ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

“This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา)” เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ : บทความ“กระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด” ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น “สหรัฐอเมริกา” มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

“สหภาพยุโรป” มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

“อินเดีย” สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

“ไทย” สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ “ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว”คือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

“ข่าวปลอม 8 ข่าว” คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

“ข่าวจริง 1 ข่าว” คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

“ข่าวปลอม 2 ข่าว” คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

“ข่าวจริง 2 ข่าว” คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

“ข่าวบิดเบือน” จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

“ข่าวปลอม 5 ข่าว” คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

“ข่าวจริง 1 ข่าว” คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น “ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว” คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ “ข่าวปลอม” เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง “ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน “ข่าวปลอม” ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง “ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี “ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ : มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ “ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” : ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ “Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia” เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย) 

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

“ข่าวปลอม 2 ข่าว” คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

“ข่าวจริง 2 ข่าว” คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

“ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว” คือ “คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์” ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

“ข่าวปลอม 2 ข่าว” คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

“โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน” สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

“ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว” คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

“ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว” คือ “ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม” โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่า“เป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม”  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

“ข่าวปลอม 1 ข่าว” คือ “ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา” โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


ภาพการชุมนุมของกลุ่ม “นักเรียนเลว” เมื่อปี 2563 ถูกนำมาประกอบข่าวนักเรียนฝรั่งเศสประท้วงเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักเรียน 2.5 แสนคนชุมนุมประท้วงรัฐบาลตัดงบด้านการศึกษา 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** นำภาพการชุมนุมของกลุ่ม ‘นักเรียนเลว’ ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2563 มาประกอบข่าวการประท้วงของนักเรียนฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ต.ค. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กจำนวนมากโพสต์หรือแชร์ภาพการชุมนุมในประเทศไทย ส่วนหนึ่งของภาพเป็นการชุมนุมของนักเรียนที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ฝังข้อความ “ม็อบนักเรียนลาม 2.5 แสน! กล้าลุกเมื่อรัฐล้ม บทเรียนที่ไทยต้องเรียนรู้” คำบรรยายในโพสต์ระบุว่าเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ลามไปทั่วประเทศ รัฐบาลประเมินว่ามีประชาชนกว่า 2.5 แสนคนออกมารวมตัวบนท้องถนน เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนที่ต้องการให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา (ลิงก์บันทึก)

บางโพสต์ถูกแชร์มากกว่า 1,300 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากโดยเข้าใจว่าเป็นการชุมนุมของนักเรียนในไทย

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวเป็นการจัดกิจกรรมของกลุ่มนักเรียนเลวเมื่อวันที่ 21 พ.ย. และ 1 ธ.ค. 2563 ที่สยามสแควร์และกระทรวงศึกษาธิการ สื่อมวลชน เช่น  ไทยพีบีเอส มติชน และแนวหน้ารายงานว่าผู้ชุมนุมต้องการสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวกับการศึกษาและชีวิตเด็กและเยาวชน เช่น ค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชา ความเครียดจากการต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุน้อย รวมทั้งเรียกร้องให้ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน

ปัจจุบัน ณ วันที่ 7 ต.ค. 2569 ไม่มีการชุมนุมประท้วงของนักเรียนนักศึกษาในประเทศไทย ส่วนข้อความที่กล่าวถึงการชุมนุมของนักเรียนนั้นเป็นการประท้วงของนักเรียนและประชาชนในฝรั่งเศสซึ่งก่อตัวมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. 2569 และยืดเยื้อมาจนถึงขณะนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น BS , รอยเตอร์ และ France 24 รายงานโดยอ้างข้อมูลจากทางการฝรั่งเศสว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่า 2.5 แสนคนทั่วประเทศ และมีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 5,000 คน การประท้วงเกิดจากปัญหาสถานศึกษาขาดแคลนงบประมาณ หลายแห่งมีสภาพแออัดและชำรุดทรุดโทรม

📌 ข้อสรุปโคแฟค: โพสต์ดังกล่าวนำภาพการชุมนุมของนักเรียนในไทยเมื่อปี 2563 มาประกอบข่าวการชุมนุมของนักเรียนในฝรั่งเศสซึ่งยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน (7 ต.ค. 2569)  โดยข้อความในโพสต์จงใจไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และวันที่ชุมนุมทำให้เกิดการเชื่อมโยงแบบผิด ๆ ว่าการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย

5 หน่วยงานเผยมาตรการหนุนตลาดสินค้าสุขภาวะ ชี้ ‘กำกับแพลตฟอร์มออนไลน์’ โจทย์ใหญ่ของไทย

ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา กรมสรรพสามิต BOI กรมบัญชีกลาง และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประสานเสียงสนับสนุนการยกระดับมาตรการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และเห็นความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายของออนไลน์ให้มีความรับผิดชอบต่อสุขภาวะของผู้บริโภค เพราะคนไทยหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้นและมีพฤติกรรม ‘easy-to-buy’ หรือตัดสินใจซื้อง่ายโดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด

6 ต.ค. 2569 โคแฟคเข้าร่วมสังเกตการณ์วงเสวนา ‘กลไกการคลัง แรงจูงใจเชิงบวก และธรรมาภิบาลตลาดเพื่อสุขภาพ’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ปี 2569 (NCDH 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 7 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ภก.วราวุธ เสริมสินสิริ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” ซึ่งครบรอบ 10 ปี ว่าเป็นตัวอย่างการปรับนโยบายของ อย. จากเดิมที่มุ่งดูแลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้สินค้าตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ได้รับเครื่องหมายรับรองแล้ว 3,922 ผลิตภัณฑ์ ในจำนวนนี้เป็นเครื่องดื่มมากที่สุด 2,652 ผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฉลากทางเลือกสุขภาพประมาณร้อยละ 10 โดยอุปสรรคสำคัญคือการปรับสูตรเพื่อลดหวาน มัน เค็ม โดยยังต้องรักษาความนิยมของสินค้าในตลาด รวมถึงต้นทุนตั้งแต่การปรับกระบวนการผลิตจนถึงการตรวจวิเคราะห์ จึงเกิดคำถามว่าจะมีแรงจูงใจเพียงพอให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ทั้งในด้านโอกาสทางการตลาดและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

ในปี 2570 อย. มีแผนสร้างความเป็นหุ้นส่วน (partnership) เพิ่มขึ้น ลดอุปสรรคในการขออนุญาต และสร้างความร่วมมือกับร้านค้าปลีกเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากทางเลือกสุขภาพไปวางในจุดที่ผู้บริโภคมองเห็นได้ง่าย รวมถึงขยายแนวทางไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน 

“Healthier Choice ตอนนี้ยังไม่ได้ลงไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่พร้อมบริโภค ต้องใช้กลไกอื่นขึ้นมาเพื่อปรับพฤติกรรม ส่วนการสร้างแรงจูงใจ ต้องมีความร่วมมือกับกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ ถ้าเรามีความร่วมมือให้ลดราคา ในส่วนของค่าธรรมเนียมการขาย (gross profit หรือค่า GP) ในกลุ่มร้านอาหารที่ลดเค็มได้ โดยเป็นลักษณะแนวความร่วมมือกัน  ฉะนั้นสิ่งที่ธุรกิจจะมาร่วมกับเราวันนี้มันไม่ใช่เฉพาะเจ้าของผลิตภัณฑ์ น่าจะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มสามารถมาร่วมกับเราได้” ภก.วราวุธกล่าว

ดร.บัญชร ส่งสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต กล่าวถึงคุณูปการของเกณฑ์วัดต่าง ๆ ที่ อย. กำหนด เช่น ปริมาณน้ำตาล โซเดียมหรือพลังงาน ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้อ้างอิงในการออกมาตรการต่าง ๆ รวมถึงมาตรการทางภาษีที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค เช่น ในอดีตเบียร์มีดีกรีแอลกอฮอล์สูงเพราะผู้ประกอบการทำตามพฤติกรรมคนไทยที่ดื่มเบียร์ใส่น้ำแข็ง แต่เมื่อมีมาตรการเก็บภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ก็ทำให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดดีกรีลง

ดร. บัญชรให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘ภาษีความหวาน’ ว่าแม้จะเก็บภาษีได้มากขึ้นแต่ยังไม่ค่อยช่วยลดปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานได้มากนัก เพราะทางเลือกยังมีจำกัด ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ อีกทั้งยังมีสินค้าใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในตลาดเรื่อย ๆ ดังนั้นอาจต้องพัฒนาตัวชี้วัดหรือกำหนดให้ร้านค้ามีชั้นวางสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ เพื่อให้เกิดช่องทางการตลาดที่เป็นทางเลือกมากขึ้นและสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค

“ในส่วนของโซเดียม (ภาษีความเค็ม) ก็จะมีการกำหนดปริมาณโซเดียม เข้าใจว่าน้ำปลาร้าไม่มี เกลือไม่มี ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถ้าต้มเส้นก่อนแล้วค่อยใส่เครื่องปรุง โซเดียมที่อยู่ในเส้นถูกล้างออก ปัจจุบัน healthier choice หลัก ๆ จะได้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉพาะบะหมี่แห้งไม่ใช่บะหมี่น้ำ ถ้ากลับไปศึกษาพฤติกรรมของคนไทยกับการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันยังมีช่องทางในการปรับได้มากขึ้น” ดร.บัญชรให้ความเห็น

ศิถี ตันบุนเต็ก ผู้อํานวยการกองส่งเสริมการลงทุน 1 (อุตสาหกรรมการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์) สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า BOI ส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการั้งต่างประเทศและผู้ประกอบการไทย โดยอุตสาหกรรมเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นหนึ่งในประเภทอุตสาหกรรมที่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจาก BOI ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารปลอดสารเคมี (organic food) อาหารทางการแพทย์ (medical food) แต่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการมาขอรับการสนับสนุนไม่มากนัก

“ยกตัวอย่าง organic food ในการที่จะได้ [สัญลักษณ์รับรอง] ต้องผ่านมาตรฐาน กรอบการดำเนินงาน กระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนออกมาเป็น organic food อาจต้องมีมากกว่าโครงการหรือผลิตภัณฑ์ปกติ และอาจต้องผ่านการรับรองจากหลายหน่วยงาน ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่เติบโตมากนัก หรือยังไม่ได้มาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มากนัก” ผู้เชี่ยวชาญจาก BOI กล่าว

อัมพวรรณ พุกดํา ผู้อํานวยการกลุ่มงานกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กล่าวถึง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ว่า กฎหมายนี้นำมาสู่การออกกฎกระทรวงกําหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ.2563 โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 2 ซึ่งออกเมื่อเดือน ธ.ค. 2563 ได้กำหนดเงื่อนไข ‘สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ไว้ด้วย

สาระสำคัญคือหน่วยงานภาครัฐที่ประสงค์จะซื้อสินค้าที่ผ่านการรับรองจากกรมควบคุมมลพิษว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถระบุไว้ในเอกสารข้อกำหนดรายละเอียด (ToR) ได้ และใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 65 ยังเปิดช่องไว้ด้วยว่าหน่วยงานภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะเกณฑ์ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เกณฑ์คุณภาพร่วมประกอบการพิจารณาได้ แต่ประเด็นนี้ผู้ปฏิบัติอาจยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ยังกำหนดการให้คะแนนไม่ถูก

“นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) จะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน ถ้าสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รัฐส่งเสริมสนับสนุนแน่นอน อันนี้การันตีได้เลย เทรนด์มันมาแบบนี้จริง ๆ ถ้าสินค้าไหนที่มีนวัตกรรม คุณลองบอกเรามาว่ามันใหม่นะ มีกลไกทางวิทยาศาสตร์นะ ขนาดยาบางตัวที่ อย. รับรองแล้วก็ส่งผลมา” อัมพวรรณกล่าว

ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ ผู้อํานวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และระบบนิเวศการลงทุนอย่างยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สุขภาวะเกิดขึ้นตลอดเส้นทางของการดำเนินธุรกิจ บริษัทต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า โฆษณาเกินจริงหรือไม่ กระบวนการผลิตปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชนข้างเคียงหรือไม่ เป็นต้น การให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะจึงสอดคล้องกับหลักการประเมินธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ความอยู่รอดของคนคือความอยู่รอดของบริษัท เพราะคนเป็นทั้งลูกค้าและพนักงาน

ดร.ชาริกาให้ข้อมูลว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้ระบบประเมินที่เรียกว่า ‘FTSE Russell ESG Scores’ โดยองค์กรประเมินระดับสากลในการประเมินบริษัทจดทะเบียนในไทย ซึ่งมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ เช่น ความรับผิดชอบต่อลูกค้าและผลิตภัณฑ์ การเข้าถึงโภชนาการที่ดีขึ้น ทำการตลาดโดยให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา การลดผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ และเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

หากเป็นกิจการก่อสร้างจะมีตัวชี้วัดเรื่องพนักงานและผู้รับเหมาได้รับการดูแลเรื่องความเสี่ยงความปลอดภัยอย่างไร มีการประเมินความเสี่ยงอย่างมีส่วนร่วมหรือไม่ แม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ทำให้โลกร้อนขึ้นก็เริ่มมีคำถามว่ากระทบต่อสุขภาพคนอย่างไร มีตัวอย่างจากกิจการสิ่งทอที่สอบถามเข้ามาว่าความร้อนมีผลต่อประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงานหรือไม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องสุขภาวะเช่นกัน

“ตลาดหลักทรัพย์จัดทำโครงการ Jump+ (จัมป์พลัส) ที่สนับสนุนการปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าองค์กรร่วมกับทางที่ปรึกษา โดยตลาดหลักทรัพย์ให้ทุนสนับสนุนเพิ่มเติม บริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้ยกระดับแผนการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน ทั้งแผนกำไร แผนลดต้นทุน และแผนยกระดับสุขภาวะ เช่น มีบริษัทที่มีแผนขยายสินค้ากลุ่มส่งเสริมชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (longevity และ wellness) ฉะนั้นเขาก็จะมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่โปรตีนสูง น้ำตาลต่ำหรือไขมันต่ำ เพื่อรองรับผู้บริโภคเพิ่มเติมด้วย” ดร.ชาริกากล่าว

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.ธีทัต ชวิศจินดา หัวหน้าโครงการทบทวนภูมิทัศน์กฎหมายเพื่อการกํากับ CDoH ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ กล่าวเสริมในประเด็นบทบาทของแพลตฟอร์มสั่งสินค้าออนไลน์กับการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพว่า พฤติกรรมการบริโภคและซื้อสินค้าของคนไทยเปลี่ยนไปเป็นการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ในคณะทำงานทบทวนกฎหมายจึงพูดถึงการออกแบบนโยบายกำกับดูแลแพลตฟอร์มซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับประเทศไทย โดยมีการเสนอทั้งมาตรการให้รางวัลสร้างแรงจูงใจและการลงโทษ

“มาตรการที่มีการเสนอในเบื้องต้นให้แพลตฟอร์มดำเนินการ เช่น ให้ผู้ประกอบการแสดงรายการต่าง ๆ เพราะการสั่งอาหารเป็นโปรโมชัน ถ้าเขายิงโปรโมชันใส่เราได้เขาต้องยิงโปรโมชัน healthier choice ได้ เราเริ่มเห็นแล้วว่าคนไทยมีพฤติกรรม ‘easy to buy’ คือตัดสินใจซื้อง่าย ดังนั้นจะมีกลไกไหนที่กำกับดูแลเรื่องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มซึ่งก็ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ” ผศ.ดร.ธีทัตกล่าว

ภาพเรือเฟอร์รี “เซวอล” ล่มในเกาหลีใต้เมื่อปี 2557 ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพเรือล่มในอินโดนีเซีย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพข่าวเรือเฟอร์รี่อัปปางที่ทะเลชวาของอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** เป็นการนำภาพเรือเฟอร์รีล่มในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2557 มาบรรยายว่าเป็นเหตุการณ์เรือล่มในทะเลชวาของอินโดนีเซีย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ต.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วน ข่าวสด ข่าวด่วนวันนี้’ โพสต์ภาพเรือล่มกลางทะเล ฝังข้อความ “เรือเฟอร์รีที่บรรทุกนักเรียนและครู 476 คนจากโรงเรียนมัธยมศึกษา ออกทัศนศึกษาประสบเหตุอับปาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 304 ราย” และข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ทะเลชวา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสภาพอากาศเลวร้ายและคลื่นลมแรงทำให้เรือเฟอร์รีซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 240 คน ล่มระหว่างเดินทางจากสุราบายาไปบานจาร์มาซิน  ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 64 ราย สูญหายอีก 71 ราย (ลิงก์บันทึก)

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพเรือล่มในโพสต์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เรือเฟอร์รีที่ชื่อ ‘เซวอล’ อับปางขณะแล่นผ่านช่องแคบ Maenggol ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2557 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 304 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยม 250 ราย ตามรายงานของ sewolfacts.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลของโศกนาฎกรรมครั้งนี้ 

โคแฟคยังพบภาพเดียวกันนี้อยู่ในเว็บไซต์ซื้อขายภาพ alamy.com ระบุวันที่ 16 เม.ย. 2557 

ส่วนข้อความบรรยายในโพสต์ที่อ้างถึงเหตุการณ์เรืออับปางในทะเลชวาของอินโดนีเซียนั้น จากการสืบค้นข่าวย้อนหลังพบว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2569 เกิดเหตุเรือ Virgo Transport 8 ล่มในทะเลชวา The Jakarta Post รายงานว่าเรือโดยสารที่บรรทุกผู้โดยสาร 213 คนและลูกเรืออีก 30 คน ขาดการติดต่อหลังออกจากเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก ก่อนจะพบว่าเรือล่ม สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติรายงานเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2569 ว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 64 ราย อีก 71 รายยังคงสูญหาย 

สรุปได้ว่าโพสต์ในกลุ่ม ‘ข่าวด่วน ข่าวสด ข่าวด่วนวันนี้’ นำภาพเหตุการณ์เรือเฟอร์รีอับปางในเกาหลีใต้เมื่อปี 2557 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพเหตุการณ์เรือล่มในทะเลชวาของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2569

ถึงยากแต่ท้อไม่ได้! นักตรวจสอบข้อเท็จจริงชี้ ยุค AI ต้องผนึกกำลังรับมือข่าวลวง แม้ไร้แรงหนุนจากแพลตฟอร์ม

2 ต.ค. 2569 — ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสมาคมเพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารแห่งโอเชียเนีย-เอเชีย (Oceania-Asia Society for Information Integrity & Safety: OASIIS) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF) จัดเสวนาหัวข้อ “พรมแดนใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยุคอัลกอริทึมและข้อมูลประดิษฐ์” ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กรุงเทพมหานคร โดยมี ชาฮายา ฮาลิฟ เป็นผู้ดำเนินรายการ

เวทีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากไทยและต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนถึงความท้าทายของการทำงานในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การผลิตและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทำได้ง่าย รวดเร็ว และแนบเนียนยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า การรับมือกับปัญหานี้ไม่อาจเป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือทั้งในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify กล่าวว่า การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้วิธีสังเกตเนื้อหาปลอมแบบเดิมแทบใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะ AI สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ขณะเดียวกันยังถูกนำไปใช้หลากหลายวัตถุประสงค์ ตั้งแต่เป็นภาพประกอบข่าว ไปจนถึงการสร้างเนื้อหาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ สร้างยอดการมีส่วนร่วม หรือชักจูงความเชื่อของผู้คน  สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าความแนบเนียนของเนื้อหาปลอม คือการที่ข้อมูลเหล่านี้สามารถ “จี้จุดอ่อน” และกระตุ้นอารมณ์ของผู้รับสาร ขณะที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มมีส่วนเร่งการกระจายข้อมูลบิดเบือน จนนำไปสู่การรวมกลุ่มของคนที่เชื่อข้อมูลแบบเดียวกันและปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่าง

“เมื่อความจริงกับความปลอมแยกไม่ออก คนก็เริ่มไม่เชื่อสิ่งที่เห็น และหันไปเชื่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่าข้อเท็จจริง แม้ข่าวนั้นจะได้รับการตรวจสอบแล้วก็ตาม สุดท้าย AI อาจทำให้คนมองเรื่องปลอมเป็นเรื่องปกติ และเลือกเชื่อความคิดของตัวเองมากขึ้น” ณัฐพลกล่าว

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify

ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย กล่าวว่า คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเปรียบเสมือน “มดงาน” ที่มีความสำคัญ แต่กลับมีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนบุคลากรและงบประมาณ ขณะที่สื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจสอบเนื้อหาทุกชิ้น

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มทักษะให้คนทำงาน Fact-checking เท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนมีทักษะรู้เท่าทันสื่อและ AI ไปพร้อมกัน รวมถึงยกระดับกรอบการตรวจสอบจากเดิมที่มุ่งตอบว่า “จริงหรือเท็จ” ไปสู่การตรวจสอบว่า ข้อมูลนั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้สร้าง และมีวัตถุประสงค์อะไร

“เราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ เมื่อก่อนเราอาจตอบคำถามแค่ว่าข้อมูลนั้นจริงหรือเท็จ แต่วันนี้ต้องไปไกลกว่านั้น ต้องดูว่ามาจากไหน และมีวัตถุประสงค์อะไร” ปารุลกล่าว

ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย

พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ AI จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี แต่ฝ่ายที่ทำงานต่อต้านข่าวลวงก็ควรนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือทรัพยากรและเงินลงทุน เพราะการพัฒนา AI ที่มีประสิทธิภาพสูงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก  ความท้าทายคือท่าทีของแพลตฟอร์มที่อาจให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจมากกว่างานตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่แพลตฟอร์มรายใหญ่มีเทคโนโลยีและ AI ขั้นสูง แต่ยังพบโฆษณาหลอกลวงและเนื้อหาจากมิจฉาชีพเข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

พีรพลเห็นว่า คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติและแรงจูงใจทางธุรกิจของแพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อออกแบบวิธีทำงานและความร่วมมือที่สามารถสร้างผลกระทบได้จริง

พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า มาฟินโดเป็นเครือข่ายที่อิงกับชุมชน (Community Base Network) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนักข่าวพลเมือง ผู้เข้าร่วมมาจากทั้งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปที่เห็นความสำคัญของการต่อสู้กับปัญหาข่าวลวง โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งจะเป็นการทำงานที่หนักมาก แต่ก็มองเห็นโอกาสที่จะขยายตัวไปยังอินฟลูเอนเซอร์ แม้คนเหล่านี้ไม่ใช่นักข่าวที่อยู่กับสำนักข่าว แต่ก็เป็นกระบอกเสียงเหมือนกัน  

ขณะที่สถานการณ์ข่าวลวง หากเป็นคนที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนยุค AI ก็จะเห็นวิวัฒนาการของการผลิตข้อมูลเท็จตั้งแต่ยุคที่ใช้การเขียนและไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากนัก มาจนถึงยุคที่เริ่มมีเทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ได้แนบเนียนขึ้น และล่าสุดที่กำลังกังวลกันอยู่คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผนและตัดสินใจเองได้ (Agentic AI) สวนทางกับคนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ดังนั้นการร่วมมือร่วมใจกันทำงานจึงมีความสำคัญ

“ตอนนี้ยิ่งต้องรวมพลังกัน จะคิดว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งเก่งและทำทุกอย่างคนเดียวไม่ได้ การใช้ AI ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ประโยชน์ได้อีกหลายด้าน เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันทำเป็นหมู่คณะ” เซ็ปเตียจีกล่าว

เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย

ด้าน ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) กล่าวว่า AI มีทั้งด้านที่ช่วยลดภาระการทำงานและด้านที่เพิ่มความท้าทายจากการผลิตสื่อปลอม แต่กระบวนการตรวจสอบพื้นฐาน เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งหรือ Triangulation ยังคงมีความสำคัญ  แม้แต่ละองค์กรสามารถผลิตงานตรวจสอบของตนเองเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าถึงประชาชนได้ แต่ในภาพใหญ่จำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างองค์กร เพราะขนาดและความเร็วของปัญหาข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบันเกินกว่าที่หน่วยงานใดจะรับมือได้เพียงลำพัง

ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP)

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัญหาข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนมีความซับซ้อนมากขึ้นในยุค AI และ Deepfake อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านจิตวิทยา อารมณ์ และพฤติกรรมของผู้รับสาร การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ไม่จำกัดเฉพาะภายในประเทศ แต่ต้องเชื่อมโยงเครือข่ายในระดับภูมิภาคและระดับสากล  การทำงานร่วมกับองค์กรและผู้เชี่ยวชาญ เช่น OASIIS จึงมีความสำคัญทั้งในมิติของการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างกลไกประสานงานระหว่างองค์กร ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังและอำนาจต่อรองในการทำงานกับแพลตฟอร์มและภาคส่วนต่าง ๆ

“โลกใหม่ไม่ใช่เรื่องความสามารถขององค์กรใดองค์กรหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นคำถามว่าเราจะทำงานร่วมกันอย่างไร ประสานงานกันอย่างไร และนำปัญหาที่แต่ละฝ่ายเผชิญมาช่วยกันแก้ไขได้อย่างไร” สุภิญญา กล่าว

‘โคแฟค’ ผนึก OASIIS ยกระดับนักตรวจสอบข้อเท็จจริงไทยสู่มาตรฐานสากล รับมือ AI–ข้อมูลบิดเบือนท้าทายระบบนิเวศข่าวสาร

2 ต.ค. 2569 — ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสมาคมเพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารแห่งโอเชียเนีย-เอเชีย (Oceania-Asia Society for Information Integrity & Safety: OASIIS) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 2–3 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กรุงเทพมหานคร

เทคลา แอบเบิร์ต หัวหน้าโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย กล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำบทบาทของสื่อในการนำเสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้แก่สังคม ซึ่งจำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มาพร้อมความท้าทายจากข้อมูลเท็จและภาพที่ถูกบิดเบือน ซึ่งสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางต่าง ๆ และทำให้แม้แต่ผู้มีประสบการณ์ก็อาจแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลลวงได้ยาก

เทคลา แอบเบิร์ต หัวหน้าโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย

“การจัดเวิร์กช็อปครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของสื่อในการตรวจสอบข้อมูล รวมถึงยกระดับมาตรฐานและแบบแผน (Protocol) ต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานจริง เราคาดหวังว่าความรู้และประสบการณ์ที่ทุกท่านได้รับ จะช่วยให้องค์กรที่เข้าร่วมสามารถพัฒนาการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ให้ดียิ่งขึ้น มีสื่อที่มีคุณภาพและโปร่งใส เพื่อให้สาธารณชนสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้” เทคลา กล่าว

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ นอกจากความร่วมมือกับพันธมิตรเดิมอย่าง FNF และ สสส. แล้ว ยังขยายความร่วมมือไปยัง OASIIS ซึ่งเป็นเครือข่ายด้านความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลในระดับภูมิภาค โดยมีผู้แทนองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอินเดีย ฮ่องกง และอินโดนีเซีย ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับมาตรฐานของ International Fact-Checking Network (IFCN) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือการสนับสนุนให้องค์กรสื่อและองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงของไทยพัฒนาการทำงานไปสู่มาตรฐานสากล

สุภิญญากล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความแตกต่างจากการรายงานข่าวทั่วไป เพราะต้องลงรายละเอียดในการตรวจสอบหลักฐานและแหล่งข้อมูลมากขึ้น หลายกรณีจำเป็นต้องให้ข้อสรุปต่อข้อมูลที่ตรวจสอบ ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาด ขณะเดียวกัน การอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งทางการก็อาจเผชิญข้อจำกัดด้านความครบถ้วนหรือความแม่นยำของข้อมูล

“หลายครั้งการที่เราจำเป็นต้องฟันธง ทำให้ต้องทำงานหนักมากในการหาหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริง บางประเทศมีข้อจำกัดที่ต้องอิงข้อมูลจากภาครัฐ แต่ข้อมูลจากภาครัฐก็อาจไม่แม่นยำหรือไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงเป็นความท้าทายว่าเราจะค้นหาข้อเท็จจริงอย่างไร ขณะเดียวกัน หากต้องอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่เปิดเผย ก็อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลเช่นกัน” สุภิญญากล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)

ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ จาก ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ความท้าทายของมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมั่นของสาธารณชน” โดยอธิบายถึงมาตรฐานของ International Fact-Checking Network (IFCN) สำหรับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศต่าง ๆ มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วยหลักสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  1. ความเป็นธรรมและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-partisanship and Fairness)
  2. ความโปร่งใสของแหล่งข้อมูลและความสามารถในการตรวจสอบที่มาได้ (A commitment to Standards and Transparency of Sources)
  3. ความโปร่งใสด้านแหล่งทุนที่สนับสนุนองค์กร (A commitment to Transparency of Funding & Organization)
  4. ความโปร่งใสของระเบียบวิธีในการตรวจสอบข้อมูล (A commitment to Standards and Transparency of Methodology)
  5. การมีนโยบายแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา (A commitment to an Open & Honest Corrections Policy)

ศาสตราจารย์มาซาโตะระบุว่า การประเมินจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน และขั้นสุดท้ายคือหากได้รับเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 8 เสียง องค์กรนั้นก็จะได้รับเครื่องหมายรับรอง IFCN ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องถูกประเมินทบทวนทุกปี ไปจนกว่าจะครบ 5 ปี จึงจะเปลี่ยนเป็นการประเมินทุก 2 ปี

ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ จาก ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS

แม้ปัจจุบันข้อมูลลวงจะสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงยังคงมีความสำคัญ เพราะผลการตรวจสอบและข้อมูลแก้ไขจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลที่สามารถนำกลับมาใช้อ้างอิงได้ หากข้อมูลเท็จเรื่องเดิมถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การทำงานขององค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งปริมาณข้อมูลบิดเบือนจำนวนมหาศาล (Misinformation Overload) การขยายตัวของ Generative AI ที่ทำให้ผลิตข้อมูลเท็จได้ง่ายขึ้น งบประมาณสนับสนุนที่ลดลง เศรษฐกิจจากความสนใจ (Attention Economy) การลดการสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม ความไว้วางใจของสังคมที่ถดถอย ความตึงเครียดทางการเมือง ตลอดจนปัญหาสื่อคุณภาพต่ำและการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะเร้าอารมณ์

ศาสตราจารย์มาซาโตะเน้นว่า การสร้างระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพไม่สามารถพึ่งพาเพียงนักข่าวหรือองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพและทักษะการรู้เท่าทันของผู้รับสารควบคู่กันไป

“การบอกว่าเราเป็นคนดี เป็นนักข่าวที่ดี หรือผลิตงานที่ดี ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น คำถามคือเรากำลังสร้างสังคมที่อุดมด้วยปัญญาไปด้วยกันหรือไม่ หลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร สังคมมีความรู้เท่าทันหรือไม่ ทุกอย่างต้องเดินไปด้วยกัน” ศาสตราจารย์มาซาโตะกล่าว

นอกจากนี้ ช่วงเช้าวันที่ 2 ต.ค. 2569 ยังมีวงเสวนา “พรมแดนใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยุคอัลกอริทึมและข้อมูลประดิษฐ์” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสื่อจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประกอบด้วย เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย, ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย, ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าว AFP, พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส ไทยพีบีเอส และ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย ชาฮายา ฮาลิฟ

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมาตรฐานการทำงานระหว่างองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงและองค์กรสื่อในไทยกับเครือข่ายระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนากระบวนการตรวจสอบข้อมูลให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สสส. ย้ำภาคธุรกิจต้องคิดถึงสุขภาพคน สภาผู้บริโภคหวั่นแก้กฎหมาย สสส.-ไทยพีบีเอส ทำลายการส่งเสริมสุขภาวะของภาคประชาชน

สสส. ย้ำผู้ประกอบการธุรกิจต้องใส่ใจสุขภาพของประชาชน เพราะหากประเทศไทยเต็มไปด้วยคนป่วย ระบบล่มสลาย ภาคธุรกิจก็ไม่สามารถสร้างกำไรได้ เสนอสร้างกติกาและแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจแข่งขันกันสร้างคุณค่าต่อสุขภาพ ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภคหวั่นการเสนอแก้กฎหมาย 4 ฉบับเกี่ยวกับที่มางบประมาณของ สสส.-ไทยพีบีเอสเท่ากับ “ตัดแข้งตัดขา” กระบวนการส่งเสริมสุขภาวะของภาคประชาชน 

วันที่ 5 ต.ค. 2569 ในวงเสวนา ‘อํานาจเชิงพาณิชย์และพื้นที่นโยบาย : กลยุทธ์ภาคอุตสาหกรรม ความรับผิดรับชอบ และธรรมาภิบาลตลาด’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพปี 2569 (NCDH 2026) ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาสุขภาพของคนไทยว่าไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไม่ดูแลสุขภาพ เช่น การไม่ออกกำลังกาย การกินหวานมัน เค็มจนป่วยเป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวานหรือความดันเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การขาดความรู้ รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาดของภาคธุรกิจที่กระตุ้นการบริโภคเพื่อทำเงินเข้าสู่ระบบธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม นพ.พงศ์เทพไม่เห็นด้วยกับการกล่าวโทษภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียวเพราะผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอด และเสนอว่าต้องเปลี่ยนหลักคิดจากเดิมที่มุ่งหาคนผิดและมองว่าจะควบคุมธุรกิจอย่างไร สู่หลักคิดใหม่เรื่องสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจแข่งขันกันสร้างคุณค่าต่อสุขภาพ และสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการส่งเสริมสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบเพื่อเอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ผู้จัดการ สสส. ยกตัวอย่างโครงการ ‘Happy 8 Workplace’ ที่ สสส. เข้าไปทำร่วมกับสถานประกอบการ โดยส่งเสริมให้นายจ้างมีส่วนร่วมดูแลสุขภาพบุคลากรในองค์กร สถานประกอบการบางแห่งที่เข้าร่วมโครงการมีตัวเลขชี้วัดชัดเจนว่าปัจจัยเสี่ยงป่วยกลุ่มโรค NCDs ของผู้บริหารและพนักงานลดลงอย่างน่าพอใจ ตนมองว่าผู้บริหารภาคเอกชนมีพลังและความยืดหยุ่น ขณะที่ภาครัฐก็สามารถสนับสนุนได้ เช่น ผ่านกลไกภาษี

“สิ่งที่ สสส. ทำมาตลอด และเจตจำนงของการมี สสส. คือรวมพลังทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ท้องถิ่น ประชาชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ มาทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าถ้าทำได้เศรษฐกิจก็จะไม่เป็นเพียงการสร้างความมั่งคั่ง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้คนมีชีวิตยืนยาว มีสุขภาวะและมีโอกาสเท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเป้าหมายเดียวกันกับภาคธุรกิจ เพราะถ้าประเทศนี้มีแต่คนป่วยแล้วระบบทั้งหมดล่มสลาย ธุรกิจจะได้กำไรจากใคร ดังนั้นการเอื้อประโยชน์แบบวิน-วินซึ่งกันและกันก็เป็นส่วนที่สำคัญ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อํานวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่าสถานการณ์โรค NCDs ไม่ไดเป็นประเด็นสาธารณสุขเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมีเป้าหมายเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะถูกประเมินจากคณะกรรมการทั้ง 25 ด้าน  

แม้ประเด็น NCDs จะไม่ได้ระบุโดยตรงในการพิจารณาว่าจะได้เข้าเป็นสมาชิก OECD หรือไม่ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ OECD เพิ่งเผยแพร่รายงานการศึกษา ‘ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพที่ได้รับจากการแก้ไขปัญหาโรค NCDs (The Health and Economic Benefits of Tackling Non‑Communicable Diseases)’ ซึ่งมีการศึกษาว่า NCDs ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

“OECD ไม่ได้บอกว่าเราต้องทำอย่างไรกับธุรกิจ แต่อย่างหนึ่งที่ OECD เขาตั้งคำถามไว้คือธุรกิจจะต้องไม่เฉพาะการขายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ (product) เท่านั้น แต่ธุรกิจต้องตั้งคำถามตัวเองด้วยว่าคุณขายความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือเปล่า? อันนี้คือสิ่งที่ OECD เขาถามและเขามีการศึกษาอยู่ เขามีการพูดถึงว่าการดำเนินธุรกิจอะไรก็ตามต้องไม่จบที่การผลิตสินค้าออกมา แต่ต้องดูว่าสินค้าตัวนั้นกระทบต่อความเสี่ยงสุขภาพอย่างไร โดยที่สิ่งหนึ่งที่เขาพูดมาก ๆ เลย คือเรื่องของการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ” ดร.ธัชไท กล่าว

วิชัย สุธรรมธารีกุล อาจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวเสริมว่า ผู้ร่วมก่อตั้ง OECD คือกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้ผ่านบทเรียนมายาวนานตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่แม้ด้านหนึ่งจะได้ประโยชน์จากความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้รับผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม ข้อพิพาทแรงงาน รวมถึงมีการใช้แรงงานเด็ก ดังนั้นองค์ความรู้จาก OECD จึงเป็นที่ยอมรับอย่างมาก

หลักการของ OECD ว่าด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC)กำหนดให้องค์กรต้องป้องกันความเสี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ สิทธิแรงงานและผู้บริโภค ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างรอบด้านตลอดห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมถึงคู่ค้าและซัพพลายเออร์ ดังนั้นผู้ประกอบการที่ยังมองว่าประเด็นเหล่านี้เป็นการเพิ่มต้นทุน ควรจะคิดใหม่ว่าการไม่ใส่ใจประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่จะกลายเป็นต้นทุนที่สูงยิ่งกว่า เพราะอาจต้องรับผลกระทบทั้งในแง่กฎหมายและแง่ตลาด กิจการจะอยู่ได้หรือไม่หากไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ เพราะธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

“คำพูดเดิม ๆ บอกว่าเราต้องเอากำไรมาก่อน แล้วมีคำคำหนึ่งว่า ‘คืนกำไรสู่สังคม’ การประกอบธุรกิจแบบรับผิดชอบบอกไม่ต้องคืน ตั้งแต่แรกเริ่มเลยก่อนที่จะมีกำไรเราคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจด้วย คือฝังไปใน 1.นโยบาย 2.การดำเนินกิจการ แรกเริ่มเลยมาคุยกันว่าการก่อตั้งบริษัทเราเพื่ออะไร 1.เพื่อหากำไร 2.แล้วธุรกิจเรามีความเสี่ยงไหม? มีผลกระทบเชิงลบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ผู้บริโภคและแรงงาน เอาเข้าไปเลย ปัจจุบันเรามีแผนกการเงิน แผนกตรวจสอบ แผนกกฎหมาย ตั้งแผนกใหม่ แผนกธรรมาภิบาล’ อาจารย์วิชัยกล่าว

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสํานักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ยกตัวอย่างความพยายามของภาคประชาสังคมในการต่อสู้กับภาคธุรกิจในการแทรกแซงการออกนโยบายสาธารณะเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี เช่น ฉลากสัญญาณไฟจราจรในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารก การเข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) ที่ภาคประชาสังคมกังวลว่าอาจกระทบต่องบประมาณการจัดซื้อยาที่จะมีราคาแพงขึ้น อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV1991) ที่เกษตรกรอาจไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้ เป็นต้น

สารีกล่าวว่าการทำนโยบายสาธารณะในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย มีอุปสรรคทุกขั้นตอน รวมถึงกรณีล่าสุดที่ 4 องค์กร คือ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ไทยพีบีเอส) กำลังถูกการเมืองเข้ามาแทรกแซง โดย สสส. ทำงานกับภาคีซึ่งมีทั้งนักวิชาการและคนทำงานกับชุมชนและประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ‘ปัจจัยทางการเมืองที่กำหนดสุขภาพ (Political Determinant of Health)’ จึงสำคัญมาก สำหรับตนเห็นว่านี่คือ ‘กระบวนการตัดแข้งตัดขาภาคประชาสังคม’

เลขาธิการสภาผู้บริโภคอธิบายเพิ่มเติมว่า สสส. มีโครงการนับหมื่นโครงการในประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องการลดความเสี่ยงบาดเจ็บรุนแรงจากการพลัดตกหกลุ้มในกลุ่มผู้สูงอายุ การปกป้องสิทธิของผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยในชุมชนแออัด ส่งเสริมและให้ความรู้แก่ประชาชนในการดูฉลากสินค้า พัฒนาศักยภาพของชุมชนที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมในการติดตามตรวจสอบผลกระทบจากโรงงาน ขณะที่ไทยพีบีเอสก็นำเสนอข่าวสารตรวจสอบผู้มีอำนาจ อาทิ ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ

“[กฎหมาย] ทั้ง 4 ฉบับเป็นประโยชน์กับประชาชน และโดยเฉพาะ สสส. ที่ไปทำงานสร้างดอกไม้เต็มแผ่นดิน แล้วกำลังจะถูกทำให้เป็น ‘กรมอนามัยแห่งที่สอง’ …เราพูดชัดเจน เรามีสภาองค์กรผู้บริโภค ไม่ใช่ สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) แห่งที่สอง สสส. ไม่ใช่คนใช้อำนาจรัฐ แต่เราคือศักยภาพของฝั่งประชาชน ฉะนั้นต้องทำหน้าที่นี้ให้ชัดเจน” สารีกล่าว

ทฤษฎีสมคบคิดเรื่องโครงการวิจัย HAARP ของสหรัฐฯ เป็นต้นเหตุภัยพิบัติ ถูกนำมาเชื่อมโยงกับน้ำท่วมกรุงเทพฯ 69

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ฝนตกหนักช่วง 22-27 ก.ย. 2569 ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในกรุงเทพฯ “ไม่น่าใช่ฝนธรรมชาติ เพราะไม่มีเสียงฟ้าร้อง” 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาชี้นำให้หลงเชื่อทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการใช้เทคโนโลยีควบคุมสภาพอากาศสร้างภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ก.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ขุนวิเทศมรรคา วาจาไฉไล’ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 9,500 บัญชี โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ช่วง 22-27 ก.ย. ว่า “สิ่งที่ทำให้คิดว่ามันไม่น่าจะใช่ฝนธรรมชาติคือ มันไม่มีเสียงฟ้าร้องสักแอะ แถวไหนได้ยินฟ้าร้องบ้าง กรุงเทพฯ ไม่มีเลยฝนล้วน ๆ นิ่ง ๆ เลย” (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์เกือบ 150 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นหลายรายว่าฝนตกที่ตกแช่ในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดจากเทคโนโลยีควบคุมสภาพอากาศที่สามารถสร้างภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ขณะที่แอดมินเพจระบุในคอมเมนต์ว่าเทคโนโลยีนี้มีชื่อว่า HAARP

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โครงการวิจัยพลังงานลำแสงออโรราจากความถี่สูง (High-frequency Active Auroral Research Program—HAARP) ที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยอะแลสกา สหรัฐอเมริกา มักถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นสาเหตุของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น น้ำท่วมใหญ่ในจีน (2564) ฝนตกหนักในบัลแกเรีย (2565) แผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในตุรกีและซีเรีย (2566) และแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ในจังหวัดคุมาโมโตะของญี่ปุ่น (2569)

สำนักข่าวบีบีซีและเอเอฟพีสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ยืนยันตรงกันว่าภัยธรรมชาติเหล่านี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับฮาร์ปและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ว่าอุปกรณ์ของฮาร์ปสามารถควบคุมสภาพอากาศได้

รายงานของบีบีซีที่เผยแพร่เมื่อ 24 ก.พ. 2566 ให้ข้อมูลว่าโครงการฮาร์ปก่อตั้งขึ้นโดยกองทัพสหรัฐฯ ในปี 1990 โครงการนี้มีการใช้ตัวแปลงสัญญาณเพื่อวิจัยผลกระทบของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ที่มีต่อระบบนำทางและการสื่อสารของพลเรือนและของทหาร ซึ่งเจสซิกา แมตธิวส์ ผู้จัดการโครงการฮาร์ปยืนยันกับบีบีซีว่า “อุปกรณ์วิจัยที่ฮาร์ป ไม่สามารถสร้างภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือทำให้รุนแขึ้นได้” และกระบวนการวิจัยไม่ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับสภาพอากาศขึ้น

บีบีซีระบุว่าความเชื่อที่ว่าโครงการฮาร์ปเป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกเผยแพร่มาอย่างต่อเนื่อง “ทั้งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ได้หักล้างข้อกล่าวอ้างเหล่านั้นอย่างรอบด้านแล้ว”

ℹ️ ทำไมฝนตกหนักต่อเนื่องช่วง 22-27 ก.ย. 2569 ในไทยไม่มีเสียงฟ้าร้อง?

วัฒนา กันบัว ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและการพยากรณ์อากาศของประเทศไทย และอดีตผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายปรากฏการณ์นี้ในเฟซบุ๊ก ‘Wattana Kanbua’ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 ว่าปรากฏการณ์ที่ฝนตกหนักและนานแต่ไม่มีฟ้าแลบหรือฟ้าร้องเป็นผลมาจากโครงสร้างแบบผสมผสานของประเภทเมฆที่ก่อตัวขึ้นในระบบหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง

“ปรากฏการณ์ฝนตกต่อเนื่องยาวนานที่มีทั้งเม็ดฝนขนาดเล็ก ขนาดปานกลาง และเม็ดใหญ่สลับกัน โดยไร้เสียงฟ้าแลบฟ้าร้องและลมผิวพื้นค่อนข้างเบานั้น คือ วิวัฒนาการตามธรรมชาติของระบบหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ที่มีการผสมผสานระหว่างเมฆแผ่นฝนกว้างใหญ่ (Nimbostratus) ซึ่งทำหน้าที่สร้างฝนตกแช่สม่ำเสมอ ร่วมกับเมฆพาความร้อน (Cumulonimbus) ที่เคลื่อนเข้ามาเติมเม็ดฝนขนาดใหญ่เป็นระยะ”

“ฟ้าแลบฟ้าร้องต้องอาศัยการขัดสีอย่างรุนแรงของเกล็ดน้ำแข็งภายในเมฆที่มีการยกตัวในแนวดิ่งแรง ๆ แต่เมื่อฝนส่วนใหญ่มาจากเมฆนิมโบสเตรตัส การไหลวนของอากาศจะนุ่มนวล กิจกรรมทางไฟฟ้าจึงไม่เกิดขึ้น ทำให้บรรยากาศเงียบสงบ ไร้เสียงฟ้าแลบฟ้าร้อง” อดีตผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตุนิยมวิทยาระบุและย้ำว่า “การเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้เราไม่ประมาท เพราะแม้จะไม่มีลมกระโชกแรงหรือฟ้าผ่า แต่ปริมาณน้ำฝนสะสมจากฝนแช่ยาวนานลักษณะนี้คือปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้อย่างรุนแรง”

ผู้ใช้เฟซบุ๊กกัมพูชาแชร์เนื้อหาเท็จที่อ้างว่าเฟซบุ๊กจะลบบัญชีผู้ใช้งานถ้าภาพโปรไฟล์ไม่ตรงกับภาพบัตรประชาชน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เฟซบุ๊กกำหนดให้ภาพโปรไฟล์ในบัญชีผู้ใช้งานตรงกับภาพถ่ายตามบัตรประชาชน ไม่เช่นนั้นบัญชีจะถูกลบ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 ก.ย. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในกัมพูชาโพสต์คำเตือนเป็นภาษากัมพูชาว่าเฟซบุ๊กจะกำหนดให้รูปโปรไฟล์เป็นรูปเดียวกับรูปในบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เช่นนั้นจะระงับการใช้งานบัญชีนั้น บางโพสต์มียอดแชร์มากเกือบ 5,000 ครั้ง และยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 1 ต.ค. 2569 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ศูนย์ช่วยเหลือ ของ Meta ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก ไม่พบข้อความใดที่กำหนดให้เจ้าของบัญชีใช้รูปโปรไฟล์ที่ตรงกับบัตรประชาชน

ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับบัตรประชาชน มีอยู่ในหัวข้อ “การยืนยันตัวตน” ซึ่ง Meta ระบุว่าอาจส่งอีเมลแจ้งให้ผู้ใช้งานอัปโหลดภาพบัตรประชาชน พาสปอร์ต ใบขับขี่หรือบัตรอื่นที่ Meta ยอมรับ เช่น บัตรนักศึกษา บัตรห้องสมุด เพื่อยืนยันตัวตนในกรณีที่จำเป็นต่อการรักษาความปลอดภัยของบัญชีหรือยืนยันอายุผู้ใช้งาน Meta ยืนยันว่าบัตรที่ส่งมายืนยันตัวตน “จะไม่ปรากฏให้เห็นในโปรไฟล์ของผู้ใช้งานและไม่แสดงให้เพื่อนหรือบุคคลอื่นที่ใช้เฟซบุ๊กมองเห็นได้”

สำหรับการจำกัดหรือปิดใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ Threads อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุต่อไปนี้

  • เป็นบัญชีของเด็กที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์
  • ปลอมเป็นบุคคลอื่นหรือองค์กรอื่นเพื่อหลอกลวงผู้อื่น
  • สร้างเพจหรือโปรไฟล์เพื่อแสดงความคิดเห็นในนามของบุคคลหรือองค์กรอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 
  • บิดเบือนข้อมูลระบุตัวตนเพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดหรือหลอกลวงผู้อื่น
  • เปลี่ยนแปลงรายละเอียดข้อมูลระบุตัวตนซ้ำ ๆ
  • ข้อมูลโปรไฟล์ที่ชวนให้เข้าใจผิด 
  • ใช้ชื่อที่ละเมิดมาตรฐานชุมชน

ขณะที่สื่อกัมพูชาหลายสำนัก เช่น KBN News , Fresh News , popular.com.kh รายงานเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ว่าชาวกัมพูชาหลายรายเปลี่ยนภาพโปรไฟล์บัญชีเฟซบุ๊กของตนเองเป็นภาพที่ใช้บนบัตรประชาชน เนื่องจากหลงเชื่อข้อความเท็จว่าเฟซบุ๊กมีนโยบายใหม่บังคับให้ต้องใช้ภาพถ่ายที่ปรากฏบนบัตรประชาชน มิเช่นนั้นบัญชีจะถูกปิดการใช้งาน

โคแฟคห่วง AI ซ้ำเติมวิกฤตข้อมูลลวง–ความยั่งยืนสื่อ จี้รัฐคานอำนาจแพลตฟอร์ม ย้ำจริยธรรมต้องมีมนุษย์กำกับ

24 กันยายน 2569  สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมเป็นวิทยากรในงานอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘AI Ethics for Trusted Media : เชื่อมั่น เชื่อใจ ใช้ AI ให้น่าเชื่อถือ’ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ระหว่างวันที่ 24 – 25 ก.ย. 2569 ณ ห้องแซฟไฟร์ ชั้น 2 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค โดยมีวิทยากรจากสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสะท้อนโอกาสและความท้าทายของการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในงานสื่อสารมวลชน ทั้งด้านจริยธรรม ความถูกต้องของข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญา และความยั่งยืนของธุรกิจสื่อ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI กำลังเปลี่ยนระบบนิเวศสื่ออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค Agentic AI หรือปัญญาประดิษฐ์แบบตัวแทน ซึ่งสามารถประกอบสร้างข้อมูลและดำเนินงานได้มากขึ้น ทำให้สื่อมวลชนไม่เพียงต้องแข่งขันกับอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากเนื้อหาที่ AI ผลิตขึ้นจำนวนมหาศาล  โดยอ้างถึงหนังสือ thAI Media System: ปัญญาประดิษฐ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อไทย ผลงานของ ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งโคแฟคจัดทำร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยชี้ว่า แม้ AI จะช่วยลดข้อจำกัดในการผลิตเนื้อหา ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะทาง การสร้างภาพกราฟิก และการสื่อสารเรื่องซับซ้อน แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงจากภาวะ AI Hallucination หรือการสร้างข้อมูลคลาดเคลื่อน รวมถึงปรากฏการณ์ AI Slop ซึ่งเป็นเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ผลิตขึ้นด้วย AI จำนวนมาก  ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ท่ามกลางข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับพฤติกรรมของผู้รับสารที่มักเชื่อข้อมูลสอดคล้องกับความคิดเดิมของตนเอง หรือ Confirmation Bias

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)
และอดีตกรรมการ กสทช.

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งขึ้นคือการสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับ AI แบบตัวต่อตัว ซึ่งผู้ใช้อาจไม่ทราบว่าคำตอบที่ได้รับมีข้อมูลหรือกลไกใดอยู่เบื้องหลัง ขณะที่โลกออนไลน์เผชิญปัญหาพฤติกรรมไม่จริงแท้ที่มีการประสานงานกัน (Coordinated Inauthentic Behavior: CIB) อยู่แล้ว หากมีผู้จงใจป้อนข้อมูลบิดเบือนเข้าสู่ระบบ AI ก็อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับรู้ของสังคม  ดังนั้น หลักจริยธรรมสำคัญในการใช้ AI ของสื่อมวลชน จึงต้องกลับไปสู่กระบวนการพื้นฐานของวิชาชีพ ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง การสอบถามผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงการคงบทบาทมนุษย์ในกระบวนการบรรณาธิการ โดยเฉพาะงานข่าวภาคสนามที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้

“แน่นอนเราคาดหวังสื่อว่าจะต้องทำงานโดยยึดความถูกต้องแม่นยำมากกว่าเดิม ก็ต้องขยันกว่าเดิม แต่ต้องใช้ทุน ใช้แรง ซึ่งต้องแข่งกับมหาซอมบี้เอนเกจเมนท์ในจักรวาล Social Media แล้วถ้าสื่อยังไม่มีอนาคต ยังไม่รู้ว่าจะได้ทำต่อไหม? รัฐจะสนับสนุนไหม? หรือการกำกับจะเป็นอย่างไร? จะไปต่อไม่ได้ ดังนั้นต้องลงไปแข่งกับซอมบี้ ทุกคนก็จะเป็นซอมบี้กันหมด เคยดูหนังไหม? ตอนแรกเราก็หนีแต่พอเราโดนเราก็เป็นซอมบี้ไปด้วย สื่อไม่ควรเป็นอย่างนั้นแต่มันต้องมีวัคซีน ต้องกลับมาที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สื่อออนไลน์อาจต้องเรียกร้องรัฐให้คานดุลกับ Social Media แต่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ (Broadcaster) ก็ต้องกลับมาที่ กสทช.” สุภิญญา กล่าว

ด้าน ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า วงการสื่อทั่วโลก รวมถึงอาเซียน กำลังเผชิญโจทย์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ AI (AI Transformation) และความยั่งยืนของสื่อ (Media Sustainability) โดยเฉพาะความเป็นธรรมในการจัดสรรรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ เนื่องจากสื่อวิชาชีพต้องลงทุนทั้งบุคลากร เวลา และทรัพยากรในการผลิตข่าวเชิงลึกหรือสารคดี ขณะที่เนื้อหาที่สร้างด้วย AI อาจมีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่กลับได้รับผลตอบแทนจากแพลตฟอร์มในลักษณะใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ ชวรงค์กล่าวถึงความจำเป็นในการกำหนดกรอบจริยธรรมการใช้ AI ในงานสื่อ โดยยกกรณี Thai PBS เคยใช้ภาพที่สร้างจาก AI ประกอบข่าวเทศกาลสงกรานต์โดยไม่ได้ระบุที่มาของภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรณีที่กระตุ้นให้สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติเร่งศึกษาและจัดทำแนวทางจริยธรรมรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว  โดยการใช้ AI ในกองบรรณาธิการมีหลายระดับ ตั้งแต่งานสนับสนุน เช่น ถอดเทป แปลภาษา และสรุปข้อมูล ไปจนถึงการเขียนและวิเคราะห์ข่าว ซึ่งจำเป็นต้องมีมนุษย์ตรวจสอบความถูกต้อง โดยเฉพาะการตัดสินใจเชิงบรรณาธิการว่าข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ และเนื้อหาที่เผยแพร่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

จากการฝึกอบรมและถอดบทเรียนของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พบว่าองค์กรสื่อมีรูปแบบการใช้ AI แตกต่างกัน บางแห่งจัดหาเครื่องมือและทดลองใช้อย่างเป็นระบบ ก่อนกำหนดเป็นมาตรฐานการทำงาน ขณะที่บางแห่งยังปล่อยให้บุคลากรเลือกใช้ด้วยตนเอง จึงเห็นว่าการพัฒนาแนวปฏิบัติระดับองค์กรจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต

ขณะที่ ทักษอร สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงข้อท้าทายทางกฎหมายจากการใช้ AI ว่า ทั่วโลกมีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับ AI ราว 50 คดี ในจำนวนนี้ประมาณ 40 คดีอยู่ในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม แนวคำวินิจฉัยยังขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพัฒนา หลักการสำคัญของลิขสิทธิ์คือการคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ ดังนั้น การสั่งให้ AI สร้างผลงานด้วยคำสั่ง (Prompt) เพียงอย่างเดียว จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาแตกต่างจากกรณีที่มนุษย์สร้างสรรค์ผลงานขึ้นก่อน แล้วใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในบางขั้นตอน เช่น การเรียบเรียงเพลงหรือสร้างภาพประกอบนิยาย

ผู้สร้างสรรค์จึงควรเก็บบันทึกประวัติการทำงาน (History Log) โดยเฉพาะขั้นตอนการใช้ AI เพื่อเป็นหลักฐานแสดงกระบวนการสร้างสรรค์และสัดส่วนผลงานของมนุษย์ หากเกิดข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ในภายหลัง  และ สื่อมวลชนยังต้องระมัดระวังการนำ AI มาสร้างภาพหรือคลิปวิดีโอประกอบข่าว เพราะอาจเกิดปัญหาทั้งความคลาดเคลื่อนของข้อมูล การใช้ผลงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนภาพบุคคลที่ AI สร้างขึ้นซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายบุคคลจริง และนำไปสู่การเรียกร้องทางกฎหมายได้

ด้าน กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) กล่าวว่า AI มีศักยภาพโดดเด่น 2 ด้าน ได้แก่ การผลิตเนื้อหาข้ามรูปแบบ ทั้งภาพ เสียง วิดีโอ การแปลภาษาและสรุปความ รวมถึงการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งงานข่าว งานสนับสนุนภายในองค์กร และการพัฒนาบริการให้เข้าถึงผู้รับสารมากขึ้น  จากการสำรวจภายใน Thai PBS พบว่าบุคลากรกว่าร้อยละ 80 มีการใช้ AI ในการทำงานแล้ว ส่งผลให้เกิดความต้องการสำคัญ 2 เรื่อง คือ แนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตการใช้ AI และการฝึกอบรมเพิ่มทักษะให้บุคลากร องค์กรจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับการใช้ AI ภายใน เพื่อวางแนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญจาก AI คือการสร้างข้อมูลลวงผ่านเทคโนโลยี Deepfake โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองและภัยพิบัติ ซึ่งข้อมูลเท็จสามารถส่งผลกระทบต่อการรับรู้และการตัดสินใจของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ การทำงานของกองบรรณาธิการข่าวจึงจำเป็นต้องมีทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง (Verify) ทำงานควบคู่กัน โดยเฉพาะช่วงเกิดภัยพิบัติ เช่น สถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งนอกจากการรายงานเหตุการณ์แล้ว สื่อยังต้องตรวจสอบภาพ คลิปวิดีโอ และข้อมูลที่แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้อีกด้วย

น้ำท่วมกรุงเทพฯ 2569: Cofact-Thai PBS Verify มองปัญหาและความท้าทายเรื่องข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์ภัยพิบัติ

จากสถานการณ์อุทกภัยและความตื่นตระหนกในสังคมเกี่ยวกับข้อความเตือนภัยพิบัติบนสื่อสังคมออนไลน์ รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” EP.51 ประเด็น “อุทกภัย วิกฤต-โอกาส การสื่อสารข้อมูล” ออกอากาศเมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 14.00-14.30 น. โดยมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ Fact-check โคแฟค, ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS และกองบรรณาธิการ ThaiPBS Verify ร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมกันถอดบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของแฟคเช็กเกอร์ สื่อกระแสหลัก และการปรับตัวของหน่วยงานภาครัฐ

กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ Fact-check โคแฟคกล่าวถึงการตรวจสอบโพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ ที่เตือนภัยน้ำท่วมและฝนตกหนักเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2569 ว่าทางโคแฟคได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาตรวจสอบเนื่องจากข้อความดังกล่าวถูกแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อสาธารณะเป็นวงกว้าง แม้ในขณะนั้นโพสต์ต้นทางจะเข้าถึงไม่ได้เพราะเพจหายไปจากระบบ

ทั้งนี้ การทำงานของนักตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checker) ไม่ได้หมายถึงการตรวจสอบว่าเนื้อหานั้นถูกหรือผิดเสมอไป แต่ยังตรวจสอบที่มาของข้อมูลว่ามาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการพยากรณ์อากาศที่ยังไม่มีใครสามารถฟันธงเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่เป็นการตรวจสอบที่มาของข้อมูลว่ามาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ โดยผลการตรวจสอบพบว่าข้อความเตือนภัยดังกล่าวไม่ได้มาจากหน่วยงานหลักด้านภัยพิบัติโดยตรง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมชลประทาน ซึ่งทางโคแฟคตรวจสอบด้วยการเทียบข้อมูลจากช่องทางการสื่อสารทางการของทั้งสามหน่วยงาน รวมทั้งโทรศัพท์สอบถามสายด่วนของกรมอุตุฯ และ ปภ. ซึ่งยืนยันว่ามีการเตือนภัยจริงแต่ใช้ข้อความไม่เหมือนกัน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเตือนภัยของรัฐไม่ชัดเจน ช้า หรือไม่สื่อถึงระดับอันตรายที่ต้องอพยพหรือยกของขึ้นที่สูง รวมถึงความไม่เชื่อมั่นที่สะสมมาจากเหตุการณ์ในอดีต ทำให้ประชาชนเลือกที่จะเชื่อคำเตือนของคนที่ไม่ใช่รัฐมากขึ้น

“การติดตามสถานการณ์และการเตือนภัยจากหน่วยงานของรัฐเป็นอันดับแรก ย่อมปลอดภัยและเป็นการคาดการณ์ที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าเพราะมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเครื่องมือมากกว่า ส่วนการไม่เตือน เตือนช้า ใช้ภาษาเข้าใจยากเป็นเรื่องที่ต้องวิจารณ์และเรียกร้องความรับหรือการแก้ไขจากหน่วยงานของรัฐ ความบกพร่องของภาครัฐในการเตือนภัยพิบัติไม่ควรเป็นเหตุผลที่ผลักเราไปเชื่อข้อมูลจากบัญชีโซเชียลมีเดียทีไม่เปิดเผยตัวตน ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงหวือหวา”

ด้าน ณัฐพล ทุมมา จาก ThaiPBS Verify กล่าวเสริมว่า ทางกองบรรณาธิการได้ติดตามโพสต์ดังกล่าวตั้งแต่ช่วงกลางคืนของวันที่ 23 ก.ย. ซึ่งมีการใช้คำว่า “มหาอุทกภัย” โดยพบว่าในวันเดียวกันนั้นกรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือนภัยเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นข้อความทางการที่ยาวและไม่มีกราฟิกที่เข้าใจง่าย ต่างจากเพจเอกชนที่มีการใช้ภาพและข้อความกระชับดึงดูดความสนใจมากกว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากหน่วยงานรัฐอย่างกรมอุตุนิยมวิทยาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพจดังกล่าวยังพบปัญหาการคัดลอกข้อความจากบุคคลอื่นหรือสื่ออื่น ๆ โดยไม่ให้เครดิตหรืออ้างอิงแหล่งที่มา ซึ่งรวมถึงกรณีของนักวิชาการและผู้สื่อข่าวท่านอื่นด้วยเช่นกัน

ในส่วนของข้อเสนอแนะและบทเรียนที่ได้รับ กุลธิดาเน้นย้ำว่าไม่อยากให้สังคมลดทอนประเด็นนี้เหลือเพียงแค่การทายถูกหรือทายผิด แต่ต้องการสร้างวัฒนธรรมในการติดตามข้อมูลข่าวสารช่วงภัยพิบัติ โดยควรยึดข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเป็นอันดับแรก หากยังไม่มั่นใจสามารถหาข้อมูลจากแหล่งอื่นประกอบได้ แต่ควรเป็นเพจที่มีการเปิดเผยตัวตนและมีประวัติการนำเสนอเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ เพราะเพจอิสระที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบ (Accountability) ได้ พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้สื่อกระแสหลักทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแปลภาษาราชการให้เป็นภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย และต้องระมัดระวังในการหยิบยกเนื้อหาที่ไม่มีการตรวจสอบจากโซเชียลมีเดียมาเผยแพร่ต่อ ซึ่งอาจเป็นการช่วยขยายพื้นที่ให้ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ

“ในสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บางทีเราอาจจะไม่ต้องการคำเตือนด้วยถ้อยคำแรง ๆ หรือคำเตือนที่เข้าใจง่ายที่สุดอีกต่อไปแล้ว ในภาวะโลกรวนเช่นนี้จริง ๆ แค่คำเตือนอย่างเรียบง่ายว่าฝนตกหนักถึงหนักมาก ยกของขึ้นที่สูง หรือเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน ก็น่าจะเพียงพอให้เราลุกขึ้นมาป้องกันตัวเองแล้ว” กุลธิดากล่าว

ขณะที่ณัฐพลฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอความหวังจากหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว หมั่นตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของคลิปปลอมหรือข่าวปลอมที่มักแพร่ระบาดในช่วงวิกฤตน้ำท่วม และร่วมกันสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อเท็จจริงเพื่อก้าวผ่านวิกฤตภัยพิบัติไปได้อย่างปลอดภัย

หมายเหตุ: รายงานชิ้นนี้สรุปความและเรียบเรียงด้วย AI (GEMINI) และตรวจสอบความถูกต้องโดยกองบรรณาธิการโคแฟค

โพสต์ “เตือนภัยพายุคัลแมกีเข้าไทยพรุ่งนี้” เป็นข่าวเก่าปี 68 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำทำให้เกิดความสับสน-เข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพและข้อความเตือนภัย “พายุคัลแมกีเข้าไทยพรุ่งนี้” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวเก่าช่วงต้นเดือน พ.ย. 2568 ถูกนำมาแชร์ซ้ำ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วนวันนี’ โพสต์ภาพแผนที่โลกและมวลพายุขนาดใหญ่ ฝังข้อความ “อึ้งทั้งประเทศ!! แย่แล้ว! คัลแมกี เคลื่อนเข้าไทยพรุ่งนี้ เปิดจังหวัดโดนเต็มๆ” และบรรยายว่า “ข่าวด่วน!! เปิดรายชื่อจังหวัด เจอฝนถล่มคืนนี้” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วเกือบ 30 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพแผนที่แสดงการเคลื่อนที่ของพายุไต้ฝุ่นที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวนำเผยแพร่ เป็นภาพประกอบรายงานข่าวของสื่อมวลช่วงวันที่ 6-8 พ.ย. 2568 เช่น เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ และ ททบ.5 ซึ่งในช่วงเวลานั้นกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” โดยออกประกาศฉบับแรกเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 และฉบับสุดท้ายวันที่ 8 พ.ย. 2568

สำหรับสถานการณ์ ณ วันที่ 29 ก.ย. 2569 กรมอุตุฯ รายงานทางเพจเฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 13.30 น. ว่า “ยังไม่พบสัญญาณพายุลูกใหม่” และ “ยังไม่มีหย่อมความกดอากาศต่ำที่จะโตเป็นพายุได้”

ภาคีเครือข่ายโคแฟคร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์สารสนเทศบิดเบือนและความท้าทายในการปกป้องความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร เพื่อจัดทำรายงานเสนอแนะต่ออาเซียน

กรุงเทพฯ–28 ก.ย. 2569 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) International Media Support (IMS) มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ Centre for Humanitarian Dialogue (HD) และสถาบัน Changefusion จัดเวทีสนทนาโต๊ะกลม ASEAN INFORMED: รายงานประเทศไทยว่าด้วยการรับมือสารสนเทศบิดเบือนและการปกป้องความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารในวาระวันข่าวโลก 2026 (ASEAN INFORMED Dialogue: Thailand Country Report on Countering Disinformation and Securing Information Integrity in occasion of World News Day 2026) ที่โรงแรมหัวช้างเฮอริเทจ

วงเสวนานี้มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งองค์กรภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรสื่อและภาควิชาการ ร่วมสะท้อนปัญหาข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือนซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเนื่องจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การผลิตและเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดาย รวดเร็วและกว้างขวางกว่าในอดีต ขณะเดียวกันยังมีแรงจูงใจจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทั้งโดยกลไกอัลกอริทึมที่ให้คุณค่ากับเนื้อหาเร้าอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง และการให้ค่าตอบแทนกับผู้เผยแพร่เนื้อหาที่แม้จะเป็นข้อมูลเท็จก็ตาม

ปัจจัยดังกล่าวทำให้จำนวนข่าวลวง ข้อมูลบิดเบือน ตลอดจนเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังและแตกแยกในสังคมมีจำนวนมากขึ้นทั้งจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่เป็นระบบ และจากบุคคลทั่วไปที่มองเห็นช่องทางสร้างรายได้ ซึ่งข้อสรุปจากการเสวนาในครั้งนี้ จะถูกนำไปประมวลผลเป็นข้อเสนอแนะในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ต่อไป