“This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา)”เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล
– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค
https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)
ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น
ปัจจุบัน ‘เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย หนึ่งในนั้นคือการใช้เป็น ‘ผู้ช่วยหรือคู่สนทนา (AI Chatbot)’ โดยมนุษย์ที่เป็นผู้ใช้งานจะป้อนคำถามเข้าไปแล้ว AI จะให้คำตอบออกมาเป็นฉากๆ ราวกับกำลังสนทนาอยู่กับมนุษย์อีกคนหนึ่ง กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น อาทิ รายงานจากสำนักข่าว Forbes สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ก.พ. 2568 อ้างถึงผลสำรวจเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของชาวอเมริกัน ซึ่งพบว่า ร้อยละ 41 ของคนวัยทำงานรุ่นใหม่ หรือ Gen Z เชื่อถือ AI มากกว่ามนุษย์
คน Gen Z ร้อยละ 50 รู้สึกสบายใจที่จะปรึกษาปัญหาเรื่องงานกับ AI มากกว่าหัวหน้างานที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมากกว่าประชากรวัยทำงานที่อาวุโสสูงสุดอย่างคนรุ่น Baby Boomer ที่รู้สึกแบบนี้มีเพียง 1 ใน 3 , คน Gen Z มีความถี่ในการใช้ AI มากที่สุดคือ 12 ครั้งต่อสัปดาห์ มากกว่าผู้อาวุโสสูงสุดที่ยังทำงานอย่างคนรุ่น Baby Boomer ที่ใช้ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และวัยทำงานที่เป็นผู้อาวุโสรองลงมาอย่าง Gen X ซึ่งใช้ AI เฉลี่ย 7 ครั้งต่อสัปดาห์ , คน Gen Z มากถึงร้อยละ 83 รู้สึกวิตกกังวลเมื่อต้องถามคำถาม (ไม่ว่าต่อหน้าหรือทางออนไลน์) ซึ่งสูงกว่าคนรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้า
– ทำไมผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกพุดคุยหรือปรึกษาปัญหาชีวิตกับ AI มากกว่ามนุษย์ด้วยกัน? :รายงานของสื่อญี่ปุ่นข้างต้น อ้างความเห็นของ อัตสึชิ นาคาโกมิ (Atsushi Nakagomi) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชิบะซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ ที่ระบุว่า AI ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจมากขึ้นที่จะเปิดเผยความคิดเห็น เนื่องจากพวกเขาอาจรู้สึกอิสระที่จะขอคำแนะนำโดยไม่ต้องกังวลว่าความคิดเห็นของพวกเขาจะถูกมองอย่างไร
สอดคล้องกับงานวิจัยหัวข้อ ‘Why do people prefer social sharing of emotion with conversational AI over human partners? A structural topic modeling approach’ เผยแพร่บนเว็บไซต์ sciencedirect.com ซึ่งเป็นฐานข้อมูลวารสารวิชาการของเนเธอร์แลนด์อย่าง Elsevierเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ทำการศึกษา ‘การแบ่งปันอารมณ์ทางสังคม (Social Sharing of Emotion)’ซึ่งเดิมหมายถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ แต่ระยะหลังๆ พบปฏิสัมพันธ์แบบเดียวกันระหว่างมนุษย์กับ AI มากขึ้น
งานวิจัยชิ้นนี้ได้สร้างชุดข้อมูลเชิงประจักษ์(Empirically Derived Taxonomy) ของแรงจูงใจในการแบ่งปันอารมณ์กับ AI ในการสนทนา โดยเน้นว่า ‘บุคคลมองว่า AI เป็น ‘เพื่อนคู่คิด (Partner)’ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทางสังคมและอารมณ์เฉพาะด้านได้ โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะเฉพาะตัว เช่น การที่ไม่ตัดสินและพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา’ ผลการศึกษาดังกล่าวช่วยให้เข้าใจถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อีกทั้งยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างความวิตกกังวลทางสังคมและความชอบที่จะปรึกษา AI เกี่ยวกับหัวข้อที่ละเอียดอ่อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า AI ทำหน้าที่เป็นช่องทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการประเมินทางสังคม งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยเสริมสร้างความเข้าใจของเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็น ‘หุ้นส่วนมนุษย์(Human Partner)’ ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์และสังคมเฉพาะด้านที่เพื่อนซึ่งเป็นมนุษย์ด้วยกันไม่สามารถตอบสนองได้เสมอไป
‘ในขณะที่การใช้AI เพื่อการสนทนาถูกบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยนี้จึงให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญทั้งในด้านการสร้างแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI และการออกแบบระบบ AI ในอนาคตที่สามารถสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ’ งานวิจัยชิ้นนี้ให้ข้อสรุป
ภาพล้อเลียนพฤติกรรมการประจบประแจงของปัญญาประดิษฐ์ (Sycophantic AI) ที่มา : Diana Wolf T. , ‘What is AI Sycophancy and Why Should Your AI Disagree with You?’ , Linkedin
‘ในการทดลองของเรา แม้แต่การโต้ตอบเพียงครั้งเดียวกับ AI ที่ประจบประแจงก็ลดความเต็มใจของผู้เข้าร่วมในการรับผิดชอบและแก้ไขความขัดแย้งระหว่างบุคคล ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเชื่อมั่นของพวกเขาเองว่าตนเองถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แม้จะบิดเบือนการตัดสินใจ แบบจำลองที่ประจบประแจงก็ยังได้รับความไว้วางใจและเป็นที่ชื่นชอบ ผลกระทบทั้งหมดนี้ยังคงอยู่เมื่อควบคุมลักษณะเฉพาะบุคคล เช่น ข้อมูลประชากรและความคุ้นเคยกับ AI มาก่อน แหล่งที่มาของการตอบสนองที่รับรู้ และรูปแบบการตอบสนอง สิ่งนี้สร้างแรงจูงใจที่ผิดปกติให้การประจบประแจงยังคงอยู่คุณลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายก็กระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมเช่นกัน’ งานวิจัยระบุ
บทสรุปของงานวิจัย Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence ชี้ว่า ‘แม้การให้กำลังใจอาจให้ความรู้สึกสนับสนุน แต่การประจบประแจงสามารถบั่นทอนความสามารถในการปรับปรุงตนเองและการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ’อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความรู้สึกชื่นชอบและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วม จึงไม่มีแรงจูงใจมากนักที่จะลดพฤติกรรมการประจบประแจงของ AI ลง
ด้วยเหตุนี้ ‘ผลการศึกษาดังกล่าวจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการประจบประแจงของAI ในฐานะความเสี่ยงทางสังคมต่อการรับรู้ตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล’โดยการพัฒนากลไกการออกแบบ การประเมิน และความรับผิดชอบที่ตรงเป้าหมาย งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าทางเลือกด้านการออกแบบและวิศวกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอาจส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นการศึกษาและคาดการณ์ผลกระทบของ AI อย่างรอบคอบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาวของผู้ใช้
เช่นเดียวกับงานวิจัย ‘AI Chatbot Use and Disclosure for Mental Health Among US Adolescents and Young Adults’เผยแพร่ในวารสารการแพทย์อเมริกัน JAMA Network เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 พบว่า วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา 1 ใน 5 ใช้ AI Chatbot เพื่อขอคำแนะนำด้านสุขภาพจิต โดยกว่าร้อยละ 40 ของผู้ใช้ใช้เป็นประจำทุกเดือนหรือบ่อยกว่านั้น ซึ่งเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการทำความเข้าใจและกำหนดบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของ AI ในการดูแลสุขภาพจิตของเยาวชน เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงควรเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในระบบนิเวศที่กว้างขึ้นของการแทรกแซงทางจิตวิทยา
ภาพจำลองโลกในอนาคตมนุษย์อาจพึ่งพาคำแนะนำด้านสุขภาพจิตจากหุ่นยนต์และ AI ที่มา : Rachel Grosseibl , ‘AI in Psychology: What It Means for You and How to Use It Safely’ , Sydney Psych Hub
อาเธอร์ ซี. อีแวนส์ (Arthur C. Evans) ผู้อำนวยการใหญ่ของ APA กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว AI Chatbot ที่เข้าถึงได้ง่ายดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพราะเป็นเครื่องมือที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมใช้งาน และเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องมีประกัน อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวไม่มีความสามารถในการรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนหรือความตื่นตัวต่อสัญญาณเตือนที่อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ ดังนั้นคนที่จะพึ่งพาเครื่องมือนี้จำเป็นต้องเข้าใจวิธีการทำงานของมันรวมถึงต้องมีวิธีการคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับคำแนะนำที่เครื่องมือให้มา
‘เครื่องมือ AI เมื่อได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาและร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพจิต จะมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการด้านการดูแลสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นและปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วยแต่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้ได้ผลดีที่สุดก็ต้องควบคู่ไปกับความสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นมนุษย์ที่เข้าใจวิธีการรักษาบุคคล ไม่ใช่แค่คำสั่งกระตุ้น’ อีแวนส์ กล่าว
สำหรับ ‘คำแนะนำของ APA ในการใช้เครื่องมือ AI กับงานด้านสุขภาพจิต’ มีดังนี้ 1.ควรตรวจสอบข้อมูลสุขภาพจิตหรือข้อมูลทางการแพทย์ที่สร้างโดย AI กับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ 2.ขอคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับแนวทางการบำบัดที่มีข้อมูลจากงานวิจัยสนับสนุน 3.ผู้ใช้งานควรกระตุ้นให้ AI ท้าทายความคิดของตนเองหรือให้มุมมองทางเลือกอื่น และ 4.จำกัดการใช้ AI เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ งานอดิเรก การเรียน การทำงาน หรือปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
ภาพจำลองการใช้ AI Chatbot ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ที่มา : สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA)
ในส่วนความเห็นของผู้เชี่ยวชาญประเทศไทย ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความนิยมของผู้คนในปัจจุบันที่เลือกปรึกษาปัญหาชีวิตกับ AI Chatbot มากขึ้นว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่องของประสบการณ์การเข้าถึงคำปรึกษาในอดีต หากคนมีความทุกข์ใจหรือมีปัญหาชีวิตอาจต้องพึ่งพาเพื่อน ครอบครัวหรือผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคนรับฟัง มีพื้นที่ปลอดภัย หรือเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย หรือความกังวลว่าจะถูกตัดสิน AI จึงเข้ามาเติมช่องว่างตรงนี้
‘ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทันทีตลอดเวลา ไม่ต้องนัดหมาย และส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่าย บางคนจึงรู้สึกว่า AI เป็นทรัพยากรทางจิตใจหรือแหล่งสนับสนุนที่เข้าถึงง่าย แม้จะไม่ได้ทดแทนความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ได้ทั้งหมดก็ตามอีกประเด็นคือ ปัญหาชีวิตจำนวนมากเป็นเรื่องส่วนตัวและอ่อนไหว การเลือกว่าจะเล่าให้ใครฟังจึงมีต้นทุนทางใจ ผู้คนอาจกังวลเรื่องความไว้ใจ การถูกวิจารณ์ การถูกนำเรื่องไปเล่าต่อ หรือกลัวว่าคนฟังจะไม่เข้าใจ AI จึงอาจให้ความรู้สึกปลอดภัยในเบื้องต้น เพราะผู้ใช้สามารถพูดได้อย่างอิสระมากขึ้นโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับปฏิกิริยาทางอารมณ์ของอีกฝ่าย’อาจารย์หยกฟ้า กล่าว อธิบาย
เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบเปรียบเทียบตามช่วงวัย ‘เด็กและเยาวชนอาจมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ในบางด้าน’ เพราะยังอยู่ในช่วงพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความเห็น และข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เด็กบางคนอาจมองว่า AI เป็นผู้รู้หรือเป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอ จึงเชื่อข้อมูลที่ได้รับโดยไม่ตรวจสอบเพิ่มเติม แม้ผู้ใหญ่เองก็อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลผิดพลาดได้เช่นกัน แต่โดยทั่วไปอาจมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า มีโอกาสเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง หรือรู้จักช่องทางในการขอความช่วยเหลือมากกว่า เด็กและเยาวชนจึงอาจพึ่งพา AI มากเกินไปได้ง่ายกว่า
‘โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าพูดกับผู้ปกครอง ครู หรือเพื่อนหากเด็กคุ้นชินกับการหันไปพึ่ง AI เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ต้น ก็อาจส่งผลต่อทักษะสำคัญ เช่น การขอความช่วยเหลือจากคนจริง การสื่อสารความรู้สึก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การห้ามเด็กใช้ AI แต่คือการสอนให้เด็กใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ และรู้ว่าเรื่องใดควรนำไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญ’อาจารย์หยกฟ้า กล่าว
รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทิ้งท้ายว่า ‘ทางออกไม่ควรเป็นการมองว่า AI เป็นสิ่งอันตรายหรือห้ามใช้ทั้งหมด’เพราะ AI มีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือช่วยเข้าถึงข้อมูลและช่วยสะท้อนความคิดได้ ‘แต่สังคมจำเป็นต้องช่วยกันสร้างทักษะในการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน’ตั้งแต่ ‘ในระดับผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชน’ควรสร้างพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนรู้สึกว่าพูดคุยเรื่องยากๆ ได้โดยไม่ถูกตัดสิน พร้อมทั้งสอนให้เข้าใจทั้งข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงของ AI ตั้งแต่ในห้องเรียน
เช่น การตรวจสอบข้อมูล การตั้งคำถามกับคำตอบของ AI และการรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือจากมนุษย์จริงๆ ขณะที่ ‘ในระดับรัฐ’ ควรมีนโยบายหรือแนวทางกำกับดูแลที่ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาด การหลอกลวง หรือเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน รวมถึงผลักดันเรื่อง AI literacy ให้เป็นทักษะพื้นฐานของคนทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะเด็กและเยาวชน
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประเทศไทยขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ เนื่องจากพบได้น้อยในประชากรไทย
📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงเป็นบางส่วน** ข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยระบุว่าคนไทยมีเลือดกรุ๊ป O มากที่สุด ตามด้วย B , A และ AB ตามลำดับ แต่การขาดแคลนเลือดจะเกิดขึ้นในบางช่วงเวลา
ข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ประมวลและสรุปโดย AI ของกูเกิลจากการที่ผู้ใช้งานป้อนคำถามว่า “ประเทศไทยเราขาดแคลนเลือดกรุ๊ปอะไร”
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ว่าการขาดแคลนหมู่โลหิต A, B และ AB “เกิดขึ้นในบางช่วงเวลาเนื่องจากความต้องการของผู้ป่วยในแต่ละหมู่โลหิตไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโรคหรือภาวะที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับโลหิตในการรักษา” และถึงแม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะมีหมู่โลหิต O แต่ความต้องการหมู่โลหิตนี้ก็สูงเช่นเดียวกันตามสัดส่วนประชากร
ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค: แม้ว่า AI ของกูเกิลจะอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ แต่การสรุปเรียบเรียงอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือใช้คำที่สร้างความเข้าใจผิดได้ เช่น การใช้คำว่า “ขาดแคลนเลือดกรุ๊ป A และ AB เป็นประจำ” ซึ่งศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติอธิบายว่าการขาดแคลนโลหิตบางหมู่เกิดขึ้นในบางช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละช่วง และถึงแม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะมีหมู่โลหิต O แต่ความต้องการหมู่โลหิตนี้ก็สูงเช่นเดียวกัน
ดังนั้นข้อมูลที่ AI ประมวลผลหรือสรุปเรียบเรียงมาอาจไม่เพียงพอที่จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ใช้งานควรตรวจสอบที่มาของข้อมูลและค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นอร์เวย์ห้ามเด็กอายุ 6-13 ปี ใช้ AI
✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** รัฐบาลนอร์เวย์มีมาตรการจำกัดการใช้ AI สำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาจริง แต่ในกรณีที่ผู้สอนและโรงเรียนเห็นว่าการใช้ AI จะมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กเฉพาะกลุ่มหรือในบางวิชา ก็สามารถพิจารณานำมาใช้ได้
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 มิ.ย. 2569 มีการแชร์ข้อความทางเพจและบัญชีเฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งว่า ประเทศนอร์เวย์ออกมาตรการห้ามเด็กใช้ AI เช่น “นอร์เวย์สั่งห้ามเด็ก 6-13 ปี ใช้ AI หวั่นกระทบพัฒนาการและการเรียนรู้พื้นฐาน” และ “ประเทศยุโรปอย่างนอร์เวย์ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับนักเรียน..โดยกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษา (เกรด 1-7 อายุระหว่าง 6-13 ปี) จะถูกห้ามไม่ให้ใช้งาน ส่วนนักเรียนที่โตกว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึง AI ได้อย่างจำกัด”
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนอร์เวย์ระบุว่าแนวทางนี้มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่ผู้สอนเห็นว่าการใช้ AI จะมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กเฉพาะบางกลุ่มหรือในบางวิชา ก็สามารถพิจารณานำมาใช้ได้ โดยทางโรงเรียนจะต้องมีการพิจารณารูปแบบการใช้อย่างรอบคอบ
คารี เนสซา นอร์ดทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนอร์เวย์ อธิบายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือนักเรียนควรเรียนรู้การอ่าน การเขียน และการคำนวณก่อนที่จะใช้ AI พวกเขาต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครูและเพื่อนนักเรียน ซึ่งนักเรียนที่อายุน้อยยังขาดความรู้ การคิดวิเคราะห์ และการควบคุมตนเองที่จำเป็นในการใช้ AI อย่างเหมาะสม
“นักเรียนจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับ AI แต่เราเชื่อว่านักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมต้นไม่จำเป็นต้องใช้ AI ในเนื้อหาการเรียนการสอนโดยตรง จนกว่าเราจะมั่นใจว่าทักษะที่สำคัญที่สุดนั้นมีอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันเรามีหลักสูตรที่ดีอยู่แล้วสำหรับครู แต่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต” รมว.ศึกษาธิการนอร์เวย์กล่าว