ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

“This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา)” เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ : บทความ“กระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด” ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น “สหรัฐอเมริกา” มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

“สหภาพยุโรป” มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

“อินเดีย” สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

“ไทย” สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ “ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว”คือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

“ข่าวปลอม 8 ข่าว” คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

“ข่าวจริง 1 ข่าว” คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

“ข่าวปลอม 2 ข่าว” คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

“ข่าวจริง 2 ข่าว” คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

“ข่าวบิดเบือน” จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

“ข่าวปลอม 5 ข่าว” คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

“ข่าวจริง 1 ข่าว” คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น “ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว” คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ “ข่าวปลอม” เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง “ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน “ข่าวปลอม” ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง “ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี “ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ : มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ “ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” : ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ “Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia” เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย) 

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

“ข่าวปลอม 2 ข่าว” คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

“ข่าวจริง 2 ข่าว” คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

“ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว” คือ “คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์” ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

“ข่าวปลอม 2 ข่าว” คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

“โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน” สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

“ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว” คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

“ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว” คือ “ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม” โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่า“เป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม”  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

“ข่าวปลอม 1 ข่าว” คือ “ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา” โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


“พ.ร.บ. กับป้ายภาษีรถต้องหมดอายุวันเดียวกัน ไม่เช่นนั้นต่อภาษีไม่ได้” เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากคำสั่ง คปภ.

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กฎหมายใหม่กำหนดให้ พ.ร.บ. และป้ายภาษีรถจะต้องมีวันหมดอายุวันเดียวกัน มิฉะนั้นจะไม่สามารถไปต่อทะเบียนได้

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาคลาดเคลื่อน** คำสั่งนายทะเบียนที่ 17/2569 โดย คปภ. ไม่ได้กำหนดว่า พ.ร.บ.ประกันภัยและป้ายภาษีรถ “ต้องหมดอายุวันเดียวกัน” แต่กำหนดให้ระยะเวลาของ พ.ร.บ. สอดคล้องกับวันสิ้นอายุภาษีรถในปีถัดไปเพื่อให้รถคันนั้นมีประกันภัย พ.ร.บ. ตลอดระยะเวลาที่ใช้รถตลอดปีภาษีของรถคันนั้น

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ประกันภัยรถยนต์ ครูพี่เนย’ โพสต์คลิปวิดีโอบรรยายว่า “กฎหมายใหม่บังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2569 คำสั่งนายทะเบียนที่ 17/2569 กำหนดให้ พ.ร.บ. และป้ายภาษีจะต้องมีวันหมดอายุพร้อมกัน มิเช่นนั้นจะไม่สามารถต่อทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบกได้ คลิปนี้ยังคงเผยแพร่อยู่ ณ วันที่ 28 ต.ค. 2569 คลิปนี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 6,600 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีบัญชีโซเชียลมีเดียของพนักงานบริษัทประกันภัยรถยนต์อธิบายข้อมูลเดียวกันนี้อีกหลายบัญชี

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เผยแพร่คำสั่งนายทะเบียน ที่ 17/2569 เรื่อง การกำหนดระยะเวลาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 ระบุวันบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป มีสาระสำคัญคือ

▪️ ให้ระยะเวลาการประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมีกำหนด 1 ปี เว้นแต่เป็นความประสงค์ของผู้เอาประกันภัย ให้บริษัทรับประกันภัยโดยมีระยะเวลาประกันภัยต่ำกว่า 1 ปี หรือเกินกว่า 1 ปีได้ แต่ต้องไม่เกิน 2 ปี โดยให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยแบบเฉลี่ยรายวัน

▪️ ให้ระยะเวลาการประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มีกำหนดระยะเวลาอย่างน้อยถึงวันสิ้นอายุภาษีรถในปีถัดไป ในกรณีนำไปใช้ประกอบการชำระภาษีรถประจำปีตามกฎหมาย

โคแฟคสอบถามไปยัง คปภ. และได้รับคำชี้แจงทางอีเมล ในวันที่ 28 ต.ค. 2569 ดังนี้ 

❓ จริงหรือไม่หาก พ.ร.บ. กับป้ายภาษีมีวันหมดอายุไม่ตรงกันจะไม่สามารถต่อทะเบียนได้?

❌ ไม่จริง: คำสั่งนายทะเบียนที่ 17/2569 เป็นการออกเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอย่างต่อเนื่อง ลดช่องว่างความคุ้มครองของประกันภัย พ.ร.บ. และให้สอดรับการชำระภาษีรถประจำปีของกรมการขนส่งทางบก 

ในคำสั่งนายทะเบียน ข้อ 4 ววรค 2 จึงกำหนดให้บริษัทที่รับประกันภัย พ.ร.บ. รถที่อยู่ในระบบการชำระภาษีของกรมการขนส่งทางบก จะต้องคำนึงถึงวันสิ้นอายุภาษีรถในปีถัดไป ในการเสนอขายและทำความเข้าใจกับผู้เอาประกันภัยรายนั้น เพื่อให้รถคันนั้นมีประกันภัย พ.ร.บ. ตลอดระยะเวลาที่ใช้รถตลอดปีภาษีของรถคันนั้น

ส่วนการพิจารณาว่าจะรับชำระภาษีรถคันใดหรือไม่เป็นอำนาจของกรมการขนส่งทางบก 

❓ ผู้ใช้รถควรทำอย่างไรหากวันหมดอายุของ พ.ร.บ. กับป้ายภาษีไม่ตรงกัน เช่น พ.ร.บ. จะหมดอายุประมาณต้นเดือนกรกฎาคม แต่ป้ายภาษีหมดอายุกลางเดือนตุลาคม 

ℹ️ สำหรับรถอื่นที่ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ ตามคำสั่งนายทะเบียนฉบับเดียวกัน ข้อ 4 วรรค 1 ได้กำหนดระยะเวลาเอาประกันภัยพ.ร.บ.โดยทั่วไปมีกำหนด 1 ปี แต่หากผู้เอาประกันภัยประสงค์ที่จะไม่ซื้อระยะเวลาความคุ้มครองที่ 1 ปี ก็สามารถทำได้ โดยสามารถซื้อระยะเวลาความคุ้มครองที่ตำกว่า 1 ปี หรือเกินกว่า 1 ปีก็ได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 2 ปี โดยใช้อัตราเบี้ยแบบเฉลี่ยรายวัน  

สำหรับรถ จักรยานยนต์ มีคำสั่งนายทะเบียนที่ 20/2565 ให้สามารถเอาประกันภัย ที่ระยะเวลา 3 ปี 4 ปี หรือ 5 ปี ได้ 

ตัวอย่างเช่น หาก พ.ร.บ.หมดอายุเดือนกรกฎาคมและป้ายวงกลมหมดอายุกลางเดือนตุลาคม เจ้าของรถสามารถแจ้งความประสงค์ขอซื้อ ประกันภัย พ.ร.บ. ที่มีระยะเวลา 3 เดือน (สิงหาคม 2569 -กลางตุลาคม 2569) หรือจะซื้อ ประกันภัย พ.ร.บ. ที่มีระยะเวลา 15 เดือน (สิงหาคม 2569 – กลางตุลาคม 2570) ก็ได้

คลิปการฝึกทหารในคาซัคสถาน ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุปะทะทางทหารที่ชายแดนจีน-อินเดีย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเหตุปะทะทางทหารระหว่างจีน – อินเดีย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปการฝึกทหารในคาซัคสถาน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ต.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘IRose People’sParty’ ผู้ติดตามมากกว่า 14,000 บัญชี แชร์คลิปวิดีโอจากต่างประเทศที่อ้างว่าเป็นเหตุปะทะทางทหารระหว่างอินเดียกับจีน ที่บริเวณชายแดนรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดีย 

ภาพบางช่วงของคลิปนี้ยังปรากฏในคลิปข่าวที่ผลิตและเผยแพร่โดย Top News เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 พร้อมคำบรรยายว่า “เดือดชายแดนอินเดีย-จีน เผชิญหน้าตึงเครียดในอรุณาจัลประเทศ จุดพิพาทที่สองมหาอำนาจเอเชียไม่มีใครยอมใคร ล่าสุดมีรายงานการปะทะด้วยปืนเล็กในแนวหน้า” มียอดเข้าชมเกือบ 7 แสนครั้ง ณ วันที่ 28 ต.ค.

 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้ถูกนำมาเผยแพร่อย่างกว้างขวางช่วงสัปดาห์นี้หลังจากมีรายงานความตึงเครียดบริเวณชายแดนอินเดีย-จีนในรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดียซึ่งทั้งจีนและอินเดียต่างอ้างความเป็นเจ้าของ บีบีซี อัลจาซีราและ The Diplomat รายงานว่าความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้บัญชาการตำรวจชายแดนของอินเดียออกมาระบุว่ากองทัพจีนเสริมกำลังบริเวณชายแดนและมีการรุกล้ำดินแดนอินเดีย 

สำนักข่าว RFI ของฝรั่งเศสและ India Today ของอินเดียได้ตรวจสอบคลิปนี้เมื่อวันที่ 26-27 ต.ค. 2569 พบว่าเป็นคลิปการฝึกซ้อมทางยุทธวิธีของทหารในคาซัคสถานที่เผยแพร่โดยบัญชีอินสตาแกรม ‘tactical_federation’ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. 2569 โดยระบุว่าเป็นภาพการฝึกที่เมือง Жаркент ของคาซัคสถาน 

นอกจากนี้ เมื่อนำตัวอักษร ‘AOK-CCO’ บนเสื้อเกราะของทหารในคลิปไปตรวจสอบ พบว่าเป็นอักษรย่อของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพคาซัคสถาน  

โคแฟคค้นหาเพิ่มเติม พบบัญชีติ๊กตอกของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติคาซัคสถาน โพสต์คลิปวิดีโอการสวนสนามของทหารหน่วยดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2568

วันที่ 26 ต.ค. 2569 บัญชี X ‘Indian Army Fact Check’ ของกองทัพอินเดียโพสต์ข้อความว่าคลิปดังกล่าวไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ที่ชายแดนจีน-อินเดียตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นภาพการฝึกของทหารคาซัคสถาน และเตือนว่าขณะนี้มีคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ชายแดนอินเดีย-จีน รวมทั้งคลิปที่สร้างด้วย AI จำนวนมาก ซึ่งเป็นการบิดเบือนและสร้างความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์จริงบริเวณชายแดนสองประเทศ

โพสต์เตือนภัยเห็ดเข็มทองปนเปื้อนเชื้อโรค สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการสุ่มตรวจวิเคราะห์ของสถาบันอาหาร

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เฟซบุ๊กระบุ “เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจเห็ดเข็มทองจีนทั่ว กทม. เจอเชื้อลิสทิเรีย 100% ทุกตัวอย่าง”

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน** สถาบันอาหารสุ่มตรวจเห็ดเข็มทองที่ขายในกรุงเทพฯ และพบเชื้อลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนสทุกตัวอย่างจริง แต่เป็นการสุ่มตรวจเพียง 5 ตัวอย่าง โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าผลิตในประเทศ 4 ตัวอย่าง และนำเข้าจากจีน 1 ตัวอย่าง  

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ต.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘เกษตร นานา’ ผู้ติดตามกว่า 1.1 ล้านบัญชี โพสต์ข้อความว่า “ล่าสุด จนท.สุ่มตรวจ #เห็ดเข็มทองจีน ทั่ว กทม. ผลคือเจอเชื้อลิสทิเรีย 100% ทุกตัวอย่าง” โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่า “สถาบันอาหารเก็บตัวอย่างเห็ดเข็มทองดิบที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากจีน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ร้านค้าในตลาดเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนสปนเปื้อน ผลวิเคราะห์พบว่า เห็ดเข็มทองดิบทั้ง 5 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อน” 

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 12,000 ครั้ง มีสื่อมวลชน เช่น รายการเรื่องเล่าเช้านี้ นำข้อความนี้ไปเสนอข่าว และมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียคัดลอกข้อความไปโพสต์ต่อจำนวนมากในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ Threads  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 28 ต.ค. 2569 สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงทางเพจเฟซบุ๊ก ‘สถาบันอาหาร NFI Connext’ ว่าสถาบันฯ สุ่มเก็บตัวอย่างเห็ดเข็มทองดิบจากร้านค้าในกรุงเทพฯ มาตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์เห็ดเข็มทองที่นำเข้าจากจีนเมื่อเดือน พ.ค. 2569 เนื่องจากพบการปนเปื้อนของเชื้อลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes) ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

โดยสถาบันอาหารสุ่มเก็บตัวอย่างจากร้านค้าในกรุงเทพฯ 5 ตัวอย่าง ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าผลิตในประเทศ 4 ตัวอย่าง และนำเข้าจากประเทศจีน 1 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการเมื่อวันที่ 9-21 ต.ค. 2569 พบเชื้อลิสทิเรียฯ ในทุกตัวอย่าง

สถาบันอาหารย้ำว่า “ผลการตรวจจากตัวอย่างจำนวนจำกัดในพื้นที่ที่สุ่มเก็บ ไม่สามารถนำไปสรุปแทนเห็ดเข็มทองทั้งหมดที่จำหน่ายในประเทศไทย หรือใช้ระบุว่าเห็ดเข็มทองจากแหล่งผลิตใดมีความเสี่ยงมากกว่ากันได้ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจติดตามเพิ่มเติมเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างครอบคลุม”

นอกจากนี้สถาบันอาหารยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อลิสทิเรียฯ และการกินเห็ดเข็มทองให้ปลอดภัยดังนี้ 

▪️เชื้อ Listeria monocytogenes เป็นแบคทีเรียก่อโรคที่พบได้ในสิ่งแวดล้อมและเจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิตู้เย็น จึงอาจพบการปนเปื้อนในอาหารสดและอาหารพร้อมบริโภคแช่เย็น รวมถึงเห็ดเข็มทองดิบ

▪️การกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อนี้อาจทำให้เกิดโรคลิสเทอริโอซิส (Listeriosis) มีอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ไปจนถึงการติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหญิงตั้งครรภ์

▪️วิธีบริโภคเห็ดเข็มทองให้ปลอดภัย คือ ปรุงให้สุกทั่วถึง, หลีกเลี่ยงการกินเห็ดเข็มทองดิบ, แยกเก็บเห็ดดิบออกจากอาหารปรุงสุกและอาหารพร้อมบริโภค, ล้างมือและทำความสะอาดอุปกรณ์หลังสัมผัสเห็ดดิบ 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: สถาบันอาหารสุ่มตรวจวิเคราะห์เห็ดเข็มทองดิบและพบการปนเปื้อนของเชื้อลิสทิเรียฯ ทุกตัวอย่างจริงเมื่อเดือน ต.ค. 2569 แต่เป็นผลการตรวจจากตัวอย่างจำนวนจำกัดเพียง 5 ตัวอย่างในพื้นที่สุ่มเก็บในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าผลิตในไทย 4 ตัวอย่างและนำเข้าจากจีน 1 ตัวอย่าง ดังนั้นข้อความที่ระบุว่า “เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจเห็ดเข็มทองจีนทั่ว กทม.” จึงอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการสุ่มตรวจเห็ดเข็มทองจากจีนจำนวนมากในพื้นที่ทั่ว กทม. 

เตือนภัยมิจฉาชีพยุค AI ระบาดหนัก ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีเช็กสลิปปลอมและเลี่ยงกลโกงออนไลน์

รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.53” ออกอากาศเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท พร้อมด้วยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้ร่วมพูดคุยถึงกรณีปัญหาการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สลิปโอนเงินปลอมเพื่อหลอกลวงพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไป ซึ่งนับวันยิ่งทำออกมาได้แนบเนียนและสังเกตด้วยตาเปล่ายากขึ้นเรื่อย ๆ

พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) ตั้งประเด็นว่า ปัจจุบันการทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงก์กิ้งและการใช้สลิปโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนใช้กันอยู่เป็นประจำ ในสลิปโดยทั่วไปจะมีข้อมูลชื่อผู้โอน เลขที่บัญชี ยอดเงิน วันและเวลา ซึ่งในอดีตการสังเกตสลิปปลอมทำได้ค่อนข้างง่ายเนื่องจากภาพไม่ชัดเจนหรือฟอนต์ตัวอักษรมีความผิดปกติ แต่ในยุคปัจจุบันที่ AI สามารถแก้ไขและสร้างภาพได้อย่างง่ายดายและเหมือนจริงมากขึ้น ทำให้การปลอมแปลงสลิปโอนเงินมีความแนบเนียนและสมจริงยิ่งขึ้น เครือข่ายโคแฟคจึงให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันและการรู้เท่าทันข้อมูล เพื่อให้ทั้งผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้ามีแนวทางและหลักฐานในการตรวจสอบอย่างถูกต้อง

ด้าน เกรียงไกร รัชตามุขยนันต์ วิทยากรประจำรายการ Modern Market ทางคลื่นความคิด FM 96.5 ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสังเกตและรับมือกับสลิปปลอมว่า การพิจารณาด้วยตาเปล่าหรือการมองผ่าน ๆ ในขณะที่มีลูกค้าพลุกพล่านและมีความชุลมุนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เนื่องจากมิจฉาชีพมักอาศัยจังหวะความเร่งรีบในการขายของหรือบริการลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าในการลงมือกระทำความผิด รูปแบบการปลอมแปลงมีหลากหลายตั้งแต่ระดับมือสมัครเล่นไปจนถึงระดับแนบเนียน บางกรณีมิจฉาชีพอาจใช้วิธีการกดทำรายการในแอปพลิเคชันธนาคาร สแกนคิวอาร์โค้ด และใส่ตัวเลขจำนวนเงินครบถ้วน แต่ยังไม่กดยืนยันการโอน แล้วนำหน้าจอแสดงผลก่อนกดยืนยันมาให้ร้านค้าดู ทำให้หลงเชื่อว่าโอนเงินสำเร็จแต่แท้จริงแล้วเงินยังไม่เข้าบัญชี นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันเถื่อนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ก่อเหตุสามารถเลือกธนาคารและระบุยอดเงินเพื่อทำสลิปปลอมได้อย่างแนบเนียน

สำหรับการป้องกันและวิธีแก้ปัญหา เกรียงไกรแนะนำว่าการพึ่งพาการมองด้วยตาเปล่าอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป วิธีการที่มีประสิทธิภาพและป้องกันได้ดีที่สุดคือการใช้ระบบเสียงแจ้งเตือนหรือกล่องรับเงินของธนาคารที่มีเสียงประกาศยอดเงินโอนเข้าจริงทันทีเมื่อมีรายการสำเร็จ หรือการสมัครใช้งานแอปพลิเคชันสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ ซึ่งแยกต่างหากจากแอปพลิเคชันอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งส่วนบุคคล เพื่อให้ระบบส่งเสียงแจ้งเตือนหรือส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านไลน์ไปยังมือถือทันทีที่มีเงินโอนเข้ามาจริง

นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปยังสามารถป้องกันความเสียหายได้ด้วยการเข้าไปตั้งค่าจำกัดวงเงินการทำธุรกรรมโอนเงินต่อครั้งหรือต่อวันในแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือทุกเครื่อง เพื่อจำกัดความเสียหายในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น การจำกัดวงเงินของญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวไม่ให้โอนเงินจำนวนมากเกินความจำเป็น

ผู้ร่วมรายการ “รวมพลคนเช็กข่าว” ยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และเตือนภัยรูปแบบอื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษา เช่น มิจฉาชีพหลอกลวงผ่านเกมออนไลน์อย่างโรบล็อกซ์ (Roblox) โดยการล่อลวงให้เหยื่อส่งชื่อผู้ใช้งาน (username) และรหัสผ่าน (password) เพื่อเข้าไปในด่านพิเศษ จนทำให้สูญเสียเงินและไอเทมภายในเกม รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ปลอมเสียงหรือวิดีโอคอลเพื่อหลอกลวงญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัวให้โอนเงิน ทั้งนี้ วิทยากรได้เน้นย้ำเคล็ดไม่ลับในการป้องกันตัวว่า หากได้รับการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือช่องทางออนไลน์ที่อ้างว่าเดือดร้อนและเร่งรัดให้ต้องโอนเงินทันที สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตั้งสติ อย่าเพิ่งเชื่อ อย่าเพิ่งแชร์ และอย่าเพิ่งโอนโดยเด็ดขาด ควรสงบสติอารมณ์ ตัดสาย แล้วโทรศัพท์กลับไปหาเจ้าตัวหรือบุคคลที่ถูกอ้างถึงโดยตรงเพื่อตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในยุคดิจิทัล

หมายเหตุ: รายงานชิ้นนี้สรุปความและเรียบเรียงด้วย AI (GEMINI) ตรวจสอบความถูกต้องโดยกองบรรณาธิการโคแฟค

บทเรียนน้ำท่วมจากหาดใหญ่ถึงกรุงเทพฯ  ภาครัฐต้องสื่อสารถูกต้องเข้าใจง่าย-ประชาชนเตรียมพร้อม ลดผลกระทบได้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมลีการ์เดนส์ พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมเวทีสนทนา “ถ้าพรุ่งนี้เกิดภัยพิบัติ เราจะจัดการระบบข้อมูลอย่างไร?” ภายในงานสัปดาห์การเรียนรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ประจำปี 2569 (MIDL Week 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–25 ตุลาคม โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเครือข่ายภาคี

ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ความเข้าใจผิดในช่วงภัยพิบัติไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพียงอย่างเดียว  แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาหรือระบบประวัติศาสตร์ที่เป็นความรู้เชิงเดี่ยว รัฐเดี่ยวหรือคนกลุ่มเดียว ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นสิ่งเหล่านี้จะทำงานกับเราด้วยในการรับข้อมูลข่าวสาร   โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมปลายปี 2567 เมื่อทีมกู้ภัยจากภาคใต้ตอนบนนำสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา แล้วโพสต์ข้อความว่าถูกชาวบ้านปล้น ก่อนที่นายอำเภอเทพาจะชี้แจงภายหลังว่าเป็นความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกส่งต่อไปแล้ว โดยมีภาพจำเรื่องความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นปัจจัยสนับสนุนทำให้ผู้คนเชื่อได้ง่ายขึ้น  ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น ทางสำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ได้สอบถามทั้งชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านที่ถูกพาดพิง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา  จึงช่วยให้เห็นเหตุการณ์รอบด้านมากขึ้น ผู้รับสารควรพิจารณาด้วยว่าข่าวนั้นนำเสนอจากมุมมองของใคร และมีเสียงของผู้ถูกกล่าวถึงหรือไม่

อีกตัวอย่างคือ การวิจารณ์ผู้ประสบภัยชาวมุสลิมที่ต้องการอาหารฮาลาล  ซึ่งเป็นมายาคติสะท้อนการขาดความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม การช่วยเหลือจึงควรคำนึงถึงความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละชุมชน เพื่อให้สิ่งของที่ส่งไปสามารถนำไปใช้ได้จริง

“บางทีสังคมเราพยายามหาแพะอยู่แล้ว ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นมาจากใคร   ก็พร้อมที่จะโยนบาปให้กับคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนชายขอบ แรงงานพม่า ชนกลุ่มน้อยในสังคม หรืออื่นๆ  ข้อมูลข่าวสารที่ไหลมาพร้อมกับเหตุการณ์ภาวะวิกฤติเกี่ยวข้องกับเรื่องของอคติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เราเป็นผู้รับสารจำเป็นจะต้องเรียนรู้ด้วยว่าความอคติของเราทำงานอะไรกับข้อมูลข่าวสารเหล่านี้อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ” ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ กล่าว

ด้านบัญชา จันทร์สมบูรณ์ ทีมกองบรรณาธิการโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวเสริมในประเด็นอคติในสถานการณ์ภัยพิบัติ คือช่วงปลายเดือนกันยายน – ต้นเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งกล่าวหาว่าแรงงานชาวเมียนมาขโมยน้ำดื่มของ “เบียร์ คนตื่นธรรม” อินฟลูเอนเซอร์สายธรรมะ ทั้งที่ยังมีคำถามต้องตรวจสอบว่า ผู้ที่นำน้ำไปเป็นใคร นำไปเพื่ออะไร และเป็นผู้ประสบภัยด้วยหรือไม่

ส่วนประเด็นการสื่อสารในสถานการณ์ภัยพิบัติเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของข่าวลือ – ข่าวลวงต่างๆ ปัจจัยสำคัญ คือ ต้องสื่อสารข้อมูลที่รับผิดชอบให้ชัดเจน กระชับ และเข้าใจง่าย ลดการใช้ภาษาราชการมากเกินไป   รวมถึงการจัดเจ้าหน้าที่ติดตามคำถามและข้อความขอความช่วยเหลือจากประชาชน เพื่อให้ข้อมูลนำไปสู่การช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์   ยกตัวอย่าง  การสื่อสารของกรมอุตุนิยมวิทยา  มีการปรับหลังจากมีประเด็นถูกเปรียบเทียบกับเพจเอกชนหนึ่ง โดยสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น  แต่ยังคงหลักวิชาการเหมือนเดิม  โดยผู้รับสารที่ต้องการอ่านเอกสารพยากรณ์อากาศฉบับเต็มสามารถอ่านได้ในช่องแสดงความคิดเห็นโดยกรมอุตุฯ จะแนบไว้ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่คอยตอบข้อซักถามประชาชนแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง

อีกประเด็นหนึ่งคือการส่งต่อข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องต่างๆ เช่น สภาพลมฟ้าอากาศ ปริมาณการระบายน้ำ ไปยังหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสื่อสารกับประชาชน อย่างของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ควรจัดให้มีเพจกลางของ กทม. ที่รับแจ้งและคอยรายงานสถานการณ์โดยรับข้อมูลจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ถ้าแต่ละหน่วยงานสามารถสื่อสารข้อมูลที่ตัวเองรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน กระชับ เข้าใจง่าย ไม่เป็นภาษาราชการเกินไป  และท้องถิ่นน่าจะเป็นผู้มีบทบาทในการนำข้อมูลมาเชื่อมโยงเพื่อแจ้งเตือนในพื้นที่ได้ การอพยพและการเตรียมรับมือก็จะเป็นระบบมากขึ้น” บัญชากล่าว

ขณะที่ชโลม เกตุจินดา สภาองค์กรของผู้บริโภค จังหวัดสงขลา กล่าวว่า บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ระหว่างวันที่ 22–28 พฤศจิกายน 2568 ทำให้เห็นความจำเป็นของการเตรียมพร้อมทั้งระดับหน่วยงานในพื้นที่  ระดับบุคคล ครัวเรือน และชุมชน  ตั้งแต่จัดชุดยังชีพ สำรองอาหาร ยกสิ่งของขึ้นที่สูง ไปจนถึงจัดสภาพบ้านให้ปลอดภัย โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุ รวมทั้งเตรียมเอกสารและภาพถ่ายทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐานประกอบการขอรับความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ

ประเด็นที่ท้าทายในปัจจุบันที่หลายครัวเรือนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องข้อมูลความรู้ อาทิ การดูแลรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเกิดน้ำท่วม สถานที่จอดรถปลอดภัย รถสามารถลุยน้ำได้ในระดับไหน  ตลอดจนเงื่อนไขและวงเงินของมาตรการประกันภัยหรือการเยียวยาที่ประชาชนต้องได้รับข้อมูลอย่างชัดเจน นอกจากนี้การมีโครงสร้างพื้นฐานและช่องทางสื่อสารสำรองในชุมชน เช่น การใช้งานแอปพลิเคชั่นแบบจำลองสภาพอากาศเพื่อประเมินความเสี่ยง การใช้งานวิทยุสื่อสารในย่านความถี่สำหรับประชาชน (Citizen Band) ที่แต่ละชุมชนหรือเครือข่าย ต้องมีการพัฒนาทักษะให้สามารถใช้เป็น เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ประธานกลุ่มต่างๆ ของชุมชน เป็นต้น

“สถานการณ์เช่นนี้ต้องมีการเตรียมตัวเอง โดยเทศบาลได้จัดทำคู่มือเทศบาล ที่มีเบอร์สายด่วนไว้   ควรต้องเก็บเอกสารนี้ใส่แฟ้มพลาสติก  รวมไปถึงแหล่งข้อมูลตรวจสอบเส้นทาง  และช่องทางติดต่อที่สำคัญของหน่วยงานต่างๆ  เราต้องมีองค์ความรู้พวกนี้เพื่อจะได้ใช้งานในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและทันต่อสถานการณ์ในยามวิกฤติ”  ชโลมกล่าว

มองอเมริกาแล้วย้อนดูไทย : ‘พอดดิจิทัล-Smart Vape’ บุหรี่ไฟฟ้าใส่เทคโนโลยีล้ำ ภัยคุกคามสุขภาพเยาวชน

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“การทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษี จะทำให้ผลิตภัณฑ์นี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชนจะเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับกลยุทธ์การตลาด รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ และความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่รัฐเก็บภาษีคือของที่ปลอดภัย การแก้ปัญหาที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การยอมรับให้เป็นของถูกกฎหมายเพื่อเก็บรายได้ แต่ต้องให้น้ำหนักกับการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ ควบคู่กับการเฝ้าระวังและปราบปรามการจำหน่ายอย่างจริงจัง“

ถ้อยแถลงจากกรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2569 ประกาศจุดยืนชัดเจน ‘ไม่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย’ หลังมีกระแสข่าวกรรมาธิการการสาธารณสุขเตรียมเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยย้ำว่าเป็นความคิดที่ ‘ได้ไม่คุ้มเสีย’ เพราะรายได้ที่รัฐได้รับจากภาษีสินค้าชนิดนี้ไม่อาจเทียบได้กับรายจ่ายที่สูญเสียไปกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า

ท่าทีของกรมควบคุมโรคยังสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ได้เผยแพร่เอกสารที่เป็นการย้ำว่า

  1. บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายทั้งต่อผู้สูบและคนรอบข้าง บุหรี่ไฟฟ้าปล่อยสารพิษต่าง ๆ รวมถึงสารก่อมะเร็ง และมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางสุขภาพหลายประการ เช่น โรคปอด ภาวะเป็นพิษ การบาดเจ็บ แผลไหม้ และผลกระทบเชิงลบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ การได้รับละอองจากบุหรี่ไฟฟ้ายังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย
  2. ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามีส่วนประกอบของนิโคติน (และบางครั้งอยู่ในระดับที่สูงมาก) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการเสพติดได้ง่าย ทั้งยังส่งผลเสียต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์สำหรับหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงส่งผลกระทบเชิงลบต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กและวัยรุ่น นอกจากนั้น บุหรี่ไฟฟ้ายังมีหลากหลายรูปแบบ โดยหลายชนิดเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งผลิตภัณฑ์ได้ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มปริมาณการได้รับนิโคตินและ/หรือระดับของสารพิษ โดยบางครั้งระดับของสารพิษอาจสูงกว่าที่มีอยู่ในควันบุหรี่ทั่วไป (บุหรี่มวน)
  3. ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้ในฐานะผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค (มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์) ในสถานการณ์จริงนั้น มีประสิทธิภาพในการช่วยเลิกบุหรี่ในระดับประชากร ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้รัฐบาลอนุญาตให้มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในฐานะผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคโดยมุ่งหวังผลในการช่วยเลิกบุหรี่

“บุหรี่ไฟฟ้ามีตัวเลือกกลิ่นและรสชาติที่หลากหลายที่สุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์นิโคตินและยาสูบประเภทอื่น ๆ กลิ่นและรสชาติเหล่านี้จำนวนมากมีความดึงดูดใจเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ กลิ่นและรสชาติยังสามารถเพิ่มความเป็นพิษโดยรวมของละอองไอที่สูดเข้าไป ช่วยกลบความรู้สึกระคายคอจากนิโคติน อีกทั้งยังมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเริ่มต้นทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ และเป็นจุดเชื่อมโยงจากการทดลองใช้ไปสู่การใช้เป็นประจำได้อีกด้วย” เอกสารประชาสัมพันธ์ขององค์การอนามัยโลกระบุ

(ซ้าย) กรมควบคุมโรคประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย (ที่มา: กรมควบคุมโรค)
(ขวา) บุหรี่ไฟฟ้ากับการแต่งกลิ่นและรสชาติ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์
ดึงดูดให้เด็กและเยาวชนริลองใช้งาน (ที่มา: องค์การอนามัยโลก)

‘พอดดิจิทัล’ บุหรี่ไฟฟ้าทรงล้ำ ๆ ดึงดูดวัยรุ่นให้อยากริลอง

เอกสารเผยแพร่ขององค์การอนามัยโลก ‘Electronic cigarettes (E-cigarettes): advocacy brief’ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า บุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างแนบเนียน โดยรูปร่างอาจดูคล้ายกับลิปสติกหรือนาฬิกา ทำให้ง่ายต่อการซุกซ่อนไม่ให้สังเกตเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับครูและพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องเฝ้าระวัง

เช่นเดียวกับเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ที่ประเทศไทย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ตั้งข้อสังเกตถึงการแพร่หลายของ ‘พอดดิจิทัล’ หรือบุหรี่ไฟฟ้าที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายอุปกรณ์ไอที หรือ บุหรี่ไฟฟ้าอัจฉริยะ(Digital Vape หรือ Smart Vape) เช่น ใช้เทคโนโลยีชิป หน้าจอ Smart Screen และสามารถปรับตั้งค่าได้ตามความประสงค์ของผู้ใช้งาน เช่น ความร้อน น้ำยา ซึ่งการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าดูเป็นสินค้าล้ำสมัยอาจทำให้ลดทอนความเป็นอันตราย อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองอาจดูไม่ออกว่าสิ่งที่บุตรหลานมีไว้ในครอบครองคือบุหรี่ไฟฟ้าหรือไม่

ในเดือนกรกฎาคม 2568 สำนักงานสุขภาพและบริการมนุษย์แห่งมลรัฐไอโอวา  เผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ความเสี่ยงของพอดดิจิทัล (Smart Vapes: A Growing Threat to Iowa Youth) ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี เช่น เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ เป็นวิวัฒนาการที่อันตรายโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน จึงเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนทั้งจากครู พ่อแม่ผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์ โดยชี้ความเสี่ยงหลายประการ

  1. การส่งผ่านนิโคตินในปริมาณสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสพติด ระดับนิโคตินที่ควบคุมผ่านแอปพลิเคชันทำให้เกิดการเสพติดที่รุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น หลายผลิตภัณฑ์ใช้เกลือนิโคติน (Nicotine Salts – น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่สกัดจากใบยาสูบแล้วเติมกรดอ่อนๆ ลงไป เพื่อให้รสชาติกระด้างน้อยลง นุ่มคอขึ้น) ซึ่งดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและทำให้ความอยากนิโคตินรุนแรงขึ้น ผู้สูบสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตไอน้ำ ซึ่งนำไปสู่การได้รับนิโคตินมากเกินไป
  2. ออกแบบให้ซุกซ่อนอำพรางได้ง่าย บุหรี่ไฟฟ้าบางรุ่นมีเทคโนโลยีที่ลดไอระเหยให้ปรากฏเพียงเล็กน้อย หรือมีฟังก์ชั่นสั่งควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกลผ่านแอปพลิเคชั่นเพื่อป้องกันการตรวจสอบเมื่ออุปกรณ์นั้นถูกยึด นอกเหนือจากรูปร่างหน้าตาภายนอกที่ดูผิวเผินจะคล้ายกับสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แฟลชไดรฟ์ นาฬิกา ปากกา ซึ่งสามารถวางปะปนไปกับอุปกรณ์การเรียนได้อย่างแนบเนียน
  3. มีระบบติดตามข้อมูลและเสริมสร้างพฤติกรรม พอดดิจิทัลบางรุ่นมีฟังก์ชั่นแจ้งเตือนการใช้งานเพื่อกระตุ้นให้สูบบุหรี่ไฟฟ้าบ่อยขึ้น มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลในตัวช่วยให้ผู้ใช้ติดตามและปรับปริมาณนิโคตินที่ได้รับ รวมถึงสามารถแชร์ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ส่งผลให้การสูบบุหรี่ไฟฟ้าถูกมองเป็นเรื่องปกติและแพร่หลายมากขึ้น
  4. การได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายและไม่ทราบชนิด น้ำยาสำหรับใช้กับบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีส่วนประกอบของสาร THC (Tetrahydrocannabinol – สารที่พบในกัญชา) นิโคตินสังเคราะห์ หรือสารเคมีที่เป็นพิษ อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนสูงจะก่อให้เกิดผลพลอยได้ที่เป็นอันตรายมากขึ้น นอกจากนั้น น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีการควบคุมมาตรฐานอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวโดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคืออะไรบ้าง
  5. กำกับดูแลได้ยาก เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบใหม่อย่างพอดดิจิทัลถูกพัฒนาให้ไอระเหยมีกลิ่นฉุนน้อยลงเมื่อเทียบกับบุหรี่ไฟฟ้าแบบเดิม นอกจากนั้นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งโรงเรียนต่าง ๆ ในรัฐไอโอวากำลังประสบปัญหาในการรับมือกับเทคโนโลยีบุหรี่ไฟฟ้าที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา
‘พอดดิจิทัล’ หรือ Smart Vape บุหรี่ไฟฟ้าที่มีหน้าตาและเทคโนโลยีคล้ายอุปกรณ์ไอทีล้ำยุค ดึงดูดเด็กและเยาวชนให้อยากริลอง
(ที่มา: ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ ประเทศไทย และองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)

สำนักงานบริการด้านสุขภาพแห่งมลรัฐวิสคอนซินเผยแพร่รายงานหัวข้อ Tobacco is Changing: Tech and Toys เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ระบุธุรกิจยาสูบมองเห็นโอกาสในการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เด็กและเยาวชนชื่นชอบ เช่น หน้าจอ วิดีโอเกม และการเชื่อมต่อออนไลน์ ด้วยการนำสิ่งเหล่านี้มาใช้กับผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่รูปลักษณ์ดึงดูดใจ ทั้งหน้าจอสัมผัส การปรับแต่งหน้าจอแสดงผล การเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ การตั้งค่าภาพพื้นหลัง และอื่น ๆ อีกมากมาย

“หนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพคือการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้ากับความชื่นชอบในการเล่นเกมของเยาวชน ซึ่งเป็นการตอกย้ำพฤติกรรมการเสพนิโคตินในกลุ่มผู้ใช้อยู่เดิม และอาจดึงดูดกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยสนใจนิโคตินมาก่อนให้เข้ามาลองใช้ได้ รางวัลที่ได้รับภายในเกมหรือรางวัลเชิงภาพลักษณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนการสูบแต่ละครั้งให้กลายเป็นหนทางในการก้าวหน้าภายในเกม ตัวอย่างเช่น ในบางเกม ผู้ใช้ต้องสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อให้อาหารสัตว์เลี้ยงเสมือนจริง หรือในบางเกม จำนวนครั้งที่สูบสามารถนำไปวัดผลหรือแชร์บนโซเชียลมีเดียเพื่อแลกรับรางวัลต่าง ๆ ได้” รายงานของสำนักงานบริการด้านสุขภาพแห่งมลรัฐวิสคอนซิน ระบุ

งานวิจัย ‘E-Cigarette Brand Trends: A Comparison Across Texas College Students, a United States Online Sample, and the E-cigarette Retail Market (2023-2025)’ เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Sage Jpurnals วันที่ 16 ต.ค. 2569 สำรวจสถานการณ์ว่าด้วยการขายและใช้บุหรี่ไฟฟ้าในมลรัฐเท็กซัส และชี้ว่าการมาของ ‘บุหรี่ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Vape)’ ยิ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ของตลาดในสหรัฐฯ กล่าวคือ ฟังก์ชั่นล้ำๆ อย่างหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล ระบบสลับการใช้พลังงาน 2 รูปแบบ (Dual Power Modes) ระบบปรับการไหลของอากาศที่ผสมกับละอองไอ (Adjustable Airflow) อาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจเมื่อเทียบกับบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นก่อนหน้า

ตัวอย่างของ ‘พอดดิจิทัล’ หรือ Smart Vape
(ที่มา: Wisconsin Department of Health Services)

รัฐตามไม่ทันธุรกิจและเทคโนโลยี

ในสหรัฐอเมริกา แม้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับอนุญาตให้จำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ใช่จำหน่ายได้อย่างเสรี โดยในวันที่ 30 ต.ค. 2567 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) เปิดเผยว่าได้ส่งเอกสารแจ้งเตือนไปยังผู้ค้า 9 ราย และผู้ผลิต 1 ราย หลังพบมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่มีหน้าตาและฟังก์ชั่นการทำงานเหมือนเครื่องเล่นเกมหรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งส่อเจตนาล่อตาล่อใจเด็กและเยาวชนอย่างโจ่งแจ้ง

ข้อมูลล่าสุดที่ FDA เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า 48 รายการ จากผู้ผลิต 5 ราย ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพื่อการจำหน่าย ซึ่งเมื่อนำชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไปค้นหา พบว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่มีหน้าตาแบบพอดดิจิทัลหรือ Smart Vape แต่ถึงกระนั้น FDA ก็ย้ำด้วยว่า “แม้อนุญาตให้จำหน่าย..แต่ไม่ได้รับรองว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย เพราะผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดอาจก่อให้เกิดการเสพติดได้” ดังนั้นคนที่ไม่เคยสูบไม่ว่าบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าก็ไม่ควรไปหาผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาใช้

รายงาน ‘Getting paid to vape? Researchers say that’s a dangerous combination’ โดยศูนย์มะเร็งฮอลลิงส์ แห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์เซาท์แคโรไลนา (MUSC Hollings Cancer Center) เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2569 แสดงความกังวลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบใหม่มีการให้รางวัลกับผู้ใช้ตั้งแต่น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าไปจนถึงสกุลเงินดิจิทัล ว่าเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้มากขึ้นจนเสพติดและบั่นทอนความพยายามในการเลิกสูบบุหรี่

อแมนดา พาล์มเมอร์ (Amanda Palmer) นักวิจัยของศูนย์ควบคุมมะเร็งฮอลลิงส์ กล่าวว่า หากรางวัลที่ได้รับสามารถนำไปแลกเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเติมเพิ่มได้ ก็จะเกิดเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง ซึ่งช่วยให้ผู้คนยังคงสนใจและใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นต่อไป เช่นเดียวกับ เทซี สมิธ (Tracy Smith) นักวิทยาศาสตร์ด้านการเสพติดและผู้นำร่วมของโครงการวิจัยการป้องกันและควบคุมมะเร็งของศูนย์มะเร็งฮอลลิงส์ กล่าวว่า นิโคตินเป็นสารเสพติด และแนวคิดเรื่องการให้แรงจูงใจทางการเงินแก่การใช้นิโคตินนั้นน่ากลัวมาก

“FDA กำลังประสบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้รับอนุญาตจำนวนหลายพันรายการทะลักเข้าสู่ตลาด แม้ว่าหน่วยงานจะมีอำนาจดำเนินการกับบริษัทบางแห่งได้ แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในวงกว้างเช่นในปัจจุบัน” สมิธกล่าว

รายงานของศูนย์มะเร็งฮอลลิงส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนที่ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินจะสามารถวางจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ผู้ผลิตจะต้องยื่นหลักฐานต่อ FDA เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความเหมาะสมในการปกป้องสุขภาพของสาธารณชน และอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นใหม่เหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก FDA ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้วางจำหน่ายอย่างถูกกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงกลับพบการจำหน่ายอย่างแพร่หลาย โดยสรุปแล้ว อย่างน้อยที่สุด “บุหรี่ไฟฟ้าประเภทที่สูบแล้วได้รับผลตอบแทน (vape-to-earn) ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับมลรัฐ” รวมถึงหวังว่ารายงานฉบับนี้จะนำไปสู่การอภิปรายในวงกว้างขึ้นเกี่ยวกับจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีอุบัติใหม่ แรงจูงใจทางการเงิน และสารเสพติด รวมถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายให้เท่าทันสถานการณ์ เพื่อปกป้องสุขภาพของสาธารณชน

คำแนะนำถึงประเทศที่แบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด และประเทศที่อนุญาตให้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ภายใต้มาตรการควบคุม
(ที่มา: องค์การอนามัยโลก)

ไม่ว่าจะห้ามหรืออนุญาต..มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าต้องเข้มงวดเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน

แม้องค์การอนามัยโลกจะไม่ได้ฟันธงอย่างชัดเจนว่าควรห้ามผลิตและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด หรืออนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายได้ภายใต้มาตรการควบคุม ทำให้ปัจจุบันแต่ละประเทศมีนโยบายแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำต่อนโยบายทั้ง 2 กลุ่มไว้ดังนี้

  • สำหรับประเทศที่อนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มีคำแนะนำ เช่น มีมาตรการควบคุมเพื่อลดความน่าดึงดูดใจและผลกระทบที่เป็นอันตราย (อาทิ สารปรุงแต่งกลิ่น – รส หรือรูปลักษณ์ภายนอก) , ปกป้องประชาชนจากข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด (อาทิ ความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพในการใช้เพื่อเลิกบุหรี่มวน) , ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้เด็ก , ประยุกต์มาตรการควบคุมบุหรี่มวนมาใช้กับบุหรี่ไฟฟ้า , เสริมสร้างการติดตามและเฝ้าระวังเพื่อให้เห็นภาพระหว่างความเข้าใจและการใช้งานจริงได้แบบ Real – Time , เสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการที่นำมาปฏิบัติมีประสิทธิผล และเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบถึงผลเสียของการใช้บุหรี่ไฟฟ้า
  • สำหรับประเทศที่ห้ามผลิตและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มีคำแนะนำ เช่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการบังคับใช้ข้อห้ามอย่างเข้มงวด, ติดตามและเฝ้าระวัง เพื่อสนับสนุนให้เห็นภาพระหว่างความเข้าใจและการใช้งานจริง และดำเนินมาตรการเสริมต่าง ๆ (อาทิ การห้ามโฆษณา การส่งเสริมการขาย และการสนับสนุนทางการเงิน รวมถึงการตลาดดิจิทัล) ตลอดจนมาตรการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

อ้างอิง

ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อมูลเท็จว่า ผู้ต้องขังคดีฆ่าพี่น้องชาวรัสเซียถูกคู่อริแทงเสียชีวิตในคุก ราชทัณฑ์ยืนยันยังมีชีวิตอยู่

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซียใน จ.ชลบุรี ถูกคู่อริแทงเสียชีวิตในคุก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** กรมราชทัณฑ์ยืนยันผู้ต้องหายังมีชีวิตอยู่และเรือนจำมีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ต.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ศิณินาท ชูไทย’ โพสต์ข้อความว่านายป๋อง ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซียในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ช่วงปลายเดือน ก.ค. 2569 ถูกคู่อริแทงเสียชีวิตในเรือนคุกแล้ว

โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้และถูกแชร์เกือบ 300 ครั้ง ณ วันที่ 25 ต.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 17 ต.ค. 2569 กรมราชทัณฑ์ชี้แจงทางเพจเฟซบุ๊ก ‘ประชาสัมพันธ์ กรมราชทัณฑ์’ ว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าผู้ต้องขังรายนี้ยังคงอยู่ในการควบคุมดูแลของเรือนจำพิเศษพัทยาและได้รับการดูแลตามมาตรการความปลอดภัยของทางราชการอย่างเคร่งครัด

ในคดีนี้ สองพี่น้องชาวรัสเซียที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้หายตัวไปในช่วงเช้าของวันที่ 26 ก.ค. 2569 หลังจากนั้นตำรวจได้จับกุมนายป๋องและเพื่อน โดยไทยพีบีเอสรายงานว่าผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำร้ายชาวรัสเซียทั้งสองคนจนเสียชีวิตและนำศพไปอำพรางบริเวณเขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี ต่อมามติชนรายงานว่าอัยการพัทยาได้ยื่นฟ้องนายป๋องในข้อหาฆาตกรรม 3 ศพครอบครัวคนไทยอีกด้วยอีกคดีหนึ่ง ทำให้เขาถูกกล่าวถึงในสื่อว่าเป็นผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม 5 ศพ

คลิปบรรยากาศงานนวราตรี 2569 วัดแขก สีลม ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุนนุมปิดถนน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สถานการณ์ล่าสุดของผู้ชุมนุม” ในกรุงเทพฯ  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** เป็นภาพการปิดถนนสีลมเพื่อจัดงานนวราตรี ประจำปี 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ต.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ร่วมภูมิศักดิ์ พลเยี่ยม’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 21 วินาที เป็นภาพถนนเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ฝังข้อความ “ด่วนสถานการณ์ล่าสุดของผู้ชุมนุม” และติดแฮชแท็ก เช่น #สถานการณ์ล่าสุดของผู้ชุมนุม #รัฐบาล #ประชาชน คลิปนี้มียอดการเข้าชมมากกว่า 66,000 ครั้ง และถูกแชร์ไปมากกว่า 400 ครั้ง ณ วันที่ 25 ต.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

นอกจากนี้ยังพบบัญชีเฟซบุ๊ก ‘บ่าว ทอง’ โพสต์คลิปเดียวกันนี้พร้อมข้อความว่า “งานเข้าแล้วเมืองไทย” ทำให้มีข้อความคอมเมนต์ในลักษณะที่เข้าใจว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองจำนวนมาก คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 230,000 ครั้ง และถูกแชร์ไปมากกว่า 1,200 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปวิดีโอที่ถ่ายในมุมใกล้เคียงกันถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกอย่างน้อย 2 บัญชีเมื่อวันที่ 20 และ 21 ต.ค. 2569 โดยระบุตรงกันว่าเป็นภาพบรรยากาศงานเทศกาลนวราตรีประจำปี 2569 ของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) 

เพจเฟซบุ๊ก ‘Hindu Meeting (Fan Page)’ ซึ่งเป็นเพจเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของวัดแขก สีลมประชาสัมพันธ์ว่างานพิธีนวราตรี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-19 ต.ค. และในวันที่ 20 ต.ค. เป็นวันวิชัยทัสมิ ซึ่งมีขบวนแห่ประเพณีออกจากวัดแขกไปถามถนนโดยรอบ มีการปิดถนน 4 สายเป็นบางช่วงและบางเวลา คือ ถนนสีลม นราธิวาสฯ สาทรเหนือและสุรศักดิ์

เมื่อสังเกตรายละเอียดในคลิปพบว่ามีขบวนแห่ที่ประดับประดาและมีผู้คนเข้าไปสักการะ ซึ่งสอดคล้องกับภาพบรรยายการที่มีการเผยแพร่ทางเพจประชาสัมพันธ์ของวัด นอกจากนี้ยังมีจุดสังเกตเช่นรางและสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และป้ายบอกทางที่บ่งชี้ว่าจุดที่ถ่ายคลิปเป็นบริเวณย่านวัดแขก สีลม

สรุปได้ว่าคลิปดังกล่าวเป็นการนำภาพเทศกาลนวราตรี มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมปิดถนน โดยอาศัยบริบทที่ผู้คนติดตามข่าวสารการชุมนุมของประชาชนในฝรั่งเศสและในอีกหลายประเทศมาดึงดูดความสนใจและเพิ่มยอดการชม

ส่องสถานการณ์ ‘โรคหัดระบาด’ ในบังกลาเทศและสหรัฐอเมริกา ‘วัคซีน’ ตัวแปรสำคัญควบคุมโรค

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นในวันที่ 21 ต.ค. 2569 ดังนั้นสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

“เห็นข่าวโรคหัดระบาดที่บังกลาเทศกันไหมครับ? เหมือนไกลคนไทย แต่เอาจริง ๆ มันเป็นข่าวที่น่ากังวลเลยนะครับ แล้วตอนนี้ไม่ใช่แค่บังกลาเทศ แต่อเมริกาก็มีระบาดในบางพื้นที่ ตัวเลขล่าสุดจาก CDC ที่ไปดูมาวันที่ 15 ตุลาคม อเมริกามีผู้ป่วยโรคหัดสะสมในปีนี้ 4,410 ราย แต่ในสัปดาห์ก่อนหน้า แค่สัปดาห์เดียวเพิ่มขึ้น 330 คน ตัวเลขนี้ดูไม่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับปี 2025 ตลอดทั้งปี ตอนนี้จำนวนเยอะเป็นสองเท่าแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ระบาดมากเท่านี้มาก่อนก็ 35 ปีที่แล้ว ส่วนบังกลาเทศ สถานการณ์ยิ่งแย่กว่าเยอะ เพราะตอนนี้มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่า 202,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วพันกว่าคน“

ข้อความจากเพจ ‘เรื่องเล่าจากร่างกาย by หมอเอ้ว ชัชพล’ โพสต์เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2569 ซึ่งเจ้าของเพจคือ นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ได้ออกมาเตือนถึงสถานการณ์การระบาดของโรคหัดในบังกลาเทศและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากเคยประกาศว่าสามารถกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากประเทศได้ตั้งแต่เมื่อ 26 ปีก่อน กระทั่งกลับมาระบาดอีกครั้งในปัจจุบัน

ใจความสำคัญของโพสต์ดังกล่าว คือการเน้นย้ำความสำคัญของ ‘การฉีดวัคซีน’ ที่แม้การตัดสินใจจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ผลกระทบของการตัดสินใจไปไกลกว่านั้น เพราะในสังคมยังมีกลุ่มประชากรที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้ เช่น เด็กเล็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ผู้สูงอายุที่ภูมิไม่แข็งแรง ผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ที่ทำให้ภูมิไม่แข็งแรง ไม่ตอบสนองต่อวัคซีน หรือเสี่ยงเกินไปหากรับวัคซีน จึงเรียกร้องให้คนทั่วไปที่ร่างกายสามารถรับวัคซีนได้ให้ไปฉีดวัคซีนเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ รวมถึงปกป้องตัวผู้ฉีดวัคซีนเองด้วย

‘โรคหัด’ ภัยใกล้คร่าชีวิตเด็ก

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคหัด (Measles) เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Morbillivirus (หรือ Paramyxovirus) เป็นโรคที่ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่ก็พบในเด็กโตและผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ติดต่อผ่านการไอ จาม สัมผัสน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วย เชื้ออยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง และพบว่าผู้ที่สัมผัสเชื้อและยังไม่มีภูมิคุ้มกันมีโอกาสติดโรคหัดได้ถึงร้อยละ 90

โรคหัดมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากระยะฟักตัวแล้วจะเริ่มมีอาการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.ระยะเริ่มต้น มีอาการไข้สูง ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ตาแดง โดยเฉพาะหากพบตุ่มคอพลิค (Koplik Spots) หรือตุ่มแดงที่มีสีขาวเล็ก ๆ ตรงกลางขึ้นในกระพุ้งแก้ม จะสามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างแน่นอนว่าเป็นโรคหัด กับ 2.ระยะผื่นขึ้นตามร่างกาย เป็นผื่นสีแดงหรือแดงคล้ำออกน้ำตาล โดยมากผื่นจะอยู่ประมาณ 3-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ แล้วจะหายไปเอง

แต่สิ่งที่น่ากลัวของโรคหัดคือภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ (ปอดบวม) หูชั้นกลางอักเสบ สมองอักเสบ อุจจาระร่วง ซึ่งอาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยกลุ่มเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเมื่อติดเชื้อคือเด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ที่ไม่ได้รับวัคซีน ในกรณีสตรีมีครรภ์เชื้อยังอาจทำให้แท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย กลุ่มเสี่ยงยังรวมถึงกลุ่มประชากรที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้ที่ต้องกินยากดภูมิ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร)

ลักษณะอาการป่วยเป็นผื่นขึ้นของผู้ติดเชื้อโรคหัด
ที่มา: ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC)

สถานการณ์โรคหัดในสหรัฐอเมริกาและบังกลาเทศ

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ตามรายงานล่าสุด ณ วันที่ 15 ต.ค. 2569 พบว่า ในปี 2569 สหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อโรคหัดรวมแล้ว 4,410 ราย แบ่งเป็นผู้ที่อยู่ในสหรัฐฯ 4,392 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 18 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ตลอดทั้งปีพบผู้ติดเชื้อโรคหัด 2,289 ราย แบ่งเป็นผู้ที่อยู่ในสหรัฐฯ 2,263 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 26 ราย

เมื่อดูเป็นรายพื้นที่ พบว่า 5 มลรัฐที่พบผู้ติดเชื้อโรคหัดมากที่สุดในปี 2569 อันดับ 1 เพนซิลวาเนีย 1,237 ราย (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่พบเพียง 16 ราย) อันดับ 2 เซาท์แคโรไลนา 670 ราย (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่พบ 333 ราย) อันดับ 3 ยูทาห์ 535 ราย (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่พบ 189 ราย) อันดับ 4 วิสคอนซิน 256 ราย (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่พบเพียง 36 ราย) และอันดับ 5 เท็กซัส 192 ราย (ลดลงจากปี 2568 ซึ่งพบสูงถึง 803 ราย มากที่สุดในสหรัฐฯ ในปีนั้น) ส่วน 5 มลรัฐที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อโรคหัดในปี 2569 คือ อาร์คันซอ ฮาวาย มิสซิสซิปปี เนวาดาและนิวแฮมเชียร์

ขณะที่สำนักข่าว NBC News ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2569 ระบุสถานการณ์การระบาดของโรคหัดในบังกลาเทศค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลที่นับจากการเริ่มระบาดช่วงกลางเดือน มี.ค. 2569 จนถึง ณ วันที่ 9 ต.ค. 2569 พบผู้ต้องสงสัยป่วยเป็นโรคหัดสูงถึง 202,000 ราย และในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าติดเชื้อจริง 22,000 ราย

เครือข่ายการตรวจจับ วิเคราะห์ และสื่อสารเกี่ยวกับภัยคุกคามทางชีวภาพ (BEACON) ซึ่งเป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยบอสตันและโรงพยาบาลเด็กบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ ระบุข้อมูล ณ วันที่ 18 ต.ค. 2569 อ้างอิงตามการเปิดเผยจากกรมบริการสุขภาพทั่วไป (DGHS) ของบังกลาเทศ พบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อโรคหัดอยู่ในภูมิภาคธากา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงคือกรุงธากามากที่สุดถึง 89,011 ราย ในจำนวนนี้ผลตรวจยืนยันแล้วว่าติดเชื้อจริง 14,488 ราย นอกจากนั้นยังพบผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโรคหัด 491 ราย ยืนยันผลแล้ว 67 ราย ส่วนเมืองหรือพื้นที่อื่น ๆ ที่พบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อเป็นจำนวนมาก เช่น จิตตะกอง 42,747 ราย บาริซาล 23,130 ราย สิเลฏ 18,193 ราย และคุลนา 14,371 ราย ขณะที่ข้อมูลตั้งแต่ระหว่างวันที่ 15 มี.ค. – 18 ต.ค. 2569 บังกลาเทศมีผู้ป่วยต้องสงสัยว่าติดเชื้อโรคหัดเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 189,484 ราย โดยในจำนวนนี้หายป่วยและออกจากโรงพยาบาลแล้ว 181,756 ราย

(ซ้าย) โปสเตอร์ให้ความรู้เรื่องโรคหัด โดยกรมควบคุมโรค ประเทศไทย
(ขวา) สถิติผู้ติดเชื้อโรคหัดในสหรัฐอเมริกา (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ต.ค. 2569) โดย CDC สหรัฐฯ

วัคซีนช่วยลดการระบาดและอาการป่วยรุนแรง

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคหัดโดยเฉพาะ จึงต้องรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ที่ไม่ใช่ยาแอสไพริน ให้วิตามินเอเพื่อลดความเสี่ยงอาการแทรกซ้อน รวมถึงดื่มน้ำ รับประทานอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ในที่แห้งอุณหภูมิพอเหมาะเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันที่รวมกันทั้งโรคหัด (Measles) โรคคางทูม (Mumps) และโรคหัดเยอรมัน (Rubella) เรียกว่าวัคซีน MMR เป็นวัคซีนชนิดฉีด 2 เข็ม โดยเข็มแรกฉีดเมื่อทารกมีอายุ 9 เดือน และเข็มที่สองเมื่อเด็กมีอายุ 2 ปีครึ่ง ส่วนเด็กโต วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน สามารถรับวัคซีนได้ 2 เข็ม โดยเว้นช่วงการรับวัคซีนแต่ละรอบให้ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน

สำหรับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการรับวัคซีน MMR คือหลังฉีดอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น ร้อยละ 15 ของเด็กที่ได้รับวัคซีนเป็นไข้ 6-12 วันหลังจากได้รับวัคซีน และร้อยละ 5 มีอาการผื่นขึ้นคล้ายผื่นโรคหัดก่อนจะหายไปเอง นอกจากนั้นยังมีกรณีผลข้างเคียงรุนแรงซึ่งพบได้น้อยมาก เช่น อาการชัก หูหนวก สมองถูกทำลาย และหมดสติไม่รู้ตัว

ส่วนกลุ่มประชากรที่ไม่แนะนำให้รับวัคซีน MMRได้แก่ สตรีมีครรภ์ เด็กที่ป่วยเป็นวัณโรค ลูคีเมีย และมะเร็งชนิดอื่น ๆ แล้วยังไม่ได้รับการรักษา ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ และเด็กที่มีประวัติแพ้เจลาตินหรือกลุ่มยาปฏิชีวนะนีโอมัยซิน (Neomycin) อย่างรุนแรง ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติระบุว่าวัคซีน MMR ถูกบรรจุอยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของไทย พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานไปรับวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดในสหรัฐฯ และบังกลาเทศพบปัญหาที่แตกต่างกัน สำหรับบังกลาเทศ ตามรายงานของ NBC News ระบุก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก (WHO) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ประเมินว่า ในปี 2567 มีอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มแรกอยู่ที่ร้อยละ 96 และเข็มที่สองอยู่ที่ร้อยละ 93

แต่ความวุ่นวายทางการเมืองที่นำไปสู่การประท้วงขับไล่รัฐบาลซึ่งลากยาวตั้งแต่ปี 2567-2568 รวมถึงการนัดหยุดงานของบุคลากรสาธารณสุขและการจัดซื้อวัคซีนที่ล่าช้า ส่งผลให้การฉีดวัคซีนในปี 2568 ของบังกลาเทศลดลง โดยอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มแรกอยู่ที่ร้อยละ 90 และเข็มที่สองอยู่ที่ร้อยละ 86 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ของ WHO ที่ระบุว่าต้องมีอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่ร้อยละ 95 ขึ้นไป จึงจะทำให้ชุมชนหรือประเทศนั้นเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) อันหมายถึงลดการระบาดของโรคติดต่อลงได้ และแม้จะมีความพยายามเร่งการฉีดวัคซีนให้ทันต่อสถานการณ์การระบาด แต่บังกลาเทศยังพบความท้าทายในการนำวัคซีนไปให้ถึงเด็กทุกคน โดยข้อมูลจากยูนิเซฟระบุมีเด็กในบังกลาเทศที่ไม่อยู่ในระบบทะเบียนราษฎร์สูงถึงร้อยละ 40 และตำแหน่งงานด้านสาธารณสุขยังว่างอยู่ถึง 1 ใน 3  ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือน ก.ย. 2569 รัฐบาลบังกลาเทศตั้งเป้าฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดให้กับเด็ก 3.4 ล้านคนที่ยังตกหล่น

NBC News รายงานข่าวโรคหัดระบาดในบังกลาเทศเมื่อเดือน เม.ย. 2569 โดยอ้างความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญว่าโรคหัดระบาดในบังกลาเทศเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศอื่น ๆ ต้องเฝ้าระวัง

ขณะที่สหรัฐฯ ตามข้อมูลของ CDC สัดส่วนผู้ติดเชื้อถึงร้อยละ 96 พบประวัติไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด (หรือไม่มีข้อมูลว่าได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดหรือไม่) ส่วนอัตราความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนในกลุ่มเด็กอนุบาลลดลงจากร้อยละ 95.2 ในปีการศึกษา 2562 – 2563 เหลือร้อยละ 92.4 ในปีการศึกษา 2568 – 2569 ส่งผลให้เด็กอนุบาลประมาณ 280,000 คนตกอยู่ในภาวะเสี่ยง

มีการวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้วัคซีนป้องกันโรคหัดไปไม่ถึงเด็กทุกคนในสหรัฐฯ เช่น ในวันที่ 1 ก.ย. 2569 FactCheck.org องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในสหรัฐฯ ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและไม่แสวงหากำไร รายงานความเห็นของ อนา เบนโต (Ana Bento) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสาธารณสุขและสุขภาพระบบนิเวศ วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ที่กล่าวว่า ตัวเลขการได้รับวัคซีนร้อยละ 92 เป็นสถิติในภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่ภาพสะท้อนความเป็นจริงของห้องเรียนแต่ละห้อง

“ตัวเลขนี้ (92%) เป็นเพียงค่ากลางของภาพรวม ซึ่งรวมถึงโรงเรียนที่มีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำเพียง 20% เศษ ๆ ด้วย และโรงเรียนเหล่านี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด” เบนโตกล่าว

ก่อนหน้านั้นในวันที่ 18 ส.ค. 2569 ผลงานของเบนโตและคณะ ที่จัดทำฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบอัตราการได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ในมลรัฐส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยครอบคลุมระดับเทศมณฑล (county) เขตการศึกษาและโรงเรียน ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature Medicine เผยให้เห็นจุดอ่อนสำคัญในระบบการฉีดวัคซีน MMR ในสหรัฐฯ กล่าวคือ หากดูข้อมูลเพียงระดับเทศมณฑลจะมองไม่เห็นพื้นที่เสี่ยงอันหมายถึงจุดมีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำจนน่าเป็นห่วง เพราะข้อมูลนั้นผสมรวมกันไปหมดระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีอัตราการได้รับวัคซีนสูงกับโรงเรียนขนาดเล็กที่อัตราการได้รับวัคซีนต่ำกว่า

นอกจากนั้น เบนโตยอมรับด้วยว่างานวิจัยของเขายังเข้าไม่ถึงกลุ่มเด็กที่เรียนที่บ้าน (homeschool) ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตว่า การระบาดบางเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นในชุมชนที่มีอัตราการจัดการศึกษาแบบเรียนที่บ้านสูง   

“นักวิจัยด้านโรคติดเชื้อสังเกตเห็นมานานหลายปีแล้วว่ามีการระบาดของโรคหัดเกิดขึ้นในกลุ่มชุมชนที่นักวิทยาศาสตร์จาก CDC เรียกว่าเป็นชุมชนที่มีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ในทางปฏิบัติแล้ว หมายความว่าการระบาดไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เฉพาะเจาะจงซึ่งมีเด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น” เบนโตอธิบาย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ปรับนโยบายการให้วัคซีนเด็กชาวอเมริกัน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569 ที่ทำเนียบขาว (ที่มา: www.whitehouse.gov)

การเมืองและความเชื่อผิด ๆ เรื่องวัคซีน ส่งผลกระทบสุขภาพเด็กอเมริกัน

ปัจจัยประการต่อมาคือท่าทีของผู้มีอำนาจทางการเมือง สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อต้นเดือน ส.ค. 2569 เสนอให้ลดปริมาณวัคซีนสำหรับเด็ก และแบ่งการฉีดวัคซีน MMR จาก 2 เป็น 3 เข็ม ท่ามกลางเสียงทักท้วงของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขว่า คำสั่งนี้จะทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว และอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น  

BBC ยังรายงานด้วยว่า คำสั่งของทรัมป์เกิดขึ้นภายหลังจากที่โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการหลายขั้นตอนเพื่อปรับปรุงนโยบายวัคซีนของสหรัฐฯ ในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างถูกศาลสั่งระงับ ซึ่งที่ผ่านมาเคนเนดีมักให้ข้อมูลที่สับสนเกี่ยวกับวัคซีน MMR โดยบางครั้งก็สนับสนุนแต่บางครั้งก็กล่าวอ้างข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์เกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน

ทรัมป์ลงนามคำสั่งนี้เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569 ที่ทำเนียบขาว ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เช่น นพ.แอรอน มิลสโตน คณะกรรมการโรคติดเชื้อแห่งสถาบันกุมารแพทย์อเมริกัน ซึ่งกล่าวว่า ผลกระทบหลักที่จะตามมาคือความสับสนในหมู่พ่อแม่ผู้ปกครอง พร้อมเสริมว่าข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ปกครองชะลอการนำบุตรหลานไปรับวัคซีน

คณะสาธารณสุขศาสตร์ บลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ นพ.โจชัว สชาร์ฟสไตน์ รองคณบดีฝ่ายการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและการมีส่วนร่วมกับชุมชน เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เสนอให้ลดจำนวนวัคซีนสำหรับเด็กชาวอเมริกัน จาก 17 เหลือ 11 ชนิด และแบ่งการฉีดวัคซีน MMR เป็น 3 เข็มว่า ไม่เคยมีองค์กรวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงแห่งใดที่สนับสนุนให้แยกการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูมและหัดเยอรมันออกจากกัน

นอกจากนั้น คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังเรียกร้องให้อัยการสูงสุดพยายามกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติที่มีขอบเขตกว้างขวาง พร้อมทั้งพิจารณาดำเนินคดีกับรัฐที่ไม่ยอมให้มีการยกเว้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า ผู้ปกครองควรมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเองว่าต้องการให้บุตรหลานได้รับวัคซีนหรือไม่ แต่ปัญหาที่จะตามมาคือ หากมีเด็กจำนวนมากไม่ได้รับวัคซีน ประชากรโดยรวมก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงเมื่อเชื้อไวรัสแพร่กระจาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคคลที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพจะมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ

“ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับการระบาดของโรคหัดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ในช่วงปลายปีนี้ (2569) สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะสูญเสียสถานะการเป็นประเทศที่สามารถกำจัดการแพร่กระจายของโรคหัดได้สำเร็จ โรคหัดถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เนื่องจากเป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมาก และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับความคุ้มครองจากวัคซีนโดยตรง โดยเฉพาะทารกที่ยังอายุน้อยเกินกว่าจะรับวัคซีนได้ เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ประเด็นของการตัดสินใจส่วนบุคคลเท่านั้น เพราะเมื่อคนในสังคมได้รับความคุ้มครอง ก็จะช่วยปกป้องผู้ที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์อีกด้วย” นพ. โจชัวกล่าว

อีกปัจจัยที่มีผลต่อการฉีดวัคซีนของครัวเรือนชาวอเมริกันคือ ‘ข่าวลือ-ข่าวลวง’ นพ.โจชัวยกตัวอย่างเรื่องที่เชื่อและส่งต่อกันมานานหลายสิบปีว่า ‘วัคซีน MMR ทำให้เกิดภาวะออทิสติก’ ซึ่งภายหลังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง การศึกษาในหลายประเทศยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีน MMR กับภาวะออทิสติก หรือความเชื่อว่าการฉีดวัคซีน MMR จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้ ซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อมโยงได้เช่นกัน

นพ.โจชัวแสดงความเป็นห่วงว่า พ่อแม่ผู้ปกครองย่อมต้องการให้บุตรหลานได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แต่เมื่อพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะไม่พาบุตรหลานไปรับวัคซีน และตนอยากให้แยกเรื่องการเมืองกับสุขภาพออกจากกัน ผู้ใหญ่อาจสนับสนุนประธานาธิบดีในทางการเมืองได้ แต่สุขภาพของเด็กแนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์จะดีกว่า

“ที่ผ่านมาพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความไว้วางใจกุมารแพทย์มากกว่านักการเมืองในเรื่องการดูแลสุขภาพลูกหลาน ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความเชื่อมั่นนี้จะยังคงอยู่ การฉีดวัคซีนไม่ควรเป็นเรื่องของการเมือง แต่ปัจจุบันกลับมีการแสดงจุดยืนด้านสุขภาพโดยอิงจากแนวคิดทางการเมือง ซึ่งคำสั่งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเหตุใดสถานการณ์เช่นนี้จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้” นพ.โจชัวทิ้งท้าย

สถานการณ์โรคหัดในประเทศไทยเป็นอย่างไร?

รายงานจากกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-6 ต.ค. 2569 พบผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยเป็นโรคหัด 1,120 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 130 ราย และเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา 4 ราย รวม 134 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.20 ต่อแสนประชากร มีแนวโน้มรายงานผู้ป่วยน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 สำหรับประวัติผู้ป่วย พบว่า ไม่เคยได้รับวัคซีน ร้อยละ 53.33 ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจ ร้อยละ 33.33 และเคยได้รับวัคซีนแต่ไม่ทราบจำนวนครั้ง ร้อยละ 13.34

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโรคหัดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะที่มลรัฐนิวยอร์กซึ่งผู้ว่าการรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินว่า สถานการณ์ในนิวยอร์กสะท้อนว่าหากผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และมีเชื้อหัดนำเข้ามาในพื้นที่ โรคสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

เนื่องจากโรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ประชาชนจึงสามารถเตรียมมาตรการป้องกันได้ด้วยการตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนของตนเองและบุตรหลานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปมลรัฐนิวยอร์กยังสามารถเดินทางได้ตามปกติ แต่ให้ตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีน เตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ

“การป้องกันโรคหัด วิธีสำคัญคือการได้รับวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน โดยทั่วไปผู้ที่มีอายุ 12 เดือนขึ้นไปควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน ผู้ที่มีแผนเดินทางควรตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนล่วงหน้า และหากได้รับไม่ครบหรือไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาล โดยควรได้รับวัคซีนครบก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์แล้วไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนเพิ่มเติม” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

อ้างอิง

Policy Brief: Collaborative Facts and Ethical Media Coverage of Ethnic and Indigenous Peoples in Thailand

By Cofact Thailand

Thailand is home to an estimated 60 recognized ethnic and Indigenous groups, yet mislabeling, exclusionary narratives, and discriminatory attitudes toward these communities remain widespread in mainstream and digital media. Misinformation and disinformation relating to Indigenous peoples have also been amplified and become more widespread with the growing use of artificial intelligence (AI).

On 14 September 2026, Cofact Thailand, with support from International Media Support (IMS), organized a roundtable discussion titled “Collaborative Facts and Ethical Media Coverage of Ethnic and Indigenous Peoples in Thailand” to reflect on and explore ways to counter false narratives, promote accurate information, and strengthen ethical media coverage of Indigenous communities.

A total of 28 participants representing media associations, fact-checking organizations, content creators, state regulators, journalists, academics, faith leaders, and community advocates took part in the three-hour discussion at the Asia Hotel in Bangkok. The roundtable formed part of Cofact’s 36th Digital Thinker Forum, “Identity of Indigenous People in the Age of AI: Narrative vs. Reality in Thailand.”

The discussion opened with remarks from IMS, followed by a briefing from a representative of the Indigenous Media Network (IMN) on misinformation and false narratives targeting Indigenous peoples in Thailand.

According to the IMN, persistent attitudes in Thai society continue to portray ethnic groups as not being Thai. Such attitudes are partly rooted in ideas instilled through the education system during the era of centralized state power and have yet to be fully addressed. A recent survey of ethnic communities found that 49% had either experienced discrimination or witnessed discriminatory treatment rooted in prejudice.

The IMN representative also highlighted the long-standing misuse of ethnic group names. The Lahu, for instance, have often been referred to as “Muser,” the Akha as “E-ko,” and the Hmong as “Maew” — terms that have been used incorrectly for decades. Such mislabeling is not necessarily intentional, but often stems from a lack of knowledge among government officials, media professionals, and the general public.

Following the IMN briefing, the floor was opened for reflections and discussion. Over the course of the roundtable, 18 speakers shared perspectives on barriers to fair, accurate, and dignified media coverage of ethnic and Indigenous communities in Thailand, as well as what would be needed to overcome them.

Participants agreed that outright disinformation about ethnic groups is compounded by everyday bias, outdated or incorrect terminology, an “us versus them” framing embedded in education and official documents, and platform algorithms and monetization systems that may amplify emotionally charged or hateful content while limiting the reach of accurate, fact-checked reporting. Professional ethics codes and complaint mechanisms already exist, but their enforcement is inconsistent. The newly enacted Protection and Promotion of the Way of Life of Ethnic Groups Act 2025 provides a policy foundation that has yet to be translated into media practice.

This brief summarizes the roundtable’s key findings and sets out policy recommendations for media and professional bodies, platforms, regulators, and civil society to address gaps in data, terminology, capacity, and accountability.

KEY FINDINGS

● Exclusionary attitudes remain widespread.

Ethnic groups in Thailand continue to be portrayed as “non-Thai” or “the other.” Such attitudes are partly rooted in limited knowledge and understanding of Indigenous peoples and in an “us versus them” framing that has become embedded in Thai society, contributing to social disparities across a range of issues over time.

● Misinformation and disinformation about ethnic groups persist.

False narratives about ethnic groups often emerge in connection with seasonal events, such as dry-season forest fires. Verification is constrained because national news desks often rely on local stringers and have no dedicated experts on ethnic affairs to consult. As a result, fact-checking in mainstream newsrooms may be limited to asking the original reporter for basic confirmation.

Participants observed that bias and disinformation concerning ethnic groups appear to arise primarily from organic, individual expression rather than coordinated inauthentic behavior (CIB) or information operations (IO). This distinction matters because the two forms of information disorder require different responses: organic bias may require addressing underlying attitudes and mindsets, a slower and less certain process than countering coordinated campaigns.

● Algorithms can compound the problem on both ends.

Accurate reporting about ethnic groups can struggle to reach audiences who are not already interested in the topic, while false or biased content further and faster than accurate reporting. Participants raised concerns that platforms’ engagement-driven systems can favor hateful or emotionally charged content. Platform accountability therefore remains a central unresolved challenge.

● Ethics codes and complaint mechanisms already exist.

The Professional Media Ethics Regulation 2021 requires respect for human dignity regardless of ethnicity or gender. Complaint mechanisms, media-literacy initiatives, and training curricula for media professionals are also already in place, while some media outlets maintain their own complaint channels.

Complaints can also be filed with the National Broadcasting and Telecommunications Commission (NBTC), the National Human Rights Commission (NHRC), and the Thailand Consumers Council, whose consumer-protection mandate extends to ethnic and Indigenous audiences. Affected parties and the general public should be encouraged to use these channels to report false or discriminatory content targeting Indigenous peoples.

● Structural and economic drivers of anti-ethnic narratives are underreported.

“Contract farming” — particularly monoculture agriculture linked to large agribusinesses — was identified as a major but under-discussed driver of forest loss. Such factors are rarely addressed in public narratives, even as ethnic communities are routinely blamed for deforestation. Field evidence, however, indicates that ethnic communities play a central role in protecting upland watershed forests.

● Community representation raises unresolved ethical questions.

Documentary and self-portrait formats that invite community members to represent their own identities — such as a media project inviting Karen community members to submit self-portraits to promote Karen identity — can generate strong and positive responses but may also draw criticism as potentially disrespectful. The case illustrates that the line between empowering visibility and exploitation can be genuinely blurred.

● A new legal foundation exists, but has yet to be translated into media practice.

Four persistent gaps limit effective communication on ethnic issues: (1) a lack of reliable data on ethnic groups (2) a shortage of communications professionals with subject-matter expertise (3) a lack of clear formats for bringing these issues to broader audiences, and (3) the absence of shared practice guidelines or a common charter.

The 2025 Protection and Promotion of the Way of Life of Ethnic Groups Act provides the country’s roughly 60 recognized ethnic groups with an administrative-rights framework. This framework could provide a basis for professional and regulatory media bodies to develop a shared curriculum defining appropriate and preferred terminology, which could then be delivered through training for media professionals and subsequently scaled to the wider public.

POLICY RECOMMENDATIONS

The following recommendations are drawn from proposals raised during the roundtable and are grouped according to the actors best placed to act on them.

For media professionals and content creators:

● Develop and adopt a shared terminology curriculum covering Thailand’s approximately 60 recognized ethnic groups, defining correct and preferred names, and deliver it through training that can be scaled from media professionals to the wider public.
● Develop practice guidelines that clarify the line between empowering representation and exploitation, in consultation and collaboration with the communities depicted.
● Extend ethics training to independent content creators, not only newsroom staff, given their growing reach and the absence of editorial oversight comparable to that of traditional media.
● Create structured channels for ethnic and Indigenous community members to work directly within media organizations, and support the development of community spokespeople who can represent their own issues.

For social media platforms operators:

● Establish dedicated and responsive escalation channels through which verified fact-checking partners can flag ethnic-related disinformation and hateful content.
● Review algorithmic ranking and monetization incentives that may reward emotionally charged or hateful content.
● Improve the discoverability of accurate, fact-checked reporting on ethnic issues so that it is not systematically outpaced by biased or false content.

For regulators and relevant state agencies:

● Align official terminology used in government documents and administrative systems with the terms ethnic communities use to identify themselves, and update official terminology accordingly.
● Operationalize the Protection and Promotion of the Way of Life of Ethnic Groups Act through implementing guidance relevant to media and communications, so that its administrative-rights protections translate into practice.
● Strengthen complaint-handling mechanisms and joint guideline development with media professional bodies specifically for ethnic-related content, while continuing to expand networks connecting ethnic communities and media stakeholders.

For civil society, fact-checkers, and community networks:

● Build a shared roster of subject-matter experts on ethnic and Indigenous affairs whom newsrooms can consult during breaking or seasonal stories, such as forest fires, addressing the verification gap identified above.
● Prioritize community access to technology and publishing tools so that ethnic and Indigenous communities can produce and distribute their own accurate content rather than relying solely on external media.
● Strengthen coordination between ethnic-issue and migrant-labor advocacy networks, given the overlapping narratives and shared audience dynamics identified during the roundtable.
● Document and collect evidence of false narratives and disinformation targeting Indigenous peoples to build a stronger evidence base for future policy development and platform advocacy.

CONCLUSION

The roundtable underscored that Thailand already has important building blocks for more ethical and accurate coverage of ethnic and Indigenous peoples: professional ethics codes, complaint mechanisms, an active fact-checking community, and a legal foundation recognizing and protecting the way of life of ethnic groups.

What remains missing is dedicated subject-matter expertise within newsrooms, clearer guidelines for community participation in storytelling, and meaningful engagement from social media platforms on the algorithmic and economic incentives that can amplify biased and hateful content.

Closing these gaps will require sustained coordination among media associations, regulators, platforms, civil society organizations, and the ethnic and Indigenous communities whose stories are at stake. Most importantly, communities themselves should have a leading role in shaping how their stories are told — not merely serve as subjects to be spoken for.

กรมอุตุฯ ระบุ “พายุไต้ฝุ่นจำปี” ไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าไทย ฝนที่ตกขณะนี้เป็นผลจากร่องมรสุมและกระแสลม

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เตือนภัย ‘พายุจำปี’ มีกำลังรุนแรง ทำให้ฝนตกหนัก-น้ำท่วม

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าพายุจำปีไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าไทย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ต.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘แมวสุขสันต์ทันข่าว’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 26 วินาที ฝังข้อความว่า “พายุจำปี แรงไม่เลิก! ฝนตกหนัก น้ำท่วมแล้ว 20 ต.ค. 69” ส่วนเสียงในคลิปบรรยายว่าสภาพอากาศวันที่ 20 ต.ค. มีฝนฟ้าคะนองตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้มีฝนตกหนัก โดยเฉพาะชุมพร-นราธิวาสให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากระหว่าง 20-25 ต.ค. 

คลิปนี้มียอดเข้าชมเกือบ 300,000 ครั้งและถูกแชร์ไปแล้วเกือบ 200 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นจำปีเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. วันนี้ (20 ต.ค.) ว่าพายุลูกนี้ “ไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง” และกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ไต้หวัน พร้อมเตือนผู้ที่จะเดินทางไปไต้หวันช่วงวันที่ 21-24 ต.ค. ให้ตรวจสอบประกาศเตือนสภาพอากาศและสถานะเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเส้นทางและความรุนแรงของพายุอาจเปลี่ยนแปลงได้

กรมอุตุฯ อธิบายเพิ่มเติมว่าฝนที่ตกในประเทศไทยช่วงนี้ไม่ได้เกิดจากพายุจำปีโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับร่องมรสุมและกระแสลมที่พัดปกคลุมประเทศไทย โดยประกาศกรมอุตุฯ ฉบับล่าสุดเมื่อเวลา 17.00 น. ระบุว่าวันที่ 20-25 ต.ค. ให้ภาคใต้เฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่วนภาคอีสานตอนล่าง, ภาคกลางตอนล่าง, ภาคตะวันออก, ภาคใต้ตอนบน, กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มขึ้น 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าเสียงบรรยายในคลิปดังกล่าวตรงกับประกาศกรมอุตุฯ ที่เผยแพร่เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 20 ต.ค. แต่ภาพปกของคลิปใส่ข้อมูลเท็จที่ทำให้เข้าใจผิดว่าฝนที่ตกในประเทศไทยขณะนี้เป็นอิทธิพลของพายุจำปี ซึ่งกรมอุตุฯ ยืนยันแล้วว่าพายุลูกนี้ไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าไทย

ย้อนมองภัยพิบัติ ‘ฝนตกหนัก-น้ำท่วม’ ปลายกันยา’69 การแจ้งเตือนที่เชื่อมโยงกับชีวิตคนสำคัญไม่แพ้ข้อมูลถูกต้อง

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ย้อนไปช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายจังหวัดในประเทศไทยเผชิญกับฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วม เป็นอีกครั้งที่ประเด็น ‘การสื่อสารในสถานการณ์ภัยพิบัติ’ ถูกพูดถึงจากกรณีเพจ ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ โพสต์ข้อความว่า “เหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมงนับจากนี้ มหาอุทกภัยในภาคตะวันออกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ทั้งภาค” โดยมีการโพสต์และแชร์ข้อความนี้กันมากในช่วงวันที่ 21-22 ก.ย. 2569

ขณะที่ นัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาชี้แจงในวันที่ 22 ก.ย. 2569 ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 23-27 ก.ย. ประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่และฝนตกหนักมากบางแห่งจริง จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ร่องมรสุม และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม “ข้อมูลที่ระบุว่าจะเกิดมหาอุทกภัย หรือมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืนนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา” โดยสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังคือฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่เสี่ยง

เมื่อเฝ้ามองความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ พบกระแสความคิดแตกเป็นสองฝ่ายระหว่างผู้ที่เชื่อเพจ ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ กับผู้ที่เชื่อกรมอุตุนิยมวิทยา โดยเฉพาะช่วงวันที่ 25-26 ก.ย. 2569 ที่เกิดฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้เกิดน้ำท่วมหลายจุดโดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเพราะมีภูมิประเทศเป็นที่ลุ่มต่ำเป็นจุดอ่อนเดิมอยู่แล้ว ทำให้การถกเถียงยิ่งดุเดือดว่าเข้านิยาม ‘มหาอุทกภัย’ แล้วหรือไม่ เพราะด้านหนึ่งมีน้ำท่วมและผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจริง แต่อีกด้านก็มีข้อมูลว่าปริมาณน้ำและปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังห่างไกลมากกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งได้กลายเป็น ‘หลักอ้างอิง’ ในการวัดว่าน้ำท่วมครั้งใดเข้าข่ายมหาอุทกภัย

(ซ้าย) แผนที่แสดงแนวคันกั้นน้ำ และระดับพื้นที่ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนคณะกรรมการ บริหารจัดการน้ำบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลตามแนวพระราชดำริ โดยกรมแผนที่ทหาร (ขวา) เปรียบเทียบน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 กับปี 2569
ที่มา: ThinkofLiving.com, Spring News

เมื่อประชาชนต้องการคำอธิบายที่ใช้ได้ในชีวิตจริง

ในช่วงวันที่ 24-29 ก.ย. 2569 ซึ่งหลายพื้นที่กำลังอยู่ในภาวะวิตกกังวลกับฝนตกและน้ำท่วม เพจเฟซบุ๊กของกรมอุตุนิยมวิทยา มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ภาษาวิชาการที่เข้าใจยาก หรือขอให้ช่วยบอกอย่างชัดเจนว่าลมฝนจะไปทางไหน ฝนจะตกหนักแค่ไหน เพื่อประกอบการตัดสินใจ และหลังจากนั้นก็ได้เห็นความพยายามของทีมงานเพจในการปรับแก้การสื่อสารให้กระชับเข้าใจง่าย รวมถึงบางโพสต์ยังใส่ความอารมณ์ขันลงไปช่วยทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงได้บ้าง

ศศิน เฉลิมลาภ อดีตเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดข้อมูล (data) แต่ยังเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการสื่อสารที่มีความหมาย (meaning) กับคนได้ไม่ดีพอ เช่น แทนที่จะเริ่มต้นด้วย “มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง…” ประชาชนอาจต้องการฟังก่อนว่า “คืนนี้บริเวณนี้ยังมีฝน แต่จากข้อมูลตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าตกใจเพิ่ม” หรืออีกพื้นที่หนึ่งอาจต้องพูดว่า “ฝนอาจไม่ได้หนักมากกว่าเดิม แต่พื้นที่นี้ต้องระวังต่อ เพราะน้ำเดิมในระบบยังสูงอยู่” ซึ่งพื้นที่สองแห่ง แม้ได้รับฝนเท่ากันแต่ผลกระทบอาจไม่เท่ากัน เพราะฝนธรรมดาสำหรับพื้นที่หนึ่งอาจไม่ธรรมดาสำหรับพื้นที่ที่น้ำเต็มอยู่แล้ว

สำหรับกรมอุตุนิยมวิทยา ศศินมองเห็นความพยายามปรับปรุงการสื่อสารโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เช่น “บ่ายนี้ฝนยังไม่ยอมพัก!” , “ฝนตก ๆ หยุด ๆ เป็นระยะ“, “ใครเห็นฟ้าเงียบ ๆ อย่าเพิ่งวางใจ ฝนอาจมาเติมได้อีก” ซึ่งเห็นได้ว่ายังเป็นข้อมูลจากภาพเรดาร์ มีข้อมูล เวลาและพื้นที่ ความเป็นวิชาการไม่ได้หายไปไหน แต่คนทั่วไปเห็นแล้วเข้าใจง่ายขึ้นและสะท้อนกลับมาเป็นเสียงชื่นชม

“กรมอุตุนิยมวิทยา Live อัปเดตเรดาร์และเปิดให้ประชาชนถาม–ตอบ ผมเห็นประชาชนเข้าไปชมและให้กำลังใจมีคนบอกว่าอ่านง่ายขึ้น มีคนบอกว่าชอบ บางคนถึงกับบอกว่ารู้สึกน่าเชื่อถือขึ้น นี่เป็นเรื่องสำคัญเพราะมันแสดงให้เห็นว่าภาษาคนไม่ได้ลดความน่าเชื่อถือของวิชาการ ในทางกลับกันเมื่อประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังพูดอะไร ความไว้วางใจอาจเพิ่มขึ้นด้วย“

อดีตเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สรุปว่า “ข้อมูล (Data) ที่ถูกต้องทำให้เกิดความเข้าใจ (Understanding) ความเข้าใจทำให้ข้อมูลมีความหมาย (Meaning) กับชีวิต เมื่อมีความหมาย คนจึงตัดสินใจ (Action) ได้ เมื่อการตัดสินใจนั้นช่วยเขาได้ความเชื่อถือ (Trust) จึงเกิดขึ้น” และย้ำว่าไม่ต้องการให้กรมอุตุนิยมวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญลดมาตรฐานวิชาการลง แต่ให้แบ่งเป็น ‘งานหลังบ้าน’ ที่หลักวิชาการยังคงหนักแน่น กับ ‘งานหน้าบ้าน’ ที่สื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจได้ว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาบ้าง และเขาต้องปฏิบัติตนอย่างไร

“ประชาชนไม่ได้ขอให้เรารู้อนาคต 100% เขาขอแค่รู้เร็วพอที่จะยังมีทางเลือก วันนี้เห็นกรมอุตุนิยมวิทยาเริ่มขยับเรื่องการสื่อสารแล้ว ผมอยากชมครับ ทำต่อครับ เพราะเป้าหมายสุดท้ายของข้อมูลภัยพิบัติ ไม่ใช่เพียงให้ประชาชนได้รับข้อมูล แต่คือทำให้เขา เข้าใจสถานการณ์ ตัดสินใจได้ และดูแลชีวิตของตัวเองได้ทันเวลา นั่นต่างหากครับคือความหมายของคำว่าพูดภาษาคน“

เสียงสะท้อนจากประชาชนและความพยายามปรับปรุงการสื่อสารของเพจเฟซบุ๊ก ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’

‘พยากรณ์แบบอิงผลกระทบ’ แนวทางที่ถูกแนะนำมากขึ้นในระดับสากล

คู่มือ Introduction to Impact-Based Forecasting เผยแพร่โดยศูนย์ข้อมูลและเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรง (Severe Weather Information Centre: SWIC) หน่วยงานภายใต้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) แนะนำวิธีการพยากรณ์โดยอิงกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (Impact-Based Forecasting: IBF) โดยระบุความสำคัญไว้ว่า

“ลำพังการพยากรณ์ที่แม่นยำและทันท่วงที ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถรักษาชีวิตผู้คนหรือป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ได้เสมอไป แต่หากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาทำงานร่วมกับหน่วยงานจัดการภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจว่าภัยนั้นอาจส่งผลกระทบต่อตนเองอย่างไรและสามารถรับมือได้อย่างเหมาะสม“

แนวทาง IBF ให้ความสำคัญกับข้อมูล 1.การสัมผัสภัย (Exposure) บุคคลหรือสิ่งที่อาจได้รับผลกระทบในพื้นที่ที่อาจเกิดภัยคุกคามขึ้น 2.ความเปราะบาง (Vulnerability) ระดับความเสี่ยงที่บุคคล ทรัพย์สิน และวิถีการดำรงชีวิตซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย จะได้รับผลกระทบเชิงลบเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามนั้น และ 3.ความเสี่ยง (Risk) โอกาสและความรุนแรงของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ ทรัพย์สิน และวิถีการดำรงชีวิต อันเป็นผลมาจากการสัมผัสภัยและความเปราะบางที่มีต่อภัยคุกคามนั้น

การพยากรณ์อากาศแบบเดิมอาจบอกว่า “คาดว่าจะมีลมแรงในคืนนี้ โดยมีความเร็วลมอาจสูงถึง 20 เมตรต่อวินาที” ขณะที่การพยากรณ์อากาศแบบ IBF จะบอกว่า “คาดว่าจะมีลมแรงในคืนนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้การให้บริการเรือข้ามฟากต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิก และเรือประมงขนาดเล็กจำเป็นต้องจอดเทียบท่าไว้” หรือจาก “คาดว่าจะมีฝนตกปริมาณ 50 มม. ในช่วง 2 ชั่วโมงข้างหน้า” เป็น “คาดว่าจะมีฝนตกปริมาณ 50 มม.ในช่วง 2 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบระบายน้ำบนถนนและก่อให้เกิดน้ำท่วมขังบนผิวจราจร” เป็นต้น

บทความ ‘จาก “ฝนจะตกเท่าไหร่” สู่ “ชีวิตเราจะโดนอะไร”: รู้จัก Impact-Based Forecasting หัวใจใหม่ของการเตือนภัยพิบัติ’ เขียนโดย วัฒนา กันบัว อดีตผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก ‘Wattana Kanbua’ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 อธิบายว่าการพยากรณ์แบบเดิมมุ่งเน้นไปที่การแจ้งข้อมูลเชิงเทคนิค เช่น คาดว่าจะมีฝนตกหนัก 90 มิลลิเมตร ในพื้นที่อำเภอ A แม้จะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ประชาชนมักจะไม่แน่ใจว่าตนเองต้องเตรียมตัวรับมือระดับไหน ขณะที่การพยากรณ์แบบ IBF จะมุ่งเน้นการแจ้งผลกระทบต่อชีวิตและการเดินทางโดยตรง เช่น ฝนตกหนักระดับนี้จะทำให้น้ำล้นตลิ่งท่วมถนนสายหลักในอำเภอ A รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ทำให้ประชาชนรู้ทันทีว่าต้องย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง หรือหลีกเลี่ยงเส้นทางใด

(ซ้าย) คู่มือ SWIC – WMO อธิบายวิธีแปลงข้อมูลการพยากรณ์อากาศ สู่การแจ้งเตือนว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง
(ขวา) ตัวอย่างการพยากรณ์อากาศโดยอิงผลกระทบของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทย จะเห็นว่านอกจากระบุพื้นที่ที่คาดว่าฝนจะตกแล้วยังแจ้งเตือนให้ระวังถนนลื่น ซึ่งก็คือผลกระทบจากฝนตก

‘บูรณาการข้ามหน่วยงาน’ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแจ้งเตือนลดผลกระทบได้จริง

คู่มือของ SWIC–WMO ยังกล่าวด้วยว่า “การพยากรณ์ผลกระทบที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย” เพราะต้องอาศัยข้อมูลและความเชี่ยวชาญที่หลากหลายมากกว่าการพยากรณ์อากาศ สอดคล้องกับบทความของอดีต ผอ.กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย ที่กล่าวไว้ว่า “การพยากรณ์แบบ IBF จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดสิ่งสำคัญที่เรียกว่า ข้อมูลความเปราะบางและพื้นที่รับผลกระทบ (Vulnerability & Exposure Data)” หากกรมอุตุนิยมวิทยาทำงานเพียงลำพัง ก็จะได้แค่ตัวเลขปริมาณฝนหรือความเร็วลม

“การจะประเมินผลกระทบได้จริงต้องนำข้อมูลสภาพอากาศไปซ้อนทับกับอีก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ Exposure (พื้นที่รับผลกระทบ) ในจุดที่พายุจะเข้า มีอะไรอยู่ตรงนั้นบ้าง? มีจำนวนประชากรเท่าไหร่ มีโรงพยาบาล โรงเรียน เส้นทางคมนาคมหลัก หรือพื้นที่เกษตรกรรมหรือไม่ กับ Vulnerability (ความเปราะบาง) สิ่งที่อยู่ในพื้นที่นั้นทนทานได้แค่ไหน? เป็นบ้านไม้หรือบ้านปูน มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงกี่คน ระบบระบายน้ำเดิมรับมือได้เท่าไหร่ และเคยมีประวัติดินสไลด์หรือน้ำท่วมขังซ้ำซากหรือไม่”

วัฒนาย้ำว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการทำ IBF ไม่ใช่เรื่องของซูเปอร์คอมพิวเตอร์หรือดาวเทียมที่ทันสมัย แต่คือความร่วมมือข้ามสายงาน (Cross-agency Collaboration) เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาไม่อาจรู้ได้ว่า ถนนเส้นไหนกำลังก่อสร้าง หรือชุมชนไหนมีผู้ป่วยติดเตียงกี่คน เช่นเดียวกับที่หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยหรือท้องถิ่นก็ไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางพายุได้แม่นยำเท่าผู้เชี่ยวชาญ การทำ IBF จึงต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างนักอุตุนิยมวิทยา นักผังเมือง วิศวกร และหน่วยงานปกครองท้องถิ่น

(ซ้าย) หน่วยงานต่าง ๆ ของไทย ใครมีหน้าที่อะไรบ้างในการรับมือภัยพิบัติ ข้อมูลโดยกรมอุตุนิยมวิทยา
(ขวา) สภาพอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather Events) เป็นความเสี่ยงของโลกอันดับ 4 ในระยะสั้น (2 ปี) และพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 1 ในระยะยาว (5 – 10 ปี) ข้อมูลจากรายงาน Global Risk Report 2026 โดย World Economic Forum

โลกยิ่งรวน..การเตือนภัยที่เข้าใจง่ายยิ่งสำคัญ

รายงาน Global Risk Report 2026 โดย World Economic Forum พบว่า สภาพอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather Events) เป็นความเสี่ยงของโลกอันดับ 4 ในระยะสั้น (2 ปี) และอันดับ 1 ในระยะยาว (5-10 ปี) ซึ่งสภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นอาจทำให้บางส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่มีอยู่รับมือไม่ไหว ส่งผลให้เกิดความท้าทายทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น แผงโซลาร์เซลล์อาจได้รับความเสียหายมากขึ้นหากลูกเห็บตกหนักขึ้น ปริมาณฝนที่ตกหนักขึ้นอาจทำให้ระบบระบายน้ำที่เก่าล้าสมัยไม่สามารถรับมือได้ อากาศที่ร้อนจัดอาจทำให้ถนนและรางรถไฟชำรุดเสียหาย เป็นต้น ขณะที่สถาบันเพื่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-EHS) กล่าวถึงความสำคัญของการพยากรณ์โดยอิงกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (IBF) ว่า คำเตือนจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อช่วยให้ผู้คนสามารถตัดสินใจได้ก่อนที่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ คำเตือนเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เหตุอันตรายต่าง ๆ ลุกลามเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงได้ ยิ่งสภาพภูมิอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นและคาดการณ์ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ การพยากรณ์ที่ช่วยให้คนตั้งรับกับภัยพิบัติได้ทันจึงยิ่งทวีความสำคัญขึ้นทุกวัน

อ้างอิง