ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐระบุ ยังไม่มีการปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 3,000 บาท

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ปัจจุบันยังไม่มีการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28-29 เม.ย. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบแชร์ภาพ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคไทยภักดี พร้อมข้อความระบุว่า “สําเร็จ! ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 ➝ 3,000 บาท ผมโคตรภูมิใจ ทําเพื่อพี่น้องคนไทยสําเร็จแล้ว! ร่วมสนับสนุน ปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 3,000 บาท พี่น้องไม่ต้องห่วง มติ ส.ส. ผ่านแน่นอน” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 29 เม.ย. 2569 ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนและกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยืนยันกับโคแฟคว่าขณะนี้ยังไม่มีการปรับเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ปัจจุบันการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแบบขั้นไดตามช่วงอายุ คือ อายุ 60-69 ปี ได้ 600 บาท อายุ 70-79 ปี ได้ 700 บาท อายุ 80-89 ปี ได้ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไปได้ 1,000 บาท

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่านับตั้งแต่ สส. ชุดที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เริ่มเปิดประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 15 มี.ค. จนถึงกำหนดการประชุมล่าสุดวันที่ 30 เม.ย. ยังไม่มีวาระการประชุมว่าด้วยการขอปรับขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

นอกจากนี้โคแฟคยังไม่พบหลักฐานว่าข้อความดังกล่าวเป็นคำพูดของ นพ.วรงค์ แต่คาดว่าเป็นข้อความที่สรุปมาจากคำปราศรัยของ นพ.วรงค์ในการประชุมใหญ่พรรคไทยภักดีเมื่อวันที่่ 26 เม.ย. 2569 

ในคลิปคำปราศรัยที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กของพรรคไทยภักดี นพ.วรงค์เสนอให้นำเงินงบประมาณ สวัสดิการของสมาชิกรัฐสภามาจ่ายเป็นบำนาญ 3,000 บาทให้ผู้สูงอายุทุกคนแทน 

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.ระบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวในที่ประชุมใหญ่ของพรรรคเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 (ภาพ: เพจเฟซบุ๊กพรรคไทยภักดี)

“ผมเชื่อว่าถ้าเราจัดการโกงได้ ปราบการทุจริตคอร์รัปชันได้ ประเทศชาติจะเจริญ ประชาชนจะอยู่ดีกินดี และพี่น้องผู้สูงอายุจะได้รับบำนาญ 3,000 บาททุกคน และที่สำคัญที่สุด บำนาญ สส. สว. ต้องด่ามัน อายประชาชนบ้างไหม เอาเงินพวกนี้มาจ่ายบำนาญผู้สูงอายุดีไหม ถ้าผู้สูงอายุต้องการบำนาญต้องช่วยกันด่าพวกมันใช่ไหม”

สรุปได้ว่าการจ่ายบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาทเป็นเพียงข้อเสนอของ นพ.วรงค์ที่เห็นว่าควรยกเลิกสวัสดิการของ สส.-สว. และมุ่งปราบปรามการทุจริตเพื่อให้รัฐมีงบประมาณมากขึ้นในการจ่ายบำนาญให้ผู้สูงอายุ ดังนั้นข้อความที่อ้างว่าปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 3,000 บาท สำเร็จแล้ว จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจผิด

แฉกลลวง “ค้ามนุษย์” แรงงานอีสานเก็บเบอร์รี่ฟินแลนด์-สวีเดน ทำงาน 18 ชม. สุดท้ายหนี้ท่วม-รัฐนิ่งเฉย

รายการโคแฟคสนทนารวมพลคนเช็กข่าว EP.38 ได้หยิบยกประเด็นร้อน “เรื่องจริงของแรงงานหมากไม้” ผ่านภาพสะท้อนจากสารคดี Blood Berries เพื่อตีแผ่ชะตากรรมแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปเก็บเบอร์รี่ในแถบสแกนดิเนเวีย โดยระบุว่าเป็นขบวนการที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน แต่กลับได้รับการเพิกเฉยจากหน่วยงานรัฐไทยอย่างน่าตกใจ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดประเด็นว่า ในวาระวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคมและวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม เป็นจังหวะสำคัญในการค้นหาข้อเท็จจริงผ่านสารคดี“Blood Berries” ที่สะท้อนความจริงของพี่น้องแรงงานชาวอีสาน ซึ่งต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย แม้การไปทำงานจะดูเหมือนถูกกฎหมายแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามข้อตกลง โดยปัจจุบันปัญหาแรงงานไม่ได้มีแค่คนไทยที่ไปต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงแรงงานข้ามชาติในไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐและความไม่เข้าใจของสังคม

โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ให้รายละเอียดเชิงลึกว่า อุตสาหกรรมเบอร์รี่ในฟินแลนด์และสวีเดนต้องการแรงงานจำนวนมาก จึงมีการชักชวนแรงงานไทย โดยเฉพาะจากภาคอีสานไปทำงานผ่านนายหน้าและบริษัทจัดหางานที่มีความซับซ้อนหลายทอด กระบวนการนี้แฝงไปด้วยการเอาเปรียบที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ แรงงานต้องพักอาศัยในแคมป์ที่แออัดเหมือนค่ายทหารช่วงสงคราม ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อออกไปเก็บเบอร์รี่และกลับเข้าที่พักเกือบเที่ยงคืน รวมเวลาทำงานสูงถึงวันละ 15-18 ชั่วโมงต่อเนื่องนาน 3 เดือน

โกวิทเปิดเผยถึง “ทริค” หรือกลลวงที่บริษัทใช้ว่า แรงงานจะถูกทำให้ติดหนี้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าวิซ่า และค่าดำเนินการรวมกว่าแสนบาทต่อคน เมื่อไปถึงยังถูกยึดพาสปอร์ตเพื่อป้องกันการหนี และต้องกู้ยืมเงินบริษัทเป็นค่ากินอยู่และค่าเช่ารถซ้ำอีก โดยแรงงานจะไม่ทราบยอดรายได้จริงจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายก่อนบินกลับ ซึ่งพบว่าจำนวนมากทำงานฟรี 3 เดือนแล้วยังมียอด “ติดลบ” หรือเหลือเงินเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ที่กู้มา จนนำไปสู่สภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว ถูกยึดบ้านยึดรถเมื่อกลับถึงไทย

นอกจากนี้ นายโกวิท ยังระบุถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีการทำสัญญาซ้อนถึง 3 ฉบับเพื่อล้มล้างข้อตกลงเดิมและการโฆษณาเกินจริงผ่านโซเชียลมีเดียที่นำเสนอแต่ด้านดีเพียง 10% ของคนที่ประสบความสำเร็จมาเป็นตัวล่อ ที่น่ากังวลที่สุดคือบทบาทของภาครัฐ โดยในขั้นตอนการทำ Workshop ก่อนเดินทาง มีเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานไปร่วมนั่งโต๊ะกับบริษัทนายหน้าทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าปลอดภัย แต่เมื่อเกิดปัญหาและกลับมาทวงถามเรื่องเงินประกัน 30,000 บาท รัฐกลับบอกว่าเป็นความสมัครใจของชาวบ้านเอง หรือตำหนิว่าชาวบ้าน “โชคไม่ดี” และ “ขยันไม่พอ”

ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมของฟินแลนด์ได้ตัดสินจำคุกเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง CEO บริษัทเบอร์รี่ และนายหน้าฝั่งไทย พร้อมสั่งปรับเงินหลายสิบล้านบาท โดยชี้ชัดว่าเป็นคดีค้ามนุษย์ แต่ฝั่งรัฐไทยกลับยังลังเลในการตีความและไม่มีการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม โดยแรงงานบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจาก พม. เพียง3,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายหลักแสน

ในช่วงท้าย นายโกวิทและนางสาวสุภิญญาได้ฝากทิ้งท้ายถึงความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยที่มีสมาชิกสหภาพเพียง 1% ของแรงงานทั้งหมด ทำให้ขาดอำนาจต่อรองกับรัฐเช่นเดียวกับเสรีภาพสื่อที่มักถูกฟ้องปิดปากหรือเกรงใจนายทุนโฆษณา การนำเสนอสารคดี Blood Berries ซึ่งจะฉายที่ House สามย่านในวันที่ 30 เมษายนนี้ ทั้งยังเตรียมเผยแพร่ทางไทยพีบีเอส และ วิภา จึงเป็นความพยายามของสื่อในการส่งเสียงแทนชาวบ้านเพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ และร่วมกันเป็นกระบอกเสียงให้ภาครัฐตื่นตัวต่อปัญหานี้อย่างจริงจัง

‘กินของร้อน หลอดอาหารไหม้ เสี่ยงมะเร็ง’คำเตือนนี้เป็นความจริงเพียงใด?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีผู้ส่งภาพพร้อมข้อความ หมอเตือน ชอบกินของร้อน หลอดอาหารไหม้ เสี่ยงมะเร็ง เข้ามาสอบถามในระบบฐานข้อมูลของ Cofact ซึ่งเมื่อค้นหาที่มาของภาพดังกล่าว พบว่ามาจากโพสต์บนเพจเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเพจหนึ่ง โดยยกตัวอย่างชายชาวจีนวัย 40 ปี ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะ หลอดอาหารไหม้จากนิสัยดื่มน้ำเดือด แม้เขาคิดว่ากำลังดูแลสุขภาพ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เยื่อบุหลอดอาหารไหม้ มีแผลลึก เริ่มมีสัญญาณก่อนเกิดมะเร็ง พร้อมกับระบุว่า การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียสทำลายเยื่อบุสะสม และอ้างข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่าอุณหภูมิสูงของอาหาร/เครื่องดื่ม เป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร

– รู้จักโรคมะเร็งหลอดอาหาร? : ข้อมูลจากบทความ ‘มะเร็งหลอดอาหาร ภัยเงียบที่ผู้สูงวัยควรใส่ใจ’ โดย นพ.กิตินัทธ์ ทิมอุดม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทางเดินอาหาร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. 2568 ระบุว่า มะเร็งหลอดอาหาร(Esophageal Cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะซึ่งเป็นท่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารระหว่างปาก และกระเพาะอาหาร มะเร็งชนิดนี้มีต้นกำเนิดที่เยื่อบุผิวของหลอดอาหาร 

โรคนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ 1.ชนิด Squamous Cell Carcinoma (มะเร็งชนิดสความัส) มักเกิดจากเซลล์ที่ปกคลุมในหลอดอาหารเกือบทั้งหมดตั้งแต่คอจนถึงในช่องอก และ 2.ชนิด Adenocarcinoma (มะเร็งชนิดอะดีโนคาร์สิโนมา)มักเกิดจากเซลล์ที่ผลิตสารหล่อลื่นในหลอดอาหาร โดยมักพบในส่วนล่าง ของหลอดอาหารในส่วนท้อง

อาการของผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารสามารถแตกต่างกันไปตามระยะของโรค โดยทั่วไปอาการที่สามารถสังเกตได้ เช่น อาการปวดหรือไม่สบายที่หน้าอก รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบายในบริเวณกลางหน้าอก อาการกลืนลำบาก (Dysphagia) มีความยากลำบากในการกลืนอาหารหรือของเหลว โดยอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในหลอดอาหาร การลดน้ำหนักโดยไม่ตั้งใจ 

ผู้ป่วยอาจสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็วโดยไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาหาร อาการคลื่นไส้และอาเจียน แสบร้อนหน้าอก มีกรดไหลย้อน อาการเสียงแหบ หากมีการกดทับที่เส้นเสียงจากการเติบโตของเนื้องอกอาการเหนื่อยง่ายหรือไม่มีแรง อาการไอมาก ไอเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ภาวะกรดไหลย้อน ผู้ที่มีปัญหานี้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้มากขึ้น การบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่มีสารกันบูด เครื่องดื่มหรืออาหารที่ร้อนจัด และผู้ที่เป็นมะเร็งในช่องปากหรือโพรงจมูกร่วมด้วย เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง นพ.กิตินัทธ์ กล่าวในบทความ

โปสเตอร์ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งหลอดอาหาร 
ที่มา : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

– กินของร้อนเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารแค่ไหน:ในต่างประเทศมีรายงานที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เช่น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง(IARC) ซึ่งทำงานภายใต้องค์การอนามัยโลก รายงานเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2565 (A very-hot food and beverage thermal exposure index and esophageal cancer risk in Malawi and Tanzania: findings from the ESCCAPE case–control studies) อ้างผลการศึกษาผู้ป่วย 849 ราย และกลุ่มควบคุม 906 ราย ใน 2 ประเทศคือมาลาวีและแทนซาเนียพบตัวชี้วัดการสัมผัสความร้อนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหาร เช่น 

1.อุณหภูมิของเครื่องดื่มหรืออาหารเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.92 เท่า สำหรับเครื่องดื่มหรืออาหารที่ “ร้อนจัด (Very Hot)” เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มหรืออาหารที่ “ร้อน (Hot)” 

2.ระยะเวลารอคอยก่อนดื่มหรือรับประทานอาหารเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.76 เท่า สำหรับระยะเวลารอคอยน้อยกว่า 2 นาที เมื่อเทียบกับ 2-5 นาที

3.ความเร็วในการบริโภคเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 2.23 เท่า สำหรับบุคคลที่บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มในอัตรา “ปกติ (Normal)” เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคในอัตรา “ช้า (Slow)”

4.ความถี่ของการแสบร้อนในปากเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.9 เท่า สำหรับการแสบร้อน 6 ครั้งขึ้นไปต่อเดือน เมื่อเทียบกับไม่มีอาการแสบร้อนต่อเดือน

ในกลุ่มผู้บริโภค คะแนนการสัมผัสความร้อนโดยรวมมีตั้งแต่ 1  12 และความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสจะเพิ่มขึ้นตามคะแนนที่สูงขึ้น โดยพบว่าบุคคลที่มีคะแนน 9 ขึ้นไปมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่มีคะแนน 3 หรือต่ำกว่าถึง 4.6 เท่า รายงานของ IARC ระบุ 

รายงานของ IARC ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2559 โครงการ IARC Monographs ซึ่งเป็นโครงการที่ IARC ศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ได้ให้นิยามคำว่า “ร้อนจัด(Very Hot)” หมายถึง “มีอุณหภูมิสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส” ขณะที่ผลการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยให้ข้อสรุปว่า การหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด อาจช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งหลอดอาหารในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกได้ (อ้างอิงจากที่ตั้งของประเทศมาลาวีและแทนซาเนีย)

วันที่ 19 ก.พ. 2568 วารสารวิชาการฉบับเก่าแก่ของอังกฤษอย่าง Nature รายงานข่าวการเผยแพร่งานวิจัย (Hot beverage intake and oesophageal cancer in the UK Biobank: prospective cohort study) ในวารสารการแพทย์ด้านโรคมะเร็ง (British Journal of Cancer) โดยคณะผู้วิจัยซึ่งระบุว่าที่ผ่านมามีข้อค้นพบจากทวีปอื่นๆ เช่น เอเชีย อเมริกาใต้ ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิเข้าข่ายร้อนจัด หรือสูงตั้งแต่ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหาร แต่ยังไม่มีการศึกษาในทวีปยุโรป จึงเลือกพื้นที่วิจัยในประเทศกลุ่มสหราชอาณาจักรที่ผู้คนนิยมดื่มชาและกาแฟร้อนกันอย่างแพร่หลาย โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรวัยผู้ใหญ่ถึงผู้สูงอายุ มีอายุระหว่าง 40 – 69 ปี จำนวน 454,796 คน จากอังกฤษ เวลส์และสก็อตแลนด์

ผลการศึกษาซึ่งแยกระหว่างมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (Esophageal Squamous Cell Carcinoma – ESCC) กับมะเร็งหลอดอาหารชนิดอะดีโนคาร์สิโนมา (Esophageal adenocarcinoma – EAC) ให้ข้อสรุปว่า การดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิเข้าข่ายร้อนหรือร้อนจัด เชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหารชนิด ESCC สูงกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิไม่ร้อนหรืออยู่ในระดับอุ่นๆ อีกทั้งระดับความเสี่ยงยังเชื่อมโยงกับปริมาณการดื่มต่อวันด้วย แต่ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่าอุณหภูมิที่สูงของเครื่องดื่มกับการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิด EAC 

ภาพที่ 2 : นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ชะลอวัย ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “คนสู้โรค” ตอน “กินของร้อน เสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารหรือไม่” ทาง Thai PBS วันที่ 15 ก.ค. 2565
ที่มา : https://www.thaipbs.or.th/program/KonSuRoak/episodes/88506 (นาทีที่ 1.30 – 6.26)

ในประเทศไทย นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ชะลอวัย ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “คนสู้โรค” สำนักข่าว ThaiPBS วันที่ 15 ก.ค. 2565 ระบุว่า มีการศึกษาพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัด เช่น ชา กาแฟ มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร อย่างไรก็ตาม ‘ความร้อนเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ความเสี่ยงระดับฟันธงได้ว่าเป็นสาเหตุ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วยังชอบดื่มเครื่องดื่มร้อนบ่อยๆ ประเภท เย็นกินเหล้า – เช้ากินกาแฟร้อน ความเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

หรือคนที่รับประทานอาหาร – ดื่มเครื่องดื่มร้อน นอกจากชา – กาแฟ ยังรวมถึงสุกี้หรือชาบูที่มีน้ำซุปร้อนๆ หากบริโภคบ่อยครั้งก็จะมีความเสี่ยง แต่การบริโภคนานๆ ครั้งยังไม่มีการศึกษาที่พบความเสี่ยง ตลอดจนโรคบางชนิดก็เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารได้เช่นกัน อาทิ กรดไหลย้อน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิด EAC ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคกรดไหลย้อน แตกต่างจากในทวีปเอเชียที่พบผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิด ESCC ซึ่งเชื่อมโยงกับการกินอาหาร – ดื่มเครื่องดื่มร้อน 

ไม่ว่าจะซดราเม็งร้อนๆ จิบมิโสะร้อนๆ หรือชา – กาแฟร้อนๆ หรือเจี่ยะเต๊แบบอากงอาม่า ผมได้รีวิวงานวิจัยหลายๆ ชิ้นที่เขาสำรวจมา พบว่าอุณหภูมิถ้าเกิดสูงมากกว่า 60 หรือ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ย้ำอีกทีว่าถ้าคนที่กินของร้อนๆ นานๆ ที ไมได้กินบ่อยๆ ไม่ได้เสี่ยงมากอะไรขนาดนั้น นพ.กฤษดา กล่าว 

วันที่ 24 เม.ย. 2569 ผู้เขียนได้รับคำอธิบายจาก ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร และรักษาการแทนหัวหน้างานโภชนศาสตร์คลินิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยแยกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้ 

1.อุณหภูมิคือปัจจัยสำคัญ..ไม่ใช่ชนิดของอาหาร: โดย IARC ระบุว่า  เครื่องดื่มที่ร้อนมาก โดยเฉพาะอุณหภูมิประมาณมากกว่า 65 องศาเซลเซียสถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 2A (Probably carcinogenic to humans) ซึ่งความหมายคือ มีหลักฐานว่ามีความเป็นไปได้ในการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังไม่ถึงระดยืนยันแน่ชัด สิ่งสำคัญคือ การจัดกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเครื่องดื่มหรืออาหารนั้นเป็นตัวก่อมะเร็งโดยตรง แต่ความร้อนสูงต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยง

2.กลไกเกิดจากการระคายเคืองสะสม : เมื่อบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด เยื่อบุหลอดอาหารจะเกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บระดับเซลล์ หากเกิดซํ้าเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง การซ่อมแซมเซลล์ผิดปกติ เพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

และ 3.การศึกษาขนาดใหญ่ในมนุษย์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไปในปริมาณมากและเป็นประจำ’ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารที่เพิ่มขึ้น : อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความถี่ ปริมาณที่บริโภค ไม่ใช่การบริโภคเพียงครั้งเดียว

สิ่งที่มักถูกสื่อสารเกินจริง 1.ไม่ใช่กินของร้อนแล้วจะเป็นมะเร็งทันที เป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ต้องสะสมในระยะยาว และมกเกิดรวมกบปัจจยอื่น 2.คำว่า หลอดอาหารไหม้เป็นการสื่อสารเชิงภาพ ในความเป็นจริงมกเป็นการบาดเจ็บระดบเล็กๆ ซํ้าๆ มากกว่าการไหม้รุนแรง 3.การจดกลุ่มของ IARC ไม่ได้บอกระดบความรุนแรงของความเสี่ยง แต่บอกระดับความเชื่อมั่นของหลักฐานเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่สำคัญกว่าโดยมะเร็งหลอดอาหารมีปัจจยเสี่ยงหลายประการ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะกรดไหลย้อน ภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในหลายกรณีมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าการบริโภคของร้อนเพียงอย่างเดียว ณัฐฐศรัณฐ์ กล่าว 

บทสรุปของเรื่องนี้ ณัฐฐศรัณฐ์ แนะนำวิธีการลดปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด (อุณหภูมิมากกว่า 60–65 องศาเซลเซียสขึ้นไป) โดยรอให้อาหารหรือเครื่องดื่มเย็นลงในระดับที่อุ่นก่อนบริโภค หลีกเลี่ยงการซดหรือดื่มทันทีขณะที่น้ำยังเดือดๆ รวมถึงลดพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การบริโภคของรอนไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของมะเร็ง แต่การได้รบความรอนสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารได้ดังนั้นประเด็นสำคัญไม่ใช่การหลีกเลี่ยงอาหารร้อนทั้งหมด แต่คือการหลีกเลี่ยความรอนจ และพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองซํ้าในระยะยาว!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.nci.go.th/NCI_Old/th/New_web2024/service/sv24 (“มะเร็งหลอดอาหาร”ภัยเงียบที่ผู้สูงวัยควรใส่ใจ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ , เมษายน 2568)

https://www.iarc.who.int/news-events/a-very-hot-food-and-beverage-thermal-exposure-index-and-esophageal-cancer-risk-in-malawi-and-tanzania-findings-from-the-esccape-case-control-studies/ (A very-hot food and beverage thermal exposure index and esophageal cancer risk in Malawi and Tanzania: findings from the ESCCAPE case–control studies : IARC 30 มิ.ย. 2565)

https://www.nature.com/articles/s41416-025-02953-2 (Hot beverage intake and oesophageal cancer in the UK Biobank: prospective cohort study : Nature 19 ก.พ. 2568)

เพจเฟซบุ๊ก “เรื่องราวชายแดนใต้” โพสต์คลิป AI ใช้เนื้อหาเท็จโจมตีใส่ร้ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน อังคณา-อัญชนา-พรเพ็ญ พูดปกป้องเขมรและกลุ่มบีอาร์เอ็น

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปที่สร้างจาก AI มีเจตนากล่าวหาใส่ร้ายและสร้างความเกลียดชังนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “เรื่องราวชายแดนใต้” เผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีภาพผู้หญิง 3 คน ระบุชื่อ “อังคณา” “อัญชนา” และ “พรเพ็ญ” มีเสียงพูดว่า “ฉันคือผู้ที่ปกป้องเขมรจากการรุกรานของไทย เพราะการกระทำของไทยต่อเขมรละเมิดสิทธิมนุษยชน” “ฉันคือคนที่จะยืนหยัดปกป้องบีอาร์เอ็นจากรัฐไทยเพราะฉันมั่นใจว่าปาตานีไม่ใช่สยาม” และ “ฉันคือคนที่จะออกมาปกป้องทุกอย่างยกเว้นคนดี…ทุกอาชญากรรมในประเทศนี้จะมีพวกเราคอยปกป้อง” (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มีความยาว 31 วินาที คำบรรยายประกอบคลิปเขียนว่ามินิซีรีส์ “แหกอกแนวร่วมลัทธิ BRN EP.2” ณ วันที่ 28 เม.ย. มียอดรับชมมากกว่า 3,800 ครั้ง   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้มีความผิดปกติและไม่สมจริงที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคลิปที่ใช้ AI สร้างภาพบุคคลที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา, อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความสิทธิมนุษยชนและอดีตผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามทำงานมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเธอตกเป็นเป้าของการโจมตีและการทำลายชื่อเสียงด้วยข้อมูลเท็จ การข่มขู่คุกคามและการสร้างความเกลียดชังมาอย่างต่อเนื่อง 

คลิปนี้เป็นกรณีล่าสุดที่มีลักษณะเป็น AI Deepfake เนื้อหาในคลิปนอกจากจะเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิงเพราะไม่ใช่คำพูดของอังคณา อัญชนาและพรเพ็ญแล้ว ยังเป็นข้อความกล่าวหาใส่ร้ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามคนอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีภาพความรุนแรงคือการยิงปืนและภาพที่เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เพจเฟซบุ๊ก “เรื่องราวชายแดนใต้” ระบุว่ามินิซีรีส์ “แหกอกแนวร่วมลัทธิ BRN” มีทั้งหมด 5 ตอน โคแฟคพบว่าเผยแพร่มาแล้ว 2 ตอน ตอนที่ 1 (EP.1) เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2569 เป็นคลิปวิดีโอ AI Deepfake ตั้งชื่อว่า “โลก 3 ใบของนายรอมฎอน” (ลิงก์บันทึก) ที่มีเนื้อหาเท็จใส่ร้ายและกล่าวหารอมฎอน ปันจอร์, ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters

เพจเฟซบุ๊ก “เรื่องราวชายแดนใต้” สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2564 มีผู้ติดตามกว่า 20,000 บัญชี ข้อมูลเกี่ยวกับเพจระบุว่ามีผู้ดูแลเพจหรือแอดมินทั้งหมด 5 บัญชี ทั้งหมดอยู่ในประเทศไทย 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: คลิปวิดีโอ AI ทั้งสองคลิปนี้มีเนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานชุมชนของเฟซบุ๊กอย่างชัดเจนทั้งเรื่องการกลั่นแกล้งและการคุกคาม, พฤติกรรมที่แสดงความเกลียดชัง, ความรุนแรงและการยุยง, การให้ข้อมูลผิด และเนื้อหาที่สร้างหรือดัดแปลงด้วยวิธีทางดิจิทัลซึ่งอาจชวนให้เข้าใจผิด 

Meta ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กระบุว่า “มาตรฐานชุมชนของเรานั้นใช้กับทุกคนทั่วโลก และกับเนื้อหาทุกประเภท รวมถึงเนื้อหาที่สร้างโดย AI” และอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อ “พฤติกรรมที่แสดงความเกลียดชัง” ว่า “เราจะลบคำพูดที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ คำกล่าวหาเรื่องการผิดศีลธรรมหรือความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง และคำดูถูก” แต่ทั้งสองคลิปยังคงเข้าถึงได้ในเฟซบุ๊กและมียอดการเข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิภาพในการตรวจสอบและรักษามาตรฐานชุมชนของเฟซบุ๊ก

ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์และแผ่นพลาสติกห่ออาหาร ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ร้านขายอาหารใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาหารโดยมีพลาสติกรองอีกชั้นหนึ่ง ปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **กรมอนามัยระบุว่าอาจไม่ปลอดภัย ขอความร่วมมือผู้ประกอบการงดใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาหาร แม้จะใช้พลาสติกรองอาหาร แต่หากไม่ใช่วัสดุสัมผัสอาหาร (food grade) ก็ยังคงมีความเสี่ยง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 เม.ย. 2569 สื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์แชร์ภาพข้าวผัดห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ โดยมีพลาสติกรอง ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่าการห่ออาหารแบบนี้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ชี้แจงเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 ว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ไม่ใช่วัสดุสัมผัสอาหาร (food grade) และอาจมีสารตกค้างจากกระบวนการพิมพ์และหมึกพิมพ์ เช่น สารตะกั่ว สารโลหะหนักบางชนิด สารไฮโดรคาร์บอนจากหมึกพิมพ์ สารระเหยอินทรีย์ (VOCs) รวมถึงสารเคมีจากสีย้อมพิมพ์ ซึ่งอาจปนเปื้อนสู่อาหารได้ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสอาหารร้อนหรืออาหารที่มีไขมัน เช่น ข้าวผัด ของทอด ข้าวเหนียวปิ้ง หากสัมผัสกับกระดาษหนังสือพิมพ์โดยตรงหรือผ่านวัสดุรองที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้สารปนเปื้อนอาหารได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ บางร้านจะมีการใช้พลาสติกรองอาหาร แต่หากไม่ใช่วัสดุ food grade หรือไม่สามารถป้องกันการสัมผัสอาหารได้อย่างสมบูรณ์ ก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่

กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์เลือกบริโภคอาหารจากร้านที่มีความ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานตามหลักสุขาภิบาลอาหาร และควรเลือกร้านที่มีสัญลักษณ์รับรอง SAN (Sanitation Accountability Network) หรือ SAN Plus ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารยุคของกรมอนามัย

“อาหารปลอดภัย ต้องเริ่มจากบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย และเลือกบริโภคจากร้านที่ได้มาตรฐาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการงดใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาหาร และขอให้ประชาชนเลือกอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว” กรมอนามัยระบุ

Int’l Fact-Checking Day 2026: Collective Action Against AI-Era Disinformation 

The International Fact-Checking Network (IFCN) has designated April 2 each year as International Fact-Checking Day, following April Fools’ Day, to remind the public of the importance of verifying facts before believing or sharing content, to prevent the spread of misinformation and disinformation.

On April 2, 2026, Cofact Thailand and its partners held an event marking International Fact-Checking Day at the Bangkok Art and Culture Centre under the theme “International Fact-Checking Day 2026: Lost in Information — When Disinformation Becomes a Global Risk,” with support from the Thai Health Promotion Foundation (ThaiHealth) and Friedrich Naumann Foundation for Freedom.

Supinya Klangnarong, co-founder of Cofact Thailand, said the event has been held annually since 2020, when the world was grappling with both the Covid-19 outbreak and a surge in health-related disinformation. In 2026, disinformation remains a major global concern, with the World Economic Forum again listing it among global risks. This highlights the far-reaching impact of false information, particularly in the era of artificial intelligence (AI).

“When disinformation becomes a global risk, one key response is to slow down and verify facts. Simply put, keep calm and fact-check,” Ms Supinya said, noting that this aligns with the mission of the ThaiHealth to promote a reliable information ecosystem for well-being and help the public stay grounded amid rapid change.

Pongthep Wongwatcharapaiboon, manager of ThaiHealth, said health-related misinformation is particularly widespread, driven by fear and commercial interests, including misleading advertising and the use of deepfake technology.

Supinya Klangnarong, co-founder of Cofact Thailand, said the event has been held annually since 2020, when the world was grappling with both the Covid-19 outbreak and a surge in health-related disinformation. In 2026, disinformation remains a major global concern, with the World Economic Forum again listing it among global risks. This highlights the far-reaching impact of false information, particularly in the era of artificial intelligence (AI).

“When disinformation becomes a global risk, one key response is to slow down and verify facts. Simply put, keep calm and fact-check,” Ms Supinya said, noting that this aligns with the mission of the ThaiHealth to promote a reliable information ecosystem for well-being and help the public stay grounded amid rapid change.

Pongthep Wongwatcharapaiboon, manager of ThaiHealth, said health-related misinformation is particularly widespread, driven by fear and commercial interests, including misleading advertising and the use of deepfake technology.

https://www.bangkokpost.com/thailand/pr/3243162/intl-factchecking-day-2026-collective-action-against-aiera-disinformation

ก่อนเจาะเลือดต้องงดน้ำเปล่าหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ก่อนเจาะเลือดจำเป็นต้องงดดื่มน้ำหรือไม่? 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ก่อนเจาะเลือด คนไข้ดื่มหรือจิบน้ำได้ แต่ต้องเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 เม.ย. 2569 นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ชะลอวัย ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ โพสต์ข้อความว่าปัจจุบันยังมีคนไข้หลายรายอดน้ำก่อนเจาะเลือดซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด คนไข้จึงมีอาการขาดน้ำ เส้นเลือดแฟบเจาะได้ยาก และทำให้ผลเลือดที่ได้ไม่น่าเชื่อถือหรือเพี้ยนไป เช่น ค่าการทำงานของไต ค่าความเข้มข้นของเลือด ซึ่งเกิดจากภาวะขาดน้ำ (dehydration) 

โพสต์นี้ถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยสื่อมวลชน เช่น ข่าวสด Workpoint23 และมีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยหลายคนยังคงมีความสับสนและไม่แน่ใจว่าต้องงดน้ำก่อนเจาะเลือดหรือไม่

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: แพทย์และนักเทคนิคการแพทย์หลายท่าน รวมถึงสถานพยาบาลหลายแห่ง แนะนำว่าการเจาะเลือดควรงดอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ น้ำหวาน แต่สามารถดื่มหรือจิบน้ำเปล่าได้ 

▪️ ผศ.พญ.ปรีชญา วงษ์กระจ่าง ภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในคลิปวิดีโอ “สุขภาพดีศิริราช ตอน การเตรียมตัวก่อนทำการเจาะเลือด” ทางช่องยูทูบ siriraj channel (19 ก.พ. 2564) ระบุว่า ผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่การตรวจเลือดบางชนิดจะต้องมีการงดอาหาร เช่น การตรวจค่าปริมาณน้ำตาลและไขมันจะต้องงดอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด

▪️บทความ “เตรียมตัวมาเจาะเลือดอย่างไร? จึงจะได้ผลตรวจที่ถูกต้อง” โดย รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (24 เม.ย. 2565) ระบุว่าให้งดอาหาร งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟและน้ำหวาน แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้ 

▪️ พญ.วรรษมน ยอแสง อายุรแพทย์ รพ.วิชัยยุทธ ระบุในบทความ “เรื่องน่ารู้ในการตรวจสุขภาพ” (17 พ.ค. 2567) ว่าการเจาะเลือดเพื่อตรวจน้ำตาลในเลือด คนไข้ควรงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนเจาะเลือด ส่วนการตรวจไขมันในเลือดควรงดอาหาร 10-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด รวมถึงงดดื่ม ชา กาแฟ น้ำหวาน เครื่องดื่มและลูกอม โดยสามารถดื่มได้เฉพาะน้ำเปล่า

โพสต์แอบอ้างภาพและเรื่องราวของนักศึกษา ปวช. สู้ชีวิต เปิดรับบริจาค ให้ชื่อ-เลขบัญชีเท็จ อย่าหลงเชื่อ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เปิดรับบริจาคช่วยเหลือหนุ่มนักศึกษา ปวช. พ่อแม่เสียชีวิต ต้องเลี้ยงดูยายตาบอด 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** แอบอ้างชื่อและเรื่องราวของนักศึกษาเรียนดีแต่ยากจนที่เคยเป็นข่าวเมื่อปี 2561 มาเปิดรับบริจาค ชื่อและเลขที่บัญชีรับบริจาคเป็นของบุคคลอื่น 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14-24 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อคล้ายกันอย่างน้อย 3 เพจ ได้แก่  “ร่วมบุญ สะพานบุญ” “ข่าวบุญ บอกบุญ” และ “ข่าวบุญ สะพานบุญ” เผยแพร่ภาพชายหนุ่มร้องไห้ อาศัยอยู่ในห้องเล็กซ่อมซ่อ

ข้อความบรรยายในโพสต์อ้างว่าชายหนุ่มในภาพเป็นนักเรียน ปวช. ปี 2 ที่ยากจนแต่กตัญญู พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้วจึงต้องทำงานทุกอย่างทั้งรับจ้างรีดผ้าตัวละ 3 บาท ล้างรถ ขายของออนไลน์ เพื่อหาเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่ากินอยู่ ค่าเรียนหนังสือและดูแลยายที่ตาบอด และใช้หนี้ที่ยืมมาจัดงานศพแม่ (ลิงก์บันทึก)

“แม้ทุกอย่างจะพัง เด็กคนนี้ไม่เคยทิ้งความฝัน เกรดเฉลี่ย 3.79 ยังยืนหยัดเรียนต่อเพื่ออนาคต ขอบคุณอาจารย์ เพื่อน ๆ และผู้ใหญ่ใจดีที่เห็นค่าหัวใจของเด็กคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้” ผู้โพสต์ระบุพร้อมกับให้ชื่อและเลขที่บัญชีพร้อมเพย์ เชิญชวนให้บริจาคเงินช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพบางส่วนที่นำมาประกอบในโพสต์ขอรับบริจาคดังกล่าวรวมทั้งเรื่องราวของบุคคลในภาพนำมาจากบัญชีเฟซบุ๊กของ ดร.แทน โมราราย รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ ที่เผยแพร่เมื่อเกือบ 8 ปีที่แล้ว 

วันที่ 15 ธ.ค. 2561 ดร.แทนโพสต์ภาพและเรื่องราวของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ยากจนชื่อเอกพล ไทยธานี นักเรียน ปวช. 2 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า ข้อความว่า “ชีวิตต้องสู้..นักเรียนปวช.2 ช่างไฟฟ้าอยู่คนเดียวต้องรับจ้างทำงานรีดเสื้อผ้าตัวละ 2 บาท เพื่อจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,000 บาท และส่งตนเองเรียนหลังจากพ่อกับแม่เสียชีวิตกันไปหมด สิ่งที่น่าเศ้ราใจแม่เป็นมะเร็งเพิ่งเสียชีวิตแต่ไม่มีเงินเผ่าศพแม่ 5,000 บาท ไม่มีใครให้ยืมเงิน ต้องไปยืมจากประธานหมู่บ้าน หลังเผาศพแม่แล้วต้องฉีกซองเงินทำบุญใช้หนี้”

ดร.แทนระบุในโพสต์ว่าเอกพลเช่าบ้านอยู่คนเดียว โดยหาเงินจากการรับจ้างรีดผ้าตัวละ 2 บาทตั้งแต่ 5 โมงถึง 3 ทุ่ม และรับจ้างทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาประทังชีวิต บางวันไม่ได้กินข้าวกลางวัน หลังจากที่ทางวิทยาลัยรับรู้จึงได้มอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือเพื่อนนักศึกษาและอาจารย์ช่วยกันสมทบทุน นอกจากนี้ผู้ประกอบการในชุมชนยังช่วยเหลือด้วยการรับเอกพลเข้าทำงานพาร์ตไทม์เพื่อให้มีรายได้ 

ข้อความและภาพบางส่วนที่ ดร.แทนโพสต์ในเฟซบุ๊ก “Tan แทน” เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2561 เล่าเรื่องราวของเอกพล นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ในขณะนั้นที่เรียนดีแต่ยากจน

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐลงพื้นที่ไปพบกับ ดร.แทนและเอกพล ในรายงานข่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2561 เอกพลได้ให้ชื่อและเลขที่บัญชีสำหรับผู้ประสงค์บริจาคเงินช่วยเหลือ ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าทั้งชื่อและเลขที่บัญชีไม่ตรงกับที่เพจ “ร่วมบุญ สะพานบุญ” และเพจอื่น ๆ ข้างต้นอ้างเท็จว่าเป็นเลขที่บัญชีของเอกพล ประชาชนอย่าหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว

วันที่ 24 เม.ย. 2569 โคแฟคโทรศัพท์ไปสอบถาม ดร.แทน ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพตากฟ้า ได้รับคำยืนยันว่าโพสต์ที่เปิดรับบริจาคอยู่ในขณะนี้เป็นโพสต์เท็จที่แอบอ้างชื่อและเรื่องราวของเอกพล อีกทั้งชื่อและเลขที่บัญชีที่ปรากฏในเพจเฟซบุ๊กเหล่านั้นก็ไม่ใช่บัญชีของเอกพล

“ฐปณีย์ เอียดศรีไชยถูกช่อง 3 เลิกจ้าง” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ถูกช่อง 3 เลิกจ้างเนื่องจากวางตัวไม่เป็นกลาง เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายโพสต์ภาพฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการ “ข่าว 3 มิติ” และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters พร้อมโลโก้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ธงชาติไทย และคำว่า “เลิกจ้าง” 

ข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ด่วน ช็อกวงการข่าว เมื่อฐปนีย์ (แยม) นักข่าวช่อง 3 เปิดใจผ่าน facebook ส่วนตัว อยู่ช่อง 3 มา 16 ปี วันนี้ช่อง 3 ประกาศเลิกจ้าง ด้วยเหตุไม่วางตัวเป็นกลางเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ”  (ลิงก์บันทึก)

ภาพและข้อความเดียวกันนี้ยังถูกแชร์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว​ TOP NEWS THAILAND” และนำไปเผยแพร่ในรูปวิดีโอสั้นทางยูทูบด้วย 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ฐปณีย์ยืนยันกับโคแฟคว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง เธอยังคงเป็นผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติที่ออกอากาศทางช่อง 3 และไม่ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเลิกจ้างบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวตามที่กล่าวอ้าง 

ทางด้านกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ และกรรมการผู้จัดการบริษัท ฮอทนิวส์ จำกัด ซึ่งรับจ้างผลิตรายการข่าว 3 มิติให้กับช่อง 3 ยืนยันเช่นเดียวกันว่าทางบริษัทไม่ได้เลิกจ้างฐปณีย์ 

“เนื้อหานี้เป็นเท็จทั้งหมด เพราะฐปณีย์ไม่ได้เป็นพนักงานของช่อง 3 แต่เป็นพนักงานของบริษัทฮอทนิวส์ ปัจจุบันฐปณีย์ยังคงเป็นพนักงานของเราและยังคงเป็นผู้สื่อข่าวรายการ 3 มิติที่ออกอากาศทางช่อง 3 ทุกวัน เวลา 22.30-23.00 น.” กิตติกล่าวและยืนยันว่าสัญญาการจ้างผลิตรายการระหว่างช่อง 3 และฮอทนิวส์ก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ 

โคแฟคพบว่าเนื้อหาเท็จที่อ้างว่าฐปณีย์ถูกช่อง 3 เลิกจ้าง มีการนำข้อความที่ฐปณีย์โพสต์ในเฟซบุ๊ก Thapanee Eadsrichai เมื่อเดือน พ.ย. 2567 ซึ่งเธอเขียนข้อความให้กำลังใจพนักงานช่อง 3 ที่ถูกเลิกจ้างในช่วงปรับโครงสร้างองค์กรในช่วงนั้นมาเผยแพร่ซ้ำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน 

ล่าสุดเมื่อเวลา 18.17 น. วันนี้ (24 เม.ย.) ฐปณีย์โพสต์เฟซบุ๊กย้ำว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นโพสต์เก่าตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน และตอนนี้ช่อง 3 ไม่มีการเลิกจ้าง

“ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” เป็นเนื้อหาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** รัฐไทยให้การศึกษาฟรีกับนักเรียนทั้งชาวไทยและต่างชาติเพียงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนระดับอุดมศึกษาเป็นนโยบายทุนการศึกษาของแต่ละมหาวิทยาลัย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 เม.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 2.7 แสนบัญชี โพสต์ภาพที่ระบุข้อความ “สิงคโปร์+มาเลย์ ไม่ให้สิทธิเด็กต่างชาติเรียนฟรี แต่ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีถึงปริญญาตรี แต่เด็กไทยต้องกู้ กยศ. เรียน มันยุติธรรมแล้วหรือ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 2,500 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยืนยันกับโคแฟคว่าปัจจุบันยังไม่มีนโยบายที่กำหนดให้การศึกษาระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เรียนฟรีสำหรับนักศึกษาทุกคนทั้งที่มีและไม่มีสัญชาติไทย

“การสนับสนุนของรัฐจะอยู่ในลักษณะอุดหนุนบางส่วนหรือผ่านทุนการศึกษาเป็นหลัก การยกเว้นค่าเล่าเรียนหรือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับนโยบาย เงื่อนไข และโครงการของแต่ละมหาวิทยาลัย เช่น ทุนเรียนดี ทุนขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือโครงการสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละสถาบัน ดังนั้น การเรียนฟรีในระดับมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่นโยบายกลาง แต่เป็นการดำเนินการเฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัยและโครงการที่เกี่ยวข้อง” อว.ตอบกลับข้อสอบถามของโคแฟคในประเด็นนี้

นอกจากนี้โคแฟคยังได้ตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 28/2559 ที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ไม่พบมาตราหรือข้อใดที่ระบุว่ารัฐไทยให้การศึกษาเด็กไทยหรือต่างชาติฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

🔹 รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุถึงหน้าที่ของรัฐไทยในการจัดการศึกษาให้เด็กไว้ในมาตรา 54 ว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

🔹 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ระบุว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

🔹 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายระบุว่าให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานดําเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ให้มีมาตรฐานและคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี หมายถึง “การศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 3) หรือเทียบเท่าไ

🔹 ประกาศ ศธ. เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ระบุแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือเด็กที่ไม่มีสัญชาติเข้าเรียนในสถานศึกษา ตามนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย ประกาศฉบับนี้ไม่มีข้อความที่กำหนดว่าสถานศึกษาต้องให้เด็กกลุ่มนี้เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี

วันที่ 24 เม.ย. 2569 โคแฟคได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยจะสามารถเข้าเรียนได้ฟรีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายหรือโครงการของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง

ก่อนหน้านี้ บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” ซึ่งระบุว่าตัวเองเป็นศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการเรียนรู้ของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โพสต์คลิปวิดีโออ้างว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอให้เด็กต่างด้าวมีสิทธิเรียนฟรีในประเทศไทยถึงปริญญาตรี ซึ่ง กสม. ชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้แจงกับโคแฟคว่า กสม. ไม่ได้เสนอให้บุตรของแรงงานด่างด้าวเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ย้ำหลักการว่าเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาและการพัฒนาและขจัดอุปสรรค รัฐบาลไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กต้องรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยในระดับประถมศึกษา แต่หากทำได้ถึงระดับมัธยมศึกษาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้บุคคลสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัวและสังคมได้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

คนสื่อแชร์ประสบการณ์ถูก‘ไอโอ’คุกคาม ขอสังคมรู้เท่าทัน-สนับสนุนงานข่าวสร้างความเปลี่ยนแปลง

22 เม.ย. 2569 ทีมงานภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) นำโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกิจกรรมชมภาพยนตร์สารคดี Blood Berries จัดทำโดย The Isaan Record และภาพยนตร์สารคดี สาละวิน จำนวน 3 เรื่อง จัดทำโดยนักศึกษาในรายวิชาการผลิตสารคดีเพื่อสื่อดิจิทัล คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และงานเสวนาหัวข้อ สื่อกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง : จาก Blood Berries สู่สาละวิน โดยวิทยากร 3 ท่าน ซึ่งจัดโดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักข่าวชายขอบ The Isaan Record และ The Reporters ที่มหาวิทยาธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งThe Reporters และผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ บอกเล่าประสบการณ์ถูกคุกคามจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ – IO) ครั้งแล้วครั้งเล่าหากรายงานข่าวที่อาจไปกระทบกลุ่มผลประโยชน์ อำนาจรัฐหรือประเด็นความมั่นคง เช่น ในช่วงที่รายงานข่าวข้าว 700 กระสอบ ริมแม่น้ำสาละวิน , รายงานข่าวผู้อพยพหนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา , การชุมนุมประท้วงของเยาวชนช่วงปี 2563 – 2564 , การทำข่าวพรรคอนาคตใหม่ – พรรคก้าวไกล มาจนถึงล่าสุดกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนเผชิญไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของต้นสังกัดอย่างข่าว 3 มิติ หรือ The Reporters แต่เป็นเรื่องความเป็นนักข่าวของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ที่การรายงานข่าวอาจไปขัดกับนโยบาย ก็ต้องขัดขวาง เช่น ใช้การด้อยค่าโจมตีให้เป็นเรื่องอื่น ใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือถ้อยคำอันตราย (Dangerous Speech) สำหรับตนเจอจนสามารถเรียนรู้และเท่าทัน แต่คำถามคือประชาชนที่เสพสื่อรู้เท่าทันหรือไม่ สิ่งที่น่ากลัวคือหากข้อมูลถูกส่งต่อจำนวนมากไปเรื่อยๆ คนที่ไม่รู้เท่าทัน ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นใครก็จะพลอยเข้าใจผิดและเกลียดชัง

ทุกคนเปิดโทรศัพท์มาจะเห็นฐปณีย์ ทุกคนตั้งคำถามไหมว่าทำไมมันขึ้นก็เพราะมันซื้อสปอนเซอร์ไหมทำให้เราเห็น มีการจ่ายสตางค์ ซึ่งงงมาก คนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยกับ 3 จังหวัดแต่เห็นฐปณีย์เป็นนักข่าวโจรเต็มไปหมดเพราะอะไรเราต้องชวนกันตั้งคำถามแบบนั้นมากกว่าเกิดอะไรขึ้น มันมีขบวนการในการที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ที่ใส่ข้อมูล Dangerous Speech ที่ว่ามันเป็นถ้อยคำที่อันตราย เพราะมันจะยิ่งทำให้คนเกลียดชังอย่างรวดเร็วและรุนแรง ที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันได้ ฐปณีย์ กล่าว

หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record กล่าวว่า สำหรับคนทำข่าวคืออยากรู้ว่าผลงานของตนจะมีคนดูหรือไม่ และจะมีผู้มีอำนาจแก้ไขปัญหาที่สื่อได้รายงานหรือไม่ ตัวอย่างผลงาน เช่น ‘ความหวานและอำนาจ’ สัมภาษณ์ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลรายใหญ่ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลมีนโยบายเปลี่ยนไร่นาเป็นไร่อ้อยจำนวน 10 ล้านไร่ เป็นที่มาของปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือ ‘เมียฝรั่งในแดนอีสาน’ เพื่อทำความเข้าใจข้อกล่าวหาเรื่องคนอีสานพยายามขุดทองจากชาวต่างชาติ หรือปรากฎการณ์ที่ผู้หญิงอีสานแต่งงานกับชายชาวตะวันตก

หรือล่าสุดอย่างผลงานข่าวและสารคดี Blood Berries ว่าด้วยแรงงานไทยที่ถูกชักชวนไปทำงานเก็บผลเบอรี่ในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย (ยุโรปเหนือ) แล้วพบว่าถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ต่างจากการถูกหลอกให้เป็นแรงงานทาส ทำให้ The Isaan Record นำไปสู่การถูกฟ้องคดี (ก่อนที่จะถอนฟ้องในภายหลัง) ถูกคาดหวังเป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้านมากขึ้น แต่ในส่วนของ IO ที่เคยเจอคือช่วงที่รายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทำให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกล้มเจ้าบ้าง มีสามีเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา (CIA) บ้าง

ตอนนั้นยอดคนตามเพจ (Follower) ยังไม่เท่านี้ ก็โดนโจมตี มีโทรศัพท์มาหาเราด้วย ตกลงคุณเป็นเมีย CIA หรือตอนนั้นคือพยายามโทรหาหลายคนว่าจะทำอย่างไรดี แต่สิ่งแรกที่ตัวเองทำได้คือบอกน้องๆ ในออฟฟิศว่าอย่าออกไปไหน เพราะเราอยู่ต่างจังหวัด แล้วเมืองที่เราอยู่หน่วยงานความมั่นคงทำงานเข้มแข็งมาก ทหาร – ตำรวจค่อนข้างเข้มแข็ง มาเฝ้าออฟฟิศประจำ ตอนนั้นก็บอกน้องๆ ไปว่าอย่าออกจากบ้าน หรือถ้าจะออกก็ให้พาคนไปด้วย 2 – 3 คนเราก็ปิดโทรศัพท์ไม่ดูโซเชียลเลย ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เครียดเพราะเราถูกข่มขู่” หทัยรัตน์ กล่าว

ภาสกร จําลองราช ผู้ก่อตั้งสํานักข่าวชายขอบ เล่าว่า ในช่วงที่มีการสู้รบในเมียนมา ทำให้มีผู้อพยพจำนวนมากหนีมาอยู่บริเวณชายแดนไทย สื่อมวลชนถูกห้ามไม่ให้เข้าพื้นที่ ตนก็มีคำถามว่าบริเวณนั้นเป็นแผ่นดินไทยทำไมเข้าไปทำข่าวไม่ได้ แต่ก็ต้องหาทางเข้าไปแบบกลมกลืนกับคนท้องถิ่นเพื่อให้เรื่องราวตรงนั้นได้ออกมา ซึ่งเมื่อทำไปแล้วก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องความมั่นคง  

ทั้งนี้ ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา แท้จริงล้วนเป็นชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยมานานโดยมีแม่น้ำสาละวินเรียงร้อยก่อนจะถูกแบ่งเขตด้วยรัฐชาติสมัยใหม่ แต่ไม่อาจแบ่งความเป็นสายเลือดหรือเครือญาติได้ สิ่งเหล่านี้ต้องการความเข้าใจจากสังคมไทย สำนักข่าวชายขอบกำลังทำงานเพื่อสื่อสารเสียงของคนเล็กคนน้อย แต่จะบอกว่าเฉพาะคนเล็กคนน้อยก็ไม่ได้เพราะทุกเสียงต้องเชื่อมโยงกันหมด อย่างตนมีประสบการณ์เป็นนักข่าวที่รัฐสภามาก่อน การจะแก้ปัญหาข้างล่างได้ข้างบนต้องเป็นผู้สั่งการ หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการเป็นช่องทาง (Bypass) ส่งขึ้นไป

คำถามที่ว่าสื่อประเภทนี้จะต่อลมหายใจกันอย่างไร ต้องให้กำลังใจ และสังคมต้องเข้าใจวิธีการทำข่าวของพวกเราอย่างไร แล้วพอถูกกระทำจากองค์กร จะเรียกองค์กรนอกระบบหรืออะไรก็แล้วแต่ มันเหมือนพวกมิจฉาชีพ (Scam) แต่เป็นมิจฉาชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ มิจฉาชีพทั่วๆ ไปตำรวจก็วิ่งไล่จับไป แต่พวกนี้กลายเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ให้ภาครัฐบางหน่วยงาน แล้วมาทำกับใครมาทำกับพวกเรา ทำกับนักข่าวที่ตั้งใจหาข้อเท็จจริง ฉะนั้นสังคมต้องรู้เท่าทัน” ภาสกร กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

‘วันตรวจสอบข่าวลวงโลก’69’ สร้างปัญญารวมหมู่รับมือข้อมูลบิดเบือนยุคAI

‘IFCN’ หรือเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงสากลผลักดันให้เกิด ‘วันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day)’ ขึ้นในวันที่ 2 เมษายนของทุกปี หลังจากวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นวันโกหก (April Fools Day) เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมให้เห็นความสำคัญของการรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ ระมัดระวังการหลงเชื่อและส่งต่อข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือน 

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีการจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 “International Fact Checking Day 2026 : Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก” โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลกจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 ขณะที่ในปี 2569 ยังคงเป็นอีกปีที่สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum)จัดให้ข้อมูลลวงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงระดับโลก นั่นหมายถึงเกิดผลกระทบได้ โดยเฉพาะในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI)จึงอยากให้ทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหานี้และตั้งสติ 

ถามว่าเมื่อข้อมูลเป็นความเสี่ยงโลกแล้วจะทำอย่างไรคำตอบอย่างหนึ่งคือตั้งสติแล้วตรวจสอบข้อเท็จจริง (Keep Calm and Fact Check) ซึ่งก็เป็นแนวคิดของ สสสด้วยที่ส่งเสริมเรื่องของระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ที่จะทำให้ทุกคนตั้งหลักรู้เท่าทันคู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลง สุภิญญากล่าว

อีธาน ตู ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา AI ฉายภาพ ‘ความไม่เป็นกลางของปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ โดยยกตัวอย่าง AI ที่พัฒนาจากบริษัทใน 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งพบว่า AI จะไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งานมองประเทศที่มันถูกพัฒนาขึ้นมานั้นดูแย่

เทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นความรวดเร็วในการประมวลผลของ AI ไปสู่การพัฒนา AI ที่ไว้ใจได้และกำกับดูแลโดยองค์กรภายในประเทศ (trustworthy and locally-governed AI) เพื่อมุ่งสู่ “AI ที่มีอธิปไตยและธรรมาภิบาล” (Soveign AI and Governance)’ อีธาน กล่าว

โนอา โฮริกูชิ ซีอีโอของบริษัท Classroom Adventure เล่าถึงนวัตกรรมเกม Ray’s Blog ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนว่าด้วยทักษะการตรวจสอบข่าวลวงและการรู้เท่าทันสื่อให้กับเยาวชนในโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การเรียนรู้ในห้องเรียนกลายเป็นเรื่องสนุกเสมือนการผจญภัย 

เราถนัดในการออกแบบและพัฒนาเกม เราก็เลยใช้เกมเป็นเครื่องมือในการทำให้การเรียนรู้นั้นสนุกตื่นเต้น ไม่น่าเบื่อ ใครที่เคยได้เล่นเกมของเราอาจจะงงนิดหน่อยว่าตกลงนี่มันเป็นเกมเป็นหนัง หรือเป็นคอร์สบรรยายกันแน่ คำตอบก็คือเกมของเรารวมการสื่อสารในทุกแขนงไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดโนอา กล่าว

ในงานนี้ยังมีการสะท้อนปัญหาข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือนที่นำไปสู่อคติหรือความเกลียดชัง ดังตัวอย่างของ อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty loves Myanmar กล่าวถึง อคติของสังคมไทยต่อแรงงานชาวเมียนมา เช่น “แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติมาทำงานที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทำ เป็นงานกลุ่ม 3D คือ สกปรก (Dirty) อันตราย (Dangerous) และยากลำบาก (Difficult) หรือ “แรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติต้องเข้าระบบประกันสังคมหรือไม่ก็ซื้อประกันสุขภาพ

‘คนที่เชื่อข่าวลวงไม่ใช่เขาโง่ บางคนเชื่อข่าวลวงอาจเกิดจากความชาตินิยมหรือไม่เคยรู้จักแรงงานข้ามชาติจริงๆ ก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะแชร์อะไร ขอฝากคำถาม 1.แหล่งข่าวคือใคร? 2.ข้อมูลอัปเดตแค่ไหน? 3.ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้บ้าง? ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเกลียดชังซ้ำโดยที่เราไม่รู้ตัว’อรรวี กล่าว

รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพากล่าวถึงคำว่า Information Armageddon ที่ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.ข้อมูลที่เข้ามามีเป็นจำนวนมากจนไม่รู้จะจัดการอย่างไร ไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ 2.ข้อมูลที่ผิด ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ และ 3.ไม่รู้จะเชื่อใคร รัฐ สื่อมวลชน คนใกล้ตัว ฯลฯ อีกทั้งการไปไล่แก้ข่าวลวงทุกข่าวก็คงไม่ไหว จึงควรสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เข้าถึงระบบความจริงได้และไว้ใจ

ในบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาเราควรจะทำอย่างไร ใน 1 ครอบครัวเราควรจะมีสักคนไหมเราสร้างคนคนนั้นดีกว่าไหม สร้างนิสิตให้เขามีความรู้ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เป็นที่ปรึกษาย่ายายได้ ตอนนี้กำลังตรวจสอบข่าว ส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ แล้วคนที่ส่งข้อมูลก็มักเป็นปู่ย่าตายาย ส่งมาในกลุ่มไลน์ครอบครัว รศ.ดร.สุชาดา กล่าว 

แต่การทำงานตรวจสอบและหักล้วงข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่ กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค เล่าถึง ‘ความจริงที่เจ็บปวด’ ที่พบจากการทำงานนี้ คือ 1.เนื้อหาตรวจสอบแล้วว่าเท็จแต่ยังถูกอยู่ในระบบไม่ค่อยจะถูกลบออก 2.สื่อมวลชนมีส่วนในการเผยแพร่เนื้อหาเท็จและสร้างความเกลียด และ 3.คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ ไม่เห็นความจำเป็นและประโยชน์ของงานตรวจสอบข้อเท็จจริง

หลายครั้งที่เราโพสต์รายงานการตรวจสอบไป โดยเฉพาะเรื่องไทย – กัมพูชา จะมีความเห็นประมาณนี้ขึ้นมา ‘ไม่จริงแล้วไง..มันสะใจดี..ปั่นประสาทเขมรดี’ หรือ ‘ดูก็รู้มันปลอมอยู่แล้ว..ปล่อยผ่านไม่ได้หรือ?..เขาล้อเล่นกันขำๆ’ หรือล่าสุดทีมงานของเราตรวจสอบคลิปวิดีโอไฟไหม้ร้านอาหารที่ดูไบมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่า ‘ต้องว่างมากเลยนะถึงมานั่งเช็คอะไรพวกนี้’ เราก็ท้อแท้นิด แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเจอกับความจริงที่น่าเจ็บปวดแค่ไหน ทีมงานโคแฟคก็ยังจะทำหน้าที่ของเราต่อไปอย่างดีที่สุดกุลธิดา กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า ในอดีต 1 คนโกหกอาจรู้กันเฉพาะในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันรู้กันได้ทั้งโลกเนื่องจากข้อมูลถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยสุขภาพเป็นเรื่องที่มีการโกหกมากที่สุดนั่นเป็นเพราะทุกคนกลัวตายและอยากมีชีวิตรอด หรืออีกประเภทหนึ่งคือการโกหกเพื่อขายสินค้า สินค้าที่โฆษณานั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ผู้ที่โฆษณาแต่งตัวแบบเดียวกับแพทย์แต่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ตัดต่อใบหน้าแพทย์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมคนก็พร้อมเชื่อ

‘วันนี้เราต้องมารวมตัวปกป้อง เรียกว่าปัญญารวมหมู่ เราอาจไม่มีอำนาจแต่ถ้าเรารวมกันและใช้ความรู้ ใช้วิชาการ เราจะมีพลังพอที่จะปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้’ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ดาวน์โหลด Visuals note infoi