ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


เพจเฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ปั่นกระแส “ต่างด้าวแย่งงานคนไทย”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อาชีพนายหน้าและล่ามแปลภาษาเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด** สำนักบริหารแรงงานต่างด้าวชี้แจงว่างานนายหน้าอยู่ในบัญชีงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ แต่งานล่ามแปลภาษาไม่อยู่ในบัญชีนี้ อย่างไรก็ตามคนต่างด้าวที่ทำงานแปลภาษาจะเรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งไม่ใช่ล่ามอาชีพเพราะไม่สามารถรับรองเอกสารได้ และการรับสมัครและการจ้างงานจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กที่อ้างว่า “ตรวจสอบต่างด้าวที่ทำผิดกฎหมาย” มีผู้ติดตามกว่า 6,000 บัญชี โพสต์คลิปวิดีโอกล่าวหาชาวเมียนมาคนหนึ่งว่าทำงานผิดกฎหมายในไทยคือทำอาชีพนายหน้าและล่าม มีข้อความว่า “อาชีพนายหน้าหรือว่าล่ามแปลภาษา เป็นอาชีพสงวนของคนไทยต่างด้าวพม่ารามัญไม่สามารถทำได้” (ลิงก์บันทึก)   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทํา พ.ศ.2563 และ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทำได้ รวมทั้งสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน ได้ข้อมูลดังนี้

▪️งาน “นายหน้า” อยู่ในบัญชี “งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด” ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทํา พ.ศ.2563 ส่วนงาน “ล่ามแปลภาษา” ไม่อยู่ในบัญชีงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศฉบับนี้ซึ่งมีทั้งหมด 40 ประเภท 

▪️ปี 2559 สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ “งานผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาวหรือเมียนมา” เป็นงานที่คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทำได้ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ว่าจ้างต้องประกาศรับสมัครและว่าจ้างคนไทยเข้าทํางานก่อนอย่างน้อย 15 วัน ถ้าไม่มีการว่าจ้างจึงสามารถจ้างคนต่างด้าวเป็นผู้ประสานงานด้านภาษาได้ 1 คน ต่อการจ้างคนต่างด้าว 100 คน เว้นแต่เป็นหน่วยงานรัฐหรือหรือองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ให้จ้างได้ตามความจำเป็น และคนต่างด้าวที่จะทำงานนี้ต้องได้รับการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน 

ทั้งนี้ คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) หมายถึงคนต่างด้าวที่เข้ามาหรืออยูในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับตามกฎหมายวาด้วยคนเข้าเมือง

▪️เจ้าหน้าที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน อธิบายว่าโดยความหมายในทางการจ้างงาน “ล่ามแปลภาษา” หมายถึงคนไทยที่สามารถสื่อสาร/แปลระหว่างภาษาต่างประเทศกับภาษาไทยได้ ส่วนคนต่างชาติที่ได้รับการว่าจ้างให้แปลภาษาจะเรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งต่างจากล่ามอาชีพตรงที่ไม่สามารถรับรองเอกสารได้ และการจ้างต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

▪️โคแฟคพบว่าหน่วยงานราชการจำนวนมากมีการประกาศรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษา เช่น เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 สำนักจัดหางานจังหวัดนนทบุรีรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษาเมียนมา 1 อัตรา เดือน ต.ค. 2568 กรมการจัดหางานรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษาเมียนมา กัมพูชาและอังกฤษอย่างละ 2 อัตรา เป็นต้น

📌 ข้อสรุปโคแฟค: งานนายหน้าเป็นอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำจริง แต่งานล่ามแปลภาษาไม่ได้อยู่ในบัญชีประเภทงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ คนต่างด้าวชาวเมียนมา กัมพูชาและลาวสามารถทำงานแปลภาษาได้แต่เรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งการรับสมัครและการว่าจ้างจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง “กําหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทําได้” และลักษณะการทำงานก็แตกต่างจากอาชีพล่ามแปลภาษาเนื่องจากไม่สามารถรับรองเอกสารแปลได้

⚠️ ประเด็น “คนต่างด้าวแย่งงานคนไทย” มักถูกนำมาใช้ยุยงปลุกปั่นความเกลียดชังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งด้วยข้อกำหนดและกฎหมายแรงงาน/คนเข้าเมืองที่มีความซับซ้อนทำให้ยากที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง หากไม่แน่ใจในข้อมูลจึงไม่ควรแชร์เนื้อหาลักษณะนี้ 

อย่างไรก็ตามประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประเภทงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำได้จาก “ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ” ซึ่งมีงานทั้งหมด 40 ประเภทแบ่งเป็น 4 บัญชี พร้อมคำอธิบายลักษณะงาน

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

คลิปโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังไฟไหม้ เกือบ 8 ล้านวิว เป็นคลิปที่สร้างด้วย AI จากภาพข่าวจริง

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังเหตุไฟไหม้

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นคลิปที่สร้างขึ้นจาก AI โดยใช้ภาพสถานที่เกิดเหตุจริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 ก.ค. 2569 เวลา 17:32 น. บัญชีเฟซบุ๊ก “Wilai Supasawat” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 13 วินาที เป็นวีดิโอแสดงสภาพของสถานที่แห่งหนึ่งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ฝังข้อความในคลิปว่า “เป็นภาพที่ไม่อยากเห็นเลย โอ้ยหดหู่” พร้อมเสียงเพลงประกอบ และติดแฮชแท็ก #โรงเบียร์ลาดพร้าว ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ในคืนวันที่ 12 ก.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มียอดการเข้าชมมากกว่า 7.8 ล้านครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 1,100 ครั้ง ณ วันที่ 16 ก.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบภาพประกอบข่าวเพลิงไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ซึ่งมีองค์ประกอบเหมือนกันทุกประการกับภาพในคลิป จึงมีความเป็นได้สูงว่าเป็นที่มาของภาพในคลิป  

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Wilai Supasawat” กับภาพประกอบข่าวของ ททบ.5 พบว่ามีความเหมือนกันหลายจุด จึงคาดว่าคลิปนี้สร้างขึ้นโดยใช้ภาพประกอบข่าวที่มีการเผยแพร่ในสื่อ

แต่เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของภาพในคลิป พบว่ามีจุดที่ผิดเพี้ยนจากภาพข่าวต้นฉบับ ดังนี้ 

▪️ ภาพหน้าเวที – เมื่อภาพหมุนไปทางขวาของเวที หน้าต่างของร้านได้หายไป 1 บาน นอกจากนี้ตัวหนังสือที่ควรจะเป็นคำว่า “โรงเบียร์” ในคลิปได้ถูกเปลี่ยนเป็นคำอื่นที่ไม่สามารถถอดเป็นอักษรได้ 

▪️ ภาพด้านข้างเวที บริเวณหน้าต่าง – เมื่อภาพเคลื่อนไปทางขวา แสดงให้เห็นภาพหน้าต่างที่กว้างกว่าหน้าต่างบานอื่น ๆ รวมถึงภาพสิ่งของเสียหายจำนวนมากบริเวณนอกอาคาร ซึ่งการตรวจสอบจากภาพบริเวณหน้าร้านที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 69 ไม่พบว่ามีกองสิ่งของขนาดใหญ่อยู่นอกร้านเหมือนในคลิป 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: จากความผิดเพี้ยนอย่างน้อยสองจุดที่ตรวจพบในคลิป ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า คลิปนี้นำภาพข่าวจริงมาดัดแปลงเป็นคลิปด้วย AI ทำให้เกิดอาการผิดเพี้ยนหรือการหลอนของ AI (AI Hallucination) จากการที่ AI จะต้องเพิ่มเติมส่วนของคลิป ที่ไม่มีอยู่ในภาพต้นฉบับขึ้นมา นอกจากนี้โคแฟคยังได้นำคลิปไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Hive Moderation ได้ผลวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ 99.9 % ว่าคลิปนี้ถูกสร้างด้วย AI  

ผลการตรวจสอบด้วยเครืองมือ Hive Moderation

เพจเฟซบุ๊กโพสต์ข่าวสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธใส่อิหร่าน แต่ภาพประกอบเป็นภาพอิสราเอลโจมตีเลบานอน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพประกอบเหตุการณ์สหรัฐอเมริกายิงขีปนาวุธโจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่าน

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพประกอบไม่ตรงกับเนื้อหา** สหรัฐฯ โจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่านจริง แต่ภาพประกอบเป็นเหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีเลบานอนในเดือน พ.ค. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘แลงมาเซ’ โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยระบุว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธถล่มเกาะเกชม์ (Qeshm) ของอิหร่านเป็นรอบที่สอง เป้าหมายคือฐานทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติที่ใช้คุมปากทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีภาพประกอบเป็นภาพอาคารที่มีควันพวยพุ่ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักข่าวอัลจาซีราและ CNN รายงานว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธใส่เกาะเกชม์ของอิหร่าน 2 ครั้งเมื่อวันที่ 12 และ 14 ก.ค. 2569

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวนำมาประกอบไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ที่เกาะเกชม์ จากการนำภาพไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพอาคารในเมือง Nabatieh ทางภาคใต้ของเลบานอน ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2569 โดยเป็นภาพของรอยเตอร์ที่สำนักข่าวหลายแห่ง เช่น NBC, The Japan Times และอัลจาซีรานำมาเผยแพร่ประกอบข่าว

ข่าวอิสราเอลโจมตีเลบานอนที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักข่าว NBC เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2569
ระบุในคำบรรยายภาพว่า “กลุ่มควันพวยพุ่งทางตอนใต้ของเลบานอน” โดยระบุว่าภาพจากรอยเตอร์

“สถิติชีวิตคนไทยหลังเกษียณ” เนื้อหาเท็จที่วนซ้ำมากว่า 7 ปี แบงก์ชาติยืนยันไม่ได้จัดทำหรือเผยแพร่

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยสถิติชีวิตหลังเกษียณของคนไทย พบ 48% ยังต้องดิ้นรน-ทำงานหนัก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ธปท. ยืนยันไม่เคยจัดทำหรือเผยแพร่สถิตินี้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 11-14 ก.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมทั้งส่งต่อในแอปพลิเคชันไลน์ อ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถิติชีวิตหลังเกษียณของคนไทย ดังนี้  1% ร่ำรวย เป็นเศรษฐี, 4% มีเงินใช้สุขสบาย, 7% พอช่วยเหลือตัวเองได้, 40% ต้องพึ่งพาลูกหลาน สถานสงเคราะห์, 48% ยังคงต้องดิ้นรน ทำงานหนักแม้จะแก่แล้ว สรุป สำเร็จแค่ 5 % ล้มเหลว 95% (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ธปท. ยืนยันกับโคแฟควันนี้ (14 ก.ค.) ว่าสถิติดังกล่าวไม่ได้จัดทำหรือเผยแพร่โดย ธปท. 

“ข่าวหรือข้อความที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อาจมีการอ้างอิงแหล่งที่มาที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง จึงขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการของหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงก่อนนำไปใช้อ้างอิงหรือเผยแพร่ต่อ โดยสามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร และสถิติที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่อย่างเป็นทางการได้ทางเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ www.bot.or.th” เจ้าหน้าที่ ธปท. ระบุในอีเมลตอบกลับโคแฟค 

โคแฟคยังพบด้วยว่าเนื้อหานี้เคยถูกเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 2562 ต่อมาวันที่ 29 พ.ค. 2563 AFP Fact Check ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเท็จโดยอ้างคำยืนยันจาก ธปท. ว่าไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ทำข้อมูลสถิติดังกล่าว

กินอาหารที่แช่ตู้เย็นไว้เป็นเวลานาน เสี่ยงแค่ไหนต่อสุขภาพและการเกิดโรคมะเร็ง?

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ภาพแพทย์กำลังตรวจรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล พร้อมข้อความ “มะเร็งลำไส้ป่วยพุ่ง! แพทย์เตือน อดอาหารยังดีกว่า ถ้ากิน 4 อย่างนี้ในตู้เย็น” ถูกโพสต์ในเฟซบุ๊กพร้อมลิงก์ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์แห่งหนึ่งซึ่งก่อนหน้านี้กองบรรณาธิการโคแฟคพบว่าเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมักใช้ภาพและเนื้อหาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กันเลยมาประกอบเป็นโพสต์หรือบทความ

ข้อความในโพสต์ระบุถึงอาหาร 4 อย่างว่าทำลายสุขภาพลำไส้ โดยไม่ได้บอกที่มาที่ไปหรือแหล่งอ้างอิง ได้แก่

  1. อาหารค้างคืนที่เก็บไว้นานเกินควร เสี่ยงต่อการเติบโตของจุลินทรีย์ อีกทั้งการนำมาอุ่นซ้ำหลายครั้งยังอาจเกิดสารตกค้างซึ่งส่งผลกระทบต่อลำไส้ในระยะยาว
  2. ของหมักดองและเนื้อสัตว์แปรรูปที่เก็บผิดวิธี รวมถึงเก็บนานจนหมดอายุ สารกันบูดจะทำปฏิกิริยาและเสื่อมสภาพ กลายเป็นสารที่ก่ออาการระคายเคืองกับระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
  3. ผัก – ผลไม้ที่มีรอยช้ำหรือขึ้นรา แม้จะคัดส่วนราบนพื้นผิวออก แต่เชื้อราสามารถฝังลงไปในเนื้อผักหรือผลไม้ได้ และเชื้อราบางชนิดยังทนต่อความร้อนด้วย
  4. ของแช่แข็งที่ละลายแล้วนำกลับไปแช่แข็งซ้ำ เพราะการทำให้อุณหภูมิขึ้นๆ ลงๆ เป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถก่อโรคแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นได้ จนอาจเกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้

ภาพประกอบนี้มาจากไหน?

ภาพประกอบจากเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ดังกล่าว เมื่อค้นด้วย Google Lens พบว่า มีการใช้ 2 ภาพประกอบกัน และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับโรคมะเร็งลำไส้ ดังนี้

ภาพอาหารในตู้เย็นในเพจเฟซบุ๊กนี้พบว่ามีการโพสต์ไว้ในคลังภาพของเว็บไซต์ Wikipedia พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาเวียดนาม ระบุชื่อภาพ Tập tin:Dự trữ thức ăn tết 2017 trong tủ lạnh (1).jpg ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “อาหารสำรองสำหรับเทศกาลตรุษจีนปี 2560 ในตู้เย็น” ถ่ายเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2560 และโพสต์ในวันที่ 20 พ.ค. 2561 ระบุชื่อผู้โพสต์คือ Phương Huy

ภาพดังกล่าวยังเคยถูกใช้บนเว็บไซต์ข่าวสารวาไรตี้ของเวียดนามอย่างน้อย 2 แห่ง คือ sona.vn และ afamily.vn ช่วงวันที่ 20 – 21 พ.ค. 2562 ในบทความหัวข้อการทำความสะอาดและจัดระเบียบสิ่งของในตู้เย็น เพื่อให้คุณแม่สามารถปั๊มและเก็บนมแม่ให้ลูกดื่มได้อย่างปลอดภัย โดยเป็นหนึ่งในชุดภาพตัวอย่างตู้เย็นที่ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งบางภาพปรากฏขวดนมวางไว้ติดกับอาหารที่กินเหลือด้วย

ภาพแพทย์ตรวจอาการผู้ป่วยบนเตียงในโรงพยาบาลพบเป็นภาพข่าวที่เผยแพร่ในสื่อเวียดนามหลายสำนัก เช่น Vietnam.vn, VNExpress, VTC News ในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ระบุเป็นการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke หรือ đột quỵ ในภาษาเวียดนาม) ที่โรงพยาบาล Bạch Mai สาขา Ninh Bình ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัด Ninh Bình ของเวียดนาม โดยโรงพยาบาลแห่งนี้รับผู้ป่วยโรคดังกล่าวจำนวน 2 ราย เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2569 และสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันการณ์ ทำให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากการเสียชีวิตหรือกลายเป็นอัมพาตถาวร

มะเร็งลำไส้เกิดจากอะไร?

ข้อมูลจากสำนักสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (มีนาคม 2568) กล่าวถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ว่า เป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 3 ในเพศหญิง (สถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราเสียชีวิต เฉลี่ยวันละ 15 คน (ปีละ 5,476 คน) ผู้ป่วยใหม่ เฉลี่ยวันละ 44 คน (ปีละ 15,939 คน) สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกิดจากอายุที่มากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคอาหารและการดำเนินชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงประวัติพันธุกรรมในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ยิ่งเพิ่มโอกาสให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น

Infographic โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (ที่มา : สำนักสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข)

บทความ ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคร้ายที่มากับของอร่อย’ โดย ผศ.นพ.พงศศิษฎ์ สิงหทัศน์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุและเวชบำบัดวิกฤตศัลยกรรม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) เป็นโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบย่อยอาหาร เซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้สามารถกลายเป็นเนื้อร้ายและแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาในระยะเริ่มแรก

มีปัจจัยก่อโรค เช่น พันธุกรรมหรือยีนผิดปกติ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง สูบบุหรี่ บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารที่มีไขมันสูง กินอาหารที่มีกากใยน้อย หรือกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อแดงในปริมาณมาก กินอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม มีประวัติเคยเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และโรคอ้วน มีพฤติกรรมนั่งนาน ไม่ค่อยลุกเดิน สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค เช่น ผู้มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง และมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีอุจจาระขนาดเล็กผิดปกติ หรือมีเลือดปนมากับอุจจาระ

“สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ่ายเป็นเลือด มีเลือดปนมากับอุจจาระ , ท้องผูกสลับท้องเสีย , คลำเจอก้อนในท้อง ควรรีบพบแพทย์ , ไม่ถ่ายไม่ผายลม อาจเกิดจากก้อนมะเร็งโตจนไปอุดตันลำไส้ อาจทำให้ลำไส้แตก และเสียชีวิตได้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล” ผศ.นพ.พงศศิษฎ์ระบุในบทความ

อาหารแปรรูปขั้นสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ รวมถึงโรคมะเร็ง (ที่มา : iStock)

ความเสี่ยงของการบริโภคอาหารที่เก็บในตู้เย็นเป็นเวลานาน

มีคำอธิบายจาก ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ กรรมการวิชาชีพสาขาการกำหนดอาหาร กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ว่า ตู้เย็นไม่ได้ทำให้อาหารเป็นอมตะ การเก็บอาหารไว้นานเกินไป หรือเก็บไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ เพิ่มความเสี่ยงอาหารเป็นพิษ และทำให้คุณภาพอาหารลดลงได้ อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าอาหารบางชนิดในตู้เย็นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้พุ่งสูงขึ้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงพอที่จะยืนยันได้ โดยมีรายละเอียดของอาหารแต่ละประเภท ดังนี้

อาหารค้างคืนหรืออาหารที่เก็บไว้นาน ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่าก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ของความเสี่ยงทางอ้อมจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเกิดสารประกอบที่อาจเป็นอันตรายจากการอุ่นซ้ำ เช่นสารประกอบอินทรีย์ไนโตรซามีน (nitrosamines) และผลิตภัณฑ์ที่กลิ่นหรือรสชาติเปลี่ยนเนื่องจากไขมันที่เป็นส่วนประกอบเสื่อมสภาพเมื่อสัมผัสออกซิเจน( lipid oxidation)  การปนเปื้อนของจุลินทรีย์จากการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงความสัมพันธ์กับรูปแบบการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพต่ำหรืออาหารแปรรูปสูง

อาหารหมักดอง โดยเฉพาะประเภทที่มีการเติมเกลือสูงหรือใช้สารไนเตรต/ไนไตรต์ มีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่แสดงความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้น กลไกสำคัญคือการเปลี่ยนไนเตรตและไนไตรต์ในอาหารไปเป็น N-nitroso compounds (NOCs) ภายในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ การบริโภคอาหารเค็มจัดยังสัมพันธ์กับการระคายเคืองและการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ ซึ่งอาจส่งเสริมกระบวนการเกิดมะเร็งในระยะยาว แนวทางของ World Cancer Research Fund/American Institute for Cancer Research (WCRF/AICR) แนะนำให้จำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารที่มีเกลือสูงเพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้

เนื้อแปรรูป ประเด็นที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุด อาหารประเภทไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง และเนื้อรมควัน เป็นกลุ่มที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนชัดเจนว่า การบริโภคเป็นประจำในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ องค์การอนามัยโลกจัดให้เนื้อแปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Group 1 Carcinogen) อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคระยะยาว ไม่ใช่เพียงเพราะเก็บไว้ในตู้เย็น

เนื้อสัตว์ละลายแล้วแช่แข็งซ้ำ อันตรายจริง แต่ไม่ใช่เรื่องมะเร็ง การนำเนื้อสัตว์ออกมาละลายแล้วนำกลับไปแช่แข็งซ้ำหลายครั้ง เป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักคือโรคจากอาหารปนเปื้อน ไม่ใช่มะเร็งลำไส้ วิธีที่ถูกต้องคือแบ่งเนื้อสัตว์เป็นส่วนย่อยก่อนแช่แข็ง และละลายเฉพาะปริมาณที่ต้องการใช้ในแต่ละครั้ง

อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed Foods) หลักฐานจากการศึกษาขนาดใหญ่ในวารสาร BMJ (2022) รายงานว่าการบริโภคอาหารกลุ่มนี้ในปริมาณสูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่ากลุ่มที่บริโภคสูงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่บริโภคต่ำ โดยอาหารแปรรูปขั้นสูง มีทั้งประเภทวัตถุดิบประกอบอาหาร เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก แฮม โบโลญญา, อาหารปรุงสำเร็จแบบแช่แข็งอุ่นด้วยไมโครเวฟ เช่น ข้าวกล่อง, ขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ, เครื่องดื่มสำเร็จรูป เช่น น้ำอัดลม ชา-กาแฟพร้อมดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง, อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น

ผักใบเขียว มีสารไนเตรตตามธรรมชาติจริง และเมื่อเก็บรักษาไม่เหมาะสมอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นไนไตรต์ได้บางส่วน แต่ข้อมูลวิจัยในปัจจุบันกลับพบว่า การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่ลดลง เนื่องจากผักอุดมไปด้วยใยอาหาร วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้ ดังนั้น ประชาชนไม่ควรเข้าใจว่า “ผักแช่ตู้เย็น” เป็นอาหารอันตราย แต่ควรหลีกเลี่ยงเฉพาะผักที่เน่าเสีย เหี่ยวมาก หรือขึ้นราเท่านั้น

อาหารขึ้นรา ไม่ควรเสี่ยงกินต่อ หากพบเชื้อราในถั่ว ธัญพืช พริกแห้ง หรืออาหารแห้งอื่น ๆ คำแนะนำคือ ควรทิ้งทั้งหมด ไม่ควรตัดเฉพาะส่วนที่ขึ้นราออกแล้วรับประทานต่อ เนื่องจากเชื้อราอาจสร้างสารพิษอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งตับอย่างชัดเจน mu อนึ่ง คำแนะนำของณัฐฐศรัณฐ์ยังสอดคล้องกับข้อมูลจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่า สารพิษจากเชื้อรามักปนเปื้อนมาจากกับอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อรา เชื้อราเหล่านี้ไม่เพียงแต่อยู่ที่ผิวของอาหารแต่ยังสามารถเจริญเติบโตแทรกลงไปในเนื้ออาหารด้วย โดยเชื้อราที่ก่อสารพิษมีหลายชนิด พบได้ทั้งในอาหารแห้ง นม ผักและผลไม้ เป็นต้น

เชื้อราแต่ละชนิด สารพิษและแหล่งที่พบ (ที่มา : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

โดยสรุปแล้ว ณัฐฐศรัณฐ์ ย้ำว่า ประชาชนควรตระหนักเรื่องความปลอดภัยอาหาร แต่ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอาหารในตู้เย็นจนเกินเหตุ อาหารค้างคืนที่เก็บอย่างถูกสุขลักษณะ อาหารแช่เย็นที่ยังไม่หมดอายุ หรือผักที่เก็บรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ได้มีหลักฐานว่าทำให้เกิดมะเร็งลำไส้โดยตรง สิ่งสำคัญคือการเลือกอาหารที่สด สะอาด เก็บรักษาอย่างถูกต้อง รับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ ลดการบริโภคเนื้อแปรรูป และรักษาพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม

“การสื่อสารต่อประชาชนควรเน้นเรื่อง “ความปลอดภัยอาหาร” มากกว่าการสร้างความหวาดกลัวว่าอาหารในตู้เย็นเป็นต้นเหตุของมะเร็งลำไส้ เพราะการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพยังคงอยู่ที่การรับประทานอาหารที่สมดุล ได้รับใยอาหารเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัว งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และเข้ารับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ตามเกณฑ์อายุและความเสี่ยงที่เหมาะสม” ณัฐฐศรัณฐ์กล่าวในตอนท้าย

การแบ่งประเภทอาหารแบบวิธี NOVA
(ที่มา : งานวิจัย ‘Ultraprocessed Food and Risk of Cancer: Mechanistic Pathways and Public Health Implications’ , MDPI)

ภาคผนวก

งานวิจัย ‘Ultraprocessed Food and Risk of Cancer: Mechanistic Pathways and Public Health Implications’ ที่เผยแพร่ในระบบฐานข้อมูลวิชาการของ MDPI ได้ย้ำถึงหลักฐานที่สอดคล้องกันระหว่างการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงในปริมาณมากกับการป่วยเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้อธิบายคำว่า ‘อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods – UPFs)’ มีที่มาจากการแบ่งประเภทอาหารแบบ ‘NOVA’ ที่พัฒนาขึ้นโดย คาร์ลอส ออกุสโต มอนเตโร (Carlos Augusto Monteiro) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซา เปาโล ประเทศบราซิล แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด (Unprocessed or Minimally Processed Foods)’ อาหารเหล่านี้เป็นส่วนที่กินได้ของพืชและสัตว์ (เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืช ไข่ เนื้อสด) ที่อาจผ่านการทำความสะอาด อบแห้ง แช่แข็ง หรือหมักโดยไม่เติมสารใดๆ
  • กลุ่ม 2 ส่วนผสมอาหารแปรรูป (Processed Culinary Ingredients)’ สารที่สกัดจากอาหารกลุ่ม 1 หรือจากธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตาล เกลือ น้ำมัน และไขมัน ที่ใช้ในการปรุงอาหารในครัวเรือน
  • กลุ่ม 3 อาหารแปรรูป (Processed Foods)’ ผลิตภัณฑ์ที่ทำโดยการผสมผสานรายการกลุ่ม 1 และกลุ่ม 2 เช่น ผักกระป๋องใส่เกลือ ชีส และขนมปังทำมือ ซึ่งยังคงลักษณะที่สามารถจดจำได้ของอาหารดั้งเดิม
  • กลุ่ม 4 อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods)’ สูตรที่ทำขึ้นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจากสารที่ได้จากอาหาร มักมีอาหารสดที่ยังคงสภาพเดิมอยู่น้อยหรือไม่มีเลย เช่น เครื่องดื่มอัดลม ขนมขบเคี้ยวบรรจุภัณฑ์ ซีเรียลอาหารเช้าหวาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป

เพจเฟซบุ๊กและสื่อมวลชนบางสำนักให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับสายรถเมล์ที่พุ่งชนต้นไม้บนถนนลาดพร้าว

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รถเมล์สาย 145 ชนต้นไม้ที่ซอยลาดพร้าว 112 เมื่อเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2569  มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาคลาดเคลื่อน** รถเมล์ที่เกิดอุบัติเหตุคือสาย 514 ไม่ใช่สาย 145 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 11 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘คนรักบ้านราคาถูก’ โพสต์ภาพรถเมล์ชนต้นไม้ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงที่นำมาดัดแปลงด้วย AI ฝังข้อความ “รถเมล์สาย 145 พุ่งขึ้นทางเท้า คนเจ็บนับ 10 คนขับบอกคุมไม่ได้”

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่ารถเมล์สาย 145 เสียหลักพุ่งขึ้นทางเท้าบริเวณซอยลาดพร้าว 112 เขตวังทองหลาง ชนตู้ควบคุมสัญญาณและต้นไม้ข้างทาง มีผู้บาดเจ็บนับสิบราย    

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: อุบัติเหตุรถโดยสารประจำทางเสียหลักชนต้นไม้บนถนนลาดพร้าวเกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2569 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2569 ว่ารถคันเกิดเหตุคือสาย 514 (1-54) วิ่งระหว่างหมอชิต 2-อู่แพรกษา ขณะวิ่งอยู่บนถนนลาดพร้าวได้เกิดเหตุขัดข้องคันเร่งค้าง ทำให้เสียการควบคุมและชนต้นไม้ข้างทาง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย

แถลงการณ์ของ ขสมก. ระบุชัดว่ารถเมล์ที่เกิดเหตุคือสาย 514 ไม่ใช่สาย 145 ตามที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวรายงาน ข้อมูลคลาดเคลื่อนนี้อาจเกิดจากความสับสนเนื่องจากรถเมล์ทั้งสองสายมีเส้นทางที่วิ่งผ่านถนนลาดพร้าวเหมือนกัน โดยสาย 514 เริ่มต้นที่มีนบุรี ส่วนสาย 145 เริ่มต้นที่แพรกษา

สื่อมวลชนบางสำนักรายงานข่าวคลาดเคลื่อนเช่นกัน โดยระบุว่ารถเมล์คันที่เกิดเหตุเป็นสาย 145 ซึ่ง ณ วันที่ 13 ก.ค. 2569 ยังไม่มีการแก้ไข

นอกจากนี้ภาพประกอบที่ดัดแปลงด้วย AI ยังนำภาพผู้หญิงสวมเครื่องแบบคล้ายพนักงาน ขสมก. มาประกอบข้อความว่า “คนขับบอกคุมไม่ได้” ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าผู้หญิงในภาพคือคนขับ ทั้งที่จริงแล้วคนขับรถคันดังกล่าวเป็นผู้ชาย

ธนาคารกรุงไทยยืนยันไม่มีโครงการแจกเงิน 5,000 บาท เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือกดลิงก์ที่แนบมา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารกรุงไทยแจกเงิน 5,000 บาท เพียงกดลิงก์และกรอกรหัสบัตรประชาชน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** หลอกลวงให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล สุ่มเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ธนาคารกรุงไทยยืนยันไม่มีโครงการนี้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ก.ค. 2569 มีผู้ส่งข้อความมาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงทาง cofact.org ข้อความดังกล่าวอ้างว่าส่งมาจากธนาคารกรุงไทย ระบุว่า “ด่วนแจกเงินฟรี 5,000 บาท ทุกคนเพียงแค่กดลิงก์นี้แล้วกรอกกรหัสบัตรประชาชน รีบทำก่อนหมดเขตเที่ยงคืนนี้”  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ธนาคารกรุงไทยยืนยันเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ว่าเป็นเนื้อหาเท็จ ธนาคารไม่มีโครงการแจกเงินจำนวน 5,000 บาท และข้อความดังกล่าวไม่ได้มาจากธนาคาร  

เจ้าหน้าที่ย้ำว่าธนาคารไม่มีนโยบายส่ง SMS ให้ประชาชนทำธุรกรรมผ่านลิงก์ และเตือนว่าหากประชาชนได้รับข้อความลักษณะนี้ อย่ากดลิงก์หรือทำตามที่ข้อความระบุเพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

คลิปการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกไทยถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นภาพทหารจีนเคลื่อนกำลังเข้าอินเดีย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปกองทัพจีนเคลื่อนกำลังพลเข้าไปในอินเดีย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปการฝึกของนักเรียนนายสิบของไทย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7-8 ก.ค. 2569 มีผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรมโพสต์คลิปวิดีโอทหารเดินเรียงแถวลัดเลาะในป่า บรรยายข้อความเป็นภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษว่าทหารกองทัพจีนเคลื่อนกำลังเข้ามาในรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งเป็นมลรัฐของอินเดียที่ติดกับชายแดนของจีน (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักข่าว Prajavani ของอินเดีย รายงานเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ว่าสำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลกลางอินเดีย (PIB) ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นข่าวลวง โดยสถานที่ในคลิปวิดีโอไม่ใช่พื้นที่ชายแดนอินเดีย-จีน และทหารในคลิปเป็นทหารไทย คลิปนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับอินเดียเลย

โคแฟคนำภาพจากคลิปมาค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์บนเพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ เมื่อวันที่ 16 และ 25 มิ.ย. 2569 คำบรรยายและแฮชแท็กสรุปได้ว่าเป็นการเดินทางไกลระหว่างการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกรุ่นที่ 30 ปีการศึกษา 2569  

เพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนบัญชี มักโพสต์ภาพและคลิปวิดีโอการฝึกและกิจกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนนายสิบทหารบกโดยแอดมินเพจเป็นครูฝึกนักเรียนนายสิบ กองร้อยนักเรียนนายสิบที่ 2 กองพันนักเรียนนายสิบที่ 3 (พัน.3 ร้อย.2) ซึ่งมีเลียงผาเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กองร้อยเลียงผา”

วันที่ 11 ก.ค. 2569 โคแฟคได้รับคำยืนยันจากแอดมินเพจว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพการฝึกเดินทางไกลและพักแรมตามหลักสูตรของนักเรียนนายสิบในประเทศไทย  

จากการชี้แจงขอสำนักประชาสัมพันธ์ รัฐบาลอินเดีย และคำยืนยันของแอดมินเพจเฟซบุ๊กเจ้าของคลิปสรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกของไทย แต่ถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นคลิปทหารจีนเคลื่อนกำลังพลเข้าอินเดีย

เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่คำพูดปลอมของ “สีหศักดิ์” กต. ยืนยันไม่ใช่คำพูดของรัฐมนตรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐมนตรีต่างประเทศ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ระบุ “ไม่เห็นด้วย เอาเงินภาษีคนไทยไปให้เด็กเขมร”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ข้อความนี้ไม่ใช่คำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการกุคำพูดขึ้นมาประกอบภาพที่สร้างด้วย AI  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กระแสข่าว” โพสต์ภาพสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว. กต.) ฝังข้อความ “สีหศักดิ์ยืนยันไม่เห็นด้วยที่ให้ทุนเด็กเขมร ต้องให้เด็กไทยเท่านั้น!” และบรรยายในโพสต์ว่า “ท่านสีหศักดิ์ลั่น! ผมไม่เห็นด้วย เอาเงินภาษีคนไทยไปให้เด็กเขมร ‘พวกเนรคุณ’ ให้ไปก็ไม่รู้บุญคุณ ยันภาษีคนไทย ลูกหลานคนไทยสิสมควรได้รับ”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันกับโคแฟคว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง รมว. กต. ไม่เคยกล่าวแสดงความเห็นเช่นนั้น

โคแฟคตรวจสอบพบว่าเพจ “กระแสข่าว” เผยแพร่ภาพและโควทปลอมของสีหศักดิ์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 ซึ่งถูกแชร์ต่อเกือบ 200 ครั้ง และนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 ก.ค. โดยอาศัยช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีการหยิบยกประเด็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับไทย-กัมพูชามาอภิปราย และสีหศักดิ์ได้ชี้แจงในสภาด้วย

📌 ข้อสังเกตโคแฟค:

1) เพจ “กระแสข่าว” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 6,600 บัญชี เผยแพร่เนื้อหาเท็จลักษณะนี้จำนวนมาก โดยใช้ภาพที่สร้างด้วย AI มาใส่ข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นคำพูดของรัฐมนตรีและบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โพสต์ที่กุคำพูดของสีหศักดิ์มีไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง เช่น “สีหศักดิ์แนะอังคณา ถ้าอยากช่วยเด็กนักเรียนเขมรควรใช้ทรัพย์สินส่วนตัวไปช่วย” (29 พ.ค.) และ “ผมไม่เห็นด้วยหากไทยจะเปิดด่าน ย้ำไทยควรตัดขาดกับเขมร” (31 พ.ค.)

2) ประเด็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่เด็กกัมพูชาถูกนำมาสร้างเนื้อหาเท็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างคำพูดปลอมของนักการเมืองและนักสิทธิมนุษยชน เช่น โพสต์เท็จว่านฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์ว่าสะเทือนใจที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ, โพสต์เท็จว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี, โพสต์เท็จว่า ศธ. สั่งมอบทุนให้นักเรียนกัมพูชา 800 ล้านบาท และโพสต์เท็จว่าแพทองธาร ชินวัตร หนุนให้ทุนนักเรียนกัมพูชาเพื่อรักษาความสัมพันธ์

แนวทางการตรวจสอบ “โควทคำพูดปลอม”

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอม  

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด ให้ค้นหาคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

คลิปคนกัมพูชาถ่ายคอนเทนต์หารายได้ออนไลน์ ถูกบิดเบือนว่าเป็นคลิปทหาร BHQ ฝึกชาวบ้านบินโดรน

ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนไทยนำคลิปกลุ่มคนกัมพูชาบินโดรนมาให้ข้อมูลบิดเบือนว่าเป็นภาพหน่วยทหาร BHQ ของกัมพูชาฝึกชาวบ้านบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาบังคับโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพกลุ่มคนที่กำลังถ่ายภาพรถตักดินบริเวณพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เพื่อนำภาพไปสร้างรายได้จากการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

30 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military force – สำรอง” ซึ่งระบุว่าเป็นเพจของผู้ที่สนใจเรื่องการทหารและไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย โพสต์คลิปความยาว 0.26 วินาที พร้อมคำบรรยายว่า “30 มิ.ย. ชาวเขมรลงคลิปพร้อมระบุแคปชั่น ‘ขอบคุณกองทัพสนับสนุนชาวเขมรฝึกบินโดรนที่ศรีโสภณ นำหลักสูตรไปป้องกันประเทศ สนับสนุนแนวหน้า’”

โพสต์นี้ถูกแชร์ต่อไปเกือบ 200 ครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ค.) อีกทั้งยังมีผู้นำเนื้อหาจากเพจ “Army Military force – สำรอง” ซึ่งไม่ได้อ้างอิงที่มาของข้อมูลและคลิป ไปดัดแปลงเป็นภาพนิ่งและเติมแต่งข้อความต่าง ๆ นานา เช่น เพจเฟซบุ๊ก “Youlike-คลิปเด็ด” โพสต์ภาพสกรีนช็อตจากคลิปและโพสต์ข้อความประกอบว่า “เขมรเตรียมพร้อม รอบนี้พี่จีนช่วยเต็มที่” และบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ณัฐวุฒิ ดำเนินงาม” โพสต์ภาพชุดเดียวกันพร้อมเช็คอินว่าอยู่ที่ “ชายแดนไทย-กัมพูชา”

นักข่าวสายทหาร-อินฟลูเล่าข่าว-สื่อ กระพือต่อ

คลิปนี้แพร่กระจายและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางเมื่อวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร นำภาพสกรีนช็อตจากนาทีที่ 0.13 ของคลิปดังกล่าวไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก “Wassana Nanuam” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. โดยบรรยายว่า “ทหารบ้านเขมร พร้อม BHQ ฝึกให้ชาวเขมรชายแดนแถวศรีโสภณ ตรงข้ามสระแก้ว” และขยายความต่อว่ากองทัพกัมพูชานิยมประกอบกำลังโดยให้ชาวบ้านบินฝูงโดรนธรรมดาเป็นเป้าหลอกเพื่อเปิดทางให้ทหาร BHQ บินโดรนพลีชีพและโดรนทิ้งระเบิดเข้าโจมตี “เป็นการสอนให้ชาวบ้านเป็นหน่วยข่าว ภาคพลเรือนไปด้วย”

โพสต์ของวาสนาซึ่งมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากกว่า 1.6 ล้านบัญชี มีผู้เข้ามากดแสดงความรู้สึกเกือบ 17,000 ครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 900 ครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ค.)  

วันที่ 2-3 ก.ค. สถานีโทรทัศน์พีพีทีวีและอมรินทร์ทีวีนำคลิปนี้มาเผยแพร่ออกอากาศโดยผู้ประกาศรายงานว่าเป็นการฝึกพลเรือนบินโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร

“จีนสอนให้เขมรบินโดรน เป็นเรื่องลับที่ถูกปิดในวงแคบ แต่ชาวบ้านเขมรบางคนไม่รู้ เข้าไปเห็นก็เลยถ่ายคลิปออกมา…ไม่ใช่บินเล่น นี่คือบิน [โดรน] ทางทหารทั้งนั้น” ผู้ประกาศข่าว พีพีทีวี รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” และเพจ Wassana Nanuam

รายการ “เรื่องใหญ่ Live Talk” ของพีพีทีวีพาดหัวข่าวว่า “จับตา! กัมพูชาฝึกพลเรือนบินโดรนเป็นเป้าหลอก”

ขณะที่ผู้ประกาศข่าวอมรินทร์ทีวีรายงานว่าคนที่บินโดรนในคลิปนี้ “มีทั้งชาวบ้านที่เป็นชาวบ้านจริง ๆ กับทหารที่ใส่ชุดชาวบ้าน เป็นทหารสอดไส้มา” และ “ชาวเขมรที่โพสต์คลิปนี้เขียนข้อความว่าขอบคุณกองทัพที่สนับสนุนชาวเขมรฝึกบินโดรนเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปสอดแนม”

ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย. – 3 ก.ค. คลิปและภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวางทั้งโดย “อินฟลูเอนเซอร์เล่าข่าว” ที่มีลักษณะเป็นเพจสาธารณะและบัญชีผู้ใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ยังพบการดัดแปลงเนื้อหา เช่น ใช้ AI ทำภาพกราฟิกและคลิปบรรยาย อีกด้วย

เพจเฟซบุ๊ก “อยากเล่า” นำเนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับคลิปฝูงโดรนมาเผยแพร่ต่อในลักษณะคลิปเล่าข่าวด้วย AI

คลิปต้นฉบับ

รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งตรวจสอบว่ากองทัพกัมพูชามีการฝึกให้พลเรือนบินโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่จะตรวจสอบได้ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาที่มาและตรวจสอบเหตุการณ์ที่ในคลิปนี้เท่านั้น

การค้นหาที่มาของคลิปต้นฉบับเริ่มต้นจากการค้นหาด้วยคำค้น “โดรน ศรีโสภณ” ในภาษาเขมร ซึ่งเป็นชื่อเมืองในกัมพูชาที่เพจ “Army Military Force – สำรอง” และวาสนาระบุในโพสต์ เราพบข้อมูลที่น่าสนใจในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Vann Sokunthea Journalist” ที่โพสต์ข้อความโต้แย้งว่าคลิปกลุ่มคนบินโดรนที่นักข่าวไทยนำมาเผยแพร่นั้นไม่ใช่การฝึกโดรนทางทหารตามที่กล่าวอ้าง เพราะทั้งวิธีการและสถานที่ฝึกในคลิปไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกองทัพกัมพูชา ในโพสต์นี้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Sophear Tsp” เข้ามาคอมเมนต์ว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพของกลุ่มคนที่ถ่ายภาพและวิดีโอรถไถดินเพื่อนำไปทำเป็นคอนเทนต์สร้างรายได้ออนไลน์ พร้อมกับโพสต์ภาพประกอบจากบัญชีเฟซบุ๊กหนึ่งซึ่งเป็นเบาะแสให้เราตามไปจนพบคลิปต้นฉบับ  

จากการตรวจสอบพบว่าคลิปกลุ่มคนบินโดรนเหนือรถแทรกเตอร์ถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมร “ពេជ្រ បញ្ញា” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 พร้อมคำบรรยายสั้น ๆ ว่า “ឡើងភ្នំពេញម្ដង” (อาจแปลได้ว่า “บินชมพนมเปญ”) โดยไม่มีข้อความขอบคุณกองทัพที่มาฝึกชาวบ้านบินโดรนสอดแนมตามที่อินฟลูฯ และสื่อไทยรายงาน

(จากซ้ายไปขวา) คลิปต้นฉบับที่โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมร “ពេជ្រ បញ្ញា” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569, คลิปที่โพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” วันที่ 30 มิ.ย. 2569 และภาพสกรีนช็อตที่โพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “Wassna Nanuam” วันที่ 2 ก.ค. 2569

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมรหลายรายที่เข้ามาดูคลิปนี้คอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นภาพของกลุ่มคนที่ใช้โดรนถ่ายคลิปรถตักดินเพื่อนำไปทำคอนเทนต์ออนไลน์สร้างรายได้จากการเข้าชมหรือที่เรียกกันว่า MMO ซึ่งมาจากคำเต็มว่า Make Money Online 

หลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพของกลุ่มคนทำคอนเทนต์ MMO คือคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมรชื่อ “Bro Kea-ប្រូគា” ในวันเดียวกันคือวันที่ 16 พ.ค. 2569 ซึ่งถ่ายจากสถานที่เดียวกัน โดยระบุว่าถ่ายจากไซต์งานบริเวณถนนใกล้ตลาด Toul Pongro ในกรุงพนมเปญ 

เมื่อนำคลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” มาเปรียบเทียบกับคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” พบว่ามีหลายจุดที่ตรงกัน ทั้งสภาพพื้นที่ ลักษณะของรถแทรกเตอร์ตักดินสีเหลืองยี่ห้อ Shantui ซึ่งมีสติกเกอร์ลายหน้าผู้ชายและตุ๊กตามิชลินสามตัวติดอยู่ รวมถึงการแต่งกายของบุคคลที่ยืนบันทึกภาพหรือบังคับโดรนอยู่ในบริเวณนั้น ทำให้สรุปได้ว่าสองคลิปนี้ถ่ายจากสถานที่เดียวกันในวันเดียวกัน แต่เป็นคนละมุม คลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” ถ่ายจากบนรถที่วิ่งอยู่บนถนนเข้ามาที่ไซต์งาน ส่วนคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” ถ่ายจากบนรถแทรกเตอร์ออกไปยังถนน

เมื่อนำคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” (ซ้าย) กับคลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” มาเปรียบเทียบกันพบว่ามีหลายจุดที่ตรงกัน
เช่น คนที่ยืนถ่ายภาพหรือบังคับโดรนอยู่ในบริเวณนั้น และรถแทรกเตอร์ที่มี่ตุ๊กตามิชลินผูกผ้าสีแดงติดอยู่
อีกคลิปหนึ่งที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Bro Kea-ប្រូគា”
โพสต์เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 มีโดรนตัวอื่นอยู่ในคลิปด้วย

จากการตรวจสอบเนื้อหาบนหน้าเฟซบุ๊ก “Bro Kea-ប្រូគា” เพิ่มเติมพบว่าเขาเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ที่มักโพสต์คลิปและภาพถ่ายจากรถขณะทำงาน รวมถึงคลิปภาพมุมสูงที่ถ่ายด้วยโดรน และบางคลิปก็มีภาพโดรนของคนอื่นอยู่ด้วย เจ้าของบัญชีนี้ระบุที่หน้าโปรไฟล์ว่าเป็น “digital creator” และหลายโพสต์จะติดแฮชแท็ก #MMO 

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ถ่ายและเผยแพร่คลิปวิดีโอเพื่อสร้างรายได้จากเฟซบุ๊ก หนึ่งในคลิปที่เขาโพสต์เป็นคลิปที่ถ่ายจากสถานที่เดียวกันในวันเดียวกันกับคลิปฝูงโดรนที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อไทยนำมาอ้างแบบผิด ๆ ว่าเป็นการฝึกบินโดรนสอดแนมทางทหารในเมืองศรีโสภณ ทั้งที่จริงแล้วจุดที่ถ่ายคลิปนี้อยู่ในกรุงพนมเปญ

Make Money Online (MMO) – สร้างรายได้จากเนื้อหา

การทำคอนเทนต์ออนไลน์เพื่อสร้างรายได้จากการเข้าชม (Make Money Online: MMO) เป็นช่องทางสร้างรายได้ที่กำลังได้รับความนิยมในกัมพูชา ซึ่งผู้โพสต์มักติดแฮชแท็ก #MMO เพื่อดันให้เนื้อหาปรากฏในอัลกอริทึม คล้ายกับการสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ในไทยที่มักติดแฮชแท็กว่า #เปิดการมองเห็น 

การถ่ายคลิปรถตักดินและรถบรรทุกดินเป็นคอนเทนต์ได้รับความนิยมบนอินเทอร์เน็ตในกัมพูชา เราพบว่ามีช่องยูทูบและบัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีที่เผยแพร่คลิปภาพเหล่านี้ เช่น ช่องยูทูบ គ្រឿងចក្រ Power Machines Excavator Cambodia และ Bro Kea-ប្រូគា แต่ละคลิปมียอดเข้าชมหลายแสนครั้ง

ภาพกลุ่มคนบังคับโดรนโดยเฉพาะในพื้นที่ก่อสร้างในกัมพูชาถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี ในเพจเฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” ซึ่งเป็นหนึ่งในเพจที่นำคลิปดังกล่าวมาบิดเบือน มีผู้ใช้เฟซบุ๊กคนไทยจำนวนหนึ่งเข้ามาให้ข้อมูลว่าเคยเห็นคลิปภาพโดรนถ่ายรถขุดดินในกัมพูชามาตั้งแต่ก่อนจะเกิดการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อกลางปี 2568 เสียอีก

คอมเมนต์คนไทยที่ให้ข้อมูลในโพสต์เฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ว่า
คลิปรถขุดดินในกัมพูชาที่ถ่ายด้วยโดรนมีมาตั้งแต่ก่อนความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจะปะทุเมื่อกลางปี 2568

สรุป

คลิปชาวกัมพูชายืนบังคับโดรนที่บินอยู่เหนือรถแทรกเตอร์ตักดิน-ถมดินที่สื่อมวลชนไทยและผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งนำมาเผยแพร่โดยอ้างแบบผิด ๆ ว่าเป็นคลิปที่ทหารกัมพูชากำลังฝึกพลเรือนบินโดรนที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อเป็นเป้าหลอกหรือสอดแนมไทย แท้จริงแล้วเป็นภาพกลุ่มคนกัมพูชาที่ใช้โดรนถ่ายภาพไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างรายได้จากการเข้าชมหรือที่เรียกว่า MMO (Make Money Online) 

จากการสืบค้นพบว่าคลิปต้นฉบับเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชาเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคลิปของผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกคนหนึ่งที่ถ่ายคลิปเหตุการณ์ในวันและสถานที่เดียวกัน ทำให้สามารถระบุได้ว่าจุดที่ถ่ายคือพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ไม่ใช่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาตามที่สื่อมวลชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงชิ้นนี้ไม่ได้ตรวจสอบว่ากองทัพกัมพูชามีการฝึกให้พลเรือนบินเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่จะตรวจสอบได้

ภาพหรือคลิปเกี่ยวกับการใช้โดรนมักถูกนำมาอ้างเท็จหรือบิดเบือนเพื่อปลุกปั่นความขัดแย้งไทย-กัมพูชามาตั้งแต่ปี 2568 เช่นในเดือนสิงหาคม 2568 มีการนำภาพช่างภาพกัมพูชาที่กำลังทำการบินโดรนเพื่อถ่ายทำมิวสิกวิดีโอมาบิดเบือนว่าเป็นการบินโดรนสอดแนมบริเวณปราสาทในพื้นที่ของไทยหลังข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งกองทัพไทยได้ออกมายืนยันว่าเป็นการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอของกองถ่ายเขมรที่ปราสาทตาเมือนธมก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะ ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง



ต่อสายดินกับแท่งไม้ แก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ไฟดูด เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้า อย่าทำตาม

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: วิธีแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ไฟดูดด้วยการใช้แท่งไม้มาประกอบเป็นสายดิน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและอาจเป็นอันตรายหากเกิดไฟรั่ว

📝เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในต่างประเทศ เช่น Facebook และ Reddit เผยแพร่วิธีการติดตั้งสายดินของคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาไฟดูดเมื่อสัมผัสเคสคอมพิวเตอร์ โดยนำสายไฟมาปอกปลายทั้งสองด้าน นำลวดด้านหนึ่งพันเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเคส อีกด้านหนึ่งพันกับสกรูที่ฝังอยู่ในแท่งไม้ขนาดเล็ก

ตัวอย่างโพสต์ที่มีผู้เข้ามาสอบถามใน reddit.com และเฟซบุ๊ก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 ว่าวิธีการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้าและอาจก่อให้เกิดอันตราย 

ดร.สุพรรณอธิบายว่า การนำสายไฟจากตัวถังคอมพิวเตอร์ไปต่อกับสกรูที่ฝังอยู่ในแท่งไม้ ไม่เป็นการต่อลงดิน (Protective Earthing) เนื่องจากไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบสายดินของอาคารที่เป็นเส้นทางตัวนำไฟฟ้าความต้านทานต่ำ

“จุดประสงค์ของระบบสายดินคือเพื่อให้กระแสความผิดพร่อง (Fault Current) ไหลกลับผ่านเส้นทางที่ออกแบบไว้จนมีค่ามากพอให้ฟิวส์หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ตัดวงจรได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ไม้เป็นวัสดุฉนวนที่มีความต้านทานสูง จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวนำเพื่อการป้องกันหรือเป็นเส้นทางระบายกระแสความผิดพร่องได้” 

“อาจเกิดความเข้าใจผิดว่าวิธีการดังกล่าวเป็นระบบปลอดภัยทั้งที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ หากเกิดไฟรั่วหรือความผิดพร่องขึ้นจริง ระบบก็ยังไม่มีเส้นทางป้องกันที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้า” ดร.สุพรรณอธิบาย 

หากผู้ใช้งานสัมผัสตัวเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วรู้สึกไฟดูดหรือไฟแปลบ ดร.สุพรรณแนะนำว่าไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการต่อสายเข้ากับแท่งไม้ ท่อน้ำ โครงเหล็ก หรือโลหะอื่นที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสายดิน วิธีที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้าคือต่อใช้งานผ่านเต้ารับที่มีระบบสายดินของอาคาร หากอาคารไม่มีระบบสายดินหรือระบบสายดินชำรุด ควรปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน และติดตั้งอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว (RCD) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย  

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569  เพจเฟซบุ๊ก Extreme IT ซึ่งเป็นเพจที่ให้ข้อมูลและรีวิวอุปกรณ์ไฟฟ้าและไอทีที่มีผู้ติดตามกว่า 9.3 แสนบัญชี ได้โพสต์เตือนเช่นกันว่าวิธีการนำบล็อกไม้มาต่อเป็นสายดินไม่ได้แก้ปัญหาไฟรั่วจากคอมพิวเตอร์และอาจเป็นอันตราย ห้ามทำตาม 

นักวิชาการชี้ ไทยต้องเร่งวางธรรมาภิบาลแพลตฟอร์ม AI ก่อนข่าวลวงบ่อนทำลายสังคม

7 กรกฎาคม 2569 – ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเนื่องใน วันพูดความจริง (Tell the Truth Day) ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มกับความจริงในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ท่ามกลางสถานการณ์ข้อมูลเท็จที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเสนอรัฐ–แพลตฟอร์ม–ประชาชนร่วมสร้างกลไกกำกับดูแล ย้ำกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความร่วมมือระดับอาเซียน

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เปิดประเด็นว่า คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยควรมีกฎหมายกำกับ AI หรือไม่” แต่คือ “หากมีกฎหมายแล้ว จะสามารถบังคับใช้ได้จริงหรือไม่”

AI ในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เพราะกลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ การกำกับดูแลจึงควรมุ่งบริหารความเสี่ยงของการใช้งานที่ก่อให้เกิดผลกระทบวงกว้าง มากกว่าพยายามควบคุมทุกพฤติกรรม พร้อมเสนอให้ภาคองค์กรมีระบบกำกับดูแลภายในอย่างจริงจัง เนื่องจากแนวปฏิบัติที่หลายหน่วยงานประกาศใช้ยังขาดกลไกติดตามและประเมินผล

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ดร.สุพจน์ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรยกระดับการเจรจากับแพลตฟอร์มดิจิทัลในระดับภูมิภาค โดยใช้ความร่วมมือของอาเซียนเป็นอำนาจต่อรอง เพื่อผลักดันมาตรการ Notice & Takedown หรือการแจ้งเตือนและนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศเริ่มดำเนินการแล้ว

ด้าน รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าการปล่อยให้แพลตฟอร์มกำกับดูแลตนเองผ่านมาตรฐานชุมชน (Community Standards) ยังไม่เพียงพอ เพราะยังพบโฆษณาหลอกลวงและข้อมูลที่เป็นอันตรายจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนเองก็ยังไม่สามารถป้องกันตนเองจากข้อมูลเหล่านี้ได้ทั้งหมด  อย่างไรก็ตาม การที่รัฐจะเข้ามากำกับดูแลต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบต่อเสรีภาพในการสื่อสาร โดยประเด็นสำคัญควรอยู่ที่การสร้าง “ความโปร่งใส” ของระบบแพลตฟอร์ม เช่น หลักเกณฑ์การจัดลำดับเนื้อหา การมองเห็นข่าวสาร และความเป็นธรรมทางการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตเนื้อหา

แนวทางที่มีความเป็นไปได้มากกว่าการควบคุมเนื้อหา คือการกำกับดูแล “กลไกตลาด” โดยใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อกำกับแพลตฟอร์มที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ตัวชี้วัดเชิงประจักษ์ ลดการใช้อำนาจตามดุลยพินิจ และสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายในระบบนิเวศสื่อดิจิทัล

รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในมิติผลกระทบต่อพื้นที่ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าพื้นที่ภาคเหนือเริ่มเผชิญการใช้ AI สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้หลอกลวงประชาชนผ่านภาพ เสียง และโฆษณาปลอม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แม้หลายหน่วยงานจะเร่งผลิตสื่อรณรงค์ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เพราะคนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งตกเป็นเหยื่อแล้วจึงเริ่มค้นหาวิธีขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังขาดระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรับแจ้งความกับฐานข้อมูลกลาง ทำให้การป้องกันและติดตามมิจฉาชีพยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขณะที่ ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า AI กำลังเพิ่มความรุนแรงของข้อมูลสร้างความเกลียดชังและข่าวปลอมในพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคง ส่งผลกระทบต่อทั้งสื่อ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ ตลอดจนบั่นทอนกระบวนการสร้างสันติภาพที่ต้องอาศัยความไว้วางใจและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

 “กรณีเกี่ยวกับความมั่นคง จะเริ่มมีเพจที่คล้ายกับจะเป็นสื่อ มีชื่อนั่นชื่อนี่เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย ซึ่งหาที่มาที่ไปไม่เจอว่าใครเป็นเจ้าของหรือมาจากที่ไหน แต่ว่าข่าวพวกนี้เมื่อเผยแพร่ออกมาจะได้รับการแชร์เยอะ ซึ่งตรวจสอบไม่ยากกับพวกเราหรือกับคนที่อยู่ในแวดวง แต่ประชาขนทั่วไปพร้อมจะแชร์ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อหรือสิ่งที่ตัวเองเข้าใจได้โดยง่าย” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ด้าน ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เสนอให้ยกระดับธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้าน Trust & Safety อย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่ใช้ในการป้องกันและคัดกรองเนื้อหา จำนวนเรื่องร้องเรียน ผลการดำเนินการ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ควรพัฒนาช่องทางรับแจ้งปัญหาแบบ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุและได้รับความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานผ่านระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหา

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดเวทีวันพูดความจริงว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โคแฟคมุ่งเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน แต่ในระยะต่อไปจะเดินหน้าทำงานเชิงระบบมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Information Integrity หรือการสร้างระบบข้อมูลข่าวสารที่ตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริง เข้าถึงได้ และเป็นธรรม

สุภิญญามองว่า การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของประเทศไทย หากยังขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการสร้างกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุล และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคประชาชน โดยมีรัฐทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนานโยบายแพลตฟอร์มที่คุ้มครองทั้งผู้บริโภค เสรีภาพในการสื่อสาร และความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารในยุค AI