ปี 2569 เสรีภาพสื่อโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี ‘เอไอ-ไอโอ-คณะทัวร์’ปัจจัยคุกคามยุคออนไลน์ 

3 พ.ค. 2569 รายการ ‘COFACT Live Talk’ โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ Ubon Connect The Reporters ThaiPBS Verify มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) ถ่ายทอดสดทางเพจ ‘Cofact โคแฟค’ ชวนสนทนาในประเด็น ‘เสรีภาพสื่อ ความจริง ความเป็นธรรมและสันติภาพ’ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อโลก 3 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งในปี 2569  องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) เผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อใน 180 ประเทศและดินแดน โดยชี้ว่าเสรีภาพสื่อโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า เสรีภาพไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน ล้วนต้องพึ่งพาเสรีภาพสื่อ สังคมใดที่สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อเท็จจริงก็จะเป็นตัวชี้วัดที่นำไปสู่เสรีภาพของพลเมืองในด้านอื่นๆ ด้วย นอกจากนั้น องค์การยูเนสโกยังเน้นย้ำว่าสันติภาพยังเริ่มต้นด้วยความจริง เพราะการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว เป็นรากฐานในการสร้างสังคมที่สงบสุข ยุติธรรมและเข้มแข็ง 

ตอนนี้เราเจอทั้งภาวะสงครามในระดับโลกหรือเพื่อนบ้านของเรา หรือสงครามข้อมูลที่คุกรุ่นตลอดเวลาในโลกของออนไลน์และยิ่งมากมายขึ้นในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งองค์การสหประชาชาติด้านผู้หญิงระบุว่าผู้หญิงตกเป็นเป้าเสี่ยงถูกละเมิด ถูกคุกคามมากเป็นพิเศษ กระทบต่อความปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจ เนื่องจากการใช้ AI มีส่วนทำให้เกิดการละเมิดและคุกคามในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล เช่นเดียวกับสถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกและประเทศไทยที่ลดลง สุภิญญา กล่าว 

โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Recordปาฐกถา เสรีภาพสื่อ ความจริง และ ความเป็นธรรม’ พาย้อนกลับไปมองการเรียนการสอนด้านสื่อสารมวลชน เพื่อทบทวนว่าวิชาชีพสื่อยังยืนหยัดอยู่บนหลักการในวันแรกในห้องเรียนหรือไม่ ไม่ว่าเทคโนโลยีการสื่อสารจะเปลี่ยนแปลงจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล และแพลตฟอร์มการสื่อสารในอนาคตจะก้าวหน้าเพียงใด ในวันนี้คนหนุ่ม – สาวในห้องเรียนวันนั้นกับสังคมที่เปลี่ยนไป อุดมการณ์สื่อยังคงเดิมหรือไม่

แม้ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นความท้าทายใหม่ของสื่อสารมวลชนทั่วโลก แต่ทั้งหมดที่ผมกล่าวไม่ใช่การเรียกร้องเรื่องที่ใหญ่โต แค่เพียงขอให้กลับไปสู่หลักการที่ธรรมดาสามัญที่สุดของการเป็นสื่อสารมวลชน คือกลับสู่วิชาที่เราปล่อยให้ความเงียบ ความกลัวและกาลเวลาพรากมันไปโกวิท กล่าว  

ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาภาคีโคแฟค (ประเทศไทยกล่าวถึงรายงานเสรีภาพเสื่อ World Press Freedom Index 2026 ที่พบว่าเสรีภาพสื่อถดถอยลงทั้งในภาพรวมและรวมถึงประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีช่องทางสื่อสารและคนส่งเสียงมากขึ้นจากการมีสื่อออนไลน์ เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้มีอำนาจยิ่งสกัดกั้นมากขึ้น และเป็นคำถามกลับมายังผู้เกี่ยวข้องกับงานสื่อสารมวลชนทั้งวิชาการและวิชาชีพ ว่าจิตวิญญาณในการเป็นนักสื่อสารความจริง การเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคม คงเป็นเรื่องที่เราต้องทำกันมากขึ้น 

เราอาจต้องทำให้สังคมเห็นว่าถ้าเสรีภาพในการสื่อสารลดลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ประเด็นที่ถูกเปิดในวงกว้าง และได้รับการแก้ไขเป็นเพราะเรื่องนั้นได้รับการสื่อสารขยายวงมากขึ้น  ซึ่งจะเกิดผลดีกับสังคม และทำอย่างไรให้ความเชื่อและหลักการเชื่อมโยงกับรูปธรรม และทำให้สังคมรับรู้และเห็นผลว่าเราต้องช่วยกันผลักดันประเด็นที่สำคัญให้สังคมโดยเฉพาะสังคมไทยมีความรู้ตระหนักกับอันดับเสรีภาพในการสื่อสารของสื่อที่ลดถดถอยลงในขณะที่สื่อเปิดกว้างมากขึ้น ผศ.ดร.เอื้อจิต กล่าว 

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตถึงชัยชนะของพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมแทบทุกประเทศ ที่ทำให้ตนไม่แปลกใจกับความถดถอยของเสรีภาพสื่อ เพราะมีทฤษฎีว่าเสรีภาพสื่อจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองของประเทศนั้น อย่างในปี 2568 ที่เห็นอันดับของไทยดีขึ้นก็ยังแปลกใจว่าใช้ตัวชี้วัดอะไร แต่ในปี 2569 นี้เห็นภาพชัดเจนขึ้นจากปรากฏการณ์ทั่วโลกเกี่ยวกับระบอบการปกครองและวิธีคิดของผู้นำต่อเรื่องสื่อ 

เราเห็นวิธีคุกคามที่เปลี่ยนไป ระหว่างความกลัวกับความเงียบ ในอดีตมีการพูดถึงวงเกลียวแห่งความเงียบงัน ตอนนั้นยังไม่มีคำว่ากลัว แต่คำว่ากลัวมันเริ่มปรากฏมาพร้อมกับหลายๆ อย่างโดยเฉพาะคำว่าความมั่นคง แล้วเราจะอยู่อย่างไร? ชื่อว่าอยู่ได้ถ้าเกิดสื่อมวลชนเข้มแข็ง กล้าหาญ และสามัคคีรักใคร่กัน รศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว 

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วง 1 – 2 เดือนล่าสุด มีการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ ข้อมูลลวง ข้อมูลที่กล่าวหากัน ทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์และแพลตฟอร์มดั้งเดิม ซึ่งผู้ที่เผยแพร่บางครั้งทำไปโดยไม่รู้และไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าความจริงคืออะไร ขณะที่สื่อหรือผู้นำทางความคิดในพื้นที่เลือกที่จะไม่แตะต้อง ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้สนใจ หรืออาจเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะไม่อยากท้าทาย ‘ขบวนรถทัวร์’ ที่จะเข้ามา

 สื่อหลากลุ่มเซ็นเซอร์ตัวเองและเลือกที่จะไม่นำเสนอในบางประเด็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายต่อกระบวนการสร้างสันติภาพไม่ว่าจะในพื้นที่ใดก็ตาม ถ้าปราศจากความจริงที่หลากหลาย ปราศจากความจริงที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ หากมีแต่มายาคติ มีแต่เรื่องที่เราเข้าใจไปเอง ย่อมไม่มทางที่จะทำให้คนในสังคมมีความเข้าใจกันผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว  

ทักษ์ดนัย เกตุแก้ว เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) กล่าวว่า เสรีภาพสื่อจะนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หากสื่อมีเสรีภาพย่อมสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เมื่อเห็นอันดับเสรีภาพสื่อไทยปีนี้ตกลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ก็อาจบอกได้ว่าความเป็นประชาธิปไตยของไทยตอนนี้จะมีแนวโน้มไปทางไหนหรือไม่ เพราะเสรีภาพสื่อสะท้อนสภาพสังคมหรือรัฐบาลในช่วงเวลานั้น การที่ดัชนีเสรีภาพสื่อของไทยตกต่ำลงจะสร้างแนวโน้มไปไกลมากเพียงใด

ถ้าสื่อมีเสรีภาพสามารถนำความจริงมาสื่อสารกับสังคมได้ จะนำมาซึ่งเสรีภาพอื่นๆ ของทุกคนด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งใส ความแตกต่างทางด้านความเห็นทางประชาธิปไตย หรือความมั่นคงของหลักนิติธรรม เมื่อเห็นผลดัชนีออกมาเป็นอย่างนี้แล้ว  ค่อนข้างหนักใจและยังไม่รู้ว่าต้องทำงานไปทางด้านไหนอีกเพื่อจะทำให้คุณภาพและสภาพแวดล้อมการทำงานของสื่อมีความมั่นคงมากขึ้น เพื่อนำความจริงมาให้สังคมได้ ทักษ์ดนัยกล่าว 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ เล่าถึงผลกระทบจากข่าวลวงต่อตนเอง เช่น มีคนมาถามว่าถูกเลิกจ้าง หรือสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนจริงหรือไม่ ข่าวลวงเหล่านี้ยังคงถูกแชร์ซ้ำๆ แม้จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วก็ตาม รวมถึงอีกหลายคำถามที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบ นี่คือการที่คนทำสื่อถูกทำให้ลดทอนความน่าเชื่อถือ (Discredit) ในการทำงานและไม่มีโอกาสได้ชี้แจงความจริง ขณะที่รายงานของยูเนสโกก็พบว่า เสรีภาพสื่อลดลงเทียบเท่ากับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และสงครามเย็นช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่น่าห่วง คือการคุกคามออนไลน์กับนักข่าวโดยเฉพาะผู้หญิง ที่มีแนวโน้มนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในโลกจริง

ยูเนสโกระบุว่าในขณะที่ห้องข่าวทั่วโลกกำลังดิ้นรนหาเงินให้พอใช้จ่ายและกำลังเผชิญกับภัยคุกคามต่อการอยู่รอด แต่สื่อสังคมออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์กำลังแพร่ข้อมูลบิดเบือนในระดับและความเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สื่อมวลชนกลายเป็นแนวรับสุดท้ายสำหรับประชาชนในการต่อต้านการถูกคุกคามและการทำให้แตกแยก ข้อมูลที่แม่นยำ เป็นอิสระ และเป็นประโยชน์ ซึ่ง ผอ.ยูเนสโก เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกและภาคีได้ร่วมแก้ปัญหาเรื่องการลงทุนกับสื่อมวลชน เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นจุดคานงัด ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพฐปณีย์ กล่าว 

ธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard กล่าวถึง 3 ข้อที่ทำให้ปัญหาของสื่อหนักขึ้น คือ 1.อำนาจรัฐ เช่น กฎหมายความมั่นคง ท่าทีของผู้มีอำนาจต่อการทำงานเกาะติดตามหาความจริงของสื่อ 2.อำนาจแพลตฟอร์ม สื่อต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม และอัลกอริทึม นอกจากข่าวต้องมีคุณภาพแล้วยังต้องทำให้ถูกใจอัลกอริทึมด้วย ทำให้ข่าวเร้าอารมณ์มักมีการเข้าถึงมากกว่าข่าวสืบสวนที่มีข้อมูลซับซ้อน และ 3.อำนาจสังคม มีการแบ่งข้าง เกิดการตัดสินเรื่องต่างๆ เร็วขึ้น ไม่เปิดรับข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อของตนเอง ซึ่งทั้ง 3 อำนาจนี้ทำให้การทำงานของสื่อถูกทำให้ไร้น้ำหนัก 

อรรวี แตงมีแสง เพจ Natty loves Myanmarกล่าวถึงการถูกคุกคามเมื่อนำเสนอเนื้อหาที่ไม่ตรงกับความเชื่อของคนในวงกว้าง เช่น ประเด็นแรงงาน เพจของตนถูกโจมตีโดยไม่ใช้ความจริง หรือใช้ความจริงแต่เพียงครึ่งเดียว มีเรื่องเล่า (Narrative) ที่ทำให้ผู้สนับสนุนเพจของอีกฝ่ายหนึ่งเชื่อและมาโจมตี แต่บางครั้งสื่ออาจกลายเป็นคนเผยแพร่ข่าวลวงหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้เช่นกัน หากเน้นความรวดเร็ว ขาดการตรวจสอบ เป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อ

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS และ กองบรรณาธิการ ThaiPBS Verifyเล่าถึงประสบการณ์ถูกคุกคาม ทั้งในอดีตที่เคยถูกฟ้องปิดปากจนต้องสู้คดีกระทั่งอีกฝ่ายถอนฟ้อง และล่าสุดกับการนำภาพตนไปแขวนเมื่อช่วงต้นปี 2569 เพราะนำเสนอข่าวเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และคนที่เข้ามาโพสต์ข้อความโจมตี  ซึ่งน่าจะเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เพราะบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชีพบว่าเพิ่งถูกสร้างขึ้น ขณะที่งานตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่แชร์กันทางออนไลน์ 1 ชิ้นอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง สื่อที่เป็นเอกชนอาจมองว่างานแบบนี้ไม่คุ้มค่าในแง่การตลาด

ทำให้เหมือนเราเดินอยู่เดียวดายในโลกของการตรวจสอบ เวลาที่ตรวจสอบข่าวแล้ว ข่าวนั้นอาจหายไปพักหนึ่งแล้วกลับมาใหม่ รวมทั้งแพลตฟอร์มบางครั้งกลายเป็นปัญหาของการตรวจสอบ เพราะเป็นตัวขยายข่าวปลอมแม้จะผ่านการตรวจสอบไปแล้ว ณัฐพล กล่าว 

อับดุลรอซะ ยะหริ่ง กองบรรณาธิการภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชี้ปัญหาในขณะที่ข้อมูลบนแพลตฟอร์มมีเป็นจำนวนมาก คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Checker) กลับมีจำนวนน้อย นอกจากนั้นในบริบท 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลาย ซึ่งเมื่อตรวจสอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม ทำให้แม้จะพูดความจริงแต่จะไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือประเด็นความมั่นคง หากใช้ข้อมูลจากรัฐก็จะถูกอีกฝั่งมองว่าเป็นฝ่ายรัฐ เป็นต้น 

ในช่วงนี้ในพื้นที่ภาคใต้ AI ถูกแพร่กระจายเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่คนมักจะเชื่อมากกว่าสำนักข่าวหรือฝ่ายตรวจสอบ ยอมรับว่าทุกวันนี้การตรวจสอบ AI ยากลำบากขึ้น เพราะ AI เพิ่มประสิทธิภาพ มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น เราจึงต้องมีความเชี่ยวชาญและต้องตามให้ทันด้วย” อับดุลรอซะ กล่าว  

กมล หอมกลิ่น ผู้ประสานงานอีสานโคแฟค กล่าวถึงข้อจำกัดที่สื่อพลเมืองหาแหล่งทุนลำบาก  ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพราะถูกกลบด้วยกระแสสังคมที่ต้องการสื่อสารแบบรวดเร็วทันใจ อย่างสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ที่รัฐนำสังคมไปสู่กระแสรักชาติ ซึ่งแม้เป็นเรื่องที่ดี แต่การสื่อสารที่สวนกระแส เช่น ปัญหาของคนชายแดนที่ต้องอพยพหนีการสู้รบ ซึ่งหากมีการสื่อสารออกไป กระแสของรัฐที่นำสังคมไปสู่การขยายสงครามมากขึ้น ทำให้สื่อพลเมืองกลายเป็นอื่นท่ามกลางสื่อยุคใหม่ 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

รับชมถ่ายทอดสดย้อนหลัง คลิก

เมื่อเกิดแก๊สรั่ว ห้ามเปิดปิดสวิตช์ไฟ, ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า, งดใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ขณะเกิดแก๊สรั่ว ห้ามเปิดไฟ, ห้ามเปิดตู้เย็น, พัดลมดูดอากาศและห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือในขณะเกิดแก๊สรั่วอาจทำให้เกิดประกายไฟและการระเบิดได้  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 เม.ย. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายบัญชีแชร์ข้อความเตือนภัยว่าเมื่อเกิดแก๊สรั่วห้ามเปิดไฟ ตู้เย็น พัดลมดูดอากาศ รวมถึงห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ที่มีแก๊สรั่ว แต่ให้ออกมาด้านนอก และแนะนำให้ถอดหัวปรับแรงดังแก๊ส (regulator) บนถังแก๊ส และเปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้แก๊สระบายออก 

โพสต์นี้อ้างถึงเหตุแก๊สระเบิดที่บ้านหลังหนึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย พร้อมภาพความเสียหายของบ้านจากแรงระเบิด โดยระบุว่าเหตุที่แก๊สระเบิดเพราะคนที่อยู่ในบ้านได้กลิ่นแก๊สรั่วแล้วจึงเปิดสวิตช์ไฟ ทำให้เกิดประกายไฟและเกิดการระเบิดขึ้น    

ตัวอย่างโพสต์เตือนภัยและข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุแก๊สรั่วจากเพจ “ข่าวคนรักบ่อไทย”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คำแนะนำเมื่อเกิดเหตุแก๊สรั่วตามโพสต์ข้างต้นตรงกับคำแนะนำของหลายหน่วยงาน เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งระบุว่า เมื่อพบสถานการณ์แก๊สรั่ว ให้ปฏิบัติดังนี้

  • ห้ามเปิด-ปิดสวิตช์ไฟทุกชนิด รวมถึงห้ามใช้พัดลมหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าในการช่วยระบายอากาศโดยเด็ดขาด เพราะเสี่ยงทำให้เกิดประกายไฟ 
  • ปิดวาล์วที่ถังแก๊สและเตาแก๊สทันที
  • เปิดประตู-หน้าต่างเพื่อให้แก๊สระบายออก 

ส่วนการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะเกิดแก๊สรั่วนั้น ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ว่า โทรศัพท์มือถือมีความเสี่ยงต่ำมากในการเป็นต้นเหตุจุดระเบิดโดยตรงเนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประกายไฟภายนอกและพลังงานคลื่นวิทยุมีระดับต่ำ แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงหากอุปกรณ์มีความผิดปกติขณะใช้งาน เช่น อุปกรณ์ชำรุด แบตเตอรีมีปัญหาหรือตกกระแทกทำให้เกิดประกายไฟหรือไฟฟ้าสถิต 

“ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่แก๊สรั่วหรือปั๊มน้ำมันจึงเป็นมาตรการเชิงป้องกันไว้ก่อนเพื่อลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น” ดร.สุพรรณกล่าว 

ดร.สุพรรณย้ำว่าแนวปฏิบัติที่สำคัญเมื่อเกิดแก๊สรั่วคือการไม่เปลี่ยนสถานะของอุปกรณ์ไฟฟ้าใด ๆ คือไม่เปิดหรือปิดสวิตช์เพื่อลดโอกาสเกิดประกายไฟจากการตัดต่อวงจร ควบคู่กับการปิดวาล์วแก๊ส การเปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และการออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนใช้โทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือ  

สำหรับภาพความเสียหายของบ้านจากแรงระเบิดที่ประกอบในโพสต์ดังกล่าวนั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพบ้านที่เสียหายจากเหตุแก๊สรั่วเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2568 ที่หมู่บ้านแห่งหนี่งใน อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยสื่อมวลชน อาทิ ไทยรัฐ ไทยพีบีเอส และ สวพ.91 รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 7 ราย ขณะที่ข่าวสดรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า มีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดจากแก๊สระเบิดในครัว

กรมควบคุมโรคผนึกไทบ้าน เปิดตัวหนังสั้น “หมูดิบ หูดับ รู้ยัง” หวัง! เปลี่ยนพฤติกรรมเลิกกินหมูดิบ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.39” ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “เท่าทันสื่อผ่านหนังสั้น หมูดิบ หูดับ รู้ยัง” โดยมี พญ.อุบลพรรณ วีระโจง ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรคและ พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) โดยมี สุชัย เจริญมุขยนันท ดำเนินรายการ ร่วมพูดคุยเพื่อรณรงค์การป้องกันโรคไข้หูดับผ่านสื่อสร้างสรรค์

จากชื่อวิชาการสู่ “ไข้หมูดิบ”: กลยุทธ์การสื่อสารที่ชาวบ้านเข้าใจ

พญ.อุบลพรรณ เปิดเผยถึงที่มาของโครงการว่า ต้องการสื่อสารเรื่องสุขภาพให้เป็นเรื่องง่ายและสนุก โดยเลือกจัดการกับโรคติดเชื้อสเตปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไข้หูดับ” เนื่องจากพบจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มก้อนที่เกิดจากการจัดปาร์ตี้หมูกระทะหรือความเชื่อผิดๆ

ทางกรมควบคุมโรคจึงตัดสินใจใช้ชื่อเรียกใหม่ว่า “ไข้หมูดิบ” เพื่อให้ประชาชนจดจำได้ทันทีว่าสาเหตุหลักมาจากอะไร เช่นเดียวกับที่คนจดจำว่าโรคฉี่หนูมาจากหนู โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ชายวัยทำงานและผู้สูงอายุในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภค หมูดิบ ลาบเลือด ซกเล็ก หรือการปรุงอาหารที่ผิดวิธี

คอลแลบ “ไทบ้าน” แทรกซึมจักรวาลความสนุกเพื่อเซฟชีวิต

พญ.อุบลพรรณ เล่าว่าแรงบันดาลใจในการเลือกทีมงาน ไทบ้าน(ผู้สร้างภาพยนตร์สัปเหร่อ) มาจากยอดวิวระดับพันล้านและฐานแฟนคลับที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แม้ตอนแรกจะตั้งเป้าทำเพียงหนังโฆษณาสั้นๆ 30-45 วินาที เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่ทีมงานไทบ้านกลับมองเห็นความสำคัญและร่วมใจกันผลิตเป็นหนังสั้นความยาวกว่า 10 นาที เพื่อมอบเป็นของขวัญให้คนดู

เนื้อหาในหนังสั้นถูกนำเสนอในรูปแบบ “คอมเมดี้” เล่าเรื่องราวผ่านตัวละครในกองถ่ายที่อยู่ๆ ก็มีอาการหูดับ ไข้สูง และคอแข็ง โดยแทรกข้อมูลสำคัญที่ประชาชนมักเข้าใจผิด ได้แก่:

• ความเชื่อที่ว่าบีบมะนาวแล้วเชื้อจะตาย: ไม่เป็นความจริง มะนาวไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้

• ความเชื่อที่ว่าดื่มแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อได้: เป็นความเข้าใจที่ผิดและอันตราย

• พฤติกรรมการใช้ตะเกียบ: รณรงค์ให้แยกตะเกียบระหว่างคีบหมูดิบกับตะเกียบที่ใช้กิน

ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า: ตัวเลขผู้ป่วยลดลงและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบันยอดการเข้าชมสื่อชุดนี้ผ่านทุกแพลตฟอร์มพุ่งสูงกว่า 4 ล้านวิว พญ.อุบลพรรณระบุว่าผลตอบรับที่น่าประทับใจที่สุดคือการเกิดชุมชนออนไลน์ที่นักแสดงไทบ้านเข้าไปตอบคำถามแฟนคลับด้วยตัวเองถึงอันตรายของโรค

ในเชิงสถิติ พบว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ที่ผ่านมา การเจ็บป่วยแบบเป็นกลุ่มก้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนมีความรู้ในการสังเกตอาการและรีบไปพบแพทย์ไวขึ้น โดยเฉพาะการแจ้งประวัติการกินหมูดิบต่อแพทย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษา

คำเตือนจากคุณหมอ: “หูดับแล้วดับเลย” เสี่ยงตายถาวร

พญ.อุบลพรรณ ย้ำเตือนทิ้งท้ายว่า เชื้อตัวนี้จะเข้าไปทำลายสมองและระบบประสาทหู หากรักษาไม่ทันอาจทำให้หูดับถาวรหรือเสียชีวิตได้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เคยพบผู้ป่วยอายุยังน้อยต้องสูญเสียการได้ยินไปตลอดชีวิตเพียงเพราะการกินหมูดิบมื้อเดียว

“ความรุนแรงของโรคในแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือความดันจะมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันด้วยการไม่กินหมูดิบเลย” พญ.อุบลพรรณ กล่าวสรุป พร้อมแนะช่องทางสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ด้านพลินี จากโคแฟค กล่าวปิดท้ายว่าเรื่องสุขภาพเป็นประเด็นที่มีข่าวลวงเยอะ การที่หน่วยงานรัฐปรับตัวมาสื่อสารด้วยภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภค ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสังคมที่เท่าทันสื่ออย่างยั่งยืน

เตือนภัยอีเมลมิจฉาชีพหลอกให้กรอกข้อมูล-เลขที่บัญชี รับสิทธิ์โครงการ “น้ำมันคนละครึ่ง เฟส 1”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อีเมลแจ้งรับสิทธิ์โครงการ “น้ำมันคนละครึ่ง เฟส 1” แนบลิงก์ลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ อีเมลแอบอ้างศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนและแนบลิงก์หลอกลวงดูดข้อมูลและเงินในบัญชี**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 พ.ค. 2569 มีผู้ได้รับอีเมลหัวข้อ “ขั้นตอนการยืนยันตัวตนเพื่อรับสวัสดิการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน” เนื้อหาระบุว่า “เรียนประชาชนทุกท่าน ตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ ‘น้ำมันคนละครึ่ง เฟส 1’ เพื่อมอบส่วนลดค่าน้ำมันเกิน 2,000 บาทต่อเดือน โดยจำกัดสิทธิ์เพียง 5 ล้านท่านแรกเท่านั้น ท่านได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการในรอบสิทธิประโยชน์พิเศษ กรุณาดำเนินการลงทะเบียนเพื่อรับวงเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” พร้อมกับแนบลิงก์และ QR code ลงทะเบียน และคำแนะนำให้เตรียมบัตรประชาชนและข้อมูลบัญชีธนาคารเพื่อยืนยันตัวตน

อีเมลนี้ลงชื่อผู้ส่งว่า “ฝ่ายสนับสนุนโครงการพลังงานภาคประชาชน ศูนย์บริการข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ” เบอร์ติดต่อ 1111 และอีเมล contact_1111@gcc.go.th

🔎 สำนักข่าว Brickinfo News ตรวจสอบเนื้อหาและผู้ส่งพบว่าอีเมลฉบับนี้เป็นกลโกงของมิจฉาชีพเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชน มีรายละเอียดการตรวจสอบดังนี้

▪️ จากการตรวจสอบสรุปผลการประชุมมติคณะรัฐมนตรีและนโยบายด้านพลังงานย้อนหลัง ไม่พบว่ารัฐบาลมีโครงการ “น้ำมันคนละครึ่ง” ตามที่ผู้ส่งอีเมลกล่าวอ้าง

▪️ ที่อยู่อีเมลของผู้ส่งและลิงก์ลงทะเบียนที่แนบมามีความน่าสงสัย และไม่ได้มาจากเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานรัฐจึงมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์

▪️มิจฉาชีพสร้างความน่าเชื่อถือโดยนำรูปภาพและแอบอ้างชื่อ เบอร์โทรศัพท์และอีเมลของศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Government Contact Center: GCC 1111) มาประกอบ เพื่อให้ผู้รับหลงเชื่อว่าเป็นการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานจริง

โคแฟคสอบถามเจ้าหน้าที่ศูนย์ GCC 1111 ได้รับคำยืนยันว่า GCC ไม่มีการส่งอีเมลถึงประชาชนในลักษณะนี้ และไม่มีหน่วยงานที่ชื่อว่า “ฝ่ายสนับสนุนโครงการพลังงานภาคประชาชน ศูนย์บริการข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ”

Brickinfo News ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ารูปแบบการหลอกลวงแบบนี้เรียกว่า ฟิชชิ่ง (Phishing) หรือการหลอกเหยื่อให้ตายใจแล้วกรอกข้อมูลให้กับมิจฉาชีพด้วยตัวเองลงในเว็บปลอมที่คนร้ายสร้างขึ้นมา โดยภายในอีเมลมีการแจ้งให้เตรียมบัตรประชาชนและบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นข้อมูลที่มิจฉาชีพสามารถนำไปต่อยอดการหลอกลวงได้ ตั้งแต่การนำข้อมูลและรหัสต่าง ๆ ไปล็อกอินเพื่อขโมยเงิน หรือสวมตัวตนของเราเพื่อทำบัญชีม้าแล้วยืมเงินคนรอบตัวของเรา

ยุค‘โซเชียล-เอไอ’หวัง‘สื่อเชื่อถือได้’ต้องคลื่อนทั้งวงจร ชี้จุดบอดข้อมูลรัฐเปิดยาก-ไร้กำกับแพลตฟอร์ม

30 เม.ย. 2569 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนา “TRUST IN TRANSITION: ทางรอดสื่อใหม่ จะไปไหนต่อ” ณ ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวิทยากร ร่วมเจาะลึกและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการทำงานของสื่อในยุค AI

นันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อที่แต่ละรอบมีระยะเวลาสั้นลงเรื่อยๆ เช่น จากยุคหนังสือพิมพ์สู่ยุควิทยุใช้เวลาประมาณ 50 ปี แต่การเปลี่ยนจากวิทยุสู่โทรทัศน์ใช้เวลาสั้นลงกว่านั้น และยิ่งสั้นลงไปอีกในการเปลี่ยนจากยุคโทรทัศน์สู่ยุคออนไลน์ รวมถึงการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ใครๆ ก็ใช้เป็นพื้นที่สื่อสารได้ ทำให้มีผู้เล่นในสนามเพิ่มขึ้น เช่น จากเดิมโทรทัศน์ที่มีไม่กี่ช่อง พื้นที่โฆษณาต้องจองซื้อกันยาวข้ามปีแม้จะมีเงินมากก็ไม่ใช่จะได้มาโดยง่าย แต่ปัจจุบันยังมีกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ เม็ดเงินจึงถูกกระจายออกไป 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมขององค์กรที่ต้องการซื้อพื้นที่โฆษณาผ่านสื่อเปลี่ยนไป คือ ในอดีตการซื้อโฆษณาจะเน้นที่มียอดผู้ชมหรือผู้ติดตามมากที่สุด (Mass) แต่ในระยะหลังๆ แม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐก็เริ่มปรับเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างว่าการโฆษณาต้องให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สื่อซึ่งก็เป็นธุรกิจได้รับผลกระทบ เช่น กำลังคนผู้สื่อข่าวไม่เพียงพอสำหรับประจำหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม กลายเป็นข้อจำกัดในการหาข้อมูลเชิงลึกและหลากหลาย 

การเปลี่ยนแปลงของสื่อที่เกิดขึ้นเราไม่จำเป็นต้องรื้อใหม่เพราะเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ต้องปรับตัวใหม่ เช่น ในช่วงที่สื่อออนไลน์เกิดขึ้น  มีคนบอกว่าภาพนิ่งจะหายไปเพราะคนจะไปดูคลิปวิดีโอแทนหนังสือพิมพ์ แต่สุดท้ายภาพนิ่งไม่ได้หายไปไหนแต่เปลี่ยนที่ทางที่เหมาะสม หรือคำกล่าวที่ว่าคนไม่สนใจอ่านข่าวตรวจสอบเชิงนโยบาย แต่สำนักข่าวที่เน้นนำเสนอเนื้อหาแนวนี้อย่าง Next News เปิดมาแล้ว 4 เดือน กลับมียอดการอ่านสูงกว่า 40 ล้านครั้ง ดังนั้นยุคนี้สื่อยิ่งต้องยึดคุณภาพและจริยธรรม แต่อีกด้านหนึ่งผู้รับสารก็ต้องให้การสนับสนุนด้วย

ในฐานะผู้ชม ผู้บริโภคต้องการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ผู้ผลิตเนื้อหา (Content Creator) ที่เขาทำดีได้เพิ่มมากขึ้นบ้างหรือไม่  กดถูกใจ (Like) ให้กำลังใจบ้างหรือไม่ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่า คนทั่วไปชอบความสนุก บันเทิง ตลก ดราม่า แต่ในฐานะที่สื่อการทำเช่นนั้นไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของสื่อ  ในฐานที่เป็งผู้นำเสนอข่าว (Journalist)” นันทสิทธิ์ กล่าว

ระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงปัจจัยที่บีบคั้นคนทำงานสื่อ ได้แก่ 1.โลกเปลี่ยน ทั้งในแง่เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อพลังงานและราคาสินค้า 2.เทคโนโลยีเปลี่ยน  มีผลวิจัยพบคนไทยเชื่อคำตอบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากเป็นอันดับ 2 ของโลกจากทั้งหมด 140 ประเทศ รองจากอินเดีย คือชื่อไปทุกเรื่องตั้งแต่การเรียน การทำงาน แม้กระทั่งการดูดวงความรัก 3.พฤติกรรมผู้รับสาร ปัจจุบันตื่นเช้ามาผู้รับสารไม่ได้เข้าเว็บไซต์สำนักข่าวเพื่อไปอ่านเนื้อหาข่าว แต่ยึดคำตอบสำเร็จรูปที่ AI สรุปมาให้บนแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลอย่าง Google ที่น่าสนใจคือมีผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 60 ของยอดคลิกอ่านข่าวในเว็บไซต์สำนักข่าวทั่วโลกคือยอดที่เกิดจาก AI เพื่อประมวลผลเป็นคำตอบ 4.ผลิตภาพ (Productivity) ของคนทำงาน  ที่ผ่านมาจะเห็นนักข่าวกีฬาเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกเลิกจ้าง เพราะการรายงานผลการแข่งขันทำได้ตามเวลาจริง (Real Time) ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ และกรณีของประเทศไทยยังต้องซื้อคลิปวิดีโอ (Footage) จากต่างประเทศซึ่งไม่คุ้มทุน นักข่าวกีฬาที่ยังอยู่รอดจึงเป็นคนที่นำเสนอเนื้อหาแบบเชิงลึกได้  5.หมดยุคการทำสื่อเพื่อคนทั่วไปในวงกว้าง (Mass) สื่อบางสำนักได้รับความนิยมสำหรับคนเมือง แต่ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนต่างจังหวัด ดังนั้นองค์กรสื่อต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของตนคือใคร และบางครั้งไม่ได้อยู่ที่ปริมาณผู้ติดตามแต่อยู่ที่ผลสะเทือนจากชิ้นงาน เช่น สื่อบางสำนักยอดคนตามอาจไม่มากแต่เนื้อหาข่าวถูกนำเข้าไปใช้ประกอบการอภิปรายในรัฐสภา และ 6.อำนาจกำกับสื่ออยู่ในมือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ตั้งแต่ลดการมองเห็นไปจนถึงปิดบัญชีที่ใช้เผยแพร่เนื้อหา 

ส่วนเรื่องข่าวปลอม (Fake News) ตนมองว่าวันนี้มาไกลแล้ว กลายเป็นการสร้างโอกาส เช่น เหตุการณ์สู้รบไทย – กัมพูชาเมื่อปี 2568 พบบัญชีเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาอ้างมีเสียงระเบิดในจุดต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชายแดน และได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากเพราะเป็นเนื้อหาที่เผยแพร่โดยคนในพื้นที่ ขนาดผู้สื่อข่าวต้องขับรถเป็นระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตรเข้าไปดูในจุดที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนั้นกล่าวอ้าง แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบอะไร 

ทุกวันนี้มีคนได้รายได้จากการสร้างตัวเองจากการเป็นสื่อ  ช่วงไทย – กัมพูชารบกันเมื่อปีที่แล้ว เป็นมูลค่านับล้านบาท จากใครก็ไม่รู้ที่ก็เป็นสื่อได้ นี่คือความน่ากลัว เพราะการแสดงตัวตนแล้วมีแสงเมื่อไหร่จะมีรายได้เข้ามา  ดังนั้นทำทุกวันแรกๆ อาจจะดี แต่หลังๆ นำเสนอเนื้อหาอะไรก็ได้ ซึ่งอาจจะปลอมหรือจริง   แต่ที่สำคัญคือ เชื่อได้หรือไม่ แต่บางคนเชื่อ เพราะจะมีมนุษย์ประเภทใหม่ที่เรียกว่า ‘ชนเผ่า’ คือเป็นพวกเดียวกันแล้วก็จะเชื่อ ระวีกล่าว

ตรีนุช อิงคุทานนท์ Content Creator จากรายการ KEY MESSAGES สำนักข่าว The Standard เล่าถึงเนื้อหาที่ทำในรายการซึ่งหลากหลายทั้งการเมืองไทย การเมืองต่างประเทศ เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ ซึ่งตอนแรกทำแล้วก็ยังสงสัยว่าจะได้รับความสนใจเพียงใด แต่เมื่อนำเสนอไปแล้วก็พบว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนั้นๆ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น มีคลิปที่นำเสนอเรื่องทุนจีนบุกไทย ทำให้มีคนมาแสดงความคิดเห็นว่าบ้านของตนเองก็เจอปัญหานี้ถึงขั้นอยู่ไม่ได้แล้ว และให้ช่วยไปตรวจสอบข้อเท็จจริง   หรือเนื้อหาบางเรื่องนักการเมืองนำไปใช้ตั้งคำถามกับรัฐมนตรีหรือใช้ในคณะกรรมาธิการ แสดงให้เห็นว่าชิ้นงานที่ทำออกมานั้นส่งผลบางอย่างได้ หรือสารคดี Uncover ที่ใช้เวลาทำนานถึง 1 ปี เช่น เรื่องสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อทุกสำนักให้ความสนใจ ในทีมของ The Standard ก็ต้องระดมสมองว่าจะนำเสนอในมุมใด จนมาได้คำว่า ‘เหยื่อ’ คือตั้งคำถามว่าใครเป็นเหยื่อ? และเลือกแหล่งข่าวจากหลายมุม  เช่น แหล่งข่าวที่เป็นอดีตเคยทำงานกับสแกมเมอร์ เล่าว่าถูกหลอกข้ามแดนไปทำงานโดยหลงเชื่อว่าเป็นงานแอดมินเว็บไซต์การพนันซึ่งเป็นงานถูกกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อไปถึงก็ถูกบังคับให้หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากเหยื่อและหากทำไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ก็จะถูกทำร้ายร่างกาย เรื่องเล่านี้คล้ายกับมุมมองของแหล่งข่าวอีกรายที่เป็นนักวิชาการซึ่งติดตามปัญหาสแกมเมอร์มายาวนาน แต่เมื่อไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับแจ้งความ มุมของตำรวจจะบอกว่าเหยื่อตัวจริงคือคนที่ถูกหลอกสูญเสียทรัพย์สินต่างหาก ซึ่งบางคนถึงขั้นหมดตัวและฆ่าตัวตาย

สิ่งที่จะสื่อคือเราพยายามหาเส้นเรื่อง หาคนที่มีมุมมองต่างๆ ให้มารวมกันในคลิปเดียว ให้ความคิดเห็นมากมายมาชนกัน สุดท้ายแล้วคลิปนี้เราไม่ได้ตัดสินว่าใครถูก – ใครผิด ใครเป็นหรือไม่เป็นเหยื่อ เพราะหน้าที่ของสื่อไม่ควรใส่อคติส่วนตัว อาจเห็นใจคนนี้มาก เห็นด้วยกับคนนี้มาก แต่เมื่อนำเสนอทำได้แค่เอาความคิดเห็นของแหล่งข่าวมาชนกันให้ออกมาเป็นงาน 1 ชิ้นซึ่งเราทำอย่างเต็มที่ตรีนุช กล่าว

ธนิสรา เรืองเดช – CEO & Co-Founder จาก Punch Up และ WeVis ชี้อุปสรรคของสื่อในการนำเสนอข่าวคือ ‘การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ’ โดยยกตัวอย่างการทำงานของ AI ที่ต้องเรียนรู้จากข้อมูล (Machine Learning) เพื่อมาตอบคำถามของผู้ใช้งาน ซึ่งในต่างประเทศการพัฒนา AI อาจทำได้ง่ายเพราะมีข้อมูลพร้อมให้ AI ใช้เรียนรู้ เมื่อเทียบกับประเทศไทยพบว่าข้อมูลหลายอย่างไม่เปิด หรือเปิดแต่ไม่ทำให้เป็นดิจิทัล เช่น ต้องไปขอถ่ายเอกสาร งานของ WeVis จึงเป็นการไปขอข้อมูลต่างๆ แล้วมาทำให้อยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้ได้สะดวก แต่การทำงานในรูปแบบดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นสิ่งที่พยายามผลักดันคือการแก้ไขกฎหมายข้อมูลข่าวสาร สาระสำคัญคือเปลี่ยนจากการที่ประชาชนต้องไปร้องขอให้รัฐเปิดเผยข้อมูล เป็นการที่รัฐต้องอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูล รวมถึงปรับรูปแบบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นรูปแบบดิจิทัล เนื่องจากกฎหมายเดิมถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 2540 

บางข้อมูลเปิดแบบขอไปที บางข้อมูลไม่เปิดให้ประชาชนรู้เลย อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง เวลาเราทำข่าวสักชิ้นหนึ่ง อันนี้อาจเป็นแค่ 1 ใน 1,000 เรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม อีก 999 เรื่องอยู่ที่ไหนต้องใช้จ่าย (Afford) แค่ไหนในการได้มา ธนิสรา กล่าว  

นอกจากนี้ ศ. (กิตติคุณ) ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมสะท้อนมุมมอง เช่น หน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยยังถกเถียงกันเรื่องการกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่ให้บริการสื่อผ่านอินเตอร์เน็ตโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบดั้งเดิม หรือ OTT (Over-the-Top)หรือสตรีมมิ่ง (Streaming) ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อถือได้ (Trusted MediaEcosystem) เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่กำกับดูแลทั้งแพลตฟอร์ม OTT สื่อสังคมออนไลน์  รวมถึง AI และมีการลงโทษปรับผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง มีกรณีการสืบสวนแพลตฟอร์ม TikTok จากการออกแบบอัลกอริทึมให้เด็กเสพติด (Addictive Design) หรือกรณีของ Meta ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ถูกพบว่าไม่มีระบบคัดกรองที่เข้มข้นมากพอในการไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งาน ซึ่งก็เป็นกฎที่ Meta ตั้งขึ้นมาเองด้วย หรืออย่างออสเตรเลีย มีกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐเป็นคนกลางกำหนดให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ที่นำเนื้อหาจากสื่อมวลชนไปใช้ต้องจ่ายส่วนแบ่งคืนกลับมาให้สื่อด้วย ซึ่งในกรณีของไทยหากจะทำบ้าง เช่น การทำให้ช่องสื่อหลักๆ ในประเทศไปปรากฏเป็นตัวเลือกแรกบนโทรทัศน์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ หรือสมาร์ททีวี แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากรัฐไม่ขอต่อรอง ดังนั้นหากรัฐไทยต้องมีเป้าหมายและมีความเข้าใจร่วมกัน เรื่องนี้ต้องทำเพราะหากไม่ทำ ลองคิดดูว่าวันหนึ่งเราใช้สื่อกี่แพลตฟอร์ม และเรารับสื่อจากแหล่งใดบ้าง 

รู้สึกสะท้อนและสะเทือนใจกับคำว่า ‘ตลาดล่างของข่าวที่เป็นพวกขยี้ข่าวจริงๆ แล้วถ้าเราไม่ทำอะไร คนไทยในเมือง คนไทยที่มีการศึกษาก็จะไปดูสตรีมมิ่งกันหมด หรือแพลตฟอร์มตามความชอบหรือเหมาะสม (Platform of Choice) จะไปเข้าดูอะไรก็ได้ ซึ่งก็ต้องพึ่งพิงยูทูบ เฟซบุ๊ก แต่คนที่เป็นตลาดล่างก็ดูทีวีที่แข่งขันกันฉุดรั้งมาตรฐานให้ต่ำลง (Race to the Bottom) ไปเรื่อยๆ สังคมก็จะยิ่งเหลื่อมล้ำ (Asymmetry) เข้าไปอีก ศ. (กิตติคุณ) ดร.พิรงรอง กล่าว

ในช่วงท้ายยังมีข้อเสนอจากคณะนิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวารสารสนเทศและสื่อใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดีของสื่อในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ แบ่งเป็น 4 ด้านคือ 1.ผู้ผลิตเนื้อหาที่เชื่อถือได้ (Trusted Creators) เปลี่ยนคนเล่าข่าวเป็นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ผ่านระบบเครื่องหมายรับรองว่าผู้ผลิตเนื้อหานั้นดำเนินการภายใต้หลักจริยธรรม ตั้งแต่การเปิดลงทะเบียนยืนยันตัวตน จัดให้มีการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจ มีการตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อรักษาเครื่องหมายรับรอง และมีระบบเปิดรับการร้องเรียนจากประชาชน  2.ทำข่าวยากให้คนเข้าใจได้โดยไม่ต้องขายดราม่า (Human – Centric News Lab)ผ่านกระบวนการ 3 ระยะ  สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยน สร้างห้องข่าวทดลอง (News Room Sandbox)  และเปลี่ยนรูปแบบการวัดผล จากเน้นปริมาณแบบฉาบฉวย (Mass View) เป็นเชิงคุณภาพ (Quality Engagement) 3.ความรู้เกี่ยวกับสื่อเป็นวิชาที่ทุกคนต้องเรียน (Media Education Integration) โดยให้เป็นวิชาพื้นฐานของทุกคณะในมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการผลิต รับและส่งต่อสื่อหรือเนื้อหา เช่น กฎหมายและจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ พัฒนาหลักสูตรโดยมหาวิทยาลัยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ เช่น ด้าน AI ด้านแพลตฟอร์ม มีการบรรยายโดยวิทยากรจากสายงานต่างๆ ที่ใช้สื่ออย่างมีจริยธรรม ใช้การจำลองสถานการณ์ว่าผู้เรียนจะสามารถผลิตสื่ออย่างมีจริยธรรมและแห็นอกเห็นใจได้อย่างไร มีกิจกรรมระหว่างหลักสูตร เช่น มอบหมายให้ผู้เรียนไปสอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล (Fact – Checking) กับคนรอบตัว อาทิ ผู้สูงอายุ เพื่อลดช่องว่างความไม่เข้าใจในระบบนิเวศสื่อ  4.สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล (Truth Unfolds) จากปัญหาที่ผ่านมาคือรัฐมีข้อมูลแต่ประชาชนเข้าถึงได้ยากแม้จะมีสิทธิ์เข้าถึงอยู่แต่ใช้ไม่ได้จริง จึงมีข้อเสนอว่าควรมีระบบกลางสำหรับยื่นคำขอข้อมูลภาครัฐที่ทำให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่การยื่น การติดตามสถานะ หรือการตอบกลับซึ่งต้องกำหนดระยะเวลาและหากไม่ให้ข้อมูลต้องอธิบายเหตุผลที่ตรวจสอบได้ด้วย มีคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ภาคประชาชนและสื่อมวลชน  มีการจัดระดับการเข้าถึงข้อมูล ด้านหนึ่งช่วยให้รัฐเปิดข้อมูลได้มากขึ้น แต่อีกด้านคือการปกป้องข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยส่วนตัว และประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล

“ห้ามใช้หูฟัง Bluetooth ใกล้รางรถไฟฟ้าเพราะอาจเหนี่ยวนำไฟฟ้าเข้าสู่สมอง” เป็นข่าวลวงวนซ้ำ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ห้ามใช้หูฟัง Bluetooth ใกล้รางรถไฟฟ้าเพราะอาจเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าแรงสูงเข้าสู่สมองผ่านหูฟัง 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นข่าวลวงวนซ้ำ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 พ.ค. 2569 สมาชิกเว็บไซต์ตรวจสอบข่าวลวงของโคแฟค (cofact.org) ส่งข้อความเตือนภัยเกี่ยวกับการใช้หูฟังที่เชื่อมต่อสัญญาณ Bluetooth มาให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อความดังกล่าวระบุว่า “หลีกเลี่ยงการใช้หูฟัง Bluetooth บนชานชาลาฝั่งรถไฟฟ้า เมื่อยืนใกล้กับรางรถไฟฟ้า เพราะหูฟังบลูทูธบนโทรศัพท์มือถือของคุณจะมีกระแสไฟฟ้าส่งเหนี่ยวนำจากไฟฟ้าแรงสูงบนรางรถไฟเข้าถึงโดยตรงผ่านหูฟังและเข้าสู่สมอง อันตรายอย่างยิ่ง”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 ว่า คำกล่าวอ้างว่าการใช้หูฟัง Bluetooth ใกล้รางรถไฟฟ้าจะทำให้ “กระแสไฟฟ้าแรงสูงเหนี่ยวนำผ่านหูฟังเข้าสมอง” นั้น ไม่สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมไฟฟ้าและฟิสิกส์พื้นฐาน 

ดร.สุพรรณอธิบายว่า การเกิดการเหนี่ยวนำต้องอาศัยสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญร่วมกับเส้นทางที่ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลได้จริง แต่ในบริเวณชานชาลาสถานีรถไฟฟ้า สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากระบบรถไฟฟ้ามีค่าต่ำมากเนื่องจากระยะห่างและความถี่ต่ำ และหูฟังมีขนาดเล็ก จึงไม่สามารถรับพลังงานจนก่อให้เกิดกระแสในระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ อีกทั้ง Bluetooth เป็นเพียงการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุกำลังต่ำ ไม่ใช่เส้นทางนำกระแสไฟฟ้าจากระบบรางเข้าสู่ร่างกายมนุษย์

“มาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย เช่น ICNIRP และ IEEE C95.1 ได้กำหนดขีดจำกัดการรับสัมผัสสนามแม่เหล็กไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับความเสี่ยงตามที่กล่าวอ้าง”

อย่างไรก็ตาม การใช้หูฟังขณะอยู่ใกล้ชานชาลาอาจลดการรับรู้เสียงประกาศหรือสัญญาณเตือน ซึ่งเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยที่ควรระมัดระวังมากกว่าเรื่องไฟฟ้า ดร.สุพรรณกล่าว 

โคแฟคพบว่าข้อความเตือนภัยห้ามใช้หูฟัง Bluetooth ใกล้กับรางรถไฟฟ้าเคยถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2567 โดยมีการนำคลิปอุบัติเหตุสายไฟฟ้าตกใส่เจ้าหน้าที่รถไฟในอินเดียมาประกอบ

สืบศักดิ์ สืบภักดี อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้ข้อมูลในรายการชัวร์ก่อนแชร์ออกอากาศเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2567 ว่าอันตรายที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์สื่อสารใกล้สายส่งไฟฟ้าในระบบรถไฟนั้นเกิดขึ้นได้ยากมากในสภาวะปกติ

อาจารย์สืบศักดิ์อธิบายว่า อุปกรณ์สื่อสารทั้งหูฟัง Bluetooth และโทรศัพท์มือถือไม่ได้สร้างสนามพลังเหนี่ยวนำทางไฟฟ้ามากมายอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดหูฟังที่ใช้เทคโนโลยี Bluetooth ออกแบบให้ใช้พลังงานต่ำ และปัจจุบันชิ้นส่วนที่เป็นโละหะก็น้อยมาก ส่วนระบบสายส่งไฟฟ้าของรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าก็เช่นกัน แม้จะส่งด้วยแรงดันไฟตรง 750 โวลต์ แต่ในสภาวะปกติแทบไม่สามารถเหนี่ยวนำไปยังอุปกรณ์ใกล้เคียงได้

“เปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 วันที่ 2 พ.ค. 69” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เปิดให้ลงทะเบียน 2 พ.ค. 2569 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม เตือนอย่าหลงเชื่อ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 24-25 เม.ย. 2569 มีการแชร์ภาพในเฟซบุ๊กและติ๊กตอกว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสหรือคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 2 พ.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 2 พ.ค. 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า “ตามที่ได้มีการแชร์ข่าวการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัส ในวันที่ 2 พ.ค. 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ขอเรียนว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือคลิกลิงก์ที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย” 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: เนื้อหาเท็จนี้ถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกับที่สื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ ไทยรัฐ กรุงเทพธุรกิจ รายงานข่าวความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 โดยอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ระบุว่าจะเปิดให้ลงทะเบียน “ภายในเดือนพฤษภาคม” และใช้ได้ในเดือนมิถุนายน 2569 จึงอาจเป็นไปได้ว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียนำข้อมูลจากรายงานข่าวไปบิดเบือนโดยระบุวันที่ 2 พ.ค. เพื่อให้คนสนใจ โคแฟคพบว่าเนื้อหาเท็จที่ระบุวันลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สิ้นสุดโครงการคนละครึ่งพลัสเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2568

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2569

ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2qslntc526kvl


ร้านขายอาหารใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาหารโดยมีพลาสติกรองอีกชั้นหนึ่ง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ttgd8r2ixnyc


คลิป 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน อังคณา-อัญชนา-พรเพ็ญ พูดปกป้องเขมรและกลุ่มบีอาร์เอ็น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26n8qqrqoxcs6


 จีนลุย ‘พลังงานนิวเคลียร์’ เต็มสูบ เปิด 7 เตาใหม่ ‘ภายในปีเดียว’

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/23rpzl9zc27pl


คนละครึ่งพลัส แจกคนละ 4,000 บาท ให้สิทธิกว่า 20 ล้านคน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jqp67r7l06ei


กรมทางหลวงชนบท ดีเดย์ 1 พ.ค. ปรับลดไฟถนนเส้นทางเสี่ยงต่ำช่วยชาติประหยัดพลังงาน ย้ำจุดเสี่ยง-เขตชุมชนยังเปิดใช้งานตามปกติ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2zrlozw6ankyb


โครงสร้างค่าไฟใหม่ 401 หน่วยขึ้นไป จ่าย 5 บาทต่อหน่วย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31pkthdxqaxvg


“กินปลาระวังก้างนะคะ หากก้างติด อย่ากลืนข้าวปั้นหรือกล้วยทับ อาจยิ่งทำให้ก้างปักลึกขึ้นได้ และหายากขึ้น

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ox962ggpr8x3


Thai AirAsia ยกเลิกบินชั่วคราว ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ รวม 22 เส้นทาง มีผล 1 พฤษภาคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ib8ricfgzcoc


ร้านขายอาหารใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาหารโดยมีพลาสติกรองอีกชั้นหนึ่ง ปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2trffiopq9b3i

‘วันแรงงาน’69’ ปัญหาแรงงานข้ามชาติ-แรงงานไทยยังอยู่ในวังวนของอคติและข่าวลวง

เวียนมาอีกครั้งกับ ‘วันแรงงาน’ 1 พฤษภาคมของทุกปี ซี่งจุดเริ่มต้นมาจากการต่อสู้ของแรงงานในสหรัฐอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 19 (ปี 2343 – 2442) เพื่อเรียกร้องการกำหนดช่วงเวลาการทำงานและค่าจ้างที่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม สำหรับวันแรงงานในสหรัฐฯ จะเป็นวันจันทร์แรกของเดือนกันยายน ต่างจากอีกหลายประเทศรวมถึงไทยซึ่งถือวันที่ 1 พฤษภาคม และจากอดีตถึงปัจจุบัน แรงงานยังคงมีเรื่องให้ต้องต่อสู้เรียกร้องคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ท่ามกลางหลากหลายปัญหา รวมถึง ‘ข่าวลวง’ และ ‘อคติ’ ที่เป็นภารกิจของโคแฟคในการสร้างความรู้ความเข้าใจ

‘แรงงานข้ามชาติ’ ยังคงถูกมองอย่างมีอคติเหมารวม โดยเฉพาะช่วงความขัดแย้งไทย – กัมพูชา : ดังที่ อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty loves Myanmar ยกตัวอย่างในงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 International Fact Checking Day 2026 Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ซึ่งโคแฟคเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน เช่น แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทย หรือแรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย

สำหรับประเด็นแรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทย อรรวี กล่าวว่า ในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติมาทำงานที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทำ เป็นงานกลุ่ม 3D คือ สกปรก (Dirty) อันตราย (Dangerous) และยากลำบาก (Difficult) ซึ่งความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน (ล่าสุดที่หาได้และข้อมูลมีความสมบูรณ์คือ ณ เดือนมีนาคม 2568) พบว่า มีชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทย 3,391,217 คน เป็นชาวเมียนมามากที่สุด 2,266,373 คน รองลงมาคือชาวกัมพูชา 494,572 คน และอันดับ 3 ชาวลาว 336,578คน

ทั้งนี้ ช่องทางเข้ามาทำงานตามกฎหมายของแรงงานกลุ่มนี้มากที่สุด คือ กลุ่มมติ ครม. 7 ก.พ. 2566 (มาตรา 63/2) รวม 1,567,267 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวเมียนมา 1,325,348 คน อันดับ 1 กิจการก่อสร้าง 215,345 คน อันดับ 2 กิจการเกษตรและปศุสัตว์ 157,662 คน อันดับ 3 กิจการให้บริการต่างๆ ยกเว้นกิจการรับเหมาฯ 143,158 คน ส่วนชาวกัมพูชา 179,591 คน อันดับ 1 กิจการก่อสร้าง 68,504 คน อันดับ 2 กิจการเกษตรและปศุสัตว์ 20,185 คน อันดับ 3 อันดับ 3 กิจการให้บริการต่างๆ ยกเว้นกิจการรับเหมาฯ 15,878 คน และชาวลาว 61,440 คน อันดับ 1 กิจการเกษตรและปศุสัตว์ 11,420 คน อันดับ 2 กิจการผลิตหรือจําหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 10,848 คน อันดับ 3 งานบ้าน 9,897 คน

รองลงมา คือ กลุ่มมติ ครม. 3 ต.ค. 2566 (มาตรา 63/2) รวม 813,869 คน เป็นชาวเมียนมา676,515 คน อันดับ 1 กิจการก่อสร้าง 203,508 คน อันดับ 2 กิจการให้บริการต่างๆ ยกเว้นกิจการรับเหมาฯ 80,617 คน อันดับ 3 กิจการเกษตรและปศุสัตว์ 60,624 คน ชาวกัมพูชา103,442 คน อันดับ 1 กิจการก่อสร้าง 57,657 คน อันดับ 2 กิจการเกษตรและปศุสัตว์ 9,205 คน อันดับ 3 กิจการให้บริการต่างๆ ยกเว้นกิจการรับเหมาฯ 7,952 คน และชาวลาว 31,170 คน อันดับ 1 กิจการผลิตหรือจําหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 6,712 คน อันดับ 2 กิจการเกษตรและปศุสัตว์ 6,064 คน อันดับ 3 กิจการก่อสร้าง 4,532 คน

และอันดับ 3 กลุ่มนำเข้าตาม MOU (มาตรา59) 687,414 คน แบ่งเป็นชาวเมียนมา 259,288 คน อันดับ 1 กิจการก่อสร้าง 47,010 คน อันดับ 2 กิจการต่อเนื่องการเกษตร 45,916 คน อันดับ 3 กิจการผลิตหรือจําหน่ายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ฯ 26,792 คน ชาวกัมพูชา 184,158 คน อันดับ 1 กิจการก่อสร้าง 50,942 คน อันดับ 2 กิจการต่อเนื่องการเกษตร 32,310 คน อันดับ 3 กิจการให้บริการต่างๆ ยกเว้นกิจการรับเหมาฯ 13,633 คน และชาวลาว 243,968 คน อันดับ 1 กิจการผลิตหรือจําหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 65,574 คน อันดับ 2 กิจการให้บริการต่างๆ ยกเว้นกิจการรับเหมาฯ 30,696 คน อันดับ 3 กิจการเกษตรและปศุสัตว์ 29,779 คน

(หมายเหตุ: จากการสืบค้น ณ วันที่ 28 เม.ย. 2569 แม้ข้อมูลจำนวนชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย จากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน จะมีถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่พบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ โดยจำนวนคนต่างด้าวตามมาตรา 63/2 (มติ ครม. 24 ก.ย. 2567 และ 4 ก.พ. 2568) แม้จะระบุจำนวนแรงงานชาวเมียนมาไว้ที่ 1,829,379 คน แต่ไม่ได้จำแนกว่าในจำนวนนี้ทำงานอะไรบ้าง จึงยังไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้)

ภาพที่ 1 : อาชีพสงวน 4 ประเภท (ห้ามชาวต่างชาติทำเด็ดขาด หรืออนุญาตให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไข) 
ที่มา : สำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร

ขณะที่ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ซึ่งออกมาเมื่อปี 2563 แบ่งประเภทงานที่ถูกควบคุม (ห้ามทำหรือทำได้ภายใต้เงื่อนไข) ไว้ 4 บัญชี ประกอบด้วย บัญชีที่ 1 (ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด) จำนวน 27 อาชีพ คือ  (1) งานแกะสลักไม้ (2) งานขับขี่ยานยนต์หรืองานขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกลในประเทศ ยกเว้น งานขับขี่เครื่องบินระหว่างประเทศ หรืองานขับรถยก (Forklift) (3) งานขายทอดตลาด(4) งานเจียระไนหรือขัดเพชรหรือพลอย (5) งานตัดผม งานดัดผม หรืองานเสริมสวย (6) งานทอผ้าด้วยมือ

(7) งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ปอ ฟาง ไม้ไผ่ เยื่อไม้ไผ่ พืชหญ้า ขนไก่ ก้านทางมะพร้าว เส้นใย ลวด หรือวัสดุอื่น (8) งานทำกระดาษสาด้วยมือ (9) งานทำเครื่องเขิน (10) งานทำเครื่องดนตรีไทย (11) งานทำเครื่องถม (12) งานทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก (13) งานทำเครื่องลงหิน (14) งานทำตุ๊กตาไทย (15) งานทำบาตร (16) งานทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมือ(17) งานทำพระพุทธรูป (18) งานทำร่มกระดาษหรือผ้า (19) งานนายหน้า หรืองานตัวแทน ยกเว้นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าหรือการลงทุนระหว่างประเทศ

(20) งานนวดไทย (21) งานมวนบุหรี่ด้วยมือ (22) งานมัคคุเทศก์หรืองานจัดนำเที่ยว (23) งานเร่ขายสินค้า (24) งานเรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ (25) งานสาวหรือบิดเกลียวไหมด้วยมือ (26) งานเสมียนพนักงานหรือเลขานุการ และ (27) งานให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี ยกเว้นงานดังต่อไปนี้ (ก) งานปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการ (ข) งานให้ความช่วยเหลือหรือทำการแทนในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ในกรณีที่กฎหมายซึ่งใช้บังคับแก่ข้อพิพาทที่พิจารณาโดยอนุญาโตตุลาการนั้นมิใช่กฎหมายไทย

บัญชีที่ 2 (งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานได้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพันภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย)” จำนวน 3 อาชีพ คือ (1) งานควบคุม ตรวจสอบ ปฏิบัติงาน หรือให้บริการทางบัญชี ยกเว้นงานดังต่อไปนี้ (ก) งานตรวจสอบภายในเป็นครั้งคราว (ข) งานตามข้อตกลงระหว่างประเทศหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพัน โดยที่สภาวิชาชีพเป็นผู้ให้การรับรองคุณสมบัติ

(2) งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธาที่เกี่ยวกับงานให้คำปรึกษา งานวางโครงการ งานออกแบบและคำนวณ งานควบคุมการก่อสร้าง หรือการผลิต งานพิจารณาตรวจสอบ งานอำนวยการใช้ จัดระบบ วิจัย ทดสอบ ยกเว้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามข้อตกลง ยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (MRA) รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวกับการ ให้บริการวิศวกรรมข้ามแดน หรือผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร

และ (3) งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานศึกษาโครงการ งานออกแบบ งานบริหาร และอำนวยการก่อสร้าง งานตรวจสอบ หรืองานให้คำปรึกษา ยกเว้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม และวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียนด้านบริการสถาปัตยกรรม (MRA) รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวกับการให้บริการสถาปนิกข้ามแดนจากสภาสถาปนิก หรือผู้ได้รับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยสถาปนิก

บัญชีที่ 3 (งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานฝีมือหรือกึ่งฝีมือนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้าง)” มีจำนวน 8 อาชีพ คือ (1) งานกสิกรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง (2) งานช่างก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานช่างก่อสร้างอาคาร (3) งานทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม (4) งานทำมีด (5) งานทำรองเท้า (6) งานทำหมวก (7) งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย และ (8) งานปั้นหรือทำเครื่องปั้นดินเผา

และ บัญชี 4 (งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้าง และได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ภายใต้บันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ)” มีจำนวน 2 อาชีพ คือ (1) งานกรรมกร กับ (2) งานขายของหน้าร้าน

อย่างไรก็ตามแรงงานต่างชาติลักลอบเข้ามาทำงานหรือทำงานที่กฎหมายห้าม ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไข ระหว่างรัฐไทยกับประเทศต้นทางและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศ เช่นเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย และผู้ประกอบการธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างชาติ ไม่ใช้การตีตราว่าเป็นความผิดของแรงงานต่างชาติฝ่ายเดียว ในหลายกรณีที่เกิดขึ้น การที่สื่อมวลชนนิยมพาดหัวข่าวด้วยคำว่าจับต่างชาติ (หรือต่างด้าว) แย่งอาชีพ – แย่งงานคนไทย ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ตอกย้ำอคติเหมารวม

นอกจากอคติแบบเหมารวมที่เกิดขึ้นทั่วไปแล้ว ในช่วงที่เริ่มมีสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดัน มีการยั่วยุในสื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยบางส่วนให้ไปทำร้ายแรงงานเหล่านี้ จนถึงขั้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องออกมาปราม ‘อย่าหัวร้อน’ เตือนว่าการลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายถือว่าเข้าข่ายทำผิดกฎหมายและให้ระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำบนพื้นที่ออนไลน์ 

ภาพที่ 2 : จำนวนแรงงานต่างด้าวและผู้ติดตามที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมหรือซื้อประกันสุขภาพ 
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ , สำนักงานประกันสังคม , กองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว

ส่วนประเด็นแรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย ในความเป็นจริง หากเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ดังข้อมูลจากรายงาน Thailand Indicators 2568 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม พบว่า ในปี 2567 มีชาวต่างชาติเป็นผู้ประกันตนจำนวน 1,521,270 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวเมียนมามากที่สุด 1,132,377 คน รองลงมาคือชาวกัมพูชา 173,154 คน และอันดับ 3 ชาวลาว 79,870 คน 

เช่นเดียวกับข้อมูลจาก กองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2568 มีคนขึ้นทะเบียนบัตรประกันสุขภาพของกองทุนฯ  จำนวน 713,462 คน แบ่งเป็นแรงงานหรือผู้ติดตามที่มีอายุเกิน 7 ปี 654,534 คน ผู้ติดตามอายุไม่เกิน 7 ปี 50,824 คน และคนต่างด้าวทั่วไป 8,104 คน สัดส่วนชาวต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนบัตรประกันสุขภาพ พบว่าเป็นชาวเมียนมามากที่สุด ร้อยละ 44.2 ตามด้วยชาวลาว ร้อยละ 30.5 และชาวกัมพูชา ร้อยละ 22.8 

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีชาวต่างชาติทั้งที่ทำงานและเป็นผู้ติดตามบางส่วนไม่เข้าระบบประกันสังคมหรือซื้อประกันสุขภาพจริง โดยจากการเปิดเผยของ สุรสักย์ ธไนศวรรยางค์กูร ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)  ในงานเสวนา “ปลดล็อกสุขภาพประชากรข้ามชาติ สู่นวัตกรรมและข้อเสนอแนะเพื่อหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน” วันที่ 16 ก.พ. 2569 ตามรายงานของ Hfocus ว่า ยังมีแรงงานข้ามชาติที่แม้จะทำงานอย่างถูกกฎหมายแต่ไม่มีหลักประกันสุขภาพใดๆ อีกราว 1 ล้านคน 

ทั้งนี้ มีตัวอย่างจากโรงพยาบาลในจังหวัดที่มีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เช่น สมุทรสาคร ชลบุรี หรือบุรีรัมย์ ซึ่งพบว่ามีรายได้กองทุนหมุนเวียนดีขึ้นจากการขายบัตรประกันสุขภาพและการอยู่ในระบบประกันสังคม ชี้ให้เห็นว่าหากระบบถูกออกแบบมาดีจะสามารถเสริมความมั่นคงทางการเงินสถานพยาบาลได้ แต่หากคนทำงานยังอยู่นอกระบบประกันสุขภาพ จะมีความเสี่ยงทั้งกับตัวแรงงานเองและสังคมรอบข้าง เช่น โรคติดต่อ 

ภาพที่ 3 โปสเตอร์เตือนภัยระวังถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ 
ที่มา : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC

– ถูกหลอกทำงานต่างประเทศ’ ยังเป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับแรงงานไทย : หลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยยังคงออกคำเตือนสม่ำเสมอเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ ‘งานสบายรายได้ดี’หากหลงเชื่อระวังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพโดยเฉพาะแหล่งงานในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ วันที่ 17 ต.ค. 2568 มูลนิธิอิมมานูเอล พาตัวแทนผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขอให้ช่วยเหลือผู้เสียหาย 128 ราย ที่ถูกหลอกโดยอ้างว่ามีงานทั่วๆ ไป ตั้งแต่คนครัว ขนส่ง แอดมิน ฯลฯ แต่อ้างว่าให้ไปทำงานที่ จ.สระแก้ว เพราะสำนักงานในกรุงเทพฯ ไม่มีตำแหน่งว่าง ก่อนถูกพาข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชาแล้วถูกบังคับให้เข้าร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ – สแกมเมอร์

หรือรายงานจากสำนักข่าวช่อง 7 HD วันที่ 9 มี.ค. 2569 กรรณิกา โมเล้น หัวหน้าฝ่ายรับแจ้งเหตุและประสานงาน ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิกระจกเงารับแจ้งคนหายจำนวน 119 คน เป็นชาย 73 คน และหญิง 46 คน ในจำนวนนี้เป็นเยาวชน อายุน้อยที่สุด 15 ปี และผู้สูงอายุ อายุมากที่สุด 65 ปี ที่ถูกหลอกไปทำงานหรือเปิดบัญชีที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

ปัญหาสำคัญที่ยังมีคนตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ ก็คือยังมีเหยื่อที่เข้าไม่ถึงข้อมูลวิธีการหลอกลวงอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ทราบรูปแบบการหลอกลวง จึงหลงเชื่อไปสมัครงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ก็เคยมีผู้สูงอายุ 65-66 ปี ถูกหลอกพาไปกัมพูชา เพื่อให้ไปสแกนหน้าบัญชีม้าให้แก๊งสแกมเมอร์ ผู้สูงอายุบางคนเข้าใจว่าเป็นงานให้เช่าบัญชีธนาคาร เข้าใจว่าไม่ได้เสียหาย แต่ในทางข้อกฎหมายคือมีความผิดเพราะนำไปใช้หลอกผู้เสียหายคนอื่น เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็ไม่สามารถกลับตัวได้ทัน กรรณิกา กล่าว 

นอกจากประเทศเพื่อนบ้าน ยังมีการหลอกลวงให้ไปทำงานในประเทศอื่นๆ เช่น ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. 2568 – 28 เม.ย. 2569 เมื่อค้นหาด้วยคำว่า ‘ต่างประเทศ’ ในระบบของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า มีการแจ้งเตือนคำโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ โดยเป็นการชักชวนไปออสเตรเลียมากที่สุด 44 ข่าว รองลงมาคือ อิสราเอล 2 ข่าว เกาหลีใต้ 1 ข่าว นอกจากนั้นยังมีการเตือนบริษัทหรือตัวแทนจัดหางานต่างประเทศที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีก 7 ข่าว

ภาพที่ 4 : โปสเตอร์โปรโมทสารคดี ‘Blood Berries หมากไม้’ 
ที่มา : House Samyan

รวมถึงที่เป็นคดีใหญ่ต้องติดตาม คือกรณีแรงงานไทยถูกชักชวนไปทำงานเก็บผลไม้ที่ประเทศฟินแลนด์ แต่เมื่อไปถึงกลับถูกยึดหนังสือเดินทางและหักค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงเกินจริงและต้องกลายเป็นหนี้ ซึ่งทางการฟินแลนด์ได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแล้ว ขณะที่ทางการไทยโดย DSI เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ได้นำสำนวนคดีพิเศษที่ 57/2561 ส่งพนักงานอัยการ เพื่อให้สั่งฟ้องผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ 1 ราย และชาวไทย 3 ราย ในข้อหาค้ามนุษย์ โดยเรื่องราวของคดีนี้สามารถไปหาชมกันได้กับสารคดี ‘Blood Berries หมากไม้’ ที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ House Samyan กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 เม.ย. 2569

จะเห็นได้ว่าตลอดรอบปีที่ผ่านมา ผู้ใช้แรงงานก็ยังคงต้องต่อสู้ดิ้นรนท่ามกลางสารพัดปัญหา โดยหากเป็นแรงงานข้ามชาติจะเป็นเรื่องของอคติแบบเหมารวม ขณะที่แรงงานไทยยังเผชิญความเสี่ยงถูกหลอกว่ามีงานรายได้สูงให้ทำในต่างประเทศ ยังไม่นับเรื่องของ ราคาพลังงาน’ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกับค่าครองชีพ ที่ยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด หรือการจ้างงานรูปแบบใหม่ๆ ในยุคดิจิทัลอย่าง แรงงานแพลตฟอร์ม ที่รับงานผ่านแอปพลิเคชั่น ที่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องสถานะระหว่าง ลูกจ้าง กับ แรงงานอิสระ มาหลายปี และยังไม่มีบทสรุปจนนำไปสู่การออกแนวปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสมได้!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.britannica.com/topic/May-Day-international-observance (May Day : สารานุกรม Britannica)

https://www.doe.go.th/prd/alien/statistic/param/site/152/cat/82/sub/0/pull/category/view/list-label (ข้อมูลสถิติการทำงานของคนต่างด้าว : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน)

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/68c9bf9be8ce0073681f327e8455e35f.pdf(ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ)

https://blog.cofact.org/th/checkingday690402/ (‘วันตรวจสอบข่าวลวงโลก’69’ สร้างปัญญารวมหมู่รับมือข้อมูลบิดเบือนยุคAI : Cofact 22 เม.ย. 2569)

https://www.naewna.com/local/902125 (ตร.เตือนคนไทยอย่าหัวร้อนทำร้ายคนกัมพูชามีความผิดตามกม. : แนวหน้า 25 ก.ค. 2568)

https://www.nso.go.th/public/e-book/Indicators-ASEAN/Thailand-Indicators-2568/(Thailand Indicators 2568: สำนักงานสถิติแห่งชาติ, หน้า 48 – 49)

https://fwf.moph.go.th/ (กองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข,Dashboard การขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว)

https://datastudio.google.com/reporting/be85e95a-6163-41cd-9c9f-cbe2b6b0d33c/page/p_mdpzl4s4zd (ข้อมูลคนขึ้นทะเบียนบัตรประกันสุขภาพของกองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2568 (เดือนมกราคม พ.ศ. 2568 – เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568), กองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข)

https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1781125/?bid=1 (บก.ตม.1 บุกจับสาวผิวสีชาวคองโกคาร้านเสริมสวยขณะทำผมให้ลูกค้าต่างชาติ ดำเนินคดีฐานประกอบอาชีพต้องห้ามแย่งงานคนไทย: NBT 9 ก.พ. 2569)

https://www.amarintv.com/news/crime/516385 (ตม.กาญจนบุรีเอาจริง! บุกจับเมียนมา แอบเปิดร้านเสริมสวยครบวงจร: อมรินทร์ทีวี 9 มิ.ย. 2568)

https://www.hfocus.org/content/2026/02/37109 (เวทีชี้ “สุขภาพแรงงานข้ามชาติ” ยังรั่วไหล เสนอแก้ ม.5–ดันระบบเดียว ปิดช่องคนทำงานนอกหลักประกัน: Hfocus 19 ก.พ. 2569)

https://www.dsi.go.th/th/Detail/40e34b321d68be668332fe0396f62c68 (รัฐมนตรียุติธรรมสั่งการ DSI สืบสวนกรณีมูลนิธิอิมมานูเอลนำผู้เสียหายเข้าร้องเรียน ผู้เสียหายกว่า 128 ราย ถูกหลอกสมัครงานออนไลน์ปลายทางถูกส่งไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้าในกัมพูชา: DSI 17 ต.ค. 2568)

https://news.ch7.com/detail/860482 (สถิติคนหายพุ่ง เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์หลอกพาไปทำงาน:Ch7HD 9 มี.ค. 2569)

https://www.dsi.go.th/th/Detail/7fcd22a2f9216be3f2710911a6412cac (DSI ส่งสำนวนคดีแรงงานเก็บผลไม้ป่าเบอร์รี่ในฟินแลนด์ เอกสารกว่า 7,000 แผ่น เห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาไทย – ต่างชาติ ฐานค้ามนุษย์ รวม 4 ราย: DSI 9 มี.ค. 2569)

https://www.instagram.com/p/DXoXrB4DYTX/ (‘Blood Berries l หมากไม้’ เริ่ม 30 เมษายนนี้ที่ House สามย่าน: house_samyan)

https://www.thaipbs.or.th/news/content/504184 (ม็อบแรงงาน บุกทำเนียบฯ ร้อง “นายกฯ” แก้วิกฤตน้ำมันแพง: ThaiPBS 2 เม.ย. 2569)

ดัชนีเสรีภาพสื่อโลก 2569: เสรีภาพสื่อไทยแย่ลง นักข่าวถูกนักการเมือง-นายทุน “ฟ้องปิดปาก”

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) เผยแพร่ดัชนีเสรีภาพสื่อใน 180 ประเทศและดินแดนประจำปี 2569 พบว่าคะแนนเฉลี่ยเสรีภาพสื่อทั่วโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี โดยเกินครึ่งของประเทศที่สำรวจมีเสรีภาพสื่ออยู่ในภาวะที่ “ยากลำบาก” และ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” รวมถึงประเทศไทย ซึ่งตกจากอันดับ 85 ในปี 2568 มาอยู่ที่ 92 ในปีนี้

ในดัชนีเสรีภาพสื่อประจำปี 2569 ประเทศที่มีเสรีภาพสื่อสูงสุด 10 อันดับแรกจากทั้งหมด 180 ประเทศและดินแดน คือ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เอสโตเนีย เดนมารก์ สวีเดน ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์กและโปรตุเกส 

เมื่อดูเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ เสรีภาพสือของติมอร์-เลสเตอยู่ในอันดับดีสุดคือ 30 (75.29 คะแนน) รองลงมาคือไทย (อันดับที่ 92 / 53.97 คะแนน) มาเลเซีย (95 / 52.73) บรูไน (96 / 52.58) ฟิลิปปินส์ (114 / 46.79) สิงคโปร์ (123 / 44.57) อินโดนีเซีย (129 / 43.02) กัมพูชา (151 / 33.28) ลาว (154 / 32.54) เมียนมา (166 / 26.38) และเวียดนาม (174 / 21.15)  

ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เสรีภาพสื่อมีอันดับดีขึ้นจากปี 2568 มีเพียง 3 ประเทศคือ กัมพูชา (จากอันดับ 161 เป็น 151) บรูไน (จาก 97 เป็น 96) และติมอร์-เลสเต (จาก 39 เป็น 30)

RSF ประเมินและให้คะแนนเสรีภาพสื่อในแต่ละประเทศโดยใช้ตัวชี้วัด 5 ประการ ได้แก่บริบททางการเมือง กรอบกฎหมาย บริบททางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและวัฒนธรรม และความปลอดภัย โดยคำนวณคะแนนจาก 2 องค์ประกอบคือ 1) จำนวนการละเมิดและคุกคามสื่ออันเนื่องมาจากการทำงานของนักข่าว และ 2) การวิเคราะห์เชิงคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสรีภาพสื่อ รวมถึงนักข่าว นักวิจัย นักวิชาการ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 

การจัดลำดับเสรีภาพสื่อของ RSF อิงตามคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 คะแนนมากหมายถึงมีเสรีภาพสื่อมาก โดยประเทศที่ได้ 85 คะแนนขึ้นไป สถานการณ์เสรีภาพสื่ออยู่ในระดับ “ดี” (good), 70 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “น่าพอใจ” (satisfactory), 55 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “มีปัญหา” (problematic), 40 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “ยากลำบาก” (difficult) และต่ำกว่า 40 คะแนนลงมาจัดว่าเสรีภาพสื่ออยู่ในสถานการณ์ “ย่ำแย่มาก” (very serious)

เสรีภาพสื่อทั่วโลกตกต่ำสุดในรอบ 25 ปี

RSF ระบุตั้งแต่จัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อในปี 2001 ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่เกินครึ่งหนึ่งของประเทศที่ทำการสำรวจมีเสรีภาพสื่ออยู่ในระดับที่ “ยาก” และ “ย่ำแย่มาก” อีกทั้งคะแนนเฉลี่ยของเสรีภาพสื่อของทั้ง 180 ประเทศและดินแดนก็ต่ำมาก 

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว RSF พบว่า 20% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่เสรีภาพสื่ออยูในระดับ “ดี” แต่ในปีนี้มีประชากรโลกแค่ 1% เท่านั้นที่อยู่ในประเทศที่เสรีภาพสื่ออยู่ในระดับดี 

แอนน์ โบคานเด ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ RSF กล่าวว่าการคุกคามและละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น และเกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง

“รัฐเผด็จการ ผู้มีอำนาจ กลุ่มทุนที่แสวงหาผลประโยชน์ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ไม่ถูกกำกับดูแล มีส่วนสำคัญที่ทำให้เสรีภาพสื่อลดลงทั่วโลก” โบคานเดระบุและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งหามาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องนักข่าว 

“มาตรการเหล่านี้ต้องตั้งต้นจากการหยุดทำให้การรายงานข่าวเป็นอาชญากรรม หยุดการใช้กฎหมายความมั่นคงในทางที่ผิด ยุติการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation-SLAPPs) และหยุดขัดขวางสื่อมวลชนในการสืบสวนสอบสวนและเปิดโปงเรื่องต่าง ๆ”  

นักข่าวในเอเชียถูก “ฟ้องปิดปาก”

21 จาก 32 ประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีเสรีภาพสื่ออยู่ในระดับ “ยาก” และ “ย่ำแย่มาก” ซึ่งนับเป็นภูมิภาคที่สื่อถูกกดทับมากที่สุดภูมิภาคหนึ่ง ปัญหาที่พบมากที่สุดคือการฟ้องร้องดำเนินคดีกับสื่อ การแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม และการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเผด็จการ  

“ผู้สื่อข่าวในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยมักตกเป็นจำเลยในคดีที่มีลักษณะเป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ที่ฟ้องร้องโดยนักการเมืองหรือนายทุนใหญ่โดยใช้ประโยชน์จากข้อกฎหมายที่ไม่ปกป้องการทำงานของสื่อ” RSF ระบุในรายงาน

แม้แต่ประเทศที่ประชาธิปไตยมั่นคงอย่างญี่ปุ่น ก็ยังมีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสื่อ เช่น กฎหมายว่าด้วยการรักษาความลับทางราชการ และเกาหลีใต้ที่มาตรการต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลถูกองค์กรวิชาชีพสื่อวิจารณ์อย่างหนักเพราะกลับกลายเป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความลักลั่นกันระหว่างการจัดการข้อมูลบิดเบือนกับการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร 

RSF ระบุในรายงานด้วยว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ที่ไม่มีประเทศใดจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ติดอันดับ “Top 20” ของประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมากที่สุดในโลก 

เสรีภาพสื่อไทย

เมื่อดูดัชนีเสรีภาพสื่อของ RSF ย้อนหลัง 10 ปี (2559-2569) พบว่าอันดับที่ต่ำสุดของไทยคือ 142 จาก 180 ประเทศในปีรายงานที่เผยแพร่ปี 2560 (สำรวจปี 2559) ส่วนอันดับสูงสุดคือ 85 ในรายงานปี 2568 (สำรวจปี 2567) 

RSF สรุปสถานการณ์เสรีภาพสื่อไทยว่าสื่อมีเสรีภาพมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดในการรายงานข่าวจากกฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีผู้สื่อข่าว การห้ามนำเสนอข่าวและการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อไทย นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในภาวะเสี่ยงอันตราย

อาเธอร์ โรเชโร เจ้าหน้าที่ RSF Asia-Pacific กล่าวถึงสถานการณ์เสรีภาพสื่อไทยในระหว่างการนำเสนอรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อ 2026 ในรายการ Cofact Live Talk เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ว่านักการเมืองและผู้มีอิทธิพลทางธุรกิจมักดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวในข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาอาญาอื่น ๆ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของการฟ้องปิดปากหรือการฟ้อง SLAPPs  

เขายกตัวอย่างการจับกุมและดำเนินคดีณัฐพล เมฆโสภณ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไท และณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ช่างภาพอิสระ จากการรายงานข่าวว่ามีผู้นำสีสเปรย์มาพ่นบนกำแพงวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นรูปวงกลมล้อมรอบตัว A ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนคำว่า “อนาธิปไตย” และข้อความ “ไม่เอา 112” ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 อัยการได้ยื่นฟ้องผู้สื่อข่าวและช่างภาพทั้งสองในความผิดฐาน “ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน” ตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

อาเธอร์ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อในไทยแย่ลงกว่าเดิมจากอันดับที่ 85 ในรายงานปี 2568 มาอยู่ที่ 92 ในปีนี้ โดยตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือด้านเศรษฐกิจ เช่น อุปสรรคในการทำธุรกิจสื่ออันเนื่องมาจากนโยบายรัฐบาล การทุจริตคอร์รัปชัน รายได้จากโฆษณา และอุปสรรคที่เกิดจากเจ้าของธุรกิจสื่อที่มุ่งแสวงหากำไรและผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นที่ตั้ง

ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนลดลงมากที่สุดคือตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยในการทำงานของสื่อ

“ความปลอดภัยในการทำงานของสื่อเป็นปัญหาที่น่าห่วงมากขึ้นในไทย โดยเฉพาะความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่ลี้ภัยมาอยู่ในไทย ไทยเคยเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับผู้สื่อข่าวที่หนีภัยคุกคามจากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น จีน เวียดนาม กัมพูชา แต่ตอนนี้พวกเขากำลังถูกกดปราบอย่างหนัก” อาเธอร์กล่าว 

ท่ามกลางเสรีภาพสื่อที่ถดถอยลงทั่วโลก อาเธอร์ย้ำความสำคัญของมาตรการทางกฎหมายที่ปกป้องเสรีภาพสื่อ 

“เมื่อไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย เสรีภาพสื่อก็ย่อมไม่มี และเมื่อสื่อไม่มีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร สังคมก็จะขาดแคลนข้อมูลที่จะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ” 


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐระบุ ยังไม่มีการปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 3,000 บาท

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ปัจจุบันยังไม่มีการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28-29 เม.ย. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบแชร์ภาพ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคไทยภักดี พร้อมข้อความระบุว่า “สําเร็จ! ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 ➝ 3,000 บาท ผมโคตรภูมิใจ ทําเพื่อพี่น้องคนไทยสําเร็จแล้ว! ร่วมสนับสนุน ปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท พี่น้องไม่ต้องห่วง มติ ส.ส. ผ่านแน่นอน” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 29 เม.ย. 2569 ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนและกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยืนยันกับโคแฟคว่าขณะนี้ยังไม่มีการปรับเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ปัจจุบันการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแบบขั้นไดตามช่วงอายุ คือ อายุ 60-69 ปี ได้ 600 บาท อายุ 70-79 ปี ได้ 700 บาท อายุ 80-89 ปี ได้ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไปได้ 1,000 บาท

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่านับตั้งแต่ สส. ชุดที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เริ่มเปิดประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 15 มี.ค. จนถึงกำหนดการประชุมล่าสุดวันที่ 30 เม.ย. ยังไม่มีวาระการประชุมว่าด้วยการขอปรับขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

นอกจากนี้โคแฟคยังไม่พบหลักฐานว่าข้อความดังกล่าวเป็นคำพูดของ นพ.วรงค์ แต่คาดว่าเป็นข้อความที่สรุปมาจากคำปราศรัยของ นพ.วรงค์ในการประชุมใหญ่พรรคไทยภักดีเมื่อวันที่่ 26 เม.ย. 2569 

ในคลิปคำปราศรัยที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กของพรรคไทยภักดี นพ.วรงค์เสนอให้นำเงินงบประมาณ สวัสดิการของสมาชิกรัฐสภามาจ่ายเป็นบำนาญ 3,000 บาทให้ผู้สูงอายุทุกคนแทน 

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.ระบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวในที่ประชุมใหญ่ของพรรรคเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 (ภาพ: เพจเฟซบุ๊กพรรคไทยภักดี)

“ผมเชื่อว่าถ้าเราจัดการโกงได้ ปราบการทุจริตคอร์รัปชันได้ ประเทศชาติจะเจริญ ประชาชนจะอยู่ดีกินดี และพี่น้องผู้สูงอายุจะได้รับบำนาญ 3,000 บาททุกคน และที่สำคัญที่สุด บำนาญ สส. สว. ต้องด่ามัน อายประชาชนบ้างไหม เอาเงินพวกนี้มาจ่ายบำนาญผู้สูงอายุดีไหม ถ้าผู้สูงอายุต้องการบำนาญต้องช่วยกันด่าพวกมันใช่ไหม”

สรุปได้ว่าการจ่ายบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาทเป็นเพียงข้อเสนอของ นพ.วรงค์ที่เห็นว่าควรยกเลิกสวัสดิการของ สส.-สว. และมุ่งปราบปรามการทุจริตเพื่อให้รัฐมีงบประมาณมากขึ้นในการจ่ายบำนาญให้ผู้สูงอายุ ดังนั้นข้อความที่อ้างว่าปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 3,000 บาท สำเร็จแล้ว จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจผิด

แฉกลลวง “ค้ามนุษย์” แรงงานอีสานเก็บเบอร์รี่ฟินแลนด์-สวีเดน ทำงาน 18 ชม. สุดท้ายหนี้ท่วม-รัฐนิ่งเฉย

รายการโคแฟคสนทนารวมพลคนเช็กข่าว EP.38 ได้หยิบยกประเด็นร้อน “เรื่องจริงของแรงงานหมากไม้” ผ่านภาพสะท้อนจากสารคดี Blood Berries เพื่อตีแผ่ชะตากรรมแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปเก็บเบอร์รี่ในแถบสแกนดิเนเวีย โดยระบุว่าเป็นขบวนการที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน แต่กลับได้รับการเพิกเฉยจากหน่วยงานรัฐไทยอย่างน่าตกใจ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดประเด็นว่า ในวาระวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคมและวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม เป็นจังหวะสำคัญในการค้นหาข้อเท็จจริงผ่านสารคดี“Blood Berries” ที่สะท้อนความจริงของพี่น้องแรงงานชาวอีสาน ซึ่งต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย แม้การไปทำงานจะดูเหมือนถูกกฎหมายแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามข้อตกลง โดยปัจจุบันปัญหาแรงงานไม่ได้มีแค่คนไทยที่ไปต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงแรงงานข้ามชาติในไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐและความไม่เข้าใจของสังคม

โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ให้รายละเอียดเชิงลึกว่า อุตสาหกรรมเบอร์รี่ในฟินแลนด์และสวีเดนต้องการแรงงานจำนวนมาก จึงมีการชักชวนแรงงานไทย โดยเฉพาะจากภาคอีสานไปทำงานผ่านนายหน้าและบริษัทจัดหางานที่มีความซับซ้อนหลายทอด กระบวนการนี้แฝงไปด้วยการเอาเปรียบที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ แรงงานต้องพักอาศัยในแคมป์ที่แออัดเหมือนค่ายทหารช่วงสงคราม ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อออกไปเก็บเบอร์รี่และกลับเข้าที่พักเกือบเที่ยงคืน รวมเวลาทำงานสูงถึงวันละ 15-18 ชั่วโมงต่อเนื่องนาน 3 เดือน

โกวิทเปิดเผยถึง “ทริค” หรือกลลวงที่บริษัทใช้ว่า แรงงานจะถูกทำให้ติดหนี้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าวิซ่า และค่าดำเนินการรวมกว่าแสนบาทต่อคน เมื่อไปถึงยังถูกยึดพาสปอร์ตเพื่อป้องกันการหนี และต้องกู้ยืมเงินบริษัทเป็นค่ากินอยู่และค่าเช่ารถซ้ำอีก โดยแรงงานจะไม่ทราบยอดรายได้จริงจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายก่อนบินกลับ ซึ่งพบว่าจำนวนมากทำงานฟรี 3 เดือนแล้วยังมียอด “ติดลบ” หรือเหลือเงินเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ที่กู้มา จนนำไปสู่สภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว ถูกยึดบ้านยึดรถเมื่อกลับถึงไทย

นอกจากนี้ นายโกวิท ยังระบุถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีการทำสัญญาซ้อนถึง 3 ฉบับเพื่อล้มล้างข้อตกลงเดิมและการโฆษณาเกินจริงผ่านโซเชียลมีเดียที่นำเสนอแต่ด้านดีเพียง 10% ของคนที่ประสบความสำเร็จมาเป็นตัวล่อ ที่น่ากังวลที่สุดคือบทบาทของภาครัฐ โดยในขั้นตอนการทำ Workshop ก่อนเดินทาง มีเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานไปร่วมนั่งโต๊ะกับบริษัทนายหน้าทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าปลอดภัย แต่เมื่อเกิดปัญหาและกลับมาทวงถามเรื่องเงินประกัน 30,000 บาท รัฐกลับบอกว่าเป็นความสมัครใจของชาวบ้านเอง หรือตำหนิว่าชาวบ้าน “โชคไม่ดี” และ “ขยันไม่พอ”

ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมของฟินแลนด์ได้ตัดสินจำคุกเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง CEO บริษัทเบอร์รี่ และนายหน้าฝั่งไทย พร้อมสั่งปรับเงินหลายสิบล้านบาท โดยชี้ชัดว่าเป็นคดีค้ามนุษย์ แต่ฝั่งรัฐไทยกลับยังลังเลในการตีความและไม่มีการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม โดยแรงงานบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจาก พม. เพียง3,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายหลักแสน

ในช่วงท้าย นายโกวิทและนางสาวสุภิญญาได้ฝากทิ้งท้ายถึงความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยที่มีสมาชิกสหภาพเพียง 1% ของแรงงานทั้งหมด ทำให้ขาดอำนาจต่อรองกับรัฐเช่นเดียวกับเสรีภาพสื่อที่มักถูกฟ้องปิดปากหรือเกรงใจนายทุนโฆษณา การนำเสนอสารคดี Blood Berries ซึ่งจะฉายที่ House สามย่านในวันที่ 30 เมษายนนี้ ทั้งยังเตรียมเผยแพร่ทางไทยพีบีเอส และ วิภา จึงเป็นความพยายามของสื่อในการส่งเสียงแทนชาวบ้านเพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ และร่วมกันเป็นกระบอกเสียงให้ภาครัฐตื่นตัวต่อปัญหานี้อย่างจริงจัง