ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


คลิปเขื่อนขนาดใหญ่แตก เป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพจริงจากเหตุการณ์ดินถล่ม-น้ำท่วมใหญ่ในเนปาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเขื่อนแตกจากเหตุดินถล่มที่เนปาล 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพที่สร้างด้วย AI ตัดต่อรวมเข้ากับภาพจากเหตุการณ์จริง**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘Fada Dozie and Friends’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1.33 นาที ฝังคำบรรยายภาษาอังกฤษว่า “เหตุภัยพิบัติดินถล่มที่เนปาล มีผู้เสียชีวิตแล้ว 165 ราย สูญหายกว่า 1,300 คน” โดยช่วง 29 วินาทีแรกเป็นภาพเขื่อนขนาดใหญ่แตกและมวลน้ำมหาศาลไหลหลากเข้าท่วมเมือง

ณ วันที่ 28 ส.ค. 2569 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 2.2 ล้านครั้ง และถูกแชร์ไปมากกว่า 1,800 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วิดีโอนี้ประกอบด้วยภาพจาก 4 คลิปตัดต่อเข้าด้วยกัน คลิปแรกความยาว 29 วินาที ซึ่งเป็นภาพเขื่อนแตกเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ที่เคยถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ก.ค. 2569 เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก ‘วายลุ่น26’ และ ‘Nguyễn Viết Tuấn’ ซึ่งระบบแจ้งเตือนของเฟซบุ๊กระบุว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างด้วย AI 

โคแฟคตรวจสอบรายละเอียดของคลิป พบร่องรอยความผิดปกติหลายประการที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพ AI เช่น

  • คนและรถยนต์ปรากฏขึ้นและหายไปอย่างผิดปกติ
  • คนมีลักษณะเบลอ เป็นเงาดำมืด หรือมีสัดส่วนรูปร่างบิดเบี้ยว บางคนยืนบนหลังคาที่ลาดเอียงได้อย่างมั่นคงผิดปกติ อีกทั้งมีอากัปกิริยาที่นิ่งผิดธรรมชาติแม้จะอยู่ใกล้กับจุดที่เกิดเหตุภัยพิบัติรุนแรง
  • ป้ายทะเบียนรถยนต์ทุกคันในคลิปเป็นปื้นสีขาว ไม่มีตัวอักษรหรือตัวเลขที่อ่านได้จริง ซึ่งเป็นข้อจำกัดพื้นฐานของ AI ในการใส่รายละเอียด
ตัวอย่างร่องรอยความผิดปกติของคลิปที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI: รถยนต์สีดำที่วิ่งมาบนถนนและหายไปในพื้นถนนอย่างผิดปกติ
ตัวอย่างร่องรอยความผิดปกติของคลิปที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI: รูปร่างคนที่ผิดปกติ ใบหน้าเบลอ เท้ากลืนไปกับพื้น และท่าทางการยืนที่ผิดธรรมชาติบนหลังคาที่ลาดเอียง

อีกทั้งเมื่อนำไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ตรวจสอบ AI คือ ZeroGPT, Hive Detect , AI Video Detector.org และ Fauxlens ให้ผลตั้งแต่ 60-90% ว่าเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI 

ส่วนอีก 3 คลิปที่เหลือ โคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคลิปภาพเหตุการณ์จริงของเหตุดินถล่ม-น้ำท่วมบริเวณพรมแดนทิเบต-เนปาลเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ซึ่งทำให้ผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก ดังนี้

▪️ภาพน้ำโคลนพัดสะพานจนขาดในหมู่บ้าน Melekhu อำเภอ Dhading ของเนปาล เผยแพร่โดย New York Post และ CGTN America โคแฟคตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพิ่มเติมด้วย  Google Street View พบว่าเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Trishuli ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน Melekhu จริง

▪️ภาพมุมสูงน้ำโคลนเคลื่อนผ่านเมือง Nuwakot ของเนปาล ปริมาณและความแรงของน้ำทำให้สะพานและอาคารบ้านเรือนริมน้ำพังเสียหาย ภาพนี้เผยแพร่โดย BBC ของอังกฤษ และ NBC ของสหรัฐฯ

▪️ภาพน้ำไหลหลากซัดทำลายบริเวณท่าเรือ Gyirong ในเขต Gyirong เมือง Shigatse เขตปกครองตนเองทิเบต หรือ Xizang ของจีน เผยแพร่โดย Shanghai Daily ของจีนเมื่อวันที่ 27 ส.ค. และ TBS NEWS DIG สื่อญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569

จริงหรือไม่? ปี 2569 จำนวนผู้ป่วยอีสุกอีใสสะสมกว่า 1 หมื่นราย สูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง

  • วันที่ตรวจสอบ: 13 มี.ค. 2569

ข่าว นศ. ร้องเรียนปัญหากู้เงิน กยศ. ถูกนำมาเติมข้อความและบิดเบือน เพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังคนต่างด้าว

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักศึกษาไทยกู้เงิน กยศ. ไม่ได้ เพราะ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** นำภาพและข่าวนักศึกษาไทยร้องเรียนปัญหาเรื่องการกู้เงิน กยศ. มาบิดเบือนและแต่งเติมข้อความเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังคนต่างด้าว

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Prakaiporn Posangsuwan’ โพสต์ภาพข่าวนักศึกษากลุ่มหนึ่งยืนแถลงข่าวที่รัฐสภา ฝังข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว ผู้ปกครองน้ำตาคลอ นศ. ร้องกู้ กยศ. ไม่ได้” และข้อความบรรยายในโพสต์ว่า “เด็กในประเทศไม่ช่วย แต่พม่า เขมร ช่วยสุดทาง นักศึกษา ร้องกู้เงิน กยศ. ไม่ได้ ลั่นเกินกำลังเด็ก ผู้ปกครองน้ำตาคลอ หวั่นลูกหลุดจากระบบ” (ลิงก์บันทึก)

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ได้โพสต์ภาพนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะหลายกลุ่ม เช่น ‘ยามเฝ้าแผ่นดิน’ และ ‘ไทยภักดี’ และมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นนำไปแชร์ต่อในกลุ่ม ‘เรารักพลโทบุญสิน’ และ ‘แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND’   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพประกอบข่าวที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ข่าวสดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 พาดหัวข่าวว่า “นักศึกษาร้อง กู้เงิน กยศ. ไม่ได้ ลั่นเกินกำลังเด็ก ผู้ปกครองน้ำตาคลอ หวั่นลูกหลุดจากระบบ” ซึ่งภาพต้นฉบับของข่าวสดฝังข้อความว่า “ผู้ปกครองน้ำคลอ นศ. ร้องกู้ กยศ. ไม่ได้” แต่ไม่มีข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” และเนื้อข่าวก็ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวเลย

ข่าวสดรายงานว่ากลุ่มนักศึกษาที่ประสบปัญหากู้เงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ได้ เดินทางมาที่รัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา

สว. ปริญญาตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากการที่ กยศ. ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้กู้รายเก่าได้จนขาดสภาพคล่องจนนำมาสู่การตัดโอกาสนักศึกษาผู้กู้ยืมรายใหม่ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องและอาจทำให้เด็กนักเรียนไทยหลุดจากระบบการศึกษา

ภาพที่ถูกนำมาเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กต่าง ๆ ข้างต้นจึงเป็นการนำภาพจากเว็บไซต์ข่าวสดมาเติมข้อความว่า “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” ซึ่งเป็นการบิดเบือนข่าวการเรียกร้องของนักศึกษาไทย และสร้างความเข้าใจผิดว่าเหตุที่นักศึกษาไทยกู้ยืมเงิน กยศ. ไม่ได้นั้นเป็นเพราะรัฐนำเงินไปอุดหนุนการศึกษาของเด็กต่างด้าว

เปรียบเทียบภาพจากโพสต์ที่เติมข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” กับภาพต้นฉบับที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กข่าวสด (ขวา)

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: เนื้อหาบิดเบือนลักษณะนี้ไม่เพียงปลุกปั่นความเกลียดชังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อการดำเนินงานด้านการศึกษาของภาครัฐ เช่น ในกรณีของการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาซึ่ง พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ระบุคุณสมบัติผู้กู้อย่างชัดเจนว่าต้องมีสัญชาติไทย

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

แกะรอยสงครามข้อมูลข่าวสารไทย-จีน: กรณีศึกษาตึก สตง. ถล่ม

กองบรรณาธิการโคแฟค

ตอนที่ 1: วิเคราะห์แนวทางการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย และสูญหาย 7 ราย จากเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางห่างออกไปในประเทศเมียนมา ไม่เพียงแต่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบราชการในการอนุมัติและกำกับดูแลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เปิดให้บริษัทต่างชาติมาร่วมทุนและรับเหมาก่อสร้าง แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ต่อสังคมให้เฝ้าระวังและตรวจสอบโครงการอื่น ๆ ที่มีทุนจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกเหนือไปจากประเด็น “จีนเทา” และ “เครือข่ายสแกมเมอร์” ที่อยู่ในความสนใจสาธารณะมาก่อนหน้า

แม้เหตุการณ์จะผ่านไปกว่าหนึ่งปี ยังมีคำถามคาใจและและข้อสงสัยที่ยังไม่คลี่คลายเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องการประมูลโครงการและการใช้นอมินีคนไทยเปิดบริษัทให้มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นถูกต้องตามกฎหมาย มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัย ตลอดจนการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างตึก สตง. ทั้งฝ่ายไทยและจีน ซึ่งอยู่ในกระบวนการชั้นศาลที่ต้องใช้เวลาพิจารณาอีกนาน

นอกจากภาพอาคารสูง (ที่กำลังก่อสร้าง) แห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่พังถล่มลงมาขณะผู้คนทั้งเมืองกำลังตื่นตระหนกกับแรงสั่นเทือนของแผ่นดินไหว ยังมีภาพจำของคนในสังคมจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่จีนหอบแฟ้มเอกสารกองโตออกจากสำนึกงานใกล้บริเวณที่อาคารถล่ม หลังเหตุการณ์ผ่านไปเพียงวันเดียว และกรณีที่เป็นข่าวคึกโครมในสื่อไทยและต่างประเทศกรณีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. และข้อความประชาสัมพันธ์โครงการของบริษัท China Railway Engineering Corporation Number 10 (CREC 10) ซึ่งเข้ามาร่วมดำเนินการก่อสร้างอาคารนี้ในนาม กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ได้ถูกลบออกไปจากหน้าเว็บของบริษัทฯ ใน WeChat และระบบออนไลน์ทั้งหมดของจีนรวมทั้งหน้าสื่อจีนเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีการกล่าวถึงในสื่อของทางการจีนและสื่อที่มีทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับจีนแต่อย่างใด

แม้จีนจะถูกมองในเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาปานกลางในเอเชียรวมทั้งประเทศไทย แต่ก็ยังมีความกังวลต่ออิทธิพลจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและผู้เล่นสำคัญในเวทีการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทำให้ภาพลักษณ์ของจีนและทุนจีนถูกมองไปในเชิงที่ไม่น่าไว้วางใจ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจีนอาจใช้อิทธิพลในทางใดทางหนึ่งหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค หรือเบี่ยงเบนความสนใจสาธารณะไปจากเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อจีน

ความกังวลเหล่านี้ เหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่าจีนใช้อิทธิพลใดเพื่อแทรกแซงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มที่มีบริษัทจีนเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชนไทยในการรายงานข่าวเหตุการณ์นี้ ทั้งในแง่การให้ข้อเท็จจริงรอบด้านและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

เพื่อหาคำตอบดังกล่าว กองบรรณาธิการโคแฟคได้ทำงานร่วมกับนักวิเคราะห์ข้อมูลอิสระในการสำรวจข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม ระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึง 31 มี.ค. 2569 เพื่อดูว่ามีความพยายามแทรกแซงหรือปั่นข้อมูลข่าวสารซึ่งส่งผลให้การรับรู้ของประชาชนต่อเหตุการณ์ตึกถล่มหรือภาพลักษณ์ของจีนโดยรวม ไม่สอดคล้องต่อความเป็นจริงหรือไม่และอย่างไร นอกจากนี้ยังค้นหาเพิ่มเติมจากบัญชีสาธารณะทั้งใน X และเฟซบุ๊ก รวมทั้งรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทย และสื่อของทางการจีนที่มีภาคภาษาไทยในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์บทบาทสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปในการสื่อสารเหตุการณ์ที่อ่อนไหวในลักษณะนี้

สาระสำคัญของข้อค้นพบบน X (ม.ค. 2568 – มี.ค. 2569)

1) เหตุการณ์ถล่มอาคาร สตง. เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เหตุการณ์อาคารที่ก่อสร้างโดยผู้รับเหมาจีนภายในโครงการร่วมค้าระหว่างบริษัทไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ เท็น ประเทศไทย จำกัด และ อิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างปริมาณโพสต์สูงสุดในชุดข้อมูล (1,410 โพสต์ในเดือนเมษายน 2568) เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับทุนจีน ความรับผิดชอบด้านการก่อสร้าง และประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยมีอิทธิพลต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา และเกิดคลื่นโพสต์รอบใหม่ในวาระครบรอบ 1 ปี

2) เนื้อหาเชิงลบครองปริมาณและการเข้าถึง

-โพสต์เชิงลบคิดเป็น 39.8% ของโพสต์ทั้งหมด และได้รับการมีส่วนร่วมสูงสุด (สูงสุด 59,205 ปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์) โดยทุกโพสต์มีปฏิสัมพันธ์เกิน 10,000 ครั้ง

-โพสต์เชิงบวกคิดเป็น 10.5 % สูงสุดอยู่ประมาณ 9,000 ปฏิสัมพันธ์

-โพสต์เชิงลบขยายตัวในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ขณะที่โพสต์เชิงบวกมีปริมาณต่ำและไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์โดยตรง

-โพสต์ที่เป็นกลางๆ 49.7 % ส่วนใหญ่เป็นรายงานข่าวของสื่อมวลชน

3) การกระจายของหัวข้อสนทนา

หัวข้อที่ถูกพูดถึงเน้นทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ กล่าวคือ โพสต์ส่วนใหญ่ (59.21%) มุ่งเน้นที่ “ทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ” เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นโยบายวีซ่าฟรี และแรงงานต่างชาติ

หัวข้อสำคัญอื่น ๆ รองลงมาได้แก่ “บทบาทมหาอำนาจในไทยและอาเซียน” (25.07%), “เหตุการณ์ถล่มอาคาร สตง.” (13.99%) และ “Belt and Road Initiative” (1.74%) ซึ่งทั้งสามหัวข้อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีน

4) การวิเคราะห์เครือข่ายสังคมจากบทบาทของบัญชีที่เชื่อมโยงโครงสร้าง

-เครือข่ายนี้ประกอบไปด้วย 1,609 โหนด (1,581 บัญชี + 28 เหตุการณ์) และ 4,569 ขอบ บัญชีส่วนใหญ่มีส่วนร่วมเพียง 1–2 เหตุการณ์ แต่มีแกนกลางที่มีส่วนร่วมข้ามเหตุการณ์หลายครั้ง

-บัญชีที่โพสต์ข้อความมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งมักโพสต์อัพเดทข่าวตามกำหนดเวลาที่แน่นอน แต่ในกลุ่มบัญชีที่ไม่ใช่สื่อกลับมีการโพสต์ถี่กว่า

-บัญชีที่มีบทบาทเชื่อมโยงโครงสร้าง (betweenness centrality) สูง มักเป็นบัญชีที่โพสต์น้อยแต่สำคัญต่อการเชื่อมโยงกลุ่มต่าง ๆ (เช่น @susu69094, @mononewsth, @mamiluv_u) และในกลุ่มย่อยเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม บัญชี @JNSKBVC มีบทบาทเชื่อมโยงสูงสุดแม้จะโพสต์น้อย

5) ไม่พบหลักฐานชัดเจนของการโพสต์แบบอัตโนมัติหรือประสานงานกับบัญชีออื่น ๆ

จากการสังเกตพฤติกรรมของบัญชีผุ้ใช้งาน 20 อันดับแรกที่โพสต์ข้อความมากที่สุดพบว่า ไม่มีช่วงเวลาระหว่างโพสต์ต่ำกว่า 5 นาที (ซึ่งเป็นเกณฑ์บ่งชี้บัญชีบอท) และไม่พบการใช้แฮชแท็ก (ที่ไม่ใช่แบรนด์) ร่วมกันในกลุ่มบัญชีหลัก หรือสัญญาณการประสานงานกันในลักษณะโพสต์หรือแชร์พร้อมกันหรือเหมือนกัน

6) รูปแบบการมีส่วนร่วมและอารมณ์

-โพสต์เชิงลบไม่เพียงแค่มีจำนวนมากกว่า แต่ยังเข้าถึงผู้คนได้กว้างกว่า โดยครองโพสต์ที่มีการมีส่วนร่วมสูง

-โพสต์เชิงกลางพบมากในหัวข้อ “Xin Ke Yuan และความรับผิดชอบด้านการก่อสร้าง” (75.48%) สะท้อนการรายงานข้อเท็จจริงเป็นหลักของสื่อสารมวลชนหรือบัญชีบุคคล

-ส่วนโพสต์เชิงบวกแทบไม่มีอิทธิพลต่อเครือข่าย

7) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและวิธีวิทยา

-ข้อมูลจำกัดเฉพาะแพลตฟอร์ม X ไม่รวมเฟซบุ๊กและเนื้อหาที่เป็นภาษาจีน

-การเก็บข้อมูลใช้คีย์เวิร์ดที่กำหนดล่วงหน้า อาจพลาดบทสนทนาที่อยู่นอกขอบเขตคำเหล่านี้

-การจำแนกอารมณ์มีความแม่นยำ 61% เมื่อเทียบกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ มีข้อจำกัดในการตรวจจับถ้อยคำประชดหรือเสียดสีในภาษาไทย

8) ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง

เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มทำให้เกิดการโพสต์ในหลายหัวข้อพร้อม ๆ กัน ขยายความกังวลของสาธารณะเกินขอบเขตเหตุการณ์โดยตรง เช่น เหตุการณ์เครนถล่มที่สีคิ้ว (มกราคม 2569) มีบทบาทเชื่อมโยงกลุ่มผู้ใช้งานใหม่เข้าสู่บทสนทนาเกี่ยวกับ สตง.

แม้ว่าผลวิเคราะห์เบื้องต้นจากข้อมูลบน X ไม่อาจสรุปได้ว่าบัญชีบุคคลและสื่อต่าง ๆ ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันทางตรงหรือทางอ้อมในช่วงเวลาดังกล่าว มีพฤติกรรมร่วมในการปั่นหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจผิด หรือมีความพยายามในการแทรกแซงข้อมูลข่าวของสื่อมวลชนไทยที่ส่วนใหญ่เกาะติดสถานการณ์และรายงานข่าวกรณีตึก สตง. ถล่มอย่างเข้มข้นทุกมุม แต่ข้อค้นพบสำคัญจากการวิเคราะห์เครือข่ายสังคมของข้อมูลชุดนี้ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยต่อกรณีอาคาร สตง. ถล่มส่งผลให้การรับรู้ของสาธารณะขยายวงไปในชุมชนที่มีความสนใจต่างกันมากขึ้น

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการเกี่ยวกับการรายงานข้อเท็จจริงของสื่อมวลชน สะท้อนภาพรวมในระบบนิเวศข้อมูลของไทยได้ในระดับหนึ่งว่า สื่อมวลชนยังคงมีบทบาทสำคัญในการรายงานข้อเท็จจริง กระจายข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม และกำหนดวาระและทิศทางของข้อมูล แต่อาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมของคนต่างความคิดหรือต่างกลุ่มเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันในเหตุการณ์สำคัญ ๆ เสมอไป

ในรายงานตอนที่ 1 โคแฟคขอนำเสนอข้อค้นพบบางส่วนจากการวิเคราะห์เครือข่ายสังคม (Social Network Analysis) ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย โดยในเบื้องต้นขอฉายภาพของโครงข่ายข้างล่างที่ปรากฏในข้อมูลชุดนี้เพื่อให้เห็นภาพรวมของการมีปฏิสัมพันธ์ของบัญชีผู้ใช้งาน X ในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มรวมถึงก่อนหน้าและหลัง

แผนภาพข้างบน แสดงว่าบัญชีใดมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ใดในช่วงเวลาสังเกตการณ์ โดยแต่ละบัญชีและแต่ละเหตุการณ์จะแสดงเป็นโหนด มีการเชื่อมโยงระหว่างบัญชีกับเหตุการณ์เมื่อบัญชีนั้นโพสต์อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองวันของเหตุการณ์นั้น กฎสองวันนี้ถูกใช้เป็นเกณฑ์เพื่อระบุว่าโพสต์นั้นน่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์มากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดร่วมกันโดยบังเอิญ ขนาดของโหนดบัญชีสะท้อนจำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีนั้นมีส่วนร่วมในช่วงเวลาสังเกตการณ์

เครือข่ายในแผนภาพนี้ สร้างขึ้นจาก 29 เหตุการณ์ที่กำหนดไว้ รหัส E01 ถึง E29 ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาสังเกตการณ์ แต่ละเหตุการณ์ทำหน้าที่เป็นโหนดในเครือข่าย และบัญชีที่โพสต์ภายในสองวันของเหตุการณ์นั้นจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว รายชื่อเหตุการณ์ทั้งหมดแสดงในตาราง X ด้านล่าง โดยจัดกลุ่มตามกลุ่มหัวข้อ

เครือข่ายนี้ประกอบด้วยโหนดทั้งหมด 1,609 โหนด แบ่งเป็นโหนดบัญชี 1,581 โหนด และโหนดเหตุการณ์ 28 โหนด เชื่อมโยงกันด้วยขอบ 4,569 เส้น 

จำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีหนึ่งมีส่วนร่วมเรียกว่า “ดีกรี” ดีกรี 1 หมายถึงบัญชีนั้นปรากฏในชุดข้อมูลโดยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียว ดีกรี 5 หมายถึงบัญชีโพสต์เกี่ยวกับห้าเหตุการณ์ที่แตกต่างกันในช่วงเวลาสังเกตการณ์ ค่ามัธยฐานของดีกรีในชุดข้อมูลนี้คือ 2 หมายความว่าครึ่งหนึ่งของบัญชีทั้งหมดมีส่วนร่วมกับสองเหตุการณ์หรือน้อยกว่า แสดงให้เห็นว่าบัญชีส่วนใหญ่ในชุดข้อมูลนี้เป็นผู้เข้าร่วมเป็นครั้งคราวที่เข้ามามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์เฉพาะบางเหตุการณ์ มากกว่าการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในหัวข้อที่กว้างกว่า

การกระจายเหนือค่ามัธยฐานนี้ก็มีความหมายเช่นกัน มีบัญชี 793 บัญชี หรือคิดเป็น 49.5% ของเครือข่าย ที่มีส่วนร่วมกับสามเหตุการณ์ขึ้นไป และ 194 บัญชีมีส่วนร่วมกับห้าเหตุการณ์ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าแม้บัญชีส่วนใหญ่จะเป็นผู้เข้าร่วมเป็นครั้งคราว แต่เกือบครึ่งหนึ่งของเครือข่ายแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมข้ามเหตุการณ์ในระดับหนึ่ง บัญชี 194 บัญชีที่มีการเชื่อมโยงห้าครั้งขึ้นไปถือเป็นกลุ่มที่มีความสม่ำเสมอมากที่สุดในชุดข้อมูลนี้ และเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับการตรวจสอบรูปแบบการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาสังเกตการณ์

10 เหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด 

การสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยในช่วงเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม

ข้อค้นพบสำคัญจากตารางข้างบนเกี่ยวกับ 10 เหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมในเครือข่ายมากที่สุด คือ มีการกระจุกตัวอยู่กับเหตุการณ์เดียวกันเกือบทั้งหมด โดยเก้าในสิบเหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุด อยู่ในกลุ่มเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มและผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งยังครอบคลุมการสื่อสารของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม (E12–E19) การสืบสวนความรับผิดชอบ (E20–E22) และการประชุมทางการทูตในช่วงการกู้ภัย (E13) โดยการสื่อสารของสถานทูตจีนทั้งในห้าเหตุการณ์ (E14, E15, E16, E17, E18) ปรากฏในสิบอันดับแรกทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองของสถานทูตจีนต่อเหตุการณ์ตึกถล่มดึงดูดผู้เข้าร่วมจากหลากหลายกลุ่มในเครือข่าย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่สนใจประเด็นความรับผิดชอบหรือการก่อสร้างเท่านั้น

ทั้งห้าเหตุการณ์เป็นการโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กทางการของสถานทูตจีนหลังวันที่ 28 มี.ค 2568 ได้แก่

  1. โฆษกสถานทูตจีนตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับวิสาหกิจจีนที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างตึก สตง.ในวันที่ 1 เม.ย.
  2. สถานทูตจีนโพสต์ข่าวของสำนักข่าวซินหัวภาคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยกู้ภัยจีนในพื้นที่ซากอาคารที่ถล่มที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในเมียนมา ในวันที่ 2 เม.ย.
  3. สถานทูตจีนโพสต์ข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เผยแพร่คำแถลงฉบับที่สองของบริษัทกิจการร่วมค้า อีทีดี-ซีอาร์อีซี ต่อเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม วันที่ 3 เม.ย.
  4. โฆษกสถานทูตจีนแถลงจุดยืนปกป้อง CREC NO. 10 บริษัทจีนที่ร่วมดำเนินงานก่อสร้างตึก สตง. และชี้แจงนโยบายของจีนในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัทจีนในประเทศไทย และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการลงทุนในไทย ในวันที่ 4 เม.ย.
  5. สถานทูตจีนแจ้งเตือนข่าวลวงเกี่ยวกับบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับโครงการตึก สตง. ในวันที่ 5 เม.ย.

โพสต์เหล่านี้ได้รับความสนใจและมีผู้ใช้งานมาคอมเมนต์ทั้งเชิงบวกและลบ รวมทั้งแชร์เป็นจำนวนมากกว่าโพสต์อื่น ๆ ในเหตุการณ์ทั่วไปของสถานทูตจีน โดยเฉพาะโพสต์ของวันที่ 4 และ 5 เม.ย.  และสะท้อนความพยายามของจีนในการสื่อสารเพื่อลดผลกระทบของเหตุการณ์ต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของจีนดังนี้

ลดทอนความสำคัญของเหตุการณ์ โดยการไม่เน้นการสื่อภาพหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม แต่กลับนำภาพหน่วยกู้ภัยจีนกำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยชีวิตคนจากซากอาคารในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่เป็นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้ มาโพสต์ในวันที่ 2 เม.ย. 2568

แสดงความเสียใจอย่างจริงใจ แต่ระมัดระวังในเรื่องการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ โดยสร้างเงื่อนไขว่าจีนจะให้ความร่วมอย่างเต็มที่ในการสอบสวนหาสาเหตุของตึกถล่ม แต่จะยอมรับผลการสอบสวนของทางการไทยจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ยุติธรรมและเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้จริงทางวิทยาศาสตร์

เน้นภาพลักษณ์ของจีนในฐานะวีรบุรุษ ที่เข้ามาช่วยเหลือในการกู้ภัยและช่วยชีวิต เพื่อเบี่ยงเบนกระแสสังคมไปจากภาพผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเน้นภาพทูตจีนเข้าพบกับอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อแสดงความเสียใจและหารือความร่วมมือและให้กำลังสนับสนุนการช่วยชีวิต การกู้ภัยและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วันที่ 30 มี.ค. และ ภาพอุปทูตจีนลงพื้นที่เหตุการณ์ และส่งมอบความช่วยเหลือจากบริษัทจีนในประเทศไทยในวันที่ 7 เม.ย.

รักษาภาพพจน์ของจีน ในฐานะรัฐที่ส่งเสริมภาคเอกชนให้ทำธุรกิจในต่างประเทศอย่างรับผิดชอบ ด้วยการรักษาระยะห่างกับบริษัทจีนที่อาจเกี่ยวโยงกับสาเหตุที่ทำให้อาคาร สตง. ถล่ม และไม่ได้ออกมาปกป้องชื่อเสียงของบริษัทเหล่านั้นโดยตรง แต่อ้างแถลงการณ์ของบริษัทกิจการร่วมค้าอีทีดี-ซีอาร์อีซี ที่ออกมายืนยันว่าได้ดำเนินการงานก่อสร้างตามระเบียบข้อบังคับ และเงื่อนไขตามกฎหมายและสัญญาและมาตรฐานทางวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด

โฆษณาชวนเชื่อเชิงบวก โดยมุ่งเน้นภาพใหญ่ของความร่วมมือไทย-จีนที่ให้ประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย เช่นการตอกย้ำเรื่องการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างรายได้จากภาษีและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแก่ไทย

ในขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการแปะป้ายข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงกับข้อมูลทางการของสถานทูตจีนว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยไม่ระบุชัดว่าอะไรคือเท็จ โดยข้อความจากโพสต์ของสถานทูตวันที่ 5 เม.ย. ระบุว่า “ขอแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการว่า คำกล่าวของเอกอัครราชทูตฯ และถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการทั้งหมดของสถานเอกอัครราชทูตฯ จะมีการเผยแพร่ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์บนสื่อออนไลน์ทางการของสถานเอกอัครราชทูตฯ ข้อมูลใดที่ไม่ตรงกับเนื้อหาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตฯ ถือเป็นข่าวเท็จ โปรดยึดถือเฉพาะเนื้อหาที่ตรงกับข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ของสถานเอกอัครราชทูตฯ เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น”

นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้ โคแฟคได้เข้าไปดูความต่อเนื่องของการสื่อสารของสถานทูตจีน หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ ไม่ปรากฏการชี้แจงอะไรเพิ่มเติมจากทางสถานทูตอีก ซึ่งอาจมองได้สองลักษณะคือ 1) การรักษาระยะห่างระหว่างรัฐบาลจีนกับบริษัทวิสาหกิจและเอกชนจีนที่มาลงทุนไทยเพื่อแสดงให้เห็นว่าจีนไม่ได้ส่งเสริมหรือสนับสนุนการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมาย 2) จีนอาศัยการนิ่งเงียบหรือใช้ความสงบสยบการเคลื่อนไหว คือ การไม่กล่าวถึงหรือตอกย้ำเหตุการณ์ที่เป็นภาพลักษณ์เชิงลบ เพื่อให้สังคมค่อย ๆ ลืมเรื่องดังกล่าวไปในที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่จีนใช้ในทางการสื่อสารเพื่อสยบการพูดถึงประเด็นที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของจีนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ลักษณะการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของสถานทูตจีนในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มถือเป็นปฏิบัติการณ์ข้อมูลข่าวสารในทางเปิด (overt operation) อาศัยสื่อมวลชนหรือช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในการสื่อสาร ซึ่งเป็นช่องทางปกติที่ประเทศต่าง ๆ ใช้เช่นกันเพื่อแสดงจุดยืนทางการทูตและการเมืองหรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตน

ข้อสังเกตประการหนึ่งคือสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่ให้พื้นที่การสื่อสารของคำแถลงจากสถานทูตจีนในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จะมีการชูประเด็นหรือพาดหัวที่ให้น้ำหนักแตกต่างกันไปตามจุดยืนของสื่อต่อเหตุการณ์และมุมมองของสื่อนั้นต่อจีน เช่น

  • @thestandardth  (THE STANDARD) 5 เม.ย. 2568: อัปเดตเต็ม ๆ โฆษกสถานทูตจีนตอบสื่อ ปมบริษัทจีนเอี่ยวก่อสร้างอาคาร สตง. ถล่ม หนุนตรวจสอบ คัดค้านใส่ร้ายป้ายสี
  • @MatichonOnline (มติชนออนไลน์) 4 เม.ย. 2568: สถานทูตจีน ชี้ ไชน่าเรลเวย์ฯ สร้างตึก สตง. ตามทีโออาร์ ยันพร้อมร่วมมือสอบ-ค้านการใส่ร้ายบิดเบือน
  • @prachatai (ประชาไท) 5 เม.ย. 2568: ‘กู้ภัยนานาชาติ’ ถอนกำลัง ตึก สตง. สถานทูตจีนแถลง ค้านใส่ร้ายบริษัทจีน
  • @Kom_chad_luek (คมชัดลึก) 2 เม.ย. 2568: โฆษกสถานทูตจีนแสดงความเสียใจเหตุตึกถล่ม เรียกร้องบริษัทจีนให้ความร่วมมือการสอบสวน
  • @MorningNewsTV3 (เรื่องเล่าเช้านี้) 2 เม.ย. 2568: โฆษกสถานทูตจีนยันรัฐบาลจีนกำชับมาตลอด ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด เรียกร้องบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ
  • @mononewsth (Mono News) 2 เม.ย. 2568: สถานทูตจีนจี้บริษัทรับเหมาร่วมมือไทยหาสาเหตุตึกถล่ม

การที่สื่อไทยให้ความสำคัญกับคำแถลงของสถานทูตจีนไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้หรือเหตุการณ์อื่น ๆ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลการสื่อสารของจีนที่เพิ่มขึ้นและการครอบครองพื้นที่การสื่อสารที่ขยายวงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากการสอบถามบรรณาธิการข่าวของสำนักข่าวไทยหลายแห่งที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ไม่ปรากฏว่าทางสถานทูตจีนได้ใช้แรงกดดันในทางปิดเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงที่สื่อนำเสนอ หรือให้ลบข่าวที่จีนอ้างว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงออก

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มเครือข่ายบัญชีในข้อมูลชุดนี้คือ การเซ็นเซอร์ข่าวเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มของจีนผ่านช่องทางสื่อทางการของจีนทั้งหมด รวมถึงสำนักข่าวซินหัว ภาคภาษาไทย ที่มีสำนักงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ  โดยในวันที่ 28 มี.ค. 2568 ซินหัวไทยไม่ได้เผยแพร่รายงานข่าวเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มแต่อย่างใด ข่าวที่มีการเผยแพร่ในวันนั้นมีประเด็นสำคัญระดับโลกและภูมิภาค เช่น

  • ความสัมพันธ์จีน-สหภาพยุโรป (EU): จีนและอียูแสดงท่าทีเห็นพ้องในการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า จัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีเสถียรภาพ
  • กฎความปลอดภัยการบิน: องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ประกาศข้อกำหนดใหม่ จำกัดให้ผู้โดยสารพกพาวเวอร์แบงก์ได้สูงสุดคนละ 2 อัน และห้ามใช้งานระหว่างเที่ยวบิน

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่หลากหลาย ยกตัวอย่าง โพสต์บนเอ็กซ์วันที่ 31 มี.ค. 2568 ของผู้ใช้งาน B1 ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 28,000 คน ระบุว่า “คลิปตึก สตง. ถล่มโดนลบเกลี้ยงบนโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง weibo, douyin, rednote ว้าวววว และตั้งแต่เกิดเหตุมาไม่มีแม้แต่ชื่อของหน่วยงานจีนที่ร่วมทุนกับไทยสร้างตึกนี้ปรากฏบนแฮชแท็กใด ๆ เลย อู้หู้ววววว ปู๊นปู๊นนนนน – ลุยจีน , #ตึกถล่ม” โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าชมกว่า 51,000 ครั้ง และรีโพสต์มากกว่า 1,000 ครั้ง

บัญชีของประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่ออาวุโสของ Khaosod English ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 85,000 คนได้โพสต์ข้อความวิจารณ์ว่า “ขณะสถานทูต #จีน ย้ำว่าจะร่วมมือสอบสวน #ตึกถล่ม แต่ ABC ออสเตรเลียกลับรายงานว่าสำนักข่าวซินหัวของรัฐจีน ลบข่าวตึกถล่ม+โซเชียลมีเดียจีนจำกัดผลเสิร์ช #Bangkok & #Tower ส่วน ChinaRailwayNumber10 ลบคอนเท้นท์สร้างตึก #สตง ใน WeChat > จีนจะร่วมสอบหรือจะช่วยปัดฝุ่นไว้ใต้พรม? #ป #ไทย” โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้ข้าชม 3,816 ครั้ง

อย่างไรกตาม ผู้สื่อข่าวอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศท่านหนึ่งให้ความเห็นกับโคแฟคว่า การที่สำนักข่าวซินหัว ภาคภาษาไทยไม่ลงข่าวเรื่องตึกถล่ม เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เนื่องจากซินหัวเป็นสื่อของรัฐที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศจีน แต่ในภาพรวมของสื่อทั่วไป การตัดสินใจของกองบรรณาธิการ และการเซ็นเซอร์ข้อมูล เป็นเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบของสื่อ ยิ่งในสภาวะที่สื่อสารมวลชนแบบดั้งเดิมไม่ได้ผูกขาดอำนาจการสื่อสารอีกต่อไป การมีสื่อที่หลากหลายทั้งจำนวนและเนื้อหาถูกมองว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่าจะไปเพ่งเล็งเรื่องการลงหรือไม่ลงข่าว แต่ท้ายที่สุดการถือประโยชน์สาธารณะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญทั้งในเชิงจริยธรรมสื่อและความน่าเชื่อถือของสื่อนั้น ๆ เช่นกัน

รายการอ้างอิง

คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงข่ายสังคม

โหนด (Node) จุดแต่ละจุดในแผนภาพเครือข่าย ในส่วนนี้ โหนดหมายถึงบัญชีหรือเหตุการณ์ ขนาดของโหนดบัญชีสะท้อนจำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีนั้นมีส่วนร่วม

การเชื่อมโยง (Connection) เส้นเชื่อมระหว่างบัญชีและเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อบัญชีโพสต์อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองวันก่อนหรือหลังเหตุการณ์นั้น เพื่อระบุว่าโพสต์นั้นน่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์มากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดร่วมกันโดยบังเอิญ

ดีกรี (Degree) จำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีหนึ่งเชื่อมโยงด้วยในช่วงเวลาสังเกตการณ์ ดีกรี 2 หมายถึงมีส่วนร่วมในสองเหตุการณ์ ดีกรี 10 หมายถึงสิบเหตุการณ์ ดีกรีสูงแสดงถึงการมีส่วนร่วมต่อเนื่อง

ดีกรีถ่วงน้ำหนัก (Weighted Degree) จำนวนโพสต์ทั้งหมดที่บัญชีหรือเหตุการณ์ได้รับจากการเชื่อมโยงทั้งหมด นับโพสต์ซ้ำในเหตุการณ์เดียวกัน ดีกรีถ่วงน้ำหนักสะท้อนปริมาณโพสต์รวม

ค่า Betweenness Centrality ค่าวัดความสำคัญของบัญชีในฐานะตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในเครือข่าย ค่าสูงหมายถึงบัญชีเป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

ชุมชน (Community) กลุ่มบัญชีที่มีปฏิสัมพันธ์กันหนาแน่นกว่ากับบัญชีอื่น ๆ ในเครือข่าย ใช้อัลกอริทึม Louvain ในการจัดกลุ่ม

Bridge Actor บัญชีที่มีค่า betweenness centrality สูงเมื่อเทียบกับปริมาณโพสต์หรือการเข้าร่วมเหตุการณ์ มีความสำคัญเชิงโครงสร้างเพราะเชื่อมโยงชุมชนที่แยกจากกัน

Actor Reach จำนวนบัญชีที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์หนึ่ง ๆ วัดความกว้างของผู้ชมในเครือข่าย

Sub-cluster Network เครือข่ายย่อยที่สร้างขึ้นรอบกลุ่มเหตุการณ์เฉพาะ เช่น เครือข่ายย่อยกรณีอาคาร สตง. ถล่ม

คลิปน้ำท่วมภูเก็ตเดือน พ.ย. 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมเส้นทางแม่สอด-เมียวดี ใน จ.ตาก

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมเส้นทางเชื่อมแม่สอด-เมียวดี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปน้ำท่วมที่ จ.ภูเก็ต เมื่อเดือน พ.ย. 2568

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ส.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Maung Zaw Naing’ ซึ่งระบุว่าเป็นนักธุรกิจขายรถมือสองใน อ.แม่สอด จ.ตาก และมีผู้ติดตามมากกว่า 13,000 บัญชี โพสต์คลิปความยาว 22 วินาที ติดแฮชแท็ก myanmar ในคลิปมีเสียงบรรยายเป็นภาษาเมียนมา แปลเป็นไทยได้ว่าเส้นทางเชื่อมระหว่าง อ.แม่สอด จ.ตาก และเมืองเมียวดีของเมียนมามีน้ำท่วม ขอแนะนำให้ผู้ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ หรือเมียวดีระงับการเดินทางไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปเดียวกันนี้เคยถูกโพสต์โดยเพจเฟซบุ๊ก ‘Phuket Times ภูเก็ตไทม์’ ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นใน จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ระบุเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณนาในซอย 8 ป่าตอง ภูเก็ต

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยการนำจุดสังเกตในคลิปไปสืบค้นใน Google Street View พบว่า จุดที่น้ำท่วมในคลิปคือบริเวณอาคาร 2 ชั้นซึ่งตั้งอยู่ที่ ซอยนาใน 8 ถนนนาใน ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต

คลิปนี้ถูกเผยแพร่ในช่วงที่หลายพื้นที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม-น้ำป่าไหลหลากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับพื้นที่แม่สอด-เมียวดี สำนักข่าว The Irrawaddy รายงาน ว่าเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2569 ฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเมยบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาเพิ่มสูงขึ้นจนไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำทั้งฝั่งเมียวดีและแม่สอด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 เวลา 17.12 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของไทยได้ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนฝนตกหนัก อ.แม่สอด จ.ตาก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง พื้นที่ริมคลอง/ลำน้ำ ที่ลุ่มต่ำที่ลาดเชิงเขา ให้ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ และติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

คลิปประท้วงที่สถานทูตอิสราเอลในเม็กซิโกปี 67 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำและทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปประท้วงและเผาสถานทูตอิสราเอลในเม็กซิโกในเดือนสิงหาคม 2569

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** เป็นภาพเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2567

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 24-25 ส.ค. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กและ X ทั้งในไทยและต่างประเทศ โพสต์คลิปวิดีโอผู้ชุมนุมที่บางส่วนถือธงชาติปาเลสไตน์ ก่อจลาจลขว้างปาสิ่งของและจุดไฟเผา โดยระบุว่าเป็นเหตุประท้วงและเผาสถานทูตอิสราเอลในเม็กซิโก โดยบางโพสต์ฝังข้อความว่า “Breaking News” ทำให้เข้าใจว่าเป็นข่าวด่วนหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปดังกล่าวมีโลโก้ของ Mint Press News (MPN) สื่อออนไลน์ในสหรัฐฯ ที่มักนำเสนอเนื้อหาต่อต้านอิสราเอล โคแฟคจึงสืบค้นบัญชีโซเชียลมีเดียของ MPN และพบว่าคลิปนี้ถูกเผยแพร่ทางบัญชี X @MintPressNews เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2567 พร้อมคำบรรยายว่า “ผู้ประท้วงขว้างปาก้อนหินและระเบิดขวดใส่สถานทูตอิสราเอลในกรุงเม็กซิโกซิตี้เพื่อประท้วงอิสราเองที่สังหารผู้บริสุทธิ์รวมทั้งเด็ก ๆ ในราฟาห์”

เมื่อค้นหาเพิ่มเติมด้วย Google Lens พบว่า Middle East Monitor องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ขับเคลื่อนประเด็นตะวันออกกลางและปาเลสไตน์เคยเผยแพร่คลิปเหตุการณ์เดียวกันนี้ทางเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2567 โดยบรรยายว่าเป็นการชุมนุมประท้วงที่สถานทูตอิสราเอลในเม็กซิโกของกลุ่มผู้ที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2567 การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพอิสราเอลโจมตีศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยในเมืองราฟาห์ ในฉนวนกาซา

สื่อมวลชนบางสำนัก เช่น Al Jazeera และ Daily Express US รายงานการชุมนุมครั้งนี้ว่ามีผู้เข้าร่วมราว 200 คน ในกรุงเม็กซิโกซิตี้ เพื่อประท้วงกรณีกองทัพอิสราเอลโจมตีศูนย์พักพิงของผู้อพยพบบริเวณนอกเมืองราฟาห์เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2567 ซึ่งทางการปาเลสไตน์รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 ราย โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค: เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย แต่พบว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว และเป็นการเผยแพร่ในช่วงที่มีกระแสความไม่พอใจและกังวลต่อพฤติกรรมของชาวอิสราเอลบางส่วนที่เดินทางมาท่องเที่ยวหรือพำนักระยะยาวในไทย

รัฐบาลไม่ได้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่คุณสมบัติไม่ผ่าน ยื่นขอทบทวนสิทธิได้ถึง 31 ส.ค. 69

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ขยายเวลายื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 

❌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิด** ประชาชนที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและต้องการอุทธรณ์จะต้องยื่นความประสงค์ขอทบทวนสิทธิภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ส.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์’ โพสต์ข้อความว่า “ประกาศภาครัฐ เลื่อนกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใบเดิมถึง 30 กันยายน 2569 นี้ ให้สิทธิผู้สูงอายุโดยไม่ต้องยื่น กลุ่มอายุ 60 ถึง 80 ปี รับเงินช่วยเหลือ 300 บาทเท่าเดิม” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC ยืนยันกับโคแฟควันนี้ (25 ส.ค. 2569) ว่ากำหนดการยื่นอุทธรณ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ยังเป็นกำหนดเดิมคือภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยังไม่ได้มีการขยายเวลาไปถึงสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของรองโฆษกรัฐบาลและอธิบดีกรมการปกครอง ดังนี้ 

▪️23 ส.ค. 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและไทยรัฐรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ประชาชนที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติลงทะเบียนรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 และประสงค์ขอทบทวนสิทธิจะต้องยืนยันความประสงค์ขอทบทวนสิทธิ”ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569

▪️24 ส.ค. 2569 อมรินทร์และไทยโพสต์รายงานว่า นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองกล่าวถึงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประจำปี 2569 ว่าขณะนี้มีผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วมากกว่า 4.5 ล้านคน และยังมีประชาชนที่ไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกมากกว่า 4.7 ล้านคน ดังนั้นขอให้ประชาชนที่ประสงค์จะทบทวนสิทธิเร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569 

ℹ️ ปฏิทินสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 

วันที่ 27 ก.ค. 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเรื่องการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 โดยกำหนดวันที่เกี่ยวข้อง ดังนี้  

-ให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทุกราย เริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค. 2569 

-ให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 

-ประชาชนยื่นความประสงค์ขอทบทวนสิทธิได้ถึงวันที่ 31 ส.ค. 2569 และหน่วยงายตรวจสอบคุณสมบัติแก้ไขข้อมูลได้ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569

“แอสตร้าเซนเนก้ายอมรับวัคซีนโควิดทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน” เป็นข่าวเก่าปี 67 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: บริษัทแอสตร้าเซนเนก้ายอมรับวัคซีนโควิดทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน 

📌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ปี 2567 และเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก**

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ส.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพที่สร้างด้วย AI เป็นภาพวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ฝังข้อความว่า “บริษัทแอสตร้าเซนเนก้าออกมายอมรับ ทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน ใครฉีดกันบ้างเอ่ย” ณ วันที่ 24 ส.ค. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 130 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

นอกจากนี้ยังมีบัญชีผู้ใช้ติ๊กต็อก ‘ชื่อเหมียว แม่เรียก’ นำคลิปข่าวเก่า พาดหัวข่าวว่า “แอสตร้าเซนเนก้า ยอมรับวัคซีนทำให้ลิ้มเลือดอุดตัน” มาเผยแพร่ซ้ำทำให้มีคนจำนวนมากเข้าใจว่าเป็นข่าวล่าสุด คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 2.5 ล้านครั้ง และแชร์มากกว่า 75,000 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: แอสตร้าเซนเนก้า บริษัทร่วมทุนอังกฤษ-สวีเดน ออกมายอมรับในเมื่อเดือน ก.พ. 2567 ว่าวัคซีนโควิด-19 ที่บริษัทพัฒนาขึ้นอาจทำให้เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งสื่อต่างประเทศและสื่อไทยรายงานเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง รวมทั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติก็ได้เผยแพร่เอกสารให้ข้อมูลในเรื่องนี้เช่นกัน กรณีนี้จึงเป็นการนำข่าวเก่าตั้งแต่สองปีที่แล้วมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้บริบทและข้อมูลที่ครบถ้วน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนก

โคแฟคสรุปลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ดังนี้

▪️ปี 2566 ผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในอังกฤษฟ้องร้องแอสตร้าเซนเนก้าว่าวัคซีนของบริษัททำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยร้ายแรงจากอาการลิ่มเลือดอุดตัน

▪️กุมภาพันธ์ 2567 แอสตร้าเซนเนก้ายอมรับในเอกสารคำชี้แจงที่ยื่นต่อศาลสูงของอังกฤษว่า วัคซีนโควิด-19 ที่บริษัทพัฒนาขึ้น อาจทำให้เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตัน (TTS) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยาก แอสตร้าเซนเนก้าระบุด้วยว่าสาเหตุของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันยังไม่แน่ชัด อีกทั้งยังเกิดได้แม้ไม่ได้ฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าหรือวัคซีนยี่ห้ออื่น

▪️เมษายน 2567 The Telegraph สื่ออังกฤษรายงานโดยอ้างผลการศึกษาที่เป็นอิสระว่า วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิภาพอย่างมากในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า วัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนผลข้างเคียงที่นำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความนั้นเป็นกรณีที่พบได้ยากมาก

▪️พฤษภาคม 2567 สถาบันวัคซีนแห่งชาติเผยแพร่เอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องภาวะลิ่มเลือดร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำภายหลังการได้รับวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ระบุว่า

1. ในประเทศไทย มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าทั้งหมด 48,730,984 โดส พบผู้สงสัยหรือยืนยันภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำจำนวน 7 ราย อัตราการเกิดภาวะ TTS เท่ากับ 0.014 ต่อ 100,000 ประชากร หรือจะพบผู้มีภาวะดังกล่าวได้ 1 ราย ในผู้ได้รับวัคซีนจำนวน 10,000,000 คน

2. ภาวะ TTS ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับวัคซีน ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายใน 3-21 วันแรกหลังจากที่ได้รับวัคซีน ซึ่งมักพบภายหลังการฉีดวัคซีนเข็มแรกมากกว่าเข็มที่สอง และพบในคนอายุน้อยมากกว่าผู้สูงอายุ ปัจจุบันยังไม่ทราบปัจจัยเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โดยจากการเก็บข้อมูลพบว่าภาวะ TTS มักเกิดในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติการเกิดลิ่มเลือดมาก่อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง รวมถึงผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากระบบภูมิคุ้มกัน

3. ความเสี่ยงของการเกิดภาวะ TTS ภายหลังจากการป่วยด้วยโควิด-19 สูงกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากการได้รับวัคซีนโควิด-19 หลายเท่า

4. WHO ได้ออกเอกสารคำแนะนำสำหรับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า (ปรับปรุงล่าสุดปี 2565) ระบุว่าในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคมีมากกว่าความเสี่ยงอย่างมาก แต่การประเมินประโยชน์และความเสี่ยงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ จากข้อมูลทั่วโลกพบว่าการรับวัคซีนมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงสูงที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากหากประชากรในกลุ่มนี้ป่วยด้วยโควิด-19 มีโอกาสที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิตได้ และความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่มีสาเหตุมาจากการป่วยด้วย โควิด-19 จะเพิ่มขึ้นตามอายุ สำหรับผู้ที่มีภาวะ TTS ภายหลังการรับวัคซีนโดสแรก ไม่ควรได้รับวัคซีนชนิดเติมเป็นโดสที่สอง

5. ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว 

▪️พฤษภาคม 2567 สำนักข่าว Hfocus รายงานคำชี้แจงจาก นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรคในขณะนั้นว่า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจะเกิดขึ้นหลังการรับวัคซีน 5-42 วัน เท่านั้น หากภาวะลิ่มเลือดอุดตันเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่น่าจะใช่อาการที่เกิดจากวัคซีน จึงขอให้ประชาชนที่ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอย่ากังวล

นพ. ธงชัยระบุว่าภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังการฉีดวัคซีนนั้นเกิดขึ้นได้ทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยพบว่ามีผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันที่เข้าข่ายว่าเกิดจากการฉีดวัคซีน 7 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 2 ราย

คลิปเตือนภัย “หยุดทำ 4 อย่างนี้ขณะฝนตก” เป็นเนื้อหาจริง ตรงตามหลักการป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: 4 ข้อห้ามทำในบ้านหรืออาคารขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ส.ค. 2569 มีประชาชนส่งคลิปวิดีโอติ๊กต็อกว่าด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ห้ามทำให้บ้านหรืออาคารขณะเกิดฝนฟ้าคะนองมาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริง

คลิปดังกล่าวมาจากผู้ใช้งานชื่อ ‘หมอเบนซ์ มาสเตอร์พีซ’ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 โดยเจ้าของคลิปคือ นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย กล่าวถึงข่าวชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่าขณะใช้โทรศัพท์มือถือที่กำลังชาร์จแบตเตอรี่อยู่ภายในบ้านใน จ.บุรีรัมย์ นพ. โฆษิตเตือนว่าแม้จะอยู่ในบ้านหรืออาคารก็อาจถูกฟ้าผ่าได้ โดยมีข้อมูลว่าหนึ่งในสามของผู้เสียชีวิตจากฟ้าผ่าเกิดภายในบ้าน เพื่อความปลอดภัย ผู้ที่อยู่ในบ้านไม่ควรทำ 4 ข้อต่อไปนี้ในช่วงที่เกิดฝนฟ้าคะนอง 

  1. สัมผัสกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือที่ชาร์จแบตฯ อยู่ 
  2. ใช้โทรศัพท์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะไฟฟ้าอาจมาทางสายโทรศัพท์บ้านหรือสาย LAN 
  3. อาบน้ำหรือล้างจาน 
  4. อยู่ใกล้หรือสัมผัสส่วนประกอบของบ้านที่มีโลหะ เช่น กรอบหน้าต่างหรือผนังคอนกรีตที่มีเหล็กเส้นอยู่ข้างใน 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คำเตือนในคลิปดังกล่าวสอดคล้องกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ที่เผยแพร่คำแนะนำเพื่อป้องกันการได้รับอันตรายจากฟ้าผ่า (ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569) โดยในส่วนของผู้ที่อยู่ภายในอาคาร (Indoor) มีคำแนะนำดังนี้ 

1. หลีกเลี่ยงน้ำ: ห้ามอาบน้ำ ล้างจาน หรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านท่อประปาของอาคารได้ ความเสี่ยงที่ฟ้าผ่าจะผ่านท่อประปาอาจน้อยกว่าในท่อพลาสติกเมื่อเทียบกับท่อโลหะ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับท่อประปาและน้ำที่ไหลขณะเกิดพายุฟ้าผ่า เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกฟ้าผ่า 

2. ห้ามสัมผัสอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: ฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านระบบไฟฟ้า ระบบรับสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ และสายไฟหรือแท่งโลหะ ในผนังหรือพื้นคอนกรีตได้ ห้ามใช้อุปกรณ์ที่เสียบปลั๊กไฟอยู่ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป เครื่องเล่นเกม เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า หรือเตา ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากทั่วทั้งบ้านเพื่อปกป้องเครื่องใช้ไฟฟ้า 

3. หลีกเลี่ยงหน้าต่าง ประตู ระเบียง และพื้นคอนกรีต: อยู่ห่างจากหน้าต่างและประตู และอย่าขึ้นไปบนระเบียง ห้ามเอนตัวนอนบนพื้นคอนกรีตหรือพิงกำแพงคอนกรีตขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าผ่าสามารถทะลุผ่านสายไฟหรือเหล็กเส้นในกำแพงหรือพื้นคอนกรีตได้ แม้ว่าการบาดเจ็บจากฟ้าผ่าประเภทนี้จะไม่พบบ่อยนัก แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นผิวคอนกรีตขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง 

4. อย่าใช้โทรศัพท์แบบมีสาย: โทรศัพท์แบบมีสายไม่ปลอดภัยที่จะใช้ในระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ห้ามใช้เด็ดขาด ส่วนโทรศัพท์ไร้สายหรือโทรศัพท์มือถือสามารถใช้ได้ระหว่างเกิดพายุ  

ขณะที่ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมว่า คลิปดังกล่าวมีคำแนะนำด้านความปลอดภัยหลายส่วนที่ถูกต้อง แต่ข้อความว่า “หนึ่งในสามของผู้เสียชีวิตจากฟ้าผ่าเกิดภายในบ้าน และเป็นสถิติเหมือนกันทั่วโลก” ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือรองรับ ตัวเลขราวหนึ่งในสามที่มักถูกนำมาอ้างหมายถึงผู้บาดเจ็บภายในอาคารในข้อมูลบางชุด ไม่ใช่ผู้เสียชีวิตภายในบ้าน และไม่อาจใช้แทนสถิติทั่วโลกได้ เพราะลักษณะอาคาร ระบบป้องกันฟ้าผ่า และการเก็บข้อมูลของแต่ละประเทศแตกต่างกัน 

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ส่วนใหญ่ยังชี้ว่าการเสียชีวิตสัมพันธ์กับกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่า ดังนั้น อาคารถาวรที่แข็งแรงและปิดมิดชิดจึงยังเป็นสถานที่หลบฟ้าที่ปลอดภัยกว่ากลางแจ้งมาก แต่ไม่ได้ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ เพราะเมื่อฟ้าผ่าตัวอาคาร บริเวณใกล้เคียง หรือระบบที่เชื่อมต่อกับอาคาร กระแสฟ้าผ่าและแรงดันกระโชกอาจเข้าสู่ภายในผ่านสายไฟ สายโทรศัพท์หรือสายสัญญาณที่เป็นตัวนำ ระบบประปา ตลอดจนส่วนโลหะหรือเหล็กเสริมที่เป็นเส้นทางกระแส รวมทั้งอาจเกิดการวาบไฟข้าม (side flash) จากความต่างศักย์ระหว่างส่วนตัวนำภายในอาคาร จึงก่ออันตรายต่อผู้อยู่ภายในได้แม้ไม่ได้สัมผัสตัวนำโดยตรง

ดร.สุพรรณย้ำว่า เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้อง ควรเข้าไปอยู่ในอาคารถาวรที่แข็งแรงและปิดมิดชิด และรออย่างน้อย 30 นาทีหลังเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้าย ภายในอาคารควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่เสียบปลั๊ก โทรศัพท์บ้านแบบมีสาย และคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับระบบไฟฟ้าหรือเครือข่ายแบบใช้สาย งดอาบน้ำหรือล้างจาน อยู่ห่างจากประตูและหน้าต่าง และไม่พิงผนังหรือนอนบนพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เสียบชาร์จและไม่ได้ต่อกับสายที่เชื่อมโยงออกนอกอาคาร โดยทั่วไปสามารถใช้งานได้ เพราะไม่ได้เป็นเส้นทางนำกระแสจากระบบไฟฟ้าหรือระบบสื่อสารภายนอก หากต้องการถอดปลั๊กควรถอดก่อนพายุเข้าถึง ไม่ควรจับปลั๊กขณะมีฟ้าคะนอง 

“สำหรับการป้องกันระยะยาว ควรประเมินความเสี่ยงและออกแบบระบบป้องกันฟ้าผ่า (LPS) การประสานศักย์ ระบบต่อลงดิน และอุปกรณ์ป้องกันแรงดันกระโชก (SPD) ทั้งด้านไฟฟ้ากำลังและสายสัญญาณให้ทำงานประสานกัน ตามมาตรฐาน วสท. และมาตรฐาน IEC 62305 ส่วนที่เกี่ยวข้อง มิใช่อาศัยการติดตั้ง SPD เพียงอย่างเดียว” ดร.สุพรรณกล่าว

AI ท้าทายงานตรวจสอบข่าวลวง นักวิชาการชี้ต้องปรับตัว-แบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ

20 สิงหาคม 2569 – รายการ Cofact Live Talk ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) พูดคุยกับ ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “AI สื่อไทย และความจริงในศตวรรษที่ 21” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยชี้ให้เห็นความท้าทายใหม่ของงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเร่งทั้งการสร้างและการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร

ดร.วศินกล่าวถึงหนังสือสองเล่มที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านสื่อและการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเล่มแรกคือ “โคแฟคประเทศไทย ในห้วงความเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ใหม่สำหรับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง” ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกับโคแฟค และสะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้งานตรวจสอบข้อเท็จจริงทำได้รวดเร็วขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตข่าวลวงก็มีเครื่องมือ AI เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเทคโนโลยี Deepfake และเครื่องมือสร้างเนื้อหาด้วย AI ที่ทำให้การผลิตและเผยแพร่ข้อมูลเท็จทำได้รวดเร็วและแนบเนียนขึ้น

มันเหมือนแรงผลักแรงดึงในการทำงาน แต่ว่าในแรงผลักแรงดึงนั้น ผมว่าในฝั่งคนที่เป็นนักปล่อยข่าวลวงก็เหมือน On Steroid อยู่ในระดับหนึ่ง เพราะเครื่องมือ AI ต่าง ๆ ทำให้การสร้างภาพหรือทำข่าวลวงเร็วขึ้น” ดร.วศินกล่าว

ประเด็นที่สอง คือความสำคัญของ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่หลากหลาย โดยเฉพาะการมองกลุ่มประชากรที่มักถูกมองว่าเป็นผู้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว เช่น ผู้สูงอายุ ซึ่งแม้จะมีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อจากข้อมูลออนไลน์ แต่ในอีกด้านหนึ่งสามารถพัฒนาให้เข้ามามีบทบาทเป็นเครือข่ายนักตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ จึงเป็นเรื่องของการเสริมพลังให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับมือกับข้อมูลข่าวสาร

ประเด็นที่สาม งานตรวจสอบข้อเท็จจริงกำลังขยายไปสู่ปัญหาที่หลากหลายมากขึ้น ทั้ง ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) การคุกคามทางออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี Deepfake และ AI มาใช้สร้างข้อมูลเพื่อหลอกลวงเอาเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคล

ส่วนหนังสืออีกเล่มคือ “thAI Media System: ปัญญาประดิษฐ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อไทย” มีเนื้อหา 6 บท และมุ่งมอง “ระบบสื่อ” ในภาพรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะการนำ AI มาใช้ในห้องข่าว แต่พิจารณาบทบาทของผู้เล่นทั้งหมด ตั้งแต่สื่อมวลชน ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทแพลตฟอร์ม ภาคประชาสังคม รวมถึง “นิวส์ฟลูเอนเซอร์” หรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านข่าวที่มีผู้ติดตามและมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของสังคม

ดร.วศินกล่าวว่า ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ จริยธรรมและความโปร่งใสในการใช้ AI โดยมีการศึกษาตัวอย่างแนวทางจากสหภาพยุโรป (EU) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อาเซียน และประเทศไทย เช่น หากใช้ AI สร้างภาพประกอบข่าว ควรระบุให้ชัดเจน ขณะที่ในระดับแพลตฟอร์มยังมีโจทย์เรื่อง Algorithmic Transparency หรือความโปร่งใสของอัลกอริทึม ว่าบริษัทแพลตฟอร์มจะเปิดเผยกระบวนการทำงานและผลกระทบจากระบบได้มากน้อยเพียงใด และข้อมูลดังกล่าวต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการตรวจสอบการทำงานของอัลกอริทึม หรือ Algorithm Watch ซึ่งควรทำควบคู่กัน 2 ด้าน คือ ติดตามว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างไร ทั้งในงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและการสร้างหรือบิดเบือนข้อมูล จากนั้นต้องประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พร้อมสื่อสารผลการติดตามตรวจสอบให้สังคมรับรู้

สำหรับความท้าทายในระยะต่อไป ดร.วศินมองว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO อาจนำ AI เชิงตัวแทน หรือ Agentic AI มาใช้สร้างข้อความที่สามารถปรับให้เข้ากับเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ จากเดิมที่การใช้บอตมักสร้างข้อความซ้ำ ๆ จนสามารถตรวจจับได้ง่ายขึ้น เทคโนโลยีรูปแบบใหม่อาจทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการสร้างความรู้เท่าทันสื่อทำได้ยากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม งานเหล่านี้ยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไป

ดร.วศินเสนอว่า แนวทางรับมือควรเริ่มจากการทบทวนว่า หลักจริยธรรมและความโปร่งใสที่มีอยู่ถูกนำไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ควบคู่กับการผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน องค์กรตรวจสอบข้อมูลกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ใหญ่ขึ้น แต่มีทรัพยากรเท่าเดิม จึงอาจไม่สามารถตรวจสอบทุกเรื่องได้ จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญและพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น บางองค์กรอาจเน้นตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพ ขณะที่บางองค์กรเชี่ยวชาญด้านข่าวลวงทางการเมือง ก่อนเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่าย

ผมคิดว่าต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น เพราะหนึ่งองค์กรหรือหนึ่งทีมอาจทำไม่ได้ทุกเรื่อง อาจต้อง จัดลำดับความสำคัญ แล้วแบ่งงานกันทำ” ดร.วศินกล่าว

ท้ายที่สุด ความท้าทายของ AI จึงไม่ได้อยู่เพียงที่ความสามารถของเทคโนโลยี แต่รวมถึงการปรับตัวของระบบสื่อ กลไกกำกับดูแล แพลตฟอร์ม และเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้สามารถรับมือกับข้อมูลที่ถูกสร้างและเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารและความจริงในสังคม

กสทช. ขอความร่วมมือประชาชนปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือภายใน 30 ส.ค. 69 จริง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปวิดีโอแนะนำวิธีการตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ตามที่ กสทช. ขอความร่วมมือให้ดำเนินการภายใน 30 ส.ค. 2569

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่ข้อมูลไม่ครบถ้วนสำหรับทุกเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘สวนต้นสน สุพรรณบุรี’ โพสต์คลิปวิดีโอคำแนะนำขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์มือถือเพื่อให้ตรงกับชื่อและบัตรประชาชนของเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ โดยระบุว่า กสทช. ให้อัพเดทข้อมูลภายในวันที่ 30 ส.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:

✅กสทช. ขอความร่วมมือประชาชนปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์มือถือภายในวันที่ 30 ส.ค. 2569 จริง

วันที่ 11 ส.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องขอความร่วมมือประชาชนปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระบุว่า “ขอความร่วมมือประชาชนร่วมดำเนินการปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามช่องทางที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กำหนด ภายในวันที่ 30 ส.ค. 2569 ทั้งนี้ หากท่านได้รับข้อความแจ้งเตือนผ่านช่องทาง SMS หรือช่องทางอื่น ๆ ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามที่ได้รับแจ้ง หากมีข้อกังวลให้สอบถามไปยังศูนย์บริการลูกค้าของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เจ้าของเครือข่าย การปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ”

การปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือครั้งนี้เป็นไปตามประกาศ กสทช. วันที่ 28 ส.ค. 2568 เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม

✅ วิธีการตรวจสอบข้อมูลจดทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์มือถือ (โคแฟครวบรวมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ)

1. ตรวจสอบว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ตรงกับเลขที่บัตรประชาชนที่ลงทะเบียนไว้หรือไม่ 👉 *179* เลขบัตรประชาชน 13 หลัก # แล้วกดโทรออก

2. ตรวจสอบหมายเลขบัตรประชาชนที่ใช้ลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน (แสดงเฉพาะเลข 4 หลักสุดท้ายของบัตรประชาชน) 👉

  • AIS  กด *161# กดโทรออก
  • DTAC กด *102# กดโทรออก
  • True กด *153# กดโทรออก

3. ตรวจสอบสิทธิ์ย้ายค่ายโทรศัพท์มือถือ 👉 *151* เลขบัตรประชาชน 13 หลัก # แล้วกดโทรออก

คลิปการชุมนุมของกลุ่มพีมูฟและการชุมนุมขับไล่รัฐบาลแพทองธาร ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นม็อบไล่รัฐบาลอนุทิน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทิน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** นำภาพการชุมนุมของกลุ่มพีมูฟเรื่องที่ดินทำกิน (5 ส.ค. 2569) และการชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินกรณีไทย-กัมพูชา (28 มิ.ย. 2568) มาตัดต่อเข้าด้วยกันและให้ข้อมูลบิดเบือนว่าเป็นม็อบขับไล่รัฐบาลอนุทิน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ส.ค. 2569 ช่องยูทูบ ‘สายฟ้า ซาแนล’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 9 วินาที ฝังข้อความ “ม็อบไล่รัฐบาลอนุทินแต่ปิดกั้นสื่อทุกรายการ รัฐบาลกำลังบีบบังคับให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ทั้งแผ่นดิน” โดยช่วง 3 วินาทีแรกเป็นภาพกลุ่มคนยืนอยู่บนทางเท้าริมถนน ถือป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “รัฐบาลอนุทินหยุดปล้น…” และวินาทีที่ 4-9 เป็นคลิปผู้ชุมนุมรวมตัวเต็มพื้นถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีการโบกธงชาติและต่อธงชาติเป็นผืนยาว (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มียอดการเข้าชมเกือบ 500,000 ครั้ง ณ วันที่ 21 ส.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นการนำภาพจากการชุมนุม 2 เหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันและเกิดขึ้นห่างกันมากกว่า 1 ปี มาตัดต่อเข้าด้วยกันและใส่ข้อความบิดเบือนว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในปัจจุบัน การชุมนุมทั้งสองเหตุการณ์ ได้แก่

1) การชุมนุมของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมหรือกลุ่ม P-move บริเวณทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายยุบเลิกโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน โดยป้ายผ้าที่ผู้ชุมนุมถือมีข้อความเต็มว่า “รัฐบาลอนุทินหยุดปล้นสิทธิชุมชน” ต่อมาวันที่ 11 ส.ค. 2569 กลุ่มพีมูฟได้ประกาศยุติการชุมนุมหลังจากมีการนำผลการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบ

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างเท็จว่าเป็น “ม็อบไล่อนุทิน” (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม P-move เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569

2) การชุมนุมรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2568  ซึ่งเป็นการประท้วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาระหว่างแพทองธารกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2568

โคแฟคยังไม่พบคลิปต้นฉบับของการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จากการเปรียบเทียบภาพเหตุการณ์เดียวกันที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชน เช่น ฐานเศรษฐกิจ ทำให้ยืนยันได้ว่าภาพในคลิปนี้เป็นการชุมนุมเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2568 นอกจากนี้เมื่อทดลองถ่ายภาพจากมุมเดียวกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 พบว่ามีความแตกต่างจากภาพในคลิปที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เช่น อาคารที่มีเครนกำลังก่อสร้างในคลิป ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว

⚠️ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นมา โคแฟคพบกระแสการสร้างข่าวลวงทางการเมืองด้วยการนำคลิปภาพการชุมนุมทางการเมืองในอดีตหลายเหตุการณ์มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการประท้วงขับไล่รัฐบาลอนุทิน โดยมักเขียนข้อความทำนองว่าสื่อมวลชนถูกรัฐบาลปิดกั้นไม่ให้นำเสนอข่าวการชุมนุม ทั้งที่เป็นไปได้ยากที่การชุมนุมซึ่งมีคนเข้าร่วมจำนวนมากเช่นนี้จะไม่ได้รับการรายงานโดยสื่อมวลชน เมื่อพบเนื้อหาลักษณะนี้ประชาชนจึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นเนื้อหาเท็จ ไม่ส่งต่อและตรวจสอบข้อเท็จจริง