ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาเท็จที่อ้างว่า สว.อังคณาเสนอให้ไทยช่วยกัมพูชาที่กำลังเดือดร้อนจากไฟป่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว.อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟป่า

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีวีพูล TVPool” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 10 ล้านบัญชี เผยแพร่ภาพอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ฝังข้อความ “อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟป่า” และคำบรรยายในโพสต์ว่า “ประเทศไทยเมื่อตัดงบเด็กนักเรียนกัมพูชาออกไป ก็ควรช่วยด้านอุทกภัยไฟไหม้ป่ากัมพูชา เพื่อไม่ให้ชาวโลกมองว่าประเทศไทยไร้เมตตาธรรม” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของอังคณา (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 1,000 ครั้งในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเผยแพร่ และมีการความคิดเห็นกว่า 14,000 ข้อความ ส่วนใหญ่เป็นข้อความโจมตี สว. อังคณา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 ก.พ. บัญชีเฟซบุ๊ก “Praw Naja” โพสต์คลิปสั้นมีภาพ สว.อังคณา ฝังข้อความ “เพื่อหลักสิทธิมนุษยชน สว.อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือเพราะกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟไหม้” และเขียนบรรยายในโพสต์ว่า “สว. อังคณาแนะเพื่อหลักสิทธิมนุษยชน ไทยควรช่วยดับไฟป่าและให้เงินช่วยเหลือกัมพูชา ที่กำลังเดือดร้อนหนักในขณะนี้”

ช่วงเย็นของวันที่ 26 ก.พ. ภาพและข้อความดังกล่าวเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในเพจเฟซบุ๊ก เช่น “ข่าวชาวบ้าน” โพสต์เมื่อเวลา 18.31 น. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เฟซบุ๊กทีวีพูลโพสต์ และ “MC Withnews” โพสต์เมื่อเวลา 19.19 น. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 26 ก.พ. อังคณายืนยันกับโคแฟคว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของเธอ และเธอไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับกัมพูชาในช่วงเวลานี้ 

โคแฟคตรวจสอบเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” ซึ่งเป็นช่องทางที่อังคณามักแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ต่อสาธารณะ ไม่พบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่สื่อไทยเริ่มนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้ป่าในฝั่งกัมพูชา

สื่อมวลชนอื่น ๆ ก็ไม่มีการรายงานข่าวว่า สว.อังคณาให้ความเห็นเรื่องไฟป่ากัมพูชา

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ สว.อังคณาเสนอว่าไทยควรช่วยกัมพูชาดับไฟป่าและให้เงินช่วยเหลือ เป็นการแต่งคำพูดขึ้นมาและอ้างเท็จว่าเป็นความเห็นของ สว.อังคณา ซึ่งเท่าที่โคแฟคตรวจสอบได้ในขณะนี้ เนื้อหาเท็จนี้ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 25 ก.พ. แต่แพร่กระจายมากขึ้นหลังจากที่เพจเฟซบุ๊กทีวีพูลซึ่งเป็นสื่อที่มีผู้ติดตามจำนวนมากนำมาเผยแพร่เมื่อเวลา 18.31 น. ของวันที่ 26 ก.พ. 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

กสม. ชี้แจง ไม่ได้เสนอให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึง ป.ตรี แต่เสนอให้รัฐยึดหลักเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอเพียงการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิตามรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งเด็กทุกคนในประเทศไทยต้องเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 2.32 นาที ฝังข้อความ “พบแล้ว! ต้นตอ เด็กต่างด้าว เรียนฟรีในประเทศไทย” และพูดในคลิปช่วงหนึ่งว่า “พบแล้วต้นตอของการให้เด็กต่างด้าวมีสิทธิ์เรียนฟรีในประเทศไทยถึงปริญญาตรี มาจากนักสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึงปริญญาตรีในประเทศไทย คณะรัฐมนตรีก็เลยสั่งการลงมาให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงศึกษาธิการ ให้เด็กต่างชาติเข้าเรียนฟรี” 

ณ วันที่ 26 ก.พ. คลิปนี้มียอดการรับชมกว่า 3.4 แสนครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 5,700 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอดังกล่าวเผยแพร่หลังจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ชี้แจงเกี่ยวกับประกาศ ศธ. เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผู้กังวลว่าเป็นการนำภาษีของไทยไปดูแลเด็กต่างด้าวจนอาจกระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย 

ว่าที่ร้อยตรีธนุชี้แจงเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่าเรื่องนี้มีที่มาจากข้อเสนอแนะของ กสม. ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต่อมา ครม. มีมติวันที่ 28 ต.ค. 2568 รับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการศึกษา ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวทางของรัฐ พร้อมทั้งย้ำดังนี้

  • จะไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ และความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องปฏิบัติตามระเบียบและแนวปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่
  • การดำเนินการตามประกาศดังกล่าว ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีผู้สมัครเข้าเรียนไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สถานศึกษาจะใช้ รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เป็นฐานข้อมูลเพื่อการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น พร้อมทั้งประสานผู้ปกครองรวบรวมเอกสาร ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้การจัดทำทะเบียนเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงต่อการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • สำหรับข้อกังวลของประชาชนเรื่องภาษี การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นการทำให้ผู้เรียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและอยู่ในวัยเรียนเข้าสู่ระบบโรงเรียนที่สามารถตรวจสอบ ติดตาม และดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้อยู่นอกระบบโดยไม่มีการกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิม และยืนยันว่าจะไม่กระทบสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด

โคแฟคตรวจสอบข้อมูลพบว่าวันที่ 26 มิ.ย. 2568 กสม. มีหนังสือเลขที่ สม 0504/31 ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย” ลงนามโดยพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้

  1. ด้านการเข้าถึงการศึกษา: กรณีการเข้าศึกษาในสถานศึกษาของรัฐ รัฐควรกำหนดนโยบาย ปรับปรุงระเบียบ ประกาศและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่รัฐจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เด็กลูกหลานแรงงานและเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาสามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างทั่วถึง กรณีการเข้าศึกษาในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าว รัฐควรจัดให้มีระบบสารสนเทศเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน
  2. ด้านสถานะบุคคลและการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร: รัฐควรจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ให้เด็กลูกหลานแรงงาน และเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา โดยให้เด็กยังสามารถรายงานตัวได้แม้จะเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด และให้สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของบิดาหรือมารดาหรือภายในเขตพื้นที่ควบคุม
  3. ด้านสาธารณสุข: รัฐควรให้สิทธิผ่านระบบการซื้อประกันสุขภาพของรัฐ เอกชน หรือระบบร่วมจ่ายในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้เด็กลูกหลานแรงงาน และเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาเข้าถึงสิทธิด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุม

ฐานข้อมูลเว็บไซต์สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุวันที่ 28 ต.ค. 2568 ครม. มีการพิจารณาเรื่อง “ข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย” โดยมีมติดังนี้

  1. รับทราบข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) และมาตรา 42 ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอฃ
  2. มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

วันที่ 25 ก.พ. 2569 โคแฟคสอบถามไปยัง วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับคำชี้แจงว่า ข้อเสนอในภาพรวมของ กสม. คือการแก้ไขปัญหาสิทธิเด็กในกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยในการเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย โดยย้ำว่าเรื่องสถานะบุคคลหรือเรื่องการเข้าเมืองเป็นคนละส่วนกับสิทธิทางการศึกษา ซึ่งรัฐมีพันธกรณีที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศด้วย

กล่าวคือรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 54 และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ขณะที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กยังระบุด้วยว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลไทยก็มีพันธกรณีตามอนุสัญญาที่จะต้องดำเนินการให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งผู้ปกครองต้องการส่งเด็กเข้ารับการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็ต้องทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กที่มีสัญชาติไทย

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมติ ครม. วันที่ 5 ก.ค. 2548 เรื่อง “ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย)” หรือการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) ซึ่งกลายเป็นนโยบายด้านการศึกษาที่ประเทศไทยดำเนินการมาตลอดและได้รับคำชื่นชม ส่วนข้อเสนอของ กสม. คือการเน้นไปที่ปัญหาหรืออุปสรรคที่ทำให้เด็กยังเข้าไม่ถึงสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดและตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่าข้อเสนอในภาพรวมของ กสม. คือการแก้ไขปัญหาสิทธิเด็กในกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยในการเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย

“เรื่องสถานะของเด็กกับเรื่องสถานะบุคคล การเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนละกรณีกับสิทธิทางการศึกษา และควรกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการให้สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ให้มีการจัดทำประวัติและบัตรประจำตัวตามสถานะที่เป็นจริง อันนี้ไม่ได้แปลว่าให้สัญชาติ คือแทนที่จะอยู่ในภาวะที่ไม่มีความชัดเจน ก็จะต้องให้มีการจดแจ้งให้อยู่ในระบบ อยู่ในสายตา อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐ มีระบบสารสนเทศกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียน มีการจดแจ้ง มีการกำกับดูแล” วสันต์กล่าว

ทั้งนี้วสันต์ยืนยันว่า กสม. ไม่ได้เสนอให้บุตรของแรงงานด่างด้าวเรียนฟรีจนถึงระดับ ป.ตรี แต่เน้นย้ำเรื่องเด็กทุกคนควรมีสิทธิได้รับการศึกษาและการพัฒนาและขจัดอุปสรรค โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กล่าวถึงการที่รัฐภาคีต้องรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยในระดับประถมศึกษา แต่หากทำได้ถึงระดับมัธยมศึกษาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้บุคคลสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัวและสังคมได้

ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (มาตรา 43) และฉบับ 2550 (มาตรา 49) กำหนดสิทธิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายไว้ที่ 12 ปี โดยนับตั้งแต่ระดับ ป.1 – ม.6 (หรือเทียบเท่า คือ ปวช.3) แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 54 ระบุนิยามของ 12 ปี ไว้ว่า “ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ” โดยให้เหตุผลว่าช่วงก่อนวัยเรียนเป็นเวลาสำคัญของพัฒนาการทางสมอง จึงขยับลงมาเป็นอนุบาล 1 – ม.3

อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายรวม 15 ปี นับตั้งแต่อนุบาล 1 – ม.6 (หรือเทียบเท่า คือ ปวช.3 เนื่องจากในเวลานั้น ร่างรัฐธรรมนูญที่ต่อมาได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีการเผยแพร่และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานชั้นสูงสุดถูกลดจากมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6 หรือ ปวช.3) ลงมาที่มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ซึ่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าว ยังมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

“เราไม่ได้เสนอเรื่องให้เรียนฟรีไปจนถึง ป.ตรี เราพูดประเด็นเรื่องเด็กควรจะได้เรียน เด็กทุกคนเวลาเรานึกถึงเขาต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่เขาควรจะได้รับ เขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนา และควรขจัดอุปสรรค” วสันต์กล่าว

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง



ทำความเข้าใจ‘เพจสายปั่น’ เส้นแบ่งระหว่าง‘เสียดสีกระตุกสังคม’กับข้อควรระวัง‘ข่าวปลอม’

By : Zhang Taehun 

นอกจากปัจจัย 4 ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพแล้ว ข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราบริโภคในแต่ละวัน จากยุคสมัยของสื่อดั้งเดิมอย่างสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ มาสู่ปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัลซึ่งผู้คนรับข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งการที่สื่อใหม่มีต้นทุนการผลิตเนื้อหาที่ต่ำกว่าสื่อดั้งเดิม จึงเปิดพื้นที่ให้เกิดสำนักข่าวใหม่ๆ มากขึ้น ตั้งแต่สำนักข่าวที่มุ่งนำเสนอเนื้อหาบางประเด็นแบบเจาะลึก ไปจนถึงสำนักข่าวเสียดสี (Satirical News Agency)” ที่แม้จะมีรูปแบบเหมือนสำนักข่าวปกติทั่วไป แต่เนื้อหาเป็นการนำเสนอข่าวที่ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยเจตนาสร้างความตลกขบขัน หรือนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากข่าวจริง

ตัวอย่างในประเทศไทยที่หลายคนน่าจะเคยผ่านตา เช่น “ข่าวปด” ซึ่งตั้งชื่อล้อเลียน นสพ.ข่าวสด ในอดีตเคยมีเพจเฟซบุ๊กและเคยปรากฏเป็นข่าวถูกฟ้องในปี 2562 และมีรายงานว่าเพจหายไปจากสารบบของเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเพจดังกล่าวได้กลับมาเปิดใหม่ในชื่อ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” โดยหากดูในส่วนของช่องทางแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น บัญชี X “ข่าวปด-Khaopod” และช่องยูทูบ “ข่าวปด TV” จะยังพอเห็นร่องรอยของเพจข่าวปดเดิมได้อยู่ หรือเพจ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์” ที่ทั้งชื่อและโลโก้เพจล้อเลียนเพจทางการของนสพ.ไทยรัฐ เป็นต้น

ภาพที่ 1 : ตัวอย่างเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนที่อ้างอิงจากข่าวจริง
(ซ้าย) โพสต์จากเพจ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” วันที่ 15 ก.พ. 2569 กล่าวถึง “เดอะดีพ” ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่จากซีรีส์ “The Boys” ประกาศช่วยปลดแอก “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระในสวนสัตว์เขาเขียว ประเทศไทย ล้อเลียนข่าว ‘ทราย สก็อต’ อินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษ์ธรรมชาติ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่ของหมูเด้ง 
(ขวา) โพสต์จากเพจ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์”วันที่ 19 ก.พ. 2569 เป็นภาพเค้กรูปประเทศไทยถูกตัดแบ่งพร้อมข้อความ “ลงตัวแล้ว เทศกาลแบ่งเค้กประเทศไทย” โดยอ้างอิงจากช่วงเวลาเดียวกันที่มีข่าวพรรคการเมืองหลายพรรคตบเท้าเข้าพบกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นว่าที่แกนนำรัฐบาล เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ

– ข่าวเสียดสีล้อเลียน (Satirical or Parody News) คืออะไร? เว็บไซต์วารสารวิชาการอย่าง Sage อ้างอิงคำอธิบายของ คริสโตเฟอร์ เอช. สเตอร์ลิง (Christopher H. Sterling) นักประวัติศาสตร์สื่อมวลชนชาวอเมริกัน ในหัวข้อ Satire of News ว่า การเสียดสี (Satire) เป็นรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้ความขบขันในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหรือกิจกรรมต่างๆ และข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือความผิดพลาดที่รับรู้ได้ 

ในวรรณกรรมเสียดสี ความขบขันถูกนำมาใช้เพื่อเน้นย้ำความคิดเห็นหรือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง บ่อยครั้งที่นักเขียนเสียดสีใช้ไหวพริบในการวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีสิ่งที่ไม่เห็นด้วย การล้อเลียน (Parody) การล้อหลอก (Spoof) การประชดประชัน (Sarcasm) การกล่าวเกินจริง (Exaggeration) และการเปรียบเทียบ(Analogy) เป็นเครื่องมือทางวรรณกรรมที่สำคัญของวรรณกรรมแนวเสียดสี ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์ขันให้กับวรรณกรรมประเภทนี้

ในวงการสื่อสารมวลชน การเสียดสีมักล้อเลียนข่าว หรือใช้การล้อเลียนในรูปแบบข่าวทั่วไป แม้ว่าข่าวเสียดสีจะมีลักษณะตลกขบขัน โดยใช้มุกตลกหน้าตายเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า ข่าวปลอม (Fake News’ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ และกระแสต่างๆ ในชีวิตจริง โดยมักมีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้ ข่าวเสียดสีจึงมักมีอคติ (Bias)

เป้าหมายนี้ยังเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างข่าวเสียดสี (Satire) และข่าวล้อเลียน(Parody) ในขณะที่ข่าวล้อเลียนใช้ความตลกเพื่อความตลกโดยแท้ ข่าวเสียดสีใช้ความตลกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการวิพากษ์วิจารณ์สังคม และ/หรือส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง การเมืองและเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นหัวข้อที่พบได้ทั่วไปในข่าวเสียดสี แม้ว่าประเภทของข่าวเสียดสีจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นั้นก็ตาม

– ข่าวเสียดสีล้อเลียนต่างจากข่าวปลอมอย่างไร? : แม้เนื้อหาของข่าวเสียดสีจะมีลักษณะเหมือนกับข่าวปลอม แต่ก็มีจุดที่ต่างกันอยู่ อาทิ อารอน แฮ็กกีย์-แม็คเคย์ (Aaron Hagey-Mackay) นักเขียนและบรรณาธิการของ The Beaverton สำนักข่าวแนวเสียดสีล้อเลียนในแคนาดา อธิบายไว้ในบทความ Satire vs. Fake News บนเว็บไซต์ University of Toronto Magazine ว่า อยู่ที่ แรงจูงใจที่อยู่บื้องหลัง (Underlying Motive)

กล่าวคือ ในขณะที่ข่าวเสียดสีใช้เรื่องแต่งหรืออารมณ์ขันเพื่อชี้ให้เห็นถึงความจริงทางสังคมหรือการเมืองที่ใหญ่กว่า ซึ่งกระบวนการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้รับสารเข้าใจว่านั่นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่ข่าวปลอมทำงานด้วยกระบวนการรายงานข่าวที่ดูเหมือนน่าเชื่อถือเพื่อโน้มน้าวให้ผู้รับสารเชื่อในข้อมูลเท็จ ซึ่งโดยทั่วไปจะมุ่งประสงค์ต่อผลด้านการเมืองหรือการเงิน และข่าวปลอมจะทำงานได้ผลก็ต่อเมื่อผู้รับสารไม่รู้ว่านั่นคือเรื่องหลอกลวง 

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนก็เหมือนกับดาบสองคม จากความเชื่อเดิมของตนเองที่ว่านักผลิตเนื้อหาแนวนี้มักใช้ความตลกขบขันเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ จนกระทั่งพบว่าบทความจาก Beaverton เรื่องผู้บริหารดิสนีย์ยินดีประกาศการเข้าซื้อกิจการเว็บไซต์ภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่อย่าง Pornhub ถูกแชร์ไปโดยสมาชิกกลุ่ม QAnon ซึ่งเป็นกลุ่มเผยแพร่เนื้อหาทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา (right – wing) ในลํกษณะนำไปอ้างว่าชนชั้นนำที่วิปริตกำลังปกครองโลก จึงเป็นบทเรียนว่าเนื้อหาเสียดสีก็เหมือนกับข่าวปลอม เพราะสามารถถูกนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อได้ทั้งด้านดีและร้าย

– จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่สามารถแยกแยะระหว่างเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับข่าวปลอมได้ : บทความ “How to Identify Satire and Fake News” ที่เผยแพร่บนฐานข้อมูล LEAP Online ของ University of Greater Manchester (ก่อนหน้านี้คือ University ofBolton) ในอังกฤษ ชี้ว่า เนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับข่าวปลอมนั้นเหมือนกันตรงที่ความเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องไม่จริง (Fictional or Untrue) แต่จุดที่ทำให้เนื้อหา 2 ประเภทนี้แตกต่างกันคือเจตนาและผลกระทบ (Intention and Impact)” ซึ่งหากไม่สามารถแยกแยะได้ จะส่งผลกระทบดังนี้ 

1.หลงเชื่อเรื่องหลอกลวง (Believing lies) หากปราศจากมุมมองเชิงวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ผู้รับสารก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลเท็จได้ 2.เป็นผู้ร่วมแพร่กระจายข้อมูลผิดๆ (Spreading misinformation)การแชร์เรื่องราวที่ไม่เป็นความจริงซ้ำๆ ย่อมเท่ากับเป็นการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ 3.มีส่วนร่วมในการทำลายชื่อเสียงของผู้ถูกพาดพิง (Tarnishing Reputations) จากการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับบุคคลหรือองค์กร 

4.สร้างความแตกแยกในสังคม (Sowing discord) เมื่อข่าวปลอมถูกแพร่กระจายย่อมสร้างบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจกันและทำให้ยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะแยกแยะข้อมูลจริงกับเรื่องหลอกลวง และ 5.ปลุกปั่นจนนำไปสู่ความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรง (Inspiring hate and violence) ข่าวปลอมสามารถกระตุ้นให้ผู้คนออกมาใช้ความรุนแรง ก่อการทำลายล้าง หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นพฤติกรรมอันตรายได้ 

– แล้วจะแยกแยะเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับเนื้อหาที่ตั้งใจสร้างข่าวปลอมได้อย่างไร? : ในบทความ “How to Identify Satire and Fake News” ให้หลัก “7 คำถาม ไว้ดังนี้ 1.โทนของเนื้อหาเป็นอย่างไร?(What is the tone?) ทัศนคติหรือความรู้สึกโดยรวมของชิ้นงาน เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาว่าเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องจริง เนื้อหาเสียดสี หรือข่าวปลอม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะระบุได้อย่างชัดเจน เรื่องเสียดสีมีน้ำเสียงหลากหลาย ตั้งแต่ไม่เคารพ ไม่จริงใจ หรือประชดประชัน ไปจนถึงไม่เหมาะสมทางการเมืองหรือเกือบจะเข้าข่ายดูหมิ่น

อย่างไรก็ตาม เรื่องเสียดสีมักใช้โทนที่แห้งแล้งหรือเป็นกลาง เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการลดทอนความไร้สาระหรือความไม่สมเหตุสมผล ในขณะที่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าข่าวปลอมกระทำในทางกลับกัน นั่นคือมักมีโทนไปในทางที่สื่ออารมณ์โกรธเคือง เย่อหยิ่ง หรือไม่พอใจ” 

2.มุ่งเป้าไปที่ความไม่จริงใจหรือไม่? (Does it point out hypocrisy?) ผู้รับสารมักจะสามารถระบุได้ว่าสิ่งใดเป็นเสียดสี โดยพิจารณาจากประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม หรือการเมือง การเสียดสีมุ่งเป้าไปที่บุคคลและสถาบันที่มีอำนาจ และเป้าหมายหลักคือการเปิดเผยความไม่จริงใจและความอยุติธรรม (hypocrisy and injustice) แม้เนื้อหาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะระบุว่าสิ่งใดเป็นเสียดสี แต่ถึงกระนั้นการเสียดสีก็เผยให้เห็นถึงระบบที่ผู้มีอำนาจเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่าและใช้อิทธิพลอย่างไม่เป็นธรรมอย่างไร

3.เนื้อหาดุเกินจริงหรือดูบ้าบิ่นเกินไปหรือไม่? (Is it exaggerated or audacious?) การกล่าวเกินจริงหมายถึงการนำบุคคลหรือสถานการณ์จริงไปสู่จุดสุดขั้วเพื่อเน้นความไร้สาระหรือความน่าขัน ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การล้อเลียนด้วยภาพ (Caricature) เป็นการสื่อความเกินจริงด้วยลักษณะทางกายภาพของบุคคลหรือสิ่งของ , การล้อเลียนด้วยเรื่องราว (Burlesque) เป็นการสื่อความเกินจริงในรูปแบบวรรณกรรมหรือบทละครด้วยจุดประสงค์เย้ยหยันล้อเลียน , การกล่าวเกินจริงหรือน้อยกว่าความเป็นจริง (Overstating or Understating)เป็นการเพิ่มหรือลดคุณค่าหรือความสำคัญของบางสิ่งบางอย่างผ่านการบรรยาย เป็นต้น 

4.บริบทบ่งชี้อะไรบ้าง? (What are the contextual clues?) บริบทเป็นกุญแจสำคัญในการระบุเนื้อหาเสียดสี โดยอาจพิจารณาและตั้งคำถามเหล่านี้ เช่น เว็บไซต์หรือนักเขียนที่กำลังอ่านผลงานอยู่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เผยแพร่เนื้อหาเชิงเสียดสีล้อเลียนหรือไม่? , เนื้อหามีอคติหรือมีวาระทางการเมืองหรือไม่? , บัญชีชื่อผู้เขียนหรือผู้เผยแพร่ได้รับการรับรอง (Verified) หรือไม่? , มีการอ้างอิงแหล่งที่มาหรือไม่? , ลักษณะของเว็บไซต์มีความเป็นมืออาชีพหรือไม่? เป็นต้น 

เว็บไซต์ข่าวเสียดสีหลายแห่งจะมีข้อความแจ้งเตือนว่า เนื้อหาเป็นเพียงเรื่องเสียดสีเท่านั้น หากยังไม่แน่ใจให้ค้นคว้าแหล่งที่มาทางออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลหรือข้อกล่าวอ้างในบทความเพื่อยืนยันความถูกต้องก่อนดำเนินการใดๆ และพิจารณาดาวน์โหลดส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อแจ้งเตือนแหล่งข่าวปลอม

ภาพที่ 2 : หน้าเพจเฟซบุ๊กของ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์” (ซ้าย) และ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” (ขวา) จะเห็นการใช้ถ้อยคำที่อธิบายอย่างชัดเจนว่าเป็นเพจล้อเลียนเสียดสีเนื้อหาจากข่าวสารต่างๆ

5.มีเจตนาสร้างความตลกขบขันใช่หรือไม่? (Is it attempting humour?) เนื้อหาเสียดสีอาศัยความขบขันเพื่อสื่อสารประเด็น และความขบขันก็มีหลายรูปแบบซึ่งทับซ้อนกับองค์ประกอบอื่นๆ เช่น การประชดประชัน การสังเกตที่เฉียบแหลมหรือเสียดสี การกล่าวเกินจริง ความไร้สาระ และการพูดน้อยเกินไป อนึ่ง สำหรับการพูดน้อยเกินไปนั้นเป็นกลวิธีเล่าเรื่องแบบไม่ได้ทำให้ตลกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความขบขันจะมาจากการลดทอนความสำคัญของสถานการณ์

6.มีอะไรที่คาดไม่ถึงหรือไม่? (Does it do something unexpected?) การเล่าเรื่องด้วยการเสียดสีมีกลวิธีที่อาจสร้างความประหลาดใจกับผู้รับสาร เช่น ความไม่สอดคล้องกัน (Incongruity) นำสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลหรือคาดไม่ถึงเข้ามาในบริบทปกติ , การกลับลำดับ (Reversal) หมายถึงการสลับลำดับตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ตัวอย่างเช่น ภาพของวัวที่แต่งตัวเป็นชาวนาในขณะที่ชาวนากำลังกินหญ้าอยู่ในทุ่ง , 

การสื่อด้วยสิ่งที่ไม่เข้ากับยุคสมัย (Anachronism) เกิดขึ้นเมื่อผู้แต่งย้ายบุคคลหรือสิ่งของไปอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาที่มักจะมีตัวละครที่สวมเสื้อผ้าหรืออ้างอิงถึงสิ่งต่างๆ ที่ล้าสมัยเพื่อสร้างความตลกขบขัน , การใช้คำผิดความหมาย (Malapropism) คือการใช้คำหรือการออกเสียงคำผิดเพื่อเพิ่มอารมณ์ขันให้กับสถานการณ์ , การจับคู่สองสิ่งที่แตกต่างหรือขัดแย้งกัน(Juxtaposition) คือการนำสิ่งสองสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันมาวางไว้ด้วยกันในลักษณะที่เผยให้เห็นความจริงที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น

7.มีการเล่าเรื่องแบบ ย้อนแย้ง’ หรือไม่? (Does it use irony?) คำว่าย้อนแย้งนั้นยากที่จะให้นิยาม แต่โดยทั่วไปแล้วมักหมายถึงสิ่งที่พูดหรือทำกลับกลายเป็นตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ ตัวอย่างการเล่าเรื่องแบบย้อนแย้ง เช่น การพูด (Verbal) ว่าตนเองชอบการถูกเรียกไปทำงานในวันหยุด (ซึ่งความหมายจริงๆ เป็นตรงกันข้าม) , การเสียดสีแบบบทละคร (Dramatic) เล่าเรื่องด้วยการจำลองสถานการณ์ที่ตัวละครไม่รู้แต่ผู้ชมรู้ อย่างการทำให้เห็นชัดเจนว่าตัวละครตัวหนึ่งกำลังวางแผนหักหลังอีกตัวละครหนึ่ง , 

การเสียดสีเชิงสถานการณ์ (Situational) สิ่งที่เกิดขึ้นขัดกับสิ่งที่ถูกคาดหวังว่าควรจะเป็น ทำนองเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สถานีดับเพลิง (เพราะสถานีดับเพลิงถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่เตรียมพร้อมในการออกไประงับเหตุเพลิงไหม้ในสถานที่อื่นๆ) , การเสียดสีแบบแกล้งโง่ (Socratic) เล่าเรื่องด้วยการให้ตัวละครหนึ่งแกล้งทำเป็นไม่รู้เพื่อเพื่อเปิดเผยข้อบกพร่องในความคิดของผู้อื่น คล้ายกับการที่ตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยการแกล้งถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

การแชร์ข่าวปลอมหรือบทความแนวเสียดสีล้อเลียนราวกับว่าเป็นเรื่องจริง อาจทำให้เราดูโง่และทำให้คนอื่นหมดความเคารพนับถือในตัวเรา และหากเป็นกรณีของข่าวปลอมก็ยังสามารถแพร่กระจายคำโกหกและการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งนำไปสู่ผลที่ร้ายแรงกว่าได้ พึงจำไว้ว่าการเสียดสีเป็นวิธีการหนึ่งในการพูดความจริงต่อผู้มีอำนาจ ในขณะที่ข่าวปลอมมีจุดประสงค์ที่เลวร้ายกว่า คือการหลอกลวงผู้คนให้เชื่อคำโกหกเพื่อผลักดันวาระของตนเอง เมื่อใดที่ผู้รับสารเรียนรู้ที่จะแยกแยะความแตกต่าง เมื่อนั้นก็จะลดอำนาจของคำโกหกในการส่งผลกระทบเชิงลบต่อโลกได้ บทคสามของ University of Greater Manchester ฝากข้อคิดทิ้งท้าย!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.banmuang.co.th/news/region/173918 (ทนายดังประธาน บ.พระเกศฟิล์ม เข้าแจ้งความเอาผิด “เพจข่าวปด” : 18 ธ.ค. 2562)

https://web.facebook.com/khaopodrises/?_rdc=1&_rdr# (กองบัญชาการข่าวปด Rises)

https://www.youtube.com/@khaopodtv/videos (ข่าวปด TV)

https://x.com/khaopoddddd (ข่าวปด-Khaopod)

https://pantip.com/topic/41954502 (เพจข่าวปดเดิม หายไปไหน? : Pantip.com 7 เม.ย. 2566)

https://web.facebook.com/Thailedonline (Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์)

https://www.thairath.co.th/news/society/2914602 (สรุปให้ ดราม่า “ทราย สก๊อต” โพสต์เศร้าถึงที่อยู่หมูเด้ง ทีมพี่เลี้ยง-สวนสัตว์ รีบชี้แจง : ไทยรัฐ 16 ก.พ. 2569)

https://www.prachachat.net/politics/news-1966513 (ข้ามชอตคดีเลือกตั้ง ‘อนุทิน 2’ แบ่งโควตารัฐมนตรี  : ประชาชาติธุรกิจ 18 ก.พ. 2569)

https://sk.sagepub.com/ency/edvol/journalism/chpt/satire-news (Satire of News : Sage)

https://magazine.utoronto.ca/people/alumni-donors/satire-vs-fake-news-aaron-hagey-mackay/ (Satire vs. Fake News : University of Toronto Magazine , 1 เม.ย. 2563)

https://leaponline.greatermanchester.ac.uk/Documents/LEAP-Printables/Critical-Thinking/How-to-Identify-Satire-and-Fake-News.pdf (How to Identify Satire and Fake News : University of Greater Manchester)

โฆษกภูมิใจไทย-กรมการปกครองยืนยัน ยังไม่มีนโยบายแก้ไขวาระกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านเหลือ 4 ปี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลอนุทินกำหนดวาระเร่งด่วน กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** กรมการปกครองและโฆษกพรรคภูมิใจระบุว่ายังไม่มีนโยบายเสนอแก้ไขวาระการดํารงตําแหน่งของกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านให้เหลือ 4 ปี จากเดิมดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุ 60 ปี 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ระหว่างวันที่ 22-24 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊กหลายเพจเผยแพร่ข้อมูลว่ารัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีนโยบายเร่งด่วนเรื่องจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านให้เหลือ 4 ปี จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุ 60 ปี โดยแต่ละเพจใช้ข้อความแตกต่างกันไป เช่น 

▪️ เพจ “คุณพ่อเล่าข่าว” โพสต์ว่า “โยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จ่อกำหนดวาระกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนที่กำลังมีการพิจารณาเพื่อปฏิรูปการทำงานในระดับชุมชน”

▪️เพจ “ใหญ่ เมืองย่า” โพสต์ว่า “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ ตัดสินใจชักดาบอาญาสิทธิ์ สั่งรื้อโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นครั้งมโหฬาร ชูวาระเร่งด่วน: กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านต้องมีวาระดำรงตำแหน่งไม่เกิน 4 ปี ปิดตำนานนั่งยาวจนรากงอกถึงอายุ 60 ปี โพสต์นี้มียอดแชร์มากกว่า 3,300 ครั้ง เพจ “The Police Magazine Thailand” โพสต์ข้อความเดียวกันนี้ โดยมียอดแชร์เกือบ 200 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 25 ก.พ. แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ยืนยันกับโคแฟคว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและทางพรรค ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ “ยังไม่มีนโยบายในเรื่องนี้”  

ขณะที่สำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม”

“ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ยังไม่มีนโยบายในการเสนอแก้ไขปรับปรุงวาระการดํารงตําแหน่งของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน” สำนักบริหารการปกครองท้องที่ระบุ

สำนักบริหารการปกครองท้องที่ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านว่า แต่เดิมการดํารงตําแหน่งของกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านมีวาระคราวละ 5 ปี แต่พบว่าการจำกัดวาระทำให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านไม่กล้าใช้อำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน เนื่องจากกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวจะกระทบต่อคะแนนเสียงของประชาชนที่จะมาลงคะแนนให้แก่ตนในวาระถัดไป

ในปี 2551 กรมการปกครองจึงได้แก้ไข พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) โดยกำหนดให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตําแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ดูเพิ่มเติม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ฉบับแก้ไขล่าสุด

ศธ. ประกาศให้ รร. รับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนจริง แต่ภาพเด็กกัมพูชาเดินมาเรียนในไทยเป็นคลิปเก่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเด็กชาวกัมพูชาเดินทางข้ามจุดผ่านแดนเข้ามาเรียนในไทย หลังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทยจริง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569 แต่คลิปวิดิโอประกอบเป็นคลิปเก่าตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Kittachot Kuchai” โพสต์คลิปวิดีโอเด็กนักเรียนเดินข้ามจุดผ่านแดน มีข้อความฝังในคลิปว่า “นักเรียนกัมพูชาเดินแถวเข้ามาเรียนในไทย” และมีข้อความบรรยายว่า “ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศ ให้รับเด็กต่างด้าวเข้าเรียนในประเทศไทยได้ #โรงเรียน #เด็กต่างด้าว #ทุนเรียนฟรี” โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 25 ก.พ. มียอดการรับชมกว่า 140,000 ครั้ง และแชร์กว่า 400 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: 

1) ประกาศ ศธ. เรื่องการรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทย

ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จริง ลงนามโดยนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569

ทั้งนี้ ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยมาเป็นระยะตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อปี 2548 กำหนดให้ ศธ. ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เพื่อเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยในประเทศสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่การศึกษา สอดคล้องกับการเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก และเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นมีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ที่ดีต่อประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติในระยะยาว

สำหรับประกาศ ศธ. ฉบับล่าสุดลงวันที่ 3 ธ.ค. 2568 นี้เป็นการปรับปรุงเนื้อหาจากประกาศฉบับเดิมลงวันที่ 31 ต.ค. 2562 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีสาระสำคัญดังนี้

▪️กำหนดนิยาม “บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร” หมายถึง บุคคลที่ไม่มีรายการในระบบทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของประเทศไทย และ “บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย” หมายถึง บุคคลต่างด้าวและไม่มีสัญชาติไทย 

▪️ กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา เช่น การกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน (ระบบ G Code) และประสานผู้ปกครองของเด็กเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อแจ้งขอจัดทำเอกสารทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เป็นต้น

2) คลิปวิดีโอเด็กกัมพูชาเดินเข้ามาเรียนในไทย

คลิปวิดีโอที่นำมาประกอบโพสต์ดังกล่าว เป็นคลิปที่เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 ทางบัญชีติ๊กตอก “NBT Chanthaburi” ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจังหวัดจันทบุรีซึ่งระบุว่าเป็นภาพนักเรียนกัมพูชาเดินแถวเข้ามาเรียนในไทย ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี

📌 ข้อสรุปโคแฟค: ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จริง แต่คลิปวิดีโอที่นำมาประกอบเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ไทยและกัมพูชาจะมีการสู้รบทางการทหาร (24-28 ก.ค. 2568 และ 7-27 ธ.ค. 2568) จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่านักเรียนกัมพูชาเข้ามาเรียนในไทยภายหลังมีการออกประกาศดังกล่าว

เจาะลึกวิกฤต “ข่าวลวงสุขภาพ” ระบาดหนัก ใช้ “อารมณ์” เหนือเหตุผล แนะสร้างวัฒนธรรมสื่อสารใหม่หยุดวิกฤตความเชื่อ

ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.30” หัวข้อ ข่าวลวงสุขภาพและวัฒนธรรมการสื่อสารไทย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์2569 ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการได้ร่วมเจาะลึกถึงปรากฏการณ์ข่าวปลอมด้านสุขภาพที่กำลังสร้างผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างรุนแรงโดยเฉพาะปัญหาที่บุตรหลานมักพบว่าพ่อแม่เชื่อข้อมูลผิด ๆ

คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นประเด็นที่มี “ข่าวบิดเบือน” (Misinformation) มากที่สุดในฐานข้อมูลของโคแฟค และถือเป็นเรื่อง “เอเวอร์กรีน” (Evergreen) ที่วนเวียนกลับมาหลอกลวงซ้ำๆ อย่างไม่จบสิ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้รับสาร

ผศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้วิเคราะห์ว่า “ข่าวลวงสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ผิดพลาดแต่ถือเป็น “ปรากฏการณ์การสื่อสาร” ที่สะท้อนสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน โดยข่าวเหล่านี้มักมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งกลไกการทำงานของ ข่าวลวง จะเน้นการกระตุ้น “อารมณ์” ให้มีความหวังหรือความกลัวมากกว่าการใช้เหตุผล ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ทรงพลังและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

ข่าวลวงสุขภาพที่ทำงานผ่านการกระตุ้น “อารมณ์” เช่น ความกลัวตายหรือความหวังที่จะหายจากโรคโดยไม่ต้องลำบาก ซึ่งอารมณ์เหล่านี้มีพลังทำลายล้างตรรกะและเหตุผล ทำให้ผู้รับสารตัดสินใจแชร์หรือทำตามข้อมูลที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว 

ดร.นิษฐา กล่าวต่อว่า การหักล้างข้อมูลด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อที่ฝังรากได้ เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นผูกโยงกับอารมณ์และความรู้สึกไปแล้ว การแก้ปัญหาจึงต้องไปไกลกว่าการบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลเชิงพฤติกรรมว่าทำไมเขาถึงเชื่อ

ด้านคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าการเพียงแค่ “หักล้างข้อเท็จจริง” (Fact-checking) นั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาอีกต่อไป สิ่งที่สังคมไทยต้องเร่งทำคือการสร้าง”วัฒนธรรมการสื่อสารใหม่” โดยมองว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ปัจเจกบุคคลควรได้รับอย่างถูกต้อง (Well-informed) ไม่ใช่การได้รับข้อมูลที่บิดเบือน (Mis-informed) เพื่อให้สามารถตัดสินใจเรื่องการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากความกังวลด้านสุขภาพแล้ว “ต้นทุนการเข้าถึงระบบสาธารณสุข” เป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อการรอคิวพบแพทย์ใช้เวลานานแต่ได้พูดคุยเพียงไม่กี่นาที ผู้ป่วยจึงหันไปหาข้อมูลออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทันทีและดูเหมือนจะให้คำตอบที่ค้างคาใจได้มากกว่า

ในวงสนทนายังมีการเสนอแนวทางการแก้ไขเชิงระบบโดยเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งทำระบบข้อมูลเปิด (Open Data) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น เพื่อลดปัญหาการที่ผู้ป่วยหันไปหาข้อมูลออนไลน์ทดแทนการรอคิวนานในโรงพยาบาล พร้อมทั้งเสนอแนวคิด “หนามยอกเอาหนามบ่ง” ในการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารใหม่ที่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของผู้ป่วยมาเป็นเครื่องมือในการนำเสนอข่าวจริงเพื่อดึงใจผู้รับสารกลับมาจากข่าวลวงและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนในสังคม

คลิป “รังสิมันต์ โรม” แถลงข่าวปี 67 ถูกบิดเบือนว่าเขาเสนอมอบสถานะคนไทยแก่ผู้หนีภัยชาวเมียนมา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รังสิมันต์ โรม เสนอให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนพิเศษให้ชาวเมียนมา ให้เข้าไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** การออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นข้อเสนอเพื่อให้ทางการไทยสามารถติดตามตรวจสอบชาวเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบเข้ามาในประเทศได้ ไม่ใช่การให้สถานะความเป็นคนไทย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Thanongkiat Jitratanasathana” แชร์คลิปวิดีโอรังสิมันต์ โรม นักการเมืองจากพรรคประชาชน เสนอว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นหนึ่งในมาตรการที่ควรนำมาใช้ในการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยความไม่สงบในเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย

คลิปวิดีโอนี้มีความยาว 20 วินาที มีภาพธงชาติเมียนมาประกอบ ฝังข้อความ “จะให้พม่าตั้งชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิดเองแล้วให้บัตรประชาชนพิเศษเลยเพื่อให้ต่างด้าวเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องขออนุญาต”  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ในหลายแพลตฟอร์มทั้งเฟซบุ๊ก อินสตากแกรม ติ๊กตอกและ X ช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. 2569 ทั้งช่วงก่อนและการหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

วันและเวลาเก่าที่สุดที่มีการเผยแพร่โพสต์คลิปพร้อมข้อความบรรยายเดียวกันนี้คือวันที่ 16 ม.ค. 2569 พร้อมติดแฮชแท็ก “#พรรคเพื่อพม่าและเขมร #ฐานเสียงชั้นดี” คลิปนี้มีความยาวเกือบ 2 นาทีและมีช่วงที่รังสิมันต์ขยายความว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย

โคแฟคสืบค้นด้วยคำค้นหา “บัตรประชาชนรหัสพิเศษ เมียนมา รังสิมันต์ โรม” พบวิดีโอบันทึกการแถลงข่าวฉบับเต็มความยาว 37.05 นาที เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “ก้าวไกลของประชาชน – Move Forward” เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่งรังสิมันต์ สส. พรรคก้าวไกล และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้นแถลงข่าวเรื่องข้อเสนอในการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา  

นาทีที่ 8.59-12.01 รังสิมันต์กล่าวถึงสถานการณ์ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาว่านับจากการรัฐประหารในเมียนมา 1 ก.พ. 2564 ผู้หนีภัยทั้งจากความไม่สงบทางการเมือง การสู้รบและอื่น ๆ จากเมียนนมาเข้ามาในไทยอาจถึงล้านคน

“เราได้รับข้อมูลจากภาคประชาสังคมว่า คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยต้องจ่ายส่วยให้กับภาครัฐ จ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้คนเหล่านี้อยู่ในซอกหลืบอยู่ใต้ดินอีกต่อไป ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่เราควรจะดำเนินการก็คือควรจะเอาเขาเข้ามาอยู่บนดิน วิธีการหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือการใช้กลไก ไม่ว่าจะเป็นการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษ ซึ่งผมต้องย้ำว่าอันนี้ไม่ได้หมายความว่าเราให้สถานะเขาเป็นประชาชนชาวไทย แต่เราเป็นการพูดถึงการจัดการที่ทำให้เราสามารถตรวจสอบแล้วก็ติดตามได้” รังสิมันต์กล่าว 

นอกจากข้อเสนอเรื่องการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษ กมธ.ความมั่นคงฯ ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุว่าในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

สื่อหลายสำนัก เช่น ข่าวสด แนวหน้า ไทยพีบีเอสในวันที่ 25 เม.ย. 2567 รายงานการแถลงข่าวของรังสิมันต์เรื่องการออกบัตรประชาชนพิเศษแก่ผู้หนีภัยการสุ้รบจากเมียนมา โดยย้ำว่าไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย แต่เพื่อให้มีระบบตรวจสอบติดตามและแก้ปัญหาส่วย 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปรังสิมันต์เสนอให้ออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษสำหรับชาวเมียนมาที่หนีภัยความไม่สงบเข้ามาในไทยเป็นคลิปสั้นที่ตัดตอนมาจากการแถลงข่าวของรังสิมันต์ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่งเขาย้ำว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษให้คนกลุ่มนี้ไม่ใช่การให้สถานะการเป็นคนไทย แต่เป็นวิธีการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาเข้าสู่ระบบบริหารจัดการของทางการไทย 

นอกจากตัดทอนแล้วยังใส่ข้อความบิดเบือนให้เข้าใจผิดว่ารังสิมันต์เสนอให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาตและให้สถานะการเป็นคนไทยเพราะคนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงของพรรค

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 95 (1) ระบุว่า บุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่หากมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้รับสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 

ส่วนกระบวนการแปลงสัญชาติ จะอยู่ใน พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 10 และ 11 ซึ่งเป็นการให้สัญชาติไทยกับบุคคลต่างด้าว แต่การขอแปลงสัญชาติต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการสละสัญชาติเดิมของตนเองด้วย 

รัฐบาลทักษิณไม่ใช่รัฐบาลเดียวที่เคยขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ มีการปรับขึ้นหลายครั้งในหลายรัฐบาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลเดียวที่ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** การขึ้นเงินเดือนข้าราชการมีมาอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลหลายชุด 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคเพื่อไทย FC” โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “รัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคไม่ขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการเลย ขึ้นครั้งเดียวสมัยทักษิณ หลังจากนั้นผ่านมาหลายสิบปีก็ไม่มีอีกเลย” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นรายงานข่าวและมติคณะรัฐมนตรีย้อนหลังพบว่ามีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการมาอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลหลายชุด

รายงานของสำนักข่าวอิศราเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 ตรวจสอบการขึ้นเงินเดือนข้าราชการระหว่างรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่ามีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการในหลายรูปแบบ ดังนี้

▪️ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (พรรคไทยรักไทย): มติ ครม. 9 มี.ค. 2547 ปรับค่าตอบแทนภาคราชการโดยให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนภาคราชการ สำหรับข้าราชการและลูกจ้างส่วนราชการในอัตรา 3% เท่ากันทุกอัตรา และให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือการครองชีพให้แก่ข้าราชการบำนาญในอัตราเดียวกัน และมติ ครม. 30 ส.ค. 2548 เห็นชอบมาตรการปรับค่าตอบแทนภาคราชการโดยปรับอัตราเงินเดือนพื้นฐานเพิ่มขึ้นในอัตรา 5% ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภท

▪️ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (คมช.): มติ ครม. 5 มิ.ย. 2550 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนภาคราชการโดยปรับอัตราเงินเดือนเป็นร้อยละเท่ากันทุกตำแหน่งในอัตรา 4% สำหรับข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการอัยการ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ข้าราชการการเมือง ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ   

▪️ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช (พรรคพลังประชาชน): มติ ครม. 13 พ.ค. 2551 เห็นชอบเรื่องการช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการระดับต้นโดยขยายเพดานเงินเดือนของข้าราชการเพื่อให้ได้รับค่าครองชีพเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้ปรับเงินช่วยเหลือการครองชีพของเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นที่ได้รับในลักษณะเช่นเดียวกับเงินค่าครองชีพของข้าราชการ 

▪️ รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (พรรคพลังประชาชน): มติ ครม. 19 พ.ย. 2551 เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการปรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญเข้าตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเดือนข้าราชการในภาพรวมปรับเพิ่มขึ้น 4%

▪️ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย): มติ ครม. 31 ม.ค. 2555 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยปรับเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในปีที่ 1 โดยผู้มีคุณวุฒิตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปได้รับเงินเดือนแรกบรรจุรวมกับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวไม่น้อยกว่า 15,000 บาท และมติ ครม. 10 เม.ย. 2555 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนข้าราชการพลเรือนสามัญโดยให้อัตราเงินเดือนแรกบรรจุขั้นต่ำของวุฒิปริญญาตรีในปีที่ 2 เท่ากับ 15,000 บาท ปีที่ 1 เท่ากับ 13,000 บาท ส่วนวุฒิ ปวส. ปีที่ 2 เท่ากับ 11,500 บาท ปีที่ 1 เท่ากับ 10,200 บาท เป็นต้น

▪️ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (คสช.): มติ ครม. 9 ธ.ค. 2557 เห็นชอบการยกระดับรายได้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการรัฐสภาสามัญ และข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่ม 1 ขั้น สำหรับระบบเงินเดือนแบบขั้น หรือ 4% ของอัตราเงินเดือน และเห็นชอบการปรับค่าตอบแทนพนักงานราชการโดยปรับเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้พนักงานราชการที่ได้รับการจ้างวุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี พนักงานราชการกลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ และปรับเพดานบัญชีค่าตอบแทนขั้นสูง กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ 4% 

เพจ “ต่างด้าวทำอะไร” เผยแพร่ซ้ำเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปัจจุบันมีการเสนอแก้ไขมาตรา 7 ทวิวรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้ลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** กรมการปกครองอยู่ระหว่างเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติจริง แต่ไม่ใช่การเปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทย กฎหมายยังคงกำหนดไว้ว่าลูกของคนต่างด้าวที่เกิดในไทยจะต้องได้สัญชาติตามพ่อแม่ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์ข้อความว่า “ปัจจุบันกำลังมีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ ให้กำหนดว่าคนที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” และระบุว่าหากร่างแก้ไขกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ ผู้ที่จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดจะไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยและเรียนจบปริญญาตรีด้วย (ลิงก์บันทึก)

ด้านล่างของโพสต์แนบลิงก์เฟซบุ๊กของบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ที่โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2569 อธิบายเจตนารมณ์ของการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ และจะเปิดให้ทุกฝ่ายวิจารณ์เนื้อหาร่างแก้ไขกฎหมายได้ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” เคยโพสต์ข้อความลักษณะเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2568 ว่า “ปัจจุบันกำลังมีการเสนอ แก้ พ.ร.บ. สัญชาติ ให้มีการกำหนดว่าคนที่ได้สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ความหมายคือทุกกลุ่ม รวมไปถึงลูกแรงงาน จบ ป.ตรี ต่อไปในอนาคตลูกพม่าอาจจะได้เป็นนายกฯ จริง ๆ ก็ได้ใครจะไปรู้” (ลิงก์บันทึก) ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนที่อาจสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง

ข้อความที่เพจ “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์เมื่อ 21 ก.พ. 2569 จึงเป็นการนำข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมาเผยแพร่ซ้ำทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ จะทำให้ลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด 

โคแฟคตรวจสอบที่มาและเจตนารมณ์ของการเสนอแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติจากบัณฑิต นามเครือ ผอ. ส่วนสัญชาติและการทะเบียนฯ ได้ข้อมูลดังนี้

▪️ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่เคยได้สัญชาติไทยและไม่มีหลักฐานว่าใช้สัญชาติอื่น สามารถขอมีสัญชาติไทยได้ โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การขอมีสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลที่สามารถขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ได้แก่ บุตรของชนกลุ่มน้อย และบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต 

▪️เดือน ต.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในกรณีที่มีผู้ร้องเกี่ยวกับการเพิกถอนสัญชาติไทยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ไม่เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” 

▪️ในการเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อ้างอิงคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ผู้สมัครกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสองถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนด กรมการปกครองจึงได้ทำหนังสือแจ้ง กกต. ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ เพื่อกำหนดว่าการได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” 

▪️ผอ. ส่วนสัญชาติและการทะเบียนฯ ยืนยันว่าการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทยแก่ลูกของแรงงานต่างด้าว เพราะมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการให้สัญชาติไทยเฉพาะกลุ่มคนไร้สัญชาติ (บุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่มีสัญชาติ) เท่านั้น และกระบวนการให้สัญชาติไทยตามมาตรานี้จะต้องมีการสืบพยานบุคคล พยานเอกสาร และผ่านขั้นตอนการตรวจสอบอย่างรัดกุม เช่น กรณีของหม่อง ทองดี อดีตเด็กไร้สัญชาติที่มีชื่อเสียงจากการแข่งขันพับเครื่องร่อนกระดาษเมื่อปี 2552 ซึ่งต่อมาได้ยื่นขอสัญชาติไทยและได้รับสัญชาติไทยตาม มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

อีกทั้ง มติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ยังกำหนดไว้ว่ากลุ่มบุคคลที่สามารถขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ได้แก่ บุตรของชนกลุ่มน้อย และบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต

สำหรับลูกของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยจะต้องได้สัญชาติตามพ่อแม่โดยอัตโนมัติ แต่หากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้วประสงค์จะขอสัญชาติไทย ก็ต้องยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 หรือ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ และต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด

เพจเฟซบุ๊กแอบอ้างโลโก้ “ข่าวสด” โพสต์ภาพทหารไทยสร้างถนน ทบ. ระบุภาพจริงแต่ไม่ยืนยันที่ตั้ง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊กคล้ายเพจ นสพ.ข่าวสด โพสต์ภาพทหารไทยก่อสร้างถนนที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นภาพปฏิบัติการของทหารไทยจริง แต่เพจที่เผยแพร่แอบอ้างโลโก้หนังสือพิมพ์ข่าวสด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ข่าว สด” ซึ่งใช้โลโก้ของ นสพ.ข่าวสด เป็นภาพโปรไฟล์ โพสต์ภาพทหารกำลังก่อสร้างถนน พร้อมข้อความว่า “สมรภูมิของรอบ 3 อาจเกิดขึ้นที่นี่! เนิน745 นี่เป็นอีกด้านที่ทหารช่างไทยกำลังทำถนนขึ้นเนิน 745 และ 751 ส่วนเนิน 745 ต้องขอบอกนะครับว่าเรายังเข้าไม่ถึงข้างในสุดเพราะทหารเขมรทั้งฐานอยู่ก่อนแล้วและตอนนี้สร้างถนนคอนกรีตจากเนิน 623 ถึงเนิน 745 และเขมรตังฐานปืนค.120 ไว้ตลอดแนวถ้ามีรอบ 3 จุดนี้เดือดที่สุดแน่ครับ OE เป็นห่วงทหารไทยมากครับและเป็นกำลังใจครับแต่ก็เชื่อมั่น นักรบไทยครับ”

เพจและโพสต์นี้ยังเข้าถึงได้ ณ วันที่ 21 ก.พ.

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: ทีมงานผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กทางการของข่าวสด  “Khaosod – ข่าวสด” ยืนยันกับโคแฟคเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ว่าเพจเฟซบุ๊ก “ข่าว สด” เป็นเพจปลอมที่แอบอ้างโลโก้และชื่อ นสพ.ข่าวสด 

โคแฟคส่งภาพและข้อความดังกล่าวให้ทีมโฆษกกองทัพบกตรวจสอบและได้รับคำชี้แจงเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ว่าเป็นภาพการก่อสร้างถนนโดยกำลังพลของกองทัพบกจริง แต่ปฏิเสธที่จะระบุพื้นที่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคง

“กองทัพบกได้ตรวจสอบข้อมูลและภาพดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว ขอเรียนชี้แจงว่า ภาพที่ปรากฏเป็นการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลฝ่ายไทยจริง โดยเป็นการดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางในพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานปกติของหน่วย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของรายละเอียดเชิงพื้นที่และขั้นตอนการปฏิบัติ ขอสงวนการชี้แจงในรายละเอียด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคง” ทีมโฆษกกองทัพบกระบุในข้อความตอบกลับโคแฟค   

ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำโพสต์เก่าของ สว.อังคณามาบิดเบือนถ้อยคำ-เผยแพร่ซ้ำ ปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว.อังคณาออกมาคัดค้านการตัดงบประมาณด้านการศึกษาของนักเรียนชาวกัมพูชาในไทย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **นำข้อความจากโพสต์เฟซบุ๊กของ สว.อังคณาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2568 มารวมทั้งรวบรัดตัดทอนและบิดเบือนถ้อยคำ สร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการแสดงความเห็นในปัจจุบัน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ฝังข้อความ “ไม่ควรตัดงบเขมร” มีคำบรรยายว่า “เอาอีกแล้ว สว.อังคณา นักสิทธิมนุษยชนแสดงความเห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยไม่ตัดงบประมาณด้านการศึกษาของนักเรียนกัมพูชา โดยชี้ว่าเด็กไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ และควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบ อังคณาระบุว่าเด็กคือ ‘ผ้าขาว’ ที่ควรได้รับการคุ้มครองและดูแลด้านการศึกษา แม้จะเป็นเด็กสัญชาติกัมพูชาแต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ต้องดูแลพวกเขาอย่างเหมาะสม”

ภาพประกอบโพสต์และข้อความลักษณะเดียวกันนี้เคยถูกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 ทางเพจเฟซบุ๊ก “ท่านเปา เล่าข่าว” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 23,000 บัญชี (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 13 ส.ค. 2568 อังคณาแชร์ข่าวจากเว็บไซต์เดลินิวส์ทางเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” เดลินิวส์รายงานว่า สว. กลุ่มหนึ่งนำโดกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดโครงการความช่วยเหลือด้านการศึกษาที่ไทยมอบให้กัมพูชาเนื่องจากความรุนแรงชายแดนกระทบต่อความสัมพันธ์และงบประมาณ ซึ่งในเวลานั้นไทยและกัมพูชาอยู่ในช่วงหยุดยิง หลังเกิดการสู้รบกันตามแนวชายแดนระหว่างวันที่ 24-28 ก.ค. 2568

อังคณาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “เด็กเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม เด็กไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง หรือเป็นผู้ใช้ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ การเหยียดหยาม แก้แค้น หรือกีดกันเด็กในการเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนา เป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ในช่วงภาวะสงครามเด็กต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: #CRC) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ #IHL โดยหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมคือ เด็กทุกคนต้องได้รับความคุ้มครองพิเศษจากผลกระทบของความขัดแย้งทางอาวุธ นอกจากนั้น #อนุสัญญาเจนีวา และพิธีสารเพิ่มเติม ยังกำหนดให้คู่ขัดแย้งต้องคุ้มครองพลเรือน โดยเฉพาะกรณีเด็กที่ติดตามครอบครัวเพื่อหนีภัยความตาย จำเป็นได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่”

หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าว ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากได้วิพากษ์วิจารณ์และโจมตีเธอ วันที่ 20 ส.ค. 2568 อังคณาโพสต์ข้อความว่า “…ยืนยันตามเดิมว่าเด็กไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ได้ใช้ความรุนแรง อนุสัญญาสิทธิเด็ก #CRC กฎหมายมนุษยธรรม #IHL และอนุสัญญาเจนีวา ยืนยันว่าเด็กที่ติดตามครอบครัวเพื่อหนีภัยการสู้รบ หรือหนีภัยความยากจนต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐที่เด็กเข้ามาพึ่งพิง ถ้าชาตินิยมจนมองไม่เห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะเด็ก ๆ แนะนำให้ไปเสนอรัฐบาลลาออกจากสมาชิกสหประชาชาตินะคะ อยู่คนเดียวไม่ต้องมีเพื่อน ไม่ต้องช่วยใคร และไม่ต้องไปขอให้ใครช่วยเวลาทุกข์ยากเดือดร้อนค่ะ”

ทั้งสองโพสต์ไม่มีข้อความว่า “แม้จะเป็นเด็กสัญชาติกัมพูชาแต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ต้องดูแลพวกเขาอย่างเหมาะสม” ตามที่เพจ “ท่านเปา เล่าข่าว” และสมาชิกกลุ่มเฟซบุีก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” กล่าวอ้าง

โคแฟคตรวจสอบเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” และสอบถามอังคณาโดยตรงพบว่าเธอไม่ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ในช่วงเวลานี้

📌ข้อสรุปโคแฟค: สว.อังคณาเคยแสดงความเห็นต่อข้อเสนอเรื่องการตัดงบประมาณช่วยเหลือเด็กกัมพูชาเมื่อเดือน ส.ค. 2568 โดยอ้างอิงหลักการและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองเด็กจากความขัดแย้งทางอาวุธ ความเห็นของเธอในครั้งนั้นถูกนำมารวบรัดตัดทอน บิดเบือนถ้อยคำและนำมาเผยแพร่ซ้ำพร้อมภาพประกอบซึ่งเป็นการปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชนในบริบทที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ รับทำใบขับขี่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36ks80u4g2no5


พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย 12 ราย และมีผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราช 1 เคส…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2j6dvydtcnfcf


‘เกาหลีใต้’เจอวิกฤติ‘เด็กเกิดน้อย’เพราะกระแส ‘K-POP…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2m5bkpp6sv2dj


ภาพปฏิบัติการ IO ของพรรคประชาชน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2uizqlpan8rol


สื่อเกาหลีเหนือยกย่องสำนักข่าว Top News…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3fim7p7eqexnl


นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศชาวต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3s6bq0jrplf2i


ด่าน ตม.ดอนเมือง การท่าอากาศยานดอนเมือง ติดตั้งเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ (ABC) เฟสแรก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/eztk1707zrty


สวรส. เตือนอย่าเชื่อ! ตรวจยีนหาพรสวรรค์เด็ก ชี้ “ไม่จริง” ไร้งานวิจัยรองรับ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1y48jw88khkyv


มีการทำทองคำปลอม ผสมด้วย รีเนียม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s76mtxa8mgzw