“จาก ‘จำเลยฝุ่นควัน’ สู่ ‘ผู้โอบอุ้มป่าใหญ่’: ความจริงอีกด้านที่บ้านเฮาะ”

ฤดูไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธุ์ยาวไปถึงสิ้นเดือนเมษายน คือช่วงเวลายากลำบากที่ชาวเชียงใหม่และ ภาคเหนือต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ และเมื่อใดก็ตามที่เกิดไฟบนภูเขา อารมณ์และความรู้สึกที่ต้องทนฝุ่น ทำให้ผู้คนมักชี้และตัดสินว่า คนดอยคือต้นเหตุของปัญหามลพิษทางอากาศ  

แต่บางครั้งการด่วนสรุปด้วยความรู้สึกหรือข้อมูลด้านเดียวอาจทำให้เราเสียโอกาสที่จะร่วมแก้ปัญหาหมอกควันไปด้วยกัน ดังนั้นบทความนี้จึงจะพาผู้อ่านทุกคนเดินทางไปยังอยู่บ้านหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม เพื่อสำรวจวิถีชีวิต แนวคิดการจัดการทรัพยากร รวมถึงฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างรับฟัง 

#การเดินทางจากเชียงใหม่สู่บ้านเฮาะ

ไกลออกไปจากเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปทางทิศตะวันตก 162 กิโลเมตร ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง บนถนนคดเคี้ยว จนมาถึงปลายทางคือบ้านเฮาะ ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อินจัน ศักดิ์โชถิติกุล ผู้ใหญ่บ้านชาวลั๊วะ พร้อมชาวบ้านและ อบต. มารอต้อนรับพวกเราในฐานะนักท่องเที่ยวทดลองของชุมชน และนี่คือประวัติศาสตร์ใหม่ของชุมชนคือ การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยใช้วัฒนธรรมของชุมชนซึ่งประกอบไปด้วยลั๊วะ และปกาเกอะญอ และผลลัพธ์ของการจัดการทรัพยากรธรรมคือ ป่าชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ ท่องเที่ยวเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ของคนพื้นที่สูง พร้อมกับการสร้างเศรษฐกิจจากชุมชน 

#ปฐมบท ภูมิศาสตร์การตั้งชุมชนบ้านเฮาะ

ผู้ใหญ่บ้านอินจัน นำผู้เขียนมายังจุดที่ตั้งของหมู่บ้าน บ้านเฮาะตั้งอยู่บนเนินเขาล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไร่หมุนเวียนเก่าถูกปล่อยให้เป็นป่ามาเป็นเวลากว่า 30 ปี ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายและกำลังคนของชุมชน 

ณ จุดที่เรายืนอยู่คือไร่ข้าวโพดที่เพิ่งถูกเผา เกษตรทุนนิยมรูปแบบใหม่ที่สะท้อนการปรับตัวของคนพื้นที่สูง และการปรับตัวภายใต้เงื่อนไขที่โครงสร้างกฏหมายไม่เป็นธรรม ชาวบ้านหลายคนจึงตกอยู่ในวังวนของมายาคติ อย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามจุดที่ยืนอยู่เหนือหมู่บ้านเรายังเห็นผืนป่าใหญ่ด้านหลังซึ่งเป็นป่าโบราณที่ชุมชนยังคง รักษาไว้  และเป็นป่าจิตวิญญาณที่อยู่คู่ชุมชนมายาวนานเป็นร้อยปี

#ประวัติศาสตร์ชุมชนของลูกหลานขุนหลวงวิลังคะ

ในมุมของประวัติศาสตร์ ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาติพันธุ์ลั๊วะ และปกาเกอะญอ สองกลุ่มชาติพันธุ์อยู่อาศัยร่วมกัน หมู่บ้านเก่าแก่นี้อายุราว 700 ปี มีความสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์กับ “ระมิงค์นคร” โดยมีขุนหลวงวิลังคะ กษัตริย์ชาวลั๊วะผู้ครองนครหรือแถบเชียงใหม่ปัจจุบัน หลังยุคขุนหลวงวิลังคะ อำนาจของชาวลั๊วะค่อย ๆ ถูกแทนที่โดยรัฐแบบมอญจากหริภุญชัย เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การรับพุทธศาสนาแบบหริภุญชัย การขยายอำนาจของรัฐเมือง การกลืนกลายทางวัฒนธรรม ทำให้ชาวลั๊วะถอยร่นขึ้นพื้นที่ภูเขา

และที่นี่บริเวณเนินเขาคือที่ตั้งของชุมชนลั๊วะ ต่อมามีกลุ่มปกาเกอะญอเข้ามาอาศัยร่วม ความเชื่อของชุมชนบางส่วนยังคงนับถือบรรพบุรุษ และมีพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

#ป่าจิตวิญญาณ 

หลังจากรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ชุมชน เรานั่งรถมาสู่จุดที่สอง ซึ่งที่นี่คือผืนป่าใหญ่บนสันเขา ผู้ใหญ่อินจันทร์เรียกว่า “ป่าดึกดำบรรพ์” โดยอธิบายว่าเป็นพื้นที่ป่าโบราณ เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า มีต้นไม้นานาพรรณ และยังเป็นป่าความเชื่อของชุมชน เมื่อเดินทางเข้าสู่พื้นที่ป่า อากาศเริ่มเปลี่ยนจากร้อนสู่เย็น ร่างกายผ่อนคลาย มีเสียงจักจั่นร้องก้องกังวาน และเสียงนั้นค่อย ๆ จางไปเมื่อเดินขึ้นที่สูง 

ที่นี่เป็นป่าอยู่บนสันเขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร เช่น พืช ผัก สมุนไพร แต่มีข้อห้ามคือ ห้ามตัดไม้ในพื้นที่ป่าจิตวิญญาณแห่งนี้ ซึ่งต่อมามีการปรับเปลี่ยนชื่อให้สอดล้องกับการสำรวจพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านเรียกป่าแห่งนี้ว่า “ป่าชุมชน” และป่าผืนนี้เต็มไปด้วยความเชื่อ เรื่องเล่า ตำนานมากมาย สมกับชื่อชนเผ่าลั๊วะ กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชื่อมากที่สุดในประเทศไทย

#ตำนานผีขาด้วนกินคน 

เมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่ง มีร่องรอยขุดเป็นร่องที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ผู้ใหญ่อธิบายว่า นี่คือร่องรอยของบรรพบุรุษที่ขุดไว้ด้วยความเชื่อว่า เมื่อชาวลั๊วะตั้งหมู่บ้านจะต้องขุดร่องไว้ เพื่อกันผีปีศาจที่จะมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน เป็นความเชื่อโบราณเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีขาข้างเดียวที่กินคนเป็นอาหาร ชาวลั๊วะเรียกผีขาข้างเดียว จึงขุดร่องนี้ตามดอยแล้วใช้กาบไม้ไผ่มาวางในร่องเพื่อดักผี เมื่อผีขาข้างเดียวเดินผ่านมา จะลื่นล้ม จากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันแทงให้ตาย แต่ปัจจุบันไม่ได้ขุดแล้วเพราะไม่มีผีขาข้างเดียว

#ไผ่ต้องห้ามกับทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 

ผ่านมาอีกราว 100 เมตร บริเวณนี้เป็นป่าพุ่ม มีต้นไผ่แซมบางส่วน มีเรื่องเล่าว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารญี่ปุ่นที่เดินผ่านทางนี้เข้าไปตัดไม้ไผ่เพื่อมาทำเป็นไม้หาบของ แล้วก็เดินต่อแต่ปรากฏว่าแม้จะเดินไปไกลแค่ไหน ทหารญี่ปุ่นก็พบว่าเดินทางมาถึงจุดเดิม หลายวันหลายคืนจึงตัดสินใจทิ้งไม้หาบ จากนั้นก็เดินทางต่อไปได้ปกติ

#นกจิกตา

ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังอีกเรื่องว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีชายชื่อ “ปัน” มายิงนกที่มีลักษณะหางยาวบริเวณนี้ หลังจากยิง นกตัวนั้นก็ร่อนตัวมาจิกตา ทำให้เจ็บตาไปหลายวัน ไม่กล้ามายิงนกและไม่กล้ามาตัดไม้บริเวณนี้อีก เรื่องนี้ถูกเล่าต่อในชุมชนและกลายเป็นแนวทางปฏิบัติในการเข้าป่า คือ ห้ามยิงนก

#แนวกันไฟ

ผ่านมาเกือบ 1 กิโลเมตร บริเวณนี้คือแนวกันไฟขนาดกว้าง ความยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ป้องกันไฟป่า โดยเป็นกิจกรรมประจำปีของชุมชนที่จะช่วยกันทำแนวกันไฟ เพื่อปกป้องผืนป่าชุมชนแห่งนี้ไว้ ผู้ใหญ่อินจัน เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า นี่คือพลังของชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจปกป้องผืนป่านี้ไว้ ช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดไฟป่า และยังมีกฎระเบียบชุมชนรวมถึงกฎจารีตที่เป็นกลไกหนุนแรงใจให้เราช่วยกันรักษาป่า 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีครหาทางสังคมว่าคนที่อยู่บนดอยคือคนทำให้เกิดไฟป่า แต่คำอธิบายของผู้ใหญ่อาจช่วย คลี่คลายความสงสัยได้ไม่มากก็น้อย และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ประจักษ์คือ ผืนป่าโบราณแห่งนี้คือพยานของชุมชนว่า พวกเขารักและดูแลผืนป่าด้วยจิตวิญญาณ

#พื้นที่ประกอบพิธีกรรม

บริเวณลานกว้างมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ 5 คนโอบ คือพื้นที่ทางพิธีกรรมที่ใช้สำหรับการขอเจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแล สรรพชีวิตของคนในชุมชนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่บวชป่าที่รวมทั้ง 3 ความเชื่อ คือ ความเชื่อดั้งเดิม พุทธ และคริสต์ ร่วมกัน แม้ต่างศาสนาแต่ผืนป่าแห่งนี้คือหัวใจสำคัญของชุมชนทุกคน

ตลอดระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรในป่าโบราณของชุมชนบ้านเฮาะ นอกจากความเย็นที่ชโลมร่างกายในช่วงปลาย ฤดูร้อนของต้นเดือนพฤษภาคมเช่นนี้ เรายังพบนานาพืชพันธุ์ ได้ยินเสียงสัตว์ป่า เช่น นก กระรอก และเต็มไปด้วยเรื่องราวตำนานความเชื่อของชาวลั๊วะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์การมองโลกว่าสรรพสิ่งมีเทพเจ้า เป็นเจ้าของ การอยู่ การใช้ ต้องรักษาผ่านพิธีกรรมความเชื่อ นอกจากนี้ในเชิงนิเวศวิทยา ตำนานและความเชื่อเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่า เช่น ชะนี

#ไร่หมุนเวียนลั๊วะ

ออกจากเส้นทางป่าโบราณ เรานั่งรถต่อมายังพื้นที่การเกษตรของชุมชน พื้นที่ตรงหน้ามีทั้งไร่หมุนเวียน พืชเชิงเดี่ยว และสวนผสมผสานกระจายปะปนกัน ภาพเหล่านี้สะท้อนการดิ้นรนปรับตัวของชาวบ้านในยุคที่ระบบเกษตรดั้งเดิม กำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น เมื่อรอบหมุนเวียนของไร่สั้นลง ดินไม่มีเวลาฟื้นตัว ผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจึงต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมากขึ้น ขณะเดียวกัน พืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดยังถูกมองว่าเป็น “ความหวัง” ทางเศรษฐกิจ แม้ในความจริงหลายครัวเรือนกลับต้องเผชิญหนี้สินจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือภาพของระบบเกษตรภายใต้แรงกดดันของทุนนิยมในพื้นที่ห่างไกลที่ชาวบ้านแทบไม่มีทางเลือกมากนัก 

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ยังมีสวนขนาดเล็กบางแห่งที่กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากไร่หมุนเวียนไปสู่

พืชทางเลือก แต่อนาคตก็ยังไม่แน่นอนเพราะแม้จะปลูกได้ ผลผลิตจะขายได้หรือไม่ ราคาจะคุ้มต้นทุนหรือเปล่า ล้วนขึ้นอยู่กับตลาดที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไร่หมุนเวียน พืชเชิงเดี่ยว หรือสวนทางเลือก ทั้งหมดต่างเป็นพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัย “ไฟ” ในการจัดการพื้นที่ และเมื่อไฟคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การใช้ไฟจึงต้องมาพร้อมกับกฎเกณฑ์ ความรับผิดชอบ และพิธีกรรม ก่อนการเผาไร่หมุนเวียนหนึ่งวัน ชาวลั๊วะจะประกอบพิธี “โนก ไก ปา” แปลว่าพิธีเลี้ยงผีไฟ โดยแต่ละตระกูลจะทำพิธีแยกกัน กิ่งไม้ 5 ต้นพร้อมเครื่องบูชาถูกปักไว้หน้าไร่ พิธีนี้จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ก่อนเริ่มเผาไร่ผ ทั้ง 5 ตระกูลจะทำพิธีพร้อมกัน มีการใช้ไก่ หมู หรือวัวเป็นเครื่องเซ่นไหว้ และอาหารจากพิธีก็จะถูกนำมาแบ่งปันเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงาน

ความเชื่อของชาวบ้านคือเมื่อบูชาผีไฟแล้ว ไฟจะอยู่ในความควบคุม ไม่ลุกลามไปยังพื้นที่อื่น แต่ในอีกความหมาย พิธีกรรมนี้ได้ทำหน้าที่รวมผู้คนทั้งหมู่บ้านเข้าด้วยกัน เพราะเมื่อถึงเวลาจุดไฟ ทุกคนจะออกมาช่วยกันดูแลแนวกันไฟ และควบคุมเปลวเพลิงร่วมกัน จนการเผาไร่เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมง 

ไฟในไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการเกษตร หากยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ความเชื่อ และความร่วมมือของคนในชุมชนที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และไฟที่มีเจ้าของและมีผู้รับผิดชอบ จึงไม่สร้างหายนะหรือความสุญเสียต่อระบบนิเวศแต่อย่างใด

#วัฒนธรรมอาหารและผ้าทอ

ในช่วงบ่ายมีกิจกรรม Workshop ที่เตรียมไว้สำหรับทริปนี้คือ 1. ออปปิโตะ หรือข้าวปุกงา เริ่มตั้งแต่นำข้าวเหนียวมาตำรวมกับงาให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปทานกับแกงไข่ น้ำตาล หรือน้ำอ้อยแห้งตามความชอบ โดยข้าวปุกงามีเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชาวลั๊วะคือใช้สำหรับงานมงคล เช่น งานบุญ งานแต่ง และการต้อนรับผู้มาเยือน เพราะมีความหมายถึงความรักใคร่สามัคคี ดังข้าวเหนียวที่กลมเกลียวกัน และ 2. ผ้าทอมือของชาวลั๊วะ มีการปักลูกเดือย เย็บผ้า และการสาธิตการทอผ้าโดยกลุ่มแม่บ้าน ผู้เขียนสังเกตเห็นลวดลายหนึ่ง สอบถามได้ความว่าเป็นลายของฐานที่ใช้สำหรับวางภาชนะพิธีกรรม ลายนี้มีความสวยงามและมงคล จึงนำมาเป็นลายบนเสื้อผ้าของชาวลั๊วะ

#พลบค่ำกับอาหารท้องถิ่น

ในช่วงค่ำ ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านได้เตรียมอาหารของชนเผ่าลั๊วะต้อนรับ ซึ่งประกอบด้วย 1. เต้าแบ๊วด (หรือทางแม่ฮ่องสอนเรียกว่า สะเบือก) ลักษณะเป็นยำหมูสมุนไพรสูตรดั้งเดิมของลั๊วะ 2. ผัดผักแตงกวาใส่ไข่ 3. ต้มส้มไก่ 4. น้ำซุปต้มหมู 5. พริกมะเขือตำ และข้าวที่ปลูกเอง ก่อนจะชิมอาหาร หนึ่งในวัฒนธรรมของคนปลูกข้าวคือต้องดื่มเหล้าต้มก่อนเพื่อเปิดต่อมรับรส และนี่คือเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมจากยอดข้าวของชุมชนนี้ จากนั้นก็เริ่มมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อย ผู้เขียนขอบคุณแม่ครัวด้วยการเติมข้าวไป 3 จาน อาจเป็นเพราะใช้พลังงานในการเดินป่ามาทั้งวัน การได้กินอาหารชนเผ่ารสชาติอร่อยเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม

การเดินทางมาในฐานะนักท่องเที่ยวทดลอง ในชื่อโครงการทริปท่องเที่ยวเชิงนิเวศ Hiking Homestay จัดขึ้นโดยชุมชนบ้านเฮาะและบ้านปางหินฝน สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า โครงการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนตำบลปางหินฝน โครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือ การส่งเสริมให้ชุมชนมีประสบการณ์การ จัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน วัฒนธรรมลั๊วะและปกาเกอะญอ ในการอยู่อาศัย  ดูแลป่า และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นการเปิดพื้นที่เรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างสวัสดิการชุมชนเพื่อนำรายได้มาจัดการดูแลไฟป่าหมอกควัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวบ้านคือแนวหน้าสู้ไฟ และหลายครั้งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ก่อไฟทำลายป่า การดิ้นรนปรับตัวจากไร่หมุนเวียนสู่พืชเชิงเดี่ยวภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมภาคบังคับมีเหตุและความจำเป็นที่ต้องทำ แม้จะตระหนักถึงผลกระทบด้านชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่อยู่ในฐานะผู้ไร้อำนาจกำหนดนโยบาย และกลายเป็น ปลายเหตุของปัญหาไฟป่าหมอกควัน

ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวมีลักษณะซับซ้อนเกินกว่าที่จะชี้ว่าใครเป็นต้นเหตุ หากแต่ต้องทำความเข้าใจระบบโครงสร้างของ กฎหมายและความเข้าใจทางสังคมต่อวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อมองหาจุดร่วมในการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน อย่างแท้จริง แม้ในอดีตที่ผ่านมาได้สร้างบทเรียนมากมายแก่ชุมชน

ผู้ใหญ่บ้านอินจันเล่าถึงอคติที่ส่งผลต่อการดำรงวิถีว่า อคติเรื่องไร่หมุนเวียนที่บางคนเชื่อว่าทำลายป่า ทั้งที่เป็นระบบเกษตรพื้นที่สูงที่รักษาระบบนิเวศ ประกอบกับกฎหมายนโนบายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต จึงทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยน ชาวบ้านบางส่วนต้องเข้าสู่เกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่จัดการเรื่องที่ดิน มีเงื่อนไขว่าต้องทำกินทุกปี แต่ไร่หมุนเวียนมันต้องปล่อยพักฟื้น ดังนั้นที่นี่จึงมีทั้งคนที่ยังทำไร่หมุนเวียน และไร่ข้าวโพด และสิ่งหนึ่งที่ยังต้องใช้คือไฟ ทั้งในไร่หมุนเวียนและไร่ข้าวโพด สำหรับไร่หมุนเวียนเมื่อมีนโยบายห้ามเผา ภูมิปัญญาในการจัดการไฟตามวิถี ที่ดูลม ดูความร้อน ที่ค่อยๆหายไปพร้อมกับการห้ามเผา ไร่หมุนเวียนจึงต้องปรับตัว บางส่วนต้องใช้ยาจำกัดวัชพืช ขณะที่ข้าวโพด ก็ต้องใช้ไฟ หากไม่ปลูกข้าวโพด ก็ไม่รู้จะปลูกอะไร ไม่มีรายได้ ชาวบ้านอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำและปรับตัว ประกอบกับอคติที่เข้าใจว่าพวกเขาเป็นสาเหตุของไฟป่า การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาจึงน้อยลง ลูกหลานก็เข้าสู่เมือง หาอาชีพใหม่ ไม่มีใครสานต่อวิถีวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ชุมชนริเริ่มขึ้นในครั้งนี้เป็นอีกก้าวที่จะสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ให้ชุมชน โดยเฉพาะอาชีพทางเลือกนอกจากพืชเชิงเดี่ยว และอาจเป็นโอกาสในการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ กลับบ้านมาร่วมพัฒนาชุมชน โดยใช้วัฒนธรรมและป่าชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2569

อดีต สส. และ สว. ได้บำนาญตลอดชีวิต-เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jh9azezyr7lk


รัฐบาลประกาศให้วันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติมกรณีพิเศษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vicf1q28fz0


ฝรั่งเศสล็อกดาวน์ พบเป็นเพียงการกักบริเวณเรือเพื่อตรวจสอบ”โนโรไวรัส”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/13ztc8qoud55t


ทรัมป์เปิดเอกสารสีจิ้นผิง ที่แท้เป็นภาพ AI…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ekukg6u6rva3


กสทช. สั่งค่ายมือถือ คืนเงิน “ลูกค้า” ปมยัดโปรฯ-เปลี่ยนแพ็กเกจ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2hkwdqi7yw9fv


โรงพยาบาลศิริราชกลับมาจ่ายยาตามปกติแล้ว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vr0x3d9z63b5


อย่าเพิ่งทำแบบนี้ถ้าเผลอดื่มน้ำมันเชื้อเพลิง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/i5gp6gz2hioc


สธ.ประกาศเขตโรคติดต่ออันตราย ‘อีโบลา’ ออก 2 มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fhosag8wgj59


ครม.อนุมัติให้ 16 ต.ค. 69 เป็นวันหยุดพิเศษ ในกทม. รับประชุมใหญ่ธนาคารโลก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1t4567799qwxu


ไม่มีกัญชาเสรี ขายหรือเสพเท่ากับผิดกฎหมาย จับได้ทันที…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s3yuxpgf615k


เซเว่นสามารถสแกนจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดได้แล้ว…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/loyvqzfrp29s


สธ. ยกระดับไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่ออันตราย กักตัวเสี่ยงสูง 42 วัน…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3pilb63gmcwvw


 ถ้าไม่ใช่ทองคำเปลว ที่ทำจากทองคำแท้ .. ห้ามไม่ให้เอามาประกอบอาหาร…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/jbdaexyr49ei

ภาพข่าวชัยวัฒน์-ชัชชาติ “ชนหมัด” ถูกนำมาบิดเบือนใส่ร้ายว่าที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม.

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ชัยวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เดินเข้าไปหาเรื่อง “ชัชชาติ” หวังทำร้ายร่างกาย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 พ.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว​ TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาชน ยืนอยู่กับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม. โดยชัยวัฒน์กำมือหลวม ๆ ขณะที่ชัชชาติทำท่าคล้ายโบกมือ มีข้อความบรรยายว่าผู้สมัครจากพรรคส้มเดินเข้ามาหาเรื่องชัชชาติหวังทำร้ายร่างกาย และเรียกร้องให้คนกรุงเทพฯ ไม่เลือกชัยวัฒน์ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพชุด 3 ภาพที่ถ่ายโดยช่างภาพข่าวไทยรัฐออนไลน์และเผยแพร่ในบัญชีโซเชียลมีเดียของไทยรัฐ เช่น X และอินสตาแกรม เมื่อวันที่ 14 พ.ค. คำบรรยายภาพระบุว่า “ชนหมัด🤜🏻🤛🏻 2 ตัวเต็งผู้ว่าฯ กทม. หลังเจอกันครั้งแรก”

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชนหมัดกับ ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ ในนามพรรคประชาชน หลังได้พบเจอกันครั้งแรกพร้อมกับชนหมัดกัน โดยทั้งคู่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมแอโรบิกมักม่วนหน้าฮ้าน ณ ลานแอโรบิกสวนจตุจักร” ไทยรัฐรายงาน

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากภาพการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวกิจกรรมแอโรบิก “หน้าฮ้านกลางเมือง” ทางช่องยูทูบ @thairathnews วันที่ 14 พ.ค. พบว่าภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ประมาณ 2 นาทีที่ชัยวัฒน์เดินเข้ามาทักทายชัชชาติในงาน ทั้งสองจับมือทักทายกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นผู้สื่อข่าวไทยรัฐได้ขอให้ทั้งสอง “ชนหมัด” กันให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ 

ธนัท ชยพัทธฤทธี ช่างภาพไทยรัฐออนไลน์ผู้ถ่ายภาพนี้ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าเป็นจังหวะที่ชัยวัฒน์เอามือลงหลังจากชนหมัดกับชัชชาติ ก่อนที่ทั้งสองจะจับมือร่ำลากัน

ธนัทให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชัยวัฒน์และชัชชาติพบกันในบรรยากาศที่เป็นมิตร มีการชักชวนกันถ่ายรูปและไม่มีช่วงใดที่ชัยวัฒน์เดินเข้าไปหาเรื่องหวังทำร้ายร่างกาย ตามที่มีผู้นำภาพไปบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด  

“ครม. เพิ่มวันหยุดกรณีพิเศษ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 69” เป็นข้อมูลเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลประกาศให้วันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติมกรณีพิเศษ

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 พ.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายโพสต์ข้อความว่า “ครม. ไฟเขียวเพิ่มวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 2 วัน เพื่อให้มีวันหยุดยาว 5 วันติดกัน” คือ 

-วันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างวันหยุดชดเชยวันวิสาขบูชา (1 มิ.ย.) และวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระบรมราชินี (3 มิ.ย.) ซึ่งเมื่อรวมกับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 30-31 พ.ค. จะทำให้มีวันหยุดยาวรวม 5 วัน

-วันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (28 ก.ค.) และวันอาสาฬหบูชา (29 ก.ค.) และวันเข้าพรรษา (30 ก.ค.) ซึ่งเมื่อรวมกับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 1-2 ส.ค. จะทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องรวม 6 วัน (ลิงก์บันทึก 1,2)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 14 พ.ค. 2569 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ปัจจุบันยังไม่มีการหารือหรือประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติม พร้อมทั้งเผยแพร่ภาพอินโฟกราฟิกแสดงวันหยุดประจำปี 2569 ซึ่งไม่มีวันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 

ℹ️ข้อสังเกตโคแฟค: ข้อมูลเท็จชิ้นนี้อาจมีที่มาจากข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนหลายสำนักที่รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวาระพิจารณาเรื่องการประกาศให้วันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติม แต่เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นว่าหากประกาศเพิ่มอาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการและการจ้างงาน ที่ประชุม ครม. จึงให้ถอนเรื่องนี้ออกไป (ลิงก์ข่าว ประชาชาติ, ไทยรัฐ, ไทยพีบีเอส)

โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องสวัสดิการ สส.- สว. สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อดีต สส. และ สว. ได้บำนาญตลอดชีวิต-เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ประสบการณ์ของพี่ทอมเองครับ” โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสวัสดิการของผู้ที่เคยเป็น สส. และ สว. ว่ามีสิทธิเบิกค่าเล่าเรียนบุตรที่ศึกษาในโรงเรียนนานาชาติและได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต โดยระบุว่าอ้างอิงข้อมูลจากการอภิปรายของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569

ข้อความบางส่วนในโพสต์ระบุว่า “สส. หรือ สว. บางคนดำรงตำแหน่งแบบสั้นกุดแค่ 1 ปี แต่กลับได้รับสิทธิเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต” และ “ในขณะที่ชาวบ้านต้องวิ่งเข้าโรงรับจำนำ ดิ้นรนหาเงินจ่ายค่าเทอมลูกช่วงเปิดภาคเรียน แต่ลูกของอดีตท่านทรงเกียรติ กลับสามารถเบิกค่าเล่าเรียนระดับโรงเรียนนานาชาติได้ตั้งแต่ชั้นประถมยาวยัน ม.ปลาย” (ลิงก์บันทึก)  

ณ วันที่ 14 พ.ค. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 5,500 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาหรืออดีต สส.-สว. มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือด้านต่าง ๆ จาก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งที่มาของเงินกองทุนหลัก ๆ มาจากทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้, เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือนโดยหักจากเงินประจำตำแหน่ง สส. และ สว.

กองทุนนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาในด้านต่าง ๆ เช่น เงินทุนเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล และการศึกษาของบุตร โดยการขอรับเงินช่วยเหลือจะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 และ “ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือระเบียบฉบับที่ 6 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569

🔹ค่าเล่าเรียนบุตร

ในส่วนของการขอรับเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ระบุไว้ในหมวด 9 เรื่อง “การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร” ว่าผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าเล่าเรียนของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงบุตรคนที่ 1 และ 2 ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น

โดยเงินช่วยเหลือจะแตกต่างกันตามประเภทสถานศึกษา (สถานศึกษาของทางราชการ, สถานศึกษาเอกชน) ระดับชั้น (ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า, อนุปริญญา, ไม่เกินมัธยมปลาย) อัตรา (เต็มจำนวนที่จ่ายไปจริง, ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายไปจริง) เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ให้คำจำกัดความ “สถานศึกษาของเอกชน” ว่าหมายถึง 1) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ 2) โรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาในระบบโรงเรียน และให้รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ

ทั้งนี้ บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในระดับไม่สูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจะได้รับเงินค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนที่จ่ายไปจริง ส่วนบุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจะได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งของจํานวนที่จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

สำหรับอัตราค่าเล่าเรียนของสถานศึกษาเอกชนที่กระทรวงการคลังกำหนดนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าอ้างอิงตามหนังสือกรมบัญชีกลางลงวันที่ 28 มิ.ย. 2559 ดังนี้ 

  • สถานศึกษาเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุน: ค่าเล่าเรียนชั้นอนุบาลไม่เกิน 13,600 บาทต่อปีการศึกษา, ประถมศึกษา ไม่เกิน 13,200 บาท, มัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกิน 15,800 บาท, มัธยมศึกษาตอนปลายไม่เกิน 16,200 บาทต่อปีการศึกษา 
  • สถานศึกษาเอกชนที่รับเงินอุดหนุน: ชั้นอนุบาล ไม่เกิน 4,800 บาทต่อปีการศึกษา, ประถมศึกษา ไม่เกิน 4,200 บาท, มัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกิน 3,300 บาท, มัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่เกิน 3,200 บาทต่อปีการศึกษา 

ขณะที่อัตราค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติ สื่อมวลชน เช่น อมรินทร์ทีวี และการเงินการธนาคาร รายงานว่าอยู่ระหว่าง 200,000-900,000 บาทต่อปี บางแห่งสูงกว่า 1 ล้านบาทต่อปี (ข้อมูลปี 2567-2568) 

การที่โพสต์ดังกล่าวระบุว่าอดีต สส.-สว. เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน กล่าวคือแม้จะเบิกค่าเล่าเรียนสำหรับบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติได้จริง แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ และต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด

🔹เงินทุนเลี้ยงชีพ

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ระบุว่าผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน จำนวนเงินและระยะเวลาที่ได้รับคำนวณจากระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ทั้งนี้เงินที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบนี้เรียกว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “บำนาญ”

ปี 2558 มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ฉบับที่ 2 โดยกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนขึ้นคือตั้งแต่ 9,000-35,600 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และเพิ่มข้อความว่า “ให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ”

ข้อความที่ระบุว่าอดีต สส.-สว. ได้รับบำนาญตลอดชีพจึงเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

หลายภาคส่วนเรียกร้องกำกับ ‘อัลกอริทึม-เอไอ’ ชี้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)   คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดเวทีเนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2026 ภายใต้หัวข้อ “AI & Media Freedom เมื่อความจริงต้องทำงานแข่งกับอัลกอริทึม” ที่คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อระดมความเห็นต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัลกอริทึมต่อระบบข้อมูลข่าวสาร เสรีภาพสื่อ และสังคมประชาธิปไตย

รศ.ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ คณบดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงานว่า ปัจจุบัน AI สามารถสร้างภาพและวิดีโอปลอมได้สมจริงมากขึ้น จนผู้รับสารจำนวนมากแยกไม่ออกว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ ส่งผลให้สื่อมวลชนต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากในการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างสำนักข่าว BBC ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาตรวจสอบคลิปวิดีโอต่างๆ ว่าเป็นคลิปจริงในเหตุการณ์ที่อ้างถึงนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงสงคราม  พร้อมชี้ว่า “ธรรมาภิบาล AI” เป็นประเด็นสำคัญที่หลายประเทศเริ่มกำกับอย่างจริงจัง

ด้านทักษ์ดนัย เกตุแก้ว ผู้แทนมูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) ระบุว่า การมาของ AI และเทคโนโลยี Deepfake ทำให้สังคมเผชิญ “สงครามข้อมูล” รุนแรงขึ้น ขณะที่ดัชนีเสรีภาพสื่อไทยลดลงมาอยู่อันดับ 92 ซึ่งค่อนข้างน่ากังวล ในสถานการณ์แบบนี้สังคมไทยจะยิ่งหาความจริงยากขึ้น  โดยเฉพาะสังคมที่มีแต่มายาคติและมีข้อมูลเท็จมากขึ้น  ยิ่งสะท้อนความเปราะบางของระบบข้อมูลข่าวสารในประเทศ

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพการทำงานของอัลกอริทึม (Algorithm) ของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่ 1.การจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งมาจากการจดจำและประมวลผลพฤติกรรมของผู้ใช้งาน 2.การจัดประเภท โดยจัดตามอัตลักษณ์ผู้ใช้งาน เช่น อายุ ชาติพันธุ์ ศาสนา ฯลฯ ซึ่งอาจนำไปสู่อคติได้  3.การเชื่อมโยง ซึ่งจะพบเห็นจากการป้อนคำถามให้ AI แล้ว AI จะตอบกลับมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ลักษณะนี้ คือการที่อัลกอริทึมเชื่อมโยงเนื้อหา และ 4.การคัดกรองเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาบางส่วนถูกทำให้ชัดเจนขึ้นขณะที่บางส่วนถูกนำออกไป 

การทำงานทั้ง 4 ด้านนี้ส่งผลต่อข้อมูลข่าวสารที่เราพบเห็นเมื่อใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และมีข้อเสนอแนะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.มีการแจ้งเตือนอย่างชัดเจน เช่น มีลายน้ำบอกว่าสิ่งนี้สร้างโดย AI 2.จัดทำแนวปฏิบัติทางธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ – ส่วนเสีย จะทำอย่างไรให้การใช้อัลกอริทึมและ AI มีความโปร่งใส และ 3.สถาปนาสิทธิในความโปร่งใสของอัลกอริทึม ผู้บริโภคมีสิทธิ์รับรู้ว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร 

“หนึ่งในวิธีการจัดการให้เกิดผลจริงๆ ก็คือการตั้งกลไกที่เรียกว่าคณะทำงานจับตาตรวจสอบความโปร่งใสของอัลกอริทึม (Algorithm Watch) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากคือจะต้องเป็นทีมงานที่เป็นมนุษย์ที่มีความเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ พร้อมกับผลกระทบของผู้บริโภคหรือผลกระทบต่อสังคม ที่สำคัญคือจะต้องเป็นหน่วยงาน Algorithmic Transparency Standard หรือมาตรฐานการใช้อัลกอริทึมอย่างโปร่งใส”ดร.วศิน กล่าว

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าปัจจุบันคนทำงานสื่อกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ตั้งแต่ 1.การถูกคุกคามทั้งทางกายภาพอย่างการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือใช้กฎหมายความมั่นคง หรือส่งคนแวะเวียนไปหาถึงที่ทำงาน หรือทางออนไลน์อย่างการปั่นกระแสให้คนมาโจมตีด่าทอ (ทัวร์ลง) ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ถูกกระทำ รวมถึงการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่ยุคนี้ใครๆ ก็ทำได้ง่ายจากการผลิตเนื้อหาด้วย AI จนทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจไปว่าสิ่งนั้นเป็นความคิดเห็นสาธารณะ 2.ความจริงวิ่งช้ากว่าคำโกหก..และอัลกอริทึมมักให้รางวัลกับเนื้อหาเร้าอารมณ์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงใช้เวลานาน ต้องทุ่มเทสรรพกำลังมาก ในขณะที่การทำ IO หรือสร้างเนื้อหาด้วย AI ใช้ต้นทุนถูกกว่า 3.คนเลือกอยู่เงียบๆ เซ็นเซอร์ตัวเองดีกว่าเห็นต่างจากกระแสแล้วเสี่ยงทัวร์ลง ซึ่งอาจเป็น ‘ทัวร์ทิพย์’ ที่เป็น IO ก็ได้ 4.วิกฤติทางการเงิน แม้แต่สื่อใหญ่ๆ ระดับชั้นนำยังต้องรัดเข็มขัด และ 5.ความเหลื่อมล้ำในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่สื่อพยายามนำเสนอข้อเท็จจริง แต่ยังมีประชาชนอีกมากที่ยังขาดทักษะรู้เท่าทันและแยกแยะข้อมูลได้ 

ยังมีปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) แม้จะรู้ว่าเรื่องที่รับมาอาจไม่จริงแต่อยากเชื่อเพราะสอดคล้องกับความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งมีความท้าทายอย่างมาก สุดท้ายมีข้อเสนอแนะที่ออกมาในหลายภาคส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแพลตฟอร์มที่เราเรียกร้องให้ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งนี้ผู้รับสารต้องมีส่วนร่วมในการอุดช่องว่างนี้ด้วยเช่นกันผศ.ดร.เจษฎา กล่าว

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค กล่าวว่า แม้จะมีการตรวจสอบข่าวปลอมอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลตรวจสอบกลับเข้าถึงผู้คนได้จำกัด เพราะอัลกอริทึมมักผลักดันเนื้อหาที่สร้างความกลัว ความโกรธ หรือความเกลียดชังมากกว่า จึงมีข้อเสนอ 1.ต้องมีกลไก Algorithm Watch มีภาคีเครือข่ายช่วยจับตาและประเมินระบบแนะนำเนื้อหาว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร2.แพลตฟอร์มต้องเปิดช่องทางให้มีเจ้าหน้าที่ประสานรับเรื่องจากองค์กรที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Checking) รวมถึงผู้เสียหายจากข่าวลวงหรือเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง เพื่อระงับเนื้อหานั้นได้อย่างทันท่วงทีไม่ให้แพร่กระจายเป็นวงกว้าง เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีการรายงานตามปกติของระบบ แต่มักได้รับการตอบกลับว่าไม่ขัดกับมาตรฐานของแพลตฟอร์ม 

3.ควรมีโครงสร้างการกำกับดูแลผ่าน Oversight Board ประกอบด้วยผู้แทนหลายภาคส่วนทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากล เกิดการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยแต่ต้องไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกโดยมิชอบ เพื่อให้การตัดสินใจของแพลตฟอร์มมีความชอบธรรมและโปร่งใส 4.เสนอให้มีเจ้าภาพร่วมในระดับสากลเพื่อให้มีข้อกำหนดว่าผู้ที่ใช้ AI ผลิตเนื้อหาต้องแจ้งให้สาธารณชนทราบ 5. ต้องมีมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ และให้มีความเข้มข้นขึ้น ในกรณีที่พบเพจหรือบัญชีที่จงใจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อบุคคล การบูลลี่  การละเมิดความเป็นส่วนตัว  หรือเผยแพร่เนื้อหาที่ทำร้ายจิตใจ แพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกับเพจที่มีพฤติกรรมละเมิดหรือกระทำผิดซ้ำซาก

อรรวี แตงมีแสง Content Creator เพจ “Natty loves Myanmar” สะท้อนว่า ผู้ผลิตเนื้อหายุคปัจจุบันต้องทำหน้าที่ทั้งนักข่าว นักตรวจสอบข้อเท็จจริง และรับมือกับการโจมตีบนโลกออนไลน์ ขณะเดียวกันยังพบข้อจำกัดด้านภาษาในระบบของแพลตฟอร์ม ซึ่งส่งผลให้บางเนื้อหาด้านสิทธิมนุษยชนถูกลดการมองเห็นหรือถูกลบ

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย แสดงความกังวลต่อการใช้ AI ของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากข้อมูลอันตราย การเสพติดแพลตฟอร์ม และการถูกชักจูงผ่านอัลกอริทึม พร้อมเสนอแนวคิด “Child-Centered AI Governance” ที่ให้ความปลอดภัยของเด็กเป็นศูนย์กลางของนโยบาย AI

เด็กมีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกชักจูง (Manipulate) ไม่ถูกแสวงประโยชน์ (Exploit) โดยอัลกอริทึม ไม่ทำให้เสพติด ไม่ทำร้ายด้วยข้อมูลที่เป็นพิษ ฉะนั้นสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีของเด็กต้อเงป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครอง นั่นคือความปลอดภัยต้องมาก่อน จึงเสนอว่าต้องเป็นธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Center AI Governance) นโยบายทุกอันที่เกี่ยวกับ AI ควรต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินก่อนว่าปลอดภัยดร.ศรีดา กล่าว 

ขณะที่ มลฤดี โพธิ์อินทร์ จากสภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้แก้กฎหมายเพื่อให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องมีนิติบุคคลในประเทศไทย และต้องร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ศักดา เสมอภพ รองเลขาธิการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สะท้อนปัญหาการสูญเสียอำนาจของสื่อในการเลือกประเด็นนำเสนอข่าวในยุคแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ที่สื่อต้องมุ่งเน้นจำนวนการเข้าถึง  

“หลังจากนี้เราจะต้องปรับตัว แล้วทางสมาคมนักข่าวฯ ต้องเดินสายพูดคุยและหาแนวร่วม ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาการ และองค์กรแนวร่วมต่างๆ เพื่อกำหนดให้เรามีแรงต่อรองกับแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น” ศักดากล่าว

ด้านเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ยื่นข้อเสนอแนะถึงรัฐและภาคส่วนต่างๆ ดังนี้ 1.รัฐต้องหยุดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบเก่า และมุ่งเน้นเตรียมรับมือภัยคุกคามแบบใหม่ที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมในแผนก่อเหตุ 2.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  ควรมีบทบาทคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน 3.ต้องมีคณะกรรมาธิการข่าวกรองในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายความมั่นคงให้เกิดความโปร่งใส 4.จัดตั้งกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารต่างๆ ปัจจุบันยังขาดกลไกป้องกันและจัดการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ซึ่งปราศจากการครอบงำของรัฐและทุน 5.การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเรียนรู้และพัฒนาจิตสำนึก มากกว่าส่งเสริมข่าวความรุนแรง ซึ่งควรมีในระบบการศึกษา 6.ควรมีการสร้างแพลตฟอร์มของไทย เพราะปัจจุบันแม้แต่แพลตฟอร์มบริการสาธารณะก็ยังเป็นของต่างชาติ เม็ดเงินจำนวนมากถูกโอนออกไปต่างประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มข่าวสารสาธารณะที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐและทุน   7.รัฐควรสนับสนุนและเพิ่มงบประมาณของภาครัฐต่อการจัดการข้อมูลข่าวสารโดยภาคประชาชน เช่น ThaiPBS และ 8.สร้างความร่วมมือของสถาบันและศูนย์กฎหมายและนโยบายของคณะนิติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับขบวนการประชาสังคมทุกภาคส่วนให้สามารถตั้งรับในยุคโลกาภิวัตน์ใหม่

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดการประชุมว่า สถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจาก AI สงครามข้อมูล และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ พร้อมชวนทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน “สิทธิพลเมืองดิจิทัล” เพื่อสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ เสรีภาพ และความเป็นธรรม

“วงการสื่อต้องรวมกันเพื่อต่อรองกับแพลตฟอร์ม หากในอนาคตไม่มีโทรทัศน์ดิจิทัลหรือฟรีทีวีอีกต่อไป เพราะ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากถึงวันใบอนุญาตฉบับปัจจุบันหมดอายุแล้วจะดำเนินการอย่างไร ทุกคนอาจต้องรับชมรายการต่างๆ ผ่านระบบสตรีมมิง ผู้ได้ผลประโยชน์มีเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อที่รับชมทางออนไลน์เท่านั้น”   สุภิญญากล่าว

‘น้ำ’ปัจจัยสำคัญหล่อเลี้ยงชีวิต..แต่ดื่มผิดวิธีก็มีความเสี่ยง

Byบัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 มีผู้ส่งคลิปวิดีโอเข้ามาสอบถามในระบบของโคแฟค เป็นคลิปแอนิเมชั่นที่สร้างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งพาดหัวว่า ‘น้ำเปล่า = ยาพิษ?’ เนื้อหาระบุผลเสียของการดื่มน้ำผิดวิธี กล่าวคือ ‘ซดน้ำอึกใหญ่ก่อนนอน’ ส่งผลให้ตื่นมาปัสสาวะกลางดึก ซึ่งหากทำบ่อยๆ จะส่งผลเสียต่อความดันโลหิต เพราะระบบกรองน้ำส่วนเกินของไตไปเก็บที่กระเพาะปัสสาวะเพื่อเตรียมระบายออกทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อตื่นนอนจึงมีสภาพหน้าตาบวมเพราะโซเดียมเสียสมดุล หรือหากอาการหนักกว่านั้น เมื่อปริมาณน้ำในร่างกายมีมากเกินไปจนเกลือแร่เจือจาง จะเกิดอาการปวดหัว มึนงง หรือถึงขั้นเซลล์สมองบวมและเสียชีวิตได้ 

อีกทั้งการถูกปลุกให้ตื่นมาปัสสาวะกลางดึกยังลดทอนคุณภาพการนอน หรือการหลับลึก (Deep Sleep) อันเป็นกลไกขจัดสารพิษและฟื้นฟูร่างกาย  ผู้โพสต์คลิปยังทำคลิปเนื้อหาเดียวกันแบบสั้นเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และแบบยาวเผยแพร่ผ่านยูทูบ โดยคลิปยาวจะมีเนื้อหาเพิ่มเติมคือแนะนำวิธีการดื่มน้ำ ไล่ตั้งแต่ 1 – 2 แก้วหลังตื่นนอนตอนเช้าเพื่อปลุกระบบเผาผลาญและทำความสะอาดไตที่เป็นระบบกรองน้ำ จากนั้นสามารถจิบน้ำได้ทั้งวันโดยเพื่อรักษาความชุ่มชื่นโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ หรือเวลาประมาณ 20.00 น. ให้ลดปริมาณการดื่มน้ำจากซดอึกใหญ่เหลือเพียงการจิบน้ำเพียงให้หายคอแห้ง เพื่อให้ไตและสมองได้มีเวลาพักผ่อน 

– เข้าใจการทำงานของไต : รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในบทความ เจาะลึกกับโรคไต ไขทุกความจริงของสุขภาพไต เผยแพร่ทางเว็บไซต์ Rama Channel ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงการทำงานของไต ดังนี้ 

1.กรองของเสียและน้ำส่วนเกิน ไตทำหน้าที่กรองของเสียและสารพิษจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะ ช่วยรักษาความสะอาดของเลือดและป้องกันการสะสมของสารพิษในร่างกาย​ 2.ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ไตช่วยรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย​

3.ควบคุมความดันโลหิต ไตมีบทบาทในการควบคุมความดันโลหิตโดยการปล่อยฮอร์โมนเรนิน (renin) ซึ่งช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม​ และ 4.สร้างฮอร์โมนที่สำคัญไตผลิตฮอร์โมนเอริโทรโพอิติน (erythropoietin) ซึ่งกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก และยังมีบทบาทในการเปลี่ยนวิตามินดีให้เป็นรูปแบบที่ร่างกายสามารถใช้งานได้ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและเสริมสร้างกระดูก

ขณะที่ พฤติกรรมเสี่ยงทำให้เกิดโรคไตประกอบด้วย 1.โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตที่สูงสามารถทำลายหลอดเลือดในไต ทำให้ไตเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ 2.พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เครื่องปรุงรส อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารกึ่งสำเร็จรูป แม้จะไม่รู้สึกเค็ม แต่ก็มีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตได้

3.การใช้ยาบางชนิด การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างต่อเนื่อง หรือการใช้ยาสมุนไพรที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพ อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไต

4.พันธุกรรมและโรคทางพันธุกรรม โรคถุงน้ำในไต เป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก และเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคไตเรื้อรัง5.การติดเชื้อและการอักเสบ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือการอักเสบของหลอดเลือดฝอยในไต เช่น โรคไตอักเสบจากโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ สามารถทำให้ไตเสียหายและนำไปสู่โรคไตเรื้อรังได้ และ 6.พฤติกรรมการใช้ชีวิต การดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย ความเครียดสะสม และการทำงานหนักโดยไม่พักผ่อนเพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ภาพที่ 1 : การตรวจภาพสมองหลังจากการอดนอนหนึ่งคืนเผยให้เห็นการสะสมของเบตา-อะไมลอยด์ (สีแดง) ในฮิปโปแคมปัสและบริเวณใกล้เคียง
ที่มา : Sleep deprivation increases Alzheimer’s protein , NIH


– การนอน
หลับให้เพียงพอและมีคุณภาพสำคัญอย่างไร? : ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุว่า การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะในร่างกายได้หยุดพักเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บันทึกความจำ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลของฮอร์โมนการนอนหลับอย่างเพียงพอและมีคุณภาพจึงมีประโยชน์ เช่น สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง สดชื่นแจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย และลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บ 

ขณะที่ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า การนอนหลับไม่เพียงพอจะก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด ความจำ  รวมไปถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ และอาจสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานด้วย ส่วนการหลับลึกนั้น ภาวะการหลับลึกที่ดีต่อสุขภาพจะอยู่ที่ร้อยละ 13 – 23 หรือประมาณ 55 – 97 นาที ต่อคืนต่อการนอน 7 – 9 ชั่วโมง

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น ‘The Neuroprotective Aspects of Sleep’ เผยแพร่ในเว็บไซต์หอสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา(National Library of Medicine) ตั้งแต่เมื่อปี 2558 กล่าวถึง ระบบไกลม์ฟาติก (Glymphatic System)’ ซึ่งเป็นระบบกำจัดของเสียในสมอง โดยระบบนี้จะทำงานได้ดีในขณะนอนหลับ มีหน้าที่กำจัดสารเบตา-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) ซึ่งสารนี้หากสะสมในปริมาณมากๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ 

ในปี 2561 สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) รายงานข้อค้นพบของนักวิจัย 2 ท่าน คือ โนรา ดี. วอลโคว์ (Nora D. Volkow) และ ยีน-แจ็ค หวัง (Gene-Jack Wang) ที่ทำการสแกนสมองของกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 20 – 72 ปี ซึ่งมีสุขภาพดี แล้วพบว่า การนอนหลับไม่เพียงพอ 1 คืน (ใช้เวลายาวนาน 31 ชั่วโมงโดยไม่นอน) ปริมาณสารเบตา-อะไมลอยด์ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 อีกทั้งการพบสารดังกล่าวยังอยู่ในบริเวณสมองส่วนทาลามัสและฮิปโปแคมปัส (Thalamus and Hippocampus) ซึ่งเป็นบริเวณที่เสี่ยงต่อความเสียหายเป็นพิเศษในระยะเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งปริมาณสารเบตา-อะไมลอยด์ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลทำให้อารมณ์ของกลุ่มตัวอย่างแย่ลงหลังอดนอนด้วย

ในปี 2565 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา (Yale School of Medicine) เผยแพร่บทความ ‘Sleep’s Crucial Role in Preserving Memory’ ระบุข้อค้นพบของ เฮเลน เบนเวนิสต์ (Helene Benveniste) แพทย์และศาสตราจารย์ด้านวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.เยล ว่า การนอนหลับอาจช่วยให้สมองมีเวลาและสภาวะที่เหมาะสมในการกำจัดของเสียจากกระบวนการเผาผลาญ ซึ่งการสะสมของสารเผาผลาญบางชนิดในสมอง โดยเฉพาะเบตา-อะไมลอยด์ และโปรตีนเทา (Tau protein) ที่ผิดปกติ ดูเหมือนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางด้านการรับรู้ เช่น โรคอัลไซเมอร์

ที่ผ่านมาบรรดานักวิจัยเคยคิดว่าจุดประสงค์หลักของการนอนหลับคือการพักผ่อนและประมวลผลความทรงจำ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าเรากำลังเข้าใจจุดประสงค์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการนอนหลับอาจเป็นการให้เวลาสมองได้ทำความสะอาดตัวเองเบนเวนิสต์ กล่าว 

– ตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนเกิดจากอะไรได้บ้าง? : รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในบทความ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจเผยแพร่ทางเว็บไซต์ Rama Channel ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า การตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆเป็นได้ทั้งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคเบาหวานและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง , โรคไตเรื้อรังและความเสื่อมของไต , โรคต่อมลูกหมากโต , ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน , โรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว , ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

แต่นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วย เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้ไตทำงานหนักและผลิตปัสสาวะมากขึ้น , การใช้ยาบางชนิด อาทิ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มขับปัสสาวะ ยารักษาโรคซึมเศร้า หรือวิตามินบางชนิด , การตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มดลูกที่ขยายตัวจะไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ , ความเครียดและวิตกกังวล แม้ระดับน้ำในร่างกายยังไม่เกิน แต่ภาวะทางจิตใจสามารถกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย , พฤติกรรมการดื่มน้ำ ที่ดื่มในปริมาณมากช่วง 2 – 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน 

การตื่นมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้เรื้อรังจะส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาหลักคือการรบกวนวงจรการนอนหลับ ทำให้ร่างกายไม่ได้เข้าสู่ระยะหลับลึกเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ผลกระทบที่ตามมาครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สมอง และอารมณ์ รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว 

– ดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต : มีคำเตือนเรื่องนี้อยู่จริง โดยข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า หากดื่มน้ำมากเกินไปคือ วันละ 6-7 ลิตร ส่งผลให้ร่างกายได้รับน้ำปริมาณมากเกินไปในเวลารวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะน้ำเกินหรือน้ำเป็นพิษ (Water Intoxication) จะมีอาการปวดศีรษะ ตะคริว ชัก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน บวม ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมอง ซึ่งอาจอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  

นอกจากนั้น การได้รับน้ำมากเกินกว่าอัตราการขับถ่ายของไตจะมีผลทำให้เกิดภาวะ Hypo-osmolarity ส่งผลให้มึนงง ความคิดสับสน หมดสติ ชักและอาจเสียชีวิตได้ แต่เป็นภาวะที่เกิดได้ยากในคนปกติที่มีสุขภาพดี เช่นเดียวกับคำเตือนจาก นพ.ปรัชญา พุมอุทัยวิรัตน์ แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ โรคไต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่ให้สัมภาษณ์กับรายการวันใหม่วาไรตี้ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS วันที่ 24 เม.ย. 2569 ว่า ในแต่ละวันร่างกายต้องการน้ำประมาณ 6 – 8 แก้ว หรือ 1.5 – 2 ลิตร ขณะที่ไตจะมีหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ 

ถ้าเราดื่มน้ำในปริมาณมากและดื่มอย่างรวดเร็ว จะทำให้สมดุลของเกลือแร่เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันนี้ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน พอปรับตัวไม่ทันสิ่งที่ตามมาก็คือเซลล์สมองเราซึ่งมีความสำคัญในเรื่องการสั่งงาน มันเกิดเซลล์สมองบวม เลยเกิดภาวะอันตรายที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นกลุ่มของคนไข้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ กลุ่มนี้จะขับน้ำออกมาได้ช้ากว่าปกติ พอดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะและรวดเร็วก็ส่งผลให้เกิดารขับน้ำส่วนเกินออกมาไม่ทัน ก็จะเกิดภาวะบวมน้ำหรือไตเสื่อมตามมาได้ นพ.ปรัชญา กล่าว

ภาพที่ 2 : คำแนะนำในการดื่มน้ำอย่างเหมาะสมต่อวัน 
ที่มา : กรมอนามัย

– ดื่มน้ำอย่างไรปลอดภัยและได้ประโยชน์ :นพ.ปรัชญา อธิบายว่า น้ำเป็นองค์ประกอบในการขับของเสียออกจากร่างกาย อีกทั้งยังรักษาสมดุลระหว่างน้ำและเกลือแร่ในร่างกายด้วย การดื่มน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายขาดตัวกลางในการขับปัสสาวะออกมาตามปกติและอาจนำไปสู่การเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ แต่หากดื่มมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะสมองบวมและเสียชีวิต อนึ่ง ในช่วงที่อากาศร้อนร่างกายจะต้องการน้ำเพิ่มขึ้นโดยส่งสัญญาณผ่านกลไกความรู้สึกกระหายน้ำ หรือรู้สึกริมฝีปากแห้ง

นอกจากนั้น การดื่มน้ำควรดื่มแบบกระจายตลอดทั้งวันให้สมดุล’ โดยเริ่มจากดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วหลังตื่นนอน เพราะระหว่างที่นอนหลับร่างกายจะมีอาการขาดน้ำอยู่บ้างเล็กน้อย การดื่มน้ำหลังตื่นนอนจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้ดีขึ้น จากนั้นในแต่ละช่วงของวันอาจจิบหรือดื่มน้ำ 1 – 2 แก้ว เช่น ก่อนรับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพราะน้ำจะช่วยเรื่องการย่อยอาหาร อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุแนะนำให้ลดการดื่มน้ำลงช่วงก่อนนอนเพื่อลดโอกาสที่จะต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน 

ข้อมูลข้างต้นยังสอดคล้องกับคำแนะนำของกรมอนามัย ว่า ระยะเวลาที่ควรดื่มน้ำคือ ตื่นนอน 1 แก้ว , 09.00 – 10.00 น. 2 แก้ว , 13.00 – 14.00 น. 2 แก้ว , 19.00 – 20.00 น. 2 แก้ว และก่อนนอน อีก 1 แก้ว ซึ่งน้ำ 1 แก้วจะมีปริมาณราว 250 มิลลิลิตร นอกจากนั้นยังแนะนำด้วยว่า ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากๆ หลังอาหารเย็น เพราะการปวดปัสสาวะกลางดึกจะรบกวนการนอนได้ ซึ่งในบทความของ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ว่าด้วยการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ก็แนะนำทำนองเดียวกัน คือควรงดดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ประมาณ 2-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะถูกกรองเป็นปัสสาวะ

โดยสรุปแล้ว..แม้น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่การดื่มน้ำอย่างไม่ถูกวิธีก็อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/เจาะลึกกับโรคไต-ไขทุกคว/ (เจาะลึกกับโรคไต ไขทุกความจริงของสุขภาพไต : Rama Channel 17 พ.ย. 2568)

https://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=32410 (การนอนหลับ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม : กรมการแพทย์ 18 มี.ค.2565)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/sleep-well-for-health/ (นอนหลับสนิท ชีวิตยืนยาว : กรมอนามัย 26 พ.ค. 2562)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info1044_sleep_11/ (หลับลึก หลับดี พอกี่โมง : กรมอนามัย 4 ก.ย. 2568)

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4651462/ (The Neuroprotective Aspects of Sleep : หอสมุดแห่งชาติการแพทย์สหรัฐอเมริกา , 2558)

https://www.nih.gov/news-events/nih-research-matters/sleep-deprivation-increases-alzheimers-protein (Sleep deprivation increases Alzheimer’s protein : NIH 24 เม.ย. 2561)

https://medicine.yale.edu/news-article/sleeps-crucial-role-in-preserving-memory/(Sleep’s Crucial Role in Preserving Memory : Yale SCHOOL OF MEDICINE : 10 พ.ค. 2565)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน-อ/(ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจ : Rama Channel 13 ก.พ. 2569)

https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/rrhlnews/209505  (ดื่มน้ำมากเกินไป อาจเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ ถึงตายจริงหรือ : สำนักโภชนาการ กรมอนามัย 31 ม.ค. 2565)

https://www.youtube.com/watch?v=qgMRfQQJiGM (“ดื่มน้ำเปล่า” ผิดวิธีเสี่ยงไตวาย ? | รู้ทันกันได้ | วันใหม่วาไรตี้ : ThaiPBS 24 เม.ย. 2569)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info569_water_10/ (ดื่มน้ำมากไปใช่ว่าจะดี : กรมอนามัย 12 ก.ย. 2566)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/video-knowledges/doh_workingage_sleep/(นอนหลับดี มีคุณภาพ : กรมอนามัย 13 ก.ค. 2562)

อาหนิง นิรุตติ์ เตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมตัวหลอกขายของ แฉพฤติกรรมสุดแสบ จี้รัฐคุมเข้มแพลตฟอร์มรับผิดชอบ

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ในรายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.40 ภายใต้หัวข้อ”อาหนิงเตือนภัย ถูก AI ปลอมตัว“ ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท มีการพูดคุยถึงประเด็นปัญหาการใช้เทคโนโลยี Deepfake หรือการปลอมแปลงใบหน้าและเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อนำไปใช้ในการหลอกลวง ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน โดยมีพลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และนิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงอาวุโส ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

นิรุตติ์ ศิริจรรยา เปิดเผยถึงเหตุการณ์ล่าสุด ถูกมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมแปลงทั้งภาพและเสียงเพื่อนำไปโฆษณาขายสินค้าประเภทยาแก้ปวดเข่าปวดหลัง โดยระบุว่าสังเกตเห็นความผิดปกติได้จากน้ำเสียงและจังหวะการพูดที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ มีการเว้นวรรคที่เพี้ยนไป รวมถึงการเรียกชื่อนามสกุลที่ดูผิดปกติ นอกจากนี้ เนื้อหาในคลิปดังกล่าวยังมีลักษณะก้าวร้าว มีการดูหมิ่นและด่าทอเจ้าหน้าที่ในชุดขาวหรือกลุ่มแพทย์ ซึ่งนิรุตติ์ยืนยันว่าตนเองไม่มีทางรับโฆษณาที่มีลักษณะดูถูกผู้อื่นเช่นนี้แน่นอน และรู้สึกเสียใจที่ต้องเห็นภาพลักษณ์ของตนถูกนำไปใช้ในทางที่เสื่อมเสียต่อวิชาชีพแพทย์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เพื่อนฝูงและคนรู้จักจำนวนมากหลงเชื่อและโทรศัพท์มาสอบถามว่าสินค้าดีจริงหรือไม่ ซึ่งตนได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาเพื่อป้องกันตนเองตามกระบวนการกฎหมาย

นอกจากประเด็น AI แล้ว นิรุตติ์ยังเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยถูกนำรูปภาพไปตัดต่อโฆษณาสินค้าประเภทอื่นทันทีหลังถ่ายงานเสร็จ รวมถึงประสบการณ์ถูกหลอกให้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าที่มีเลข อย. ปลอม จนทำให้ตนเองต้องถูกปรับและต้องส่งทนายความไปดำเนินการ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยมีกรณีมิจฉาชีพใช้ชื่อและรูปภาพไปทำRomance Scam หลอกลวงทนายความหญิงท่านหนึ่งจนฝ่ายหญิงหลงรัก และถึงขั้นบุกรุกไปที่สวนส่วนตัวของตนในจังหวัดจันทบุรีเพื่อตามหาตัว ทั้งที่ขณะนั้นตนปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความหนักใจอย่างมากเนื่องจากกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา ทำให้ผู้ที่ถูกแอบอ้างต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความบริสุทธิ์และแจ้งความด้วยตนเองเพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางคดี

พลินี เสริมสินสิริ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเกี่ยวกับเรื่องAI กับ Media Freedom โดยระบุว่าปัจจุบันความจริงต้องทำงานแข่งกับ Algorithm ของแพลตฟอร์มแม้จะมีการรายงาน (Report) หรือตรวจสอบข่าวปลอมบ่อยครั้ง แต่แพลตฟอร์มมักไม่ออกมาตรการกำกับดูแลที่จริงจัง โดยอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพในการไม่บล็อกเนื้อหา แต่อาจไม่เข้าใจบริบทของสังคมไทยที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงเสนอว่ารัฐบาลควรมีกฎหมายหรือช่องทางสนับสนุนที่เข้มงวดกว่านี้ รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย เนื่องจากแพลตฟอร์มได้รับรายได้จากการโฆษณาและค่าธรรมเนียมจากมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องมี AI Literacy หรือความรู้เท่าทันเทคโนโลยี อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น ไม่แชร์ และไม่โอนเงินจนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัด

ในช่วงท้าย นิรุตติ์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือตำรวจดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการดักจับและป้องกันปัญหาไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยมาแจ้งความ พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีในต่างประเทศที่นักแสดงสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้มหาศาลหากมีการนำชื่อหรือรูปไปแอบอ้าง ซึ่งไทยควรมีมาตรการที่เด็ดขาดเช่นนั้น ทั้งนี้ นิรุตติ์ยืนยันว่าตนเองไม่มี Facebook หรือ Instagram ส่วนตัว มีเพียงผู้ที่ชื่นชอบช่วยดูแลให้เท่านั้น และปัจจุบันไม่ได้รับเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าใดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน หากจะมีโฆษณาต้องผ่านสื่อหลักที่เป็นกิจจะลักษณะเท่านั้น จึงขอให้แฟนๆ และประชาชนพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและอย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่หากินบนความสำเร็จของผู้อื่น

นพ.วรงค์ ตั้งผู้ช่วย สส. 5 คน เป็นข้อมูลเก่าของสภาผู้แทนฯ ชุดที่ 24 ปี 2554-2556 ไม่ใช่ชุดปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “หมอวรงค์” ตั้งผู้ช่วย สส. 5 คน 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่เป็นข้อมูลเก่าของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดที่ 24 ช่วงปี 2554-2556 ซึ่งเมื่อนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้บริบท ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 พ.ค. 2569 มีผู้โพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคภูมิใจไทย” ว่า “หมอวรงค์ตั้งผู้ช่วย 5 คน ไหนว่า 2-3 คนก็พอแล้ว” พร้อมภาพเอกสารระบุรายชื่อผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จำนวน 5 คน ในจำนวนนี้มีผู้นามสกุลเดียวกับ นพ.วรงค์ 3 คน (ลิงก์บันทึก)

ภาพเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่โดยปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และอธึกกิต แสวงสุข สื่อมวลชนอาวุโส ซึ่งโพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ว่า “อาจเป็นเอกสารเก่าสมัย [นพ.วรงค์] เป็น สส. พิษณุโลก” (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ในช่วงที่ นพ.วรงค์เรียกร้องเรื่องการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์ของนักการเมืองซึ่งรวมถึงข้อเสนอให้ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อประหยัดงบประมาณและเป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการช่วยงานของ สส. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นฐานข้อมูลรายงานและบันทึกการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นพ.วรงค์เป็น สส.บัญชีรายชื่อ เลขที่สมาชิก 322 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันคือชุดที่ 27 ขณะที่เอกสารที่นำมาเผยแพร่ประกอบโพสต์ดังกล่าวระบุว่า นพ.วรงค์เป็น สส. จังหวัดพิษณุโลก เลขที่สมาชิก 299  

เว็บไซต์ระบบฐานข้อมูลรายงานและบันทึกการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่ข้อมูลการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่ 2 วันที่ 19 มี.ค. 2569 ซึ่งมีการขานชื่อ สส. เป็นรายบุคคลเพื่อเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี บันทึกการประชุมระบุว่า นพ.วรงค์ เลขที่ 322

เจ้าหน้าที่กลุ่มงานทะเบียนประวัติและสถิติของรัฐสภาให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 ว่าเลขที่ 299 เป็นเลขที่สมาชิกของ นพ.วรงค์ เมื่อครั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 24 ซึ่งอยู่ในวาระระหว่างวันที่ 3 ก.ค. 2554 – 9 ธ.ค. 2556 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 5 ส.ค. 2554 เพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีโดยขานชื่อ สส. ทีละคนเรียงลำดับเลขประจำตัวตามตัวอักษรแรกของชื่อ พบว่า นพ.วรงค์อยู่ในลำดับ 299 ตรงกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่กลุ่มงานทะเบียนฯ

นพ.วรงค์ชี้แจงผ่านบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2569 ว่าข้อมูลการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. จำนวน 5 คน นั้นเป็นข้อมูลในอดีตสมัยที่เขาเป็น สส. พรรคประชาธิปัตย์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ส่วนการตั้งคนนามสกุลเดียวกับตนเป็นผู้ช่วย สส. ถึง 3 คนนั้น นพ.วรงค์ระบุว่าเป็นเพราะช่วยงานได้ดี ไม่ได้ทำอะไรให้เสียหายหรือผิดระเบียบ

นพ.วรงค์ยืนยันว่าปัจจุบันเขาตั้งผู้ช่วยเพียง 3 คน ตามที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 9 พฤษภาคม 2569

อีเมลแจ้งรับสิทธิ์โครงการ “น้ำมันคนละครึ่ง เฟส 1” แนบลิงก์ลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ofdd68parusq


โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เปิดให้ลงทะเบียน 2 พ.ค. 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/152f27m7j69zq


คนเกิดก่อนปี 2540 ไม่มีสูติบัตรออนไลน์ในแอปฯ ไทยดี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/8bhgi131os34


ปลาหมอคางดำ สามารถทำปลากระป๋องได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/265b5oy70i212


เงาบังแผงโซลาร์เซลล์มีผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1q58e09wrmvh5


ไขกระจ่างเม็ดขาวในปลากระป๋อง เป็นก้อนไขมันกินได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1yc2iwwi66cgw


กระทรวงการคลังเผย เตรียมเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” 25 พฤษภาคมนี้ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2xy2ha461f5ww


 มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว เตรียมเปิดวิ่งฟรีปลายปีนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1mo3po8lc3h00


ขณะเกิดแก๊สรั่ว ห้ามเปิดไฟ, ห้ามเปิดตู้เย็น, พัดลมดูดอากาศและห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ym0ouuskspyq


กระทะเทฟล่อนลอก ที่แท้มันมีสารก่อมะเร็ง…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/yxqnlcq77dc9

ถาม-ตอบ: “IO” ในมุมมองของ Fact-checker

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2568- 31 มีนาคม 2569 กองบรรณาธิการโคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงของเนื้อหาที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเกือบ 300 ชิ้น ในจำนวนนี้มีเนื้อหาเท็จหลายชิ้นที่น่าสงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO (Information Operation) โดยเฉพาะในประเด็นการเมือง ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปลายเดือนมีนาคม 2569 ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และผู้สื่อข่าวรายการ ข่าว 3  มิติ ออกมาร้องเรียนว่าเธอตกเป็นเป้าการโจมตีของ IO อย่างหนักหน่วงหลังจากเสนอข่าวการลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นคดีที่กองทัพถูกตั้งคำถามว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะรถที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นรถกระบะของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดนราธิวาส ส่วนหน้า  

นอกจากฐปณีย์แล้ว นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและ สส. ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือ “เคยมีคดี” กับกองทัพก็ถูกโจมตีด้วยเนื้อหาเท็จและการกล่าวหาใส่ร้ายพร้อมกันไปด้วย เช่น อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา, รอมฎอน ปันจอร์ สส. พรรคประชาชน, อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความสิทธิมนุษยชนและอดีตผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายมีหลักฐานและพยายามเปิดโปงว่าภาครัฐอยู่เบื้องหลัง IO ที่มุ่งโจมตีนักการเมืองฝ่ายค้าน นักสิทธิมนุษยชนและผู้เห็นต่างจากรัฐ แต่ทั้งรัฐบาลและกองทัพก็ปฏิเสธมาตลอด  

ปฏิบัติการปล่อยเนื้อหาเท็จและการกล่าวหาใส่ร้ายสื่อมวลชนและนักสิทธิมนุษยชนระลอกล่าสุด ทำให้คำว่า IO กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง และมีคำถามมาถึงโคแฟคว่าในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง เราพบอะไรและมองปฏิบัติการนี้อย่างไร

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในบทความถาม-ตอบนี้ ซึ่งผู้เขียนเรียบเรียงและเพิ่มเติมข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “ข่าวเจาะ ย่อโลก” ประเด็น “รู้จัก-รับมือ สงครามข้อมูลข่าวสาร” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส วันที่ 2 พ.ค. 2569

IO คืออะไร?

IO ย่อมาจากคำว่า Information Operation แปลว่า “ปฏิบัติการข่าวสาร” ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งสร้างอิทธิพลต่อความคิด การตัดสินใจและระบบสารสนเทศของฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันนิยามของ IO ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปฏิบัติการทางทหารอีกต่อไป แต่ใช้เรียกพฤติกรรมการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นขบวนการเพื่อมุ่งโจมตี สร้างความเกลียดชัง ทำลายชื่อเสียง และลดทอนความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เช่น นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักการเมือง แรงงานข้ามชาติ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ  

เนื้อหาของ IO มักเป็นเนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่ไม่ระบุตัวตนชัดเจน ระดมเผยแพร่เนื้อหาเดียวกันหรือคล้ายกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อโน้มน้าวความคิดเห็นของคนในสังคมไปในทางใดทางหนึ่ง

ใครเป็นคนทำ-ใครอยู่เบื้องหลัง IO ?

อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2563 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น นำหลักฐานมาแสดงว่าหน่วยงานรัฐใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งแน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธว่าไม่มี หรือการที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้พยายามพิสูจน์ว่ากองทัพอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ IO ที่ใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงพวกเขา แต่กองทัพก็ไม่เคยยอมรับเช่นกัน

แต่หากย้อนกลับไปในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) หรือ “คนเสื้อแดง” ในปี 2553 กองทัพบกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้นำปฏิบัติการ IO มา “ประยุกต์” ใช้กับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทั้งรัฐบาลและกองทัพในการปราบปรามกลุ่ม นปช. รายละเอียดการใช้ IO ในช่วงการชุมนุม นปช. ปรากฏในบทความเรื่อง “บทเรียนการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส.ในเมือง” ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 60 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2554 เขียนโดย พ.อ. บุญรอด ศรีสมบัติ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกรมยุทธศึกษาทหารบก (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)

พ.อ.บุญรอด ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก บรรยายว่าปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพในช่วงการชุมนุม นปช. แบ่งเป็น 5 ยุทธศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือ “ยุทธศาสตร์การตอบโต้การก่อการร้ายและเปิดเผยเครือข่ายล้มเจ้า”

“ภายหลังจากสำนักข่าวอัลจาซีราลงคลิปการปรากฏตัวของกลุ่มคนชุดดำปฏิบัติการก่อการร้ายเป็นครั้งแรก เป้าหมายของงานไอโอก็ได้เปลี่ยนไปเป็นการล็อกเป้าผู้ก่อการร้ายทันที นั่นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของงานไอโอที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเอาชนะกลุ่ม นปช. ได้ โดยเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวขึ้นไปอีก จากการที่มีการเชื่อมโยงของกลุ่มก่อการร้ายกับกลุ่มเครือข่ายล้มเจ้า” บทความระบุ

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์คือ “ยุทธศาสตร์การตอบโต้การจลาจล” ที่มีจุดประสงค์เพื่อ “ขยายผลเหตุการณ์การก่อการจลาจลเผายบ้านเผาเมือง โดยนำภาพคลิปการปราศรัยตามที่ต่าง ๆ ของแกนนำกลุ่ม นปช. มาตัดต่อใหม่ เรียงภาพ เล่าเหตุการณ์ให้เห็นว่ามีการชี้นำให้เผาบ้านเผาเมืองอย่างมีสระบบและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า” 

ในส่วนของ “ยุทธศาสตร์กระชับวงล้อม” พ.อ.บุญรอดระบุว่า “ช่วง 14-19 พฤษภาคม 2553 งานไอโอช่วงนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการทั้งเชิงรับและเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบทางทหารเลยทีเดียว โดยมีการตอบโต้ด้วยภาพคลิปหรือเรียกว่าทำ ‘สงครามคลิปรายวัน’ เลยก็ว่าได้ เป้าหมายสำคัญคือให้ภาพการปฏิบัติทางทหารที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ภาพของการสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหาร และต้องแสดงให้เห็นว่าทหารมิได้ฆ่าประชาชน” 

เขาขยายความ “สงครามคลิป” ว่า “สงครามคลิปภายใต้กรอบงานไอโอระดับยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ที่สุดคือการนำเสนอภาพ คลิปวิดีโอของโฆษณา ศอฉ. ซึ่งต้องใช้ทักษะของการตอบโต้กลุ่ม นปช. และต้องทำความเข้าใจกับสังคมไทยและสายตานานาชาติไปพร้อม ๆ กัน” และ “ภาพคลิปต่าง ๆ ที่นำเสนอได้ผ่านการกลั่นกรองจากคณะทำงานไอโอวงเล็กและวงใหญ่ของ ศอฉ. แล้ว” 

ข้อมูลในบทความนี้ทำให้เห็นว่ากองทัพได้นำ IO มาใช้ในความขัดแย้งทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2553 

บทความเรื่อง “บทเรียนการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส.ในเมือง” ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 60 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2554

อีกหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ชัดที่สุดถึงการมีอยู่ของบัญชี IO คือ การตรวจสอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม 

เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ทวิตเตอร์ได้รายงานผลการตรวจสอบและระงับบัญชีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ในไทยจำนวนกว่า 900 บัญชี ที่พบว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาลและกองทัพไทย ซึ่งบัญชีเหล่านี้สร้างขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันและเผยแพร่ข้อมูลคล้ายกันที่สนับสนุนรัฐบาลและกองทัพและโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

ในบรรดาบัญชีที่ถูกระงับมีบัญชีทวิตเตอร์ของหน่วยงานสำคัญแห่งหนึ่งด้วยเพราะทวิตเตอร์พบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่เป็นสแปม (โพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการร้องขอจำนวนมากโดยใช้ bot ซึ่งเป็นการรบกวนผู้ใช้งานคนอื่น)  

เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เฟซบุ๊กรายงานการตรวจสอบและระงับบัญชีผู้ใช้งานและแฟนเพจ รวมถึงบัญชีบนอินสตาแกรมรวม 185 บัญชี ที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพบก ซึ่งมีพฤติกรรม “ร่วมกันโจมตีหรือสร้างกระแสให้ไปในทิศทางเดียวกัน” (Coordinated Unauthentic Behavior) โดยบัญชีเหล่านี้เน้นการเผยแพร่ข้อมูลสนับสนุนรัฐบาล รวมถึงได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

แม้จะสรุปไม่ได้แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลัง IO แต่มีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้มีอำนาจรัฐและกองทัพคืออยู่เบื้องหลัง IO เช่น

  • IO มีลักษณะที่ทำเป็นขบวนการ ต้องใช้ทั้งเงินและกำลังคน หน่วยงานรัฐและกองทัพคือผู้ที่มีทั้งงบประมาณและกำลังคนที่จะทำสิ่งนี้ได้
  • ผู้ที่ตกเป็นเป้าการโจมตีของ IO มักเป็นผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจรัฐและกองทัพ
  • ประเด็นที่ IO หยิบมาโจมตีมักเกี่ยวข้องกับความมั่นคงซึ่งเกี่ยวข้องกับกองทัพและรัฐบาลโดยตรง เช่น ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้, ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา, สถาบันกษัตริย์ 
  • ควบคู่ไปกับการโจมตีฝ่ายตรงข้าม IO มักเผยแพร่เนื้อหาในเชิงบวก สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลและกองทัพ

เป็นไปได้ว่าอาจจะมีฝ่ายอื่น ๆ อีกที่ทำปฏิบัติการ IO แต่สิ่งที่เราสนใจมากที่สุดก็คือ IO ที่ทำโดยรัฐ/กองทัพ เพราะการใช้ภาษีประชาชนมาเผยแพร่เนื้อหาเท็จ ปลุกปั่นความเกลียดชัง สร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ปรากฏการณ์ของการใช้ IO ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2569 เป็นอย่างไร ?

เดือนมกราคม-มีนาคม 2569 เนื้อหาเท็จที่โคแฟคตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นประเด็นการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ตามด้วยประเด็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แต่พอถึงเดือนเมษายน เราพบว่ามีเนื้อหาเท็จที่มีลักษณะเป็น IO มุ่งโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักการเมือง และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวชายแดนใต้มากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ลอบสังหารคุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ซึ่งผู้เสียหายและสังคมตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากมีข้อมูลว่ารถกระบะสีขาวที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ คือรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า

จุดที่ทำให้เนื้อหา IO ท่วมท้นโซเชียลมีเดียคือหลังการแถลงข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เรื่องความคืบหน้าคดีเมื่อวันที่ 13 เม.ย. ซึ่งวันนั้นแม่ทัพพูดถึงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาว่าเป็นที่บ่มเพาะผู้ก่อเหตุความรุนแรง และยังปิดไมค์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในนามส่วนตัวว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ซึ่งคุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย ได้นำคลิปคำพูดของแม่ทัพภาค 4 มาเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก The Reporters 

หลังการแถลงข่าวในวันนั้น เราพบว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จที่โจมตีและกล่าวหาโรงเรียนสอนศาสนาและครูสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังพบว่าปฏิบัติการ IO มุ่งเป้าไปที่คุณฐปณีย์ โดยเผยแพร่เนื้อหาที่ใส่ร้าย โจมตี กล่าวหา ดูหมิ่นเหยียดหยามเธอในทุกรูปแบบ จนกระทั่งคุณฐปณีย์ต้องออกมาฟ้องสังคมและยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบการใช้ IO คุกคามสื่อมวลชน

ปฏิบัติการ IO ไม่หยุดอยู่แค่นั้น แต่ยังระดมผลิตเนื้อหาออกมาใส่ร้ายโจมตีทุกฝ่ายที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ เรียกได้ว่าเหวี่ยงแหไปหมด ไม่ว่าจะเป็นรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน, นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างคุณอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา, ภาคประชาสังคมเช่นมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและสมาคมด้วยใจ 

เนื้อหาเท็จในประเด็นชายแดนใต้ ส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับวันครบรอบ 22 ปี เหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะ 28 เม.ย. ด้วย เพราะการเผยแพร่เนื้อหาเท็จก็มักจะอาศัยสถานการณ์และบริบทด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่จะโผล่ขึ้นมาลอย ๆ

การรูปแบบการใช้ IO ในประเด็นสถานการณ์ชายแดนใต้รุนแรงแค่ไหน รูปแบบเปลี่ยนไปไหม ?

แถลงการณ์ร่วมของภาคประชาสังคมและนักวิชาการเรื่อง “เรียกร้องยุติปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคม” เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2569 ระบุว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เผชิญกับปฏิบัติการ IO มาอย่างต่อเนื่อง

เราสังเกตว่าในยามที่ไม่มีสถานการณ์อะไรเนื้อหาก็อาจจะเน้นการสร้างความรู้สึกดีต่อทหารและกองทัพ เร้าอารมณ์ความสงสารเห็นใจในความเสียสละของทหาร แต่พอมีเหตุการณ์รุนแรงก็จะปรับเนื้อหาไปตามสถานการณ์นั้น สำหรับรอบนี้ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลมาก เพราะเนื้อหามีความรุนแรงขึ้น หวือหวามากขึ้นด้วย AI และปริมาณก็เยอะขึ้นมาก

ส่วนรูปแบบมีทั้งแบบดั้งเดิม เช่น การสร้างคำพูดปลอม การเอาภาพเหตุการณ์เก่าในอดีตมาสร้างความเข้าใจผิด เช่น เอาภาพการจับกุมครูสอนศาสนาอิสลามเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้วมาเผยแพร่ซ้ำ ซึ่งเราวิเคราะห์ว่ามีเจตนาที่จะตอกย้ำสิ่งที่แม่ทัพพาดพิงโรงเรียนปอเนาะว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุ

ส่วนที่เป็นรูปแบบใหม่ก็แน่นอนว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ deepfake ที่ generate ภาพของผู้เห็นต่างจากรัฐเป็นปีศาจผีร้าย 

ที่ผ่านมีงานไอโอชิ้นไหน ในปรากฏการณ์ใดบ้าง ที่โคแฟคมองว่าสร้างความเกลียดชัง และเป็นอันตราย มีผลกระทบที่เห็นได้ชัด ?

เราคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นผลงาน IO หรือไม่ แต่ถ้าพูดถึงเนื้อหาเท็จที่สร้างความเกลียดชังและเป็นอันตรายเราพบมากในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา (พฤษภาคม 2568-ปัจจุบัน) ทั้งที่ผลิตและเผยแพร่โดยคนไทยและคนกัมพูชา ที่มุ่งสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดก็คือเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังเหล่านี้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงทางกายภาพหรือสร้างความชอบธรรมให้กับการทำร้ายร่างกายคนกัมพูชาในไทยหรือคนไทยในกัมพูชา หลายคนอาจเคยเห็นคลิปและเพจเฟซบุ๊กของ “อินฟลูเอนเซอร์” คนหนึ่งที่อัดคลิปการตามล่า ข่มขู่และทำร้ายร่างกายคนกัมพูชาในไทย 

อีกกรณีหนึ่งก็คือเนื้อหาเท็จในประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ใส่ร้าย โจมตี กล่าหา สร้างความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชน ทนายความ นักการเมือง สื่อมวลชนที่มีส่วนสำคัญในการสะท้อนปัญหาและสร้างสันติภาพในพื้นที่ เนื้อหาเท็จเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจพวกเขาอย่างมากซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และหากเนื้อหาเท็จเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คนเหล่านี้ทำงานด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

โดยสรุป โคแฟคมองว่าเนื้อหาเท็จที่อันตรายที่สุดคือเนื้อหาเท็จที่ปลุกปั่นและสั่งสมความเกลียดชังเพราะมันอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกายกันหรืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (hate crime)

พลังของการแชร์ข่าวจริงจะสู้ได้หรือไม่ สังคมจะรับมืออย่างไรกับการใช้ IO ?

พลังการแชร์ข่าวจริงคงไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับเนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดย IO มีอะไรอีกหลายอย่างที่เราต้องทำและต้องช่วยกัน 

อย่างแรกคือเราต้องช่วยกันสร้างสังคมที่อยู่บนพื้นฐานความจริง หรือ fact-based society เราจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอะไรก็ได้ วิจารณ์ใครก็ได้ อย่างไรก็ได้ แต่ขอให้อยู่บนฐานข้อมูลที่จริง ไม่ใช่การใส่ร้ายกล่าวหาโจมตีกันด้วยข้อมูลเท็จ

อย่างที่สอง เราต้องสร้างการเมืองที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะถ้าสมมติฐานของเราคือรัฐและกองทัพอยู่เบื้องหลัง IO เราก็ต้องช่วยกันสร้างระบบที่ตรวจสอบรัฐได้ ไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐใช้งบประมาณตามความพึงใจและไม่เปิดเผยว่าใช้ทำอะไร ไม่ใช่แค่กับงบ IO แต่งบประมาณทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ข้อดีของไอโอมีบ้างไหม ?

IO เป็นปฏิบัติการทางทางทหารเพื่อใช้ในสงคราม-การรบ ซึ่งถ้าการใช้ของมันจำกัดอยู่แค่ในทางการทหารมันก็คงจะตอบโจทย์ด้านยุทธวิธีอยู่ แต่เมื่อถูกนำมาใช้กับพลเรือน กับประชาชนที่เป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ ใช้ข้อมูลเท็จใส่ร้ายโจมตีเพื่อสร้างความโกรธเกลียดชังในสังคม เราไม่เห็นว่ามีข้อดีอะไรเลย และเมื่อเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนมาทำสิ่งนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นอกจากจะไม่มีข้อดีอะไรเลยแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างมากด้วย

คำแนะนำสำหรับประชาชนหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องรับมือกับข่าวสารที่ไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว จะตรวจสอบอย่างไร ?

เมื่อคลิปหรือข้อความอะไรในโซเชียลมีเดียหรือมีคนส่งมาทาง LINE แล้วทำให้เราโกรธ เกลียด โมโห เศร้า สงสาร กลัว ตกใจให้นิ่งไว้ก่อน อย่าเพิ่งคอมเมนต์ อย่าเพิ่งส่งต่อ นิ่งแล้วคิดดูว่ามันจริงมั้ย ใครโพสต์ น่าเชื่อถือหรือไม่ การหยุดทำให้อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเบาลง ถ้ามีเวลาก็หาข้อมูลหรือตรวจสอบเพิ่มสักหน่อย ถ้าเป็นผู้สูงอายุก็หันไปถามลูกหลานที่บ้านว่าเรื่องนี้จริงมั้ย นี่เป็นวิธีการรับมืออย่างง่ายที่สุด แต่ถ้าใครอยากจะช่วยตรวจสอบ ตอนนี้มีหลายองค์กร เช่น Thai PBS Verify โคแฟค และหน่วยงานภาครัฐเองก็ช่วยกันเผยแพร่ขั้นตอนง่าย ๆ ในการ fact-check ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้แน่นอน

ส่วนคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ไม่น่าห่วงเท่าไหร่แถมยังต้องฝากความหวังไว้กับพวกเขาด้วยซ้ำ เพราะเป็นรุ่นที่เท่าทันเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็น digital native ที่คุ้นเคยกับโลกออนไลน์ รู้ว่าจะค้นหาข้อมูลอย่างไร เนื้อหาไหนปลอม เนื้อหาไหนจริง คลิปไหน AI ขอเพียงแค่ให้พวกเขาสนใจเรื่องราวในสังคม ติดตามข่าวสารบ้านเมืองบ้าง และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก็จะทำให้รับมือกับข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลมาได้ดีขึ้น

 


เงาบังแผงโซลาร์เซลล์มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เงาบังแผงโซลาร์เซลล์มีผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือไม่ ? 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: เงาที่บังแผงโซลาร์เซลล์ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าลดลง และอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 เม.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “โซล่าเซลล์เพื่อการใช้งานเอง” โพสต์ภาพหลังคามีเงาสายไฟพาดผ่าน พร้อมตั้งคำถามว่าหากติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่มีเงาสายไฟบังแบบนี้จะมีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าหรือไม่ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ว่าเงาที่บังแผงโซลาร์เซลล์มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกเงาบังผลิตกระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่าเซลล์อื่น

ดร.สุพรรณอธิบายว่าปรากฏการณ์จุดร้อน (Hot-Spot) ในแผงเซลล์แสงอาทิตย์เกิดขึ้นเมื่อเซลล์บางส่วนของแผงถูกเงาบัง (Partial Shading) จากสิ่งต่าง ๆ เช่น ใบไม้ ฝุ่นสะสม ขี้นก หรือเงาจากวัตถุภายนอก ทำให้เซลล์บริเวณนั้นผลิตกระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่าเซลล์อื่นในชุดอนุกรมเดียวกัน เนื่องจากเซลล์ภายในโมดูลถูกต่อแบบอนุกรม เซลล์ที่ถูกเงาบังจึงอาจทำหน้าที่เสมือนเป็นโหลดและเข้าสู่สภาวะแรงดันย้อนกลับ (Reverse Bias) ส่งผลให้เกิดการสูญเสียกำลังในรูปความร้อนเฉพาะจุด ซึ่งเรียกว่า Hot-Spot

แม้เงาที่ตกกระทบบนแผงจะเป็นเพียงเส้นเล็ก ๆ เช่น เงาสายไฟ ก็สามารถทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าลดลงได้มากกว่าสัดส่วนพื้นที่เงาที่เห็นด้วยตา เนื่องจากระบบเซลล์แสงอาทิตย์มีความไวต่อ Partial Shading ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเงาพาดผ่านแนวการจัดเรียงเซลล์ (Cell Layout) จนอาจทำให้ไบพาสไดโอด (Bypass Diode) ทำงานและบายพาสเซลล์ส่วนนั้นออกจากวงจรผลิตไฟฟ้า เพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อน

หากอุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด อาจทำให้วัสดุภายในแผงเสื่อมสภาพ เกิดรอยไหม้ และสูญเสียคุณสมบัติการเป็นฉนวนไฟฟ้า ในกรณีรุนแรงยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาร์กไฟฟ้า (Arc Fault) ได้ ซึ่งมาตรฐานสากลสำหรับโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ เช่น IEC 61215 และ IEC 61730 กำหนดให้มีการทดสอบพฤติกรรมต่อ Hot-Spot และความปลอดภัยด้านฉนวน เพื่อลดโอกาสที่ความร้อนสะสมจะลุกลามเป็นความเสียหายจากความร้อนหรืออัคคีภัย

“ดังนั้น เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบ ควรออกแบบและติดตั้งแผงโดยหลีกเลี่ยงตำแหน่งที่อาจเกิดเงาบังถาวร รวมทั้งหมั่นทำความสะอาดและตรวจสอบสภาพแผงอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเพื่อรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและลดความเสี่ยงต่อความเสียหายในระยะยาว แนวทางปฏิบัตินี้สอดคล้องกับข้อกำหนดการออกแบบและการติดตั้งระบบ PV ตามมาตรฐานสากล เช่น IEC/TS 62548 และแนวทางของผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางไฟฟ้า” ดร.สุพรรณกล่าว 

อย่างไรก็ตาม แผงเซลล์แสงอาทิตย์สมัยใหม่ส่วนใหญ่มีการติดตั้งไบพาสไดโอด และผ่านมาตรฐานการทดสอบด้าน Hot-Spot ทำให้ความรุนแรงของปัญหานี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับแผงรุ่นเก่า