ดัชนีเสรีภาพสื่อโลก 2569: เสรีภาพสื่อไทยแย่ลง นักข่าวถูกนักการเมือง-นายทุน “ฟ้องปิดปาก”

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) เผยแพร่ดัชนีเสรีภาพสื่อใน 180 ประเทศและดินแดนประจำปี 2569 พบว่าคะแนนเฉลี่ยเสรีภาพสื่อทั่วโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี โดยเกินครึ่งของประเทศที่สำรวจมีเสรีภาพสื่ออยู่ในภาวะที่ “ยากลำบาก” และ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” รวมถึงประเทศไทย ซึ่งตกจากอันดับ 85 ในปี 2568 มาอยู่ที่ 92 ในปีนี้

ในดัชนีเสรีภาพสื่อประจำปี 2569 ประเทศที่มีเสรีภาพสื่อสูงสุด 10 อันดับแรกจากทั้งหมด 180 ประเทศและดินแดน คือ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เอสโตเนีย เดนมารก์ สวีเดน ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์กและโปรตุเกส 

เมื่อดูเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ เสรีภาพสือของติมอร์-เลสเตอยู่ในอันดับดีสุดคือ 30 (75.29 คะแนน) รองลงมาคือไทย (อันดับที่ 92 / 53.97 คะแนน) มาเลเซีย (95 / 52.73) บรูไน (96 / 52.58) ฟิลิปปินส์ (114 / 46.79) สิงคโปร์ (123 / 44.57) อินโดนีเซีย (129 / 43.02) กัมพูชา (151 / 33.28) ลาว (154 / 32.54) เมียนมา (166 / 26.38) และเวียดนาม (174 / 21.15)  

ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เสรีภาพสื่อมีอันดับดีขึ้นจากปี 2568 มีเพียง 3 ประเทศคือ กัมพูชา (จากอันดับ 161 เป็น 151) บรูไน (จาก 97 เป็น 96) และติมอร์-เลสเต (จาก 39 เป็น 30)

RSF ประเมินและให้คะแนนเสรีภาพสื่อในแต่ละประเทศโดยใช้ตัวชี้วัด 5 ประการ ได้แก่บริบททางการเมือง กรอบกฎหมาย บริบททางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและวัฒนธรรม และความปลอดภัย โดยคำนวณคะแนนจาก 2 องค์ประกอบคือ 1) จำนวนการละเมิดและคุกคามสื่ออันเนื่องมาจากการทำงานของนักข่าว และ 2) การวิเคราะห์เชิงคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสรีภาพสื่อ รวมถึงนักข่าว นักวิจัย นักวิชาการ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 

การจัดลำดับเสรีภาพสื่อของ RSF อิงตามคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 คะแนนมากหมายถึงมีเสรีภาพสื่อมาก โดยประเทศที่ได้ 85 คะแนนขึ้นไป สถานการณ์เสรีภาพสื่ออยู่ในระดับ “ดี” (good), 70 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “น่าพอใจ” (satisfactory), 55 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “มีปัญหา” (problematic), 40 คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับ “ยากลำบาก” (difficult) และต่ำกว่า 40 คะแนนลงมาจัดว่าเสรีภาพสื่ออยู่ในสถานการณ์ “ย่ำแย่มาก” (very serious)

เสรีภาพสื่อทั่วโลกตกต่ำสุดในรอบ 25 ปี

RSF ระบุตั้งแต่จัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อในปี 2001 ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่เกินครึ่งหนึ่งของประเทศที่ทำการสำรวจมีเสรีภาพสื่ออยู่ในระดับที่ “ยาก” และ “ย่ำแย่มาก” อีกทั้งคะแนนเฉลี่ยของเสรีภาพสื่อของทั้ง 180 ประเทศและดินแดนก็ต่ำมาก 

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว RSF พบว่า 20% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่เสรีภาพสื่ออยูในระดับ “ดี” แต่ในปีนี้มีประชากรโลกแค่ 1% เท่านั้นที่อยู่ในประเทศที่เสรีภาพสื่ออยู่ในระดับดี 

แอนน์ โบคานเด ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ RSF กล่าวว่าการคุกคามและละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น และเกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง

“รัฐเผด็จการ ผู้มีอำนาจ กลุ่มทุนที่แสวงหาผลประโยชน์ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ไม่ถูกกำกับดูแล มีส่วนสำคัญที่ทำให้เสรีภาพสื่อลดลงทั่วโลก” โบคานเดระบุและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งหามาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องนักข่าว 

“มาตรการเหล่านี้ต้องตั้งต้นจากการหยุดทำให้การรายงานข่าวเป็นอาชญากรรม หยุดการใช้กฎหมายความมั่นคงในทางที่ผิด ยุติการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation-SLAPPs) และหยุดขัดขวางสื่อมวลชนในการสืบสวนสอบสวนและเปิดโปงเรื่องต่าง ๆ”  

นักข่าวในเอเชียถูก “ฟ้องปิดปาก”

21 จาก 32 ประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีเสรีภาพสื่ออยู่ในระดับ “ยาก” และ “ย่ำแย่มาก” ซึ่งนับเป็นภูมิภาคที่สื่อถูกกดทับมากที่สุดภูมิภาคหนึ่ง ปัญหาที่พบมากที่สุดคือการฟ้องร้องดำเนินคดีกับสื่อ การแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม และการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเผด็จการ  

“ผู้สื่อข่าวในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยมักตกเป็นจำเลยในคดีที่มีลักษณะเป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ที่ฟ้องร้องโดยนักการเมืองหรือนายทุนใหญ่โดยใช้ประโยชน์จากข้อกฎหมายที่ไม่ปกป้องการทำงานของสื่อ” RSF ระบุในรายงาน

แม้แต่ประเทศที่ประชาธิปไตยมั่นคงอย่างญี่ปุ่น ก็ยังมีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสื่อ เช่น กฎหมายว่าด้วยการรักษาความลับทางราชการ และเกาหลีใต้ที่มาตรการต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลถูกองค์กรวิชาชีพสื่อวิจารณ์อย่างหนักเพราะกลับกลายเป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความลักลั่นกันระหว่างการจัดการข้อมูลบิดเบือนกับการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร 

RSF ระบุในรายงานด้วยว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ที่ไม่มีประเทศใดจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ติดอันดับ “Top 20” ของประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมากที่สุดในโลก 

เสรีภาพสื่อไทย

เมื่อดูดัชนีเสรีภาพสื่อของ RSF ย้อนหลัง 10 ปี (2559-2569) พบว่าอันดับที่ต่ำสุดของไทยคือ 142 จาก 180 ประเทศในปีรายงานที่เผยแพร่ปี 2560 (สำรวจปี 2559) ส่วนอันดับสูงสุดคือ 85 ในรายงานปี 2568 (สำรวจปี 2567) 

RSF สรุปสถานการณ์เสรีภาพสื่อไทยว่าสื่อมีเสรีภาพมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดในการรายงานข่าวจากกฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีผู้สื่อข่าว การห้ามนำเสนอข่าวและการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อไทย นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในภาวะเสี่ยงอันตราย

อาเธอร์ โรเชโร เจ้าหน้าที่ RSF Asia-Pacific กล่าวถึงสถานการณ์เสรีภาพสื่อไทยในระหว่างการนำเสนอรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อ 2026 ในรายการ Cofact Live Talk เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ว่านักการเมืองและผู้มีอิทธิพลทางธุรกิจมักดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวในข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาอาญาอื่น ๆ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของการฟ้องปิดปากหรือการฟ้อง SLAPPs  

เขายกตัวอย่างการจับกุมและดำเนินคดีณัฐพล เมฆโสภณ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไท และณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ช่างภาพอิสระ จากการรายงานข่าวว่ามีผู้นำสีสเปรย์มาพ่นบนกำแพงวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นรูปวงกลมล้อมรอบตัว A ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนคำว่า “อนาธิปไตย” และข้อความ “ไม่เอา 112” ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 อัยการได้ยื่นฟ้องผู้สื่อข่าวและช่างภาพทั้งสองในความผิดฐาน “ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน” ตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

อาเธอร์ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อในไทยแย่ลงกว่าเดิมจากอันดับที่ 85 ในรายงานปี 2568 มาอยู่ที่ 92 ในปีนี้ โดยตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือด้านเศรษฐกิจ เช่น อุปสรรคในการทำธุรกิจสื่ออันเนื่องมาจากนโยบายรัฐบาล การทุจริตคอร์รัปชัน รายได้จากโฆษณา และอุปสรรคที่เกิดจากเจ้าของธุรกิจสื่อที่มุ่งแสวงหากำไรและผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นที่ตั้ง

ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนลดลงมากที่สุดคือตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยในการทำงานของสื่อ

“ความปลอดภัยในการทำงานของสื่อเป็นปัญหาที่น่าห่วงมากขึ้นในไทย โดยเฉพาะความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่ลี้ภัยมาอยู่ในไทย ไทยเคยเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับผู้สื่อข่าวที่หนีภัยคุกคามจากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น จีน เวียดนาม กัมพูชา แต่ตอนนี้พวกเขากำลังถูกกดปราบอย่างหนัก” อาเธอร์กล่าว 

ท่ามกลางเสรีภาพสื่อที่ถดถอยลงทั่วโลก อาเธอร์ย้ำความสำคัญของมาตรการทางกฎหมายที่ปกป้องเสรีภาพสื่อ 

“เมื่อไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย เสรีภาพสื่อก็ย่อมไม่มี และเมื่อสื่อไม่มีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร สังคมก็จะขาดแคลนข้อมูลที่จะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ” 


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐระบุ ยังไม่มีการปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 3,000 บาท

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ปัจจุบันยังไม่มีการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28-29 เม.ย. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบแชร์ภาพ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคไทยภักดี พร้อมข้อความระบุว่า “สําเร็จ! ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 ➝ 3,000 บาท ผมโคตรภูมิใจ ทําเพื่อพี่น้องคนไทยสําเร็จแล้ว! ร่วมสนับสนุน ปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท พี่น้องไม่ต้องห่วง มติ ส.ส. ผ่านแน่นอน” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 29 เม.ย. 2569 ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนและกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยืนยันกับโคแฟคว่าขณะนี้ยังไม่มีการปรับเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ปัจจุบันการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแบบขั้นไดตามช่วงอายุ คือ อายุ 60-69 ปี ได้ 600 บาท อายุ 70-79 ปี ได้ 700 บาท อายุ 80-89 ปี ได้ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไปได้ 1,000 บาท

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่านับตั้งแต่ สส. ชุดที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เริ่มเปิดประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 15 มี.ค. จนถึงกำหนดการประชุมล่าสุดวันที่ 30 เม.ย. ยังไม่มีวาระการประชุมว่าด้วยการขอปรับขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

นอกจากนี้โคแฟคยังไม่พบหลักฐานว่าข้อความดังกล่าวเป็นคำพูดของ นพ.วรงค์ แต่คาดว่าเป็นข้อความที่สรุปมาจากคำปราศรัยของ นพ.วรงค์ในการประชุมใหญ่พรรคไทยภักดีเมื่อวันที่่ 26 เม.ย. 2569 

ในคลิปคำปราศรัยที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กของพรรคไทยภักดี นพ.วรงค์เสนอให้นำเงินงบประมาณ สวัสดิการของสมาชิกรัฐสภามาจ่ายเป็นบำนาญ 3,000 บาทให้ผู้สูงอายุทุกคนแทน 

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.ระบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวในที่ประชุมใหญ่ของพรรรคเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 (ภาพ: เพจเฟซบุ๊กพรรคไทยภักดี)

“ผมเชื่อว่าถ้าเราจัดการโกงได้ ปราบการทุจริตคอร์รัปชันได้ ประเทศชาติจะเจริญ ประชาชนจะอยู่ดีกินดี และพี่น้องผู้สูงอายุจะได้รับบำนาญ 3,000 บาททุกคน และที่สำคัญที่สุด บำนาญ สส. สว. ต้องด่ามัน อายประชาชนบ้างไหม เอาเงินพวกนี้มาจ่ายบำนาญผู้สูงอายุดีไหม ถ้าผู้สูงอายุต้องการบำนาญต้องช่วยกันด่าพวกมันใช่ไหม”

สรุปได้ว่าการจ่ายบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาทเป็นเพียงข้อเสนอของ นพ.วรงค์ที่เห็นว่าควรยกเลิกสวัสดิการของ สส.-สว. และมุ่งปราบปรามการทุจริตเพื่อให้รัฐมีงบประมาณมากขึ้นในการจ่ายบำนาญให้ผู้สูงอายุ ดังนั้นข้อความที่อ้างว่าปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 3,000 บาท สำเร็จแล้ว จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจผิด

แฉกลลวง “ค้ามนุษย์” แรงงานอีสานเก็บเบอร์รี่ฟินแลนด์-สวีเดน ทำงาน 18 ชม. สุดท้ายหนี้ท่วม-รัฐนิ่งเฉย

รายการโคแฟคสนทนารวมพลคนเช็กข่าว EP.38 ได้หยิบยกประเด็นร้อน “เรื่องจริงของแรงงานหมากไม้” ผ่านภาพสะท้อนจากสารคดี Blood Berries เพื่อตีแผ่ชะตากรรมแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปเก็บเบอร์รี่ในแถบสแกนดิเนเวีย โดยระบุว่าเป็นขบวนการที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน แต่กลับได้รับการเพิกเฉยจากหน่วยงานรัฐไทยอย่างน่าตกใจ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดประเด็นว่า ในวาระวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคมและวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม เป็นจังหวะสำคัญในการค้นหาข้อเท็จจริงผ่านสารคดี“Blood Berries” ที่สะท้อนความจริงของพี่น้องแรงงานชาวอีสาน ซึ่งต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย แม้การไปทำงานจะดูเหมือนถูกกฎหมายแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามข้อตกลง โดยปัจจุบันปัญหาแรงงานไม่ได้มีแค่คนไทยที่ไปต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงแรงงานข้ามชาติในไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐและความไม่เข้าใจของสังคม

โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ให้รายละเอียดเชิงลึกว่า อุตสาหกรรมเบอร์รี่ในฟินแลนด์และสวีเดนต้องการแรงงานจำนวนมาก จึงมีการชักชวนแรงงานไทย โดยเฉพาะจากภาคอีสานไปทำงานผ่านนายหน้าและบริษัทจัดหางานที่มีความซับซ้อนหลายทอด กระบวนการนี้แฝงไปด้วยการเอาเปรียบที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ แรงงานต้องพักอาศัยในแคมป์ที่แออัดเหมือนค่ายทหารช่วงสงคราม ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อออกไปเก็บเบอร์รี่และกลับเข้าที่พักเกือบเที่ยงคืน รวมเวลาทำงานสูงถึงวันละ 15-18 ชั่วโมงต่อเนื่องนาน 3 เดือน

โกวิทเปิดเผยถึง “ทริค” หรือกลลวงที่บริษัทใช้ว่า แรงงานจะถูกทำให้ติดหนี้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าวิซ่า และค่าดำเนินการรวมกว่าแสนบาทต่อคน เมื่อไปถึงยังถูกยึดพาสปอร์ตเพื่อป้องกันการหนี และต้องกู้ยืมเงินบริษัทเป็นค่ากินอยู่และค่าเช่ารถซ้ำอีก โดยแรงงานจะไม่ทราบยอดรายได้จริงจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายก่อนบินกลับ ซึ่งพบว่าจำนวนมากทำงานฟรี 3 เดือนแล้วยังมียอด “ติดลบ” หรือเหลือเงินเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ที่กู้มา จนนำไปสู่สภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว ถูกยึดบ้านยึดรถเมื่อกลับถึงไทย

นอกจากนี้ นายโกวิท ยังระบุถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีการทำสัญญาซ้อนถึง 3 ฉบับเพื่อล้มล้างข้อตกลงเดิมและการโฆษณาเกินจริงผ่านโซเชียลมีเดียที่นำเสนอแต่ด้านดีเพียง 10% ของคนที่ประสบความสำเร็จมาเป็นตัวล่อ ที่น่ากังวลที่สุดคือบทบาทของภาครัฐ โดยในขั้นตอนการทำ Workshop ก่อนเดินทาง มีเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานไปร่วมนั่งโต๊ะกับบริษัทนายหน้าทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าปลอดภัย แต่เมื่อเกิดปัญหาและกลับมาทวงถามเรื่องเงินประกัน 30,000 บาท รัฐกลับบอกว่าเป็นความสมัครใจของชาวบ้านเอง หรือตำหนิว่าชาวบ้าน “โชคไม่ดี” และ “ขยันไม่พอ”

ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมของฟินแลนด์ได้ตัดสินจำคุกเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง CEO บริษัทเบอร์รี่ และนายหน้าฝั่งไทย พร้อมสั่งปรับเงินหลายสิบล้านบาท โดยชี้ชัดว่าเป็นคดีค้ามนุษย์ แต่ฝั่งรัฐไทยกลับยังลังเลในการตีความและไม่มีการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม โดยแรงงานบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจาก พม. เพียง3,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายหลักแสน

ในช่วงท้าย นายโกวิทและนางสาวสุภิญญาได้ฝากทิ้งท้ายถึงความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยที่มีสมาชิกสหภาพเพียง 1% ของแรงงานทั้งหมด ทำให้ขาดอำนาจต่อรองกับรัฐเช่นเดียวกับเสรีภาพสื่อที่มักถูกฟ้องปิดปากหรือเกรงใจนายทุนโฆษณา การนำเสนอสารคดี Blood Berries ซึ่งจะฉายที่ House สามย่านในวันที่ 30 เมษายนนี้ ทั้งยังเตรียมเผยแพร่ทางไทยพีบีเอส และ วิภา จึงเป็นความพยายามของสื่อในการส่งเสียงแทนชาวบ้านเพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ และร่วมกันเป็นกระบอกเสียงให้ภาครัฐตื่นตัวต่อปัญหานี้อย่างจริงจัง

‘กินของร้อน หลอดอาหารไหม้ เสี่ยงมะเร็ง’คำเตือนนี้เป็นความจริงเพียงใด?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีผู้ส่งภาพพร้อมข้อความ หมอเตือน ชอบกินของร้อน หลอดอาหารไหม้ เสี่ยงมะเร็ง เข้ามาสอบถามในระบบฐานข้อมูลของ Cofact ซึ่งเมื่อค้นหาที่มาของภาพดังกล่าว พบว่ามาจากโพสต์บนเพจเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเพจหนึ่ง โดยยกตัวอย่างชายชาวจีนวัย 40 ปี ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะ หลอดอาหารไหม้จากนิสัยดื่มน้ำเดือด แม้เขาคิดว่ากำลังดูแลสุขภาพ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เยื่อบุหลอดอาหารไหม้ มีแผลลึก เริ่มมีสัญญาณก่อนเกิดมะเร็ง พร้อมกับระบุว่า การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียสทำลายเยื่อบุสะสม และอ้างข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่าอุณหภูมิสูงของอาหาร/เครื่องดื่ม เป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร

– รู้จักโรคมะเร็งหลอดอาหาร? : ข้อมูลจากบทความ ‘มะเร็งหลอดอาหาร ภัยเงียบที่ผู้สูงวัยควรใส่ใจ’ โดย นพ.กิตินัทธ์ ทิมอุดม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทางเดินอาหาร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. 2568 ระบุว่า มะเร็งหลอดอาหาร(Esophageal Cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะซึ่งเป็นท่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารระหว่างปาก และกระเพาะอาหาร มะเร็งชนิดนี้มีต้นกำเนิดที่เยื่อบุผิวของหลอดอาหาร 

โรคนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ 1.ชนิด Squamous Cell Carcinoma (มะเร็งชนิดสความัส) มักเกิดจากเซลล์ที่ปกคลุมในหลอดอาหารเกือบทั้งหมดตั้งแต่คอจนถึงในช่องอก และ 2.ชนิด Adenocarcinoma (มะเร็งชนิดอะดีโนคาร์สิโนมา)มักเกิดจากเซลล์ที่ผลิตสารหล่อลื่นในหลอดอาหาร โดยมักพบในส่วนล่าง ของหลอดอาหารในส่วนท้อง

อาการของผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารสามารถแตกต่างกันไปตามระยะของโรค โดยทั่วไปอาการที่สามารถสังเกตได้ เช่น อาการปวดหรือไม่สบายที่หน้าอก รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบายในบริเวณกลางหน้าอก อาการกลืนลำบาก (Dysphagia) มีความยากลำบากในการกลืนอาหารหรือของเหลว โดยอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในหลอดอาหาร การลดน้ำหนักโดยไม่ตั้งใจ 

ผู้ป่วยอาจสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็วโดยไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาหาร อาการคลื่นไส้และอาเจียน แสบร้อนหน้าอก มีกรดไหลย้อน อาการเสียงแหบ หากมีการกดทับที่เส้นเสียงจากการเติบโตของเนื้องอกอาการเหนื่อยง่ายหรือไม่มีแรง อาการไอมาก ไอเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ภาวะกรดไหลย้อน ผู้ที่มีปัญหานี้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้มากขึ้น การบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่มีสารกันบูด เครื่องดื่มหรืออาหารที่ร้อนจัด และผู้ที่เป็นมะเร็งในช่องปากหรือโพรงจมูกร่วมด้วย เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง นพ.กิตินัทธ์ กล่าวในบทความ

โปสเตอร์ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งหลอดอาหาร 
ที่มา : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

– กินของร้อนเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารแค่ไหน:ในต่างประเทศมีรายงานที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เช่น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง(IARC) ซึ่งทำงานภายใต้องค์การอนามัยโลก รายงานเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2565 (A very-hot food and beverage thermal exposure index and esophageal cancer risk in Malawi and Tanzania: findings from the ESCCAPE case–control studies) อ้างผลการศึกษาผู้ป่วย 849 ราย และกลุ่มควบคุม 906 ราย ใน 2 ประเทศคือมาลาวีและแทนซาเนียพบตัวชี้วัดการสัมผัสความร้อนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหาร เช่น 

1.อุณหภูมิของเครื่องดื่มหรืออาหารเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.92 เท่า สำหรับเครื่องดื่มหรืออาหารที่ “ร้อนจัด (Very Hot)” เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มหรืออาหารที่ “ร้อน (Hot)” 

2.ระยะเวลารอคอยก่อนดื่มหรือรับประทานอาหารเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.76 เท่า สำหรับระยะเวลารอคอยน้อยกว่า 2 นาที เมื่อเทียบกับ 2-5 นาที

3.ความเร็วในการบริโภคเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 2.23 เท่า สำหรับบุคคลที่บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มในอัตรา “ปกติ (Normal)” เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคในอัตรา “ช้า (Slow)”

4.ความถี่ของการแสบร้อนในปากเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.9 เท่า สำหรับการแสบร้อน 6 ครั้งขึ้นไปต่อเดือน เมื่อเทียบกับไม่มีอาการแสบร้อนต่อเดือน

ในกลุ่มผู้บริโภค คะแนนการสัมผัสความร้อนโดยรวมมีตั้งแต่ 1  12 และความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสจะเพิ่มขึ้นตามคะแนนที่สูงขึ้น โดยพบว่าบุคคลที่มีคะแนน 9 ขึ้นไปมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่มีคะแนน 3 หรือต่ำกว่าถึง 4.6 เท่า รายงานของ IARC ระบุ 

รายงานของ IARC ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2559 โครงการ IARC Monographs ซึ่งเป็นโครงการที่ IARC ศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ได้ให้นิยามคำว่า “ร้อนจัด(Very Hot)” หมายถึง “มีอุณหภูมิสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส” ขณะที่ผลการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยให้ข้อสรุปว่า การหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด อาจช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งหลอดอาหารในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกได้ (อ้างอิงจากที่ตั้งของประเทศมาลาวีและแทนซาเนีย)

วันที่ 19 ก.พ. 2568 วารสารวิชาการฉบับเก่าแก่ของอังกฤษอย่าง Nature รายงานข่าวการเผยแพร่งานวิจัย (Hot beverage intake and oesophageal cancer in the UK Biobank: prospective cohort study) ในวารสารการแพทย์ด้านโรคมะเร็ง (British Journal of Cancer) โดยคณะผู้วิจัยซึ่งระบุว่าที่ผ่านมามีข้อค้นพบจากทวีปอื่นๆ เช่น เอเชีย อเมริกาใต้ ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิเข้าข่ายร้อนจัด หรือสูงตั้งแต่ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหาร แต่ยังไม่มีการศึกษาในทวีปยุโรป จึงเลือกพื้นที่วิจัยในประเทศกลุ่มสหราชอาณาจักรที่ผู้คนนิยมดื่มชาและกาแฟร้อนกันอย่างแพร่หลาย โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรวัยผู้ใหญ่ถึงผู้สูงอายุ มีอายุระหว่าง 40 – 69 ปี จำนวน 454,796 คน จากอังกฤษ เวลส์และสก็อตแลนด์

ผลการศึกษาซึ่งแยกระหว่างมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (Esophageal Squamous Cell Carcinoma – ESCC) กับมะเร็งหลอดอาหารชนิดอะดีโนคาร์สิโนมา (Esophageal adenocarcinoma – EAC) ให้ข้อสรุปว่า การดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิเข้าข่ายร้อนหรือร้อนจัด เชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหารชนิด ESCC สูงกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิไม่ร้อนหรืออยู่ในระดับอุ่นๆ อีกทั้งระดับความเสี่ยงยังเชื่อมโยงกับปริมาณการดื่มต่อวันด้วย แต่ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่าอุณหภูมิที่สูงของเครื่องดื่มกับการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิด EAC 

ภาพที่ 2 : นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ชะลอวัย ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “คนสู้โรค” ตอน “กินของร้อน เสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารหรือไม่” ทาง Thai PBS วันที่ 15 ก.ค. 2565
ที่มา : https://www.thaipbs.or.th/program/KonSuRoak/episodes/88506 (นาทีที่ 1.30 – 6.26)

ในประเทศไทย นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ชะลอวัย ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “คนสู้โรค” สำนักข่าว ThaiPBS วันที่ 15 ก.ค. 2565 ระบุว่า มีการศึกษาพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัด เช่น ชา กาแฟ มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร อย่างไรก็ตาม ‘ความร้อนเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ความเสี่ยงระดับฟันธงได้ว่าเป็นสาเหตุ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วยังชอบดื่มเครื่องดื่มร้อนบ่อยๆ ประเภท เย็นกินเหล้า – เช้ากินกาแฟร้อน ความเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

หรือคนที่รับประทานอาหาร – ดื่มเครื่องดื่มร้อน นอกจากชา – กาแฟ ยังรวมถึงสุกี้หรือชาบูที่มีน้ำซุปร้อนๆ หากบริโภคบ่อยครั้งก็จะมีความเสี่ยง แต่การบริโภคนานๆ ครั้งยังไม่มีการศึกษาที่พบความเสี่ยง ตลอดจนโรคบางชนิดก็เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารได้เช่นกัน อาทิ กรดไหลย้อน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิด EAC ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคกรดไหลย้อน แตกต่างจากในทวีปเอเชียที่พบผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิด ESCC ซึ่งเชื่อมโยงกับการกินอาหาร – ดื่มเครื่องดื่มร้อน 

ไม่ว่าจะซดราเม็งร้อนๆ จิบมิโสะร้อนๆ หรือชา – กาแฟร้อนๆ หรือเจี่ยะเต๊แบบอากงอาม่า ผมได้รีวิวงานวิจัยหลายๆ ชิ้นที่เขาสำรวจมา พบว่าอุณหภูมิถ้าเกิดสูงมากกว่า 60 หรือ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ย้ำอีกทีว่าถ้าคนที่กินของร้อนๆ นานๆ ที ไมได้กินบ่อยๆ ไม่ได้เสี่ยงมากอะไรขนาดนั้น นพ.กฤษดา กล่าว 

วันที่ 24 เม.ย. 2569 ผู้เขียนได้รับคำอธิบายจาก ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร และรักษาการแทนหัวหน้างานโภชนศาสตร์คลินิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยแยกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้ 

1.อุณหภูมิคือปัจจัยสำคัญ..ไม่ใช่ชนิดของอาหาร: โดย IARC ระบุว่า  เครื่องดื่มที่ร้อนมาก โดยเฉพาะอุณหภูมิประมาณมากกว่า 65 องศาเซลเซียสถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 2A (Probably carcinogenic to humans) ซึ่งความหมายคือ มีหลักฐานว่ามีความเป็นไปได้ในการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังไม่ถึงระดยืนยันแน่ชัด สิ่งสำคัญคือ การจัดกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเครื่องดื่มหรืออาหารนั้นเป็นตัวก่อมะเร็งโดยตรง แต่ความร้อนสูงต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยง

2.กลไกเกิดจากการระคายเคืองสะสม : เมื่อบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด เยื่อบุหลอดอาหารจะเกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บระดับเซลล์ หากเกิดซํ้าเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง การซ่อมแซมเซลล์ผิดปกติ เพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

และ 3.การศึกษาขนาดใหญ่ในมนุษย์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไปในปริมาณมากและเป็นประจำ’ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารที่เพิ่มขึ้น : อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความถี่ ปริมาณที่บริโภค ไม่ใช่การบริโภคเพียงครั้งเดียว

สิ่งที่มักถูกสื่อสารเกินจริง 1.ไม่ใช่กินของร้อนแล้วจะเป็นมะเร็งทันที เป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ต้องสะสมในระยะยาว และมกเกิดรวมกบปัจจยอื่น 2.คำว่า หลอดอาหารไหม้เป็นการสื่อสารเชิงภาพ ในความเป็นจริงมกเป็นการบาดเจ็บระดบเล็กๆ ซํ้าๆ มากกว่าการไหม้รุนแรง 3.การจดกลุ่มของ IARC ไม่ได้บอกระดบความรุนแรงของความเสี่ยง แต่บอกระดับความเชื่อมั่นของหลักฐานเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่สำคัญกว่าโดยมะเร็งหลอดอาหารมีปัจจยเสี่ยงหลายประการ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะกรดไหลย้อน ภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในหลายกรณีมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าการบริโภคของร้อนเพียงอย่างเดียว ณัฐฐศรัณฐ์ กล่าว 

บทสรุปของเรื่องนี้ ณัฐฐศรัณฐ์ แนะนำวิธีการลดปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด (อุณหภูมิมากกว่า 60–65 องศาเซลเซียสขึ้นไป) โดยรอให้อาหารหรือเครื่องดื่มเย็นลงในระดับที่อุ่นก่อนบริโภค หลีกเลี่ยงการซดหรือดื่มทันทีขณะที่น้ำยังเดือดๆ รวมถึงลดพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การบริโภคของรอนไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของมะเร็ง แต่การได้รบความรอนสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารได้ดังนั้นประเด็นสำคัญไม่ใช่การหลีกเลี่ยงอาหารร้อนทั้งหมด แต่คือการหลีกเลี่ยความรอนจ และพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองซํ้าในระยะยาว!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.nci.go.th/NCI_Old/th/New_web2024/service/sv24 (“มะเร็งหลอดอาหาร”ภัยเงียบที่ผู้สูงวัยควรใส่ใจ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ , เมษายน 2568)

https://www.iarc.who.int/news-events/a-very-hot-food-and-beverage-thermal-exposure-index-and-esophageal-cancer-risk-in-malawi-and-tanzania-findings-from-the-esccape-case-control-studies/ (A very-hot food and beverage thermal exposure index and esophageal cancer risk in Malawi and Tanzania: findings from the ESCCAPE case–control studies : IARC 30 มิ.ย. 2565)

https://www.nature.com/articles/s41416-025-02953-2 (Hot beverage intake and oesophageal cancer in the UK Biobank: prospective cohort study : Nature 19 ก.พ. 2568)

เพจเฟซบุ๊ก “เรื่องราวชายแดนใต้” โพสต์คลิป AI ใช้เนื้อหาเท็จโจมตีใส่ร้ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน อังคณา-อัญชนา-พรเพ็ญ พูดปกป้องเขมรและกลุ่มบีอาร์เอ็น

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปที่สร้างจาก AI มีเจตนากล่าวหาใส่ร้ายและสร้างความเกลียดชังนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “เรื่องราวชายแดนใต้” เผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีภาพผู้หญิง 3 คน ระบุชื่อ “อังคณา” “อัญชนา” และ “พรเพ็ญ” มีเสียงพูดว่า “ฉันคือผู้ที่ปกป้องเขมรจากการรุกรานของไทย เพราะการกระทำของไทยต่อเขมรละเมิดสิทธิมนุษยชน” “ฉันคือคนที่จะยืนหยัดปกป้องบีอาร์เอ็นจากรัฐไทยเพราะฉันมั่นใจว่าปาตานีไม่ใช่สยาม” และ “ฉันคือคนที่จะออกมาปกป้องทุกอย่างยกเว้นคนดี…ทุกอาชญากรรมในประเทศนี้จะมีพวกเราคอยปกป้อง” (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มีความยาว 31 วินาที คำบรรยายประกอบคลิปเขียนว่ามินิซีรีส์ “แหกอกแนวร่วมลัทธิ BRN EP.2” ณ วันที่ 28 เม.ย. มียอดรับชมมากกว่า 3,800 ครั้ง   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้มีความผิดปกติและไม่สมจริงที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคลิปที่ใช้ AI สร้างภาพบุคคลที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา, อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความสิทธิมนุษยชนและอดีตผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามทำงานมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเธอตกเป็นเป้าของการโจมตีและการทำลายชื่อเสียงด้วยข้อมูลเท็จ การข่มขู่คุกคามและการสร้างความเกลียดชังมาอย่างต่อเนื่อง 

คลิปนี้เป็นกรณีล่าสุดที่มีลักษณะเป็น AI Deepfake เนื้อหาในคลิปนอกจากจะเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิงเพราะไม่ใช่คำพูดของอังคณา อัญชนาและพรเพ็ญแล้ว ยังเป็นข้อความกล่าวหาใส่ร้ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามคนอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีภาพความรุนแรงคือการยิงปืนและภาพที่เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เพจเฟซบุ๊ก “เรื่องราวชายแดนใต้” ระบุว่ามินิซีรีส์ “แหกอกแนวร่วมลัทธิ BRN” มีทั้งหมด 5 ตอน โคแฟคพบว่าเผยแพร่มาแล้ว 2 ตอน ตอนที่ 1 (EP.1) เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2569 เป็นคลิปวิดีโอ AI Deepfake ตั้งชื่อว่า “โลก 3 ใบของนายรอมฎอน” (ลิงก์บันทึก) ที่มีเนื้อหาเท็จใส่ร้ายและกล่าวหารอมฎอน ปันจอร์, ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters

เพจเฟซบุ๊ก “เรื่องราวชายแดนใต้” สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2564 มีผู้ติดตามกว่า 20,000 บัญชี ข้อมูลเกี่ยวกับเพจระบุว่ามีผู้ดูแลเพจหรือแอดมินทั้งหมด 5 บัญชี ทั้งหมดอยู่ในประเทศไทย 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: คลิปวิดีโอ AI ทั้งสองคลิปนี้มีเนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานชุมชนของเฟซบุ๊กอย่างชัดเจนทั้งเรื่องการกลั่นแกล้งและการคุกคาม, พฤติกรรมที่แสดงความเกลียดชัง, ความรุนแรงและการยุยง, การให้ข้อมูลผิด และเนื้อหาที่สร้างหรือดัดแปลงด้วยวิธีทางดิจิทัลซึ่งอาจชวนให้เข้าใจผิด 

Meta ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กระบุว่า “มาตรฐานชุมชนของเรานั้นใช้กับทุกคนทั่วโลก และกับเนื้อหาทุกประเภท รวมถึงเนื้อหาที่สร้างโดย AI” และอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อ “พฤติกรรมที่แสดงความเกลียดชัง” ว่า “เราจะลบคำพูดที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ คำกล่าวหาเรื่องการผิดศีลธรรมหรือความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง และคำดูถูก” แต่ทั้งสองคลิปยังคงเข้าถึงได้ในเฟซบุ๊กและมียอดการเข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิภาพในการตรวจสอบและรักษามาตรฐานชุมชนของเฟซบุ๊ก

ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์และแผ่นพลาสติกห่ออาหาร ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ร้านขายอาหารใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาหารโดยมีพลาสติกรองอีกชั้นหนึ่ง ปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **กรมอนามัยระบุว่าอาจไม่ปลอดภัย ขอความร่วมมือผู้ประกอบการงดใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาหาร แม้จะใช้พลาสติกรองอาหาร แต่หากไม่ใช่วัสดุสัมผัสอาหาร (food grade) ก็ยังคงมีความเสี่ยง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 เม.ย. 2569 สื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์แชร์ภาพข้าวผัดห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ โดยมีพลาสติกรอง ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่าการห่ออาหารแบบนี้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ชี้แจงเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 ว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ไม่ใช่วัสดุสัมผัสอาหาร (food grade) และอาจมีสารตกค้างจากกระบวนการพิมพ์และหมึกพิมพ์ เช่น สารตะกั่ว สารโลหะหนักบางชนิด สารไฮโดรคาร์บอนจากหมึกพิมพ์ สารระเหยอินทรีย์ (VOCs) รวมถึงสารเคมีจากสีย้อมพิมพ์ ซึ่งอาจปนเปื้อนสู่อาหารได้ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสอาหารร้อนหรืออาหารที่มีไขมัน เช่น ข้าวผัด ของทอด ข้าวเหนียวปิ้ง หากสัมผัสกับกระดาษหนังสือพิมพ์โดยตรงหรือผ่านวัสดุรองที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้สารปนเปื้อนอาหารได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ บางร้านจะมีการใช้พลาสติกรองอาหาร แต่หากไม่ใช่วัสดุ food grade หรือไม่สามารถป้องกันการสัมผัสอาหารได้อย่างสมบูรณ์ ก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่

กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์เลือกบริโภคอาหารจากร้านที่มีความ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานตามหลักสุขาภิบาลอาหาร และควรเลือกร้านที่มีสัญลักษณ์รับรอง SAN (Sanitation Accountability Network) หรือ SAN Plus ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารยุคของกรมอนามัย

“อาหารปลอดภัย ต้องเริ่มจากบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย และเลือกบริโภคจากร้านที่ได้มาตรฐาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการงดใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาหาร และขอให้ประชาชนเลือกอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว” กรมอนามัยระบุ

Int’l Fact-Checking Day 2026: Collective Action Against AI-Era Disinformation 

The International Fact-Checking Network (IFCN) has designated April 2 each year as International Fact-Checking Day, following April Fools’ Day, to remind the public of the importance of verifying facts before believing or sharing content, to prevent the spread of misinformation and disinformation.

On April 2, 2026, Cofact Thailand and its partners held an event marking International Fact-Checking Day at the Bangkok Art and Culture Centre under the theme “International Fact-Checking Day 2026: Lost in Information — When Disinformation Becomes a Global Risk,” with support from the Thai Health Promotion Foundation (ThaiHealth) and Friedrich Naumann Foundation for Freedom.

Supinya Klangnarong, co-founder of Cofact Thailand, said the event has been held annually since 2020, when the world was grappling with both the Covid-19 outbreak and a surge in health-related disinformation. In 2026, disinformation remains a major global concern, with the World Economic Forum again listing it among global risks. This highlights the far-reaching impact of false information, particularly in the era of artificial intelligence (AI).

“When disinformation becomes a global risk, one key response is to slow down and verify facts. Simply put, keep calm and fact-check,” Ms Supinya said, noting that this aligns with the mission of the ThaiHealth to promote a reliable information ecosystem for well-being and help the public stay grounded amid rapid change.

Pongthep Wongwatcharapaiboon, manager of ThaiHealth, said health-related misinformation is particularly widespread, driven by fear and commercial interests, including misleading advertising and the use of deepfake technology.

Supinya Klangnarong, co-founder of Cofact Thailand, said the event has been held annually since 2020, when the world was grappling with both the Covid-19 outbreak and a surge in health-related disinformation. In 2026, disinformation remains a major global concern, with the World Economic Forum again listing it among global risks. This highlights the far-reaching impact of false information, particularly in the era of artificial intelligence (AI).

“When disinformation becomes a global risk, one key response is to slow down and verify facts. Simply put, keep calm and fact-check,” Ms Supinya said, noting that this aligns with the mission of the ThaiHealth to promote a reliable information ecosystem for well-being and help the public stay grounded amid rapid change.

Pongthep Wongwatcharapaiboon, manager of ThaiHealth, said health-related misinformation is particularly widespread, driven by fear and commercial interests, including misleading advertising and the use of deepfake technology.

https://www.bangkokpost.com/thailand/pr/3243162/intl-factchecking-day-2026-collective-action-against-aiera-disinformation

ก่อนเจาะเลือดต้องงดน้ำเปล่าหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ก่อนเจาะเลือดจำเป็นต้องงดดื่มน้ำหรือไม่? 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ก่อนเจาะเลือด คนไข้ดื่มหรือจิบน้ำได้ แต่ต้องเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 เม.ย. 2569 นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ชะลอวัย ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ โพสต์ข้อความว่าปัจจุบันยังมีคนไข้หลายรายอดน้ำก่อนเจาะเลือดซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด คนไข้จึงมีอาการขาดน้ำ เส้นเลือดแฟบเจาะได้ยาก และทำให้ผลเลือดที่ได้ไม่น่าเชื่อถือหรือเพี้ยนไป เช่น ค่าการทำงานของไต ค่าความเข้มข้นของเลือด ซึ่งเกิดจากภาวะขาดน้ำ (dehydration) 

โพสต์นี้ถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยสื่อมวลชน เช่น ข่าวสด Workpoint23 และมีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยหลายคนยังคงมีความสับสนและไม่แน่ใจว่าต้องงดน้ำก่อนเจาะเลือดหรือไม่

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: แพทย์และนักเทคนิคการแพทย์หลายท่าน รวมถึงสถานพยาบาลหลายแห่ง แนะนำว่าการเจาะเลือดควรงดอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ น้ำหวาน แต่สามารถดื่มหรือจิบน้ำเปล่าได้ 

▪️ ผศ.พญ.ปรีชญา วงษ์กระจ่าง ภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในคลิปวิดีโอ “สุขภาพดีศิริราช ตอน การเตรียมตัวก่อนทำการเจาะเลือด” ทางช่องยูทูบ siriraj channel (19 ก.พ. 2564) ระบุว่า ผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่การตรวจเลือดบางชนิดจะต้องมีการงดอาหาร เช่น การตรวจค่าปริมาณน้ำตาลและไขมันจะต้องงดอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด

▪️บทความ “เตรียมตัวมาเจาะเลือดอย่างไร? จึงจะได้ผลตรวจที่ถูกต้อง” โดย รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (24 เม.ย. 2565) ระบุว่าให้งดอาหาร งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟและน้ำหวาน แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้ 

▪️ พญ.วรรษมน ยอแสง อายุรแพทย์ รพ.วิชัยยุทธ ระบุในบทความ “เรื่องน่ารู้ในการตรวจสุขภาพ” (17 พ.ค. 2567) ว่าการเจาะเลือดเพื่อตรวจน้ำตาลในเลือด คนไข้ควรงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนเจาะเลือด ส่วนการตรวจไขมันในเลือดควรงดอาหาร 10-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด รวมถึงงดดื่ม ชา กาแฟ น้ำหวาน เครื่องดื่มและลูกอม โดยสามารถดื่มได้เฉพาะน้ำเปล่า

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 25 เมษายน 2569

น้ำอัดลมชนิดไดเอ็ทฆ่าเซลล์มะเร็งได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/27m0a4uak3bc1


ภาพจับกุมครูปอเนาะแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบชายแดนใต้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1v7e7ktvshfed


แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งยุบโรงเรียนปอเนาะ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2zoznc6oigrk3


ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ถูกช่อง 3 เลิกจ้างเนื่องจากวางตัวไม่เป็นกลาง เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2kq5fqxcbou6m


โพสต์เปิดรับบริจาคช่วยเหลือหนุ่มนักศึกษา ปวช. พ่อแม่เสียชีวิต ต้องเลี้ยงดูยายตาบอด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1z3brylc5lnfl


เตือนภัยหนาว จากปรากฏการณ์ APHELION โลกไกลดวงอาทิตย์มาก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/102zzmhfng8bw


ก่อนเจาะเลือด คนไข้ดื่มหรือจิบน้ำได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fyke48npaz36


ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2t1gxv25lo3uh


 มิถุนายน ต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์ได้แล้ว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/dksqs73jwx9

โพสต์แอบอ้างภาพและเรื่องราวของนักศึกษา ปวช. สู้ชีวิต เปิดรับบริจาค ให้ชื่อ-เลขบัญชีเท็จ อย่าหลงเชื่อ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เปิดรับบริจาคช่วยเหลือหนุ่มนักศึกษา ปวช. พ่อแม่เสียชีวิต ต้องเลี้ยงดูยายตาบอด 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** แอบอ้างชื่อและเรื่องราวของนักศึกษาเรียนดีแต่ยากจนที่เคยเป็นข่าวเมื่อปี 2561 มาเปิดรับบริจาค ชื่อและเลขที่บัญชีรับบริจาคเป็นของบุคคลอื่น 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14-24 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อคล้ายกันอย่างน้อย 3 เพจ ได้แก่  “ร่วมบุญ สะพานบุญ” “ข่าวบุญ บอกบุญ” และ “ข่าวบุญ สะพานบุญ” เผยแพร่ภาพชายหนุ่มร้องไห้ อาศัยอยู่ในห้องเล็กซ่อมซ่อ

ข้อความบรรยายในโพสต์อ้างว่าชายหนุ่มในภาพเป็นนักเรียน ปวช. ปี 2 ที่ยากจนแต่กตัญญู พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้วจึงต้องทำงานทุกอย่างทั้งรับจ้างรีดผ้าตัวละ 3 บาท ล้างรถ ขายของออนไลน์ เพื่อหาเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่ากินอยู่ ค่าเรียนหนังสือและดูแลยายที่ตาบอด และใช้หนี้ที่ยืมมาจัดงานศพแม่ (ลิงก์บันทึก)

“แม้ทุกอย่างจะพัง เด็กคนนี้ไม่เคยทิ้งความฝัน เกรดเฉลี่ย 3.79 ยังยืนหยัดเรียนต่อเพื่ออนาคต ขอบคุณอาจารย์ เพื่อน ๆ และผู้ใหญ่ใจดีที่เห็นค่าหัวใจของเด็กคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้” ผู้โพสต์ระบุพร้อมกับให้ชื่อและเลขที่บัญชีพร้อมเพย์ เชิญชวนให้บริจาคเงินช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพบางส่วนที่นำมาประกอบในโพสต์ขอรับบริจาคดังกล่าวรวมทั้งเรื่องราวของบุคคลในภาพนำมาจากบัญชีเฟซบุ๊กของ ดร.แทน โมราราย รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ ที่เผยแพร่เมื่อเกือบ 8 ปีที่แล้ว 

วันที่ 15 ธ.ค. 2561 ดร.แทนโพสต์ภาพและเรื่องราวของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ยากจนชื่อเอกพล ไทยธานี นักเรียน ปวช. 2 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า ข้อความว่า “ชีวิตต้องสู้..นักเรียนปวช.2 ช่างไฟฟ้าอยู่คนเดียวต้องรับจ้างทำงานรีดเสื้อผ้าตัวละ 2 บาท เพื่อจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,000 บาท และส่งตนเองเรียนหลังจากพ่อกับแม่เสียชีวิตกันไปหมด สิ่งที่น่าเศ้ราใจแม่เป็นมะเร็งเพิ่งเสียชีวิตแต่ไม่มีเงินเผ่าศพแม่ 5,000 บาท ไม่มีใครให้ยืมเงิน ต้องไปยืมจากประธานหมู่บ้าน หลังเผาศพแม่แล้วต้องฉีกซองเงินทำบุญใช้หนี้”

ดร.แทนระบุในโพสต์ว่าเอกพลเช่าบ้านอยู่คนเดียว โดยหาเงินจากการรับจ้างรีดผ้าตัวละ 2 บาทตั้งแต่ 5 โมงถึง 3 ทุ่ม และรับจ้างทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาประทังชีวิต บางวันไม่ได้กินข้าวกลางวัน หลังจากที่ทางวิทยาลัยรับรู้จึงได้มอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือเพื่อนนักศึกษาและอาจารย์ช่วยกันสมทบทุน นอกจากนี้ผู้ประกอบการในชุมชนยังช่วยเหลือด้วยการรับเอกพลเข้าทำงานพาร์ตไทม์เพื่อให้มีรายได้ 

ข้อความและภาพบางส่วนที่ ดร.แทนโพสต์ในเฟซบุ๊ก “Tan แทน” เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2561 เล่าเรื่องราวของเอกพล นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ในขณะนั้นที่เรียนดีแต่ยากจน

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐลงพื้นที่ไปพบกับ ดร.แทนและเอกพล ในรายงานข่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2561 เอกพลได้ให้ชื่อและเลขที่บัญชีสำหรับผู้ประสงค์บริจาคเงินช่วยเหลือ ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าทั้งชื่อและเลขที่บัญชีไม่ตรงกับที่เพจ “ร่วมบุญ สะพานบุญ” และเพจอื่น ๆ ข้างต้นอ้างเท็จว่าเป็นเลขที่บัญชีของเอกพล ประชาชนอย่าหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว

วันที่ 24 เม.ย. 2569 โคแฟคโทรศัพท์ไปสอบถาม ดร.แทน ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพตากฟ้า ได้รับคำยืนยันว่าโพสต์ที่เปิดรับบริจาคอยู่ในขณะนี้เป็นโพสต์เท็จที่แอบอ้างชื่อและเรื่องราวของเอกพล อีกทั้งชื่อและเลขที่บัญชีที่ปรากฏในเพจเฟซบุ๊กเหล่านั้นก็ไม่ใช่บัญชีของเอกพล

“ฐปณีย์ เอียดศรีไชยถูกช่อง 3 เลิกจ้าง” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ถูกช่อง 3 เลิกจ้างเนื่องจากวางตัวไม่เป็นกลาง เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายโพสต์ภาพฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการ “ข่าว 3 มิติ” และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters พร้อมโลโก้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ธงชาติไทย และคำว่า “เลิกจ้าง” 

ข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ด่วน ช็อกวงการข่าว เมื่อฐปนีย์ (แยม) นักข่าวช่อง 3 เปิดใจผ่าน facebook ส่วนตัว อยู่ช่อง 3 มา 16 ปี วันนี้ช่อง 3 ประกาศเลิกจ้าง ด้วยเหตุไม่วางตัวเป็นกลางเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ”  (ลิงก์บันทึก)

ภาพและข้อความเดียวกันนี้ยังถูกแชร์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว​ TOP NEWS THAILAND” และนำไปเผยแพร่ในรูปวิดีโอสั้นทางยูทูบด้วย 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ฐปณีย์ยืนยันกับโคแฟคว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง เธอยังคงเป็นผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติที่ออกอากาศทางช่อง 3 และไม่ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเลิกจ้างบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวตามที่กล่าวอ้าง 

ทางด้านกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ และกรรมการผู้จัดการบริษัท ฮอทนิวส์ จำกัด ซึ่งรับจ้างผลิตรายการข่าว 3 มิติให้กับช่อง 3 ยืนยันเช่นเดียวกันว่าทางบริษัทไม่ได้เลิกจ้างฐปณีย์ 

“เนื้อหานี้เป็นเท็จทั้งหมด เพราะฐปณีย์ไม่ได้เป็นพนักงานของช่อง 3 แต่เป็นพนักงานของบริษัทฮอทนิวส์ ปัจจุบันฐปณีย์ยังคงเป็นพนักงานของเราและยังคงเป็นผู้สื่อข่าวรายการ 3 มิติที่ออกอากาศทางช่อง 3 ทุกวัน เวลา 22.30-23.00 น.” กิตติกล่าวและยืนยันว่าสัญญาการจ้างผลิตรายการระหว่างช่อง 3 และฮอทนิวส์ก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ 

โคแฟคพบว่าเนื้อหาเท็จที่อ้างว่าฐปณีย์ถูกช่อง 3 เลิกจ้าง มีการนำข้อความที่ฐปณีย์โพสต์ในเฟซบุ๊ก Thapanee Eadsrichai เมื่อเดือน พ.ย. 2567 ซึ่งเธอเขียนข้อความให้กำลังใจพนักงานช่อง 3 ที่ถูกเลิกจ้างในช่วงปรับโครงสร้างองค์กรในช่วงนั้นมาเผยแพร่ซ้ำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน 

ล่าสุดเมื่อเวลา 18.17 น. วันนี้ (24 เม.ย.) ฐปณีย์โพสต์เฟซบุ๊กย้ำว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นโพสต์เก่าตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน และตอนนี้ช่อง 3 ไม่มีการเลิกจ้าง

“ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” เป็นเนื้อหาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** รัฐไทยให้การศึกษาฟรีกับนักเรียนทั้งชาวไทยและต่างชาติเพียงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนระดับอุดมศึกษาเป็นนโยบายทุนการศึกษาของแต่ละมหาวิทยาลัย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 เม.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 2.7 แสนบัญชี โพสต์ภาพที่ระบุข้อความ “สิงคโปร์+มาเลย์ ไม่ให้สิทธิเด็กต่างชาติเรียนฟรี แต่ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีถึงปริญญาตรี แต่เด็กไทยต้องกู้ กยศ. เรียน มันยุติธรรมแล้วหรือ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 2,500 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยืนยันกับโคแฟคว่าปัจจุบันยังไม่มีนโยบายที่กำหนดให้การศึกษาระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เรียนฟรีสำหรับนักศึกษาทุกคนทั้งที่มีและไม่มีสัญชาติไทย

“การสนับสนุนของรัฐจะอยู่ในลักษณะอุดหนุนบางส่วนหรือผ่านทุนการศึกษาเป็นหลัก การยกเว้นค่าเล่าเรียนหรือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับนโยบาย เงื่อนไข และโครงการของแต่ละมหาวิทยาลัย เช่น ทุนเรียนดี ทุนขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือโครงการสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละสถาบัน ดังนั้น การเรียนฟรีในระดับมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่นโยบายกลาง แต่เป็นการดำเนินการเฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัยและโครงการที่เกี่ยวข้อง” อว.ตอบกลับข้อสอบถามของโคแฟคในประเด็นนี้

นอกจากนี้โคแฟคยังได้ตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 28/2559 ที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ไม่พบมาตราหรือข้อใดที่ระบุว่ารัฐไทยให้การศึกษาเด็กไทยหรือต่างชาติฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

🔹 รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุถึงหน้าที่ของรัฐไทยในการจัดการศึกษาให้เด็กไว้ในมาตรา 54 ว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

🔹 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ระบุว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

🔹 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายระบุว่าให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานดําเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ให้มีมาตรฐานและคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี หมายถึง “การศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 3) หรือเทียบเท่าไ

🔹 ประกาศ ศธ. เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ระบุแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือเด็กที่ไม่มีสัญชาติเข้าเรียนในสถานศึกษา ตามนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย ประกาศฉบับนี้ไม่มีข้อความที่กำหนดว่าสถานศึกษาต้องให้เด็กกลุ่มนี้เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี

วันที่ 24 เม.ย. 2569 โคแฟคได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยจะสามารถเข้าเรียนได้ฟรีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายหรือโครงการของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง

ก่อนหน้านี้ บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” ซึ่งระบุว่าตัวเองเป็นศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการเรียนรู้ของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โพสต์คลิปวิดีโออ้างว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอให้เด็กต่างด้าวมีสิทธิเรียนฟรีในประเทศไทยถึงปริญญาตรี ซึ่ง กสม. ชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้แจงกับโคแฟคว่า กสม. ไม่ได้เสนอให้บุตรของแรงงานด่างด้าวเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ย้ำหลักการว่าเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาและการพัฒนาและขจัดอุปสรรค รัฐบาลไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กต้องรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยในระดับประถมศึกษา แต่หากทำได้ถึงระดับมัธยมศึกษาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้บุคคลสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัวและสังคมได้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง