ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


ภาพ-ชื่อเยาวชนผู้ต้องหาก่อเหตุยิงที่สยามพารากอนปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้ก่อเหตุยิงที่ รร. เทพศิรินทร์ นนทบุรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพเยาวชนผู้ก่อเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** และการเผยแพร่ภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด มีความผิดตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี บัญชีผู้ใช้ X ได้เผยแพร่ภาพบัตรประจำตัวนักเรียนของเยาวชนชายพร้อมชื่อและนามสกุล โดยเขียนข้อวามในโพสต์ว่าบุคคลในภาพคือนักเรียนที่ก่อเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ช่วงสายวันนี้ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และบาดเจ็บหลายสิบคน (ข้อมูล ณ เวลา 22.00 น. วันที่ 7 ส.ค. 2569)   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบชื่อที่ปรากฏในบัตรประจำตัวนักเรียน พบว่าภาพและชื่อดังกล่าวคือเยาวชนชายอายุ 14 ปี ที่เป็นผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนดัดแปลงก่อเหตุยิงกลางห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2566 ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏในรายงานข่าวของสื่อหลายสำนัก เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 5 คน 

สรุปว่าภาพและชื่อของเยาวชนชายนี้ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ℹ️ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ห้ามการเผยแพร่ภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ดังนี้ 

มาตรา 76 เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้จับกุมเด็กหรือเยาวชน หรือพนักงานสอบสวนจัดให้มีหรืออนุญาตให้มีหรือยินยอมให้มีการถ่ายภาพหรือบันทึกภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน  

มาตรา 130 ห้ามมิให้ผู้ใดบันทึกภาพ แพร่ภาพ พิมพ์รูป หรือบันทึกเสียง แพร่เสียงของเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือโฆษณาข้อความซึ่งปรากฏในทางสอบสวนของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือในทางพิจารณาคดีของศาลที่อาจทำให้บุคคลอื่นรู้จักตัว ชื่อตัว หรือชื่อสกุล ของเด็กหรือเยาวชนนั้น หรือโฆษณาข้อความเปิดเผยประวัติการกระทำความผิด หรือสถานที่อยู่ สถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของเด็กหรือเยาวชนนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลหรือมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ผู้ใดกระทำความผิตตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ภาพสู้รบไทย-กัมพูชาปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุปะทะระลอก 3 และหลอกให้กดลิงก์เข้าแพลตฟอร์มขายของออนไลน์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไทย-กัมพูชาปะทะระลอก 3 รถถังไทยยิงใส่ฐานที่มั่นเขมรพังยับ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพการสู้รบไทย-กัมพูชาเมื่อปี 2568  ขณะที่ ททบ. 5 สื่อของกองทัพบกรายงานว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ยังเป็นปกติ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ ซึ่งมีผู้ติดตามราว 13,000 บัญชี โพสต์ภาพรถถังยิงกระสุนมีเปลวไฟบริเวณปากกระบอกปืน มุมขวาบนมีโลโก้ “ช่อง 8” ส่วนมุมล่างซ้ายระบุที่มาของภาพจาก “กองทัพภาคที่ 2” 

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ด่วน เปิดฉากรอบสาม ไทย-เขมร สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียด” และชวนให้คลิกดูคลิปที่อ้างว่าเป็นภาพ “รถถังไทยยิงใส่ฐานที่มั่นของเขมรพังยับ” โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 7 ส.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภาพชุดการสู้รบไทย-กัมพูชาในปี 2568 ที่ช่อง 8นำมาเผยแพร่ในบัญชีอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 โดยอ้างที่มาจากเพจเฟซบุ๊ก ‘กองทัพภาคที่ 2’

กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่ภาพชุดนี้ทางเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 โดยบรรยายว่าเป็น “ภาพถ่ายจากสมรภูมิ” ที่ถ่ายโดยทหารที่อยู่ในในสมรภูมิรบชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทางกองทัพเห็นว่าเป็นภาพถ่ายประวัติศาสตร์จึงนำมาเผยแพร่ไว้ทั้งหมด 6 ภาพ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าภาพเหล่านี้ถ่ายวันที่เท่าไหร่

สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาขณะนี้ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 รายงานเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ว่าสถานการณ์ยังเป็นปกติ   

เปรียบเทียบภาพที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ นำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 โดยอ้างเท็จว่าเป็นเหตุปะทะไทย-กัมพูชาระลอกที่ 3 (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่ในบัญชีอินสตาแกรมช่อง 8 (กลาง) และเพจเฟซบุ๊กของกองทัพ (ขวา)

ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค

▪️ปี 2568 เกิดเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาหลัก ๆ 2 ระลอก ระลอกแรกวันที่ 24-28 ก.ค. และระลอกสอง วันที่ 7-27 ธ.ค. ซึ่งยุติลงด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงทันที โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่  27 ธ.ค. หลังจากนั้นมามีการเผยแพร่ข่าวลวงว่าเกิดเหตุปะทะระลอกสามมาเป็นระยะ 

▪️เพจเฟซบุ๊ก ‘ด่วน ทันข่าว’ มักโพสต์ภาพที่ทำให้เกิดความตกใจเร้าอารมณ์โดยใช้ภาพที่ทำให้ดูเหมือนเป็นคลิปวิดีโอ แต่แท้จริงเป็นภาพนิ่ง ซึ่งหากกดดูภาพจะลิงก์เข้าไปยังแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์โดยอัตโนมัติ

เปิดรับข้อเสนอโครงการ เพื่อรับการสนับสนุน ‘Fact Checkers ไทบ้าน Labs’   

โครงการยกระดับพันธกิจโคแฟคในการส่งเสริมข้อมูลดีเพื่อสุขภาวะพลเมืองดิจิทัล ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. เพื่อพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมการเฝ้าระวังด้วยข้อมูลยุคปัญญาประดิษฐ์ และยกระดับกองบรรณาธิการตรวจสอบข้อมูลเชิงรุก
  2. เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อและทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริงในยุคปัญญาประดิษฐ์ ให้เป็นพลเมืองนักสื่อสารสุขภาวะในระดับครอบครัวและชุมชน
  3. เพื่อยกระดับการทำงานกับภาคีเครือข่ายในการรณรงค์ขับเคลื่อนวาระทางสังคมในประเด็นธรรมาภิบาลข้อมูลและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม 

โดยมีแผนกิจกรรมเสริมพลังภาคีภูมิภาค เพื่อเสริมพลังพลเมืองเชิงพื้นที่ โดยทำงานร่วมกับภาคีภูมิภาค ผ่านกิจกรรมพัฒนาชุมชน สร้างนักตรวจสอบข้อเท็จจริงและนักสื่อสารสุขภาวะต้นแบบด้วยกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ในกิจกรรม ‘Fact Checkers ไทบ้าน Labs รับมือเอไอและภัยไซเบอร์’

ขอเชิญชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับโครงการยกระดับพันธกิจโคแฟคในการส่งเสริมข้อมูลดีเพื่อสุขภาวะพลเมืองดิจิทัล 2569

โครงการโคแฟค ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคีโคแฟคชุมชน เพื่อขยายเครือข่ายพลเมืองเท่าทันสื่อและตรวจสอบข้อมูลไปยังภูมิภาค ด้วยการเสริมทักษะพื้นฐานของพลเมืองยุคดิจิทัล โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) และทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล (Fact Checking) ด้วยเครื่องมือดิจิทัล สร้างพลเมืองดิจิทัลเท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ สร้างพื้นที่เฝ้าระวังและตรวจสอบข่าวลวงต้นแบบที่มีศักยภาพจึงขอเชิญชวนภาคีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีแนวคิดคล้ายกัน มาร่วมสร้างพลเมืองดิจิทัลไปด้วยกัน

การเสนอโครงการ

ผู้สนใจสามารถจัดทำข้อเสนอโครงการ ที่แสดงถึงแนวคิด กลุ่มเป้าหมาย วิธีการดำเนินงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ความยาวไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ A4  และส่งข้อเสนอโครงการดังกล่าว มายังโครงการโคแฟค ที่ อีเมล cofactcoform@gmail.com  ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2569

โครงการที่เข้าข่ายการพิจารณา มีรายละเอียดดังนี้

  • รายละเอียดโครงการครบถ้วน ระบุสภาพปัญหาของพื้นที่/ชุมชนชัดเจน มีแผนการดำเนินงาน/กิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ พร้อมระบุตัวชี้วัดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดโครงการได้อย่างชัดเจน
  • งบประมาณที่เสนอระหว่าง 150,000 บาท – 300,000 บาท มีแผนการใช้งบประมาณอย่างประหยัด สมเหตุสมผล คุ้มค่า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลกับกลุ่มเป้าหมาย และสร้างพื้นที่เฝ้าระวังและตรวจสอบข่าวต้นแบบ ที่สอดคล้องกับบริบท ความต้องการ และปัญหาของพื้นที่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 8-10 เดือน
  • เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดำเนินการ สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้อื่นได้ มีโอกาสที่จะมีความยั่งยืนและดำเนินงานได้ต่อเนื่อง

คลิปชุมนุมต่อต้านกาสิโนสมัยรัฐบาลแพทองธารเมื่อปี 2568 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการเดินขบวน “หยุดระบอบน้ำเงิน”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเดินขบวนบุกทำเนียบรัฐบาล “หยุดระบอบน้ำเงิน”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** นำคลิปการชุมนุมต่อต้านโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์และกาสิโนสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในเดือน ส.ค. 2569 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ก้อแค่ คนธรรมดา’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 30 วินาที เป็นภาพกลุ่มคนในชุดขาวถือธงชาติกำลังเดินขบวน ฝังข้อความ “บุกทำเนียบแล้วจ้า หยุดระบอบน้ำเงิน หยุดกฎหมายขายแผ่นดิน หยุดให้จีนเทามาทำลายประเทศ ยกเลิก MOU43” (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 48,000 ครั้ง และยอดแชร์มากกว่า 1,300 ครั้ง ณ วันที่ 5 ส.ค. 2569 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพการชุมนุมของกลุ่ม เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 เพื่อต่อต้านโครงการสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาล

จากการตรวจสอบรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการชุมนุมในวันนั้น เช่น ช่อง 8 พบจุดสังเกตที่ตรงกับภาพในคลิป เช่น ป้ายข้อความ ‘Save ประเทศไทย ไม่เอาพนันออนไลน์และกาสิโน หยุดระบอบชินวัตร’ นอกจากนี้ เมื่อนำภาพสถานที่ในคลิปไปตรวจสอบกับ Google Street View เช่น อาคารและป้ายประตูทางเข้าพบว่าจุดที่ชุมนุมคือด้านหน้ารัฐสภา จึงยืนยันได้ว่าคลิปดังกล่าวเป็นการชุมนุมต่อต้านกาสิโนของกลุ่ม คปท. ที่รัฐสภาเมื่อปี 2568 ไม่ใช่การชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่ ‘ระบอบน้ำเงิน’ ที่นำโดยรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ตามที่คลิปกล่าวอ้าง

เปรียบเทียบภาพจากในคลิปที่บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ก้อแค่ คนธรรมดา’ นำมาเผยแพร่โดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมหยุดระบอบน้ำเงินที่ทำเนียบรัฐบาล กับภาพการชุมนุมของกลุ่ม คปท. เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 ที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชน

นอกจากนี้ เมื่อนำภาพสถานที่ในคลิปไปตรวจสอบกับ Google Street View เช่น อาคารและป้ายประตูทางเข้าพบว่าจุดที่ชุมนุมคือด้านหน้ารัฐสภา จึงยืนยันได้ว่าคลิปดังกล่าวเป็นการชุมนุมต่อต้านกาสิโนของกลุ่ม คปท. ที่รัฐสภาเมื่อปี 2568 ไม่ใช่การชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่ ‘ระบอบน้ำเงิน’ ที่นำโดยรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ตามที่คลิปกล่าวอ้างบัญชีเฟซบุ๊ก ‘ก้อแค่ คนธรรมดา’

อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 กลุ่ม คปท. ได้เคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลอนุทินเป็นระยะ ๆ โดยเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 กลุ่ม คปท. ได้จัดการชุมนุม ‘ใส่รองเท้าผ้าใบ ไปอภิปรายนอกสภาพ’ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่ออภิปรายตรวจสอบรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยในกรณีต่าง ๆ เช่น การฮั้วเลือก สว. ที่ดินเขากระโดง และโครงสร้างราคาน้ำมัน

“สงครามข้อมูลข่าวสารชายแดนใต้” เมื่อ AI-ระบบนิเวศข่าวสารผิดปกติ ทำลายความไว้วางใจและกระบวนการสันติภาพ

โคแฟคเปิดวงสนทนา “รวมพลคนเช็กข่าว EP.47” เชิญนักวิชาการด้านวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วิเคราะห์ปรากฏการณ์ข่าวปลอมหลังเหตุโจมตีทหารพรานที่นราธิวาส พบว่า “ระบบนิเวศสื่อผิดปกติ” ผสานเทคโนโลยี AI บิดเบือนภาพสร้างความเกลียดชัง ตอกย้ำอคติต่อคนในพื้นที่ จี้สื่อหลักเร่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกร้องศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่จริงจังโดยไร้อคติเพื่อปกป้องกระบวนการสันติภาพ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” ซึ่งถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊กและยูทูบโคแฟคเวลา 14.00-14.30 น. ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท เปิดวงเสวนาหัวข้อ “วิเคราะห์ข่าวปลอมชายแดนใต้หลังเหตุโจมตีทหารพราน” โดยมี พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค และ ผศ.ดร. วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมถ่ายทอดมุมมองและวิเคราะห์สถานการณ์

สุชัยเปิดประเด็นโดยยกตัวอย่างผลกระทบระดับโลกของข่าวปลอม เช่น กรณีข่าวบิดเบือนคำพิพากษาในประเทศสเปนที่ล่อลวงว่าหากว่ายน้ำข้ามแดนมาถึงจะได้รับสถานะพำนักถาวร ส่งผลให้ชาวโมร็อกโกพยายามอพยพจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 70 คน พร้อมเชื่อมโยงมายังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่ล่าสุดเกิดเหตุลอบยิงและใช้วัตถุระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานใน ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนได้รับบาดเจ็บ 6 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายอายุ 10 ปี ซึ่งหลังจากนั้นได้มีข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก

พลินีกล่าวว่า ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความหวาดกลัว และการแบ่งขั้วในสังคม จนเปรียบเสมือน “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่มักมีการนำคลิปหรือภาพเก่า ภาพต่างพื้นที่ มาตัดต่อสวมรอย สร้างความหวาดระแวงและสั่นคลอนกระบวนการสันติภาพที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันสร้างขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.วลักษณ์กมลได้วิเคราะห์เชิงลึกถึงลักษณะของข่าวปลอมในปัจจุบันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องเท็จหรือเรื่องโกหกแบบดั้งเดิม แต่เป็นการนำเรื่องจริงในบริบทหนึ่งมาใส่ในอีกบริบทหนึ่ง หรือการตัดทอนเนื้อหาเพียงบางส่วน

ผศ.ดร.วลักษณ์กมลชี้ว่า ปัจจุบันเกิดภาวะ “ระบบนิเวศทางข้อมูลข่าวสารผิดปกติ” (Information Disorder) เต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ผู้สร้างข่าว ตัวข่าว และผู้รับสาร มีการใช้กลยุทธ์สื่อสารที่แยบยล มีเครือข่าย และดึงประชาชนผู้รับสารให้กลายเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจายสารต่อ เนื่องจากคนเรามักคล้อยตามบุคคลที่คุ้นเคยในโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้สร้างภาพใหม่ ขยายความคมชัด (upscaling) หรือตกแต่งบาดแผล/รอยสัก เพื่อโหมกระพือให้ภาพสถานการณ์ดูรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่ไม่ได้ใช้ AI เป็นประจำจะไม่สามารถแยกแยะได้เลย

ในประเด็นผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ ผศ.ดร.วลักษณ์กมลอธิบายว่า ข้อมูลบิดเบือนส่งผลกระทบใน 3 ระดับ ได้แก่:

  1. ระดับปัจเจกบุคคล: คนในชุมชนเกิดความหวาดกลัว ไม่ไว้วางใจกัน ขณะที่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาหรือเดินทางออกนอกพื้นที่ต้องเผชิญการคุกคามและการถูกด้อยค่า เช่น ชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปกรุงเทพฯ มักถูกคนนอกพื้นที่ตั้งคำถามเชิงเสียดสีหรือบูลลี่ว่า “ไปวางระเบิดมาหรือไม่” ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ และก่อให้เกิดความเกลียดชังสะสมมาร่วม 20 ปี
  2. ระดับพื้นที่สาธารณะ: นักวิชาการ นักข่าว ประชาสังคม และผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกับผู้ก่อเหตุ ทำให้บรรยากาศการสื่อสารเงียบเชียบ เกิดภาวะ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” เพราะเกรงกลัวความไม่ปลอดภัย
  3. ระดับกระบวนการสันติภาพโดยตรง: ทำลาย “ความไว้วางใจ” (trust) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ วาทกรรมคำว่า “สันติภาพ” ถูกบิดเบือนว่าเท่ากับการสนับสนุนกลุ่ม BRN หรือการแบ่งแยกดินแดน จนทำให้นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์สันติภาพ (Peace Journalism) ที่พยายามเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่แตกต่าง ถูกป้ายสีว่าเป็น “นักวิชาการ BRN” หรือ “นักวิชาการสนับสนุนโจร”

เมื่อผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจของผู้สร้างข่าวปลอม ผศ.ดร.วลักษณ์กมลวิเคราะห์ว่า กลุ่มแรกคือพวกที่มีเป้าหมายทางการเมืองหรืออุดมการณ์ชัดเจน ทำการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โดยน่าเศร้าที่บางครั้งพบกระบวนการเหล่านี้แอบอ้างใช้ชื่อหรือพื้นที่สื่อของหน่วยงานรัฐ กลุ่มที่สองคือประชาชนทั่วไปที่เป็นผลพวงจากกระแส “ชาตินิยม” ที่เข้มข้น และกลุ่มที่สามคืออัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มักดันคอนเทนต์ที่กระตุ้นความเกลียดชังและความกลัวให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.วลักษณ์กมลยังระบุถึงเสียงสะท้อนจากนักศึกษาในพื้นที่ ซึ่งรุ่นนี้เกิดในปี 2547 (ปีที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงรอบใหม่) ว่า เด็กกลุ่มนี้โตมากับเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดชีวิต คำถามสำคัญที่สุดของพวกเขาคือ “เมื่อไหร่มันจะจบ และใครจะรับผิดชอบ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตลอด 22 ปีที่ผ่านมา งบประมาณที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้สูงถึงกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ทำไมปัญหากลับยังไม่ได้รับการแก้ไข เจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อยและประชาชนยังคงเสียชีวิต ดังนั้น สังคมจึงควรตั้งสติและตั้งคำถามตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบความมั่นคงโดยตรง แทนที่จะมุ่งโจมตีสื่อมวลชนหรือนักวิชาการ

ในช่วงท้ายรายการมีผู้ชมสอบถามถึงแนวทางการช่วยเหลือของคนนอกพื้นที่ ผศ.ดร.วลักษณ์กมลได้เสนอแนะบทบาทของทุกภาคส่วน ดังนี้:

  • คนนอกพื้นที่: ควรเปิดรับข่าวสารด้วยสติจากหลากหลายแหล่ง คุยกับคนในพื้นที่โดยตรง ไม่ปฏิบัติต่อกันด้วยอคติ และยึดหลักความเป็นมนุษย์ โดยทักทายแสดงความห่วงใยในความปลอดภัย แทนการพูดจาเสียดสี
  • หน่วยงานรัฐ: เรียกร้องให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-check) อย่างจริงจัง ไร้อคติ และตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงแค่การสื่อสารประชาสัมพันธ์แก้ข่าวให้ภาครัฐเท่านั้น
  • สื่อมวลชน: ขอให้ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกในการตรวจสอบที่มาของภาพ คลิป เวลา และสถานที่อย่างเคร่งครัด ก่อนการนำเสนอ พร้อมทั้งช่วยอธิบายความซับซ้อนของสถานการณ์ และทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือขยายความคุกคาม

พลินีกล่าวสรุปปิดท้ายว่า โคแฟคพร้อมเป็นเครื่องมือและช่องทางกลางในการให้ประชาชนส่งข้อมูลมาช่วยกันตรวจสอบ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีและนำสันติภาพกลับคืนสู่สังคม

“ผู้ต้องขังคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงบนรถไฟกำลังจะถูกปล่อยตัว” เป็นเนื้อหาเท็จ กรมราชทัณฑ์ระบุกำหนดพ้นโทษปี 2600

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ต้องขังคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงบนรถไฟเมื่อปี 2557 จะได้รับการปล่อยตัวในอีก 14 วัน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นข่าวลวงวนซ้ำ** ผู้ต้องขังคนดังกล่าวยังถูกคุมขังในเรือนจำ มีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 13 พ.ค. 2600

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ส.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายมีการแชร์ภาพผู้ต้องขังคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 14 ปี เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2557 โดยระบุว่า ผู้ต้องขังคนดังกล่าวได้รับโทษจำคุกเพียง 9 ปี และกำลังจะพ้นโทษในอีก 14 วันข้างหน้า (ลิงก์บันทึก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 4 ส.ค. 2569 สำนักงานกิจการยุติธรรมชี้แจงทางเพจเฟซบุ๊กว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ปัจจุบันผู้ต้องขังคดีฆาตกรรมบนขบวนรถไฟถูกคุมตัวในเรือนจำกลางบางขวางและมีกำหนดพ้นโทษวันที่ 13 พ.ค. 2600  

ผู้ต้องขังรายดังกล่าวถูกศาลพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ความผิดฐาน ความผิดต่อชีวิต, ข่มขืนกระทำชำเรา, ลักทรัพย์, ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ในการยุติธรรม, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2557 ได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 1 ในปี 2562 จากโทษประหารชีวิตลดเป็นจำคุกตลอดชีวิต และครั้งที่ 2 ในปี 2567 จากโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 42 ปี 10 เดือน 9 วัน สำนักงานกิจการยุติธรรมระบุ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากมีการเผยแพร่ข่าวเท็จว่าผู้ต้องขังรายนี้พ้นโทษออกมาแล้วหลังจากถูกคุมขังเพียง 12 ปี

“ผู้ต้องขังรายดังกล่าวยังคงเหลือโทษจำคุกที่ต้องรับโทษต่อไปอีก 30 ปี 11 เดือน 22 วัน จะพ้นโทษวันที่ 13 พ.ค. 2600 มิได้ถูกปล่อยตัวหรือรับโทษจริงเพียง 12 ปีตามที่มีการเผยแพร่ โดยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมดูแลผู้ต้องขังรายนี้อย่างเข้มงวดเป็นพิเศษตามมาตรการความปลอดภัยสูงสุดของทางราชการ” กรมราชทัณฑ์ระบุเมื่อวันที่ 26 พ.ค.

แม้กรมราชทัณฑ์จะชี้แจงแล้วว่าเป็นเท็จ แต่โพสต์ดังกล่าวยังคงเผยแพร่อยู่ทั้งในเฟซบุ๊กและ X ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2569 โดยไม่ถูกลบหรือมีคำเตือนจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม

ข้อมูลจริง: ทำบุญปล่อยปลา หากเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น มีความผิดตาม พ.ร.ก.ประมง มีโทษปรับ-จำคุก

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทำบุญปล่อยปลาพึงระวังทำผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำทั้งปรับ 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** กรมประมงเตือนปล่อยสัตว์น้ำระวังเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น กระทบระบบนิเวศ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ก.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอก ‘ผู้บ่าวทำเกษตร’ โพสต์คลิปวิดีโอเตือนว่าการทำบุญด้วยการปล่อยปลาบางชนิดมีความผิดตามกฎหมายประมงมีโทษปรับ 2 ล้านบาท จำคุก 2 ปี เพราะเข้าข่ายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (alien species) ทำลายระบบนิเวศ

คลิปดังกล่าวยังยกตัวอย่างสัตว์น้ำที่ห้ามปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ปลาซัคเกอร์ ปลาหมอสีคางดำ ปลาทับทิม ปลานิล ปลาหางนกยูง ปลาดุกอัฟริกัน (บิ๊กอุย) ปลากะพงปากกว้าง กุ้งเครย์ฟิช เต่าญี่ปุ่น เต่าแก้มแดง 

ส่วนสัตว์น้ำที่สามารถปล่อยได้ตามแหล่งน้ำที่เหมาะสม เช่น  ปลากราย ปลาหมอไทย ปลาดุกอุย ปลาดุกนา (ปล่อยในคลอง หนอง บึง) ปลาไหล ปลาช่อน ปลาบู่ทราย (ปล่อยในแหล่งน้ำตื้น ริมตลิ่ง มีพืชน้ำขึ้น) ปลาตะเพียน ปลาสวาย (ปล่อยในน้ำลึกและกว้าง เช่น แม่นํ้า คลองขนาดใหญ่) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาดังกล่าวสอดคล้องกับเอกสารประชาสัมพันธ์จากกรมประมง ‘เช็กให้ชัวร์ ! เข้าพรรษานี้ กรมประมงชวนสายบุญปล่อยปลาไทยให้เหมาะสม รักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน’ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 เตือนประชาชนที่จะทำบุญในช่วงเข้าพรรษาว่าอย่าปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่น สัตว์น้ำลูกผสมและสัตว์น้ำที่ไม่เหมาะสมต่อการปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์น้ำต่างถิ่นดังนี้

สัตว์น้ำที่เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ห้ามปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ ปลาหมอมายัน ปลาหมอคางดำ ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาซัคเกอร์ เต่าญี่ปุ่นหรือเต่าแก้มแดง กุ้งเครย์ฟิช ทั้งจากสายพันธุ์ออสเตรเลียและอเมริกัน ปลากะพงนกยูง (ปลาพีคอกแบส) ปลาดุกแอฟริกา รวมไปถึงปลาลูกผสมอย่าง ปลาดุกบิ๊กอุย ซึ่งเป็นปลาลูกผสมระหว่างปลาดุกแอฟริกันกับปลาดุกอุยของไทย ที่พัฒนาพันธุ์ขึ้นเพื่อการเพาะเลี้ยงและการบริโภค ไม่ใช่ชนิดที่พบได้เองตามธรรมชาติ 

สัตว์น้ำที่สามารถปล่อยได้ตามแหล่งน้ำที่เหมาะสม เช่น ปลาตะเพียน ปลากระแห ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลาโพง (ปลาสุลต่าน) ปลากาดำ ปลายี่สกไทย ปลาหมอไทย ปลาช่อน ปลาบู่ทราย ปลาสลาด ปลากราย ปลาสวาย ปลากดเหลือง ปลากดแก้ว พร้อมทั้งอธิบายเบื้องต้น ดังนี้

-ปลาไหลนา/กบนา อาศัยอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ มีน้ำไหลเอื่อย ควรปล่อยลงในแม่น้ำ ห้วยหนอง คลองบึง ท้องนา หรือร่องสวน บริเวณที่มีดินเฉอะแฉะ เนื่องจากปลาไหลชอบขุดรูเพื่ออยู่อาศัยในการดำรงชีวิต อีกทั้งพื้นที่ชื้นแฉะยังเป็นที่อยู่ของแมลงซึ่งเป็นอาหารของกบอีกด้วย

-ปลาสวาย/ปลาบึก/ปลาตะเพียน/ปลากาดำ ควรปล่อยลงในแม่น้ำ คลองที่มีระดับน้ำลึกและกระแสน้ำไหลแรง เนื่องจากปลาแต่ละชนิดเมื่อโตเต็มวัย มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปลาชนิดอื่นๆ ดังนั้น จึงต้องใช้พื้นที่กว้างในการอยู่อาศัยและเจริญเติบโต

-หอยขม ควรปล่อยลงในคู หนอง คลอง บึง และในนาข้าว ที่เป็นพื้นดินหรือโคลน มีระดับน้ำตั้งแต่ 10 เซนติเมตร-2 เมตร น้ำนิ่งหรือน้ำไหลเอื่อย และบริเวณดังกล่าวควรมีเสา สะพาน ตอไม้ พันธุ์ไม้น้ำ เพื่อให้หอยสามารถยึดเกาะได้

⚠️ กรมประมงไม่สนับสนุนให้ปล่อยปลาดุกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากการจำแนกความแตกต่างระหว่างปลาดุกพื้นเมืองกับปลาดุกต่างถิ่น หรือปลาดุกลูกผสม อาจทำได้ยากโดยเฉพาะในปลาขนาดเล็ก ซึ่งการปล่อยสัตว์น้ำผิดจะส่งผลผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง

ภาพไฟไหม้รถถูกนำมาประกอบข่าวเท็จว่า “เพลิงไหม้รถ พระเอกดังเสียชีวิต” หลอกให้คลิกลิงก์ที่อาจเป็นอันตราย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพไฟลุกท่วมรถยนต์ ประกอบคำบรรยายภาพ “เพลิงไหม้รถ พระเอกดังเสียชีวิต”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** นำภาพข่าวเก่าเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2568 และ 21 พ.ค. 2569 ซึ่งไม่มีผู้เสียชีวิต มาอ้างเท็จว่าเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้พระเอกดังเสียชีวิต

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2-3 ส.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘กัน จอมพลัง’, ‘ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์’ และ ‘บุ๋ม ปนัดดา Fanclub’ โพสต์ภาพรถพลิกคว่ำไฟลุกท่วมอยู่ริมถนน พร้อมคำบรรยาย “ข่าวด่วน!! ข่าวเศร้า เพลิงไหม้รถ พระเอกดังเสียชีวิต” และแนบลิงก์ข่าวให้คลิกเข้าไปอ่านเพิ่มเติม 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพประกอบโพสต์ดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2568 และ 21 พ.ค. 2569 ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีผู้เสียชีวิต และไม่เกี่ยวข้องกับ “พระเอกดัง” ตามที่โพสต์กล่าวอ้าง โดยมีรายละเอียดดังนี้

▪️ภาพรถพลิกคว่ำไฟลุกท่วมริมถนน เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเย็นวันที่ 9 พ.ค. 2568 เว็บไซต์ผู้จัดการและมติชนรายงานว่าเกิดเหตุไฟไหม้รถกระบะตู้ทึบบนทางหลวงพิเศษมอเตอร์เวย์ M6 ใน ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา มีผู้บาดเจ็บ 1 รายคือคนขับรถมีบาดแผลจากการถูกไฟคลอก

▪️ภาพรถเก๋งไฟไหม้จอดอยู่ท้ายรถพ่วงตู้คอนเทนเนอร์ มติชนและแนวหน้ารายงานว่าเป็นภาพเพลิงไหม้รถยนต์เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 บนมอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี บริเวณ กม.41 คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

สรุปได้ว่าทั้งสองภาพเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ทั้งสองเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้เสียชีวิต และไม่เกี่ยวข้องกับ “พระเอกดัง” ส่วนลิงก์ที่แนบมานั้นเป็นรายงานข่าวเหตุเพลิงไหม้รถกระบะบนถนนมอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน-นครราชสีมา เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งไม่มีคนได้รับบาดเจ็บและไม่เกี่ยวข้องกับดาราเช่นกัน

โพสต์เหล่านี้เป็นการนำภาพเหตุการณ์จริงมาให้ข้อมูลเท็จว่าเป็นภาพอุบัติเหตุที่ทำให้พระเอกดังเสียชีวิต เพื่อดึงดูดความสนใจในลักษณะคลิกเบต (clickbait) หลอกล่อให้กดลิงก์ไปยังเว็บไซต์ต้องสงสัยที่อาจเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งน่าสังเกตว่าโพสต์ในเวลาใกล้เคียงกันและแนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์เดียวกัน

มองปรากฏการณ์และข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวการเสียชีวิตของ “ฮลุน โซโล่”

กองบรรณาธิการโคแฟค

หมายเหตุ: ณ วันที่เผยแพร่บทความนี้ (3 ส.ค. 2569) ยังไม่มีการระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่ชัดเจน ขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และไม่ส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

การเสียชีวิตของ ‘ฮลุน โซโล่’ หรือ บวรทัต เป็งสุข อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มสายท่องเที่ยววัย 26 ปี ได้รับการยืนยันโดยเจ้าหน้นาที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ที่มีเขตอำนาจหน้าที่ครอบคลุมถึงจอร์เจีย ช่วงกลางดึกของวันที่ 29 ก.ค. 2569 หลังจากที่เขาขาดการติดต่อกับครอบครัวขณะเดินทางอยู่ในประเทศจอร์เจีย ในเวลาใกล้เคียงกันสื่อมวลชนในจอร์เจียรายงานว่าบวรทัตเสียชีวิตอยู่ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งภายในกรุงทบิลิซี และทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตยังอยู่ครบถ้วน

สำนักข่าว Georgia Today ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ในจอร์เจียรายงานข่าว ‘ฮลุน โซโล่’ เสียชีวิต (ซ้าย) และข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบวรทัตที่โพสต์ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Royal Thai Embassy, Ankara’ ของสถานทูตไทยในตุรกี (ขวา)

‘ฮลุน โซโล่’ คือใคร?

จากข้อมูลที่สื่อมวลชนไทยรวบรวมไว้บวรทัตหรือฮลุนมีพื้นเพเป็นชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ และเป็นตัวอย่างของ ‘คนสู้ชีวิต’ อย่างแท้จริง พ่อของบวรทัตเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อเขาอายุได้เพียง 4 ขวบ ส่วนแม่ไม่สามารถติดต่อกับแม่ได้ เขาเติบโตมาโดยมีคุณย่าซึ่งมีอาชีพทำนาเป็นผู้เลี้ยงดู แม้จะมีฐานะยากจน หลายครั้งต้องอาศัยอาหารจากวัด แต่ฮลุนเป็นคนขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเรียนหนังสือจนจบ ม.6 ด้วยการสอบได้ที่ 1 ของโรงเรียนประจำอำเภอ

หลังจบ ม.6 ฮลุนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เริ่มต้นชีวิตในเมืองหลวงด้วยการทำงานในโรงงานและเช่าห้องราคาถูกพร้อมกับหาช่องทางเรียนต่อระดับอุดมศึกษา จนได้ทุน ‘จุฬาฯ-ชนบท’ เข้าศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความที่เป็นทุนแบบเต็มจำนวน ทำให้ชีวิตตลอด 4 ปีในมหาวิทยาลัย ฮลุนสามารถเก็บเงินจากการหาอาชีพเสริมทำไปด้วย เช่น แจกใบปลิว สอนพิเศษ ขายของออนไลน์ โดยในวันสำเร็จการศึกษา ฮลุนมีเงินเก็บถึง 4 แสนบาท เป็นทุนสำหรับไล่ตามความฝัน นั่นคือการออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

หากเข้าไปดูคลิปวิดีโอในช่องยูทูบ ‘ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)’ ที่ปัจจุบันมียอดการติดตามกว่า 1 ล้านบัญชี จะพบว่าแต่ละประเทศที่ฮลุนเดินทาง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่คนทั่วไปมองว่ายากลำบากหรือเสี่ยงอันตรายในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน โซมาเลีย บุรุนดี ซูดานใต้ อิรัก ฯลฯ รวมถึงบางพื้นที่ของไทยที่ยังมีสภาพทุรกันดาร และทุกคลิปจะเห็นภาพการเข้าไปใช้ชีวิตเหมือนกับคนท้องถิ่นของประเทศนั้นจริง ๆ เช่น กินอาหารริมทาง เดินทางด้วยรถไฟแบบเดียวกับคนท้องถิ่น ทำให้ผู้รับชมได้เห็นภาพวิถีชีวิตราวกับได้ติดตามฮลุนเดินทางไปเที่ยวด้วย ส่วนรายได้จากการทำคลิป ฮลุนนำไปซ่อมแซมบ้านให้คุณย่าและพาคุณย่าไปเที่ยว

คลิปวิดีโอบันทึกการเดินทางของ ‘ฮลุน โซโล่’
ที่มา : ช่องยูทูบ ‘ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)’

ทริปจอร์เจีย ขาดการติดต่อจนกระทั่งพบว่าเสียชีวิต

ในวันที่ 28 ก.ค. 2569 สื่อมวลชนไทยเริ่มรายงานข่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ‘Klose Mos’ ซึ่งเป็นบัญชีของพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของฮลุนว่าน้องชายขาดการติดต่อไประหว่างเดินทางอยู่ที่ประเทศจอร์เจีย โดยวันสุดท้ายที่เขาได้พูดคุยกับฮลุนคือวันที่ 13 ก.ค. 2569 และหลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงขอให้ผู้ที่อยู่ในจอร์เจียและมีเบาะแสของฮลุนช่วยแจ้งด้วย นำมาสู่ความพยายามของหลายภาคส่วน จนกระทั่งได้รับการยืนยันทั้งจากทางการจอร์เจียและทางการไทยว่าฮลุนเสียชีวิตแล้ว

ดราม่าเรื่อง “ความเหมาะสม” ในการแจ้งข่าวการเสียชีวิตในช่วงที่ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการ

วันที่ 29 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘อาสา พาไปหลง’ ของ ‘ว่านไฉ’ หรือ อคิร วงษ์เซ็ง อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยว โพสต์ข้อความว่า พบร่างของฮลุนและได้แจ้งกับทางครอบครัวแล้ว ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของฮลุนด้วย และในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา ว่านไฉโพสต์ข้อความอีกครั้ง ยืนยันว่าตนได้รับอนุญาตจากครอบครัวของฮลุนให้แจ้งข่าวเรื่องนี้เพื่อให้ทีมต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือยุติการค้นหา

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับโพสต์แรกของว่านไฉ ทางเพจ ‘Drama-addict’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า “เรื่องแบบนี้ควรมีมารยาทและเป็นหน้าที่ของทางครอบครัวและสถานทูตที่จะเป็นผู้ให้ข่าวนะครับ ใครคันปากมากขอให้สงบปากสงบคำแล้วอยู่อย่างสงบ” ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดถึงความเหมาะสมกรณีบุคคลอื่นออกมาเปิดเผยการเสียชีวิตของฮลุน โซโล่ อย่างไรก็ตาม ในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา เพจ Drama-addict ได้โพสต์ข้อความขอโทษว่านไฉ เพราะเข้าใจผิดว่าว่านไฉประกาศก่อนแจ้งให้ญาติผู้เสียชีวิตทราบ และยังโพสต์ซ้ำอีกครั้งในอีก 1 ชั่วโมงให้หลัง

โพสต์จากเพจ ‘อาสา พาไปหลง’ และ ‘Drama-addict’ ประเด็นการแจ้งข่าวการเสียชีวิตของ ‘ฮลุน โซโล่’

จริยธรรมสื่อ” ว่าอย่างไรเรื่องการรายงานข่าวการเสียชีวิตของบุคคล?

ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ระบุสิ่งที่สื่อมวลชนพึงและไม่พึงกระทำในการรายงานข่าวไว้หลายประการที่เกี่ยวข้องกับข่าวการเสียชีวิตของบุคคล ซึ่งยังไม่คลอบคลุมสถานการณ์ปัจจุบันที่ใคร ๆ ก็รายงานข่าวได้ผ่านอินเตอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่า อินฟลูเอนเซอร์ (influencer) หรือ ผู้ผลิตเนื้อหา (content creator) แต่ควรใช้แนวทางนี้ไปปฏิบัติเช่นเดียวกับสื่อมวลชนที่เป็นวิชาชีพ เช่น

  • ความถูกต้องและข้อเท็จจริง สื่อมวลชนต้องตรวจสอบและไม่แต่งเติมเนื้อหาสาระของข่าวจนคลาดเคลื่อน หรือเกินจากข้อเท็จจริง (ข้อ 5) , สื่อมวลชนต้องละเว้นการเสนอข่าวด้วยความลำเอียงหรือมีอคติเป็นเหตุให้ข่าวนั้นบิดเบือน อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลในข่าวและความเข้าใจผิดในสังคม (ข้อ 6), สื่อมวลชนต้องไม่นำเสนอหัวข้อข่าว พาดหัวข่าว ความนำ และภาพประกอบจนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากสาระสำคัญของข่าว (ข้อ 7)
  • การเคารพสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สื่อมวลชนต้องไม่เสนอเนื้อหาข่าวที่อุจาด ลามกอนาจาร หรือน่าหวาดเสียว โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของสาธารณชนอย่างถี่ถ้วน (ข้อ 16), สื่อมวลชนพึงละเว้นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ข้อ 17), สื่อมวลชนพึงหลีกเลี่ยงการใช้คำที่ไม่สุภาพ หรือเนื้อหาข่าว ที่สื่อความหมายเชิงเหยียดหยาม หรืออยู่ในข่ายประทุษวาจา หรือแสดงนัยเชิงลบ (ข้อ 20)
  • ความรับผิดชอบในการแก้ข่าว สื่อมวลชนต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการแก้ไขข้อผิดพลาดอันเกิดจากการเสนอข่าวโดยไม่ชักช้า หากข้อผิดพลาดนั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลหรือองค์กร ให้ดำเนินการขออภัยพร้อมกันไปด้วย (ข้อ 23)
เอกสารการประสานงานระหว่างสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา (สถานทูตไทยประจำประเทศตุรกี) กับกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย กรณีการเสียชีวิตของ ‘ฮลุน โซโล่’
(ที่มา: เพจ ‘Royal Thai Embassy, Ankara’ วันที่ 31 ก.ค. 2569)

ข้อถกเถียง “ใครล่าช้า” ทางการไทยหรือจอร์เจีย?

ในช่วงแรก ๆ ที่ข้อมูลชัดเจนแล้วว่าฮลุนเสียชีวิต หนึ่งในคำถามที่ตามมาคือ เหตุใดทางการไทยจึงรับรู้และแจ้งข่าวกับญาติล่าช้า? ซึ่งหากนับจากวันที่ 13 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ฮลุนติดต่อกับพี่ชายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหายตัวไป และต่อมาพบว่าเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2569 ที่ห้องพักในโรงแรมในกรุงทบิลิซี แต่กว่าที่ทางการไทยจะรายงานข่าวนี้คือวันที่ 29 ก.ค. 2569 ช้ากว่าการทำงานของอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยกันตามหาเสียด้วยซ้ำ รวมถึงมีข่าวลือว่า ทางการไทยทราบเรื่องจากทางตำรวจของจอร์เจียแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการใด ๆ  

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 31 ก.ค. 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา โพสต์เอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย ส่งถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2569 ระบุว่า ในวันที่ 14 ก.ค. 2569 หน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทยของจอร์เจีย ได้เริ่มการสืบสวนตามมาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของจอร์เจีย เกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลเมืองไทย (‘ฮลุน โซโล่’ หรือ บวรทัต เป็งสุข) หลังจากพบร่างของผู้ตาย โดยศพถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชันสูตรตามกระบวนการของแพทย์นิติเวช พร้อมทั้งให้ช่องทางติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบสวนกับสถานทูตไทยไว้ด้วย

ในวันเดียวกัน มังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงเรื่องนี้ระหว่างการแถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศว่า เจ้าหน้าที่ของโรงแรมได้พบร่างของผู้เสียชีวิตในช่วงบ่ายของวันที่ 14 ก.ค. 2569 เนื่องจากไม่ได้แจ้งออกจากโรงแรมและคืนห้องพัก (check out) ตามกำหนดเวลา ขณะที่สถานทูตไทยในตุรกีได้รับแจ้งจากทางการจอร์เจีย ภายหลังตำรวจจอร์เจียดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ และประสานข้อมูลผ่านกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย

“จริง ๆ แล้วสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ดำเนินการติดต่อกับเครือข่ายชุมชนชาวไทย กับทางกงสุลกิตติมศักดิ์ในจอร์เจียในทันทีที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการหายไปของคุณบวรทัต และเมื่อได้รับการยืนยันว่าได้พบร่างผู้เสียชีวิตในการดูแลของทางการจอร์เจียแล้ว ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ ก็ได้ดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป” อธิบดีกรมการกงสุลกล่าว

30 ก.ค. 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย อธิบายความหมายของมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของจอร์เจีย และย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการสรุปสาเหตุการเสียชีวิตของฮลุน (ที่มา: ช่อง 3)

พึงระวังข่าวปลอม-ทฤษฎีสมคบคิด ว่าด้วยสาเหตุการเสียชีวิต

ตามรายงานล่าสุดทั้งของสื่อจอร์เจียและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ยังไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของฮลุน โดย Georgia Today รายงานว่ากระทรวงมหาดไทยของจอร์เจีย ได้เริ่มการสอบสวนภายใต้มาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยุยงให้ฆ่าตัวตาย

วันที่ 30 ก.ค. 2569 สื่อมวลชนไทยรายงานคำอธิบายจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ว่ามาตรา 115 ของประมวลกฎหมายอาญาจอร์เจีย เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ส่งผลให้บุคคลอื่นฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย ผ่านการข่มขู่ การปฏิบัติอย่างโหดร้าย หรือการกระทำใด ๆ ที่กระทบต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้เสียหายอย่างร้ายแรง

“การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทางการของประเทศจอร์เจีย ดำเนินการสอบสวนภายใต้กรอบมาตรา 115 นั้น เป็นเพียงการตั้งข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย เพื่อใช้ในการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านรอบทิศทางเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นข้อสรุปขั้นสุดท้ายว่า สาเหตุการเสียชีวิตของนายบวรทัตเกิดจากการฆ่าตัวตาย หรือมีบุคคลอื่นกระทำความผิดแต่อย่างใด ซึ่งต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง” พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าว

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าวผู้จัดการ รายงานพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรวบรวบข่าวการเสียชีวิตของชาวต่างชาติในประเทศจอร์เจีย มีทั้งชาวรัสเซียที่เสียชีวิตจากการพลัดตกบริเวณอุโมงค์ทางลอด ชาวรัสเซียที่เสียชีวิตซึ่งมีรายงานว่าเคยถูกลักพาตัว โดยเฉพาะชาวอินเดีย 11 คนที่เสียชีวิตในร้านอาหาร ซึ่งกรณีของชาวอินเดีย ทางการจอร์เจียให้ข้อมูลว่าสาเหตุเกิดจากภาวะก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ และไม่พบร่องรอยการใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวย้ำว่า “โพสต์ดังกล่าวเป็นความเห็นและการวิเคราะห์ของผู้เผยแพร่ข้อมูลเท่านั้น โดยแต่ละเหตุการณ์มีข้อเท็จจริงและผลการสอบสวนที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าคดีที่ถูกยกตัวอย่างมีความเชื่อมโยงกับคดีของฮลุน หรือคดีของฮลุนถูกดำเนินการหรือสรุปผลภายใต้มาตรา 115 แต่อย่างใด” โดยสาเหตุการเสียชีวิตของฮลุนยังต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจอร์เจียต่อไป

วันที่ 31 ก.ค. 2569 มังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงเรื่องนี้ระหว่างการแถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศ ว่า “สาเหตุการเสียชีวิตของฮลุน โซโล่ ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน” ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้แจ้งให้ทางครอบครัวของผู้ตายทราบแล้วในรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งขั้นตอนของทางการจอร์เจีย และจะติดตามกระบวนการสืบสวนอย่างใกล้ชิดเพื่อรายงานให้กระทรวงการต่างประเทศได้รับทราบต่อไป

อนึ่ง ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ทำหนังสือมอบอำนาจส่งมาให้กรมการกงสุล และเมื่อทางกรมฯ ได้รับก็จะดำเนินการรับรองการแปลแอกสาร ก่อนส่งต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เพื่อดำเนินการออกใบมรณบัตรและประสานงานเรื่องการส่งร่างผู้เสียชีวิต ตลอดจนทรัพย์สินอื่น ๆ กลับประเทศไทยต่อไป

วันที่ 1 ส.ค. 2569 พี่ชายของฮลุนโพสต์ข้อความในบัญชีเฟซบุ๊ก ‘Klose Mos’ แจ้งเตือนว่าทางครอบครัว “ไม่เคยเปิดรับบริจาค และไม่เคยมอบหมายให้บุคคลหรือหน่วยงานใดเปิดรับบริจาคในนามของครอบครัว” หากพบการแอบอ้างหรือการเปิดรับบริจาคโดยใช้กรณีของฮลุน ขอให้ใช้ความระมัดระวัง และอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญในเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่ทุกฝ่ายพึงใช้ความละเอียดอ่อนและระมัดระวังอย่างสูงสุด รวมทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสมอตามหลักการที่ว่าความรวดเร็วควรมาพร้อมกับความถูกต้องรวมถึงความเหมาะสมที่อยู่บนหลักของจริยธรรมการสื่อสารในระบบสื่อสังคมออนไลน์ โดยพึงคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ตกเป็นข่าว ผู้สูญเสีย ครอบครัว รวมถึงผลกรกระทบต่อสาธารณะเป็นสำคัญ

อ้างอิง

“แสตมป์เมา” ยาเสพติดชนิดเก่าในโฉมใหม่ ผู้ค้ามุ่งเจาะกลุ่มผู้เยาว์ ผู้ปกครองพึงระวัง

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“พ่อแม่ระวัง! ตอนนี้มีสารเสพติดชนิดใหม่เรียกว่า ‘แสตมป์เมา’ ทำเป็นสติกเกอร์ลายการ์ตูน ดูเผิน ๆ เหมือนของเล่นแต่มีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรง จนท. ตรวจยึดได้แต่ยังมีความเสี่ยงลักลอบแพร่ระบาด ขอให้พ่อแม่คอยเตือนลูกอย่ารับ อย่าลองของแปลกจากคนอื่นเด็ดขาด”

ข้อความนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 โดยเฉพาะในหมู่ผู้ใช้งานที่กำลังมีลูกเล็กวัยเรียน ให้ระมัดระวังการระบาดของ ‘แสตมป์เมา’ ซึ่งเมื่อสืบค้นก็พบว่า เรื่องนี้มีที่มาจากการเปิดเผยของกรมศุลกากร เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ ได้ตรวจยึดยาเสพติดชนิด LSD (Lysergic Acid Diethylamide) หรือ ‘แสตมป์เมา’ จำนวน 529 ชิ้น มูลค่ากว่า 200,000 บาท ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569

พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวถึงการตรวจยึดแสตมป์เมาในครั้งนี้ว่า “สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เพียงการลักลอบนำเข้ายาเสพติด แต่คือการออกแบบให้ยาเสพติดมีรูปลักษณ์ที่ดูปลอดภัยและเข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น” จึงขอให้ผู้ปกครองและประชาชน ร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงโทษของสารเสพติดดังกล่าว พร้อมเฝ้าระวังสังเกตบุตรหลานอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายแผ่นกระดาษลายการ์ตูนจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งสร้างความเข้าใจว่า แสตมป์การ์ตูนไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ขนม แต่เป็นยาเสพติดอันตรายที่อาจทำลายสมอง การรับรู้ และอนาคตของผู้เสพได้อย่างถาวร

อัลเบิร์ต ฮอฟมานน์ (Albert Hofmann) ผู้ค้นพบสาร LSD
ที่มา: BBC , Getty Image

‘แสตมป์เมา’ ยาเสพติดชนิดใหม่จริงหรือ?

คำตอบคือแสตมป์เมาไม่ใช่ยาเสพติดชนิดใหม่ และมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบร้อยปีแล้ว โดยย้อนไปเมื่อปี 2481 อัลเบิร์ต ฮอฟมานน์ (Albert Hofmann) นักเคมีชาวสวิตเซอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์สารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ (Lysergic Acid Diethylamide) โดยหวังว่าจะนำมาใช้เป็นยาช่วยให้ผู้ทำคลอด ทั้งพยาบาลผดุงครรภ์และหมอพื้นบ้านอย่างหมอตำแย รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด (Post-childbirth bleeding หรือ Postpartum Hemorrhage) ของมารดาที่เพิ่งคลอดบุตรได้

ในปี 2529 ฮอฟมานน์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ของอังกฤษ เล่าถึงประสบการณ์สัมผัสกับสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ ระหว่างการทดลองในช่วงเดือนเมษายน 2486 ว่า มันทำให้ตนเองหวนนึกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กที่ลึกลับในป่าและดงไม้ และมีความรู้สึกว่าได้เห็นแง่มุมที่แท้จริงของธรรมชาติตลอดจนความงาม กลายเป็นความสุขอย่างประหลาด ซึ่งประสบการณ์ครั้งแรกนั้นไม่ได้เกิดจากการตั้งใจดื่มหรือกินสารดังกล่าวเข้าไปโดยตรง แต่น่าจะเป็นเพราะสัมผัสกับสารในปริมาณไม่มากที่ติดอยู่บริเวณนิ้วมือโดยไม่เจตนา

เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่รู้สึกนั้นเชื่อมโยงกับการสัมผัสสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์จริง ๆ ฮอฟมานน์ได้ทดลองกับตนเองอีกครั้งอย่างระมัดระวัง โดยเริ่มจากปริมาณเพียง 0.25 มิลลิกรัม แต่แม้จะมีปริมาณน้อยขนาดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือรู้สึกไม่สบายตัว มีอาการโซซัดโซเซระหว่างขี่จักรยานกลับบ้านบนถนนในเมืองบาเซิล การมองเห็นดูบิดเบี้ยว และเมื่อถึงบ้านระบบประสาทก็สูญเสียการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงไป และต้องอยู่ในสภาพนั้นนานถึง 6 ชั่วโมง อาการจึงค่อย ๆ ดีขึ้นจนกลับสู่ความเป็นปกติอีกครั้ง

“เมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นก็ต้องตกใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตัวห้องและสิ่งของในห้องนั้นมีรูปร่าง สี และความหมายที่แตกต่างไปจากเดิม แม้แต่เก้าอี้ธรรมดาก็ดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตราวกับว่ามันกำลังเคลื่อนไหวจากภายใน มันผิดปกติมากจนผมกลัวว่าตัวเองจะเสียสติ ภาพหลอนแปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งช่วงเย็น แม้แต่เพื่อนบ้านใจดีที่นำนมมาให้ผมเพื่อช่วยถอนพิษ ผมก็เห็นเขากำลังจะกลายร่างเป็นแม่มด และบางครั้งผมก็รู้สึกราวกับว่าได้ตายไปแล้วและกำลังอยู่ในนรก” ฮอฟมานน์ เล่าถึงสิ่งที่พบจากการทดลองใช้สาร LSD

หลังการค้นพบดังกล่าว ฮอฟมานน์ได้ทำรายงานนำเสนอกับ Sandoz บริษัทยาที่เขาทำงานอยู่  โดยมองว่าสารนี้อาจเป็นประโยชน์ในด้านการรักษาผู้ป่วยจิตเวชได้ จากนั้นจึงเริ่มมีการแจกจ่ายยาไปตามโรงพยาบาลเพื่อใช้ทดลองกับผู้ป่วย โดยจิตแพทย์บางคนใช้ยานี้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปลดปล่อยความทรงจำที่ถูกกดทับและความขัดแย้งทางจิตใจ จนกระทั่งเมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503-2512) จึงเริ่มพบว่าสารดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นยาเสพติดในสหรัฐอเมริกา ทำให้แม้แต่ผู้ค้นพบอย่างฮอฟมานน์เองก็ไม่สบายใจ

นักเคมีผู้นี้ย้ำว่าแม้สารที่มีฤทธิ์หลอนประสาทจะถูกใช้มาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่การใช้ในสมัยโบราณจะจำกัดวงอยู่เพียงในพิธีกรรมทางศาสนาหรือใช้โดยหมอผีเท่านั้น ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งหากเทียบกับบริบทของโลกสมัยใหม่คือการใช้โดยจิตแพทย์ และมันควรเป็นเช่นนั้นต่อไป ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มค้นพบและทดลองสาร LSD ตนก็กังวลมาตลอดว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นหากสารนี้ถูกนำไปใช้อย่างไร้การควบคุม

อนึ่ง เหตุที่เรียกสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ว่า LSD เนื่องจากหากเขียนหรืออ่านในภาษาเยอรมัน (ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะที่เมืองบาเซิล) จะเป็นคำว่า Lysergsäurediethylamid รายงานของ BBC ระบุว่า ในปี 2512 มีการประมาณการว่าชาวอเมริกันกว่า 1 ล้านคนได้ลองใช้ LSD โดยไม่มีการดูแลจากแพทย์ และต่อมาในปี 2514 LSD ก็ถูกขึ้นบัญชีเป็นสารควบคุมอย่างเข้มงวดโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ตามอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (Convention on Psychotropic Substances)

ตัวอย่างสาร LSD สำหรับใช้เป็นยาเสพติด ในรูปของแข็ง (กระดาษซับ – ภาพซ้าย) และของเหลว (บรรจุใส่ขวด – ภาพขวา)
ที่มา: กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันสาร LSD มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร?

ตามรายงานของ BBC เมื่อสาร LSD ถูกกำหนดให้เป็นสารควบคุมโดย UN เกือบทุกประเทศก็ได้กำหนดให้สารดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และแม้ในบางประเทศที่ยังอนุญาตให้ใช้ในการวิจัยทางการแพทย์ก็ต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ด้วยผลกระทบที่รุนแรงต่อจิตใจและความเสี่ยงต่ออาการประสาทหลอนในระยะยาว ทำให้ LSD ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับยาเสพติดอย่างโคเคนและเฮโรอีน เนื่องจากมีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง

ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ระบุว่า LSD มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการหลงผิดและภาพหลอนที่บิดเบือนความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาและตัวตนของผู้เสพ โดยพบการจำหน่ายและเสพได้ทั้งในรูปแบบของเหลวที่มักบรรจุในขวดเล็ก ๆ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ดูคล้ายขวดน้ำยาดับกลิ่นปาก หรือรูปแบบของแข็ง เช่น กระดาษซับ น้ำตาลหรือเจลาตินก้อน ยาเม็ด เป็นต้น โดยวิธีเสพคือการนำเข้าไปในปาก ทั้งนี้ ตามกฎหมายสหรัฐฯ LSD จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เช่นเดียวกับเฮโรอีนและยาอี (Ecstasy หรือ MDMA)

ข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลอังกฤษระบุเช่นกันว่า LSD จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ซึ่งมีบทลงโทษหนักที่สุด เช่นเดียวกับโคเคน ยาอี เฮโรอีน เห็ดขี้ควาย (Magic Mushroom) เมทาโดน (Methadone) ยาบ้า (Methamphetamine) และยาไอซ์ (Crystal Methamphetamine) ผู้ครอบครองมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ส่วนผู้ค้าหรือผู้ผลิตอาจถูกลงโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต

ขณะที่เยอรมนี ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค (Bundesministerium der Justiz und für Verbraucherschutz) ระบุตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดของรัฐบาลกลาง (Betaubungsmittelgesetz – BtMG) กำหนดให้ LSD อยู่ในบัญชีภาคผนวกที่ 1 (Anlage I) หมายถึงยาเสพติดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย อย่างไรก็ตาม สถาบันกลางด้านยาและอุปกรณ์การแพทย์อาจออกใบอนุญาตสำหรับยาเสพติดที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1 ได้เฉพาะในกรณีพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์หรือวัตถุประสงค์อื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ส่วนประเทศไทย ข้อมูลจากกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า LSD อยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ผู้ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท ส่วนผู้เสพต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างกระดาษเมาหรือแสตมป์เมาที่มีสาร LSD ซึ่งถูกตรวจยึดได้ในปี 2562
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

LSD เริ่มปรากฏในสังคมไทยเมื่อใด?

เรื่องนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่เท่าที่สืบค้นได้ พบการกล่าวถึงในจุลสารพิษวิทยา (Poison and Drug Information Bulletin) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลฉบับไตรมาส 4 ประจำเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2539 พบบทความชื่อ ‘มหันตภัยยาเสพย์ติดตัวใหม่’ ได้กล่าวถึง LSD เนื่องจากกำลังเป็นข่าวในสื่อมวลชนไทย ณ เวลานั้น

บทความนี้ระบุว่า LSD เป็นยาเสพติดที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503-2512) และทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513-2522) มักพบการจำหน่ายในสถานที่ที่วัยรุ่นไปรวมตัวกัน เช่น ดิสโก้เธค ห้างสรรพสินค้า งานคอนเสิร์ตดนตรีร็อก ลักษณะเด่นคือเป็นสารที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ละลายในน้ำและแอลกอฮอล์ได้ ผลิตภัณฑ์สามารถปรากฎอยู่ในรูปของสารละลาย โดยอยู่ในสเปรย์ หรืออยู่บนกระดาษซับทำให้แห้งแล้วนำมาสูดดมหรือรับประทานทั้งกระดาษ หรืออยู่ในรูปแบบหมากฝรั่ง ก้อนเจลาติน เป็นต้น

“เหตุที่ LSD เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น เพราะหลังจากเสพแล้วจะไม่มีกลิ่นจากทางเดินหายใจหรือเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่ที่ผสมกัญชา หรือมีราคาเท่ากับเบียร์ประมาณ 6 กระป๋อง โดย Blotter Acid (สาร LSD ในรูปแบบกระดาษ) ขนาด 6×6 มม. ราคาประมาณ 4-5 เหรียญสหรัฐเท่านั้น” บทความดังกล่าวระบุ

ขณะที่ในด้านกฎหมาย พบการแก้ไขกฎหมายที่ระบุชื่อของ LSD ใน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 เป็นการเพิ่มเติมข้อความใน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ชัดเจนขึ้น โดยในมาตรา 15 ที่กล่าวถึงยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ในข้อ (1) ระบุข้อความว่า “เด็กซ์โตรไลเซอร์ไยด์ หรือ แอล เอส ดี มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ ศูนย์จุดเจ็ดห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่สามร้อยมิลลิกรัมขึ้นไป” จากเดิมที่ในกฎหมายปี 2522 ไม่ได้ระบุ

ด้านการจับกุมและการประชาสัมพันธ์เตือนภัย พบปรากฏในข่าวมาเป็นระยะ ๆ เช่น  ในวันที่ 23 พ.ย. 2562 มีการเปิดเผยจาก นิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. ในขณะนั้นว่ายังไม่พบการแพร่หลายของแสตมป์มรณะหรือกระดาษเมาในประเทศไทย โดยนับตั้งแต่ปี 2559 พบการจับกุมและยึดของกลางได้เพียง 3 คดี ซึ่งแต่ละคดีมี LSD 1-2 ชิ้น ในย่านแหล่งท่องเที่ยวของ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี และผู้ต้องหาเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

วันที่ 4 มี.ค. 2567 นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ในขณะนั้น ได้ออกมาเตือนภัยผลิตภัณฑ์กระดาษซับที่มีสาร LSD ซึ่งมีหลายชื่อเรียก เช่น กระดาษเมา สติกเกอร์เมา กระดาษมหัศจรรย์ แสตมป์มรณะว่า เมื่อได้รับสาร LSD ผ่านการนำกระดาษดังกล่าวอมไว้ใต้ลิ้น จะทำให้ผู้เสพรูม่านตาขยาย อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงและอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น เหงื่อออก นอนไม่หลับ ปากแห้ง ตัวสั่นและเบื่ออาหาร

“เมื่อเสพสาร LSD เข้าสู่ร่างกาย ในระยะแรกจะทำให้มึนศีรษะ เห็นแสงวูบวาบ เคลิ้มสุข หลังจากนั้นจะเกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง เห็นภาพหลอน หูแว่ว ประสาทในการรับภาพและสีผิดเพี้ยนไป เห็นภาพความทรงจำในอดีต เกิดอาการหวาดกลัว บางรายอาจทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายผู้อื่นและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้” นพ.ไพโรจน์กล่าว

โปสเตอร์เตือนภัยยาเสพติด LSD ล่าสุดจาก ป.ป.ส. (25 ก.ค. 2569)
ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB’

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB’ โพสต์ข้อความแจ้งเตือนเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2569 ระบุมีการนำสาร LSD มาหยดลงบนกระดาษซับน้ำแล้วตัดเป็นแผ่นเล็ก ๆ คล้ายแสตมป์ พร้อมพิมพ์ลวดลายการ์ตูนหรือสีสันสดใส ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นของเล่น ของสะสม หรือสติกเกอร์ จึงขอเตือนผู้ปกครองให้เฝ้าระวัง ให้ความรู้เด็กเกี่ยวกับยาเสพติดรูปแบบใหม่ เน้นย้ำเรื่องการไม่รับของจากบุคคลแปลกหน้า หากพบกระดาษหรือแผ่นลายการ์ตูนที่ไม่ทราบที่มา ไม่ควรสัมผัสหรือทดลองใช้ ควรสังเกตพฤติกรรมผิดปกติของบุตรหลาน และพูดคุยสร้างความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ

“ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดเด็กและเยาวชนมากขึ้น โดยใช้ลวดลายการ์ตูน สีสันสดใส เพื่ออำพรางยาเสพติดและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ขอให้ผู้ปกครอง ครู และสถานศึกษา ร่วมกันเฝ้าระวัง สร้างภูมิคุ้มกัน และให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดรูปแบบใหม่” ป.ป.ส. ระบุ

โดยสรุสาร LSD ในรูปแบบแสตมป์เมาหรือกระดาษเมา ไม่ใช่ยาเสพติดชนิดใหม่ มีการใช้กันมานานหลายสิบปีแล้ว เพียงแต่ในอดีตอาจได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นหรือนักเที่ยว แต่ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดได้หันเป้าหมายมาสู่ผู้เยาว์ที่มีอายุน้อยลง ผ่านการออกแบบลวดลายบนกระดาษซับให้เป็นลายการ์ตูนที่ดูผิวเผินน่ารักไร้พิษภัย ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วงและทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวัง

อ้างอิง

มีคนโอนเงินผิดมาเข้าบัญชีเรา อาจเป็นกลโกงมิจฉาชีพ ให้รีบติดต่อธนาคาร ไม่ควรโอนคืนทันที

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คำเตือน เมื่อมีคนโอนเงินผิดเข้าบัญชีของเรา อย่าเพิ่งรีบโอนคืนเพราะอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** หลายหน่วยงานเคยแจ้งเตือนว่ามิจฉาชีพใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลเป็นทางผ่านในการโอนเงินผิดกฎหมาย   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ก.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Mok Sitipon’ โพสต์ข้อความเตือนให้ระมัดระวังกลอุบายรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพคือหลอกขายของให้ผู้ซื้อโดยให้ผู้ซื้อโอนเงินไปที่บัญชีของบุคคลอื่น ซึ่งอาจเป็นบัญชีของเรา จากนั้นมิจฉาชีพจะโทรศัพท์มาหาเรา อ้างว่าโอนเงินเข้าผิดบัญชีและขอให้เราโอนคืนกลับ ซึ่งถ้าเรารีบโอนคืนทันทีก็อาจถูกตำรวจแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนและถูกอายัดบัญชีธนาคารได้ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์ดังกล่าวเป็นคำเตือนที่ถูกต้องซึ่งตรงกับคำแนะนำของตำรวจไซเบอร์และธนาคารแห่งประเทศไทยที่แจ้งเตือนมาเป็นระยะ ๆ ว่ามีมิจฉาชีพใช้กลอุบายดังกล่าวจริง ดังนี้

▪️26 เม.ย. 2568 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือตำรวจไซเบอร์แนะนำว่า ให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะโอนเงินคืน อย่าเพิ่งไว้ใจใครแม้แต่คนที่มีท่าทีเป็นมิตรก็อาจกลายเป็นมิจฉาชีพได้ เมื่อต้องทำการโอนเงินคืนใครให้ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ให้ดี จะได้ไม่เผลอคืนเงินให้กับมิจฉาชีพ

▪️เดือนกันยายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่บทความ ‘โอนเงินผิดบัญชี เกิดเรื่องนี้ต้องทำอย่างไร?’ แนะนำว่า กรณีที่มีเงินโอนผิดเข้ามาในบัญชีของเรา ให้ไปติดต่อธนาคารโดยตรง เพื่อตรวจสอบก่อน ถ้าพบว่าเงินที่โอนเข้ามาผิดบัญชีจริง ๆ ก็ให้ความยินยอมแก่ธนาคารในการโอนเงินกลับไปให้เจ้าของบัญชี 

“สิ่งที่พึงระวังคือ เราไม่ควรโอนเงินกลับเอง เพราะอาจจะเป็นกลลวงของมิจฉาชีพที่จะใช้บัญชีเราเป็นทางผ่านในการโอนเงินผิดกฎหมาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงิน ที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘บัญชีม้า’ โดยมิจฉาชีพจะขอให้โอนเงินเข้าอีกบัญชีหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นคนละธนาคาร คนละชื่อบัญชี โดยอ้างเหตุผลว่าโอนผิดบัญชีไปแล้ว ไหน ๆ จะต้องโอนเงินใหม่ ก็ฝากให้เราช่วยโอนเลยแล้วกัน กลายเป็นว่าเราทำเรื่องผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ” บทความของ ธปท. ระบุ 

▪️ วันที่ 23 มิ.ย. 2569 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแนะนำว่าหากมีเงินปริศนาโอนเข้ามา ให้ดำเนินการดังนี้ 

1. เก็บหลักฐานทั้งหมดไว้: แคปหน้าจอประวัติการโอน วัน และเวลาที่เงินเข้าให้ชัดเจน

2. ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชี: แจ้งธนาคารเพื่อให้ตรวจสอบและประสานงานดึงเงินกลับอย่างถูกต้อง

3. อย่ารีบโอนเงินคืนเอง: ห้ามโอนกลับไปให้คนที่ติดต่อมาโดยตรงเด็ดขาด เพื่อป้องกันการโอนเข้าบัญชีม้า

4. พบพฤติการณ์น่าสงสัยรีบแจ้งความ : หากโดนเซ้าซี้หรือข่มขู่ ให้แจ้งความลงบันทึกประจำวัน หรือโทรสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที 

คลิปสั้นตัดต่อและบิดเบือนคำพูด สส. รอมฎอน ตรวจสอบวิดีโอต้นฉบับแล้วไม่พบข้อความ “ประกาศเอกราชให้ BRN”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สส. รอมฎอนประกาศเอกราชให้โจร BRN”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นคลิปที่ตัดตอนมาจากวงเสวนา ‘เขียนอนาคตปาตานี ปลดล็อกรัฐธรรมนูญไทย’ เมื่อ 27 มิ.ย. 2569 ซึ่งมีการพูดถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ โดยมีบางช่วงกล่าวถึงการกระจายอำนาจปกครองตนเอง แต่ไม่มีข้อความประกาศเอกราชให้ BRN 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 ก.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘แฟนข่าว Top News Thailand’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1.41 นาที ฝังข้อความว่า “สส. รอมฎอนประกาศเอกราชให้โจร BRN สามจังหวัดชายแดน” (ลิงก์บันทึก)

ในคลิปเป็นภาพและเสียงของรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พูดในวงเสวนาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เสียงในคลิปไม่ต่อเนื่องกันคาดว่าน่าจะเกิดจากการตัดต่อคำพูดหลาย ๆ ช่วงเข้าด้วยกัน 

ช่วงหนึ่งเขาระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นปัญหากับคนชายแดนใต้มาโดยตลอด และอีกช่วงหนึ่งกล่าวถึงข้อตกลงสันติภาพ 28 ก.พ. 2556 ระหว่างผู้แทนทางการไทยกับแกนนำ BRN โดยมีผู้แทนทางการมาเลเซียเป็นพยานที่ระบุว่าการเจรจาสันติภาพจะดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญไทย

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปดังกล่าวตัดตอนมาจากวิดีโอบันทึกงานเสวนา ‘เขียนอนาคตปาตานี ปลดล็อกรัฐธรรมนูญไทย’ จัดโดยองค์กรภาคประชาสังคม Projek Sama Sama ที่พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2569 ซึ่งรอมฎอนเข้าร่วมเสวนาในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โคแฟคฟังคลิปบันทึกงานเสวนาที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก ‘The Patani’ โดยละเอียดแล้วไม่พบว่ามีเนื้อหาส่วนใดที่เป็นการประกาศเอกราชให้ BRN ตามข้อความที่ฝังในคลิปสั้นดังกล่าว 

สำหรับเนื้อหาที่รอมฎอนพูดในวงเสวนา โคแฟคสรุปประเด็นได้ดังนี้ 

▪️การลงประชามติเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร เพราะมีร่างแก้ไขอยู่หลายพรรค

▪️รัฐธรรมนูญเป็นปัญหาของคนชายแดนใต้มาโดยตลอด การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. เมื่อปี 2559 ซึ่งต่อมาคือรัฐธรรมนูญ 2560 พบว่าเสียงส่วนใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่รับร่างดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากการลงประชามติให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้แทนฉบับ 2560 ที่พบว่าเสียงส่วนใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงมติเห็นด้วย

▪️ข้อตกลงสันติภาพ 28 ก.พ. 2556 ระหว่างผู้แทนฝ่ายไทยคือเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้แทนกลุ่ม BRN โดยมีเลขาธิการ สมช. ของมาเลเซียเป็นพยาน มีใจความสำคัญคือ “จะมีการพูดคุยกันภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญไทย” ซึ่งรอมฎอนมองว่าข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนประเด็นสำคัญ 2 ประการคือ 1) รัฐธรรมนูญคือกฎหมายหลักของรัฐไทยที่กำหนดว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ประชาชนกับรัฐสัมพันธ์กันอย่างไร สิทธิเสรีภาพของประชาชนและหน้าที่ของรัฐ และ 2) ข้อตกลงสันติภาพอาจต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาใหญ่ แต่ข้อตกลงสันติภาพก็อาจเป็นตัวกำหนดกรอบกติกาใหญ่ได้ด้วย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ในปี 2530 มีการเพิ่มอนุมาตราว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้พื้นที่มินดาเนาเป็นเขตปกครองตนเอง (Autonomous Region) ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นได้ทั้งกรอบและเป็นผลมาจากกรอบที่เกิดจากการต่อสู้ผลักดันในสังคม

▪️คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มีข้อเสนอให้รัฐธรรมนูญไทยระบุถึงกระบวนการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ แต่ก็มีคนไม่เห็นด้วย รวมทั้งมีข้อถกเถียงเรื่องการแบ่งปันอำนาจ (Power Sharing)  

▪️ในช่วงตอบคำถาม รอมฎอนกล่าวถึงมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” หมายถึงประชาชนลุกขึ้นต่อต้านคนที่ยึดอำนาจได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นผลมาจากการต่อสู้กับเผด็จการในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 ตามด้วยการรณรงค์ปฎิรูปการเมือง แต่ข้อความนี้ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2560

▪️รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 65 กำหนดให้รัฐจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรอมฎอนมองว่าเป็นการทำให้ระบบราชการกำหนดทิศทางประเทศแทนที่จะเป็นฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชน มีลักษณะที่ไม่ยืดหยุ่น และสร้างปัญหารวมทั้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ด้วย ซึ่งแทบทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้    

▪️หากหลายภาคส่วนเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ดีก็ต้องรวมตัวกันลงชื่อให้ครบ 5 หมื่นรายชื่อเพื่อเสนอให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความเปลี่ยนแปลงเกิดจากการรวมตัว ไม่ใช่จากคนเพียงไม่กี่คน ประชาชนจึงต้องรวมตัวกัน

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: หลังเกิดเหตุลอบยิงและใช้วัตถุระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานใน ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนได้รับบาดเจ็บ 6 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายอายุ 10 ปี โคแฟคพบการเผยแพร่ข้อความเท็จจำนวนมากที่อ้างว่าเป็นคำพูดของรอมฎอนและอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา แสดงความเห็นปกป้องผู้ก่อเหตุ ซึ่งมีทั้งการบิดเบือนคำพูดและการกุข้อความขึ้นเอง ซึ่งเป็นลักษณะของเนื้อหาเท็จที่พบบ่อยหลังเกิดเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้