ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


บัญชีเฟซบุ๊กนำภาพภัยพิบัติในอดีตมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน หลอกล่อให้กดลิงก์ที่ไม่ปลอดภัย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ ทำให้เกิดสึนามิถล่มเมือง  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำภาพและข่าวภัยพิบัติในอดีตมาบิดเบือนให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วนวันนี’ โพสต์ภาพชุดความเสียหายจากภัยพิบัติ มีทั้งภาพรถยนต์ที่ถูกคลื่นยักษ์พัดถล่ม ภาพรถยนต์จมน้ำจากน้ำท่วม และภาพรถยนต์ตกลงไปในหลุมของถนนที่ทรุดตัว พร้อมข้อความ “แผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ยังก่อให้เกิดสึนามิในเมือง… ดูเพิ่มเติม” และแนบลิงก์เว็บไซต์ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปดูพบว่าเป็นข่าวที่อ้างว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 (ลิงก์บันทึก)  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพภัยพิบัติทั้งหมดเป็นภาพจริง แต่เป็นภาพเก่าจากเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับรัฐอะแลสกา ดังนี้ 

▪️ภาพรถยนต์ที่ถูกคลื่นยักษ์พัดถล่ม: เป็นเหตุการณ์คลื่นสึนามิพัดถล่มเมืองมิยาโกะ จ.อิวาเตะ ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 โดยมีสื่อหลายสำนัก เช่น BBC, Toronto StarNational Geographic ใช้ภาพนี้เป็นภาพประกอบ รวมถึงพบว่าภาพดังกล่าวอยู่ในเว็บไซต์ซื้อขายภาพ Getty Images 

▪️ภาพน้ำท่วมในเมือง: เป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมที่เมือง Florianópolis ของบราซิล โดยบัญชีอินสตาแกรม ‘tvbiguacu’ ซึ่งเป็นสำนักข่าวท้องถิ่นในเมือง Florianopolis โพสต์ภาพนี้วันที่ 17 ม.ค. 2568

โคแฟคตรวจสอบด้วย Google Street View พบว่า บริเวณในภาพคือหน้าฟิตเนส Academia Pratique Fitness – Itaguaçu ตั้งอยู่ตรงข้ามห้าง Havan Sao Jose 2 บนถนน R.Geroncio Thives ในเมือง Sao Jose ซึ่งอยู่ติดกับเมือง Florianopolis รัฐ Santa Catarina โดยคาดว่าภาพน่าจะถูกถ่ายจากอาคารสูงที่ทำให้เห็นมุมมองจากถนน R.Angelo Girardi ซึ่งจะเห็นด้านข้างของห้าง Havan São José 2 เล็กน้อย

▪️ภาพรถยนต์จมน้ำโคลน: เป็นภาพจากเหตุน้ำท่วมที่เมือง Aloga จังหวัด Malaga ในสเปน โดยสำนักข่าว AP รายงานว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567  

▪️ภาพรถยนต์ตกลงไปในหลุมของถนนที่ทรุดตัว: ภาพนี้ถูกใช้ในสื่ออาร์เจนตินา เช่น Perfil , La Nacion , Verte รวมถึงสำนักข่าว RFI ของฝรั่งเศส ระบุเป็นเหตุน้ำท่วมในเมือง Bahía Blanca ของอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2568  

สำหรับเนื้อหาในลิงก์ที่แนบมากับโพสต์นี้ พบว่าเป็นการนำข่าวแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2564 ซึ่งมีการเตือนภัยสึนามิมาใส่ข้อมูลเท็จว่าเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 

เว็บไซต์ Alaska Earthquake Center ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังแผ่นดินไหวและสึนามิไม่พบรายงานการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในวันที่ 9 ก.ย. 2569 โดยระหว่างวันที่ 6-11 ก.ย. 2569 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดคือขนาด 5.7 

⚠️โคแฟคตรวจสอบข้อมูลของบัญชีเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วนวันนี’ พบว่าบัญชีนี้เป็นแอดมินของกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวสดแจ้งข่าว ทัน​เหตุการณ์’ ซึ่งเป็นกลุ่มสาธารณะที่มีสมาชิกมากกว่า 120,000 บัญชี มักโพสต์เนื้อหาบิดเบือนหรือสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเหตุภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สะพานถล่ม อุบัติเหตุรถยนต์ เกือบทุกโพสต์จะแนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่นำข่าว/เหตุการณ์ในต่างประเทศมาบิดเบือนให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันหรือเกิดในประเทศไทย หน้าเว็บมีโฆษณาแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์จำนวนมาก ผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรระวังเนื้อหาจากบัญชีและกลุ่มเฟซบุ๊กเหล่านี้

‘เบอร์เกอร์’ ที่ไม่ใช่ของกิน โรคร้ายจากพิษภัยของยาสูบ อันตรายถึงขั้นอาจต้องตัดมือ-เท้า

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เอ่ยถึง ‘เบอร์เกอร์ (Burger)’ เชื่อว่าภาพแรกที่หลายคนคงนึกถึงคือขนมปัง 2 ชิ้นประกบเนื้อสัตว์และผักตรงกลางอันเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติสหรัฐอเมริกาที่แพร่หลายไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกคำหนึ่งคือ ‘เบอร์เกอร์ (Buerger)’ เป็นคำพ้องเสียงแต่ความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหมายถึงโรคภัยไข้เจ็บที่แม้จะพบไม่มากนักแต่หากเป็นแล้วมักมีอาการรุนแรง

ดังที่ทางโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ได้ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ถึงโรคเบอร์เกอร์ (Buerger’s Disease) หรือ Thromboangiitis Obliterans (TAO) เป็นโรคหลอดเลือดอักเสบที่พบไม่บ่อย โดยมักส่งผลต่อหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำขนาดเล็กถึงขนาดกลางบริเวณแขนและขา ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมือและเท้าไม่พอ หากโรครุนแรงอาจเกิดเนื้อตายและนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะได้

โรคเบอร์เกอร์คืออะไร?

ข้อมูลจาก Hand Surgery Resource องค์กรไม่แสวงผลกำไรซึ่งทำงานภายใต้สหพันธ์ศัลยกรรมมือระหว่างประเทศ (IFSSH) องค์กรวิชาการแพทย์ด้านศัลยกรรมมืออธิบายว่า เดิมโรคนี้ไม่ได้ถูกเรียกว่าโรคเบอร์เกอร์ แต่ถูกอธิบายโดย นพ. เฟลิกซ์ ฟอน วินิวาร์เทอร์ (Felix von Winiwarter) แพทย์ชาวออสเตรีย ในปี 2422 ว่าเป็นอาการ ‘เนื้อเน่าตายก่อนวัยอันควร (Presenile spontaneous gangrene)’ หมายถึงอาการเกิดขึ้นทั้งยังไม่เข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ ต่อมาในปี 2451 นพ. ลีโอ เบอร์เกอร์ (Leo Buerger) แพทย์ชาวอเมริกัน ได้ค้นพบว่าอาการดังกล่าวคือ โรคหลอดเลือดอักเสบอุดตัน (Thromboangiitis Obliterans) อย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในชื่อโรคเบอร์เกอร์ ตามนามสกุลของเขามากกว่า แม้พบผู้ป่วยได้ทั่วโลก แต่โรคเบอร์เกอร์พบได้บ่อยในตะวันออกกลางและตะวันออกไกลมากกว่าในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก อย่างในสหรัฐฯ จะพบอยู่ราวร้อยละ 0.02 ของประชากร

นพ.ลีโอ เบอร์เกอร์ (Leo Buerger)
ที่มา: American Urological Association

สาเหตุของโรคเบอร์เกอร์นั้นไม่แน่ชัด แต่พบความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่จัด นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียจากสุขอนามัยช่องปากไม่ดี ความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคเบอร์เกอร์จะมีอาการที่ขา โดยพบอาการที่แขนเพียงร้อยละ 15-20 ของจำนวนผู้ป่วย สัญญาณที่อาจสื่อว่ามีอาการป่วย เช่น ปวดแขนหรือขาอย่างรุนแรง มือหรือเท้ามีอาการเย็น ๆ เสียวแปลบ ๆ (Parestesias) มีแผลที่ผิวหนัง มีเนื้อตายที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า

ดร.นพ.พงศ์พล ศรีพันธ์ ศัลยแพทย์หลอดเลือด งานศัลยศาสตร์หลอดเลือดและอุบัติเหตุ หัวหน้าคลินิกแผลหายยาก กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่าโรคเบอร์เกอร์เป็นโรคหลอดเลือดส่วนปลายอักเสบอุดตันเรื้อรังที่ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงแขนขาไม่พอจนเกิดอาการปวด ชา แผลเรื้อรัง และเสี่ยงต่อการเกิดเนื้อตายจนต้องตัดนิ้วหรือตัดขา ขณะที่ นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าอาการในระยะแรกของโรคเบอร์เกอร์อาจไม่จำเพาะและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จึงควรสังเกตความผิดปกติ เช่น นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเย็น ชา เสียวซ่า ปวดขณะเดินหรือใช้งาน รวมถึงการเปลี่ยนสีของนิ้วมือหรือนิ้วเท้า หากมีภาวะขาดเลือดรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแม้ขณะพัก หรือเกิดแผลบริเวณปลายมือปลายเท้าที่หายช้าและติดเชื้อได้ การได้รับการตรวจประเมินตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจระบบหลอดเลือดร่วมกับการแยกโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกัน

โปสเตอร์อธิบาย ‘โรคเบอร์เกอร์’ โดย รพ.ราชวิถี

โรคเบอร์เกอร์กับการสูบบุหรี่

ปัจจุบันมีคำเตือนจากหน่วยงานในหลายประเทศถึงความเสี่ยงป่วยเป็นโรคเบอร์เกอร์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ สำหรับในประเทศไทย ดร.นพ. พงศ์พลกล่าวว่าหัวใจสำคัญสูงสุดในการรักษาคือการเลิกบุหรี่และยาสูบทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ขณะที่ นพ. สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคเบอร์เกอร์เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการสูบบุหรี่และการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติการใช้ยาสูบ เนื่องจากการใช้ยาสูบต่อเนื่อง สัมพันธ์กับการดำเนินของโรคและการขาดเลือดของอวัยวะที่รุนแรงขึ้น ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินและคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการเลิกบุหรี่และการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละราย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า นักวิจัยเชื่อว่าสารเคมีในยาสูบอาจทำให้เยื่อบุหลอดเลือดระคายเคือง ทำให้หลอดเลือดบวม โดยผู้ป่วยเกือบทุกรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบอร์เกอร์มีประวัติสูบบุหรี่หรือใช้ยาสูบในรูปแบบอื่น เช่น ซิการ์ ยาสูบแบบเคี้ยว (Chewing Tobacco)

อย่าสูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นใดหากต้องการป้องกันตนเองจากโรคเบอร์เกอร์ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาด ดังนั้นหากป่วยแล้วก็ต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาสูบทันทีเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง สำหรับยาโดยทั่วไปไม่ได้ผลในการรักษาโรคนี้โดยตรง แต่สามารถช่วยควบคุมอาการได้ การผ่าตัดอาจช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดไปยังบางบริเวณได้ แต่หากเกิดการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อตายเป็นบริเวณกว้าง อาจจำเป็นต้องตัดมือหรือเท้าทิ้ง” คำเตือนจาก CDC ระบุ

สำนักงานระบบสุขภาพของอังกฤษ (NHS) จัดให้โรคเบอร์เกอร์อยู่ในกลุ่มโรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) และย้ำว่าโรคเบอร์เกอร์มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการสูบบุหรี่ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Vasculitis UK องค์กรการกุศลในอังกฤษที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดอักเสบระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบมีประวัติสูบบุหรี่จัด1 แต่ก็มีบ้างที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ในระดับปานกลาง หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้ยาสูบเคี้ยวหรือยาสูบรูปแบบอื่นที่บริโภคโดยไม่ใช้วิธีสูบ และเมื่อป่วยต้องเลิกใช้ยาสูบทุกชนิดทันที เพราะการใช้แม้ในปริมาณเล็กน้อยก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือแขนขาเนื่องจากการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตไว้

สมาคมโรคหัวใจแห่งญี่ปุ่น (JCS) เผยแพร่แนวปฏิบัติฉบับปี 2569 ว่าด้วยการจัดการโรคหลอดเลือดอักเสบขนาดใหญ่ (JCS 2026 Guideline on Management of Large Vessel Vasculitis) ใน J-STAGE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวมวารสารวิชาการในญี่ปุ่น กล่าวถึงประวัติการสูบบุหรี่ว่าเป็นหนึ่งในเกณฑ์วินิจฉัยโรค และย้ำว่าเมื่อป่วยแล้วต้องเลิกสูบอย่างเด็ดขาดโดยทันที เนื่องจากการลดบุหรี่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคเบอร์เกอร์ได้

“มีการศึกษาที่ทำร่วมกันในศูนย์การแพทย์หลายแห่ง พบว่าการเลิกสูบบุหรี่ช่วยลดอัตราการต้องตัดแขนหรือขาในผู้ป่วยโรคเบอร์เกอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเลิกสูบบุหรี่ยังนำไปสู่อัตราความสำเร็จของการผ่าตัดบายพาสและการรักษาด้วยการสอดสายสวนหลอดเลือด (EVT) ที่ดีขึ้น รวมถึงอัตราการฟื้นฟูหลอดเลือดที่ดีขึ้นด้วย” แนวปฏิบัติของ JCS ระบุ

ตัวอย่างอาการป่วยโรคเบอร์เกอร์ที่บริเวณนิ้วมือ ที่มา: Johns Hopkins Vasculitis Center

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัจจัยกระตุ้นโรคเบอร์เกอร์เช่นเดียวกับบุหรี่มวน

ปัจจุบันหลายคนหันมาใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นเพราะเชื่อว่าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้บ้าง หรืออันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนแบบดั้งเดิมบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะไอระเหยจากน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายและทำให้เสพติดได้ไม่ต่างจากบุหรี่มวน รวมถึงความเสี่ยงต่อโรคเบอร์เกอร์ด้วยเช่นกัน โดยในต่างประเทศเริ่มมีงานวิชาการที่รายงานเรื่องนี้

งานวิจัย ‘Progression of Buerger’s Disease in the Absence of Conventional Tobacco Exposure: A Case of Vape Associated Disease’ โดยคณะผู้วิจัยจากสถานศึกษาด้านการแพทย์และศูนย์การแพทย์หลายแห่งในสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2568 รายงานผู้ป่วยชายวัย 29 ปี เข้ารับการรักษาในเดือน ก.ค. 2566 ผู้ป่วยรายนี้มีประวัติสูบบุหรี่เฉลี่ยวันละ 1-3 มวน เป็นเวลานาน 10 ปี ก่อนจะเลิกสูบในเดือน ก.ย. 2565 แต่ในเดือน เม.ย. 2566 ได้หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างหนักในช่วง 3 เดือน โดยใช้หัวพ็อดบุหรี่ไฟฟ้าที่มีปริมาณนิโคติน 50 มิลลิกรัมทุกสัปดาห์

ผู้ป่วยรายนี้ยืนยันว่าไม่เคยมีประวัติทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ ไม่มีอาการเสียวแปลบ ๆ ภาวะขาดเลือดที่นิ้วหรืออวัยวะ หรืออาการปวดข้อใด ๆ มาก่อนตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565 สาเหตุที่มาพบแพทย์ในเดือน ก.ค. 2566 เพราะเริ่มมีอาการเสียวเย็นแปลบ ๆ และปวดที่ปลายมือทั้งสองข้าง โดยมือซ้ายเป็นหนักที่สุด แพทย์ได้แนะนำให้เลิกเด็ดขาดทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งผู้ป่วยก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

จากการติดตามผลพบว่า แม้เวลาผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์หลังเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาสูบทุกประเภท ผู้ป่วยรายนี้อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการปวด แผลหายเร็วขึ้น และความรู้สึกไวต่อความเย็นบริเวณปลายมือลดลง เมื่อติดตามผลต่อไปอีก 6 เดือนและ 1 ปี ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้กลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใด ๆ อีก ก็ไม่พบว่ามีอาการปวดหรือแผลเปื่อยเพิ่มขึ้นมา จึงสันนิษฐานว่าเหตุที่ป่วยเป็นโรคเบอร์เกอร์น่าจะเพราะสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวนนั้นยังไม่ถือว่าเข้าขั้นสูบบุหรี่จัดเมื่อเทียบกับช่วงที่หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า

“กรณีนี้เน้นให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการกระตุ้นหรือทำให้โรคเบอร์เกอร์ (Buerger’s disease) รุนแรงขึ้น แม้ว่าจะไม่มีการสัมผัสกับยาสูบแบบดั้งเดิมในปริมาณมากก็ตาม แพทย์ควรตระหนักถึงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นไปได้ และให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับความสำคัญของการเลิกนิโคตินอย่างเด็ดขาด รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคและเพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ด้านหลอดเลือด” บทความดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Athenaeum Scientific Publishers ให้ข้อสรุป

บทความ ‘Vaping and vascular health-emerging risks for Raynaud’s, chilblains & Buerger’s disease’ โดยคณะผู้เขียนจากสถาบันการแพทย์ในมหาวิทยาลัย Oxford และมหาวิทยาลัย University College London (UCL) ในอังกฤษ เผยแพร่ใน UCL Discovery ฐานข้อมูลงานวิจัยของ UCL ในปี 2569 ซึ่งอ้างถึงงานวิจัยข้างต้น ให้ความเห็นว่า เนื่องจากอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพหลอดเลือดจึงสมควรได้รับความสนใจมากขึ้นในสาขาโรคข้อ ซึ่งแม้ข้อมูลทางระบาดวิทยาในระยะยาวจะยังมีจำกัด แต่หลักฐานใหม่ในห้องแล็บที่บ่งบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำงานหรือออกฤทธิ์ในร่างกายของมนุษย์และหลักฐานทางการแพทย์ในมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีส่วนทำให้เกิดความผิดปกติของเยื่อบุหลอดเลือด การหดตัวของหลอดเลือด และภาวะที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย กระบวนการเหล่านี้มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับพยาธิสรีรวิทยาของปรากฏการณ์เรย์โนด์2 โรคผิวหนังอักเสบจากความเย็น และโรคเบอร์เกอร์ ดังนั้น การสอบถามเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการซักประวัติเกี่ยวกับหลอดเลือดและโรคข้อ และจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคตอย่างเร่งด่วนเพื่อชี้แจงบทบาทของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในโรคหลอดเลือดขนาดเล็ก

รายการอ้างอิง

  1. ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (EU) ให้นิยามพฤติกรรม ‘สูบบุหรี่จัด’ ว่าหมายถึงการสูบตั้งแต่ 20 มวนขึ้นไปต่อวัน อย่างไรก็ตาม ตามคำเตือนของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่สูบน้อยกว่านั้นจะปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคมะเร็งมากกว่า 20 ชนิด การเลิกสูบจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง ↩︎
  2. ข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ Johns Hopkins Medicine สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า ปรากฏการณ์เรย์โนด์ เป็นปัญหาที่ทำให้เลือดไหลเวียนไปที่นิ้วมือลดลง ในบางกรณี อาจทำให้เลือดไหลเวียนไปที่หู นิ้วเท้า หัวนม หัวเข่า หรือจมูกลดลงด้วย เนื่องจากการหดเกร็งของหลอดเลือดในบริเวณเหล่านั้น การหดเกร็งเกิดขึ้นจากการสัมผัสกับความเย็น ความเครียด หรือความไม่สบายใจทางอารมณ์ โดยปรากฏการณ์เรย์โนด์อาจเกิดขึ้นเองโดยลำพัง ซึ่งเรียกว่ารูปแบบปฐมภูมิ หรืออาจเกิดขึ้นร่วมกับโรคอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่ารูปแบบทุติยภูมิ ก็ได้ ซึ่งรวมถึงโรคเบอร์เกอร์ ↩︎

ภาพหินหล่นทับรถกระบะเป็นภาพที่ถูกดัดแปลงด้วย AI เพื่อหลอกล่อให้กดลิงก์เข้าเว็บขายของออนไลน์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพหินตกใส่รถยนต์ทำให้มีผู้เสียชีวิตใน จ.ลำปาง

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นภาพจากเหตุการณ์จริงที่ถูกนำมาดัดแปลงด้วย AI** 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 ก.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘แชร์ข่าว แจ้งข่าวอุบัติเหตุ’ โพสต์ภาพรถกระบะสภาพพังเสียหาย มีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่บนหลังคารถและด้านข้างประตูคนขับ โพสต์นี้มีภาพทั้งหมด 4 ภาพ หนึ่งในภาพนั้นเห็นป้ายทะเบียนรถกระบันคันที่ประสบเหตุอย่างชัดเจน และมีข้อความบรรยายว่า “เวทนา! ถนนเถิน-ลี้ หินหล่นทับ คนขับรถ…” เมื่อคลิกที่ภาพจะเข้าสู่หน้าแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์โดยอัตโนมัติ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพดังกล่าวไปค้นหาด้วย Google Lens พบภาพรถกระบะคันเดียวกันเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก ‘ดับเพลิงและกู้ภัย สมาคมกู้ภัยลำปาง’ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569  แต่รายละเอียดในภาพแตกต่างออกไป คือ ไม่มีหินก้อนใหญ่อยู่บนหลังคารถ, กระจกมีรอยร้าวน้อยกว่า, ก้อนหินที่ตกอยู่ข้างรถมีเพียงก้อนเดียว, ไม่มีหินจำนวนมากบริเวณล้อหลัง 

เพจของสมาคมกู้ภัยลำปางระบุว่าเป็นภาพรถกระบะคันที่ประสบเหตุหินหล่นใส่ทำให้คนขับเสียชีวิต เหตุเกิดช่วงเย็นวันที่ 8 ก.ย. 2569 บนถนนเถิน-ลี้ กม. 117 ต.นาโป่ง อ.เถิน จ.ลำปาง

สรุปได้ว่าภาพรถกระบะที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘แชร์ข่าว แจ้งข่าวอุบัติเหตุ’ เป็นภาพเหตุการณ์จริงแต่ถูกนำมาดัดแปลงด้วย AI ให้ดูรุนแรงเกินจริง เพื่อหลอกล่อให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กกดลิงก์เข้าสู่แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ นอกจากนี้ยังใช้ AI แก้ไขป้ายทะเบียนรถให้ผิดจากความเป็นจริงทั้งตัวเลขและจังหวัด ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสื่อมวลชน เช่น ไทยรัฐ ช่อง 8 และเพจ ‘ช่องข่าวลำปาง-Newslampang.com’ รายงานข่าวว่ารถกระบะที่ประสบเหตุป้ายทะเบียนเชียงใหม่ ไม่ใช่เพชรบูรณ์ตามภาพที่ปรากฏในโพสต์

ภาพพระภิกษุทำร้ายร่างกายกันเป็นภาพที่ดัดแปลงด้วย AI จากภาพต้นฉบับที่สื่อออนไลน์เมียนมาเผยแพร่เมื่อปี 60

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพพระภิกษุทะเลาะวิวาทกลางถนนในกรุงเทพฯ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการนำภาพพระภิกษุทะเลาะวิวาทในเมียนมาเมื่อหลายปีก่อนมาดัดแปลงด้วย AI และใส่คำบรรยายที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ  

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ตานุ้ย คุยใต้’ โพสต์ภาพพระภิกษุสองรูปกำลังทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกันอยู่บนถนน มีย่ามพระ บาตรพระและอาหารกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ พร้อมคำมบรรยายที่ทำให้เข้าใจว่าพระสงฆ์ทะเลาะกันเพราะแย่งเส้นทางบิณฑบาตกันในกรุงเทพฯ

ภาพนี้ถูกแชร์มาอย่างต่อเนื่องโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นสถานที่ใด นอกจากนั้นยังพบโพสต์ที่คล้ายกันเผยแพร่ในบัญชีเฟซบุ๊กภาษาเขมร เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2566 ใช้เครื่องมือ Google Translate แปลได้ว่า “โลกกลับตาลปัตร ที่มา: ประเทศไทย”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบภาพเดียวกันนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ภาษาเมียนมาที่นำเสนอเนื้อหาที่เป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย เช่น Popolay.com และ Myanmarload เมื่อวันที่ 17 และ 18 มี.ค. 2560 ตามลำดับ โดยทั้งสองเว็บไซต์ให้ข้อมูลตรงกันว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่พระภิกษุทะเลาะและทำร้ายร่างกายกันบริเวณจุดตัดระหว่างถนนหมายเลข 84 และ 38 ในเมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมา ซึ่งเป็นภาพที่ผู้เห็นเหตุการณ์นำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย Google Street View พบภาพถ่ายในปี 2561 ที่ยืนยันได้ว่าจุดเกิดเหตุในภาพเป็นจุดตัดถนนในเมืองมัณฑะเลย์จริง และเมื่อนำป้ายทะเบียนรถในภาพไปตรวจสอบจากเว็บไซต์ worldlicenseplates.com ซึ่งเป็นฐานข้อมูลป้ายทะเบียนรถทั่วโลก พบว่ามีลักษณะเป็นป้ายทะเบียนที่ใช้ในเมียนมา

อย่างไรก็ตามภาพที่ปรากฏในเว็บไซต์ของเมียนมามีความแตกต่างจากภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยและกัมพูชานำมาเผยแพร่โดยอ้างว่าเป็นเหตุพระสงฆ์ไทยทะเลาะวิวาท เช่น สีของจีวรพระในเว็บไซต์เมียนมาเป็นสีรักแดงแบบพระพม่า แต่ภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กไทยเผยแพร่เป็นสีเหลืองส้ม ขณะที่ป้ายทะเบียนรถและเมล็ดข้าวที่หกบนพื้นก็มีความละเอียดลดลงอย่างเห็นได้ช้ด พุ่มไม้และป้ายโฆษณาภาษาเมียนมาหายไป จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการนำภาพต้นฉบับจากสื่อออนไลน์ในเมียนมา มาดัดแปลงด้วย AI และเขียนคำบรรยายที่สร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่พระสงฆ์ไทยทำร้ายร่างกายกันกลางถนนในกรุงเทพฯ

“ธนาคารกรุงเทพออกสินเชื่อช่วยแก้หนี้นอกระบบ” เป็นข่าวลวงวนซ้ำ ธนาคารเตือนอย่าหลงเชื่อ-อย่ากดลิงก์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารกรุงเทพช่วยแก้หนี้นอกระบบ ยืม 5 หมื่น ชำระเดือนละ 1,400 บาท ไม่ต้องค้ำประกัน รับเงินเข้าบัญชีทันที

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงวนซ้ำ ธนาคารกรุงเทพเตือนอย่าหลงเชื่อ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘แจ้งข่าว สวัสดิการคนจน’ โพสต์ภาพพร้อมข้อความ “ธ.กรุงเทพ ช่วยแก้หนี้นอกระบบ ยืม 5 หมื่น ชำระเดือนละ 1,400 บ” พร้อมกับแนบลิงก์เว็บไซต์ ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปเป็นหน้าเว็บเพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการสินเชื่อที่เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2567

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ธนาคารกรุงเทพออกประกาศเตือนผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘Bangkok Bank’ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นเนื้อหาเท็จ “อย่าหลงเชื่อเว็บไซต์เผยแพร่ข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง” และแนะนำให้ผู้สนใจผลิตภัณฑ์หรือบริการของธนาคารกรุงเทพติดต่อธนาคารโดยตรงที่คอลเซ็นเตอร์โทร. 1333 เว็บไซต์ www.bangkokbank.com และสาขาธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ

ข่าวลวงนี้เคยถูกเผยแพร่มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2567 ธนาคารกรุงเทพชี้แจงผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2567 ว่าธนาคารไม่มีนโยบายหรือไม่มีการปล่อยสินเชื่อในลักษณะดังกล่าว รวมถึงไม่มีการส่งลิงก์ให้ประชาชนเพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว เนื้อหาดังกล่าวเป็นการแอบอ้างถึงธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ อย่ากดลิงก์ หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวใด ๆ เช่น เลขบัตรประชาชน, เลขบัตรเครดิต, วันเดือนปีเกิด, รหัส ATM, Password รวมถึงรหัส OTP ในการทําธุรกรรม เนื่องจากโปรแกรมไม่พึงประสงค์จะสามารถขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือ ลักลอบโอนเงินออกจากบัญชีของท่านได้

พาวเวอร์แบงก์ระเบิดขณะชาร์จไฟทิ้งไว้ตอนกลางคืน ผู้เชี่ยวชาญเตือนต้องใช้อย่างระวังแม้ผลิตภัณฑ์มีตรา มอก.

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พาวเวอร์แบงก์ระเบิดขณะชาร์จทั้งที่มี มอก.

⚠️ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ผู้เชี่ยวชาญชี้สาเหตุการระเบิดต้องรอการตรวจสอบเชิงเทคนิค แต่แนะนำว่านอกจากเลือกพาวเวอร์แบงก์ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. แล้วยังต้องใช้และเก็บอย่างถูกวิธี รวมถึงหยุดใช้ทันทีหากพบว่าชำรุด

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ก.ย. 2569 บัญชีอินสตาแกรม ‘bewtie.beauty’ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 22,000 บัญชี โพสต์คลิปวิดีโอเล่าเหตุการณ์พาวเวอร์แบงก์ระเบิดขณะชาร์จไฟไว้ตอนกลางคืน โดยมีภาพพาวเวอร์แบงก์ที่พังเสียหายและมีร่องรอยไฟไหม้ เขม่าควันบริเวณหัวสายชาร์จ และบาดแผลเล็กน้อยที่ขา พร้อมคำบรรยายว่า “เตือนทุกคนเลยนะ อย่าชาร์จพาวเวอร์แบงก์ทิ้งไว้” 

เจ้าของคลิปเล่าว่าพาวเวอร์แบงก์ที่เธอใช้เป็นยี่ห้อที่มีตรามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และใช้งานมานานแล้ว ขณะที่ชาร์จไฟไว้ทิ้งตอนกลางคืนและนอนหลับไป พาวเวอร์เกิดระเบิดขึ้น มีเสียงดัง “ตูม” และเกิดไฟลุก จึงอัดคลิปเตือนภัยให้ทุกคนระมัดระวังและไม่ควรชาร์จพาวเวอร์แบงก์ทิ้งไว้ขณะนอนหลับ

คลิปเตือนภัยนี้ถูกเผยแพร่ต่อโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ เช่น แนวหน้าและอีจัน 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า แม้เป็นพาวเวอร์แบงก์ที่มีเครื่องหมาย มอก. ก็ยังต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง เพราะเซลล์แบตเตอรี่อาจมีข้อบกพร่องหรือได้รับความเสียหายจากการตกกระแทก เกิดการลัดวงจร ถูกชาร์จเกินจากระบบควบคุมที่ขัดข้อง หรือได้รับความร้อนสูง จนเกิดภาวะความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ (thermal runaway) และนำไปสู่ไฟไหม้หรือแตกปะทุได้

การผ่านมาตรฐานไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดภัยจากความเสียหายทุกกรณีตลอดอายุใช้งาน ในการเลือกซื้อจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องหมาย มอก. ซื้อจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายที่ตรวจสอบได้ มีการรับประกัน ระบุรุ่น ค่า Wh และสเปกการชาร์จชัดเจน พร้อมตรวจสอบข้อมูลระบบป้องกันการชาร์จเกิน กระแสเกิน ลัดวงจร และอุณหภูมิสูง รวมทั้งตรวจว่ารุ่นนั้นมีประกาศเรียกคืนหรือไม่ ส่วนสาเหตุของเครื่องที่เกิดเหตุในข่าว ต้องอาศัยผลตรวจสอบทางเทคนิคก่อนสรุป ดร.สุพรรณกล่าว 

หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ม.มหิดล แนะนำการใช้พาวเวอร์แบงก์อย่างปลอดภัย ดังนี้

▪️ใช้หัวชาร์จและสายชาร์จตามข้อกำหนดของผู้ผลิต

▪️วางชาร์จบนพื้นผิวแข็งที่ไม่ติดไฟและระบายความร้อนได้ดี ห่างจากเครื่องนอนและวัสดุติดไฟ

▪️ไม่ชาร์จบนเตียง ใต้หมอน หรือในกระเป๋าปิดทึบ

▪️ควรชาร์จขณะตื่นและอยู่ในบริเวณที่สังเกตได้

▪️ถอดสายชาร์จเมื่อชาร์จเต็ม

▪️ไม่ทิ้งไว้กลางแดดหรือในรถร้อน

▪️ห้ามแกะหรือเจาะแบตเตอรี่ หากพบอาการบวม ฝาแยก ร้อนผิดปกติ มีกลิ่นหรือของเหลวรั่ว ให้หยุดใช้ทันทีและติดต่อผู้ผลิตหรือหน่วยรับจัดการแบตเตอรี่ชำรุดเพื่อกำจัดอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า พาวเวอร์แบงก์หรือแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าสำหรับการใช้งานแบบพกพา เป็นสินค้าที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คือเครื่องหมาย มอก. 2879-2560 อีกทั้งยังต้องมี QR Code ระบุรายละเอียดของสินค้าไว้ด้วย

AI อาจเล่าเรื่องแทนเรา? โคแฟคชวนจับตา “AI–ข้อมูลบิดเบือน” กระทบอัตลักษณ์ชนพื้นเมือง

โคแฟคชี้ AI เปิดโอกาสเข้าถึงข้อมูล แต่เสี่ยงถูกใช้ผลิตข้อมูลบิดเบือนจำนวนมหาศาล กระทบสิทธิ เสรีภาพ และอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง ด้าน “สุภิญญา กลางณรงค์” ย้ำบริษัทเทคโนโลยีต้องโปร่งใสและรับผิดชอบต่อระบบ AI พร้อมชี้ EU AI Act เป็นหนึ่งในแนวทางกำกับดูแลที่น่าจับตา

4 กันยายน 2569 รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชวนพูดคุยในหัวข้อ “AI & Indigenous Identity เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเล่าเรื่องของผู้คน เราจะรักษา ‘เสียงของเจ้าของเรื่อง’ ไว้ได้อย่างไร?” กับ Alessio KYAW นักศึกษาฝึกงานกับโคแฟคเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างและเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวและอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง

Alessio เล่าว่ากำลังศึกษาระดับปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัย Paul-Valéry Montpellier เมืองมงเปอลีเย ประเทศฝรั่งเศส สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และจีน และตัดสินใจเลือกมาฝึกงานในประเทศไทย เพราะสนใจการทำงานของโคแฟคในฐานะองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มุ่งเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะ นอกจากได้เรียนรู้การทำงานแล้ว ยังมีโอกาสเรียนภาษาไทยและสัมผัสวิถีชีวิตในประเทศไทยที่แตกต่างจากฝรั่งเศส

ทั้งนี้ช่วงเวลาที่ Alessio เข้ามาฝึกงานมีโอกาสร่วมดำเนินโครงการเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ของชนพื้นเมืองในยุคปัญญาประดิษฐ์ และปัญหาข้อมูลที่ผิด (misinformation) ทำให้เขามีโอกาสเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวกับประเด็นดังกล่าว  เนื่องจากมีพื้นเพจากเมียนมา ซึ่งยังเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน เช่น ชาวกะเหรี่ยง มีชุมชนกระจายอยู่ทั้งในเมียนมาและภาคเหนือของประเทศไทย หลายคนต้องดำรงชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง

ผมมาจากเมียนมา และในเมียนมาก็มีความวุ่นวาย มีความขัดแย้งระหว่างหลายเชื้อชาติ ชาวกะเหรี่ยงก็กระจายอยู่หลายพื้นที่ รวมถึงทางภาคเหนือของประเทศไทย คนเหล่านั้นต้องเอาตัวรอดในสภาพที่เลวร้าย โดยเฉพาะในเมียนมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพวกเขา” Alessio กล่าว

เมื่อเล่าถึงหลักสิทธิมนุษยชน Alessio มองว่า สิ่งสำคัญสำหรับชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์คือการมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม รวมถึง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องหวาดกลัวการถูกปราบปราม หรือถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ความท้าทายในยุค AI คือ เทคโนโลยีสามารถถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว หากเป็นข้อมูลที่ผิดหรือถูกบิดเบือน และถูกเผยแพร่ซ้ำอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสทำให้ผู้รับสารบางส่วนเชื่อว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อสอดคล้องกับความเชื่อหรือสิ่งที่เคยรับรู้มาก่อน ในทางกลับกัน ผู้รับข้อมูลจำเป็นต้องมีทักษะในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลที่ผิดหรือบิดเบือนได้

Alessio ยังกล่าวถึงแนวคิด “AI Swarms” หรือ “ฝูง AI” ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อความสามารถของระบบ AI จำนวนมากที่อาจทำงานร่วมกันหรือประสานกันเพื่อสร้างเนื้อหาและกิจกรรมออนไลน์ในปริมาณมหาศาล จนอาจส่งผลกระทบต่อระบบข้อมูลข่าวสารและประชาธิปไตย หากเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้ไม่หวังดีอาจใช้ AI สร้างเนื้อหาหรือบัญชีจำนวนมากเพื่อเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ครอบงำการรับรู้ของสาธารณะ หรือพยายามชี้นำมุมมองทางการเมือง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นประเด็นที่หลายประเทศกำลังเผชิญ ความกังวลสำคัญจึงอยู่ที่ หาก AI ถูกนำไปใช้สร้างปฏิบัติการข้อมูลจำนวนมากเพื่อแทรกแซงการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง อาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบข้อมูลข่าวสารและกระบวนการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ Alessio กล่าวถึงหลัก Transparency, Accountability & Responsibility หรือ ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบ ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำกับดูแล AI โดยประชาชนควรสามารถเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่าระบบ AI ทำงานอย่างไร และเมื่อเกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จนสร้างผลกระทบหรืออันตราย ผู้ให้บริการและผู้เกี่ยวข้องต้องมีความรับผิดชอบ รวมถึงมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

สุภิญญา กลางณรงค์ และ Alessio KYAW

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวเสริมว่า นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สังคมจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เนื่องจากผู้พัฒนาและผู้ให้บริการย่อมมีข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับระบบของตนเองมากกว่าผู้ใช้งานทั่วไป จึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อการป้องกันไม่ให้ AI ถูกนำไปใช้สร้างอันตรายต่อสังคม  แม้บริษัทเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้จาก AI และเทคโนโลยีดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้คน แต่ในโลกจริง สังคมยังจำเป็นต้องมีกฎหมายและกลไกคุ้มครองประชาชนจากอันตราย เช่นเดียวกัน โลกของ AI ก็ควรมีกลไกกำกับดูแลและป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากภาคเทคโนโลยีและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

“เราต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากแพลตฟอร์มระดับโลก แม้หนทางยังอีกยาวไกล แต่อย่างน้อยสหภาพยุโรป หรือ EU ได้พัฒนากฎระเบียบและมาตรการทางกฎหมายอย่าง กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป (EU AI Act) ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราสามารถศึกษาได้” สุภิญญากล่าว

การพูดคุยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของ AI ไม่ได้อยู่เพียงว่าเทคโนโลยีจะสามารถสร้างเนื้อหาได้มากหรือรวดเร็วเพียงใด แต่ยังอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้กำหนดเรื่องราว ใครมีอำนาจควบคุมเทคโนโลยี และเจ้าของอัตลักษณ์ยังมีพื้นที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของตนเองมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะสำหรับชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งอาจเผชิญทั้งอคติ ภาพเหมารวม และข้อมูลบิดเบือนอยู่แล้ว การรู้เท่าทัน AI การตรวจสอบข้อมูล และการเปิดพื้นที่ให้เจ้าของเรื่องสามารถสื่อสารด้วย “เสียงของตนเอง” จึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือผลิตซ้ำความเข้าใจผิดและอคติในสังคม

“ธปท. ยกระดับคุมเข้ม ฝาก-ถอน-แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง” เป็นเนื้อหาจริง แต่อยู่ระหว่างรอประกาศมีผลบังคับใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกระดับคุมเข้ม ฝาก-ถอน-แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตั้งแต่ 15 ต.ค. 2569 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** โดยเป็นการสรุปประเด็นจากร่างประกาศ ธปท. เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวของกับเงินสดสําหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอประกาศใช้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ไพริน แก้วเกตุสี’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 15 วินาที มีเสียงบรรยายว่า ธปท. ยกระดับคุมเข้ม ทั้งฝาก ถอน แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตั้งแต่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป และติดแฮชแท็ก “ธนาคารคุมเข้มการเบิกถอนต้องสแกนหน้า” 

ณ วันที่ 7 ก.ย. 2569 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 8 แสนครั้งและถูกแชร์เกือบ 800 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เสียงต้นฉบับของคลิปนี้มาจากบัญชีติ๊กต็อก ‘Pat.Napat’ ผู้ประกาศข่าวช่อง 9 MCOT HD ซึ่งโพสต์คลิปสรุปข่าวการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมเงินสดของ ธปท. ไว้เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2569 คลิปต้นฉบับมีความยาว 2 นาที

ภาพจากคลิปต้นฉบับในบัญชีติ๊กต็อก ‘Pat.Napat’ ผู้ประกาศข่าวช่อง 9 MCOT HD ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2569

ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด โดยได้จัดทำร่างประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวของกับเงินสดสําหรับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 5 ส.ค.-3 ก.ย. 2569

ธปท. ระบุเหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ว่า “การทําธุรกรรมโดยใช้เงินสดสามารถทําได้ง่ายและคล่องตัวโดยไม่มีบันทึกขอมูลการทําธุรกรรมและตัวตนผู้ใช้เงินสด จึงมีข้อจํากัดอย่างมีนัยสําคัญในการติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงิน การใช้เงินสดจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่มักถูกใช้ในการปิดบังการเคลื่อนย้ายเงินหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้มาจากการก่ออาชญากรรม”

ร่างประกาศฯ ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ ธปท. กำหนดให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 

▪️กรณีการทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคาร: การฝาก ถอน แลกเงิน ยื่นเช็คไม่ขีดคร่อม ต้องมีกระบวนการยืนยันตัวตนผู้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และโดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องถูกตรวจสอบเป็นพิเศษหากพบข้อสงสัย สิ่งที่ต้องใช้ในการยืนยันตัวตน ได้แก่ (1) บัตรประชาชน สำหรับชาวต่างชาติใช้หนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตนที่ส่วนราชการไทยออกให้ (2) หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ติดต่อได้ (3) ลายมือชื่อ และ (4) เอกสารที่เกี่ยวของกับการรับมอบหมายหรือมอบอํานาจ

▪️กรณีการทำธุรกรรมผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตู้ ATM: สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องจัดให้มีการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการที่มีความปลอดภัย เช่น การแสดงบัตรร่วมกับการใช้รหัสส่วนบุคคล (Personal Identification Number: PIN) การใช้รหัสใช้ครั้งเดียว (One-Time Password: OTP) การยืนยันผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินหรือการใช้ข้อมูล ชีวมิติ (Biometrics) ของลูกค้า

ร่างประกาศฯ ระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ต.ค. 2569 ยกเว้นบางมาตรการที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 เม.ย. 2570 ขณะนี้เพิ่งเสร็จสิ้นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและยังอยู่ระหว่างรอการประกาศใช้

ความเกลียดชังไม่ใช่เรื่องตลก! ‘Hate Speech’ จากปั่นกระแสด้วยถ้อยคำ..สู่ใช้กำลังทำร้ายจริง

Zhang Taehun

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสความไม่พอใจชาวต่างชาติดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่พบมากขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นต่อนักท่องเที่ยว นักลงทุน และโดยเฉพาะกับแรงงานข้ามชาติ ยิ่งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (2568-2569) ที่ไทยมีปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา พบความเคลื่อนไหวของชาวไทยบางส่วนในการออกไปไล่ล่าทำร้ายชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย จนแม้แต่ทางตำรวจยังต้องออกมาเตือนว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

แต่นอกจากความรุนแรงทางกายภาพแล้ว ยังมีความความรุนแรงทางออนไลน์ในลักษณะที่เป็น ‘ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ซึ่งบางกรณีก็เชื่อมโยงกับความรุนแรงในโลกจริง เช่น เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 มีข่าวกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ลอบเผาที่พักแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา และเมื่อถูกจับกุมก็รับสารภาพเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่พักแรงงานชาวกัมพูชา นอกจากนั้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊กสำนักข่าวท้องถิ่นเพจหนึ่ง โพสต์ตั้งคำถามเปรียบเทียบลูกครึ่งเมียนมา-ไทย กับชาวตะวันตก-ไทย ซึ่งทั้งสองกรณีจะพบการแสดงความคิดเห็นในเชิงตลกขบขันและไม่มองว่าเป็นการเหยียดหรือการสนับสนุนความรุนแรง

ข่าววัยรุ่นไทยเผาที่พักแรงงานเมียนมาเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแรงงานกัมพูชา และโพสต์เปรียบเทียบลูกครึ่งเมียนมา-ไทย กับชาวตะวันตก-ไทย
มีการเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเชิงตลกขบขัน

Hate Speech คืออะไร?

เมื่อดูนิยามสากล เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้คำอธิบายว่า Hate Speech หมายถึง “การสื่อสารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือพฤติกรรม ที่โจมตีหรือใช้ภาษาที่ดูหมิ่นหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยอิงจากตัวตนของคนเหล่านั้น กล่าวคือ อิงจากศาสนา ชาติพันธุ์ สัญชาติ เชื้อชาติ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของบุคคล” ซึ่งแม้จะไม่ใช่คำจำกัดความทางกฎหมายและมีความหมายกว้างกว่าการยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ความเป็นปรปักษ์ หรือความรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่ก็มีคุณลักษณะสำคัญสามประการ ดังนี้

  1. คำพูดที่แสดงความเกลียดชังสามารถสื่อสารได้ผ่านรูปแบบการแสดงออกใด ๆ ก็ได้ รวมถึงภาพ การ์ตูน มีม วัตถุ ท่าทาง และสัญลักษณ์ และสามารถเผยแพร่ได้ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์
  2. คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง คือ คำพูดที่เลือกปฏิบัติ (มีความลำเอียง อคติ หรือไม่ยอมรับความแตกต่าง) หรือดูหมิ่น (มีอคติ ดูถูก หรือลดทอนคุณค่า) บุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  3. คำพูดที่แสดงความเกลียดชังนั้นกล่าวถึง ‘ปัจจัยด้านอัตลักษณ์’ ที่แท้จริงหรือที่รับรู้ได้ของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือรวมถึงลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาษา ภูมิหลังทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความพิการ สุขภาพ รสนิยมทางเพศและอื่น

ขณะที่ในไทย สำนักงานราชบัณฑิตยสภาแปล Hate Speech เป็นภาษาไทยว่าประทุษวาจา และอธิบายว่าหมายถึง “คำพูดที่เป็นการข่มขู่ คุกคาม สบประมาท ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรง” พร้อมกับเล่าที่มาของคำนี้ว่าเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุค 1980 (ปี 2523-2532) ท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิด เมื่อสถาบันการศึกษาหลายแห่งออกมาเตือนเรื่องการใช้ภาษาที่มีอคติทางเพศและการกล่าวคำดูถูกเย้ยหยันกลุ่มชาติพันธุ์ แต่อีกด้านหนึ่ง หลายครั้งศาลสหรัฐฯ มักตัดสินว่าการใช้ถ้อยคำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายโดยอ้างหลักการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ภาพจาก Dart News สื่อว่าถ้อยคำสร้างความเกลียดชังเป็นความรุนแรงไม่ต่างจากกระสุนที่ถูกยิงออกจากกระบอกปืน

เมื่อความรุนแรงลุกลามจากคำพูดสู่การใช้กำลัง

นอกจาก Hate Speech แล้วยังมีอีกคำหนึ่งคือ Hate Crime หรือ อาชญากรรมจากความเกลียดชัง ซึ่งสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ให้นิยามว่าหมายถึง “การกระทำความผิดทางอาญาต่อบุคคลหรือทรัพย์สินที่ได้รับแรงจูงใจทั้งหมดหรือบางส่วนจากอคติของผู้กระทำความผิดต่อเชื้อชาติ ศาสนา ความพิการ รสนิยมทางเพศ ชาติพันธุ์ เพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ” อย่างไรก็ตาม FBI ย้ำด้วยว่า ลำพังความเกลียดชังไม่ถือเป็นความผิดในตัวของมันเอง และ FBI ตระหนักถึงเสรีภาพในการแสดงออก

เช่นเดียวกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลของอังกฤษ (Metropolitan Police) ให้นิยาม Hate Crime เหมือนกับ FBI ของสหรัฐฯ แต่ที่แตกต่างกันคือหน่วยงานสหรัฐฯ กล่าวถึงพฤติกรรมการก่อเหตุไว้เพียงทางกายภาพเท่านั้น เช่น การวางเพลิง ฆาตกรรม ทำลายทรัพย์สิน ส่วนหน่วยงานของอังกฤษยังรวมถึงการก่อเหตุในเชิงการใช้คำพูดหรือถ้อยคำด้วย เช่น การด่าทอ ข่มขู่ ตลอดจนการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง

บทความ ‘Hate speech and real harm’ โดย UN ระบุว่า “แม้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพื่อเผยแพร่ความเกลียดชังจะเป็นเรื่องใหม่ แต่การใช้การแสดงออกต่อสาธารณะเป็นอาวุธเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองนั้นมีมานานแล้ว” พร้อมกับยกตัวอย่างหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่จุดเริ่มต้นของความรุนแรงทางกายภาพมาจากการใช้ถ้อยคำปลุกระดมสร้างอคติและความเกลียดชังแบบเหมารวม จนทำให้คนทั่วไปในสังคมมองว่าการกระเข่นฆ่าทำร้ายประชากรบางกลุ่มสามารถทำได้เป็นเรื่องปกติไม่ผิดอะไร เช่น

  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคนาซีที่ปกครองเยอรมนีไม่ได้เริ่มต้นด้วยการส่งชาวยิวเข้าค่ายกักกันและสังหารด้วยก๊าซพิษจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 6 ล้านราย แต่เริ่มจากการปิดกั้นการนำเสนอข่าวอย่างเป็นอิสระของสื่อมวลชนแล้วแทนที่ด้วยสื่อโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐที่ว่าด้วยเนื้อหาสร้างความเกลียดชังและอคติแบบเหมารวม รวมถึงการใช้ข้อมูลเท็จ
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาในยุคเขมรแดง ช่วงปี 2518 – 2522 การเคลื่อนไหวของกลุ่มเขมรแดงตั้งแต่เริ่มหาแนวร่วมจนถึงวันที่ได้อำนาจปกครองประเทศ ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหาสมาชิกจากชาวกัมพูชาในชนบทด้วยการปั่นกระแสสร้างความเกลียดชังชาวกัมพูชาที่อยู่ในเมือง รวมถึงผู้เห็นต่างทางการเมืองและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เป็นที่มาของนโยบายแบบสุดโต่ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2 ล้านรายในเวลาเพียง 4 ปี
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุดซีในสงครามกลางเมืองรวันดา ปี 2537 รวันดาเป็นประเทศที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ฮูตูเป็นประชากรส่วนใหญ่ และมีจำนวนมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทุดซี ซึ่งในช่วงที่ทั้งสองกลุ่มเกิดความขัดแย้งกัน แกนนำฝ่ายฮูตูได้ปลุกระดมผ่านสื่อวิทยุให้เกลียดชังชาวทุดซีแบบเหมารวม นำไปสู่การปล้น ฆ่า ข่มขืนขาวทุดซี รวมถึงชาวฮูตูที่ไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมอคติดังกล่าว มีการประมาณการผู้เสียชีวิตสูงถึง 1 ล้านราย

เกลียดชังเขา..แต่ประชากรเราก็เกิดน้อยลง  

ในขณะที่ด้านหนึ่งพบการ ‘ปั่น’ และ ‘แชร์’ กระแสความเกลียดชังหรือด้อยค่าประชากรข้ามชาติในพื้นที่ออนไลน์ของสังคมไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยได้เข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นสวนทางกับเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในมุมมองของ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สถานการณ์แบบนี้ทำให้อัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานเพิ่มสูงขึ้นด้วย ส่งผลกระทบ เช่น คนวัยทำงานต้องแบกรับการจ่ายภาษีสูงขึ้น ระบบประกันสังคมขาดทุน เพราะเงินไหลออกไปในทางสวัสดิการต่าง ๆ ในจำนวนมากกว่ารายรับที่รัฐจัดเก็บได้

และแม้จะมีความพยายามแก้ไข เช่น ขยายอายุเกษียณ ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทดแทนแรงงาน แต่ก็มีงานบางประเภทที่จักรกลทำแทนมนุษย์ได้ยาก อาทิ งานภาคบริการอย่างการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย จำเป็นต้องอาศัยทักษะความเป็นมนุษย์ ต้องปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้าสบตากัน หรืองานต้อนรับนักท่องเที่ยวที่การสร้างความประทับใจคงเกิดขึ้นไม่ได้หากให้หุ่นยนต์มาทำเมื่อเทียบกับการมีพนักงานเป็นมนุษย์ที่แสดงออกสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไม่นับภาคเกษตรและประมงที่คนรุ่นเก่าแก่ชราทยอยเกษียณแต่รุ่นลูกหลานไม่สานต่อ ทำให้ขาดแคลนแรงงานและผู้มีทักษะจำนวนมาก

(ซ้าย) สถิติประชากรเกิดและตายในประเทศไทย ซึ่งจำนวนคนเกิดลดลงต่อเนื่อง (ขวา) ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์
(ที่มา: มติชน, กองบริหารงานทั่วไป มหาวิทยาลัยมหิดล)

“เราได้ผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติปีหนึ่งเยอะมาก ถ้าเราไม่มีแรงงานเหล่านี้ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) เราก็คงจะหดตัว แล้วก็จะมีผลต่อราคาค่าครองชีพเพิ่มขึ้น อาหารราคาแพงขึ้น ค่าจ้างแรงงานรายวันสูงขึ้น แล้วคนไทยจะทำอย่างไรถ้ารายได้ไม่เพิ่มแต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น เราก็จะจนลงโดยเปรียบเทียบ คนไทยจำนวนหนึ่งเขาไม่เข้าใจประเด็นเหล่านี้ว่าเราต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ จริง ๆ แรงงานข้ามชาติสร้างประโยชน์ให้กับเรามาก แต่จะมีวาทกรรมที่มาจากอคติทางเชื้อชาติของกลุ่มที่เรียกว่า ‘ขวาตกขอบ’ ที่ใช้ข้อมูลเท็จหรือใช้กระแสอารมณ์ปลุกปั่นเพื่อความสนุกหรือเพื่ออคติ’ ผศ.ดร.สักกรินทร์กล่าว

ผศ.ดร.สักกรินทร์กล่าวต่อไปถึงการที่ประเทศไทยออก พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และกำลังทยอยออกกฎหมายลูก เป็นภาพสะท้อนว่ารัฐไทยรวมถึงฝ่ายความมั่นคงให้ความสำคัญกับหลักคิดเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยอาจยังไม่ค่อยตระหนักแต่ต่อไปน่าจะช่วยให้ผู้คนเปิดใจและทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมากขึ้น แต่ที่อยากเสนอแนะเพิ่มเติมคือรัฐบาลควรใช้เรื่องนี้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะต้องเริ่มปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา เช่น การมีนักเรียนหลายเชื้อชาติอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน

เรื่องนี้มีตัวอย่างในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งมีอุตสาหกรรมอาหารทะเลและมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ในโรงเรียนก็จะมีทั้งเด็กไทย พม่า มอญ เรียนร่วมกันเป็นปกติไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นการทำให้คนเชื้อชาติต่าง ๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันโดยไม่แบ่งแยกชุมชน จะทำให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจกัน เมื่อบุคคลมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันแล้วก็จะเปิดกว้างมากขึ้นและลดอคติลง

ผศ.ดร.สักรินทร์กล่าวว่าในทางกลับกัน เมื่อเราเห็นประชากรต่างชาติที่ไม่รู้จักคุ้นเคย แต่มีการเสพสื่อต่าง ๆ จนเกิดอารมณ์ร่วม เกิดความรู้สึกว่าคนเหล่านั้นเลวร้าย กลัวว่าจะมาก่ออาชญากรรม ลักษณะนี้เรียกได้ว่าเราไม่ค่อยรู้เท่าทันสื่อเท่าใดนัก ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข่าวปลอม หรืออะไรคือเนื้อหาที่ผลิตโดย AI หรือสร้างขึ้นผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ซึ่งก็เป็นปัญหาในสังคมไทยอยู่แล้ว คือเราเชื่ออะไรง่ายเกินไป เช่น โฆษณาอาหารเสริม ดังนั้นแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อคัดกรองเนื้อหาเท็จออกไปก่อนเผยแพร่

“อีกประเด็นคือผมอยากเสนอให้ออกกฎหมายเรื่อง Hate Speech ที่มีมูลเหตุจากเชื้อชาติ สัญชาติ วัฒนธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะมันเกิดความแตกแยกทางสังคม เราควรเน้นเรื่องบูรณาการสังคมให้คนเกิดความสามัคคี สังคมไม่แตกแยกขัดแย้งจนเป็นปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ คนไทยอคติก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าคนข้ามชาติด้วยที่อยู่ในเมืองไทยมีอคติเกลียดคนไทยขึ้นมาแบบนี้มันจะเป็นปัญหา” อาจารย์สักกรินทร์เสนอแนะ

ด้าน วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยกตัวอย่างกรณีที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Hate Speech เช่น ในการชุมนุมทางการเมืองมีการพ่นสีสเปรย์ใช้คำว่า ‘ลาว’ เป็นคำด่า, การตั้งห้องสนทนาในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเนื้อหาเหยียดคนอีสาน ซึ่ง กสม. เสนอให้กระทรวงวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) นำประเด็นอคติในสังคมจากความแตกต่างทางเชื้อชาติไปสนับสนุนปฏิบัติการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างและเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกัน

รวมถึงเสนอไปยังกรมส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในการขับเคลื่อนกฎหมายกลางเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติเพื่อให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว หรือกรณีเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลระดับรัฐมนตรี ใช้ถ้อยคำพาดพิงอีกฝ่ายที่มีอาชีพเป็นทนายความและกำลังมีประเด็นขัดแย้งกันอยู่ว่าเป็น ‘ลูกขี้คุก’ กสม. ก็ได้ออกแถลงการณ์ท้วงติง เนื่องจากประวัติอาชญากรรมถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องสิทธิด้านเกียรติยศชื่อเสียง สิทธิทางครอบครัวและความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นการตีตราสร้างความเกลียดชัง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ช่วงที่มีสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านหนึ่ง กสม. ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาที่โจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย โดยเฉพาะการโจมตีโรงพยาบาล แต่อีกด้านหนึ่ง กสม. ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติและไม่สร้างหรือส่งต่อข้อมูลเท็จ เนื่องจากในเวลานั้นพบการผลิตเนื้อหาเท็จปั่นกระแสความเกลียดชังโดยหวังผลประโยชน์จากยอดการมีปฏิสัมพันธ์ (engagement) ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก รวมถึงมีคนไทยบางส่วนไปทำร้ายชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้ง และแรงงานเหล่านี้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“อย่างกรณีที่ยกตัวอย่าง มีวัยรุ่นไปเผาแคมป์คนงานโดยอ้างว่าเข้าใจผิด ลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็นแคมป์คนงานของเมียนมาหรือของเขมรก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปเผาไปทำร้าย หรือไปทำอะไรในลักษณะนี้ และไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งความคึกคะนอง หรือว่าจะวางแผนดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ทำนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งในแง่กฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน’” วสันต์ระบุพร้อมกับฝากข้อคิดเรื่องการตั้งประเด็นสนทนาในพื้นที่ออนไลน์ที่อาจเข้าข่ายสร้างความเกลียดชังหรือด้อยค่าความเป็นมนุษย์ด้วยว่า แต่ละคนอาจมีความคิดวามเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ควรเป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่สร้างความเกลียดชัง ดูถูกหรือด้อยค่าในสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของบุคคลที่ไม่สามารถแก้ไขได้

รายการอ้างอิง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

“รัฐบาลคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน เริ่มใช้สิทธิได้ตุลาคมนี้” เป็นข่าวเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน

❌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 ก.ย. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชี เผยแพร่ข้อความอ้างรัฐบาลคืนสิทธิบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ทุกโพสต์ใช้ข้อความเดียวกันว่า “แจ้งข่าวยินดีกับผู้ที่บัตรคนจนรายเดิมตอนนี้รัฐบาลคืนสิทธิให้ทุกคนแล้วค่ะ เดือนตุลาคมนี้ใช้ได้ปกติ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC ให้ข้อมูลกับโคแฟควันที่ 3 ก.ย. 2569 ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่มีการคืนสิทธิให้รายเก่าโดยอัตโนมัติ ผู้ถือบัตรรายเดิมจะต้องลงทะเบียนใหม่ หากไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อขอทบทวนสิทธิได้ ซึ่งขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนและยื่นอุทธรณ์แล้ว

วันที่ 2 ก.ย. 2569 ข่าวสดรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทะเบียนรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐโดยอ้างข้อมูลจากวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังว่า ระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสิ้นสุดแล้วตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2569 มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรวมทั้งสิ้น 9,506,531 ราย ผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ 4,903,354 ราย

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569

คลิปน้ำป่า-ดินถล่มในเวียดนาม,จีน,ไต้หวัน เมื่อสองปีก่อน ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุน้ำท่วมเนปาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดินถล่มที่เนปาล 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการตัดต่อคลิปน้ำท่วม-ดินถล่มในเวียดนาม จีนและไต้หวันซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2567 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ส.ค. 2569 บัญชี X ‘Jumla Junction’ โพสต์คลิปวิดีโอโดยเป็นการตัดต่อ 4 เหตุการณ์รวมกัน ความยาว 1.04 นาที บรรยายเป็นภาษาฮินดี ใช้เครื่องมือ Google Translate แปลภาษาเป็นไทยได้ว่าเป็นภาพความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ที่เนปาล 

ในวันเดียวกัน คลิปนี้ถูกแชร์โดยบัญชีผู้ใช้ X ชาวไทยพร้อมข้อความบรรยายว่า “จนท. ช่วยคนที่ติดในน้ำได้บางคน แต่ที่ดินหินถล่มนี้คือสาหัสมาก ก้อนนึง ๆ ใหญ่กว่าบ้าน”  (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า 3 คลิปเป็นคลิปเหตุการณ์อื่นที่เกิดขึ้นในปี 2567 ในเวียดนาม จีนและไต้หวัน ส่วนอีกหนึ่งคลิปคาดว่าเป็นเหตุการณ์ดินถล่มในจีนซึ่งเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2568 ภาพทั้งหมดไม่ใช่เหตุการณ์น้ำท่วมโคลนถล่มบริเวณพรมแดนทิเบต-เนปาลเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก 

คลิปวิดีโอที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุภัยพิบัติที่เนปาล ประกอบด้วย 4 เหตุการณ์ ดังนี้

▪️คลิปเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยผู้ประสบภัยในลำน้ำโคลนไหลเชี่ยว: เป็นอุทกภัยอำเภอ Mèo Vạc จังหวัด Hà Giang ของเวียดนาม เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2567 เผยแพร่โดยสื่อเวียดนาม เช่น VTV Online และ Báo Công lý

▪️คลิปภูเขาถล่มใส่อาคาร ผู้คนวิ่งหนีแตกตื่น: คลิปนี้เคยถูกเผยแพร่โดยสื่อหลายสำนักทั้งของญี่ปุ่น  สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และช่องติ๊กต็อก ‘The Weather Channel’ ช่วงต้นเดือน พ.ค. 2567 โดยรายงานตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ดินถล่มที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในมณฑลกุ้ยโจว ทางตอนใต้ของจีน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567

▪️คลิปรถยนต์ถอยหลังขณะเกิดดินถล่ม: ช่องยูทูบของสื่อไต้หวัน Taiwan News โพสต์คลิปเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2567 ระบุเป็นเหตุการณ์ดินถล่มปิดกั้นทางหลวงหมายเลข 2 บริเวณกิโลเมตรที่ 70 ในเมืองจีหลงของไต้หวัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2567 

▪️คลิปดินถล่มจากภูเขาลงมาปิดกั้นถนน: คลิปนี้เคยถูกโพสต์ในเว็บไซต์ Bilibili เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2568 โคแฟคไม่สามารถระบุสถานที่และเวลาจริงที่เกิดเหตุการณ์ได้ แต่เมื่อดูจากวันที่ที่เผยแพร่ ยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนภัยพิบัติในเนปาล

ภัยข่าวลวงยุคใหม่ใช้ “Agentic AI” ทำงานอัตโนมัติ หลายประเทศในเอเชียเร่งสร้างความสามารถในการรับมือ

รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.49” สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ ร่วมพูดคุยกับ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย และ กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการโคแฟค ถึงทิศทางภัยคุกคามข้อมูลข่าวสาร หลังเสร็จสิ้นการประชุมเครือข่ายผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแห่งเอเชียหรือ AFCN ประจำปี 2026 (Asian Fact-checker Network Conference 2026) ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ส.ค. 2569 ด้วยความร่วมมือระหว่างภาควิชาการจาก Nanyang Technological University (NTU) และภาคเอกชนนำโดย Black Dot Research

สุภิญญาซึ่งเดินทางไปร่วมการประชุมในครั้งนี้เล่าว่า ประเด็นหลักของการประชุมในปีนี้ได้ขยับจากการแลกเปลี่ยนการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทั่วไป สู่เรื่อง “Building Information Resilience” หรือการสร้างระบบความพร้อมรับมือและสร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูลข่าวสาร เพื่อปกป้องความจริง (Defending Truth) เนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และข้อมูลเท็จกำลังก้าวข้ามเทคโนโลยี Deepfake เข้าสู่ยุคของ Agentic AI หรือระบบ AI อัจฉริยะที่ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติบนฐานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ซึ่งสามารถถูกฝึกชุดข้อมูลและส่งลงมาปฏิบัติการในสนามออนไลน์ได้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นวิทยาศาสตร์ สุขภาพ หรือการเมือง ทำให้การสร้างกระแสหรือบิดเบือนข้อมูลมีความซับซ้อน ลึกซึ้ง และแนบเนียนยิ่งกว่าการซื้อโฆษณาหรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ในอดีต จนอาจกลายเป็นสงครามข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่ใช้ “ฝูง AI” เข้าห้ำหั่นกัน และทำให้เสียงของภาคประชาชนหรือผู้ที่ไม่มีอำนาจเลือนหายไปจากวาระทางสังคม

นอกจากนี้ สุภิญญายังชี้ถึงภัยคุกคามในระดับโครงสร้าง ทั้งการแทรกแซงและบิดเบือนข้อมูลข่าวสารโดยต่างชาติ หรือ FIMI (Foreign Information Manipulation and Interference) รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลภายในประเทศ หรือ DIMI (Domestic Information Manipulation and Interference) ซึ่งเข้ามาอย่างเป็นระบบ ขณะที่ประเด็นการตั้ง Data Center ที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อรองรับระบบ AI ก็เป็นอีกเรื่องที่สังคมต้องร่วมถกเถียงถึงผลได้ผลเสีย

สำหรับแนวทางการรับมือนั้น แต่ละประเทศมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น สิงคโปร์มีขนาดเล็กและประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อภาครัฐสูง รัฐจึงเข้าไปควบคุมและสนับสนุนได้ทุกมิติ แต่ประเทศอย่างไทย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และการเมืองสูงกว่า โดยเฉพาะสังคมไทยที่การสร้าง Information Resilience ต้องพึ่งพาระบบธรรมาภิบาล (Governance) และความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะประชาชนมักขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ ขณะที่โลกออนไลน์ปัจจุบันเต็มไปด้วยมลภาวะข้อมูล อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของไทยคือ “ภาคพลเมือง” ที่มีความพร้อมและตื่นตัวสูงมากในการลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันยามวิกฤต

ด้านสุชัยและกุลธิดาได้ร่วมสะท้อนถึงการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่ามีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มรายใหญ่ ซึ่งทาง COFACT ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง Meta ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อเรียกร้องความร่วมมือในการสร้างภูมิคุ้มกันบนแพลตฟอร์ม แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมาร่วม 2 เดือนก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ จึงขอทวงถามถึงความคืบหน้า เพราะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารทให้มีความน่าเชื่อถือ

ในมิติของผู้ใช้งาน ข้อมูลจากเวทีประชุม AFCN ชี้ว่าในยุค AI กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อข่าวลวงและหลงเชื่อข้อมูลได้ไม่ต่างจากกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้งานเทคโนโลยีและ AI มากกว่า สุภิญญากล่าวเพิ่มเติมว่าคำว่า resilience นั้นไปไกลกว่าแค่ความรู้เท่าทัน (Literacy) แต่คือวิถีการใช้ชีวิตอยู่รอดร่วมกับข้อมูลข่าวสาร ในระดับบุคคลทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกันและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ ส่วนในระดับโครงสร้าง สังคมต้องร่วมกันเรียกร้องธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการเรียกร้องความโปร่งใสจากภาครัฐ เพื่อให้การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความมั่นคงของรัฐเท่านั้น

กุลธิดาเสริมในตอนท้ายว่า พลังของภาคพลเมืองและชาวเน็ตมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชี้เบาะแสและหักล้างข่าวปลอมโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักข่าวมืออาชีพ แม้ว่าจะมีความท้าทายอยู่มาก แต่โคแฟคจะยังคงพยายามทำหน้าที่ในฐานะ fact-checker อิสระ ซึ่งประชาชนสามารถส่งเนื้อหาที่ต้องการตรวจสอบหรือมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องกับโคแฟคได้ทางเว็บไซต์ โดยประชาชนสามารถร่วมส่งข้อมูลที่น่าสงสัยเข้ามาตรวจสอบหรืออ่านรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองบรรณาธิการโคแฟคได้ทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ X