อยู่กับยุค‘ปัญญาประดิษฐ์’อย่างเท่าทัน! ในวันที่มนุษย์เลือกขอให้AIช่วย‘ปลอบโยนจิตใจ’แทนคนจริงๆ

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ปัจจุบัน ‘เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย หนึ่งในนั้นคือการใช้เป็น ‘ผู้ช่วยหรือคู่สนทนา (AI Chatbot)’ โดยมนุษย์ที่เป็นผู้ใช้งานจะป้อนคำถามเข้าไปแล้ว AI จะให้คำตอบออกมาเป็นฉากๆ ราวกับกำลังสนทนาอยู่กับมนุษย์อีกคนหนึ่ง กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น อาทิ รายงานจากสำนักข่าว Forbes สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ก.พ. 2568 อ้างถึงผลสำรวจเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของชาวอเมริกัน ซึ่งพบว่า ร้อยละ 41 ของคนวัยทำงานรุ่นใหม่ หรือ Gen Z เชื่อถือ AI มากกว่ามนุษย์

คน Gen Z ร้อยละ 50 รู้สึกสบายใจที่จะปรึกษาปัญหาเรื่องงานกับ AI มากกว่าหัวหน้างานที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมากกว่าประชากรวัยทำงานที่อาวุโสสูงสุดอย่างคนรุ่น Baby Boomer ที่รู้สึกแบบนี้มีเพียง 1 ใน 3 , คน Gen Z มีความถี่ในการใช้ AI มากที่สุดคือ 12 ครั้งต่อสัปดาห์ มากกว่าผู้อาวุโสสูงสุดที่ยังทำงานอย่างคนรุ่น Baby Boomer ที่ใช้ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และวัยทำงานที่เป็นผู้อาวุโสรองลงมาอย่าง Gen X ซึ่งใช้ AI เฉลี่ย 7 ครั้งต่อสัปดาห์ , คน Gen Z มากถึงร้อยละ 83 รู้สึกวิตกกังวลเมื่อต้องถามคำถาม (ไม่ว่าต่อหน้าหรือทางออนไลน์) ซึ่งสูงกว่าคนรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้า

หรืออย่างล่าสุด สำนักข่าวในญี่ปุ่นอย่าง Kyodo News รายงานเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2569 อ้างอิงผลสำรวจที่พบว่า แม้ในภาพรวมของประชากรญี่ปุ่นทุกเพศและวัย ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.8 ยังคงเลือกขอคำแนะนำจากมนุษย์เป็นหลัก แต่ก็มีถึงร้อยละ 36.5 ที่เลือกขอคำแนะนำจาก AI และหากเจาะลึกเป็นรายกลุ่ม จะพบว่า หญิงวัยเกษียณ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ของแดนอาทิตย์อุทัย ร้อยละ 47.8 หรือเกือบครึ่ง เลือกที่จะสนทนากับ AI ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ มากกว่าประชากรสูงอายุเพศชายซึ่งเลือก AI เพียงร้อยละ 25.2 

– ทำไมผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกพุดคุยหรือปรึกษาปัญหาชีวิตกับ AI มากกว่ามนุษย์ด้วยกัน:รายงานของสื่อญี่ปุ่นข้างต้น อ้างความเห็นของ อัตสึชิ นาคาโกมิ (Atsushi Nakagomi) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชิบะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ ที่ระบุว่า AI ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจมากขึ้นที่จะเปิดเผยความคิดเห็น เนื่องจากพวกเขาอาจรู้สึกอิสระที่จะขอคำแนะนำโดยไม่ต้องกังวลว่าความคิดเห็นของพวกเขาจะถูกมองอย่างไร

สอดคล้องกับงานวิจัยหัวข้อ ‘Why do people prefer social sharing of emotion with conversational AI over human partners? A structural topic modeling approach’ เผยแพร่บนเว็บไซต์ sciencedirect.com ซึ่งเป็นฐานข้อมูลวารสารวิชาการของเนเธอร์แลนด์อย่าง Elsevierเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ทำการศึกษา การแบ่งปันอารมณ์ทางสังคม (Social Sharing of Emotion)ซึ่งเดิมหมายถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ แต่ระยะหลังๆ พบปฏิสัมพันธ์แบบเดียวกันระหว่างมนุษย์กับ AI มากขึ้น 

การศึกษาใช้วิธีสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 178 คน ซึ่งผลการวิเคราะห์เผยให้เห็นแรงจูงใจหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1.การพูดคุยเรื่องต่างๆ อย่างไม่เป็นทางการ 2.การแสวงหาความเชื่อมโยงทางอารมณ์ 3.การระบายความรู้สึกแทนการพูดคุยกับคนสนิท 4.การแสวงหาคำแนะนำที่เป็นกลาง และ 5.การปรึกษาหารือในหัวข้อที่ยากต่อการพูดคุยกับผู้อื่น นอกจากนี้ ความวิตกกังวลทางสังคมที่สูงขึ้นยังมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการสนับสนุนการปรึกษาหารือในหัวข้อที่ยากต่อการพูดคุยกับบุคคลอื่นมากขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้ได้สร้างชุดข้อมูลเชิงประจักษ์(Empirically Derived Taxonomy) ของแรงจูงใจในการแบ่งปันอารมณ์กับ AI ในการสนทนา โดยเน้นว่า บุคคลมองว่า AI เป็น ‘เพื่อนคู่คิด (Partner)’ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทางสังคมและอารมณ์เฉพาะด้านได้ โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะเฉพาะตัว เช่น การที่ไม่ตัดสินและพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ผลการศึกษาดังกล่าวช่วยให้เข้าใจถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างความวิตกกังวลทางสังคมและความชอบที่จะปรึกษา AI เกี่ยวกับหัวข้อที่ละเอียดอ่อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า AI ทำหน้าที่เป็นช่องทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการประเมินทางสังคม งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยเสริมสร้างความเข้าใจของเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็น หุ้นส่วนมนุษย์(Human Partner)’ ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์และสังคมเฉพาะด้านที่เพื่อนซึ่งเป็นมนุษย์ด้วยกันไม่สามารถตอบสนองได้เสมอไป

ในขณะที่การใช้ AI เพื่อการสนทนาถูกบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยนี้จึงให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญทั้งในด้านการสร้างแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI และการออกแบบระบบ AI ในอนาคตที่สามารถสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ งานวิจัยชิ้นนี้ให้ข้อสรุป  

ภาพล้อเลียนพฤติกรรมการประจบประแจงของปัญญาประดิษฐ์ (Sycophantic AI) 
ที่มา : Diana Wolf T. , ‘What is AI Sycophancy and Why Should Your AI Disagree with You?’ , Linkedin

– เมื่อ การประจบเอาใจ ของ AI อันตรายต่อมนุษย์มากกว่าที่คิด : แต่อีกด้านหนึ่ง ในวันที่ 26 มี.ค. 2569 วารสารวิทยาศาสตร์อเมริกันอย่าง Science เผยแพร่งานวิจัยหัวข้อ ‘Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence’ ที่ทำการทดลองใน 2 รูปแบบ คือ 1.วัดความชุกของพฤติกรรมการประจบประแจงในแบบจำลอง AI ชั้นนำ 11 แบบ โดยใช้ชุดข้อมูลสามชุดที่ครอบคลุมบริบทการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงการสอบถามคำแนะนำในชีวิตประจำวัน การละเมิดศีลธรรม และสถานการณ์ที่เป็นอันตรายอย่างชัดเจน

กับ 2.เปิดลงทะเบียนล่วงหน้า 3 ครั้งรับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,405 คนมาเป็นอาสาสมัครร่วมทดลอง เพื่อทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมการประจบประแจงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ความตั้งใจเชิงพฤติกรรม และการรับรู้ของผู้ใช้เกี่ยวกับ AI อย่างไรโดยกลุ่มตัวอย่างจะได้โต้ตอบกับระบบ AI ในสถานการณ์จำลอง และการสนทนาสด โดยพวกเขาได้พูดคุยเกี่ยวกับความขัดแย้งในอดีตที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังทดสอบว่าผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามรูปแบบการตอบสนองหรือแหล่งที่มาของการตอบสนองที่รับรู้ (AI เทียบกับมนุษย์) หรือไม่

ผลการทดลองที่ได้สร้างความตกใจอย่างมาก‘พฤติกรรมประจบประแจงของ AI นั้นทั้งแพร่กระจ่ายไปทั่วและเป็นอันตราย ในแบบจำลอง AI ทั้ง 11 แบบ ชี้ว่าAI ให้คำตอบที่ยืนยันการกระทำของผู้ใช้บ่อยกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 49 ซึ่งรวมถึงในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง การกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือพฤติกรรมอันตรายอื่นๆ ทีมวิจัยมีการใช้ตัวอย่างหัวข้อสนทนาใน ‘r/AmITheAsshole’ ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มย่อยใน Reddit (ชุมชนออนไลน์ที่คล้ายกับเว็บไซต์ Pantip.com ของไทย) ที่เปิดให้ถกเถียงเกี่ยวกับทางเลือกในสถานการณ์ขัดแย้งต่างๆ แล้วพบว่า ร้อยละ 51 จากตัวอย่างทางเลือกที่มนุษย์มีฉันทามติร่วมกัน (Consensus) ว่าไม่เห็นด้วย แต่ AI กลับสนับสนุนหากผู้ใช้งานจะเลือกทางนั้น 

ในการทดลองของเรา แม้แต่การโต้ตอบเพียงครั้งเดียวกับ AI ที่ประจบประแจงก็ลดความเต็มใจของผู้เข้าร่วมในการรับผิดชอบและแก้ไขความขัดแย้งระหว่างบุคคล ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเชื่อมั่นของพวกเขาเองว่าตนเองถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แม้จะบิดเบือนการตัดสินใจ แบบจำลองที่ประจบประแจงก็ยังได้รับความไว้วางใจและเป็นที่ชื่นชอบ ผลกระทบทั้งหมดนี้ยังคงอยู่เมื่อควบคุมลักษณะเฉพาะบุคคล เช่น ข้อมูลประชากรและความคุ้นเคยกับ AI มาก่อน แหล่งที่มาของการตอบสนองที่รับรู้ และรูปแบบการตอบสนอง สิ่งนี้สร้างแรงจูงใจที่ผิดปกติให้การประจบประแจงยังคงอยู่ คุณลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายก็กระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมเช่นกัน งานวิจัยระบุ 

บทสรุปของงานวิจัย Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence ชี้ว่า แม้การให้กำลังใจอาจให้ความรู้สึกสนับสนุน แต่การประจบประแจงสามารถบั่นทอนความสามารถในการปรับปรุงตนเองและการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความรู้สึกชื่นชอบและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วม จึงไม่มีแรงจูงใจมากนักที่จะลดพฤติกรรมการประจบประแจงของ AI ลง

ด้วยเหตุนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการประจบประแจงของ AI ในฐานะความเสี่ยงทางสังคมต่อการรับรู้ตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยการพัฒนากลไกการออกแบบ การประเมิน และความรับผิดชอบที่ตรงเป้าหมาย งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าทางเลือกด้านการออกแบบและวิศวกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอาจส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นการศึกษาและคาดการณ์ผลกระทบของ AI อย่างรอบคอบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาวของผู้ใช้

เช่นเดียวกับงานวิจัย AI Chatbot Use and Disclosure for Mental Health Among US Adolescents and Young Adults เผยแพร่ในวารสารการแพทย์อเมริกัน JAMA Network เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 พบว่า วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา 1 ใน 5 ใช้ AI Chatbot เพื่อขอคำแนะนำด้านสุขภาพจิต โดยกว่าร้อยละ 40 ของผู้ใช้ใช้เป็นประจำทุกเดือนหรือบ่อยกว่านั้น ซึ่งเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการทำความเข้าใจและกำหนดบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของ AI ในการดูแลสุขภาพจิตของเยาวชน เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงควรเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในระบบนิเวศที่กว้างขึ้นของการแทรกแซงทางจิตวิทยา

ภาพจำลองโลกในอนาคตมนุษย์อาจพึ่งพาคำแนะนำด้านสุขภาพจิตจากหุ่นยนต์และ AI  
ที่มา : Rachel Grosseibl , ‘AI in Psychology: What It Means for You and How to Use It Safely’ , Sydney Psych Hub

– คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา : มีรายงานจาก สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA)องค์กรวิชาชีพด้านจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 พบข้อมูลที่ได้จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างนักจิตวิทยาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจำนวน 1,200 คน ซึ่งระบุว่า ร้อยละ 39 เคยพบผู้เข้ารับการรักษาที่ยอมรับว่าใช้ AI ในการวินิจฉัยอาการของตนเอง ในขณะที่ 1 ใน 3 ให้ข้อมูลว่า ผู้เข้ารับการรักษากำลังหันไปใช้ AI ในหลายวัตถุประสงค์ เช่น ร้อยละ 34 ขอความช่วยเหลือในเรื่องการควบคุมตนเอง การยืนยันตนเอง หรือการเตือนพฤติกรรม ร้อยละ 33 ช่วยในการรักษา และร้อยละ 35 เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพิ่มเติม

ผลสำรวจยังบ่งชี้ว่าผู้ป่วยอาจมอง AI มากกว่าแค่เครื่องมือในการบำบัดรักษา นักจิตวิทยารายงานว่าพวกเขาได้พบกับผู้ป่วยที่พูดคุยกับChatbot เพื่อความสนุกสนาน (ร้อยละ 33) มิตรภาพ (ร้อยละ 22) และความสัมพันธ์ใกล้ชิด (ร้อยละ 13) และในบรรดานักจิตวิทยาที่มีผู้ป่วยสนทนากับChatbot อย่างต่อเนื่อง มากกว่า 2 ใน 3 หรือร้อยละ68 เล่าว่าได้พูดคุยหรือสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยรู้สึกได้รับการสนับสนุนหรือได้รับการยืนยันจากแชทบอท หรือ 2 ใน 5 หรือร้อยละ 41 พบผู้ป่วยใช้ Chatbot เพื่อเสริมสร้างทักษะการรับมือที่ดีต่อสุขภาพ 

อย่างไรก็ตาม การพูดคุยกับ Chatbot ก็มีผลข้างเคียงเชิงลบเช่นกัน โดยร้อยละ 36%ของนักจิตวิทยา ให้ข้อมูลว่าผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของตนกำลังพัฒนาความพึ่งพาต่อ Chatbot และร้อยละ 15 กล่าวว่าผู้ป่วยกำลังพัฒนาความคิดที่บิดเบือนหรืออาการหลงผิด ขณะที่ความเห็นของนักจิตวิทยา พบมุมมองหลากหลายเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อสนับสนุนสุขภาพจิต โดยมากกว่าครึ่งเล็กน้อย (ร้อยละ 54) กล่าวว่าสบายใจที่ผู้ป่วยบางรายมีปฏิสัมพันธ์กับ Chatbot ในขณะที่ร้อยละ 93 กังวลเกี่ยวกับผู้ป่วยบางรายที่ใช้เทคโนโลยีนี้ 

ซึ่งความกังวลดังกล่าวอาจเกิดจากความกลัวว่าChatbot อาจก่อให้เกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดต่อผู้ใช้ที่เปราะบาง โดยนักจิตวิทยาเกือบทั้งหมดที่ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 97) มองว่า Chatbot อาจส่งเสริมพฤติกรรมเชิงลบหรือความเชื่อที่ผิดเพี้ยนโดยไม่ตั้งใจ ร้อยละ 94 ยังกล่าวด้วยว่า Chatbot ในปัจจุบันไม่สามารถรักษาอาการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน และร้อยละ 89 กล่าวว่าChatbot อาจกระตุ้นให้เกิดการทำร้ายตนเองโดยไม่ตั้งใจ

แต่อีกด้านหนึ่ง 2 ใน 5 ของของนักจิตวิทยา (ร้อยละ 40) รู้สึกมองโลกในแง่ดีว่า Chatbot จะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้เมื่อไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอยู่ด้วย นี่อาจเป็นผลมาจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีโดยอิงจากการวิจัยและความเชี่ยวชาญทางจิตวิทยา ถึงกระนั้นก็มีเพียงร้อยละ 24 ของกลุ่มตัวอย่างนักจิตวิทยาที่ให้ข้อมูล ที่เชื่อว่าในอนาคตผู้ป่วยจะเลือกใช้ AI Chatbot ในการรักษามากกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่เป็นมนุษย์

อาเธอร์ ซี. อีแวนส์ (Arthur C. Evans) ผู้อำนวยการใหญ่ของ APA กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว AI Chatbot ที่เข้าถึงได้ง่ายดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพราะเป็นเครื่องมือที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมใช้งาน และเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องมีประกัน อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวไม่มีความสามารถในการรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนหรือความตื่นตัวต่อสัญญาณเตือนที่อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ ดังนั้นคนที่จะพึ่งพาเครื่องมือนี้จำเป็นต้องเข้าใจวิธีการทำงานของมันรวมถึงต้องมีวิธีการคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับคำแนะนำที่เครื่องมือให้มา

เครื่องมือ AI เมื่อได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาและร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพจิต จะมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการด้านการดูแลสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นและปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วย แต่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้ได้ผลดีที่สุดก็ต้องควบคู่ไปกับความสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นมนุษย์ที่เข้าใจวิธีการรักษาบุคคล ไม่ใช่แค่คำสั่งกระตุ้น อีแวนส์ กล่าว 

สำหรับ คำแนะนำของ APA ในการใช้เครื่องมือ AI กับงานด้านสุขภาพจิต มีดังนี้ 1.ควรตรวจสอบข้อมูลสุขภาพจิตหรือข้อมูลทางการแพทย์ที่สร้างโดย AI กับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ 2.ขอคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับแนวทางการบำบัดที่มีข้อมูลจากงานวิจัยสนับสนุน 3.ผู้ใช้งานควรกระตุ้นให้ AI ท้าทายความคิดของตนเองหรือให้มุมมองทางเลือกอื่น และ 4.จำกัดการใช้ AI เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ งานอดิเรก การเรียน การทำงาน หรือปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ภาพจำลองการใช้ AI Chatbot ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 
ที่มา : สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA)

ในส่วนความเห็นของผู้เชี่ยวชาญประเทศไทย ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความนิยมของผู้คนในปัจจุบันที่เลือกปรึกษาปัญหาชีวิตกับ AI Chatbot มากขึ้นว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่องของประสบการณ์การเข้าถึงคำปรึกษาในอดีต หากคนมีความทุกข์ใจหรือมีปัญหาชีวิตอาจต้องพึ่งพาเพื่อน ครอบครัวหรือผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคนรับฟัง มีพื้นที่ปลอดภัย หรือเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย หรือความกังวลว่าจะถูกตัดสิน AI จึงเข้ามาเติมช่องว่างตรงนี้ 

ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทันทีตลอดเวลา ไม่ต้องนัดหมาย และส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่าย บางคนจึงรู้สึกว่า AI เป็นทรัพยากรทางจิตใจหรือแหล่งสนับสนุนที่เข้าถึงง่าย แม้จะไม่ได้ทดแทนความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ได้ทั้งหมดก็ตาม อีกประเด็นคือ ปัญหาชีวิตจำนวนมากเป็นเรื่องส่วนตัวและอ่อนไหว การเลือกว่าจะเล่าให้ใครฟังจึงมีต้นทุนทางใจ ผู้คนอาจกังวลเรื่องความไว้ใจ การถูกวิจารณ์ การถูกนำเรื่องไปเล่าต่อ หรือกลัวว่าคนฟังจะไม่เข้าใจ AI จึงอาจให้ความรู้สึกปลอดภัยในเบื้องต้น เพราะผู้ใช้สามารถพูดได้อย่างอิสระมากขึ้นโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับปฏิกิริยาทางอารมณ์ของอีกฝ่ายอาจารย์หยกฟ้า กล่าว อธิบาย 

นักวิชาการท่านนี้ แนะนำว่า AI ควรเป็นเครื่องมือช่วยคิดหรือช่วยตั้งคำถามกับตนเอง มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ใช้แทนการพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาส่งผลต่อการใช้ชีวิต สุขภาพใจ หรือความปลอดภัยของผู้ใช้นอกจากนั้น ในเชิงจิตวิทยา สิ่งที่ต้องระวังคือ AI อาจไปเสริมอคติเดิมของผู้ใช้ได้ เพราะมนุษย์มีแนวโน้มมองหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อหรือความรู้สึกของตนอยู่แล้ว (Confirmation Bias)

เช่น เมื่อเรารู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ เราอาจมองหาข้อมูลที่ยืนยันว่าอีกฝ่ายผิด หรือเมื่อเรากังวลเรื่องสุขภาพ เราอาจเลือกเชื่อข้อมูลที่ทำให้ความกังวลนั้นดูมีเหตุผลมากขึ้น หาก AI ตอบในลักษณะที่เห็นด้วย ปลอบใจ หรือยืนยันความเชื่อและความคิดของผู้ใช้มากเกินไป โดยไม่ได้ช่วยให้มองเห็นข้อมูลอีกด้าน ผู้ใช้อาจได้รับมุมมองที่ไม่รอบด้าน และยิ่งมั่นใจในข้อสรุปเดิมของตนเอง ทั้งที่สถานการณ์จริงอาจมีรายละเอียดซับซ้อนกว่านั้น

ทำให้ผลที่ตามมาคือ ผู้ใช้อาจตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น ตัดสินความสัมพันธ์จากข้อมูลเพียงด้านเดียว เชื่อว่าตนเองมีปัญหาทางจิตใจบางอย่างโดยไม่ได้รับการประเมินที่เหมาะสม หรือวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากข้อมูลออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้ชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเข้ารับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ AI ที่ดีจึงไม่ควรเพียงตอบในสิ่งที่ผู้ใช้อยากได้ยิน แต่ควรช่วยตั้งคำถามอย่างระมัดระวัง ชวนพิจารณามุมมองอื่น และบอกขอบเขตของข้อมูลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกาย และการตัดสินใจสำคัญในชีวิต

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบเปรียบเทียบตามช่วงวัย เด็กและเยาวชนอาจมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ในบางด้าน เพราะยังอยู่ในช่วงพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความเห็น และข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เด็กบางคนอาจมองว่า AI เป็นผู้รู้หรือเป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอ จึงเชื่อข้อมูลที่ได้รับโดยไม่ตรวจสอบเพิ่มเติม แม้ผู้ใหญ่เองก็อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลผิดพลาดได้เช่นกัน แต่โดยทั่วไปอาจมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า มีโอกาสเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง หรือรู้จักช่องทางในการขอความช่วยเหลือมากกว่า เด็กและเยาวชนจึงอาจพึ่งพา AI มากเกินไปได้ง่ายกว่า 

โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าพูดกับผู้ปกครอง ครู หรือเพื่อน หากเด็กคุ้นชินกับการหันไปพึ่ง AI เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ต้น ก็อาจส่งผลต่อทักษะสำคัญ เช่น การขอความช่วยเหลือจากคนจริง การสื่อสารความรู้สึก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การห้ามเด็กใช้ AI แต่คือการสอนให้เด็กใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ และรู้ว่าเรื่องใดควรนำไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญอาจารย์หยกฟ้า กล่าว 

รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทิ้งท้ายว่า ทางออกไม่ควรเป็นการมองว่า AI เป็นสิ่งอันตรายหรือห้ามใช้ทั้งหมดเพราะ AI มีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือช่วยเข้าถึงข้อมูลและช่วยสะท้อนความคิดได้ แต่สังคมจำเป็นต้องช่วยกันสร้างทักษะในการใช้ AI อย่างรู้เท่าทันตั้งแต่ ในระดับผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชนควรสร้างพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนรู้สึกว่าพูดคุยเรื่องยากๆ ได้โดยไม่ถูกตัดสิน พร้อมทั้งสอนให้เข้าใจทั้งข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงของ AI ตั้งแต่ในห้องเรียน 

เช่น การตรวจสอบข้อมูล การตั้งคำถามกับคำตอบของ AI และการรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือจากมนุษย์จริงๆ ขณะที่ ในระดับรัฐ ควรมีนโยบายหรือแนวทางกำกับดูแลที่ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาด การหลอกลวง หรือเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน รวมถึงผลักดันเรื่อง AI literacy ให้เป็นทักษะพื้นฐานของคนทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะเด็กและเยาวชน

และในส่วนของ บริษัทผู้พัฒนา AI ควรให้ความสำคัญกับจริยธรรมและขอบเขตของการตอบคำถาม โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจเชิงศีลธรรมหรือกฎหมาย ระบบไม่ควรตอบเพื่อเอาใจผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่ควรสื่อสารข้อจำกัดของตนเอง ชวนผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูล และแนะนำให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเมื่อสถานการณ์มีความเสี่ยงหรือซับซ้อน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.forbes.com/sites/bryanrobinson/2025/02/19/gen-z-trust-ai-over-humans-in-their-careers-new-study-shows/ (Gen Z Trust AI More Than Humans In Their Careers, New Study Shows : Forbes 19 ก.พ. 2568)

https://english.kyodonews.net/articles/-/76556 (Half of elderly women in Japan prefer AI over humans for personal advice : Kyodo News 23 พ.ค. 2569) 

https://www.aa.com.tr/en/asia-pacific/survey-nearly-half-of-older-japanese-women-prefer-ai-over-people-for-relationship-advice/3946394 (Survey: Nearly half of older Japanese women prefer AI over people for relationship advice : Anadolu Agency 23 พ.ค. 2569)

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2949882126000113 (Why do people prefer social sharing of emotion with conversational AI over human partners? A structural topic modeling approach : ScienceDirect มีนาคม 2569)

https://www.science.org/doi/10.1126/science.aec8352 (Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence : Science 26 มี.ค. 2569)

https://www.nbcnews.com/health/mental-health/ai-chatbots-mental-health-advice-young-people-rcna347758 (Around 1 in 5 young people use AI chatbots for mental health advice, survey finds : NBC 1 มิ.ย.2569)

https://jamanetwork.com/journals/jamapediatrics/fullarticle/2849307?guestAccessKey=913abc03-764d-4eed-ac18-0d1817ff8eb4&utm_source=for_the_media&utm_medium=referral&utm_campaign=ftm_links&utm_content=tfl&utm_term=060126(AI Chatbot Use and Disclosure for Mental Health Among US Adolescents and Young Adults : JAMA Network 1 มิ.ย. 2569)

https://www.apa.org/news/press/releases/2026/06/patients-chatbots-mental-health(Psychologists say patients are turning to chatbots as mental health professionals : APA 16 มิ.ย. 2569)

พานาโซนิคแนะนำให้เปลี่ยนปลั๊กพ่วงหลังใช้งาน 3-5 ปี จริง ผู้เชี่ยวชาญไทยเตือนให้ดูสภาพอุปกรณ์ประกอบด้วย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปลั๊กพ่วงมีวันหมดอายุ พานาโซนิคแนะนำควรเปลี่ยนทุกๆ 3-5 ปี ลดความเสี่ยงเกิดเพลิงไหม้

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** พานาโซนิคประเทศญี่ปุ่นออกคำแนะนำจริง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปลั๊กพ่วงไม่ใช่สินค้าที่กำหนดวันหมดอายุตายตัว จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานสังเกตสภาพของปลั๊กพ่วง หากพบการชำรุดควรเปลี่ยนทันทีแม้จะใช้งานมาไม่นาน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น’ โพสต์ข้อความเรื่อง “รู้หรือไม่ปลั๊กพ่วงมีวันหมดอายุ? Panasonic เผยสาเหตุข้างในที่อาจทำไฟไหม้บ้านได้ทุกเมื่อ”

ข้อความในโพสต์ระบุว่า พานาโซนิค บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นเตือนให้ลูกค้าเปลี่ยนปลั๊กพ่วงทุก ๆ 3-5 ปี โดยตรวจสอบวันที่ผลิตจากสายไฟ รวมถึงแนะนำให้เขียนวันที่เริ่มใช้งานปลั๊กพ่วงวันแรกไว้ที่อุปกรณ์เพื่อเตือนความจำ  

“พฤติกรรมการใช้งาน เช่น การดึงสายไฟ การเหยียบสายไฟ อาจทำให้ลวดตัวนำภายในขาด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความร้อนสูงสะสม ไหม้ หรือเกิดเพลิงไหม้ได้ นอกจากนี้สภาพแวดล้อมและการใช้งานที่ต่างกันก็ทำให้ปลั๊กเสื่อมสภาพได้ จึงแนะนำให้ตรวจเช็กและเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย” 

ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 200 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพปลั๊กพ่วงที่ใช้ประกอบโพสต์นี้เคยถูกเผยแพร่โดยบัญชี X ‘Panasonic Japan公式’ ซึ่งเป็นบัญชีทางการของบริษัทพานาโซนิค ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลเป็นไทยได้ว่า “ระยะเวลาที่แนะนำให้เปลี่ยนปลั๊กพ่วงคือ 3-5 ปี หากไม่แน่ใจว่าเริ่มใช้งานเมื่อใด ให้ตรวจสอบที่สายไฟ เพราะปีที่ผลิตอาจพิมพ์ไว้บนสายไฟ เมื่อเปลี่ยนปลั๊กพ่วง การเขียนวันที่เริ่มต้นใช้งานลงบนสายไฟจะช่วยป้องกันไม่ให้ลืมเปลี่ยน”

วันที่ 29 พ.ค. 2569 พานาโซนิคยังโพสต์ภาพและข้อความเพิ่มเติมว่า เหตุที่ผู้ใช้งานควรตรวจสอบและเปลี่ยนปลั๊กพ่วงเพราะการดึงหรือเหยียบสายไฟขณะใช้งานอาจทำให้สายไฟภายในขาด ส่งผลให้เกิดการไหม้และไฟไหม้ได้

“สภาพแวดล้อมโดยรอบและการใช้งานอาจทำให้ [ปลั๊กพ่วง] เสียหายได้ จึงแนะนำให้ตรวจสอบ/เปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย” 

โคแฟคสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับคำอธิบายว่า ในมุมมองทางวิศวกรรมไฟฟ้า มาตรฐานสากล เช่น IEC และมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) รวมถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2432-2555 ไม่ได้กำหนดอายุการใช้งานของปลั๊กพ่วงเป็นจำนวนปีที่ตายตัว แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอุปกรณ์ การใช้งานภายในพิกัด และการตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ 

“มาตรฐานไม่ได้กำหนดให้ต้องเปลี่ยนปลั๊กพ่วงทุก 3–5 ปี แต่คำแนะนำดังกล่าวถือเป็นแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่มีเหตุผลทางวิศวกรรมรองรับ และช่วยลดโอกาสเกิดอัคคีภัยจากอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพได้” ดร.สุพรรณกล่าว 

“ปลั๊กพ่วงสามารถเสื่อมสภาพได้จากความร้อนสะสม การเสียบ-ถอดซ้ำ ๆ การดึง บิด งอ ความชื้น ฝุ่นละออง และการใช้งานเกินพิกัด ซึ่งอาจทำให้เกิดความต้านทานสัมผัสสูงขึ้น เกิดจุดร้อนเฉพาะที่ หรือเกิดปรากฏการณ์ Tracking จนนำไปสู่อัคคีภัยได้”

ดร.สุพรรณแนะนำว่า การเปลี่ยนปลั๊กพ่วงไม่ควรพิจารณาจากอายุการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาสภาพการใช้งานจริงร่วมด้วย หากพบสายไฟแข็งกรอบ ฉนวนแตกร้าว เต้ารับหลวม ขาปลั๊กมีรอยไหม้ มีกลิ่นไหม้ หรือมีความร้อนผิดปกติ ควรเปลี่ยนทันที แม้จะใช้งานมาไม่นานก็ตาม

“ประเทศไทยมักประสบปัญหาขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ” จริงหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประเทศไทยขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ เนื่องจากพบได้น้อยในประชากรไทย

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงเป็นบางส่วน** ข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยระบุว่าคนไทยมีเลือดกรุ๊ป O มากที่สุด ตามด้วย B , A และ AB ตามลำดับ แต่การขาดแคลนเลือดจะเกิดขึ้นในบางช่วงเวลา

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 มิ.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘รวมพลคนบริจาคโลหิต’ โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “ประเทศไทยมักประสบปัญหาขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ เนื่องจากเป็นกรุ๊ปที่พบได้น้อยในประชากรไทย นอกจากนี้ กลุ่มเลือดพิเศษหายาก (Rh-Negative) ทุกกรุ๊ป (A-, B-, O-, AB-) ก็ขาดแคลนเช่นกัน เพราะพบคนไทยเพียง 3 ใน 1,000 คนเท่านั้น ในขณะที่ กรุ๊ป O มักขาดแคลนเวลาฉุกเฉิน” (ลิงก์บันทึก)

ข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ประมวลและสรุปโดย AI ของกูเกิลจากการที่ผู้ใช้งานป้อนคำถามว่า “ประเทศไทยเราขาดแคลนเลือดกรุ๊ปอะไร” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ว่าการขาดแคลนหมู่โลหิต A, B และ AB “เกิดขึ้นในบางช่วงเวลาเนื่องจากความต้องการของผู้ป่วยในแต่ละหมู่โลหิตไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโรคหรือภาวะที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับโลหิตในการรักษา” และถึงแม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะมีหมู่โลหิต O แต่ความต้องการหมู่โลหิตนี้ก็สูงเช่นเดียวกันตามสัดส่วนประชากร

“ปัจจุบันการจัดหาโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ มีการขาดแคลนโลหิตในบางช่วงเวลาและบางเดือน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ปีใหม่ สงกรานต์ คนส่วนใหญ่เดินทางกลับต่างจังหวัดหรือท่องเที่ยว ส่งผลกระทบทำให้ยอดการบริจาคลดลง ขณะเดียวกันจะมีสถิติอุบัติเหตุสูงและมีความต้องการโลหิตจำนวนมาก” ศูนย์บริการโลหิตฯ ระบุและให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมู่โลหิตและการบริจาคโลหิตของคนไทย ดังนี้

▪️หมู่โลหิตที่พบในประชากรไทย มีดังนี้ 

  • หมู่โลหิต O  ร้อยละ 38 
  • หมู่โลหิต B  ร้อยละ 33
  • หมู่โลหิต A  ร้อยละ 21
  • หมู่โลหิต AB ร้อยละ 8 

▪️โลหิตหมู่พิเศษ Rh-negative เป็นหมู่โลหิตหายาก ในคนไทยพบว่ามีหมู่โลหิตนี้เพียงร้อยละ 0.3  หรือ 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น ผู้ป่วยที่มีหมู่โลหิต Rh-negative มีความจำเป็นที่ต้องใช้โลหิต จะต้องได้รับหมู่โลหิต Rh-negative ด้วยกันเท่านั้น จึงมักประสบกับปัญหาโลหิตหมู่พิเศษไม่เพียงพอ และไม่ทันต่อความต้องการของผู้ป่วย 

▪️ในแต่ละเดือนโรงพยาบาลทั่วประเทศมีการเบิกใช้โลหิตทุกกรุ๊ปเฉลี่ยวันละ 8,500 ยูนิต แต่สามารถจ่ายโลหิตได้เฉลี่ยวันละ 3,400 ยูนิต หรือเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น 

▪️ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 65 ล้านคน มีผู้บริจาคโลหิตทั่วประเทศ ประมาณ 1.61 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 2.4 เท่านั้น ขณะที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่าแต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิตอย่างน้อยร้อยละ 3 ของจำนวนประชากร หรือประมาณ 1.98 ล้านคนในประเทศไทย

▪️สถิติความถี่การบริจาคโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ ปี 2568

  • ผู้บริจาค 1 ครั้งต่อปี ร้อยละ 67.26
  • ผู้บริจาค 2 ครั้งต่อปี ร้อยละ 18.86
  • ผู้บริจาค 3 ครั้งต่อปี ร้อยละ 9.14
  • ผู้บริจาค 4 ครั้งต่อปี ร้อยละ 4.35
  • ผู้บริจาคมากกว่า 4 ครั้งต่อปี ร้อยละ 0.38 

▪️สถิติความถี่การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ในปี 2568 มีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 2,272 ราย แบ่งออกเป็นดังนี้

  • ผู้บริจาคโลหิต ปีละ 1 ครั้ง จำนวน 928 ราย
  • ผู้บริจาคโลหิต ปีละ 2 ครั้ง จำนวน 523 ราย
  • ผู้บริจาคโลหิต ปีละ 3 ครั้ง จำนวน 464 ราย
  • ผู้บริจาคโลหิตมากกว่าปีละ 4 ครั้ง จำนวน 357 ราย 

▪️ความถี่ในการบริจาคโลหิตของประชากรยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้  หากมีผู้บริจาคโลหิตประจำอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง เพิ่มขึ้นจะทำให้มีปริมาณโลหิตเพียงพอสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ 

ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค: แม้ว่า AI ของกูเกิลจะอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ แต่การสรุปเรียบเรียงอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือใช้คำที่สร้างความเข้าใจผิดได้ เช่น การใช้คำว่า “ขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ” ซึ่งศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติอธิบายว่าการขาดแคลนโลหิตบางหมู่เกิดขึ้นในบางช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละช่วง และถึงแม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะมีหมู่โลหิต O แต่ความต้องการหมู่โลหิตนี้ก็สูงเช่นเดียวกัน 

ดังนั้นข้อมูลที่ AI ประมวลผลหรือสรุปเรียบเรียงมาอาจไม่เพียงพอที่จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ใช้งานควรตรวจสอบที่มาของข้อมูลและค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ

71 ปีโทรทัศน์ไทยยังไม่สิ้นบทบาท ผู้เชี่ยวชาญชี้สังคมยังต้องการสื่อที่เชื่อถือได้ เร่ง กสทช. วางโรดแมปทีวีดิจิทัลก่อนหมดใบอนุญาตปี 2572

แม้ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ แต่โทรทัศน์ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะสื่อที่ประชาชนเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในช่วงเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติ ขณะที่ทุกภาคส่วนกำลังจับตาการกำหนดทิศทางกิจการโทรทัศน์ไทยก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572

รายการ Cofact Live Talk ได้จัดหัวข้อ “71 ปีโทรทัศน์แห่งชาติ อนาคตทีวีไทยจะไปทางไหน?” ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก Cofact โคแฟค โดยมี ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการ และ อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยี ไทยพีบีเอส ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย

อดิศักดิ์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา โทรทัศน์มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย ทั้งในฐานะสื่อกลางของประเทศ เครื่องมือสื่อสารในภาวะวิกฤต และแหล่งข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนเชื่อถือ แม้ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปสู่การรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ผู้คนยังคงหันกลับมาพึ่งพาสื่อที่มีความน่าเชื่อถือและผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูล

การเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมสื่ออย่างสิ้นเชิง ทุกคนสามารถผลิตและเผยแพร่เนื้อหาได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรสื่อ ส่งผลให้บทบาทของสื่อกระแสหลักลดลง ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มดิจิทัลกลับมีอำนาจในการกำหนดการมองเห็นข้อมูลผ่านอัลกอริทึม ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความคิดเห็นและพฤติกรรมของผู้คน ผลที่ตามมาคือการแพร่กระจายของข่าวลวง เนื้อหาที่สร้างความแตกแยก ปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (echo chamber) รวมถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สังคมเริ่มกลับมาตระหนักถึงความจำเป็นของการมีสื่อที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูลอย่างมืออาชีพ

อดิศักดิ์กล่าวว่า ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการสื่อ องค์กรวิชาชีพ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ต่างออกมาเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เร่งกำหนดแผนแม่บทและโรดแมปกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล เพื่อสร้างความชัดเจนต่ออนาคตของอุตสาหกรรม ก่อนที่ใบอนุญาตประกอบกิจการจะครบกำหนดในปี 2572

แม้ปัจจุบันจะเริ่มเห็นทิศทางว่า ระบบการรับชมในอนาคตจะประกอบด้วยทั้งโทรทัศน์ภาคพื้นดิน โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และบริการสตรีมมิง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการประมูลคลื่น จำนวนช่อง โครงสร้างต้นทุน หรือรูปแบบการกำกับดูแล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ หากโรดแมปยังล่าช้า ผู้ประกอบการเอกชนจำนวนมากอาจเลือกยุติการออกอากาศผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดิน แล้วหันไปดำเนินธุรกิจผ่านดาวเทียมหรือแพลตฟอร์มสตรีมมิงแทน ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเหลือเพียงสถานีโทรทัศน์ของภาครัฐเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดิน

“เราไม่สามารถควบคุมได้เลย เพราะสื่อแบบดั้งเดิมแม้เป็นทีวีดิจิทัลแต่มันเป็นสื่อทางเดียวที่ผู้รับไม่สามารถโต้ตอบ ไม่สามารถที่จะแสดงความเห็นได้โดยตรง แต่ถ้าเทียบกับพวกที่เป็นสื่อสังคมออนไลน์ ถึงแม้ผู้ใช้งานจะสามารถผลิตเนื้อหาเองได้ แต่คนที่ควบคุมประตูเนื้อหา คือ แพลตฟอร์ม ที่ใช้อัลกอริทึมในการกำหนดว่าเนื้อหาประเภทนี้จะให้คนมองเห็นมากน้อยขนาดไหน? จะส่งเสริมเนื้อหาแบบนี้ อันนี้เป็นอธิปไตยที่เราสูญเสียไป” 

อดิศักดิ์จึงเสนอว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับชาติสำหรับเผยแพร่เนื้อหาสาธารณะ โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมกันบริหาร ไม่ใช่เป็นขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพื่อสร้างพื้นที่ของข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพและลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ แม้จะยอมรับว่าการเริ่มต้นในเวลานี้อาจช้ากว่าที่ควร แต่ยังดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางเลือก  สำหรับประเด็นจำนวนผู้ชมโทรทัศน์ภาคพื้นดิน อดิศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขเรตติ้งที่ระบุว่ามีผู้ชมเพียงร้อยละ 15-16 อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด พร้อมยกข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่าคนไทยยังรับชมโทรทัศน์ถึงร้อยละ 93 และในจำนวนนี้รับชมผ่านระบบภาคพื้นดินประมาณร้อยละ 38-39 ซึ่งสะท้อนว่าสื่อโทรทัศน์ยังคงมีฐานผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัด นอกจากนี้ โทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีข้อได้เปรียบด้านการเข้าถึง เพราะประชาชนสามารถรับชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ต รองรับการแจ้งเตือนภัยพิบัติ การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน และการถ่ายทอดสดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นบทบาทที่แพลตฟอร์มออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

อดิศักดิ์ย้ำว่าโทรทัศน์ภาคพื้นดินควรถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ เช่นเดียวกับระบบสาธารณูปโภคอื่น ๆ เพราะเป็นช่องทางที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตหรือภัยพิบัติที่ประชาชนต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเชื่อถือได้ ในฐานะสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอสพร้อมทำหน้าที่รักษาพื้นที่ของสื่อคุณภาพและคงการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินต่อไป เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย พร้อมย้ำว่า อนาคตของโทรทัศน์ไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับสื่อออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ชัดเจน การสร้างระบบนิเวศสื่อที่สมดุล และการรักษาพื้นที่ของข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือให้คงอยู่ต่อไปในยุคดิจิทัล

“มอเตอร์เวย์ M6 มีระบบชาร์จไฟฟ้าแบบไร้สายใต้ผิวทางเป็นระยะทาง 3 กม.” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กรมทางหลวงฝังระบบชาร์จรถยนต์ EV ไร้สายใต้ถนนมอเตอร์เวย์ M6 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 มิ.ย. 2569 มีผู้ส่งข้อความเรื่อง “หมดยุคหาปั๊มชาร์จ เข้าสู่ยุคถนนคือพาวเวอร์แบงค์” มาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื้อหาอ้างว่ากรมทางหลวงได้ฝังขดลวดทองแดงและระบบชาร์จไฟฟ้าไร้สายสำหรับรถยนต์ (wireless charging) ใต้ถนนมอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-โคราช ระยะนำร่อง 3 กม. ช่วงลำตะคอง

“รถ EV ที่ติดตัวรับสัญญาณใต้ท้องรถ วิ่งผ่านด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. ไฟจะชาร์จเข้าแบตอัตโนมัติแบบ Induction ไม่ต้องจอด ไม่ต้องเสียบ วิ่ง 10 กม. ได้ไฟเพิ่ม 20% หรือวิ่งได้อีก 80 กม.” ข้อความดังกล่าวอ้างด้วยว่ากรมทางหลวงเตรียมเพิ่มระยะทางชาร์จอัตโนมัติเป็น 20 กม.ในปีหน้า ซึ่งถ้าสำเร็จ ไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มี “Electric Road” ใช้จริง อีกทั้งยังใช้งบประมาณติดตั้งระบบนี้ถูกกว่าประเทศอื่น ๆ ถึงสามเท่า

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้เคยถูกเผยแพร่ในติ๊กตอกตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 และยังคงเข้าถึงได้ในขณะนี้ (ลิงก์บันทึก 1, 2) โคแฟคตรวจสอบกับกรมทางหลวงเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ได้รับคำยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ถนนมอเตอร์เวย์ M6 ซึ่งบางส่วนยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไม่มีการติดตั้งระบบชาร์จแบตเตอรีอัตโนมัติ

ก่อนหน้านี้ ทั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย และ Thai PBS Verify ได้ตรวจสอบเนื้อหานี้และได้ข้อสรุปเช่นกันว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

“ปัจจุบันไม่มีการติดตั้งหรือฝังขดลวดทองแดงเพื่อรองรับระบบชาร์จไฟฟ้าแบบไร้สายใต้ผิวทางบนมอเตอร์เวย์ M6 บริเวณ บางปะอิน-โคราช ระยะทาง 3 กม. ช่วงลำตะคอง ตามที่มีการกล่าวอ้าง” ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระบุในรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569

ขณะที่ Thai PBS Verify ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันหลายประเทศยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและประเมินประสิทธิภาพของระบบนี้ และยังไม่มีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในวงกว้าง

เตือนภัยโซเชียล! โคแฟคจับมือผู้เชี่ยวชาญแฉกลลวง”หมอ AI” ตัดต่อคลิปแพทย์จริงหลอกขายยาผู้สูงอายุชี้จุดสังเกต “หมอแท้จะไม่โฆษณาขายยา”

จากกรณีที่มีการแชร์คลิปวิดีโอแอบอ้างเป็นแพทย์แนะนำผลิตภัณฑ์รักษาโรคบนสื่อสังคมออนไลน์จนสร้างความสับสนให้กับประชาชน รายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.44 ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้เชิญ พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ อาจารย์สุทธิมนัส ชินอัครพงศ์ จากภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมเปิดเผยกระบวนการและวิธีสังเกตเพื่อแยกแยะระหว่างหมอจริง หมอปลอม และหมอ AI ที่กำลังระบาดหนักในปัจจุบัน

พลินี เปิดเผยว่า ปัจจุบันเมื่อคนไทยมีอาการเจ็บป่วยมักจะเลือกค้นหาข้อมูลอาการและโรคต่าง ๆ ผ่านทางGoogle, Facebook, TikTok หรือถาม AI เป็นอันดับแรกก่อนไปพบแพทย์ ทว่าอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียมักจะฟีดข้อมูลกลับมาในลักษณะของ Echo Chamber ทำให้ผู้ใช้งานเห็นข้อมูลเรื่องนั้นซ้ำ ๆ จนนำไปสู่การเจอคลิปผู้แต่งกายด้วยเสื้อกาวน์และพูดศัพท์ทางการแพทย์ ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือจนทำให้ประชาชนหลงเชื่อได้ง่าย ทั้งนี้ ตามกฎระเบียบของแพทยสภา รวมถึงสภาวิชาชีพด้านเภสัชกรรมและทันตกรรม มีข้อห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพใด ๆ โดยแพทย์ทำหน้าที่ได้เพียงแค่อธิบายโรคและอาการเท่านั้น

ทางด้าน อาจารย์สุทธิมนัส ได้อธิบายเชิงลึกถึงกลุ่มแพทย์ในโลกออนไลน์ว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ หมอจริง หมอปลอม และหมอ AI ซึ่งมีความแตกต่างกัน โดย “หมอปลอม” คือคนทั่วไปที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ แต่เอาเสื้อกาวน์มาใส่หรืออ้างตนเองว่าเป็นนายแพทย์หรือแพทย์หญิง วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นคือ ประชาชนต้องหยุดคิดและตั้งคำถามก่อนจากนั้นให้นำชื่อ-นามสกุล หรือเลขที่ใบอนุญาตไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ของแพทยสภา หากบุคคลนั้นไม่มีการระบุข้อมูลเหล่านี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจไม่ใช่แพทย์จริง และจุดสังเกตที่สำคัญที่สุดคือ แพทย์จริงที่น่าเชื่อถือจะไม่โฆษณาขายสินค้าประเภทจำพวกยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมเด็ดขาด เพราะผิดกฎแพทยสภาและมีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต นอกจากนี้ การให้ข้อมูลสุขภาพของแพทย์จริงจะต้องมีหลักฐานอ้างอิงจากงานวิจัยหรือวารสารวิชาการ(Paper) ที่ชัดเจน

สำหรับ “หมอ AI” อาจารย์สุทธิมนัส ระบุว่าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อหลอกลวงประชาชนได้แนบเนียนกว่าเดิม พร้อมยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเดือนก่อน ซึ่งมิจฉาชีพนำคลิปวิดีโอของ “หมอเก่ง” แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อตัวจริงในช่วงที่กำลังอธิบายความรู้เรื่องโรคตามปกติมาตัดต่อ โดยมิจฉาชีพจะใช้คลิปจริงในตอนต้นเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ป่วย จากนั้นจะตัดสลับเข้าสู่ภาพและเสียงที่สร้างจาก AI ในช่วงท้ายเพื่อโฆษณาขายครีมสมุนไพรรักษาโรคเก๊าท์ มีการนำรูปภาพของหมอเก่งมาใส่ไว้ที่มุมซ้ายล่างและใช้ AI สั่งให้ขยับปากพูดตามเสียงพากย์ รวมถึงมีการใช้แฮชแท็กเลียนแบบเพจจริงของหมอเก่งเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ซึ่งปัจจุบันแพทย์รายดังกล่าวได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง อีกทั้งในเพจดังกล่าวยังพบการใช้รูปภาพ AI จำลองอวัยวะที่บิดเบี้ยวเพื่อหลอกลวง และมีคลิปในลักษณะเดียวกันที่ทำกับแพทย์หญิงและแพทย์ชายอีกหลายราย

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้สาธิตการสร้าง “หมอ AI” โดยใช้รูปถ่ายนิ่งของ สุชัย ผู้ดำเนินรายการ เพียงภาพเดียว ร่วมกับการป้อนคำสั่ง(Prompt) เพียง 3 บรรทัด ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 5-10 นาทีและมีต้นทุนที่ต่ำมาก ก็สามารถเนรมิตวิดีโอที่นายสุชัยใส่เสื้อกาวน์แพทย์ มีป้ายชื่อ และพูดเชิญชวนรักษาโรคด้วยเสียงและขยับปากที่ตรงกันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

พร้อมกันนี้ได้ให้กลยุทธ์ “3 ส.” ในการป้องกันตนเองคือ Stop (หยุดและห้ามเพิ่งเชื่อหรือรีบซื้อ) สังเกต (ดูความผิดปกติของคลิป) และ สืบ (ค้นหาข้อมูลความจริงเพิ่มเติม) สำหรับจุดสังเกตทางกายภาพของวิดีโอAI ในปัจจุบันคือ ใบหน้าจะมีความเนียนเกินจริง การเว้นวรรคคำพูดไม่เป็นธรรมชาติ ไม่มีจังหวะการหายใจแบบมนุษย์ สายตาและการกรอกตาไม่เป็นธรรมชาติ รวมถึงลักษณะการยืนพูดที่นิ่งเกินไปโดยไม่มีการขยับมือไม้หรือร่างกายส่วนอื่นอย่างเหมาะสมหรืออาจพบการบิดเบี้ยวของอวัยวะในบางช่วง

นอกเหนือจากนี้ ประชาชนสามารถใช้ระบบ Reverse Image Search เพื่อสืบค้นรูปภาพใบหน้าของแพทย์คนดังกล่าวใน Google ได้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ หรือสามารถติดต่อสอบถามไปยังเพจหลักหรือคลินิกของแพทย์รายนั้นโดยตรง

ในช่วงท้ายของรายการ สุชัย และ พลินี ได้ฝากเตือนไปยังผู้ชมให้นำข้อมูลดังกล่าวไปกระจายต่อและเตือนภัยแก่กลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ Gen X ขึ้นไป เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มักตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อคลิปหมอปลอมและหมอ AI เหล่านี้ จนอาจทำให้เสียเงินทองและเป็นอันตรายต่อสุขภาพจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเน้นย้ำสัญชาตญาณในการรับสื่อว่า แม้จะเป็นภาพวิดีโอเคลื่อนไหวและมีเสียงที่คล้ายคลึงกันมากในยุคปัจจุบัน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นของปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการพาณิชย์

“กลั่นแกล้ง-ระรานออนไลน์” กระทบทั้งผู้กระทำและเหยื่อ นักวิชาการชี้ต้อง ‘ฝึกจับถูก’ มองเห็นคุณค่าและชื่นชมสิ่งดีในกันและกัน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจ “Cofact โคแฟค” ดำเนินรายการโดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ได้พูดคุยกับดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน ในหัวข้อ“CARE Before Share : อย่าชิน อย่าเฉย ต้องแคร์” เนื่องในวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Stop Cyberbullying Day) ซึ่งตรงกับวันศุกร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายนของทุกปี

ดร.ธีรารัตน์ กล่าวว่า งานวิจัยเมื่อปี 2567 พบว่า เด็กมากกว่าครึ่งหนึ่งเคยเผชิญกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) หรือการระรานทางไซเบอร์ และในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเลือกที่จะไม่บอกใคร เนื่องจากรู้สึกอับอาย สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศจึงร่วมกันผลักดันให้เกิดการสื่อสารที่ปลอดภัยบนโลกออนไลน์

“สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ปลอดภัยทั้งสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงคนทุกช่วงวัยที่อาจเผชิญกับการถูกด่าทอ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกกีดกันออกจากสังคม หรือแม้แต่ถูกนำภาพ ชื่อ หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้สร้างความเสียหาย จนเกิดการโจมตีจากสังคมออนไลน์” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

สำหรับวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เป็นกิจกรรมระดับโลกที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 โดยมูลนิธิ Cybersmile Foundation ซึ่งมีภารกิจในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ โดยปี 2569 ถือเป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 14  ในประเทศไทย การจัดกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการโดยเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ True Digital Park กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “CARE Before Share : ใส่ใจและคิดก่อนแชร์” เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้อื่น

ดร.ธีรารัตน์ กล่าวว่า การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากความตั้งใจและความไม่ตั้งใจ เนื่องจากโลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน จึงอาจทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ตามมา  รูปแบบการกลั่นแกล้งที่เกิดจากความตั้งใจ เช่น การเปิดเผยความลับของผู้อื่น การด่าทอ การขโมยรหัสผ่าน หรือการสร้างบัญชีปลอมเพื่อสร้างความเสียหาย ขณะที่การกระทำบางอย่างอาจไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่สร้างผลกระทบต่อจิตใจของผู้รับสารได้ เช่น การล้อเลียนรูปร่างหรือการเรียกชื่อด้วยคำที่ผู้พูดคิดว่าเป็นเรื่องตลก แต่ผู้ถูกเรียกอาจรู้สึกเจ็บปวดหรือสูญเสียความมั่นใจ

“ไม่ว่าการกระทำนั้นจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบทางลบ ทั้งต่อจิตใจ ร่างกาย สังคม และการเรียนรู้ ผู้ถูกกระทำอาจเกิดความเครียด ไม่อยากเข้าสังคม ขาดสมาธิในการเรียน หรือไม่สามารถทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ควรเริ่มต้นจากการปลูกฝังคุณธรรม จิตสำนึก และความรับผิดชอบในการใช้สื่อ รวมถึงตระหนักว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และมีความเชื่อมโยงกับปัญหาการใช้สารเสพติดหรือความรุนแรงในครอบครัว นอกจากนี้ ผู้ใช้งานควรมีความรู้เท่าทันสื่อ และไม่ละเมิดจริยธรรมหรือกฎหมาย เนื่องจากการกลั่นแกล้งบางรูปแบบอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

ดร.ธีรารัตน์กล่าวด้วยว่า สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้แนะนำแนวทางรับมือกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ไว้ 3 ขั้นตอน ได้แก่  Stop หยุดตอบโต้ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย Block ปิดกั้นหรือบล็อกผู้ที่เข้ามากลั่นแกล้ง และ Tell บอกเล่ากับบุคคลที่ไว้วางใจ เช่น พ่อแม่ ครู นักจิตวิทยา หรือหากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายให้รวบรวมหลักฐานและแจ้งความ นอกจากผู้กระทำและผู้ถูกกระทำแล้ว บุคคลรอบข้างก็สามารถมีส่วนช่วยได้ โดยเฉพาะเพื่อนและคนในครอบครัว ซึ่งควรรับฟัง ให้กำลังใจ และแนะนำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญ

“สิ่งสำคัญคือการ ‘ฝึกจับถูก’ เพราะสังคมไทยคุ้นชินกับการจับผิด เรามักมองเห็นข้อเสียของผู้อื่นมากกว่าข้อดี การจับถูกคือการมองเห็นคุณค่า มองหาสิ่งดีในตัวเองและผู้อื่น เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการชื่นชมและเคารพซึ่งกันและกัน” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

ภายในงานวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ปี 2569 ได้มีการเปิดตัวชุดการเรียนรู้สำหรับเด็กระดับประถมศึกษา เพื่อส่งเสริมการชื่นชมกันจากคุณค่าและคุณธรรมภายใน มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก อาทิ ความมีน้ำใจ ความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา และความสามารถด้านต่าง ๆ หากสังคมยังขับเคลื่อนด้วยการตำหนิ การด่าทอ และการจับผิดเพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้คนมองไม่เห็นคุณค่าของกันและกัน และไม่สามารถร่วมกันสร้างข้อเสนอหรือพลังเชิงบวกเพื่อพัฒนาสังคมได้

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

จับตา กสทช. ถกโรดแม็ปทีวีดิจิทัล 19 มิ.ย. นี้ ภาคประชาชน-นักวิชาการประสานเสียง ปี 2572 “ฟรีทีวีต้องไปต่อ”

หมายเหตุ: ในการประชุม กสทช. วันที่ 19 มิ.ย. 2569 ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับโรดแม็ปทีวีดิจิทัล โดยคาดว่าเรื่องดังกล่าวจะมีการประชุมและลงมติอีกครั้ง ในวันที่ 22 หรือ 25 มิ.ย. 2569

12 มิถุนายน 2569 – ภาคประชาชนและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนร่วมแสดงความกังวลต่ออนาคตของกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินดิจิทัล ก่อนการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะพิจารณาแผนโรดแม็ปกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2573 ท่ามกลางคำถามสำคัญต่อทิศทางของฟรีทีวีไทย หลังใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลจะทยอยสิ้นสุดลงในปี 2572

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการนโยบายด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวในรายการ “เรื่องใหญ่รายวัน” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ONE31 ว่า ความล่าช้าในการจัดทำโรดแม็ปทีวีดิจิทัลอาจเป็นผลจากโครงสร้างการทำงานของ กสทช. ชุดปัจจุบัน ที่ไม่มีคณะกรรมการเฉพาะด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์เหมือนในอดีต ส่งผลให้ความสำคัญของงานด้านโทรทัศน์และวิทยุลดลง เมื่อเทียบกับภารกิจด้านโทรคมนาคม

วันที่ไปยื่นหนังสือที่ กสทช.  เมื่อวันที่  10 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็ย้ำว่ากิจการโทรทัศน์ไม่ได้โบราณเก่าเก็บแต่ยังมีความสำคัญกับสังคม ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า กสทชไม่รีบพิจารณาเพราะกังวลเรื่องเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  แต่ความจริงคือ ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างเท่าเทียม เพราะมีต้นทุนที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ทุกวันนี้ประชาชนกว่า 13 ล้านคนที่อยู่ในระบบสวัสดิการแห่งรัฐ พวกเขาอาจไม่สามารถจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทุกเดือน แต่มีโทรทัศน์อยู่ในบ้านยังสามารถใช้เป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสารได้” สุภิญญากล่าว

นอกจากนี้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ แม้เราสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากโทรศัพท์มือถือได้ แต่หากต้องการข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ก็ยังต้องเปิดโทรทัศน์ นั่นหมายถึงการที่โทรทัศน์ยังเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสาร เพราะไม่รู้ว่าข้อมูลข่าวสารในโทรศัพท์มือถือมีความจริง – เท็จเพียงใด หรือเป็นข่าวเก่าหรือไม่ แต่การที่โทรทัศน์ทุกช่องตัดเข้าข่าวด่วนแสดงว่าเหตุการณ์นั้นค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจริง

ทั้งหมดนี้เรียกว่า ‘ฟรีทูแอร์ (Free to Air)’ หมายถึงการเข้าถึงโครงข่ายโทรทัศน์ที่ไม่มีเงื่อนไขต้องจ่ายเงินเพื่อรับชม แม้จะมีบางประเทศที่มีแผนดำเนินการแบบลูกผสม (Hybrid) แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นยกเลิกระบบโทรทัศน์แบบเดิม หรืออย่างที่พูดกันมากเรื่องแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ ดังนั้นเมื่อถึงปี 2572 โทรทัศน์จอดับไม่ได้เพราะประชาชนจะเดือดร้อน

ด้าน ดร.ชลธิชา รอดกันภัย อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์และสื่อดิจิทัล คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า แม้สื่อโทรทัศน์บางส่วนจะนำเสนอข่าวที่มาจากโลกออนไลน์ แต่หน้าที่หลักของสื่อมวลชนยังคงเป็นการคัดกรอง ตรวจสอบ และกำหนดวาระข่าวสารให้กับสังคม และยังแสดงความกังวลว่าหากไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของทีวีดิจิทัล จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อบุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อ รวมถึงการจัดการเรียนการสอนด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ และวิชาชีพสื่อสารมวลชน

ผู้คนอาจเสพข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือมากขึ้น แต่ยังคงต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้นั่นคือบทบาทสำคัญของสื่อมวลชน และเป็นเหตุผลว่าทำไมฟรีทีวียังจำเป็นต่อสังคม” ดร.ชลธิชา กล่าว

ขณะที่สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การประชุม กสทช. วันที่ 19 มิถุนายนนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและประชาชนร่วมเฝ้าติดตามผลการประชุม  ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ประกอบการโทรทัศน์ แต่ยังเชื่อมโยงถึงสถาบันการศึกษา บุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อ และประชาชนผู้บริโภคข่าวสารทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนโดยเร็ว

“สิ่งที่อยากเห็นคือ กสทช. มีมติเห็นชอบแผนแม่บทและโรดแม็ปที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นทิศทางร่วมกันว่าจะเดินหน้ากิจการโทรทัศน์ไทยอย่างไร รวมถึงแนวทางสนับสนุนฟรีทีวีในอนาคต” สารีกล่าว

ทั้งนี้ ภาคประชาชนและนักวิชาการเห็นตรงกันว่า แม้ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในยุคดิจิทัล แต่ฟรีทีวียังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่สาธารณะสำหรับการสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ และไม่ควรถูกปล่อยให้หายไปโดยปราศจากแผนรองรับที่ชัดเจน

นอร์เวย์เตรียมออกแนวทางการใช้ AI สำหรับเด็กแต่ละช่วงวัยโดยไม่ให้เด็กชั้นประถมใช้ AI ยกเว้นในบางกรณี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นอร์เวย์ห้ามเด็กอายุ 6-13 ปี ใช้ AI 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** รัฐบาลนอร์เวย์มีมาตรการจำกัดการใช้ AI สำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาจริง แต่ในกรณีที่ผู้สอนและโรงเรียนเห็นว่าการใช้ AI จะมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กเฉพาะกลุ่มหรือในบางวิชา ก็สามารถพิจารณานำมาใช้ได้ 

 📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 มิ.ย. 2569 มีการแชร์ข้อความทางเพจและบัญชีเฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งว่า ประเทศนอร์เวย์ออกมาตรการห้ามเด็กใช้ AI เช่น “นอร์เวย์สั่งห้ามเด็ก 6-13 ปี ใช้ AI หวั่นกระทบพัฒนาการและการเรียนรู้พื้นฐาน” และ “ประเทศยุโรปอย่างนอร์เวย์ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับนักเรียน..โดยกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษา (เกรด 1-7 อายุระหว่าง 6-13 ปี) จะถูกห้ามไม่ให้ใช้งาน ส่วนนักเรียนที่โตกว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึง AI ได้อย่างจำกัด”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อมูลจากเว็บไซต์ของรัฐบาลนอร์เวย์และรายงานข่าวของสื่อมวลหลายสำนัก พบว่าข้อมูลข้างต้นเป็นจริง กล่าวคือเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 รัฐบาลนอร์เวย์เผยแพร่เอกสารข่าวเรื่อง “นักเรียนชั้นประถมศึกษาไม่ควรใช้ AI” ระบุว่ารัฐบาลมีความกังวลถึงผลกระทบของการ AI ต่อการเรียนรู้ของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการของนอร์เวย์จึงได้มอบหมายให้สำนักงานการศึกษาแห่งชาติออกคำแนะนำการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย โดยแบ่งเป็นนักเรียนชั้นประถม มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษาใหม่ที่จะเริ่มต้นในเดือนสิงหาคมนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานแนวทางการใช้ AI สำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย โดยอ้างอิงเอกสารของรัฐบาลนอร์เวย์ ดังนี้ 

  • Grade 1-7 (นักเรียนชั้นประถมศึกษา อายุ 6-13 ปี) ในกรณีทั่วไปจะไม่ให้นักเรียนใช้ AI 
  • Grade 8-10 (นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 14-16 ปี) เริ่มให้เด็กใช้ AI อย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวังภายใต้การดูแลของครูผู้สอนซึ่งจะต้องมีความรู้ความสามารถในการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม 
  • นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 17-19 ปี) นักเรียนควรเรียนรู้วิธีการใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงาน 

รอยเตอร์สรายงานว่าโยนัส การ์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ระบุว่าสิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือการที่เด็ก ๆ เรียนรู้ที่จะอ่าน เขียน และการคำนวณ แต่การใช้ AI เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญในการศึกษาเรียนรู้ 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนอร์เวย์ระบุว่าแนวทางนี้มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่ผู้สอนเห็นว่าการใช้ AI จะมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กเฉพาะบางกลุ่มหรือในบางวิชา ก็สามารถพิจารณานำมาใช้ได้ โดยทางโรงเรียนจะต้องมีการพิจารณารูปแบบการใช้อย่างรอบคอบ

คารี เนสซา นอร์ดทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนอร์เวย์ อธิบายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือนักเรียนควรเรียนรู้การอ่าน การเขียน และการคำนวณก่อนที่จะใช้ AI พวกเขาต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครูและเพื่อนนักเรียน ซึ่งนักเรียนที่อายุน้อยยังขาดความรู้ การคิดวิเคราะห์ และการควบคุมตนเองที่จำเป็นในการใช้ AI อย่างเหมาะสม 

“นักเรียนจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับ AI แต่เราเชื่อว่านักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมต้นไม่จำเป็นต้องใช้ AI ในเนื้อหาการเรียนการสอนโดยตรง จนกว่าเราจะมั่นใจว่าทักษะที่สำคัญที่สุดนั้นมีอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันเรามีหลักสูตรที่ดีอยู่แล้วสำหรับครู แต่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต” รมว.ศึกษาธิการนอร์เวย์กล่าว 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 20 มิถุนายน 2569

รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายให้สัญชาติไทยและบัตรประชาชนแก่คนต่างด้าวรวมถึงคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยเป็นเวลานาน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ls5imwvw3py2


คลิปโรงงานพลุระเบิดในมอลตา เป็นเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/37lupj9rs2p5z


คลิปจากเหตุท่อส่งน้ำมันในอียิปต์ระเบิด เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jadmz8kh0e24


ชาวแอลเบเนียประท้วงในเดือนมิถุนายนปี 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zj9cyj7mgz1h


เซ็ทซึโอะ อิอุจิ อดีตประธาน JETRO ประจำกรุงเทพฯ กล่าวถึง 10 จุดอ่อนของคนไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28prpuq0hdm5z


คลิปคูเวต ถูกอิหร่าน โจมตี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24nczgyrzxtgx


คลิปทหารอิสราเอลทำลายโบสถ์ในเลบานอน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2kstaglobur3q


ถนน M6 ฝังขดลวดชาร์จรถไฟฟ้าได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/275y4ntbqqogc


“ดับไฟถนน” มุกดาหาร ชี้ประหยัดพลังงาน – ปิดเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต่ำ ยังไม่เริ่มใช้จริง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2riwngph5cbj4


สะพานพื้นกระจกแตก นักท่องเที่ยวร่วงลงมาเสียชีวิต 1 ราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1h0hzmc7np0bf


ไข่กุ้ง บนซูซิ แท้จริงแล้วไม่ใช่ไข่กุ้ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vlcwdna1m6u1


โพสต์กล่าวหารัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย “แจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3aorocqc18jee

แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยจริง หรือมีอะไรซ่อนใต้พรม? 

ภาพการบุกตรวจแรงงานข้ามชาติในแผงค้าตามตลาด เปิดร้านขายของ หาบเร่ กลายเป็นภาพที่ปรากฏบนหน้าสื่อและโซเชียลมีเดียบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา หลายเหตุการณ์จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “แรงงานข้ามชาติกำลังแย่งงานคนไทยหรือไม่?”

สำหรับคนจำนวนไม่น้อย คำตอบอาจดูชัดเจนเมื่อเห็นแรงงานต่างชาติทำงานในอาชีพที่หลายคนเชื่อว่าเป็น “อาชีพสงวน” ของคนไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกลับมองว่า ปัญหานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว หากแต่อาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ระบบการจ้างงาน และนโยบายแรงงานของประเทศโดยรวม

อาชีพสงวนคืออะไร และแรงงานข้ามชาติทำอะไรได้บ้าง

ประเทศไทยมีการกำหนด “อาชีพสงวน” สำหรับคนไทย ทั้งหมด 40 ประเภท เพื่อคุ้มครองโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย โดยปัจจุบันมี 27 อาชีพที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้โดยเด็ดขาด และ 13 อาชีพที่สามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างอาชีพที่มักถูกพูดถึง ได้แก่ การขายของหน้าร้าน เปิดร้านขายของ งานเสริมสวย และงานนายหน้า

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับอาชีพสงวนบางส่วนอาจไม่ตรงกับข้อกฎหมายที่บังคับใช้จริง

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) อธิบายว่า แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าได้ หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย เช่น มีนายจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเดินทางเข้ามาทำงานผ่านระบบที่รัฐรับรอง ไม่ว่าจะเป็นระบบ MOU หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ทุกกรณีที่เห็นแรงงานต่างชาติขายของหน้าร้าน จะถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ

แรงงานข้ามชาติในไทยมีมากแค่ไหน

ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตทำงานเกือบ 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มาจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดของกรมการจัดหางาน เดือน พ.ย. 2568 มีแรงงานข้ามชาติ 3,921,262 คน ในจำนวนนี้ 3 อันดับแรกเป็นชาวเมียนมา (2,934,379 คน) กัมพูชา (396,930 คน) และลาว (302,740 คน)

แรงงานกลุ่มนี้กระจายตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายภาคส่วน ได้แก่ ก่อสร้าง เกษตรกรรม ประมงและแปรรูปอาหารทะเล โรงงานอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และคลังสินค้า โรงแรมและร้านอาหาร งานบริการและงานดูแลภายในบ้าน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงงานข้ามชาติไม่ได้อยู่เพียงตามตลาดหรือร้านค้าเท่านั้น แต่เป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายอุตสาหกรรม

เมื่อพบการทำงานผิดกฎหมาย ใครต้องรับผิดชอบ

พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ว่าคนต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ 

แต่คำถามสำคัญคือ

หากกฎหมายมีอยู่แล้ว เหตุใดปัญหาการทำงานผิดประเภทหรือการลักลอบทำอาชีพสงวนจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจำนวนหนึ่งมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ตั้งแต่ระบบนายจ้าง การตรวจสอบของรัฐ ไปจนถึงช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย

ปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องแรงงาน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

อดิศร เกิดมงคล มองว่าปัญหานี้สามารถแบ่งออกได้อย่างน้อย 3 ระดับ

1. ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย

แม้มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการเพิกเฉยหรือการยอมให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นในบางพื้นที่

2. ความเข้าใจผิดของสังคม

หลายกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ อาจเป็นงานที่กฎหมายไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มอาชีพสงวน แต่สังคมเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ‘ขายของหน้าร้าน’  เนื่องจากในอดีตเคยเป็นอาชีพสงวนที่ห้ามแรงงานต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด จนกระทั่งในปี 2563 ได้มีการออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ซึ่งการขายของหน้าร้านจะไปอยู่ในบัญชี 4 (ทำได้แต่ต้องมีนายจ้าง) แต่หลายคนก็ยังคงเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่ห้ามทำอยู่ 

ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิด และบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับแรงงานข้ามชาติ

3. นโยบายแรงงานที่ยังไม่มีทิศทางระยะยาว

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ ประเทศไทยยังขาดแผนยุทธศาสตร์แรงงานที่ชัดเจน ว่าอาชีพใดควรสงวนไว้สำหรับคนไทย และอาชีพใดควรเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิ

ช่องโหว่ของระบบที่ยังพบอยู่

หนึ่งในตัวอย่างที่มักถูกพูดถึง คือ การเร่ขายสินค้า หรือการขายผลไม้ผ่านรถเข็น ซึ่งตามกฎหมายยังถือเป็นกิจกรรมที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากระบบการตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปัญหาการละเมิดอาชีพสงวนก็อาจลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “แรงงานข้ามชาติมากเกินไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “ระบบกำกับดูแลมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่”

อาชีพสงวนที่กำหนดไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ยังเหมาะกับเศรษฐกิจไทยปัจจุบันหรือไม่

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ รายชื่ออาชีพสงวนหลายประเภทถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ก่อนจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในช่วงปี 2565–2566

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

หลายอาชีพที่เคยมีแรงงานไทยจำนวนมาก อาจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน ขณะที่แรงงานไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาคบริการ เทคโนโลยี หรือธุรกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอว่า รัฐควรประเมินข้อมูลตลาดแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งจำนวนแรงงานไทยในแต่ละสาขา ความต้องการของภาคธุรกิจ และแนวโน้มกำลังคนในอนาคต เพื่อพิจารณาว่าอาชีพใดควรสงวนไว้จริง และอาชีพใดควรได้รับการทบทวน

เมื่อธุรกิจเปลี่ยนเร็วกว่ากฎหมาย

ตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ธุรกิจร้านทำเล็บ ในอดีต งานประเภทนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มงานเสริมสวยที่มีข้อจำกัดสำหรับคนต่างชาติ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น คนไทยจำนวนมากได้ขยับจากการเป็นพนักงานไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการ ผลที่ตามมาคือ หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับปฏิบัติการ

กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดแรงงานอาจกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่ากฎหมายที่ใช้กำกับดูแล

บทเรียนจากต่างประเทศ

หลายประเทศที่เผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและขาดแคลนแรงงานต่างพยายามสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานในประเทศกับการเปิดรับแรงงานต่างชาติ

ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและแรงงานลดลงต่อเนื่อง จึงเปิดรับแรงงานต่างชาติผ่านระบบ Specified Skilled Worker (SSW) ตั้งแต่ปี 2562 โดยอนุญาตให้ทำงานในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น เกษตรกรรม ก่อสร้าง การดูแลผู้สูงอายุ และภาคการผลิต ขณะที่บางวิชาชีพยังคงจำกัดไว้สำหรับคนญี่ปุ่น

เกาหลีใต้ ใช้ระบบ Employment Permit System (EPS) โดยนายจ้างต้องพิสูจน์ก่อนว่าไม่สามารถหาแรงงานเกาหลีมาทำงานได้ จึงจะสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ทำงานในภาคการผลิต เกษตรกรรม ประมง และก่อสร้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเรื้อรัง

สิงคโปร์ ใช้ระบบโควตาและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแรงงานต่างชาติ (Foreign Worker Levy) เพื่อควบคุมสัดส่วนแรงงานต่างชาติในแต่ละอุตสาหกรรม

แนวทางของประเทศเหล่านี้สะท้อนว่า การบริหารแรงงานต่างชาติไม่ใช่เรื่องของการ “เปิด” หรือ “ปิด” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของเศรษฐกิจกับการคุ้มครองแรงงานในประเทศ

คำถามที่สังคมควรถกเถียงร่วมกัน

หากแรงงานข้ามชาติหายไปจากประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ โรงงานจะยังผลิตสินค้าได้หรือไม่ ร้านอาหารจะยังเปิดบริการได้หรือไม่ และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ จะเดินหน้าต่อได้หรือไม่

คำถามเรื่อง “การแย่งงาน” จึงอาจไม่ใช่คำถามเดียวที่สังคมต้องตอบ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ประเทศไทยกำลังต้องการแรงงานแบบใด และจะบริหารตลาดแรงงานอย่างไรในวันที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยหรือไม่” แต่คือระบบแรงงานไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่

เมื่ออาชีพสงวนยังถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่การค้นหาว่าใครทำผิด แต่รวมถึงการตรวจสอบว่าเหตุใดกฎหมายจึงยังไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใครต้องรับผิดชอบต่อช่องโหว่ที่เกิดขึ้น

เพราะในท้ายที่สุด ปัญหานี้อาจไม่ใช่เรื่องของแรงงานข้ามชาติเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นเรื่องของอนาคตตลาดแรงงานไทยทั้งระบบ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ นายจ้าง และสังคมโดยรวม 

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงอาจเริ่มต้นจากการมองข้อเท็จจริงให้รอบด้าน มากกว่าการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หรือมุ่งสร้างกระแสความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติ แบ่งเขาแบ่งเราซึ่งรังแต่จะทำให้การแก้ใชปัญหาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซับซ้อนและยากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม หากพบการจ้างงานผิดกฎหมาย หรือพบคนต่างชาติทำงานนอกเหนือสิทธิที่กฎหมายกำหนด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694


อ้างอิง

บทความ “10 จุดอ่อนของคนไทย” ไม่ใช่ความเห็นของอดีตประธานเจโทร กรุงเทพฯ และวิกรม กรมดิษฐ์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เซ็ทซึโอะ อิอุจิ อดีตประธาน JETRO ประจำกรุงเทพฯ กล่าวถึง 10 จุดอ่อนของคนไทย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงที่วนซ้ำมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเจโทร กรุงเทพฯ แถลงยืนยันว่าเซ็ทซิโอะ อิอุจิ ไม่เคยพูดเรื่องนี้  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 มิ.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ประกายพฤกษ์ จิตกาธานฯ’ โพสต์ภาพเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ (Japan External Trade Organization,Bangkok: เจโทร กรุงเทพฯ) ฝังข้อความ “เจ็บแต่จริง เมื่อญี่ปุ่นมองไทย” และโพสต์ข้อเขียนที่อ้างว่าเป็นความเห็นของนายอิอุจิว่าด้วยจุดอ่อน 10 ข้อของคนไทยที่ทำให้ประเทศไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น เช่น คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก, คนไทยมากกว่า 70% ทำงานวันต่อวันแบบไร้อนาคต, เอ็นจีโอมักจะคัดค้านหัวชนฝาและบางกลุ่มอิงผลประโยชน์ทำให้ไทยเสียโอกาสมหาศาล, เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ เป็นต้น

โพสต์นี้กำลังถูกแชร์อย่างรวดเร็ว จาก 4,500 ครั้ง ณ วันที่ 17 มิ.ย. เป็น 5,400 ครั้งในวันนี้ (18 มิ.ย.) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งทางเจโทร กรุงเทพฯ ได้เผยแพร่คำชี้แจงเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2558 ว่า “อดีตประธานหรือประธานคนปัจจุบันของเจโทร กรุงเทพฯ ไม่เคยแสดงความคิดเห็นหรือทรรศนะเรื่อง 10 จุดอ่อนของคนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ/ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ”

เอกสารคำชี้แจงยังระบุด้วยว่า “เจโทร กรุงเทพฯ เข้าใจว่าบทความ ข้อคิดเห็น คำวิจารณ์ที่ถูกกล่าวอ้างและเผยแพร่ว่าเป็นคำพูดของนายอิอุจินั้นมาจากสุนทรพจน์ของรองประธานหอการค้าไทยท่านหนึ่งซึ่งได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจในงานสัมมนาเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ว่านายอิอุจิ อดีตประธาน เจโทร กรุงเทพฯ ได้กล่าวถึง 10 จุดอ่อนของคนไทย”

“เมื่อเจโทร กรุงเทพฯ ขอคำชี้แจงเรื่องสุนทรพจน์ของรองประธานหอการค้าไทยท่านนั้น ท่านได้ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิดว่านายอิอุจิได้พูดเช่นนั้น และได้แสดงความเสียใจและกล่าวขอโทษมายังเจโทร กรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคม 2557” 

โคแฟคสืบค้นเพิ่มเติมพบว่าข้อเขียนเรื่อง “10 จุดอ่อนของคนไทย” นี้ถูกเผยแพร่ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2553 โดยอ้างว่าเป็นคำกล่าวของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน เช่น ใน forwardmag.com ต่อมาข้อความเดียวกันนี้ถูกนำมาเผยแพร่ต่อใน pantip.com เมื่อปี 2557  

โคแฟคติดต่อไปยังมูลนิธิอมตะและเพจเฟซบุ๊ก ‘Vikrom วิกรม’ ซึ่งเป็นเพจทางการของเขาที่มีผู้ติดตามกว่า 2.4 ล้านบัญชี ได้รับคำยืนยันจากทีมงานของวิกรมว่าข้อความนี้ไม่ใช่ความเห็นหรือข้อเขียนของประธานกรรมการ บมจ.อมตะฯ 

โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบที่มาของข้อเขียน “10 จุดอ่อนของคนไทย” ได้ แต่ยืนยันได้ว่าข้อความนี้ไม่ใช่ความเห็นของอดีตประธานเจโทร กรุงเทพฯ และไม่ได้มีที่มาจากวิกรม กรมดิษฐ์ ตามที่มีการอ้างเท็จมาอย่างต่อเนื่อง