ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 27 มิถุนายน 2569

เห็ดหูหนู อันตราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2oznvtnjmo31a


น้ำทะเลสีดำปนเขียวและคราบฟองอาจเป็นคราบน้ำมันรั่วไหล บริเวณหาดแม่รำพึง จ.ระยอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/f0g4brju7unz


คลิปเฮลิคอปเตอร์ ชนกันในบราซิล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26rc1uv6coob8


“กรุณา บัวคำศรี” สัมภาษณ์ “กัน จอมพลัง” ใช้ AI เทรดหุ้นและสร้างผลตอบแทนสูงจากเงินลงทุนเพียง 8,000 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2i5u39j1fz8jq


“ฝังคนทั้งเป็นในซูดาน”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2o22lhbkkhol2


ปลั๊กพ่วงมีวันหมดอายุ พานาโซนิคแนะนำควรเปลี่ยนทุกๆ 3-5 ปี ลดความเสี่ยงเกิดเพลิงไหม้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/xtnx62u1nrzty


นอร์เวย์ห้ามเด็กอายุ 6-13 ปี ใช้ AI

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/o9fc6dwzt71a


“อ.เจษฎา” เตือนเอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดรุกราน! หลังพบกุ้งก้ามแดง-กุ้งเครย์ฟิช จำนวนมากในกว๊านพะเยา

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/21r9mdzrxp634


ไต้หวันเตรียมสิ้นสุด “ฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย” 31 กรกฎาคมนี้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/hxo5tti82pu2


ประเทศไทยขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ เนื่องจากพบได้น้อยในประชากรไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6q6pj7vesehx


‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ แจก 1 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนผ่านเป๋าตัง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2qbehh8aq7sdb


ประกาศ เอลนีโญ มาแล้ว มีโอกาส 63% จะเป็นซุปเปอร์เดลนีโญ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2zcafv8vagfl1


ปลาหมอคางดำที่มีสีดำสนิททั้งตัว โผล่บ่อร้านอาหารดัง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/tobdtfkhz5wc

สารพัดคลิปเก่าถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เวเนซุเอลา

กองบรรณาธิการโคแฟค

ไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 7.2 และ 7.5 ที่ประเทศเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 สื่อสังคมออนไลน์ก็เต็มไปด้วยคลิปภาพเหตุการณ์ตึกถล่มและแผ่นดินไหวที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ ซึ่งถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเวเนซุเอลา

คลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จมีทั้งภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหวในตุรกีและฟิลิปปินส์ และภาพการรื้อถอนอาคาร ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาครั้งนี้เลย โพสต์เท็จเหล่านี้ถูกเผยแพร่ในขณะที่ทีมกู้ภัยนานาชาติเร่งส่งกำลังไปช่วยผู้ประสบภัยในเวเนซุเอลา ซึ่งรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 235 ราย บาดเจ็บมากกว่า 4,300 คน และยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีกเป็นจำนวนมาก (ข้อมูล ณ เวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 26 มิ.ย. 2569)

โคแฟครวบรวมโพสต์ที่นำภาพหรือคลิปวิดีโอเก่ามาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา

❌  คลิปตึกถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวที่ตุรกีเมื่อปี 2566 

วันที่ 25 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ของดีประเทศไทย’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 8 วินาที เป็นคลิปอาคารถล่มและผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีเอาชีวิตรอด พร้อมกับบรรยายว่า “ส่งกำลังใจให้เวเนซุเอลา”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปนี้เป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 โดยช่องยูทูบสำนักข่าว İhlas Haber Ajansı ในตุรกีโพสต์คลิปนี้และระบุว่า อาคารที่ถล่มลงมานั้นอยู่ที่เมือง Sanlıurfa ในตุรกี สื่อต่างประเทศ เช่น The Mirror ของอังกฤษ , Al Jazeera ของกาตาร์ ก็รายงานข่าวและคลิปวิดีโอนี้ในวันเดียวกัน

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ของดีประเทศไทย’ นำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา (ซ้าย) จริง ๆ แล้วคลิปนี้เป็นภาพเหตุแผ่นดินไหวในตุรกีเมื่อ 6 ก.พ. 2566 ที่เคยถูกเผยแพร่โดยสื่อตุรกี (กลาง) และ The Mirror ของอังกฤษ (ขวา)

❌ คลิปรื้อถอนอาคารในตุรกีเมื่อปี 2566

วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งไทยและต่างประเทศ โพสต์คลิปวิดิโออาคารสูงเอียงพังถล่มลงมาทั้งหลัง โดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปวิดีโอและภาพนิ่งจากคลิปนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2566 โดยสื่อตุรกี 2 สำนัก คือ Karar และ Ensonhaber ระบุว่าเป็นการรื้อถอนอาคาร Batı Şehir Park Sitesi’nin สูง 15 ชั้น ในเมือง Kahramanmaras ของตุรกี ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 แต่เกิดความผิดพลาด ทำให้อาคารพังถล่มลงมาด้านหน้า จนประชาชนที่ดูอยู่ตกใจรีบวิ่งหนี แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับอันตรายในเหตุการณ์นี้ 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทยนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่โดยสื่อตุรกีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2566 โดยระบุว่าเป็นภาพตึกที่เอียงถล่มลงมาเนื่องจากความผิดพลาดระหว่างการรื้อถอน

❌ คลิปเหตุการณ์แผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์ 8 มิ.ย. 2569

วันที่ 25-26 มิ.ย. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งไทยและต่างประเทศ โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด เป็นบรรยากาศในบ้านหลังหนึ่งที่สมาชิกในครอบครัวพากันแตกตื่นวิ่งหนีออกจากบ้านขณะเกิดแผ่นดินไหว ทิ้งหญิงชราไว้คนเดียวจนเสียหลักล้ม โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ในประเทศเวเนซุเอลา 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปวิดีโอนี้เป็นภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่ภูมิภาคมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 โดย K5 News FM เครือข่ายสื่อวิทยุในฟิลิปปินส์ ได้เผยแพร่คลิปนี้ทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ในจังหวัด Sarangani ภูมิภาคมินดาเนา 

ต่อมาสื่อฮ่องกง South China Morning Post เผยแพร่คลิปนี้เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 โดยอ้างอิงที่มาจากบัญชีเฟซบุ๊ก ‘Jonard Pacres Abrasado’ ซึ่งโพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569  

โคแฟคยังสอบถามไปยังบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Jonard Pacres Abrasado ได้รับการยืนยันว่าเขาเป็นผู้โพสต์คลิปนี้ และเป็นภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จังหวัด Sarangani ของฟิลิปปินส์

เปรียบเทียบภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทยที่อ้างว่าภาพในคลิปนี้เป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เวเนซุเอลา (ซ้าย) กับภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในฟิลิปปินส์โพสต์เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569 ซึงเขายืนยันกับโคแฟคว่าเป็นภาพเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัด Sarangani ภูมิภาคมินดาเนาของฟิลิปปินส์เมื่อ 8 มิ.ย.2569



อยู่กับยุค‘ปัญญาประดิษฐ์’อย่างเท่าทัน! ในวันที่มนุษย์เลือกขอให้AIช่วย‘ปลอบโยนจิตใจ’แทนคนจริงๆ

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ปัจจุบัน ‘เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย หนึ่งในนั้นคือการใช้เป็น ‘ผู้ช่วยหรือคู่สนทนา (AI Chatbot)’ โดยมนุษย์ที่เป็นผู้ใช้งานจะป้อนคำถามเข้าไปแล้ว AI จะให้คำตอบออกมาเป็นฉากๆ ราวกับกำลังสนทนาอยู่กับมนุษย์อีกคนหนึ่ง กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น อาทิ รายงานจากสำนักข่าว Forbes สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ก.พ. 2568 อ้างถึงผลสำรวจเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของชาวอเมริกัน ซึ่งพบว่า ร้อยละ 41 ของคนวัยทำงานรุ่นใหม่ หรือ Gen Z เชื่อถือ AI มากกว่ามนุษย์

คน Gen Z ร้อยละ 50 รู้สึกสบายใจที่จะปรึกษาปัญหาเรื่องงานกับ AI มากกว่าหัวหน้างานที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมากกว่าประชากรวัยทำงานที่อาวุโสสูงสุดอย่างคนรุ่น Baby Boomer ที่รู้สึกแบบนี้มีเพียง 1 ใน 3 , คน Gen Z มีความถี่ในการใช้ AI มากที่สุดคือ 12 ครั้งต่อสัปดาห์ มากกว่าผู้อาวุโสสูงสุดที่ยังทำงานอย่างคนรุ่น Baby Boomer ที่ใช้ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และวัยทำงานที่เป็นผู้อาวุโสรองลงมาอย่าง Gen X ซึ่งใช้ AI เฉลี่ย 7 ครั้งต่อสัปดาห์ , คน Gen Z มากถึงร้อยละ 83 รู้สึกวิตกกังวลเมื่อต้องถามคำถาม (ไม่ว่าต่อหน้าหรือทางออนไลน์) ซึ่งสูงกว่าคนรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้า

หรืออย่างล่าสุด สำนักข่าวในญี่ปุ่นอย่าง Kyodo News รายงานเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2569 อ้างอิงผลสำรวจที่พบว่า แม้ในภาพรวมของประชากรญี่ปุ่นทุกเพศและวัย ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.8 ยังคงเลือกขอคำแนะนำจากมนุษย์เป็นหลัก แต่ก็มีถึงร้อยละ 36.5 ที่เลือกขอคำแนะนำจาก AI และหากเจาะลึกเป็นรายกลุ่ม จะพบว่า หญิงวัยเกษียณ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ของแดนอาทิตย์อุทัย ร้อยละ 47.8 หรือเกือบครึ่ง เลือกที่จะสนทนากับ AI ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ มากกว่าประชากรสูงอายุเพศชายซึ่งเลือก AI เพียงร้อยละ 25.2 

– ทำไมผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกพุดคุยหรือปรึกษาปัญหาชีวิตกับ AI มากกว่ามนุษย์ด้วยกัน:รายงานของสื่อญี่ปุ่นข้างต้น อ้างความเห็นของ อัตสึชิ นาคาโกมิ (Atsushi Nakagomi) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชิบะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ ที่ระบุว่า AI ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจมากขึ้นที่จะเปิดเผยความคิดเห็น เนื่องจากพวกเขาอาจรู้สึกอิสระที่จะขอคำแนะนำโดยไม่ต้องกังวลว่าความคิดเห็นของพวกเขาจะถูกมองอย่างไร

สอดคล้องกับงานวิจัยหัวข้อ ‘Why do people prefer social sharing of emotion with conversational AI over human partners? A structural topic modeling approach’ เผยแพร่บนเว็บไซต์ sciencedirect.com ซึ่งเป็นฐานข้อมูลวารสารวิชาการของเนเธอร์แลนด์อย่าง Elsevierเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ทำการศึกษา การแบ่งปันอารมณ์ทางสังคม (Social Sharing of Emotion)ซึ่งเดิมหมายถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ แต่ระยะหลังๆ พบปฏิสัมพันธ์แบบเดียวกันระหว่างมนุษย์กับ AI มากขึ้น 

การศึกษาใช้วิธีสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 178 คน ซึ่งผลการวิเคราะห์เผยให้เห็นแรงจูงใจหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1.การพูดคุยเรื่องต่างๆ อย่างไม่เป็นทางการ 2.การแสวงหาความเชื่อมโยงทางอารมณ์ 3.การระบายความรู้สึกแทนการพูดคุยกับคนสนิท 4.การแสวงหาคำแนะนำที่เป็นกลาง และ 5.การปรึกษาหารือในหัวข้อที่ยากต่อการพูดคุยกับผู้อื่น นอกจากนี้ ความวิตกกังวลทางสังคมที่สูงขึ้นยังมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการสนับสนุนการปรึกษาหารือในหัวข้อที่ยากต่อการพูดคุยกับบุคคลอื่นมากขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้ได้สร้างชุดข้อมูลเชิงประจักษ์(Empirically Derived Taxonomy) ของแรงจูงใจในการแบ่งปันอารมณ์กับ AI ในการสนทนา โดยเน้นว่า บุคคลมองว่า AI เป็น ‘เพื่อนคู่คิด (Partner)’ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทางสังคมและอารมณ์เฉพาะด้านได้ โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะเฉพาะตัว เช่น การที่ไม่ตัดสินและพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ผลการศึกษาดังกล่าวช่วยให้เข้าใจถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างความวิตกกังวลทางสังคมและความชอบที่จะปรึกษา AI เกี่ยวกับหัวข้อที่ละเอียดอ่อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า AI ทำหน้าที่เป็นช่องทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการประเมินทางสังคม งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยเสริมสร้างความเข้าใจของเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็น หุ้นส่วนมนุษย์(Human Partner)’ ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์และสังคมเฉพาะด้านที่เพื่อนซึ่งเป็นมนุษย์ด้วยกันไม่สามารถตอบสนองได้เสมอไป

ในขณะที่การใช้ AI เพื่อการสนทนาถูกบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยนี้จึงให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญทั้งในด้านการสร้างแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI และการออกแบบระบบ AI ในอนาคตที่สามารถสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ งานวิจัยชิ้นนี้ให้ข้อสรุป  

ภาพล้อเลียนพฤติกรรมการประจบประแจงของปัญญาประดิษฐ์ (Sycophantic AI) 
ที่มา : Diana Wolf T. , ‘What is AI Sycophancy and Why Should Your AI Disagree with You?’ , Linkedin

– เมื่อ การประจบเอาใจ ของ AI อันตรายต่อมนุษย์มากกว่าที่คิด : แต่อีกด้านหนึ่ง ในวันที่ 26 มี.ค. 2569 วารสารวิทยาศาสตร์อเมริกันอย่าง Science เผยแพร่งานวิจัยหัวข้อ ‘Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence’ ที่ทำการทดลองใน 2 รูปแบบ คือ 1.วัดความชุกของพฤติกรรมการประจบประแจงในแบบจำลอง AI ชั้นนำ 11 แบบ โดยใช้ชุดข้อมูลสามชุดที่ครอบคลุมบริบทการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงการสอบถามคำแนะนำในชีวิตประจำวัน การละเมิดศีลธรรม และสถานการณ์ที่เป็นอันตรายอย่างชัดเจน

กับ 2.เปิดลงทะเบียนล่วงหน้า 3 ครั้งรับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,405 คนมาเป็นอาสาสมัครร่วมทดลอง เพื่อทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมการประจบประแจงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ความตั้งใจเชิงพฤติกรรม และการรับรู้ของผู้ใช้เกี่ยวกับ AI อย่างไรโดยกลุ่มตัวอย่างจะได้โต้ตอบกับระบบ AI ในสถานการณ์จำลอง และการสนทนาสด โดยพวกเขาได้พูดคุยเกี่ยวกับความขัดแย้งในอดีตที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังทดสอบว่าผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามรูปแบบการตอบสนองหรือแหล่งที่มาของการตอบสนองที่รับรู้ (AI เทียบกับมนุษย์) หรือไม่

ผลการทดลองที่ได้สร้างความตกใจอย่างมาก‘พฤติกรรมประจบประแจงของ AI นั้นทั้งแพร่กระจ่ายไปทั่วและเป็นอันตราย ในแบบจำลอง AI ทั้ง 11 แบบ ชี้ว่าAI ให้คำตอบที่ยืนยันการกระทำของผู้ใช้บ่อยกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 49 ซึ่งรวมถึงในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง การกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือพฤติกรรมอันตรายอื่นๆ ทีมวิจัยมีการใช้ตัวอย่างหัวข้อสนทนาใน ‘r/AmITheAsshole’ ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มย่อยใน Reddit (ชุมชนออนไลน์ที่คล้ายกับเว็บไซต์ Pantip.com ของไทย) ที่เปิดให้ถกเถียงเกี่ยวกับทางเลือกในสถานการณ์ขัดแย้งต่างๆ แล้วพบว่า ร้อยละ 51 จากตัวอย่างทางเลือกที่มนุษย์มีฉันทามติร่วมกัน (Consensus) ว่าไม่เห็นด้วย แต่ AI กลับสนับสนุนหากผู้ใช้งานจะเลือกทางนั้น 

ในการทดลองของเรา แม้แต่การโต้ตอบเพียงครั้งเดียวกับ AI ที่ประจบประแจงก็ลดความเต็มใจของผู้เข้าร่วมในการรับผิดชอบและแก้ไขความขัดแย้งระหว่างบุคคล ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเชื่อมั่นของพวกเขาเองว่าตนเองถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แม้จะบิดเบือนการตัดสินใจ แบบจำลองที่ประจบประแจงก็ยังได้รับความไว้วางใจและเป็นที่ชื่นชอบ ผลกระทบทั้งหมดนี้ยังคงอยู่เมื่อควบคุมลักษณะเฉพาะบุคคล เช่น ข้อมูลประชากรและความคุ้นเคยกับ AI มาก่อน แหล่งที่มาของการตอบสนองที่รับรู้ และรูปแบบการตอบสนอง สิ่งนี้สร้างแรงจูงใจที่ผิดปกติให้การประจบประแจงยังคงอยู่ คุณลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายก็กระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมเช่นกัน งานวิจัยระบุ 

บทสรุปของงานวิจัย Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence ชี้ว่า แม้การให้กำลังใจอาจให้ความรู้สึกสนับสนุน แต่การประจบประแจงสามารถบั่นทอนความสามารถในการปรับปรุงตนเองและการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความรู้สึกชื่นชอบและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วม จึงไม่มีแรงจูงใจมากนักที่จะลดพฤติกรรมการประจบประแจงของ AI ลง

ด้วยเหตุนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการประจบประแจงของ AI ในฐานะความเสี่ยงทางสังคมต่อการรับรู้ตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยการพัฒนากลไกการออกแบบ การประเมิน และความรับผิดชอบที่ตรงเป้าหมาย งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าทางเลือกด้านการออกแบบและวิศวกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอาจส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นการศึกษาและคาดการณ์ผลกระทบของ AI อย่างรอบคอบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาวของผู้ใช้

เช่นเดียวกับงานวิจัย AI Chatbot Use and Disclosure for Mental Health Among US Adolescents and Young Adults เผยแพร่ในวารสารการแพทย์อเมริกัน JAMA Network เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 พบว่า วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา 1 ใน 5 ใช้ AI Chatbot เพื่อขอคำแนะนำด้านสุขภาพจิต โดยกว่าร้อยละ 40 ของผู้ใช้ใช้เป็นประจำทุกเดือนหรือบ่อยกว่านั้น ซึ่งเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการทำความเข้าใจและกำหนดบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของ AI ในการดูแลสุขภาพจิตของเยาวชน เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงควรเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในระบบนิเวศที่กว้างขึ้นของการแทรกแซงทางจิตวิทยา

ภาพจำลองโลกในอนาคตมนุษย์อาจพึ่งพาคำแนะนำด้านสุขภาพจิตจากหุ่นยนต์และ AI  
ที่มา : Rachel Grosseibl , ‘AI in Psychology: What It Means for You and How to Use It Safely’ , Sydney Psych Hub

– คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา : มีรายงานจาก สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA)องค์กรวิชาชีพด้านจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 พบข้อมูลที่ได้จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างนักจิตวิทยาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจำนวน 1,200 คน ซึ่งระบุว่า ร้อยละ 39 เคยพบผู้เข้ารับการรักษาที่ยอมรับว่าใช้ AI ในการวินิจฉัยอาการของตนเอง ในขณะที่ 1 ใน 3 ให้ข้อมูลว่า ผู้เข้ารับการรักษากำลังหันไปใช้ AI ในหลายวัตถุประสงค์ เช่น ร้อยละ 34 ขอความช่วยเหลือในเรื่องการควบคุมตนเอง การยืนยันตนเอง หรือการเตือนพฤติกรรม ร้อยละ 33 ช่วยในการรักษา และร้อยละ 35 เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพิ่มเติม

ผลสำรวจยังบ่งชี้ว่าผู้ป่วยอาจมอง AI มากกว่าแค่เครื่องมือในการบำบัดรักษา นักจิตวิทยารายงานว่าพวกเขาได้พบกับผู้ป่วยที่พูดคุยกับChatbot เพื่อความสนุกสนาน (ร้อยละ 33) มิตรภาพ (ร้อยละ 22) และความสัมพันธ์ใกล้ชิด (ร้อยละ 13) และในบรรดานักจิตวิทยาที่มีผู้ป่วยสนทนากับChatbot อย่างต่อเนื่อง มากกว่า 2 ใน 3 หรือร้อยละ68 เล่าว่าได้พูดคุยหรือสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยรู้สึกได้รับการสนับสนุนหรือได้รับการยืนยันจากแชทบอท หรือ 2 ใน 5 หรือร้อยละ 41 พบผู้ป่วยใช้ Chatbot เพื่อเสริมสร้างทักษะการรับมือที่ดีต่อสุขภาพ 

อย่างไรก็ตาม การพูดคุยกับ Chatbot ก็มีผลข้างเคียงเชิงลบเช่นกัน โดยร้อยละ 36%ของนักจิตวิทยา ให้ข้อมูลว่าผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของตนกำลังพัฒนาความพึ่งพาต่อ Chatbot และร้อยละ 15 กล่าวว่าผู้ป่วยกำลังพัฒนาความคิดที่บิดเบือนหรืออาการหลงผิด ขณะที่ความเห็นของนักจิตวิทยา พบมุมมองหลากหลายเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อสนับสนุนสุขภาพจิต โดยมากกว่าครึ่งเล็กน้อย (ร้อยละ 54) กล่าวว่าสบายใจที่ผู้ป่วยบางรายมีปฏิสัมพันธ์กับ Chatbot ในขณะที่ร้อยละ 93 กังวลเกี่ยวกับผู้ป่วยบางรายที่ใช้เทคโนโลยีนี้ 

ซึ่งความกังวลดังกล่าวอาจเกิดจากความกลัวว่าChatbot อาจก่อให้เกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดต่อผู้ใช้ที่เปราะบาง โดยนักจิตวิทยาเกือบทั้งหมดที่ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 97) มองว่า Chatbot อาจส่งเสริมพฤติกรรมเชิงลบหรือความเชื่อที่ผิดเพี้ยนโดยไม่ตั้งใจ ร้อยละ 94 ยังกล่าวด้วยว่า Chatbot ในปัจจุบันไม่สามารถรักษาอาการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน และร้อยละ 89 กล่าวว่าChatbot อาจกระตุ้นให้เกิดการทำร้ายตนเองโดยไม่ตั้งใจ

แต่อีกด้านหนึ่ง 2 ใน 5 ของของนักจิตวิทยา (ร้อยละ 40) รู้สึกมองโลกในแง่ดีว่า Chatbot จะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้เมื่อไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอยู่ด้วย นี่อาจเป็นผลมาจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีโดยอิงจากการวิจัยและความเชี่ยวชาญทางจิตวิทยา ถึงกระนั้นก็มีเพียงร้อยละ 24 ของกลุ่มตัวอย่างนักจิตวิทยาที่ให้ข้อมูล ที่เชื่อว่าในอนาคตผู้ป่วยจะเลือกใช้ AI Chatbot ในการรักษามากกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่เป็นมนุษย์

อาเธอร์ ซี. อีแวนส์ (Arthur C. Evans) ผู้อำนวยการใหญ่ของ APA กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว AI Chatbot ที่เข้าถึงได้ง่ายดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพราะเป็นเครื่องมือที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมใช้งาน และเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องมีประกัน อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวไม่มีความสามารถในการรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนหรือความตื่นตัวต่อสัญญาณเตือนที่อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ ดังนั้นคนที่จะพึ่งพาเครื่องมือนี้จำเป็นต้องเข้าใจวิธีการทำงานของมันรวมถึงต้องมีวิธีการคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับคำแนะนำที่เครื่องมือให้มา

เครื่องมือ AI เมื่อได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาและร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพจิต จะมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการด้านการดูแลสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นและปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วย แต่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้ได้ผลดีที่สุดก็ต้องควบคู่ไปกับความสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นมนุษย์ที่เข้าใจวิธีการรักษาบุคคล ไม่ใช่แค่คำสั่งกระตุ้น อีแวนส์ กล่าว 

สำหรับ คำแนะนำของ APA ในการใช้เครื่องมือ AI กับงานด้านสุขภาพจิต มีดังนี้ 1.ควรตรวจสอบข้อมูลสุขภาพจิตหรือข้อมูลทางการแพทย์ที่สร้างโดย AI กับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ 2.ขอคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับแนวทางการบำบัดที่มีข้อมูลจากงานวิจัยสนับสนุน 3.ผู้ใช้งานควรกระตุ้นให้ AI ท้าทายความคิดของตนเองหรือให้มุมมองทางเลือกอื่น และ 4.จำกัดการใช้ AI เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ งานอดิเรก การเรียน การทำงาน หรือปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ภาพจำลองการใช้ AI Chatbot ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 
ที่มา : สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA)

ในส่วนความเห็นของผู้เชี่ยวชาญประเทศไทย ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความนิยมของผู้คนในปัจจุบันที่เลือกปรึกษาปัญหาชีวิตกับ AI Chatbot มากขึ้นว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่องของประสบการณ์การเข้าถึงคำปรึกษาในอดีต หากคนมีความทุกข์ใจหรือมีปัญหาชีวิตอาจต้องพึ่งพาเพื่อน ครอบครัวหรือผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคนรับฟัง มีพื้นที่ปลอดภัย หรือเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย หรือความกังวลว่าจะถูกตัดสิน AI จึงเข้ามาเติมช่องว่างตรงนี้ 

ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทันทีตลอดเวลา ไม่ต้องนัดหมาย และส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่าย บางคนจึงรู้สึกว่า AI เป็นทรัพยากรทางจิตใจหรือแหล่งสนับสนุนที่เข้าถึงง่าย แม้จะไม่ได้ทดแทนความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ได้ทั้งหมดก็ตาม อีกประเด็นคือ ปัญหาชีวิตจำนวนมากเป็นเรื่องส่วนตัวและอ่อนไหว การเลือกว่าจะเล่าให้ใครฟังจึงมีต้นทุนทางใจ ผู้คนอาจกังวลเรื่องความไว้ใจ การถูกวิจารณ์ การถูกนำเรื่องไปเล่าต่อ หรือกลัวว่าคนฟังจะไม่เข้าใจ AI จึงอาจให้ความรู้สึกปลอดภัยในเบื้องต้น เพราะผู้ใช้สามารถพูดได้อย่างอิสระมากขึ้นโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับปฏิกิริยาทางอารมณ์ของอีกฝ่ายอาจารย์หยกฟ้า กล่าว อธิบาย 

นักวิชาการท่านนี้ แนะนำว่า AI ควรเป็นเครื่องมือช่วยคิดหรือช่วยตั้งคำถามกับตนเอง มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ใช้แทนการพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาส่งผลต่อการใช้ชีวิต สุขภาพใจ หรือความปลอดภัยของผู้ใช้นอกจากนั้น ในเชิงจิตวิทยา สิ่งที่ต้องระวังคือ AI อาจไปเสริมอคติเดิมของผู้ใช้ได้ เพราะมนุษย์มีแนวโน้มมองหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อหรือความรู้สึกของตนอยู่แล้ว (Confirmation Bias)

เช่น เมื่อเรารู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ เราอาจมองหาข้อมูลที่ยืนยันว่าอีกฝ่ายผิด หรือเมื่อเรากังวลเรื่องสุขภาพ เราอาจเลือกเชื่อข้อมูลที่ทำให้ความกังวลนั้นดูมีเหตุผลมากขึ้น หาก AI ตอบในลักษณะที่เห็นด้วย ปลอบใจ หรือยืนยันความเชื่อและความคิดของผู้ใช้มากเกินไป โดยไม่ได้ช่วยให้มองเห็นข้อมูลอีกด้าน ผู้ใช้อาจได้รับมุมมองที่ไม่รอบด้าน และยิ่งมั่นใจในข้อสรุปเดิมของตนเอง ทั้งที่สถานการณ์จริงอาจมีรายละเอียดซับซ้อนกว่านั้น

ทำให้ผลที่ตามมาคือ ผู้ใช้อาจตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น ตัดสินความสัมพันธ์จากข้อมูลเพียงด้านเดียว เชื่อว่าตนเองมีปัญหาทางจิตใจบางอย่างโดยไม่ได้รับการประเมินที่เหมาะสม หรือวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากข้อมูลออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้ชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเข้ารับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ AI ที่ดีจึงไม่ควรเพียงตอบในสิ่งที่ผู้ใช้อยากได้ยิน แต่ควรช่วยตั้งคำถามอย่างระมัดระวัง ชวนพิจารณามุมมองอื่น และบอกขอบเขตของข้อมูลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกาย และการตัดสินใจสำคัญในชีวิต

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบเปรียบเทียบตามช่วงวัย เด็กและเยาวชนอาจมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ในบางด้าน เพราะยังอยู่ในช่วงพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความเห็น และข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เด็กบางคนอาจมองว่า AI เป็นผู้รู้หรือเป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอ จึงเชื่อข้อมูลที่ได้รับโดยไม่ตรวจสอบเพิ่มเติม แม้ผู้ใหญ่เองก็อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลผิดพลาดได้เช่นกัน แต่โดยทั่วไปอาจมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า มีโอกาสเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง หรือรู้จักช่องทางในการขอความช่วยเหลือมากกว่า เด็กและเยาวชนจึงอาจพึ่งพา AI มากเกินไปได้ง่ายกว่า 

โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าพูดกับผู้ปกครอง ครู หรือเพื่อน หากเด็กคุ้นชินกับการหันไปพึ่ง AI เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ต้น ก็อาจส่งผลต่อทักษะสำคัญ เช่น การขอความช่วยเหลือจากคนจริง การสื่อสารความรู้สึก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การห้ามเด็กใช้ AI แต่คือการสอนให้เด็กใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ และรู้ว่าเรื่องใดควรนำไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญอาจารย์หยกฟ้า กล่าว 

รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทิ้งท้ายว่า ทางออกไม่ควรเป็นการมองว่า AI เป็นสิ่งอันตรายหรือห้ามใช้ทั้งหมดเพราะ AI มีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือช่วยเข้าถึงข้อมูลและช่วยสะท้อนความคิดได้ แต่สังคมจำเป็นต้องช่วยกันสร้างทักษะในการใช้ AI อย่างรู้เท่าทันตั้งแต่ ในระดับผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชนควรสร้างพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนรู้สึกว่าพูดคุยเรื่องยากๆ ได้โดยไม่ถูกตัดสิน พร้อมทั้งสอนให้เข้าใจทั้งข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงของ AI ตั้งแต่ในห้องเรียน 

เช่น การตรวจสอบข้อมูล การตั้งคำถามกับคำตอบของ AI และการรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือจากมนุษย์จริงๆ ขณะที่ ในระดับรัฐ ควรมีนโยบายหรือแนวทางกำกับดูแลที่ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาด การหลอกลวง หรือเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน รวมถึงผลักดันเรื่อง AI literacy ให้เป็นทักษะพื้นฐานของคนทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะเด็กและเยาวชน

และในส่วนของ บริษัทผู้พัฒนา AI ควรให้ความสำคัญกับจริยธรรมและขอบเขตของการตอบคำถาม โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจเชิงศีลธรรมหรือกฎหมาย ระบบไม่ควรตอบเพื่อเอาใจผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่ควรสื่อสารข้อจำกัดของตนเอง ชวนผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูล และแนะนำให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเมื่อสถานการณ์มีความเสี่ยงหรือซับซ้อน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.forbes.com/sites/bryanrobinson/2025/02/19/gen-z-trust-ai-over-humans-in-their-careers-new-study-shows/ (Gen Z Trust AI More Than Humans In Their Careers, New Study Shows : Forbes 19 ก.พ. 2568)

https://english.kyodonews.net/articles/-/76556 (Half of elderly women in Japan prefer AI over humans for personal advice : Kyodo News 23 พ.ค. 2569) 

https://www.aa.com.tr/en/asia-pacific/survey-nearly-half-of-older-japanese-women-prefer-ai-over-people-for-relationship-advice/3946394 (Survey: Nearly half of older Japanese women prefer AI over people for relationship advice : Anadolu Agency 23 พ.ค. 2569)

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2949882126000113 (Why do people prefer social sharing of emotion with conversational AI over human partners? A structural topic modeling approach : ScienceDirect มีนาคม 2569)

https://www.science.org/doi/10.1126/science.aec8352 (Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence : Science 26 มี.ค. 2569)

https://www.nbcnews.com/health/mental-health/ai-chatbots-mental-health-advice-young-people-rcna347758 (Around 1 in 5 young people use AI chatbots for mental health advice, survey finds : NBC 1 มิ.ย.2569)

https://jamanetwork.com/journals/jamapediatrics/fullarticle/2849307?guestAccessKey=913abc03-764d-4eed-ac18-0d1817ff8eb4&utm_source=for_the_media&utm_medium=referral&utm_campaign=ftm_links&utm_content=tfl&utm_term=060126(AI Chatbot Use and Disclosure for Mental Health Among US Adolescents and Young Adults : JAMA Network 1 มิ.ย. 2569)

https://www.apa.org/news/press/releases/2026/06/patients-chatbots-mental-health(Psychologists say patients are turning to chatbots as mental health professionals : APA 16 มิ.ย. 2569)

พานาโซนิคแนะนำให้เปลี่ยนปลั๊กพ่วงหลังใช้งาน 3-5 ปี จริง ผู้เชี่ยวชาญไทยเตือนให้ดูสภาพอุปกรณ์ประกอบด้วย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปลั๊กพ่วงมีวันหมดอายุ พานาโซนิคแนะนำควรเปลี่ยนทุกๆ 3-5 ปี ลดความเสี่ยงเกิดเพลิงไหม้

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** พานาโซนิคประเทศญี่ปุ่นออกคำแนะนำจริง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปลั๊กพ่วงไม่ใช่สินค้าที่กำหนดวันหมดอายุตายตัว จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานสังเกตสภาพของปลั๊กพ่วง หากพบการชำรุดควรเปลี่ยนทันทีแม้จะใช้งานมาไม่นาน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น’ โพสต์ข้อความเรื่อง “รู้หรือไม่ปลั๊กพ่วงมีวันหมดอายุ? Panasonic เผยสาเหตุข้างในที่อาจทำไฟไหม้บ้านได้ทุกเมื่อ”

ข้อความในโพสต์ระบุว่า พานาโซนิค บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นเตือนให้ลูกค้าเปลี่ยนปลั๊กพ่วงทุก ๆ 3-5 ปี โดยตรวจสอบวันที่ผลิตจากสายไฟ รวมถึงแนะนำให้เขียนวันที่เริ่มใช้งานปลั๊กพ่วงวันแรกไว้ที่อุปกรณ์เพื่อเตือนความจำ  

“พฤติกรรมการใช้งาน เช่น การดึงสายไฟ การเหยียบสายไฟ อาจทำให้ลวดตัวนำภายในขาด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความร้อนสูงสะสม ไหม้ หรือเกิดเพลิงไหม้ได้ นอกจากนี้สภาพแวดล้อมและการใช้งานที่ต่างกันก็ทำให้ปลั๊กเสื่อมสภาพได้ จึงแนะนำให้ตรวจเช็กและเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย” 

ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 200 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพปลั๊กพ่วงที่ใช้ประกอบโพสต์นี้เคยถูกเผยแพร่โดยบัญชี X ‘Panasonic Japan公式’ ซึ่งเป็นบัญชีทางการของบริษัทพานาโซนิค ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลเป็นไทยได้ว่า “ระยะเวลาที่แนะนำให้เปลี่ยนปลั๊กพ่วงคือ 3-5 ปี หากไม่แน่ใจว่าเริ่มใช้งานเมื่อใด ให้ตรวจสอบที่สายไฟ เพราะปีที่ผลิตอาจพิมพ์ไว้บนสายไฟ เมื่อเปลี่ยนปลั๊กพ่วง การเขียนวันที่เริ่มต้นใช้งานลงบนสายไฟจะช่วยป้องกันไม่ให้ลืมเปลี่ยน”

วันที่ 29 พ.ค. 2569 พานาโซนิคยังโพสต์ภาพและข้อความเพิ่มเติมว่า เหตุที่ผู้ใช้งานควรตรวจสอบและเปลี่ยนปลั๊กพ่วงเพราะการดึงหรือเหยียบสายไฟขณะใช้งานอาจทำให้สายไฟภายในขาด ส่งผลให้เกิดการไหม้และไฟไหม้ได้

“สภาพแวดล้อมโดยรอบและการใช้งานอาจทำให้ [ปลั๊กพ่วง] เสียหายได้ จึงแนะนำให้ตรวจสอบ/เปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย” 

โคแฟคสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับคำอธิบายว่า ในมุมมองทางวิศวกรรมไฟฟ้า มาตรฐานสากล เช่น IEC และมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) รวมถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2432-2555 ไม่ได้กำหนดอายุการใช้งานของปลั๊กพ่วงเป็นจำนวนปีที่ตายตัว แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอุปกรณ์ การใช้งานภายในพิกัด และการตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ 

“มาตรฐานไม่ได้กำหนดให้ต้องเปลี่ยนปลั๊กพ่วงทุก 3–5 ปี แต่คำแนะนำดังกล่าวถือเป็นแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่มีเหตุผลทางวิศวกรรมรองรับ และช่วยลดโอกาสเกิดอัคคีภัยจากอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพได้” ดร.สุพรรณกล่าว 

“ปลั๊กพ่วงสามารถเสื่อมสภาพได้จากความร้อนสะสม การเสียบ-ถอดซ้ำ ๆ การดึง บิด งอ ความชื้น ฝุ่นละออง และการใช้งานเกินพิกัด ซึ่งอาจทำให้เกิดความต้านทานสัมผัสสูงขึ้น เกิดจุดร้อนเฉพาะที่ หรือเกิดปรากฏการณ์ Tracking จนนำไปสู่อัคคีภัยได้”

ดร.สุพรรณแนะนำว่า การเปลี่ยนปลั๊กพ่วงไม่ควรพิจารณาจากอายุการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาสภาพการใช้งานจริงร่วมด้วย หากพบสายไฟแข็งกรอบ ฉนวนแตกร้าว เต้ารับหลวม ขาปลั๊กมีรอยไหม้ มีกลิ่นไหม้ หรือมีความร้อนผิดปกติ ควรเปลี่ยนทันที แม้จะใช้งานมาไม่นานก็ตาม

“ประเทศไทยมักประสบปัญหาขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ” จริงหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประเทศไทยขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ เนื่องจากพบได้น้อยในประชากรไทย

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงเป็นบางส่วน** ข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยระบุว่าคนไทยมีเลือดกรุ๊ป O มากที่สุด ตามด้วย B , A และ AB ตามลำดับ แต่การขาดแคลนเลือดจะเกิดขึ้นในบางช่วงเวลา

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 มิ.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘รวมพลคนบริจาคโลหิต’ โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “ประเทศไทยมักประสบปัญหาขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ เนื่องจากเป็นกรุ๊ปที่พบได้น้อยในประชากรไทย นอกจากนี้ กลุ่มเลือดพิเศษหายาก (Rh-Negative) ทุกกรุ๊ป (A-, B-, O-, AB-) ก็ขาดแคลนเช่นกัน เพราะพบคนไทยเพียง 3 ใน 1,000 คนเท่านั้น ในขณะที่ กรุ๊ป O มักขาดแคลนเวลาฉุกเฉิน” (ลิงก์บันทึก)

ข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ประมวลและสรุปโดย AI ของกูเกิลจากการที่ผู้ใช้งานป้อนคำถามว่า “ประเทศไทยเราขาดแคลนเลือดกรุ๊ปอะไร” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ว่าการขาดแคลนหมู่โลหิต A, B และ AB “เกิดขึ้นในบางช่วงเวลาเนื่องจากความต้องการของผู้ป่วยในแต่ละหมู่โลหิตไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโรคหรือภาวะที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับโลหิตในการรักษา” และถึงแม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะมีหมู่โลหิต O แต่ความต้องการหมู่โลหิตนี้ก็สูงเช่นเดียวกันตามสัดส่วนประชากร

“ปัจจุบันการจัดหาโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ มีการขาดแคลนโลหิตในบางช่วงเวลาและบางเดือน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ปีใหม่ สงกรานต์ คนส่วนใหญ่เดินทางกลับต่างจังหวัดหรือท่องเที่ยว ส่งผลกระทบทำให้ยอดการบริจาคลดลง ขณะเดียวกันจะมีสถิติอุบัติเหตุสูงและมีความต้องการโลหิตจำนวนมาก” ศูนย์บริการโลหิตฯ ระบุและให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมู่โลหิตและการบริจาคโลหิตของคนไทย ดังนี้

▪️หมู่โลหิตที่พบในประชากรไทย มีดังนี้ 

  • หมู่โลหิต O  ร้อยละ 38 
  • หมู่โลหิต B  ร้อยละ 33
  • หมู่โลหิต A  ร้อยละ 21
  • หมู่โลหิต AB ร้อยละ 8 

▪️โลหิตหมู่พิเศษ Rh-negative เป็นหมู่โลหิตหายาก ในคนไทยพบว่ามีหมู่โลหิตนี้เพียงร้อยละ 0.3  หรือ 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น ผู้ป่วยที่มีหมู่โลหิต Rh-negative มีความจำเป็นที่ต้องใช้โลหิต จะต้องได้รับหมู่โลหิต Rh-negative ด้วยกันเท่านั้น จึงมักประสบกับปัญหาโลหิตหมู่พิเศษไม่เพียงพอ และไม่ทันต่อความต้องการของผู้ป่วย 

▪️ในแต่ละเดือนโรงพยาบาลทั่วประเทศมีการเบิกใช้โลหิตทุกกรุ๊ปเฉลี่ยวันละ 8,500 ยูนิต แต่สามารถจ่ายโลหิตได้เฉลี่ยวันละ 3,400 ยูนิต หรือเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น 

▪️ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 65 ล้านคน มีผู้บริจาคโลหิตทั่วประเทศ ประมาณ 1.61 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 2.4 เท่านั้น ขณะที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่าแต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิตอย่างน้อยร้อยละ 3 ของจำนวนประชากร หรือประมาณ 1.98 ล้านคนในประเทศไทย

▪️สถิติความถี่การบริจาคโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ ปี 2568

  • ผู้บริจาค 1 ครั้งต่อปี ร้อยละ 67.26
  • ผู้บริจาค 2 ครั้งต่อปี ร้อยละ 18.86
  • ผู้บริจาค 3 ครั้งต่อปี ร้อยละ 9.14
  • ผู้บริจาค 4 ครั้งต่อปี ร้อยละ 4.35
  • ผู้บริจาคมากกว่า 4 ครั้งต่อปี ร้อยละ 0.38 

▪️สถิติความถี่การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ในปี 2568 มีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 2,272 ราย แบ่งออกเป็นดังนี้

  • ผู้บริจาคโลหิต ปีละ 1 ครั้ง จำนวน 928 ราย
  • ผู้บริจาคโลหิต ปีละ 2 ครั้ง จำนวน 523 ราย
  • ผู้บริจาคโลหิต ปีละ 3 ครั้ง จำนวน 464 ราย
  • ผู้บริจาคโลหิตมากกว่าปีละ 4 ครั้ง จำนวน 357 ราย 

▪️ความถี่ในการบริจาคโลหิตของประชากรยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้  หากมีผู้บริจาคโลหิตประจำอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง เพิ่มขึ้นจะทำให้มีปริมาณโลหิตเพียงพอสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ 

ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค: แม้ว่า AI ของกูเกิลจะอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ แต่การสรุปเรียบเรียงอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือใช้คำที่สร้างความเข้าใจผิดได้ เช่น การใช้คำว่า “ขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ” ซึ่งศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติอธิบายว่าการขาดแคลนโลหิตบางหมู่เกิดขึ้นในบางช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละช่วง และถึงแม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะมีหมู่โลหิต O แต่ความต้องการหมู่โลหิตนี้ก็สูงเช่นเดียวกัน 

ดังนั้นข้อมูลที่ AI ประมวลผลหรือสรุปเรียบเรียงมาอาจไม่เพียงพอที่จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ใช้งานควรตรวจสอบที่มาของข้อมูลและค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ

“มอเตอร์เวย์ M6 มีระบบชาร์จไฟฟ้าแบบไร้สายใต้ผิวทางเป็นระยะทาง 3 กม.” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กรมทางหลวงฝังระบบชาร์จรถยนต์ EV ไร้สายใต้ถนนมอเตอร์เวย์ M6 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 มิ.ย. 2569 มีผู้ส่งข้อความเรื่อง “หมดยุคหาปั๊มชาร์จ เข้าสู่ยุคถนนคือพาวเวอร์แบงค์” มาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื้อหาอ้างว่ากรมทางหลวงได้ฝังขดลวดทองแดงและระบบชาร์จไฟฟ้าไร้สายสำหรับรถยนต์ (wireless charging) ใต้ถนนมอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-โคราช ระยะนำร่อง 3 กม. ช่วงลำตะคอง

“รถ EV ที่ติดตัวรับสัญญาณใต้ท้องรถ วิ่งผ่านด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. ไฟจะชาร์จเข้าแบตอัตโนมัติแบบ Induction ไม่ต้องจอด ไม่ต้องเสียบ วิ่ง 10 กม. ได้ไฟเพิ่ม 20% หรือวิ่งได้อีก 80 กม.” ข้อความดังกล่าวอ้างด้วยว่ากรมทางหลวงเตรียมเพิ่มระยะทางชาร์จอัตโนมัติเป็น 20 กม.ในปีหน้า ซึ่งถ้าสำเร็จ ไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มี “Electric Road” ใช้จริง อีกทั้งยังใช้งบประมาณติดตั้งระบบนี้ถูกกว่าประเทศอื่น ๆ ถึงสามเท่า

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้เคยถูกเผยแพร่ในติ๊กตอกตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 และยังคงเข้าถึงได้ในขณะนี้ (ลิงก์บันทึก 1, 2) โคแฟคตรวจสอบกับกรมทางหลวงเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ได้รับคำยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ถนนมอเตอร์เวย์ M6 ซึ่งบางส่วนยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไม่มีการติดตั้งระบบชาร์จแบตเตอรีอัตโนมัติ

ก่อนหน้านี้ ทั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย และ Thai PBS Verify ได้ตรวจสอบเนื้อหานี้และได้ข้อสรุปเช่นกันว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

“ปัจจุบันไม่มีการติดตั้งหรือฝังขดลวดทองแดงเพื่อรองรับระบบชาร์จไฟฟ้าแบบไร้สายใต้ผิวทางบนมอเตอร์เวย์ M6 บริเวณ บางปะอิน-โคราช ระยะทาง 3 กม. ช่วงลำตะคอง ตามที่มีการกล่าวอ้าง” ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระบุในรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569

ขณะที่ Thai PBS Verify ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันหลายประเทศยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและประเมินประสิทธิภาพของระบบนี้ และยังไม่มีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในวงกว้าง

เตือนภัยโซเชียล! โคแฟคจับมือผู้เชี่ยวชาญแฉกลลวง”หมอ AI” ตัดต่อคลิปแพทย์จริงหลอกขายยาผู้สูงอายุชี้จุดสังเกต “หมอแท้จะไม่โฆษณาขายยา”

จากกรณีที่มีการแชร์คลิปวิดีโอแอบอ้างเป็นแพทย์แนะนำผลิตภัณฑ์รักษาโรคบนสื่อสังคมออนไลน์จนสร้างความสับสนให้กับประชาชน รายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.44 ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้เชิญ พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ อาจารย์สุทธิมนัส ชินอัครพงศ์ จากภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมเปิดเผยกระบวนการและวิธีสังเกตเพื่อแยกแยะระหว่างหมอจริง หมอปลอม และหมอ AI ที่กำลังระบาดหนักในปัจจุบัน

พลินี เปิดเผยว่า ปัจจุบันเมื่อคนไทยมีอาการเจ็บป่วยมักจะเลือกค้นหาข้อมูลอาการและโรคต่าง ๆ ผ่านทางGoogle, Facebook, TikTok หรือถาม AI เป็นอันดับแรกก่อนไปพบแพทย์ ทว่าอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียมักจะฟีดข้อมูลกลับมาในลักษณะของ Echo Chamber ทำให้ผู้ใช้งานเห็นข้อมูลเรื่องนั้นซ้ำ ๆ จนนำไปสู่การเจอคลิปผู้แต่งกายด้วยเสื้อกาวน์และพูดศัพท์ทางการแพทย์ ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือจนทำให้ประชาชนหลงเชื่อได้ง่าย ทั้งนี้ ตามกฎระเบียบของแพทยสภา รวมถึงสภาวิชาชีพด้านเภสัชกรรมและทันตกรรม มีข้อห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพใด ๆ โดยแพทย์ทำหน้าที่ได้เพียงแค่อธิบายโรคและอาการเท่านั้น

ทางด้าน อาจารย์สุทธิมนัส ได้อธิบายเชิงลึกถึงกลุ่มแพทย์ในโลกออนไลน์ว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ หมอจริง หมอปลอม และหมอ AI ซึ่งมีความแตกต่างกัน โดย “หมอปลอม” คือคนทั่วไปที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ แต่เอาเสื้อกาวน์มาใส่หรืออ้างตนเองว่าเป็นนายแพทย์หรือแพทย์หญิง วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นคือ ประชาชนต้องหยุดคิดและตั้งคำถามก่อนจากนั้นให้นำชื่อ-นามสกุล หรือเลขที่ใบอนุญาตไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ของแพทยสภา หากบุคคลนั้นไม่มีการระบุข้อมูลเหล่านี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจไม่ใช่แพทย์จริง และจุดสังเกตที่สำคัญที่สุดคือ แพทย์จริงที่น่าเชื่อถือจะไม่โฆษณาขายสินค้าประเภทจำพวกยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมเด็ดขาด เพราะผิดกฎแพทยสภาและมีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต นอกจากนี้ การให้ข้อมูลสุขภาพของแพทย์จริงจะต้องมีหลักฐานอ้างอิงจากงานวิจัยหรือวารสารวิชาการ(Paper) ที่ชัดเจน

สำหรับ “หมอ AI” อาจารย์สุทธิมนัส ระบุว่าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อหลอกลวงประชาชนได้แนบเนียนกว่าเดิม พร้อมยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเดือนก่อน ซึ่งมิจฉาชีพนำคลิปวิดีโอของ “หมอเก่ง” แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อตัวจริงในช่วงที่กำลังอธิบายความรู้เรื่องโรคตามปกติมาตัดต่อ โดยมิจฉาชีพจะใช้คลิปจริงในตอนต้นเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ป่วย จากนั้นจะตัดสลับเข้าสู่ภาพและเสียงที่สร้างจาก AI ในช่วงท้ายเพื่อโฆษณาขายครีมสมุนไพรรักษาโรคเก๊าท์ มีการนำรูปภาพของหมอเก่งมาใส่ไว้ที่มุมซ้ายล่างและใช้ AI สั่งให้ขยับปากพูดตามเสียงพากย์ รวมถึงมีการใช้แฮชแท็กเลียนแบบเพจจริงของหมอเก่งเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ซึ่งปัจจุบันแพทย์รายดังกล่าวได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง อีกทั้งในเพจดังกล่าวยังพบการใช้รูปภาพ AI จำลองอวัยวะที่บิดเบี้ยวเพื่อหลอกลวง และมีคลิปในลักษณะเดียวกันที่ทำกับแพทย์หญิงและแพทย์ชายอีกหลายราย

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้สาธิตการสร้าง “หมอ AI” โดยใช้รูปถ่ายนิ่งของ สุชัย ผู้ดำเนินรายการ เพียงภาพเดียว ร่วมกับการป้อนคำสั่ง(Prompt) เพียง 3 บรรทัด ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 5-10 นาทีและมีต้นทุนที่ต่ำมาก ก็สามารถเนรมิตวิดีโอที่นายสุชัยใส่เสื้อกาวน์แพทย์ มีป้ายชื่อ และพูดเชิญชวนรักษาโรคด้วยเสียงและขยับปากที่ตรงกันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

พร้อมกันนี้ได้ให้กลยุทธ์ “3 ส.” ในการป้องกันตนเองคือ Stop (หยุดและห้ามเพิ่งเชื่อหรือรีบซื้อ) สังเกต (ดูความผิดปกติของคลิป) และ สืบ (ค้นหาข้อมูลความจริงเพิ่มเติม) สำหรับจุดสังเกตทางกายภาพของวิดีโอAI ในปัจจุบันคือ ใบหน้าจะมีความเนียนเกินจริง การเว้นวรรคคำพูดไม่เป็นธรรมชาติ ไม่มีจังหวะการหายใจแบบมนุษย์ สายตาและการกรอกตาไม่เป็นธรรมชาติ รวมถึงลักษณะการยืนพูดที่นิ่งเกินไปโดยไม่มีการขยับมือไม้หรือร่างกายส่วนอื่นอย่างเหมาะสมหรืออาจพบการบิดเบี้ยวของอวัยวะในบางช่วง

นอกเหนือจากนี้ ประชาชนสามารถใช้ระบบ Reverse Image Search เพื่อสืบค้นรูปภาพใบหน้าของแพทย์คนดังกล่าวใน Google ได้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ หรือสามารถติดต่อสอบถามไปยังเพจหลักหรือคลินิกของแพทย์รายนั้นโดยตรง

ในช่วงท้ายของรายการ สุชัย และ พลินี ได้ฝากเตือนไปยังผู้ชมให้นำข้อมูลดังกล่าวไปกระจายต่อและเตือนภัยแก่กลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ Gen X ขึ้นไป เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มักตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อคลิปหมอปลอมและหมอ AI เหล่านี้ จนอาจทำให้เสียเงินทองและเป็นอันตรายต่อสุขภาพจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเน้นย้ำสัญชาตญาณในการรับสื่อว่า แม้จะเป็นภาพวิดีโอเคลื่อนไหวและมีเสียงที่คล้ายคลึงกันมากในยุคปัจจุบัน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นของปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการพาณิชย์

“กลั่นแกล้ง-ระรานออนไลน์” กระทบทั้งผู้กระทำและเหยื่อ นักวิชาการชี้ต้อง ‘ฝึกจับถูก’ มองเห็นคุณค่าและชื่นชมสิ่งดีในกันและกัน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจ “Cofact โคแฟค” ดำเนินรายการโดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ได้พูดคุยกับดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน ในหัวข้อ“CARE Before Share : อย่าชิน อย่าเฉย ต้องแคร์” เนื่องในวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Stop Cyberbullying Day) ซึ่งตรงกับวันศุกร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายนของทุกปี

ดร.ธีรารัตน์ กล่าวว่า งานวิจัยเมื่อปี 2567 พบว่า เด็กมากกว่าครึ่งหนึ่งเคยเผชิญกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) หรือการระรานทางไซเบอร์ และในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเลือกที่จะไม่บอกใคร เนื่องจากรู้สึกอับอาย สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศจึงร่วมกันผลักดันให้เกิดการสื่อสารที่ปลอดภัยบนโลกออนไลน์

“สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ปลอดภัยทั้งสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงคนทุกช่วงวัยที่อาจเผชิญกับการถูกด่าทอ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกกีดกันออกจากสังคม หรือแม้แต่ถูกนำภาพ ชื่อ หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้สร้างความเสียหาย จนเกิดการโจมตีจากสังคมออนไลน์” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

สำหรับวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เป็นกิจกรรมระดับโลกที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 โดยมูลนิธิ Cybersmile Foundation ซึ่งมีภารกิจในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ โดยปี 2569 ถือเป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 14  ในประเทศไทย การจัดกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการโดยเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ True Digital Park กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “CARE Before Share : ใส่ใจและคิดก่อนแชร์” เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้อื่น

ดร.ธีรารัตน์ กล่าวว่า การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากความตั้งใจและความไม่ตั้งใจ เนื่องจากโลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน จึงอาจทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ตามมา  รูปแบบการกลั่นแกล้งที่เกิดจากความตั้งใจ เช่น การเปิดเผยความลับของผู้อื่น การด่าทอ การขโมยรหัสผ่าน หรือการสร้างบัญชีปลอมเพื่อสร้างความเสียหาย ขณะที่การกระทำบางอย่างอาจไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่สร้างผลกระทบต่อจิตใจของผู้รับสารได้ เช่น การล้อเลียนรูปร่างหรือการเรียกชื่อด้วยคำที่ผู้พูดคิดว่าเป็นเรื่องตลก แต่ผู้ถูกเรียกอาจรู้สึกเจ็บปวดหรือสูญเสียความมั่นใจ

“ไม่ว่าการกระทำนั้นจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบทางลบ ทั้งต่อจิตใจ ร่างกาย สังคม และการเรียนรู้ ผู้ถูกกระทำอาจเกิดความเครียด ไม่อยากเข้าสังคม ขาดสมาธิในการเรียน หรือไม่สามารถทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ควรเริ่มต้นจากการปลูกฝังคุณธรรม จิตสำนึก และความรับผิดชอบในการใช้สื่อ รวมถึงตระหนักว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และมีความเชื่อมโยงกับปัญหาการใช้สารเสพติดหรือความรุนแรงในครอบครัว นอกจากนี้ ผู้ใช้งานควรมีความรู้เท่าทันสื่อ และไม่ละเมิดจริยธรรมหรือกฎหมาย เนื่องจากการกลั่นแกล้งบางรูปแบบอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

ดร.ธีรารัตน์กล่าวด้วยว่า สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้แนะนำแนวทางรับมือกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ไว้ 3 ขั้นตอน ได้แก่  Stop หยุดตอบโต้ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย Block ปิดกั้นหรือบล็อกผู้ที่เข้ามากลั่นแกล้ง และ Tell บอกเล่ากับบุคคลที่ไว้วางใจ เช่น พ่อแม่ ครู นักจิตวิทยา หรือหากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายให้รวบรวมหลักฐานและแจ้งความ นอกจากผู้กระทำและผู้ถูกกระทำแล้ว บุคคลรอบข้างก็สามารถมีส่วนช่วยได้ โดยเฉพาะเพื่อนและคนในครอบครัว ซึ่งควรรับฟัง ให้กำลังใจ และแนะนำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญ

“สิ่งสำคัญคือการ ‘ฝึกจับถูก’ เพราะสังคมไทยคุ้นชินกับการจับผิด เรามักมองเห็นข้อเสียของผู้อื่นมากกว่าข้อดี การจับถูกคือการมองเห็นคุณค่า มองหาสิ่งดีในตัวเองและผู้อื่น เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการชื่นชมและเคารพซึ่งกันและกัน” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

ภายในงานวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ปี 2569 ได้มีการเปิดตัวชุดการเรียนรู้สำหรับเด็กระดับประถมศึกษา เพื่อส่งเสริมการชื่นชมกันจากคุณค่าและคุณธรรมภายใน มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก อาทิ ความมีน้ำใจ ความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา และความสามารถด้านต่าง ๆ หากสังคมยังขับเคลื่อนด้วยการตำหนิ การด่าทอ และการจับผิดเพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้คนมองไม่เห็นคุณค่าของกันและกัน และไม่สามารถร่วมกันสร้างข้อเสนอหรือพลังเชิงบวกเพื่อพัฒนาสังคมได้

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

จับตา กสทช. ถกโรดแม็ปทีวีดิจิทัล 19 มิ.ย. นี้ ภาคประชาชน-นักวิชาการประสานเสียง ปี 2572 “ฟรีทีวีต้องไปต่อ”

หมายเหตุ: ในการประชุม กสทช. วันที่ 19 มิ.ย. 2569 ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับโรดแม็ปทีวีดิจิทัล โดยคาดว่าเรื่องดังกล่าวจะมีการประชุมและลงมติอีกครั้ง ในวันที่ 22 หรือ 25 มิ.ย. 2569

12 มิถุนายน 2569 – ภาคประชาชนและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนร่วมแสดงความกังวลต่ออนาคตของกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินดิจิทัล ก่อนการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะพิจารณาแผนโรดแม็ปกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2573 ท่ามกลางคำถามสำคัญต่อทิศทางของฟรีทีวีไทย หลังใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลจะทยอยสิ้นสุดลงในปี 2572

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการนโยบายด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวในรายการ “เรื่องใหญ่รายวัน” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ONE31 ว่า ความล่าช้าในการจัดทำโรดแม็ปทีวีดิจิทัลอาจเป็นผลจากโครงสร้างการทำงานของ กสทช. ชุดปัจจุบัน ที่ไม่มีคณะกรรมการเฉพาะด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์เหมือนในอดีต ส่งผลให้ความสำคัญของงานด้านโทรทัศน์และวิทยุลดลง เมื่อเทียบกับภารกิจด้านโทรคมนาคม

วันที่ไปยื่นหนังสือที่ กสทช.  เมื่อวันที่  10 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็ย้ำว่ากิจการโทรทัศน์ไม่ได้โบราณเก่าเก็บแต่ยังมีความสำคัญกับสังคม ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า กสทชไม่รีบพิจารณาเพราะกังวลเรื่องเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  แต่ความจริงคือ ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างเท่าเทียม เพราะมีต้นทุนที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ทุกวันนี้ประชาชนกว่า 13 ล้านคนที่อยู่ในระบบสวัสดิการแห่งรัฐ พวกเขาอาจไม่สามารถจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทุกเดือน แต่มีโทรทัศน์อยู่ในบ้านยังสามารถใช้เป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสารได้” สุภิญญากล่าว

นอกจากนี้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ แม้เราสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากโทรศัพท์มือถือได้ แต่หากต้องการข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ก็ยังต้องเปิดโทรทัศน์ นั่นหมายถึงการที่โทรทัศน์ยังเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสาร เพราะไม่รู้ว่าข้อมูลข่าวสารในโทรศัพท์มือถือมีความจริง – เท็จเพียงใด หรือเป็นข่าวเก่าหรือไม่ แต่การที่โทรทัศน์ทุกช่องตัดเข้าข่าวด่วนแสดงว่าเหตุการณ์นั้นค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจริง

ทั้งหมดนี้เรียกว่า ‘ฟรีทูแอร์ (Free to Air)’ หมายถึงการเข้าถึงโครงข่ายโทรทัศน์ที่ไม่มีเงื่อนไขต้องจ่ายเงินเพื่อรับชม แม้จะมีบางประเทศที่มีแผนดำเนินการแบบลูกผสม (Hybrid) แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นยกเลิกระบบโทรทัศน์แบบเดิม หรืออย่างที่พูดกันมากเรื่องแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ ดังนั้นเมื่อถึงปี 2572 โทรทัศน์จอดับไม่ได้เพราะประชาชนจะเดือดร้อน

ด้าน ดร.ชลธิชา รอดกันภัย อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์และสื่อดิจิทัล คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า แม้สื่อโทรทัศน์บางส่วนจะนำเสนอข่าวที่มาจากโลกออนไลน์ แต่หน้าที่หลักของสื่อมวลชนยังคงเป็นการคัดกรอง ตรวจสอบ และกำหนดวาระข่าวสารให้กับสังคม และยังแสดงความกังวลว่าหากไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของทีวีดิจิทัล จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อบุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อ รวมถึงการจัดการเรียนการสอนด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ และวิชาชีพสื่อสารมวลชน

ผู้คนอาจเสพข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือมากขึ้น แต่ยังคงต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้นั่นคือบทบาทสำคัญของสื่อมวลชน และเป็นเหตุผลว่าทำไมฟรีทีวียังจำเป็นต่อสังคม” ดร.ชลธิชา กล่าว

ขณะที่สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การประชุม กสทช. วันที่ 19 มิถุนายนนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและประชาชนร่วมเฝ้าติดตามผลการประชุม  ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ประกอบการโทรทัศน์ แต่ยังเชื่อมโยงถึงสถาบันการศึกษา บุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อ และประชาชนผู้บริโภคข่าวสารทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนโดยเร็ว

“สิ่งที่อยากเห็นคือ กสทช. มีมติเห็นชอบแผนแม่บทและโรดแม็ปที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นทิศทางร่วมกันว่าจะเดินหน้ากิจการโทรทัศน์ไทยอย่างไร รวมถึงแนวทางสนับสนุนฟรีทีวีในอนาคต” สารีกล่าว

ทั้งนี้ ภาคประชาชนและนักวิชาการเห็นตรงกันว่า แม้ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในยุคดิจิทัล แต่ฟรีทีวียังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่สาธารณะสำหรับการสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ และไม่ควรถูกปล่อยให้หายไปโดยปราศจากแผนรองรับที่ชัดเจน

นอร์เวย์เตรียมออกแนวทางการใช้ AI สำหรับเด็กแต่ละช่วงวัยโดยไม่ให้เด็กชั้นประถมใช้ AI ยกเว้นในบางกรณี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นอร์เวย์ห้ามเด็กอายุ 6-13 ปี ใช้ AI 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** รัฐบาลนอร์เวย์มีมาตรการจำกัดการใช้ AI สำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาจริง แต่ในกรณีที่ผู้สอนและโรงเรียนเห็นว่าการใช้ AI จะมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กเฉพาะกลุ่มหรือในบางวิชา ก็สามารถพิจารณานำมาใช้ได้ 

 📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 มิ.ย. 2569 มีการแชร์ข้อความทางเพจและบัญชีเฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งว่า ประเทศนอร์เวย์ออกมาตรการห้ามเด็กใช้ AI เช่น “นอร์เวย์สั่งห้ามเด็ก 6-13 ปี ใช้ AI หวั่นกระทบพัฒนาการและการเรียนรู้พื้นฐาน” และ “ประเทศยุโรปอย่างนอร์เวย์ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับนักเรียน..โดยกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษา (เกรด 1-7 อายุระหว่าง 6-13 ปี) จะถูกห้ามไม่ให้ใช้งาน ส่วนนักเรียนที่โตกว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึง AI ได้อย่างจำกัด”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อมูลจากเว็บไซต์ของรัฐบาลนอร์เวย์และรายงานข่าวของสื่อมวลหลายสำนัก พบว่าข้อมูลข้างต้นเป็นจริง กล่าวคือเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 รัฐบาลนอร์เวย์เผยแพร่เอกสารข่าวเรื่อง “นักเรียนชั้นประถมศึกษาไม่ควรใช้ AI” ระบุว่ารัฐบาลมีความกังวลถึงผลกระทบของการ AI ต่อการเรียนรู้ของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการของนอร์เวย์จึงได้มอบหมายให้สำนักงานการศึกษาแห่งชาติออกคำแนะนำการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย โดยแบ่งเป็นนักเรียนชั้นประถม มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษาใหม่ที่จะเริ่มต้นในเดือนสิงหาคมนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานแนวทางการใช้ AI สำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย โดยอ้างอิงเอกสารของรัฐบาลนอร์เวย์ ดังนี้ 

  • Grade 1-7 (นักเรียนชั้นประถมศึกษา อายุ 6-13 ปี) ในกรณีทั่วไปจะไม่ให้นักเรียนใช้ AI 
  • Grade 8-10 (นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 14-16 ปี) เริ่มให้เด็กใช้ AI อย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวังภายใต้การดูแลของครูผู้สอนซึ่งจะต้องมีความรู้ความสามารถในการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม 
  • นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 17-19 ปี) นักเรียนควรเรียนรู้วิธีการใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงาน 

รอยเตอร์สรายงานว่าโยนัส การ์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ระบุว่าสิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือการที่เด็ก ๆ เรียนรู้ที่จะอ่าน เขียน และการคำนวณ แต่การใช้ AI เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญในการศึกษาเรียนรู้ 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนอร์เวย์ระบุว่าแนวทางนี้มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่ผู้สอนเห็นว่าการใช้ AI จะมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กเฉพาะบางกลุ่มหรือในบางวิชา ก็สามารถพิจารณานำมาใช้ได้ โดยทางโรงเรียนจะต้องมีการพิจารณารูปแบบการใช้อย่างรอบคอบ

คารี เนสซา นอร์ดทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนอร์เวย์ อธิบายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือนักเรียนควรเรียนรู้การอ่าน การเขียน และการคำนวณก่อนที่จะใช้ AI พวกเขาต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครูและเพื่อนนักเรียน ซึ่งนักเรียนที่อายุน้อยยังขาดความรู้ การคิดวิเคราะห์ และการควบคุมตนเองที่จำเป็นในการใช้ AI อย่างเหมาะสม 

“นักเรียนจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับ AI แต่เราเชื่อว่านักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมต้นไม่จำเป็นต้องใช้ AI ในเนื้อหาการเรียนการสอนโดยตรง จนกว่าเราจะมั่นใจว่าทักษะที่สำคัญที่สุดนั้นมีอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันเรามีหลักสูตรที่ดีอยู่แล้วสำหรับครู แต่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต” รมว.ศึกษาธิการนอร์เวย์กล่าว 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 20 มิถุนายน 2569

รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายให้สัญชาติไทยและบัตรประชาชนแก่คนต่างด้าวรวมถึงคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยเป็นเวลานาน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ls5imwvw3py2


คลิปโรงงานพลุระเบิดในมอลตา เป็นเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/37lupj9rs2p5z


คลิปจากเหตุท่อส่งน้ำมันในอียิปต์ระเบิด เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jadmz8kh0e24


ชาวแอลเบเนียประท้วงในเดือนมิถุนายนปี 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zj9cyj7mgz1h


เซ็ทซึโอะ อิอุจิ อดีตประธาน JETRO ประจำกรุงเทพฯ กล่าวถึง 10 จุดอ่อนของคนไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28prpuq0hdm5z


คลิปคูเวต ถูกอิหร่าน โจมตี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24nczgyrzxtgx


คลิปทหารอิสราเอลทำลายโบสถ์ในเลบานอน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2kstaglobur3q


ถนน M6 ฝังขดลวดชาร์จรถไฟฟ้าได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/275y4ntbqqogc


“ดับไฟถนน” มุกดาหาร ชี้ประหยัดพลังงาน – ปิดเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต่ำ ยังไม่เริ่มใช้จริง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2riwngph5cbj4


สะพานพื้นกระจกแตก นักท่องเที่ยวร่วงลงมาเสียชีวิต 1 ราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1h0hzmc7np0bf


ไข่กุ้ง บนซูซิ แท้จริงแล้วไม่ใช่ไข่กุ้ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vlcwdna1m6u1


โพสต์กล่าวหารัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย “แจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3aorocqc18jee

แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยจริง หรือมีอะไรซ่อนใต้พรม? 

ภาพการบุกตรวจแรงงานข้ามชาติในแผงค้าตามตลาด เปิดร้านขายของ หาบเร่ กลายเป็นภาพที่ปรากฏบนหน้าสื่อและโซเชียลมีเดียบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา หลายเหตุการณ์จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง โดยเฉพาะคำถามที่ว่า

“แรงงานข้ามชาติกำลังแย่งงานคนไทยหรือไม่?”

สำหรับคนจำนวนไม่น้อย คำตอบอาจดูชัดเจนเมื่อเห็นแรงงานต่างชาติทำงานในอาชีพที่หลายคนเชื่อว่าเป็น “อาชีพสงวน” ของคนไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกลับมองว่า ปัญหานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว หากแต่อาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ระบบการจ้างงาน และนโยบายแรงงานของประเทศโดยรวม

อาชีพสงวนคืออะไร และแรงงานข้ามชาติทำอะไรได้บ้าง

ประเทศไทยมีการกำหนด “อาชีพสงวน” สำหรับคนไทย ทั้งหมด 40 ประเภท เพื่อคุ้มครองโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย โดยปัจจุบันมี 27 อาชีพที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้โดยเด็ดขาด และ 13 อาชีพที่สามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างอาชีพที่มักถูกพูดถึง ได้แก่ การขายของหน้าร้าน เปิดร้านขายของ งานเสริมสวย และงานนายหน้า

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับอาชีพสงวนบางส่วนอาจไม่ตรงกับข้อกฎหมายที่บังคับใช้จริง

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) อธิบายว่า แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าได้ หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย เช่น มีนายจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเดินทางเข้ามาทำงานผ่านระบบที่รัฐรับรอง ไม่ว่าจะเป็นระบบ MOU หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ทุกกรณีที่เห็นแรงงานต่างชาติขายของหน้าร้าน จะถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ

แรงงานข้ามชาติในไทยมีมากแค่ไหน

ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตทำงานเกือบ 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มาจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดของกรมการจัดหางาน เดือน พ.ย. 2568 มีแรงงานข้ามชาติ 3,921,262 คน ในจำนวนนี้ 3 อันดับแรกเป็นชาวเมียนมา (2,934,379 คน) กัมพูชา (396,930 คน) และลาว (302,740 คน)

แรงงานกลุ่มนี้กระจายตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายภาคส่วน ได้แก่ ก่อสร้าง เกษตรกรรม ประมงและแปรรูปอาหารทะเล โรงงานอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และคลังสินค้า โรงแรมและร้านอาหาร งานบริการและงานดูแลภายในบ้าน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงงานข้ามชาติไม่ได้อยู่เพียงตามตลาดหรือร้านค้าเท่านั้น แต่เป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายอุตสาหกรรม

เมื่อพบการทำงานผิดกฎหมาย ใครต้องรับผิดชอบ

พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ว่าคนต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ 

แต่คำถามสำคัญคือ

หากกฎหมายมีอยู่แล้ว เหตุใดปัญหาการทำงานผิดประเภทหรือการลักลอบทำอาชีพสงวนจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจำนวนหนึ่งมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ตั้งแต่ระบบนายจ้าง การตรวจสอบของรัฐ ไปจนถึงช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย

ปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องแรงงาน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

อดิศร เกิดมงคล มองว่าปัญหานี้สามารถแบ่งออกได้อย่างน้อย 3 ระดับ

1. ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย

แม้มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการเพิกเฉยหรือการยอมให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นในบางพื้นที่

2. ความเข้าใจผิดของสังคม

หลายกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ อาจเป็นงานที่กฎหมายไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มอาชีพสงวน แต่สังคมเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ‘ขายของหน้าร้าน’  เนื่องจากในอดีตเคยเป็นอาชีพสงวนที่ห้ามแรงงานต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด จนกระทั่งในปี 2563 ได้มีการออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ซึ่งการขายของหน้าร้านจะไปอยู่ในบัญชี 4 (ทำได้แต่ต้องมีนายจ้าง) แต่หลายคนก็ยังคงเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่ห้ามทำอยู่ 

ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิด และบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับแรงงานข้ามชาติ

3. นโยบายแรงงานที่ยังไม่มีทิศทางระยะยาว

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ ประเทศไทยยังขาดแผนยุทธศาสตร์แรงงานที่ชัดเจน ว่าอาชีพใดควรสงวนไว้สำหรับคนไทย และอาชีพใดควรเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิ

ช่องโหว่ของระบบที่ยังพบอยู่

หนึ่งในตัวอย่างที่มักถูกพูดถึง คือ การเร่ขายสินค้า หรือการขายผลไม้ผ่านรถเข็น ซึ่งตามกฎหมายยังถือเป็นกิจกรรมที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากระบบการตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปัญหาการละเมิดอาชีพสงวนก็อาจลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “แรงงานข้ามชาติมากเกินไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “ระบบกำกับดูแลมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่”

อาชีพสงวนที่กำหนดไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ยังเหมาะกับเศรษฐกิจไทยปัจจุบันหรือไม่

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ รายชื่ออาชีพสงวนหลายประเภทถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ก่อนจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในช่วงปี 2565–2566

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

หลายอาชีพที่เคยมีแรงงานไทยจำนวนมาก อาจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน ขณะที่แรงงานไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาคบริการ เทคโนโลยี หรือธุรกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอว่า รัฐควรประเมินข้อมูลตลาดแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งจำนวนแรงงานไทยในแต่ละสาขา ความต้องการของภาคธุรกิจ และแนวโน้มกำลังคนในอนาคต เพื่อพิจารณาว่าอาชีพใดควรสงวนไว้จริง และอาชีพใดควรได้รับการทบทวน

เมื่อธุรกิจเปลี่ยนเร็วกว่ากฎหมาย

ตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ธุรกิจร้านทำเล็บ ในอดีต งานประเภทนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มงานเสริมสวยที่มีข้อจำกัดสำหรับคนต่างชาติ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น คนไทยจำนวนมากได้ขยับจากการเป็นพนักงานไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการ ผลที่ตามมาคือ หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับปฏิบัติการ

กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดแรงงานอาจกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่ากฎหมายที่ใช้กำกับดูแล

บทเรียนจากต่างประเทศ

หลายประเทศที่เผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและขาดแคลนแรงงานต่างพยายามสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานในประเทศกับการเปิดรับแรงงานต่างชาติ

ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและแรงงานลดลงต่อเนื่อง จึงเปิดรับแรงงานต่างชาติผ่านระบบ Specified Skilled Worker (SSW) ตั้งแต่ปี 2562 โดยอนุญาตให้ทำงานในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น เกษตรกรรม ก่อสร้าง การดูแลผู้สูงอายุ และภาคการผลิต ขณะที่บางวิชาชีพยังคงจำกัดไว้สำหรับคนญี่ปุ่น

เกาหลีใต้ ใช้ระบบ Employment Permit System (EPS) โดยนายจ้างต้องพิสูจน์ก่อนว่าไม่สามารถหาแรงงานเกาหลีมาทำงานได้ จึงจะสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ทำงานในภาคการผลิต เกษตรกรรม ประมง และก่อสร้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเรื้อรัง

สิงคโปร์ ใช้ระบบโควตาและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแรงงานต่างชาติ (Foreign Worker Levy) เพื่อควบคุมสัดส่วนแรงงานต่างชาติในแต่ละอุตสาหกรรม

แนวทางของประเทศเหล่านี้สะท้อนว่า การบริหารแรงงานต่างชาติไม่ใช่เรื่องของการ “เปิด” หรือ “ปิด” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของเศรษฐกิจกับการคุ้มครองแรงงานในประเทศ

คำถามที่สังคมควรถกเถียงร่วมกัน

หากแรงงานข้ามชาติหายไปจากประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ โรงงานจะยังผลิตสินค้าได้หรือไม่ ร้านอาหารจะยังเปิดบริการได้หรือไม่ และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ จะเดินหน้าต่อได้หรือไม่

คำถามเรื่อง “การแย่งงาน” จึงอาจไม่ใช่คำถามเดียวที่สังคมต้องตอบ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ประเทศไทยกำลังต้องการแรงงานแบบใด และจะบริหารตลาดแรงงานอย่างไรในวันที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยหรือไม่” แต่คือระบบแรงงานไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่

เมื่ออาชีพสงวนยังถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่การค้นหาว่าใครทำผิด แต่รวมถึงการตรวจสอบว่าเหตุใดกฎหมายจึงยังไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใครต้องรับผิดชอบต่อช่องโหว่ที่เกิดขึ้น

เพราะในท้ายที่สุด ปัญหานี้อาจไม่ใช่เรื่องของแรงงานข้ามชาติเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นเรื่องของอนาคตตลาดแรงงานไทยทั้งระบบ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ นายจ้าง และสังคมโดยรวม 

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงอาจเริ่มต้นจากการมองข้อเท็จจริงให้รอบด้าน มากกว่าการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หรือมุ่งสร้างกระแสความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติ แบ่งเขาแบ่งเราซึ่งรังแต่จะทำให้การแก้ใชปัญหาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซับซ้อนและยากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม หากพบการจ้างงานผิดกฎหมาย หรือพบคนต่างชาติทำงานนอกเหนือสิทธิที่กฎหมายกำหนด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694


อ้างอิง