ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


วิกฤตไซเบอร์กลืนกินเด็ก! จี้คลอดกฎหมายคุมเข้ม-แนะพ่อแม่เลิกใช้มือถือเลี้ยงลูก ก่อนสมองพัง-ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม AI

ปัญหาภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ล่าสุดในเวทีเสวนาโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.41 ภายใต้หัวข้อ “ป้องกันเด็กอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโลกไซเบอร์” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมพูดคุยกับ พลินี เสริมสินสิริผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิชกรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ถึงสถานการณ์ความรุนแรงและแนวทางการรับมือกับภัยไซเบอร์ในเด็กที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน

พลินี เปิดเผยถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมว่า ปัจจุบันเด็กไม่ได้เติบโตมากับสนามเด็กเล่นในหมู่บ้านเหมือนในอดีต สนามเด็กเล่นหลายแห่งถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่สนามเด็กเล่นของเด็กยุคนี้ได้ย้ายไปอยู่ในจอภาพและโลกออนไลน์แทน สิ่งที่น่ากังวลคืออันตรายไม่ได้มาในรูปแบบของคนแปลกหน้าตรงๆ อีกต่อไป แต่มาในรูปของเพื่อนในเกม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้กระทั่งอัลกอริทึมที่คอยจัดสรรเนื้อหาจนโลกออนไลน์สามารถรู้ใจเด็กมากกว่าพ่อแม่เสียอีก การใช้เวลาบนสื่อออนไลน์ที่มากเกินไปทำให้เด็กต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งข่าวลวง ข่าวปลอม การหลอกลวง พนันออนไลน์การคุกคามทางเพศ การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) และเนื้อหาที่บั่นทอนสุขภาพจิต ซึ่งในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลง สังคมจึงต้องหันมาคำนึงว่าจะสร้างวัคซีนและภูมิคุ้มกันอย่างไรให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

ดร.ศรีดา ได้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ทั่วโลกว่ามีความรุนแรงและส่งผลกระทบชัดเจนจนหลายประเทศต้องตื่นตัวออกกฎหมายควบคุมอย่างจริงจัง เช่น การลดเวลาหน้าจอ การตรวจสอบและจำกัดอายุผู้ใช้งาน (Age Verification) เนื่องจากสมองส่วนคิดและควบคุมเหตุผลของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่ หากปล่อยให้ใช้งานโดยไม่มีวิจารณญาณย่อมตกเป็นเหยื่อได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ภาคธุรกิจนำแนวคิด Safety by Design หรือการออกแบบระบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่แรกมาใช้ ไม่ใช่ปล่อยแอปพลิเคชันหรือเกมออกมาโดยเน้นแต่กลยุทธ์การตลาดแต่ไม่มีระบบป้องกันภัย ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มบังคับใช้มาตรการเด็ดขาด เช่น ฝรั่งเศสที่งดนำมือถือไปโรงเรียนตั้งแต่ปี 2018 ออสเตรเลียที่มีการออกกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนอาจถูกถอดใบอนุญาต สวีเดนที่สั่งงดใช้มือถือในห้องเรียนและนำกระดาษกลับมาใช้แทนเพราะพบว่าเด็กคิดวิเคราะห์ลดลง รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่มีมาตรการเข้มงวดขึ้นเช่นกัน

ดร.ศรีดา ยังได้ยกตัวอย่างนิทรรศการใจกลางกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่จัดร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยแสดงหน้าจอ 50 จอเป็นภาพเด็ก 50 คนที่เคยมีความสุขกับครอบครัวแต่ต้องเสียชีวิตไปแล้วจากการฆ่าตัวตายเพราะถูกไซเบอร์บูลลี่ โดนแบล็กเมล์ทางเพศจากการถูกหลอกเอาภาพหลุดในอินสตาแกรม (Sextortion) หรือติดเกมและพนันออนไลน์ ซึ่งสะท้อนว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเข้าสู่ขั้นวิกฤตเหมือนมะเร็งระยะสุดท้ายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยด่านแรกที่สำคัญที่สุดคือ “พ่อแม่” ซึ่งเป็นผู้หยิบยื่นมือถือ ค่าเน็ต และไวไฟให้ลูก แต่กลับพบว่าพ่อแม่จำนวนมากยังใช้มือถือเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพื่อให้ลูกนิ่ง โดยขาดความรู้ว่าเด็กต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรอยู่กับหน้าจอเลย เนื่องจากเป็นช่วงที่โครงข่ายใยประสาทกำลังพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยการสัมผัสจริงในวิถีธรรมชาติและการโอบกอดจากครอบครัวการนั่งดูจอเฉยๆ ทำให้เซลล์สมองทำงานน้อยกว่าการไปทำกิจกรรมจริง เช่น การทอดไข่ หรือการปฏิสัมพันธ์กับคน

สำหรับแนวทางปฏิบัติในครอบครัว ดร.ศรีดา แนะนำว่าพ่อแม่ต้องร่วมตั้งกฎกติกากับลูกอย่างชัดเจน ทั้งการจำกัดเวลาใช้งาน เช่น วัยปฐมวัย (4-6 ขวบ) ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง และต้องใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่โยนให้เด็กเล่นเอง ส่วนเด็กโตสามารถใช้เพิ่มขึ้นได้แต่ต้องไม่มากเกินไป หากเล่นเกมติดต่อกันเกินวันละ 3 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน จะเพิ่มโอกาสเสพติดเกมถึง3.5 เท่า สังเกตอาการได้จากการโยนกระเป๋าทิ้งเพื่อวิ่งเข้าหาจอหงุดหงิดก้าวร้าวเมื่อให้เลิก การเรียนตกต่ำ ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกบรรจุเป็น “โรคติดอินเทอร์เน็ตและโรคติดเกม” ในตำราแพทย์แล้วเนื่องจากส่งผลต่อสมองในส่วนวงจรรางวัล (Reward Circuit) ทำให้เด็กเสพติดความสุขทางลัดจากการกดไลก์หรือชนะเกม จนไม่สามารถมุมานะทำงานเหมือนผู้ใหญ่ในอนาคตได้ พ่อแม่จึงต้องกำหนดเนื้อหาที่ห้ามเข้าถึง เช่น เว็บพนัน อาวุธ ยาเสพติด สื่อลามกพร้อมทั้งสอนเรื่องกฎหมาย ศีลธรรม และการไม่ไปบูลลี่คนอื่น

ในระดับนโยบาย ดร.ศรีดา ระบุว่าตนเองได้ร่วมงานกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในการเตรียมออกแนวทาง (Guideline) สำหรับเด็กเล็กเพื่อรณรงค์งดจอต่ำกว่า 2 ขวบ ขณะเดียวกันในระดับชุมชนและโรงเรียน ทั้งครูและผู้ปกครองต่างเห็นพ้องว่าอยากเห็นกฎหมายหรือนโยบายจากส่วนกลางที่ห้ามนำมือถือไปโรงเรียนอย่างเด็ดขาด แทนที่จะปล่อยให้เป็นสิทธิ์การตัดสินใจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่งเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากผลสำรวจพบว่าเด็กไทยไม่ถึง 1 ใน 3 ที่มีสมาธิจดจ่อกับการเรียนได้เกิน 20 นาทีเพราะจิตใจพะวงอยู่กับยอดไลก์และเสียงแจ้งเตือนตลอดเวลา

นอกจากนี้ ดร.ศรีดา ยังได้เตือนถึงภัยรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ทวีความน่ากลัวขึ้น โดยในมูลนิธิฯ มีฮอตไลน์รับสายร้องเรียนพบเคสวิดีโอคอลปลอมที่ใช้ AI เลียนแบบหน้าและเสียงของญาติมาขู่หรือชวนลงทุน ซึ่งปัจจุบัน AI พัฒนาจนเนียนมาก ไม่สามารถจับผิดด้วยการให้เอามือเสยผมหรือทัดหูได้อีกต่อไป รวมถึงมีการใช้ AI สร้างภาพลามกอนาจารเด็ก (AI-generated Child Sexual Abuse Material) การใช้แอปพลิเคชัน Deepfake ถอดเสื้อผ้าภายในคลิกเดียว (Undress app) หรือการสร้างแชตบอต AI เป็นเพื่อนคุยกับเด็กจนเด็กซึมเศร้าและหลงเชื่อคำแนะนำที่ผิดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งในต่างประเทศมีการฟ้องร้องชนะคดีและสั่งปรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปแล้ว

ดร.ศรีดา เสนอแนะว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการผลักดันนโยบายเสริมสร้างความรู้เท่าทัน (Digital and AI Literacy) บรรจุในหลักสูตรโรงเรียน สอนเรื่องการเคารพสิทธิ์และการขอความยินยอม (Consent) ด้านกฎหมายต้องมีการควบคุมแพลตฟอร์มเอกชนอย่างจริงจัง เช่น บังคับให้ใส่ลายน้ำถาวรในภาพ AI เพื่อป้องกันการบิดเบือน มีฐานข้อมูลคัดกรองภาพโป๊เด็ก รวมถึงการออกมาตรการเชิงเลือก เช่น “ซิมเด็ก” หรือ eSIM ที่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะเว็บไซต์สีขาวที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และบล็อกคำค้นหาที่เป็นอันตราย พร้อมกันนี้ต้องปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันภัยยุคใหม่ เช่นกฎหมายเอาผิดพฤติกรรมการล่อลวงออนไลน์ (Grooming) ตั้งแต่ขั้นตอนการแชตหว่านล้อมโดยไม่ต้องรอให้เกิดการกระทำอนาจารขึ้นจริง ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพของสายด่วนและการแจ้งความคดีออนไลน์ให้มีมาตรฐานและครอบคลุมกลุ่มคนพิการ เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือการมองเห็น ให้สามารถเข้าถึงระบบได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการปกป้องเด็กจากโลกไซเบอร์นี้จะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือประสาทความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครอบครัวโรงเรียน รัฐบาล ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับโลก

ย้อนมอง ‘พฤษภา 35’ จุดกำเนิด รธน.40 นักวิชาการชี้สังคมไทยยังขาด ‘ฉันทามติ’ ร่วม

17 พ.ค. 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีการจัดเสวนา “เดินหน้าประชาธิปไตย การเมืองไทยไม่ไร้ความหวัง?” เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภา 2535 หรือ “พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ก่อนนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนเหตุการณ์พฤษภา 2535 การเมืองไทยยังอยู่ในยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” แม้มีรัฐสภา แต่เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง กระทั่งแรงเรียกร้องหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 นำไปสู่รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและ สว. ต้องมาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปลี่ยนหลักการสำคัญหลายประการกลับไปสู่ยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งการเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. และให้ สว. ไม่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงการเปิดบทบาทให้ทหารเข้ามามีส่วนในการเมืองผ่านกลไกต่างๆ

สิริพรรณระบุว่า แม้การทำประชามติรอบแรกเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผู้เห็นชอบกว่า 21 ล้านเสียง หรือร้อยละ 65 แต่คำถามสำคัญคือ สังคมไทยยังมีพลังร่วมแบบเดียวกับช่วงก่อนเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือไม่ พร้อมชี้ว่า สิ่งที่สังคมไทยขาดในปัจจุบันคือ “ฉันทามติร่วม” ต่อทิศทางประเทศ

ด้าน สมภพ รัตนวลี ผู้ดำเนินรายการ “ติ่งข่าว” ช่องเวิร์คพอยท์ 23  และอดีตผู้ร่วมชุมนุมพฤษภา 2535 กล่าวว่าจุดเริ่มต้นของพลังประชาชนคือการรวมตัวของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน หรือคนในชุมชนเมือง หากสามารถเชื่อมโยงปัญหาร่วมกันได้ ก็อาจผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เช่นเดียวกับยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้หลังรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา จะมีการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น แต่ระบบการเมืองยังมีความเปราะบาง ทั้งเรื่องการตรวจสอบและการไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ขณะที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 2540 จะไม่ได้ผ่านประชามติ แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีรัฐประหารปี 2549 ประเทศไทยอาจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรายมาตราแทนการร่างฉบับใหม่

ปริญญาเสนอว่า หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นแบบ แล้วปรับแก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหา พร้อมย้ำว่า ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 สังคมไทยยังไม่แตกแยกรุนแรงเหมือนปัจจุบัน จึงอยากเห็นการสร้าง “ฉันทามติร่วม” ภายใต้กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ

ทั้งนี้ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 อีก 3 วันต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก (หรือฉบับชั่วคราว) ซึ่งในคำปรารภระบุว่า ‘โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินเพื่อบ้านเมืองจะเจริญขึ้น และโดยที่ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยมาตราต่อไปนี้ มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ประชาธิปก ป.ร. ประกาศ ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2475’ เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับการเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือฝ่ายหัวก้าวหน้า (Progressive) เพราะประชาชนได้เป็นเจ้าของประเทศไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว 

‘เราทั้งหลายได้กลายเป็นเจ้าของประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 2475 ดังนั้นการทะเลาะกัน เห็นต่างก็ทะเลาะในขอบเขตของความเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน กติกาซึ่งไม่ใช่ของประชาชน ก็กลับไปหากติกาที่เป็นของประชาชน เกิดความขัดแย้งอย่างไรก็อยู่ภายใต้กติกาของเราเอง นั่นคือระบอบประชาธิปไตย’ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว     

ด้าน ยุทธนา บุญอ้อม หรือ “ป๋าเต็ด” อดีตนักจัดรายการวิทยุ เล่าย้อนบรรยากาศสื่อในยุคพฤษภา 2535 ว่า ขณะนั้นสถานีวิทยุหลายแห่งยังอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพ ทำให้มีความพยายามควบคุมการนำเสนอข่าวสารและปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ผ่านสื่อหลัก ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็น “ดาบสองคม” แม้ช่วยกระจายข้อมูลได้รวดเร็ว แต่ก็ทำให้เกิดความแตกแยกและข่าวลวงจำนวนมาก จนส่งผลต่อการสร้างฉันทามติในสังคม มองว่าพลังของสื่อกระแสหลักสำคัญมาก ดังนั้นควรทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและโต้ตอบข่าวปลอมอย่างรวดเร็ว

หน้าที่ของสื่อคือสะท้อนความจริง และช่วยสร้างฉันทามติในสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการทางออกร่วมกัน” ยุทธนากล่าว

ภาพประกอบโพสต์เฟซบุ๊กเรื่องคดียึดอาวุธสงครามที่บ้านพักชายชาวจีนใน จ.ชลบุรี เป็นภาพที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพปืนและอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้ที่บ้านพักของชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพที่สร้างจาก AI** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15-17 พ.ค. 2569 เพจและบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดอาวุธปืนที่เข้าข่ายเป็นอาวุธสงครามจำนวนมาก พร้อมข้อความบรรยายที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ตำรวจตรวจยึดอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดที่บ้านพักของซุน หมิงเฉิน ชายชาวจีน ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ช่วงกลางดึกของวันที่ 8 พ.ค. 

คำบรรยายประกอบภาพที่บัญชีผู้ใช้และเพจเฟซบุ๊กเหลานี้เผยแพร่ เป็นข้อความเดียวกันทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่า “ตอนแรกบอกเป็นแค่คนรักการสะสมอาวุธ สืบไปสืบมากลายเป็นตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ แถมได้สัญชาติไทย มาครองแบบเอ็กซ์คลูซีฟ” (ลิงก์บันทึก 1,2)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพอาวุธปืนจำนวนมากที่นำมาประกอบโพสต์เป็นภาพที่สร้างด้วย AI สังเกตได้จากสัญลักษณ์ของ Gemini ที่มุมขวาล่าง และเมื่อตรวจสอบด้วย Google Reverse Image Search ได้ผลลัพธ์ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI ของ Google 

โคแฟคยังได้ส่งภาพและข้อความให้ สภ.นาจอมเทียน ตรวจสอบ ได้รับคำยืนยันว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่ภาพการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาชาวจีนเมื่อวันที่ 8 พ.ค. อีกทั้งสถานที่ จำนวน และชนิดของอาวุธในภาพก็ไม่ตรงกับรายการของกลางที่ตำรวจเปิดเผย และไม่ตรงกับภาพเหตุการณ์จริงที่สื่อมวลชนเผยแพร่

การตรวจค้นบ้านพักของชายชาวจีนรายนี้เกิดขึ้นหลังจากรถยนต์ที่เขาขับมาประสบอุบัติเหตุ ตำรวจพบอาวุธปืนสั้นยี่ห้อกล็อก 1 กระบอก กระสุนขนาด 9 มม. และซองกระสุนปืน M16 อยู่ภายในรถ จึงขยายผลนำไปสู่การตรวจค้นและยึดอาวุธ เครื่องกระสุนและอุปกรณ์ทางยุทธวิธีได้อีกหลายรายการที่บ้านพัก 

สื่อมวลชน อาทิ ไทยรัฐ ข่าวสด รายงานว่าของกลางที่ยึดได้จากบ้านพักของผู้ต้องหา ได้แก่ 1) ปืนเล็กยาว M16 จำนวน 2 กระบอก 2) ซองกระสุนปืน M16 จำนวน 9 อัน 3) กระสุนปืน 5.56 มม. 763 นัด 4) ดินระเบิด C4 จำนวน 1 กล่อง 5) ดินระเบิด C4 จำนวน 2 แท่ง 6) กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 รัสเซีย 4 ลูก 7) ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ BA/WA จำนวน 4 ลูกระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ K75 เกาหลี 1 ลูก 9) ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ M6/01 พม่า 1 ลูก 10) เชื้อปะทุไฟฟ้า 7 ดอก 11) เรือนชนวนกับดักระเบิด PONZ2 จำนวน 3 เรือน 12) เซฟตีพิน PONMZ2 จำนวน 2 ชิ้น 13) ชุดรีโมทภาครับ-ส่ง 2 อัน 14) เสื้อเกราะกันกระสุน 3 ตัว 15) หน้ากากกันแก๊สพิษ 2 อัน 16) ไส้กรองหน้ากากกันแก๊สพิษ 6 อัน 17) น้ำเบนซินถังละ 20 ลิตร 4 ถัง

จากตำนานโทะบีข่า ถึง แนวปฏิบัติเรื่องไฟ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ

ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน คือ ฤดูการเตรียมไร่เพาะปลูก ของระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ตั้งแต่การตัด ฟัน เผา เป็นระบบเกษตรโบราณที่สืบเนื่องมาหลายร้อยปี แต่เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ภาคเหนือเกิดวิกฤติปัญหาหมอกควัน ตั้งแต่ PM 10 จนกระทั่งมาถึง PM 2.5 ฝุ่นทีมีอนุภาคเล็กลง แต่ทรงพลังทำลายล้างปอด 

สถานการณ์นี้ถูกผูกติดเข้ากับการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นไฟที่มีคนจุด(เจ้าของไร่) และไฟกองใหญ่และแรง เนื่องจากเผาในช่วงบ่ายโมง แต่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็มอดดับ ในขณะที่ ปัญหาของไฟป่าหมอกควันเป็นเรื่องซับซ้อน มีทั้งไฟที่มองไม่เห็น เช่น ไฟในอุตสาหกรรม ไฟข้ามแดน ไฟจากพืชเชิงเดี่ยว เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้โดยคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรหนึ่ง หากแต่ต้องบูรณาการความร่วมมือไปพร้อมกับทิศทางการพัฒนาของรัฐอย่างจริงใจ เพื่อทำความเข้าใจและลดกำแพงอคติไฟป่าของชุมชนที่ทำไร่หมุนเวียน และชี้ให้เห็นถึงพลังทางวัฒนธรรมในการจัดการไฟ ผู้เขียนจึงนำเสนอบทความเรื่องตำนานโทะบีข่า ถึง แนวปฏิบัติเรื่องไฟ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ 

#โทะบีข่ากับความเชื่อเรื่องไฟ

วิถีปฎิบัติของมนุษย์เป็นผลมาจากการยึดโยงความเชื่อหรืออุดมการณ์ เช่นเดียวกับการความเชื่อปกาเกอะญอเรื่อง “ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของ มนุษย์เป็นเพียงผู้อาศัย ไม่นานก็ต้องจากไป” ความเชื่อดังกล่าวก่อเกิดความสัมพันธ์ 3 ระดับ คือ 1.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน 2.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 3.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ  เรื่องราวของ “โทะบีข่า” นกพญาไฟ หรือนกขวัญข้าว คือสัตว์ปีกที่ผูกกับความเชื่อเรื่องระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียนโดยเฉพาะ “ไฟ”

#ตำนาน

มีเรื่องเล่าว่า “โทะบีข่า” คือหญิงชราที่ไม่มีครอบครัว (พ่อ แม่) โดยหญิงชราคนนี้ได้ไปช่วยเด็กกำพร้า ทำไร่หมุนเวียน ด้วยพลังวิเศษของโถ่บิข่าที่ทำให้ข้าวไร่ของเด็กกำพร้างอกงาม และได้ผลผลิตที่ดี จนทำให้ชีวิตของเด็กกำพร้าดีขึ้น เมื่อช่วยเด็กกำพร้าทำไร่เสร็จแล้ว โถ่บิข่าก็บินจากไป ทุกฤดูกาลทำไร่หมุนเวียน ชาวกะเหรี่ยงมักจะเห็นโถ่บิข่าลงมาจากสวรรค์มาอยู่กับชาวบ้าน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อย เปรียบเสมือนว่าโถ่บิข่าได้ช่วยชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน เช่นเดียวกับที่โถ่บิข่าเคยช่วยเหลือเด็กกำพร้า

ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD) ให้สัมภาษณ์ถึงความเชื่อเรื่อง “โทะบีข่า” ว่า เป็นจิตวิญญาณของเทพข้าว เทพจากฟ้ามาดูแลกระบวนการทำไร่หมุนเวียน และดูแลผู้คนที่ทำไร่หมุนเวียนด้วย โทะบีข่าจะลงมาตั้งแต่หลังจากที่เผาไร่เสร็จ (ตอไม้ดำ)

ดร.ประเสริฐเล่าว่า การทำพิธีแต่ละขั้นตอนก็จะเอ่ยชื่อ“โทะบีข่า”และในช่วงปลายปี จะมีพิธีเกาะท่อโทะ หรือพิธีเชิญนกขึ้นสู่ฟ้า  คือการปล่อยให้เขาไปพักไปอยู่ พอถึงฤดูใหม่ก็จะเวียนลงมาใหม่ หลักคิดคือ การทำไร่หมุนเวียนจะมีผลผลิตที่มากมาย เพียงพอสำหรับหญิงม่ายและกำพร้า และแขกที่จะมาเยี่ยมเยียน รวมไปถึงสรรพพรรณสรรพสัตว์ต่างๆ ในการแบ่งปันสิ่งเหล่านี้

“โทะบีข่า” จึงได้รับการสถาปนาจากกลุ่มวัฒนธรรมกะเหรี่ยงว่าเป็น “เทพแห่งไฟ” เพราะ“โทะบีข่า” จะเป็นเทพที่คอยกำหนดแนวทางการใช้ไฟผ่านการทำพิธีกรรม และเป็นเทพที่บ่งบอกถึงผลผลิต การทำไร่ปีนั้นๆ หากมีนกพญาไฟบินวนหลังการเผาไร่ แสดงว่าปีนั้นผลผลิตจะดี มีมากพอที่จะแบ่งปัน ไปถึงแม่ม่าย เด็กกำพร้า และคนยากจน

#แนวปฏิบัติการใช้ไฟ

แนวปฏิบัติเรื่องแนวกันไฟ พัฒนามาจากพิธีเลี้ยงผีไฟก่อนการเผาไร่ เพื่อบอกกล่าวกับสรรพสิ่งที่อยู่ ในไร่หมุนเวียนให้ออกจากไร่ก่อนจะทำการเผาไร่ ก่อนการเผาไร่ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟสองชั้น แนวที่หนึ่ง แนวดิน ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟรอบไร่หมุนเวียนแปลงที่จะเผา ความกว้าง 3-5 เมตร เพื่อควบคุมไฟไม่ให้ลามไปพื้นที่อื่น แนวที่สอง แนวกันไฟต้นไม้ ชาวบ้านจะเผื่อต้นไม้รอบๆไร่ เป็นแนวกันชนไฟ กรณีที่ไฟแรงและลมพัดขึ้นสูง ไฟก็จะไปติดกับแนวต้นไม้ที่ออกแบบไม้ ไม่ให้ลามไกลเกินขอบเขต แนวกันไฟสองระดับ ทั้งบนดิน และต้นไม้ คือกรอบป้องกันไม่ให้ไฟลาม และอยู่ในการควบคุม 100% ภายหลังแนวคิดนี้ถูกนำไปปรับใช้ในการทำแนวกันไฟของหมู่บ้าน

#สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่อิงกับธรรมชาติ 100% หากธรรมชาติเปลี่ยนฤดูกาลย่อมส่งผลต่อ การผลิตไม่มากก็น้อย ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่ใช้น้ำจากฝน และใช้ปุ๋ยจากการเผา หากฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาล ผลผลิตจะน้อยและอาจส่งผลต่ออาหารของคนพื้นที่สูง หากไร้ไฟ ในการผลิต ปุ๋ยจะน้อยหรือไม่มี ทำให้มีวัชพืช และอาจต้องพึ่งยาฆ่าย่า และท้ายสุดอาจนำไปสู่ หนทางการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวิตในระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน 

ดังนั้น ตราบใดที่ไร่หมุนเวียนยังคงใช้ไฟ ความมั่นคงทางอาหารจะยั่งคงอยู่พร้อมกับความหลากหลาย ทางชีวภาพ ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ข้อ 15 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งเน้น “ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน

นกพญาไฟ กับไร่หมุนเวียน เป็นสองสิ่งที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง กับความสมดุลของระบบนิเวศ 3 ประการคือ

1. นกพญาไฟ (Minivet) เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ การพบเห็นนกพญาไฟ ในพื้นที่ป่ารอบๆ ไร่หมุนเวียน คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ เพราะในไร่เหล่านี้หรือไร่พักฟื้นจะกลายเป็นแหล่ง อาหาร และบ้านของสัตว์ป่านานาพรรณ

2. ไร่หมุนเวียน ไม่ใช่การทำลายป่า แต่คือระบบการผลิตบนแนวคิดใช้พื้นที่ระยะสั้น ปล่อยพักฟื้น ระยะยาว โดยอาศัยกลไกธรรมชาติเป็นเงื่อนไขการฟื้นสภาพพื้นที่ไร่หมุนเวียน อย่างน้อย  5-10 ปี 

3. ไฟ เป็นตัวแปรความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ไฟคือการสร้างแร่ธาตุในดิน ในการเพาะปลูก ข้าวไร่ และพืชพรรณกว่า 100 ชนิด โดยการผลิตแบบอินทรีย์เป็นมิตรและถูกสุขภาวะกับทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า และเมื่อถูกปล่อยพักฟื้นเป็นเวลานาน ไร่เหล่านั้น จะกลายเป็นแหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยของนกและ สัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงนกพญาไฟ 

จากความเชื่อเรื่อง“โทะบีข่า” นกพญาไฟแห่งไร่หมุนเวียนกับการใช้ไฟในวัฒนธรรมกะเหรี่ยงผู้ทำไร่หมุนเวียน อาจตอบคำถามว่าทำไมคนทำไร่หมุนเวียนจึงต้องใช้ไฟ และการใช้ไฟอย่างเข้าใจจะสร้างคุณูประการต่อสรรพชีวิตให้ยั่งยืนได้อย่างไร “ไฟจำเป็น” จะต้องมีเจ้าของหรือผู้ควบคุม ซึ่งต้องรู้จักนิเวศของไฟจึงจะสร้างประโยชน์ แต่ “ไฟไม่จำเป็น” และไม่มีเจ้าของ แบบนี้อันตรายเพราะมักเกิดขึ้นในพื้นที่ป่า สร้างความเดือดร้อน และอาจเรียกว่า “ไฟการเมือง”ที่หาตัวจับยาก อย่างไรก็ตามรายงานนี้ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่มุ่งสะท้อนให้เห็น ปัญหาเชิงโครงสร้างของการใช้ไฟ และพลังร่วมในการจัดการไฟป่าหมอกควันบนฐานนิเวศวัฒนธรรม 

มื่อเรามองความแตกต่างทางวัฒนธรรมคือพลังในการแก้ไขปัญหา เราอาจจะได้พลังร่วมในการแก้ไข ปัญหาไฟป่าหมอกควันที่ต้นตอได้อย่างแท้จริง 


อ้างอิง

1.มาลี สิทธิเกรียงไกร. ภูมิปัญญาการจัดการไฟและความมั่นคงทางอาหารในชุมชนชาติพันธุ์. เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2569.

2. กฤษฎา บุญชัย. “ไร่หมุนเวียน สิทธิทางวัฒนธรรมเพื่อความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคม.” มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 25 กุมภาพันธ์ 2564. 

3. “วิจัยล้างบาป ‘ไร่หมุนเวียน’ ไม่ใช่ตัวการก่อมลพิษ.” The Active, 7 มิถุนายน 2567. เข้าถึงจาก https://www.facebook.com/watch/?v=387713433665465

สัมภาษณ์

ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD)

“จาก ‘จำเลยฝุ่นควัน’ สู่ ‘ผู้โอบอุ้มป่าใหญ่’: ความจริงอีกด้านที่บ้านเฮาะ”

ฤดูไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธุ์ยาวไปถึงสิ้นเดือนเมษายน คือช่วงเวลายากลำบากที่ชาวเชียงใหม่และ ภาคเหนือต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ และเมื่อใดก็ตามที่เกิดไฟบนภูเขา อารมณ์และความรู้สึกที่ต้องทนฝุ่น ทำให้ผู้คนมักชี้และตัดสินว่า คนดอยคือต้นเหตุของปัญหามลพิษทางอากาศ  

แต่บางครั้งการด่วนสรุปด้วยความรู้สึกหรือข้อมูลด้านเดียวอาจทำให้เราเสียโอกาสที่จะร่วมแก้ปัญหาหมอกควันไปด้วยกัน ดังนั้นบทความนี้จึงจะพาผู้อ่านทุกคนเดินทางไปยังอยู่บ้านหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม เพื่อสำรวจวิถีชีวิต แนวคิดการจัดการทรัพยากร รวมถึงฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างรับฟัง 

#การเดินทางจากเชียงใหม่สู่บ้านเฮาะ

ไกลออกไปจากเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปทางทิศตะวันตก 162 กิโลเมตร ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง บนถนนคดเคี้ยว จนมาถึงปลายทางคือบ้านเฮาะ ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อินจัน ศักดิ์โชถิติกุล ผู้ใหญ่บ้านชาวลั๊วะ พร้อมชาวบ้านและ อบต. มารอต้อนรับพวกเราในฐานะนักท่องเที่ยวทดลองของชุมชน และนี่คือประวัติศาสตร์ใหม่ของชุมชนคือ การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยใช้วัฒนธรรมของชุมชนซึ่งประกอบไปด้วยลั๊วะ และปกาเกอะญอ และผลลัพธ์ของการจัดการทรัพยากรธรรมคือ ป่าชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ ท่องเที่ยวเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ของคนพื้นที่สูง พร้อมกับการสร้างเศรษฐกิจจากชุมชน 

#ปฐมบท ภูมิศาสตร์การตั้งชุมชนบ้านเฮาะ

ผู้ใหญ่บ้านอินจัน นำผู้เขียนมายังจุดที่ตั้งของหมู่บ้าน บ้านเฮาะตั้งอยู่บนเนินเขาล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไร่หมุนเวียนเก่าถูกปล่อยให้เป็นป่ามาเป็นเวลากว่า 30 ปี ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายและกำลังคนของชุมชน 

ณ จุดที่เรายืนอยู่คือไร่ข้าวโพดที่เพิ่งถูกเผา เกษตรทุนนิยมรูปแบบใหม่ที่สะท้อนการปรับตัวของคนพื้นที่สูง และการปรับตัวภายใต้เงื่อนไขที่โครงสร้างกฏหมายไม่เป็นธรรม ชาวบ้านหลายคนจึงตกอยู่ในวังวนของมายาคติ อย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามจุดที่ยืนอยู่เหนือหมู่บ้านเรายังเห็นผืนป่าใหญ่ด้านหลังซึ่งเป็นป่าโบราณที่ชุมชนยังคง รักษาไว้  และเป็นป่าจิตวิญญาณที่อยู่คู่ชุมชนมายาวนานเป็นร้อยปี

#ประวัติศาสตร์ชุมชนของลูกหลานขุนหลวงวิลังคะ

ในมุมของประวัติศาสตร์ ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาติพันธุ์ลั๊วะ และปกาเกอะญอ สองกลุ่มชาติพันธุ์อยู่อาศัยร่วมกัน หมู่บ้านเก่าแก่นี้อายุราว 700 ปี มีความสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์กับ “ระมิงค์นคร” โดยมีขุนหลวงวิลังคะ กษัตริย์ชาวลั๊วะผู้ครองนครหรือแถบเชียงใหม่ปัจจุบัน หลังยุคขุนหลวงวิลังคะ อำนาจของชาวลั๊วะค่อย ๆ ถูกแทนที่โดยรัฐแบบมอญจากหริภุญชัย เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การรับพุทธศาสนาแบบหริภุญชัย การขยายอำนาจของรัฐเมือง การกลืนกลายทางวัฒนธรรม ทำให้ชาวลั๊วะถอยร่นขึ้นพื้นที่ภูเขา

และที่นี่บริเวณเนินเขาคือที่ตั้งของชุมชนลั๊วะ ต่อมามีกลุ่มปกาเกอะญอเข้ามาอาศัยร่วม ความเชื่อของชุมชนบางส่วนยังคงนับถือบรรพบุรุษ และมีพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

#ป่าจิตวิญญาณ 

หลังจากรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ชุมชน เรานั่งรถมาสู่จุดที่สอง ซึ่งที่นี่คือผืนป่าใหญ่บนสันเขา ผู้ใหญ่อินจันทร์เรียกว่า “ป่าดึกดำบรรพ์” โดยอธิบายว่าเป็นพื้นที่ป่าโบราณ เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า มีต้นไม้นานาพรรณ และยังเป็นป่าความเชื่อของชุมชน เมื่อเดินทางเข้าสู่พื้นที่ป่า อากาศเริ่มเปลี่ยนจากร้อนสู่เย็น ร่างกายผ่อนคลาย มีเสียงจักจั่นร้องก้องกังวาน และเสียงนั้นค่อย ๆ จางไปเมื่อเดินขึ้นที่สูง 

ที่นี่เป็นป่าอยู่บนสันเขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร เช่น พืช ผัก สมุนไพร แต่มีข้อห้ามคือ ห้ามตัดไม้ในพื้นที่ป่าจิตวิญญาณแห่งนี้ ซึ่งต่อมามีการปรับเปลี่ยนชื่อให้สอดล้องกับการสำรวจพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านเรียกป่าแห่งนี้ว่า “ป่าชุมชน” และป่าผืนนี้เต็มไปด้วยความเชื่อ เรื่องเล่า ตำนานมากมาย สมกับชื่อชนเผ่าลั๊วะ กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชื่อมากที่สุดในประเทศไทย

#ตำนานผีขาด้วนกินคน 

เมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่ง มีร่องรอยขุดเป็นร่องที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ผู้ใหญ่อธิบายว่า นี่คือร่องรอยของบรรพบุรุษที่ขุดไว้ด้วยความเชื่อว่า เมื่อชาวลั๊วะตั้งหมู่บ้านจะต้องขุดร่องไว้ เพื่อกันผีปีศาจที่จะมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน เป็นความเชื่อโบราณเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีขาข้างเดียวที่กินคนเป็นอาหาร ชาวลั๊วะเรียกผีขาข้างเดียว จึงขุดร่องนี้ตามดอยแล้วใช้กาบไม้ไผ่มาวางในร่องเพื่อดักผี เมื่อผีขาข้างเดียวเดินผ่านมา จะลื่นล้ม จากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันแทงให้ตาย แต่ปัจจุบันไม่ได้ขุดแล้วเพราะไม่มีผีขาข้างเดียว

#ไผ่ต้องห้ามกับทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 

ผ่านมาอีกราว 100 เมตร บริเวณนี้เป็นป่าพุ่ม มีต้นไผ่แซมบางส่วน มีเรื่องเล่าว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารญี่ปุ่นที่เดินผ่านทางนี้เข้าไปตัดไม้ไผ่เพื่อมาทำเป็นไม้หาบของ แล้วก็เดินต่อแต่ปรากฏว่าแม้จะเดินไปไกลแค่ไหน ทหารญี่ปุ่นก็พบว่าเดินทางมาถึงจุดเดิม หลายวันหลายคืนจึงตัดสินใจทิ้งไม้หาบ จากนั้นก็เดินทางต่อไปได้ปกติ

#นกจิกตา

ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังอีกเรื่องว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีชายชื่อ “ปัน” มายิงนกที่มีลักษณะหางยาวบริเวณนี้ หลังจากยิง นกตัวนั้นก็ร่อนตัวมาจิกตา ทำให้เจ็บตาไปหลายวัน ไม่กล้ามายิงนกและไม่กล้ามาตัดไม้บริเวณนี้อีก เรื่องนี้ถูกเล่าต่อในชุมชนและกลายเป็นแนวทางปฏิบัติในการเข้าป่า คือ ห้ามยิงนก

#แนวกันไฟ

ผ่านมาเกือบ 1 กิโลเมตร บริเวณนี้คือแนวกันไฟขนาดกว้าง ความยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ป้องกันไฟป่า โดยเป็นกิจกรรมประจำปีของชุมชนที่จะช่วยกันทำแนวกันไฟ เพื่อปกป้องผืนป่าชุมชนแห่งนี้ไว้ ผู้ใหญ่อินจัน เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า นี่คือพลังของชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจปกป้องผืนป่านี้ไว้ ช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดไฟป่า และยังมีกฎระเบียบชุมชนรวมถึงกฎจารีตที่เป็นกลไกหนุนแรงใจให้เราช่วยกันรักษาป่า 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีครหาทางสังคมว่าคนที่อยู่บนดอยคือคนทำให้เกิดไฟป่า แต่คำอธิบายของผู้ใหญ่อาจช่วย คลี่คลายความสงสัยได้ไม่มากก็น้อย และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ประจักษ์คือ ผืนป่าโบราณแห่งนี้คือพยานของชุมชนว่า พวกเขารักและดูแลผืนป่าด้วยจิตวิญญาณ

#พื้นที่ประกอบพิธีกรรม

บริเวณลานกว้างมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ 5 คนโอบ คือพื้นที่ทางพิธีกรรมที่ใช้สำหรับการขอเจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแล สรรพชีวิตของคนในชุมชนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่บวชป่าที่รวมทั้ง 3 ความเชื่อ คือ ความเชื่อดั้งเดิม พุทธ และคริสต์ ร่วมกัน แม้ต่างศาสนาแต่ผืนป่าแห่งนี้คือหัวใจสำคัญของชุมชนทุกคน

ตลอดระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรในป่าโบราณของชุมชนบ้านเฮาะ นอกจากความเย็นที่ชโลมร่างกายในช่วงปลาย ฤดูร้อนของต้นเดือนพฤษภาคมเช่นนี้ เรายังพบนานาพืชพันธุ์ ได้ยินเสียงสัตว์ป่า เช่น นก กระรอก และเต็มไปด้วยเรื่องราวตำนานความเชื่อของชาวลั๊วะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์การมองโลกว่าสรรพสิ่งมีเทพเจ้า เป็นเจ้าของ การอยู่ การใช้ ต้องรักษาผ่านพิธีกรรมความเชื่อ นอกจากนี้ในเชิงนิเวศวิทยา ตำนานและความเชื่อเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่า เช่น ชะนี

#ไร่หมุนเวียนลั๊วะ

ออกจากเส้นทางป่าโบราณ เรานั่งรถต่อมายังพื้นที่การเกษตรของชุมชน พื้นที่ตรงหน้ามีทั้งไร่หมุนเวียน พืชเชิงเดี่ยว และสวนผสมผสานกระจายปะปนกัน ภาพเหล่านี้สะท้อนการดิ้นรนปรับตัวของชาวบ้านในยุคที่ระบบเกษตรดั้งเดิม กำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น เมื่อรอบหมุนเวียนของไร่สั้นลง ดินไม่มีเวลาฟื้นตัว ผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจึงต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมากขึ้น ขณะเดียวกัน พืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดยังถูกมองว่าเป็น “ความหวัง” ทางเศรษฐกิจ แม้ในความจริงหลายครัวเรือนกลับต้องเผชิญหนี้สินจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือภาพของระบบเกษตรภายใต้แรงกดดันของทุนนิยมในพื้นที่ห่างไกลที่ชาวบ้านแทบไม่มีทางเลือกมากนัก 

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ยังมีสวนขนาดเล็กบางแห่งที่กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากไร่หมุนเวียนไปสู่

พืชทางเลือก แต่อนาคตก็ยังไม่แน่นอนเพราะแม้จะปลูกได้ ผลผลิตจะขายได้หรือไม่ ราคาจะคุ้มต้นทุนหรือเปล่า ล้วนขึ้นอยู่กับตลาดที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไร่หมุนเวียน พืชเชิงเดี่ยว หรือสวนทางเลือก ทั้งหมดต่างเป็นพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัย “ไฟ” ในการจัดการพื้นที่ และเมื่อไฟคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การใช้ไฟจึงต้องมาพร้อมกับกฎเกณฑ์ ความรับผิดชอบ และพิธีกรรม ก่อนการเผาไร่หมุนเวียนหนึ่งวัน ชาวลั๊วะจะประกอบพิธี “โนก ไก ปา” แปลว่าพิธีเลี้ยงผีไฟ โดยแต่ละตระกูลจะทำพิธีแยกกัน กิ่งไม้ 5 ต้นพร้อมเครื่องบูชาถูกปักไว้หน้าไร่ พิธีนี้จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ก่อนเริ่มเผาไร่ผ ทั้ง 5 ตระกูลจะทำพิธีพร้อมกัน มีการใช้ไก่ หมู หรือวัวเป็นเครื่องเซ่นไหว้ และอาหารจากพิธีก็จะถูกนำมาแบ่งปันเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงาน

ความเชื่อของชาวบ้านคือเมื่อบูชาผีไฟแล้ว ไฟจะอยู่ในความควบคุม ไม่ลุกลามไปยังพื้นที่อื่น แต่ในอีกความหมาย พิธีกรรมนี้ได้ทำหน้าที่รวมผู้คนทั้งหมู่บ้านเข้าด้วยกัน เพราะเมื่อถึงเวลาจุดไฟ ทุกคนจะออกมาช่วยกันดูแลแนวกันไฟ และควบคุมเปลวเพลิงร่วมกัน จนการเผาไร่เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมง 

ไฟในไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการเกษตร หากยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ความเชื่อ และความร่วมมือของคนในชุมชนที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และไฟที่มีเจ้าของและมีผู้รับผิดชอบ จึงไม่สร้างหายนะหรือความสุญเสียต่อระบบนิเวศแต่อย่างใด

#วัฒนธรรมอาหารและผ้าทอ

ในช่วงบ่ายมีกิจกรรม Workshop ที่เตรียมไว้สำหรับทริปนี้คือ 1. ออปปิโตะ หรือข้าวปุกงา เริ่มตั้งแต่นำข้าวเหนียวมาตำรวมกับงาให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปทานกับแกงไข่ น้ำตาล หรือน้ำอ้อยแห้งตามความชอบ โดยข้าวปุกงามีเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชาวลั๊วะคือใช้สำหรับงานมงคล เช่น งานบุญ งานแต่ง และการต้อนรับผู้มาเยือน เพราะมีความหมายถึงความรักใคร่สามัคคี ดังข้าวเหนียวที่กลมเกลียวกัน และ 2. ผ้าทอมือของชาวลั๊วะ มีการปักลูกเดือย เย็บผ้า และการสาธิตการทอผ้าโดยกลุ่มแม่บ้าน ผู้เขียนสังเกตเห็นลวดลายหนึ่ง สอบถามได้ความว่าเป็นลายของฐานที่ใช้สำหรับวางภาชนะพิธีกรรม ลายนี้มีความสวยงามและมงคล จึงนำมาเป็นลายบนเสื้อผ้าของชาวลั๊วะ

#พลบค่ำกับอาหารท้องถิ่น

ในช่วงค่ำ ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านได้เตรียมอาหารของชนเผ่าลั๊วะต้อนรับ ซึ่งประกอบด้วย 1. เต้าแบ๊วด (หรือทางแม่ฮ่องสอนเรียกว่า สะเบือก) ลักษณะเป็นยำหมูสมุนไพรสูตรดั้งเดิมของลั๊วะ 2. ผัดผักแตงกวาใส่ไข่ 3. ต้มส้มไก่ 4. น้ำซุปต้มหมู 5. พริกมะเขือตำ และข้าวที่ปลูกเอง ก่อนจะชิมอาหาร หนึ่งในวัฒนธรรมของคนปลูกข้าวคือต้องดื่มเหล้าต้มก่อนเพื่อเปิดต่อมรับรส และนี่คือเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมจากยอดข้าวของชุมชนนี้ จากนั้นก็เริ่มมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อย ผู้เขียนขอบคุณแม่ครัวด้วยการเติมข้าวไป 3 จาน อาจเป็นเพราะใช้พลังงานในการเดินป่ามาทั้งวัน การได้กินอาหารชนเผ่ารสชาติอร่อยเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม

การเดินทางมาในฐานะนักท่องเที่ยวทดลอง ในชื่อโครงการทริปท่องเที่ยวเชิงนิเวศ Hiking Homestay จัดขึ้นโดยชุมชนบ้านเฮาะและบ้านปางหินฝน สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า โครงการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนตำบลปางหินฝน โครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือ การส่งเสริมให้ชุมชนมีประสบการณ์การ จัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน วัฒนธรรมลั๊วะและปกาเกอะญอ ในการอยู่อาศัย  ดูแลป่า และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นการเปิดพื้นที่เรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างสวัสดิการชุมชนเพื่อนำรายได้มาจัดการดูแลไฟป่าหมอกควัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวบ้านคือแนวหน้าสู้ไฟ และหลายครั้งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ก่อไฟทำลายป่า การดิ้นรนปรับตัวจากไร่หมุนเวียนสู่พืชเชิงเดี่ยวภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมภาคบังคับมีเหตุและความจำเป็นที่ต้องทำ แม้จะตระหนักถึงผลกระทบด้านชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่อยู่ในฐานะผู้ไร้อำนาจกำหนดนโยบาย และกลายเป็น ปลายเหตุของปัญหาไฟป่าหมอกควัน

ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวมีลักษณะซับซ้อนเกินกว่าที่จะชี้ว่าใครเป็นต้นเหตุ หากแต่ต้องทำความเข้าใจระบบโครงสร้างของ กฎหมายและความเข้าใจทางสังคมต่อวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อมองหาจุดร่วมในการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน อย่างแท้จริง แม้ในอดีตที่ผ่านมาได้สร้างบทเรียนมากมายแก่ชุมชน

ผู้ใหญ่บ้านอินจันเล่าถึงอคติที่ส่งผลต่อการดำรงวิถีว่า อคติเรื่องไร่หมุนเวียนที่บางคนเชื่อว่าทำลายป่า ทั้งที่เป็นระบบเกษตรพื้นที่สูงที่รักษาระบบนิเวศ ประกอบกับกฎหมายนโนบายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต จึงทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยน ชาวบ้านบางส่วนต้องเข้าสู่เกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่จัดการเรื่องที่ดิน มีเงื่อนไขว่าต้องทำกินทุกปี แต่ไร่หมุนเวียนมันต้องปล่อยพักฟื้น ดังนั้นที่นี่จึงมีทั้งคนที่ยังทำไร่หมุนเวียน และไร่ข้าวโพด และสิ่งหนึ่งที่ยังต้องใช้คือไฟ ทั้งในไร่หมุนเวียนและไร่ข้าวโพด สำหรับไร่หมุนเวียนเมื่อมีนโยบายห้ามเผา ภูมิปัญญาในการจัดการไฟตามวิถี ที่ดูลม ดูความร้อน ที่ค่อยๆหายไปพร้อมกับการห้ามเผา ไร่หมุนเวียนจึงต้องปรับตัว บางส่วนต้องใช้ยาจำกัดวัชพืช ขณะที่ข้าวโพด ก็ต้องใช้ไฟ หากไม่ปลูกข้าวโพด ก็ไม่รู้จะปลูกอะไร ไม่มีรายได้ ชาวบ้านอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำและปรับตัว ประกอบกับอคติที่เข้าใจว่าพวกเขาเป็นสาเหตุของไฟป่า การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาจึงน้อยลง ลูกหลานก็เข้าสู่เมือง หาอาชีพใหม่ ไม่มีใครสานต่อวิถีวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ชุมชนริเริ่มขึ้นในครั้งนี้เป็นอีกก้าวที่จะสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ให้ชุมชน โดยเฉพาะอาชีพทางเลือกนอกจากพืชเชิงเดี่ยว และอาจเป็นโอกาสในการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ กลับบ้านมาร่วมพัฒนาชุมชน โดยใช้วัฒนธรรมและป่าชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว

ภาพข่าวชัยวัฒน์-ชัชชาติ “ชนหมัด” ถูกนำมาบิดเบือนใส่ร้ายว่าที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม.

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ชัยวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เดินเข้าไปหาเรื่อง “ชัชชาติ” หวังทำร้ายร่างกาย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 พ.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว​ TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาชน ยืนอยู่กับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม. โดยชัยวัฒน์กำมือหลวม ๆ ขณะที่ชัชชาติทำท่าคล้ายโบกมือ มีข้อความบรรยายว่าผู้สมัครจากพรรคส้มเดินเข้ามาหาเรื่องชัชชาติหวังทำร้ายร่างกาย และเรียกร้องให้คนกรุงเทพฯ ไม่เลือกชัยวัฒน์ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพชุด 3 ภาพที่ถ่ายโดยช่างภาพข่าวไทยรัฐออนไลน์และเผยแพร่ในบัญชีโซเชียลมีเดียของไทยรัฐ เช่น X และอินสตาแกรม เมื่อวันที่ 14 พ.ค. คำบรรยายภาพระบุว่า “ชนหมัด🤜🏻🤛🏻 2 ตัวเต็งผู้ว่าฯ กทม. หลังเจอกันครั้งแรก”

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชนหมัดกับ ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ ในนามพรรคประชาชน หลังได้พบเจอกันครั้งแรกพร้อมกับชนหมัดกัน โดยทั้งคู่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมแอโรบิกมักม่วนหน้าฮ้าน ณ ลานแอโรบิกสวนจตุจักร” ไทยรัฐรายงาน

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากภาพการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวกิจกรรมแอโรบิก “หน้าฮ้านกลางเมือง” ทางช่องยูทูบ @thairathnews วันที่ 14 พ.ค. พบว่าภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ประมาณ 2 นาทีที่ชัยวัฒน์เดินเข้ามาทักทายชัชชาติในงาน ทั้งสองจับมือทักทายกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นผู้สื่อข่าวไทยรัฐได้ขอให้ทั้งสอง “ชนหมัด” กันให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ 

ธนัท ชยพัทธฤทธี ช่างภาพไทยรัฐออนไลน์ผู้ถ่ายภาพนี้ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าเป็นจังหวะที่ชัยวัฒน์เอามือลงหลังจากชนหมัดกับชัชชาติ ก่อนที่ทั้งสองจะจับมือร่ำลากัน

ธนัทให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชัยวัฒน์และชัชชาติพบกันในบรรยากาศที่เป็นมิตร มีการชักชวนกันถ่ายรูปและไม่มีช่วงใดที่ชัยวัฒน์เดินเข้าไปหาเรื่องหวังทำร้ายร่างกาย ตามที่มีผู้นำภาพไปบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด  

“ครม. เพิ่มวันหยุดกรณีพิเศษ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 69” เป็นข้อมูลเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลประกาศให้วันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติมกรณีพิเศษ

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 พ.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายโพสต์ข้อความว่า “ครม. ไฟเขียวเพิ่มวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 2 วัน เพื่อให้มีวันหยุดยาว 5 วันติดกัน” คือ 

-วันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างวันหยุดชดเชยวันวิสาขบูชา (1 มิ.ย.) และวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระบรมราชินี (3 มิ.ย.) ซึ่งเมื่อรวมกับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 30-31 พ.ค. จะทำให้มีวันหยุดยาวรวม 5 วัน

-วันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (28 ก.ค.) และวันอาสาฬหบูชา (29 ก.ค.) และวันเข้าพรรษา (30 ก.ค.) ซึ่งเมื่อรวมกับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 1-2 ส.ค. จะทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องรวม 6 วัน (ลิงก์บันทึก 1,2)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 14 พ.ค. 2569 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ปัจจุบันยังไม่มีการหารือหรือประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติม พร้อมทั้งเผยแพร่ภาพอินโฟกราฟิกแสดงวันหยุดประจำปี 2569 ซึ่งไม่มีวันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 

ℹ️ข้อสังเกตโคแฟค: ข้อมูลเท็จชิ้นนี้อาจมีที่มาจากข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนหลายสำนักที่รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวาระพิจารณาเรื่องการประกาศให้วันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติม แต่เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นว่าหากประกาศเพิ่มอาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการและการจ้างงาน ที่ประชุม ครม. จึงให้ถอนเรื่องนี้ออกไป (ลิงก์ข่าว ประชาชาติ, ไทยรัฐ, ไทยพีบีเอส)

โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องสวัสดิการ สส.- สว. สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อดีต สส. และ สว. ได้บำนาญตลอดชีวิต-เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ประสบการณ์ของพี่ทอมเองครับ” โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสวัสดิการของผู้ที่เคยเป็น สส. และ สว. ว่ามีสิทธิเบิกค่าเล่าเรียนบุตรที่ศึกษาในโรงเรียนนานาชาติและได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต โดยระบุว่าอ้างอิงข้อมูลจากการอภิปรายของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569

ข้อความบางส่วนในโพสต์ระบุว่า “สส. หรือ สว. บางคนดำรงตำแหน่งแบบสั้นกุดแค่ 1 ปี แต่กลับได้รับสิทธิเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต” และ “ในขณะที่ชาวบ้านต้องวิ่งเข้าโรงรับจำนำ ดิ้นรนหาเงินจ่ายค่าเทอมลูกช่วงเปิดภาคเรียน แต่ลูกของอดีตท่านทรงเกียรติ กลับสามารถเบิกค่าเล่าเรียนระดับโรงเรียนนานาชาติได้ตั้งแต่ชั้นประถมยาวยัน ม.ปลาย” (ลิงก์บันทึก)  

ณ วันที่ 14 พ.ค. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 5,500 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาหรืออดีต สส.-สว. มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือด้านต่าง ๆ จาก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งที่มาของเงินกองทุนหลัก ๆ มาจากทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้, เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือนโดยหักจากเงินประจำตำแหน่ง สส. และ สว.

กองทุนนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาในด้านต่าง ๆ เช่น เงินทุนเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล และการศึกษาของบุตร โดยการขอรับเงินช่วยเหลือจะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 และ “ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือระเบียบฉบับที่ 6 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569

🔹ค่าเล่าเรียนบุตร

ในส่วนของการขอรับเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ระบุไว้ในหมวด 9 เรื่อง “การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร” ว่าผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าเล่าเรียนของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงบุตรคนที่ 1 และ 2 ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น

โดยเงินช่วยเหลือจะแตกต่างกันตามประเภทสถานศึกษา (สถานศึกษาของทางราชการ, สถานศึกษาเอกชน) ระดับชั้น (ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า, อนุปริญญา, ไม่เกินมัธยมปลาย) อัตรา (เต็มจำนวนที่จ่ายไปจริง, ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายไปจริง) เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ให้คำจำกัดความ “สถานศึกษาของเอกชน” ว่าหมายถึง 1) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ 2) โรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาในระบบโรงเรียน และให้รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ

ทั้งนี้ บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในระดับไม่สูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจะได้รับเงินค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนที่จ่ายไปจริง ส่วนบุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจะได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งของจํานวนที่จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

สำหรับอัตราค่าเล่าเรียนของสถานศึกษาเอกชนที่กระทรวงการคลังกำหนดนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าอ้างอิงตามหนังสือกรมบัญชีกลางลงวันที่ 28 มิ.ย. 2559 ดังนี้ 

  • สถานศึกษาเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุน: ค่าเล่าเรียนชั้นอนุบาลไม่เกิน 13,600 บาทต่อปีการศึกษา, ประถมศึกษา ไม่เกิน 13,200 บาท, มัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกิน 15,800 บาท, มัธยมศึกษาตอนปลายไม่เกิน 16,200 บาทต่อปีการศึกษา 
  • สถานศึกษาเอกชนที่รับเงินอุดหนุน: ชั้นอนุบาล ไม่เกิน 4,800 บาทต่อปีการศึกษา, ประถมศึกษา ไม่เกิน 4,200 บาท, มัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกิน 3,300 บาท, มัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่เกิน 3,200 บาทต่อปีการศึกษา 

ขณะที่อัตราค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติ สื่อมวลชน เช่น อมรินทร์ทีวี และการเงินการธนาคาร รายงานว่าอยู่ระหว่าง 200,000-900,000 บาทต่อปี บางแห่งสูงกว่า 1 ล้านบาทต่อปี (ข้อมูลปี 2567-2568) 

การที่โพสต์ดังกล่าวระบุว่าอดีต สส.-สว. เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน กล่าวคือแม้จะเบิกค่าเล่าเรียนสำหรับบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติได้จริง แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ และต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด

🔹เงินทุนเลี้ยงชีพ

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ระบุว่าผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน จำนวนเงินและระยะเวลาที่ได้รับคำนวณจากระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ทั้งนี้เงินที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบนี้เรียกว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “บำนาญ”

ปี 2558 มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ฉบับที่ 2 โดยกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนขึ้นคือตั้งแต่ 9,000-35,600 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และเพิ่มข้อความว่า “ให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ”

ข้อความที่ระบุว่าอดีต สส.-สว. ได้รับบำนาญตลอดชีพจึงเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

หลายภาคส่วนเรียกร้องกำกับ ‘อัลกอริทึม-เอไอ’ ชี้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)   คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดเวทีเนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2026 ภายใต้หัวข้อ “AI & Media Freedom เมื่อความจริงต้องทำงานแข่งกับอัลกอริทึม” ที่คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อระดมความเห็นต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัลกอริทึมต่อระบบข้อมูลข่าวสาร เสรีภาพสื่อ และสังคมประชาธิปไตย

รศ.ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ คณบดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงานว่า ปัจจุบัน AI สามารถสร้างภาพและวิดีโอปลอมได้สมจริงมากขึ้น จนผู้รับสารจำนวนมากแยกไม่ออกว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ ส่งผลให้สื่อมวลชนต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากในการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างสำนักข่าว BBC ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาตรวจสอบคลิปวิดีโอต่างๆ ว่าเป็นคลิปจริงในเหตุการณ์ที่อ้างถึงนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงสงคราม  พร้อมชี้ว่า “ธรรมาภิบาล AI” เป็นประเด็นสำคัญที่หลายประเทศเริ่มกำกับอย่างจริงจัง

ด้านทักษ์ดนัย เกตุแก้ว ผู้แทนมูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) ระบุว่า การมาของ AI และเทคโนโลยี Deepfake ทำให้สังคมเผชิญ “สงครามข้อมูล” รุนแรงขึ้น ขณะที่ดัชนีเสรีภาพสื่อไทยลดลงมาอยู่อันดับ 92 ซึ่งค่อนข้างน่ากังวล ในสถานการณ์แบบนี้สังคมไทยจะยิ่งหาความจริงยากขึ้น  โดยเฉพาะสังคมที่มีแต่มายาคติและมีข้อมูลเท็จมากขึ้น  ยิ่งสะท้อนความเปราะบางของระบบข้อมูลข่าวสารในประเทศ

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพการทำงานของอัลกอริทึม (Algorithm) ของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่ 1.การจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งมาจากการจดจำและประมวลผลพฤติกรรมของผู้ใช้งาน 2.การจัดประเภท โดยจัดตามอัตลักษณ์ผู้ใช้งาน เช่น อายุ ชาติพันธุ์ ศาสนา ฯลฯ ซึ่งอาจนำไปสู่อคติได้  3.การเชื่อมโยง ซึ่งจะพบเห็นจากการป้อนคำถามให้ AI แล้ว AI จะตอบกลับมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ลักษณะนี้ คือการที่อัลกอริทึมเชื่อมโยงเนื้อหา และ 4.การคัดกรองเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาบางส่วนถูกทำให้ชัดเจนขึ้นขณะที่บางส่วนถูกนำออกไป 

การทำงานทั้ง 4 ด้านนี้ส่งผลต่อข้อมูลข่าวสารที่เราพบเห็นเมื่อใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และมีข้อเสนอแนะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.มีการแจ้งเตือนอย่างชัดเจน เช่น มีลายน้ำบอกว่าสิ่งนี้สร้างโดย AI 2.จัดทำแนวปฏิบัติทางธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ – ส่วนเสีย จะทำอย่างไรให้การใช้อัลกอริทึมและ AI มีความโปร่งใส และ 3.สถาปนาสิทธิในความโปร่งใสของอัลกอริทึม ผู้บริโภคมีสิทธิ์รับรู้ว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร 

“หนึ่งในวิธีการจัดการให้เกิดผลจริงๆ ก็คือการตั้งกลไกที่เรียกว่าคณะทำงานจับตาตรวจสอบความโปร่งใสของอัลกอริทึม (Algorithm Watch) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากคือจะต้องเป็นทีมงานที่เป็นมนุษย์ที่มีความเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ พร้อมกับผลกระทบของผู้บริโภคหรือผลกระทบต่อสังคม ที่สำคัญคือจะต้องเป็นหน่วยงาน Algorithmic Transparency Standard หรือมาตรฐานการใช้อัลกอริทึมอย่างโปร่งใส”ดร.วศิน กล่าว

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าปัจจุบันคนทำงานสื่อกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ตั้งแต่ 1.การถูกคุกคามทั้งทางกายภาพอย่างการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือใช้กฎหมายความมั่นคง หรือส่งคนแวะเวียนไปหาถึงที่ทำงาน หรือทางออนไลน์อย่างการปั่นกระแสให้คนมาโจมตีด่าทอ (ทัวร์ลง) ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ถูกกระทำ รวมถึงการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่ยุคนี้ใครๆ ก็ทำได้ง่ายจากการผลิตเนื้อหาด้วย AI จนทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจไปว่าสิ่งนั้นเป็นความคิดเห็นสาธารณะ 2.ความจริงวิ่งช้ากว่าคำโกหก..และอัลกอริทึมมักให้รางวัลกับเนื้อหาเร้าอารมณ์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงใช้เวลานาน ต้องทุ่มเทสรรพกำลังมาก ในขณะที่การทำ IO หรือสร้างเนื้อหาด้วย AI ใช้ต้นทุนถูกกว่า 3.คนเลือกอยู่เงียบๆ เซ็นเซอร์ตัวเองดีกว่าเห็นต่างจากกระแสแล้วเสี่ยงทัวร์ลง ซึ่งอาจเป็น ‘ทัวร์ทิพย์’ ที่เป็น IO ก็ได้ 4.วิกฤติทางการเงิน แม้แต่สื่อใหญ่ๆ ระดับชั้นนำยังต้องรัดเข็มขัด และ 5.ความเหลื่อมล้ำในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่สื่อพยายามนำเสนอข้อเท็จจริง แต่ยังมีประชาชนอีกมากที่ยังขาดทักษะรู้เท่าทันและแยกแยะข้อมูลได้ 

ยังมีปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) แม้จะรู้ว่าเรื่องที่รับมาอาจไม่จริงแต่อยากเชื่อเพราะสอดคล้องกับความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งมีความท้าทายอย่างมาก สุดท้ายมีข้อเสนอแนะที่ออกมาในหลายภาคส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแพลตฟอร์มที่เราเรียกร้องให้ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งนี้ผู้รับสารต้องมีส่วนร่วมในการอุดช่องว่างนี้ด้วยเช่นกันผศ.ดร.เจษฎา กล่าว

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค กล่าวว่า แม้จะมีการตรวจสอบข่าวปลอมอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลตรวจสอบกลับเข้าถึงผู้คนได้จำกัด เพราะอัลกอริทึมมักผลักดันเนื้อหาที่สร้างความกลัว ความโกรธ หรือความเกลียดชังมากกว่า จึงมีข้อเสนอ 1.ต้องมีกลไก Algorithm Watch มีภาคีเครือข่ายช่วยจับตาและประเมินระบบแนะนำเนื้อหาว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร2.แพลตฟอร์มต้องเปิดช่องทางให้มีเจ้าหน้าที่ประสานรับเรื่องจากองค์กรที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Checking) รวมถึงผู้เสียหายจากข่าวลวงหรือเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง เพื่อระงับเนื้อหานั้นได้อย่างทันท่วงทีไม่ให้แพร่กระจายเป็นวงกว้าง เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีการรายงานตามปกติของระบบ แต่มักได้รับการตอบกลับว่าไม่ขัดกับมาตรฐานของแพลตฟอร์ม 

3.ควรมีโครงสร้างการกำกับดูแลผ่าน Oversight Board ประกอบด้วยผู้แทนหลายภาคส่วนทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากล เกิดการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยแต่ต้องไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกโดยมิชอบ เพื่อให้การตัดสินใจของแพลตฟอร์มมีความชอบธรรมและโปร่งใส 4.เสนอให้มีเจ้าภาพร่วมในระดับสากลเพื่อให้มีข้อกำหนดว่าผู้ที่ใช้ AI ผลิตเนื้อหาต้องแจ้งให้สาธารณชนทราบ 5. ต้องมีมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ และให้มีความเข้มข้นขึ้น ในกรณีที่พบเพจหรือบัญชีที่จงใจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อบุคคล การบูลลี่  การละเมิดความเป็นส่วนตัว  หรือเผยแพร่เนื้อหาที่ทำร้ายจิตใจ แพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกับเพจที่มีพฤติกรรมละเมิดหรือกระทำผิดซ้ำซาก

อรรวี แตงมีแสง Content Creator เพจ “Natty loves Myanmar” สะท้อนว่า ผู้ผลิตเนื้อหายุคปัจจุบันต้องทำหน้าที่ทั้งนักข่าว นักตรวจสอบข้อเท็จจริง และรับมือกับการโจมตีบนโลกออนไลน์ ขณะเดียวกันยังพบข้อจำกัดด้านภาษาในระบบของแพลตฟอร์ม ซึ่งส่งผลให้บางเนื้อหาด้านสิทธิมนุษยชนถูกลดการมองเห็นหรือถูกลบ

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย แสดงความกังวลต่อการใช้ AI ของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากข้อมูลอันตราย การเสพติดแพลตฟอร์ม และการถูกชักจูงผ่านอัลกอริทึม พร้อมเสนอแนวคิด “Child-Centered AI Governance” ที่ให้ความปลอดภัยของเด็กเป็นศูนย์กลางของนโยบาย AI

เด็กมีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกชักจูง (Manipulate) ไม่ถูกแสวงประโยชน์ (Exploit) โดยอัลกอริทึม ไม่ทำให้เสพติด ไม่ทำร้ายด้วยข้อมูลที่เป็นพิษ ฉะนั้นสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีของเด็กต้อเงป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครอง นั่นคือความปลอดภัยต้องมาก่อน จึงเสนอว่าต้องเป็นธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Center AI Governance) นโยบายทุกอันที่เกี่ยวกับ AI ควรต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินก่อนว่าปลอดภัยดร.ศรีดา กล่าว 

ขณะที่ มลฤดี โพธิ์อินทร์ จากสภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้แก้กฎหมายเพื่อให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องมีนิติบุคคลในประเทศไทย และต้องร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ศักดา เสมอภพ รองเลขาธิการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สะท้อนปัญหาการสูญเสียอำนาจของสื่อในการเลือกประเด็นนำเสนอข่าวในยุคแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ที่สื่อต้องมุ่งเน้นจำนวนการเข้าถึง  

“หลังจากนี้เราจะต้องปรับตัว แล้วทางสมาคมนักข่าวฯ ต้องเดินสายพูดคุยและหาแนวร่วม ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาการ และองค์กรแนวร่วมต่างๆ เพื่อกำหนดให้เรามีแรงต่อรองกับแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น” ศักดากล่าว

ด้านเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ยื่นข้อเสนอแนะถึงรัฐและภาคส่วนต่างๆ ดังนี้ 1.รัฐต้องหยุดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบเก่า และมุ่งเน้นเตรียมรับมือภัยคุกคามแบบใหม่ที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมในแผนก่อเหตุ 2.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  ควรมีบทบาทคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน 3.ต้องมีคณะกรรมาธิการข่าวกรองในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายความมั่นคงให้เกิดความโปร่งใส 4.จัดตั้งกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารต่างๆ ปัจจุบันยังขาดกลไกป้องกันและจัดการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ซึ่งปราศจากการครอบงำของรัฐและทุน 5.การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเรียนรู้และพัฒนาจิตสำนึก มากกว่าส่งเสริมข่าวความรุนแรง ซึ่งควรมีในระบบการศึกษา 6.ควรมีการสร้างแพลตฟอร์มของไทย เพราะปัจจุบันแม้แต่แพลตฟอร์มบริการสาธารณะก็ยังเป็นของต่างชาติ เม็ดเงินจำนวนมากถูกโอนออกไปต่างประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มข่าวสารสาธารณะที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐและทุน   7.รัฐควรสนับสนุนและเพิ่มงบประมาณของภาครัฐต่อการจัดการข้อมูลข่าวสารโดยภาคประชาชน เช่น ThaiPBS และ 8.สร้างความร่วมมือของสถาบันและศูนย์กฎหมายและนโยบายของคณะนิติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับขบวนการประชาสังคมทุกภาคส่วนให้สามารถตั้งรับในยุคโลกาภิวัตน์ใหม่

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดการประชุมว่า สถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจาก AI สงครามข้อมูล และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ พร้อมชวนทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน “สิทธิพลเมืองดิจิทัล” เพื่อสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ เสรีภาพ และความเป็นธรรม

“วงการสื่อต้องรวมกันเพื่อต่อรองกับแพลตฟอร์ม หากในอนาคตไม่มีโทรทัศน์ดิจิทัลหรือฟรีทีวีอีกต่อไป เพราะ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากถึงวันใบอนุญาตฉบับปัจจุบันหมดอายุแล้วจะดำเนินการอย่างไร ทุกคนอาจต้องรับชมรายการต่างๆ ผ่านระบบสตรีมมิง ผู้ได้ผลประโยชน์มีเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อที่รับชมทางออนไลน์เท่านั้น”   สุภิญญากล่าว

‘น้ำ’ปัจจัยสำคัญหล่อเลี้ยงชีวิต..แต่ดื่มผิดวิธีก็มีความเสี่ยง

Byบัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 มีผู้ส่งคลิปวิดีโอเข้ามาสอบถามในระบบของโคแฟค เป็นคลิปแอนิเมชั่นที่สร้างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งพาดหัวว่า ‘น้ำเปล่า = ยาพิษ?’ เนื้อหาระบุผลเสียของการดื่มน้ำผิดวิธี กล่าวคือ ‘ซดน้ำอึกใหญ่ก่อนนอน’ ส่งผลให้ตื่นมาปัสสาวะกลางดึก ซึ่งหากทำบ่อยๆ จะส่งผลเสียต่อความดันโลหิต เพราะระบบกรองน้ำส่วนเกินของไตไปเก็บที่กระเพาะปัสสาวะเพื่อเตรียมระบายออกทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อตื่นนอนจึงมีสภาพหน้าตาบวมเพราะโซเดียมเสียสมดุล หรือหากอาการหนักกว่านั้น เมื่อปริมาณน้ำในร่างกายมีมากเกินไปจนเกลือแร่เจือจาง จะเกิดอาการปวดหัว มึนงง หรือถึงขั้นเซลล์สมองบวมและเสียชีวิตได้ 

อีกทั้งการถูกปลุกให้ตื่นมาปัสสาวะกลางดึกยังลดทอนคุณภาพการนอน หรือการหลับลึก (Deep Sleep) อันเป็นกลไกขจัดสารพิษและฟื้นฟูร่างกาย  ผู้โพสต์คลิปยังทำคลิปเนื้อหาเดียวกันแบบสั้นเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และแบบยาวเผยแพร่ผ่านยูทูบ โดยคลิปยาวจะมีเนื้อหาเพิ่มเติมคือแนะนำวิธีการดื่มน้ำ ไล่ตั้งแต่ 1 – 2 แก้วหลังตื่นนอนตอนเช้าเพื่อปลุกระบบเผาผลาญและทำความสะอาดไตที่เป็นระบบกรองน้ำ จากนั้นสามารถจิบน้ำได้ทั้งวันโดยเพื่อรักษาความชุ่มชื่นโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ หรือเวลาประมาณ 20.00 น. ให้ลดปริมาณการดื่มน้ำจากซดอึกใหญ่เหลือเพียงการจิบน้ำเพียงให้หายคอแห้ง เพื่อให้ไตและสมองได้มีเวลาพักผ่อน 

– เข้าใจการทำงานของไต : รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในบทความ เจาะลึกกับโรคไต ไขทุกความจริงของสุขภาพไต เผยแพร่ทางเว็บไซต์ Rama Channel ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงการทำงานของไต ดังนี้ 

1.กรองของเสียและน้ำส่วนเกิน ไตทำหน้าที่กรองของเสียและสารพิษจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะ ช่วยรักษาความสะอาดของเลือดและป้องกันการสะสมของสารพิษในร่างกาย​ 2.ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ไตช่วยรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย​

3.ควบคุมความดันโลหิต ไตมีบทบาทในการควบคุมความดันโลหิตโดยการปล่อยฮอร์โมนเรนิน (renin) ซึ่งช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม​ และ 4.สร้างฮอร์โมนที่สำคัญไตผลิตฮอร์โมนเอริโทรโพอิติน (erythropoietin) ซึ่งกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก และยังมีบทบาทในการเปลี่ยนวิตามินดีให้เป็นรูปแบบที่ร่างกายสามารถใช้งานได้ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและเสริมสร้างกระดูก

ขณะที่ พฤติกรรมเสี่ยงทำให้เกิดโรคไตประกอบด้วย 1.โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตที่สูงสามารถทำลายหลอดเลือดในไต ทำให้ไตเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ 2.พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เครื่องปรุงรส อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารกึ่งสำเร็จรูป แม้จะไม่รู้สึกเค็ม แต่ก็มีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตได้

3.การใช้ยาบางชนิด การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างต่อเนื่อง หรือการใช้ยาสมุนไพรที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพ อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไต

4.พันธุกรรมและโรคทางพันธุกรรม โรคถุงน้ำในไต เป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก และเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคไตเรื้อรัง5.การติดเชื้อและการอักเสบ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือการอักเสบของหลอดเลือดฝอยในไต เช่น โรคไตอักเสบจากโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ สามารถทำให้ไตเสียหายและนำไปสู่โรคไตเรื้อรังได้ และ 6.พฤติกรรมการใช้ชีวิต การดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย ความเครียดสะสม และการทำงานหนักโดยไม่พักผ่อนเพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ภาพที่ 1 : การตรวจภาพสมองหลังจากการอดนอนหนึ่งคืนเผยให้เห็นการสะสมของเบตา-อะไมลอยด์ (สีแดง) ในฮิปโปแคมปัสและบริเวณใกล้เคียง
ที่มา : Sleep deprivation increases Alzheimer’s protein , NIH


– การนอน
หลับให้เพียงพอและมีคุณภาพสำคัญอย่างไร? : ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุว่า การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะในร่างกายได้หยุดพักเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บันทึกความจำ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลของฮอร์โมนการนอนหลับอย่างเพียงพอและมีคุณภาพจึงมีประโยชน์ เช่น สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง สดชื่นแจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย และลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บ 

ขณะที่ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า การนอนหลับไม่เพียงพอจะก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด ความจำ  รวมไปถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ และอาจสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานด้วย ส่วนการหลับลึกนั้น ภาวะการหลับลึกที่ดีต่อสุขภาพจะอยู่ที่ร้อยละ 13 – 23 หรือประมาณ 55 – 97 นาที ต่อคืนต่อการนอน 7 – 9 ชั่วโมง

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น ‘The Neuroprotective Aspects of Sleep’ เผยแพร่ในเว็บไซต์หอสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา(National Library of Medicine) ตั้งแต่เมื่อปี 2558 กล่าวถึง ระบบไกลม์ฟาติก (Glymphatic System)’ ซึ่งเป็นระบบกำจัดของเสียในสมอง โดยระบบนี้จะทำงานได้ดีในขณะนอนหลับ มีหน้าที่กำจัดสารเบตา-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) ซึ่งสารนี้หากสะสมในปริมาณมากๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ 

ในปี 2561 สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) รายงานข้อค้นพบของนักวิจัย 2 ท่าน คือ โนรา ดี. วอลโคว์ (Nora D. Volkow) และ ยีน-แจ็ค หวัง (Gene-Jack Wang) ที่ทำการสแกนสมองของกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 20 – 72 ปี ซึ่งมีสุขภาพดี แล้วพบว่า การนอนหลับไม่เพียงพอ 1 คืน (ใช้เวลายาวนาน 31 ชั่วโมงโดยไม่นอน) ปริมาณสารเบตา-อะไมลอยด์ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 อีกทั้งการพบสารดังกล่าวยังอยู่ในบริเวณสมองส่วนทาลามัสและฮิปโปแคมปัส (Thalamus and Hippocampus) ซึ่งเป็นบริเวณที่เสี่ยงต่อความเสียหายเป็นพิเศษในระยะเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งปริมาณสารเบตา-อะไมลอยด์ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลทำให้อารมณ์ของกลุ่มตัวอย่างแย่ลงหลังอดนอนด้วย

ในปี 2565 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา (Yale School of Medicine) เผยแพร่บทความ ‘Sleep’s Crucial Role in Preserving Memory’ ระบุข้อค้นพบของ เฮเลน เบนเวนิสต์ (Helene Benveniste) แพทย์และศาสตราจารย์ด้านวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.เยล ว่า การนอนหลับอาจช่วยให้สมองมีเวลาและสภาวะที่เหมาะสมในการกำจัดของเสียจากกระบวนการเผาผลาญ ซึ่งการสะสมของสารเผาผลาญบางชนิดในสมอง โดยเฉพาะเบตา-อะไมลอยด์ และโปรตีนเทา (Tau protein) ที่ผิดปกติ ดูเหมือนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางด้านการรับรู้ เช่น โรคอัลไซเมอร์

ที่ผ่านมาบรรดานักวิจัยเคยคิดว่าจุดประสงค์หลักของการนอนหลับคือการพักผ่อนและประมวลผลความทรงจำ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าเรากำลังเข้าใจจุดประสงค์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการนอนหลับอาจเป็นการให้เวลาสมองได้ทำความสะอาดตัวเองเบนเวนิสต์ กล่าว 

– ตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนเกิดจากอะไรได้บ้าง? : รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในบทความ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจเผยแพร่ทางเว็บไซต์ Rama Channel ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า การตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆเป็นได้ทั้งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคเบาหวานและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง , โรคไตเรื้อรังและความเสื่อมของไต , โรคต่อมลูกหมากโต , ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน , โรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว , ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

แต่นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วย เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้ไตทำงานหนักและผลิตปัสสาวะมากขึ้น , การใช้ยาบางชนิด อาทิ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มขับปัสสาวะ ยารักษาโรคซึมเศร้า หรือวิตามินบางชนิด , การตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มดลูกที่ขยายตัวจะไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ , ความเครียดและวิตกกังวล แม้ระดับน้ำในร่างกายยังไม่เกิน แต่ภาวะทางจิตใจสามารถกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย , พฤติกรรมการดื่มน้ำ ที่ดื่มในปริมาณมากช่วง 2 – 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน 

การตื่นมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้เรื้อรังจะส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาหลักคือการรบกวนวงจรการนอนหลับ ทำให้ร่างกายไม่ได้เข้าสู่ระยะหลับลึกเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ผลกระทบที่ตามมาครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สมอง และอารมณ์ รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว 

– ดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต : มีคำเตือนเรื่องนี้อยู่จริง โดยข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า หากดื่มน้ำมากเกินไปคือ วันละ 6-7 ลิตร ส่งผลให้ร่างกายได้รับน้ำปริมาณมากเกินไปในเวลารวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะน้ำเกินหรือน้ำเป็นพิษ (Water Intoxication) จะมีอาการปวดศีรษะ ตะคริว ชัก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน บวม ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมอง ซึ่งอาจอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  

นอกจากนั้น การได้รับน้ำมากเกินกว่าอัตราการขับถ่ายของไตจะมีผลทำให้เกิดภาวะ Hypo-osmolarity ส่งผลให้มึนงง ความคิดสับสน หมดสติ ชักและอาจเสียชีวิตได้ แต่เป็นภาวะที่เกิดได้ยากในคนปกติที่มีสุขภาพดี เช่นเดียวกับคำเตือนจาก นพ.ปรัชญา พุมอุทัยวิรัตน์ แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ โรคไต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่ให้สัมภาษณ์กับรายการวันใหม่วาไรตี้ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS วันที่ 24 เม.ย. 2569 ว่า ในแต่ละวันร่างกายต้องการน้ำประมาณ 6 – 8 แก้ว หรือ 1.5 – 2 ลิตร ขณะที่ไตจะมีหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ 

ถ้าเราดื่มน้ำในปริมาณมากและดื่มอย่างรวดเร็ว จะทำให้สมดุลของเกลือแร่เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันนี้ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน พอปรับตัวไม่ทันสิ่งที่ตามมาก็คือเซลล์สมองเราซึ่งมีความสำคัญในเรื่องการสั่งงาน มันเกิดเซลล์สมองบวม เลยเกิดภาวะอันตรายที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นกลุ่มของคนไข้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ กลุ่มนี้จะขับน้ำออกมาได้ช้ากว่าปกติ พอดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะและรวดเร็วก็ส่งผลให้เกิดารขับน้ำส่วนเกินออกมาไม่ทัน ก็จะเกิดภาวะบวมน้ำหรือไตเสื่อมตามมาได้ นพ.ปรัชญา กล่าว

ภาพที่ 2 : คำแนะนำในการดื่มน้ำอย่างเหมาะสมต่อวัน 
ที่มา : กรมอนามัย

– ดื่มน้ำอย่างไรปลอดภัยและได้ประโยชน์ :นพ.ปรัชญา อธิบายว่า น้ำเป็นองค์ประกอบในการขับของเสียออกจากร่างกาย อีกทั้งยังรักษาสมดุลระหว่างน้ำและเกลือแร่ในร่างกายด้วย การดื่มน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายขาดตัวกลางในการขับปัสสาวะออกมาตามปกติและอาจนำไปสู่การเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ แต่หากดื่มมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะสมองบวมและเสียชีวิต อนึ่ง ในช่วงที่อากาศร้อนร่างกายจะต้องการน้ำเพิ่มขึ้นโดยส่งสัญญาณผ่านกลไกความรู้สึกกระหายน้ำ หรือรู้สึกริมฝีปากแห้ง

นอกจากนั้น การดื่มน้ำควรดื่มแบบกระจายตลอดทั้งวันให้สมดุล’ โดยเริ่มจากดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วหลังตื่นนอน เพราะระหว่างที่นอนหลับร่างกายจะมีอาการขาดน้ำอยู่บ้างเล็กน้อย การดื่มน้ำหลังตื่นนอนจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้ดีขึ้น จากนั้นในแต่ละช่วงของวันอาจจิบหรือดื่มน้ำ 1 – 2 แก้ว เช่น ก่อนรับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพราะน้ำจะช่วยเรื่องการย่อยอาหาร อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุแนะนำให้ลดการดื่มน้ำลงช่วงก่อนนอนเพื่อลดโอกาสที่จะต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน 

ข้อมูลข้างต้นยังสอดคล้องกับคำแนะนำของกรมอนามัย ว่า ระยะเวลาที่ควรดื่มน้ำคือ ตื่นนอน 1 แก้ว , 09.00 – 10.00 น. 2 แก้ว , 13.00 – 14.00 น. 2 แก้ว , 19.00 – 20.00 น. 2 แก้ว และก่อนนอน อีก 1 แก้ว ซึ่งน้ำ 1 แก้วจะมีปริมาณราว 250 มิลลิลิตร นอกจากนั้นยังแนะนำด้วยว่า ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากๆ หลังอาหารเย็น เพราะการปวดปัสสาวะกลางดึกจะรบกวนการนอนได้ ซึ่งในบทความของ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ว่าด้วยการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ก็แนะนำทำนองเดียวกัน คือควรงดดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ประมาณ 2-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะถูกกรองเป็นปัสสาวะ

โดยสรุปแล้ว..แม้น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่การดื่มน้ำอย่างไม่ถูกวิธีก็อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/เจาะลึกกับโรคไต-ไขทุกคว/ (เจาะลึกกับโรคไต ไขทุกความจริงของสุขภาพไต : Rama Channel 17 พ.ย. 2568)

https://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=32410 (การนอนหลับ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม : กรมการแพทย์ 18 มี.ค.2565)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/sleep-well-for-health/ (นอนหลับสนิท ชีวิตยืนยาว : กรมอนามัย 26 พ.ค. 2562)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info1044_sleep_11/ (หลับลึก หลับดี พอกี่โมง : กรมอนามัย 4 ก.ย. 2568)

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4651462/ (The Neuroprotective Aspects of Sleep : หอสมุดแห่งชาติการแพทย์สหรัฐอเมริกา , 2558)

https://www.nih.gov/news-events/nih-research-matters/sleep-deprivation-increases-alzheimers-protein (Sleep deprivation increases Alzheimer’s protein : NIH 24 เม.ย. 2561)

https://medicine.yale.edu/news-article/sleeps-crucial-role-in-preserving-memory/(Sleep’s Crucial Role in Preserving Memory : Yale SCHOOL OF MEDICINE : 10 พ.ค. 2565)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน-อ/(ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจ : Rama Channel 13 ก.พ. 2569)

https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/rrhlnews/209505  (ดื่มน้ำมากเกินไป อาจเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ ถึงตายจริงหรือ : สำนักโภชนาการ กรมอนามัย 31 ม.ค. 2565)

https://www.youtube.com/watch?v=qgMRfQQJiGM (“ดื่มน้ำเปล่า” ผิดวิธีเสี่ยงไตวาย ? | รู้ทันกันได้ | วันใหม่วาไรตี้ : ThaiPBS 24 เม.ย. 2569)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info569_water_10/ (ดื่มน้ำมากไปใช่ว่าจะดี : กรมอนามัย 12 ก.ย. 2566)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/video-knowledges/doh_workingage_sleep/(นอนหลับดี มีคุณภาพ : กรมอนามัย 13 ก.ค. 2562)

อาหนิง นิรุตติ์ เตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมตัวหลอกขายของ แฉพฤติกรรมสุดแสบ จี้รัฐคุมเข้มแพลตฟอร์มรับผิดชอบ

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ในรายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.40 ภายใต้หัวข้อ”อาหนิงเตือนภัย ถูก AI ปลอมตัว“ ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท มีการพูดคุยถึงประเด็นปัญหาการใช้เทคโนโลยี Deepfake หรือการปลอมแปลงใบหน้าและเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อนำไปใช้ในการหลอกลวง ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน โดยมีพลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และนิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงอาวุโส ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

นิรุตติ์ ศิริจรรยา เปิดเผยถึงเหตุการณ์ล่าสุด ถูกมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมแปลงทั้งภาพและเสียงเพื่อนำไปโฆษณาขายสินค้าประเภทยาแก้ปวดเข่าปวดหลัง โดยระบุว่าสังเกตเห็นความผิดปกติได้จากน้ำเสียงและจังหวะการพูดที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ มีการเว้นวรรคที่เพี้ยนไป รวมถึงการเรียกชื่อนามสกุลที่ดูผิดปกติ นอกจากนี้ เนื้อหาในคลิปดังกล่าวยังมีลักษณะก้าวร้าว มีการดูหมิ่นและด่าทอเจ้าหน้าที่ในชุดขาวหรือกลุ่มแพทย์ ซึ่งนิรุตติ์ยืนยันว่าตนเองไม่มีทางรับโฆษณาที่มีลักษณะดูถูกผู้อื่นเช่นนี้แน่นอน และรู้สึกเสียใจที่ต้องเห็นภาพลักษณ์ของตนถูกนำไปใช้ในทางที่เสื่อมเสียต่อวิชาชีพแพทย์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เพื่อนฝูงและคนรู้จักจำนวนมากหลงเชื่อและโทรศัพท์มาสอบถามว่าสินค้าดีจริงหรือไม่ ซึ่งตนได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาเพื่อป้องกันตนเองตามกระบวนการกฎหมาย

นอกจากประเด็น AI แล้ว นิรุตติ์ยังเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยถูกนำรูปภาพไปตัดต่อโฆษณาสินค้าประเภทอื่นทันทีหลังถ่ายงานเสร็จ รวมถึงประสบการณ์ถูกหลอกให้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าที่มีเลข อย. ปลอม จนทำให้ตนเองต้องถูกปรับและต้องส่งทนายความไปดำเนินการ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยมีกรณีมิจฉาชีพใช้ชื่อและรูปภาพไปทำRomance Scam หลอกลวงทนายความหญิงท่านหนึ่งจนฝ่ายหญิงหลงรัก และถึงขั้นบุกรุกไปที่สวนส่วนตัวของตนในจังหวัดจันทบุรีเพื่อตามหาตัว ทั้งที่ขณะนั้นตนปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความหนักใจอย่างมากเนื่องจากกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา ทำให้ผู้ที่ถูกแอบอ้างต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความบริสุทธิ์และแจ้งความด้วยตนเองเพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางคดี

พลินี เสริมสินสิริ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเกี่ยวกับเรื่องAI กับ Media Freedom โดยระบุว่าปัจจุบันความจริงต้องทำงานแข่งกับ Algorithm ของแพลตฟอร์มแม้จะมีการรายงาน (Report) หรือตรวจสอบข่าวปลอมบ่อยครั้ง แต่แพลตฟอร์มมักไม่ออกมาตรการกำกับดูแลที่จริงจัง โดยอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพในการไม่บล็อกเนื้อหา แต่อาจไม่เข้าใจบริบทของสังคมไทยที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงเสนอว่ารัฐบาลควรมีกฎหมายหรือช่องทางสนับสนุนที่เข้มงวดกว่านี้ รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย เนื่องจากแพลตฟอร์มได้รับรายได้จากการโฆษณาและค่าธรรมเนียมจากมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องมี AI Literacy หรือความรู้เท่าทันเทคโนโลยี อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น ไม่แชร์ และไม่โอนเงินจนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัด

ในช่วงท้าย นิรุตติ์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือตำรวจดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการดักจับและป้องกันปัญหาไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยมาแจ้งความ พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีในต่างประเทศที่นักแสดงสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้มหาศาลหากมีการนำชื่อหรือรูปไปแอบอ้าง ซึ่งไทยควรมีมาตรการที่เด็ดขาดเช่นนั้น ทั้งนี้ นิรุตติ์ยืนยันว่าตนเองไม่มี Facebook หรือ Instagram ส่วนตัว มีเพียงผู้ที่ชื่นชอบช่วยดูแลให้เท่านั้น และปัจจุบันไม่ได้รับเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าใดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน หากจะมีโฆษณาต้องผ่านสื่อหลักที่เป็นกิจจะลักษณะเท่านั้น จึงขอให้แฟนๆ และประชาชนพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและอย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่หากินบนความสำเร็จของผู้อื่น

นพ.วรงค์ ตั้งผู้ช่วย สส. 5 คน เป็นข้อมูลเก่าของสภาผู้แทนฯ ชุดที่ 24 ปี 2554-2556 ไม่ใช่ชุดปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “หมอวรงค์” ตั้งผู้ช่วย สส. 5 คน 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่เป็นข้อมูลเก่าของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดที่ 24 ช่วงปี 2554-2556 ซึ่งเมื่อนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้บริบท ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 พ.ค. 2569 มีผู้โพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคภูมิใจไทย” ว่า “หมอวรงค์ตั้งผู้ช่วย 5 คน ไหนว่า 2-3 คนก็พอแล้ว” พร้อมภาพเอกสารระบุรายชื่อผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จำนวน 5 คน ในจำนวนนี้มีผู้นามสกุลเดียวกับ นพ.วรงค์ 3 คน (ลิงก์บันทึก)

ภาพเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่โดยปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และอธึกกิต แสวงสุข สื่อมวลชนอาวุโส ซึ่งโพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ว่า “อาจเป็นเอกสารเก่าสมัย [นพ.วรงค์] เป็น สส. พิษณุโลก” (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ในช่วงที่ นพ.วรงค์เรียกร้องเรื่องการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์ของนักการเมืองซึ่งรวมถึงข้อเสนอให้ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อประหยัดงบประมาณและเป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการช่วยงานของ สส. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นฐานข้อมูลรายงานและบันทึกการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นพ.วรงค์เป็น สส.บัญชีรายชื่อ เลขที่สมาชิก 322 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันคือชุดที่ 27 ขณะที่เอกสารที่นำมาเผยแพร่ประกอบโพสต์ดังกล่าวระบุว่า นพ.วรงค์เป็น สส. จังหวัดพิษณุโลก เลขที่สมาชิก 299  

เว็บไซต์ระบบฐานข้อมูลรายงานและบันทึกการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่ข้อมูลการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่ 2 วันที่ 19 มี.ค. 2569 ซึ่งมีการขานชื่อ สส. เป็นรายบุคคลเพื่อเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี บันทึกการประชุมระบุว่า นพ.วรงค์ เลขที่ 322

เจ้าหน้าที่กลุ่มงานทะเบียนประวัติและสถิติของรัฐสภาให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 ว่าเลขที่ 299 เป็นเลขที่สมาชิกของ นพ.วรงค์ เมื่อครั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 24 ซึ่งอยู่ในวาระระหว่างวันที่ 3 ก.ค. 2554 – 9 ธ.ค. 2556 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 5 ส.ค. 2554 เพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีโดยขานชื่อ สส. ทีละคนเรียงลำดับเลขประจำตัวตามตัวอักษรแรกของชื่อ พบว่า นพ.วรงค์อยู่ในลำดับ 299 ตรงกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่กลุ่มงานทะเบียนฯ

นพ.วรงค์ชี้แจงผ่านบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2569 ว่าข้อมูลการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. จำนวน 5 คน นั้นเป็นข้อมูลในอดีตสมัยที่เขาเป็น สส. พรรคประชาธิปัตย์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ส่วนการตั้งคนนามสกุลเดียวกับตนเป็นผู้ช่วย สส. ถึง 3 คนนั้น นพ.วรงค์ระบุว่าเป็นเพราะช่วยงานได้ดี ไม่ได้ทำอะไรให้เสียหายหรือผิดระเบียบ

นพ.วรงค์ยืนยันว่าปัจจุบันเขาตั้งผู้ช่วยเพียง 3 คน ตามที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้