ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


นักวิชาการชี้ไทยต้องเร่งกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำข้อมูล-วางอนาคตสื่อหลังยุคทีวีดิจิทัล

5 มิถุนายน 2569 – คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ Asian Network for Public Opinion Research และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดเวทีเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “ถอดรหัสข่าวร้อน: อ่านความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างผ่านอำนาจ ความจริง และแพลตฟอร์ม” ภายในงานประชุมนานาชาติ 76th ICA Regional Hub Thailand โดยมีวิชาการ สื่อมวลชน และผู้กำหนดนโยบายร่วมถอดบทเรียนจากประเด็นข่าวร้อนในสังคมไทย ผ่านเวทีสาธารณะ สะท้อนความท้าทายของประเทศไทยในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล การรับมือความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงกรณี Facebook Live ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และโครงการ TH-AI Passport กับความปลอดภัยและความเหลื่อมล้ำทางโลกออนไลน์ พบว่าประเทศไทยยังขาดกลไกกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่แพลตฟอร์มต่างประเทศมีทั้งทุน เทคโนโลยี และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน

“ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้อำนาจในการกำกับดูแลอย่างจริงจัง ต่างจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่มีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ” ดร.ธนกรกล่าว พร้อมเสนอให้รัฐบาลผลักดันการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหา ธุรกิจ และผู้ผลิตสื่อในประเทศไทยมากขึ้น

ด้านศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกิจแพลตฟอร์ม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและกลไกกำกับดูแลหลายฉบับ ทั้งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะความเสี่ยงและผลกระทบของแต่ละกรณี โดยเฉพาะมาตรการ Notice and Take Down ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอสำหรับเนื้อหาบางประเภทที่สร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว จึงควรมีการพิจารณาปรับระยะเวลาให้เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของเนื้อหา

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คืออนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลไทยหลังปี 2572 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการของหลายสถานี  อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีการกระจายสื่อ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า อุตสาหกรรมโทรทัศน์รับรู้มานานแล้วว่ากำลังเผชิญแรงกดดันจากบริการ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่การกำหนดทิศทางเชิงนโยบายกลับดำเนินไปอย่างล่าช้า ทั้งที่เทคโนโลยีโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัลจะมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 17 ปีในปี 2572

“ทุกฝ่ายเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม แต่ยังไม่มีการพูดคุยเชิงนโยบายอย่างจริงจังว่าประเทศไทยจะเดินหน้ากับระบบโทรทัศน์ดิจิทัลอย่างไรต่อไป” อนุพงษ์กล่าว

ขณะที่สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) มองว่า โทรทัศน์ไทยมีความผูกพันกับพัฒนาการทางการเมืองและสังคมของประเทศมาโดยตลอด แม้โลกจะเข้าสู่ยุคออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารกับการกำกับดูแลเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้น  ขณะนี้หลายประเทศในยุโรปมีแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่มุ่งลดเนื้อหาสร้างความเกลียดชังและข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อสังคม โดยอาศัยกฎหมายและกลไกทางแพ่งควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชน

พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า โทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีความสำคัญในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ระบบอินเทอร์เน็ตอาจไม่สามารถใช้งานได้ หากภาครัฐมีนโยบายยุติหรือปรับลดบทบาทของโทรทัศน์ดิจิทัล ก็ควรประกาศทิศทางให้ชัดเจนและวางแผนเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้ทัน

ส่วนโครงการ TH-AI Passport สุภิญญามองว่า ยังไม่ได้มีการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การผลักดันให้ประชาชนใช้ AI อย่างแพร่หลายควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี (Digital Literacy) ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์

กัมพูชาเรียกร้องสิทธิ์คนละครึ่ง-ขึ้นค่าแรงให้แรงงานเขมรในไทย เนื้อหาเท็จที่เกาะกระแส “ไทยช่วยไทยพลัส”

“สวนกระแส”

ระหว่างที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่าโครงการ “คนละครึ่ง” เมื่อวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากและสื่อ Top News ได้เผยแพร่เนื้อหาเท็จว่าบุคคลสำคัญและนักการเมืองกัมพูชาเรียกร้องให้แรงงานเขมรในไทยได้รับสิทธิ์โครงการคนละครึ่งด้วย และขอให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 1,500 บาท  

เนื้อหาเท็จนี้ถูกเผยแพร่ทั้งในเพจเฟซบุ๊ก ติ๊กตอก และอินสตาแกรม ที่มีผู้ติดตามหลายแสนคน โดยบางโพสต์ใช้ภาพการชุมนุมประท้วงของแรงงานเขมรที่สร้างขึ้นโดย AI เป็นภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจ 

เมื่อใช้เครื่องมือ Whopostedwhat ตรวจสอบเนื้อหาในบัญชีโซเชียลมีเดียของอินฟลูเอ็นเซอร์และบุคคลสำคัญของกัมพูชาที่ถูกอ้างชื่อ และตรวจสอบรายงานข่าวของสำนักข่าวกัมพูชา 3 แห่ง คือ Cambodianess The Cambodia Daily และ Freshnews ไม่พบว่ามีผู้ใดเรียกร้องเช่นนี้และไม่มีการชุมนุมประท้วงของแรงงานเขมรทั้งในไทยและกัมพูชา

นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ตรวจสอบกับผู้สื่อข่าวในประเทศกัมพูชา ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีใครออกมาเรียกร้องหรือแถลงข่าวในประเด็นนี้เลย

อินฟลูเอ็นเซอร์และบุคคลสำคัญของกัมพูชาที่ถูกอ้างเท็จว่าออกมาเรียกร้องสิทธิ์สวัสดิการของรัฐและขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้แรงงานกัมพูชา ได้แก่ 

  • บอยเขมร อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวเขมรที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในติ๊กตอกและยูทูบ (Makaraboy)  
  • ปรัก สุคน (ប្រាក់ សុខុន – Prak Sokhonn) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา
  • เฮง ซัวร์ (H.E. Heng Sour) รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน
  • ฮุน มานี (Hun Many) รองนายกรัฐมนตรี
  • สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน (Samdech Hun Sen) อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภากัมพูชา
  • เพชร จันมุนี (Pich Chanmony) สตรีหมายเลข 1 ภรรยาของฮุน มาเน (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)
  • กษัตริย์นโรดมสีหนุ (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)
  • บุน รานี (Bun Rany) ภรรยาของฮุน เซน (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)

วันที่ 26 พ.ค. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ตรวจสอบเนื้อหานี้และได้ข้อสรุปว่าเป็น “ข่าวปลอม” 

“ปัจจุบันไม่มีการรวมตัวประท้วงใดจากฝั่งกัมพูชา และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไทยช่วยไทยพลัส ก็เป็นนโยบายเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น” ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ระบุและขอความร่วมมือประชาชนไม่ส่งต่อเนื้อหานี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคม แต่ข่าวปลอมนี้ก็ยังแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง

โพสต์แรกอ้าง “บักบอย” ขอคนละครึ่งพลัส

ข้อความบิดเบือนดังกล่าวปรากฏบนเฟซบุ๊กเป็นครั้งแรกเมื่อ 21 พ.ค. 2569 เวลา 6.46 น. โดยเพจ New Hour ซึ่งเผยแพร่ภาพของ “บักบอย” อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวกัมพูชา ฝังข้อความว่า “บักบอยเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เพราะแรงงานเขมรเองก็ช่วยทำงานในไทย” คำบรรยายในโพสต์อ้างว่าแรงงานเขมรที่รู้จักกันในชื่อ “บักบอย” ได้ออกมาตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการคนละครึ่งรวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ ของรัฐบาลไทยจึงไม่ครอบคลุมกลุ่มแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลังการสร้างตึกสูงระฟ้ามากมายในประเทศไทย

“เมื่อคนไทยได้รับสิทธิประโยชน์ใด ๆ แรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานในไทยก็ควรมีสิทธิได้รับอย่างเท่าเทียมกัน…” เพจเฟซบุ๊ก New Hour ระบุโดยอ้างว่าเป็นคำพูดของบักบอย


โพสต์ที่อ้างเท็จว่า “บอยเขมร” เรียกร้องคนละครึ่งพลัสให้แรงงานกัมพูชา (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก New Hour, 21 พ.ค. 2569)

จากการตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่ในช่อง ยูทูบ และ ติ๊กตอก “Makaraboy” ของบักบอยหรือ “บอยเขมร” ไม่พบการโพสต์เนื้อหาดังกล่าว โดยในช่วงเดือน พ.ค. 2569 เขาโพสต์วิดีโอเพียงแค่ 2 ชิ้น เป็นคลิปเล่าข่าวเป็นภาษาเขมรและไทยเกี่ยวกับการค้นพบอาวุธของจีนเทาในไทยและการประท้วงขึ้นค่าเช่าร้านที่ประตูน้ำ

เพจ New Hour มีผู้ติดตามมากกว่า 10,000 บัญชี ข้อความแนะนำเพจระบุว่า “เกาะสถานการณ์รายวัน แอบดูเขมรรายวัน” สร้างขึ้นเมื่อ 6 พ.ค. 2568 มีแอดมินอยู่ในประเทศไทย 1 ราย โพสต์เนื้อหาที่สร้างด้วย AI จำนวนมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาและเปิดรับเงินสนับสนุนจากผู้ชม (subscribe) ด้วย 

นอกจาก New Hour แล้ว เนื้อหาเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊กอื่น ๆ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เช่น เพจเฟซบุ๊ก “พื้นที่ขยี้ข่าว”  ผู้ติดตามมากกว่า 8.5 แสนบัญชีโพสต์เมื่อเวลา 17.46 ของวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “ท่านเปา เล่าข่าว” โพสต์ภาพและข้อความอ้างถึงปรัก สุคน (Prak Sokhonn) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ดังนี้

“ปรัก สุคน ชี้แรงงานเขมรคือกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และมีส่วนช่วยให้ไทยเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดมาจนถึงทุกวันนี้ จึงควรได้รับสิทธิ์ลงทะเบียน ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟสใหม่เช่นกัน ย้ำทำงานหนักไม่แพ้คนไทย ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด”
เพจ “ท่านเปา เล่าข่าว” สร้างขึ้นเมื่อ 30 ต.ค. 2560 มีแอดมินอยู่ไทย 1 ราย เพจนี้มีลักษณะใช้ชื่อคล้ายคลึงกับเพจเล่าข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนผู้ดำเนินการเพจที่มีการสร้างขึ้นในชื่อเดียวกันมากมาย เช่น “ท่านเปา ขยี้ข่าว” และ เพจ “อีซ้อ ขยี้ข่าว”

อินฟลูฯ-สื่อนำไปเผยแพร่ต่อ 

วันที่ 23 พ.ค.เวลา 23.28 น. เพจเฟซบุ๊ก “เส้นทางความรู้” ซึ่งมีแอดมินอยู่ไทย 4 คน โพสต์เนื้อหาที่มีใจความเดียวกัน ภาพประกอบเป็นภาพผู้หญิงชี้หน้าต่อว่า ฝังข้อความ “เขมรโวยไทย โครงการคนละครึ่งไม่แฟร์ คนเขมรทำงานในไทย ทำไมไม่มีสิทธิ์” 

เมื่อคลิกที่ภาพจะลิงก์เข้าไปที่แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ Lazada ซึ่งเป็นลักษณะของโพสต์ที่ใช้เนื้อหาเท็จกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเพื่อหลอกล่อให้ผู้ใช้งานโซเชียลคลิกดูภาพหรืออ่านเนื้อหาต่อ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้ผู้ดูแลเพจ 

เนื้อหาเท็จเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิ์คนละครึ่งของแรงงานกัมพูชานี้ถูกผลิตและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดัดแปลงข้อความและภาพประกอบให้แตกต่างกันเล็กน้อย 

วันที่ 24 พ.ค. หนึ่งวันก่อนการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพจเฟซบุ๊ก “ยิ้มรับ ความสุข” ผู้ติดตาม 417,000 บัญชีโพสต์ข้อความว่า “ฮุน มานี (รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา) ลั่น !! แรงงานกัมพูชาในไทยต้องได้คนละครึ่งพลัสทุกคน เพราะคนกัมพูชาก็เสียภาษีให้ไทย ฉะนั้นต้องได้ ถ้าไม่ได้จะเรียกร้องให้แรงงานเขมรประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลไทย”

วันที่ 25 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก “เศษฟาง” แชร์เนื้อหาบิดเบือนว่า เฮง ซัวร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยจ่ายคนละครึ่งพลัสให้กับแรงงานเขมรทุกคน 

“ถ้าไม่จ่ายจะสั่งให้หยุดงานแล้วประท้วงแบบอดข้าวอดน้ำ จะไม่ยอมกินจนกว่าจะได้สิทธิ์” เพจเฟซบุ๊ก “เศษฟาง” โพสต์ข้อความที่อ้างเท็จว่าเป็นคำพูดของรัฐมนตรีแรงงานกัมพูชา

ขยายผลโดย Top News, The Critics และ “เต้ อาชีวะ”

วันที่ 27 พ.ค. พบว่ามีการใช้ AI สร้างภาพประกอบเนื้อหาเท็จนี้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น ภาพแรงงานเขมรประท้วงและภาพผู้นำไทยและกัมพูชา โดยมีสื่อได้แก่ Top News และ The Critics นำเนื้อหานี้ไปนำเสนอทางช่องยูทูบด้วย 
วันที่ 28 พ.ค. อัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ “เต้ อาชีวะ” แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน ซึ่งเป็นกลุ่มที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์กับแรงงานข้ามชาติได้นำเนื้อหาเท็จนี้มาเผยแพร่ซ้ำโดยพูดในไลฟ์ในเชิงเสียดสีและด่าทอแรงงานกัมพูชาที่ออกมาเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ 1,500 บาท และสิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

เผยแพร่เนื้อหาเท็จ โดยแอบอ้าง “ไทยรัฐ-ผู้จัดการออนไลน์”

วันที่ 30 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก “กระแสวันนี้” โพสต์เนื้อหาเท็จ ใจความเดียวกัน โดยอ้างแหล่งที่มาข้อมูลจากสำนักข่าวไทยรัฐ ผู้จัดการออนไลน์ และกรมประชาสัมพันธ์ข้อความในโพสต์ระบุว่า 

นี่คือวิธีเดียวที่ทำให้ตระกูลฮุนอยู่ได้นาน ด่าคนไทยว่า ‘โจรสยาม’ แต่ขอค่าแรง 1,500 บาท พร้อมสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส ทั้งที่คนไทยเองยังไม่ได้เลย…”

เมื่อตรวจสอบกับเว็บไซต์ของทั้งไทยรัฐ ผู้จัดการออนไลน์และกรมประชาสัมพันธ์ ไม่พบว่ามีการรายข่าวในประเด็นนี้
การแอบอ้างชื่อสำนักข่าวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เป็นวิธีการที่ผู้เผยแพร่เนื้อหาเท็จมักนำมาใช้ เช่น เพจเฟซบุ๊ก “Chimlang” โพสต์เนื้อหาเท็จเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่าฮุน มานีโจมตีไทยว่าเลือกปฏิบัติต่อแรงงานเขมร โดยระบุในแคปชันว่า “ที่มา: ข่าวสด, เดลินิวส์” ซึ่งจากการตรวจสอบช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารของข่าวสดและเดลินิวส์ ไม่พบข่าวดังกล่าว

เพจ “Chimlang” มีแอดมินอยู่ไทย 6 คน ระบุว่า ดำเนินการโดย บริษัท รวยเย็นสบาย จำกัด ตั้งอยู่ที่อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 

ปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ แต่เนื้อหาเท็จยังเผยแพร่ต่อเนื่อง

แม้จะสิ้นสุดระยะเวลาลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัสเมื่อวันที่ 29 พ.ค. แต่เนื้อหาเท็จเรื่องคนกัมพูชาเรียกร้องสิทธิ์ก็ยังคงถูกผลิตและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยอ้างชื่อผู้นำเขมรคนอื่น ๆ เช่น ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา, เพชร จันมุนี ภรรยาฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี, กษัตริย์นโรดมสีหนุและบุน รานี ภรรยาของฮุน เซน

เนื้อหาเท็จสร้างความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติ จากพม่าถึงกัมพูชา

จากการติดตามตรวจสอบเนื้อหาเท็จ-ข้อมูลบิดเบือนที่มุ่งสร้างความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติที่เผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย ผู้เขียนมีข้อสังเกต 3 ประการ ดังนี้ 

1.วาทกรรมบิดเบือนสร้างความไม่พอใจต่อ “แรงงานต่างด้าว” คล้ายคลึงกับกรณีบิดเบือนเรื่องแรงงานพม่าเมื่อปี 2568 

เนื้อหาเท็จเรื่องแรงงานเขมรเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานไทยที่เผยแพร่ในช่วงเดือน พ.ค. 2569 นี้มีเนื้อหาคล้ายกับเนื้อหาบิดเบือนเรื่องการขอขึ้นค่าแรงของแรงงานเมียนมาที่เผยแพร่ช่วงวันที่ 5-8 ม.ค. 2568 ซึ่งมีการแชร์คลิป “พม่าเรียกค่าแรง 600-700 บาท” อย่างกว้างขวางบนเฟซบุ๊ก

การบิดเบือนเนื้อหาทั้งสองกรณีสร้างวาทกรรมว่า แรงงานต่างด้าวเรียกร้องค่าแรงที่สูงกว่าแรงงานไทยอย่างมาก โดยการกุคำพูดหรือบิดเบือนคำพูดของผู้นำแรงงานหรือบุคคลสำคัญขึ้นมา หรือนำคลิปคำพูดมาเผยแพร่ซ้ำโดยขาดบริบทเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ประกอบกับใช้ภาพการชุมนุมของแรงงาน ซึ่งเป็นการชุมนุมในเรื่องอื่นหรือเป็นรูป AI มาปลุกเร้าอารมณ์คนไทยให้รู้สึกว่าแรงงานต่างด้าวเรียกร้องเกินเลย ได้คืบเอาศอกและก้าวร้าวรุนแรง

ผลกระทบจากเนื้อหาบิดเบือนทั้งสองกรณีนำไปสู่ ความไม่พอใจของผู้ใช้งานโซเชียลไทยต่อแรงงานต่างด้าวและเสริมกระแสชาตินิยม 

2. พัฒนาการของเทคนิคการสร้างเนื้อหาเท็จ/บิดเบือน

เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาเท็จ/บิดเบือนประเด็นแรงงานต่างด้าวเมื่อปี 2568 พบว่า เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่ในปี 2569 ใช้ AI สร้างภาพประกอบเนื้อหามากขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดึงดูดความสนใจและทำให้เนื้อหาดูมีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น 

ตัวอย่างเช่น เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่เมื่อ 29 พ.ค. ใช้ AI สร้างภาพผู้ประท้วงชาวไทย คัดค้านการให้โครงการคนละครึ่งพลัสแก่แรงงานเขมร คล้ายกับภาพสร้างจาก AI เรื่องการคัดค้านให้ศึกษาลูกแรงงานอพยพ ที่เผยแพร่เมื่อ 28 ก.พ. 2569 เผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊ก “ไทยไม่ทน” ภาพทั้งสองปรากฏลายน้ำการใช้ AI Gemini ที่มุมขวาล่าง 

(ภาพซ้าย) เนื้อหาบิดเบือนเรื่องการศึกษาลูกแรงงานอพยพเมื่อ 28 ก.พ. 2569 เผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊ก “ไทยไม่ทน” 
(ภาพขวา) เนื้อหาบิดเบือนเรื่องแรงงานเขมรต้องการคนละครึ่ง เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้งาน “อุ้ย จันทร์” 


นอกจากนี้ ยังพบการแอบอ้างชื่อสำนักข่าวว่าเป็นแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งที่ไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าวจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ที่น่ากังวลกว่านั้นคือการอ้างชื่อสำนักข่าวทำให้ AI มีแนวโน้มที่อ้างอิงเนื้อหาเท็จนี้ต่อโดยไม่ตรวจสอบหรือแจ้งเตือนว่าเป็นเท็จเพราะมีการอ้างที่มาจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ 

3) ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียไม่รู้เท่าทันข่าวปลอม

เนื้อหาเท็จที่ปลุกปั่นความเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้านพร้อมกับปลุกเร้ากระแสชาตินิยมมักได้รับความสนใจจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย หลายโพสต์มีผู้เข้ามาแสดงอารมณ์ความรู้สึกร่วมหลายพันคอมเมนต์ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมดว่าความเห็นเหล่านี้เป็นของผู้ใช้งานจริงหรือเป็นเครือข่ายบัญชีที่ร่วมกันเผยแพร่เนื้อหาเท็จเพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนไม่น้อยที่แสดงออกว่าเชื่อว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นความจริง นำไปสู่การแสดงความไม่พอใจ ความเกลียดชัง ด่าทอแรงงานต่างด้าวด้วยถ้อยคำหยาบคายโดยไม่มีการตรวจสอบหรือตั้งคำถามว่าเนื้อหานั้นเป็นจริงหรือไม่

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง








จี้ กสทช. เร่งกำหนดอนาคตฟรีทีวี ก่อนหมดใบอนุญาตปี 2572 ชี้ยังเป็นบริการสาธารณะและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

รายการ Cofact Live Talk ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Cofact โคแฟค’ พูดคุยในประเด็น ‘ฟรีทีวีไทย (ต้อง) ไปต่อ หรือ (ไม่)พอแค่นี้’ ร่วมพูดคุยกับ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภูมิทัศน์สื่อในยุคดิจิทัล

สุภิญญาอธิบายว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบโทรทัศน์หลัก 4 รูปแบบ ได้แก่ โทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี และ IPTV หรือโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันยังมีบริการเผยแพร่เนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ OTT (Over-the-Top) ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับชมสื่อของประชาชน แต่ยังคงมีข้อถกเถียงว่ากลุ่มนี้ กสทช. มีอำนาจกำกับดูแลหรือไม่  แต่โทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินยังถือเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. อย่างชัดเจน เนื่องจากใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะของประเทศ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏแผนงานหรือแนวทางที่ชัดเจนว่าหลังจากใบอนุญาตประกอบกิจการหมดอายุในปี 2572 แล้ว จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

อดีตกรรมการ กสทช. ระบุว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคในวงเสวนา พบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ยังคงพึ่งพาโทรทัศน์ดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสารและความบันเทิง เพราะผู้สูงอายุไม่สะดวกในการรับชมรายการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งมีการเปรียบเทียบว่าค่าบริการอินเตอร์เน็ตรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาท เท่ากับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั้งเดือน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ทุกคนไปรับชมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ เว้นแต่รัฐจะถือว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก

อีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนอาจมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะมาลงทุนในฟรีทีวีเพราะมีผู้รับชมน้อย แต่จริงๆ ไม่น้อย เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ทำให้โฆษณาย้ายออกจากสื่อโทรทัศน์ไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ แทน หากวันนี้เราออกไปสำรวจพื้นที่จริงๆ ก็ยังเห็นโทรทัศน์อยู่คู่ครัวเรือน  

แม้ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์หลายแห่งจะประสบปัญหาด้านรายได้และต้องเผชิญภาวะขาดทุน แต่ยังคงดำเนินกิจการต่อไป เพราะตระหนักถึงบทบาทของสื่อในฐานะบริการสาธารณะ (Public Service) ที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และความบันเทิงแก่ประชาชนในวงกว้าง  ด้วยเหตุนี้ รูปแบบการกำกับดูแลและการออกใบอนุญาตในอนาคตจึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการประมูล การกำหนดค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขการประกอบกิจการ โดยต้องคำนึงถึงมิติของการบริการสาธารณะควบคู่ไปกับมิติทางธุรกิจ

สุภิญญายังยกตัวอย่างการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมที่สามารถออกแบบรูปแบบการแข่งขันและการประมูลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดได้ พร้อมตั้งคำถามว่า หากปล่อยให้เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ใบอนุญาตหมดอายุโดยไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า แล้วเกิดปัญหาช่องโทรทัศน์จอดำขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน

“ขนาดการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาที่สัญญาณขัดข้องเพียงไม่กี่นาที ยังสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก หากเกิดปัญหากับระบบโทรทัศน์ในวงกว้าง ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงกว่านั้น ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้องร่วมกันส่งเสียงให้ กสทช. เร่งกำหนดแนวทางที่ชัดเจน”สุภิญญากล่าว

นอกจากประเด็นด้านนโยบายแล้ว สุภิญญายังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเปลี่ยนผ่านจากโทรทัศน์ระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัลใช้เวลานานหลายสิบปี ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสื่อสังคมออนไลน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี  แม้สื่อออนไลน์จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและหลากหลายมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาข้อมูลล้นเกิน ข่าวปลอม ความขัดแย้งทางสังคม รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความสมดุลของการใช้สื่อในชีวิตประจำวัน

‘หากทุกคนต้องไปแข่งในออนไลน์หมด เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์หมด 10 ล้านคน แล้วใครจะดู? มีแต่คนทำคอนเทนต์ มีแต่คนขายของ มันก็ต้องปรับสมดุลใหม่ให้ดึงกลับมามากขึ้น แล้วก็สร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มด้วย เพราะถ้าเราไปอยู่ในออนไลน์กันหมด ถ้าวันหนึ่งเขามีอำนาจต่อรองมากๆ เขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แล้วถ้ามันล่มขึ้นมาเราจะต้องพึ่งพาใคร?’สุภิญญากล่าว

ในช่วงท้าย ผู้แทนภาคประชาชนจากสภาองค์กรผู้บริโภค ได้แก่ พนิตา ฟองอ่อน และ ฐิตินัดดา รักกู้ชัย ยืนยันว่ายังมีประชาชนที่ดูโทรทัศน์อยู่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่แม้จะมีโทรศัพท์มือถือแต่ก็ไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเสมอไป เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอาจต้องเก็บไว้ใช้ในเรื่องอื่นที่จำเป็นกว่า อีกทั้งข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์ค่อนข้างเชื่อถือได้มากกว่าทางสื่อออนไลน์ และโทรทัศน์ยังเป็นสื่อที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนในครอบครัวและชุมชนผ่านการรับชมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬา รายการบันเทิง หรือเหตุการณ์สำคัญของประเทศ

ด้าน ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เติบโตในต่างจังหวัด พบว่ายังคงมีประชาชนจำนวนมากที่รับชมโทรทัศน์เป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่นิยมติดตามรายการมวย รายการประกวดร้องเพลง และรายการข่าวขณะที่ผู้ประกอบอาชีพค้าขายจำนวนไม่น้อยยังเปิดโทรทัศน์ไว้เพื่อรับฟังข่าวสารระหว่างทำงาน จึงเห็นว่าฟรีทีวียังจำเป็นต้องมีอยู่ต่อไป

ขณะที่ กัญญาณัฐ เดอ ลา เปญา จากมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) กล่าวว่า แม้คนเมืองจำนวนมากจะเปลี่ยนไปบริโภคสื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ฟรีทีวียังคงมีความจำเป็นในฐานะบริการสาธารณะที่ช่วยให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี

Screenshot

เร่ง กสทช. วางแผนก่อนฟรีทีวีจอดำปี 2572 ย้ำเป็นสิทธิพื้นฐานประชาชน จี้แพลตฟอร์มออนไลน์รับผิดชอบสังคม

4 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี กรุงเทพมหานคร ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมและแถลงข่าวหัวข้อ “อนาคตฟรีทีวี กับสิทธิการรับข่าวสาร และการกำกับธรรมาภิบาลสื่อสังคมออนไลน์” โดยเวทีดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่ออนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ซึ่งใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางรองรับในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการคุ้มครองผู้บริโภค

หนานชัย น้อยสัญญา ตัวแทนชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าโทรทัศน์ดิจิทัลยังมีบทบาทสำคัญต่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนรายได้น้อยในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ยังพึ่งพาข่าวสารจากทีวีดิจิทัลมากกว่าสื่อออนไลน์ หากวันหนึ่งทีวีดิจิทัลไม่สามารถออกอากาศได้ จะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างมาก’ นายหนานชัยกล่าว

ด้านธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า โทรทัศน์ดิจิทัลเป็นสื่อสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งด้านข่าวสาร ความบันเทิง และการแจ้งเตือนภัย อีกทั้งหลายรายการยังมีบริการล่ามภาษามือ ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยินเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม จึงควรเร่งจัดทำแผนรองรับก่อนถึงปี 2572

พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) กสทช. กล่าวว่า ควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำกับดูแลบริการแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ให้สามารถรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นพร้อมย้ำว่า โทรทัศน์และวิทยุยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารสาธารณะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและการแจ้งเตือนภัยที่ต้องเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงเพจปลอมและการหลอกลวงออนไลน์ จึงควรมีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

แพลตฟอร์มที่มีรายได้จำนวนมหาศาลจากการโฆษณาและการค้าขายออนไลน์ ควรมีระบบตรวจสอบและคัดกรองบัญชีหรือเพจที่เข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงร่วมรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายกับผู้บริโภค ดร.ศรีดากล่าว

ด้านเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า อนาคตของฟรีทีวีไทยยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากแผนแม่บทด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งที่ฟรีทีวีมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตรายเดือน

ปัจจุบันโอกาสรอดของทีวีดิจิทัลก็ถูกพูดถึงมากว่าขาดการสนับสนุนและส่งเสริมทั้งจากภาครัฐหรือหน่วยงานอย่าง กสทชที่ไม่เห็นความสำคัญ และอีกหลายเรื่องที่ทำให้การแข่งขันของทีวีดิจิทัลถูกลดทอนลงไป เป็นการครองความใหญ่ของทุนข้ามชาติของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่มีบทบาทอย่างสำคัญในสังคมไทย เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วง เมธา กล่าว

ขณะที่ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar กล่าวว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงโฆษณาเว็บพนันและเนื้อหาที่สร้างความเสียหายต่อสังคม พร้อมพัฒนาระบบยืนยันตัวตนที่โปร่งใส เพื่อจะได้รู้ตัวผู้กระทำผิด เช่น การเผยแพร่เนื้อหาโจมตีกันโดยใช้ข้อมูลที่ผิด อีกทั้งการเผยแพร่ควรให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือมากกว่าความเร็ว สนับสนุนเนื้อหาที่มีหลักฐานอ้างอิงและกลไกตรวจสอบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

ควรพัฒนาระบบกลั่นกรองในการเข้าใจภาษาบริบท รวมถึงเข้าใจในความเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา เพื่อให้มีการบังคับใช้เป็นรูปแบบหรือแพลตฟอร์ม หรือเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายควรมีช่องทางสนับสนุนสำหรับสื่อหรือองค์กรและผู้สร้างเนื้อหาที่ทำงานในประเด็นสาธารณะ เช่น ระบบรายงานข้อมูลเท็จที่มีประสิทธิภาพ อย่างโคแฟคนำเสนอข้อมูลที่เช็คแล้ว เป็นความจริงแล้ว กลับกลายเป็นได้ยอดการมีส่วนร่วม (Engage) น้อยมาก เหมือนแพลตฟอร์มไม่ดันข้อเท็จจริงให้สู่ประชาชน กับบางกลุ่มที่เป็นข่าวลวง หรือความจริงครึ่งเดียวกลับได้รับยอดการมีส่วนร่วมดีมาก ณภัทรกล่าว


สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ข้อเสนอจากเวทีเสวนาจะถูกนำเสนอต่อ กสทช. ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดทำแผนรองรับอนาคตฟรีทีวีในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และการกำหนดมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เด็กและเยาวชน รวมถึงความปลอดภัยสาธารณะ  

เราอาจต้องทำงานรณรงค์กับผู้บริโภคด้วยกันด้วยว่าให้หันมาสนับสนุนสื่อวิทยุ – ทีวีของคนไทยมากขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เรียกร้องให้ประชาชนร่วมสนับสนุนสื่อคุณภาพ และลดการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาประเภทคลิกเบต (Clickbait) หรือข่าวลวง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมไปสู่การส่งเสริมข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้นจะเป็นการแสดงพลังของผู้บริโภคที่ทำให้แพลตฟอร์มอาจต้องปรับตัว   สุภิญญา กล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

เร่ง กสทช. วางแผนก่อนฟรีทีวีจอดำปี 2572 ย้ำเป็นสิทธิพื้นฐานประชาชน จี้แพลตฟอร์มออนไลน์รับผิดชอบสังคม

กองบรรณาธิการโคแฟค

4 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี กรุงเทพมหานคร ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมและแถลงข่าวหัวข้อ “อนาคตฟรีทีวี กับสิทธิการรับข่าวสาร และการกำกับธรรมาภิบาลสื่อสังคมออนไลน์”

เวทีเสวนานี้จัดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่ออนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ซึ่งใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางรองรับในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการคุ้มครองผู้บริโภค

หนานชัย น้อยสัญญา ตัวแทนชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าโทรทัศน์ดิจิทัลยังมีบทบาทสำคัญต่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนรายได้น้อยในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

“ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ยังพึ่งพาข่าวสารจากทีวีดิจิทัลมากกว่าสื่อออนไลน์ หากวันหนึ่งทีวีดิจิทัลไม่สามารถออกอากาศได้ จะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างมาก” นายหนานชัยกล่าว

ด้าน ธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า โทรทัศน์ดิจิทัลเป็นสื่อสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งด้านข่าวสาร ความบันเทิง และการแจ้งเตือนภัย อีกทั้งหลายรายการยังมีบริการล่ามภาษามือ ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยินเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม จึงควรเร่งจัดทำแผนรองรับก่อนถึงปี 2572

พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) กสทช. กล่าวว่า ควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำกับดูแลบริการแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ให้สามารถรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมย้ำว่าโทรทัศน์และวิทยุยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารสาธารณะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและการแจ้งเตือนภัยที่ต้องเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สุภิญญา กลางณรงค์ และ พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงเพจปลอมและการหลอกลวงออนไลน์ จึงควรมีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

“แพลตฟอร์มที่มีรายได้จำนวนมหาศาลจากการโฆษณาและการค้าขายออนไลน์ ควรมีระบบตรวจสอบและคัดกรองบัญชีหรือเพจที่เข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงร่วมรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายกับผู้บริโภค” ดร.ศรีดากล่าว

ด้านเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า อนาคตของฟรีทีวีไทยยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากแผนแม่บทด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งที่ฟรีทีวีมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตรายเดือน

“ปัจจุบันโอกาสรอดของทีวีดิจิทัลก็ถูกพูดถึงมากว่าขาดการสนับสนุนและส่งเสริมทั้งจากภาครัฐหรือหน่วยงานอย่าง กสทช. ที่ไม่เห็นความสำคัญ และอีกหลายเรื่องที่ทำให้การแข่งขันของทีวีดิจิทัลถูกลดทอนลงไป เป็นการครองความใหญ่ของทุนข้ามชาติของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่มีบทบาทอย่างสำคัญในสังคมไทย เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วง” เมธากล่าว

ขณะที่ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar กล่าวว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงโฆษณาเว็บพนันและเนื้อหาที่สร้างความเสียหายต่อสังคม พร้อมพัฒนาระบบยืนยันตัวตนที่โปร่งใส เพื่อจะได้รู้ตัวผู้กระทำผิด เช่น การเผยแพร่เนื้อหาโจมตีกันโดยใช้ข้อมูลที่ผิด อีกทั้งการเผยแพร่ควรให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือมากกว่าความเร็ว สนับสนุนเนื้อหาที่มีหลักฐานอ้างอิงและกลไกตรวจสอบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

“ควรพัฒนาระบบกลั่นกรองในการเข้าใจภาษา บริบท รวมถึงเข้าใจในความเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา เพื่อให้มีการบังคับใช้เป็นรูปแบบหรือแพลตฟอร์ม หรือเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายควรมีช่องทางสนับสนุนสำหรับสื่อหรือองค์กรและผู้สร้างเนื้อหาที่ทำงานในประเด็นสาธารณะ เช่น ระบบรายงานข้อมูลเท็จที่มีประสิทธิภาพ อย่างโคแฟคนำเสนอข้อมูลที่เช็คแล้ว เป็นความจริงแล้ว กลับกลายเป็นได้ยอดการมีส่วนร่วม (engage) น้อยมาก เหมือนแพลตฟอร์มไม่ดันข้อเท็จจริงให้ประชาชน ขณะที่ข่าวลวงหรือความจริงครึ่งเดียวกลับได้รับยอดการมีส่วนร่วมดีมาก” ณภัทรกล่าว

ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ข้อเสนอจากเวทีเสวนาจะถูกนำเสนอต่อ กสทช. ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดทำแผนรองรับอนาคตฟรีทีวีในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และการกำหนดมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เด็กและเยาวชน รวมถึงความปลอดภัยสาธารณะ

“เราอาจต้องทำงานรณรงค์กับผู้บริโภคด้วยกันด้วยว่าให้หันมาสนับสนุนสื่อวิทยุและทีวีของคนไทยมากขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เรียกร้องให้ประชาชนร่วมสนับสนุนสื่อคุณภาพ และลดการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาประเภทคลิกเบต (clickbait) หรือข่าวลวง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมไปสู่การส่งเสริมข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น จะเป็นการแสดงพลังของผู้บริโภคที่ทำให้แพลตฟอร์มอาจต้องปรับตัว” สุภิญญากล่าว

คลิป “สนธิ-ปานเทพ” นำมวลชนยื่นหนังสือถึงนายกฯ ปี 68 ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมไล่รัฐบาลอนุทิน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชุมนุมขับไล่ “รัฐบาลหัวใจเขมร” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** เป็นคลิปเก่าเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มิ.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย คริษฐ์ ปรีชญาวรสกุล” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 23 วินาที เป็นภาพกลุ่มคนถือธงชาติรวมตัวบริเวณหน้าอาคารแห่งหนึ่ง ฝังข้อความในคลิปว่า “ขับไล่รัฐบาลออกไป ส่งกำลังให้ทหารไทย” และมีข้อความบรรยายทำนองเชิญชวนให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ทุจริตและแสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง และติดแฮชแท็กสนับสนุนให้ทหารทำการปฏิวัติ (ลิงก์บันทึก)

ณ วันที่ 3 มิ.ย. 2569 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมกว่า 20,000 ครั้ง ถูกแชร์มากกว่า 500 ครั้ง และมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่เข้าใจว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพในคลิปดังกล่าวตรงกับคลิปที่เคยเผยแพร่โดยผู้ใช้ติ๊กตอกและภาพนิ่งที่เฟซบุ๊ก “มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน” โพสต์เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ที่สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย นำมวลชนกลุ่มหนึ่งมายื่นหนังสือถึงแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติให้เป็นรูปธรรมกรณีไทย-กัมพูชา ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “นาย คริษฐ์ ปรีชญาวรสกุล” นำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินในเดือน มิ.ย. 2569 (ซ้าย) กับคลิปการชุมนุมยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลที่เผยแพร่โดยผู้ใช้ติ๊กตอกเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 (ขวา)
เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “นาย คริษฐ์ ปรีชญาวรสกุล” นำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินในเดือน มิ.ย. 2569 (ซ้าย) กับภาพนิ่งที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน” เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 (ขวา)

สื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ แนวหน้า ผู้จัดการ อมรินทร์ทีวี รายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้แสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตยกรณีความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชา โดยยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในขณะนั้น เช่น ต้องไม่ยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, ยกเลิก MOU43 และ 44 รวมถึงเรียกร้องให้กองทัพประกาศกฎอัยการศึกหากสถานการณ์เลวร้ายลง

การนำคลิปเหตุการณ์ในอดีตมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้รายละเอียดประกอบและให้บริบทที่คลุมเครือเช่นนี้เป็นการจงใจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในปัจจุบัน 

ผู้ใช้เฟซบุ๊กอ้างโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. “มัลลิกา” มาอันดับ 1 “นิด้าโพล” ระบุเป็นเนื้อหาเท็จ ยังไม่มีการสำรวจประเด็นนี้

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผลสำรวจนิด้าโพล “มัลลิกา” เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ณ วันที่ 2 มิ.ย. 2569 นิด้าโพลยังไม่ได้ทำการสำรวจความนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม.  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มิ.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พร้อมข้อความอ้างผลการสำรวจของนิด้าโพลที่พบว่ามัลลิกามีคะแนนนิยมสูงเป็นอันดับ 1 (ลิงก์บันทึก)

ณ วันที่ 2 มิ.ย. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์แล้วกว่า 50 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ยืนยันกับโคแฟคเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 ว่ายังไม่ได้ทำการสำรวจความนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. หรือทำนายผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ข้อความที่อ้างผลการสำรวจของนิด้าโพลในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเนื้อหาเท็จ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2569 นิด้าโพลล์เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ทั้งหมด 2 หัวข้อ คือ  

▪️ “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 น่าตื่นเต้นไหม”  (เผยแพร่วันที่ 10 พ.ค. 2569) ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 32.59) ระบุว่าการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 นี้ “ไม่น่าตื่นเต้น เพราะพอจะคาดเดาได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับการเลือกตั้ง”

▪️ “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระหรือสังกัดพรรค” (เผยแพร่วันที่ 31 พ.ค. 2569) ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.96) มีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง

การสำรวจทั้งสองครั้งนี้ ไม่ได้กล่าวถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นรายบุคคลแต่อย่างใด 

ทำความรู้จักโควิดสายพันธุ์ NB 1.8.1 ระบาดหนักในสิงคโปร์ แต่ไม่รุนแรงกว่าสายพันธ์ุอื่น ป้องกันตัวได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

หมายเหตุ: รายงานนี้เผยแพร่วันที่ 2 มิ.ย. 2569 สถานการณ์การระบาดของโรคอาจเปลี่ยนแปลง ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

“ขอให้งดการเดินทางและกิจกรรมทุกประเภทที่ไม่จำเป็น กระทรวงสาธารณะสุขแจ้งเตือนว่า โควิดและไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก วิธีป้องกันคือ ต้องรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกลำคอ อย่าให้ลำคอแห้ง ดังนั้นห้ามทนกระหายน้ำ เพราะถ้าเยื่อเมือกลำคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อรู้สึกกระหายน้ำก็ดื่ม ไม่ต้องคำนึงหรือทนกระหายแม้พักนึง แต่ละครั้งให้ดื่มน้ำอุ่น 50-80 ซีซี สำหรับเด็กดื่ม 30-50 ซีซี ควรจะเตรียมน้ำไว้ใกล้มือพร้อมดื่ม ไม่จำเป็นต้องดื่มมาก ๆ เอาแค่ทำให้เยื่อเมือกลำคอไม่แห้งเป็นใช้ได้ 

“ละเว้นไปสถานที่ที่มีคนหนาแน่นชั่วคราว งดใช้บริการรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารมวลชน ถ้าจำเป็นก็ให้ใส่หน้ากากอนามัย , อาหารทอด รสจัด ควรงดรับประทานชั่วคราว , กินวิตามินซีให้ครบถ้วน , ศูนย์ควบคุมโรคระบาดแจ้งถึงจุดเด่นของไข้หวัดใหญ่ดังนี้ 1.มีไข้ขึ้นอย่างรวดเร็วและลดยาก ไข้ลดแล้วก็ขึ้นอีก 2.หลังเป็นไข้ ก็จะเริ่มไอ และเป็นต่อเนื่องนาน 3.เด็กจะเป็นกันมาก 4.ผู้ใหญ่มีอาการหลอดลมรุนแรง พ่วงด้วยปวดศีรษะและลำตัว 5.การระบาดรุนแรง 

“กระทรวงสาธารณสุข ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการไปท่องเที่ยว 6 ประเทศ เป็นเวลา 3 เดือน ดังนี้ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และ สิงคโปร์ และจังหวัดเฝ้าระวัง เวลาเดินทาง 8 จังหวัดคือ กทม. สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย  ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และภูเก็ต ขอให้ผู้ปกครองทุกท่านใส่ใจป้องกันทั้งเด็กและผู้สูงวัยในครอบครัว ขณะนี้เป็นระยะระบาดที่สูงสุด สะดวกก็ช่วยกันแชร์ครับ

ข้อความข้างต้นนี้ถูกแชร์กันมากในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็น “ข่าวลวง” ที่กลับมา “วนซ้ำ” อีกครั้ง โดยข้อความเดียวกันนี้ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงไปแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566, วันที่ 21 ก.พ. 2568 และวันที่ 9 พ.ค. 2568 ว่าไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การกลับมาของข่าวลวงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศสิงคโปร์กำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่พบผู้ติดเชื้อสูงหลักหมื่นราย

ข้อความเดียวกันเคยถูกส่งต่อและกรมควบคุมโรคเคยชี้แจงหลายครั้งแล้วว่าเป็นข่าวลวง (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข“)

สถานการณ์โควิด-19 ในสิงคโปร์เป็นอย่างไร?

สำนักงานโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (Communicable Diseases Agency: CDA) รายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ว่า ช่วงวันที่ 10-16 พ.ค. 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่พบผู้ติดเชื้อ 8,000 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจาก 56 รายเป็น 73 รายต่อวัน โดยพบว่าไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดนั้นเป็นสายพันธุ์ NB 1.8.1

อย่างไรก็ตาม CDA ย้ำว่า วัคซีนโควิด-19 ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นยังมีประสิทธิภาพในการรับมือ พร้อมกับแนะนำกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ (ประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป) ประชากรกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงทางการแพทย์ (อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) บุคลากรทางการแพทย์ บุคคลที่ต้องดูแลหรือทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้ที่ทำงานในสถานสงเคราะห์คนชรา) ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น 1 โดส นับจากที่เคยฉีดเข็มก่อนหน้าไปแล้ว 1 ปี และขอให้รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ-จาม เจ็บคอ ปวดศีรษะ มีไข้ ลดการเดินทางหรือการพบปะบุคคลอื่นโดยไม่จำเป็นหากมีอาการป่วย

The Straits Times ซึ่งเป็นสำนักข่าวในสิงคโปร์รายงานเพิ่มเติมในวันที่ 29 พ.ค. 2569 ว่า CDA เปิดเผยจำนวนผู้ติดเชื้อระหว่างวันที่ 17-23 พ.ค. 2569 อยู่ที่ 15,700 ราย และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่ที่ 98 รายต่อวัน ถึงกระนั้น “ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่ระบาดเป็นสายพันธุ์หลักในขณะนี้ไม่ได้แตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยระบาดก่อนหน้าในแง่อาการของผู้ติดเชื้อ” ตามที่ Lim Poh Lian รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการกลุ่มโครงการโรคติดต่อของ CDA ให้ข้อมูล

“หลักฐานในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าอาการที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ NB.1.8.1 ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับอาการที่พบในระลอกก่อน ๆ หรือสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีตั้งแต่โรคทางเดินหายใจส่วนบนที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดหัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และในบางกรณีมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่า NB.1.8.1 หรือสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันนั้น สามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่า หรือก่อให้เกิดโรคที่มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่เคยแพร่ระบาดมาก่อน’ รศ.Lim กล่าว

ผู้อำนวยการกลุ่มโรคติดต่อของ CDA ยังกล่าวด้วยว่าเนื่องจากโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นในสิงคโปร์เช่นเดียวกับโรคระบบทางเดินหายใจประจำถิ่นอื่น ๆ จึงคาดว่าจะมีการระบาดเป็นระลอก ๆ ตลอดทั้งปี พร้อมกับย้ำว่า วัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ NB.1.8.1 จึงขอให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงและบุคคลที่ทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยงไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นนับจากที่เคยฉีดเข็มก่อนหน้าไปแล้ว 1 ปี

เชื้อโควิด-19 ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ที่ระบาดในไทยช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (ที่มา : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)

โควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 เป็นสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่ใช่” มีรายงานการค้นพบสายพันธ์ุนี้มาตั้งแต่ปี 2568 แล้ว ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) ที่ได้มาจากสายพันธุ์ลูกผสม XDV.1.5.1 โดยมีตัวอย่างแรกสุดที่เก็บได้เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2568 ซึ่ง NB.1.8.1 เป็น 1 ใน 6 สายพันธุ์ภายใต้การเฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring: VUM) ที่ WHO ติดตาม โดยได้รับการกำหนดให้เป็น VUM เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568

“เมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่มีอยู่ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมที่เกิดจาก NB.1.8.1 นั้นได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำในระดับโลก วัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้อยู่ในขณะนี้คาดว่าจะยังคงมีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์นี้ในการป้องกันอาการและโรคที่รุนแรง แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยและการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นพร้อมกันในบางประเทศที่ NB.1.8.1 แพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง แต่ข้อมูลปัจจุบัน (พฤษภาคม 2568) ไม่ได้บ่งชี้ว่าสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่” รายงานของ WHO ระบุ

สอดคล้องกับข้อมูลในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยว่า ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิด-19 ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 พบว่า เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์โอมิครอน กลายเป็นสายพันธุ์หลักอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม

กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568-23 เม.ย. 2569 พบว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 50.95 จากตัวอย่างที่ตรวจพบ

“ปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น” กรมควบคุมโรคระบุในรายงาน

เปรียบเทียบอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19
(ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข” ข้อมูลวันที่ 2 ธ.ค. 2566)

ไข้หวัดใหญ่กับโควิด-19 ต่างกันอย่างไร?

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจจะระบาดหนักเป็นประจำทุกปี วันที่ 30 พ.ค. 2569 กรมควบคุมโรคออกประกาศเตือนเนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง สภาพอากาศชื้นแฉะ และอาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยสุขภาพต่าง ๆ

โดยในส่วนของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ กรมควบคุมโรคกล่าวถึง 4 โรค คือ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อไวรัส RSV และโควิด-19 ซึ่งมักแพร่กระจายได้ง่ายในช่วงอากาศชื้นและในสถานที่แออัด อาการสำคัญ ได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก บางรายเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย หากมีอาการป่วยควรหยุดพักรักษาตัว และเข้ารับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อมูลจากคู่มือ คำแนะนำและมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 ฉบับวันที่ 16 พ.ค. 2568 โดยกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ที่แจกจ่ายไปตามสถานศึกษา สถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ค่ายทหาร อธิบายความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ไว้ดังนี้

ไข้หวัดใหญ่: เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ มีการระบาดเป็นครั้งคราว เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โรคนี้มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา และมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้มากกว่า อาการที่พบบ่อย คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส (Influenza virus) โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ สามารถจำแนกสายพันธุ์ออกเป็น 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C ระยะฟัก ตัว 1 – 4 วัน เฉลี่ย 2 วัน สามารถแพร่กระจายโดยการหายใจเอาเชื้อไวรัสในฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย จากการไอจามรดกันเข้าไป และได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือจากการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน

โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุจมูก ตา และปาก ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มีอาการแตกต่างกันตามอายุ โดยในกลุ่มเด็กโต และวัยรุ่นจะมีอาการของไข้สูงเฉียบพลัน (อุณหภูมิ 38 – 39 องศาเซลเซียส) หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว และกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังต้นแขน ต้นขา มีน้ำมูกใส คัดจมูก ไอแห้ง เจ็บคอ และเบื่ออาหาร ส่วนในเด็กเล็กจะมีไข้สูงร่วมกับอาการทางระบบอื่น เช่น ถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน และชักจากไข้สูง บางรายสามารถหายเองได้ใน 5 – 7 วัน หรือหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ทันที

โควิด-19: หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่า Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2 หรือ SARS-CoV-2 โดยมีสมมติฐานว่าไวรัสอาจจะมีแหล่งเริ่มต้นจากค้างคาว และกลายพันธุ์ผ่านสัตว์ตัวกลาง กลายเป็นไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคในคน โดยโรคโควิด-19 มีการแพร่เชื้อระหว่างคนในลักษณะเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ เข้าสู่ร่างกายทาง ปาก จมูก ตา โดยไวรัสจะเข้าไปเกาะติดและเข้าไปแบ่งตัวในเซลล์ของเยื่อบุทางเดินหายใจ ระยะฟักตัว 2-14 วัน

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจลำบาก เกิดภาวะแทรกซ้อนรวมไปถึงปอดบวม และกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน กลุ่มเสี่ยง (608) ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่หากป่วยด้วยโควิด-19 แล้วอาจมีอาการรุนแรงได้

ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 มีมาตรการในการป้องกันตนเองไม่ให้ป่วย ที่สำคัญ คือ การรักษาระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือบ่อย ๆ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “มาตรการ DMH” — D: Distancing คือ การรักษาระยะห่าง M: Mask Wearing คือ การสวมหน้ากากอนามัย และ H: Hand Washing คือ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์

โปสเตอร์เชิญชวนกลุ่มเสี่ยงไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ช่วงวันที่ 1 พ.ค.-31 ส.ค. 2569
(ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”)

วัคซีนโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่

สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ร่วมกับกรมควบคุมโรคเชิญชวนประชากรกลุ่มเสี่ยงเข้ารับบริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วย

  1. หญิงตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ที่แนะนำคือ 12-20 สัปดาห์)
  2. เด็กอายุ 6 เดือนถึงอายุต่ำกว่า 5 ปี
  3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ดังนี้ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
  4. ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
  6. ผู้ป่วยโรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
  7. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

แต่ในส่วนของวัคซีนโควิด-19 จากการสืบค้นข้อมูลไม่พบโครงการเชิญชวนของภาครัฐให้ไปฉีดในปี 2569 ดังนั้นผู้ที่ประสงค์จะฉีดอาจต้องสอบถามไปยังโรงพยาบาลด้วยตนเองว่ามีวัคซีนให้บริการหรือไม่ ซึ่งก็มีความเห็นจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ในบทความเรื่อง “โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่” ระบุว่า เมื่อโรคมีความรุนแรงลดลงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่

“วัคซีนโควิด-19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด-19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ จึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด และอาการข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี” ศ.นพ.ยงกล่าว

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 กำลังระบาดหนักในประเทศสิงคโปร์จริง แต่ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่เพราะมีการค้นพบตั้งแต่ต้นปี 2568 อีกทั้งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขทั้งของสิงคโปร์และไทยเองก็สอดคล้องกันว่าเชื้อสายพันธุ์นี้ไม่ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยระบาดมาก่อนหน้า ส่วนไข้หวัดใหญ่ก็เป็นโรคที่ระบาดตามฤดูกาลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ให้ยึดหลักรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อหรือแพร่เชื้อ

อ้างอิง

เตือนภัย! มิจฉาชีพส่ง SMS หลอกลวงให้กดลิงก์รับเงินโครงการคนละครึ่ง-ไทยช่วยไทยพลัส

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: SMS แนบลิงก์ลงทะเบียน “คนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย” แจก 900 บาท/วัน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ อย่ากดลิงก์เพราะอาจถูกมิจฉาชีพหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่นำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินได้** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25-26 พ.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแจ้งว่าได้รับ SMS ข้อความว่า “แจก 900/วัน คนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย ถอนได้จริงยืนยันแล้ว” พร้อมแนบลิงก์ให้กดเข้าไปดำเนินการ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: SMS นี้ถูกส่งเข้าโทรศัพท์มือถือในช่วงที่รัฐบาลเปิดลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ย้ำว่ารัฐบาลเปิดลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น และจะไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 

วันที่ 1 มิ.ย. 2569 มติชน แนวหน้า และไทยรัฐรายงานว่า เวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอีกล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบ SMS ดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ เตือนประชาชนอย่ากดลิงก์ที่แนบมา เพราะเสี่ยงต่อการโดนนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ตลอดจนสูญเสียทรัพย์สิน  

“โควิด-ไข้หวัดใหญ่ ระบาดรุนแรง สธ. ให้หลีกเลี่ยงเดินทางไป 6 ประเทศ” เป็นข้อมูลเท็จที่เผยแพร่ซ้ำมาตั้งแต่ปี 66

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้งดการเดินทางโดยไม่จำเป็นเนื่องจากโควิดและไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นข่าวลวงวนซ้ำ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28-29 พ.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และแอปพลิเคชันไลน์ระบุว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แจ้งเตือนว่ามีการระบาดของโควิดและไข้หวัดใหญ่ที่มีความร้ายแรงมากจึงขอให้ประชาชนกิจกรรมที่ไม่จำเป็นทุกประเภทและงดการเดินทาง โดยขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยัง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ เป็นเวลา 3 เดือน และให้เฝ้าระวังการเดินทางในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และภูเก็ต (ลิงก์บันทึก) 

ข้อความนี้ยังอ้างด้วยว่า สธ. แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนหนาแน่นและงดใช้รถไฟฟ้าและขนส่งมวลชน, ป้องกันตัวเองด้วยการรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกลำคอ อย่าให้ลำคอแห้งเพราะถ้าเยื่อเมือกลำคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ และงดรับประทานอาหารทอด อาหารรสจัด

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความเตือนภัยโรคระบาดและขอให้ประชาชนงดการเดินทางนี้เป็นข่าวลวงวนซ้ำมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งกรมควบคุมโรคเคยชี้แจงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566 และวันที่ 21 ก.พ. 2568 ว่าเป็นข้อมูลเท็จ 

สำหรับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 ว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตและไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์

กรมควบคุมโรคระบุด้วยว่า สายพันธุ์หลักของโควิด-19 ที่พบในช่วงปี 2568 คือสายพันธุ์ NB.1.8.1 แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น 

ส่วนสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ นพ. มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2569 ว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในหลายพื้นที่ คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี จึงแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล และป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการแพร่ระบาดของโรค

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2569

มะนาวสามารถรักษาพิษงูได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28be18ut3dduh


กาแฟก่อมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s6emrmc04sx0


กองทัพเรือเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี มีประชาชนและรถบรรทุกสินค้ารอข้ามแดนจำนวนมาก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3vpdrrzub0n8c


อาวุธปืนสงครามที่ยึดได้จากชายชาวจีนในคดี “หมิง ซีโฟร์” เป็นปืนปลอม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1bkcjydwzdjny


ภาพรถบรรทุกข้ามจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2i647x7y4c1uf


พิษคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไร้กลิ่นที่อันตรายถึงชีวิต

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pttn5py0c4oi


“ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถใช้ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี เริ่มใช้ 15 มิ.ย. นี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/239c3huwur3f4


“ปลาหมอมายัน” อีกหนึ่งสายพันธุ์ปลาหมอสี เอเลี่ยนสปีชีส์ ที่ระบาดในประเทศไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ktg9d67xykvb


“หมอ ยง” ไขข้อสงสัย “โควิด-19” ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/156c10c7u9zh2


พริกป่นก่อมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4wdoqopdvivl


ชาวบ้านกินแมลงชนิดนี้แล้วเกิดอาการ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ชาตามใบหน้า แขน มือ และท้องเสีย จำนวนหลายราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1p0deg8ujqc6y


ประกาศกักตัว ‘ชาวคองโก-ยูกันดา’ อย่างน้อย 21 วัน สกัดอีโบลาเข้าไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/133tu5ceumw76

ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ และทำไมต้องเปลี่ยนชื่อจาก PCOS เป็น PMOS ?  

กองบรรณาธิการโคแฟค

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 วงการแพทย์ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อโรค polycystic ovary syndrome (PCOS) หรือโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็น polyendocrine metabolic ovarian syndrome (PMOS) อย่างเป็นทางการเพื่อสะท้อนอาการที่แท้จริงของโรค โดยผู้เชี่ยวชาญหวังว่าการเปลี่ยนชื่อเรียกโรคนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องมากขึ้น

ชื่อโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ PCOS นั้นสื่อถึง “ภาวะถุงน้ำในรังไข่” เพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ไม่มีถุงน้ำในรังไข่เลย แต่กลับพบภาวะผิดปกติของระบบต่าง ๆ ทั้งระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และ/หรือระบบการเผาผลาญ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ป่วยอาจมีอาการต่าง ๆ ได้แก่ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ภาวะมีบุตรยาก สิว ขนดก ผมบาง ภาวะดื้ออินซูลินหรือเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด

WHO ยังระบุอีกว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และคนข้ามเพศทั่วโลกราวร้อยละ 10 ถึง 13 ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้ แต่มากกว่าร้อย 70 กลับไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้

กลุ่มแพทย์และนักวิจัยนานาชาติสรุปว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาอย่างเหมาะสมเนื่องจากชื่อเดิมคือ PCOS หรือภาวะถุงน้ำในรังไข่ ไม่สะท้อนลักษณะของโรคอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและยังเป็นการตีตราผู้ป่วยโดยเฉพาะในสังคมและวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการมีบุตร จึงประกาศเปลี่ยนชื่อโรคจาก PCOS เป็น PMOS ผ่านงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ในเดือนพฤษภาคม 2569

ภาวะผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ การเผาผลาญ และระบบสืบพันธุ์

รายงานของ CNN ระบุว่าผู้นำกระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคและผู้เขียนหลักของงานวิจัยคือ ดร. เฮเลนา ทีดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและศาสตราจารย์ด้านสูตินรีเวชจากมหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย 

ดร. เฮเลนากล่าวว่าตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ทำงานด้านนี้ เธอต้องคอยแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้คนที่คิดว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับถุงน้ำในรังไข่เท่านั้น 

กระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคเป็น PMOS ใช้เวลาถึง 14 ปี และได้รับฉันทามติจากการสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรมากกว่า 14,000 คน จากองค์กรผู้ป่วยและวิชาชีพ 56 แห่งทั่วโลก โดยเป้าหมายหลักของการเปลี่ยนชื่อโรคใหม่คือการให้ความสำคัญกับผลกระทบในวงกว้างที่โรคนี้ส่งผลต่อผู้ป่วย  

หน้าแรกของงานวิจัยของ ดร. เฮเลนา ทีดี และคณะที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่นำมาสู่การเปลี่ยนชื่อโรคจาก PCOS เป็น PMOS

ดร. แอนเดรีย ดูนาอิฟ ศาสตราจารย์ด้านต่อมไร้ท่อจากคณะแพทยศาสตร์ไอคาห์นแห่งเมานต์ไซนาย สหรัฐอเมริกา ระบุว่ากลุ่มอาการนี้เคยถูกมองว่าเป็นความผิดปกติด้านการเจริญพันธุ์เนื่้องจากระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติเท่านั้น แต่ในช่วงทษวรรษ 1980 นักวิจัยพบว่าโรคดังกล่าวยังมีความเกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลินหรือการที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในระดับปกติ

“ร่างกายเลยต้องผลิตอินซูลินออกมามากขึ้น ซึ่งถ้าผลิตไม่ทันก็อาจทำให้เป็นเบาหวานได้” เธอกล่าว

งานวิจัยในช่วงต่อมาจึงชี้ให้เห็นว่าความผิดปกติของระบบเผาผลาญนั้นเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเกี่ยวกับตับและหัวใจ และในเร็ว ๆ นี้ยังมีการศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างโรค PMOS กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง

ไทยเตรียมปรับตาม

เว็บไซต์สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทยหยิบยกงานวิจัยดังกล่าวมาอธิบายเกี่ยวกับชื่อโรค PMOS ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนให้อธิบายลักษณะของโรคที่ส่งผลกระทบต่อหลายระบบอย่างครอบคลุม ดังนี้

  • Polyendocrine (P) สะท้อนว่าโรคนี้มีรากฐานจากความผิดปกติของฮอร์โมนหลายชนิดที่ทำงานสัมพันธ์กัน ทั้งอินซูลิน แอนโดรเจน และระบบต่อมไร้ท่อ (หรือระบบสารสื่อประสาท) ไม่ใช่ความผิดปกติของรังไข่เพียงอย่างเดียว
  • Metabolic (M) สื่อถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ เช่น ภาวะดื้ออินซูลิน อ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • Ovarian (O) สื่อถึงความผิดปกติของรังไข่ รวมถึงความผิดปกติของการตกไข่และภาวะมีบุตรยาก ซึ่งยังคงเป็นลักษณะสำคัญของกลุ่มอาการนี้ 

นพ. โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ กล่าวกับโคแฟคเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า “การเปลี่ยนชื่อโรคในครั้งนี้ทำให้น้ำหนักการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นแบบองค์รวมมากขึ้นและเน้นโรคเกี่ยวกับกลุ่มอาการเมแทบอลิก (กลุ่มโรคระบบเผาผลาญผิดปกติ) มากขึ้น” 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจึงยังคงใช้แนวทางปฏิบัติและการวินิจฉัยแบบเดิม โดยคาดว่าราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยน่าจะประกาศข้อมูลและแนวทางปฏิบัติใหม่อย่างเป็นทางการหลังจากองค์กรระดับโลกประกาศรายละเอียดและมาตรฐานต่าง ๆ อย่างชัดเจนภายในปี 2571 อ้างอิงกรอบเวลาจากงานวิจัยดังกล่าว และอาจมีการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรแพทย์ในสาขาอื่น ๆ ด้วยเพื่อให้ครอบคลุมการรักษาโรค PMOS ซึ่งสามารถส่งผลกระทบหรือแสดงอาการได้ในระบบต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงนรีเวชวิทยาอย่างเดียว

เมื่อไหร่ถึงควรปรึกษาแพทย์

สัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคือประวัติการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ กล่าวคือหากพบว่าตัวเองมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งต่อปี หรือมีรอบเดือนนานกว่า 40 วัน ก็ควรเข้าปรึกษาแพทย์ พญ. แอนเดรียกล่าว

แพทย์สามารถตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพื่อวินิจฉัยภาวะดื้ออินซูลินหรือฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติซึ่งอาจทำให้เกิดสิว ผมร่วง หรือขนดก

เนื่องจากการรักษาในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการรักษาตามอาการมากกว่าการรักษาที่ต้นเหตุโรค การปรับลักษณะการใช้ชีวิตด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อรักษาอาการไม่พึงประสงค์ของโรค 

แม้ว่าชื่อของโรคจะถูกเปลี่ยนเป็น PMOS นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 แต่ปัจจุบันยังถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านโดยยังคงเกณฑ์การวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษาแบบเดิม ยกเว้นผู้ป่วยบางรายที่แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจเกี่ยวกับระบบเผาผลาญหรือหัวใจเป็นพิเศษ จนกว่าจะมีการปรับใช้ชื่อใหม่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งคณะนักวิจัยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571