สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 4 เมษายน 2569

รพ.พระมงกุฎเกล้า ฝังชิปสั่งการลงสมองคนไข้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ejbqqmfrpa7l


คลิปชาวอเมริกันประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/jl7vzyfg6jxg


ซอสหอยนางรม’บริโภคแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26obqouhs1fa7


ภาพทหารไทยถอนกำลังจากชายแดนไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1maof6a76ntvo


ไอเวอร์เมกติน ช่วยรักษามะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2pve8v9bffbze


เกาหลีใต้มีโครงการนำร่องสนับสนุนผ้าอนามัยฟรีตามที่สาธารณะ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kfqao4rq98w6


NASA เผยภาพโลกของเราใหม่ล่าสุด จากมุมมองของนักบินอวกาศบนยาน Orion ในภารกิจ Artemis 2

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/19gh2vvb205ei


KEX-Flash-J&T แท็กทีมขึ้นราคาขนส่ง 3 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3nxv61m8vai0c


พม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมถึงอินโดนีเซีย เตรียมแผนในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ct458hxzf8d9


ค่าปรับจราจรอัตราใหม่ เริ่มบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kxn0l1givyvm


 ไมโครพลาสติก ทำให้เป็นโรคมะเร็งได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3onflkdy7lwlr

คลิปอิสราเอลระเบิดสะพานในเลบานอนถูกนำมาอ้างเท็จว่า “อิหร่านทิ้งระเบิดทำลายอิสราเอล”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “อิหร่านทิ้งระเบิดโจมตีอิสราเอล”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปอิสราเอลโจมตีเลบานอน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mrwichin Nilapha” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุระเบิดสะพานแห่งหนึ่ง ฝังข้อความว่า “วินาทีที่อิหร่านโจมตี อิหร่านทิ้งระเบิดทำลายอิสราเอล” และย้ำในคำบรรยายว่าคลิปนี้เป็นภาพอิหร่านทิ้งระเบิดทำลายสะพานเพื่อตัดเสบียง คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 1.2 แสนครั้งและแชร์เกือบ 100 ครั้ง ณ วันที่ 3 เม.ย. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่กองทัพอิสราเอลทิ้งระเบิดสะพาน Qasmiyeh ทางภาคใต้ของเลบานอนเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2569 ซึ่งเผยแพร่โดยสื่อหลายสำนัก เช่น รอยเตอร์ส, SBS ของออสเตรเลีย, TRT World ของตุรกี และ Al Mayadeen News ของเลบานอน

รอยเตอร์สรายงานว่าอิสราเอลระเบิดทำลายสะพานหลักในภาคใต้ของเลบานอนหลังจากกองทัพมีคำสั่งให้ทำลายสะพานข้ามแม่น้ำลิตานีทุกแห่งและรุกคืบทำลายบ้านเรือนตามแนวชายแดน อิสราเอลยกระดับการโจมตีเลบานอนตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. เป็นต้นมาเพื่อตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทั้งนี้ การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การสหประชาชาติได้วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนซึ่งทำให้ผู้คนนับล้านไร้ที่อยู่

โคแฟคเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “เมื่อข่าวลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก” รับมือวิกฤตข้อมูลบิดเบือนและภัย AI ในวันตรวจสอบข่าวลวงโลก

รายการพิเศษ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว” เนื่องในโอกาส วันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact-Checking Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 2 เมษายนของทุกปี เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงภัยเงียบจากข้อมูลเท็จที่กำลังทวีความรุนแรงจนกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ของมวลมนุษยชาติ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยถึงความเป็นมาของวันสำคัญนี้ว่า มีจุดเริ่มต้นจากการที่ชุมชนโลกต้องการสร้างจุดสมดุลหลังวัน “April Fool’s Day” หรือวันโกหกโลก 1 เมษายนโดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนเป็นวันแห่งการระลึกถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งในปัจจุบันสภาพปัญหานั้นเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่เป็นเพียงการล้อเล่นกันขำๆ ได้กลายเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถผลิตสื่อเองได้ จนเกิดสภาวะ “Infodemic” หรือการระบาดของข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน

สำหรับประเด็นหลักในปี 2569 นี้ คุณสุภิญญาเน้นย้ำถึงธีมงาน “When Misinformation Becomes a Global Risk” หรือเมื่อข่าวลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก ซึ่งข้อมูลนี้อ้างอิงจากรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ระบุว่า ปัญหาข้อมูลบิดเบือนที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการทำDeepfake กลายเป็นความเสี่ยงอันดับ 2ของโลกในช่วง 2 ปีนี้ และจะยังคงติดอันดับ Top 10 ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยปัญหาเหล่านี้มักผูกติดกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเมือง และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่สร้างความเกลียดชังในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ด้านกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) จะมีการรวมตัวของภาคีเครือข่ายครั้งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. และคุณวาเนสซ่า สไตน์เมทซ์ จากมูลนิธิฟรีดริช นาวมัน (FNF) ร่วมเปิดงาน ไฮไลท์สำคัญคือการปาฐกถาจากวิทยากรระดับโลกอย่างคุณอีธาน ตู้ (Ethan Tu) ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์การรับมือกับข่าวลวงในไต้หวันด้วยแนวคิด “Responsible AI” และ “High Tech + Trust” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมท่ามกลางวิกฤตข้อมูล นอกจากนี้ยังมีคุณโนอา (Noa) คนรุ่นใหม่จาก Classroom Adventure ประเทศญี่ปุ่น ที่จะนำเสนอการใช้ Soft Power และเกมอนิเมะ “Red Box” มาเป็นเครื่องมือสอนเด็กและเยาวชนให้เท่าทัน AI

นอกจากมิติทางเทคโนโลยีแล้ว รายการยังได้นำเสนอความหลากหลายของกิจกรรม อาทิ การประกาศความร่วมมือกับคณบดีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศเพื่อสร้าง “วัคซีนไซเบอร์”ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงผู้สูงอายุ การจัด Lightning Talk ที่หยิบยกประเด็นความเชื่อผิดๆ ในสังคมไทยมาตีแผ่ ทั้งอคติต่อแรงงานข้ามชาติมายาคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์เรื่องฝุ่น PM 2.5 ไปจนถึงข้อมูลสุขภาพที่น่ากังวล เช่น ความเข้าใจผิดเรื่องยาลดไขมันและการรักษามะเร็งด้วยวิธีที่ไม่ได้มาตรฐาน

ในช่วงท้าย คุณพลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค และคุณสุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ ได้เชิญชวนประชาชนร่วมงานดังกล่าวเพื่อรับชมการสรุปบทเรียนจากแฟคเช็กเกอร์ ที่ร่วมกันตรวจสอบข่าวใหญ่รอบปี พร้อมร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากวงดนตรี“แมวเศษเล็บ”และการแสดงหมอลำชุด “อย่าฟ้าวเชื่อ อย่าฟ้าวแชร์” ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้คนไทย “ตั้งสติและเช็กก่อนเชื่อ” เพราะในวันนี้ข่าวลวงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่นๆ แต่เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้คนสูญเสียทรัพย์สินหรือกระทบต่อความมั่นคงของชีวิตได้ทุกเมื่อ ผู้สนใจสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางเพจ Thai PBS และ COFACT ในวันที่ 2 เมษายน 2569 นี้

ค่าปรับจราจรปัจจุบันมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 ไม่ใช่อัตราค่าปรับใหม่ที่เริ่มใช้ 1 เม.ย. 2569

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ค่าปรับจราจรอัตราใหม่ เริ่มบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ค่าปรับจราจรปัจจุบันเป็นอัตราที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 ไม่ใช่อัตราใหม่ที่เพิ่งเริ่มบังคับใช้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 มี.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนบางสำนักแชร์ภาพและข้อความว่าวันที่ 1 เม.ย. 2569 กฎหมายจราจรฉบับใหม่ที่ขึ้นอัตราค่าปรับจราจรจะมีผลบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569 พร้อมกับให้รายละเอียดอัตราค่าปรับ เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนดปรับสูงสุด 4,000 บาท จากเดิม 1,000 บาท ขับรถย้อนศรปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท จากเดิม 500 บาท เป็นต้น (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบรายงานข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับอัตราค่าปรับจราจรที่เผยแพร่โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าอัตราค่าปรับจราจรที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับแก้ไขล่าสุด ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2565 ไม่ใช่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (1 เม.ย. 2569) ตามที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียกล่าวอ้าง

สำหรับรายละเอียดอัตราค่าปรับจราจรในปัจจุบันตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2565 มีดังนี้

  • ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 67 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท
  • ฝ่าไฟแดง (มาตรา 22 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่โดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริม (มาตรา 43 (9) ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ขับรถย้อนศร (มาตรา 41 ประกอบมาตรา 148) อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่สวมหมวกนิรภัย (มาตรา 122 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย (มาตรา 123 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • เมาแล้วขับ (มาตรา 43 (2) ประกอบมาตรา 160 ตรี): อัตราโทษเดิม จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกฎหมายปี 2565 ไม่ได้มีการแก้ไขในส่วนของอัตราโทษเบื้องต้น แต่แก้ไขในส่วนของการเพิ่มโทษกรณีทำผิดซ้ำภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้กระทำผิดครั้งแรก จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
  • ขับรถประมาท (มาตรา 43 (4) ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ปรับไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย (มาตรา 43 (8) ประกอบมาตรา 160): อัตราโทษเดิม จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, อัตราใหม่ปี 2565 (มาตรา 158/1) จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับความผิดฐานไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย มีฐานความผิดและอัตราโทษแตกต่างกัน ดังนี้

  • จอดรถทับทางม้าลาย (มาตรา 57 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่ลดความเร็วเมื่อเข้าใกล้ทางม้าลาย (มาตรา 70 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ขับแซงในระยะ 30 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย (มาตรา 46 ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 

ความผิดฐานไม่พกใบขับขี่มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย 2 ฉบับ ดังนี้

  • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 (มาตรา 31/1 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิม ไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 (มาตรา 42 ประกอบมาตรา 60) อัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง 

  

อ้างอิง

“น้ำมันที่เข้าลาวทั้งหมดส่งไปเขมร” เป็นข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง ไม่สอดคล้องกับข้อมูลทางการลาว-ไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไพศาล พืชมงคลระบุว่าลาวไม่ขาดแคลนน้ำมันเพราะซื้อจากจีน และน้ำมันที่ไทยส่งออกไปลาวทั้งหมดถูกส่งต่อไปกัมพูชา  

📌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: เป็นการสรุปของผู้พูดโดยไม่มีข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และไม่สอดคล้องกับข้อมูลของทางการลาวที่ระบุว่านำเข้าน้ำมันจากไทยร้อยละ 97 และนำเข้าจากจีนไม่ร้อยละ 0.3

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” โพสต์คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ ไพศาล พืชมงคล นักวิเคราะห์การเมือง ฝังข้อความ “ประเทศลาวใช้ น้ำมันจากจีน น้ำมันที่เข้าลาว ทั้งหมดส่งไปเขมร” (ลิงก์บันทึก)

ไพศาลระบุว่าลาวไม่ขาดแคลนน้ำมันและไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันจากไทยเนื่องจากมีความสัมพันธ์อันดีกับจีน จึงซื้อน้ำมันจาก Sinopec  บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของจีนได้ในราคาถูก ดังนั้นการส่งออกน้ำมันจากไทยทั้งหมดคือการส่งไปกัมพูชา

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้เป็นคำพูดของไพศาลในรายการ “รู้ทันการเมืองไทย” ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “13Siamthai TVHD” เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 โดยอ้างว่าได้ข้อมูลจาก “ชาวลาวและชาวไทยในลาว”  

โคแฟคพบว่าคำพูดของไพศาลไม่สอดคล้องกับข้อมูลของทางการลาวและไทย รวมทั้งรายงานของสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ จากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงของลาวพบข้อมูลดังนี้

▪️The Laotian Times สำนักข่าวใน สปป.ลาว รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ว่าประชาชนยังคงประสบปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการทำสัญญาซื้อน้ำมันจากเวียดนาม 50 ล้านลิตรเมื่อวันที่ 21 มี.ค. และทำข้อตกลงซื้อน้ำมันดีเซลอีก 14 ล้านลิตรจากบริษัทน้ำมันในต่างประเทศซึ่งทางการลาวยังไม่เปิดเผยชื่อ แต่ยืนยันว่าจะมีน้ำมันเข้ามาไม่เกินกลางเดือน เม.ย. 2569 

สื่อลาวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมการค้าระหว่างประเทศของ สปป.ลาวว่าในปี 2568 ลาวน้ำเข้าน้ำมันจากไทยมากเป็นอันดับ 1 และเป็นสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 97.1 รองลงมาคือเวียดนาม สิงคโปร์และจีนที่ร้อยละ 1.26, 1.24 และ 0.32 ตามลำดับ

ทั้งนี้ Laotian Times เคยรายงานเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้วว่ารัฐบาลลาวลงนามในสัญญาซื้อน้ำมันจากบริษัท Sinopec Hong Kong ของจีนเมื่อเดือน พ.ค. 2566 และพิธีส่งมอบน้ำมันล็อตแรกในเดือนต่อมา

▪️Channel News Asia ของสิงคโปร์รายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ว่า สปป.ลาว นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดจากไทย แต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 ไทยระงับการส่งออกน้ำมันส่งผลให้ชาวลาวแห่กันไปซื้อน้ำมันจนปั๊มน้ำมันในกรุงเวียงจันทน์ไม่มีให้บริการในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม้ต่อมาไทยจะกลับมาส่งน้ำมันให้ลาวอีกครั้ง แต่พบว่าปั๊มน้ำมันยังมีประชาชนมาต่อแถวเติมยาวเหยียดและน้ำมันยังถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ทางการลาวจึงต้องสั่งห้ามซื้อขายน้ำมันที่เข้าข่ายกักตุน เช่น การเติมใส่แกลลอน  

▪️กลางเดือน มี.ค. 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กและรอยเตอร์สรายงานตรงกันว่าบรรดาบริษัทน้ำมันในจีนมีแผนลดกำลังผลิตลง  และบริษัท Sinopec มีแผนลดกำลังการผลิตลงร้อยละ 10 รอยเตอร์สระบุว่าทางการจีนเรียกร้องให้โรงกลั่นระงับการลงนามในสัญญาใหม่เพื่อส่งออกเชื้อเพลิง และพยายามยกเลิกการจัดส่งที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

สำหรับประเด็นที่ไพศาลอ้างว่า “น้ำมันที่เข้าลาวทั้งหมดส่งไปเขมร” นั้น ก่อนหน้านี้ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกชี้แจงเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569 ว่ามาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ผ่านจุดผ่านแดนถาวรตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี ยังคงมาตรฐานการตรวจสอบและควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงทางการ สปป.ลาว อย่างเข้มงวด “ที่ผ่านมายังไม่พบการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา”

“ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา 1 เม.ย.” เป็นเนื้อหาเท็จ กระทรวงพลังงานยืนยันตรึงราคาถึงสิ้นเดือน พ.ค. 2569

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ก๊าซหุงต้มเตรียมปรับราคาขึ้น 1 เม.ย. 2569 ถัง 15 กก. ขึ้นราคาอีก 25 บาท

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 กระทรวงพลังงานระบุว่าจะตรึงราคาเดิมไปจนถึงเดือน พ.ค. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 มี.ค. 2569 มีผู้แจ้งเข้ามาในเว็บบอร์ดของโคแฟค cofact.org ให้ตรวจสอบข้อความอ้างว่าราคาก๊าซหุงต้มจะขึ้นราคาในวันที่ 1 เม.ย. ซึ่งเผยแพร่ทั้งในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ Threads ระหว่างวันที่ 29-30 มี.ค. ระบุว่า “ด่วน! แก๊สหุงต้มเตรียมปรับราคาขึ้น 1 เม.ย. นี้ โดยคาดว่าขนาดถัง 15 กก. เพิ่มอีก 25 บาท/ถัง ทั้งนี้เนื่องจากหมดเวลาตรึงราคาเดิม ถึงสิ้นเดือนนี้ ตามมติกระทรวงพลังงาน”

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 9 มี.ค. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานจากผลกระทบของการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ประชุมมีมติให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปอีก 2 เดือนคือเดือน เม.ย.-พ.ค. 2569 

โคแฟคสอบถามกระทรวงพลังงานและได้รับคำยืนยันเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่ารัฐบาลยังคงตรึงราคาก๊าซหุงต้มไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. ตามมติการประชุมเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ราคาก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก. อยู่ที่ 423 บาท

คลิปประท้วงกรณี จนท. สังหารหญิงอเมริกัน ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมต่อต้านสงครามกับอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอเมริกันประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปประท้วงการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ในเมืองมินนีแอโพลิส สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2569 ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในตะวันออกกลาง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ดอน ปราวิน” โพสต์คลิปวิดีโอการเดินขบวนประท้วง และภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ฝังข้อความ “ประชาชนชาวสหรัฐเริ่มทนทรัมป์ไม่ไหวแล้ว” และมีข้อความและเสียงบรรยายว่า ประชาชนชาวสหรัฐเดือด ออกมาประท้วงไม่ต้องการสงคราม ซึ่ง ณ วันที่ 30 มี.ค. คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 6 หมื่นครั้งและแชร์เกือบ 700 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “Johnnypalmadessa” ซึ่งระบุว่าเป็นผู้สื่อข่าวอิสระในสหรัฐฯ มีผู้ติดตามกว่า 8 แสนบัญชี เผยแพร่คลิปนี้เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2569 ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ประชาชนหลายพันคนรวมตัวประท้วง ICE ในมินนีแอโพลิส”  

สื่อหลายสำนักได้เผยแพร่ภาพข่าวที่ถ่ายในเหตุการณ์และสถานที่เดียวกันกับในคลิปดังกล่าว เช่น MinnPost สำนักข่าวท้องถิ่นในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐฯ และ BTNews สื่อทางเลือกในนิวยอร์ก โดยรายงานข่าวระบุตรงกันว่าเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ประชาชนในเมืองมินนีแอโพลิส เดินขบวนประท้วงการทำงานของ ICE หลังเกิดกรณีเรเน กู๊ด (Renee Good) หญิงชาวอเมริกันถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากนโยบายกวาดล้างผู้อพยพและบุคคลลักลอบเข้าเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ 

โคแฟคยังพบคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากอีกมุมหนึ่งของการประท้วงเผยแพร่โดยช่องยูทูบ “BG On The Scene” เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ซึ่งเห็นป้ายประท้วงขับไล่ ICE แบบเดียวกับในคลิปที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการประท้วงต่อต้านสงคราม

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลทรัมป์ขนาดใหญ่ในหลายเมืองของสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านสงครามอิหร่านและการดำเนินนโยบายแบบรวบอำนาจของทรัมป์ แต่ภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ดอน ปราวิน” นำมาเผยแพร่ไม่ใช่ภาพการประท้วงเมื่อวันที่ 28 มี.ค.

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 28 มีนาคม 2569

คลิป “อิหร่านเปิดศึกเต็มพิกัด”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2iskqds6urg4r


คลิปไฟไหม้ในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/b93c39cruagv


“Tensoring” ลวดทองแดงนำไปติดบริเวณถังน้ำมัน สามารถช่วยประหยัดน้ำมัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/rjw8qd1otlvt


น้ำมันปาล์มสามารถเติมรถยนต์ได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3p5ftk9ho0dip


คลิปคนทะเลาะวิวาทแย่งน้ำมันในปั๊มเพราะน้ำมันขาดแคลนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2h52hl5ovekm


โฆษณาชวนดาวน์โหลด Bitkub Desktop รับฟรีเหรียญดิจิทัล 50 KUB…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/351pgxgq0obbz


จอร์เจีย เมโลนี นายกฯ อิตาลี กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ฉันต้องการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าใจอย่างชัดเจนว่าอิตาลีจะไม่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับสงครามของ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ah4qmovrb5ia


คลิป “อิสราเอลป่นปี้หนัก”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1xqjuluy4m7ln


เนเธอร์แลนด์สร้างอุโมงค์จักรยานใต้ลำคลอง สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเพดานกระจก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1m4lcgwhypsif


 ‘ลวดทองแดงประหยัดน้ำมัน 30%’…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3gbwyw1j3hpka


 ไข้สูง-ปวดศีรษะ-คอแข็ง-มีจ้ำเลือด กรมควบคุมโรคเตือนระวังโรคไข้กาฬหลังแอ่น พบในไทยแล้ว 5 ราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1310abb4mlqpp


ครม. เคาะ รัฐเพิ่มเงินบัตรคนจน คนละ 100 บาท/คน หวังช่วยน้ำมันแพง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/32c30skf9y9k8


พบโควิดสายพันธุ์ใหม่ Cicada ไวรัสจาก “จิ้งหรีด”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2yxrxrtur9fcg

ภาพเก่าการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ ถูกนำมาสร้างเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับไทย-กัมพูชาและการเลือกตั้ง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพทหารไทยถอนกำลังจากชายแดนไทย-กัมพูชา 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเก่า ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 มี.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “คนศรีสะเกษ” โพสต์ภาพรถทหารที่วิ่งอยู่บนถนนและข้อความบรรยายว่า “สถานการณ์ชายแดนสงบแล้วใช่ไหมทำไมทหารไทยถึงได้ถอนกำลังเข้าที่ตั้งเดิม ทั้งที่เขมรยังป่วนตามแนวชายแดน”

จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 27 มี.ค. โพสต์นี้ได้ถูกลบไปแล้ว แต่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นนำภาพจากคลิปและข้อความเดียวกันไปเผยแพร่ต่อในกลุ่มเฟซบุ๊ก “เยาวชนปลดแอก — Free YOUTH” (ลิงก์บันทึก)

ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายหนึ่งเผยแพร่ภาพนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “กลุ่มพรรค..ประชาชน..ต้องดีกว่าเดิม” โดยอ้างว่าเป็นภาพที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมข้อความบรรยายว่า “เลือกตั้งผ่านไปแล้วได้รัฐบาลตามเป้าที่ตั้งไว้…กลับเข้าที่ตั้งตามปกติ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคส่งคลิปและข้อความให้ทีมโฆษกกองทัพบกตรวจสอบ และได้รับคำตอบเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 ว่าภาพขบวนรถทหารในคลิปเป็นภาพที่ถ่ายในประเทศไทย แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าอยู่ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 (รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก) หรือกองทัพภาคที่ 2 (รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และไม่สามารถระบุช่วงเวลาได้เนื่องจากคลิปไม่มีรายละเอียดเพียงพอ 

ทีมโฆษก ทบ. เตือนว่าขณะนี้มักมีการนำคลิปเก่าหรือคลิปจากบริบทอื่นมาเผยแพร่ซ้ำซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสถานการณ์

สำหรับข้อความที่อ้างว่า “เขมรยังปวนตามแนวชายแดน” นั้น ทบ.ชี้แจงว่า “ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา ยังไม่ปรากฏข้อบ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในฝั่งไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยหน่วยทหารยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติภารกิจตามกรอบความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง” ทีมโฆษก ทบ.ระบุ 

จากการตรวจสอบรายละเอียดในภาพ โคแฟคพบว่าด้านข้างของรถทหารมีตัวอักษรไทยสีขาวคล้ายตัวย่อของกองพันทหารขนส่งที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 (พัน ขส. 23 บชร.) 

เมื่อนำภาพไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นภาพจากคลิปที่เคยเผยแพร่มาแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568 ก่อนที่จะมีสถานการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชา โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในต่างประเทศนำคลิปนี้ไปสร้างเนื้อหาเท็จว่าเป็นการสู้รบระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

ซอสหอยนางรม’บริโภคแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็งจริงไหม?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ซอสหอยนางรมก่อมะเร็งจริงไหม?” เป็นเนื้อหาที่ทางเครือข่าย จ.สุรินทร์ ส่งมาให้ทีมงานโคแฟคส่วนกลางช่วยตรวจสอบ โดยอ้างถึงบทความ ข่าวปลอม “ซอสหอยนางรม” ก่อมะเร็ง หมอเฉลย “เครื่องปรุง” นี้ต่างหากที่ต้องระวัง!” บนเว็บไซต์ sanook.com เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 ซึ่งบทความดังกล่าวเล่าเรื่องข่าวลือในประเทศจีน ที่มีการพูดกันว่าซอสหอยนางรมมีสารก่อมะเร็ง หากกินติดต่อกันนานๆ จะเป็นอันตราย แต่ก็มีคำชี้แจงจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร บอกว่าสารที่อยู่ในซอสหอยนางรมไม่ใช่สารก่อมะเร็ง ก่อนตบท้ายด้วยให้ระวังเครื่องปรุง 3 ชนิด คือเกลือ น้ำมันและน้ำตาล ซึ่งหากบริโภคมากไปจะเพิ่มความเสี่ยงป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อรื้อรัง (NCDs) ได้ 

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพบบทความที่คล้ายกันใน sannok.com คือ ทำอาหารคนเดียว กินแล้วทั้งบ้านเป็น “มะเร็ง” หมอเตือน เครื่องปรุง ควรใช้ให้น้อยที่สุด! เผยแพร่ในวันที่ 22 ธ.ค. 2567 เป็นเรื่องเล่าจากเมืองจีนเช่นกัน ซึ่งซอสหอยนางรมถูกระบุว่าเป็น 1 ใน 4 เครื่องปรุงนี้ด้วย โดยมีการอธิบายในบทความว่า เนื่องจากเป็นเครื่องปรุงที่สกัดจากหอยนางรมสด จึงมีปริมาณเกลือไอโอดีนค่อนข้างสูง การบริโภคในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการเจ็บ บวม และอาการไม่สบายอื่นๆ ที่ต่อมไทรอยด์ และอาจเร่งให้อาการของโรคต่อมไทรอยด์แย่ลง

– ประวัติศาสตร์ซอสหอยนางรม : เรื่องเล่าที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นต้นกำเนิดของซอสหอยนางรม คือเรื่องของ ลี กุม เชิง (Lee Kum Sheung) พ่อค้าอาหารชาวจีนในย่านหนานสุ่ย (Nanshui) เมืองจูไห่ (Zhuhai)

มณฑลกวางตุ้ง วันหนึ่งลีกำลังเตรียมซุปหอยนางรมไว้เสิร์ฟลูกค้าตามปกติ แต่ด้วยเหตุผลบางประการลีนั้นลืมดูหม้อเคี่ยวซุปจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทำให้สิ่งที่อยู่ในหม้อกลายเป็นของเหลวเหนียวข้นสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นซุปใสๆ 

แต่แทนที่จะเททิ้ง ลีกลับลองชิมดูแล้วพบว่ามันมีรสชาติอร่อยอย่างน่าประหลาด ด้วยความมั่นใจ ลีจึงผลิตเครื่องปรุงที่เขาค้นพบใหม่นี้ออกจำหน่าย ตั้งชื่อแบรนด์ว่า ลี กุม กี่ (Lee Kum Kee) ในปี 2431และ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวจีนและชาวโลกจึงได้รู้จักซอสหอยนางรม ทั้งยี่ห้อ Lee Kum Kee สูตรต้นตำรับที่ปัจจุบันยังคงมีจำหน่ายแม้จะผ่านมากว่า 130 ปีแล้วก็ตาม ตลอดจนแบรนด์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นอีกมากมาย

ภาพที่ 1 ซอสหอยนางรม 
ที่มา : Asian Inspiration

โดยทั่วไปแล้วซอสหอยนางรมจะทำจากการนำหอยนางรมมาต้มและเคี่ยวจนได้ซุปข้น แล้วปรุงด้วยส่วนผสมหลักอย่างเกลือ น้ำตาลและซีอี๊ว บางสูตรอาจเติมแป้งมันสำปะหลังหรือแป้งข้าวโพดเพื่อเพิ่มความข้นของซอส นอกจากนั้น ในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมยังมีการใช้สารแต่งกลิ่นและรสหอยนางรมเทียมเพื่อแทนการใช้หอยนางรมแท้ทั้งหมดหรือบางส่วน รวมถึงเติมสารกันเสียเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น 

– ซอสหอยนางรมกับสารก่อมะเร็ง : งานวิจัย การประเมินความเสี่ยงของสาร 3-MCPD ในอาหารต่อคนไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ช่วงปี 2547 – 2548 กล่าวถึงปี 2543 เมื่อสำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษ (FSA) รายงานการตรวจพบสาร 3-MCPD ปนเปื้อนในซอสปรุงรสที่ผลิตจากไทย จีน ฮ่องกงและไต้หวัน และได้เรียกเก็บซอสปรุงรสที่พบสารปนเปื้อนดังกล่าวออกจากท้องตลาด เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นก็มีรายงานว่าซอสปรุงรสจากไทยถูกเก็บออกจากตลาดในหลายประเทศ 

ทั้งนี้ อังกฤษได้มีการศึกษาด้านพิษวิทยา ของสาร 3-MCPD พบว่าเป็นสารก่อมะเร็งและ เมื่อให้ใน สารก่อการกลายพันธุ์ในหนูทดลอง ปริมาณสูงและระยะยาว ดังนั้นคณะกรรมการยุโรปว่าด้วยวิทยาศาสตร์อาหาร EC Scientific Committee for Food (SCF) แนะนำว่าระดับ 3-MCPD ในอาหารและส่วนประกอบอาหารควรลดลงให้ต่ำที่สุดที่วิธีตรวจวิเคราะห์สามารถทำได้ คือ 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 

เช่นเดียวกับในปี 2544 คณะกรรมการร่วมขององค์การเกษตรและอาหารโลก (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ด้านวัตถุเจือปนอาหาร (JECFA) ประเมินความเป็นพิษของสาร 3-MCPD ว่าทำให้เกิดพิษในระยะยาว และ เกิดมะเร็งที่ไตของหนูทดลอง ความรุนแรงของพิษขึ้นกับปริมาณสาร 3-MCPD ที่ได้รับแต่ไม่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในสิ่งมีชีวิต และได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่ยอมให้บริโภคได้ต่อวัน (provisional maximum tolerable daily intake, PMTDI) ที่ระดับ 2 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

ในเวลานั้น สหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดมาตรฐานสาร 3-MCPD ในซอสปรุงรสให้มีได้ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในขณะที่ประเทศแคนาดากำหนดมาตรฐาน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กำหนด 0.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสาร 3-MCPD เป็นสารกลุ่มคลอโรโพรพานอลที่เกิดจากปฏิกิริยาการรวมตัวของคลอไรด์ ไอออนกับไขมันในอาหารซึ่งสามารถเกิดได้หลาย สภาวะ รวมทั้งกระบวนการผลิต การปรุงและการ เก็บอาหาร 

สารนี้พบในอาหารและส่วนประกอบอาหารหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่พบมากใน acid hydrolysed vegetable protein (acid-HVP) และ ซอสปรุงรส สาร 3-MCPD เกิดขึ้นในระหว่าง กระบวนการผลิตที่ย่อยโปรตีนจากพืชผัก (เช่น ถั่วเหลือง) ด้วยกรดเกลือที่อุณหภูมิสูง กระบวนการ ผลิตนี้เป็นวิธีที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและรวดเร็วกว่า วิธีการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ แต่กรดเกลือที่ใส่ลง ไปนี้ไปทำปฏิกิริยากับไขมันในพืช และเกิดเป็นสาร 3-MCPD ขึ้น แต่วิธีการหมักวิธีธรรมชาตินั้นจะไม่พบสาร 3-MCPD หรือพบระดับต่ำมาก

ซึ่ง acid-HVP นิยมใช้กันแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ปรุงรส และเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารปรุงรส รวมถึงซอสหอยนางรม ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2553 จากนั้นในวันที่ 14 ธ.ค. 2553 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง คำชี้แจงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการตรวจพบสาร 3-MCPDว่าต้องไม่เกิน 0.4 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม

ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร และรักษาการแทนหัวหน้างานโภชนศาสตร์คลินิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลกับทีมงานโคแฟคว่า 3-MCPD เป็นสารปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอาหารบางประเภท เช่น ซอสปรุงรสจากโปรตีนพืชผ่านการย่อยด้วยกรด

โดยหลักฐานล่าสุดระบุว่า หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหาร เช่น European Food Safety Authority และ German Federal Institute for Risk Assessment (2022) ประเมินว่า 3-MCPD อาจมีความเสี่ยงต่อไตและระบบสืบพันธุ์ และมีศักยภาพก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตาม “ความเสี่ยงต่อมนุษย์ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับสะสม”  ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลอาหารในหลายประเทศ รวมถึง อย. ของประเทศไทย ได้กำหนดค่ามาตรฐานสูงสุดเพื่อควบคุมความปลอดภัยของผู้บริโภค

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับ 3-MCPD ในผลิตภัณฑ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค 1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและเลข อย. 2.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน3.บริโภคในปริมาณที่เหมาะสมไม่สะสมในระยะยาวโดยสรุปแล้ว 3-MCPD เป็นสารที่ต้องควบคุม แต่ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำเมื่อบริโภคตามปกติและอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ณัฐฐศรัณฐ์กล่าว

ทีมงานโคแฟคยังสอบถามคุณณัฐฐศรัณฐ์ เพิ่มเติมถึงสาร 2 ชนิดที่ปรากฏในบทความทั้ง 2 ของ sanook.com ด้วย ได้รับคำอธิบายดังนี้ 1.โซเดียมไพโรกลูตาเมต (Sodium Pyroglutamate) มีความเข้าใจว่าเมื่อซอสหอยนางรมหรือผงชูรส (MSG) ผ่านความร้อนสูง จะเกิดสาร Sodium pyroglutamate และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ Sodium pyroglutamate เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโนกลูตามิก สามารถเกิดขึ้นได้จากปฏิกิริยาทางความร้อนในอาหาร

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงระบาดวิทยาหรือพิษวิทยาในมนุษย์ที่ยืนยันว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารและสุขภาพระดับสากล เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้จัดให้สารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง และงานทบทวนวรรณกรรมด้านสารเติมแต่งอาหารในช่วงหลัง (ปี 2563 เป็นต้นมา) มุ่งเน้นความปลอดภัยของกลูตาเมตและอนุพันธ์ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเมื่อบริโภคตามปกติผลกระทบที่พบได้จริงคือ การลดลงของรสอูมามิเมื่อผ่านความร้อนเป็นเวลานาน

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ 
ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

และ 2.เกลือไอโอดีน ซอสหอยนางรมมีไอโอดีนจากวัตถุดิบทางทะเล ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อมะเร็ง ซึ่งจากหลักฐานปัจจุบัน ไอโอดีนเป็นสารอาหารจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์รายงานของ European Food Safety Authority (2023 หรือ พ.ศ.2566) ระบุว่า ความเสี่ยงต่อสุขภาพเกี่ยวข้องกับภาวะขาดหรือเกินมากกว่าความสัมพันธ์กับมะเร็ง ทั้งนี้ การได้รับไอโอดีนมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ มีอาการกำเริบในผู้ป่วยโรคไทรอยด์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการบริโภคไอโอดีนในระดับปกติจากอาหารเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ในทางปฏิบัติด้านโภชนาการ ความเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า คือ “ปริมาณซเดียมสูง” จากเครื่องปรุง ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด สรุปแล้วไอโอดีนไม่ใช่ปัจจัยก่อมะเร็ง แต่ควรระวังการบริโภคโซเดียมและไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสม ณัฐฐศรัณฐ์ ระบุ

ณัฐฐศรัณฐ์ ฝากทิ้งท้ายว่า จากการทบทวนหลักฐานทางวิชาการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ว่า 1.ซอสหอยนางรมไม่ใช่อาหารที่ก่อมะเร็งโดยตรง 2.สาร Sodium pyroglutamate ไม่ใช่สารก่อมะเร็ง 3.ไอโอดีนไม่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง แต่ควรบริโภคในระดับเหมาะสม และ 4.สาร 3-MCPD เป็นสารที่มีความเสี่ยงเชิงทฤษฎี แต่ถูกควบคุมตามมาตรฐานอาหาร

ประเด็นสาคัญในเชิงสาธารณสุขคือ “ความเสี่ยงไม่ได้มาจากสารใดสารหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปริมาณการบริโภคและพฤติกรรมการกินในระยะยาว” ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารที่หลากหลาย ลดการใช้เครื่องปรุงรสเค็ม และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยรวม

ภาพที่ 4 : สถิติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใน จ.สุรินทร์ (ข้อมูลล่าสุดเท่าที่หาได้คือปี 2566) 
ที่มา : gdcatalog.go.th (ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ , ค้นหา “จังหวัดสุรินทร์” และ “ความดันโลหิตสูง”)

ตามตัวเลขของฐานข้อมูลจังหวัดสุรินทร์ พบว่า จากสถิติช่วงปี 2563 – 2566 จ.สุรินทร์ พบจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 103,393 คนในปี 2563 เป็น 125,699 คนในปี 2566 หรือหากคิดเป็นสัดส่วน ปี 2563 จะอยู่ที่ร้อยละ 11.67 พบว่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.56 ในปี 2566 ขณะที่สถิติภาพรวมทั้งประเทศ ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562 – 2563) พบว่า ความชุกโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 25.4 หรือประมาณ 14 ล้านคน จากร้อยละ 24.7 หรือประมาณ 13 ล้านคน ในปี 2557 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ข้อมูลจากระบบรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 6 พ.ค. 2568 พบว่า มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7.4 ล้านคน และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแต่ยังควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้มีมากถึง 3.5 ล้านคน ถึงแม้โรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการแต่หากไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตวายเรื้อรัง ส่งผลให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตได้ นพ.ภาณุมาศ กล่าว 

ต่อมาในวันที่ 7 พ.ย. 2568 ในงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 ในหัวข้อ “สถานการณ์โรค NCDs ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” ภายใต้การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (National Health Examination Survey: NHES) ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบัน (ปี 2568) คนไทย 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 29.5 ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในปี 2563 ที่ขณะนั้นอยู่ที่ร้อยละ 25.4 

โดยสรุปแล้ว แม้ซอสหอยนางรมจะไม่ใช่เสี่ยงสำคัญต่อโรคมะเร็งอย่างที่กังวล แต่ด้วยความที่เป็นเครื่องปรุงที่ให้รสเค็มซึ่งหมายถึงมีส่วนประกอบของโซเดียม จึงต้องระมัดระวังไม่บริโภคมากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.sanook.com/news/9860590/ (ข่าวปลอม “ซอสหอยนางรม” ก่อมะเร็ง หมอเฉลย “3 เครื่องปรุง” นี้ต่างหากที่ต้องระวัง! : sanook.com 4 ธ.ค. 2568)

https://www.sanook.com/news/9673694/ (ทำอาหารคนเดียว กินแล้วทั้งบ้านเป็น “มะเร็ง” หมอเตือน 4 เครื่องปรุง ควรใช้ให้น้อยที่สุด! : sanook.com 22 ธ.ค. 2567)

https://www.bbc.com/storyworks/travel/specials/get-to-know-macao/accidental-sauce-of-inspiration/ (Accidental Sauce of Inspiration : BBC)

https://www.greatbritishchefs.com/features/oyster-sauce-origins-lee-kum-kee(Oyster sauce: the accident that launched a food empire : Great British Chefs 31 ม.ค. 2562)

https://uk.lkk.com/about-lee-kum-kee (ABOUT LEE KUM KEE : เว็บไซต์ทางการของแบรนด์ Lee Kum Kee)

https://asianinspirations.com.au/food-knowledge/the-origins-of-oyster-sauce/ (The Origins of Oyster Sauce : Asian Inspirations)

https://www.khonkaenlink.info/read/870495/ (ซอสหอยนางรม: เครื่องปรุงรสคู่ครัวเอเชีย :  Khon Kaen Link 21 มี.ค. 2568)

http://bqsf.dmsc.moph.go.th/bqsfWeb/wp-content/uploads/2017/Publish/Research/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202553/5-2553%20Risk%20Assessment%20of%203-MCPD%20in%20Food%20to%20Thais.pdf (การประเมินความเสี่ยงของสาร 3-MCPD ในอาหารต่อคนไทย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , พฤษภาคม 2553)

https://food.fda.moph.go.th/media.php?id=509349941370560512&name=53_Soybean.pdf (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง , ราชกิจจานุเบกษา 14 มิ.ย. 2553)

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_knowledge/fcm-6-2562-3-MCPD.pdf (สาร 3-monochloropropane-1,2-diol (3-MCPD) ในซอสปรุงรส , กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

https://mgronline.com/qol/detail/9540000005403 (อย.เข้ม!! ออกประกาศลดสารเสี่ยงก่อมะเร็งในซอสปรุงรส : ผู้จัดการ 14 ม.ค. 2554)

https://data.go.th/dataset/dataset_81_07 (ข้อมูลทรัพยากร : ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง , จังหวัดสุรินทร์ , กุมภาพันธ์ 2567)

https://data.go.th/dataset/dataset_81_08 (ข้อมูลทรัพยากร : ร้อยละของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต่อจำนวนประชากร , จังหวัดสุรินทร์ , กุมภาพันธ์ 2567)

https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=52652 (กรมควบคุมโรค รณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก ปี 2568 เน้นย้ำให้ประชาชนวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อและภาวะแทรกซ้อน : กรมควบคุมโรค 16 พ.ค. 2568)

https://www.hsri.or.th/news/1/4540 (สวรส. สานพลัง สสส.-รามาฯ เปิดผลสำรวจสุขภาพ คนไทยครั้งที่ 7 วิกฤตคนไทยป่วยภาวะน้ำหนักเกิน-โรคอ้วน พุ่ง! 27.4 ล้านคน จ่อเสี่ยงเบาหวาน อีก 5.7 ล้าน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 7 พ.ย. 2568)

‘โคแฟค’ยืนหยัดสู้ภัย‘ข่าวลวง’ หวังเป็นแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้-สร้างความตระหนักรู้สู่สุขภาวะที่ดี

ภาวะข้อมูลระบาด (Infodemic) คือการมีข้อมูลจำนวนมากเกินไป ซึ่งรวมถึงข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด (Fales & Misleading Information) ทั้งในสภาพแวดล้อมดิจิทัล(โลกออนไลน์และทางกายภาพ (โลกจริงในช่วงที่เกิดสถานการณ์โรคระบาด สิ่งนี้ก่อให้เกิดความสับสนและพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในหน่วยงานด้านสาธารณสุขและบั่นทอนการตอบสนองด้านสาธารณสุข

ภาวะข้อมูลระบาดสามารถทำให้การระบาดรุนแรงขึ้นหรือยืดเยื้อออกไปได้ เมื่อประชาชนไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไรเพื่อปกป้องสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง ด้วยการเพิ่มขึ้นของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และการใช้อินเตอร์เน็ต  ข้อมูลสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น ด้านหนึ่งสิ่งนี้สามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจขยายข้อความที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน

“องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวถึงคำว่า“ภาวะข้อมูลระบาด (Infodemic)” ที่มักมาพร้อมกับสถานการณ์โรคระบาด ดังตัวอย่างสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด – 19 ช่วงปี 2563 – 2564 แต่ในความเป็นจริงผู้คนเผชิญกับภาวะดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาผ่านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ รายงาน “Warning about sharp rise in illegal medicines sold in the EU” เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย. 2568 โดยสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA)ระบุถึงการพบโฆษณาขายยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1 receptor agonists เพิ่มขึ้นมากบนเว็บไซต์ปลอมและสื่อสังคมออนไลน์ 

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ปลอมและโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตและไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่จำเป็น ซึ่งสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน อาจไม่มีสารออกฤทธิ์ตามที่โฆษณาอวดอ้าง และอาจมีสารอื่นๆ ในระดับที่เป็นอันตราย ดังนั้น ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากต่อการรักษาล้มเหลว ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและไม่คาดคิด และปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายกับยาอื่นๆ ที่ผู้บริโภคใช้อยู่

เจ้าหน้าที่ได้ระบุบัญชีปลอมที่ปรากฏบนเฟซบุ๊ก โฆษณา และรายการสินค้าออนไลน์ปลอมหลายร้อยรายการ ซึ่งหลายแห่งตั้งอยู่นอกสหภาพยุโรป (EU) เว็บไซต์และโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์บางรายก็ใช้ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานทางการและใช้คำรับรองเท็จเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค รายงานของ EMA ระบุ 

ไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกา รายงาน “FDA Launches Crackdown on Deceptive Drug Advertising” โดยองค์การอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ (FDA) เมื่อเดือน ก.ย. 2568 กล่าวในตอนหนึ่งว่า ชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในยุคใหม่ของสื่อสังคมออนไลน์ การพึ่งพาช่องทางดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการโฆษณาโดยใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง (Influencer) โดยไม่เปิดเผยข้อมูล ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาบทความ เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น และโฆษณายาจากบริษัทยาเลือนหายไป ทำให้ผู้ป่วยแยกแยะข้อมูลที่อิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเนื้อหาโฆษณาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

บทความวิจัยปี 2567 ในวารสาร Journal of Pharmaceutical Health Services Research เปิดเผยว่า ในขณะที่โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับยา 100% เน้นถึงประโยชน์ของยา แต่มีเพียง 33% เท่านั้นที่กล่าวถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ 88% ของโฆษณายาที่ขายดีที่สุดนั้น โพสต์โดยบุคคลและองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ความสมดุลที่เป็นธรรมของ FDA” รายงานของ FDA กล่าว 

ขณะที่ประเทศไทยของเรา ในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “ปัจจัยทางการค้ากำหนดสุขภาพ : มองปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายด้วยกรอบคิดสากล” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เผยข้อมูลจาก “TaWai for Health” แพลตฟอร์มเฝ้าระวังกิจกรรมทางการค้าและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค พบว่า ช่วงปี 2565-2568 พบประชาชนรายงานผลิตภัณฑ์อันตรายในระบบ 9,635 รายการ แบ่งเป็นโฆษณาเกินจริง ร้อยละ 45.8 รายงานอาการไม่พึงประสงค์ ร้อยละ 44 และผลิตภัณฑ์ต้องสงสัย ร้อยละ 10.2 

ความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์ แม้จะมีข่าวผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อันตรายแล้วถึงขั้นเสียชีวิต แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ยังขายได้ – ขายดี เนื่องด้วยมีการใช้กลยุทธ์ เช่น “สร้างอุปสงค์เทียม” ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อที่เล่นกับความหวังและความกลัวของผู้บริโภค อาทิ การการันตีผลลัพธ์ว่าหายขาดในโรคเรื้อรัง หรือใช้ถ้อยคำว่าผอมภายใน 7 วัน เป็นต้น อีกทั้งยังมีการ ทั้งในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์และในกลุ่มปิด ทำให้หน่วยงานที่กำกับดูแลตรวจสอบได้ยาก


ภาพที่ 1 : หน้าเว็บ Cofact.org เมื่อครั้งก่อตั้งในปี 2563 
ที่มา : สสส.

ย้อนไปในเดือน เม.ย. 2563 ในช่วงที่ไวรัสโควิด – 19 ระบาดระลอกแรก สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดตัว โครงการ “โคแฟค (Collaborative Fact Checking : Cofact)” เปิดพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านเว็บไซต์ cofact.org และโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติ (Chatbot)ไลน์ @cofact เพื่อร่วมตรวจสอบข่าวลวงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นโควิด-19 เพื่อให้ประชาชนเปิดรับสื่ออย่างรู้เท่าทัน ร่วมตรวจสอบข่าว นำมาสู่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะเท่าทันสื่อของพลเมืองดิจิทัล ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศสื่อและสังคมสุขภาวะ

ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) สุภิญญา กลางณรงค์ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในเวลานั้นว่า โครงการโคแฟค เปิดพื้นที่ให้ช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงกับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงผู้รู้จริง เพราะบางครั้งข้อเท็จจริงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลาและเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องการสร้างพื้นที่กลางในการค้นหาความจริงร่วมกัน 

โครงการโคแฟคเชื่อว่า การแก้ปัญหาข่าวลวงในยุคดิจิทัลคือการทำให้ทุกคนกลายเป็นคนตรวจสอบข่าว และสร้างพื้นที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยเปิดเวทีให้มีตลาดทางความคิดเห็นที่หลากหลาย แยกแยะได้ระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็น โดยเชื่อมั่นในวิจารณญาณของสังคม สุภิญญา กล่าว 

การเดินทางที่ยาวนานร่วม 6 ปีของโคแฟค จากจุดเริ่มต้นที่การทำรายงานตรวจสอบข่าวลวงหรือช้อมูลบิดเบือนด้านสุขภาพ ได้ขยายไปถึงประเด็นอื่นๆ ตามความสนใจของสังคม ณ แต่ละช่วงเวลา เช่น ในปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความผันผวน มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายทั้งแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาซึ่งส่งผลสะเทือนมาถึงอาคารหลายแห่งในกรุงเทพฯ , สถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา , อุทกภัยครั้งร้ายแรงใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , การเลือกตั้ง , อคติต่อประชากรข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ และล่าสุดคือสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง 

ภารกิจที่ขยายออกไปนี้สอดคล้องกับรายงาน Global Risk Reprot 2024 โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่สอบถามผู้เชี่ยวชาญ 1,100 คนจาก 136 ประเทศ ได้ข้อสรุปว่า ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน (Misinformation or Disinformation) ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด และมากกว่าร้อยละ 80 กล่าวว่าสถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว รายงานยังชี้ว่าข้อมูลเท็จเป็นภัยคุกคามที่ประเทศต่างๆ รู้สึกว่าตนเองเตรียมพร้อมรับมือได้น้อยที่สุด

ข้อมูลเท็จสามารถทำลายสายใยที่ยึดเหนี่ยวสังคมไว้ด้วยกัน ในสภาพแวดล้อมที่มีความไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น มันสามารถนำพาสังคมไปสู่ความรุนแรงได้ นอกจากนี้ยังสามารถเซาะกร่อนบ่อนทำลายบรรทัดฐานของการถกเถียงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สังคมยึดถือเป็นเรื่องปกติได้อีกด้วย รายงานของ UN ระบุ

รายงานของ UN ยังแสดงความกังวลถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยยกตัวอย่างผู้สูงอายุวัย 85 ปี เห็นคลิปวิดีโอช้างกำลังเคลื่อนย้ายต้นไม้ ผู้สูงอายุบอกว่าน่ารักดี แต่หลานวัย 12 ปี ได้เตือนว่านั่นเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ตัวอย่างนี้อาจดูไม่เป็นอันตราย แต่ระบบที่สร้างเนื้อหาสังเคราะห์นั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจถูกใช้ทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น เช่น ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรง ทำลายสุขภาพและวิทยาศาสตร์ ทำลายความเชื่อมั่นซึ่งรวมถึงในการเลือกตั้ง ทำลายความน่าเชื่อถือของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและความพยายามอื่นๆ ที่รัฐบาลนำเพื่อเร่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ภาพที่ 2 : รายงานของ Cofact ว่าด้วยคลิปวิดีโอปลอมที่นำคลิปจากข่าวซึ่งนำเสนอผ่านสื่อมวลชนกระแสหลักมาตัดต่อเข้ากับเสียงพากย์ที่แนบเนียนราวกับเป็นรายงานข่าวโดยสื่อนั้นจริงๆ เจตนาเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คลิกเข้าไปดู และจำนวนมากมีวัตถุประสงค์เพื่อโปรโมทเว็บไซต์พนันออนไลน์

อ่านรายละเอียดได้ที่ 

ยังมีเรื่องการถูกหลอกเอาทรัพย์สิน ข้อมูลล่าสุดจาก Whoscall ที่พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา คนไทยเผชิญปัญหามิจฉาชีพทางโทรศัพท์ 39 ล้านครั้ง และทางข้อความสั้น (SMS) 134 ล้านข้อความ ที่ต้องเตือนกันคือ “Link อันตราย” ที่มิจฉาชีพมักส่งข้อความมาตามช่องทางต่างๆ (เช่น SMS) ที่กดแล้วจะพาเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอม (Phishing) หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (เช่น รหัสต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน) หรือให้ติดตั้งโปรแกรมประสงค์ร้าย (Malware) เพื่อดักรับข้อมูล มิจฉาชีพยังมีกลวิธีหลบเลี่ยงระบบคัดกรองของผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น ใช้อีโมจิหรืออักขระพิเศษในการส่ง SMS

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเปิดเผยของพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าตลอด 12 เดือนของปี 2568 มีการแจ้งความในระบบแจ้งความออนไลน์มากถึง 380,378 เรื่อง หรือเฉลี่ยวันละ 1,045 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 69 ล้านบาท ที่น่ากังวลคือพบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์เหยื่อ และจู่โจมโดยเลือกเป้าหมาย โดยนำข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลมาใช้ อีกทั้งยังเลือกกลอุบายให้เข้ากับเทศกาล เช่น ในช่วงตรุษจีนมิจฉาชีพจะหลอกล่อด้วยการส่งข้อความแจกอั่งเปาฟรี เพื่อหลอกให้คลิก Link หรือปัจจุบันที่มีสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนก็จะหลอกล่อด้วยการแจกน้ำมันฟรี แจกคูปองน้ำมัน เป็นต้น

ภาพที่ 3 : (คนที่ 5 นับจากซ้ายมือของภาพ) สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโตแฟค (ประเทศไทย) ในงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinker Forum #34 “ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verifications) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ซึ่งโคแฟคร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สถาบัน ChangeFusion และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบยืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์ (Caller ID) เป็นระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคัดกรองความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ
 
อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ : https://blog.cofact.org/th/forum690316/

รายงาน Global Risk Report 2026 (พ.ศ. 2569) จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ระบุว่า ข้อมูลคลาดเคลื่อน – บิดเบือน เป็นความเสี่ยงอันดับ 2 ในระยะสั้น (2 ปี) และอันดับ 5 ในระยะยาว (10 ปี) และผลกระทบจากเทคโนโลยี AI เป็นความเสี่ยงอันดับ 6 ในระยะยาว (10 ปี) รายงานฉบับนี้ยังอ้างผลการสำรวจจากสถาบันรอยเตอร์ ที่ระบุว่า ร้อยละ 58 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกกังวลเกี่ยวกับวิธีแยกแยะความจริงจากความเท็จในข่าวที่เผยแพร่ทางออนไลน์ 

รายงาน Reuters Institute Digital News Report 2025 (พ.ศ. 2568)โดยสถาบันรอยเตอร์ ยังกล่าวด้วยว่า ความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมในข่าวสารที่ต่ำเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสภาวะ “การหลีกหนีจากข้อมูลข่าวสาร (News Avoidance)” ซึ่งเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมข่าวสารที่มีทางเลือกมากมาย และข่าวสารมักสร้างความไม่สบายใจในรูปแบบต่างๆ กัน โดยเฉลี่ย 4 ใน 10 คน หรือร้อยละ 40 ยอมรับว่าตนเองได้หลีกเลี่ยงการติดตามข่าวสารเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ในการสำรวจเมื่อปี 2017 (พ.ศ. 2560) และให้ข้อสรุปว่า ในทุกประเทศ ผู้รับสารคาดหวังว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารจะมีความเป็นกลาง แม่นยำและโปร่งใสมากขึ้น

สำหรับการทำงานของโคแฟคฯ นั้นเล็งเห็นว่า เมื่อข้อมูลข่าวสารเต็มไปด้วยข่าวลวง ย่อมส่งผลต่อสุขภาวะทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ทางกายเช่น เมื่อหลงเชื่อข่าวลวงด้านสุขภาพ อาทิ สมุนไพรวิเศษ หรือการต่อต้านวัคซีนที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยทิ้งการรักษาหลัก หรือได้รับสารอันตรายเข้าสู่ร่างกาย , ทางจิต เช่น ความเครียดและภาวะตื่นตระหนก เพราะข่าวลวงมักใช้อารมณ์เป็นตัวนำ โดยเฉพาะอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัว ความโกรธ เพื่อให้เกิดการแชร์ 

และการได้รับข้อมูลลวงซ้ำๆ นำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้าและความวิตกกังวลสะสม จนเกิดภาวะสิ้นหวัง เกิดทัศนคติเชิงลบต่อโลกและสังคม เกิดความเครียด ลดทอนความสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน , ทางสังคม ข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนกระตุ้นให้ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ เกลียดชังและแตกแยกในสังคมร้าวลึกและรุนแรงขึ้น และท้ายที่สุดคือ ทางปัญญา ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าข้อมูลใดถูก – ผิด ทำให้ยากที่จะเลือกหรือออกแบบวิถีชีวิตที่สมดุลและเป็นสุข

ซึ่งเมื่อไปดุบทบาทของสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา อันเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใน สสส. และเป็นผู้สนับสนุนการทำงานของโคแฟคตลอดมา ก็ได้ระบุพันธกิจของสำนักฯ ไว้ว่า มีภารกิจในการพัฒนาคนทุกวัยให้เท่าทันชีวิต เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล (MIDL) โดยมุ่งเน้นให้คนไทยฉลาคใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่มีสุขภาวะ 

และส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศสื่อสุขภาวะที่เอื้ออำนวยให้มีความเป็นอิสระ วางใจ เป็นเจ้าของ ในการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการสนับสนุนให้ประชาชนเป็นผู้ใช้และผู้สร้างสรรค์สื่อ (Media Users and Creators) ที่มีความเท่าทันสื่อ ความรอบรู้ทางสุขภาพ เกิดจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่มีความมั่นคงภายใน และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีขีดความสามารถเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี

ขณะที่บทบาทของ สสส. ในภาพรวม ระบุว่า 2 ใน 3 ของโรคที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หลักการทำงานของ สสส.จึงมุ่งเน้นการ แก้ปัญหาด้วยหลักปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health) เพื่อมุ่งสร้างสุขภาวะที่ครอบคลุมทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญาให้คนไทยอย่างยั่งยืน

ภาพที่ 4 : โปสเตอร์งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2569 (International Fact Checking Day 2026)

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่าข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงสำคัญระดับโลก ทั้งเรื่องสุขภาพ ความเกลียดชัง และภัยจากมิจฉาชีพ จึงมีการกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็นวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) มาตั้งแต่ปี 2560 โดยเครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล(IFCN) เพื่อสร้างความตระหนักแก่สังคมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่ได้รับมา โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมหาศาลแพร่กระจายไหลเวียนในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ 

ำหรับการจัดงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2569 (International Fact Checking Day 2026) จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 2 เม.ย. 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยครังนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม Lost in Information disorder ในยุคดิจิทัลและ AI ที่ข่าวลวงมีเป็นจำนวนมากจนยากจะหาความเชื่อมั่นในข้อมูลใดๆ ได้ ยิ่งต้องลงมือทำให้มากขึ้นเพื่ดธำรงไว้ซึ่งการมีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ (Information Integrity) สร้างสังคมที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม (Facts and Fairnessและส่งเสริมพลเมืองให้มีสติ ทักษะ เท่าทัน ( Keep Calm and Fact Checkนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.who.int/health-topics/infodemic/the-covid-19-infodemic#tab=tab_1 (The COVID-19 infodemic : องค์การอนามัยโลก)

https://www.ema.europa.eu/en/news/warning-about-sharp-rise-illegal-medicines-sold-eu (Warning about sharp rise in illegal medicines sold in the EU : EMA 3 พ.ย. 2568)

https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/fda-launches-crackdown-deceptive-drug-advertising (FDA Launches Crackdown on Deceptive Drug Advertising : FDA 9 ก.ย. 2568)

https://www.thaihealth.or.th/สินค้าเถื่อนระบาดหนัก-เ/ (สินค้าเถื่อนระบาดหนัก! เตือนระวังสินค้าสุขภาพ-ยาชุด–ครีมปนสารอันตราย สสส.–ม.อ. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมตรวจสอบก่อนซื้อ : สสส. 12 ธ.ค. 2568)

https://www.thaihealth.or.th/เปิดตัวโคแฟค-ตัดวงจรข/ (เปิดตัว“โคแฟค” ตัดวงจรข่าวลวงที่ระบาดมากับโควิด-19 : สสส. 12 เม.ย. 2563)

https://www.thaipbs.or.th/verify/article/content/10200 (ไทยตกเป็นเป้าอันดับ 1 คอลเซนเตอร์ พบปี 68 โทรลวงคนไทย 173 ล้านครั้ง ! : TPBS 20 มี.ค. 2569)

https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/271385 (คดีออนไลน์ปี 68 พุ่ง! เสียหาย 2.5 หมื่นล้าน วัยทำงานเป็นเหยื่อมากสุด : PPTV 20 มี.ค. 2569)

https://un-dco.org/stories/disinformation-global-risk-so-why-are-we-still-treating-it-tech-problem (Disinformation Is a Global Risk. So Why Are We Still Treating It Like a Tech Problem? : สำนักงานประสานงานการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ 20 ส.ค. 2568)

https://reports.weforum.org/docs/WEF_Global_Risks_Report_2026.pdf (Global Risk Report 2026 : World Economic Forum)

https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/sites/default/files/2025-06/Digital_News-Report_2025.pdf (Reuters Institute Digital News Report 2025 : สถาบันรอยเตอร์)

https://www.thaihealth.or.th/wp-content/uploads/2022/07/682-2.pdf (สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา – สสส.)

https://www.thaihealth.or.th/สุขภาพดี-4-มิติ/ (สุขภาพดี 4 มิติ : สสส. 15 ธ.ค. 2565)

https://www.bangkokbiznews.com/news/996560 (ทำความรู้จัก “Fact Checking Day” วันตรวจสอบข่าวปลอมและความจริง : กรุงเทพธุรกิจ 2 เม.ย. 2565)

“อุโมงค์จักรยานใต้น้ำ” เป็นภาพ AI สถานทูตเนเธอร์แลนด์ระบุไม่มีอุโมงค์นี้และยังไม่มีแผนสร้าง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เนเธอร์แลนด์สร้างอุโมงค์จักรยานใต้ลำคลอง สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเพดานกระจก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและใช้ภาพประกอบที่สร้างด้วย AI**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 มี.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยจำนวนหนึ่งแชร์ภาพอุโมงค์ทางจักรยานใต้น้ำ ด้านบนเป็นหลังคาโค้งโปร่งใสเปิดให้แสงธรรมชาติสาดส่องลงมาและมองเห็นเรือที่แล่นอยู่ในคลองด้านบน ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “เนเธอร์แลนด์สร้างอุโมงค์จักรยานใต้ลำคลอง โดยติดตั้งหลังคากระจกเพื่อให้แสงธรรมชาติสาดส่องลงมาให้ความสว่างแก่ผู้ใช้เส้นทาง”

ส่วนหนึ่งของข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ในเนเธอร์แลนด์ซึ่งการปั่นจักรยานเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน วิศวกรได้พัฒนาอุโมงค์นวัตกรรมที่ช่วยให้นักปั่นจักรยานสามารถผ่านใต้คลองได้โดยไม่สูญเสียความงามของแสงธรรมชาติ อุโมงค์จักรยานเหล่านี้สร้างขึ้นต่ำกว่าระดับน้ำของคลอง แต่แทนที่จะรู้สึกมืดหรือปิดล้อม แต่มีส่วนของเพดานกระจกที่ช่วยให้แสงแดดส่องลงมา”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาและภาพประกอบนี้มาจากเพจเฟซบุ๊ก “Fact Fuel” คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศอินเดีย มีผู้ติดตามกว่า 3.4 แสนบัญชี ซึ่งโพสต์เนื้อหานี้เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 และยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 26 มี.ค. โดยมียอดแชร์มากกว่า 300 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคสอบถามสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยเกี่ยวกับ “อุโมงค์จักรยานเพดานกระจกใต้ลำคลอง” เจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐกิจยืนยันผ่านข้อความตอบกลับทางอีเมลว่า “เนเธอร์แลนด์ยังไม่มีอุโมงค์จักรยานใต้น้ำตามที่ปรากฏในภาพ และจากการตรวจสอบไม่พบว่ากำลังมีการก่อสร้างหรือมีโครงการจะสร้างทางจักรยานลักษณะนี้ในอนาคต คาดว่าภาพนี้เป็นภาพที่สร้างด้วย AI”

สถานทูตเนเธอร์แลนด์แนะนำด้วยว่า ผู้ที่สนใจเรื่องทางจักรยานในเนเธอร์แลนด์สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ dutchcycling.nl 

โคแฟคนำภาพอุโมงค์จักรยานใต้น้ำไปวิเคราะห์ด้วย SynthID ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจจับภาพ AI ได้ผลว่าเกือบทุกส่วนในภาพสร้างขึ้นหรือปรับแต่งด้วย Google AI  

ทั้งนี้เพจเฟซบุ๊ก “Fact Fuel” มักเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับสถานที่และนวัตกรรมแปลก ๆ ในประเทศและเมืองต่าง ๆ และใช้ภาพประกอบที่สร้างจาก AI 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ม.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยเคยแชร์เนื้อหาจากเพจนี้ที่อ้างว่า “ย่านเก่าในสิงคโปร์ติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมมาบริการฟรี 24 ชั่วโมง” พร้อมภาพผู้สูงอายุกำลังหยิบอาหารจากตู้แช่เย็นที่ตั้งอยู่ริมทางในชุมชนโดยมีพนักงานโรงแรมกำลังนำอาหารมาเติม ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI และได้ข้อมูลจากองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในสิงคโปร์ว่าไม่มีการติดตั้งตู้แจกอาหารส่วนเกินจากโรงแรมตามที่กล่าวอ้างในโพสต์