คลิปประชาสัมพันธ์การแข่งขันยิงปืนของกองทัพเรือ ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพทหารเข้าตีสนามเพลาะและบังเกอร์ในเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** นำภาพจากคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์การแข่งขันยิงปืนทางยุทธวิธีรายการ ‘Marines 3 Gun’ ซึ่งจัดโดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘สระบุรีโซเชียล’ โพสต์ภาพทหารกลุ่มหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านแนวสนามเพลาะเตรียมเข้าตีบริเวณบังเกอร์ มีควันคล้ายกับระเบิด พร้อมบรรยายว่า “ปามา ปากลับไม่โกง แถมยิงสวนให้อีก 1 ชุด สงสัยเป็นผีเฝ้าบังเกอร์ไปแล้ว มือพี่แกไวมากและใจต้องนิ่งขนาดไหน” และติดอิโมจิธงชาติไทยและกัมพูชา 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวมาจากคลิปวิดีโอความยาว 3.59 นาที ที่ถูกโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Marines 3 Gun’ ซึ่งเป็นคลิปประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันยิงปืนทางยุทธวิธี ‘Marines 3 Gun 2026’ จัดโดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ระหว่างวันที่ 20-21 ก.พ. 2569 โดยภาพที่เพจเฟซบุ๊ก ‘สระบุรีโซเชียล’ นำมาเผยแพร่อยู่ในช่วงนาทีที่ 2.28-2.36

ข้อความประกอบคลิปประชาสัมพันธ์ระบุว่า “หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ขอเรียนเชิญเจ้าหน้าที่ทุกเหล่าทัพและนักกีฬาผู้มีเกียรติทุกท่าน เข้าร่วมงาน ‘Marines 3 Gun 2026 10 th Anniversary’ งานแข่งขันยิงปืนทางยุทธวิธีวัดความถนัด 3 ชนิดปืน ได้แก่ ปืนไรเฟิลจู่โจม ปืนลูกซองและปืนสั้น ชิงถ้วยและไม้พายเกียรติยศจากผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ณ สนามยิงปืนค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า ต.แสมสาร อ.สัตหีบ”

คลิปต้นฉบับที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Marines 3 Gun’ ซึ่งเป็นเพจที่ดูแลโดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ทำให้ยืนยันได้ว่าคลิปนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

ในปี 2568 มีการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา 2 ครั้ง คือวันที่ 24-28 ก.ค. และ วันที่ 7-27 ธ.ค. 2568 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็มีการเผยแพร่ข่าวลวงว่าเกิดเหตุปะทะระลอกสามเป็นระยะ ๆ 

สำหรับโพสต์เฟซบุ๊กที่นำคลิปประชาสัมพันธ์การแข่งขันยิงปืนมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุปะทะไทย-กัมพูชานี้ ถูกเผยแพร่ในช่วงที่สังคมกลับมาให้ความสนใจในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้ง โดยเผยแพร่เพียงหนึ่งวันหลังเกิดเหตุ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัดหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่าง เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569

เพจเฟซบุ๊กนำภาพจากคลิปที่สร้างด้วย AI มาเผยแพร่ หลอกล่อให้คลิกลิงก์เข้าเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพสะพานถล่มจากเหตุดินถล่มในเทศบาลนครฉงชิ่ง ประเทศจีน

 ❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพจากคลิปวิดีโอที่สร้างด้วย AI เคยถูกนำมาอ้างเท็จมาแล้วหลายครั้งในหลายประเทศ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วน ข่าวสด ข่าวดัง’ โพสต์ภาพสะพานพังถล่ม พร้อมข้อความ “ข่าวล่าสุด!!สะเทือนใจ!!เมื่อ 5 นาทีที่แล้ว..” พร้อมแนบลิงก์ในช่องแสดงความคิดเห็น ซึ่งเมื่อเข้าไปดูพบว่าเป็นหน้าเว็บไซต์ที่นำรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัวมาเผยแพร่ เป็นรายงานข่าวเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุภัยพิบัติดินถล่มในเทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากโพสต์ดังกล่าวไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพที่เคยเผยแพร่ทั้งเป็นภาพนิ่งและวิดีโอมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2568 เช่น อ้างว่าเป็นเหตุสะพานถล่มที่รัฐพิหารของอินเดีย (20 ก.ค. 2568) และสะพานถล่มที่รัฐนาซซาราวาของไนจีเรีย (24 ก.ค. 2568)

องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายในหลายประเทศ เช่น  Lighthouse Journalism ของอินเดีย , News Verifier Africa เครือข่ายในภูมิภาคแอฟริกา, สำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส และ Fact Crescendo ได้นำภาพนี้ไปตรวจสอบแล้วระบุตรงกันว่าเป็นภาพและคลิปที่สร้างด้วย AI โดยมีจุดสังเกต คือ ลักษณะการเคลื่อนไหวและการพังทลายที่ไม่สมจริงและไม่สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมโยธา นำภาพไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ตรวจภาพให้ผลว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI รวมถึงพบโพสต์ที่ระบุชัดเจนว่าเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI 

สำหรับเหตุการณ์ดินถล่มในเขตเทศบาลนครฉงชิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 โดยสำนักข่าวซินหัวทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาไทย รายงานว่าเกิดเหตุดินถล่มทับอาคารบ้านเรือนจำนวนหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำอูเจียงในอำเภอปกครองตนเองเผิงสุ่ย กลุ่มชาติพันธุ์เหมียวและถู่เจีย โดยมีประชาชนติดอยู่ใต้ซากอาคารบ้านเรือนจำนวนหนึ่ง ซึ่งหน่วยกู้ภัยได้เร่งช่วยเหลือออกมาได้แล้ว 

ทั้งนี้รายงานข่าวของซินหัวไม่มีการเอยถึงเหตุสะพานถล่มหรือใช้ภาพนี้เป็นภาพประกอบข่าว 

⚠️ ข้อสังเกตโคแฟค: เนื้อหาที่ตรวจสอบนี้มีลักษณะเป็นโพสต์ที่ยั่วให้คลิก (clickbait) ที่นำภาพหรือข่าวหวือหวามาประกอบพร้อมกับแนบลิงก์เว็บไซต์ ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปดูจะพบเนื้อหาข่าวที่ไม่สอดคล้องกับโพสต์และมักมีโฆษณาขึ้นมาถี่ ๆ ซึ่งหากคลิกโฆษณาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจะเข้าสู่เว็บไซต์ที่สุ่มเสี่ยง เช่น มีการฝังมัลแวร์ หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่ไม่ปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน

วิกฤตเด็กติดจอทำสมองพัง-สมาธิสั้น-พัฒนาการล่าช้าแนะสูตร “งดจอต่ำกว่า 2 ขวบ”

รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” EP.48 หัวข้อ “ลดหน้าจอเด็ก เพิ่มพลังสมอง” เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 ได้ร่วมพูดคุยถึงวิกฤตผลกระทบจากหน้าจอต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย

พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) เปิดประเด็นว่า ปัจจุบันหน้าจอมือถือเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็กทุกช่วงเวลา ทั้งการดูการ์ตูน คลิป เล่นเกม เรียนออนไลน์ และค้นหาข้อมูล แม้โซเชียลมีเดียจะมีประโยชน์ด้านการเรียนรู้ แต่ก็แฝงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งออนไลน์ และข้อมูลลวง ทางโคแฟคจึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงแค่ว่าเด็กควรใช้โซเชียลมีเดียหรือไม่ แต่เน้นเรื่องการใช้อย่างเหมาะสม สมดุล และการสร้างกิจกรรมเสริมทักษะ สมาธิ จินตนาการ และพลังการเรียนรู้

ทางด้าน สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ซึ่งร่วมขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า นโยบายสวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย และนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นความกังวลว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนพบสถานการณ์เด็กอายุ 2-3 ขวบเข้าศูนย์ฯ แล้วไม่ยอมพูด สมาธิสั้น และบางรายกลายเป็นเด็กใบ้ ซึ่งเป็นผลกระทบที่ชัดเจนอย่างยิ่ง หัวใจสำคัญของมาตรการคือการลดหน้าจอในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบให้ได้

แม้องค์การอนามัยโลกจะเคยออกคู่มือแนวปฏิบัติระบุให้งดหน้าจอก่อน 2 ขวบ ให้ความสำคัญกับการนอน และลดพฤติกรรมเนือยนิ่งมาตั้งแต่ปี 2562 แต่ตลอดช่วงที่ผ่านมาการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสังคมไทยยังเกิดขึ้นน้อยมาก สุดใจชี้ว่าการลดหน้าจอเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเพิ่มเรื่อง “การอ่านและการเล่น” ที่เชื่อมโยงกันเพื่อพัฒนาศักยภาพสมอง

ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. อธิบายถึงกลไกทางสมองเพิ่มเติมว่า สมองเด็กต้องการกระบวนการที่ช้าเพื่อเชื่อมโยงเส้นใยประสาทและเดนไดรต์ (dendrite) แต่การอยู่หน้าจอมือถือนิ่ง ๆ ทำให้เซลล์สมองและการเรียนรู้กระจัดกระจาย ขาดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่พฤติกรรมเนือยนิ่ง เสี่ยงต่อโรค NCDs (non-communicable diseases หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) และการรับอัลกอริทึมที่มีความรุนแรงซ้ำ ๆ จนมองเป็นเรื่องปกติ

ช่วงปฐมวัยตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 5-6 ขวบ (หรือตามเกณฑ์สากลถึง 8 ขวบ) สมองพัฒนาได้สูงสุดมากกว่า 80-85% แต่ที่ผ่านมาเด็กไทยมีพัฒนาการล่าช้ากว่า 30% โดยเฉพาะด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งกรมอนามัยมีคำแนะนำให้เด็ก 1-3 ปี เคลื่อนไหวออกกำลังกายสะสมอย่างน้อย 180 นาที และเด็ก 3-4 ปีขึ้นไปควรออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนัก 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่กลับขาดมาตรการรองรับจริงจัง จึงเกิดการรวมตัวของกว่า 20 องค์กร ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะดิจิทัล” (T-DiWELL) ซึ่งมีโคแฟคร่วมด้วย

ในมิตินโยบาย สุดใจระบุว่าได้ยื่นข้อเสนอให้พรรคการเมืองผลักดันสวัสดิการหนังสือ 3-5 เล่มประจำบ้านหรือรับขวัญเด็กแรกเกิด และให้บุคลากรทางการแพทย์แนะนำพ่อแม่ให้อ่านหนังสือแบบมีปฏิสัมพันธ์ พร้อมยกตัวอย่างงานวิจัยในพื้นที่ภัยสงครามอย่างซีเรียและเลบานอนที่พบว่า การจัดพื้นที่เพียง 1 ตารางเมตรให้เด็กได้อ่าน เล่น หรืออยู่กับของเล่นที่คุ้นเคยวันละ 15 นาที สามารถช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจเรื้อรัง (PTSD) ได้ ทั้งนี้ ได้ชื่นชมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีโครงการมอบหนังสือให้เด็กแรกเกิดในโรงพยาบาลสังกัด กทม. เกือบ 20,000 ครอบครัว และมีนโยบายให้โรงเรียนในสังกัด กทม. เก็บโทรศัพท์มือถือระหว่างเรียน

นอกจากนี้ สุดใจยังได้เผยผลการดำเนินโครงการนำร่องที่ท้าทายครูให้อ่านหนังสือภาพวันละ 4 รอบ รอบละ 4 เล่ม เชื่อมโยงกับ 6 สาระการเรียนรู้และทักษะการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (MIDL) โดยให้ครูอ่านตามเนื้อหาตรง ๆ แบบไม่แต่งเติม ซึ่งพบว่าภายใน 3 สัปดาห์ เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด เช่น เด็กเลิกทะเลาะกัน หันมากล่าวขอบคุณและขอโทษ รู้จักความหลากหลายทางวัฒนธรรม จัดการห้องเรียนได้เอง และครูหันมารับฟังเข้าใจอารมณ์เด็กมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านพระคุณ จ.สุรินทร์ ที่เคยเปิดโทรทัศน์หลายจุดจนเด็กอารมณ์รุนแรง แต่เมื่อปรับมาใช้กิจกรรมการอ่านและพาเด็กไปสัมผัสของจริง เช่น การปลูกผัก เด็กวัย 3 ขวบที่เคยติดจอและร้องไห้หนักก็กลับมาพูดคุยและหายจากอาการติดจอภายใน 7-8 เดือน โดยย้ำเตือนว่าการเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้เป็นฉากหลัง (Background TV) ก็ส่งผลเสียทำลายสมองเด็กเช่นกัน

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ สุดใจระบุว่าหลายประเทศมีมาตรการเข้มงวด เช่น

  • สิงคโปร์ห้ามมีโทรทัศน์ในศูนย์เด็กเล็กและจำกัดการใช้จอในเด็กต่ำกว่า 18 เดือน
  • ออสเตรเลียประกาศห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย
  • ฝรั่งเศสห้ามใช้ที่อายุ 15 ปีและแนะนำงดจอเด็ดขาดก่อน 3 ขวบ
  • สหรัฐอเมริกาอนุญาตเฉพาะวิดีโอคอลเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์
  • จีนมีการบล็อกตั้งแต่ต้นทาง ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่ไม่ให้ลูกเข้าถึงหน้าจอจนกว่าจะพ้นช่วงอายุ 13-15 ปี

สำหรับแนวทางในครอบครัว แนะนำว่าหากเป็นไปได้ควรให้เด็กอยู่ห่างจากจอจนถึงอายุ 5-6 ขวบ และกำหนดกติกาช่วงเวลาปลอดหน้าจอ เช่น ระหว่างรับประทานอาหาร เพราะเด็กปฐมวัยต้องการการเรียนรู้แบบมนุษย์สู่มนุษย์ผ่านแววตา น้ำเสียง และอ้อมกอด ซึ่งพ่อแม่สามารถเริ่มอ่านหนังสือและร้องเพลงให้ฟังได้ตั้งแต่ทารกในครรภ์อายุ 6 เดือน โดยปัจจุบันมีตัวอย่างพื้นที่ที่ขับเคลื่อนธนาคารหนังสือ เช่น ที่สุนีย์ทาวเวอร์ จ.อุบลราชธานี รวมถึงใน จ.ลำปาง

ในช่วงท้าย พลินีและสุดใจ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเครือข่าย T-DiWELL ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ที่กำลังพัฒนาหลักสูตรปฐมวัยด้าน MIDL การสานพลังกับเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ และการเปิดพื้นที่ให้เด็กโตเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมฝากถึงผู้ปกครองว่าก่อนเด็กอายุ 12 ปี ควรเน้นกิจกรรมทางกาย สุขภาพกาย สุขภาพจิต และปัญญาผ่านการเล่นและการอ่านให้มากที่สุด

สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวสรุปปิดท้ายโดยเชิญชวนให้ทุกครอบครัวและทุกภาคส่วนร่วมมือกันปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ด้วยการลดหน้าจอ แล้วหันมาอ่านและเล่นกับเด็กให้มากขึ้นเพื่อร่วมสร้างเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

ตรวจสอบคลิปเตือนภัย “ซื้อหวยออนไลน์เสี่ยงโดนอายัดบัญชี-ถูกออกหมายจับ” พบเนื้อหาจริงบางส่วน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ซื้อหวยออนไลน์ผิดกฎหมาย เสี่ยงถูกอายัดบัญชีและถูกออกหมายจับ

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** การซื้อหวยออนไลน์ผิดกฎหมายหากเป็นการซื้อหวยต่างประเทศหรือการซื้อขายที่มีเส้นทางการเงินผ่านเว็บไซต์พนันออนไลน์ ส่วนสลากกินแบ่งรัฐบาลสามารถซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ของรัฐได้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Teerajit Saenkla’ โพสต์คลิปวิดีโอมีเสียงบรรยายว่า “เตือนสายแทงหวยออนไลน์ระวังผลกระทบทางกฎหมาย หลังพบผู้ซื้อหวยผ่านเว็บไซต์พนันต่าง ๆ เสี่ยงถูกอายัดบัญชีธนาคารและถูกออกหมายจับ” พร้อมทั้งย้ำว่า “หวยออนไลน์ผิดกฎหมายทุกประเภท ทั้งหวยรัฐบาล หวยออมสินและหวยลาว”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจและศูนย์ต้านข่าวปลอมของกระทรวงดิจิทัลฯ ออกคำเตือนเป็นระยะ ๆ ว่าการซื้อหวยที่ออกในต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 และหากมีการโอนเงินเข้าออกที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายพนันออนไลน์ ผู้ซื้ออาจถูกอายัดบัญชีธนาคารไว้ตรวจสอบได้ 

สำหรับหวยหรือสลากที่ออกโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ปัจจุบันสามารถซื้อทางออนไลน์ได้ทางแอปพลิเคชันเป๋าตังและเว็บไซต์จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล www.glolotteryshop.com ซึ่งต้องเข้าสู่ระบบผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง

ส่วนการซื้อสลากฯ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของรัฐนั้น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเคยประกาศเตือนว่า “อาจเข้าข่ายเล่นการพนันซึ่งมีความผิดตามกฎหมายและเสี่ยงต่อการถูกหลอก โดนโกง หรือไม่ได้รับเงินรางวัลจริง”

สรุปได้ว่าคลิปคำเตือนดังกล่าวให้ข้อมูลที่ถูกต้องในส่วนที่ว่า “ผู้ซื้อหวยผ่านเว็บไซต์พนันต่าง ๆ เสี่ยงถูกอายัดบัญชีธนาคาร” แต่ส่วนที่ระบุว่าการซื้อหวยออนไลน์ผิดกฎหมายทุกประเภท ทั้งหวยรัฐบาลและหวยออมสิน อาจสร้างความเข้าใจผิดและความสับสนได้ เนื่องจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือ “หวยรัฐบาล” สามารถซื้อทางช่องทางออนไลน์ของรัฐได้อย่างถูกกฎหมาย ขณะที่สลากออมสินหรือที่เรียกกันว่า “หวยออมสิน” สามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารออมสินได้

ℹ️ ช่องทางการซื้อสลากกินแบ่งและสลากออมทรัพย์ที่มีเงินรางวัล

คลิปการชุมนุมทางการเมืองหลายเหตุการณ์ในอดีตถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทิน

กองบรรณาธิการโคแฟค

ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นมา โคแฟคพบกระแสการสร้างข่าวลวงทางการเมืองด้วยการนำคลิปภาพการชุมนุมทางการเมืองในอดีตหลายเหตุการณ์มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการประท้วงขับไล่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เช่น การชุมนุมของกลุ่มราษฎรเมื่อปี 2563 การชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และการชุมนุมกรณีสู้รบไทย-กัมพูชาเมื่อปี 2568

คลิปเก่าที่ถูกนามาอ้างเท็จเพื่อปั่นกระแสการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอนุทินที่โคแฟคพบมีดังนี้

คลิปการชุมนุมของกลุ่มราษฎรขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ตุลาคม 2563)

วันที่ 13-16 ส.ค. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กและติ๊กต็อกจำนวนมากโพสต์คลิปวิดีโอมวลชนจำนวนมากสวมเสื้อกันฝนรวมตัวกันบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝังข้อความ “คลื่นอนาคตของชาติ ต่อต้านรัฐบาลปล้นชาติ สร้างหนี้สินให้ประชาชน พร้อมไล่รัฐบาลหนู ม็อบราษฎร” บางโพสต์มียอดแชร์นับหมื่นครั้ง

โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน เผยแพร่ทางช่องยูทูบ Voice TV ซึ่งรายงานว่าเป็นการชุมนุมของกลุ่มราษฎร เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2563 เพื่อขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

เมื่อตรวจสอบด้วย Google Stree View พบว่าจุดที่ถ่ายคลิปคือบนสกายวอล์กฝั่งหันหน้าเข้าหาถนนราชวิถี บริเวณที่ผ่านหน้า รพ.ราชวิถี ซึ่งเมื่อค้นภาพย้อนหลังที่ถ่ายในเดือนกันยายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการชุมนุมของกลุ่มราษฎรตามที่สื่อรายงาน พบว่ายังมีอาคารและป้ายโฆษณาที่มีตัวอักษร W ซึ่งตรงกับภาพในคลิปการชุมนุมดังกล่าว แต่เมื่อค้นภาพถ่ายหลังจากนั้น เช่น ภาพที่ถ่ายในเดือน เม.ย. 2567 พบว่าไม่มีป้ายอักษร W แล้ว

โคแฟคนำภาพ screenshot จากคลิปที่อ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินที่อนุสารีย์ชัยสมรภูมิ มาเปรียบเที่ยบกับวิดีโอที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ Voice TV เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2563 และภาพจาก Google Street View เพือยืนยันว่าภาพในคลิปเป็นการชุมนุมที่เกิดขึ้นในปี 2563 ไม่ใช่ในปี 2569

โคแฟคเดินทางไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 ส.ค. 2569 และถ่ายภาพจากมุมเดียวกันกับในคลิป พบว่าสภาพแวดล้อมในปัจจุบันแตกต่างจากในคลิปที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เช่น อาคารที่มีป้ายโฆษณาอักษร W ถูกทุบทำลายไปแล้ว  และมีอาคารก่อสร้างใหม่ขึ้นมาบริเวณหน้า รพ.ราชวิถีด้วย

ภาพที่ถ่ายโดยโคแฟคเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 แตกต่างจากภาพในคลิปที่นำมาอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินคืออาคารหลังหนึ่งถูกทุบทำลายไปและมีอาคารหลังใหม่สร้างขึ้นมา แสดงว่าภาพในคลิปไม่ใช่ภาพปัจจุบันอย่างแน่นอน

จากหลักฐานเหล่านี้ ทั้งคลิปเก่าที่เผยแพร่โดย Voice TV เปรียบเที่ยบภาพบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิใน Google Street View ในปี 2563 และ 2569 และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของโคแฟคทำให้ยืนยันได้ว่าคลิปการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2563 ไม่ใช่การชุมนุมที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลอนุทิน นอกจากนี้หากมีการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากเต็มพื้นผิวการจราจรเช่นนี้ ย่อมต้องมีการรายงานโดยสื่อมวลชนกระแสหลัก

คลิปการชุมนุม ‘รวมพลังแผ่นดิน’ ขับไล่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร (สิงหาคม 2568)

ช่วงวันที่ 14-16 ส.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กต็อกหลายบัญชีโพสต์คลิปวิดีโอการชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในยามค่ำคืน มีการฉายแสงเลเซอร์เป็นลายธงชาติไทยบริเวณอนุสาวรีย์ ฝังข้อความว่า “เมื่อคืน ม็อบประกาศพร้อมปิดทำเนียบ หยุดระบอบน้ำเงิน” มียอดการแชร์ตั้งแต่หลายสิบไปจนถึงมากกว่า 1 พันครั้ง 

โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบภาพนิ่งที่ถ่ายในมุมเดียวกันที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนหลายสำนัก เช่น อมรินทร์  ไทยพีบีเอส และ แนวหน้า ซึ่งรายงานตรงกันว่าเป็นการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า ‘คณะรวมพลังแผ่นดิน ขับไล่รัฐบาลไส้ศึก’ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีและและสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเริ่มตึงเครียดมากขึ้น

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินกับภาพการชุมนุมขับไล่รัฐบาลแพทองธารที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2568 ที่เผยแพร่โดยสื่อหลายสำนัก เช่น อมรินทร์ ไทยพีบีเอส และแนวหน้า

คลิป คปท. ชุมนุมต่อต้านโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์และกาสิโนสมัยรัฐบาลแพทองธาร (เมษายน 2568)

วันที่ 4 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ก้อแค่ คนธรรมดา’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 30 วินาที เป็นภาพกลุ่มคนในชุดขาวถือธงชาติกำลังเดินขบวน ฝังข้อความ “บุกทำเนียบแล้วจ้า หยุดระบอบน้ำเงิน หยุดกฎหมายขายแผ่นดิน หยุดให้จีนเทามาทำลายประเทศ ยกเลิก MOU43” (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพการชุมนุมของกลุ่ม เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 เพื่อต่อต้านโครงการสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาล

จากการตรวจสอบรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการชุมนุมในวันนั้น เช่น ช่อง 8 พบจุดสังเกตที่ตรงกับภาพในคลิป เช่น ป้ายข้อความ ‘Save ประเทศไทย ไม่เอาพนันออนไลน์และกาสิโน หยุดระบอบชินวัตร’ นอกจากนี้ เมื่อนำภาพสถานที่ในคลิปไปตรวจสอบกับ Google Street View เช่น อาคารและป้ายประตูทางเข้าพบว่าจุดที่ชุมนุมคือด้านหน้ารัฐสภา จึงยืนยันได้ว่าคลิปดังกล่าวเป็นการชุมนุมต่อต้านกาสิโนของกลุ่ม คปท. ที่รัฐสภาเมื่อปี 2568 ไม่ใช่การชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่ ‘ระบอบน้ำเงิน’ ที่นำโดยรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ตามที่คลิปกล่าวอ้าง

เปรียบเทียบภาพจากในคลิปที่บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ก้อแค่ คนธรรมดา’ นำมาเผยแพร่โดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมหยุดระบอบน้ำเงินที่ทำเนียบรัฐบาล กับภาพการชุมนุมของกลุ่ม คปท. เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 ที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 กลุ่ม คปท. ได้จัดการชุมนุม “ใส่รองเท้าผ้าใบ ไปอภิปรายนอกสภาพ” ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่ออภิปรายตรวจสอบรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยในกรณีต่าง ๆ เช่น การฮั้วเลือก สว. ที่ดินเขากระโดง และโครงสร้างราคาน้ำมัน 

โคแฟคเผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคลิปนี้เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 โดยระบุว่าเป็นเนื้อหาเท็จ แต่ ณ วันที่ 17 ส.ค. 2569 คลิปนี้ยังคงเข้าถึงได้ โดยมียอดเข้าชมเพิ่มขึ้นจาก 48,000 ครั้ง เมื่อวันที่ 4 ส.ค. เป็น 212,000 ครั้ง และยอดแชร์เพิ่มขึ้นจาก 1,300 ครั้ง เป็น 4,300 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มไม่ได้ตรวจสอบหรือดำเนินการใด ๆ กับเนื้อหาเท็จ และยังคงปล่อยให้ผู้ใช้งานสร้างรายได้จากการเผยแพร่เนื้อหาเท็จอย่างต่อเนื่องนร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


Indigenous Identity in Thailand Distorted by Misinformation

By Alessio Kyaw, Intern at Cofact Thailand

Misinformation surrounding Thailand’s Indigenous communities continues to influence public opinion, particularly regarding environmental issues, land rights, and cultural identity. Advocacy groups and Indigenous representatives argue that inaccurate narratives have contributed to discrimination against Indigenous Peoples.

A 2025 report published by Asia Centre and International Media Support (IMS) found that such misinformation has contributed to the long-standing negation of the identity of Indigenous Peoples, fuelling forced evictions and criminalisation of Indigenous communities, especially the Karen communities in Northern Thailand.

Indigenous Peoples make up approximately 10% of Thailand’s population and can be broadly categorised into Northern and Southern Indigenous groups. The Northern tribes, often referred to as hill tribes, primarily reside in the mountainous provinces of Chiang Mai, Chiang Rai, and Mae Hong Son. Many of these communities trace their origins to migration from present-day Myanmar, China, and Laos centuries ago.

A 2025 report from IMS and Asia Centre uncovers how climate disinformation is used across South and Southeast Asia to distort public discourse, marginalise Indigenous perspectives and legitimise environmentally harmful policies.

In Southern Thailand, Indigenous communities include hunter-gatherer groups who rely heavily on local ecosystems and move through rainforest environments. The Sea Nomads, also known as the “Chao Ley”, inhabit coastal areas along the Andaman Sea and Southern regions of the country.

Although Thailand has not formally recognised Indigenous Peoples under domestic law, legal protections have expanded in recent years. The Protection and Promotion of the Way of Life of Ethnic Groups Act B.E. 2568 (2025), promulgated in September 2025 provides safeguards for cultural practices and traditional ways of life. The legislation guarantees several fundamental rights, including protection from discrimination, preservation of language and culture, community-based education, and equal access to public services.

Thailand has also ratified major international human rights instruments, including the International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination (ICERD) and the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR).

Several local and international media and rights-based organisations have taken initiatives to combat misinformation and prejudice against indigenous communities. These include Cofact, which runs fact-checking and media-literacy campaigns, backed by the Friedrich Naumann Foundation (FNF); the Indigenous Media Network (IMN),which publishes first-hand reports by Indigenous communities; and the Cross-Cultural Foundation (CrCF), whichprovides legal aid in many human rights-related cases. The United Nations Development Programme (UNDP) and International Media Support (IMS) have also supported the research and programming behind much of this work.

In 2007, Thailand voted in favour of the United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples (UNDRIP) alongside 143 other countries. However, despite its support for the declaration, the government continues to classify Indigenous communities as ethnic groups rather than formally recognising them as Indigenous Peoples. As a result, debates concerning identity, land rights, and cultural recognition remain ongoing.

Their collaborations and initiatives have helped address misinformation and human rights concerns affecting Indigenous communities. Their efforts focus on raising public awareness, supporting community development initiatives, and ensuring that Indigenous voices are represented accurately in public discourse.

28 May 2024 — Ethnic community advocacy groups jointly organised the exhibition “Forest Fires, Haze, Ethnic Communities and Rotational Farming” at the Bangkok Art and Culture Centre (BACC), as part of an effort to correct widespread misconceptions that ethnic communities’ agricultural practices and natural resource management are responsible for environmental crises, including floods, drought, haze and forest fires. (Photo: Facebook/มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)

One of the most prominent examples concerns PM2.5 pollution, which consists of microscopic airborne particles that can cause respiratory illnesses and other health problems. Karen communities have frequently been blamed for contributing to PM2.5 pollution through traditional agricultural burning practices. These accusations have often portrayed Indigenous Peoples as environmental offenders responsible for forest destruction and poor air quality in Thailand.

Much of this work has focused on Northern Indigenous communities, particularly in response to misinformation linked to environmental issues. The growing use of artificial intelligence (AI) and digital media has accelerated the spread of misleading content about Indigenous traditions, livelihoods, and agricultural practices.

In 2020, a government official stated during a press conference that 99% of forest fires in Chiang Mai between 2019 and 2020 were caused by traditional Indigenous agricultural practices. Such claims attracted widespread attention and reinforced negative perceptions of Indigenous communities.

However, researchers and Indigenous advocates have challenged these claims. Studies have presented evidence suggesting that forest management involving Indigenous communities can help reduce wildfire risks. Research from the University of Warwick by Professor of Behavioural Science Ivo Vlaev, for example, found that protected areas may be more vulnerable to forest fires when Indigenous communities are excluded from nearby landscapes.

“Globally, indigenous peoples’ lands cover over 36% of intact forest landscapes, making them crucial for mitigating severe climate change. We also know that the loss of intact forest landscapes has been significantly lower on indigenous lands compared to other areas,” he said.

Forest fire in Chiang Mai province on 10 March 2024. Whenever forest fires become severe, “hill tribes” are often singled out and blamed as the cause.

Local initiatives have also demonstrated Indigenous contributions to environmental protection. In Pa Pae, a Karen village in Doi Chang, Lamphun province, community members organised volunteer groups to combat forest fires and install fire-prevention systems. Volunteers reportedly worked long shifts to contain blazes and protect forests from further damage.

Advocates argue that misinformation surrounding climate issues has contributed to public hostility against Indigenous Peoples, turning them into scapegoats for broader environmental challenges. This has occurred despite growing legal protections intended to safeguard Indigenous cultures and communities.

Organisations such as Cofact, CrCF, and their partners continue to challenge inaccurate narratives through fact-checking, public education campaigns, and community engagement. Their efforts seek to encourage greater understanding of Indigenous issues and promote evidence-based discussions about environmental management and human rights.

An event scheduled for 13 September 2026 in Bangkok aims to further raise awareness of misinformation affecting Indigenous communities among the public. Cofact, along with IMS, hopes the event will provide a platform for Indigenous voices, highlight factual information, and encourage public discussion about the challenges these communities face.

“Especially during the age of AI, false information can be easily generated to manipulate the public and narratives can be easily distorted,” said Supinya Klangnarong, one of the co-founders of Cofact.

Many advocates have emphasized that collaboration between local communities, civil society organisations, researchers, and international partners remains essential to protecting Indigenous rights. As debates over identity, environmental stewardship, and cultural recognition continue, many believe that ensuring accurate representation and access to reliable information will play a key role in shaping the future of Thailand’s Indigenous Peoples.

Reference

โพสต์แอบอ้างตายายยากจนที่เคยเป็นข่าวเมื่อปี 2561 มาเปิดรับบริจาคโดยให้ชื่อ-เลขที่บัญชีเท็จ อย่าหลงเชื่อ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เปิดรับบริจาคช่วยสองตายายฐานะยากจนและป่วยด้วยโรคมะเร็ง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** แอบอ้างชื่อและเรื่องราวของบุคคลที่เคยเป็นข่าวเมื่อปี 2561 มาหลอกลวงให้บริจาค โดยชื่อและเลขที่บัญชีรับบริจาคเป็นของบุคคลอื่นที่เคยนำมาโพสต์แอบอ้างรับบริจาคลักษณะนี้มาแล้ว

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 11-13 ส.ค. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ภาพชายและหญิงชรา 2 คนอาศัยอยู่ในบ้านสภาพทรุดโทรม โดยอ้างว่าคุณตาป่วยโรคมะเร็งและระบุเลขที่บัญชีพร้อมเพย์เปิดรับบริจาค ‘082 357 0085 (คุณตาพิตตินันท)’ เนื้อหานี้ถูกโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊กหลายกลุ่ม เช่น ‘เรวัช กลิ่นเกษร แฟนคลับ’ ‘คนราศีสิงห์’ และ ‘ข่าวสด แจ้งข่าว ทันเหตุการณ์.’

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพชุดดังกล่าวเคยปรากฏเป็นรายงานข่าวเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2561 ไทยรัฐ ผู้จัดการ และ แนวหน้า รายงานว่า เป็นภาพของนายประเสริฐ ชูแก้ว อายุ 75 ปี และ นางเยื้อน ชูแก้ว อายุ 72 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ ม.4 ต.บ่อแดง อ.สทิงพระ จ.สงขลา โดยนายประเสริฐป่วยเป็นมะเร็งปาก

ในรายงานข่าวมีชื่อและเลขที่เปิดรับบริจาคซึ่งไม่ตรงกับชื่อและบัญชีพร้อมเพย์ที่ปรากฏในโพสต์แอบอ้าง 

⚠️ ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน 2569 โคแฟคพบโพสต์แอบอ้างรับบริจาคเงินช่วยเหลือนักเรียน ปวช. ที่พ่อแม่เสียชีวิต โดยใช้เลขที่บัญชีพร้อมเพย์เดียวกันแต่ใช้ชื่อว่า ‘น้องพิตตนันท’ ส่วนครั้งนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘คุณตา พิตติ นันท’ ประชาชนอย่าหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวและขอให้ตรวจสอบโพสต์และเลขที่บัญชีเปิดรับบริจาคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ก่อนโอนเงิน

คลิปเตือนภัยห้ามใช้ “ปลั๊กหลอกสายดิน” ชาร์จรถ EV เป็นคำเตือนที่ถูกต้องตามหลักความปลอดภัยทางไฟฟ้า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเตือนห้ามใช้ ‘หัวแปลงหลอกสายดิน’ ระหว่างชาร์จแบตเตอรีรถยนต์ EV 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** ผู้เชี่ยวชาญระบุเป็นคำเตือนที่ถูกต้อง 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘น้องอีฟ รถ EV’ โพสต์คลิปวิดีโอที่สร้างจาก AI เตือนภัยการใช้ ‘หัวแปลงหลอกสายดิน’ เพื่อให้รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือรถ EV ชาร์จแบตเตอรีจากไฟบ้านได้ เนื้อหาในคลิประบุว่าผู้ใช้รถ EV บางรายใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าหัวแปลงหลอกสายดินเพื่อบังคับให้สายชาร์จรถ EV ชาร์จไฟจากสถานที่ที่ไม่มีการเดินสายดินได้ แต่การใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นอันตรายเพราะหากไม่มีสายดิน เมื่อเกิดไฟรั่วกระแสไฟฟ้าจะวิ่งมาที่ตัวรถ อาจเกิดไฟดูดผู้ที่สัมผัสกับตัวรถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ วิธีที่ถูกต้องคือไปชาร์จตามสถานีชาร์จสาธารณะ หรือให้ช่างมาติดตั้งสายดินให้ถูกต้อง 

ข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่า การใช้อุปกรณ์ ‘หัวแปลงหลอกสายดิน’ เพื่อบังคับให้สายชาร์จพกพาของรถ EV ยอมชาร์จไฟจากเต้ารับรุ่นเก่าที่ไม่มีสายดิน เป็นการกระทำที่เป็นอันตราย เพราะสายชาร์จถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบว่าจุดที่ชารจ์มีสายดินหรือไม่ เพราะหากเกิดไฟฟ้ารั่ว สายดินจะพากระแสไฟไหลลงดินได้อย่างปลอดภัย แต่การใช้หัวแปลงหลอกสายดินเป็นการหลอกให้สมองกลรถเข้าใจผิด เมื่อเกิดไฟรั่ว กระแสไฟฟ้าจะไม่มีที่ไปและวิ่งสะสมอยู่บนตัวถังโลหะของรถ หากมีคนในครอบครัวเผลอไปสัมผัสรถ จะถูกไฟดูดอย่างรุนแรง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2569 ว่าคำเตือนเรื่องการห้ามใช้ ‘หัวแปลงหรือปลั๊กหลอกสายดิน’ นั้นเป็นคำเตือนที่ถูกต้อง เพราะหัวแปลงดังกล่าวอาจเพียงทำให้ชุดควบคุมของสายชาร์จบางรุ่นยอมจ่ายไฟ แต่ไม่ได้ทำให้เกิดตัวนำป้องกัน (Protective Earth: PE) ที่ต่อเนื่องถึงระบบสายดินของอาคาร หากเกิดฉนวนชำรุดหรือความผิดพร่อง ส่วนโลหะที่สัมผัสได้ของรถหรืออุปกรณ์ชาร์จอาจมีแรงดันสัมผัสอันตราย และอุปกรณ์ป้องกันอาจไม่ปลดวงจรตามเงื่อนไขและเวลาที่ออกแบบไว้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าแรงดันไฟบ้าน 230 V จะปรากฏที่ตัวถังทันทีทุกกรณี และสายชาร์จรถ EV อาจตรวจไม่พบว่าไม่มีการต่อสายดิน เพราะขึ้นอยู่กับการออกแบบของอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าที่นำไปใช้

ดร.สุพรรณย้ำว่าผู้ใช้รถ EV ที่ต้องการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่รถไว้ที่บ้าน ก่อนติดตั้งบริภัณฑ์จ่ายไฟยานยนต์ไฟฟ้าหรือชุดอุปกรณ์ที่ควบคุมและจ่ายไฟจากระบบติดตั้งถาวรไปยังรถ ควรตรวจสอบโหลดรวม มิเตอร์ เมนเบรกเกอร์ สายเมน ตู้ไฟ ระบบการต่อลงดิน และกำลังชาร์จที่ต้องการ

ดร.สุพรรณมีคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ต้องการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรีรถไว้ที่บ้าน ดังนี้

  • ก่อนติดตั้งบริภัณฑ์จ่ายไฟยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle Supply Equipment: EVSE) หรือชุดอุปกรณ์ที่ควบคุมและจ่ายไฟจากระบบติดตั้งถาวรไปยังรถ ควรตรวจสอบโหลดรวม มิเตอร์ เมนเบรกเกอร์ สายเมน ตู้ไฟ ระบบการต่อลงดิน และกำลังชาร์จที่ต้องการ จึงไม่ใช่ว่าทุกบ้านต้องใช้มิเตอร์ 30(100) A เปลี่ยนเป็นไฟ 3 เฟส ใช้สาย 6 ตร.มม. หรือกำหนดค่าความต้านทานหลักดินไม่เกิน 5 Ω เสมอไป ตาม MPESTD-001:2563
  • วงจรย่อยที่จ่าย EVSE ต้องแยกจากโหลดอื่น และหนึ่งวงจรย่อยจ่าย EVSE ได้หนึ่งชุด พร้อมตัวนำ PE เครื่องป้องกันกระแสเกิน และ RCD Type B ที่มีพิกัดกระแสเหลือไม่เกิน 30 mA หรือ Type A/Type F ร่วมกับ RDC-DD ที่ตัดวงจรเมื่อมีกระแสผิดพร่อง DC เกิน 6 mA โดยต้องเลือกและประสานกับอุปกรณ์ภายใน EVSE ตามคู่มือผู้ผลิต
  • ขนาดสายต้องรองรับกระแสไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของกระแสด้านเข้าและออกแบบตามสภาพติดตั้งจริง สำหรับ Mode 2 ต้องใช้เต้ารับติดตั้งประจำชนิดมีขั้วสายดิน พิกัดอย่างน้อย 16 A ไม่ใช้ปลั๊กพ่วง เต้ารับเคลื่อนย้ายได้ หรือหัวแปลงหลอกสายดิน และต้องตรวจสอบทดสอบหลังติดตั้ง

“ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากการทำให้อุปกรณ์ยอมเริ่มชาร์จ แต่เกิดจากตัวนำป้องกันที่ต่อเนื่อง วงจรย่อยที่ถูกต้อง อุปกรณ์ป้องกันที่ประสานกัน และการทดสอบหลังติดตั้ง” ดร.สุพรรณกล่าว


โพสต์เฟซบุ๊กนำข่าวความเจ็บป่วยของ “สุนารี ราชสีมา” มาสร้างความเข้าใจผิด หลอกเข้าเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เฟซบุ๊ก “ข่าวด่วน!! ข่าวเศร้า สุนารี ราชสีมา” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาล่อลวงให้กดลิงก์ที่ไม่ปลอดภัย** สุนารี ราชสีมา เข้ารับการรักษาอาการป่วยตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 และล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2569 มีรายงานว่าอาการดีขึ้นแล้ว ส่วนลิงก์ที่แนบมาในโพสต์มีความน่าสงสัย หากกดเข้าไปดูมีความสุ่มเสี่ยงจะได้รับอันตรายจากมัลแวร์ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ค. 2569 ถึงวันที่ 10 ส.ค. 2569 โคแฟคพบว่ามีการโพสต์ภาพสุนารี ราชสีมา นักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดัง และข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊กหลายกลุ่มที่อาจทำให้เข้าใจว่าเธอประสบเหตุร้ายแรงหรือเสียชีวิต โพสต์เหล่านี้มีข้อความเหมือนกันว่า “ข่าวด่วน!! ข่าวเศร้า ‘สุนารี ราชสีมา’…ดูเพิ่มเติม!!” พร้อมกับแนบลิงก์ในช่องแสดงความคิดเห็น ซึ่งเมื่อกดลิงก์จะเข้าสู่เว็บไซต์อื่น

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊ก ‘NineEntertain’ ซึ่งเป็นโต๊ะข่าวบันเทิงของสำนักข่าว อสมท. รายงานเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 ว่าสุนารี ราชสีมา เข้าโรงพยาบาลเนื่องจากปวดท้องอย่างรุนแรงทำให้ต้องยกเลิกงานแสดงคอนเสิร์ต จากนั้นวันที่ 30 ก.ค. 2569 ไทยรัฐรายงานว่าเธอป่วยจากอาการลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง

ต่อมาในวันที่ 10 ส.ค. 2569 แอดมินเพจเฟซบุ๊ก ‘Sunaree Ratchasima – สุนารี ราชสีมา’ ซึ่งเป็นเพจทางการของสุนารี โพสต์ภาพบรรยากาศในโรงพยาบาล พร้อมระบุข้อความสุนารีเข้าห้องผ่าตัด ผลการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี และในช่วงสายของวันที่ 11 ส.ค. 2569 ได้โพสต์ภาพสุนารีที่กำลังนอนพักอยู่บนเตียงผู้ป่วย พร้อมข้อความว่าเธออาการดีขึ้น ขยับตัวได้ กำลังจะเริ่มทำกายภาพและฝากขอบคุณแฟน ๆ ที่ส่งกำลังใจ

ภาพและข้อความอัพเดทอาการของสุนารี ราชสีมา
ที๋เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กทางการของเธอช่วงเช้าวันที่ 11 ส.ค. 2569

ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กทางการของสุนารียืนยันว่าเธอเข้ารับการผ่าตัดและอาการดีขึ้นตามลำดับ โพสต์เฟซบุ๊กที่โคแฟคตรวจสอบจึงมีเจตนาสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของสุนารี และจากการตรวจสอบลิงก์ที่แนบมาในโพสต์เหล่านั้นพบว่าเป็นข่าวเก่าในช่วงแรกที่สุนารีเข้าโรงพยาบาล บางเว็บไซต์บังคับให้คลิกโฆษณาก่อนที่จะอ่านเนื้อหาได้ 

⚠️ ข้อสังเกตโคแฟค: ที่ผ่านมาโคแฟคพบโพสต์ในลักษณะยั่วให้คลิก (clickbait) ในกลุ่มเฟซบุ๊กจำนวนมาก โดยมักมีเนื้อหาที่อ้างว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงเสียชีวิตจากอาการป่วยหรืออุบัติเหตุ พร้อมกับแนบลิงก์เว็บไซต์ ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปดูจะพบเนื้อหาข่าวที่ไม่สอดคล้องกับโพสต์และมักมีโฆษณาขึ้นมาถี่ ๆ ซึ่งหากคลิกโฆษณาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจะเข้าสู่เว็บไซต์ที่สุ่มเสี่ยง เช่น มีการฝังมัลแวร์ หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่ไม่ปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

‘ปักปากกาลดน้ำหนัก’ อย่างรู้เท่าทัน! เข้าใจการทำงานและความเสี่ยงของยา GLP-1

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

โบราณว่า ‘ไก่งามเพราะขน..คนงามเพราะแต่ง’ แต่นอกจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแล้ว รูปร่างที่ดูดีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนต้องการ การลดความอ้วนจึงเป็นวาระของคนจำนวนไม่น้อย เมื่อบวกกับความต้องการเห็นผลรวดเร็วทันใจ ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่คำว่า ‘ปักปากกา’ กลายเป็นคำพูดติดปากคนไทย ซึ่งหมายถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ‘GLP-1’ ในรูปแบบเข็มฉีดยาหน้าตาคล้ายปากกาโดยฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น และไม่เพียงเฉพาะในประเทศไทยแต่เป็นกระแสไปทั่วโลก

รายงานจาก Morgan Stanley บริษัทการเงินข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2568 คาดการณ์ว่า ในปี 2578 มูลค่าตลาดทั่วโลกของผลิตภัณฑ์ GLP-1 อาจสูงถึง 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับมูลค่า 7.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากการเปิดตัวยา GLP-1 ชนิดกินเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากชนิดฉีด การถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสุขภาพในสหรัฐฯ และโอกาสในตลาดของประเทศอื่น ๆ เช่น บราซิล จีน เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก GLP-1 คืออะไร?

บทความ ‘GLP-1s 101: What the science says about weight loss, side effects, safety’ โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า GLP-1 หรือ Glucagon-like peptide-1 เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายมนุษย์ผลิตขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังอวัยวะต่าง ๆ เพื่อบอกว่ามีอาหารในกระเพาะเพียงพอต่อการนำไปใช้เมื่อเรารับประทานอาหารจนอิ่ม

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือผู้ป่วยโรคอ้วน ระบบนี้จะทำงานผิดปกติ ทำให้ควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดได้ยาก ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนายา GLP-1 ขึ้นมาเพื่อเลียนแบบฮอร์โมนดังกล่าว โดยยาจะชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะอาหาร ซึ่งหมายความว่าอาหารจะเคลื่อนตัวจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้ช้าลง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ร่างกายมีเวลามากขึ้นในการย่อยและดูดซึมสารอาหารจากมื้ออาหาร นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้ยารู้สึกอิ่มนานขึ้นด้วย 

นอกจากนั้น หากเป็นคนปกติทั่วไปตับอ่อนจะหลั่งอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บอกให้ร่างกายดูดซึมกลูโคส (น้ำตาล) จากกระแสเลือด แต่ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อินซูลินจะไม่ถูกหลั่งออกมาในเวลาที่ควรจะเป็น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ ยา GLP-1 จึงช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้ง GLP-1 ยังออกฤทธิ์ต่อศูนย์ความอิ่มในสมอง บอกให้สมองรับรู้ว่าอิ่มแล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดความหิวเท่านั้น แต่ยังช่วยลดสิ่งที่ผู้ป่วยหลายคนเรียกว่า ‘เสียงรบกวนจากอาหาร’ ซึ่งก็คือความกังวลใจเกี่ยวกับการกินอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

โจนาธาน บอนเน็ต (Jonathan Bonnet) อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์การกีฬา โรคอ้วน และเวชศาสตร์วิถีชีวิต ให้ข้อสรุปว่า ยานี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในร่างกายของผู้คน ซึ่งเปลี่ยนความอยากอาหารของพวกเขา เพราะเมื่อคนเราไม่รู้สึกหิวตลอดเวลา ก็จะง่ายขึ้นมากที่จะเลือกรับประทานอาหารที่ดี หรือควบคุมการกินในปริมาณมากน้อยเพียงใด

ยา GLP-1 มีทั้งชนิดกินและฉีด (ที่มา: Diabetes in Control)

ในประเทศไทย บทความ ‘ยากลุ่ม GLP-1RA สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2’ โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ยา GLP-1 (หรือชื่อเต็มคือ GLP-1RA , GLP-1 Receptor Agonists) มีทั้งชนิดฉีดและชนิดกิน มีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลผ่านหลายกลไกพร้อมกัน ได้แก่ กระตุ้นการหลั่งอินซูลินเมื่อระดับน้ำตาลสูง ลดการหลั่งกลูคากอน (ฮอร์โมนที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น) ชะลอการเคลื่อนของอาหารออกจากกระเพาะทำให้รู้สึกอิ่มนาน และออกฤทธิ์ลดความอยากอาหารผ่านสมอง ทำให้รับประทานได้น้อยลง กลไกเหล่านี้ทำให้ยากลุ่มนี้เด่นทั้งด้านการคุมเบาหวานและการลดน้ำหนัก

ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก GLP-1 ปลอดภัยหรือไม่? อะไรบ้างที่ต้องระวัง?

ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ระบุว่า ยา GLP-1 ได้รับอนุมัติให้ใช้ในสหรัฐฯ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) มานานกว่า 20 ปีแล้ว ในฐานะยารักษาโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนว่าห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดุลลารี หรือผู้ที่มีกลุ่มอาการทางพันธุกรรมที่หายากที่เรียกว่า MEN2 ขณะที่ผลข้างเคียงซึ่งอาจพบในการใช้ยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย กรดไหลย้อน ความรู้สึกกระหายน้ำลดลง ซึ่งอาจทำให้อาการท้องผูกแย่ลงหากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่เพียงพอ

เช่นเดียวกับข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ อาการทางทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก โดยมักพบช่วงเริ่มยาหรือเพิ่มขนาดยา และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวได้ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ทำให้เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตเรื้อรังหรือผู้สูงอายุ จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอและสังเกตอาการด้วย

แต่หากมีอาการดังนี้ควรรีบไปพบแพทย์ เช่น ปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง (อาจเกี่ยวกับตับอ่อนอักเสบ) อาการแพ้รุนแรง (หน้าบวม หายใจลำบาก ลมพิษ) หรือท้องผูกอย่างรุนแรงร่วมกับปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน นอกจากนี้ หากใช้ร่วมกับอินซูลินหรือยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย อาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้ จึงจำเป็นต้องใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์และสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ ที่สำคัญคือ GLP-1 ไม่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และไม่ใช้รักษาภาวะเลือดเป็นกรดจากเบาหวาน (Diabetic Ketoacidosid, DKA)

“ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา ผู้ที่มีโรคตาจากเบาหวานอยู่แล้วควรพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการ เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลที่รวดเร็วอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงอาการทางตาในผู้ป่วยบางราย ยากลุ่มนี้มีผลชะลอการเคลื่อนของอาหารออกจากกระเพาะ หากต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือหัตถการที่ต้องดมยาสลบหรือให้ยากล่อมประสาท ผู้ป่วยบางรายอาจต้องหยุดยาก่อนเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่าใช้ยากลุ่ม GLP-1 อยู่ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมรักษา ไม่ควรหยุดยาเอง” ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีฯ ระบุ

ในเดือนมีนาคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ยาลดน้ำหนักชนิดฉีดหรือ “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นยาควบคุมพิเศษ
ที่มา: กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

ประเทศต่าง ๆ กำกับดูแลการใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก GLP-1 อย่างไร?

ในสหรัฐฯ FDA ออกคำแนะนำเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ย้ำกับทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ว่า ควรเลือกใช้ยา GLP-1 เฉพาะสูตรหรือชนิดที่ได้รับอนุมัติจาก FDA เท่านั้น ยกเว้นกรณีผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยาที่ FDA อนุมัติได้และจำเป็นต้องใช้ยาที่ผสมขึ้นมาเป็นสูตรเฉพาะ ผู้ป่วยควรขอใบสั่งยาจากแพทย์และซื้อยาที่ร้านขายยาซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐ และควรปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยในการใช้ยาดังกล่าว

ในอังกฤษ สำนักงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (MHRA) แนะนำว่า ยาในกลุ่ม GLP-1 ได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาโรคเฉพาะเจาะจง “ควรใช้เฉพาะการลดน้ำหนักในกรณีที่เป็นผู้ป่วยน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคเบาหวานเท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดน้ำหนักเพื่อจุดประสงค์ด้านความงาม” อีกทั้งการซื้อยานี้ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ และไม่ควรซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่ไม่มีการควบคุม เช่น ร้านเสริมสวย หรือซื้อผ่านประกาศขายบนสื่อสังคมออนไลน์เนื่องจากมีรายงานพบผู้ได้รับอันตรายจากการใช้ยา GLP-1 ปลอม

ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบการรับขึ้นทะเบียนตัวยากลุ่ม GLP-1 ทั้งแบบฉีดและกิน อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 แบบมีข้อเน้นย้ำว่า “ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะขนาดและ ระยะเวลาในการใช้ยานี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค” นอกจากนั้น กระทรวงสาธารณสุขยังได้ออกประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่ 58 กำหนดให้ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด เป็นยาควบคุมพิเศษ โดยต้องจ่ายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้นด้วย

21 ก.ค. 2569 รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘รวมพลคนเช็คข่าว’ โดยโคแฟค ในหัวข้อ ‘ปากกาลดน้ำหนัก ชัวร์หรือมั่วนิ่ม?’
ที่มา: ช่องยูทูบ ‘Cofact Coform’

ไม่ใช่แค่ใช้ยา..แต่ต้องปรับพฤติกรรมทั้งการกินและออกกำลังกายด้วย

คำแนะนำไม่ว่าจากคณะแพทยศาสตร์ ม.สแตนฟอร์ด, MHRA, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีฯ, อย. รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) ย้ำว่าการใช้ยา GLP-1 ต้องทำควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทั้งการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ควบคุมปริมาณการบริโภคอาหาร และออกกำลังกาย

รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์กับรายการ ‘รวมพลคนเช็คข่าว’ โดยโคแฟค เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ว่า การใช้ปากกาลดน้ำหนักซึ่งเป็นเข็มฉีดตัวยา GLP-1 เข้าไปใต้ผิวหนัง ตัวยาจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกหิวน้อยลง กินอาหารน้อยลง จึงรู้สึกว่าน้ำหนักลดลงด้วย แต่การใช้ยานี้ก็มีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไม่สบายตัว จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และใช้เฉพาะผู้ที่มีข้อบ่งชี้ว่าจำเป็นต้องใช้เพื่อช่วยในการลดน้ำหนักเท่านั้น เช่น บางคนร่างกายอ้วนมากจนมีผลต่อการนอนหลับหรือการหายใจ

“ถ้าเกิดเราใช้ยาตัวนี้เอง ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแล ไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเลย พอเราเลิกใช้ความหิวก็กลับคืนมา เราก็จะกินมากขึ้นเหมือนเดิม มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร หรือถ้าสมมติไม่เป็นอะไร เราสามารถทนได้กับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น เราใช้ไปนาน ๆ ในส่วนตรงนี้ จริง ๆ แล้วอาจกินได้น้อยลง ถ้าเรากินอาหารที่ไม่มีคุณภาพ กินอาหารที่ไม่ดีพอ น้ำหนักตัวที่เราลดลงไม่ได้บอกว่าเป็นน้ำหนักของไขมันที่ลดลง คนที่บอกอ้วนอยากลดไขมัน ร่างกายคนเรามีทั้งไขมันที่เราอยากจะลด มีทั้งกล้ามเนื้อ มีทั้งน้ำและอื่น ๆ สิ่งที่ตามมาคือกล้ามเนื้อเราอาจลดลงไปมาก มันก็จะมีผลเสียถ้าเราไม่ได้รู้จักมันจริง ๆ” รศ.ดร.วันทนีย์กล่าว   

รศ.ดร.วันทนีย์ ฝากข้อคิดว่า การที่คนเราน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่ได้เพิ่มอย่างฉับพลัน แต่ค่อย ๆ เพิ่มจนกระทั่งวันหนึ่งเรารู้สึกว่าอ้วน ดังนั้นการลดน้ำหนักก็อาจต้องค่อย ๆ ลดลงเช่นกัน ดังนั้นหากเจอสถานบริการสุขภาพแห่งใดที่โฆษณาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักในทำนองว่าเห็นผลเร็วและไม่ต้องกังวลใด ๆ ก็ต้องพิจารณาว่าสถานบริการแห่งนั้นมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือเพียงใด

ขณะที่การใช้ยา GLP-1 แม้จะช่วยลดน้ำหนักได้ แต่สิ่งที่ผู้ใช้ต้องตอบให้ได้คือเราต้องการลดน้ำได้อย่างยั่งยืนหรือไม่? อยากจะกลับไปน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากอีกหลังเลิกใช้ยาหรือเปล่า? ซึ่งหากเราไม่ต้องการเป็นแบบนั้นอีกก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยสถานบริการที่น่าเชื่อถือจะมีคำแนะนำทั้งการบริโภคอาหารอย่างไรให้เหมาะสม การรักษากล้ามเนื้อ เพราะน้ำหนักที่ลดจะมีในส่วนของกล้ามเนื้อด้วยไม่ใช่เฉพาะไขมันส่วนเกินอย่างเดียว และการที่กล้ามเนื้อหายไปย่อมส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว อาทิ จะเดินไหวหรือไม่ ?

“ถามว่ามันเป็นตัวที่จะช่วยได้ไหม ช่วยได้ แต่ควรจะใช้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล การให้คำแนะนำที่เหมาะสม อย่างที่บอกว่าควรจะลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นจริง ๆ” รศ.ดร.วันทนีย์กล่าวย้ำ

หมายเหตุ

ข้อมูลจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย (Diabetes Association of Thailand) แบ่งประเภทของโรคเบาหวานไว้ดังนี้

  1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes mellitus, T1DM) เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ขาดอินซูลิน มักพบในเด็ก
  2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus, T1DM) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนร่วมด้วย
  3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus, GDM) เป็นโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดเมื่อไตรมาส 2-3 ของการตั้งครรภ์
  4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (specific types of diabetes due to other causes) มีได้หลายสาเหตุ เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน โรคทางต่อมไร้ท่อ ยาบางชนิด เป็นต้น

อ้างอิง

ภาพ-ชื่อเยาวชนผู้ต้องหาก่อเหตุยิงที่สยามพารากอนปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้ก่อเหตุยิงที่ รร. เทพศิรินทร์ นนทบุรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพเยาวชนผู้ก่อเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** และการเผยแพร่ภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี บัญชีผู้ใช้ X ได้เผยแพร่ภาพบัตรประจำตัวนักเรียนของเยาวชนชายพร้อมชื่อและนามสกุล โดยเขียนข้อวามในโพสต์ว่าบุคคลในภาพคือนักเรียนที่ก่อเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ช่วงสายวันนี้ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และบาดเจ็บหลายสิบคน (ข้อมูล ณ เวลา 22.00 น. วันที่ 7 ส.ค. 2569)   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบชื่อที่ปรากฏในบัตรประจำตัวนักเรียน พบว่าภาพและชื่อดังกล่าวคือเยาวชนชายอายุ 14 ปี ที่เป็นผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนดัดแปลงก่อเหตุยิงกลางห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2566 ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏในรายงานข่าวของสื่อหลายสำนัก เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 5 คน 

สรุปว่าภาพและชื่อของเยาวชนชายนี้ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ℹ️ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ห้ามการเผยแพร่ภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ดังนี้ 

มาตรา 76 เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้จับกุมเด็กหรือเยาวชน หรือพนักงานสอบสวนจัดให้มีหรืออนุญาตให้มีหรือยินยอมให้มีการถ่ายภาพหรือบันทึกภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน  

มาตรา 130 ห้ามมิให้ผู้ใดบันทึกภาพ แพร่ภาพ พิมพ์รูป หรือบันทึกเสียง แพร่เสียงของเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือโฆษณาข้อความซึ่งปรากฏในทางสอบสวนของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือในทางพิจารณาคดีของศาลที่อาจทำให้บุคคลอื่นรู้จักตัว ชื่อตัว หรือชื่อสกุล ของเด็กหรือเยาวชนนั้น หรือโฆษณาข้อความเปิดเผยประวัติการกระทำความผิด หรือสถานที่อยู่ สถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของเด็กหรือเยาวชนนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลหรือมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ผู้ใดกระทำความผิตตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ภาพสู้รบไทย-กัมพูชาปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุปะทะระลอก 3 และหลอกให้กดลิงก์เข้าแพลตฟอร์มขายของออนไลน์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไทย-กัมพูชาปะทะระลอก 3 รถถังไทยยิงใส่ฐานที่มั่นเขมรพังยับ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพการสู้รบไทย-กัมพูชาเมื่อปี 2568  ขณะที่ ททบ. 5 สื่อของกองทัพบกรายงานว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ยังเป็นปกติ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ ซึ่งมีผู้ติดตามราว 13,000 บัญชี โพสต์ภาพรถถังยิงกระสุนมีเปลวไฟบริเวณปากกระบอกปืน มุมขวาบนมีโลโก้ “ช่อง 8” ส่วนมุมล่างซ้ายระบุที่มาของภาพจาก “กองทัพภาคที่ 2” 

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ด่วน เปิดฉากรอบสาม ไทย-เขมร สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียด” และชวนให้คลิกดูคลิปที่อ้างว่าเป็นภาพ “รถถังไทยยิงใส่ฐานที่มั่นของเขมรพังยับ” โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 7 ส.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภาพชุดการสู้รบไทย-กัมพูชาในปี 2568 ที่ช่อง 8นำมาเผยแพร่ในบัญชีอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 โดยอ้างที่มาจากเพจเฟซบุ๊ก ‘กองทัพภาคที่ 2’

กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่ภาพชุดนี้ทางเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 โดยบรรยายว่าเป็น “ภาพถ่ายจากสมรภูมิ” ที่ถ่ายโดยทหารที่อยู่ในในสมรภูมิรบชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทางกองทัพเห็นว่าเป็นภาพถ่ายประวัติศาสตร์จึงนำมาเผยแพร่ไว้ทั้งหมด 6 ภาพ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าภาพเหล่านี้ถ่ายวันที่เท่าไหร่

สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาขณะนี้ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 รายงานเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ว่าสถานการณ์ยังเป็นปกติ   

เปรียบเทียบภาพที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ นำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 โดยอ้างเท็จว่าเป็นเหตุปะทะไทย-กัมพูชาระลอกที่ 3 (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่ในบัญชีอินสตาแกรมช่อง 8 (กลาง) และเพจเฟซบุ๊กของกองทัพ (ขวา)

ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค

▪️ปี 2568 เกิดเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาหลัก ๆ 2 ระลอก ระลอกแรกวันที่ 24-28 ก.ค. และระลอกสอง วันที่ 7-27 ธ.ค. ซึ่งยุติลงด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงทันที โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่  27 ธ.ค. หลังจากนั้นมามีการเผยแพร่ข่าวลวงว่าเกิดเหตุปะทะระลอกสามมาเป็นระยะ 

▪️เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ มักโพสต์ภาพที่ทำให้เกิดความตกใจเร้าอารมณ์โดยใช้ภาพที่ทำให้ดูเหมือนเป็นคลิปวิดีโอ แต่แท้จริงเป็นภาพนิ่ง ซึ่งหากกดดูภาพจะลิงก์เข้าไปยังแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์โดยอัตโนมัติ