กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) เผยแพร่ดัชนีเสรีภาพสื่อใน 180 ประเทศและดินแดนประจำปี 2569 พบว่าคะแนนเฉลี่ยเสรีภาพสื่อทั่วโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี โดยเกินครึ่งของประเทศที่สำรวจมีเสรีภาพสื่ออยู่ในภาวะที่ “ยากลำบาก” และ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” รวมถึงประเทศไทย ซึ่งตกจากอันดับ 85 ในปี 2568 มาอยู่ที่ 92 ในปีนี้
ในดัชนีเสรีภาพสื่อประจำปี 2569 ประเทศที่มีเสรีภาพสื่อสูงสุด 10 อันดับแรกจากทั้งหมด 180 ประเทศและดินแดน คือ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เอสโตเนีย เดนมารก์ สวีเดน ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์กและโปรตุเกส
เมื่อดูเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ เสรีภาพสือของติมอร์-เลสเตอยู่ในอันดับดีสุดคือ 30 (75.29 คะแนน) รองลงมาคือไทย (อันดับที่ 92 / 53.97 คะแนน) มาเลเซีย (95 / 52.73) บรูไน (96 / 52.58) ฟิลิปปินส์ (114 / 46.79) สิงคโปร์ (123 / 44.57) อินโดนีเซีย (129 / 43.02) กัมพูชา (151 / 33.28) ลาว (154 / 32.54) เมียนมา (166 / 26.38) และเวียดนาม (174 / 21.15)

ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เสรีภาพสื่อมีอันดับดีขึ้นจากปี 2568 มีเพียง 3 ประเทศคือ กัมพูชา (จากอันดับ 161 เป็น 151) บรูไน (จาก 97 เป็น 96) และติมอร์-เลสเต (จาก 39 เป็น 30)
RSF ประเมินและให้คะแนนเสรีภาพสื่อในแต่ละประเทศโดยใช้ตัวชี้วัด 5 ประการ ได้แก่บริบททางการเมือง กรอบกฎหมาย บริบททางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและวัฒนธรรม และความปลอดภัย โดยคำนวณคะแนนจาก 2 องค์ประกอบคือ 1) จำนวนการละเมิดและคุกคามสื่ออันเนื่องมาจากการทำงานของนักข่าว และ 2) การวิเคราะห์เชิงคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสรีภาพสื่อ รวมถึงนักข่าว นักวิจัย นักวิชาการ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
การจัดลำดับเสรีภาพสื่อของ RSF อิงตามคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 คะแนนมากหมายถึงมีเสรีภาพสื่อมาก โดยประเทศที่ได้ 85 คะแนนขึ้นไป สถานการณ์เสรีภาพสื่ออยู่ในระดับ “ดี” (good), 70 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “น่าพอใจ” (satisfactory), 55 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “มีปัญหา” (problematic), 40 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “ยากลำบาก” (difficult) และต่ำกว่า 40 คะแนนลงมาจัดว่าเสรีภาพสื่ออยู่ในสถานการณ์ “ย่ำแย่มาก” (very serious)

เสรีภาพสื่อทั่วโลกตกต่ำสุดในรอบ 25 ปี
RSF ระบุตั้งแต่จัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อในปี 2001 ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่เกินครึ่งหนึ่งของประเทศที่ทำการสำรวจมีเสรีภาพสื่ออยู่ในระดับที่ “ยาก” และ “ย่ำแย่มาก” อีกทั้งคะแนนเฉลี่ยของเสรีภาพสื่อของทั้ง 180 ประเทศและดินแดนก็ต่ำมาก
เมื่อ 25 ปีที่แล้ว RSF พบว่า 20% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่เสรีภาพสื่ออยูในระดับ “ดี” แต่ในปีนี้มีประชากรโลกแค่ 1% เท่านั้นที่อยู่ในประเทศที่เสรีภาพสื่ออยู่ในระดับดี
แอนน์ โบคานเด ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ RSF กล่าวว่าการคุกคามและละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น และเกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง
“รัฐเผด็จการ ผู้มีอำนาจ กลุ่มทุนที่แสวงหาผลประโยชน์ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ไม่ถูกกำกับดูแล มีส่วนสำคัญที่ทำให้เสรีภาพสื่อลดลงทั่วโลก” โบคานเดระบุและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งหามาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องนักข่าว
“มาตรการเหล่านี้ต้องตั้งต้นจากการหยุดทำให้การรายงานข่าวเป็นอาชญากรรม หยุดการใช้กฎหมายความมั่นคงในทางที่ผิด ยุติการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation-SLAPPs) และหยุดขัดขวางสื่อมวลชนในการสืบสวนสอบสวนและเปิดโปงเรื่องต่าง ๆ”
นักข่าวในเอเชียถูก “ฟ้องปิดปาก”
21 จาก 32 ประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีเสรีภาพสื่ออยู่ในระดับ “ยาก” และ “ย่ำแย่มาก” ซึ่งนับเป็นภูมิภาคที่สื่อถูกกดทับมากที่สุดภูมิภาคหนึ่ง ปัญหาที่พบมากที่สุดคือการฟ้องร้องดำเนินคดีกับสื่อ การแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม และการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเผด็จการ
“ผู้สื่อข่าวในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยมักตกเป็นจำเลยในคดีที่มีลักษณะเป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ที่ฟ้องร้องโดยนักการเมืองหรือนายทุนใหญ่โดยใช้ประโยชน์จากข้อกฎหมายที่ไม่ปกป้องการทำงานของสื่อ” RSF ระบุในรายงาน
แม้แต่ประเทศที่ประชาธิปไตยมั่นคงอย่างญี่ปุ่น ก็ยังมีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสื่อ เช่น กฎหมายว่าด้วยการรักษาความลับทางราชการ และเกาหลีใต้ที่มาตรการต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลถูกองค์กรวิชาชีพสื่อวิจารณ์อย่างหนักเพราะกลับกลายเป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความลักลั่นกันระหว่างการจัดการข้อมูลบิดเบือนกับการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
RSF ระบุในรายงานด้วยว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ที่ไม่มีประเทศใดจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ติดอันดับ “Top 20” ของประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมากที่สุดในโลก
เสรีภาพสื่อไทย
เมื่อดูดัชนีเสรีภาพสื่อของ RSF ย้อนหลัง 10 ปี (2559-2569) พบว่าอันดับที่ต่ำสุดของไทยคือ 142 จาก 180 ประเทศในปีรายงานที่เผยแพร่ปี 2560 (สำรวจปี 2559) ส่วนอันดับสูงสุดคือ 85 ในรายงานปี 2568 (สำรวจปี 2567)
RSF สรุปสถานการณ์เสรีภาพสื่อไทยว่าสื่อมีเสรีภาพมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดในการรายงานข่าวจากกฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีผู้สื่อข่าว การห้ามนำเสนอข่าวและการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อไทย นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในภาวะเสี่ยงอันตราย
อาเธอร์ โรเชโร เจ้าหน้าที่ RSF Asia-Pacific กล่าวถึงสถานการณ์เสรีภาพสื่อไทยในระหว่างการนำเสนอรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อ 2026 ในรายการ Cofact Live Talk เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ว่านักการเมืองและผู้มีอิทธิพลทางธุรกิจมักดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวในข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาอาญาอื่น ๆ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของการฟ้องปิดปากหรือการฟ้อง SLAPPs
เขายกตัวอย่างการจับกุมและดำเนินคดีณัฐพล เมฆโสภณ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไท และณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ช่างภาพอิสระ จากการรายงานข่าวว่ามีผู้นำสีสเปรย์มาพ่นบนกำแพงวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นรูปวงกลมล้อมรอบตัว A ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนคำว่า “อนาธิปไตย” และข้อความ “ไม่เอา 112” ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 อัยการได้ยื่นฟ้องผู้สื่อข่าวและช่างภาพทั้งสองในความผิดฐาน “ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน” ตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

อาเธอร์ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อในไทยแย่ลงกว่าเดิมจากอันดับที่ 85 ในรายงานปี 2568 มาอยู่ที่ 92 ในปีนี้ โดยตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือด้านเศรษฐกิจ เช่น อุปสรรคในการทำธุรกิจสื่ออันเนื่องมาจากนโยบายรัฐบาล การทุจริตคอร์รัปชัน รายได้จากโฆษณา และอุปสรรคที่เกิดจากเจ้าของธุรกิจสื่อที่มุ่งแสวงหากำไรและผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นที่ตั้ง
ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนลดลงมากที่สุดคือตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยในการทำงานของสื่อ
“ความปลอดภัยในการทำงานของสื่อเป็นปัญหาที่น่าห่วงมากขึ้นในไทย โดยเฉพาะความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่ลี้ภัยมาอยู่ในไทย ไทยเคยเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับผู้สื่อข่าวที่หนีภัยคุกคามจากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น จีน เวียดนาม กัมพูชา แต่ตอนนี้พวกเขากำลังถูกกดปราบอย่างหนัก” อาเธอร์กล่าว
ท่ามกลางเสรีภาพสื่อที่ถดถอยลงทั่วโลก อาเธอร์ย้ำความสำคัญของมาตรการทางกฎหมายที่ปกป้องเสรีภาพสื่อ
“เมื่อไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย เสรีภาพสื่อก็ย่อมไม่มี และเมื่อสื่อไม่มีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร สังคมก็จะขาดแคลนข้อมูลที่จะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ”











