ภาพ-ชื่อเยาวชนผู้ต้องหาก่อเหตุยิงที่สยามพารากอนปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้ก่อเหตุยิงที่ รร. เทพศิรินทร์ นนทบุรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพเยาวชนผู้ก่อเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** และการเผยแพร่ภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี บัญชีผู้ใช้ X ได้เผยแพร่ภาพบัตรประจำตัวนักเรียนของเยาวชนชายพร้อมชื่อและนามสกุล โดยเขียนข้อวามในโพสต์ว่าบุคคลในภาพคือนักเรียนที่ก่อเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ช่วงสายวันนี้ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และบาดเจ็บหลายสิบคน (ข้อมูล ณ เวลา 22.00 น. วันที่ 7 ส.ค. 2569)   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบชื่อที่ปรากฏในบัตรประจำตัวนักเรียน พบว่าภาพและชื่อดังกล่าวคือเยาวชนชายอายุ 14 ปี ที่เป็นผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนดัดแปลงก่อเหตุยิงกลางห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2566 ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏในรายงานข่าวของสื่อหลายสำนัก เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 5 คน 

สรุปว่าภาพและชื่อของเยาวชนชายนี้ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ℹ️ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ห้ามการเผยแพร่ภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ดังนี้ 

มาตรา 76 เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้จับกุมเด็กหรือเยาวชน หรือพนักงานสอบสวนจัดให้มีหรืออนุญาตให้มีหรือยินยอมให้มีการถ่ายภาพหรือบันทึกภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน  

มาตรา 130 ห้ามมิให้ผู้ใดบันทึกภาพ แพร่ภาพ พิมพ์รูป หรือบันทึกเสียง แพร่เสียงของเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือโฆษณาข้อความซึ่งปรากฏในทางสอบสวนของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือในทางพิจารณาคดีของศาลที่อาจทำให้บุคคลอื่นรู้จักตัว ชื่อตัว หรือชื่อสกุล ของเด็กหรือเยาวชนนั้น หรือโฆษณาข้อความเปิดเผยประวัติการกระทำความผิด หรือสถานที่อยู่ สถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของเด็กหรือเยาวชนนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลหรือมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ผู้ใดกระทำความผิตตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ภาพสู้รบไทย-กัมพูชาปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุปะทะระลอก 3 และหลอกให้กดลิงก์เข้าแพลตฟอร์มขายของออนไลน์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไทย-กัมพูชาปะทะระลอก 3 รถถังไทยยิงใส่ฐานที่มั่นเขมรพังยับ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพการสู้รบไทย-กัมพูชาเมื่อปี 2568  ขณะที่ ททบ. 5 สื่อของกองทัพบกรายงานว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ยังเป็นปกติ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ ซึ่งมีผู้ติดตามราว 13,000 บัญชี โพสต์ภาพรถถังยิงกระสุนมีเปลวไฟบริเวณปากกระบอกปืน มุมขวาบนมีโลโก้ “ช่อง 8” ส่วนมุมล่างซ้ายระบุที่มาของภาพจาก “กองทัพภาคที่ 2” 

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ด่วน เปิดฉากรอบสาม ไทย-เขมร สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียด” และชวนให้คลิกดูคลิปที่อ้างว่าเป็นภาพ “รถถังไทยยิงใส่ฐานที่มั่นของเขมรพังยับ” โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 7 ส.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภาพชุดการสู้รบไทย-กัมพูชาในปี 2568 ที่ช่อง 8นำมาเผยแพร่ในบัญชีอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 โดยอ้างที่มาจากเพจเฟซบุ๊ก ‘กองทัพภาคที่ 2’

กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่ภาพชุดนี้ทางเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 โดยบรรยายว่าเป็น “ภาพถ่ายจากสมรภูมิ” ที่ถ่ายโดยทหารที่อยู่ในในสมรภูมิรบชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทางกองทัพเห็นว่าเป็นภาพถ่ายประวัติศาสตร์จึงนำมาเผยแพร่ไว้ทั้งหมด 6 ภาพ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าภาพเหล่านี้ถ่ายวันที่เท่าไหร่

สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาขณะนี้ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 รายงานเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ว่าสถานการณ์ยังเป็นปกติ   

เปรียบเทียบภาพที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ นำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 โดยอ้างเท็จว่าเป็นเหตุปะทะไทย-กัมพูชาระลอกที่ 3 (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่ในบัญชีอินสตาแกรมช่อง 8 (กลาง) และเพจเฟซบุ๊กของกองทัพ (ขวา)

ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค

▪️ปี 2568 เกิดเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาหลัก ๆ 2 ระลอก ระลอกแรกวันที่ 24-28 ก.ค. และระลอกสอง วันที่ 7-27 ธ.ค. ซึ่งยุติลงด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงทันที โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่  27 ธ.ค. หลังจากนั้นมามีการเผยแพร่ข่าวลวงว่าเกิดเหตุปะทะระลอกสามมาเป็นระยะ 

▪️เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ มักโพสต์ภาพที่ทำให้เกิดความตกใจเร้าอารมณ์โดยใช้ภาพที่ทำให้ดูเหมือนเป็นคลิปวิดีโอ แต่แท้จริงเป็นภาพนิ่ง ซึ่งหากกดดูภาพจะลิงก์เข้าไปยังแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์โดยอัตโนมัติ

เปิดรับข้อเสนอโครงการ เพื่อรับการสนับสนุน ‘Fact Checkers ไทบ้าน Labs’   

โครงการยกระดับพันธกิจโคแฟคในการส่งเสริมข้อมูลดีเพื่อสุขภาวะพลเมืองดิจิทัล ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. เพื่อพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมการเฝ้าระวังด้วยข้อมูลยุคปัญญาประดิษฐ์ และยกระดับกองบรรณาธิการตรวจสอบข้อมูลเชิงรุก
  2. เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อและทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริงในยุคปัญญาประดิษฐ์ ให้เป็นพลเมืองนักสื่อสารสุขภาวะในระดับครอบครัวและชุมชน
  3. เพื่อยกระดับการทำงานกับภาคีเครือข่ายในการรณรงค์ขับเคลื่อนวาระทางสังคมในประเด็นธรรมาภิบาลข้อมูลและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม 

โดยมีแผนกิจกรรมเสริมพลังภาคีภูมิภาค เพื่อเสริมพลังพลเมืองเชิงพื้นที่ โดยทำงานร่วมกับภาคีภูมิภาค ผ่านกิจกรรมพัฒนาชุมชน สร้างนักตรวจสอบข้อเท็จจริงและนักสื่อสารสุขภาวะต้นแบบด้วยกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ในกิจกรรม ‘Fact Checkers ไทบ้าน Labs รับมือเอไอและภัยไซเบอร์’

ขอเชิญชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับโครงการยกระดับพันธกิจโคแฟคในการส่งเสริมข้อมูลดีเพื่อสุขภาวะพลเมืองดิจิทัล 2569

โครงการโคแฟค ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคีโคแฟคชุมชน เพื่อขยายเครือข่ายพลเมืองเท่าทันสื่อและตรวจสอบข้อมูลไปยังภูมิภาค ด้วยการเสริมทักษะพื้นฐานของพลเมืองยุคดิจิทัล โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) และทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล (Fact Checking) ด้วยเครื่องมือดิจิทัล สร้างพลเมืองดิจิทัลเท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ สร้างพื้นที่เฝ้าระวังและตรวจสอบข่าวลวงต้นแบบที่มีศักยภาพจึงขอเชิญชวนภาคีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีแนวคิดคล้ายกัน มาร่วมสร้างพลเมืองดิจิทัลไปด้วยกัน

การเสนอโครงการ

ผู้สนใจสามารถจัดทำข้อเสนอโครงการ ที่แสดงถึงแนวคิด กลุ่มเป้าหมาย วิธีการดำเนินงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ความยาวไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ A4  และส่งข้อเสนอโครงการดังกล่าว มายังโครงการโคแฟค ที่ อีเมล cofactcoform@gmail.com  ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2569

โครงการที่เข้าข่ายการพิจารณา มีรายละเอียดดังนี้

  • รายละเอียดโครงการครบถ้วน ระบุสภาพปัญหาของพื้นที่/ชุมชนชัดเจน มีแผนการดำเนินงาน/กิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ พร้อมระบุตัวชี้วัดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดโครงการได้อย่างชัดเจน
  • งบประมาณที่เสนอระหว่าง 150,000 บาท – 300,000 บาท มีแผนการใช้งบประมาณอย่างประหยัด สมเหตุสมผล คุ้มค่า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลกับกลุ่มเป้าหมาย และสร้างพื้นที่เฝ้าระวังและตรวจสอบข่าวต้นแบบ ที่สอดคล้องกับบริบท ความต้องการ และปัญหาของพื้นที่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 8-10 เดือน
  • เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดำเนินการ สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้อื่นได้ มีโอกาสที่จะมีความยั่งยืนและดำเนินงานได้ต่อเนื่อง

คลิปชุมนุมต่อต้านกาสิโนสมัยรัฐบาลแพทองธารเมื่อปี 2568 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการเดินขบวน “หยุดระบอบน้ำเงิน”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเดินขบวนบุกทำเนียบรัฐบาล “หยุดระบอบน้ำเงิน”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** นำคลิปการชุมนุมต่อต้านโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์และกาสิโนสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในเดือน ส.ค. 2569 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ก้อแค่ คนธรรมดา’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 30 วินาที เป็นภาพกลุ่มคนในชุดขาวถือธงชาติกำลังเดินขบวน ฝังข้อความ “บุกทำเนียบแล้วจ้า หยุดระบอบน้ำเงิน หยุดกฎหมายขายแผ่นดิน หยุดให้จีนเทามาทำลายประเทศ ยกเลิก MOU43” (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 48,000 ครั้ง และยอดแชร์มากกว่า 1,300 ครั้ง ณ วันที่ 5 ส.ค. 2569 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพการชุมนุมของกลุ่ม เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 เพื่อต่อต้านโครงการสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาล

จากการตรวจสอบรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการชุมนุมในวันนั้น เช่น ช่อง 8 พบจุดสังเกตที่ตรงกับภาพในคลิป เช่น ป้ายข้อความ ‘Save ประเทศไทย ไม่เอาพนันออนไลน์และกาสิโน หยุดระบอบชินวัตร’ นอกจากนี้ เมื่อนำภาพสถานที่ในคลิปไปตรวจสอบกับ Google Street View เช่น อาคารและป้ายประตูทางเข้าพบว่าจุดที่ชุมนุมคือด้านหน้ารัฐสภา จึงยืนยันได้ว่าคลิปดังกล่าวเป็นการชุมนุมต่อต้านกาสิโนของกลุ่ม คปท. ที่รัฐสภาเมื่อปี 2568 ไม่ใช่การชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่ ‘ระบอบน้ำเงิน’ ที่นำโดยรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ตามที่คลิปกล่าวอ้าง

เปรียบเทียบภาพจากในคลิปที่บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ก้อแค่ คนธรรมดา’ นำมาเผยแพร่โดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมหยุดระบอบน้ำเงินที่ทำเนียบรัฐบาล กับภาพการชุมนุมของกลุ่ม คปท. เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 ที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชน

นอกจากนี้ เมื่อนำภาพสถานที่ในคลิปไปตรวจสอบกับ Google Street View เช่น อาคารและป้ายประตูทางเข้าพบว่าจุดที่ชุมนุมคือด้านหน้ารัฐสภา จึงยืนยันได้ว่าคลิปดังกล่าวเป็นการชุมนุมต่อต้านกาสิโนของกลุ่ม คปท. ที่รัฐสภาเมื่อปี 2568 ไม่ใช่การชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่ ‘ระบอบน้ำเงิน’ ที่นำโดยรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ตามที่คลิปกล่าวอ้างบัญชีเฟซบุ๊ก ‘ก้อแค่ คนธรรมดา’

อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 กลุ่ม คปท. ได้เคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลอนุทินเป็นระยะ ๆ โดยเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 กลุ่ม คปท. ได้จัดการชุมนุม ‘ใส่รองเท้าผ้าใบ ไปอภิปรายนอกสภาพ’ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่ออภิปรายตรวจสอบรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยในกรณีต่าง ๆ เช่น การฮั้วเลือก สว. ที่ดินเขากระโดง และโครงสร้างราคาน้ำมัน

“สงครามข้อมูลข่าวสารชายแดนใต้” เมื่อ AI-ระบบนิเวศข่าวสารผิดปกติ ทำลายความไว้วางใจและกระบวนการสันติภาพ

โคแฟคเปิดวงสนทนา “รวมพลคนเช็กข่าว EP.47” เชิญนักวิชาการด้านวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วิเคราะห์ปรากฏการณ์ข่าวปลอมหลังเหตุโจมตีทหารพรานที่นราธิวาส พบว่า “ระบบนิเวศสื่อผิดปกติ” ผสานเทคโนโลยี AI บิดเบือนภาพสร้างความเกลียดชัง ตอกย้ำอคติต่อคนในพื้นที่ จี้สื่อหลักเร่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกร้องศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่จริงจังโดยไร้อคติเพื่อปกป้องกระบวนการสันติภาพ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” ซึ่งถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊กและยูทูบโคแฟคเวลา 14.00-14.30 น. ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท เปิดวงเสวนาหัวข้อ “วิเคราะห์ข่าวปลอมชายแดนใต้หลังเหตุโจมตีทหารพราน” โดยมี พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค และ ผศ.ดร. วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมถ่ายทอดมุมมองและวิเคราะห์สถานการณ์

สุชัยเปิดประเด็นโดยยกตัวอย่างผลกระทบระดับโลกของข่าวปลอม เช่น กรณีข่าวบิดเบือนคำพิพากษาในประเทศสเปนที่ล่อลวงว่าหากว่ายน้ำข้ามแดนมาถึงจะได้รับสถานะพำนักถาวร ส่งผลให้ชาวโมร็อกโกพยายามอพยพจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 70 คน พร้อมเชื่อมโยงมายังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่ล่าสุดเกิดเหตุลอบยิงและใช้วัตถุระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานใน ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนได้รับบาดเจ็บ 6 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายอายุ 10 ปี ซึ่งหลังจากนั้นได้มีข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก

พลินีกล่าวว่า ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความหวาดกลัว และการแบ่งขั้วในสังคม จนเปรียบเสมือน “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่มักมีการนำคลิปหรือภาพเก่า ภาพต่างพื้นที่ มาตัดต่อสวมรอย สร้างความหวาดระแวงและสั่นคลอนกระบวนการสันติภาพที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันสร้างขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.วลักษณ์กมลได้วิเคราะห์เชิงลึกถึงลักษณะของข่าวปลอมในปัจจุบันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องเท็จหรือเรื่องโกหกแบบดั้งเดิม แต่เป็นการนำเรื่องจริงในบริบทหนึ่งมาใส่ในอีกบริบทหนึ่ง หรือการตัดทอนเนื้อหาเพียงบางส่วน

ผศ.ดร.วลักษณ์กมลชี้ว่า ปัจจุบันเกิดภาวะ “ระบบนิเวศทางข้อมูลข่าวสารผิดปกติ” (Information Disorder) เต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ผู้สร้างข่าว ตัวข่าว และผู้รับสาร มีการใช้กลยุทธ์สื่อสารที่แยบยล มีเครือข่าย และดึงประชาชนผู้รับสารให้กลายเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจายสารต่อ เนื่องจากคนเรามักคล้อยตามบุคคลที่คุ้นเคยในโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้สร้างภาพใหม่ ขยายความคมชัด (upscaling) หรือตกแต่งบาดแผล/รอยสัก เพื่อโหมกระพือให้ภาพสถานการณ์ดูรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่ไม่ได้ใช้ AI เป็นประจำจะไม่สามารถแยกแยะได้เลย

ในประเด็นผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ ผศ.ดร.วลักษณ์กมลอธิบายว่า ข้อมูลบิดเบือนส่งผลกระทบใน 3 ระดับ ได้แก่:

  1. ระดับปัจเจกบุคคล: คนในชุมชนเกิดความหวาดกลัว ไม่ไว้วางใจกัน ขณะที่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาหรือเดินทางออกนอกพื้นที่ต้องเผชิญการคุกคามและการถูกด้อยค่า เช่น ชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปกรุงเทพฯ มักถูกคนนอกพื้นที่ตั้งคำถามเชิงเสียดสีหรือบูลลี่ว่า “ไปวางระเบิดมาหรือไม่” ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ และก่อให้เกิดความเกลียดชังสะสมมาร่วม 20 ปี
  2. ระดับพื้นที่สาธารณะ: นักวิชาการ นักข่าว ประชาสังคม และผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกับผู้ก่อเหตุ ทำให้บรรยากาศการสื่อสารเงียบเชียบ เกิดภาวะ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” เพราะเกรงกลัวความไม่ปลอดภัย
  3. ระดับกระบวนการสันติภาพโดยตรง: ทำลาย “ความไว้วางใจ” (trust) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ วาทกรรมคำว่า “สันติภาพ” ถูกบิดเบือนว่าเท่ากับการสนับสนุนกลุ่ม BRN หรือการแบ่งแยกดินแดน จนทำให้นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์สันติภาพ (Peace Journalism) ที่พยายามเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่แตกต่าง ถูกป้ายสีว่าเป็น “นักวิชาการ BRN” หรือ “นักวิชาการสนับสนุนโจร”

เมื่อผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจของผู้สร้างข่าวปลอม ผศ.ดร.วลักษณ์กมลวิเคราะห์ว่า กลุ่มแรกคือพวกที่มีเป้าหมายทางการเมืองหรืออุดมการณ์ชัดเจน ทำการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โดยน่าเศร้าที่บางครั้งพบกระบวนการเหล่านี้แอบอ้างใช้ชื่อหรือพื้นที่สื่อของหน่วยงานรัฐ กลุ่มที่สองคือประชาชนทั่วไปที่เป็นผลพวงจากกระแส “ชาตินิยม” ที่เข้มข้น และกลุ่มที่สามคืออัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มักดันคอนเทนต์ที่กระตุ้นความเกลียดชังและความกลัวให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.วลักษณ์กมลยังระบุถึงเสียงสะท้อนจากนักศึกษาในพื้นที่ ซึ่งรุ่นนี้เกิดในปี 2547 (ปีที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงรอบใหม่) ว่า เด็กกลุ่มนี้โตมากับเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดชีวิต คำถามสำคัญที่สุดของพวกเขาคือ “เมื่อไหร่มันจะจบ และใครจะรับผิดชอบ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตลอด 22 ปีที่ผ่านมา งบประมาณที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้สูงถึงกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ทำไมปัญหากลับยังไม่ได้รับการแก้ไข เจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อยและประชาชนยังคงเสียชีวิต ดังนั้น สังคมจึงควรตั้งสติและตั้งคำถามตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบความมั่นคงโดยตรง แทนที่จะมุ่งโจมตีสื่อมวลชนหรือนักวิชาการ

ในช่วงท้ายรายการมีผู้ชมสอบถามถึงแนวทางการช่วยเหลือของคนนอกพื้นที่ ผศ.ดร.วลักษณ์กมลได้เสนอแนะบทบาทของทุกภาคส่วน ดังนี้:

  • คนนอกพื้นที่: ควรเปิดรับข่าวสารด้วยสติจากหลากหลายแหล่ง คุยกับคนในพื้นที่โดยตรง ไม่ปฏิบัติต่อกันด้วยอคติ และยึดหลักความเป็นมนุษย์ โดยทักทายแสดงความห่วงใยในความปลอดภัย แทนการพูดจาเสียดสี
  • หน่วยงานรัฐ: เรียกร้องให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-check) อย่างจริงจัง ไร้อคติ และตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงแค่การสื่อสารประชาสัมพันธ์แก้ข่าวให้ภาครัฐเท่านั้น
  • สื่อมวลชน: ขอให้ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกในการตรวจสอบที่มาของภาพ คลิป เวลา และสถานที่อย่างเคร่งครัด ก่อนการนำเสนอ พร้อมทั้งช่วยอธิบายความซับซ้อนของสถานการณ์ และทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือขยายความคุกคาม

พลินีกล่าวสรุปปิดท้ายว่า โคแฟคพร้อมเป็นเครื่องมือและช่องทางกลางในการให้ประชาชนส่งข้อมูลมาช่วยกันตรวจสอบ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีและนำสันติภาพกลับคืนสู่สังคม

“ผู้ต้องขังคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงบนรถไฟกำลังจะถูกปล่อยตัว” เป็นเนื้อหาเท็จ กรมราชทัณฑ์ระบุกำหนดพ้นโทษปี 2600

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ต้องขังคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงบนรถไฟเมื่อปี 2557 จะได้รับการปล่อยตัวในอีก 14 วัน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นข่าวลวงวนซ้ำ** ผู้ต้องขังคนดังกล่าวยังถูกคุมขังในเรือนจำ มีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 13 พ.ค. 2600

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ส.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายมีการแชร์ภาพผู้ต้องขังคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 14 ปี เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2557 โดยระบุว่า ผู้ต้องขังคนดังกล่าวได้รับโทษจำคุกเพียง 9 ปี และกำลังจะพ้นโทษในอีก 14 วันข้างหน้า (ลิงก์บันทึก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 4 ส.ค. 2569 สำนักงานกิจการยุติธรรมชี้แจงทางเพจเฟซบุ๊กว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ปัจจุบันผู้ต้องขังคดีฆาตกรรมบนขบวนรถไฟถูกคุมตัวในเรือนจำกลางบางขวางและมีกำหนดพ้นโทษวันที่ 13 พ.ค. 2600  

ผู้ต้องขังรายดังกล่าวถูกศาลพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ความผิดฐาน ความผิดต่อชีวิต, ข่มขืนกระทำชำเรา, ลักทรัพย์, ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ในการยุติธรรม, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2557 ได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 1 ในปี 2562 จากโทษประหารชีวิตลดเป็นจำคุกตลอดชีวิต และครั้งที่ 2 ในปี 2567 จากโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 42 ปี 10 เดือน 9 วัน สำนักงานกิจการยุติธรรมระบุ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากมีการเผยแพร่ข่าวเท็จว่าผู้ต้องขังรายนี้พ้นโทษออกมาแล้วหลังจากถูกคุมขังเพียง 12 ปี

“ผู้ต้องขังรายดังกล่าวยังคงเหลือโทษจำคุกที่ต้องรับโทษต่อไปอีก 30 ปี 11 เดือน 22 วัน จะพ้นโทษวันที่ 13 พ.ค. 2600 มิได้ถูกปล่อยตัวหรือรับโทษจริงเพียง 12 ปีตามที่มีการเผยแพร่ โดยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมดูแลผู้ต้องขังรายนี้อย่างเข้มงวดเป็นพิเศษตามมาตรการความปลอดภัยสูงสุดของทางราชการ” กรมราชทัณฑ์ระบุเมื่อวันที่ 26 พ.ค.

แม้กรมราชทัณฑ์จะชี้แจงแล้วว่าเป็นเท็จ แต่โพสต์ดังกล่าวยังคงเผยแพร่อยู่ทั้งในเฟซบุ๊กและ X ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2569 โดยไม่ถูกลบหรือมีคำเตือนจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม

ข้อมูลจริง: ทำบุญปล่อยปลา หากเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น มีความผิดตาม พ.ร.ก.ประมง มีโทษปรับ-จำคุก

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทำบุญปล่อยปลาพึงระวังทำผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำทั้งปรับ 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** กรมประมงเตือนปล่อยสัตว์น้ำระวังเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น กระทบระบบนิเวศ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ก.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอก ‘ผู้บ่าวทำเกษตร’ โพสต์คลิปวิดีโอเตือนว่าการทำบุญด้วยการปล่อยปลาบางชนิดมีความผิดตามกฎหมายประมงมีโทษปรับ 2 ล้านบาท จำคุก 2 ปี เพราะเข้าข่ายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (alien species) ทำลายระบบนิเวศ

คลิปดังกล่าวยังยกตัวอย่างสัตว์น้ำที่ห้ามปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ปลาซัคเกอร์ ปลาหมอสีคางดำ ปลาทับทิม ปลานิล ปลาหางนกยูง ปลาดุกอัฟริกัน (บิ๊กอุย) ปลากะพงปากกว้าง กุ้งเครย์ฟิช เต่าญี่ปุ่น เต่าแก้มแดง 

ส่วนสัตว์น้ำที่สามารถปล่อยได้ตามแหล่งน้ำที่เหมาะสม เช่น  ปลากราย ปลาหมอไทย ปลาดุกอุย ปลาดุกนา (ปล่อยในคลอง หนอง บึง) ปลาไหล ปลาช่อน ปลาบู่ทราย (ปล่อยในแหล่งน้ำตื้น ริมตลิ่ง มีพืชน้ำขึ้น) ปลาตะเพียน ปลาสวาย (ปล่อยในน้ำลึกและกว้าง เช่น แม่นํ้า คลองขนาดใหญ่) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาดังกล่าวสอดคล้องกับเอกสารประชาสัมพันธ์จากกรมประมง ‘เช็กให้ชัวร์ ! เข้าพรรษานี้ กรมประมงชวนสายบุญปล่อยปลาไทยให้เหมาะสม รักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน’ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 เตือนประชาชนที่จะทำบุญในช่วงเข้าพรรษาว่าอย่าปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่น สัตว์น้ำลูกผสมและสัตว์น้ำที่ไม่เหมาะสมต่อการปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์น้ำต่างถิ่นดังนี้

สัตว์น้ำที่เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ห้ามปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ ปลาหมอมายัน ปลาหมอคางดำ ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาซัคเกอร์ เต่าญี่ปุ่นหรือเต่าแก้มแดง กุ้งเครย์ฟิช ทั้งจากสายพันธุ์ออสเตรเลียและอเมริกัน ปลากะพงนกยูง (ปลาพีคอกแบส) ปลาดุกแอฟริกา รวมไปถึงปลาลูกผสมอย่าง ปลาดุกบิ๊กอุย ซึ่งเป็นปลาลูกผสมระหว่างปลาดุกแอฟริกันกับปลาดุกอุยของไทย ที่พัฒนาพันธุ์ขึ้นเพื่อการเพาะเลี้ยงและการบริโภค ไม่ใช่ชนิดที่พบได้เองตามธรรมชาติ 

สัตว์น้ำที่สามารถปล่อยได้ตามแหล่งน้ำที่เหมาะสม เช่น ปลาตะเพียน ปลากระแห ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลาโพง (ปลาสุลต่าน) ปลากาดำ ปลายี่สกไทย ปลาหมอไทย ปลาช่อน ปลาบู่ทราย ปลาสลาด ปลากราย ปลาสวาย ปลากดเหลือง ปลากดแก้ว พร้อมทั้งอธิบายเบื้องต้น ดังนี้

-ปลาไหลนา/กบนา อาศัยอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ มีน้ำไหลเอื่อย ควรปล่อยลงในแม่น้ำ ห้วยหนอง คลองบึง ท้องนา หรือร่องสวน บริเวณที่มีดินเฉอะแฉะ เนื่องจากปลาไหลชอบขุดรูเพื่ออยู่อาศัยในการดำรงชีวิต อีกทั้งพื้นที่ชื้นแฉะยังเป็นที่อยู่ของแมลงซึ่งเป็นอาหารของกบอีกด้วย

-ปลาสวาย/ปลาบึก/ปลาตะเพียน/ปลากาดำ ควรปล่อยลงในแม่น้ำ คลองที่มีระดับน้ำลึกและกระแสน้ำไหลแรง เนื่องจากปลาแต่ละชนิดเมื่อโตเต็มวัย มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปลาชนิดอื่นๆ ดังนั้น จึงต้องใช้พื้นที่กว้างในการอยู่อาศัยและเจริญเติบโต

-หอยขม ควรปล่อยลงในคู หนอง คลอง บึง และในนาข้าว ที่เป็นพื้นดินหรือโคลน มีระดับน้ำตั้งแต่ 10 เซนติเมตร-2 เมตร น้ำนิ่งหรือน้ำไหลเอื่อย และบริเวณดังกล่าวควรมีเสา สะพาน ตอไม้ พันธุ์ไม้น้ำ เพื่อให้หอยสามารถยึดเกาะได้

⚠️ กรมประมงไม่สนับสนุนให้ปล่อยปลาดุกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากการจำแนกความแตกต่างระหว่างปลาดุกพื้นเมืองกับปลาดุกต่างถิ่น หรือปลาดุกลูกผสม อาจทำได้ยากโดยเฉพาะในปลาขนาดเล็ก ซึ่งการปล่อยสัตว์น้ำผิดจะส่งผลผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง

ภาพไฟไหม้รถถูกนำมาประกอบข่าวเท็จว่า “เพลิงไหม้รถ พระเอกดังเสียชีวิต” หลอกให้คลิกลิงก์ที่อาจเป็นอันตราย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพไฟลุกท่วมรถยนต์ ประกอบคำบรรยายภาพ “เพลิงไหม้รถ พระเอกดังเสียชีวิต”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** นำภาพข่าวเก่าเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2568 และ 21 พ.ค. 2569 ซึ่งไม่มีผู้เสียชีวิต มาอ้างเท็จว่าเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้พระเอกดังเสียชีวิต

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2-3 ส.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘กัน จอมพลัง’, ‘ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์’ และ ‘บุ๋ม ปนัดดา Fanclub’ โพสต์ภาพรถพลิกคว่ำไฟลุกท่วมอยู่ริมถนน พร้อมคำบรรยาย “ข่าวด่วน!! ข่าวเศร้า เพลิงไหม้รถ พระเอกดังเสียชีวิต” และแนบลิงก์ข่าวให้คลิกเข้าไปอ่านเพิ่มเติม 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพประกอบโพสต์ดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2568 และ 21 พ.ค. 2569 ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีผู้เสียชีวิต และไม่เกี่ยวข้องกับ “พระเอกดัง” ตามที่โพสต์กล่าวอ้าง โดยมีรายละเอียดดังนี้

▪️ภาพรถพลิกคว่ำไฟลุกท่วมริมถนน เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเย็นวันที่ 9 พ.ค. 2568 เว็บไซต์ผู้จัดการและมติชนรายงานว่าเกิดเหตุไฟไหม้รถกระบะตู้ทึบบนทางหลวงพิเศษมอเตอร์เวย์ M6 ใน ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา มีผู้บาดเจ็บ 1 รายคือคนขับรถมีบาดแผลจากการถูกไฟคลอก

▪️ภาพรถเก๋งไฟไหม้จอดอยู่ท้ายรถพ่วงตู้คอนเทนเนอร์ มติชนและแนวหน้ารายงานว่าเป็นภาพเพลิงไหม้รถยนต์เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 บนมอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี บริเวณ กม.41 คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

สรุปได้ว่าทั้งสองภาพเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ทั้งสองเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้เสียชีวิต และไม่เกี่ยวข้องกับ “พระเอกดัง” ส่วนลิงก์ที่แนบมานั้นเป็นรายงานข่าวเหตุเพลิงไหม้รถกระบะบนถนนมอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-นครราชสีมา เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งไม่มีคนได้รับบาดเจ็บและไม่เกี่ยวข้องกับดาราเช่นกัน

โพสต์เหล่านี้เป็นการนำภาพเหตุการณ์จริงมาให้ข้อมูลเท็จว่าเป็นภาพอุบัติเหตุที่ทำให้พระเอกดังเสียชีวิต เพื่อดึงดูดความสนใจในลักษณะคลิกเบต (clickbait) หลอกล่อให้กดลิงก์ไปยังเว็บไซต์ต้องสงสัยที่อาจเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งน่าสังเกตว่าโพสต์ในเวลาใกล้เคียงกันและแนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์เดียวกัน

มองปรากฏการณ์และข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวการเสียชีวิตของ “ฮลุน โซโล่”

กองบรรณาธิการโคแฟค

หมายเหตุ: ณ วันที่เผยแพร่บทความนี้ (3 ส.ค. 2569) ยังไม่มีการระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่ชัดเจน ขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และไม่ส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

การเสียชีวิตของ ‘ฮลุน โซโล่’ หรือ บวรทัต เป็งสุข อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มสายท่องเที่ยววัย 26 ปี ได้รับการยืนยันโดยเจ้าหน้นาที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ที่มีเขตอำนาจหน้าที่ครอบคลุมถึงจอร์เจีย ช่วงกลางดึกของวันที่ 29 ก.ค. 2569 หลังจากที่เขาขาดการติดต่อกับครอบครัวขณะเดินทางอยู่ในประเทศจอร์เจีย ในเวลาใกล้เคียงกันสื่อมวลชนในจอร์เจียรายงานว่าบวรทัตเสียชีวิตอยู่ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งภายในกรุงทบิลิซี และทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตยังอยู่ครบถ้วน

สำนักข่าว Georgia Today ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ในจอร์เจียรายงานข่าว ‘ฮลุน โซโล่’ เสียชีวิต (ซ้าย) และข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบวรทัตที่โพสต์ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Royal Thai Embassy, Ankara’ ของสถานทูตไทยในตุรกี (ขวา)

‘ฮลุน โซโล่’ คือใคร?

จากข้อมูลที่สื่อมวลชนไทยรวบรวมไว้บวรทัตหรือฮลุนมีพื้นเพเป็นชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ และเป็นตัวอย่างของ ‘คนสู้ชีวิต’ อย่างแท้จริง พ่อของบวรทัตเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อเขาอายุได้เพียง 4 ขวบ ส่วนแม่ไม่สามารถติดต่อกับแม่ได้ เขาเติบโตมาโดยมีคุณย่าซึ่งมีอาชีพทำนาเป็นผู้เลี้ยงดู แม้จะมีฐานะยากจน หลายครั้งต้องอาศัยอาหารจากวัด แต่ฮลุนเป็นคนขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเรียนหนังสือจนจบ ม.6 ด้วยการสอบได้ที่ 1 ของโรงเรียนประจำอำเภอ

หลังจบ ม.6 ฮลุนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เริ่มต้นชีวิตในเมืองหลวงด้วยการทำงานในโรงงานและเช่าห้องราคาถูกพร้อมกับหาช่องทางเรียนต่อระดับอุดมศึกษา จนได้ทุน ‘จุฬาฯ-ชนบท’ เข้าศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความที่เป็นทุนแบบเต็มจำนวน ทำให้ชีวิตตลอด 4 ปีในมหาวิทยาลัย ฮลุนสามารถเก็บเงินจากการหาอาชีพเสริมทำไปด้วย เช่น แจกใบปลิว สอนพิเศษ ขายของออนไลน์ โดยในวันสำเร็จการศึกษา ฮลุนมีเงินเก็บถึง 4 แสนบาท เป็นทุนสำหรับไล่ตามความฝัน นั่นคือการออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

หากเข้าไปดูคลิปวิดีโอในช่องยูทูบ ‘ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)’ ที่ปัจจุบันมียอดการติดตามกว่า 1 ล้านบัญชี จะพบว่าแต่ละประเทศที่ฮลุนเดินทาง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่คนทั่วไปมองว่ายากลำบากหรือเสี่ยงอันตรายในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน โซมาเลีย บุรุนดี ซูดานใต้ อิรัก ฯลฯ รวมถึงบางพื้นที่ของไทยที่ยังมีสภาพทุรกันดาร และทุกคลิปจะเห็นภาพการเข้าไปใช้ชีวิตเหมือนกับคนท้องถิ่นของประเทศนั้นจริง ๆ เช่น กินอาหารริมทาง เดินทางด้วยรถไฟแบบเดียวกับคนท้องถิ่น ทำให้ผู้รับชมได้เห็นภาพวิถีชีวิตราวกับได้ติดตามฮลุนเดินทางไปเที่ยวด้วย ส่วนรายได้จากการทำคลิป ฮลุนนำไปซ่อมแซมบ้านให้คุณย่าและพาคุณย่าไปเที่ยว

คลิปวิดีโอบันทึกการเดินทางของ ‘ฮลุน โซโล่’
ที่มา : ช่องยูทูบ ‘ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)’

ทริปจอร์เจีย ขาดการติดต่อจนกระทั่งพบว่าเสียชีวิต

ในวันที่ 28 ก.ค. 2569 สื่อมวลชนไทยเริ่มรายงานข่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ‘Klose Mos’ ซึ่งเป็นบัญชีของพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของฮลุนว่าน้องชายขาดการติดต่อไประหว่างเดินทางอยู่ที่ประเทศจอร์เจีย โดยวันสุดท้ายที่เขาได้พูดคุยกับฮลุนคือวันที่ 13 ก.ค. 2569 และหลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงขอให้ผู้ที่อยู่ในจอร์เจียและมีเบาะแสของฮลุนช่วยแจ้งด้วย นำมาสู่ความพยายามของหลายภาคส่วน จนกระทั่งได้รับการยืนยันทั้งจากทางการจอร์เจียและทางการไทยว่าฮลุนเสียชีวิตแล้ว

ดราม่าเรื่อง “ความเหมาะสม” ในการแจ้งข่าวการเสียชีวิตในช่วงที่ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการ

วันที่ 29 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘อาสา พาไปหลง’ ของ ‘ว่านไฉ’ หรือ อคิร วงษ์เซ็ง อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยว โพสต์ข้อความว่า พบร่างของฮลุนและได้แจ้งกับทางครอบครัวแล้ว ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของฮลุนด้วย และในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา ว่านไฉโพสต์ข้อความอีกครั้ง ยืนยันว่าตนได้รับอนุญาตจากครอบครัวของฮลุนให้แจ้งข่าวเรื่องนี้เพื่อให้ทีมต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือยุติการค้นหา

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับโพสต์แรกของว่านไฉ ทางเพจ ‘Drama-addict’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า “เรื่องแบบนี้ควรมีมารยาทและเป็นหน้าที่ของทางครอบครัวและสถานทูตที่จะเป็นผู้ให้ข่าวนะครับ ใครคันปากมากขอให้สงบปากสงบคำแล้วอยู่อย่างสงบ” ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดถึงความเหมาะสมกรณีบุคคลอื่นออกมาเปิดเผยการเสียชีวิตของฮลุน โซโล่ อย่างไรก็ตาม ในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา เพจ Drama-addict ได้โพสต์ข้อความขอโทษว่านไฉ เพราะเข้าใจผิดว่าว่านไฉประกาศก่อนแจ้งให้ญาติผู้เสียชีวิตทราบ และยังโพสต์ซ้ำอีกครั้งในอีก 1 ชั่วโมงให้หลัง

โพสต์จากเพจ ‘อาสา พาไปหลง’ และ ‘Drama-addict’ ประเด็นการแจ้งข่าวการเสียชีวิตของ ‘ฮลุน โซโล่’

จริยธรรมสื่อ” ว่าอย่างไรเรื่องการรายงานข่าวการเสียชีวิตของบุคคล?

ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ระบุสิ่งที่สื่อมวลชนพึงและไม่พึงกระทำในการรายงานข่าวไว้หลายประการที่เกี่ยวข้องกับข่าวการเสียชีวิตของบุคคล ซึ่งยังไม่คลอบคลุมสถานการณ์ปัจจุบันที่ใคร ๆ ก็รายงานข่าวได้ผ่านอินเตอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่า อินฟลูเอนเซอร์ (influencer) หรือ ผู้ผลิตเนื้อหา (content creator) แต่ควรใช้แนวทางนี้ไปปฏิบัติเช่นเดียวกับสื่อมวลชนที่เป็นวิชาชีพ เช่น

  • ความถูกต้องและข้อเท็จจริง สื่อมวลชนต้องตรวจสอบและไม่แต่งเติมเนื้อหาสาระของข่าวจนคลาดเคลื่อน หรือเกินจากข้อเท็จจริง (ข้อ 5) , สื่อมวลชนต้องละเว้นการเสนอข่าวด้วยความลำเอียงหรือมีอคติเป็นเหตุให้ข่าวนั้นบิดเบือน อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลในข่าวและความเข้าใจผิดในสังคม (ข้อ 6), สื่อมวลชนต้องไม่นำเสนอหัวข้อข่าว พาดหัวข่าว ความนำ และภาพประกอบจนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากสาระสำคัญของข่าว (ข้อ 7)
  • การเคารพสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สื่อมวลชนต้องไม่เสนอเนื้อหาข่าวที่อุจาด ลามกอนาจาร หรือน่าหวาดเสียว โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของสาธารณชนอย่างถี่ถ้วน (ข้อ 16), สื่อมวลชนพึงละเว้นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ข้อ 17), สื่อมวลชนพึงหลีกเลี่ยงการใช้คำที่ไม่สุภาพ หรือเนื้อหาข่าว ที่สื่อความหมายเชิงเหยียดหยาม หรืออยู่ในข่ายประทุษวาจา หรือแสดงนัยเชิงลบ (ข้อ 20)
  • ความรับผิดชอบในการแก้ข่าว สื่อมวลชนต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการแก้ไขข้อผิดพลาดอันเกิดจากการเสนอข่าวโดยไม่ชักช้า หากข้อผิดพลาดนั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลหรือองค์กร ให้ดำเนินการขออภัยพร้อมกันไปด้วย (ข้อ 23)
เอกสารการประสานงานระหว่างสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา (สถานทูตไทยประจำประเทศตุรกี) กับกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย กรณีการเสียชีวิตของ ‘ฮลุน โซโล่’
(ที่มา: เพจ ‘Royal Thai Embassy, Ankara’ วันที่ 31 ก.ค. 2569)

ข้อถกเถียง “ใครล่าช้า” ทางการไทยหรือจอร์เจีย?

ในช่วงแรก ๆ ที่ข้อมูลชัดเจนแล้วว่าฮลุนเสียชีวิต หนึ่งในคำถามที่ตามมาคือ เหตุใดทางการไทยจึงรับรู้และแจ้งข่าวกับญาติล่าช้า? ซึ่งหากนับจากวันที่ 13 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ฮลุนติดต่อกับพี่ชายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหายตัวไป และต่อมาพบว่าเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2569 ที่ห้องพักในโรงแรมในกรุงทบิลิซี แต่กว่าที่ทางการไทยจะรายงานข่าวนี้คือวันที่ 29 ก.ค. 2569 ช้ากว่าการทำงานของอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยกันตามหาเสียด้วยซ้ำ รวมถึงมีข่าวลือว่า ทางการไทยทราบเรื่องจากทางตำรวจของจอร์เจียแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการใด ๆ  

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 31 ก.ค. 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา โพสต์เอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย ส่งถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2569 ระบุว่า ในวันที่ 14 ก.ค. 2569 หน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทยของจอร์เจีย ได้เริ่มการสืบสวนตามมาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของจอร์เจีย เกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลเมืองไทย (‘ฮลุน โซโล่’ หรือ บวรทัต เป็งสุข) หลังจากพบร่างของผู้ตาย โดยศพถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชันสูตรตามกระบวนการของแพทย์นิติเวช พร้อมทั้งให้ช่องทางติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบสวนกับสถานทูตไทยไว้ด้วย

ในวันเดียวกัน มังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงเรื่องนี้ระหว่างการแถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศว่า เจ้าหน้าที่ของโรงแรมได้พบร่างของผู้เสียชีวิตในช่วงบ่ายของวันที่ 14 ก.ค. 2569 เนื่องจากไม่ได้แจ้งออกจากโรงแรมและคืนห้องพัก (check out) ตามกำหนดเวลา ขณะที่สถานทูตไทยในตุรกีได้รับแจ้งจากทางการจอร์เจีย ภายหลังตำรวจจอร์เจียดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ และประสานข้อมูลผ่านกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย

“จริง ๆ แล้วสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ดำเนินการติดต่อกับเครือข่ายชุมชนชาวไทย กับทางกงสุลกิตติมศักดิ์ในจอร์เจียในทันทีที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการหายไปของคุณบวรทัต และเมื่อได้รับการยืนยันว่าได้พบร่างผู้เสียชีวิตในการดูแลของทางการจอร์เจียแล้ว ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ ก็ได้ดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป” อธิบดีกรมการกงสุลกล่าว

30 ก.ค. 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย อธิบายความหมายของมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของจอร์เจีย และย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการสรุปสาเหตุการเสียชีวิตของฮลุน (ที่มา: ช่อง 3)

พึงระวังข่าวปลอม-ทฤษฎีสมคบคิด ว่าด้วยสาเหตุการเสียชีวิต

ตามรายงานล่าสุดทั้งของสื่อจอร์เจียและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ยังไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของฮลุน โดย Georgia Today รายงานว่ากระทรวงมหาดไทยของจอร์เจีย ได้เริ่มการสอบสวนภายใต้มาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยุยงให้ฆ่าตัวตาย

วันที่ 30 ก.ค. 2569 สื่อมวลชนไทยรายงานคำอธิบายจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ว่ามาตรา 115 ของประมวลกฎหมายอาญาจอร์เจีย เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ส่งผลให้บุคคลอื่นฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย ผ่านการข่มขู่ การปฏิบัติอย่างโหดร้าย หรือการกระทำใด ๆ ที่กระทบต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้เสียหายอย่างร้ายแรง

“การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทางการของประเทศจอร์เจีย ดำเนินการสอบสวนภายใต้กรอบมาตรา 115 นั้น เป็นเพียงการตั้งข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย เพื่อใช้ในการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านรอบทิศทางเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นข้อสรุปขั้นสุดท้ายว่า สาเหตุการเสียชีวิตของนายบวรทัตเกิดจากการฆ่าตัวตาย หรือมีบุคคลอื่นกระทำความผิดแต่อย่างใด ซึ่งต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง” พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าว

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าวผู้จัดการ รายงานพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรวบรวบข่าวการเสียชีวิตของชาวต่างชาติในประเทศจอร์เจีย มีทั้งชาวรัสเซียที่เสียชีวิตจากการพลัดตกบริเวณอุโมงค์ทางลอด ชาวรัสเซียที่เสียชีวิตซึ่งมีรายงานว่าเคยถูกลักพาตัว โดยเฉพาะชาวอินเดีย 11 คนที่เสียชีวิตในร้านอาหาร ซึ่งกรณีของชาวอินเดีย ทางการจอร์เจียให้ข้อมูลว่าสาเหตุเกิดจากภาวะก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ และไม่พบร่องรอยการใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวย้ำว่า “โพสต์ดังกล่าวเป็นความเห็นและการวิเคราะห์ของผู้เผยแพร่ข้อมูลเท่านั้น โดยแต่ละเหตุการณ์มีข้อเท็จจริงและผลการสอบสวนที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าคดีที่ถูกยกตัวอย่างมีความเชื่อมโยงกับคดีของฮลุน หรือคดีของฮลุนถูกดำเนินการหรือสรุปผลภายใต้มาตรา 115 แต่อย่างใด” โดยสาเหตุการเสียชีวิตของฮลุนยังต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจอร์เจียต่อไป

วันที่ 31 ก.ค. 2569 มังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงเรื่องนี้ระหว่างการแถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศ ว่า “สาเหตุการเสียชีวิตของฮลุน โซโล่ ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน” ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้แจ้งให้ทางครอบครัวของผู้ตายทราบแล้วในรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งขั้นตอนของทางการจอร์เจีย และจะติดตามกระบวนการสืบสวนอย่างใกล้ชิดเพื่อรายงานให้กระทรวงการต่างประเทศได้รับทราบต่อไป

อนึ่ง ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ทำหนังสือมอบอำนาจส่งมาให้กรมการกงสุล และเมื่อทางกรมฯ ได้รับก็จะดำเนินการรับรองการแปลแอกสาร ก่อนส่งต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เพื่อดำเนินการออกใบมรณบัตรและประสานงานเรื่องการส่งร่างผู้เสียชีวิต ตลอดจนทรัพย์สินอื่น ๆ กลับประเทศไทยต่อไป

วันที่ 1 ส.ค. 2569 พี่ชายของฮลุนโพสต์ข้อความในบัญชีเฟซบุ๊ก ‘Klose Mos’ แจ้งเตือนว่าทางครอบครัว “ไม่เคยเปิดรับบริจาค และไม่เคยมอบหมายให้บุคคลหรือหน่วยงานใดเปิดรับบริจาคในนามของครอบครัว” หากพบการแอบอ้างหรือการเปิดรับบริจาคโดยใช้กรณีของฮลุน ขอให้ใช้ความระมัดระวัง และอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญในเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่ทุกฝ่ายพึงใช้ความละเอียดอ่อนและระมัดระวังอย่างสูงสุด รวมทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสมอตามหลักการที่ว่าความรวดเร็วควรมาพร้อมกับความถูกต้องรวมถึงความเหมาะสมที่อยู่บนหลักของจริยธรรมการสื่อสารในระบบสื่อสังคมออนไลน์ โดยพึงคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ตกเป็นข่าว ผู้สูญเสีย ครอบครัว รวมถึงผลกรกระทบต่อสาธารณะเป็นสำคัญ

อ้างอิง

“แสตมป์เมา” ยาเสพติดชนิดเก่าในโฉมใหม่ ผู้ค้ามุ่งเจาะกลุ่มผู้เยาว์ ผู้ปกครองพึงระวัง

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“พ่อแม่ระวัง! ตอนนี้มีสารเสพติดชนิดใหม่เรียกว่า ‘แสตมป์เมา’ ทำเป็นสติกเกอร์ลายการ์ตูน ดูเผิน ๆ เหมือนของเล่นแต่มีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรง จนท. ตรวจยึดได้แต่ยังมีความเสี่ยงลักลอบแพร่ระบาด ขอให้พ่อแม่คอยเตือนลูกอย่ารับ อย่าลองของแปลกจากคนอื่นเด็ดขาด”

ข้อความนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 โดยเฉพาะในหมู่ผู้ใช้งานที่กำลังมีลูกเล็กวัยเรียน ให้ระมัดระวังการระบาดของ ‘แสตมป์เมา’ ซึ่งเมื่อสืบค้นก็พบว่า เรื่องนี้มีที่มาจากการเปิดเผยของกรมศุลกากร เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ ได้ตรวจยึดยาเสพติดชนิด LSD (Lysergic Acid Diethylamide) หรือ ‘แสตมป์เมา’ จำนวน 529 ชิ้น มูลค่ากว่า 200,000 บาท ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569

พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวถึงการตรวจยึดแสตมป์เมาในครั้งนี้ว่า “สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เพียงการลักลอบนำเข้ายาเสพติด แต่คือการออกแบบให้ยาเสพติดมีรูปลักษณ์ที่ดูปลอดภัยและเข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น” จึงขอให้ผู้ปกครองและประชาชน ร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงโทษของสารเสพติดดังกล่าว พร้อมเฝ้าระวังสังเกตบุตรหลานอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายแผ่นกระดาษลายการ์ตูนจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งสร้างความเข้าใจว่า แสตมป์การ์ตูนไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ขนม แต่เป็นยาเสพติดอันตรายที่อาจทำลายสมอง การรับรู้ และอนาคตของผู้เสพได้อย่างถาวร

อัลเบิร์ต ฮอฟมานน์ (Albert Hofmann) ผู้ค้นพบสาร LSD
ที่มา: BBC , Getty Image

‘แสตมป์เมา’ ยาเสพติดชนิดใหม่จริงหรือ?

คำตอบคือแสตมป์เมาไม่ใช่ยาเสพติดชนิดใหม่ และมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบร้อยปีแล้ว โดยย้อนไปเมื่อปี 2481 อัลเบิร์ต ฮอฟมานน์ (Albert Hofmann) นักเคมีชาวสวิตเซอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์สารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ (Lysergic Acid Diethylamide) โดยหวังว่าจะนำมาใช้เป็นยาช่วยให้ผู้ทำคลอด ทั้งพยาบาลผดุงครรภ์และหมอพื้นบ้านอย่างหมอตำแย รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด (Post-childbirth bleeding หรือ Postpartum Hemorrhage) ของมารดาที่เพิ่งคลอดบุตรได้

ในปี 2529 ฮอฟมานน์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ของอังกฤษ เล่าถึงประสบการณ์สัมผัสกับสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ ระหว่างการทดลองในช่วงเดือนเมษายน 2486 ว่า มันทำให้ตนเองหวนนึกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กที่ลึกลับในป่าและดงไม้ และมีความรู้สึกว่าได้เห็นแง่มุมที่แท้จริงของธรรมชาติตลอดจนความงาม กลายเป็นความสุขอย่างประหลาด ซึ่งประสบการณ์ครั้งแรกนั้นไม่ได้เกิดจากการตั้งใจดื่มหรือกินสารดังกล่าวเข้าไปโดยตรง แต่น่าจะเป็นเพราะสัมผัสกับสารในปริมาณไม่มากที่ติดอยู่บริเวณนิ้วมือโดยไม่เจตนา

เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่รู้สึกนั้นเชื่อมโยงกับการสัมผัสสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์จริง ๆ ฮอฟมานน์ได้ทดลองกับตนเองอีกครั้งอย่างระมัดระวัง โดยเริ่มจากปริมาณเพียง 0.25 มิลลิกรัม แต่แม้จะมีปริมาณน้อยขนาดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือรู้สึกไม่สบายตัว มีอาการโซซัดโซเซระหว่างขี่จักรยานกลับบ้านบนถนนในเมืองบาเซิล การมองเห็นดูบิดเบี้ยว และเมื่อถึงบ้านระบบประสาทก็สูญเสียการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงไป และต้องอยู่ในสภาพนั้นนานถึง 6 ชั่วโมง อาการจึงค่อย ๆ ดีขึ้นจนกลับสู่ความเป็นปกติอีกครั้ง

“เมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นก็ต้องตกใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตัวห้องและสิ่งของในห้องนั้นมีรูปร่าง สี และความหมายที่แตกต่างไปจากเดิม แม้แต่เก้าอี้ธรรมดาก็ดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตราวกับว่ามันกำลังเคลื่อนไหวจากภายใน มันผิดปกติมากจนผมกลัวว่าตัวเองจะเสียสติ ภาพหลอนแปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งช่วงเย็น แม้แต่เพื่อนบ้านใจดีที่นำนมมาให้ผมเพื่อช่วยถอนพิษ ผมก็เห็นเขากำลังจะกลายร่างเป็นแม่มด และบางครั้งผมก็รู้สึกราวกับว่าได้ตายไปแล้วและกำลังอยู่ในนรก” ฮอฟมานน์ เล่าถึงสิ่งที่พบจากการทดลองใช้สาร LSD

หลังการค้นพบดังกล่าว ฮอฟมานน์ได้ทำรายงานนำเสนอกับ Sandoz บริษัทยาที่เขาทำงานอยู่  โดยมองว่าสารนี้อาจเป็นประโยชน์ในด้านการรักษาผู้ป่วยจิตเวชได้ จากนั้นจึงเริ่มมีการแจกจ่ายยาไปตามโรงพยาบาลเพื่อใช้ทดลองกับผู้ป่วย โดยจิตแพทย์บางคนใช้ยานี้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปลดปล่อยความทรงจำที่ถูกกดทับและความขัดแย้งทางจิตใจ จนกระทั่งเมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503-2512) จึงเริ่มพบว่าสารดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นยาเสพติดในสหรัฐอเมริกา ทำให้แม้แต่ผู้ค้นพบอย่างฮอฟมานน์เองก็ไม่สบายใจ

นักเคมีผู้นี้ย้ำว่าแม้สารที่มีฤทธิ์หลอนประสาทจะถูกใช้มาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่การใช้ในสมัยโบราณจะจำกัดวงอยู่เพียงในพิธีกรรมทางศาสนาหรือใช้โดยหมอผีเท่านั้น ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งหากเทียบกับบริบทของโลกสมัยใหม่คือการใช้โดยจิตแพทย์ และมันควรเป็นเช่นนั้นต่อไป ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มค้นพบและทดลองสาร LSD ตนก็กังวลมาตลอดว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นหากสารนี้ถูกนำไปใช้อย่างไร้การควบคุม

อนึ่ง เหตุที่เรียกสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ว่า LSD เนื่องจากหากเขียนหรืออ่านในภาษาเยอรมัน (ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะที่เมืองบาเซิล) จะเป็นคำว่า Lysergsäurediethylamid รายงานของ BBC ระบุว่า ในปี 2512 มีการประมาณการว่าชาวอเมริกันกว่า 1 ล้านคนได้ลองใช้ LSD โดยไม่มีการดูแลจากแพทย์ และต่อมาในปี 2514 LSD ก็ถูกขึ้นบัญชีเป็นสารควบคุมอย่างเข้มงวดโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ตามอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (Convention on Psychotropic Substances)

ตัวอย่างสาร LSD สำหรับใช้เป็นยาเสพติด ในรูปของแข็ง (กระดาษซับ – ภาพซ้าย) และของเหลว (บรรจุใส่ขวด – ภาพขวา)
ที่มา: กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันสาร LSD มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร?

ตามรายงานของ BBC เมื่อสาร LSD ถูกกำหนดให้เป็นสารควบคุมโดย UN เกือบทุกประเทศก็ได้กำหนดให้สารดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และแม้ในบางประเทศที่ยังอนุญาตให้ใช้ในการวิจัยทางการแพทย์ก็ต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ด้วยผลกระทบที่รุนแรงต่อจิตใจและความเสี่ยงต่ออาการประสาทหลอนในระยะยาว ทำให้ LSD ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับยาเสพติดอย่างโคเคนและเฮโรอีน เนื่องจากมีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง

ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ระบุว่า LSD มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการหลงผิดและภาพหลอนที่บิดเบือนความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาและตัวตนของผู้เสพ โดยพบการจำหน่ายและเสพได้ทั้งในรูปแบบของเหลวที่มักบรรจุในขวดเล็ก ๆ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ดูคล้ายขวดน้ำยาดับกลิ่นปาก หรือรูปแบบของแข็ง เช่น กระดาษซับ น้ำตาลหรือเจลาตินก้อน ยาเม็ด เป็นต้น โดยวิธีเสพคือการนำเข้าไปในปาก ทั้งนี้ ตามกฎหมายสหรัฐฯ LSD จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เช่นเดียวกับเฮโรอีนและยาอี (Ecstasy หรือ MDMA)

ข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลอังกฤษระบุเช่นกันว่า LSD จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ซึ่งมีบทลงโทษหนักที่สุด เช่นเดียวกับโคเคน ยาอี เฮโรอีน เห็ดขี้ควาย (Magic Mushroom) เมทาโดน (Methadone) ยาบ้า (Methamphetamine) และยาไอซ์ (Crystal Methamphetamine) ผู้ครอบครองมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ส่วนผู้ค้าหรือผู้ผลิตอาจถูกลงโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต

ขณะที่เยอรมนี ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค (Bundesministerium der Justiz und für Verbraucherschutz) ระบุตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดของรัฐบาลกลาง (Betaubungsmittelgesetz – BtMG) กำหนดให้ LSD อยู่ในบัญชีภาคผนวกที่ 1 (Anlage I) หมายถึงยาเสพติดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย อย่างไรก็ตาม สถาบันกลางด้านยาและอุปกรณ์การแพทย์อาจออกใบอนุญาตสำหรับยาเสพติดที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1 ได้เฉพาะในกรณีพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์หรือวัตถุประสงค์อื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ส่วนประเทศไทย ข้อมูลจากกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า LSD อยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ผู้ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท ส่วนผู้เสพต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างกระดาษเมาหรือแสตมป์เมาที่มีสาร LSD ซึ่งถูกตรวจยึดได้ในปี 2562
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

LSD เริ่มปรากฏในสังคมไทยเมื่อใด?

เรื่องนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่เท่าที่สืบค้นได้ พบการกล่าวถึงในจุลสารพิษวิทยา (Poison and Drug Information Bulletin) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลฉบับไตรมาส 4 ประจำเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2539 พบบทความชื่อ ‘มหันตภัยยาเสพย์ติดตัวใหม่’ ได้กล่าวถึง LSD เนื่องจากกำลังเป็นข่าวในสื่อมวลชนไทย ณ เวลานั้น

บทความนี้ระบุว่า LSD เป็นยาเสพติดที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503-2512) และทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513-2522) มักพบการจำหน่ายในสถานที่ที่วัยรุ่นไปรวมตัวกัน เช่น ดิสโก้เธค ห้างสรรพสินค้า งานคอนเสิร์ตดนตรีร็อก ลักษณะเด่นคือเป็นสารที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ละลายในน้ำและแอลกอฮอล์ได้ ผลิตภัณฑ์สามารถปรากฎอยู่ในรูปของสารละลาย โดยอยู่ในสเปรย์ หรืออยู่บนกระดาษซับทำให้แห้งแล้วนำมาสูดดมหรือรับประทานทั้งกระดาษ หรืออยู่ในรูปแบบหมากฝรั่ง ก้อนเจลาติน เป็นต้น

“เหตุที่ LSD เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น เพราะหลังจากเสพแล้วจะไม่มีกลิ่นจากทางเดินหายใจหรือเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่ที่ผสมกัญชา หรือมีราคาเท่ากับเบียร์ประมาณ 6 กระป๋อง โดย Blotter Acid (สาร LSD ในรูปแบบกระดาษ) ขนาด 6×6 มม. ราคาประมาณ 4-5 เหรียญสหรัฐเท่านั้น” บทความดังกล่าวระบุ

ขณะที่ในด้านกฎหมาย พบการแก้ไขกฎหมายที่ระบุชื่อของ LSD ใน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 เป็นการเพิ่มเติมข้อความใน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ชัดเจนขึ้น โดยในมาตรา 15 ที่กล่าวถึงยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ในข้อ (1) ระบุข้อความว่า “เด็กซ์โตรไลเซอร์ไยด์ หรือ แอล เอส ดี มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ ศูนย์จุดเจ็ดห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่สามร้อยมิลลิกรัมขึ้นไป” จากเดิมที่ในกฎหมายปี 2522 ไม่ได้ระบุ

ด้านการจับกุมและการประชาสัมพันธ์เตือนภัย พบปรากฏในข่าวมาเป็นระยะ ๆ เช่น  ในวันที่ 23 พ.ย. 2562 มีการเปิดเผยจาก นิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. ในขณะนั้นว่ายังไม่พบการแพร่หลายของแสตมป์มรณะหรือกระดาษเมาในประเทศไทย โดยนับตั้งแต่ปี 2559 พบการจับกุมและยึดของกลางได้เพียง 3 คดี ซึ่งแต่ละคดีมี LSD 1-2 ชิ้น ในย่านแหล่งท่องเที่ยวของ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี และผู้ต้องหาเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

วันที่ 4 มี.ค. 2567 นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ในขณะนั้น ได้ออกมาเตือนภัยผลิตภัณฑ์กระดาษซับที่มีสาร LSD ซึ่งมีหลายชื่อเรียก เช่น กระดาษเมา สติกเกอร์เมา กระดาษมหัศจรรย์ แสตมป์มรณะว่า เมื่อได้รับสาร LSD ผ่านการนำกระดาษดังกล่าวอมไว้ใต้ลิ้น จะทำให้ผู้เสพรูม่านตาขยาย อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงและอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น เหงื่อออก นอนไม่หลับ ปากแห้ง ตัวสั่นและเบื่ออาหาร

“เมื่อเสพสาร LSD เข้าสู่ร่างกาย ในระยะแรกจะทำให้มึนศีรษะ เห็นแสงวูบวาบ เคลิ้มสุข หลังจากนั้นจะเกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง เห็นภาพหลอน หูแว่ว ประสาทในการรับภาพและสีผิดเพี้ยนไป เห็นภาพความทรงจำในอดีต เกิดอาการหวาดกลัว บางรายอาจทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายผู้อื่นและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้” นพ.ไพโรจน์กล่าว

โปสเตอร์เตือนภัยยาเสพติด LSD ล่าสุดจาก ป.ป.ส. (25 ก.ค. 2569)
ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB’

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB’ โพสต์ข้อความแจ้งเตือนเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2569 ระบุมีการนำสาร LSD มาหยดลงบนกระดาษซับน้ำแล้วตัดเป็นแผ่นเล็ก ๆ คล้ายแสตมป์ พร้อมพิมพ์ลวดลายการ์ตูนหรือสีสันสดใส ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นของเล่น ของสะสม หรือสติกเกอร์ จึงขอเตือนผู้ปกครองให้เฝ้าระวัง ให้ความรู้เด็กเกี่ยวกับยาเสพติดรูปแบบใหม่ เน้นย้ำเรื่องการไม่รับของจากบุคคลแปลกหน้า หากพบกระดาษหรือแผ่นลายการ์ตูนที่ไม่ทราบที่มา ไม่ควรสัมผัสหรือทดลองใช้ ควรสังเกตพฤติกรรมผิดปกติของบุตรหลาน และพูดคุยสร้างความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ

“ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดเด็กและเยาวชนมากขึ้น โดยใช้ลวดลายการ์ตูน สีสันสดใส เพื่ออำพรางยาเสพติดและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ขอให้ผู้ปกครอง ครู และสถานศึกษา ร่วมกันเฝ้าระวัง สร้างภูมิคุ้มกัน และให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดรูปแบบใหม่” ป.ป.ส. ระบุ

โดยสรุสาร LSD ในรูปแบบแสตมป์เมาหรือกระดาษเมา ไม่ใช่ยาเสพติดชนิดใหม่ มีการใช้กันมานานหลายสิบปีแล้ว เพียงแต่ในอดีตอาจได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นหรือนักเที่ยว แต่ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดได้หันเป้าหมายมาสู่ผู้เยาว์ที่มีอายุน้อยลง ผ่านการออกแบบลวดลายบนกระดาษซับให้เป็นลายการ์ตูนที่ดูผิวเผินน่ารักไร้พิษภัย ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วงและทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวัง

อ้างอิง

มีคนโอนเงินผิดมาเข้าบัญชีเรา อาจเป็นกลโกงมิจฉาชีพ ให้รีบติดต่อธนาคาร ไม่ควรโอนคืนทันที

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คำเตือน เมื่อมีคนโอนเงินผิดเข้าบัญชีของเรา อย่าเพิ่งรีบโอนคืนเพราะอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** หลายหน่วยงานเคยแจ้งเตือนว่ามิจฉาชีพใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลเป็นทางผ่านในการโอนเงินผิดกฎหมาย   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ก.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Mok Sitipon’ โพสต์ข้อความเตือนให้ระมัดระวังกลอุบายรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพคือหลอกขายของให้ผู้ซื้อโดยให้ผู้ซื้อโอนเงินไปที่บัญชีของบุคคลอื่น ซึ่งอาจเป็นบัญชีของเรา จากนั้นมิจฉาชีพจะโทรศัพท์มาหาเรา อ้างว่าโอนเงินเข้าผิดบัญชีและขอให้เราโอนคืนกลับ ซึ่งถ้าเรารีบโอนคืนทันทีก็อาจถูกตำรวจแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนและถูกอายัดบัญชีธนาคารได้ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์ดังกล่าวเป็นคำเตือนที่ถูกต้องซึ่งตรงกับคำแนะนำของตำรวจไซเบอร์และธนาคารแห่งประเทศไทยที่แจ้งเตือนมาเป็นระยะ ๆ ว่ามีมิจฉาชีพใช้กลอุบายดังกล่าวจริง ดังนี้

▪️26 เม.ย. 2568 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือตำรวจไซเบอร์แนะนำว่า ให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะโอนเงินคืน อย่าเพิ่งไว้ใจใครแม้แต่คนที่มีท่าทีเป็นมิตรก็อาจกลายเป็นมิจฉาชีพได้ เมื่อต้องทำการโอนเงินคืนใครให้ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ให้ดี จะได้ไม่เผลอคืนเงินให้กับมิจฉาชีพ

▪️เดือนกันยายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่บทความ ‘โอนเงินผิดบัญชี เกิดเรื่องนี้ต้องทำอย่างไร?’ แนะนำว่า กรณีที่มีเงินโอนผิดเข้ามาในบัญชีของเรา ให้ไปติดต่อธนาคารโดยตรง เพื่อตรวจสอบก่อน ถ้าพบว่าเงินที่โอนเข้ามาผิดบัญชีจริง ๆ ก็ให้ความยินยอมแก่ธนาคารในการโอนเงินกลับไปให้เจ้าของบัญชี 

“สิ่งที่พึงระวังคือ เราไม่ควรโอนเงินกลับเอง เพราะอาจจะเป็นกลลวงของมิจฉาชีพที่จะใช้บัญชีเราเป็นทางผ่านในการโอนเงินผิดกฎหมาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงิน ที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘บัญชีม้า’ โดยมิจฉาชีพจะขอให้โอนเงินเข้าอีกบัญชีหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นคนละธนาคาร คนละชื่อบัญชี โดยอ้างเหตุผลว่าโอนผิดบัญชีไปแล้ว ไหน ๆ จะต้องโอนเงินใหม่ ก็ฝากให้เราช่วยโอนเลยแล้วกัน กลายเป็นว่าเราทำเรื่องผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ” บทความของ ธปท. ระบุ 

▪️ วันที่ 23 มิ.ย. 2569 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแนะนำว่าหากมีเงินปริศนาโอนเข้ามา ให้ดำเนินการดังนี้ 

1. เก็บหลักฐานทั้งหมดไว้: แคปหน้าจอประวัติการโอน วัน และเวลาที่เงินเข้าให้ชัดเจน

2. ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชี: แจ้งธนาคารเพื่อให้ตรวจสอบและประสานงานดึงเงินกลับอย่างถูกต้อง

3. อย่ารีบโอนเงินคืนเอง: ห้ามโอนกลับไปให้คนที่ติดต่อมาโดยตรงเด็ดขาด เพื่อป้องกันการโอนเข้าบัญชีม้า

4. พบพฤติการณ์น่าสงสัยรีบแจ้งความ : หากโดนเซ้าซี้หรือข่มขู่ ให้แจ้งความลงบันทึกประจำวัน หรือโทรสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที 

คลิปสั้นตัดต่อและบิดเบือนคำพูด สส. รอมฎอน ตรวจสอบวิดีโอต้นฉบับแล้วไม่พบข้อความ “ประกาศเอกราชให้ BRN”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สส. รอมฎอนประกาศเอกราชให้โจร BRN”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นคลิปที่ตัดตอนมาจากวงเสวนา ‘เขียนอนาคตปาตานี ปลดล็อกรัฐธรรมนูญไทย’ เมื่อ 27 มิ.ย. 2569 ซึ่งมีการพูดถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ โดยมีบางช่วงกล่าวถึงการกระจายอำนาจปกครองตนเอง แต่ไม่มีข้อความประกาศเอกราชให้ BRN 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 ก.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘แฟนข่าว Top News Thailand’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1.41 นาที ฝังข้อความว่า “สส. รอมฎอนประกาศเอกราชให้โจร BRN สามจังหวัดชายแดน” (ลิงก์บันทึก)

ในคลิปเป็นภาพและเสียงของรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พูดในวงเสวนาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เสียงในคลิปไม่ต่อเนื่องกันคาดว่าน่าจะเกิดจากการตัดต่อคำพูดหลาย ๆ ช่วงเข้าด้วยกัน 

ช่วงหนึ่งเขาระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นปัญหากับคนชายแดนใต้มาโดยตลอด และอีกช่วงหนึ่งกล่าวถึงข้อตกลงสันติภาพ 28 ก.พ. 2556 ระหว่างผู้แทนทางการไทยกับแกนนำ BRN โดยมีผู้แทนทางการมาเลเซียเป็นพยานที่ระบุว่าการเจรจาสันติภาพจะดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญไทย

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปดังกล่าวตัดตอนมาจากวิดีโอบันทึกงานเสวนา ‘เขียนอนาคตปาตานี ปลดล็อกรัฐธรรมนูญไทย’ จัดโดยองค์กรภาคประชาสังคม Projek Sama Sama ที่พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2569 ซึ่งรอมฎอนเข้าร่วมเสวนาในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โคแฟคฟังคลิปบันทึกงานเสวนาที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก ‘The Patani’ โดยละเอียดแล้วไม่พบว่ามีเนื้อหาส่วนใดที่เป็นการประกาศเอกราชให้ BRN ตามข้อความที่ฝังในคลิปสั้นดังกล่าว 

สำหรับเนื้อหาที่รอมฎอนพูดในวงเสวนา โคแฟคสรุปประเด็นได้ดังนี้ 

▪️การลงประชามติเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร เพราะมีร่างแก้ไขอยู่หลายพรรค

▪️รัฐธรรมนูญเป็นปัญหาของคนชายแดนใต้มาโดยตลอด การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. เมื่อปี 2559 ซึ่งต่อมาคือรัฐธรรมนูญ 2560 พบว่าเสียงส่วนใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่รับร่างดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากการลงประชามติให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้แทนฉบับ 2560 ที่พบว่าเสียงส่วนใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงมติเห็นด้วย

▪️ข้อตกลงสันติภาพ 28 ก.พ. 2556 ระหว่างผู้แทนฝ่ายไทยคือเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้แทนกลุ่ม BRN โดยมีเลขาธิการ สมช. ของมาเลเซียเป็นพยาน มีใจความสำคัญคือ “จะมีการพูดคุยกันภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญไทย” ซึ่งรอมฎอนมองว่าข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนประเด็นสำคัญ 2 ประการคือ 1) รัฐธรรมนูญคือกฎหมายหลักของรัฐไทยที่กำหนดว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ประชาชนกับรัฐสัมพันธ์กันอย่างไร สิทธิเสรีภาพของประชาชนและหน้าที่ของรัฐ และ 2) ข้อตกลงสันติภาพอาจต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาใหญ่ แต่ข้อตกลงสันติภาพก็อาจเป็นตัวกำหนดกรอบกติกาใหญ่ได้ด้วย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ในปี 2530 มีการเพิ่มอนุมาตราว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้พื้นที่มินดาเนาเป็นเขตปกครองตนเอง (Autonomous Region) ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นได้ทั้งกรอบและเป็นผลมาจากกรอบที่เกิดจากการต่อสู้ผลักดันในสังคม

▪️คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มีข้อเสนอให้รัฐธรรมนูญไทยระบุถึงกระบวนการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ แต่ก็มีคนไม่เห็นด้วย รวมทั้งมีข้อถกเถียงเรื่องการแบ่งปันอำนาจ (Power Sharing)  

▪️ในช่วงตอบคำถาม รอมฎอนกล่าวถึงมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” หมายถึงประชาชนลุกขึ้นต่อต้านคนที่ยึดอำนาจได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นผลมาจากการต่อสู้กับเผด็จการในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 ตามด้วยการรณรงค์ปฎิรูปการเมือง แต่ข้อความนี้ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2560

▪️รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 65 กำหนดให้รัฐจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรอมฎอนมองว่าเป็นการทำให้ระบบราชการกำหนดทิศทางประเทศแทนที่จะเป็นฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชน มีลักษณะที่ไม่ยืดหยุ่น และสร้างปัญหารวมทั้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ด้วย ซึ่งแทบทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้    

▪️หากหลายภาคส่วนเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ดีก็ต้องรวมตัวกันลงชื่อให้ครบ 5 หมื่นรายชื่อเพื่อเสนอให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความเปลี่ยนแปลงเกิดจากการรวมตัว ไม่ใช่จากคนเพียงไม่กี่คน ประชาชนจึงต้องรวมตัวกัน

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: หลังเกิดเหตุลอบยิงและใช้วัตถุระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานใน ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนได้รับบาดเจ็บ 6 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายอายุ 10 ปี โคแฟคพบการเผยแพร่ข้อความเท็จจำนวนมากที่อ้างว่าเป็นคำพูดของรอมฎอนและอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา แสดงความเห็นปกป้องผู้ก่อเหตุ ซึ่งมีทั้งการบิดเบือนคำพูดและการกุข้อความขึ้นเอง ซึ่งเป็นลักษณะของเนื้อหาเท็จที่พบบ่อยหลังเกิดเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้