ภาพเรือเฟอร์รี “เซวอล” ล่มในเกาหลีใต้เมื่อปี 2557 ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพเรือล่มในอินโดนีเซีย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพข่าวเรือเฟอร์รี่อัปปางที่ทะเลชวาของอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** เป็นการนำภาพเรือเฟอร์รีล่มในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2557 มาบรรยายว่าเป็นเหตุการณ์เรือล่มในทะเลชวาของอินโดนีเซีย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ต.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วน ข่าวสด ข่าวด่วนวันนี้’ โพสต์ภาพเรือล่มกลางทะเล ฝังข้อความ “เรือเฟอร์รีที่บรรทุกนักเรียนและครู 476 คนจากโรงเรียนมัธยมศึกษา ออกทัศนศึกษาประสบเหตุอับปาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 304 ราย” และข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ทะเลชวา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสภาพอากาศเลวร้ายและคลื่นลมแรงทำให้เรือเฟอร์รีซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 240 คน ล่มระหว่างเดินทางจากสุราบายาไปบานจาร์มาซิน  ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 64 ราย สูญหายอีก 71 ราย (ลิงก์บันทึก)

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพเรือล่มในโพสต์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เรือเฟอร์รีที่ชื่อ ‘เซวอล’ อับปางขณะแล่นผ่านช่องแคบ Maenggol ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2557 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 304 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยม 250 ราย ตามรายงานของ sewolfacts.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลของโศกนาฎกรรมครั้งนี้ 

โคแฟคยังพบภาพเดียวกันนี้อยู่ในเว็บไซต์ซื้อขายภาพ alamy.com ระบุวันที่ 16 เม.ย. 2557 

ส่วนข้อความบรรยายในโพสต์ที่อ้างถึงเหตุการณ์เรืออับปางในทะเลชวาของอินโดนีเซียนั้น จากการสืบค้นข่าวย้อนหลังพบว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2569 เกิดเหตุเรือ Virgo Transport 8 ล่มในทะเลชวา The Jakarta Post รายงานว่าเรือโดยสารที่บรรทุกผู้โดยสาร 213 คนและลูกเรืออีก 30 คน ขาดการติดต่อหลังออกจากเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก ก่อนจะพบว่าเรือล่ม สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติรายงานเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2569 ว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 64 ราย อีก 71 รายยังคงสูญหาย 

สรุปได้ว่าโพสต์ในกลุ่ม ‘ข่าวด่วน ข่าวสด ข่าวด่วนวันนี้’ นำภาพเหตุการณ์เรือเฟอร์รีอับปางในเกาหลีใต้เมื่อปี 2557 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพเหตุการณ์เรือล่มในทะเลชวาของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2569

ถึงยากแต่ท้อไม่ได้! นักตรวจสอบข้อเท็จจริงชี้ ยุค AI ต้องผนึกกำลังรับมือข่าวลวง แม้ไร้แรงหนุนจากแพลตฟอร์ม

2 ต.ค. 2569 — ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสมาคมเพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารแห่งโอเชียเนีย-เอเชีย (Oceania-Asia Society for Information Integrity & Safety: OASIIS) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF) จัดเสวนาหัวข้อ “พรมแดนใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยุคอัลกอริทึมและข้อมูลประดิษฐ์” ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กรุงเทพมหานคร โดยมี ชาฮายา ฮาลิฟ เป็นผู้ดำเนินรายการ

เวทีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากไทยและต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนถึงความท้าทายของการทำงานในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การผลิตและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทำได้ง่าย รวดเร็ว และแนบเนียนยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า การรับมือกับปัญหานี้ไม่อาจเป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือทั้งในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify กล่าวว่า การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้วิธีสังเกตเนื้อหาปลอมแบบเดิมแทบใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะ AI สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ขณะเดียวกันยังถูกนำไปใช้หลากหลายวัตถุประสงค์ ตั้งแต่เป็นภาพประกอบข่าว ไปจนถึงการสร้างเนื้อหาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ สร้างยอดการมีส่วนร่วม หรือชักจูงความเชื่อของผู้คน  สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าความแนบเนียนของเนื้อหาปลอม คือการที่ข้อมูลเหล่านี้สามารถ “จี้จุดอ่อน” และกระตุ้นอารมณ์ของผู้รับสาร ขณะที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มมีส่วนเร่งการกระจายข้อมูลบิดเบือน จนนำไปสู่การรวมกลุ่มของคนที่เชื่อข้อมูลแบบเดียวกันและปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่าง

“เมื่อความจริงกับความปลอมแยกไม่ออก คนก็เริ่มไม่เชื่อสิ่งที่เห็น และหันไปเชื่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่าข้อเท็จจริง แม้ข่าวนั้นจะได้รับการตรวจสอบแล้วก็ตาม สุดท้าย AI อาจทำให้คนมองเรื่องปลอมเป็นเรื่องปกติ และเลือกเชื่อความคิดของตัวเองมากขึ้น” ณัฐพลกล่าว

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify

ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย กล่าวว่า คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเปรียบเสมือน “มดงาน” ที่มีความสำคัญ แต่กลับมีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนบุคลากรและงบประมาณ ขณะที่สื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจสอบเนื้อหาทุกชิ้น

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มทักษะให้คนทำงาน Fact-checking เท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนมีทักษะรู้เท่าทันสื่อและ AI ไปพร้อมกัน รวมถึงยกระดับกรอบการตรวจสอบจากเดิมที่มุ่งตอบว่า “จริงหรือเท็จ” ไปสู่การตรวจสอบว่า ข้อมูลนั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้สร้าง และมีวัตถุประสงค์อะไร

“เราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ เมื่อก่อนเราอาจตอบคำถามแค่ว่าข้อมูลนั้นจริงหรือเท็จ แต่วันนี้ต้องไปไกลกว่านั้น ต้องดูว่ามาจากไหน และมีวัตถุประสงค์อะไร” ปารุลกล่าว

ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย

พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ AI จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี แต่ฝ่ายที่ทำงานต่อต้านข่าวลวงก็ควรนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือทรัพยากรและเงินลงทุน เพราะการพัฒนา AI ที่มีประสิทธิภาพสูงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก  ความท้าทายคือท่าทีของแพลตฟอร์มที่อาจให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจมากกว่างานตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่แพลตฟอร์มรายใหญ่มีเทคโนโลยีและ AI ขั้นสูง แต่ยังพบโฆษณาหลอกลวงและเนื้อหาจากมิจฉาชีพเข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

พีรพลเห็นว่า คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติและแรงจูงใจทางธุรกิจของแพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อออกแบบวิธีทำงานและความร่วมมือที่สามารถสร้างผลกระทบได้จริง

พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า มาฟินโดเป็นเครือข่ายที่อิงกับชุมชน (Community Base Network) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนักข่าวพลเมือง ผู้เข้าร่วมมาจากทั้งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปที่เห็นความสำคัญของการต่อสู้กับปัญหาข่าวลวง โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งจะเป็นการทำงานที่หนักมาก แต่ก็มองเห็นโอกาสที่จะขยายตัวไปยังอินฟลูเอนเซอร์ แม้คนเหล่านี้ไม่ใช่นักข่าวที่อยู่กับสำนักข่าว แต่ก็เป็นกระบอกเสียงเหมือนกัน  

ขณะที่สถานการณ์ข่าวลวง หากเป็นคนที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนยุค AI ก็จะเห็นวิวัฒนาการของการผลิตข้อมูลเท็จตั้งแต่ยุคที่ใช้การเขียนและไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากนัก มาจนถึงยุคที่เริ่มมีเทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ได้แนบเนียนขึ้น และล่าสุดที่กำลังกังวลกันอยู่คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผนและตัดสินใจเองได้ (Agentic AI) สวนทางกับคนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ดังนั้นการร่วมมือร่วมใจกันทำงานจึงมีความสำคัญ

“ตอนนี้ยิ่งต้องรวมพลังกัน จะคิดว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งเก่งและทำทุกอย่างคนเดียวไม่ได้ การใช้ AI ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ประโยชน์ได้อีกหลายด้าน เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันทำเป็นหมู่คณะ” เซ็ปเตียจีกล่าว

เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย

ด้าน ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) กล่าวว่า AI มีทั้งด้านที่ช่วยลดภาระการทำงานและด้านที่เพิ่มความท้าทายจากการผลิตสื่อปลอม แต่กระบวนการตรวจสอบพื้นฐาน เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งหรือ Triangulation ยังคงมีความสำคัญ  แม้แต่ละองค์กรสามารถผลิตงานตรวจสอบของตนเองเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าถึงประชาชนได้ แต่ในภาพใหญ่จำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างองค์กร เพราะขนาดและความเร็วของปัญหาข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบันเกินกว่าที่หน่วยงานใดจะรับมือได้เพียงลำพัง

ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP)

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัญหาข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนมีความซับซ้อนมากขึ้นในยุค AI และ Deepfake อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านจิตวิทยา อารมณ์ และพฤติกรรมของผู้รับสาร การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ไม่จำกัดเฉพาะภายในประเทศ แต่ต้องเชื่อมโยงเครือข่ายในระดับภูมิภาคและระดับสากล  การทำงานร่วมกับองค์กรและผู้เชี่ยวชาญ เช่น OASIIS จึงมีความสำคัญทั้งในมิติของการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างกลไกประสานงานระหว่างองค์กร ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังและอำนาจต่อรองในการทำงานกับแพลตฟอร์มและภาคส่วนต่าง ๆ

“โลกใหม่ไม่ใช่เรื่องความสามารถขององค์กรใดองค์กรหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นคำถามว่าเราจะทำงานร่วมกันอย่างไร ประสานงานกันอย่างไร และนำปัญหาที่แต่ละฝ่ายเผชิญมาช่วยกันแก้ไขได้อย่างไร” สุภิญญา กล่าว

‘โคแฟค’ ผนึก OASIIS ยกระดับนักตรวจสอบข้อเท็จจริงไทยสู่มาตรฐานสากล รับมือ AI–ข้อมูลบิดเบือนท้าทายระบบนิเวศข่าวสาร

2 ต.ค. 2569 — ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสมาคมเพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารแห่งโอเชียเนีย-เอเชีย (Oceania-Asia Society for Information Integrity & Safety: OASIIS) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 2–3 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กรุงเทพมหานคร

เทคลา แอบเบิร์ต หัวหน้าโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย กล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำบทบาทของสื่อในการนำเสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้แก่สังคม ซึ่งจำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มาพร้อมความท้าทายจากข้อมูลเท็จและภาพที่ถูกบิดเบือน ซึ่งสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางต่าง ๆ และทำให้แม้แต่ผู้มีประสบการณ์ก็อาจแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลลวงได้ยาก

เทคลา แอบเบิร์ต หัวหน้าโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย

“การจัดเวิร์กช็อปครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของสื่อในการตรวจสอบข้อมูล รวมถึงยกระดับมาตรฐานและแบบแผน (Protocol) ต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานจริง เราคาดหวังว่าความรู้และประสบการณ์ที่ทุกท่านได้รับ จะช่วยให้องค์กรที่เข้าร่วมสามารถพัฒนาการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ให้ดียิ่งขึ้น มีสื่อที่มีคุณภาพและโปร่งใส เพื่อให้สาธารณชนสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้” เทคลา กล่าว

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ นอกจากความร่วมมือกับพันธมิตรเดิมอย่าง FNF และ สสส. แล้ว ยังขยายความร่วมมือไปยัง OASIIS ซึ่งเป็นเครือข่ายด้านความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลในระดับภูมิภาค โดยมีผู้แทนองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอินเดีย ฮ่องกง และอินโดนีเซีย ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับมาตรฐานของ International Fact-Checking Network (IFCN) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือการสนับสนุนให้องค์กรสื่อและองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงของไทยพัฒนาการทำงานไปสู่มาตรฐานสากล

สุภิญญากล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความแตกต่างจากการรายงานข่าวทั่วไป เพราะต้องลงรายละเอียดในการตรวจสอบหลักฐานและแหล่งข้อมูลมากขึ้น หลายกรณีจำเป็นต้องให้ข้อสรุปต่อข้อมูลที่ตรวจสอบ ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาด ขณะเดียวกัน การอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งทางการก็อาจเผชิญข้อจำกัดด้านความครบถ้วนหรือความแม่นยำของข้อมูล

“หลายครั้งการที่เราจำเป็นต้องฟันธง ทำให้ต้องทำงานหนักมากในการหาหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริง บางประเทศมีข้อจำกัดที่ต้องอิงข้อมูลจากภาครัฐ แต่ข้อมูลจากภาครัฐก็อาจไม่แม่นยำหรือไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงเป็นความท้าทายว่าเราจะค้นหาข้อเท็จจริงอย่างไร ขณะเดียวกัน หากต้องอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่เปิดเผย ก็อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลเช่นกัน” สุภิญญากล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)

ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ จาก ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ความท้าทายของมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมั่นของสาธารณชน” โดยอธิบายถึงมาตรฐานของ International Fact-Checking Network (IFCN) สำหรับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศต่าง ๆ มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วยหลักสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  1. ความเป็นธรรมและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-partisanship and Fairness)
  2. ความโปร่งใสของแหล่งข้อมูลและความสามารถในการตรวจสอบที่มาได้ (A commitment to Standards and Transparency of Sources)
  3. ความโปร่งใสด้านแหล่งทุนที่สนับสนุนองค์กร (A commitment to Transparency of Funding & Organization)
  4. ความโปร่งใสของระเบียบวิธีในการตรวจสอบข้อมูล (A commitment to Standards and Transparency of Methodology)
  5. การมีนโยบายแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา (A commitment to an Open & Honest Corrections Policy)

ศาสตราจารย์มาซาโตะระบุว่า การประเมินจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน และขั้นสุดท้ายคือหากได้รับเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 8 เสียง องค์กรนั้นก็จะได้รับเครื่องหมายรับรอง IFCN ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องถูกประเมินทบทวนทุกปี ไปจนกว่าจะครบ 5 ปี จึงจะเปลี่ยนเป็นการประเมินทุก 2 ปี

ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ จาก ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS

แม้ปัจจุบันข้อมูลลวงจะสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงยังคงมีความสำคัญ เพราะผลการตรวจสอบและข้อมูลแก้ไขจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลที่สามารถนำกลับมาใช้อ้างอิงได้ หากข้อมูลเท็จเรื่องเดิมถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การทำงานขององค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งปริมาณข้อมูลบิดเบือนจำนวนมหาศาล (Misinformation Overload) การขยายตัวของ Generative AI ที่ทำให้ผลิตข้อมูลเท็จได้ง่ายขึ้น งบประมาณสนับสนุนที่ลดลง เศรษฐกิจจากความสนใจ (Attention Economy) การลดการสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม ความไว้วางใจของสังคมที่ถดถอย ความตึงเครียดทางการเมือง ตลอดจนปัญหาสื่อคุณภาพต่ำและการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะเร้าอารมณ์

ศาสตราจารย์มาซาโตะเน้นว่า การสร้างระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพไม่สามารถพึ่งพาเพียงนักข่าวหรือองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพและทักษะการรู้เท่าทันของผู้รับสารควบคู่กันไป

“การบอกว่าเราเป็นคนดี เป็นนักข่าวที่ดี หรือผลิตงานที่ดี ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น คำถามคือเรากำลังสร้างสังคมที่อุดมด้วยปัญญาไปด้วยกันหรือไม่ หลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร สังคมมีความรู้เท่าทันหรือไม่ ทุกอย่างต้องเดินไปด้วยกัน” ศาสตราจารย์มาซาโตะกล่าว

นอกจากนี้ ช่วงเช้าวันที่ 2 ต.ค. 2569 ยังมีวงเสวนา “พรมแดนใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยุคอัลกอริทึมและข้อมูลประดิษฐ์” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสื่อจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประกอบด้วย เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย, ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย, ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าว AFP, พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส ไทยพีบีเอส และ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย ชาฮายา ฮาลิฟ

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมาตรฐานการทำงานระหว่างองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงและองค์กรสื่อในไทยกับเครือข่ายระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนากระบวนการตรวจสอบข้อมูลให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สสส. ย้ำภาคธุรกิจต้องคิดถึงสุขภาพคน สภาผู้บริโภคหวั่นแก้กฎหมาย สสส.-ไทยพีบีเอส ทำลายการส่งเสริมสุขภาวะของภาคประชาชน

สสส. ย้ำผู้ประกอบการธุรกิจต้องใส่ใจสุขภาพของประชาชน เพราะหากประเทศไทยเต็มไปด้วยคนป่วย ระบบล่มสลาย ภาคธุรกิจก็ไม่สามารถสร้างกำไรได้ เสนอสร้างกติกาและแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจแข่งขันกันสร้างคุณค่าต่อสุขภาพ ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภคหวั่นการเสนอแก้กฎหมาย 4 ฉบับเกี่ยวกับที่มางบประมาณของ สสส.-ไทยพีบีเอสเท่ากับ “ตัดแข้งตัดขา” กระบวนการส่งเสริมสุขภาวะของภาคประชาชน 

วันที่ 5 ต.ค. 2569 ในวงเสวนา ‘อํานาจเชิงพาณิชย์และพื้นที่นโยบาย : กลยุทธ์ภาคอุตสาหกรรม ความรับผิดรับชอบ และธรรมาภิบาลตลาด’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพปี 2569 (NCDH 2026) ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาสุขภาพของคนไทยว่าไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไม่ดูแลสุขภาพ เช่น การไม่ออกกำลังกาย การกินหวานมัน เค็มจนป่วยเป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวานหรือความดันเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การขาดความรู้ รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาดของภาคธุรกิจที่กระตุ้นการบริโภคเพื่อทำเงินเข้าสู่ระบบธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม นพ.พงศ์เทพไม่เห็นด้วยกับการกล่าวโทษภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียวเพราะผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอด และเสนอว่าต้องเปลี่ยนหลักคิดจากเดิมที่มุ่งหาคนผิดและมองว่าจะควบคุมธุรกิจอย่างไร สู่หลักคิดใหม่เรื่องสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจแข่งขันกันสร้างคุณค่าต่อสุขภาพ และสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการส่งเสริมสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบเพื่อเอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ผู้จัดการ สสส. ยกตัวอย่างโครงการ ‘Happy 8 Workplace’ ที่ สสส. เข้าไปทำร่วมกับสถานประกอบการ โดยส่งเสริมให้นายจ้างมีส่วนร่วมดูแลสุขภาพบุคลากรในองค์กร สถานประกอบการบางแห่งที่เข้าร่วมโครงการมีตัวเลขชี้วัดชัดเจนว่าปัจจัยเสี่ยงป่วยกลุ่มโรค NCDs ของผู้บริหารและพนักงานลดลงอย่างน่าพอใจ ตนมองว่าผู้บริหารภาคเอกชนมีพลังและความยืดหยุ่น ขณะที่ภาครัฐก็สามารถสนับสนุนได้ เช่น ผ่านกลไกภาษี

“สิ่งที่ สสส. ทำมาตลอด และเจตจำนงของการมี สสส. คือรวมพลังทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ท้องถิ่น ประชาชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ มาทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าถ้าทำได้เศรษฐกิจก็จะไม่เป็นเพียงการสร้างความมั่งคั่ง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้คนมีชีวิตยืนยาว มีสุขภาวะและมีโอกาสเท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเป้าหมายเดียวกันกับภาคธุรกิจ เพราะถ้าประเทศนี้มีแต่คนป่วยแล้วระบบทั้งหมดล่มสลาย ธุรกิจจะได้กำไรจากใคร ดังนั้นการเอื้อประโยชน์แบบวิน-วินซึ่งกันและกันก็เป็นส่วนที่สำคัญ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อํานวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่าสถานการณ์โรค NCDs ไม่ไดเป็นประเด็นสาธารณสุขเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมีเป้าหมายเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะถูกประเมินจากคณะกรรมการทั้ง 25 ด้าน  

แม้ประเด็น NCDs จะไม่ได้ระบุโดยตรงในการพิจารณาว่าจะได้เข้าเป็นสมาชิก OECD หรือไม่ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ OECD เพิ่งเผยแพร่รายงานการศึกษา ‘ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพที่ได้รับจากการแก้ไขปัญหาโรค NCDs (The Health and Economic Benefits of Tackling Non‑Communicable Diseases)’ ซึ่งมีการศึกษาว่า NCDs ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

“OECD ไม่ได้บอกว่าเราต้องทำอย่างไรกับธุรกิจ แต่อย่างหนึ่งที่ OECD เขาตั้งคำถามไว้คือธุรกิจจะต้องไม่เฉพาะการขายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ (product) เท่านั้น แต่ธุรกิจต้องตั้งคำถามตัวเองด้วยว่าคุณขายความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือเปล่า? อันนี้คือสิ่งที่ OECD เขาถามและเขามีการศึกษาอยู่ เขามีการพูดถึงว่าการดำเนินธุรกิจอะไรก็ตามต้องไม่จบที่การผลิตสินค้าออกมา แต่ต้องดูว่าสินค้าตัวนั้นกระทบต่อความเสี่ยงสุขภาพอย่างไร โดยที่สิ่งหนึ่งที่เขาพูดมาก ๆ เลย คือเรื่องของการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ” ดร.ธัชไท กล่าว

วิชัย สุธรรมธารีกุล อาจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวเสริมว่า ผู้ร่วมก่อตั้ง OECD คือกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้ผ่านบทเรียนมายาวนานตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่แม้ด้านหนึ่งจะได้ประโยชน์จากความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้รับผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม ข้อพิพาทแรงงาน รวมถึงมีการใช้แรงงานเด็ก ดังนั้นองค์ความรู้จาก OECD จึงเป็นที่ยอมรับอย่างมาก

หลักการของ OECD ว่าด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC)กำหนดให้องค์กรต้องป้องกันความเสี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ สิทธิแรงงานและผู้บริโภค ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างรอบด้านตลอดห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมถึงคู่ค้าและซัพพลายเออร์ ดังนั้นผู้ประกอบการที่ยังมองว่าประเด็นเหล่านี้เป็นการเพิ่มต้นทุน ควรจะคิดใหม่ว่าการไม่ใส่ใจประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่จะกลายเป็นต้นทุนที่สูงยิ่งกว่า เพราะอาจต้องรับผลกระทบทั้งในแง่กฎหมายและแง่ตลาด กิจการจะอยู่ได้หรือไม่หากไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ เพราะธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

“คำพูดเดิม ๆ บอกว่าเราต้องเอากำไรมาก่อน แล้วมีคำคำหนึ่งว่า ‘คืนกำไรสู่สังคม’ การประกอบธุรกิจแบบรับผิดชอบบอกไม่ต้องคืน ตั้งแต่แรกเริ่มเลยก่อนที่จะมีกำไรเราคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจด้วย คือฝังไปใน 1.นโยบาย 2.การดำเนินกิจการ แรกเริ่มเลยมาคุยกันว่าการก่อตั้งบริษัทเราเพื่ออะไร 1.เพื่อหากำไร 2.แล้วธุรกิจเรามีความเสี่ยงไหม? มีผลกระทบเชิงลบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ผู้บริโภคและแรงงาน เอาเข้าไปเลย ปัจจุบันเรามีแผนกการเงิน แผนกตรวจสอบ แผนกกฎหมาย ตั้งแผนกใหม่ แผนกธรรมาภิบาล’ อาจารย์วิชัยกล่าว

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสํานักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ยกตัวอย่างความพยายามของภาคประชาสังคมในการต่อสู้กับภาคธุรกิจในการแทรกแซงการออกนโยบายสาธารณะเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี เช่น ฉลากสัญญาณไฟจราจรในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารก การเข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) ที่ภาคประชาสังคมกังวลว่าอาจกระทบต่องบประมาณการจัดซื้อยาที่จะมีราคาแพงขึ้น อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV1991) ที่เกษตรกรอาจไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้ เป็นต้น

สารีกล่าวว่าการทำนโยบายสาธารณะในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย มีอุปสรรคทุกขั้นตอน รวมถึงกรณีล่าสุดที่ 4 องค์กร คือ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ไทยพีบีเอส) กำลังถูกการเมืองเข้ามาแทรกแซง โดย สสส. ทำงานกับภาคีซึ่งมีทั้งนักวิชาการและคนทำงานกับชุมชนและประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ‘ปัจจัยทางการเมืองที่กำหนดสุขภาพ (Political Determinant of Health)’ จึงสำคัญมาก สำหรับตนเห็นว่านี่คือ ‘กระบวนการตัดแข้งตัดขาภาคประชาสังคม’

เลขาธิการสภาผู้บริโภคอธิบายเพิ่มเติมว่า สสส. มีโครงการนับหมื่นโครงการในประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องการลดความเสี่ยงบาดเจ็บรุนแรงจากการพลัดตกหกลุ้มในกลุ่มผู้สูงอายุ การปกป้องสิทธิของผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยในชุมชนแออัด ส่งเสริมและให้ความรู้แก่ประชาชนในการดูฉลากสินค้า พัฒนาศักยภาพของชุมชนที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมในการติดตามตรวจสอบผลกระทบจากโรงงาน ขณะที่ไทยพีบีเอสก็นำเสนอข่าวสารตรวจสอบผู้มีอำนาจ อาทิ ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ

“[กฎหมาย] ทั้ง 4 ฉบับเป็นประโยชน์กับประชาชน และโดยเฉพาะ สสส. ที่ไปทำงานสร้างดอกไม้เต็มแผ่นดิน แล้วกำลังจะถูกทำให้เป็น ‘กรมอนามัยแห่งที่สอง’ …เราพูดชัดเจน เรามีสภาองค์กรผู้บริโภค ไม่ใช่ สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) แห่งที่สอง สสส. ไม่ใช่คนใช้อำนาจรัฐ แต่เราคือศักยภาพของฝั่งประชาชน ฉะนั้นต้องทำหน้าที่นี้ให้ชัดเจน” สารีกล่าว

พรมแดนใหม่ของการตรวจสอบข้อเท็จจริง โคแฟคสนทนากับผู้เชี่ยวชาญจาก OASIIS

ในวันที่ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แถมยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา การตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องปรับตัวอย่างไร ? แล้วพรมแดนใหม่ของ Fact-Checking จะเป็นแบบไหน ?

รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊กและช่องยูทูปของโคแฟคเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2569 สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก The Oceania-Asia Society for Information Integrity & Safety (OASIIS) ถึงความท้าทายและโอกาสของการตรวจสอบข้อเท็จจริงในยุคนี้ พร้อมหาคำตอบว่า เราจะก้าวทันโลกข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร

รายการ Cofact Live Talk ครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงท้ายของการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 2–3 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่โคแฟคร่วมจัดกับ OASIIS  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF)

โคแฟคสรุปและเรียบเรียงประเด็นสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 ท่านที่ร่วมรายการ ได้แก่ ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ จาก ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS,  เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ (Septiaji Eko Nugroho) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo องค์กรไม่แสวงกำไรที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเทศอินโดนีเซีย, ปารุล โกสวามี (Parul Goswami) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีทีมงานและส่งเสริมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเจนซี เจคอบ (Jency Jacob) บรรณาธิการบริหาร BOOM องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเทศอินเดีย    

ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ, ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS

ศ.มาซาโตะเล่าถึงจุดมุ่งหมายของ OASIIS ว่าต้องการสร้างเครือข่ายองค์กรสื่อ นักข่าว นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศข้อมูลข่าวที่พึงประสงค์และสร้างภูมิคุ้มกันจากการหลอกลวงออนไลน ข้อมูลเท็จ และการสร้างความเกลียดชัง 

สำหรับการทำงานของนักตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ fact-checker ศ.มาซาโตะเห็นว่ามีความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันสนทนาที่ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงยากขึ้น เพราะ fact-checker ไม่เห็นเนื้อหาที่ถูกส่งต่อกันในแอปฯ สนทนาเหล่านั้น ต่างจากเนื้อหาที่โพสต์ในโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มที่ทุกคนมองเห็นและ fact-checker หยิบมาตรวจสอบได้  

ปัจจัยที่น่ากังวลอีกอย่างคือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีบทบาทในการป้อนข้อมูลเท็จให้ผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับ AI โดยที่ไม่มีใครสามารถช่วยตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่ AI ตอบนั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่ง AI ก็มีแนวโน้มที่จะป้อนข้อมูลผิดคลาดเคลื่อนหรือมีอคติเพื่อเอาใจผู้ใช้งานอยู่แล้ว นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่ AI นำมาตอบก็ถูกกำหนดโดยคำสั่ง (prompt) หรือพฤติกรรมการเสพรับข้อมูลของแต่ละคนอีกด้วย ดังนั้นการสร้างความตระหนักว่า AI มีข้อจำกัดอย่างไรและการผลักดันให้บริษัทพัฒนา AI ให้มีความรับผิดชอบต่อการปกป้องระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง 

ศ.มาซาโตะย้ำว่าในโลกยุคนี้ทุกคนจะต้องมีความรู้เท่าทันเนื้อหาในโลกออนไลน์ มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ไม่เช่นนั้นก็จะถูกหลอกได้ง่าย ทั้งเสียทรัพย์สินเงินทองหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายหรือความยุ่งยากลำบากในชีวิตได้โดยง่าย 

“ผมเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าทุกคนเป็น fact-checker ได้ และขอให้มองว่าทักษะนี้เป็นเรื่องสนุก เป็นเหมือนเกมกีฬาที่เล่นเพื่อความเพลิดเพลิน เหมือนบาสเก็ตบอลนั่นแหละ ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องเป็นนักบาสเก็ตบอลมืออาชีพระดับ NBA แต่ทุกคนเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้านได้ เริ่มจากการตรวจสอบข่าวลือเกี่ยวกับนักร้องคนโปรดของคุณก็ได้ว่ามันเป็นจริงมั้ย” 

ศ.มาซาโตะกล่าวว่าความจริงที่ต้องยอมรับก็คือเนื้อหาเท็จไม่มีวันจะหมดไปหรอก มันจะยังคงอยู่ในระบบนิเวศข้อมูลข่าวสาร ไม่ต่างจากอาชญากรรมที่ไม่ว่าจะรณรงค์หรือมีกฎหมายเข้มอย่างไร คดีอาชญากรรมก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ดังนั้นคำถามสำคัญก็คือเราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรเพื่อให้ตัวเองปลอดภัยจากข้อมูลเท็จ การฉ้อโกงหลอกลวงเหล่านี้ นั่นก็คือต้องมีทักษะในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่หลงเชื่อง่ายและคิดวิเคราะห์ให้เป็น

เจนซี เจคอบ, บรรณาธิการ BOOM Fact-Check ประเทศอินเดีย

เจนซีย้ำว่าความจริงและข้อมูลที่ถูกต้องคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตย และบทบาทของ fact-checker ในการหักล้างข้อมูลเท็จพร้อมกับนำเสนอความจริงนั้นสำคัญยิ่งในห้วงเวลาที่สื่อกระแสหลักถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือและการถูกแทรกแซง ขณะที่นักการเมืองในหลายประเทศทั่วโลกต่างใช้ข้อมูลข่าวสารมาสร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามและยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนแตกแยกกันเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง 

หากประชาชนไม่เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริงก็มักจะตัดสินใจผิดพลาด โดยเฉพาะในการเลือกตั้งซึ่งมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศแล้วที่ข้อมูลเท็จส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

“ไม่ว่าคุณจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหน สนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใด หรือลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนไหน ขอให้การตัดสินใจนั้นอยู่บนความจริงและข้อมูลที่ถูกต้อง ตราบใดที่ประชาชนให้ความสำคัญกับความจริง ประชาธิปไตยก็จะไปต่อได้” เจนซีกล่าวและเสริมว่า ดังนั้นองค์กร fact-check จึงต้องทำงานให้ดีมีคุณภาพเพื่อเสริมสร้างความรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารและทำให้สังคมตระหนักว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับความจริง ที่สำคัญคือองค์กร fact-check รวมถึงสื่อมวลชนต้องมีความน่าเชื่อถือและรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ให้ได้

สำหรับการทำงานของ fact-checker เจนซีมองว่าพวกเราเดินทางมาไกลแล้วจากจุดเริ่มต้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่เครื่องมือในการตรวจสอบยังมีจำกัดมาก แต่ปัจจุบันนี้มีเครื่องมือหลากหลายรวมถึงเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้ fact-checker ทำงานได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น และคนที่มาทำงานด้านนี้ก็มีมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก  

เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ, ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย

เซ็ปเตียจีกล่าวว่าความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลายเป็นความรุนแรงในอินโดนีเซียช่วงปี 1990 ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิม และการโจมตีกันด้วยข้อมูลเท็จในช่วงการเลือกตั้ง ทำให้หลายภาคส่วนในอินโดนีเซียเห็นอันตรายของการใช้ข้อมูลเท็จในการยุยงปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังกัน นำมาสู่ความริเริ่มในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อสู้กับข่าวลวงและส่งเสริมความรู้เท่าทันเนื้อหาในโลกออนไลน์ ขณะนี้มีสำนักข่าวต่าง ๆ ที่เป็นเครือข่ายการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Mafindo มากกว่า 100 แห่ง และ Mafindo ก็พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับสื่อและ fact-checker ในไทยเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับข่าวลวง โดยเฉพาะในยุค AI ที่ข่าวลวงเพิ่มปริมาณมากขึ้น แพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้นและตรวจสอบยากขึ้น ตลอดจนรวมพลังกันผลักดันในระดับภูมิภาคเพื่อให้บริษัทผู้พัฒนาและเป็นเจ้าของ AI มีความรับผิดชอบมากขึ้น

เซ็ปเตียจีฉายภาพให้เห็นด้วยว่าขณะนี้เราอยู่ใน “เฟสที่ 2” ของสมรภูมิข่าวลวง (phase 2 of misinformation) ซึ่งมีการใช้ AI สร้างสื่อสังเคราะห์ (synthetic media) จำนวนมหาศาลโดยมีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นความท้าทายของ fact-checkers และสื่อมวลชน และการจะต่อสู้กับเนื้อหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ทั้งบริษัทเทคโนโลยี อินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงผู้นำทางจิตวิญญาณที่ประชาชนให้ความเชื่อถือด้วย  เขาเสนอด้วยว่าประเทศต่าง ๆ ควรเรียนรู้ซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการออกกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ เพื่อกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโดยไม่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น 

ปารุล โกสวามี, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย

ปารุลกล่าวแสดงความยินดีกับโคแฟคและองค์กรร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากลระหว่างวันที่ 2–3 ต.ค. 2569 ที่ผ่านไปด้วยดีและมีประโยชน์สำหรับผู้เกี่ยวข้อง แม้จะเธอจะเข้าร่วมในฐานะวิทยากรแต่กลับได้เรียนรู้และได้ขบคิดถึงการพัฒนางานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งได้เห็นความพยายามของสื่อมวลชนและ fact-checker ในไทยในการรับมือกับข้อมูลลวง 

ปารุลยังเชิญชวนให้องค์กรสื่อในไทยพัฒนาศักยภาพการทำงาน fact-check และยื่นขอการรับรองจากเครือข่ายการตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล (International Fact-Checking Network: IFCN) เนื่องจากขณะนี้ในไทยยังไม่มีองค์กรใดที่ได้รับการรับรองจาก IFCN เลย ซึ่งองค์กรของเธอรวมทั้ง OASIIS พร้อมจะให้การสนับสนุน และเชื่อว่าการได้รับรองจาก IFCN จะสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาทักษะด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงในไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ปารุลทิ้งท้ายว่าในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ ขอให้ทุกคนไม่ประมาทและขอสนับสนุนข้อความบนเสื้อยืดของโคแฟคที่เขียนว่า “keep calm and fact-check” หรือตั้งสติและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องยากและจะช่วยให้เราคัดกรองข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้นได้อย่างดีและปลอดภัย  

หมายเหตุ: รายงานชี้นนี้ถอดเสียงจากคลิปวิดีโอด้วยเครื่องมือ Google Pinpoint, แปล เรียบเรียง สรุปประเด็นและตรวจสอบความถูกต้องโดย กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

ทฤษฎีสมคบคิดเรื่องโครงการวิจัย HAARP ของสหรัฐฯ เป็นต้นเหตุภัยพิบัติ ถูกนำมาเชื่อมโยงกับน้ำท่วมกรุงเทพฯ 69

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ฝนตกหนักช่วง 22-27 ก.ย. 2569 ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในกรุงเทพฯ “ไม่น่าใช่ฝนธรรมชาติ เพราะไม่มีเสียงฟ้าร้อง” 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาชี้นำให้หลงเชื่อทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการใช้เทคโนโลยีควบคุมสภาพอากาศสร้างภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ก.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ขุนวิเทศมรรคา วาจาไฉไล’ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 9,500 บัญชี โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ช่วง 22-27 ก.ย. ว่า “สิ่งที่ทำให้คิดว่ามันไม่น่าจะใช่ฝนธรรมชาติคือ มันไม่มีเสียงฟ้าร้องสักแอะ แถวไหนได้ยินฟ้าร้องบ้าง กรุงเทพฯ ไม่มีเลยฝนล้วน ๆ นิ่ง ๆ เลย” (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์เกือบ 150 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นหลายรายว่าฝนตกที่ตกแช่ในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดจากเทคโนโลยีควบคุมสภาพอากาศที่สามารถสร้างภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ขณะที่แอดมินเพจระบุในคอมเมนต์ว่าเทคโนโลยีนี้มีชื่อว่า HAARP

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โครงการวิจัยพลังงานลำแสงออโรราจากความถี่สูง (High-frequency Active Auroral Research Program—HAARP) ที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยอะแลสกา สหรัฐอเมริกา มักถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นสาเหตุของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น น้ำท่วมใหญ่ในจีน (2564) ฝนตกหนักในบัลแกเรีย (2565) แผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในตุรกีและซีเรีย (2566) และแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ในจังหวัดคุมาโมโตะของญี่ปุ่น (2569)

สำนักข่าวบีบีซีและเอเอฟพีสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ยืนยันตรงกันว่าภัยธรรมชาติเหล่านี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับฮาร์ปและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ว่าอุปกรณ์ของฮาร์ปสามารถควบคุมสภาพอากาศได้

รายงานของบีบีซีที่เผยแพร่เมื่อ 24 ก.พ. 2566 ให้ข้อมูลว่าโครงการฮาร์ปก่อตั้งขึ้นโดยกองทัพสหรัฐฯ ในปี 1990 โครงการนี้มีการใช้ตัวแปลงสัญญาณเพื่อวิจัยผลกระทบของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ที่มีต่อระบบนำทางและการสื่อสารของพลเรือนและของทหาร ซึ่งเจสซิกา แมตธิวส์ ผู้จัดการโครงการฮาร์ปยืนยันกับบีบีซีว่า “อุปกรณ์วิจัยที่ฮาร์ป ไม่สามารถสร้างภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือทำให้รุนแรงขึ้นได้” และกระบวนการวิจัยไม่ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับสภาพอากาศขึ้น

บีบีซีระบุว่าความเชื่อที่ว่าโครงการฮาร์ปเป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกเผยแพร่มาอย่างต่อเนื่อง “ทั้งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ได้หักล้างข้อกล่าวอ้างเหล่านั้นอย่างรอบด้านแล้ว”

ℹ️ ทำไมฝนตกหนักต่อเนื่องช่วง 22-27 ก.ย. 2569 ในไทยไม่มีเสียงฟ้าร้อง?

วัฒนา กันบัว ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและการพยากรณ์อากาศของประเทศไทย และอดีตผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายปรากฏการณ์นี้ในเฟซบุ๊ก ‘Wattana Kanbua’ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 ว่าปรากฏการณ์ที่ฝนตกหนักและนานแต่ไม่มีฟ้าแลบหรือฟ้าร้องเป็นผลมาจากโครงสร้างแบบผสมผสานของประเภทเมฆที่ก่อตัวขึ้นในระบบหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง

“ปรากฏการณ์ฝนตกต่อเนื่องยาวนานที่มีทั้งเม็ดฝนขนาดเล็ก ขนาดปานกลาง และเม็ดใหญ่สลับกัน โดยไร้เสียงฟ้าแลบฟ้าร้องและลมผิวพื้นค่อนข้างเบานั้น คือ วิวัฒนาการตามธรรมชาติของระบบหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ที่มีการผสมผสานระหว่างเมฆแผ่นฝนกว้างใหญ่ (Nimbostratus) ซึ่งทำหน้าที่สร้างฝนตกแช่สม่ำเสมอ ร่วมกับเมฆพาความร้อน (Cumulonimbus) ที่เคลื่อนเข้ามาเติมเม็ดฝนขนาดใหญ่เป็นระยะ”

“ฟ้าแลบฟ้าร้องต้องอาศัยการขัดสีอย่างรุนแรงของเกล็ดน้ำแข็งภายในเมฆที่มีการยกตัวในแนวดิ่งแรง ๆ แต่เมื่อฝนส่วนใหญ่มาจากเมฆนิมโบสเตรตัส การไหลวนของอากาศจะนุ่มนวล กิจกรรมทางไฟฟ้าจึงไม่เกิดขึ้น ทำให้บรรยากาศเงียบสงบ ไร้เสียงฟ้าแลบฟ้าร้อง” อดีตผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตุนิยมวิทยาระบุและย้ำว่า “การเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้เราไม่ประมาท เพราะแม้จะไม่มีลมกระโชกแรงหรือฟ้าผ่า แต่ปริมาณน้ำฝนสะสมจากฝนแช่ยาวนานลักษณะนี้คือปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้อย่างรุนแรง”

ผู้ใช้เฟซบุ๊กกัมพูชาแชร์เนื้อหาเท็จที่อ้างว่าเฟซบุ๊กจะลบบัญชีผู้ใช้งานถ้าภาพโปรไฟล์ไม่ตรงกับภาพบัตรประชาชน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เฟซบุ๊กกำหนดให้ภาพโปรไฟล์ในบัญชีผู้ใช้งานตรงกับภาพถ่ายตามบัตรประชาชน ไม่เช่นนั้นบัญชีจะถูกลบ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 ก.ย. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในกัมพูชาโพสต์คำเตือนเป็นภาษากัมพูชาว่าเฟซบุ๊กจะกำหนดให้รูปโปรไฟล์เป็นรูปเดียวกับรูปในบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เช่นนั้นจะระงับการใช้งานบัญชีนั้น บางโพสต์มียอดแชร์มากเกือบ 5,000 ครั้ง และยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 1 ต.ค. 2569 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ศูนย์ช่วยเหลือ ของ Meta ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก ไม่พบข้อความใดที่กำหนดให้เจ้าของบัญชีใช้รูปโปรไฟล์ที่ตรงกับบัตรประชาชน

ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับบัตรประชาชน มีอยู่ในหัวข้อ “การยืนยันตัวตน” ซึ่ง Meta ระบุว่าอาจส่งอีเมลแจ้งให้ผู้ใช้งานอัปโหลดภาพบัตรประชาชน พาสปอร์ต ใบขับขี่หรือบัตรอื่นที่ Meta ยอมรับ เช่น บัตรนักศึกษา บัตรห้องสมุด เพื่อยืนยันตัวตนในกรณีที่จำเป็นต่อการรักษาความปลอดภัยของบัญชีหรือยืนยันอายุผู้ใช้งาน Meta ยืนยันว่าบัตรที่ส่งมายืนยันตัวตน “จะไม่ปรากฏให้เห็นในโปรไฟล์ของผู้ใช้งานและไม่แสดงให้เพื่อนหรือบุคคลอื่นที่ใช้เฟซบุ๊กมองเห็นได้”

สำหรับการจำกัดหรือปิดใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ Threads อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุต่อไปนี้

  • เป็นบัญชีของเด็กที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์
  • ปลอมเป็นบุคคลอื่นหรือองค์กรอื่นเพื่อหลอกลวงผู้อื่น
  • สร้างเพจหรือโปรไฟล์เพื่อแสดงความคิดเห็นในนามของบุคคลหรือองค์กรอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 
  • บิดเบือนข้อมูลระบุตัวตนเพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดหรือหลอกลวงผู้อื่น
  • เปลี่ยนแปลงรายละเอียดข้อมูลระบุตัวตนซ้ำ ๆ
  • ข้อมูลโปรไฟล์ที่ชวนให้เข้าใจผิด 
  • ใช้ชื่อที่ละเมิดมาตรฐานชุมชน

ขณะที่สื่อกัมพูชาหลายสำนัก เช่น KBN News , Fresh News , popular.com.kh รายงานเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ว่าชาวกัมพูชาหลายรายเปลี่ยนภาพโปรไฟล์บัญชีเฟซบุ๊กของตนเองเป็นภาพที่ใช้บนบัตรประชาชน เนื่องจากหลงเชื่อข้อความเท็จว่าเฟซบุ๊กมีนโยบายใหม่บังคับให้ต้องใช้ภาพถ่ายที่ปรากฏบนบัตรประชาชน มิเช่นนั้นบัญชีจะถูกปิดการใช้งาน

โคแฟคห่วง AI ซ้ำเติมวิกฤตข้อมูลลวง–ความยั่งยืนสื่อ จี้รัฐคานอำนาจแพลตฟอร์ม ย้ำจริยธรรมต้องมีมนุษย์กำกับ

24 กันยายน 2569  สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมเป็นวิทยากรในงานอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘AI Ethics for Trusted Media : เชื่อมั่น เชื่อใจ ใช้ AI ให้น่าเชื่อถือ’ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ระหว่างวันที่ 24 – 25 ก.ย. 2569 ณ ห้องแซฟไฟร์ ชั้น 2 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค โดยมีวิทยากรจากสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสะท้อนโอกาสและความท้าทายของการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในงานสื่อสารมวลชน ทั้งด้านจริยธรรม ความถูกต้องของข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญา และความยั่งยืนของธุรกิจสื่อ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI กำลังเปลี่ยนระบบนิเวศสื่ออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค Agentic AI หรือปัญญาประดิษฐ์แบบตัวแทน ซึ่งสามารถประกอบสร้างข้อมูลและดำเนินงานได้มากขึ้น ทำให้สื่อมวลชนไม่เพียงต้องแข่งขันกับอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากเนื้อหาที่ AI ผลิตขึ้นจำนวนมหาศาล  โดยอ้างถึงหนังสือ thAI Media System: ปัญญาประดิษฐ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อไทย ผลงานของ ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งโคแฟคจัดทำร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยชี้ว่า แม้ AI จะช่วยลดข้อจำกัดในการผลิตเนื้อหา ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะทาง การสร้างภาพกราฟิก และการสื่อสารเรื่องซับซ้อน แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงจากภาวะ AI Hallucination หรือการสร้างข้อมูลคลาดเคลื่อน รวมถึงปรากฏการณ์ AI Slop ซึ่งเป็นเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ผลิตขึ้นด้วย AI จำนวนมาก  ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ท่ามกลางข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับพฤติกรรมของผู้รับสารที่มักเชื่อข้อมูลสอดคล้องกับความคิดเดิมของตนเอง หรือ Confirmation Bias

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)
และอดีตกรรมการ กสทช.

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งขึ้นคือการสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับ AI แบบตัวต่อตัว ซึ่งผู้ใช้อาจไม่ทราบว่าคำตอบที่ได้รับมีข้อมูลหรือกลไกใดอยู่เบื้องหลัง ขณะที่โลกออนไลน์เผชิญปัญหาพฤติกรรมไม่จริงแท้ที่มีการประสานงานกัน (Coordinated Inauthentic Behavior: CIB) อยู่แล้ว หากมีผู้จงใจป้อนข้อมูลบิดเบือนเข้าสู่ระบบ AI ก็อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับรู้ของสังคม  ดังนั้น หลักจริยธรรมสำคัญในการใช้ AI ของสื่อมวลชน จึงต้องกลับไปสู่กระบวนการพื้นฐานของวิชาชีพ ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง การสอบถามผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงการคงบทบาทมนุษย์ในกระบวนการบรรณาธิการ โดยเฉพาะงานข่าวภาคสนามที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้

“แน่นอนเราคาดหวังสื่อว่าจะต้องทำงานโดยยึดความถูกต้องแม่นยำมากกว่าเดิม ก็ต้องขยันกว่าเดิม แต่ต้องใช้ทุน ใช้แรง ซึ่งต้องแข่งกับมหาซอมบี้เอนเกจเมนท์ในจักรวาล Social Media แล้วถ้าสื่อยังไม่มีอนาคต ยังไม่รู้ว่าจะได้ทำต่อไหม? รัฐจะสนับสนุนไหม? หรือการกำกับจะเป็นอย่างไร? จะไปต่อไม่ได้ ดังนั้นต้องลงไปแข่งกับซอมบี้ ทุกคนก็จะเป็นซอมบี้กันหมด เคยดูหนังไหม? ตอนแรกเราก็หนีแต่พอเราโดนเราก็เป็นซอมบี้ไปด้วย สื่อไม่ควรเป็นอย่างนั้นแต่มันต้องมีวัคซีน ต้องกลับมาที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สื่อออนไลน์อาจต้องเรียกร้องรัฐให้คานดุลกับ Social Media แต่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ (Broadcaster) ก็ต้องกลับมาที่ กสทช.” สุภิญญา กล่าว

ด้าน ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า วงการสื่อทั่วโลก รวมถึงอาเซียน กำลังเผชิญโจทย์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ AI (AI Transformation) และความยั่งยืนของสื่อ (Media Sustainability) โดยเฉพาะความเป็นธรรมในการจัดสรรรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ เนื่องจากสื่อวิชาชีพต้องลงทุนทั้งบุคลากร เวลา และทรัพยากรในการผลิตข่าวเชิงลึกหรือสารคดี ขณะที่เนื้อหาที่สร้างด้วย AI อาจมีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่กลับได้รับผลตอบแทนจากแพลตฟอร์มในลักษณะใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ ชวรงค์กล่าวถึงความจำเป็นในการกำหนดกรอบจริยธรรมการใช้ AI ในงานสื่อ โดยยกกรณี Thai PBS เคยใช้ภาพที่สร้างจาก AI ประกอบข่าวเทศกาลสงกรานต์โดยไม่ได้ระบุที่มาของภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรณีที่กระตุ้นให้สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติเร่งศึกษาและจัดทำแนวทางจริยธรรมรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว  โดยการใช้ AI ในกองบรรณาธิการมีหลายระดับ ตั้งแต่งานสนับสนุน เช่น ถอดเทป แปลภาษา และสรุปข้อมูล ไปจนถึงการเขียนและวิเคราะห์ข่าว ซึ่งจำเป็นต้องมีมนุษย์ตรวจสอบความถูกต้อง โดยเฉพาะการตัดสินใจเชิงบรรณาธิการว่าข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ และเนื้อหาที่เผยแพร่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

จากการฝึกอบรมและถอดบทเรียนของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พบว่าองค์กรสื่อมีรูปแบบการใช้ AI แตกต่างกัน บางแห่งจัดหาเครื่องมือและทดลองใช้อย่างเป็นระบบ ก่อนกำหนดเป็นมาตรฐานการทำงาน ขณะที่บางแห่งยังปล่อยให้บุคลากรเลือกใช้ด้วยตนเอง จึงเห็นว่าการพัฒนาแนวปฏิบัติระดับองค์กรจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต

ขณะที่ ทักษอร สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงข้อท้าทายทางกฎหมายจากการใช้ AI ว่า ทั่วโลกมีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับ AI ราว 50 คดี ในจำนวนนี้ประมาณ 40 คดีอยู่ในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม แนวคำวินิจฉัยยังขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพัฒนา หลักการสำคัญของลิขสิทธิ์คือการคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ ดังนั้น การสั่งให้ AI สร้างผลงานด้วยคำสั่ง (Prompt) เพียงอย่างเดียว จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาแตกต่างจากกรณีที่มนุษย์สร้างสรรค์ผลงานขึ้นก่อน แล้วใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในบางขั้นตอน เช่น การเรียบเรียงเพลงหรือสร้างภาพประกอบนิยาย

ผู้สร้างสรรค์จึงควรเก็บบันทึกประวัติการทำงาน (History Log) โดยเฉพาะขั้นตอนการใช้ AI เพื่อเป็นหลักฐานแสดงกระบวนการสร้างสรรค์และสัดส่วนผลงานของมนุษย์ หากเกิดข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ในภายหลัง  และ สื่อมวลชนยังต้องระมัดระวังการนำ AI มาสร้างภาพหรือคลิปวิดีโอประกอบข่าว เพราะอาจเกิดปัญหาทั้งความคลาดเคลื่อนของข้อมูล การใช้ผลงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนภาพบุคคลที่ AI สร้างขึ้นซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายบุคคลจริง และนำไปสู่การเรียกร้องทางกฎหมายได้

ด้าน กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) กล่าวว่า AI มีศักยภาพโดดเด่น 2 ด้าน ได้แก่ การผลิตเนื้อหาข้ามรูปแบบ ทั้งภาพ เสียง วิดีโอ การแปลภาษาและสรุปความ รวมถึงการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งงานข่าว งานสนับสนุนภายในองค์กร และการพัฒนาบริการให้เข้าถึงผู้รับสารมากขึ้น  จากการสำรวจภายใน Thai PBS พบว่าบุคลากรกว่าร้อยละ 80 มีการใช้ AI ในการทำงานแล้ว ส่งผลให้เกิดความต้องการสำคัญ 2 เรื่อง คือ แนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตการใช้ AI และการฝึกอบรมเพิ่มทักษะให้บุคลากร องค์กรจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับการใช้ AI ภายใน เพื่อวางแนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญจาก AI คือการสร้างข้อมูลลวงผ่านเทคโนโลยี Deepfake โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองและภัยพิบัติ ซึ่งข้อมูลเท็จสามารถส่งผลกระทบต่อการรับรู้และการตัดสินใจของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ การทำงานของกองบรรณาธิการข่าวจึงจำเป็นต้องมีทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง (Verify) ทำงานควบคู่กัน โดยเฉพาะช่วงเกิดภัยพิบัติ เช่น สถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งนอกจากการรายงานเหตุการณ์แล้ว สื่อยังต้องตรวจสอบภาพ คลิปวิดีโอ และข้อมูลที่แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้อีกด้วย

น้ำท่วมกรุงเทพฯ 2569: Cofact-Thai PBS Verify มองปัญหาและความท้าทายเรื่องข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์ภัยพิบัติ

จากสถานการณ์อุทกภัยและความตื่นตระหนกในสังคมเกี่ยวกับข้อความเตือนภัยพิบัติบนสื่อสังคมออนไลน์ รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” EP.51 ประเด็น “อุทกภัย วิกฤต-โอกาส การสื่อสารข้อมูล” ออกอากาศเมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 14.00-14.30 น. โดยมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ Fact-check โคแฟค, ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS และกองบรรณาธิการ ThaiPBS Verify ร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมกันถอดบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของแฟคเช็กเกอร์ สื่อกระแสหลัก และการปรับตัวของหน่วยงานภาครัฐ

กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ Fact-check โคแฟคกล่าวถึงการตรวจสอบโพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ ที่เตือนภัยน้ำท่วมและฝนตกหนักเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2569 ว่าทางโคแฟคได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาตรวจสอบเนื่องจากข้อความดังกล่าวถูกแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อสาธารณะเป็นวงกว้าง แม้ในขณะนั้นโพสต์ต้นทางจะเข้าถึงไม่ได้เพราะเพจหายไปจากระบบ

ทั้งนี้ การทำงานของนักตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checker) ไม่ได้หมายถึงการตรวจสอบว่าเนื้อหานั้นถูกหรือผิดเสมอไป แต่ยังตรวจสอบที่มาของข้อมูลว่ามาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการพยากรณ์อากาศที่ยังไม่มีใครสามารถฟันธงเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่เป็นการตรวจสอบที่มาของข้อมูลว่ามาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ โดยผลการตรวจสอบพบว่าข้อความเตือนภัยดังกล่าวไม่ได้มาจากหน่วยงานหลักด้านภัยพิบัติโดยตรง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมชลประทาน ซึ่งทางโคแฟคตรวจสอบด้วยการเทียบข้อมูลจากช่องทางการสื่อสารทางการของทั้งสามหน่วยงาน รวมทั้งโทรศัพท์สอบถามสายด่วนของกรมอุตุฯ และ ปภ. ซึ่งยืนยันว่ามีการเตือนภัยจริงแต่ใช้ข้อความไม่เหมือนกัน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเตือนภัยของรัฐไม่ชัดเจน ช้า หรือไม่สื่อถึงระดับอันตรายที่ต้องอพยพหรือยกของขึ้นที่สูง รวมถึงความไม่เชื่อมั่นที่สะสมมาจากเหตุการณ์ในอดีต ทำให้ประชาชนเลือกที่จะเชื่อคำเตือนของคนที่ไม่ใช่รัฐมากขึ้น

“การติดตามสถานการณ์และการเตือนภัยจากหน่วยงานของรัฐเป็นอันดับแรก ย่อมปลอดภัยและเป็นการคาดการณ์ที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าเพราะมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเครื่องมือมากกว่า ส่วนการไม่เตือน เตือนช้า ใช้ภาษาเข้าใจยากเป็นเรื่องที่ต้องวิจารณ์และเรียกร้องความรับหรือการแก้ไขจากหน่วยงานของรัฐ ความบกพร่องของภาครัฐในการเตือนภัยพิบัติไม่ควรเป็นเหตุผลที่ผลักเราไปเชื่อข้อมูลจากบัญชีโซเชียลมีเดียทีไม่เปิดเผยตัวตน ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงหวือหวา”

ด้าน ณัฐพล ทุมมา จาก ThaiPBS Verify กล่าวเสริมว่า ทางกองบรรณาธิการได้ติดตามโพสต์ดังกล่าวตั้งแต่ช่วงกลางคืนของวันที่ 23 ก.ย. ซึ่งมีการใช้คำว่า “มหาอุทกภัย” โดยพบว่าในวันเดียวกันนั้นกรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือนภัยเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นข้อความทางการที่ยาวและไม่มีกราฟิกที่เข้าใจง่าย ต่างจากเพจเอกชนที่มีการใช้ภาพและข้อความกระชับดึงดูดความสนใจมากกว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากหน่วยงานรัฐอย่างกรมอุตุนิยมวิทยาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพจดังกล่าวยังพบปัญหาการคัดลอกข้อความจากบุคคลอื่นหรือสื่ออื่น ๆ โดยไม่ให้เครดิตหรืออ้างอิงแหล่งที่มา ซึ่งรวมถึงกรณีของนักวิชาการและผู้สื่อข่าวท่านอื่นด้วยเช่นกัน

ในส่วนของข้อเสนอแนะและบทเรียนที่ได้รับ กุลธิดาเน้นย้ำว่าไม่อยากให้สังคมลดทอนประเด็นนี้เหลือเพียงแค่การทายถูกหรือทายผิด แต่ต้องการสร้างวัฒนธรรมในการติดตามข้อมูลข่าวสารช่วงภัยพิบัติ โดยควรยึดข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเป็นอันดับแรก หากยังไม่มั่นใจสามารถหาข้อมูลจากแหล่งอื่นประกอบได้ แต่ควรเป็นเพจที่มีการเปิดเผยตัวตนและมีประวัติการนำเสนอเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ เพราะเพจอิสระที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบ (Accountability) ได้ พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้สื่อกระแสหลักทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแปลภาษาราชการให้เป็นภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย และต้องระมัดระวังในการหยิบยกเนื้อหาที่ไม่มีการตรวจสอบจากโซเชียลมีเดียมาเผยแพร่ต่อ ซึ่งอาจเป็นการช่วยขยายพื้นที่ให้ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ

“ในสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บางทีเราอาจจะไม่ต้องการคำเตือนด้วยถ้อยคำแรง ๆ หรือคำเตือนที่เข้าใจง่ายที่สุดอีกต่อไปแล้ว ในภาวะโลกรวนเช่นนี้จริง ๆ แค่คำเตือนอย่างเรียบง่ายว่าฝนตกหนักถึงหนักมาก ยกของขึ้นที่สูง หรือเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน ก็น่าจะเพียงพอให้เราลุกขึ้นมาป้องกันตัวเองแล้ว” กุลธิดากล่าว

ขณะที่ณัฐพลฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอความหวังจากหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว หมั่นตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของคลิปปลอมหรือข่าวปลอมที่มักแพร่ระบาดในช่วงวิกฤตน้ำท่วม และร่วมกันสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อเท็จจริงเพื่อก้าวผ่านวิกฤตภัยพิบัติไปได้อย่างปลอดภัย

หมายเหตุ: รายงานชิ้นนี้สรุปความและเรียบเรียงด้วย AI (GEMINI) และตรวจสอบความถูกต้องโดยกองบรรณาธิการโคแฟค

โพสต์ “เตือนภัยพายุคัลแมกีเข้าไทยพรุ่งนี้” เป็นข่าวเก่าปี 68 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำทำให้เกิดความสับสน-เข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพและข้อความเตือนภัย “พายุคัลแมกีเข้าไทยพรุ่งนี้” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวเก่าช่วงต้นเดือน พ.ย. 2568 ถูกนำมาแชร์ซ้ำ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วนวันนี’ โพสต์ภาพแผนที่โลกและมวลพายุขนาดใหญ่ ฝังข้อความ “อึ้งทั้งประเทศ!! แย่แล้ว! คัลแมกี เคลื่อนเข้าไทยพรุ่งนี้ เปิดจังหวัดโดนเต็มๆ” และบรรยายว่า “ข่าวด่วน!! เปิดรายชื่อจังหวัด เจอฝนถล่มคืนนี้” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วเกือบ 30 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพแผนที่แสดงการเคลื่อนที่ของพายุไต้ฝุ่นที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวนำเผยแพร่ เป็นภาพประกอบรายงานข่าวของสื่อมวลช่วงวันที่ 6-8 พ.ย. 2568 เช่น เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ และ ททบ.5 ซึ่งในช่วงเวลานั้นกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” โดยออกประกาศฉบับแรกเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 และฉบับสุดท้ายวันที่ 8 พ.ย. 2568

สำหรับสถานการณ์ ณ วันที่ 29 ก.ย. 2569 กรมอุตุฯ รายงานทางเพจเฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 13.30 น. ว่า “ยังไม่พบสัญญาณพายุลูกใหม่” และ “ยังไม่มีหย่อมความกดอากาศต่ำที่จะโตเป็นพายุได้”

ภาคีเครือข่ายโคแฟคร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์สารสนเทศบิดเบือนและความท้าทายในการปกป้องความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร เพื่อจัดทำรายงานเสนอแนะต่ออาเซียน

กรุงเทพฯ–28 ก.ย. 2569 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) International Media Support (IMS) มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ Centre for Humanitarian Dialogue (HD) และสถาบัน Changefusion จัดเวทีสนทนาโต๊ะกลม ASEAN INFORMED: รายงานประเทศไทยว่าด้วยการรับมือสารสนเทศบิดเบือนและการปกป้องความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารในวาระวันข่าวโลก 2026 (ASEAN INFORMED Dialogue: Thailand Country Report on Countering Disinformation and Securing Information Integrity in occasion of World News Day 2026) ที่โรงแรมหัวช้างเฮอริเทจ

วงเสวนานี้มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งองค์กรภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรสื่อและภาควิชาการ ร่วมสะท้อนปัญหาข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือนซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเนื่องจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การผลิตและเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดาย รวดเร็วและกว้างขวางกว่าในอดีต ขณะเดียวกันยังมีแรงจูงใจจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทั้งโดยกลไกอัลกอริทึมที่ให้คุณค่ากับเนื้อหาเร้าอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง และการให้ค่าตอบแทนกับผู้เผยแพร่เนื้อหาที่แม้จะเป็นข้อมูลเท็จก็ตาม

ปัจจัยดังกล่าวทำให้จำนวนข่าวลวง ข้อมูลบิดเบือน ตลอดจนเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังและแตกแยกในสังคมมีจำนวนมากขึ้นทั้งจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่เป็นระบบ และจากบุคคลทั่วไปที่มองเห็นช่องทางสร้างรายได้ ซึ่งข้อสรุปจากการเสวนาในครั้งนี้ จะถูกนำไปประมวลผลเป็นข้อเสนอแนะในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ต่อไป

“ครม. อนุมัติงบประมาณซื้อประกันภัยพิบัติ ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 70” เป็นข้อมูลจริง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลจัดงบทำประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 30 ล้านครัวเรือน เริ่ม 1 ต.ค. 2569

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** เป็นมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28 ก.ย. 2569 มีประชาชนส่งข้อความเกี่ยวกับ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ให้โคแฟคตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่

ข้อความระบุว่า “ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69 คนไทย 30 ล้านหลังคาเรือน มีประกันภัยพิบัติคุ้มครองอัตโนมัติ ไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องจ่ายเบี้ย รัฐบาลจัดการให้หมด โดยงบรวม 15,500 ล้านบาท เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69 – 1 ต.ค. 70 คุ้มครอง 3 ภัยหลัก น้ำท่วม วาตภัย- พายุ และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นค่าซ่อมบ้าน สูงสุด 100,000 บาท/หลัง/ภัย น้ำท่วม: ได้ทันที 10,000 บาท + เพิ่มได้อีกถึง 90,000 บาท วาตภัย/แผ่นดินไหว: ได้ทันที 5,000 บาท + เพิ่มได้อีกถึง 95,000 บาท กรณีเสียชีวิตจาก 3 ภัยนี้ รับ 2,000,000 บาท/คน โดยอ้างรายงานข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์”

โคแฟคพบว่าเนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียหลายบัญชีทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ X ในช่วงวันที่ 26-28 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ และหลายจังหวัดเผชิญปัญหาน้ำท่วม

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อมูลดังกล่าวตรงกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ซึ่งมีมติอนุมัติงบประมาณ 15.5 ล้านบาท ซื้อประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ 3 ประเภท คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 – 1 ต.ค. 2570

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า ครม. อนุมัติ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

▪️งบประมาณซื้อประกันภัยนี้แบ่งเป็น กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม (อัตราเบี้ยประกันภัย 15 ล้านบาท) และกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม (อัตราเบี้ยประกันภัย 500 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัยและแผ่นดินไหว มีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 – 1 ต.ค. 2570

▪️กรมธรรม์ประกันภัยนี้ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 ก.ย. 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว วงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน

▪️เงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งตามประเภทของภัย ดังนี้ (1) อุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง (2) วาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง (3) กรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จำนวน 2,000,000 บาทต่อคน