ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


เลือกตั้ง 2569: “สินบน=บาปใหญ่” ป้ายปริศนาที่ปัตตานี ใครทำ? ทำเพื่ออะไร?

กุลธิดา สามะพุทธิ: กองบรรณาธิการโคแฟค

ปัตตานี–โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เขตเทศบาลเมืองปัตตานีเต็มไปด้วยป้ายหาเสียงทั้งของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง แต่มีป้ายหนึ่งที่แตกต่างสะดุดตาและชวนให้สงสัย ป้ายนั้นมีภาพชายมุสลิมปูเต็มพื้นหลัง ด้านบนมีของเหลวสีดำไหลย้อยลงมาปกปิดดวงตาและใบหน้าครึ่งบน บนพื้นสีดำนั้นมีคำว่า “ริชวะห์” ในภาษาอาหรับและภาษาไทย บรรทัดถัดมามีข้อความว่า “สินบน=บาปใหญ่”

ป้ายนี้มีไม่เยอะก็จริง แต่ตั้งอยู่ในจุดสำคัญที่ผู้สัญจรในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีต้องได้เห็น เช่น หน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีและถนนเจริญประดิษฐ์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนและแหล่งค้าขายหลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถามคนแถวนั้นได้ความว่าป้ายนี้เพิ่งมาติดไม่นาน ช่วงเดียวกับที่พรรคการเมืองมาติดป้ายหาเสียงเลือกตั้ง

คำใบ้เดียวเกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังป้ายปริศนานี้คือคำว่า “JUST HOME” ที่มุมขวาล่าง  

JUST HOME คือใคร

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องมนุษยธรรมตั้งกลุ่มเปิดเพจเฟซบุ๊ก JUST HOME ขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วเพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งและร่วมกันดูแลบ้านเมืองของเราเอง

“ไม่ต้องเป็นมุสลิมก็สามารถเห็นใจคนปาเลสไตน์ได้” เอ็มโซเฟียนหรือ “เอ็ม” ชายมุสลิมวัย 47 ปี หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Just Home กล่าวกับโคแฟค

เอ็มเป็นคนอำเภอปานาเระ หลังจากจบการศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคยะลา เขาเดินทางมาเรียนต่อด้านสถาปัตย์ที่กรุงเทพฯ จนจบปริญญาตรี จากนั้นก็ไปเรียนด้านศิลปะและการออกแบบต่อในฝรั่งเศสนาน 4 ปี กลับมาทำงานออกแบบอยู่สักพักจึงตัดสินใจกลับมาปักหลักทำงานที่ปัตตานีบ้านเกิด  

จากการสื่อสารผ่านเพจเฟซบุ๊ก Just Home เริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เช่น ช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้เมื่อปลายปี 2568 ทางกลุ่มก็จัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเอง

“เราขับเคลื่อนด้วยจิตสำนึกว่าจะไม่ปล่อยให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ถ้าเราเห็นคนทำไม่ดีกับคนอื่น เราก็ต้องตักเตือน เราต้องไม่ปล่อยผ่าน ต้องเป็นหูเป็นตาต่อสู้ให้คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม” เอ็มยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานของกลุ่ม Just Home

หลังจากน้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ปัตตานีเริ่มคึกคัก ผู้สมัคร สส. เปิดตัว หัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว ป้ายหาเสียงผุดขึ้นมากมาย จากคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมือง เอ็มเกิดความคิดขึ้นมาว่า “เราไม่สนใจการเมืองไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา เกี่ยวกับอนาคตของลูกเรา อยากให้ลูกเติบโตในสังคมที่ดีกว่านี้” และนี่คือจุดเริ่มต้นการรณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงหรือการไม่รับสินบนหรือ “ริชวะห์” ในคำสอนศาสนาอิสลาม   

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนในจังหวัดปัตตานี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Just Home และผู้ออกแบบป้ายรณรงค์ปฏิเสธการรับสินบน

ริชวะห์

เอ็มนิยามตัวเองว่านิยามตัวเองเป็นผู้ศรัทธาและต้องการเคร่งครัดในเรื่องศาสนา เขาเฝ้ามองความเป็นไปในสังคมมุสลิมปัตตานีอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นสิ่งใดที่ขัดบัญญัติกุรอานก็อยากนำเสนอตักเตือนให้มีการศึกษาคำสอนในอัลกุรอานอย่างจริงจัง   

ในบริบทของการเลือกตั้งที่การซื้อเสียงเกิดขึ้นเป็นปกติในชุมชน แม้ไม่เคยเจอกับตัว แต่คำบอกเล่าจากหลายฝ่ายรวมถึงพนักงานของเขาทำให้เอ็มนึกถึงคำ ๆ หนึ่งในพระคัมภีร์ นั่นคือคำว่า “ริชวะห์” ที่แปลว่า “สินบน” และคำสอนของอิสลามเรื่องการเลือกคน  

“ท่านนบีมูฮัมมัดบอกว่าผู้ใดที่ให้หรือรับสินบน หรือแม้แต่เป็นตัวประสานระหว่างผู้ให้และผู้รับสินบนนั้น พระเจ้าทรงสาปแช่ง ส่วนการเลือกคนต้องเลือกที่ความสามารถและความซื่อสัตย์”  

เขาอ้างอิงคำสอนดังนี้

  • กุรอาน อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:188 เขียนว่า “และพวกเจ้าอย่าได้กินทรัพย์สินของกันและกันโดยมิชอบ และอย่าได้นำมันไปมอบให้แก่ผู้ปกครอง (ผู้มีอำนาจ) เพื่อที่พวกเจ้าจะได้กินทรัพย์สินของผู้คนบางส่วนโดยอธรรม ทั้งที่พวกเจ้าย่อมรู้ดีอยู่แล้ว”
  • ท่านนบีมูฮัมมัด กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงสาปแช่ง ผู้ให้สินบน ผู้รับสินบน และคนกลาง”
  • ซูเราะฮฺ อัลก็อศ็อศ (28:26) “แท้จริง คนที่ดีที่สุดที่ท่านจะว่าจ้าง คือ ผู้ที่มีความสามารถ และผู้ที่ซื่อสัตย์”

“ปัญหาคือในสังคมมุสลิมบ้านเราไม่ค่อยมีใครพูดถึงริชวะห์ มุสลิมรู้จักคำว่าฮาลาล (สิ่งที่ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนาอิสลาม) รู้จักคำว่าฮารอม (สิ่งที่เป็นข้อห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม) แต่คนไม่รู้จักริชวะห์ เราอยากหยิบคำนี้ขึ้นมาย้ำเตือนว่าสินบนคือฮารอม” เอ็นให้ความเห็น

“เวลาพูดถึงข้อห้ามในศาสนาอิสลาม คนทั่วไปนึกถึงอะไร?” เขาตั้งคำถามพร้อมเฉลยคำตอบ “ห้ามกินหมู ห้ามกินเหล้า ห้ามคิดดอกเบี้ย…แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องการห้ามรับสินบน”

สร้างภาพจำใหม่: มุสลิม=ไม่รับสินบน

เอ็มมองว่าการสอนเรื่องฮารอมหรือข้อห้ามต่าง ๆ ในศาสนาอิสลามนั้นมีผลอย่างมากต่อความคิดความเชื่อและการปฏิบัติตัวของคนมุสลิม

“ถ้าจะบอกให้คนที่นี่ไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องเชื่อมโยงกับเรื่องบาปที่อยู่ในกุรอาน ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมาว่าสินบนเป็นบาป”  

แต่ปัญหาคือเวลาพูดถึงฮารอมหรือสิ่งต้องห้ามที่เป็นบาป ผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้สอนศาสนาอิสลามมักพูดถึงไม่กี่อย่าง ในชุมชนมุสลิมที่เขาอยู่ น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการห้ามรับและให้สินบน ทั้งที่สินบนก็เป็นข้อห้ามอย่างหนึ่งตามหลักศาสนา หรือไม่ก็สอนแบบเลี่ยง ๆ เพื่อเปิดช่องให้ทำได้   

“คนที่สอนเรื่องนี้ในสังคมมุสลิมก็คืออิหม่าม บาบอ ครู แต่ถ้าครูไม่เอ่ย บาบอไม่พูด ไม่กล้าฟันธง [ว่าการรับสินบนเป็นบาป] จะเกิดอะไรขึ้น”

เขาย้ำว่าการรับสินบนเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในทุกกรณี แต่มุสลิมบางคนกลับบอกว่ารับมาแล้วไปกาเบอร์อื่นก็ได้ บางคนก็อ้าง “อะมานะห์” หรือความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมายคือเมื่อรับเงินมาแล้วก็ต้องเลือกเบอร์นั้นตามที่รับปากไว้ ถ้าไม่เลือกเท่ากับไม่มีอะมานะห์

“ในความเห็นของผม ไม่มีอมานะห์ในการเริ่มต้นที่จะขัดบัญญัติอิสลาม ไม่สามารถอ้างมารยาทใด ๆ ในการเชื้อเชิญให้ดื่มเหล้าหรือรับประทานสิ่งฮารอมต้องห้าม สินบนก็เช่นกัน นี่ไม่ใช่อะมานะห์ บางคนก็ตีความไปว่าสินบนคือค่าจ้าง คือฮาดียะห์ (ของขวัญ) หรือซอดาเกาะห์ (เงินบริจาคทาน) ทั้งหมดนี้เป็นการตีความเพื่อเปิดช่องให้รับสินบนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

“มุสลิมต้องปฏิเสธสิ่งคลุมเครือ ถ้าไม่มั่นใจว่าฮาลาล เราต้องปฏิเสธไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย ริชวะห์จึงไม่สามารถอ้างเหตุผลเลี่ยงบาลีได้เลย ทุกสินน้ำใจ การให้ของขวัญหรือค่าตอบแทนต่าง ๆ แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย แต่หากตามมาด้วยการคาดหวังของผู้ให้ ย่อมเป็นริชวะห์หรือสินบนอย่างแน่นอน”

“ข้อห้ามอื่นมุสลิมปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวชัดเจนมาก อยากให้เรื่องสินบนเป็นแบบนั้น อยากให้เป็นภาพจำเลยว่าคนมุสลิมไม่รับสินบน”

ป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ บนถนนเจริญประดิษฐ์ เทศบาลเมืองปัตตานี

เพื่อ “บ้าน” และ “ลูกหลาน”

แคมเปญนี้อาจวัดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ยาก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครแสดงความไม่เห็นด้วยหรือโต้แย้งสิ่งที่กลุ่ม Just Home สื่อสาร — “สินบน=บาปใหญ่”

“ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะเราอ้างอิงจากคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา คนที่รับสินบนก็ไม่กล้าเถียง เพราะเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าศาสนาของเราสอนแบบนี้ และเอาเข้าจริงเรื่องเงินสินบน มีนักการเมืองคนไหนอยากจ่ายบ้าง ถ้าเรื่องนี้มันหมดไปได้ นักการเมืองก็ไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าเราสร้างค่านิยมใหม่ได้ นักการเมืองเองก็ได้ประโยชน์”

กลุ่ม Just Home มีเงินที่ได้รับบริจาคเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม ซึ่งทางกลุ่มได้อนุมัติให้นำเงินจำนวนหนึ่งไปผลิตป้ายไวนิลได้มาราว 30 ป้าย รวมทั้งจัดกิจกรรมขี่จักรยานเพื่อปฏิเสธการซื้อขายเสียง “Say No to Rishwah” ในเมืองปัตตานีวันที่ 6 ก.พ. 2569

เขาลงมือออกแบบป้ายเอง เลือกใช้ภาพชายมุสลิมที่สื่อถึงหัวหน้าครอบครัวและผู้นำสังคม ของเหลวสีดำที่ไหลย้อยลงมาเป็นสัญลักษณ์ของความสกปรมโสมมที่ยากจะล้างออก คราบดำปิดบังดวงตาให้มืดบอดแต่ปากยังคงพร่ำสอนศาสนา

ก่อนติดป้าย “สินบน=บาปใหญ่” เอ็มทำจดหมายขออนุญาตและบอกวัตถุประสงค์ถึงเทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ตระเวนติดป้ายโดยพาลูก ๆ ไปด้วย 

“อยากให้ลูกเห็นว่าพ่อได้พยายามทำอะไรบางอย่างแล้วเพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีให้พวกเขา” เอ็มกล่าว

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

รู้จัก!7 ประเภทข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News 

🗳️นับถอยหลังเลือกตั้ง ลงประชามติ ชวนทุกคนเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลลวง แบ่งได่ 7 ประเภท ข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News มีดังนี้ 🤡

1. Satire or Parody (การเสียดสีหรือล้อเลียน): ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร แต่อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริงได้

2. False Connection (การเชื่อมโยงมั่ว): พาดหัวข่าว รูปภาพ หรือคำโปรยไม่ตรงกับเนื้อหาจริง (เช่น พวก Clickbait)

3. Misleading Content (เนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด): นำข้อมูลจริงมาตัดต่อหรือบิดเบือนเพื่อโจมตีคนหรือประเด็นบางอย่าง

4. False Context (บริบทปลอม): ข้อมูลจริงแต่ถูกนำมาใช้ผิดกาลเทศะหรือผิดบริบทเพื่อให้คนเข้าใจไปอีกทาง

5. Imposter Content (สวมรอยแหล่งข่าว): การแอบอ้างชื่อบุคคลหรือโลโก้ของสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือมาสร้างข่าวเอง

6. Manipulated Content (การตัดต่อบิดเบือน): ข้อมูลจริง (เช่น ภาพหรือวิดีโอ) ถูกนำมาแก้ไข ตัดต่อ เพื่อหลอกลวงคนดู

7. Fabricated Content (ข่าวปลอม 100%): เนื้อหาที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยไม่มีมูลความจริง เพื่อหวังผลร้ายหรือหลอกลวงโดยเฉพาะ 

#ข่าวลวง #เลือกตั้ง #Cofact #เช็กให้ชัวร์ที่โคแฟค

 “การเมืองเรื่องรุ่น” คือความสวยงามของประชาธิปไตย/ครอบครัวเริ่มสมานฉันท์เรียนรู้ความต่าง/คนรุ่นใหม่ตื่นตัว!เชื่อพลังเสียงเปลี่ยนสังคมได้

(3 ก.พ. 2569) รายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว ในประเด็น “รื้อมายาคติ การเมืองเรื่องรุ่น” ดำเนินรายการโดยนายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นความตื่นตัวทางการเมืองของคนแต่ละเจเนอเรชันในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีวิทยากรหลักคือ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสุภิญญา กลางณรงค์ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนต่างวัยในสังคมไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดประเด็นด้วยการตั้งข้อสังเกตถึงบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งว่า มีความตื่นตัวสูงมาก แต่มีความเงียบผิดปกติในกลุ่มคนวัย “Gen X” (เจนเอ็กซ์) ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับตน ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยแสดงจุดยืนทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียมากนัก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน โดยหันไปสนใจเรื่องสุขภาพ การดูแลพ่อแม่และลูก แทนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในขณะที่คนรุ่น “Boomer” (บูมเมอร์) กลับมีความคึกคักในการส่งข่าวสารผ่านไลน์กลุ่ม และคนรุ่นใหม่ก็มีความตื่นตัวสูง จึงตั้งคำถามว่ามายาคติเรื่องรุ่นกับการเมืองยังคงมีอยู่จริงหรือไม่ หรือบริบทได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ทางด้าน รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ “รุ่น” (Generation) กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญทางการเมืองไทย โดยระบุว่าในประเทศไทยปัจจัยเรื่องรุ่นมีความสำคัญมากในการกำหนดทัศนคติทางการเมือง ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศ โดยเฉพาะการกลับมาตื่นตัวของคนรุ่นใหม่หลังการรัฐประหารปี 2557 และการชุมนุมใหญ่ในปี 2563 จนถึงปัจจุบันโดยมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่ทำให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเป็นพลังทางการเมือง ได้แก่

1.เงื่อนไขของระบอบเผด็จการที่ยาวนาน ทำให้คนรุ่นนี้เติบโตมากับการไม่มีสิทธิเสรีภาพและโหยหาการเปลี่ยนแปลง

2. ปัญหาประสิทธิภาพของกลไกรัฐและเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการเมืองกระทบกับชีวิตโดยตรง

3. ความรู้สึกว่า “เสียงของพวกเขาเปลี่ยนโลกได้” ซึ่งเริ่มจากการต่อสู้เรื่อง Single Gateway และผลการเลือกตั้งที่พรรคของคนรุ่นใหม่ชนะ ทำให้เกิดความมั่นใจและนำไปสู่การเคลื่อนไหวแบบ”DIY Activism” หรือการทำกิจกรรมทางการเมืองด้วยตัวเอง

รศ.ดร.กนกรัตน์ ยังได้นำเสนอข้อค้นพบใหม่ที่น่าสนใจว่า สิ่งที่สังคมเคยเรียกว่า “ความขัดแย้งระหว่างรุ่น” แท้จริงแล้วคือ”การเมืองที่สุขภาพดี” เพราะสะท้อนว่าคนทุกรุ่นตื่นตัวและลุกขึ้นมาพิทักษ์ผลประโยชน์และจุดยืนของตนเอง แม้ในช่วงแรกจะมีความรุนแรงทางอารมณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี สังคมและสถาบันครอบครัวได้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสมานฉันท์ มากขึ้น สมาชิกในครอบครัวเริ่มเคารพความเห็นต่าง ยอมรับว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้สังคมดีขึ้น เพียงแต่เชื่อในเครื่องมือและวิธีการที่แตกต่างกัน โดยคนรุ่นใหม่ต้องการความรวดเร็ว ในขณะที่คนรุ่นเก่าเชื่อในการค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ รศ.ดร.กนกรัตน์ ยังวิเคราะห์แนวโน้มการเลือกตั้งว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองกำลังเปลี่ยนไป โดยคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มอนุรักษนิยมเริ่มปรับตัวมาเลือกพรรคฝั่งเสรีนิยมหรือพรรคอนุรักษนิยมที่ประนีประนอมมากขึ้น เนื่องจากตัวเลือกในฝั่งอนุรักษนิยมสุดขั้วลดน้อยลงและอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องความโปร่งใส ทำให้เส้นแบ่งความขัดแย้งจางลงและมีความหลากหลาย (Mixed) ในการตัดสินใจเลือกตั้งมากขึ้น

ในประเด็นเรื่องข่าวลวง (Fake News) และโซเชียลมีเดีย นางสาวสุภิญญาและ รศ.ดร.กนกรัตน์ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะมีอัลกอริทึมที่ทำให้คนอยู่ในห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ของตัวเอง แต่คนรุ่นใหม่ที่เป็น”Digital Native” มีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันการสื่อสารในโลกดิจิทัลมากขึ้น ส่วนข่าวลวงที่รุนแรงอาจไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ปิด (Close Door) อย่างแอปพลิเคชันไลน์ของกลุ่มผู้สูงวัยมากกว่า 

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศโดยรวม ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งรุนแรงบนโลกออนไลน์ดูเหมือนจะลดลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆเพราะคนเริ่มเข้าใจชีวิตและปลงกับความคาดหวังทางการเมืองมากขึ้น

ในช่วงท้ายสุภิญญา ได้ฝากข้อคิดให้ประชาชนเปิดใจกว้าง รับฟังข้อมูลที่หลากหลายและนำมาวิเคราะห์ด้วยวิจารณญาณของตนเองเพื่อรับมือกับสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ รศ.ดร.กนกรัตน์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้มองปรากฏการณ์ความแตกต่างทางความคิดว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย เมื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างทางอุดมการณ์และผลประโยชน์ได้ สังคมไทยจะก้าวไปสู่การเมืองที่สวยงามและมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง

แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง

ในยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร ที่มีทั้งข้อมูลจริง ข้อมูลลวง และข้อมูลบิดเบือน การตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ 

COFACT โดย ดร. วศิน ปั้นทอง ร่วมจัดทำเอกสาร guideline แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง สร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวงที่อยู่รอบตัวเราในทุกวัน

สามารถอ่านเอกสาร guideline ได้ในลิงก์นี้ คลิก 

หรือ ดาวน์โหลดเอกสาร

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในเบื้องต้นและมุ่งหมายให้เกิดการอภิปรายถกเถียงและปรับปรุงแนวทางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ข้อมูลในการจัดทำเอกสารนี้มาจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการนำเสนองานของผู้เขียนและการประมวลข้อคิดเห็นจากวงเสวนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ Fact Checking

ภาพคอนเสิร์ต “เลดี้กาก้า” ในบราซิล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยฟังปราศรัยที่พัทยา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพประชาชนเกือบล้านคนร่วมฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่พัทยา

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพคอนเสิร์ตเลดี้กาก้าที่บราซิลเมื่อปี 2568 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc” เป็นภาพผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันบริเวณชายหาดในเวลากลางคืน พร้อมข้อความบรรยายว่า “ภาพการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่ชายหาดพัทยาครับ คนมาร่วมเกือบล้าน”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens ประกอบกับรายงานข่าวของสื่อมวลชน สรุปได้ดังนี้

▪ ภาพเล็กซ้ายมือ – เป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของเลดี้กาก้า ที่ชายหาดโคปาคาบานา เมืองริโอ เดอ จาเนโรของบราซิลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พ.ค. 2025 ซึ่งสื่อต่างประเทศ เช่น EuroWeekly รายงานว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้สร้างสถิติคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือราว 2.1 ล้านคน 

▪ ภาพใหญ่ขวามือ – เป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของ Alok ศิลปินและดีเจชื่อดังชาวบราซิล คอนเสิร์ตนี้จัดขึ้นที่ชายหาดในเมืองฟอร์ตาเลซาของบราซิลในคืนส่งท้ายปี 2023 มีผู้ชมมากกว่า 1 ล้านคน โดย Alok ได้โพสต์ภาพนี้ในอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2024  

“ใส่หน้ากากอนามัยนาน ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง” เนื้อหาเท็จที่ถูกแชร์ตั้งแต่ยุคโควิด-19

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ใส่หน้ากากอนามัยนานทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงและเลือดเป็นกรด

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Jompoj Pijitpakdeekul แชร์โพสต์ภาษาต่างประเทศที่เตือนให้หลีกเลี่ยงการใส่หน้ากากอนามัยพร้อมข้อความว่า “หากยังใส่อยู่  ถือว่าท่านช่วยลดประชากรโลก” โดยโพสต์ต้นทางระบุว่าการหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือลมหายใจออกของตัวเองกลับเข้าไปซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงจนเลือดมีสภาวะเป็นกรดได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการมึนงง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย สับสน หรืออาจถึงกับเสียชีวิต (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่าคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับอันตรายจากการใส่หน้ากากอนามัยเริ่มเผยแพร่บนโลกออนไลน์ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งแรกในปี 2563 และยังถูกแชร์ซ้ำจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต่อต้านการฉีดวัคซีนในหลายประเทศ

พล.ต.ต.นพ. ธนิต จิรนันท์ธวัช อายุรแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ กล่าวในรายการชัวร์ก่อนแชร์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2563 ว่าการหายใจผ่านหน้ากากอนามัยไม่ได้ทำให้ร่างกายได้รับก๊าซชนิดใดเพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากอัตราส่วนของก๊าซแต่ละอย่างในอากาศมีปริมาณคงที่ และยังอธิบายว่าภาวะเลือดเป็นกรดซึ่งเกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง (Hypercapnia) นั้นมีสาเหตุหลักมาจากโรคปอด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง โรคภาวะหายใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรง และการใช้ยากดการหายใจ และยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตจากภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือดเพราะการใส่หน้ากากอนามัยตามคำกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.นพ. ธนิต กล่าวว่าการใส่หน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้าจากการดึงรั้งของสายรัด โดยเฉพาะหน้ากากประเภท N95 ที่มักใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รวมถึงเพื่อใส่ป้องกันฝุ่น pm2.5 ทำให้ผู้สวมใส่ต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ จึงควรสังเกตตัวเองหากมีอาการปวดศีรษะและเหนื่อยล้า และควรออกไปพักสูดอากาศในที่ที่อากาศถ่ายเทจนหายเหนื่อยจึงกลับมาสวมใส่หน้ากากใหม่

ขณะที่รายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของรอยเตอร์สที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2563 อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมระหว่างใส่หน้ากากอนามัยนั้นอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับคนทั่วไป และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่การใส่หน้ากากอนามัยจะทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง

กรมการแพทย์-กรมควบคุมโรคยืนยัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ข้อความส่งต่อทางไลน์ระบุพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**  ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 2 ก.พ. 2569 กรมการแพทย์ยืนยันว่ายังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.พ. 2569 พบการส่งข้อความในกลุ่มไลน์ระบุว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในไทยหลายราย เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบำราศนราดูร และพบผู้ป่วย 6 รายในจังหวัดจันทบุรี พร้อมกับภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “อีซ้อขยี้ข่าว :อีซ้อ” เป็นข้อความว่า “เหมือนสัญญาณจะมาถึง ไทยแล้ว…. อธิบดีกรมการแพทย์ประกาศ โรงพยาบาลราชวิถีเตรียมพร้อมรับผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ตั้งแต่ระดับปานกลางยันหนัก” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กรมการแพทย์และกรมควบคุมโรคยืนยันกับโคแฟคเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (2 ก.พ.) ว่า ขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย 

ก่อนหน้านี้กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรคและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 28 และ 29 ม.ค. ว่าข้อความที่อ้างว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทยเป็นเนื้อหาเท็จ ขอความร่วมมือประชาชนหยุดส่งต่อ

ตรวจสอบคลิปดีเบตช่อง 7 ช่วงเคารพเพลงชาติ “ณัฐพงษ์” ยืนมือไพล่หลังจริง แต่มีช่วงที่ร้องเพลงชาติ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: หัวหน้าพรรคประชาชนยืนเอามือไพล่หลัง-ไม่ร้องเพลงชาติบนเวทีดีเบต

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** คลิปรายการเต็มแสดงให้เห็นว่าขณะที่เพลงชาติดัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนมือไพล่หลังจริง แต่มีช่วงที่ร้องเพลงชาติคลอตามไปด้วย  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก ติ๊กตอก และ X หลายรายโพสต์คลิปผู้แทนพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียืนเคารพเพลงชาติบนเวทีดีเบต โดยมีผู้ร่วมเวทีทั้งหมด 7 คน หนึ่งในนั้นคือณัฐพงษ์ แคนดิเดตนายกฯ ปชน.

คลิปนี้มีความยาวประมาณ 30 วินาที ผู้โพสต์เขียนข้อความบรรยายโจมตีณัฐพงษ์ที่ยืนเอามือไพล่หลังและไม่ร่วมร้องเพลงชาติ เช่น “จับโป๊ะ! เท้ง มือไขว้หลัง ไม่ร้องเพลงชาติ” “มือไขว้หลัง ปากไม่ขยับ ยืนตรงเคารพธงชาติยังทำไม่ได้ ร้องเพลงชาติก็ไม่ค่อยเต็มใจ” มีผู้เข้ามาวิจารณ์และโจมตีจำนวนมากว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แสดงถึงความไม่รักชาติ ไม่เหมาะสมกับการเป็นแคนดิเดตนายกฯ   

ตัวอย่างโพสต์ที่กล่าวหาและโจมตีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน เรื่องการยืนเคารพเพลงชาติและการร้องเพลงชาติ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปดังกล่าวเป็นภาพจากรายการประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” จัดโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เมื่อวันที่ 28 ม.ค. โคแฟคตรวจสอบคลิปรายการฉบับเต็มที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ Ch7HD News ได้ข้อมูลดังนี้

▪ รายการเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. เมื่อใกล้ถึงเวลา 18.00 น. พิธีกรแจ้งว่าขอขยายเวลาต่ออีก 10 นาที และขอให้แคนดิเดตและผู้แทนพรรคการเมืองทั้ง 7 คนบนเวที รวมทั้งผู้ชมในสตูดิโอยืนขึ้นเคารพธงชาติพร้อมกัน ขณะที่รายการ ““เช้านี้ที่หมอชิต”” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ในวันรุ่งขึ้น (29 ม.ค.) รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเคารพธงชาติว่า ผู้บริหารสถานีเพิ่มเวลารายการให้จบในเวลา 18.10 น. ทำให้ต้องผ่านช่วงเคารพธงชาติ ผู้บริหารจึงให้ทุกคนในห้องส่งเคารพธงชาติเพื่อ “ดูอากัปกิริยาของแคนดิเดตและแกนนำแต่ละพรรคว่าพอถึงช่วงเคารพธงชาติ ท่านจะทำยังไงกัน”

▪ จากคลิปถ่ายทอดสดเห็นได้ว่า ขณะเพลงชาติบรรเลง ผู้ร่วมประชันวิสัยทัศน์ทั้งหมดยืนตรงมือข้างลำตัว ยกเว้นณัฐพงษ์ที่ยืนเอามือไว้ข้างหลัง ส่วนการร้องเพลงชาตินั้น เนื่องจากกล้องไม่ได้จับภาพใบหน้าทุกคนตลอดเวลาทำให้ระบุไม่ได้แน่ชัดว่าตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 7 คน ร้องเพลงชาติตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ แต่ช่วงนาทีที่ 2.48.14-2.48.19 และ 2.48.34-2.48.40 มีภาพชัดเจนว่าณัฐพงษ์ขยับปากร้องเพลงชาติคลอตามไปด้วย รวมเวลาไม่ต่ำกว่า 10 วินาที และทุกคนโค้งคำนับเมื่อเพลงชาติจบลง

📌 ข้อสรุปโคแฟค: ข้อความที่ระบุว่าณัฐพงษ์ไม่ร้องเพลงชาติบนเวทีดีเบตนั้นเป็นเนื้อหาบิดเบือน โดยตัดคลิปช่วงสั้น ๆ ที่ภาพไม่ชัดเจนว่าเขาร้องเพลงชาติหรือไม่มาเผยแพร่ประกอบข้อกล่าวหา ซึ่งเมื่อดูจากคลิปรายการเต็มที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 พบว่ามีช่วงที่ณัฐพงษ์ร้องเพลงชาติด้วยไม่ต่ำกว่า 10 วินาที 

ส่วนท่าทางการยืนขณะเคารพเพลงชาตินั้น ณัฐพงษ์เอามือไว้ข้างหลังจริง ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตามโคแฟคได้ตรวจสอบระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529 ซึ่งระบุถึงการทําความเคารพธงชาติไว้ในข้อ 29 ว่าในกรณีที่ได้ยินเสียงเพลงชาติ “ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสํารวม” จนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง

เจาะลึก‘TikTok’ ผนึก‘COFACT’ กางแผนสู้ข่าวลวงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งย้ำกฎเหล็ก“ห้ามยิงแอดการเมือง” แต่เปิดกว้างคอนเทนต์ออร์แกนิกพร้อมแนะวิธีอุทธรณ์หากโดนลบ


(27 
มกราคม 2569) – รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.26” หัวข้อ “ฝ่าข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง” ดำเนินรายการโดย นายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้พูดคุยถึงประเด็นร้อนในช่วง 12 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป โดยเชิญแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง TikTok มาร่วมถกเถียงถึงมาตรการรับมือข่าวปลอม (Fake News) และการบิดเบือนข้อมูลที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง: ช่วงเวลาแห่งความหวังและความเสี่ยง

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยว่า บรรยากาศในช่วง 12 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจจะเริ่มฟันธงว่าจะเลือกใคร อย่างไรก็ตาม สุภิญญายอมรับว่าสถานการณ์ข่าวสารในช่วงนี้มีทั้งความหวังและความน่ากังวล โดยเฉพาะกระแสข่าวเชิงลบ (Negative Campaign)ที่มาในรูปแบบของการผสมผสานเรื่องจริงและเรื่องเท็จเข้าด้วยกัน ซึ่งภาคประชาสังคมต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

TikTok กางสถิติ ลบ 4.4 ล้านคลิปผิดกฎ ย้ำใช้ ‘คนไทย’ ตรวจสอบ

ทางด้าน สิริประภา วีระไชยสิงห์ (กานจิ) ผู้จัดการฝ่าย Outreach & Partnerships ของTikTok กล่าวถึงนโยบายความปลอดภัยว่าTikTok มีระบบตรวจจับเนื้อหาเชิงรุกที่ทำงานร่วมกันระหว่างระบบอัตโนมัติ (AI) และทีมงานตรวจสอบเนื้อหา (Human Moderator) ซึ่งเป็นคนไทยที่นั่งทำงานในประเทศไทย ทำให้เข้าใจบริบททางภาษาและวัฒนธรรมเป็นอย่างดี

สิริประภา เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา TikTok ได้ลบเนื้อหาที่บิดเบือนและละเมิดกฎชุมชนไปมากกว่า 4.4 ล้านวิดีโอ โดย 99.9% ถูกลบก่อนที่จะมีผู้ใช้งานรายงานเข้ามา ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจจับ

ระวัง “ข่าวลวงสายครีเอทีฟ” และภัยDeepfake

เมื่อถูกถามถึงประเภทของข่าวลวงที่ระบาดหนักกานจิระบุว่า ไม่สามารถเจาะจงช่วงอายุของผู้เสพข่าวลวงได้ เพราะเกิดขึ้นกับทุกวัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรูปแบบการนำเสนอที่มีความสร้างสรรค์ (Creative) สูง มีการตัดต่อและผูกเรื่องราวให้น่าสนใจจนคนหลงเชื่อและแชร์ต่อรวมถึงภัยคุกคามจากเทคโนโลยี Deepfake และ AI-generated content ที่ถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลเท็จ ซึ่งทางแพลตฟอร์มได้ให้ความสำคัญในการตรวจจับอย่างเข้มงวด

ประเด็นสำคัญที่ TikTok เน้นย้ำคือ นโยบายเกี่ยวกับบัญชีนักการเมืองและพรรคการเมืองโดยสิริประภาระบุชัดเจนว่า “TikTok ไม่อนุญาตให้มีการซื้อโฆษณาทางการเมือง (Paid Ads) หรือการ Boost Post สำหรับเนื้อหาการเมืองโดยเด็ดขาด” ไม่ว่าจะเป็นบัญชีของรัฐบาล พรรคการเมือง หรือนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครและพรรคการเมืองยังสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์แบบออร์แกนิก(Organic) เพื่อสื่อสารนโยบายหรือแสดงความคิดเห็นได้ตามปกติ ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎชุมชนข้ออื่น ๆ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)

ไขข้อข้องใจ “ปิดกั้นการมองเห็น” (Shadowban)

สำหรับข้อสงสัยเรื่องการถูกปิดกั้นการมองเห็นนางสาวสิริประภาชี้แจงว่า TikTok ไม่ได้ปิดกั้นเนื้อหาทางการเมือง แต่มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของผู้เยาว์และคุณภาพของฟีด (For You Feed) หากคลิปใดมีภาพรุนแรง สะเทือนขวัญ หรือเป็นคอนเทนต์คุณภาพต่ำ (ภาพเบลอสั่น) ระบบอาจจำกัดการนำส่งไปยังหน้าฟีดสาธารณะเพื่อรักษามาตรฐานชุมชน

แนะช่องทางสู้ข่าวลวงและวิธีอุทธรณ์

สำหรับผู้ใช้งานที่พบเห็นข่าวลวง TikTok ได้ร่วมมือกับ กกต., COFACT และ Thai PBS Verify ในการจัดทำ “ศูนย์ข้อมูลการเลือกตั้ง” บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจะปรากฏเป็นแบนเนอร์ในคลิปที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ให้ผู้ใช้กดเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องได้ทันที

ในกรณีที่ผู้ใช้งานถูกลบคลิปและมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดกฎ สิริประภาแนะนำว่า ห้ามลบคลิปวิดีโอนั้นทิ้งเด็ดขาด ให้กดปุ่มยื่นอุทธรณ์ผ่านการแจ้งเตือนใน Inbox เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบซ้ำ หากลบคลิปไปแล้วจะไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้

รายการได้สรุปถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์ม ภาคประชาสังคม และผู้ใช้งาน ในการช่วยกันตรวจสอบและรายงานข่าวลวง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

ภาพชาวเกาหลีใต้เชียร์ทีมชาติในฟุตบอลโลก 2002 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพคนสวมเสื้อแดงจำนวนมากชุมนุมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในประเทศเกาหลีใต้และ จ.นครราชสีมา

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพชาวเกาหลีใต้รวมตัวเชียร์ทีมชาติในฟุตบอลโลก 2002 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 – 27 ม.ค. 2569 มีผู้ใช้บัญชีแฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพฝูงชนจำนวนมากสวมเสื้อผ้าหรือสัญลักษณ์สีแดงรวมตัวกันในสถานที่แห่งหนึ่งพร้อมกับข้อความที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เช่น 

▪ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 26 ม.ค. พร้อมคำบรรยายว่า “คนไทยในประเทศเกาหลีใต้ออกมาชุมนุมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตกันทุกคน”

▪ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคเพื่อไทย FC” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 27 ม.ค. โดยระบุว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ตลาดเซฟวันโคราช จ.นครราชสีมา

▪  ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกหลายรายนำภาพนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้ระบุสถานที่ แต่มีข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าคนเสื้อแดงในภาพคือผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย เช่น “ลอยลำทั่วไทย” “แดงทั้งแผ่นดิน” และ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์”

ไพศาล พืชมงคล นักวิเคราะห์การเมืองซึ่งมีผู้ติดตามเฟซบุ๊ก “Paisal Puedmongkol” มากกว่า 2.15 แสนบัญชี เป็นคนหนึ่งทีโพสต์ภาพนี้ (ลิงก์บันทึก) โดยระบุว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ จ.นครราชสีมา แต่ต่อมาได้โพสต์ข้อความแก้ไขว่าเป้นภาพจากเกาหลี

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวปรากฏในเว็บไซต์หลายแห่งของเกาหลีใต้ รวมถึงสำนักข่าว Hankyoreh และเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พื้นบ้านของเกาหลีใต้ ตลอดจนสำนักข่าวต่างประเทศอย่าง BBC และเพจเฟซบุ๊ก “FIFA Museum” ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กีฬาฟุตบอลภายใต้การดูแลของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) โดยมีคำบรรยายว่าเป็นภาพชาวเกาหลีใต้รวมตัวกันที่ Seoul City Hall Square หรือ Seoul Plaza ในกรุงโซล เพื่อเชียร์ทีมชาติของตนในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002 (พ.ศ. 2545) ซึ่งเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น 

สื่อเกาหลีใต้และบทความวิชาการที่ใช้ภาพนี้ประกอบเนื้อหาให้เครดิตภาพว่าเป็นของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของประเทศเกาหลีใต้

ภาพส่งเชลยกัมพูชาป่วยกลับประเทศ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งที่ชายแดนให้ไทยรักษา

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งตามแนวชายแดนเพื่อให้ไทยรักษา 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 – 23 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพชายคนหนึ่งนอนอยู่ในเปลหาม รายล้อมด้วยทหารกัมพูชา มีข้อความอ้างว่ากัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งไว้ที่ชายแดนฝั่งไทย หวังให้โรงพยาบาลในไทยรับไปรักษาตัวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น เพจ “ติดตามสถานการณ์ชายแดน” ผู้ติดตามเกือบ 50,000 บัญชี โพสต์ภาพและข้อความว่า “ข่าวล่าสุด!! พวกเขมรน่าสมเพช เอาคนป่วยมาทิ้งชายแดนฝั่งไทย  มัดมือชกให้ รพ.รักษา แบบไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ไทยไม่รับรักษา เพราะไม่มีเอกสาร จึงส่งตำรวจจัดการตามขั้นตอนต่อไป” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 300 ครั้ง

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่ในสื่อมวลชนไทยหลายสำนักตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568  โดยรายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไทยส่งตัวทหารกัมพูชาที่ถูกจับเป็นเชลย ระหว่างการสู้รบช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 จำนวน 2 นาย จากทั้งหมด 20 นาย กลับประเทศกัมพูชา เนื่องจากทหาร 2 นายดังกล่าวมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งมีการส่งตัวกันที่ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์

ส่วนอีก 18 นายที่เหลือ ถูกปล่อยตัวในภายหลัง ในวันที่ 31 ธ.ค. 2568 

วันที่ 27 ม.ค. 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันกับโคแฟคว่าไม่มีรายงานกัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งไว้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตามที่เพจเฟซบุ๊กกล่าวอ้าง

มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ-พรรคประชาชาติปฏิเสธข้อกล่าวหา “หลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัย”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พรรคประชาชาติหลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัยที่ จ.ปัตตานี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “เสียงในพื้นที่” ผู้ติดตามกว่า 36,000 รายโพสต์ภาพผู้บริหารและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติ ถ่ายภาพกับครูสอนศาสนาอิสลาม และเขียนคำบรรยายว่า “ประชาชาติเล่นใหญ่ หลอกครูตาดีกาว่าอบรม เมื่อไปถึง โอละพ่อ โดนหลอกมาฟังปราศัยพรรคประชาชาติ”

แอดมินเพจอ้างว่าได้รับข้อมูลจากครูตาดีกาในจังหวัดชายแดนภาคใต้รายหนึ่งว่าได้รับการประสานให้นำตัวแทนครูตาดีกาไปอบรมที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี (มัจลิสปัตตานี) แต่เมื่อมาถึงพบว่าไม่ใช่การอบรมแต่เป็นการฟังปราศรัยของพรรคประชาชาติ

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 200 ครั้ง ณ วันที่ 27 ม.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้นำภาพจากงานพรรคประชาชาติพบปะผู้นำสถาบันปอเนาะและโต๊ะครู ซึ่งจัดที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 24 ม.ค. มาประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มัจลิสปัตตานีเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นคนละงานกัน รวมทั้งมีการบิดเบือนข้อมูลบางส่วน ทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดต่อกิจกรรมของมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ และพรรคประชาชาติ 

โคแฟคสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน รวมทั้งโฆษกและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติ ได้ข้อมูลดังนี้

▪  อับดุลรอณีย์ เด็งสาแล ประธานมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์โคแฟคว่า วันที่ 24 ม.ค. 2569 มูลนิธิฯ ได้จัดงานประชุมประจำปีโดยเชิญตัวแทนครูตาดีกาจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมงานที่มัจลิสปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครูและพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนตาดีกา โดยในช่วงบ่ายมีการแข่งขันฟุตบอลเพื่อสานสัมพันธ์ครูตาดีกา กิจกรรมนี้มีครูตาดีกาเข้าร่วมประมาณ 400 คน  และงานที่จัดขึ้นใช้งบประมาณของมูลนิธิฯ และชมรมครูตาดีกาในแต่ละจังหวัด ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองใด

อับดุลรอณีย์กล่าวว่าเนื่องจากที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ บางคนเป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชาติ ทางพรรคจึงทราบข่าวการจัดงานประชุมครั้งนี้และได้ส่งผู้แทนพรรคประชาชาติ เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติมานำเสนอนโยบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับครูและโรงเรียนตาดีกาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ครูที่มาเข้าร่วมฟัง 

ประธานมูลนิธิฯ ยืนยันว่าระบุว่ามูลนิธิฯ ยินดีรับฟังนโยบายของทุกพรรคที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตาดีกา และพรรคใดจะเข้ามานำเสนอนโยบายก็ได้ แต่ในวันนั้นมีเพียงพรรคประชาชาติที่มา ซึ่งเขายอมรับว่าอาจสร้างความไม่สบายใจให้ครูตาดีกาบางส่วน เนื่องจากทางมูลนิธิฯ ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าให้ผู้เข้าร่วมทราบว่าจะมีผู้แทนพรรคการเมืองมานำเสนอนโยบายด้วย ทำให้กำหนดการล่าช้า และครูตาดีกามาจากหลายจังหวัดก็อาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่ต่างกัน

▪ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ผู้สมัคร สส. ปัตตานี เขต 3 พรรคประชาชาติ ให้ข้อมูลว่าวันที่ 24 ม.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ และ พ.ต.อ.ทวี รวมทั้งตนได้เดินทางไปนำเสนอนโยบายของพรรคในที่ประชุมครูตาดีกาซึ่งจัดโดยมูลนิธิฯ และในวันที่ 25 ม.ค. ได้พบปะผู้นำสถาบันปอเนาะและโต๊ะครูกว่า 1,200 คน ที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทางเพจ “เสียงในพื้นที่” นำภาพงานวันที่ 25 ม.ค. มาประกอบโพสต์ที่พูดถึงงานวันที่ 24 ม.ค. ทำให้เกิดความสับสน 

▪  ดร.ต่วนอิสกันดาร์ ดาโต๊ะมูลียอ โฆษกพรรคประชาชาติ ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานประชุมครูตาดีกา และงานดังกล่าวไม่ใช่เวทีปราศรัยของพรรคประชาชาติ เพียงแต่พรรคส่งผู้แทนไปนำเสนอนโยบายเท่านั้น

โฆษกพรรคประชาชาติกล่าวเพิ่มเติมว่าทางพรรคมีความใกล้ชิดกับครูตาดีกาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง เพราะผู้สมัคร สส. ของพรรคบางคนก็เคยเป็นครูตาดีกามาก่อน อีกทั้งพรรคประชาชาติมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาโรงเรียนและครูตาดีกา แต่ไม่ได้หลอกครูตาดีกาให้มาฟังปราศรัยตามที่เพจเฟซบุ๊ก “เสียงในพื้นที่” กล่าวหา