ภาพเหตุไฟไหม้งานเทศกาลดนตรีที่เบลเยียมปี 68 ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิด-หลอกล่อให้เข้าเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพและข่าวเหตุไฟไหม้ใหญ่ วันที่ 15 ก.ย. 2569 

❌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการนำภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ในเบลเยียมปี 2568 และไฟไหม้ในไทยช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 มาหลอกลวงว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วนวันนี’ ซึ่งเป็นแอดมินของกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวสดแจ้งข่าว ทันเหตุการณ์’ โพสต์ภาพและข้อความในกลุ่มที่ทำให้เข้าใจว่าเกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่เมื่อวันที่ 15 ก.ย.

โพสต์ดังกล่าวประกอบด้วยภาพเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้เป็นวงกว้างในสถานที่แห่งหนึ่ง และบรรยายภาพว่า “เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา” พร้อมแนบลิงก์เว็บไซต์ในช่องแสดงความคิดเห็น 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพเหตุเพลิงไหม้ที่โพสต์ในเฟซบุ๊กเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในเทศกาลดนตรี Tomorrowland 2025 ที่เบลเยียม เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ตามการรายงานของสื่อมวลชน เช่น The Hollywood Reporter, Rolling Stone, The Guardian, Deutsche Welle โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับอันตราย 

ส่วนภาพและเนื้อหาในเว็บไซต์ที่แนบมาพบว่ามาจาก 2 เหตุการณ์ คือ

1) เหตุเพลิงไหม้ร้านอาหาร ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ วันที่ 9 ส.ค. 2569 มีรายงานผู้บาดเจ็บ 5 ราย (อ้างอิง: มติชน และ อมรินทร์ทีวี)

2) เหตุเพลิงไหม้อู่ซ่อมรถภายในซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 11 กรุงเทพฯ วันที่ 2 ส.ค. 2569 ไม่มีรายงานผู้ได้รับอันตราย (อ้างอิง: ฐานเศรษฐกิจ และ เดลินิวส์)

⚠️ ข้อสังเกตโคแฟค: บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วนวันนี’ ซึ่งปรากฏชื่อเป็นแอดมินของกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวสดแจ้งข่าว ทัน​เหตุการณ์’ กลุ่มสาธารณะที่มีสมาชิกมากกว่า 120,000 บัญชี มักโพสต์ข้อความเท็จ บิดเบือนหรือสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเหตุภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สะพานถล่ม อุบัติเหตุรถยนต์ เช่น เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ได้โพสต์เนื้อหาเท็จว่าเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และมีการเตือนภัยสึนามิ ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

เกือบทุกโพสต์จะแนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาเลียนแบบข่าว โดยนำข่าว/เหตุการณ์ในต่างประเทศมาบิดเบือนให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันหรือเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศไทย หน้าเว็บไซต์มีโฆษณาแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรระวังเนื้อหาจากบัญชีและกลุ่มเฟซบุ๊กเหล่านี้

เวทีรวมพลคนเช็กข่าวถกเสียงกลุ่มชาติพันธุ์ ชี้ภาพจำทำลายสิ่งแวดล้อมฝังลึก แนะดึงข้อมูลใส่ AI ระดับชาติลดอคติสังคม

รายการรวมพลคนเช็กข่าว ตอนที่ 50 ในหัวข้อ “เสียงจากกลุ่มชาติพันธุ์ ความจริงด้านสิ่งแวดล้อมในยุค AI” ได้หยิบยกประเด็นข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์มาพูดคุยแลกเปลี่ยน ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท พร้อมด้วยผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และณัฏฐชัย คำภีรภาพ ผู้ช่วยวิจัยจาก Asia Centre

พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) ระบุว่า สังคมมักเชื่อมโยงกลุ่มชาติพันธุ์เข้ากับประเด็นดิน น้ำ ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ทว่าเรื่องราวมักถูกมองผ่านสายตาคนภายนอกและบันทึกไว้ในโลกออนไลน์ โคแฟคจึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลควบคู่ไปกับการสร้างนิเวศสื่อที่ดี เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากคนตัวเล็กตัวน้อยและทำความเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ด้าน ณัฏฐชัย คำภีรภาพ ผู้ช่วยวิจัยจาก Asia Centre กล่าวถึงผลการทำงานวิจัยที่ได้รวบรวมมุมมองของกลุ่มชาติพันธุ์ว่า ในมุมมองของผู้วิจัยพบว่า ในอดีตภาครัฐมีแนวคิดมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนนอก แม้ปัจจุบันกระแสนี้จะลดลงและสื่อไม่ได้มุ่งเน้นเท่าเดิม แต่ภาพจำที่มองว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ร้าย เป็นผู้เผาป่าหรือตัดไม้ทำลายป่ายังคงฝังลึก ผู้วิจัยมองว่าเป็นเพราะสื่อมีส่วนช่วยตอกย้ำภาพเหล่านี้ ขณะที่การผลิตสารคดีเชิงลึกที่สร้างความเข้าใจต่อวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มีต้นทุนสูง ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ่งและใช้เวลาในการผลิตนาน ทำให้เนื้อหาเหล่านี้มีจำนวนน้อย

นอกจากนี้ ในมุมมองของผู้วิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเรื่องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนภาคเอกชน จนนำไปสู่การกล่าวโทษกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อฟอกเขียวและสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง

ณัฏฐชัยอธิบายถึงประเด็นข้อมูลบิดเบือนด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์ว่า สิ่งที่พบไม่ใช่การสร้างข้อมูลเท็จทั้งหมด แต่มักเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน เช่น การจับกุมกรณีเผาป่าหรือใช้พื้นที่ผิดกฎหมาย แล้วนำมาเหมารวมว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งการใช้ความจริงด้านเดียวประกอบกับการที่ผู้รับสารมีอคติอยู่เดิม ทำให้ผู้คนปักใจเชื่อข้อมูลด้านเดียวต่อ ๆ ไป และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน แม้กลุ่มชาติพันธุ์จะพยายามสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ก็ยังเผชิญอุปสรรคทั้งจากความสนใจของผู้ใช้งาน ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

สำหรับแนวทางการตรวจสอบความจริงท่ามกลางข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐและชุมชนนั้น ณัฏฐชัยให้ความเห็นว่า ไม่ควรด่วนสรุปหรือเหมารวมว่าข้อมูลของฝ่ายใดถูกทั้งหมดหรือผิดทั้งหมด เนื่องจากอาจมีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน สังคมจึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชน นักวิชาการ และสื่อ ได้แลกเปลี่ยนกันอย่างโปร่งใส และผู้รับสารเองต้องใช้การรู้เท่าทันสื่อตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง

เมื่อกล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ณัฏฐชัยชี้ว่าอัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์มีผลอย่างมากในการคัดเลือกและกำหนดการมองเห็นเนื้อหาของผู้ใช้งาน ซึ่งมักทำให้ข้อมูลกระแสหลักปรากฏเด่นชัดกว่าข้อมูลของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขาดแคลนทรัพยากร ส่วนการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในระดับสากลมักอิงข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นหลัก ในมุมมองของผู้วิจัย ประเทศไทยเปรียบเสมือนกลุ่มน้อยในเวทีเทคโนโลยีโลก และกลุ่มชาติพันธุ์ก็เป็นกลุ่มน้อยที่ซ้อนอยู่ภายในอีกชั้นหนึ่ง

ณัฏฐชัยยังแสดงมุมมองต่อข้อเสนอเรื่องการสร้างฐานข้อมูล AI ว่าควรออกแบบให้ข้อมูล ภูมิปัญญา และภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกผนวกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุดข้อมูล AI ในระดับชาติ พร้อมแนะแนวทางความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ สถาบันการศึกษา และคนรุ่นใหม่ เพื่อนำข้อมูลชุมชนเข้าไปเสริมในการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและลดอคติในสังคมได้อย่างยั่งยืน

ส่วนข้อซักถามเกี่ยวกับกฎหมายส่งเสริมสิทธิชาติพันธุ์นั้น ณัฏฐชัยมองว่ากฎหมายเป็นเพียงก้าวแรกที่ช่วยเปิดประตูและคุ้มครองสิทธิไม่ให้ถูกลิดรอน แต่หัวใจสำคัญยิ่งกว่าคือการขับเคลื่อนในภาคประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในสังคมว่ากลุ่มคนดั้งเดิมเป็นคนไทยที่มีสิทธิเท่าเทียมกัน และไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยอันตรายอีกต่อไป

หมายเหตุ: รายงานชิ้นนี้สรุปความและเรียบเรียงด้วย AI (Gemini) และตรวจสอบความถูกต้องโดยกองบรรณาธิการโคแฟค

“ชาติพันธุ์” มีเสียงแต่ไม่ถูกได้ยิน ชวนสื่อ–AI เปิดพื้นที่เจ้าของวัฒนธรรมเล่าเรื่องตนเอง

วิทยากรเวทีนักคิดดิจิทัล  (Digital Thinkers Forum)  ครั้งที่ 36 ชี้อคติเริ่มจากการมองและเล่าเรื่องโดยขาดบริบท “ภาพเดียว–ข้อมูลด้านเดียว” อาจนำไปสู่การตีตราคนอยู่กับป่า ขณะที่สื่อดิจิทัลและ AI เป็นโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์ลุกขึ้นเป็นเจ้าของเรื่องเล่า สร้างข้อมูลจากชุมชน ลดช่องว่างข่าวสาร ด้านโคแฟคย้ำหลัก “Fact–Free–Fair” แก้วิกฤตข้อมูลและสิ่งแวดล้อมต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม

13 กันยายน 2569 โคแฟค (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital Democracy Initiative, International Media Support (IMS), ไทยพีบีเอส (Thai PBS), มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัด เวทีนักคิดดิจิทัล วิทยากรเวทีนักคิดดิจิทัล  (Digital Thinkers Forum)  ครั้งที่ 36 “อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI: เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย” ณ SCBX NEXT TECH สยามพารากอน เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ นักสื่อสาร และนักวิชาการ แลกเปลี่ยนมุมมองถึงอคติ ภาพจำ และโอกาสในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เจ้าของวัฒนธรรมสามารถบอกเล่าเรื่องราวและข้อเท็จจริงด้วยเสียงของตนเอง

ช่วง “เสียงจากผู้ไร้เสียง (Voices of the Voiceless)” ดำเนินรายการโดย อรรวี แตงมีแสง ผู้ก่อตั้งเพจ Natty Loves Myanmar โดย ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี จากโพควา โปรดักชั่น กล่าวว่า การลดอคติต้องเริ่มจากการตระหนักก่อนว่าตัวเราเองอาจมีอคติ และตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นเป็นความจริงเพียงใด รวมถึงส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร  โดยยกตัวอย่างภาพภูเขาหัวโล้นหรือพื้นที่ป่าที่ถูกถาง ซึ่งหากถูกนำเสนอเพียงภาพเดียวโดยปราศจากบริบท อาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจว่าชุมชนที่อยู่กับป่าเป็นผู้ทำลายทรัพยากร ทั้งที่ในความเป็นจริงแต่ละชุมชนมีระบบจัดการพื้นที่ ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ การเลือกใช้ภาพหรือข้อมูลเพียงบางส่วนจึงอาจนำไปสู่การเหมารวมและการเลือกปฏิบัติ

“โลกทัศน์สำคัญอย่างหนึ่งของคนอยู่กับป่าคือ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของ มนุษย์เกิดมาเพียงชั่วขณะ เมื่อใช้ประโยชน์จากธรรมชาติก็ต้องรู้จักคืนกลับ ชีวิตจะสมดุลก็ต่อเมื่อป่าสมบูรณ์ หากชีวิตเราดีจากการใช้ทรัพยากรมากเกินไป แต่ธรรมชาติไม่สมบูรณ์ ชีวิตก็ไม่อาจสมบูรณ์ได้” ทินภัทรกล่าว

ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี จากโพควา โปรดักชั่น

ด้าน โสภา แซ่หยาง จากม้งไซเบอร์ กล่าวว่า เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากในอดีตถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของบุคคลภายนอก ขณะที่คนในชุมชนมีโอกาสสื่อสารข้อเท็จจริงและตัวตนของตนเองค่อนข้างจำกัด การเกิดขึ้นของสื่อดิจิทัลจึงเป็นโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถใช้ความถนัดของตนเองสร้างสรรค์งานและกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ตัวอย่างหนึ่งคือการใช้สื่อออนไลน์เชื่อมโยงคนในชุมชน ทั้งการประชาสัมพันธ์กิจกรรมและประกาศหางานด้านการเกษตร งานช่าง และงานหัตถกรรม ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน การเผยแพร่เรื่องราวของเยาวชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ยังช่วยเชื่อมโยงจากเด็กสู่ครอบครัว จากครอบครัวสู่ชุมชน และจากชุมชนไปสู่สังคมภายนอก

‘คนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ว่าผู้สูงวัย เด็กหรือเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อกันได้อย่างทั่วถึงแล้ว ทำไมเราถึงไม่ใช้สื่อออนไลน์ประชาสัมพันธ์และการหางานที่เข้าถึงทุกคน และให้คนภายนอกรู้ด้วยว่าหมู่บ้านเราทันสมัยขึ้นแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่นวัตกรรมแบบใหม่จ๋าหรือทันสมัยที่สุด แต่มันก็ยังเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์และช่วยอำนวยความสะดวกให้คนในชุมชนได้มากขึ้นจากเดิม’ โสภา กล่าว

โสภา แซ่หยาง จากกลุ่มนักพัฒนาชุมชน “ม้งไซเบอร์“

พนม ทะโน เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) กล่าวว่า คำว่า “Voiceless” ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่มีเสียง แต่หมายถึง “มีเสียง แต่เสียงนั้นไม่ค่อยถูกได้ยิน” ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากถูกบอกเล่าโดยผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของวัฒนธรรม จึงมีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและคลาดเคลื่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม  โดยยกข้อมูลจากการศึกษาข่าวในหนังสือพิมพ์ช่วงหนึ่งเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า ข่าวเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ร้อยละ 85 นำเสนอมุมมองจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักวิชาการ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 15 ที่สัมภาษณ์กลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง สะท้อนความไม่สมดุลของแหล่งข่าว รวมถึงข้อจำกัดของสื่อส่วนกลางในการเดินทางเข้าถึงชุมชนในพื้นที่ห่างไกล IMN จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงสื่อกับเครือข่ายชาติพันธุ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของวัฒนธรรมได้เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง พร้อมพัฒนาศักยภาพนักสื่อสารจากชุมชน โดยมีทีมกองบรรณาธิการและนักข่าวช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตเนื้อหา เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเสียงและมุมมองในพื้นที่สื่อ

อรรวี แตงมีแสง ผู้ก่อตั้งเพจ Natty Loves Myanmar และ พนม ทะโน เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN)

ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ “thAI Media System: ปัญญาประดิษฐ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อไทย” ผลงานของ ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระบบและโครงสร้างสื่อไทยเมื่อ AI เข้ามามีบทบาท ตั้งแต่การใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง ไปจนถึงข้อจำกัดและความท้าทายที่เกิดขึ้นกับผู้ตรวจสอบข้อมูล รวมทั้งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นเดิมและผู้เล่นใหม่ในระบบสื่อ ตลอดจนกลุ่ม “Newsfluencer” หรือผู้ผลิตและนำเสนอเนื้อหาข่าวผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่ได้เป็นนักข่าวในองค์กรสื่อแบบดั้งเดิม  รวมถึงประเด็น จริยธรรม AI ซึ่งจำเป็นต่อการกำกับการใช้เทคโนโลยีและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดย AI ไม่ได้มีบทบาทเพียงช่วยผลิตหรือเผยแพร่ข้อมูล แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างและระบบนิเวศสื่อโดยรวม

สุภิญญา กลางณรงค์ และ ดร.วศิน ปั้นทอง

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดงานว่า เป้าหมายสำคัญของโคแฟคคือการสร้างสังคมที่ทุกคนเท่าทันข้อมูลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายใต้แนวคิด “Fact–Free–Fair” คือ การยืนอยู่บนข้อเท็จจริง (Fact) การมีเสรีภาพในการสื่อสารและแสดงออก (Free) และความเป็นธรรม (Fair)  ปัญหาข้อมูลบิดเบือน AI และวิกฤตสภาพภูมิอากาศล้วนเชื่อมโยงกัน แม้แต่การเติบโตของ AI เองก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก Data Center ต้องใช้ทั้งพลังงานและน้ำซึ่งกระทบต่อสภาพแวดล้อม

‘ทุกคนมีส่วนร่วมในการก่อมลพิษ เวลาแก้ปัญหาเราคงไม่โทษคนใดคนหนึ่ง เราคงจะต้องร่วมกันแก้ปัญหาไปด้วยกันบนพื้นฐานของการกลับมาดูข้อเท็จจริงว่าใครมีส่วนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุดคนนั้นอาจต้องร่วมรับผิดชอบมากที่สุดลดหลั่นกันไป เป็นเรื่องที่ต้องหาความจริงร่วมกันต่อไปในการรับมือกับวิกฤติสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งอยู่ในอันดับต้นๆ ของความเสี่ยงโลก เช่นเดียวกับเรื่องข้อมูลบิดเบือนตามที่ World Economic Forum ระบุ’สุภิญญากล่าว

ชาติพันธุ์ถูกมองเป็น “คนอื่น” ต้นตออคติ–ตีตรา ชี้ AI เปิดโอกาสให้เจ้าของเรื่องเล่าสื่อสารความจริง

วิทยากรเวทีนักคิดดิจิทัล  (Digital Thinkers Forum)  ครั้งที่ 36 ชวนสังคมรื้อภาพจำ “ชาติพันธุ์ทำลายป่า” ชี้ข้อมูลที่ขาดบริบทและเสียงจากเจ้าของพื้นที่อาจนำไปสู่การเหมารวมและผลิตซ้ำอคติ ขณะที่ AI และสื่อดิจิทัลเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในการสร้างชุดข้อมูลใหม่ เปิดพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของตนเอง

13 กันยายน 2569 โคแฟค (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital Democracy Initiative, International Media Support (IMS), ไทยพีบีเอส (Thai PBS), มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัด เวทีนักคิดดิจิทัล (Digital Thinkers Forum) ครั้งที่ 36 “อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI: เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย” ณ SCBX NEXT TECH สยามพารากอน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนถึงอคติ ข้อมูลบิดเบือน และบทบาทของเทคโนโลยีต่อการรับรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมไทย

ช่วงเสวนา “ข่าวลวง/ข่าวจริงต่อพลเมืองชาติพันธุ์ในประเด็นสภาพอากาศ” ดำเนินรายการโดย ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) โดย ปิ่นสุดา นามแก้ว เครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง สะท้อนปัญหาการบิดเบือนข้อมูลโดยเฉพาะในพื้นที่ออนไลน์ ที่ข่าวออกไปอย่างหนึ่งแต่ข้อเท็จจริงในพื้นที่เป็นอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับสภาพอากาศยิ่งเป็นประเด็นเปราะบาง เพราะกลุ่มชาติพันธุ์เป็นชุมชนที่มีองค์ความรู้และทรัพยากรในการอยู่กับป่า อย่างกรณีไฟป่าหรือฝุ่น PM2.5 คนทั่วไปจะมองว่าคนพื้นที่สูงเป็นผู้เผาป่า ทั้งที่หลายชุมชนมีองค์ความรู้และระบบจัดการไฟของตนเอง  หรือการทำ “ไร่หมุนเวียน” ของชาวปกาเกอะญอ ซึ่งมีกระบวนการหมุนเวียนพื้นที่เพาะปลูกและพักฟื้นพื้นที่ แต่บ่อยครั้งถูกเข้าใจว่าเป็น “ไร่เลื่อนลอย” การนำเสนอโดยปราศจากบริบท จึงอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและนำไปสู่การตีตรากลุ่มชาติพันธุ์

ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ที่ปรึกษาโคแฟค (ซ้าย) และ ปิ่นสุดา นามแก้ว เครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง

ณัฏฐชัย คำภีรภาพ ผู้ช่วยวิจัยจาก Asia Centre กล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่า ปัญหาไม่ได้มีเพียงข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) แต่ยังรวมถึงการนำข้อมูลจริงมาใช้เพียงบางส่วนหรือขาดบริบทจนก่อให้เกิดผลกระทบ (Malinformation) โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิในการจัดการทรัพยากร สื่อก็มีส่วนในการสร้างภาพจำว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นพวกด้อยพัฒนาล้าหลัง ไม่ควรมีสิทธิหรือมีอำนาจตัดสินใจในพื้นที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น โครงการทวงคืนผืนป่า ซึ่งรัฐพยายามบอกว่าทำเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมแต่กีดกันการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ออกไป หรือการที่กลุ่มชาติพันธุ์ถูกมองว่าเป็นอาชญากรทำลายป่า แต่ข้อเท็จจริงคือการเผาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐหรือเอกชน

‘ผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และการถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ซึ่งตรงนี้ก็มีผลอย่างหนึ่งคือทำให้ภูมิปัญญาของชนเผ่าพื้นเมืองถูกทำให้เลือนหายไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากเพราะการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องมีภูมิปัญญาเหล่านี้ ซึ่งภาครัฐพยายามที่จะเมินเฉย’ ณัฏฐชัย กล่าว

ณัฏฐชัย คำภีรภาพ ผู้ช่วยวิจัยจาก Asia Centre

พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ.) กล่าวว่า อคติจำนวนหนึ่งเกิดจากการสื่อสารและการผลิตซ้ำความเข้าใจเดิม ขณะที่ AI ซึ่งพัฒนาโดยมนุษย์ก็อาจรับและขยายอคติเหล่านั้นได้เช่นกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีก็สามารถเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หากมนุษย์ช่วยกันสร้างข้อมูลที่มีความหลากหลายและใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน  อย่างในปี 2559 ได้ทุนไปเรียนที่อังกฤษ ได้ฟังปาฐกถาและได้รับรู้จากองค์ปาฐกว่า ‘อัลกอรึทึมมีอคติอย่างที่นึกไม่ถึง’ แล้วให้ผู้ฟังลองค้นหาคำว่า ‘Beautiful Baby’ ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งพบว่าทุกคนล้วนได้ภาพเด็กทารกผิวขาว แต่เวลาผ่านไป 10 ปีแล้วลองค้นหาคำว่า Beautiful Baby อีกครั้งในปี 2569 ก็พบภาพทารกผิวสีได้มากขึ้น สะท้อนว่าอัลกอริทึมได้เปลี่ยนไปจากในอดีต ดังนั้นเราต้องช่วยกันทำให้อัลกอริทึมฉลาดขึ้นด้วยการใช้งานอย่างฉลาด และต้องย้ำว่าพี่น้องชาติพันธุ์ไม่ว่าที่ไหนบนโลกล้วนมีส่วนสำคัญในการรักษาโลกใบนี้ หวังว่าทุกท่านจะช่วยกันทำให้อคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์หายไป

‘2 ปีก่อนอาตมาไปร่วมงานเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่โคลอมเบีย ขณะที่กำลังเดินอยู่ในงานมีพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองร้องไห้เพราะมีความกดดัน  ทำให้เขารู้สึกโดนกีดกันออกไป อาตมาให้กำลังใจเขา กรณีแบบนี้ถ้าช่วยกันโอบกอดความงดงามของความหลากหลายแล้วช่วยส่งเสริมในสิ่งที่เขารู้ดีอยู่แล้วให้ออกมาเป็นประโยชน์กับโลกใบนี้ อาตมาเชื่อว่าวิธีนี้ AI จะมาช่วยทำให้กระบวนการสร้างข่าวลวงโดนหักล้าง’ พระมหานภันต์กล่าว

ขณะที่ ชุตินธรา วัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ชี้ว่า สิ่งสำคัญในการนำเสนอข้อมูลคือ “บริบท” (Context) เพราะข้อเท็จจริงไม่ควรถูกแยกออกจากเงื่อนไขแวดล้อม โดยเฉพาะการรายงานข่าวเกี่ยวกับไฟป่าและกลุ่มชาติพันธุ์ สื่อจึงต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน และตระหนักว่าการเลือกใช้ข้อมูลหรือพาดหัวข่าวอาจมีส่วนสร้างหรือผลิตซ้ำอคติได้

‘เราไม่สามารถไปบังคับทุกคนได้ว่าคุณต้องเปิดกว้างยอมรับสิ่งที่มันมีความแตกต่างนะ อันนี้เราบอกไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ อาจต้องช่วยกัน อาจต้องร่วมือกัน ในฐานะที่เราคิดว่าเราจะนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ถูกต้อง’ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าว

ชุตินธรา วัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP)

ธาริณี สุรวรนนท์ ผู้จัดการทีม Agents of Change, UNDP Thailand กล่าวถึงปัญหาการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับชุมชนที่ออกมาสื่อสารประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์แล้วถูกแจ้งความฐานหมิ่นประมาทจากบริษัทเอกชนที่ไปประกอบกิจการในพื้นที่แล้วปล่อยมลพิษ ซึ่งข้อหาหมิ่นประมาทตามกฎหมายไทยมีโทษทั้งอาญาถึงขั้นจำคุก สิ่งที่พบคือหลายคนไม่อยากต่อสู้คดีในชั้นศาลเพราะมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าทนายความ รวมถึงต้องเดินทาง การฟ้องคดีลักษณะนี้เจตนาของผู้ฟ้องจึงไม่ใช่การมุ่งหมายเอาผิดผู้ถูกฟ้อง เพียงต้องการให้ขอโทษหรือถอนคำพูด และหากดูองค์กรที่ฟ้อง หากเป็นภาคธุรกิจจะพบว่าธุรกิจเหมืองแร่กับธุรกิจพลังงานเป็นกลุ่มที่ใช้วิธีนี้มากที่สุด แน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ธาริณี สุรวรนนท์ ผู้จัดการทีม Agents of Change, UNDP Thailand

ขณะที่เรื่องของข่าวจริง – ข่าวลวง  UNDP มีโครงการทำป้องกันความรุนแรงบนโลกออนไลน์ โดยให้ผู้ที่เป็นหน้าด่านของข้อมูลข่าวสารไม่ว่าสื่อ เยาวชนที่ใช้อินเตอร์เน็ต ผู้นำชุมชน มีบทบาทสำคัญในการป้องกันข่าวลวง โดย UNDP ทำงานผ่านโครงการ Media Fellowship Program เป็นหัวข้อสำคัญที่พยายามผลักดัน พร้อมเสนอว่า การรับมือข้อมูลเท็จไม่ควรหยุดอยู่เพียงการหักล้างข่าวลวง แต่ควรสร้าง “ชุดข้อมูลทางเลือก” หรือ Counter Narrative ที่มีข้อเท็จจริงและมุมมองหลากหลาย เพื่อช่วยลดอคติและปิดช่องว่างของข้อมูล

ชาติพันธุ์ไม่ใช่ “คนอื่น” ชี้ AI อาจผลิตซ้ำอคติ หากข้อมูลขาดความหลากหลาย

วิทยากรจากเวทีนักคิดดิจิทัล (Digital Thinkers Forum)  ชวนสังคมมอง “กลุ่มชาติพันธุ์” ในฐานะพลังร่วมพัฒนาประเทศ เตือน AI ไม่ได้เป็นกลาง หากเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอคติ ยิ่งตอกย้ำการตีตรา–ความเหลื่อมล้ำ แนะเปิดพื้นที่ให้ชุมชนร่วมสร้างและตรวจสอบข้อมูล พร้อมนำภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานเทคโนโลยี รับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันที่ 13 กันยายน 2569 โคแฟค ประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) International Media Support (IMS) Digital Democracy Initiative  มูลนิธิฟรีดิชเนามัน ประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน  ไทยพีบีเอส (Thai PBS)  เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36 “อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI: เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย” ณ SCBX NEXT TECH  สยามพารากอน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องอัตลักษณ์ อคติ สิทธิ ความจริง ตลอดจนโอกาสและความท้าทายของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านมุมมองของนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน สื่อ เยาวชน และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง

Lars Bestle, Regional Director for Asia, International Media Support (IMS) กล่าวว่า IMS ทำงานสนับสนุนสื่อมวลชนทั่วโลกมากว่า 25 ปี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี AI ซึ่งนำมาทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เรื่องราวและเสียงของคนชายขอบหรือคนกลุ่มเล็กอาจไม่ได้รับการนำเสนออย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันปัญหาข้อมูลบิดเบือนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Disinformation) ที่ IMS ทำงานร่วมกับภาคีในประเทศไทย พบว่าการบิดเบือนข้อมูลจำนวนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและมุ่งหวังผลบางประการ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการรับมือ

Lars Bestle, Regional Director for Asia, International Media Support (IMS)

ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) สสส. กล่าวว่า การทำงานร่วมกับโคแฟคและภาคีเครือข่ายมุ่งพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเป็นพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะในการเข้าถึง วิเคราะห์และประเมินข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตนเอง โดยมีภารกิจ 3 ด้าน คือ 1.หนุนเสริมระบบนิเวศสื่อที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของสังคม 2.เสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล ให้ประชาชนตรวจสอบแหล่งที่มา แยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นและใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบ และ 3.เชื่อมโยงงานระบบวิถีสุขภาวะทางปัญญาและระบบนิเวศสื่อ เพื่อให้ผู้คนสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีสติในการใช้สื่อ รับฟังมุมมองที่แตกต่างหลากหลายและสื่อสารต่อกันด้วยความเคารพและสร้างสรรค์ภายใต้การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส.

ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มคุ้นเคยกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากขึ้นผ่านศิลปะ วัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน หลายชุมชนมีองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่า

‘อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเรียนรู้ผ่านระบบการศึกษา ไม่ควรผูกติดว่าชาติไทยเป็นแค่กลุ่มคนกลุ่มเดียว แต่มีความหลากหลายของผู้คน ทำอย่างไรที่จะสะท้อนความหลากหลายที่จะอยู่ร่วมกัน และหากไม่มีการเปลี่ยนอคติก็ยังคงจะถูกส่งต่อจากรุ่นต่อรุ่น ความก้าวหน้าของนโยบายด้านชาติพันธุ์จะเป็นมิติหนึ่งของตัวชี้วัดของการที่เราได้พัฒนาไปสู่สังคมที่อารยะ นโยบายที่ยอมรับและเคารพความแตกต่างหลากหลายจะสะท้อนว่าสังคมไทยมีวุฒิภาวะมากพอที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายทั้งชนชาติ เชื้อชาติและความคิดเห็น’ ผอ.สำนัก 11 สสส. กล่าว

ด้าน วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “จากภูมิปัญญาสู่อัลกอริทึม: คุ้มครองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในยุคข้อมูลประดิษฐ์” ว่า ข้อมูลในโลกดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงข้อเท็จจริง แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ ภาษา ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ ความเชื่อ ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ขณะที่ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ AI นำไปเรียนรู้และประมวลผล  คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI ทำอะไรได้ แต่ต้องถามด้วยว่า “AI กำลังเรียนรู้ข้อมูลของใคร และข้อมูลเหล่านั้นทำให้ใครถูกมองเห็น หรือทำให้ใครถูกมองข้าม” เพราะหากฐานข้อมูลขาดความหลากหลาย มีอคติ หรือเต็มไปด้วยการตีตราเหมารวม AI ก็อาจเรียนรู้และผลิตซ้ำอคติเหล่านั้นในวงกว้าง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

กรณีปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งบางครั้งการทำไร่หมุนเวียนของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกนำเสนอเสมือนเป็นสาเหตุหลัก ทั้งที่ปัญหามลพิษทางอากาศมีหลายปัจจัย ทั้งภาคอุตสาหกรรม ไอเสียจากยานพาหนะ และหมอกควันข้ามพรมแดน หากข้อมูลที่ตีตรากลุ่มชาติพันธุ์ถูกผลิตซ้ำจำนวนมากและกลายเป็นข้อมูลที่ AI ใช้เรียนรู้ ก็อาจยิ่งตอกย้ำอคติและนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม

‘หากข้อมูลมีความหลากหลาย มีการร่วมสร้างข้อมูลโดยกลุ่มชาติพันธุ์ โดยชุมชนต่างๆ มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา วัฒนธรรม ข้อเท็จจริง เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการใช้ข้อมูล AI ก็จะเปลี่ยนจากเครื่องมือที่ขยายอคติเป็นเครื่องมือที่เพิ่มการมองเห็นและลดความเหลื่อมล้ำของข้อมูลข่าวสาร ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม’ วสันต์ กล่าว

ขณะที่อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตั้งคำถามสำคัญว่า “สังคมไทยยอมรับเรื่องชาติพันธุ์แล้วหรือยัง” โดยชี้ว่า แม้สังคมส่วนหนึ่งจะชื่นชมความงดงามทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่อีกด้านยังมีภาพจำว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนล้าหลังหรือเป็นผู้แย่งชิงทรัพยากร ซึ่งแม้จะเป็นมุมมองที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือการมองชาติพันธุ์เป็น “คนอื่น” ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องยอมรับก่อนว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และมีองค์ความรู้ที่สามารถร่วมแก้ปัญหาของประเทศได้ โดยเฉพาะภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งได้รับการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ขณะที่การมีกฎหมายใหม่อย่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญ แต่โจทย์ต่อไปคือการทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติ

อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion กล่าวถึงโอกาสและความท้าทายของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI ว่า จากประสบการณ์ทำงานกับชุมชนพบว่า หลายพื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์รวมตัวกันจัดการป่าอย่างเป็นระบบ สามารถลดปัญหาไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งปัจจุบันเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่กลับสู่ชุมชนและนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น  ตัวอย่างที่ชุมชนดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน ซึ่งดูแลพื้นที่ป่าราว 20,000 ไร่ มีการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) กล้องวงจรปิด ระบบฉีดน้ำ และข้อมูลแผนที่มาใช้ในการเฝ้าระวังและจัดการไฟป่า พร้อมขยายองค์ความรู้ไปสู่ชุมชนอื่น สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาชุมชน แต่สามารถเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพให้ชุมชนจัดการทรัพยากรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ

สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion

และแม้ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ความซับซ้อนจากการแต่ละพื้นที่อยู่ภายใต้กฎหมายแตกต่างกัน เช่น ป่าไม้ อุทยาน ป่าชุมชน ฯลฯ แต่การที่มีผู้เล่นใหม่ๆ ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาทำงานประสานกับหน่วยงานภาครัฐได้ บวกกับการที่มีภาควิชาการอย่างสถาบันการศึกษาในพื้นที่เข้าไปร่วมสนับสนุน ก็นำไปสู่การเกิดข้อตกลงที่ใช้งานจริงได้แม้ในทางกฎหมายจะยังไม่ชัด ซึ่งไฟป่าก็เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง เป็นเพียงอาการปัญหา แต่จริงๆ คือเรื่องสิทธิและความสามารถในการจัดการป่าที่ยั่งยืนในพื้นที่ของเขา

‘การที่เขาใช้เทคโนโลยีเองได้มันเริ่มเกิดมิติใหม่ๆ อย่างที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ไปทำงานกับดอยช้างป่าแป๋ ทำแผนที่ขึ้นมาต่อเนื่องสามารถพิสูจน์ได้เลยว่าในพื้นที่นี้ชุมชนจัดการตนเองได้ แล้วมีหลักฐานที่ไม่สามารถโต้แย้งได้เพราะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์’ สุนิตย์กล่าว

กรมการขนส่งทางบกกำลังแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดลักษณะรถจักรยานยนต์ที่สามารถจดทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะได้ แต่ยี่ห้อ-แบบ-รุ่น ต้องรออธิบดีประกาศ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เตรียมเปิดให้จักรยานยนต์ขนาด 135-250cc จดทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะได้ แต่ต้องเป็นรถทรงสกูตเตอร์เท่านั้น

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเป็นจริงบางส่วน** กรมการขนส่งกำลังแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงที่กำหนดลักษณะรถจักรยานยนต์ที่สามารถจดทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะอยู่จริง แต่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นทรงสกูตเตอร์เท่านั้น

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘สมาคมไรเดอร์ไทยThaiRider Association’ โพสต์ข้อความระบุมีการยืนยันจากกรมการขนส่งทางบกเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ว่ารถ ตั้งแต่ 135cc ไปจนถึงรถ 250cc จะสามารถจดทะเบียนเป็นรถโดยสารสาธารณะได้ แต่ต้องเป็นรถทรงสกูตเตอร์เท่านั้น

“ข่าวดีสำหรับใครที่รอคอยการจดทะเบียนจักรยานยนต์มอเตอร์ไซค์รับจ้างสาธารณะ ทั้งวินและแอปพลิเคชัน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการยืนยันจากทางกรมการขนส่งทางบกแล้วว่ารถ ตั้งแต่ 135cc ไปจนถึงรถ 250cc ไม่เกินภายในเดือนตุลาคม 2569 หรือมกราคม 2570 นี้แน่นอน แต่ต้องเป็นรถทรงสกูตเตอร์เท่านั้น” ข้อความในโพสต์ระบุ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:  กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการแก้ไขเพิ่มเติม  ‘กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถที่จะรับจดทะเบียนเป็นรถประเภทต่าง ๆ พ.ศ. 2548’ จริง ซึ่งส่วนหนึ่งมีการแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับลักษณะและกำลังเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ที่สามารถนำมาจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ (รย. 17) หรือที่เรียกกันว่า “จดทะเบียนป้ายเหลือง” 

ร่างแก้ไขกฎกระทรวงฉบับนี้ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก มีสาระสำคัญเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ที่จะสามารถจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างสาธารณะได้ ดังนี้ 

▪️รถจักรยานยนต์สาธารณะ ต้องมีความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร ความยาวไม่เกิน 2.50 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร เครื่องยนต์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร (cc) จากกฎกระทรวงฉบับเดิมที่กำหนดไว้ว่าเครื่องยนต์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 125 ลูกบาศก์เซนติเมตร 

▪️กรณีรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีความจุในกระบอกสูบรวมกันตั้งแต่ 126 ลูกบาศก์ เซนติเมตรแต่ไม่เกิน 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร ต้องมีกำลังของเครื่องยนต์ ชนิด (ยี่ห้อ) แบบ และรุ่น ตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด

อย่างไรก็ตาม ในร่างแก้ไขกฎกระทรวงมิได้ระบุรูปทรงของรถจักรยานยนต์ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นแบบสกูตเตอร์เท่านั้น แต่ระบุว่าให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมการขนส่งประกาศกำหนด

เจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ว่ากฎกระทรวงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นไปแล้วช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 คาดว่าจะประกาศใช้ประมาณปี 2570

IMN แนะสื่อวิชาชีพช่วยคลี่คลายภาพจำอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และนำเสนอรอบด้าน

IMN ชี้ข้อมูลผิดและภาพจำในอดีตถูกผลิตซ้ำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยขยายอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ยกกรณีไฟป่า–PM2.5 ชุมชนบนที่สูงถูกเหมารวมเป็นต้นเหตุ ทั้งที่หลายพื้นที่เป็นกำลังหลักดูแลป่าและดับไฟ พร้อมเรียกร้องสื่อวิชาชีพลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ช่วยคลี่คลายมายาคติและสร้างความเข้าใจต่อสังคมพหุวัฒนธรรม

วันที่ 14 กันยายน 2569 –  รายการ Cofact Live Talk ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) สนทนากับ พนม ทะโน จาก Indigenous Media Network (IMN) หรือเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ในหัวข้อ “ปลดล็อกอคติ ทบทวนเรื่องเล่าจากยุคอดีต สู่อัตลักษณ์ชาติพันธุ์/ชนเผ่าพื้นเมืองในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนถึงผลกระทบจากข้อมูลผิดและอคติที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม

พนม กล่าวว่า IMN ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ imnvoices.com และ เฟซบุ๊ก ‘IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง’ พร้อมพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองให้สามารถสื่อสารเรื่องราวของตนเอง รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานกับสื่อมวลชนและสถาบันการศึกษา เพื่อให้การนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองมีความถูกต้องมากขึ้น

พนม ทะโน ประธาน Indigenous Media Network (IMN) หรือเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

จากการทำงานที่ผ่านมาพบปัญหาการสร้างอคติ การตีตรา และการเหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์ ในอดีตอาจพบผ่านสื่อกระแสหลัก แต่ปัจจุบันเมื่อประชาชนทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตและเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ข้อมูลผิดหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากอดีตจึงถูกนำกลับมาผลิตซ้ำบนแพลตฟอร์มใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยผลิตเนื้อหา ทำให้การเหมารวมบางประเด็นขยายตัวและสร้างผลกระทบต่อชุมชนรุนแรงขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และไฟป่า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์มักถูกเหมารวมว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายชุมชนมีบทบาทในการดูแลป่า เตรียมแนวกันไฟ เฝ้าระวัง และเข้าดับไฟเมื่อเกิดเหตุ

“การทำแบบนี้ส่งผลกระทบมิติแรกเลยเป็นรูปธรรม กระทบต่อจิตใจคนที่เขาดูแลป่า แต่ละชุมชนเริ่มทำงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เตรียมแนวกันไฟ แทบไม่ได้พักผ่อน ยิ่งถึงฤดูไฟป่าก็ต้องผลัดกันเข้าป่า ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพื่อเฝ้าระวังและดับไฟ คนที่ใกล้ชิดกับไฟที่สุด คนที่ทำงานหนักมากที่สุด กลับกลายเป็นคนที่ถูกด่าเยอะที่สุด” พนมกล่าว

นอกจากนี้ เมื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องถูกขยายจนกลายเป็นกระแสสังคม ยังอาจส่งผลไปถึงการกำหนดนโยบายหรือมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ เช่น การกำหนดมาตรการห้ามเผาอย่างเด็ดขาด ขณะที่บางคำสั่งห้ามประชาชนเข้าป่า แต่ในอีกด้านกลับกำหนดให้ชุมชนมีหน้าที่ช่วยดับไฟป่าเมื่อเกิดเหตุ พร้อมกำหนดบทลงโทษต่อผู้นำชุมชน ทำให้ผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์หรือความรู้สึก แต่ยังเชื่อมโยงถึงวิถีชีวิตและการจัดการปัญหาในพื้นที่ด้วย

ภาพหน้าเพจ เฟซบุ๊ก ‘IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง’

พนมกล่าวถึงบทบาทของสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันสื่อยังมีข้อจำกัดในการลงพื้นที่ โดยเฉพาะด้านงบประมาณและทรัพยากร ทำให้บางครั้งไม่สามารถเข้าไปพูดคุยหรือทำความเข้าใจวิถีชีวิตของประชาชนที่ตกเป็น “จำเลยสังคม” ได้อย่างเพียงพอ แม้ข้อเท็จจริงจะมีอยู่ในพื้นที่ แต่หากขาดการลงพื้นที่เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาสู่สาธารณะ ก็อาจทำให้เรื่องราวถูกนำเสนอเพียงด้านเดียว

“คนที่จะพูดแล้วมีเสียงดังมากที่สุด ผมคิดว่าก็คือพี่น้องสื่อมวลชน คนที่อาจไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพราะถ้าชาวบ้านพูด บางทีเขาอาจคิดว่าแก้ตัว คำอธิบายอาจถูกมองเป็นข้อแก้ตัวมากกว่า แต่ถ้ามีสื่อมวลชน สื่อวิชาชีพที่มีหลักจรรยาบรรณ มีจริยธรรม เข้าไปเป็นบุคคลที่สามที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่รายงานข้อเท็จจริงตามสถานการณ์พื้นที่ ผมเชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายมายาคติและภาพจำเชิงลบได้” พนมกล่าว

สำหรับข้อสังเกตที่ว่า IMN มีบทบาททั้งในฐานะตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองและสื่อมวลชน ซึ่งอาจถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือหรือการนำเสนอข้อมูลที่เข้าข้างกลุ่มชาติพันธุ์ พนมกล่าวว่า การทำงานสื่อต้องยึดการนำเสนอข้อเท็จจริงเป็นหลัก และระมัดระวังไม่ให้การพาดหัวข่าวหรือการนำเสนอข้อมูลกลายเป็นการตีตราหรือเหมารวมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกัน IMN มีกระบวนการกองบรรณาธิการช่วยตรวจสอบเนื้อหา และทำงานกับเจ้าของเสียงหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง โดยพยายามแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นของแหล่งข่าวให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับสารสามารถพิจารณาข้อมูลได้ด้วยตนเอง 

“ผมยังเชื่อมั่นในมิติของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และการทำให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายในสังคมไทยที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ถ้าเราเปิดใจรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเท่าเทียม ประเทศไทยมีต้นทุนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตอยู่มาก เราไปถึงจุดนั้นดีกว่า แทนที่จะอยู่ในจุดที่สร้างความขัดแย้งและเกลียดชังซึ่งกันและกัน” พนมกล่าว

บัญชีเฟซบุ๊กนำภาพภัยพิบัติในอดีตมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน หลอกล่อให้กดลิงก์ที่ไม่ปลอดภัย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ ทำให้เกิดสึนามิถล่มเมือง  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำภาพและข่าวภัยพิบัติในอดีตมาบิดเบือนให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วนวันนี’ โพสต์ภาพชุดความเสียหายจากภัยพิบัติ มีทั้งภาพรถยนต์ที่ถูกคลื่นยักษ์พัดถล่ม ภาพรถยนต์จมน้ำจากน้ำท่วม และภาพรถยนต์ตกลงไปในหลุมของถนนที่ทรุดตัว พร้อมข้อความ “แผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ยังก่อให้เกิดสึนามิในเมือง… ดูเพิ่มเติม” และแนบลิงก์เว็บไซต์ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปดูพบว่าเป็นข่าวที่อ้างว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 (ลิงก์บันทึก)  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพภัยพิบัติทั้งหมดเป็นภาพจริง แต่เป็นภาพเก่าจากเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับรัฐอะแลสกา ดังนี้ 

▪️ภาพรถยนต์ที่ถูกคลื่นยักษ์พัดถล่ม: เป็นเหตุการณ์คลื่นสึนามิพัดถล่มเมืองมิยาโกะ จ.อิวาเตะ ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 โดยมีสื่อหลายสำนัก เช่น BBC, Toronto Star,  National Geographic ใช้ภาพนี้เป็นภาพประกอบ รวมถึงพบว่าภาพดังกล่าวอยู่ในเว็บไซต์ซื้อขายภาพ Getty Images 

▪️ภาพน้ำท่วมในเมือง: เป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมที่เมือง Florianópolis ของบราซิล โดยบัญชีอินสตาแกรม ‘tvbiguacu’ ซึ่งเป็นสำนักข่าวท้องถิ่นในเมือง Florianopolis โพสต์ภาพนี้วันที่ 17 ม.ค. 2568

โคแฟคตรวจสอบด้วย Google Street View พบว่า บริเวณในภาพคือหน้าฟิตเนส Academia Pratique Fitness – Itaguaçu ตั้งอยู่ตรงข้ามห้าง Havan Sao Jose 2 บนถนน R.Geroncio Thives ในเมือง Sao Jose ซึ่งอยู่ติดกับเมือง Florianopolis รัฐ Santa Catarina โดยคาดว่าภาพน่าจะถูกถ่ายจากอาคารสูงที่ทำให้เห็นมุมมองจากถนน R.Angelo Girardi ซึ่งจะเห็นด้านข้างของห้าง Havan São José 2 เล็กน้อย

▪️ภาพรถยนต์จมน้ำโคลน: เป็นภาพจากเหตุน้ำท่วมที่เมือง Aloga จังหวัด Malaga ในสเปน โดยสำนักข่าว AP รายงานว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567  

▪️ภาพรถยนต์ตกลงไปในหลุมของถนนที่ทรุดตัว: ภาพนี้ถูกใช้ในสื่ออาร์เจนตินา เช่น Perfil , La Nacion , Verte รวมถึงสำนักข่าว RFI ของฝรั่งเศส ระบุเป็นเหตุน้ำท่วมในเมือง Bahía Blanca ของอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2568  

สำหรับเนื้อหาในลิงก์ที่แนบมากับโพสต์นี้ พบว่าเป็นการนำข่าวแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2564 ซึ่งมีการเตือนภัยสึนามิมาใส่ข้อมูลเท็จว่าเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 

เว็บไซต์ Alaska Earthquake Center ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังแผ่นดินไหวและสึนามิไม่พบรายงานการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในวันที่ 9 ก.ย. 2569 โดยระหว่างวันที่ 6-11 ก.ย. 2569 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดคือขนาด 5.7 

⚠️โคแฟคตรวจสอบข้อมูลของบัญชีเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วนวันนี’ พบว่าบัญชีนี้เป็นแอดมินของกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวสดแจ้งข่าว ทัน​เหตุการณ์’ ซึ่งเป็นกลุ่มสาธารณะที่มีสมาชิกมากกว่า 120,000 บัญชี มักโพสต์เนื้อหาบิดเบือนหรือสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเหตุภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สะพานถล่ม อุบัติเหตุรถยนต์ เกือบทุกโพสต์จะแนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่นำข่าว/เหตุการณ์ในต่างประเทศมาบิดเบือนให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันหรือเกิดในประเทศไทย หน้าเว็บมีโฆษณาแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์จำนวนมาก ผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรระวังเนื้อหาจากบัญชีและกลุ่มเฟซบุ๊กเหล่านี้

‘เบอร์เกอร์’ ที่ไม่ใช่ของกิน โรคร้ายจากพิษภัยของยาสูบ อันตรายถึงขั้นอาจต้องตัดมือ-เท้า

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เอ่ยถึง ‘เบอร์เกอร์ (Burger)’ เชื่อว่าภาพแรกที่หลายคนคงนึกถึงคือขนมปัง 2 ชิ้นประกบเนื้อสัตว์และผักตรงกลางอันเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติสหรัฐอเมริกาที่แพร่หลายไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกคำหนึ่งคือ ‘เบอร์เกอร์ (Buerger)’ เป็นคำพ้องเสียงแต่ความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหมายถึงโรคภัยไข้เจ็บที่แม้จะพบไม่มากนักแต่หากเป็นแล้วมักมีอาการรุนแรง

ดังที่ทางโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ได้ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ถึงโรคเบอร์เกอร์ (Buerger’s Disease) หรือ Thromboangiitis Obliterans (TAO) เป็นโรคหลอดเลือดอักเสบที่พบไม่บ่อย โดยมักส่งผลต่อหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำขนาดเล็กถึงขนาดกลางบริเวณแขนและขา ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมือและเท้าไม่พอ หากโรครุนแรงอาจเกิดเนื้อตายและนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะได้

โรคเบอร์เกอร์คืออะไร?

ข้อมูลจาก Hand Surgery Resource องค์กรไม่แสวงผลกำไรซึ่งทำงานภายใต้สหพันธ์ศัลยกรรมมือระหว่างประเทศ (IFSSH) องค์กรวิชาการแพทย์ด้านศัลยกรรมมืออธิบายว่า เดิมโรคนี้ไม่ได้ถูกเรียกว่าโรคเบอร์เกอร์ แต่ถูกอธิบายโดย นพ. เฟลิกซ์ ฟอน วินิวาร์เทอร์ (Felix von Winiwarter) แพทย์ชาวออสเตรีย ในปี 2422 ว่าเป็นอาการ ‘เนื้อเน่าตายก่อนวัยอันควร (Presenile spontaneous gangrene)’ หมายถึงอาการเกิดขึ้นทั้งยังไม่เข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ ต่อมาในปี 2451 นพ. ลีโอ เบอร์เกอร์ (Leo Buerger) แพทย์ชาวอเมริกัน ได้ค้นพบว่าอาการดังกล่าวคือ โรคหลอดเลือดอักเสบอุดตัน (Thromboangiitis Obliterans) อย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในชื่อโรคเบอร์เกอร์ ตามนามสกุลของเขามากกว่า แม้พบผู้ป่วยได้ทั่วโลก แต่โรคเบอร์เกอร์พบได้บ่อยในตะวันออกกลางและตะวันออกไกลมากกว่าในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก อย่างในสหรัฐฯ จะพบอยู่ราวร้อยละ 0.02 ของประชากร

นพ.ลีโอ เบอร์เกอร์ (Leo Buerger)
ที่มา: American Urological Association

สาเหตุของโรคเบอร์เกอร์นั้นไม่แน่ชัด แต่พบความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่จัด นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียจากสุขอนามัยช่องปากไม่ดี ความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคเบอร์เกอร์จะมีอาการที่ขา โดยพบอาการที่แขนเพียงร้อยละ 15-20 ของจำนวนผู้ป่วย สัญญาณที่อาจสื่อว่ามีอาการป่วย เช่น ปวดแขนหรือขาอย่างรุนแรง มือหรือเท้ามีอาการเย็น ๆ เสียวแปลบ ๆ (Parestesias) มีแผลที่ผิวหนัง มีเนื้อตายที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า

ดร.นพ.พงศ์พล ศรีพันธ์ ศัลยแพทย์หลอดเลือด งานศัลยศาสตร์หลอดเลือดและอุบัติเหตุ หัวหน้าคลินิกแผลหายยาก กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่าโรคเบอร์เกอร์เป็นโรคหลอดเลือดส่วนปลายอักเสบอุดตันเรื้อรังที่ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงแขนขาไม่พอจนเกิดอาการปวด ชา แผลเรื้อรัง และเสี่ยงต่อการเกิดเนื้อตายจนต้องตัดนิ้วหรือตัดขา ขณะที่ นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าอาการในระยะแรกของโรคเบอร์เกอร์อาจไม่จำเพาะและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จึงควรสังเกตความผิดปกติ เช่น นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเย็น ชา เสียวซ่า ปวดขณะเดินหรือใช้งาน รวมถึงการเปลี่ยนสีของนิ้วมือหรือนิ้วเท้า หากมีภาวะขาดเลือดรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแม้ขณะพัก หรือเกิดแผลบริเวณปลายมือปลายเท้าที่หายช้าและติดเชื้อได้ การได้รับการตรวจประเมินตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจระบบหลอดเลือดร่วมกับการแยกโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกัน

โปสเตอร์อธิบาย ‘โรคเบอร์เกอร์’ โดย รพ.ราชวิถี

โรคเบอร์เกอร์กับการสูบบุหรี่

ปัจจุบันมีคำเตือนจากหน่วยงานในหลายประเทศถึงความเสี่ยงป่วยเป็นโรคเบอร์เกอร์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ สำหรับในประเทศไทย ดร.นพ. พงศ์พลกล่าวว่าหัวใจสำคัญสูงสุดในการรักษาคือการเลิกบุหรี่และยาสูบทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ขณะที่ นพ. สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคเบอร์เกอร์เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการสูบบุหรี่และการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติการใช้ยาสูบ เนื่องจากการใช้ยาสูบต่อเนื่อง สัมพันธ์กับการดำเนินของโรคและการขาดเลือดของอวัยวะที่รุนแรงขึ้น ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินและคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการเลิกบุหรี่และการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละราย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า นักวิจัยเชื่อว่าสารเคมีในยาสูบอาจทำให้เยื่อบุหลอดเลือดระคายเคือง ทำให้หลอดเลือดบวม โดยผู้ป่วยเกือบทุกรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบอร์เกอร์มีประวัติสูบบุหรี่หรือใช้ยาสูบในรูปแบบอื่น เช่น ซิการ์ ยาสูบแบบเคี้ยว (Chewing Tobacco)

“อย่าสูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นใดหากต้องการป้องกันตนเองจากโรคเบอร์เกอร์ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาด ดังนั้นหากป่วยแล้วก็ต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาสูบทันทีเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง สำหรับยาโดยทั่วไปไม่ได้ผลในการรักษาโรคนี้โดยตรง แต่สามารถช่วยควบคุมอาการได้ การผ่าตัดอาจช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดไปยังบางบริเวณได้ แต่หากเกิดการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อตายเป็นบริเวณกว้าง อาจจำเป็นต้องตัดมือหรือเท้าทิ้ง” คำเตือนจาก CDC ระบุ

สำนักงานระบบสุขภาพของอังกฤษ (NHS) จัดให้โรคเบอร์เกอร์อยู่ในกลุ่มโรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) และย้ำว่าโรคเบอร์เกอร์มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการสูบบุหรี่ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Vasculitis UK องค์กรการกุศลในอังกฤษที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดอักเสบระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบมีประวัติสูบบุหรี่จัด1 แต่ก็มีบ้างที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ในระดับปานกลาง หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้ยาสูบเคี้ยวหรือยาสูบรูปแบบอื่นที่บริโภคโดยไม่ใช้วิธีสูบ และเมื่อป่วยต้องเลิกใช้ยาสูบทุกชนิดทันที เพราะการใช้แม้ในปริมาณเล็กน้อยก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือแขนขาเนื่องจากการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตไว้

สมาคมโรคหัวใจแห่งญี่ปุ่น (JCS) เผยแพร่แนวปฏิบัติฉบับปี 2569 ว่าด้วยการจัดการโรคหลอดเลือดอักเสบขนาดใหญ่ (JCS 2026 Guideline on Management of Large Vessel Vasculitis) ใน J-STAGE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวมวารสารวิชาการในญี่ปุ่น กล่าวถึงประวัติการสูบบุหรี่ว่าเป็นหนึ่งในเกณฑ์วินิจฉัยโรค และย้ำว่าเมื่อป่วยแล้วต้องเลิกสูบอย่างเด็ดขาดโดยทันที เนื่องจากการลดบุหรี่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคเบอร์เกอร์ได้

“มีการศึกษาที่ทำร่วมกันในศูนย์การแพทย์หลายแห่ง พบว่าการเลิกสูบบุหรี่ช่วยลดอัตราการต้องตัดแขนหรือขาในผู้ป่วยโรคเบอร์เกอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเลิกสูบบุหรี่ยังนำไปสู่อัตราความสำเร็จของการผ่าตัดบายพาสและการรักษาด้วยการสอดสายสวนหลอดเลือด (EVT) ที่ดีขึ้น รวมถึงอัตราการฟื้นฟูหลอดเลือดที่ดีขึ้นด้วย” แนวปฏิบัติของ JCS ระบุ

ตัวอย่างอาการป่วยโรคเบอร์เกอร์ที่บริเวณนิ้วมือ ที่มา: Johns Hopkins Vasculitis Center

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัจจัยกระตุ้นโรคเบอร์เกอร์เช่นเดียวกับบุหรี่มวน

ปัจจุบันหลายคนหันมาใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นเพราะเชื่อว่าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้บ้าง หรืออันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนแบบดั้งเดิมบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะไอระเหยจากน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายและทำให้เสพติดได้ไม่ต่างจากบุหรี่มวน รวมถึงความเสี่ยงต่อโรคเบอร์เกอร์ด้วยเช่นกัน โดยในต่างประเทศเริ่มมีงานวิชาการที่รายงานเรื่องนี้

งานวิจัย ‘Progression of Buerger’s Disease in the Absence of Conventional Tobacco Exposure: A Case of Vape Associated Disease’ โดยคณะผู้วิจัยจากสถานศึกษาด้านการแพทย์และศูนย์การแพทย์หลายแห่งในสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2568 รายงานผู้ป่วยชายวัย 29 ปี เข้ารับการรักษาในเดือน ก.ค. 2566 ผู้ป่วยรายนี้มีประวัติสูบบุหรี่เฉลี่ยวันละ 1-3 มวน เป็นเวลานาน 10 ปี ก่อนจะเลิกสูบในเดือน ก.ย. 2565 แต่ในเดือน เม.ย. 2566 ได้หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างหนักในช่วง 3 เดือน โดยใช้หัวพ็อดบุหรี่ไฟฟ้าที่มีปริมาณนิโคติน 50 มิลลิกรัมทุกสัปดาห์

ผู้ป่วยรายนี้ยืนยันว่าไม่เคยมีประวัติทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ ไม่มีอาการเสียวแปลบ ๆ ภาวะขาดเลือดที่นิ้วหรืออวัยวะ หรืออาการปวดข้อใด ๆ มาก่อนตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565 สาเหตุที่มาพบแพทย์ในเดือน ก.ค. 2566 เพราะเริ่มมีอาการเสียวเย็นแปลบ ๆ และปวดที่ปลายมือทั้งสองข้าง โดยมือซ้ายเป็นหนักที่สุด แพทย์ได้แนะนำให้เลิกเด็ดขาดทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งผู้ป่วยก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

จากการติดตามผลพบว่า แม้เวลาผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์หลังเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาสูบทุกประเภท ผู้ป่วยรายนี้อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการปวด แผลหายเร็วขึ้น และความรู้สึกไวต่อความเย็นบริเวณปลายมือลดลง เมื่อติดตามผลต่อไปอีก 6 เดือนและ 1 ปี ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้กลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใด ๆ อีก ก็ไม่พบว่ามีอาการปวดหรือแผลเปื่อยเพิ่มขึ้นมา จึงสันนิษฐานว่าเหตุที่ป่วยเป็นโรคเบอร์เกอร์น่าจะเพราะสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวนนั้นยังไม่ถือว่าเข้าขั้นสูบบุหรี่จัดเมื่อเทียบกับช่วงที่หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า

“กรณีนี้เน้นให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการกระตุ้นหรือทำให้โรคเบอร์เกอร์ (Buerger’s disease) รุนแรงขึ้น แม้ว่าจะไม่มีการสัมผัสกับยาสูบแบบดั้งเดิมในปริมาณมากก็ตาม แพทย์ควรตระหนักถึงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นไปได้ และให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับความสำคัญของการเลิกนิโคตินอย่างเด็ดขาด รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคและเพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ด้านหลอดเลือด” บทความดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Athenaeum Scientific Publishers ให้ข้อสรุป

บทความ ‘Vaping and vascular health-emerging risks for Raynaud’s, chilblains & Buerger’s disease’ โดยคณะผู้เขียนจากสถาบันการแพทย์ในมหาวิทยาลัย Oxford และมหาวิทยาลัย University College London (UCL) ในอังกฤษ เผยแพร่ใน UCL Discovery ฐานข้อมูลงานวิจัยของ UCL ในปี 2569 ซึ่งอ้างถึงงานวิจัยข้างต้น ให้ความเห็นว่า เนื่องจากอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพหลอดเลือดจึงสมควรได้รับความสนใจมากขึ้นในสาขาโรคข้อ ซึ่งแม้ข้อมูลทางระบาดวิทยาในระยะยาวจะยังมีจำกัด แต่หลักฐานใหม่ในห้องแล็บที่บ่งบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำงานหรือออกฤทธิ์ในร่างกายของมนุษย์และหลักฐานทางการแพทย์ในมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีส่วนทำให้เกิดความผิดปกติของเยื่อบุหลอดเลือด การหดตัวของหลอดเลือด และภาวะที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย กระบวนการเหล่านี้มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับพยาธิสรีรวิทยาของปรากฏการณ์เรย์โนด์2 โรคผิวหนังอักเสบจากความเย็น และโรคเบอร์เกอร์ ดังนั้น การสอบถามเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการซักประวัติเกี่ยวกับหลอดเลือดและโรคข้อ และจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคตอย่างเร่งด่วนเพื่อชี้แจงบทบาทของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในโรคหลอดเลือดขนาดเล็ก

รายการอ้างอิง

  1. ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (EU) ให้นิยามพฤติกรรม ‘สูบบุหรี่จัด’ ว่าหมายถึงการสูบตั้งแต่ 20 มวนขึ้นไปต่อวัน อย่างไรก็ตาม ตามคำเตือนของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่สูบน้อยกว่านั้นจะปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคมะเร็งมากกว่า 20 ชนิด การเลิกสูบจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง ↩︎
  2. ข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ Johns Hopkins Medicine สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า ปรากฏการณ์เรย์โนด์ เป็นปัญหาที่ทำให้เลือดไหลเวียนไปที่นิ้วมือลดลง ในบางกรณี อาจทำให้เลือดไหลเวียนไปที่หู นิ้วเท้า หัวนม หัวเข่า หรือจมูกลดลงด้วย เนื่องจากการหดเกร็งของหลอดเลือดในบริเวณเหล่านั้น การหดเกร็งเกิดขึ้นจากการสัมผัสกับความเย็น ความเครียด หรือความไม่สบายใจทางอารมณ์ โดยปรากฏการณ์เรย์โนด์อาจเกิดขึ้นเองโดยลำพัง ซึ่งเรียกว่ารูปแบบปฐมภูมิ หรืออาจเกิดขึ้นร่วมกับโรคอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่ารูปแบบทุติยภูมิ ก็ได้ ซึ่งรวมถึงโรคเบอร์เกอร์ ↩︎

ภาพหินหล่นทับรถกระบะเป็นภาพที่ถูกดัดแปลงด้วย AI เพื่อหลอกล่อให้กดลิงก์เข้าเว็บขายของออนไลน์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพหินตกใส่รถยนต์ทำให้มีผู้เสียชีวิตใน จ.ลำปาง

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นภาพจากเหตุการณ์จริงที่ถูกนำมาดัดแปลงด้วย AI** 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 ก.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘แชร์ข่าว แจ้งข่าวอุบัติเหตุ’ โพสต์ภาพรถกระบะสภาพพังเสียหาย มีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่บนหลังคารถและด้านข้างประตูคนขับ โพสต์นี้มีภาพทั้งหมด 4 ภาพ หนึ่งในภาพนั้นเห็นป้ายทะเบียนรถกระบันคันที่ประสบเหตุอย่างชัดเจน และมีข้อความบรรยายว่า “เวทนา! ถนนเถิน-ลี้ หินหล่นทับ คนขับรถ…” เมื่อคลิกที่ภาพจะเข้าสู่หน้าแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์โดยอัตโนมัติ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพดังกล่าวไปค้นหาด้วย Google Lens พบภาพรถกระบะคันเดียวกันเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก ‘ดับเพลิงและกู้ภัย สมาคมกู้ภัยลำปาง’ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569  แต่รายละเอียดในภาพแตกต่างออกไป คือ ไม่มีหินก้อนใหญ่อยู่บนหลังคารถ, กระจกมีรอยร้าวน้อยกว่า, ก้อนหินที่ตกอยู่ข้างรถมีเพียงก้อนเดียว, ไม่มีหินจำนวนมากบริเวณล้อหลัง 

เพจของสมาคมกู้ภัยลำปางระบุว่าเป็นภาพรถกระบะคันที่ประสบเหตุหินหล่นใส่ทำให้คนขับเสียชีวิต เหตุเกิดช่วงเย็นวันที่ 8 ก.ย. 2569 บนถนนเถิน-ลี้ กม. 117 ต.นาโป่ง อ.เถิน จ.ลำปาง

สรุปได้ว่าภาพรถกระบะที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘แชร์ข่าว แจ้งข่าวอุบัติเหตุ’ เป็นภาพเหตุการณ์จริงแต่ถูกนำมาดัดแปลงด้วย AI ให้ดูรุนแรงเกินจริง เพื่อหลอกล่อให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กกดลิงก์เข้าสู่แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ นอกจากนี้ยังใช้ AI แก้ไขป้ายทะเบียนรถให้ผิดจากความเป็นจริงทั้งตัวเลขและจังหวัด ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสื่อมวลชน เช่น ไทยรัฐ ช่อง 8 และเพจ ‘ช่องข่าวลำปาง-Newslampang.com’ รายงานข่าวว่ารถกระบะที่ประสบเหตุป้ายทะเบียนเชียงใหม่ ไม่ใช่เพชรบูรณ์ตามภาพที่ปรากฏในโพสต์

ภาพพระภิกษุทำร้ายร่างกายกันเป็นภาพที่ดัดแปลงด้วย AI จากภาพต้นฉบับที่สื่อออนไลน์เมียนมาเผยแพร่เมื่อปี 60

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพพระภิกษุทะเลาะวิวาทกลางถนนในกรุงเทพฯ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการนำภาพพระภิกษุทะเลาะวิวาทในเมียนมาเมื่อหลายปีก่อนมาดัดแปลงด้วย AI และใส่คำบรรยายที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ  

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ตานุ้ย คุยใต้’ โพสต์ภาพพระภิกษุสองรูปกำลังทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกันอยู่บนถนน มีย่ามพระ บาตรพระและอาหารกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ พร้อมคำมบรรยายที่ทำให้เข้าใจว่าพระสงฆ์ทะเลาะกันเพราะแย่งเส้นทางบิณฑบาตกันในกรุงเทพฯ

ภาพนี้ถูกแชร์มาอย่างต่อเนื่องโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นสถานที่ใด นอกจากนั้นยังพบโพสต์ที่คล้ายกันเผยแพร่ในบัญชีเฟซบุ๊กภาษาเขมร เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2566 ใช้เครื่องมือ Google Translate แปลได้ว่า “โลกกลับตาลปัตร ที่มา: ประเทศไทย”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบภาพเดียวกันนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ภาษาเมียนมาที่นำเสนอเนื้อหาที่เป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย เช่น Popolay.com และ Myanmarload เมื่อวันที่ 17 และ 18 มี.ค. 2560 ตามลำดับ โดยทั้งสองเว็บไซต์ให้ข้อมูลตรงกันว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่พระภิกษุทะเลาะและทำร้ายร่างกายกันบริเวณจุดตัดระหว่างถนนหมายเลข 84 และ 38 ในเมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมา ซึ่งเป็นภาพที่ผู้เห็นเหตุการณ์นำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย Google Street View พบภาพถ่ายในปี 2561 ที่ยืนยันได้ว่าจุดเกิดเหตุในภาพเป็นจุดตัดถนนในเมืองมัณฑะเลย์จริง และเมื่อนำป้ายทะเบียนรถในภาพไปตรวจสอบจากเว็บไซต์ worldlicenseplates.com ซึ่งเป็นฐานข้อมูลป้ายทะเบียนรถทั่วโลก พบว่ามีลักษณะเป็นป้ายทะเบียนที่ใช้ในเมียนมา

อย่างไรก็ตามภาพที่ปรากฏในเว็บไซต์ของเมียนมามีความแตกต่างจากภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยและกัมพูชานำมาเผยแพร่โดยอ้างว่าเป็นเหตุพระสงฆ์ไทยทะเลาะวิวาท เช่น สีของจีวรพระในเว็บไซต์เมียนมาเป็นสีรักแดงแบบพระพม่า แต่ภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กไทยเผยแพร่เป็นสีเหลืองส้ม ขณะที่ป้ายทะเบียนรถและเมล็ดข้าวที่หกบนพื้นก็มีความละเอียดลดลงอย่างเห็นได้ช้ด พุ่มไม้และป้ายโฆษณาภาษาเมียนมาหายไป จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการนำภาพต้นฉบับจากสื่อออนไลน์ในเมียนมา มาดัดแปลงด้วย AI และเขียนคำบรรยายที่สร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่พระสงฆ์ไทยทำร้ายร่างกายกันกลางถนนในกรุงเทพฯ

“ธนาคารกรุงเทพออกสินเชื่อช่วยแก้หนี้นอกระบบ” เป็นข่าวลวงวนซ้ำ ธนาคารเตือนอย่าหลงเชื่อ-อย่ากดลิงก์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารกรุงเทพช่วยแก้หนี้นอกระบบ ยืม 5 หมื่น ชำระเดือนละ 1,400 บาท ไม่ต้องค้ำประกัน รับเงินเข้าบัญชีทันที

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงวนซ้ำ ธนาคารกรุงเทพเตือนอย่าหลงเชื่อ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘แจ้งข่าว สวัสดิการคนจน’ โพสต์ภาพพร้อมข้อความ “ธ.กรุงเทพ ช่วยแก้หนี้นอกระบบ ยืม 5 หมื่น ชำระเดือนละ 1,400 บ” พร้อมกับแนบลิงก์เว็บไซต์ ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปเป็นหน้าเว็บเพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการสินเชื่อที่เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2567

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ธนาคารกรุงเทพออกประกาศเตือนผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘Bangkok Bank’ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นเนื้อหาเท็จ “อย่าหลงเชื่อเว็บไซต์เผยแพร่ข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง” และแนะนำให้ผู้สนใจผลิตภัณฑ์หรือบริการของธนาคารกรุงเทพติดต่อธนาคารโดยตรงที่คอลเซ็นเตอร์โทร. 1333 เว็บไซต์ www.bangkokbank.com และสาขาธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ

ข่าวลวงนี้เคยถูกเผยแพร่มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2567 ธนาคารกรุงเทพชี้แจงผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2567 ว่าธนาคารไม่มีนโยบายหรือไม่มีการปล่อยสินเชื่อในลักษณะดังกล่าว รวมถึงไม่มีการส่งลิงก์ให้ประชาชนเพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว เนื้อหาดังกล่าวเป็นการแอบอ้างถึงธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ อย่ากดลิงก์ หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวใด ๆ เช่น เลขบัตรประชาชน, เลขบัตรเครดิต, วันเดือนปีเกิด, รหัส ATM, Password รวมถึงรหัส OTP ในการทําธุรกรรม เนื่องจากโปรแกรมไม่พึงประสงค์จะสามารถขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือ ลักลอบโอนเงินออกจากบัญชีของท่านได้