโพสต์ที่ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่เก็บข้อมูล)

  • จำนวนโพสต์ทั้งหมด 15,990 โพสต์
  • จำนวนการกล่าวถึงบัญชีอื่น ๆ 12,928 ครั้ง
  • ปี 2565 บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความเป็นจำนวนมากที่สุดคือ 7,902 ข้อความ ตามมาด้วยปี 2566 โพสต์ 3,539 ข้อความ 
  • จำนวนการมีส่วนร่วม (engagement) รวม 30.09 ล้านครั้ง โดยปี 2566 มียอดการมีส่วนร่วมสูงสุดคือ 14.33 ล้านครั้ง ตามด้วยปี 2565 (5.86 ล้านครั้ง) และปี 2567 (7.44 ล้านครั้ง)
  • บัญชีที่บวรเดชกล่าวถึง (mention) มากที่สุด 10 อันดับแรก คือ @wirojlak ของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. ปชน. 438 ครั้ง อันดับที่ 2 “ถือแถน” นักวิจารณ์การเมืองผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย (397 ครั้ง) อันดับที่ 5 มติชนออนไลน์ (175 ครั้ง) อันดับที่ 7 @Piyabutr_FWP ของปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (152 ครั้ง) อันดับที่ 10 คือ @nanaicez ของรักชนก ศรีนอก สส. ปชน. ส่วนบัญชีที่เหลือเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่สื่อหรือบุคคลสาธารณะและบางบัญชีปิดการใช้งานไปแล้ว 
  • โพสต์ที่มียอดการเข้าชม (view) และการมีส่วนร่วมสูงสุดคือข้อความที่บวรเดชเข้าไปตอบ (reply) ในโพสต์ของปิยบุตรเมื่อ 26 ธ.ค. 2565 มียอดเข้าชมและการมีส่วนร่วมมากกว่า 1.1 ล้านครั้ง ในโพสต์นี้ปิยบุตรแนะนำซีรีส์ที่จะเข้าฉายทาง Netflix บัญชีบวรเดชเข้ามาตอบใต้โพสต์ว่า “วัน ๆ ดูแต่หนัง​ ทำงานบ้างไหม​ ไอ้สัxx” ซึ่งปิยบุตรได้เข้ามาตอบว่า “เป็น xxx อะไรครับ ไม่เสืxx สิครับ” การตอบโต้ระหว่างบวรเดชกับปิยบุตรในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ใช้ X จำนวนมาก

2. เชิงประเด็น

2.1 ประเด็นตามสถานการณ์ทางการเมือง

ประเด็นที่บัญชีบวรเดชโพสต์มักสอดคล้องกับประเด็นทางการเมืองในแต่ละช่วง แต่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับก้าวไกล/ปชน. รองมาคือพรรคเพื่อไทย ภาพรวมประเด็นทางการเมืองที่บัญชีบวรเดชโพสต์ในช่วง 5 ปี มีดังนี้ 

2.2  โจมตีพรรคก้าวไกล/ปชน. ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากโพสต์ตามสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังมีประเด็นอีกชุดหนึ่งที่บัญชีบวรเดชมักหยิบมากล่าวหาโจมตีซ้ำ ๆ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับพรรคก้าวไกล/ปชน. และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรค ดังนี้

“พรรคหื่นกาม” - สส.,สก. พรรคส้มข่มขืน/ทำร้ายผู้หญิง

ปี 2566 พรรคก้าวไกลเผชิญข้อร้องเรียนเรื่อง สส. และสมาชิกพรรคมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศรวมทั้งหมด 4 กรณี คือ สิริน สงวนสิน สส. กทม. , เกรียงไกร จันกกผึ้ง อดีตผู้สมัคร สส. ชัยภูมิ, วุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี และไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. ซึ่งการสอบสวนข้อเท็จจริงของพรรคได้ข้อสรุปว่ามีการกระทำความผิดจริง และต่อมาคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติลงโทษสิรินด้วยการตัดสิทธิพึงมีในฐานะสมาชิกพรรค ส่วนเกรียงไกร วุฒิพงศ์และไชยามพวานถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค 

บัญชีบวรเดชนำกรณีเหล่านี้มากล่าวหาโจมตีก้าวไกล/ปชน. อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา

จากข้อความทั้งหมดที่ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความที่มีคำว่า “ข่มขืน” และ “คุกคามทางเพศ” 151 ข้อความ ในจำนวนนี้เป็นข้อความที่มีเนื้อหาโจมตีพรรคก้าวไกล/ปชน. มากกว่า 100 ข้อความ เช่น

  • “หมอชิต 2 อันตรายต้องปรับปรุง แล้วที่ทำการพรรคก้าวไกล มีผู้หญิงโดนข่มขืน โดนทำร้าย โดนจับมอมเหล้าเป็นสิบราย ไม่ต้องปรับปรุงเหรอครับ? อันตรายกว่าหมอชิต 2 อีก” (30 ธ.ค. 2566
  • “บวรเดช ขอความร่วมมือเพื่อน ๆ หยุดเรียกพรรคก้าวไกลว่าก้าวไกลครับขอให้ใช้ชื่ออื่น…ส่วนตัวชอบเรียกว่า ‘ใกล้กาม’ เพราะ สส. พรรคนี้หื่นกามและมีข่าวคุกคามเพศตรงข้ามมากที่สุดในประเทศไทย” (4 ม.ค. 2567)
  • “สส. ในพรรคมึงข่มขืนผู้หญิงไม่เห็นมึงทำอะไรเลย” (โพสต์ในบัญชี X ของปิยบุตร, 10 ม.ค. 2567)
  • “ถ้าชอบข่มขืน ทำร้ายผู้หญิง ต้องไปอยู่ก้าวไกล” (30 เม.ย. 2567)
  • “พวกผู้ชายที่ข่มขืนทุบตียังอยู่ดีในพรรคส้ม” (29 ต.ค. 2568)
  • “พรรคการเมืองบางพรรคก็เลือกเหยื่อข่มขืนจากบัตรประชาชนเพราะมันรู้ดีว่า ต่อให้พวกมันข่มขืนกี่ครั้งคน กทม. ก็ยังเลือก” (13 มี.ค. 2569)

หมายเหตุ: ข้อความจากโพสต์ของบัญชีบวรเดชที่หยิบยกมาเผยแพร่ในรายงานนี้ ผู้เขียนได้แก้ไขตัวสะกด เปลี่ยนตัวอักษรย่อเป็นคำเต็ม เช่น ผช เป็น ผู้ชาย เพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย เซ็นเซอร์คำหยาบ และตัดข้อความบางส่วนออกเพื่อให้กระชับแต่ยังคงความหมายเดิมไว้ทุกประการ ผู้อ่านสามารถเข้าถึงข้อความเต็มได้ในลิงก์บันทึก (archived link) ท้ายข้อความ 

“พรรคล้มเจ้า”
บัญชีบวรเดชประกาศตัวชัดเจนผ่านข้อความและแฮชแท็กต่าง ๆ ว่าเป็นผู้จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นเรื่องไม่เกินความคาดหมายที่เขาจะใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง “ล้มเจ้า” “ล้มล้างสถาบัน” “ล้มล้างการปกครอง” มาใส่ร้ายโจมตีคนหรือพรรคการเมืองที่เขาไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล/ปชน. และนักกิจกรรมทางการเมืองที่ร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและมีบทลงโทษสูง ทั้งยังง่ายต่อการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังกันจนถึงขั้นใช้ความรุนแรง

จากโพสต์ที่เรารวบรวมและบันทึกไว้ได้ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความที่มีคำว่า “ล้มเจ้า” ทั้งหมด 47 ข้อความ ข้อความที่มีคำว่า “ล้มล้างการปกครอง” และ “ล้มล้างสถาบัน” รวมกัน 20 ข้อความ เป็นข้อความที่กล่าวหาพรรคก้าวไกล/ปชน. 23 ข้อความ, กล่าวหาธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 14 ข้อความ, กล่าวหาปิยบุตร แสงกนกกุล 9 ข้อความ, พิธา 2 ข้อความ และม็อบเยาวชนซึ่งเขาเรียกว่ากลุ่ม “สามกีบ” 3 ข้อความ โดยมักจะใช้ถ้อยคำรุนแรงและหยาบคาย เช่น 

  • “เxี้x ระยำ หมาถ่อย ล้มเจ้า = ก้าวไกล” (29 ธ.ค. 2564)
  • “ฐานเสียงของพรรคส้มคือพวกล้มเจ้า” (29 ธ.ค. 2564)
  • “คุยกับปิยบุตรได้ แต่อย่ามีทัศนคติล้มเจ้าเหมือนปิยบุตร” (11 พ.ค. 2568)
  • “…พรรคส้มที่เป็นศูนย์รวมของพวกล้มเจ้า ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย” (20 มี.ค. 2567)
  • “…พอเวหาโดนจับ ก้าวไกลก็เรียกร้องศาลให้ประกันตัวเวหาทันทีเพราะพรรคชอบคนใส่ร้ายในหลวง” (2 ก.พ. 2567)
  • “ฮิตเลอร์ พอชนะการเลือกตั้ง ก็ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์​ยิวด้วยระบอบประชาธิปไตยพรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่คนรักสถาบันก็จะโดนฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุเช่นกัน ด้วยข้อหาที่ไม่เห็นตรงกันกับธนาธร” (27 มี.ค. 2567)
  • “เหตุผลเดียวที่ธนาธร ซื้อบ้านปรีดีเพราะปรีดีล้มเจ้า” (2 เม.ย. 2567

นอกจากนี้ยังพบข้อความที่กล่าวหาใส่ร้ายพรรคก้าวไกลโดยไม่มีหลักฐาน เช่น “นโยบายพรรคก้าวไกลคือห้าม สส. โพสต์ ‘ทรงพระเจริญ’ ถ้าเจอใครโพสต์ให้เอาทัวร์ไปลง” (28 ก.ค. 2566)

พิธาทำร้ายร่างกายภรรยา 

ชุติมา ทีปะนาถ อดีตภรรยาของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยฟ้องร้องพิธาเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งหมายความว่าพิธาไม่มีความผิดและคดีสิ้นสุดแล้ว แต่บัญชีบวรเดชยังนำข้อกล่าวหาเรื่องทำร้ายร่ายกาย ประกอบกับคำให้สัมภาษณ์ของชุติมาเกี่ยวกับปัญหาในครอบครัวมาโพสต์บิดเบือนใส่ร้ายโจมตีพิธาและพรรคมาตลอด 5 ปี โดยใช้ทั้งคำว่า “ตบเมีย” “เตะเมีย” “ซ้อมเมีย” โดยไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีหรือคำชี้แจงของพิธา เป็นการจงใจทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมือง 

จากข้อความทั้งหมดที่ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความกล่าวหาพิธาเรื่องทำร้ายร่างกายภรรยาอย่างน้อย 136 ข้อความ เช่น

  • โพสต์ภาพพิธาถ่ายรูปคู่กับไชยอมร “แอมมี่” แก้ววิบูลย์พันธุ์ ฝังข้อความว่า “สมาคมคนซ้อมเมีย” (8 ม.ค. 2567
  • “คนเจนีวารู้มั้ยว่ามึงตบเมีย” (25 มี.ค. 2567 โพสต์ในบัญชี X ของพิธาที่เล่าเรื่องการเดินทางไปร่วมการประชุมสหภาพรัฐสภาโลกที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์)
  • “หัวหน้าพรรคตบเมีย สส. คุกคามทางเพศ 4 คน สก. ก็คุกคามทางเพศ สจ. ก็พึ่งซ้อมเมีย ยอมรับความจริงหน่อย…” (30 ต.ค. 2568)

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโพสต์ที่บัญชีบวรเดชนำคำให้สัมภาษณ์ของชุติมาในรายการ Club Friday Show ช่อง GMM25 เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2562 มาบิดเบือนว่าพิธาทำร้ายร่างกายภรรยาเพราะไม่พอใจที่เธอชมนักแสดงชาวต่างชาติในภาพยนตร์เรื่อง Iron Man โดยเขาโพสต์เรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง

“จิรัฏฐ์” หนีการเกณฑ์ทหาร-ใช้ใบ สด.43 ปลอม

ต้นปี 2567 จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลและโฆษกคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ถูกกล่าวหาว่าหนีการตรวจเลือกเป็นทหารและปลอมแปลงใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินหรือใบ สด. 43 ซึ่งจิรัฏฐ์ยืนยันมาตลอดว่าใบ สด. 43 ที่ระบุว่าเขาผ่านการตรวจเลือกและจับได้ใบดำไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารนั้นเป็นเอกสารจริงที่ได้รับจากสัสดี ต่อมานายทหารพระธรรมนูญได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับจิรัฏฐ์ข้อหาปลอมแปลงและใช้เอกสารราชการปลอม ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568 จำคุกจิรัฏฐ์เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม และยกฟ้องในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร จิรัฏฐ์ได้รับการประกันตัวและขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

แม้ว่าคดีจะยังไม่สิ้นสุด แต่หลายข้อความที่บัญชีบวรเดชโพสต์ได้ตัดสินไปแล้วว่าอดีต สส. ก้าวไกลหนีทหารและใช้เอกสารปลอม โดยโพสต์เรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 28 ครั้ง เช่น  

  • “ไอ้จิรัฏฐ์ยัดเงินซื้อใบ สด. 43 ปลอม [ติ่งส้ม] ชมว่าเปิดเผยการทุจริตของกองทัพ” (6 เม.ย. 2567)  
  • “ยกตัวอย่างประเทศที่ตั้งคนหนีทหารมาเป็นกรรมาธิการ​ทหารสักประเทศสิ ไม่มีใครโง่พอจะทำแบบนั้นหรอก ยกเว้นพรรคก้าวไกล” (26 เม.ย. 2567
  • “สส.หนีหทาร ได้นั่งเป็น กมธ. ทหาร มีหน้าที่ยกเลิกเกณฑ์ทหารเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด แถม กมธ. ทหารไม่เคยเรียกสอบเพราะมีวิโรจน์เป็นประธาน คอยอุ้มพวกเกียวกัน” (7 พ.ค. 2568)
  • “ขนาดคนหนีทหาร ยังได้เป็น กมธ. ทหารเลย” (30 ต.ค. 2568)

คณะก้าวหน้าอมเงินบริจาคโครงการ May Day 

เดือนกรกฎาคม 2563 นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวหาคณะก้าวหน้าว่าไม่โปร่งใสในการใช้เงินบริจาคที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมระดมทุน “เมย์เดย์-เมย์เดย์ เราช่วยกัน” เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองในช่วงการระบาดของโควิด-19 ช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 

กรณีนี้คณะก้าวหน้าได้ชี้แจงเรื่องยอดเงินบริจาคกว่า 7.7 ล้านบาท จำนวนผู้บริจาค จำนวนครั้งการโอน การใช้เงินบริจาคและเอกสารรายการธุรกรรมทั้งหมดของโครงการอย่างละเอียดทางเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2563 พร้อมกับยืนยันต่อผู้บริจาคว่า “เงินทุกบาทของท่านถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่มีการยักยอกหรือเบียดบังไปโดยทีมงานคณะก้าวหน้าแม้แต่บาทเดียว”

พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ และโฆษกคณะก้าวหน้าซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีรับบริจาคได้ฟ้องร้อง นพ.วรงค์เป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเนื่องจากศาลเห็นว่าจำเลยแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนที่ย่อมกระทำได้

บัญชีบวรเดชใช้พฤติกรรมเดิมคือนำข้อกล่าวหามาโพสต์ซ้ำ ๆ ด้วยข้อความบิดเบือนปรักปรำทำให้เกิดความเข้าใจว่ามีการทุจริตเงินบริจาคจริง จากข้อความที่เรารวบรวมไว้ได้ เขาโพสต์โจมตีคณะก้าวหน้า พรรณิการ์ ธนาธร และแกนนำคนอื่น ๆ ในประเด็นนี้อย่างน้อย 56 ข้อความ ส่วนใหญ่โพสต์ในช่วงปี 2564-2567 เช่น

  • “คณะก้าวหน้าทุจริตเงินบริจาค mayday เมื่อไหร่จะเอาเงินคืนประชาชน ไอ้สัxx” (30 เม.ย. 2566)
  • “รัฐสวัสดิการทำได้จริงรึเปล่าไม่รู้ แต่เงินบริจาค​ Mayday​ 7​ ล้าน ยังโอนไม่ครบจริงๆ” (9 ม.ค. 2566)
  • “อีช่อ พรรณิการ์ = อมเงินบริจาค mayday เข้าพรรคล้มเจ้า” (13 ธ.ค. 2565)
  • “ช่อ พรรณิการ์ ก่อนรับบริจาค mayday ดูธรรมดา ๆ พอหลังพ้นโครงการ mayday ดูสวยขึ้นเป็นกอง หน้าเรียวขึ้นเยอะเลย เอาเงินในบัญชีที่รับบริจาคชื่อตัวเองไปใช้รึเปล่าน๊า น่าสงสัยจริง ๆ” (5 ก.ย. 2565)
  • “ทำไมคนโกงค่าบัตรคอนเสิร์ตเทเลอร์ สวิฟ ถึงออกข่าวใหญ่โต แต่ธนาธรโกงเงินบริจาค Mayday ถึงแทบไม่เป็นข่าวเลย ต้องชั่วมาก ๆ เลยนะถึงโกงเงินบริจาค แต่สมพรคุมสื่อไว้หมดไง เรื่องนี้เลยเงียบ” (4 มี.ค. 2567)   

“รังสิมันต์ โรม” ไม่ใช้หนี้ กยศ.

ข้อกล่าวหาเรื่องรังสิมันต์ โรม ไม่ใช้หนี้กองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2562 เมื่อเขาเป็น สส. พรรคอนาคตใหม่และได้แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยระบุว่ามีหนี้สิน กยศ. ที่ยังไม่ได้ชำระเกือบ 200,000 บาท ทำให้มีผู้นำมาโจมตีว่าเขาไม่ชำระหนี้ กยศ. 

เรื่องนี้ถูกนำมาโจมตีต่อเนื่องหลายปี วันที่ 6 ก.ย. 2565 กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา พาดพิงรังสิมันต์ในที่ประชุมสภาว่า “หนี้ กยศ. ยังไม่ใช้เลย สำเหนียกตัวเองบ้าง” ทำให้รังสิมันต์ลุกขึ้นชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นความเท็จและมีหลายคนเข้าใจผิดว่าเขาไม่ใช้หนี้ กยศ. เขายอมรับว่ากู้เงิน กยศ. เรียนจริงเพราะมีฐานะยากจน แต่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ และเมื่อได้มาเป็น สส. ก็ชำระหนี้เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดจนวันนี้ไม่เหลือหนี้ กยศ. แม้แต่บาทเดียว นอกจากนี้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของรังสิมันต์ที่ ปปช. เปิดเผยในเดือนกรกฎาคม 2567 กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. ก็ไม่พบว่ามีหนี้ กยศ. แล้ว

แม้จะมีทั้งคำยืนยันในสภาและเอกสารแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ปปช. บัญชีบวรเดชก็ยังคงนำประเด็นนี้มาโพสต์กล่าวหาโจมตีรังสิมันต์และพรรคก้าวไกล/ปชน. อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 123 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นข้อความที่เข้าไปถามในบัญชีของรังสิมันต์ซ้ำ ๆ ว่า “ใช้หนี้ กยศ. หมดยัง” พร้อมคำด่าหยาบคาย และกล่าวหาว่ารังสิมันต์นำเงินไปใช้จัดงานแต่งงานหรูแต่ไม่ยอมจ่ายหนี้ กยศ.

  • “จัดงานแต่งงานในโรงแรมหรูหลายแสนแต่ติดหนี้ กยศ. ไม่ยอมจ่าย พรรคส้นxx กองเชียร์ก็ส้นxx” (15 มิ.ย. 2565)
  • “แม่บ้านที่เรารู้จักเคยทำงานในพรรคอนาคตใหม่ ตอนดูดฝุ่นได้ยินการประชุมกันเรื่องหนี้ กยศ. มีคนเสนอว่าทุกคนในพรรคควรใช้หนี้ กยศ. ให้หมด แต่มีอีกคนพูดแทรกขึ้นมาบอกไม่ต้องใช้ ให้ดึงไปเรื่อย ๆ รอฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาลค่อยออกนโยบายปลดหนี้พวกติดหนี้ กยศ. ที่มีจำนวนมากจะได้มาเป็นฐานเสียงให้เรา” (22 ก.ค. 2565
  • “ทำไมรังสิมันต์ไม่จ่ายหนี้ กยศ. เหนียวหนี้ไม่อยากจ่าย รอพวกตัวเองได้เป็นรัฐบาลแล้วออกนโยบายนิรโทษกรรมยกหนี้ กยศ. เอาเงินไปแต่งงานเกือบล้าน แบ่งเงินจ่ายหนี้ กยศ. ไว้เปย์เมีย หวังล้มเจ้าไม่ใช้ทุนเหมือนไอดอลปรีดี จอมพล ป.” (27 ก.ค. 2565

นอกจาก 5 ประเด็นที่ถูกนำมากล่าวหาโจมตีซ้ำ ๆ บัญชีบวรเดชยังมักนำกรณีที่เป็นข่าวเกี่ยวกับพรรคก้าวไกล/ปชน. มาบิดเบือน ผลิตซ้ำหรือแต่งเติมเรื่องราวให้เกิดข้อสงสัยหรือความเข้าใจผิดต่อพรรคและบุคคลในพรรค เช่น การประกันตัวผู้ต้องหาคดีการเมือง, คดีที่เกี่ยวข้องกับแม่และน้องชายของธนาธร, ฐานข้อมูลสมาชิกพรรครั่วไหล, กรณีแม่บ้านรัฐสภาถ่ายรูป สส. รักชนก, การจับกุมผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลในคดียาเสพติด เป็นต้น

2.3 โจมตีกลุ่มเยาวชนและนักกิจกรรมทางการเมือง

นอกจากพรรคก้าวไกล/ปชน. บัญชีบวรเดชยังโพสต์กล่าวหาโจมตีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในช่วงปี 2563-2566  

บัญชีบวรเดชเคยโพสต์กล่าวหาแกนนำว่าข่มขืนคนที่เข้าร่วมชุมนุมและอมเงินบริจาค, กล่าวหานักกิจกรรมและผู้ต้องหาทางการเมืองที่อดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวว่าไม่ได้อดข้าวจริง, ใส่ร้ายป้ายสีเกี่ยวกับเรื่องเพศ, โพสต์ภาพและข้อความที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตัวอย่างเช่น

  • “xxx หนึ่งในแกนนำสามกีบที่มีข่าวว่าเชิดเงินหนีไปกบดานต่างประเทศ 15 ล้าน” (25 พ.ย. 2564)
  • “อีกหน่อยพวกสามกีบคงมีเพศสัมพันธ์กันข้างถนนไม่ต่างอะไรกับสัตว์” (29 พ.ย. 2564)
  • “ผู้หญิงเข้ากลุ่มทะลุวัง = เสียตัว 100% ขอบคุณพรรคก้าวไกลที่ทำให้สังคมไทยมาถึงจุดนี้” (25 มี.ค. 2567)
  • “ม็อบเยาวชนที่มีพรรคการเมืองหื่นกามหนุนหลัง ยามว่างจากกิจกรรมทางการเมืองคือ Yes กันอย่างเดียว” (25 มี.ค. 2567)
  • โพสต์ภาพหมูหันและ “บุ้ง เนติพร” และข้อความว่า “ด่วน! น้องที่อดข้าว ปฏิเสธรับการรักษาทุกทาง ล่าสุดประกาศบริจาคร่างกายแล้ว ยินดีกับกรมปศุสัตว์​ด้วยครับ” (9 ก.พ. 2567


บัญชีบวรเดชยังใช้ข้อกล่าวหาเรื่องการยักยอกเงินบริจาคมาโจมตี สมบัติ บุญงามอนงค์หรือ “หนูหริ่ง” และทราย เจริญปุระ ซึ่งเป็นผู้ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเยาวชนด้วย เช่น “ผมขอร้องคุณหนูหริ่ง มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำครับ จิตอาสาไม่ได้อมเงินบริจาคเหมือนมึง ไอ้หน้าx” (25 เม.ย. 2567) และ “อีทรายอมเงินบริจาคจนโดนแบนจากวงการเพลง ไม่มีใครจ้างไปร้องเพลง ทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยการอมเงินบริจาคของ 3 กีบ โดยทำเป็นขบวนการ” (15 พ.ย. 2565)

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับโพสต์ของบัญชีบวรเดช

1. นำประเด็นที่เป็นเพียงข้อกล่าวหาหรือเป็นคดีความที่ยังไม่สิ้นสุดมาเผยแพร่ซ้ำด้วยข้อความสั้น ๆ ที่ทำให้เข้าใจผิดว่าผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นมีความผิดจริง และไม่เคยอ้างอิงคำชี้แจงของผู้ที่ถูกกล่าวหา

2. โพสต์ข้อความกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี ด่าทอซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และมักจะใช้วิธีการโพสต์ตอบกลับหรือแท็ก (tag) บุคคลที่กล่าวหา ทำให้ข้อความใส่ร้ายโจมตีนั้นถูกมองเห็นในวงกว้าง ไม่เพียงในบัญชีของตัวเอง

3. อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่มีตัวตนชัดเจนหรืออ้างลอย ๆ เหมือนเป็นการแต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมดเพื่อใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงของพรรคการเมืองและนักการเมือง โดยไม่สนใจถึงข้อเท็จจริง ความสมเหตุสมผลหรือความน่าเชื่อถือ เช่น

  • “พาอาม่าแถวบ้านมาทำบัตรประชาชนใหม่ แกบอกตั้งแต่โดนหลอกเอาบัตรประชาชนไปสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีพวกมิจฉาชีพโทรหาเยอะมาก เมื่อวานดูข่าวว่าข้อมูลหลุด แกร้องไห้เลย สงสารแกมาก ธนาธร เท้ง ปิยบุตร พิธามัวทำอะไรอยู่” (13 มี.ค. 2569)
  • “ข่าววงในบอกว่าธนาธร โมโหมากที่รูป สส. ก้าวกีดูดบุหรี่ไฟฟ้าในสภาหลุดออกมา ตอนนี้เริ่มมีการกดดันเจ้าหน้าที่สภาให้เช็คกล้องวงจรปิดว่าใครถ่าย ถ้าเป็นแม่บ้านให้ไล่ออกทันที เหมือนตอนที่แอบถ่ายห้องอีไอซ์ รักชนก” (17 ม.ค. 2567)
  • “ล่าสุดมีคุณครูที่ภูเก็ตถิ่นพรรคส้ม DM มาบอกว่าลูกศิษย์​ในโรงเรียนเริ่มเลียนแบบ พฤติกรรม​ สส. พรรคก้าวไกล เอาบุหรี่ไฟฟ้าไปดูดในห้องเรียน พออาจารย์​สอนว่าไม่ควร เด็กก็ยก สส. ก้าวไกลมาอ้างว่าคนเลือกก้าวไกลเยอะน้องเลยทำตาม ไม่ยอมรับผิด” (19 ม.ค. 2567)
  • “เมื่อคืนฟังใน Clubhouse เค้าบอกมีนักการเมืองชื่อย่อ ว. โกรธมากที่โดน [สำนักข่าว] อิศราขุด เลยสั่งให้ทีม io ของตัวเองเอาทัวร์ไปลงอิศราทุกโพสต์” (27 มิ.ย. 2566)
  • “เพื่อนที่ทำงานเป็นสามกีบ กู้ กยศ. มาอยู่ดี ๆ บอกจากนี้จะไม่จ่ายหนี้ กยศ. แล้ว จะเอาเงินไปกินเหล้า เราถามทำไมไม่จ่าย เค้าบอกพรรคก้าวไกลมีนโยบายพักหนี้ กยศ. 1 ปี ไม่จ่ายตอนนี้ก็ไม่เป็นไรเป็นสิทธิ​ของ​เรา เนี่ย พรรคส้ม ทำสังคมวุ่นวายไปหมด” (24 พ.ค. 2566)
  • “เมื่อคืนฟัง Clubhouse มีคนนึงเป็นทีมงานหาเสียงของพรรคส้มบอกว่า ก่อนพิธาจะไปถ่ายรายการกับสรยุทธ์ก็ไม่ได้กะพูดเรื่องรัฐประหาร 2549 แต่วิโรจน์เป็นคนแนะนำให้ใส่เรื่องดราม่าเกี่ยวกับรัฐประหารไปด้วย…สรุปพิธาพังเพราะเหลือก” (28 เม.ย. 2566)
  • “ที่กลุ่ม​ทะลุฟ้า​ มันกล้าไปพ่นสีใส่วังตอนนี้​ เพราะมีพรรคก้าวไกลอยู่เบื้องหลัง​ เคยฟังใน​ Club​house​ มีสามกีบคนนึงบอกว่า​ ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลจะนิรโทษกรรม​คดีการเมืองให้ทั้งหมดทุกคน​ พวกสามกีบถึงกล้าเผาแยกดินแดง​, ขวางขบวนเสด็จ​, ด่าเจ้า…” (30 มี.ค. 2566)
  • “เมื่อคืนฟัง Clubhouse เค้าบอกที่ม็อบสามกีบกล้าทำชั่วเผาแยกดินแดงปล่อย fake news ในตอนนี้เพราะพรรคก้าวไกลสัญญาไว้ว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลเมือไหร่จะนิรโทษกรรมให้ทุกคนใครผลงานเด่นจะถูกส่งลงเลือกตั้ง…สส. ที่ไม่เชื่อฟังธนาธร จะถูกเขี่ยทิ้ง” (22 พ.ย. 2565)
  • “วันนี้คุยกับร้านค้าที่เคยรับคนละครึ่ง เราถามว่าทำไมถึงเลิกรับ เค้าบอกวันก่อนมี สส. พรรคสีส้มมาหาเสียงบอกว่าอย่ารับเดี๋ยวจะโดนสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลังเยอะ ตอนนี้จากร้านขายดีคนก็น้อยลง เนี่ยแค่มาหาเสียงยังทำลายประชาชนได้ขนาดนี้ ถ้าได้เป็นรัฐบาล เราว่าประเทศชาติย่อยยับ” (26 เม.ย. 2565)   

4. แม้บัญชีบวรเดชจะเผยแพร่ข้อความที่เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายโดยไม่มีหลักฐาน แต่โพสต์ของเขากลับได้รับความสนใจนำไปเผยแพร่ต่อโดยสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง เช่น สยามรัฐเผยแพร่โพสต์จากบัญชีบวรเดชที่กล่าวหา ปชน. ว่า “ใช้เงินเทาหาเสียง” จากกรณีที่บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. กทม. ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน และ Top News นำโพสต์กล่าวหาว่าผู้สมัคร สส. ปชน. เตือนร้านค้าไม่ให้เข้าโครงการคนละครึ่งเพราะจะโดนเก็บภาษีย้อนหลัง ไปอ่านออกอากาศเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2565  

รายการ “ข่าวเป็นข่าว” ช่อง Top News นำโพสต์ของบัญชีบวรเดชไปอ่านออกอากาศ

5. ประเด็นที่บัญชีบวรเดชนำมากล่าวหาโจมตีก้าวไกล/ปชน. มักเป็นเนื้อหาเดียวกับที่เผยแพร่โดยบัญชี X อื่น ๆ ที่มุ่งโจมตีก้าวไกล/ปชน. เช่นกัน และมีปฏิสัมพันธ์กับบัญชีเหล่านั้นเป็นประจำ ในทางกลับกัน บัญชีเหล่านั้นก็แชร์โพสต์หรืออ้างถึงบัญชีบวรเดชอยู่บ่อยครั้ง เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มการมองเห็น/การมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน

6. โพสต์จำนวนมากละเมิดข้อบังคับของ X อย่างชัดเจน ได้แก่ ใช้คำพูดที่รุนแรง, แสดงความปรารถนาให้เกิดความรุนแรงหรือให้ผู้อื่นเสียชีวิต, ยั่วยุให้เกิดการคุกคาม, การพูดถึงหรือการแท็กผู้ใช้ด้วยเนื้อหาที่เป็นอันตราย, การสร้างความเกลียดชัง, การลดทอนความเป็นมนุษย์, ใช้สัญลักษณ์ เช่น เครื่องหมายสวัสดิกะของนาซีเพื่อสร้างความเกลียดชัง, สบประมาทและดูหมิ่น, การทำให้บุคคลเป็นวัตถุทางเพศในเชิงดูหมิ่น, ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย ตัวอย่างเช่น 

โพสต์แสดงความต้องการให้เกิดความรุนแรง, การพูดถึงหรือการแท็กผู้ใช้ด้วยเนื้อหาที่เป็นอันตราย:

  • “อยากเห็นลุงเสรี ต่อยไอ้เหลือกแว่นหัก ถ้าทำจริง เลือกตั้งรอบหน้าจะกาเสรีรวมไทย” (25 ก.ค. 2566) [หมายเหตุ: ลุงเสรี หมายถึง เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, “ไอ้เหลือก” หมายถึงวิโรจน์ ลักขณาอดิศร]
  • “อย่าให้เจอวิโรจน์มาเสียงแถวถิ่นเราจะต่อยให้แว่นแตกเลย ไอ้xx” (20 มี.ค. 2566)
  • “รำคาญจนอยากจะไประเบิดที่ทำการพรรค” (31 มี.ค. 2567)
  • “@Pita_MFP ไอชาติxxxที่ไหน ห้ามเมียตัวเองคบ LGBT ห้ามชมไอร่อนแมนวะสัส โคตรหน้าxxx ต่อยกับกูป่าวไอเxี้xทิม กล้าไหม?” (19 มี.ค. 2567)
  • “เกลียดพรรคก้าวไกล อยากต่อยหน้าธนาธร” (29 ธ.ค. 2566)
  • “เคยเดิน ๆ อยู่แล้ววูบไหมไอ้xx @wirojlak” (3 ก.พ. 2567)
  • “เห็นหน้าไอ้เหลือกทีไร อยากเอาส้นตีนไปสัมผัสที่หน้ามันทุกที” (2 ก.พ. 2567)
  • “ผมยอมรับว่าผมเป็นคนอารมณ์รุนแรงกับพวกสามนิ้วและไอ้เหลือก ถ้าเจอตัวเป็น ๆ ผมเข้าไปตบแว่นแตกจริง ๆ แต่ผมพยายามเลี่ยงที่จะไปเจอตัวมันเพราะผมรู้ว่าผมคุมอารมณ์ไม่ได้” (12 ก.พ. 2567)

บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความในลักษณะ “ท้าต่อย” หรือต้องการใช้ความรุนแรงหลายสิบครั้ง คนที่ถูกแท็กมากที่สุดคือวิโรจน์ (13 ครั้ง) ธนาธร (5 ครั้ง) ปิยบุตร (3 ครั้ง) นักกิจกรรมทางการเมือง (3 ครั้ง) พิธาและปดิพัทธ์ สันติภาดา (1 ครั้ง)

โพสต์แสดงความปราถนาให้ผู้อื่นเสียชีวิต:

  • โพสต์ตอบกลับศูนย์ความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่อัปเดทอาการของนักกิจกรรมที่อดอาหารประท้วงว่า “รอให้มันตายแล้วค่อยมาบอกทีเดียวได้ไหม กูรำคาญมาก” (24 ก.พ. 2567) และ “หลับยาวไปเลยได้ไหม ประเทศไทยจะได้มีปัญหาน้อยลง” (22 ก.พ. 2567
  • โพสต์ในบัญชีมติชนออนไลน์เรื่องข่าวธนาธรซื้อบ้านปรีดีที่ฝรั่งเศสว่า “ย้ายไปตายที่นั่น เหมือนปรีดีแล้วไม่ต้องกลับมานะ ไอ้สัxxนรก” (1 เม.ย. 2567)

โพสต์สร้างความเกลียดชัง:

บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความและภาพที่อ้างถึงฮิตเลอร์และนาซีไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ซึ่งผิดข้อบังคับของ X ที่ห้ามการสร้างความเกลียดชังโดยใช้สัญลักษณ์ที่รู้กันว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ส่งเสริมความเกลียดชังในอดีต เช่น เครื่องหมายสวัสดิกะของนาซี

  • “ถ้ามีสงครามโลกครั้งที่ 3 ไทยน่าจะตายก่อนเป็นประเทศแรก ๆ ของโลก เพราะความเห็นแก่ตัวของพวกส้ม ฮิตเลอร์คงมองยิวคล้าย ๆ ส้มตอนนี้ถึงต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (25 มี.ค. 2569)
  • “ฮิตเลอร์ พอชนะการเลือกตั้งก็ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์​ยิวด้วยระบอบประชาธิปไตย พรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่ คนรักสถาบันก็จะโดนฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุเช่นกัน ด้วยข้อหาที่ไม่เห็นตรงกันกับธนาธร” (27 มี.ค. 2567
  • “ก้าวไกล ชอบอ้างชนะเลือกตั้ง พวกนาซีก็ชอบอ้างชนะเลือกตั้ง” (3 ม.ค. 2567)
  • “พรรคก้าวไกลไม่ต่างอะไรกับนาซี นาซีล้างสมองคนเยอรมันให้รุนแรง ก้าวไกลล้างสมองเด็กเผาแยกดินแดง, นาซีมีฮิตเลอร์เป็นศาสดา ก้าวไกลมีธนาธรเป็นศาสดา ใครเห็นต่างจะเป็นสลิ่มทันที, นาซีชูมือสวัสดิกะ ก้าวไกลชูสามกีบ, พื้นหลังนาซีสีแดง ก้าวไกลเป็นส้ม” (2 ม.ค. 2567)
  • “คนที่เชียร์พรรคส้มนี่เxี้x ยิ่งกว่าฮิตเลอร์” (23 ธ.ค. 2565)
  • “นาซียังไม่โกงจำนำข้าว ยิ่งลักษณ์ทักษิณเลวกว่านาซี” (7 ส.ค. 2565
ตัวอย่างโพสต์ของบัญชีบวรเดชที่สร้างความเกลียดชังด้วยการใช้สัญลักษณ์นาซีและฮิตเลอร์

สรุป

Data science ช่วยยกระดับการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checking) จากการตรวจสอบเนื้อหาเป็นรายโพสต์สู่การวิเคราะห์พฤติกรรมของบัญชีผู้ใช้งาน (actor) ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลของบัญชีผู้ใช้งานนั้น เช่น ข้อความที่โพสต์ทั้งหมดพร้อมด้วยลิงก์และวันที่โพสต์ จำนวนการมีส่วนร่วม การ mention ถึงบัญชีอื่น ๆ ซึ่งทำให้การทำงานของ fact-checker ในการวิเคราะห์เนื้อหาและเจตนาของบัญชีผู้ใช้งานนั้น ๆ ใช้เวลาน้อยลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ในกรณีของบัญชีบวรเดช โพสต์ที่สามารถเข้าถึงและเก็บบันทึกไว้ได้ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 มีทั้งหมด 15,990 ข้อความ เมื่อนำโพสต์เหล่านี้มาวิเคราะห์ในเชิงปริมาณและเชิงประเด็น ทำให้เห็นว่าบัญชีผู้ใช้นี้เผยแพร่เนื้อหาที่มุ่งโจมตีพรรคก้าวไกล/ปชน. และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคโดยใช้ทั้งเนื้อหาเท็จ เนื้อหาบิดเบือน การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองและนักการเมือง รวมทั้งกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 5 ปีเต็ม ตั้งแต่บัญชีนี้เปิดการใช้งานเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 

บัญชีบวรเดชเป็นตัวอย่างของบัญชีผู้ใช้งานที่ละเมิดกฎข้อบังคับของ X อย่างชัดเจนหลายข้อ แต่ก็ยังเปิดใช้งานมานานหลายปี สะท้อนถึงความบกพร่องของระบบการตรวจสอบเนื้อหาและมาตรการจัดการบัญชีที่ละเมิดข้อบังคับของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม 

เนื้อหาที่บัญชีบวรเดชเผยแพร่มาตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีเต็ม และอาจจะนานกว่านั้นมากหากนับรวมบัญชีอื่น ๆ ของผู้ใช้รายเดียวกันนี้ที่ถูกระงับการใช้งานไปก่อนหน้า ได้สร้างความเสียหายในหลายระดับและหลายมิติ ดังนี้

  • บุคคล: ผู้ที่ถูกบัญชีบวรเดชกล่าวหา โจมตี ใส่ร้ายโดยไม่มีหลักฐานได้รับความเสียหายทัั้งชื่อเสียงและบั่นทอนสภาพจิตใจ เนื่องจากบัญชีบวรเดชมักแท็กบุคคลที่เขาต้องการโจมตีโดยตรง และส่งข้อความที่เป็นการด่าทอด้วยคำหยาบคาย การข่มขู่ทำร้ายร่างกาย การกล่าวหาในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ การเหยียดเพศ การลดทอนความเป็นมนุษย์ ผู้เสียหายที่ตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดี ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเก็บหลักฐานและดำเนินการทางกฎหมาย
  • พรรคการเมือง: พรรคก้าวไกล/ปชน. ซึ่งเป็นเป้าหมายการโจมตีของบัญชีบวรเดชต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการชี้แจงข้อเท็จจริง หักล้างข่าวปลอมและข้อกล่าวหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พรรคเสียโอกาสในการทำงานด้านอื่น หลายครั้งข้อมูลที่ชี้แจงก็ไม่ไปถึงประชาชนในวงกว้าง และหลายกรณีเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยากต่อการทำความเข้าใจ ทำให้ประชาชนยังคงมีความเข้าใจผิดต่อพรรคหรือบุคลากรของพรรค หรือเกิดภาพจำที่ผิดต่อไป
  • การเมืองไทย: แม้ว่าหลายข้อความที่บัญชีบวรเดชโพสต์จะเป็นการแสดงความคิดเห็น วิจารณ์หรือตรวจสอบนักการเมือง/พรรคการเมืองโดยปกติที่ยอมรับได้ แต่ข้อความจำนวนมากเป็นการใส่ร้าย บิดเบือนหรือจงใจสร้างความเข้าใจผิดด้วยการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน การใส่ร้ายโจมตีนักการเมืองและพรรคการเมืองด้วยข้อมูลที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จ ในด้านหนึ่งเป็นการกีดกันคนใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เพราะไม่พร้อมที่จะตกเป็นเป้าของการใส่ร้ายโจมตี ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายและรุนแรง ข่มขู่คุกคาม เหยียดเพศ ลดทอนความเป็นมนุษย์ การปล่อยให้บัญชีบวรเดชและบัญชีอื่น ๆ ที่มีพฤติกรรมแบบเดียวกัน การเผยแพร่เนื้อหาเช่นนี้เท่ากับเป็นการตรึงการเมืองไทยให้ตกอยู่ในวังวนของการใส่ร้ายป้ายสี-ชี้แจงข้อเท็จจริง จนเสียโอกาสที่จะพัฒนาในด้านอื่นที่เป็นสารัตถะของการพัฒนาประชาธิปไตย
  • ปลุกปั่นความเกลียดชังและยุยงให้เกิดความรุนแรงในสังคม: มีหลักฐานชัดเจนว่าหลายข้อความที่บัญชีบวรเดชโพสต์มีเนื้อหาที่รุนแรง ข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชังด้วยการเปรียบเทียบบุคคลและพรรคการเมืองกับฮิตเลอร์และนาซี การที่บัญชีผู้ใช้งานเผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้อยู่นานหลายปี ย่อมเป็นการบ่มเพาะความรุนแรงในสังคมไทยและมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่นำไปสู่ความรุนแรงในพื้นที่ออฟไลน์

เชิงอรรถ

  1. บัญชีบวรเดชเปลี่ยนชื่อที่แสดงในหน้าโปรไฟล์ (display name) ไปเรื่อย ๆ ตามประเด็นหรือสถานการณ์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นวลีที่โจมตีหรือพาดพิงพรรคประชาชน เช่น “บวรเดช รธน ไม่ต้องแก้ก็ได้ถ้าผู้นำฉลาดพอ” “บวรเดช ถ้าพรรคชั่วๆฉลาด Laser ID ไม่ต้องขอก็ได้” “บวรเดช อย่าเลือกพรรคที่ผู้สมัครค้ายา46” เดือนพฤษภาคม 2569 เขาเปลี่ยนชื่อโปรไฟล์เป็น “บวรเดช เลือกมัลลิกาเบอร์ 14 เท่านั้น !!!” เพื่อประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุนมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นก็เปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้ง วันที่ 29 ก.ค. 2569 บัญชีนี้ใช้ชื่อว่า “บวรเดช ไม่เอาส้ม ล้มบัตรทอง” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อยู่ ณ วันที่เผยแพร่รายงานฉบับนี้ ↩︎
  2. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2567 จากการเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งศาลเห็นว่าเข้าลักษณะการกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังถูกยุบพรรค สส. ก้าวไกลจึงย้ายไปสังกัดพรรคประชาชนซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2567 โดยมีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค รายงานชิ้นนี้ใช้คำว่า “พรรคก้าวไกล/ปชน.” เพื่อให้ครอบคลุมทั้งสองช่วงของพรรค
    ↩︎

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

แสงสีส้มบริเวณฟิวส์ เกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: แสงสีส้มปรากฏบริเวณฟิวส์ เกิดจากอะไร เป็นอันตรายหรือไม่ 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ผู้เชี่ยวชาญชี้อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย แต่ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย ควรตัดแหล่งจ่ายไฟและให้ช่างไฟฟ้าที่มีความรู้เข้าตรวจสอบ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ก.ค. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘กลุ่มวิชาชีพช่างไฟฟ้ากำลัง’ มีผู้โพสต์ภาพแผงคัตเอาท์ซึ่งฟิวส์มีแสงสีส้ม พร้อมตั้งคำถามว่าเกิดจากกอะไร มีอันตรายหรือไม่ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 ว่าการที่มีแสงสีส้มเกิดขึ้นบริเวณฟิวส์เป็นสภาวะผิดปกติที่ต้องได้รับการตรวจสอบโดยเร่งด่วน และไม่ควรใช้งานต่อ 

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่แท้จริงจากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวได้ว่าเป็นการอาร์กไฟฟ้า (Electrical Arcing) หรือเกิดจากกระแสเกิน (Overload) เนื่องจากอาจมีสาเหตุได้หลายประการ เช่น ความต้านทานสัมผัสสูง (High Contact Resistance) จากหน้าสัมผัสหลวม การเกิดออกซิเดชัน ฟิวส์หรือฐานฟิวส์เสื่อมสภาพ หรือการรับโหลดเกิน ซึ่งล้วนทำให้เกิดความร้อนสะสมตามหลัก Joule Heating และอาจพัฒนาไปสู่การอาร์กไฟฟ้า การเสื่อมของฉนวน การหลอมละลายของอุปกรณ์ หรืออัคคีภัยได้ 

“หากพบแสงเรือง ความร้อนผิดปกติ กลิ่นไหม้ หรือเสียงอาร์ก ควรตัดแหล่งจ่ายไฟหากสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย และให้ช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง โดยตรวจสอบความแน่นของจุดต่อ สภาพฟิวส์และฐานฟิวส์ รวมถึงตรวจวัดอุณหภูมิด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนก่อนซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์” ดร.สุพรรณกล่าว

ดร.สุพรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงระบบเป็นอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐาน เช่น MCB หรือ RCBO เป็นแนวทางที่เหมาะสมเมื่อประเมินสภาพระบบแล้ว แต่ไม่ควรละเลยการค้นหาสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้น

“รถ EV” ลุยน้ำได้ไหม? เรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“ถ้าคิดว่ารถ EV ลุยน้ำได้เหมือนรถน้ำมัน แล้วฝืนขับลุยน้ำท่วมสูง ระวังระบบไฟฟ้าอาจช็อตจนรถดับกลางทาง การที่น้ำซึมเข้าชุดแบตเตอรี่ไม่ได้แค่ทำลายระบบขับเคลื่อน แต่มันทำให้เกิดการลัดวงจรทั้งคัน จนรถคันโปรดของคุณอาจกลายเป็นเศษเหล็กที่ซ่อมไม่คุ้ม วิธีแก้คือเช็คระดับน้ำทุกครั้งก่อนเดินทาง ถ้าเจอจุดเสี่ยงต้องกล้าเลี่ยงทันที อย่าเสี่ยงขับลุยเด็ดขาด เพราะความปลอดภัยของคนสำคัญที่สุด”

เสียงบรรยายจากคลิปที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กหนึ่งเมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2569 เตือนผู้ที่ใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือรถ EV ไม่ควรขับรถลงไปในพื้นที่น้ำท่วม

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ความนิยมรถ EV ในหมู่คนไทยเพิ่มสูงขึ้น ตามข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ในปี 2564 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 5,889 คัน เพิ่มเป็น 20,817 คันในปี 2565 ตามด้วย 100,219 คันในปี 2566 ก่อนลดลงเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 96,718 คันในปี 2567 (หมายเหตุ: สถิติการจดทะเบียนรถใหม่ปี 2568 ตามประเภทเชื้อเพลิง พบการสรุปข้อมูลยังไม่ครบถ้วนในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า จึงยังไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้)

แต่อีกด้านหนึ่ง น้ำท่วมหรืออุทกภัยก็เป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติที่คนไทยต้องเผชิญทุกปี รวมถึงในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ดังที่ สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เคยออกมาเตือนเมื่อปี 2568 อ้างถึงคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุไทยเป็น 1 ใน 8 ชาติของทวีปเอเชียที่เสี่ยงเผชิญอุทกภัยรุนแรงในปี 2593 ขณะที่กรุงเทพฯ อาจเริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่ปี 2573 หากไม่มีมาตรการรับมือที่ดีพอ

คำแนะนำ ‘ขับรถยนต์ไฟฟ้าเจอน้ำท่วม’ ในสื่อประชาสัมพันธ์ ‘ขับขี่ปลอดภัย By DLT’ จัดทำและเผยแพร่โดยกรมการขนส่งทางบก

รถ EV ลุยน้ำได้ไหม?

คำแนะนำจากสื่อประชาสัมพันธ์ ‘ขับขี่ปลอดภัย’ โดยกรมการขนส่งทางบกระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรีที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญอยู่ด้านล่างตัวถังออกแบบให้ป้องกันน้ำเข้าเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าภายในรถ สามารถขับผ่านน้ำได้ในระดับที่ปลอดภัย หากเจอน้ำท่วมควรประเมินสถานการณ์ก่อนลุยน้ำ ดังนี้ 

  1. ระดับน้ำสูงไม่เกินครึ่งล้อรถ ที่ระดับ 40 ซม. ขับผ่านได้
  2. ระดับน้ำสูงเกินขอบประตูรถยนต์ มีความเสี่ยงสูง ไม่ควรขับต่อ
  3. ขับลุยน้ำเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัย
  4. ขับที่ความเร็วต่ำ ลดแรงปะทะจากคลื่นน้ำใต้ท้องรถ
  5. ระมัดระวังสิ่งกีดขวาง มากระทบแบตเตอรี่ เช่น ก้อนหิน ท่อนไม้
  6. ปิดแอร์ ป้องกันน้ำพัดเข้าไปยังชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า อาจส่งผลเสียหายต่อรถได้
  7. หากเจอน้ำท่วมเป็นทางยาว ควรเปลี่ยนเส้นทาง ไม่ควรขับลุยน้ำเกิน 30 นาที เสี่ยงน้ำเข้าระบบแบตเตอรี่
  8. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำขณะรถติด เสี่ยงจอดแช่น้ำเป็นเวลานาน
  9. ตรวจเช็กสภาพรถยนต์หลังลุยน้ำที่ศูนย์บริการ เพื่อความมั่นใจในการใช้งาน

ขณะที่ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า จากมุมมองทางวิศวกรรม “การกล่าวว่า EV หรือรถยนต์ไฟฟ้าห้ามลุยน้ำแบบเหมารวมนั้นไม่ถูกต้อง” เพราะรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้รับการออกแบบให้อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โดยแบตเตอรี มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และระบบสายไฟแรงสูง มีการป้องกันน้ำและฝุ่นตามข้อกำหนดของผู้ผลิตและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO 6469 และ UN Regulation No. 100 (UN R100) ส่วนระดับการป้องกันน้ำและฝุ่นของอุปกรณ์ (Ingress Protection: IP Code) อ้างอิงมาตรฐาน IEC 60529 และ ISO 20653 สำหรับงานยานยนต์

นอกจากนี้ รถยังมีระบบตรวจสอบความเป็นฉนวนไฟฟ้า (Insulation Monitoring) และระบบตัดแยกวงจรไฟฟ้าแรงสูงอัตโนมัติเมื่อเกิดความผิดปกติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายทางไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม “การขับผ่านน้ำได้ ไม่ได้หมายความว่าควรลุยน้ำท่วม” เนื่องจากการทดสอบระดับการป้องกันน้ำ (IP Rating) เป็นการทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม เช่น การแช่น้ำนิ่งตามระดับและระยะเวลาที่กำหนด ไม่ใช่การขับผ่านน้ำท่วมจริง ซึ่งยังมีปัจจัยอื่น เช่น ความเร็วรถ คลื่นน้ำ แรงดันน้ำที่กระทำต่อชิ้นส่วนใต้ท้องรถ หลุมบ่อ และวัตถุที่มองไม่เห็นใต้น้ำ

ดร.สุพรรณ ยังย้ำด้วยว่า “การลุยน้ำยังอาจสร้างความเสียหายต่อระบบเบรก ช่วงล่าง ลูกปืน และระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรถทุกประเภท” และหากเป็นรถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ยังมีความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าสู่ระบบไอดีจนเกิด Hydrolock (น้ำเข้าสู่กระบอกสูบจนเครื่องยนต์เสียหาย) ด้วย ดังนั้นในเชิงวิศวกรรม ข้อความที่เหมาะสมกว่าคือ รถ EV ไม่ได้ห้ามลุยน้ำ แต่ก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้ขับฝ่าน้ำท่วมลึกหรือกระแสน้ำแรงเป็นประจำ

“เช่นเดียวกับรถทุกประเภท หากจำเป็นต้องขับผ่านน้ำ ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ผลิต ใช้ความเร็วต่ำและคงที่ หลีกเลี่ยงการสร้างคลื่นน้ำ และหากรถจมน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ควรให้ศูนย์บริการตรวจสอบระบบไฟฟ้าแรงสูง ระบบความปลอดภัย และสภาพทางกลก่อนนำกลับมาใช้งาน” ดร.สุพรรณกล่าว

ด้าน สุรเชษฐ์ สีงาม ที่ปรึกษาคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) อธิบายประเด็นความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วมว่า หากเป็นรถยนต์เครื่องสันดาป จุดที่หนักที่สุดคือการที่น้ำเข้าไปในเครื่องยนต์ ซึ่งจะต้องซ่อมด้วยการถอดชิ้นส่วนออกมาล้าง (overhaul) แต่หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) หรืออาจรวมถึงรถยนต์ไฮบริด (HEV) จะมีชิ้นส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า

และโดยเฉพาะแบตเตอรี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราวครึ่งหนึ่งของราคาขายรถยนต์รุ่นนั้นทั้งคัน ยิ่งแบตเตอรีที่มีจำนวนโวลต์สูง ๆ เพื่อที่จะให้มีกำลังขับเคลื่อนมาก ๆ ราคาก็ยิ่งแพง อีกทั้งยังมีความเฉพาะของวัสดุห่อหุ้มแบตเตอรี่แต่ละรุ่น ดังที่เคยมีข่าวว่าแบตเตอรีของรถ EV ได้รับความเสียหายจากการถูกหนูกัดแทะ แต่หากถามว่ารถ EV ลุยน้ำได้มากน้อยเพียงใด ต้องเข้าใจก่อนว่ารถ EV มีสถานะเหมือนกับอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ดังนั้นต้องไปดูการรับรองผลการทดสอบประสิทธิภาพการกันน้ำ กันฝุ่น ตลอดจนทนทานต่อการถูกกระแทกว่าเป็นอย่างไร เช่น มาตรฐาน IP Code ที่ประกอบด้วยเลข 2 ตัว โดยเลขตัวหน้าหมายถึงระดับการป้องกันของแข็งหรือฝุ่น ส่วนเลขตัวหลังหมายถึงระดับการป้องกันความชื้นหรือน้ำ ซึ่งตัวเลขยิ่งสูงยิ่งป้องกันได้ดี ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือที่ติดฉลากว่า IP65 หมายความว่าอุปกรณ์นี้กันความชื้นที่ระดับ 5 คือป้องกันการฉีดหรือสาดน้ำใส่ได้ แต่หากนำไปจุ่มหรือแช่น้ำก็จะได้รับความเสียหายจากน้ำเข้าเครื่อง ดังนั้นสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ตัวเลขประสิทธิภาพการป้องกันความชิ้นควรเป็นระดับ 7 หรือ 8 เพื่อให้ป้องกันได้มากขึ้นหากต้องแล่นผ่านพื้นที่น้ำท่วม

“บางทีรถออกจากโรงงานที่เขาซีลอย่างดี กับถ้าเกิดรถมีการเปลี่ยนแบตเตอรี เพราะแบตเตอรีในนั้นเป็นโมดูล บางรุ่นมี 4,6,7 หรือ 9 โมดูล ถ้าเขาเปลี่ยนแบตฯ ซ่อมเพื่อเปลี่ยนเฉพาะโมดูล เขาไม่เปลี่ยนหมดเพราะถ้าเปลี่ยนหมดราคามันสูง ทีนี้การซีลกลับคืนมันคงไม่ได้รับประกันแบบว่าจะกลับมาเป็น IP67 IP68 เหมือนเดิม ลักษณะนี้ก็ถดถอยในสภาวะต่าง ๆ” สุรเชษฐ์กล่าว

มาตรฐาน IP Code หรือ IP Rating
ที่มา : Omega Measuring Instrument

ผู้เชี่ยวชาญจาก วสท. ฝากข้อคิดถึงผู้ที่กำลังคิดจะซื้อรถ EV มาใช้งาน ว่า “รถไฟฟ้าเป็นพาหนะที่ต้องวางแผนการใช้” อย่างที่ประเทศจีน หากเป็นการใช้รถระบบขนส่งระยะทางไกล ๆ หรือการท่องเที่ยว จะใช้รถยนต์เครื่องสันดาป เติมเชื้อเพลิงเป็นน้ำมันบ้าง ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บ้าง ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV มักใช้กับการเดินทางไปกลับระหว่างที่พักกับที่ทำงานเป็นหลัก นอกจากนั้น “รถยนต์ไฟฟ้าไม่ควรใช้จนแบตเตอรี่หมด” เพราะเมื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าตอนที่แบตเตอรีหมดจะทำให้เกิดความร้อนสูงซึ่งนำไปสู่การที่แบตเตอรีเสื่อมสภาพเร็ว

ขณะที่การใช้รถในสถานการณ์น้ำท่วม ต้องย้ำว่า “น้ำท่วมไม่ควรใช้รถ EV วิ่ง” เนื่องจากแบตเตอรีของรถประเภทนี้มีคำเตือนเรื่องการถูกบีบหรือกระแทกอย่างรุนแรงเพราะมีความเสี่ยงทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ซึ่งเมื่อน้ำท่วมผู้ขับขี่มักมองไม่เห็นพื้นถนน โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่สภาพถนนก็ไม่ค่อยราบเรียบ จึงไม่แนะนำให้ผู้ใช้รถ EV ขับลุยน้ำเพราะไม่คุ้มกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ที่ปรึกษาคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย วสท. กล่าว

อ้างอิง

เตือนภัย SMS แจ้งค้างค่าปรับจราจรพร้อมแนบลิงก์ ตร. ยืนยันไม่ส่งข้อความเช่นนี้ อย่าเชื่อ-อย่ากดลิงก์

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: SMS แจ้งว่ามียอดใบสั่งจราจรที่ยังไม่ได้ชำระ แนบลิงก์ให้ดำเนินการ 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นอุบายมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือติดตั้งแอปพลิเคชันเข้าควบคุมอุปกรณ์สื่อสาร** 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: SMS หลอกลวงลักษณะนี้มีมาอย่างต่อเนื่องซึ่งทางตำรวจได้เตือนภัยเป็นระยะ ๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ตำรวจจราจรเชียงใหม่ – TFCM’ เผยแพร่คลิปวิดีโอคำเตือนจาก พ.ต.ท.ศักดา โชติพัฒนโภคิน รอง ผกก.กลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ว่าตำรวจจราจรไม่มีการส่ง SMS แนบลิงก์ให้ชำระใบสั่งจราจร หากได้รับ SMS แบบนี้ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ

พ.ต.ท.ศักดาแนะนำว่าบางครั้งมิจฉาชีพยังแนบหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่ใช่หมายเลขที่ถูกต้องของหน่วยงานมากับ SMS ด้วย ดังนั้นหากประชาชนต้องการทราบว่าตนเองมีใบสั่งค้างไว้หรือไม่ต้องติดต่อไปที่หน่วยงานจราจรของตำรวจโดยตรงหรือตรวจสอบกับหน่วยงานขนส่งเมื่อไปชำระภาษีรถยนต์ หากมีใบสั่งค้างอยู่ก็จะมีข้อมูลปรากฏขึ้นมา 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ตำรวจสอบสวนกลาง’ เตือนภัยพบมิจฉาชีพส่ง SMS อ้างว่าค้างชำระค่าปรับ พร้อมแนบ QR Code ให้สแกน ซึ่งห้ามหลงเชื่อสแกนโดยเด็ดขาด เพราะอาจถูกฝังมัลแวร์ลงในโทรศัพท์มือถือหรือสูญเสียเงินในบัญชีธนาคารได้ พร้อมย้ำว่าตำรวจไม่มีนโยบายส่ง QR Code แนบไปกับ SMS เพื่อให้สแกนจ่ายค่าปรับ

ตำรวจสอบสวนกลางให้ข้อมูลว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบว่าตนเองมีใบสั่งจราจรที่ยังไม่ได้ชำระค่าปรับหรือไม่ได้ที่เว็บไซต์ ptm.police.go.th/eTicket ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: SMS หลอกลวงเรื่องค้างชำระค่าปรับจราจรกลับมาระบาดอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการขนส่งทางบกร่วมกันแถลงข่าวเรื่องการเชื่อมโยงฐานข้อมูลใบสั่งจราจรเพื่อแก้ปัญหาใบสั่งค้างชำระซึ่งที่ผ่านมาพบว่าสูงนับสิบล้านใบ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป หากผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าปรับให้ครบถ้วนเรียบร้อย แม้จะชำระภาษีรถยนต์ประจำปีแล้วก็จะยังไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีฉบับจริง (ป้ายวงกลม) 

วันต่อมา เพจเฟซบุ๊ก ‘Drama-addict’ โพสต์เตือนภัยว่ามีผู้ไดรับข้อความ SMS ว่า “แจ้งเตือน: ท่านค้างชำระใบสั่งจราจร” พร้อมแนบลิงก์ โดยทางเพจย้ำว่าใครได้รับข้อความแบบนี้ห้ามกดลิงก์เด็ดขาดเพราะเป็นมิจฉาชีพ

ปลั๊กไฟ 3 ขา หักออก 1 ขาเพื่อให้เสียบเข้ากับเต้ารับที่มี 2 รู ทำได้หรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปลั๊กไฟ 3 ขา หักออก 1 ขาเพื่อให้เสียบเข้ากับเต้ารับที่มี 2 รู ทำได้หรือไม่ 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ไม่ควรทำเพราะเสี่ยงเกิดไฟดูดหรืออัคคีภัย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘กลุ่มวิชาชีพช่างไฟฟ้ากำลัง’ มีผู้โพสต์ภาพปลั๊กไฟ 3 ขา ในสภาพถูกหักออก 1 ขา โดยระบุขา N หัก เหลือแต่ขา L กับ G ซึ่งในโพสต์ดังกล่าวมีการถกเถียงกันว่าปลั๊กที่อยู่ในลักษณะนี้สามารถใช้งานได้หรือไม่ 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567 มีผู้สอบถามเรื่องเดียวกันนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘งานบ้านที่รัก’ ว่าหากปลั๊กตู้เย็นชำรุดโดยขา G หายไปเหลือเพียงขา L กับ N จะสามารถใช้งานได้หรือไม่ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ว่า ปลั๊กไฟมาตรฐาน 2 ขาประกอบด้วย L (Line) และ N (Neutral) ส่วนปลั๊กไฟ 3 ขาจะมี PE หรือ G (Protective Earth) เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูดในเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท Class I ตามหลักการของ IEC 60364-4-41 และมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของ วสท. 022001-22 

“หากปลั๊ก 3 ขาชำรุด เช่น ขาใดขาหนึ่งหัก ไม่ควรนำมาใช้งานหรือทดลองเสียบ เพราะอาจเกิดการสัมผัสผิดตำแหน่ง การลัดวงจร การอาร์ก หรือทำให้ระบบป้องกันทางไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ในทำนองเดียวกัน การหักขากราวด์ (PE/G) เพื่อให้เสียบกับเต้ารับ 2 รู แม้จะทำให้ใช้งานได้ แต่ไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย เนื่องจากเป็นการตัดระบบป้องกันไฟฟ้าดูดของเครื่องใช้ไฟฟ้า” ดร.สุพรรณอธิบาย 

ดร.สุพรรณแนะนำว่า ทางแก้ที่ถูกต้องคือเปลี่ยนปลั๊กหรือสายไฟที่ชำรุด และใช้เต้ารับ 3 รูที่ต่อเข้ากับระบบสายดินที่ถูกต้อง ไม่ควรดัดแปลงปลั๊กหรืออุปกรณ์ให้ผิดจากมาตรฐาน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดูดและอัคคีภัย 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ออกคำเตือนเรื่องนี้เช่นกัน ระบุว่า ขาสายดินมักเป็นส่วนที่หลายคนเลือกหักทิ้งเมื่อเต้ารับไม่รองรับปลั๊กแบบ 3 ขา เพื่อให้ปลั๊กไฟสามารถเสียบใช้งานได้สะดวกขึ้น แต่การทำเช่นนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกไฟฟ้าดูดหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น กฟภ. แนะนำให้เปลี่ยนเต้ารับเป็น 3 รู เพื่อให้สามารถใช้งานปลั๊ก 3 ขาได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย รองรับระบบสายดินได้ครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร

ภาพเรือที่ถูกอิหร่านโจมตีถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มฮูตีโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพกลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุดิอาระเบีย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพไม่ตรงกับเนื้อหา** เหตุการณ์กลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุดิอาระเบียเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 แต่ภาพที่นำมาประกอบเป็นภาพเรือที่ถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวถึงชาวรังสิต’ โพสต์ภาพเรือลำหนึ่งในสภาพไฟลุกท่วม พร้อมข้อความว่า “ฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ ไปแล้ว คาทะเลแดง บึ้ม 2 ลำ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าภาพประกอบโพสต์ดังกล่าวเป็นภาพเดียวกับที่ปรากฏในคลิปวิดีโอที่สำนักข่าว ABC ของออสเตรเลีย และ  The Independent ของอังกฤษเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยรายงานว่าเป็นเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 บริเวณน่านน้ำของอิรัก และมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย

ภาพไฟลุกท่วมเรือจึงไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันของซาอุดิอาระเบียในทะเลแดงตามที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กกล่าวอ้าง แต่เป็นภาพเรือบรรทุกน้ำมันถูกอิหร่านโจมตีในน่านน้ำของอิรักเมื่อ 4 เดือนก่อน 

สำหรับเหตุการณ์ยิงเรือน้ำมันของซาอุดิอาระเบียนั้น สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 ระบุว่า กลุ่มฮูตีได้ออกมาอ้างว่าเป็นผู้ใช้จรวดและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือ Encelia และ Layla ซึ่งเป็นเรือของซาอุดิอาระเบีย ในพื้นที่ทะเลแดง เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569

รอยเตอร์ยังอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวความมั่นคงทางทะเลว่า เรือเอนเซเลียได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากการถูกขีปนาวุธโจมตีใกล้ท่าเรือจิซานของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงเมื่อช่วงดึกของวันที่ 22 ก.ค. 2569 โดยน้ำมันซาอุดีอาระเบียหลายล้านบาร์เรลต่อวันกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือยานบูในทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ 

เปรียบเทียบภาพประกอบโพสต์เรื่องกลุ่มฮูตีโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ ที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวถึงชาวรังสิต’ (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่โดย The Independent ของอังกฤษและ ABC ของออสเตรเลียเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยสำนักข่าวทั้งสองสำนักรายงานตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือในน่านน้ำอิรัก (ภาพกลางและขวา)

กล้องหน้ารถ-กล้องวงจรปิด ติดยังไงไม่ให้ผิด PDPA? 

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ห้ามติดกล้อง แต่กำหนดให้ใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม ดังนั้นการติดกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดตามบ้านและอาคารสถานที่ต่าง ๆ มีข้อควรระวังและต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลด้วย 

กล้องหน้ารถ

ข้อควรระวังหากนำภาพไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ

  • เบลอหน้าบุคคล
  • เบลอป้ายทะเบียน
  • หลีกเลี่ยงการนำภาพไปเผยแพร่เพื่อประจาน เพราะอาจผิดกฎหมายอื่นร่วมด้วย

กล้องที่บ้าน ร้านค้า หน่วยงาน

  • ควรติดป้ายแจ้งเตือน หากมีการบันทึกภาพบุคคลในพื้นที่สาธารณะ  
  • ไม่ควรหันกล้องส่องเข้าบ้านคนอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนตัว เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน
  • ไม่ควรเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น
  • ไม่ควรนำภาพไปเผยแพร่จนผู้อื่นเสียหาย

ที่มา: รายการชัวร์ก่อนแชร์

กินกุ้งดิบ เสี่ยงตาบอดจริงหรือ ?

การรับประทานกุ้งดิบหรือหอยน้ำจืดดิบมีความเสี่ยงเป็นโรคพยาธิ โดยเฉพาะโรคพยาธิปอดหนูที่อาจชอนไชเข้าดวงตา สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต 

📌 วงจรชีวิตพยาธิปอดหนู: พยาธิปอดหนูจะออกไข่ในปอดของหนู ตัวอ่อนจะปนออกไปกับขี้หนู และเข้าไปอยู่ในหอยน้ำจืด กุ้ง ปู ปลา 

📌เข้าสู่คน: เมื่อกินกุ้งหรือหอยดิบที่มีตัวอ่อนของพยาธิปอดหนู พยาธิก็จะเข้าไปเจริญเติบโตในร่างกาย และอาจชอนไชเข้าสู่ดวงตาและสมอง 

📌 พยาธิขึ้นตา: ถ้าพยาธิปอดหนูชอนไชเข้าตา ผู้ป่วยจะมีอาการตาพร่ามัว ปวดตา ตาอักเสบ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจถึงขั้นตาบอด รักษาโดยผ่าตัดเอาตัวพยาธิออก

 📌พยาธิขึ้นสมอง: ผู้ป่วยจะปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน แขนขาอ่อนแรง คอแข็ง หลังแข็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต ยังไม่มียารักษาเฉพาะ แพทย์จะรักษาตามอาการ

 📌วิธีป้องกัน: กินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก ส่วนผักสดให้แช่น้ำสะอาด น้ำส้มสายชู หรือเกลือละลายน้ำนาน 10 นาที

 📌 ความเชื่อที่ผิด: การใช้น้ำโซดาหรือน้ำมะนาวล้างกุ้งไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ โซดาอาจช่วยล้างคราบไขมันหรือสิ่งสกปรกออกบางส่วนเท่านั้น การทำให้สุกเท่านั้นถึงจะปลอดภัย   

อ้างอิง: Mahidol Channel, รายการชัวร์ก่อนแชร์  

เพจเฟซบุ๊กอัพเดทสถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ใช้ภาพประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน 

📌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพทั้งหมดไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน และบางภาพไม่ใช่เหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน** 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ก.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Pipoppat Promjanya’ โพสต์ภาพ 3 ภาพประกอบข้อความสรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านทั้งหมด 5 เหตุการณ์ ได้แก่ สหรัฐฯ โจมตีเมืองทาบริซของอิหร่าน, สหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควิน, เหตุเรือสินค้าถูกโจมตีไฟลุกท่วมในช่องแคบฮอร์มุซ, เหตุทหารอเมริกันเสียชีวิต 1 นายในอิรักขณะกู้ระเบิดที่ไม่ทำงานและเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 และ 5.7 ในจังหวัดเคอร์มันชาห์ของอิหร่าน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อมูลทั้ง 5 เหตุการณ์ในโพสต์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อของอิหร่านและสำนักข่าวในต่างประเทศที่เชื่อถือได้ ดังนี้

  • สหรัฐฯ โจมตีเมืองทาบริซของอิหร่านเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 (Iran International, Anadolu Agency)
  • สหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควิน (IRNA, Iran International)
  • เหตุเรือสินค้าถูกโจมตีไฟลุกท่วมในช่องแคบฮอร์มุซ (Iran International, Euronews)
  • เหตุทหารอเมริกันเสียชีวิต 1 นายในอิรักขณะกู้ระเบิดที่ไม่ทำงาน (Al Jazeera, BBC)
  • เหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 และ 5.7 ในจังหวัดเคอร์มันชาห์ของอิหร่าน (WANA News Agency, Iran Press)

อย่างไรก็ตามภาพที่นำมาเผยแพร่ประกอบโพสต์เป็นภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเลย จากการตรวจสอบด้วย Google Lens ได้ข้อมูลเกี่ยวภาพประกอบทั้ง 3 ภาพดังนี้

▪️ ภาพอาคารสูงในเมืองริมทะเลมีควันและเปลวไฟลุกท่วม: โคแฟคพบคลิปวิดีโอของสำนักข่าว AP ที่ถ่ายในมุมเดียวกัน ถูกโพสต์ในช่องยูทูบ ‘Associated Press’ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 ระบุเป็นเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตของเลบานอน เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 นอกจากนั้น สำนักข่าว The Guardian ของอังกฤษ ก็ใช้ภาพและรายงานข่าวเช่นเดียวกัน 

▪️ภาพทหารสวมหมวกสีเขียวเดินอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง: เป็นภาพทหารเลบานอนในเมืองนาบาติเยห์ทางภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอล โดยสำนักข่าว Kuwait Times ของคูเวต ระบุเป็นภาพจากสำนักข่าว AFP ถ่ายในวันที่ 21 มิ.ย. 2569 นอกจากนั้น ยังพบภาพที่ภ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน เผยแพร่ในสำนักข่าว The Guardian ของอังกฤษ ระบุเป็นภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ถ่ายในสถานที่เดียวกัน ในวันที่ 21 มิ.ย. 2569 เช่นกัน 

▪️ภาพธงชาติอิหร่านท่ามกลางซากปรักหักพัง: โคแฟคพบภาพเดียวกันอยู่ในเว็บไซต์คลังภาพของสำนักข่าว AP ระบุว่า เป็นภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 บริเวณสถานีตำรวจในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: บัญชีโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสู้รบสหรัฐฯ-อิหร่านมักนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามาประกอบเนื่องจากเหตุการณ์เกิดในพื้นที่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยและเกิดในหลายประเทศทำให้ยากต่อการตรวจสอบหรือตั้งข้อสงสัย

แม้การใช้ภาพประกอบที่ไม่ตรงกับเนื้อหาในกรณีนี้จะไม่ได้สร้างผลกระทบหรือความเสียหายร้ายแรง แต่การเผยแพร่ภาพและข้อมูลที่ถูกต้องย่อมดีกว่าการนำภาพจากเหตุการณ์ในอดีตหรือเหตุการณ์ในประเทศอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงแบบผิด ๆ ทั้งนี้เพื่อลดความสับสนปั่นป่วนของข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

กฎใหม่ของการนำพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบิน

วันที่ 22 พ.ค. 2569 สำนักงานการบินพลเรือนออกข้อกำหนดใหม่เรื่องการนำแบตเตอรีลิเทียมขึ้นเครื่องบิน ซึ่งรวมถึงแบตเตอรีสำรองแบบพกพาหรือ power bank ด้วย

✅ ข้อกำหนด

  • ต้องมีค่าพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 100 Wh
  • ต้องนำติดตัวเป็นสัมภาระติดตัว (hand/carry-on baggage) เท่านั้น
  • ผู้โดยสารพกพาพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องได้ไม่เกินคนละ 2 ก้อน
  • ต้องมีการป้องกันพาวเวอร์แบงก์แต่ละก้อนไม่ให้เกิดการลัดวงจรเมื่อไม่ได้ใช้งาน เช่น จัดเก็บไว้ในถุงป้องกันหรือหุ้มฉนวนที่ขั้วแบตเตอรี 

❌ ข้อห้าม

  • ห้ามชาร์จพาวเวอร์แบงก์ระหว่างที่อยู่บนเครื่องบิน
  • ห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์ชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ

ℹ️ ทำไมต้องเข้มงวด ?

พาวเวอร์แบงก์เป็นแบตเตอรีลิเทียมไอออนแบบพกพา หากเกิดความร้อนสูง ลัดวงจร หรือเกิดความเสียหาย อาจทำให้เกิดไฟไหม้บนเครื่องบินได้

ที่มา: สำนักงานการบินพลเรือน

ทำไมจึงไม่ควรล้างไก่สดก่อนปรุง?

หลายคนล้างไก่สดก่อนนำมาปรุงอาหารเพราะความเคยชินและเชื่อว่าทำให้ไก่สะอาดขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารปลอดภัยแนะนำว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ   

📌ทำไมไม่ควรล้าง

⚠️ ไม่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบนเนื้อไก่ได้

⚠️ เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนเนื้อไก่ซึ่งทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษหรือท้องเสียรุนแรง อาจแพร่กระจายไปยังภาชนะ เครื่องครัว โต๊ะ เสื้อผ้า  

⚠️ แบคทีเรียในไก่สดถูกทำลายได้ด้วยการปรุงสุกเท่านั้น การไม่ล้างแต่ปรุงให้สุกคือทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

📌ทำอย่างไรให้ปลอดภัย

✅ เก็บไก่สดในถุงหรือภาชนะที่ปิดสนิทในตู้เย็น เพื่อป้องกันการปนเปื้อนอาหารอื่น

✅ ใช้เขียงและมีดแยกเฉพาะสำหรับเนื้อสัตว์ ล้างมือและภาชนะให้สะอาดหลังการสัมผัส 

✅ ปรุงไก่ให้สุกทั่วถึงที่อุณหภูมิอย่างน้อย 75°C 

📌 ถ้าจำเป็นต้องล้างสิ่งสกปรก 

✅ ล้างไก่ในอ่างล้างจาน ห่างจากอาหารหรือภาชนะอื่น

✅ เปิดน้ำอ่อน ๆ เพื่อไม่ให้กระเด็น

✅ ล้างพื้นที่และภาชนะที่สัมผัสไก่สด และล้างมือให้สะอาด 

อ้างอิง: Rama Channel

สูตรน้ำยาไล่ยุง “สบู่ + น้ำส้มสายชู + น้ำตาลทราย” ได้ผลจริงหรือ ?

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าการนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับสบู่และน้ำตาลทรายจะสามารถไล่ยุงหรือป้องกันยุงกัดได้

❌ ไม่มีฤทธิ์ไล่ยุง รายการชัวร์ก่อนแชร์และภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำส่วนผสมนี้ไปทดลองกับยุงลายบ้านที่เลี้ยงไว้ พบว่ายุงยังคงมาตอมและกัดกินเลือด

❌ ดึงดูดยุงให้เข้าตอม การทดลองยังพบด้วยว่ามียุงมาตอมส่วนผสม อาจเป็นเพราะมีน้ำตาล

✅ วิธีป้องกันยุง ใช้ยาทากันยุงที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. กำจัดแหล่งน้ำขัง และป้องกันตนเองด้วยมุ้งหรือเสื้อผ้าที่มิดชิด

ℹ️ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยาทากันยุง ยาทากันยุงป้องกันยุงได้ผลเพราะมีสารที่ไปเคลือบผิวหนังของผู้ใช้ สารนี้จะรบกวนระบบประสาทรับกลิ่นของยุง ยาทากันยุงที่ได้มาตรฐานจะมีฤทธิ์กันยุงได้นาน 6-8 ชั่วโมง

อ้างอิง: รายการชัวร์ก่อนแชร์