สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 20 มิถุนายน 2569

รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายให้สัญชาติไทยและบัตรประชาชนแก่คนต่างด้าวรวมถึงคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยเป็นเวลานาน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ls5imwvw3py2


คลิปโรงงานพลุระเบิดในมอลตา เป็นเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/37lupj9rs2p5z


คลิปจากเหตุท่อส่งน้ำมันในอียิปต์ระเบิด เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jadmz8kh0e24


ชาวแอลเบเนียประท้วงในเดือนมิถุนายนปี 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zj9cyj7mgz1h


เซ็ทซึโอะ อิอุจิ อดีตประธาน JETRO ประจำกรุงเทพฯ กล่าวถึง 10 จุดอ่อนของคนไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28prpuq0hdm5z


คลิปคูเวต ถูกอิหร่าน โจมตี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24nczgyrzxtgx


คลิปทหารอิสราเอลทำลายโบสถ์ในเลบานอน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2kstaglobur3q


ถนน M6 ฝังขดลวดชาร์จรถไฟฟ้าได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/275y4ntbqqogc


“ดับไฟถนน” มุกดาหาร ชี้ประหยัดพลังงาน – ปิดเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต่ำ ยังไม่เริ่มใช้จริง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2riwngph5cbj4


สะพานพื้นกระจกแตก นักท่องเที่ยวร่วงลงมาเสียชีวิต 1 ราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1h0hzmc7np0bf


ไข่กุ้ง บนซูซิ แท้จริงแล้วไม่ใช่ไข่กุ้ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vlcwdna1m6u1


โพสต์กล่าวหารัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย “แจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3aorocqc18jee

แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยจริง หรือมีอะไรซ่อนใต้พรม? 

ภาพการบุกตรวจแรงงานข้ามชาติในแผงค้าตามตลาด เปิดร้านขายของ หาบเร่ กลายเป็นภาพที่ปรากฏบนหน้าสื่อและโซเชียลมีเดียบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา หลายเหตุการณ์จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง โดยเฉพาะคำถามที่ว่า

“แรงงานข้ามชาติกำลังแย่งงานคนไทยหรือไม่?”

สำหรับคนจำนวนไม่น้อย คำตอบอาจดูชัดเจนเมื่อเห็นแรงงานต่างชาติทำงานในอาชีพที่หลายคนเชื่อว่าเป็น “อาชีพสงวน” ของคนไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกลับมองว่า ปัญหานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว หากแต่อาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ระบบการจ้างงาน และนโยบายแรงงานของประเทศโดยรวม

อาชีพสงวนคืออะไร และแรงงานข้ามชาติทำอะไรได้บ้าง

ประเทศไทยมีการกำหนด “อาชีพสงวน” สำหรับคนไทย ทั้งหมด 40 ประเภท เพื่อคุ้มครองโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย โดยปัจจุบันมี 27 อาชีพที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้โดยเด็ดขาด และ 13 อาชีพที่สามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างอาชีพที่มักถูกพูดถึง ได้แก่ การขายของหน้าร้าน เปิดร้านขายของ งานเสริมสวย และงานนายหน้า

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับอาชีพสงวนบางส่วนอาจไม่ตรงกับข้อกฎหมายที่บังคับใช้จริง

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) อธิบายว่า แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าได้ หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย เช่น มีนายจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเดินทางเข้ามาทำงานผ่านระบบที่รัฐรับรอง ไม่ว่าจะเป็นระบบ MOU หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ทุกกรณีที่เห็นแรงงานต่างชาติขายของหน้าร้าน จะถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ

แรงงานข้ามชาติในไทยมีมากแค่ไหน

ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตทำงานเกือบ 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มาจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดของกรมการจัดหางาน เดือน พ.ย. 2568 มีแรงงานข้ามชาติ 3,921,262 คน ในจำนวนนี้ 3 อันดับแรกเป็นชาวเมียนมา (2,934,379 คน) กัมพูชา (396,930 คน) และลาว (302,740 คน)

แรงงานกลุ่มนี้กระจายตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายภาคส่วน ได้แก่ ก่อสร้าง เกษตรกรรม ประมงและแปรรูปอาหารทะเล โรงงานอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และคลังสินค้า โรงแรมและร้านอาหาร งานบริการและงานดูแลภายในบ้าน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงงานข้ามชาติไม่ได้อยู่เพียงตามตลาดหรือร้านค้าเท่านั้น แต่เป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายอุตสาหกรรม

เมื่อพบการทำงานผิดกฎหมาย ใครต้องรับผิดชอบ

พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ว่าคนต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ 

แต่คำถามสำคัญคือ

หากกฎหมายมีอยู่แล้ว เหตุใดปัญหาการทำงานผิดประเภทหรือการลักลอบทำอาชีพสงวนจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจำนวนหนึ่งมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ตั้งแต่ระบบนายจ้าง การตรวจสอบของรัฐ ไปจนถึงช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย

ปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องแรงงาน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

อดิศร เกิดมงคล มองว่าปัญหานี้สามารถแบ่งออกได้อย่างน้อย 3 ระดับ

1. ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย

แม้มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการเพิกเฉยหรือการยอมให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นในบางพื้นที่

2. ความเข้าใจผิดของสังคม

หลายกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ อาจเป็นงานที่กฎหมายไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มอาชีพสงวน แต่สังคมเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ‘ขายของหน้าร้าน’  เนื่องจากในอดีตเคยเป็นอาชีพสงวนที่ห้ามแรงงานต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด จนกระทั่งในปี 2563 ได้มีการออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ซึ่งการขายของหน้าร้านจะไปอยู่ในบัญชี 4 (ทำได้แต่ต้องมีนายจ้าง) แต่หลายคนก็ยังคงเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่ห้ามทำอยู่ 

ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิด และบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับแรงงานข้ามชาติ

3. นโยบายแรงงานที่ยังไม่มีทิศทางระยะยาว

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ ประเทศไทยยังขาดแผนยุทธศาสตร์แรงงานที่ชัดเจน ว่าอาชีพใดควรสงวนไว้สำหรับคนไทย และอาชีพใดควรเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิ

ช่องโหว่ของระบบที่ยังพบอยู่

หนึ่งในตัวอย่างที่มักถูกพูดถึง คือ การเร่ขายสินค้า หรือการขายผลไม้ผ่านรถเข็น ซึ่งตามกฎหมายยังถือเป็นกิจกรรมที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากระบบการตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปัญหาการละเมิดอาชีพสงวนก็อาจลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “แรงงานข้ามชาติมากเกินไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “ระบบกำกับดูแลมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่”

อาชีพสงวนที่กำหนดไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ยังเหมาะกับเศรษฐกิจไทยปัจจุบันหรือไม่

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ รายชื่ออาชีพสงวนหลายประเภทถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ก่อนจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในช่วงปี 2565–2566

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

หลายอาชีพที่เคยมีแรงงานไทยจำนวนมาก อาจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน ขณะที่แรงงานไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาคบริการ เทคโนโลยี หรือธุรกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอว่า รัฐควรประเมินข้อมูลตลาดแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งจำนวนแรงงานไทยในแต่ละสาขา ความต้องการของภาคธุรกิจ และแนวโน้มกำลังคนในอนาคต เพื่อพิจารณาว่าอาชีพใดควรสงวนไว้จริง และอาชีพใดควรได้รับการทบทวน

เมื่อธุรกิจเปลี่ยนเร็วกว่ากฎหมาย

ตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ธุรกิจร้านทำเล็บ ในอดีต งานประเภทนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มงานเสริมสวยที่มีข้อจำกัดสำหรับคนต่างชาติ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น คนไทยจำนวนมากได้ขยับจากการเป็นพนักงานไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการ ผลที่ตามมาคือ หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับปฏิบัติการ

กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดแรงงานอาจกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่ากฎหมายที่ใช้กำกับดูแล

บทเรียนจากต่างประเทศ

หลายประเทศที่เผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและขาดแคลนแรงงานต่างพยายามสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานในประเทศกับการเปิดรับแรงงานต่างชาติ

ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและแรงงานลดลงต่อเนื่อง จึงเปิดรับแรงงานต่างชาติผ่านระบบ Specified Skilled Worker (SSW) ตั้งแต่ปี 2562 โดยอนุญาตให้ทำงานในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น เกษตรกรรม ก่อสร้าง การดูแลผู้สูงอายุ และภาคการผลิต ขณะที่บางวิชาชีพยังคงจำกัดไว้สำหรับคนญี่ปุ่น

เกาหลีใต้ ใช้ระบบ Employment Permit System (EPS) โดยนายจ้างต้องพิสูจน์ก่อนว่าไม่สามารถหาแรงงานเกาหลีมาทำงานได้ จึงจะสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ทำงานในภาคการผลิต เกษตรกรรม ประมง และก่อสร้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเรื้อรัง

สิงคโปร์ ใช้ระบบโควตาและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแรงงานต่างชาติ (Foreign Worker Levy) เพื่อควบคุมสัดส่วนแรงงานต่างชาติในแต่ละอุตสาหกรรม

แนวทางของประเทศเหล่านี้สะท้อนว่า การบริหารแรงงานต่างชาติไม่ใช่เรื่องของการ “เปิด” หรือ “ปิด” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของเศรษฐกิจกับการคุ้มครองแรงงานในประเทศ

คำถามที่สังคมควรถกเถียงร่วมกัน

หากแรงงานข้ามชาติหายไปจากประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ โรงงานจะยังผลิตสินค้าได้หรือไม่ ร้านอาหารจะยังเปิดบริการได้หรือไม่ และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ จะเดินหน้าต่อได้หรือไม่

คำถามเรื่อง “การแย่งงาน” จึงอาจไม่ใช่คำถามเดียวที่สังคมต้องตอบ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ประเทศไทยกำลังต้องการแรงงานแบบใด และจะบริหารตลาดแรงงานอย่างไรในวันที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยหรือไม่” แต่คือระบบแรงงานไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่

เมื่ออาชีพสงวนยังถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่การค้นหาว่าใครทำผิด แต่รวมถึงการตรวจสอบว่าเหตุใดกฎหมายจึงยังไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใครต้องรับผิดชอบต่อช่องโหว่ที่เกิดขึ้น

เพราะในท้ายที่สุด ปัญหานี้อาจไม่ใช่เรื่องของแรงงานข้ามชาติเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นเรื่องของอนาคตตลาดแรงงานไทยทั้งระบบ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ นายจ้าง และสังคมโดยรวม 

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงอาจเริ่มต้นจากการมองข้อเท็จจริงให้รอบด้าน มากกว่าการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หรือมุ่งสร้างกระแสความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติ แบ่งเขาแบ่งเราซึ่งรังแต่จะทำให้การแก้ใชปัญหาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซับซ้อนและยากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม หากพบการจ้างงานผิดกฎหมาย หรือพบคนต่างชาติทำงานนอกเหนือสิทธิที่กฎหมายกำหนด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694


อ้างอิง

บทความ “10 จุดอ่อนของคนไทย” ไม่ใช่ความเห็นของอดีตประธานเจโทร กรุงเทพฯ และวิกรม กรมดิษฐ์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เซ็ทซึโอะ อิอุจิ อดีตประธาน JETRO ประจำกรุงเทพฯ กล่าวถึง 10 จุดอ่อนของคนไทย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงที่วนซ้ำมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเจโทร กรุงเทพฯ แถลงยืนยันว่าเซ็ทซิโอะ อิอุจิ ไม่เคยพูดเรื่องนี้  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 มิ.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ประกายพฤกษ์ จิตกาธานฯ’ โพสต์ภาพเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ (Japan External Trade Organization,Bangkok: เจโทร กรุงเทพฯ) ฝังข้อความ “เจ็บแต่จริง เมื่อญี่ปุ่นมองไทย” และโพสต์ข้อเขียนที่อ้างว่าเป็นความเห็นของนายอิอุจิว่าด้วยจุดอ่อน 10 ข้อของคนไทยที่ทำให้ประเทศไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น เช่น คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก, คนไทยมากกว่า 70% ทำงานวันต่อวันแบบไร้อนาคต, เอ็นจีโอมักจะคัดค้านหัวชนฝาและบางกลุ่มอิงผลประโยชน์ทำให้ไทยเสียโอกาสมหาศาล, เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ เป็นต้น

โพสต์นี้กำลังถูกแชร์อย่างรวดเร็ว จาก 4,500 ครั้ง ณ วันที่ 17 มิ.ย. เป็น 5,400 ครั้งในวันนี้ (18 มิ.ย.) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งทางเจโทร กรุงเทพฯ ได้เผยแพร่คำชี้แจงเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2558 ว่า “อดีตประธานหรือประธานคนปัจจุบันของเจโทร กรุงเทพฯ ไม่เคยแสดงความคิดเห็นหรือทรรศนะเรื่อง 10 จุดอ่อนของคนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ/ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ”

เอกสารคำชี้แจงยังระบุด้วยว่า “เจโทร กรุงเทพฯ เข้าใจว่าบทความ ข้อคิดเห็น คำวิจารณ์ที่ถูกกล่าวอ้างและเผยแพร่ว่าเป็นคำพูดของนายอิอุจินั้นมาจากสุนทรพจน์ของรองประธานหอการค้าไทยท่านหนึ่งซึ่งได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจในงานสัมมนาเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ว่านายอิอุจิ อดีตประธาน เจโทร กรุงเทพฯ ได้กล่าวถึง 10 จุดอ่อนของคนไทย”

“เมื่อเจโทร กรุงเทพฯ ขอคำชี้แจงเรื่องสุนทรพจน์ของรองประธานหอการค้าไทยท่านนั้น ท่านได้ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิดว่านายอิอุจิได้พูดเช่นนั้น และได้แสดงความเสียใจและกล่าวขอโทษมายังเจโทร กรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคม 2557” 

โคแฟคสืบค้นเพิ่มเติมพบว่าข้อเขียนเรื่อง “10 จุดอ่อนของคนไทย” นี้ถูกเผยแพร่ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2553 โดยอ้างว่าเป็นคำกล่าวของวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน เช่น ใน forwardmag.com ต่อมาข้อความเดียวกันนี้ถูกนำมาเผยแพร่ต่อใน pantip.com เมื่อปี 2557  

โคแฟคติดต่อไปยังมูลนิธิอมตะและเพจเฟซบุ๊ก ‘Vikrom วิกรม’ ซึ่งเป็นเพจทางการของเขาที่มีผู้ติดตามกว่า 2.4 ล้านบัญชี ได้รับคำยืนยันจากทีมงานของวิกรมว่าข้อความนี้ไม่ใช่ความเห็นหรือข้อเขียนของประธานกรรมการ บมจ.อมตะฯ 

โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบที่มาของข้อเขียน “10 จุดอ่อนของคนไทย” ได้ แต่ยืนยันได้ว่าข้อความนี้ไม่ใช่ความเห็นของอดีตประธานเจโทร กรุงเทพฯ และไม่ได้มีที่มาจากวิกรม กรมดิษฐ์ ตามที่มีการอ้างเท็จมาอย่างต่อเนื่อง

ตรวจสอบโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหารัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย “แจกสัญชาติไทย” ส่วน ปชน. จ้องแปรรูปต่างด้าวเป็นฐานเสียง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์กล่าวหารัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย “แจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ”

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหามีทั้งที่ส่วนที่เป็นข้อมูลจริง ข้อมูลบิดเบือนและความคิดเห็นส่วนตัวผสมปนเปกันเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าทางการไทยเปิดช่องให้คนต่างด้าวและแรงงานข้ามชาติได้รับสัญชาติไทยอย่างง่ายดาย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 มิ.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ฟาดด fadd’ โพสต์ข้อความว่า “นักการเมืองไทยแจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ” โดยอ้างว่าทั้งรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยชุดปัจจุบันล้วนมีนโยบายแจกสัญชาติไทยให้คนต่างด้าว ขณะที่พรรคประชาชน “จ้องแปรรูปคนต่างด้าวมาเป็นฐานเสียง” (ลิงก์บันทึก)    

ภาพ screenshot ของโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ฟาดด fadd’ เมื่อ 16 มิ.ย. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาในโพสต์เฟซบุ๊กนี้มีทั้งส่วนที่เป็นข้อมูลและส่วนที่เป็นความคิดเห็น ซึ่งในการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โคแฟคจะไม่ตรวจสอบส่วนที่เป็นความคิดเห็นเพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ โพสต์นี้เราจึงตรวจสอบเฉพาะส่วนที่กล่าวอ้างถึงนโยบาย/การทำงานของรัฐบาล ข้อกฎหมายและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ดังนี้

❓รัฐบาลเศรษฐาออกฟรีวีซ่า

วันที่ 15 ก.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยที่อนุญาตให้พลเมืองจาก 90 ประเทศ ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 60 วันเป็นกรณีพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจจากต่างประเทศในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ทำงานหรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น

❓รัฐบาลเศรษฐาออกกฎหมายเอื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้คนต่างชาติ 

วันที่ 9 เม.ย. 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลเศรษฐามีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษามาตรการต่าง ๆ ต่อมาวันที่ 18 มิ.ย. 2567 ครม. มีมติเห็นชอบตามที่ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งศึกษาความเป็นไปได้ใน 2 เรื่อง คือ 1) ทบทวนการกำหนดระยะเวลาให้ต่างชาติเช่าที่ดินตาม พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 จากเดิมไม่เกิน 30 ปี เป็น 99 ปี และ 2) ทบทวนหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิคนต่างด้าวสามารถถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด จากเดิมไม่เกินร้อยละ 49 เป็นไม่เกินร้อยละ 75

ทั้งอนุทินและเศรษฐายืนยันว่าข้อเสนอแก้กฎหมายทั้งสองส่วนนี้ไม่ใช่การขายชาติและเอื้อนายทุน  อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มีกระแสคัดค้านมาก เรื่องนี้จึงเงียบไป ยังไม่ได้มีการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

❓ รัฐบาลแพทองธารให้สัญชาติไทยเกือบ 500,000 คน

วันที่ 29 ต.ค. 2567 ไทยพีบีเอส ไทยโพสต์ มติชน รายงานว่า ครม. รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อนุมัติในหลักการตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอหลักเกณฑ์เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และสถานะบุคคลให้กับบุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน รวมถึงกลุ่มที่เกิดในราชอาณาจักร จำนวน 483,626 คน  

จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นชี้แจงว่าผู้ได้สัญชาติไทยจำนวนกว่า 483,000 คนนี้ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้อพยพปี 2527-2542 ประมาณ 120,000 คน 2) กลุ่มผู้อพยพปี 2548-2554 ประมาณ 215,000 คน 3) กลุ่มบุตรของชนกลุ่มน้อยที่เกิดในไทย ประมาณ 29,000 คน และ 4) กลุ่มบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่เกิดในไทย ประมาณ 113,000 คน 

โดยสรุป ประชากรกว่า 483,000 คนที่จะได้รับสัญชาติไทยตามมติ ครม. นี้เป็นกลุ่มผู้อพยพที่ตกค้างมานานหลายสิบปีและมีการสำรวจตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่องก่อนพิจารณาให้สัญชาติ ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าวหรือคนต่างชาติโดยทั่วไป

❓พรรคประชาชนผลักดันการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าวเพื่อให้มาเป็นฐานเสียง 

ข่าวเท็จเรื่องพรรคประชาชนเสนอให้สัญชาติไทยแก่ผู้หนีภัยชาวเมียนมาถูกเผยแพร่ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนจากการแถลงข่าวของรังสิมันต์ โรม สส. พรรคก้าวไกลในขณะนั้น เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 เรื่องการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา 

รังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เสนอให้รัฐบาลพิจารณาการใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุว่าในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ เขาย้ำว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย แต่เพื่อให้ทางการไทยสามารถติดตามตรวจสอบชาวเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบเข้ามาในประเทศได้  

คลิปการแถลงข่าวของรังสิมันต์ถูกนำมาบิดเบือนว่า “พรรคส้ม” เสนอให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว หวังให้คนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงทางการเมืองหรือโหวตเตอร์ของพรรค ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 95 (1) ระบุว่าบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีสัญชาติไทย หากมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้รับสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยกระบวนการแปลงสัญชาติและคุณสมบัติของผู้ขอสัญชาติต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 10 และ 11 และต้องดำเนินการสละสัญชาติเดิมของตนเองด้วย

❓รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะแจกสัญชาติให้ต่างด้าว

ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิดว่าข้อเสนอของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเรื่องการแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง พ.ร.บ.สัญชาติ เป็นการเปิดช่องให้คนต่างด้าวและบุตรของแรงงานข้ามชาติได้สัญชาติไทย

โคแฟคตรวจสอบกับกรมการปกครองแล้วพบว่าการแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้เป็นการเปิดช่องให้คนต่างด้าวได้สัญชาติไทย เพราะผู้ที่จะมีคุณสมบัติได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้คือชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มผู้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ซึ่งถือว่ามีสถานะเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ (stateless persons) ไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต  

สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการขอสัญชาติไทยต้องยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 หรือ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ และต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้ไม่ใช่การได้สัญชาติไทยโดยการเกิด จึงไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้

ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค: การให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว แรงงานข้ามชาติและบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ เป็นประเด็นที่ถูกนำมาบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อข้อกฎหมายและปลุกปั่นความเกลียดกลัวแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง 

กรณีของโพสต์เฟซบุ๊กนี้มีการนำข้อมูลจริงมาผสมกับข้อมูลบิดเบือนและการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทำให้ยากต่อการแยกแยะข้อมูลออกจากความคิดเห็นและการตีความของผู้โพสต์ ประชาชนควรใช้วิจารณญาณเมื่อพบเนื้อหาลักษณะนี้และตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ก่อนเชื่อหรือแชร์

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

“จีนเทา ทุนเทา ไทยเทา” พลวัตการรับรู้ต่อเรื่องเล่าทุนจีนในบทสนทนาออนไลน์จากกรณี 1 ปีตึก สตง. ถล่ม

กองบรรณาธิการโคแฟค ร่วมกับนีโอ โมเมนตัม

เหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในเดือนมีนาคม 2025 (พ.ศ. 2568) ได้นำความสนใจของสาธารณะไปสู่ประเด็น “ทุนจีน” อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในแง่การทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง การใช้นอมินีอำพรางเจ้าของกิจการ และมาตรฐานการก่อสร้างของบริษัทกิจการร่วมค้าจีน ซึ่งนำไปสู่การจัดกรอบการรับรู้ของสังคมไปสู่ภาพของ “จีนเทา” 

อย่างไรก็ตามความกังวลในประเด็นจีนเทาไม่ได้เกิดขึ้นโดยฉับพลันจากเหตุการณ์นี้ บทความนี้ชวนสนทนาถึงการรับรู้ต่อ “จีน” ในพื้นที่สาธารณะของไทย ว่ามีพัฒนาการที่ซับซ้อนและปรับเปลี่ยนไปตามบริบทการเมืองและเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา และสามารถถูกกระตุ้นซ้ำได้ทุกเมื่อที่มีเหตุการณ์ใหม่สอดรับกับเรื่องเล่าที่สะสมมา

ดังนั้น ผลพวงที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม จึงไม่ใช่การสร้างความกังวลใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการรวบรวมเรื่องเล่าที่กระจายตัวอยู่ให้กลายมาเป็นเรื่องเล่าเดียวกัน และปรับกรอบการมองจาก “ผู้รับเหมารายหนึ่ง” มาเป็น “ปัญหาเชิงระบบ” ของความสัมพันธ์ระหว่างทุนจีนกับโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย

“จีน” ในการรับรู้ของสังคมไทย

คำว่า “จีน” ในการรับรู้ของสังคมไทยมีหลายระดับที่ซ้อนทับกันอย่างน้อย 3 ชั้น ชั้นแรกคือ “จีน” ในฐานะอารยธรรมที่อาณาจักรสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีความสัมพันธ์ผ่านระบบจิ้มก้องและการค้าราชสำนักมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ชั้นที่สองคือ “จีน” ในฐานะรากเหง้าของชาวไทยเชื้อสายจีนที่เดินทางมาค้าขายและตั้งถิ่นฐานในสยามมาตั้งแต่ยุคอยุธยา และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ และชั้นที่สามซึ่งเป็นกรอบหลักของบทความนี้คือ “จีน” และไทยในฐานะรัฐสมัยใหม่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยความสำคัญของการจำแนกความหมายของการรับรู้นี้ก็เพื่อเป็นกรอบสำหรับการทำความเข้าใจร่วมกันของผู้อ่านว่า ผู้คนในสังคมไทยอาจอ้างอิงความหมายในระดับที่ต่างกันโดยไม่รู้ตัวเมื่อพูดถึง “จีน” ในบริบทเดียวกัน

จุดเริ่มต้นที่มีนัยสำคัญต่อการรับรู้สมัยใหม่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เลือกข้างฝ่ายอักษะและประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1942 (พ.ศ. 2485) ขณะที่สาธารณรัฐจีน (Republic of China: ROC) ภายใต้การนำของเจียง ไคเชก เป็นหนึ่งในห้ามหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งทำสงครามกับญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1937 (พ.ศ. 2480)1 ในช่วงเดียวกัน ชาวจีนโพ้นทะเลในไทยบางส่วนเห็นใจการต่อสู้ต้านญี่ปุ่นของ ROC จึงมีการระดมทุนส่งให้รัฐบาลสาธารณรัฐจีนเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับญี่ปุ่น ความเห็นใจดังกล่าวกลายเป็นเหตุให้รัฐบาลไทยมองชุมชนชาวจีนด้วยความระแวงทางการเมืองมาตั้งแต่ก่อนสงครามจะสิ้นสุด (เออิจิ มูราชิมา, 2539)

หลังสงครามสิ้นสุดลง ไทยจำเป็นต้องฟื้นความสัมพันธ์กับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อหลีกเลี่ยงสถานะประเทศแพ้สงคราม โดยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐจีน (ROC) ในเดือนมกราคม 1946 (พ.ศ. 2489) นี่คือจุดเริ่มต้นของ “ความสัมพันธ์ไทย-จีน” ในความหมายของรัฐสมัยใหม่

ทว่าสถานการณ์ในจีนพลิกผันอย่างรวดเร็ว สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนสิ้นสุดด้วยชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949 (พ.ศ. 2492) เหมา เจ๋อตง ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China: PRC) ณ กรุงปักกิ่ง ขณะที่รัฐบาล ROC ของเจียง ไคเชก ถอยร่นไปตั้งมั่นบนเกาะไต้หวันในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน นับจากปี 1949 เป็นต้นมา จึงมีรัฐบาลสองชุดต่างอ้างความเป็น “จีน” ได้แก่ PRC ที่กรุงปักกิ่งซึ่งควบคุมแผ่นดินใหญ่ และ ROC ที่กรุงไทเปซึ่งควบคุมเกาะไต้หวันและหมู่เกาะใกล้เคียง ความแตกแยกนี้กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีนตลอดยุคสงครามเย็น

ก่อนจะกลายมาเป็น “จีนเทา”

บทความนี้จะเน้นการพูดถึง “จีน” ในความหมายของรัฐสมัยใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1949 เป็นหลัก เพราะก่อนหน้านั้นรัฐที่ใช้ชื่อ “จีน” มีเพียงรัฐเดียวคือ ROC สังคมไทยจึงยังไม่ต้องเผชิญกับการเลือกท่าที การที่ PRC ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นคู่แข่งทางอุดมการณ์กับ ROC ในบริบทสงครามเย็น ทำให้รัฐไทยเริ่มหล่อหลอมการรับรู้ของสังคมต่อ “จีน” อย่างเป็นระบบผ่านกลไกของรัฐ การรับรู้ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสงครามเย็นนี้ไม่เคยถูกลบทิ้งและสร้างใหม่ในยุคต่อมา แต่กลับเพิ่มชั้นความหมายซ้อนทับลงไปบนฐานการรับรู้เดิม ดังนั้นการรับรู้ต่อ “ทุนจีน” ที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะของไทยปัจจุบันจึงเป็นผลสะสมของกระบวนการดังกล่าวตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา ดังนี้

1) ยุคสงครามเย็นกับภาพ “ภัยคอมมิวนิสต์” : 1949-1975 (พ.ศ. 2492-2518)

ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร วางท่าทีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปิดล้อมคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกา (Containment Policy) โดยการรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ของเจียง ไคเชก และปฏิเสธรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ของเหมา เจ๋อตง ผ่านการเข้าร่วมสนธิสัญญามะนิลา (SEATO) ในปี 1954 (พ.ศ. 2497) ในฐานะพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการแสดงออกรูปแบบหนึ่งของจุดยืนต้านคอมมิวนิสต์ ผลที่ตามมาคือ “จีน” ในพื้นที่สาธารณะของไทยยุคนี้มีความหมาย คือ PRC ในฐานะภัยคอมมิวนิสต์ โดยรัฐไทยในขณะนั้นสร้างภาพความเป็น “ภัยคอมมิวนิสต์” ทั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน และจากชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในไทยที่รัฐสงสัยว่าอาจเป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและของ PRC ซึ่งกลไกที่รัฐนำมาใช้ในการควบคุมชุมชนดังกล่าวมีลักษณะเหมารวม โดยไม่แยกแยะจุดยืนทางการเมืองภายในชุมชน ทั้งการปิดโรงเรียนจีน การจำกัดสื่อภาษาจีน และการผูกการเป็นพลเมืองเข้ากับ “ความเป็นไทย” (Skinner, 1957)

2) ยุคฟื้นฟูความสัมพันธ์กับภาพ “ไทย-จีนพี่น้องกัน” : 1975-1997 (พ.ศ. 2518-2540)

ภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีการผ่านมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติข้อที่ 2758 (United Nations: General Assembly Resolution 2758: Restoration of the lawful rights of the People’s Republic of China in the United Nations) ในปี 1971 (พ.ศ. 2514) ให้ PRC เข้าครองที่นั่ง “จีน” แทน ROC ตามมาด้วยการเยือนปักกิ่งของ ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในปี 1972 (พ.ศ. 2515) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สร้างเงื่อนไขให้ไทยปรับท่าทีตาม วันที่ 1 กรกฎาคม 2518 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ PRC พร้อมกับตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ ROC

การเปลี่ยนขั้วทางการทูตนี้กลายเป็นพื้นฐานของพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ตามมา เมื่อเวียดนามบุกกัมพูชาในปี 1979 (พ.ศ. 2522) ไทยและ PRC มีผลประโยชน์ร่วมกันในการต้านการขยายอิทธิพลของเวียดนาม ความร่วมมือดังกล่าวผลักให้ภาพ “จีน” ในการรับรู้ของชนชั้นนำไทยเปลี่ยนจาก “ภัยคอมมิวนิสต์” มาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งสะท้อนผ่านเรื่องเล่า “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” และวลี “เลือดข้นกว่าน้ำ” ที่ผู้นำของทั้งสองฝ่ายร่วมกันสร้างขึ้นในช่วงฟื้นฟูความสัมพันธ์ (Kornphanat Tungkeunkunt and Kanya Phuphakdi, 2018) ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับไต้หวันยังคงดำเนินต่อผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในฐานะช่องทางการทูตที่ไม่เป็นทางการ

3) วิกฤตต้มยำกุ้งและการหันขวาของชนชั้นนำไทยเชื้อสายจีน : 1989-2013 (พ.ศ. 2522–2556)

วิกฤตการณ์การเงินเอเชียปี 1997 (พ.ศ. 2540) หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เครือข่ายทุนไทยเชื้อสายจีนผูกพันกับจีนแผ่นดินใหญ่ลึกซึ้งมากขึ้น ชนชั้นนำไทยเริ่มมอง PRC ในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วและมีเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มนี้ยิ่งชัดขึ้นหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 (พ.ศ. 2551) เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ในยุค 1970-1980 จุดยืนทางการเมืองของชาวไทยเชื้อสายจีนยังกระจายตัวหลายทิศทาง ทั้งกลุ่มทุนที่ผูกพันกับ ROC กลุ่มที่เห็นใจ PRC และกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนที่เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยในเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ต่อมาชนชั้นนำทางเศรษฐกิจไทยเชื้อสายจีนค่อย ๆ หันเข้าหาจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา (Kasian Tejapira, 2017) 

รศ.ดร. วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ นักวิชาการด้านจีน (Wasana Wongsurawat, 2019) อธิบายรากทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์นี้ผ่านการศึกษาความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างราชสำนักไทยกับชนชั้นทุนชาวไทยเชื้อสายจีน โดยเสนอว่าการก่อรูปรัฐชาติไทยสมัยใหม่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงปลายศตวรรษที่ 20 อาศัยความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันระหว่างอำนาจรัฐและบทบาททางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการเชื้อสายจีน

4) ทุนจีนยุคใหม่ : 2013-ปัจจุบัน (พ.ศ. 2556-ปัจจุบัน)

การประกาศโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ในปี 2013 เปลี่ยนภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ไทย-จีนจากระดับรัฐสู่ระดับสังคม ผ่านการเจรจาโครงการรถไฟความเร็วสูง การขยายตัวของสถาบันขงจื่อในมหาวิทยาลัยไทย2 และการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน คนไทยทั่วไปเริ่มสัมผัสกับ “จีน” ในชีวิตประจำวันในฐานะนักท่องเที่ยว เพื่อนบ้านในชุมชน เจ้าของกิจการ หรือผู้รับเหมาก่อสร้าง มากขึ้น แทนที่จะรับรู้จีนในฐานะคู่ค้าและพันธมิตรทางการทูตผ่านข่าวสารและนโยบายเท่านั้น ช่วงเวลานี้ยังเกิดการขยายตัวของชุมชนชาวจีนรุ่นใหม่ในไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประมาณการว่ามีผู้อพยพชาวจีนรุ่นใหม่อาศัยอยู่ในไทยราว 110,000–130,000 คนในปี 2022 (พ.ศ. 2565) และในขณะที่คนไทยมองด้านบวกต่อความร่วมมือทางธุรกิจและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้สึกลบก็เติบโตคู่ขนานกันในประเด็นการแข่งขันแย่งงาน การครอบงำตลาด และพฤติกรรมในที่สาธารณะ (Sivarin Lertpusit, 2023)

เหตุการณ์เรือฟีนิกซ์ล่มที่ภูเก็ตในเดือนกรกฎาคม 2018 (BBC ไทย, 2018) ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิต 47 คน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าความรู้สึกลบต่อจีนเริ่มกระจายจากเวทีการเมืองระหว่างประเทศลงมาสู่ชีวิตประจำวันของคนไทย เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกมาระบุว่านักท่องเที่ยวจีนเป็นฝ่ายทำเรือล่มเองและฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งสื่อหลายสำนักสรุปสาระของถ้อยแถลงนี้ว่าเป็นการชี้ว่า “จีนทำร้ายกันเอง” (ไทยรัฐออนไลน์, 2551) ปฏิกิริยาของสังคมต่อทั้งเหตุการณ์และคำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการรับรู้เชิงลบต่อ “จีน” ในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นนำทางการเมืองอีกต่อไป

5) COVID-19 กับ การแบ่งข้างการรับรู้ต่อจีน

การระบาดของ COVID-19 ปลายปี 2019 (พ.ศ. 2562) จุดกระแสความหวาดกลัวจีนของคนไทยในช่วงสั้น แต่การที่ PRC ส่งวัคซีน Sinovac เข้ามาเป็นวัคซีนหลักของไทยในช่วงต้นของการระบาด ช่วยพลิกภาพลักษณ์ของจีนให้กลับมาเป็นบวกทั้งในระดับชนชั้นนำและประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะนั้นบดบังรอยร้าวเชิงโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างคนสองกลุ่มในสังคมเดียวกัน

ข้อมูลจากการสำรวจสองชุดในปี 2023 (พ.ศ.2567) เผยให้เห็นช่องว่างดังกล่าวอย่างชัดเจน การสำรวจของ Pew Research Center (Silver, Huang, Clancy, & Prozorovsky, 2024) ซึ่งครอบคลุม 35 ประเทศพบว่า คนไทยมีทัศนคติเชิงบวกต่อจีนสูงสุดในโลกที่ร้อยละ 80 ในขณะที่การสำรวจ The State of Southeast Asia ของ ISEAS (Hale, 2024) ซึ่งมุ่งเน้นกลุ่มผู้นำความคิดและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค3 รายงานว่าผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 80.3 แสดงความกังวลต่ออิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน ตัวเลขทั้งสองชุดสะท้อนความจริงคนละด้านในสังคมเดียวกัน กล่าวคือ ประชาชนทั่วไปยังคงรู้สึกบวกต่อจีนในระดับมวลชน ขณะที่ผู้นำความคิดและชนชั้นกลางบนเริ่มกังวลเชิงโครงสร้าง ช่องว่างนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความกังวลต่อทุนจีนในยุคต่อมาเคลื่อนตัวจากระดับชนชั้นนำสู่พื้นที่สาธารณะของคนทั่วไป 

นอกจากนั้นในช่วงเดือนเมษายน 2020 (พ.ศ. 2563) กรณีของวชิรวิชญ์ ชีวอารี หรือไบร์ท ศิลปินชาวไทย กลายเป็นชนวนของสงครามทวิตเตอร์ข้ามชาติระหว่างชาวเน็ตไทยกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจาก PRC หลังชาวเน็ตจีนโจมตีเขาจากทวีตที่แสดงนัยว่าไต้หวันและฮ่องกงเป็นดินแดนแยกจากจีน นำไปสู่การก่อตัวของ “พันธมิตรชานม” หรือ #MilkTeaAlliance ข้ามชาติที่เชื่อมโยงขบวนการประชาธิปไตยของไทย ฮ่องกง ไต้หวัน และต่อมาเมียนมา โดยสิ่งที่กระแสพันธมิตรชานมได้สร้างขึ้นในพื้นที่สาธารณะของไทยคือเงื่อนไขใหม่ของการสนทนา กล่าวคือ การวิพากษ์รัฐบาล PRC กลายเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ กระแสดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาทางการเมืองและอุดมการณ์ต่อรัฐบาล PRC ไม่ใช่ต่อ “คนจีน” หรือ “เชื้อชาติจีน” เงื่อนไขนี้เองที่ทำให้การวิพากษ์ทุนจีนในยุคถัดมาเติบโตในพื้นที่สาธารณะได้เร็วขึ้น (Wolfram & Praphakorn Wongratanawin, 2021)

6) “ทุนเทา จีนเทา ไทยเทา” : 2024–ปัจจุบัน (พ.ศ. 2561 – ปัจุบัน)

ปัจจุบันเป็นช่วงที่ความกังวลของสังคมไทยต่อจีนเคลื่อนตัวจากระดับการทูตและภูมิรัฐศาสตร์มาสู่ระดับประสบการณ์รายวันของคนทั่วไป ปรากฏการณ์ที่สื่อและสังคมเรียกว่า “จีนเทา” และ “ทุนเทา” ครอบคลุมหลายประเด็นพร้อมกัน ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นโยบายฟรีวีซ่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีนอมินีไทย ห้างร้านจีนในย่านชุมชน บริษัทรับเหมาก่อสร้าง และพฤติกรรมในที่สาธารณะ

เหตุการณ์สองกรณีที่สะท้อนให้เห็นการเคลื่อนตัวดังกล่าวอย่างชัดเจน กรณีแรกคือคดีลักพาตัว หวัง ซิง (Wang Xing) หรือ ซิง ซิง (Xing Xing) นักแสดงชาวจีนบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ในเดือนมกราคม 2025 (BBC ไทย, 2025) กรณีที่สองคือกระบวนการส่งตัว เฉอ จื้อเจียง (She Zhijiang) นักธุรกิจชาวจีนผู้พัฒนาโครงการเมืองชเวโก๊กโก่ในเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับการดำเนินศูนย์สแกมเมอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ เขาถูกจับกุมในไทยตั้งแต่ปี 2022 (พ.ศ. 2565) และต่อสู้คดีส่งตัวมาอย่างยาวนานก่อนศาลไทยมีคำสั่งให้ส่งตัวไปยืนศาลในจีนในปี 2025 (BBC ไทย, 2025) ทั้งสองกรณีกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติและทำให้ความรับรู้ต่อจีนเคลื่อนจากระดับภูมิรัฐศาสตร์มาสู่ระดับอาชญากรรมและคอร์รัปชันในชีวิตประจำวัน

นอกจากนั้นการสำรวจ State of Southeast Asia ของ ISEAS (2025) พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 71.4 จัด “global scam operations” เป็นความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์อันดับต้น ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เมื่อมองกลับมาที่สถานการณ์ในไทย เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มในเดือนมีนาคม 2568 และ เหตุการณ์เครนก่อสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงถล่มทับรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาในเวลาต่อมา ความกังวลที่กระจายอยู่ถูกร้อยเข้าสู่เรื่องเล่าเดียวกัน คือ “จีนเทา ทุนเทา ไทยเทา”

เรื่องเล่า “จีนเทา” จากกรณีศึกษาอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

พัฒนาการที่ผ่านมาชวนทำความเข้าใจถึงการรับรู้ต่อ “จีน” ในสังคมไทยว่ามีพลวัตตามบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในแต่ละยุคสมัย การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับรัฐจีน หากอยู่ที่การที่ “จีน” เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นผ่านการท่องเที่ยว การลงทุน การค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้ความกังวลที่เคยผูกอยู่กับรัฐบาลจีนหรือบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศ ถูกแปลความใหม่ผ่านภาพของ “ทุนจีน” ที่ปรากฏในประสบการณ์รายวันมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงเคลื่อนจาก “สังคมไทยมองจีนอย่างไร” มาสู่การถามว่า  “เมื่อทุนจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนตีความและร้อยเรียงเรื่องเล่าต่อทุนจีนอย่างไร” เหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เมื่อเดือนมีนาคม 2025 เป็นกรณีศึกษาที่อาจจะตอบคำถามนี้ได้ กล่าวคือ เป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางและเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเด็น “จีนเทา” “ทุนเทา” “นอมินี” และอาชญากรรมข้ามชาติ ดำเนินอยู่ในบทสนทนาสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอหลักของบทความนี้คือ เหตุการณ์ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นจุดรวมศูนย์ที่ดึงความกังวลซึ่งกระจัดกระจายอยู่ก่อนให้มาเกาะกลุ่มและเชื่อมโยงเป็นเรื่องเล่าชุดเดียว มากกว่าจะก่อให้เกิดความกังวลชุดใหม่

บทความนี้นำเสนอผลการสำรวจการเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์และการรับรู้ (perception) ต่อทุนจีนภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม X เป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามพลวัตของการถกเถียงในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตามคำว่า “ภาพลักษณ์” และ “การรับรู้” ในที่นี้หมายถึงภาพของทุนจีนที่ถูกร้อยเรียง ตีความ และให้ความหมายผ่านการสื่อสารสาธารณะ ภายในขอบเขตของชุดคำค้นที่ใช้เก็บข้อมูล การวิเคราะห์ต่อจากนี้จึงมุ่งพิจารณาว่า ผู้คนเชื่อมโยงและตีความทุนจีนอย่างไรภายหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม ความกังวลใดที่ดำเนินอยู่ก่อนแล้ว ความกังวลใดที่กำลังถูกขยาย และเหตุการณ์ดังกล่าวมีส่วนเปลี่ยนแปลงจุดยึดโยงการรับรู้ต่อทุนจีนในพื้นที่สาธารณะอย่างไรตลอดช่วงเวลาหนึ่งปีหลังเหตุการณ์

ก่อนตึกถล่ม : มกราคม – มีนาคม 2025 (พ.ศ. 2568)

สองเดือนก่อนเกิดเหตุตึก สตง. ถล่ม ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีนและทุนจีนปรากฏอยู่แล้วในบทสนทนาสาธารณะบนแพลตฟอร์ม X โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงปลายเดือนมีนาคม 2025 ก่อนเกิดเหตุการณ์ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมโพสต์ได้ 554 รายการ โดยร้อยละ 33.03 ของโพสต์ทั้งหมดมีอารมณ์เชิงลบ (negative sentiment) ซึ่งความกังวลกระจุกตัวอยู่ในสองประเด็นหลัก คือ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์  และนโยบายยกเว้นวีซ่า คิดเป็นร้อยละ 45.49 และ 18.41 ของโพสต์ทั้งหมด ตามลำดับ

ผู้ร่วมสนทนาจำนวนมากอธิบายทุนจีนผ่านกรอบของ “จีนเทา” ซึ่งโยงไปถึงอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย ผู้โพสต์บางรายตั้งข้อสังเกตว่า “รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากอาจไม่ได้กระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยโดยตรง หากแต่หมุนเวียนอยู่ภายในเครือข่ายธุรกิจของกลุ่มทุนจีนเอง เช่น โรงแรมและที่พัก ไปจนถึงการถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า”

อีกด้านหนึ่ง ทุนจีนถูกมองในฐานะคู่แข่งทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการไทย ทั้งในตลาดแรงงานและธุรกิจรายย่อย บทสนทนาส่วนนี้ตั้งคำถามต่อการขยายบทบาทของทุนจีนในห่วงโซ่อุปทานของหลายอุตสาหกรรม การเข้ามาแข่งขันของแรงงานจีน และแรงกดดันที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญในการแข่งขัน บทสนทนาในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยข้อถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทุนจีนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

คำว่า “จีนเทา” เองก็เป็นพื้นที่ของการช่วงชิงความหมายในบทสนทนาสาธารณะอยู่ก่อนแล้ว เห็นได้จากกรณีที่ผู้แทนสมาคมโรงแรมไทยขอให้สังคมระมัดระวังการใช้คำดังกล่าว เพราะกังวลว่าจะกระทบภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวจีน (ฐานเศรษฐกิจ, 2025) ข้อเสนอนี้ถูกโต้แย้งทันทีจากผู้ร่วมสนทนาบางส่วน โดยมีผู้โพสต์รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “ปัญหาจีนเทาเป็นเรื่องที่สังคมไทยเผชิญมานาน การเรียกร้องให้ระมัดระวังการใช้ถ้อยคำจึงไม่ต่างจากการลดทอนเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้”

ความกังวลเหล่านี้ปรากฏในประเด็นต่างกัน แต่มีรากฐานร่วมกันอยู่ที่ความไม่ไว้วางใจต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกมองว่าขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก ทั้งการใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่ออำพรางเจ้าของกิจการที่แท้จริง การประกอบธุรกิจที่อยู่นอกการกำกับดูแลตามกฎหมายซึ่งถูกเรียกรวมว่า “จีนเทา” และรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ภายในเครือข่ายธุรกิจจีนแทนที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยตามปกติ คำว่า “จีนเทา” ปรากฏใน 23 โพสต์ “นอมินี” ปรากฏใน 22 โพสต์ และ “ทุนจีน” ปรากฏใน 15 โพสต์ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ตึกถล่ม คำศัพท์และกรอบการตีความชุดนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาสาธารณะมาก่อนแล้ว

ภาพของทุนจีนก่อนเดือนมีนาคม 2025 จึงประกอบด้วยข้อกังวลหลายเรื่องที่ดำเนินคู่ขนานกันไป ทั้งอาชญากรรม เศรษฐกิจ และนโยบายการเปิดประเทศ โดยแต่ละเรื่องยังแยกกันอยู่ และยังไม่มีเหตุการณ์ใดมาร้อยให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อตึกถล่ม : 28 มีนาคม – พฤษภาคม 2025

วันที่ 28 มีนาคม 2025 แผ่นดินไหวซึ่งมีศูนย์กลางในประเทศเมียนมาส่งผลให้อาคาร สตง. แห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่มลง กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศทั้งจากความสูญเสียและข้อสงสัยที่ตามมาในเรื่องคุณภาพของวัสดุก่อสร้าง มาตรฐานการควบคุมงาน กระบวนการตรวจสอบ และความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

หลังเหตุการณ์ ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X พบว่า บทสนทนาขยายตัวจากการพูดถึงอาคารที่ถล่มหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการไปสู่ประเด็นทุนจีน เรื่องอื่นที่ก็กลับมาได้รับความสนใจพร้อมกันอีกครั้ง รวมโพสต์ในช่วง 28 มีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 1,969 โพสต์ โดยในเดือนเมษายน 2025 เป็นเดือนที่มีจำนวนโพสต์สูงที่สุดในชุดข้อมูลรวม 1,410 โพสต์ เมื่อดูการกระจายตัวของหัวข้อที่สังคมสนทนากันในช่วงตึกถล่ม พบว่าประเด็นนโยบายฟรีวีซ่า และประเด็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีจำนวนโพสต์สูงที่สุด โดยคิดเป็น ร้อยละ 28.49 และ 26.61 ตามลำดับ ความกังวลที่เคยแยกกันอยู่ในเรื่องอาชญากรรม นโยบายเปิดประเทศ และเศรษฐกิจ มาบรรจบกันรอบเหตุการณ์เดียว และกลายเป็นกรอบที่ผู้คนใช้ตีความสิ่งที่เกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนในมิติอารมณ์ด้วย ในช่วงวิกฤตระหว่างวันที่ 28 มีนาคมถึงพฤษภาคม 2025 สัดส่วนโพสต์เชิงลบเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33.03 เป็นร้อยละ 43.47 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมต่อโพสต์ (engagement) เพิ่มขึ้นจาก 45 เป็น 74.5 ครั้ง การเปลี่ยนแปลงทั้งสองประการนี้ชี้ว่า อารมณ์เชิงลบที่มีอยู่เดิมได้รับความสนใจและแพร่กระจายกว้างขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนโพสต์คือ ลักษณะของคำถามที่เริ่มปรากฏในบทสนทนา  ภายหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม ความสนใจของผู้คนค่อย ๆ เคลื่อนจากตัวอาคารและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไปสู่ข้อมูลที่ถูกเปิดเผย กระบวนการตรวจสอบ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ คำถามเหล่านี้กลายเป็นประเด็นสำคัญของบทสนทนา และเป็นจุดตั้งต้นของประเด็นใหม่ที่ถูกเติมเข้าไปในชุดเรื่องเล่าที่มีอยู่เดิม

บทสนทนาที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ พบการแสดงความเห็นจำนวนมากถึงการตั้งคำถามหรือการพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นได้ ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ จากนั้นคำถามค่อย ๆ ขยายออกจากเหตุการณ์ไปสู่การสืบค้นข้อมูลของโครงการ กระบวนการตรวจสอบ รายละเอียดทางเทคนิค ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ในด้านหนึ่ง บทสนทนาจำนวนมากให้ความสนใจกับข้อมูลที่ทยอยปรากฏภายหลังเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของโครงการ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการร่วมค้า ITD-CREC4 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CREC10 ที่จดทะเบียนในปี 2018 มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่คนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 ซึ่งเป็นสัดส่วนขั้นต่ำที่กฎหมายไทยกำหนดให้ถือเป็นบริษัทไทยภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 25425 โครงสร้างที่พอดีกับเพดานกฎหมายนี้จึงนำมาซึ่งข้อสงสัยเรื่องการใช้นอมินี และต่อมานำไปสู่การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าสอบสวนและจับกุมผู้บริหารของบริษัท (สำนักข่าวอิศรา, 2025) บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลเกี่ยวกับโครงการบนเว็บไซต์ของบริษัทผู้รับเหมาถูกนำออกภายหลังเกิดเหตุ (ผู้จัดการออนไลน์, 2025) ขณะที่อีกส่วนติดตามผลการตรวจสอบและข้อมูลทางเทคนิคที่ทยอยเปิดเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง

เนื้อหาที่ได้รับการมีส่วนร่วมสูงในช่วงนี้ หลายโพสต์มีลักษณะเป็นการแชร์ข่าว สรุปข้อมูล หรือเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบภายหลังเหตุการณ์ โพสต์หนึ่งที่มีการมีส่วนร่วมสูงในชุดข้อมูลนี้ (2,846 ครั้ง)6 เป็นการแชร์คลิปข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็กของบริษัทซินเคอหยวนที่ใช้ในโครงการ สะท้อนว่า ในช่วงต้นของวิกฤต บทสนทนาบนแพลตฟอร์ม X เดินไปพร้อมกันทั้งการแสดงอารมณ์และการติดตามข้อเท็จจริง โดยผู้คนพยายามปะติดปะต่อข้อมูลที่ทยอยปรากฏให้เห็นภาพรวม

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องนอมินีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นก็ปรากฏอยู่ในบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านการรายงานข่าวและการแชร์ข้อมูลการตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์ที่มีจำนวนบัญชีผู้ใช้เข้าร่วมบทสนทนาสูงที่สุดหลายเหตุการณ์ล้วนเชื่อมโยงกับประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงคุณภาพเหล็กของบริษัทซินเคอหยวน (จำนวน 355 บัญชี) กรณีการตรวจสอบผู้ถือหุ้นชาวไทยที่โยงกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (จำนวน 351 บัญชี) หรือการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องนอมินีโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (จำนวน 331 บัญชี)

การที่ข้อมูลดังกล่าวถูกแชร์ อ้างอิง และนำไปเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นอย่างต่อเนื่อง คำถามเรื่องความเป็นเจ้าของ ความรับผิดชอบ และกลไกการกำกับดูแล ก็เข้ามาอยู่ในบทสนทนาสาธารณะควบคู่ไปกับการตรวจสอบสาเหตุของเหตุการณ์ จึงทำให้ขอบเขตของข้อกังวลต่อทุนจีนกว้างขึ้นจากเดิม จากเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจสีเทา ฟรีวีซ่า และนอมินี ขยายเข้าสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมการก่อสร้างทั้งเรื่องคุณภาพวัสดุก่อสร้าง มาตรฐานการควบคุมงาน ผู้รับเหมา หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ อุตสาหกรรมการก่อสร้างจึงกลายมาเป็นจุดยึดโยงใหม่ของข้อกังวลที่มีอยู่เดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ต่อทุนจีนในบริบทที่กว้างกว่าที่เคยปรากฏในบทสนทนาสาธารณะก่อนหน้า

แม้บทสนทนาส่วนใหญ่ภายหลังเหตุการณ์จะมุ่งตั้งคำถามและตรวจสอบ แต่ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X ก็ยังปรากฏความพยายามอธิบายหรือนำเสนอข้อมูลของบริษัทที่ถูกกล่าวถึงให้ครบถ้วนรอบด้าน เพียงแต่เนื้อหาเหล่านี้เข้าถึงผู้คนได้น้อยกว่า

ตัวอย่างหนึ่งคือโพสต์ข่าวที่รายงานคำชี้แจงของบริษัท ซึ่งยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีส่วนสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทย โพสต์นี้เป็นเนื้อหาเชิงบวกที่มีการมีส่วนร่วม 523 ครั้ง (ณ วันที่เก็บข้อมูล) “‘ซินเคอหยวน’ นำทีมกฎหมายแถลงโต้ ถูกกล่าวเหล็กของโรงงานไร้มาตรฐาน ยืนยันได้มาตรฐาน ตาม ISO 9001 และไม่ใช่บริษัทจีนเทา มีการเสียภาษี ทำประโยชน์ตอบแทนประเทศไทย” (เรื่องเล่าเช้านี้. [@MorningNewsTV3]., 2025)


เมื่อพิจารณาภาพรวมของข้อมูลในช่วงตึกถล่ม จะพบว่าบทสนทนาโดยรวมเอนเอียงไปทางอารมณ์เชิงลบ (negative sentiment) ที่สัดส่วนร้อยละ 43.47 และมีค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วม 112 ครั้งต่อโพสต์ ขณะที่โพสต์เชิงบวก (positive sentiment) มีเพียงร้อยละ 5.79 ลดลงจากร้อยละ 11.37 ในช่วงก่อนเกิดเหตุ และมีค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมเพียง 29 ครั้งต่อโพสต์ มุมมองเชิงบวกต่อทุนจีนจึงลดลงทั้งในแง่จำนวนและพื้นที่ในบทสนทนาในช่วงเวลาที่สังคมจดจ่อกับการตรวจสอบ โดยเนื้อหาที่สอดรับกับข้อกังวลและเป็นการคำถามของผู้คนเข้าถึงคนได้กว้างกว่าเนื้อหาที่มุ่งอธิบายหรือปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กร

หลังตึกถล่ม :  มิถุนายน 2025 มีนาคม 2026


เมื่อพ้นช่วงวิกฤตในเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2025 ปริมาณบทสนทนาเรื่องทุนจีนในแวดวงก่อสร้างลดลงอย่างชัดเจน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2025 ถึงเดือนมีนาคม 2026 สัดส่วนโพสต์เชิงลบกลับมาอยู่ที่ร้อยละ 38.76 ลดลงจากช่วงเหตุวิกฤต แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดเหตุเล็กน้อย สะท้อนว่าจุดสูงสุด (peak) ของความกังวลขึ้นอยู่กับการเกิดเหตุการณ์สำคัญมากกว่าจะคงระดับสูงต่อเนื่องด้วยตัวเอง

การลดลงของปริมาณบทสนทนาไม่ได้หมายความว่าประเด็นดังกล่าวหายไปจากพื้นที่สาธารณะ เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2025  ประเด็นมาตรฐานเหล็กและการกำกับดูแลโรงงานของบริษัทซินเคอหยวนกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง จากความเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐและรายงานการติดตามสถานการณ์จากสื่อมวลชน ในวาระครบรอบ 6 เดือนของเหตุการณ์ (ชนากานต์ อาทรประชาชิต, 2025) ซึ่งเป็นช่วงที่คดีเข้าสู่กระบวนการศาล (ไทยรัฐออนไลน์, 2025) โดยในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2025 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีคำสั่งถอนอายัดเหล็กของบริษัทบางส่วน พร้อมระบุว่าผลการตรวจสอบเป็นไปตามมาตรฐาน (มติชนออนไลน์, 2025) ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2025 คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงกรณีดังกล่าว (มติชนออนไลน์, 2025) ขณะเดียวกันยังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับคำสั่งถอนและกลับมาอายัด “ฝุ่นแดง” ของโรงงานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รวมถึงคำสั่งให้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองมาช่วยราชการที่ส่วนกลาง (กรุงเทพธุรกิจ, 2025; มติชนออนไลน์, 2025)

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ปรากฏบน X อย่างรวดเร็ว เมื่อสำนักข่าว THE STANDARD (2025) โพสต์คลิปเผยแพร่ข้อสังเกตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งคำถามว่า โรงงานซินเคอหยวนซึ่งมีคำสั่งปิดโรงงาน แต่กลับมีคนเข้าไปทำงานแล้ว ในเดือนเดียวกัน กลุ่มบทสนทนาย่อยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมายและความรับผิดมีจำนวนสูงสุดถึง 101 โพสต์ สูงกว่าช่วงวิกฤตทันทีหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม ทั้งที่กลุ่มบทสนทนานี้แทบไม่ปรากฏในช่วงกลางปี 2025 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อคดีและข้อพิพาทต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของหน่วยงานและศาล

ที่สำคัญยิ่งกว่าข้อมูลเชิงปริมาณข้างต้น คือการเปลี่ยนแปลงของบทสนาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปราย ในช่วงแรก บทสนทนามักมุ่งไปที่บริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง แต่เมื่อเวลาผ่านไป จุดสนใจเคลื่อนออกจากตัวบริษัท ไปสู่การตั้งคำถามต่อการกำกับดูแล การตรวจสอบมาตรฐาน และการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐ สิ่งที่ผู้คนตรวจสอบขยายจากตัวอาคารที่ถล่ม ไปถึงระบบที่เปิดช่องให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้มีความซับซ้อนในตัว กล่าวคือ ผลการพิจารณาเรื่องมาตรฐานเหล็กมีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการระบุในเดือนเมษายน 2025 ว่าเหล็กบางส่วนไม่ผ่านมาตรฐาน ไปสู่การถอนอายัดในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมโดยระบุว่าผ่านมาตรฐาน (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2025) บทความนี้นำเสนอลำดับเหตุการณ์ตามที่หน่วยงานรัฐดำเนินการและสื่อรายงาน โดยไม่สรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด

เรื่องเล่าจากจีนเทา สู่ “ไทยเทา”

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 เครนก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน สัญญาที่ 3–4 ช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว ถล่มทับขบวนรถไฟโดยสาร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 32 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก (ไทยรัฐออนไลน์, 2026; กรมประชาสัมพันธ์, 2026) ผู้รับจ้างสัญญานี้คือบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งเป็นหุ้นส่วนเดียวกับกิจการร่วมค้า ITD-CREC ที่ก่อสร้างอาคาร สตง. โดยมี 2 บริษัทในเครือข่าย “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC7 เป็นผู้ควบคุมงาน คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน (ThaiPBS, 2026; The Momentum, 2026; กรุงเทพธุรกิจ, 2026) ต่อมากระทรวงคมนาคมเปิดเผยผลการสอบสวนและเตรียมเสนอให้ยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างดังกล่าว (ไทยรัฐออนไลน์, 2026)

บทสนทนาบน X โยงเหตุการณ์ใหม่เข้ากับความทรงจำของเหตุการณ์เดิมทันที จากโพสต์ 53 โพสต์ ที่กล่าวถึงเหตุเครนถล่มและโครงการรถไฟความเร็วสูงในเดือนมกราคม 2026 มีถึง 45 โพสต์ที่ย้อนกลับไปอ้างถึงกรณีอาคาร สตง. ถล่ม รวมถึงบริษัทและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อน ผู้ใช้งานรายหนึ่งโพสต์ว่า “อีกแล้ว ผู้รับเหมาที่คุมงานจุดเครนถล่มเป็นบริษัทเดียวกับที่เคยร่วมก่อสร้างอาคาร สตง.” ซึ่งเป็นโพสต์ที่มีการมีส่วนร่วมสูงสุดในกรณีเครนถล่มสีคิ้ว (4,694 ครั้ง ณ วันที่เก็บข้อมูล)

บทสนทนาเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้คนจำนวนหนึ่งเชื่อมเหตุการณ์เครนถล่มครั้งนี้เข้ากับชุดข้อกังวลที่มีอยู่ก่อนหน้า โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาชุดเดียวกับกรณีอาคาร สตง. ถล่ม มีบางโพสต์ย้อนกลับไปตั้งคำถามต่อการประมูลสัญญาโครงการในอดีต บริษัทที่เกี่ยวข้อง และบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่บางโพสต์เชื่อมโยงทุนจีน ระบบการรับเหมาก่อสร้าง และการเมืองเข้าไว้ในบทสนทนาเดียว เป็นการย้ำว่าการรับรู้ที่ก่อตัวขึ้นหลังเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มถูกเชื่อมกลับมาใช้อธิบายเหตุการณ์ใหม่ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม คำถามไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่บทบาทของทุนจีนเพียงเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงผู้รับเหมา หน่วยงานรัฐ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับงาน และการบังคับใช้กฎหมาย การเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ทั้งสองนี้จึงทำให้ความสนใจเคลื่อนจากตัวทุนไปสู่เงื่อนไขและกลไกภายในประเทศที่ถูกมองว่ามีส่วนทำให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกได้

ผลการวิเคราะห์เครือข่ายของบัญชีผู้ใช้ (Social Network Analysis: SNA) พบว่า เหตุการณ์เครนถล่มสีคิ้วได้ดึงผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมการสนทนาเรื่องตึกถล่มมาก่อนให้เข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนา ทำให้ประเด็นที่เคยจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ติดตามข่าวอาคาร สตง. ถล่มขยายออกไปกว้างขึ้น ขณะเดียวกัน ในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นวาระครบรอบหนึ่งปีของเหตุการณ์ดังกล่าว ปริมาณบทสนทนาบนแพลตฟอร์ม X เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่พ้นช่วงวิกฤตตึกถล่มที่ 687 โพสต์ สะท้อนว่าเหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการพูดคุยประเด็นเกี่ยวกับทุนจีน

การที่เหตุการณ์อุบัติเหตุร้ายแรงจากการก่อสร้างสองกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และมีบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ซึ่งเป็นบริษัทไทยปรากฏอยู่ในฐานะผู้รับเหมาในทั้งสองโครงการ ทำให้คำถามของผู้คนขยายจากบทบาทของทุนจีนไปสู่บทบาทและระบบของฝ่ายไทย ที่ปล่อยให้ความผิดพลาดเกิดซ้ำได้ ทั้งการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ มาตรฐานการตรวจรับงาน การใช้นอมินีคนไทย และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้กรอบการมองเคลื่อนจากเรื่องเล่า “จีนเทา” มาสู่กรอบ “ไทยเทา” ซึ่งชี้ไปที่โครงสร้างและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายไทยที่ถูกมองว่ามีส่วนทำให้ทุนสีเทาดำเนินอยู่ได้

สรุป

การรับรู้ต่อจีนในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จากภาพของ “ภัยคอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น สู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในยุคฟื้นฟูความสัมพันธ์ และต่อเนื่องมาสู่ความกังวลเกี่ยวกับ “ทุนจีน” ในชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบัน

กรณีอาคาร สตง. ถล่มวางตัวอยู่ในเส้นทางนี้ ข้อมูลจาก X ชี้ว่าเหตุการณ์นี้ทำงานกับเรื่องเล่าเรื่องจีนเทา ทุนเทา นอมินี และธุรกิจสีเทา ที่ดำเนินอยู่ก่อนแล้ว โดยรวบเรื่องเหล่านี้ให้มาเกาะกลุ่มกัน และพาเข้าสู่ประเด็นใหม่ที่แทบไม่เคยอยู่ในบทสนทนาเรื่องทุนจีนมาก่อน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน 2 ระดับ กล่าวคือ ในระดับของเรื่องเล่า (narrative) ความกังวลต่อทุนจีนได้ขยายจากประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจสีเทา และนอมินี ไปสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมการก่อสร้าง คุณภาพวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ ขณะที่ในระดับของกรอบการมอง (framing) จุดสนใจค่อย ๆ เคลื่อนจากการตั้งคำถามต่อบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ไปสู่การตั้งคำถามต่อการกำกับดูแล มาตรฐาน และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับอำนาจรัฐไทยในวงกว้างมากขึ้น

สิ่งที่เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มและเครนถล่มสีคิ้วเปลี่ยนคือจุดยึดโยงของการรับรู้ต่อทุนจีน กล่าวคือ ฐานที่ผู้คนใช้มองปัญหาทุนจีน จากเดิมที่เพ่งไปยังทุนต่างชาติในกรอบ “จีนเทา” มาสู่คำถามต่อระบบการกำกับดูแล มาตรฐาน และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับอำนาจรัฐไทย ซึ่งสื่อและบทสนทนาบางส่วนเรียกรวมว่า “ไทยเทา” ส่วนทิศทางของการรับรู้ยังคงวางอยู่บนความไม่ไว้วางใจเช่นเดิม สิ่งที่ขยับคือขอบเขตของผู้ที่ถูกตั้งคำถาม จากผู้เล่นต่างชาติรายหนึ่ง มาสู่โครงสร้างและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายไทยที่ทำให้ทุนสีเทาดำเนินอยู่ได้ เหตุการณ์เหล่านี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องเล่าและกรอบการมองที่ผู้คนใช้ทำความเข้าใจบทบาทของทุนจีนในสังคมไทยร่วมสมัย


เชิงอรรถ

  1. The Second Sino-Japanese War (1937–1945) หรือ สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง เริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 1937 จากการปะทะที่สะพานมาร์โคโปโลใกล้เป่ยผิง (Beiping) (ปักกิ่งในปัจจุบัน) และดำเนินต่อเนื่องในฐานะความขัดแย้งทวิภาคีระหว่างสาธารณรัฐจีนกับจักรวรรดิญี่ปุ่น ก่อนที่การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในเดือนธันวาคม 1941 จะทำให้ความขัดแย้งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ ROC จึงเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพโซเวียต ในฐานะหนึ่งในห้ามหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตร
    ↩︎
  2. สถาบันขงจื่อ (Confucius Institute) คือสถาบันที่จัดตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล PRC มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนในสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2004 สถาบันขยายตัวไปกว่า 550 แห่งใน 162 ภูมิภาคทั่วโลก (Gil, 2022)
    ↩︎
  3. การสำรวจ State of Southeast Asia ของ ISEAS เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้นำความคิดและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค โดยแบ่งผู้ตอบแบบสอบถามออกเป็น 5 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ 1) นักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย 2) ตัวแทนภาคเอกชน 3) ตัวแทนภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชน 4) เจ้าหน้าที่รัฐ และ 5) บุคลากรจากองค์กรระดับภูมิภาคและนานาชาติ
    ↩︎
  4. กิจการร่วมค้า ITD-CREC ชนะประมูลโครงการอาคาร สตง. มูลค่า 2,136 ล้านบาท ประกอบด้วยสองบริษัท คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CREC10 โดยมีกิจการร่วมค้า พีเคดับเบิลยู (PKW) เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งประกอบด้วย บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด ร่วมค้ากับ บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (วรภา หฤษฎางค์กูร, 2025)
    ↩︎
  5. บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CREC10 ได้รับการจดทะเบียนก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2018 โดยมีโครงสร้างสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทใช้วิธีให้คนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 และทุนจีนถือร้อยละ 49 จริง ซึ่งเป็นสัดส่วนขั้นต่ำสุดในการคงสถานะเป็น “นิติบุคคลไทย” บนหน้ากระดาษ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดและไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (สำนักข่าวอิศรา, 2025) ↩︎
  6. การมีส่วนร่วม (engagement) หมายถึงยอดปฏิสัมพันธ์รวมต่อโพสต์ ทั้งการกดถูกใจ (Like) รีโพสต์ (Repost) อ้างอิง (Quote) และตอบกลับ (Reply)
    ↩︎
  7.  เครือ “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกันที่เข้าไปรับเหมาก่อสร้างในนามกิจการร่วมค้ากับ “อิตาเลียนไทย” ก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ วงเงินกว่า 2.1 พันล้านบาท
    ↩︎

บรรณานุกรม

กรุงเทพธุรกิจ. (14 มกราคม 2026). CREC คุมงาน! เปิดทุกสัญญาสร้างรถไฟความเร็วสูง ก่อน ‘เครนถล่ม’. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.bangkokbiznews.com/politics/1216583

กรุงเทพธุรกิจ. (19 พฤศจิกายน 2025). ระยองพลิกคำสั่ง! คงอายัด ‘ฝุ่นแดง’ ต่อ ย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดกลับส่วนกลาง. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208275

กรมประชาสัมพันธ์. (15 มกราคม 2026). ผู้ว่าฯโคราช แถลงปิดศูนย์บัญชาการฯ เหตุเครนถล่มทับรถไฟด่วน สรุปยอดผู้เสียชีวิต 32 ราย เร่งฟื้นฟูพื้นที่. เรียกใช้เมื่อ 13 มิถุนายน 2026 จาก https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/465807 

ชนากานต์ อาทรประชาชิต. (26 กันยายน 2025). ครบครึ่งปี ตึก สตง.ถล่ม คดีความ – เยียวยาคืบหน้าแค่ไหน. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก The Active: https://theactive.thaipbs.or.th/read/6month-after-earthquake 

ฐานเศรษฐกิจ. (10 มกราคม 2025). จีนหลอกจีน กระแสไทยไม่ปลอดภัย นักท่องเที่ยวจีน ส่อยกเลิกทริปตรุษจีน 10-20%. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thansettakij.com/business/tourism/616698 

ไทยรัฐออนไลน์. (16 มกราคม 2026). สธ.โคราช ยืนยันยอดผู้เสียชีวิต เหตุเครนถล่มทับรถไฟ เหลือ 30 ราย แจงขั้นตอนนิติเวช. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2908262 

ไทยรัฐออนไลน์. (23 มกราคม 2026). “คมนาคม” เปิดผลสอบ “เครนหล่นทับรถไฟ” เตรียมชงบอร์ด รฟท. ยกเลิกสัญญา ITD. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2909668 

ไทยรัฐออนไลน์. (8 สิงหาคม 2025). อัยการยื่นฟ้องแล้ว ผู้ต้องหา 23 ราย คดีตึก สตง.ถล่ม ต่อศาลอาญา. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thairath.co.th/news/crime/2875449 

ไทยรัฐออนไลน์. (9 กรกฎาคม 2018). ‘บิ๊กป้อม’ ชี้เหตุเรือล่มภูเก็ตคนจีนทำ สั่ง จนท.เร่งสางทัวร์ศูนย์เหรียญ. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก ไทยรัฐออนไลน์: https://www.thairath.co.th/news/politic/1330649 

ผู้จัดการออนไลน์. (29 มีนาคม 2025). “จีนสร้าง” ตึก สตง.30 ชั้นถล่ม ไล่ลบข้อมูลโครงการหายวับเหมือนไม่เคยมีอยู่. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก MGR Online: https://mgronline.com/china/detail/9680000029866 

มติชนออนไลน์. (19 พฤศจิกายน 2025ค). ธนกร แจงเหตุเด้งอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ย้ำฝุ่นแดง ซินเคอหยวน ยังอยู่ สั่งห้ามเคลื่อนย้าย. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.matichon.co.th/economy/news_5464285 

มติชนออนไลน์. (23 ตุลาคม 2025ก). สมอ.ถอนอายัด เหล็กซินเคอหยวน 6.6 หมื่นเส้น เคลียร์ปมตึกสตง.ถล่ม ชี้ผลสอบได้มาตรฐาน. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.matichon.co.th/economy/news_5424985 

มติชนออนไลน์. (5 พฤศจิกายน 2025ข). เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก กมธ.อุต เรียก สมอ.แจง ถอนอายัดเหล็ก ซินเคอหยวน ชุติพงศ์ ปูด เริ่มมีออเดอร์ ทั้งที่ยังไม่สั่งเปิดกิจการ: https://www.matichon.co.th/politics/news_5442689 

เรื่องเล่าเช้านี้. [@MorningNewsTV3]. (21 เมษายน 2025). “ซินเคอหยวน” นำทีมกฎหมายแถลงโต้ ถูกกล่าวเหล็กของโรงงานไร้มาตรฐาน ยืนยันได้มาตรฐาน ตาม ISO 9001 และไม่ใช่บริษัทจีนเทา มีการเสียภาษี ทำประโยชน์ตอบแทนประเทศไทย. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก X: https://x.com/MorningNewsTV3/status/1914262837528084694 

วรภา หฤษฎางค์กูร. (2 เมษายน 2025). ยิ่งขุดยิ่งเจอ บริษัทจีนสร้างตึก สตง. พบประวัติอื้อฉาวทั่วโลก. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก The 101 World: https://www.the101.world/china-state-audit-building-contractor-worldwide-scandals/ 

สำนักข่าวอิศรา. (20 เมษายน 2025). เจาะลึกฐานธุรกิจ ไชน่าเรลเวย์ 10 ในมือ ดีเอสไอ ก่อนรวบ กก.จีน ล่าตัว 3 ผู้ถือหุ้นไทย. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.isranews.org/article/isranews-scoop/137333-invessddsdsdsds-2.html 

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม. (24 ตุลาคม 2025). “ธนกร” แจงกรณีถอนอายัดเหล็ก “ซิน เคอ หยวน” กว่า 4.1 หมื่นเส้น เป็น “เหล็กจากเหตุไฟไหม้โรงงาน” ไม่ใช่ “เหล็กตึก สตง. ถล่ม”. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://pr.tisi.go.th/db-shin-2025/#:~:text=SEARCH-,“ธนกร”%20แจงกรณีถอนอายัดเ%E 

เออิจิ มูราชิมา. (2539). การเมืองจีนสยาม การเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ค.ศ. 1924–1941. (เออิจิ มูราชิมา และวรศักดิ์ มหัทธโนบล, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

BBC ไทย. (12 พฤศจิกายน 2025). ไทยส่งตัว “เฉอ จื้อเจียง” ผู้ก่อตั้งเมืองชเวโก๊กโก่ ให้จีน ทนายตั้งข้อสังเกตขั้นตอนส่งกลับ “ผิดปกติ”. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก BBC Thai: https://www.bbc.com/thai/articles/cddrljp6q33o 

BBC ไทย. (7 กรกฎาคม 2018). เรือล่มภูเก็ต: โศกนาฏกรรมทางน้ำที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก BBC Thai: https://www.bbc.com/thai/thailand-44734152 

BBC ไทย. (8 มกราคม 2025). ซิง ซิง ดาราจีนหายตัวไปที่ชายแดนแม่สอด-เมียนมา เรารู้อะไรแล้วบ้าง ? เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก BBC Thai: https://www.bbc.com/thai/articles/cvg92v0r3nwo

Gil, J. (2022, June). The fall of Confucius Institutes and Confucius Classrooms? An analysis of closures and future directions. Melbourne Asia Review, 11, DOI: 10.37839/MAR2652-550X11.1.

Hale, E. (2024, April 4). Majority in Southeast Asia would choose China over US, survey suggests. Retrieved June 1, 2026, from Aljazeera: https://www.aljazeera.com/economy/2024/4/4/majority-in-southeast-asia-would-choose-china-over-us-survey-suggests 

Han, E. (2024). The Ripple Effect: China’s Complex Presence in Southeast Asia. Oxford University Press.

Han, E., & Sirada Khemanitthathai. (2023). Through the Prism of Migration: History of Migration and Contemporary Chinese Engagement with Thailand. Journal of Contemporary China, 32(142), 620-634.

Kasian Tejapira. (2017). The Sino-Thais’ right turn towards China. Critical Asian Studies, 49(4), pp. 606-618.

Kornphanat Tungkeunkunt and Kanya Phuphakdi. (2018). Blood Is Thicker Than Water: A History of the Diplomatic Discourse “China and Thailand Are Brothers”. Asian Perspective, 42(4), 597-621.

Pongphisoot Busbarat. (2024). “Bamboo Stuck in the Chinese Wind”: The Continuing Significance of the China Factor in Thailand’s Foreign Policy Orientation. Contemporary Southeast Asia, 43(1), 125-146.

Seah, S., Lin, J., Martinus, M., Fong, K., Phuong Thao, P., & Aridati, I. Z. (2025). The State of Southeast Asia 2025 Survey Report. Singapore: the ASEAN Studies Centre at the ISEAS – Yusof Ishak Institute.

Silver, L., Huang, C., Clancy, L., & Prozorovsky, A. (2024, July 9). Most People In 35 Countries Say China Has A Large Impact On Their National Economy. Retrieved June 1, 2026, from Pew Research Center: https://www.pewresearch.org/?p=180276 

Sivarin Lertpusit. (2023). New Chinese migrants in Thailand and the perceived impact on Thai people. Singapore: ISEAS-Yusof Ishak Institute.

Skinner, G. W. (1957). Chinese Society in Thailand: An Analytical History. Cornell University Press.

ThaiPBS. (14 มกราคม 2026). เปิดข้อมูล “บริษัทยักษ์ใหญ่” คุมงานเครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟสีคิ้ว. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/501065 

The Momentum. (14 มกราคม 2026). นายกสมาคมวิศวกรฯ เผยข้อสันนิษฐาน เหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนถล่ม เนื่องจากติดตั้งฐานรองรับเครนไม่แข็งแรงพอ. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://themomentum.co/report-launching-crane-highspeed-train/ 

THE STANDARD. [@thestandardth]. (14 พฤศจิกายน 2025). สส.ชุติพงศ์แฉ โรงงานซินเคอหยวน มีคำสั่งปิดโรงงาน แต่ตอนนี้กลับมีคนมาทำงานแล้ว. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก X: https://x.com/thestandardth/status/1989332054207795312 

Wasana Wongsurawat. (2019). The Crown and the Capitalists: The Ethnic Chinese and the Founding of the Thai Nation. University of Washington Press.

Wolfram, S., & Praphakorn Wongratanawin. (2021). The #MilkTeaAlliance: A New Transnational Pro-Democracy Movement Against Chinese-Centered Globalization? ASEAS – Austrian Journal of South-East Asian Studies, 14(1), 5-36.

ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาที่สร้างความเข้าใจผิดว่าการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 จะทำให้คนต่างด้าวได้สัญชาติไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายให้สัญชาติไทยและบัตรประชาชนแก่คนต่างด้าวรวมถึงคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยเป็นเวลานาน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด** การแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าผู้ได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด เป็นการแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ แต่ไม่รวมแรงงานต่างด้าวหรือผู้หลบหนีเข้าเมือง 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 มิ.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Rungraphee Phetthong’ โพสต์คลิปวิดีโอพูดหน้ากล้องความยาว 4.47 นาที ฝังข้อความว่า “รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายให้ต่างด้าวที่อยู่ในไทยมานานได้สัญชาติไทย บอกว่าเป้นการแก้ปัญหาที่ค้างคามานาน …เขมรที่อยู่ 40 ปีก็เป็นคนไทยหมด พม่าที่อยู่ 20-30 ปี เป็นล้านคนก็มีสิทธิ์เป็นคนไทยได้เช่นกัน มีสิทธิ์ทุกอย่างยกเว้นสมัครตำแหน่งทางการเมือง” (ลิงก์บันทึก)

ผู้โพสต์อ้างว่ารัฐบาลกำลังร่างกฎหมายให้ต่างด้าวได้ใช้สัญชาติไทยและมีบัตรประชาชนไทย โดยจะให้เฉพาะต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยมานาน เช่น ชาวเมียนมาที่ทำงานในประเทศไทยมานาน 30 ปี “จะได้รับสิทธิความเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์” และชาวกัมพูชาที่อยู่ในไทยมา 40 ปี ก็มีสิทธิ์ได้รับสัญชาติไทย สามารถครอบครองที่ดินและโฉนดได้เหมือนคนไทย แต่ไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง

ณ วันที่ 15 มิ.ย. 2569 คลิปนี้มียอดการแชร์กว่า 5,000 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นมากกว่า 6,500 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประเด็นการแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ. สัญชาติ ถูกนำมาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการให้สัญชาติคนต่างด้าวและลูกหลานของแรงงานต่างด้าวมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กกรมการปกครองและบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง สรุปได้ดังนี้

▪️มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่เคยได้สัญชาติไทยและไม่มีหลักฐานว่าใช้สัญชาติอื่น สามารถขอมีสัญชาติไทยได้ โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การขอมีสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลที่สามารถขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ได้แก่ บุตรของชนกลุ่มน้อย และบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจแล้วเท่านั้น “ซึ่งไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต”

▪️ปัญหาการตีความมาตรา 7 ทวิ วรรคสองของ พ.ร.บ. สัญชาติ เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 23/2567 ลงวันที่ 2 ต.ค. 2567 ในกรณีที่มีผู้ร้องเกี่ยวกับการเพิกถอนสัญชาติไทยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ไม่เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด”

ในการเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วันที่ 11 ม.ค. 2569 พบว่ามีบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ. สัญชาติ ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกและนายก อบต. เนื่องจาก กกต. อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2567 ที่ระบุว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ไม่เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” ขณะที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองจึงทำหนังสือยืนยันความเห็นต่อ กกต. ว่า บุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” และให้ความเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีบริบทจำเพาะในคดีนั้น ไม่ควรนำมาขยายผลเสมือนเป็นบทบัญญัติกฎหมายใหม่ที่นำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นการตีความเกินขอบเขตคำวินิจฉัยสำนักทะเบียนกลางระบุในหนังสือที่ส่งถึง กกต. ด้วยว่า กรมการปกครองอยู่ระหว่างเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ เพื่อกำหนดว่าการได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด”

▪️ การแก้ไขกฎหมายนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจากระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ law.go.th ในหัวข้อ “โครงการรับฟังความคิดเห็นประกอบการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508” ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.- 21 มิ.ย. 2569

คำอธิบายถึงความเป็นมาของการเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ระบุว่า การให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ  ไร้สัญชาติ การกำหนดให้สัญชาติไทยแก่บุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้สัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เป็นนโยบายของรัฐไทยที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคล ของชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มผู้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ซึ่งถือว่ามีสถานะเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ (Stateless persons) ‘โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอมีสัญชาติไทยจะต้องไม่มีสัญชาติของประเทศอื่น’ ส่วนบิดามารดาที่เป็นผู้เข้ามา  ในราชอาณาจักรจะให้สถานะคนเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในราชอาณาจักร 

▪️คำกล่าวอ้างที่ว่าการแก้ไขกฎหมายนี้จะเปิดช่องให้คนต่างด้าวที่อยู่ในไทยมานานหรือบุตรของแรงงานต่างด้าวในไทยมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยนั้นเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะบุตรของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทย จะได้สัญชาติตามพ่อแม่ หากคนกลุ่มนี้ รวมทั้งบุคคลสัญชาติอื่นที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย หรืออยู่ในไทยมานานแล้วประสงค์จะขอสัญชาติไทย ต้องยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 หรือ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ และต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอุบัติเหตุในอินโดนีเซียเมื่อปี 2566 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำพร้อมแนบลิงก์เข้าเว็บไซต์ที่อาจไม่ปลอดภัย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สะพานพื้นกระจกแตก นักท่องเที่ยวร่วงลงมาเสียชีวิต 1 ราย 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นเหตุการณ์ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2566 ที่ถูกนำมาแชร์ซ้ำโดยมีเจตนาหลอกล่อให้คลิกลิงก์ที่ไม่ปลอดภัย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 มิ.ย. 2569 สมาชิกไลน์โอเพนแชท Cofact Alerts! ส่งข้อความและภาพจากเฟซบุ๊กมาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อความระบุว่า “สลด! สะพานพื้นกระจกแตก นักท่องเที่ยวร่วงเสียชีวิต 1 ราย อีก 4 คนตกเป็นเหยื่อ” และภาพประกอบ 3 ภาพเป็นภาพสะพานที่เกิดเหตุและภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบจุดเกิดเหตุ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพไปค้นหาในกูเกิลพร้อมด้วยคำค้นเกี่ยวกับอุบัติเหตุสะพานพื้นกระจกแตก พบว่าเป็นอุบัติเหตุที่สะพาน The Geong Limpakuwus ในจังหวัดชวากลาง ประเทศอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2566 สื่อไทย เช่น ไทยรัฐและมติชนรายงานข่าวนี้ด้วยเช่นกันโดยอ้างอิงข้อมูลจากสื่ออินโดนีเซียว่า พื้นกระจกแตกบริเวณกลางสะพานซึ่งสูงจากพื้นประมาณ 15 เมตร ตำรวจอินโดนีเซียระบุว่าเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย 

ℹ️ ข้อสังเกต: โคแฟคพบว่าข้อความและภาพประกอบชุดเดียวกันนี้ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำหลายครั้งตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา เช่น เพจเฟซบุ๊ก ‘ที่นี่มัน สุราษฎร์‘ (โพสต์วันที่ 3 ก.พ.) เพจ ‘Blogtamsu TV Thailand’ (9 พ.ค.) และ เพจ ‘ฝรั่งหล่อ อยากห่อกลับบ้าน’ (13 มิ.ย.) โดยไม่ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไหน-เมื่อไหร่ เพื่อให้คนอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมและคลิกลิงก์ที่แนบมาในคอมเมนต์ โดยทุกเพจแนบลิงก์เดียวกันซึ่งโคแฟตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บไซต์ข่าว นำเสนอเรื่องราวหวือหวา ไม่มีความน่าเชื่อถือและมีโฆษณาจำนวนมาก ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจึงควรระมัดระวังเมื่อพบเนื้อหาลักษณะนี้

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2569

อาชีพช่างตัดผม ต้องเสี่ยง เพราะเศษผมทำให้เข้าปอด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1grj3c47vu9zr


คลิปตึกสูงสั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์ 8 มิ.ย. 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3rodyfxs93rzv


เด็กเขมรเรียนฟรีแต่เด็กไทยต้องกู้ กยศ….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2dsfrfxoajct6


แพนด้าฝูเป่าพุ่งเข้าสวมกอดผู้ดูแล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2b6wamy49wn2i


 เดินหน้าผลักดันร่าง กม. คุ้มเข้มเสียงลำโพงอาซานจากมัสยิด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3a31mnpxd56lb


 แสงสีเขียวประหลาดเหนือเกาะช้าง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1641r814r26rx


สารพิษปริศนา ที่มีการเอามาใส่ในก๋วยเตี๋ยว จนคนป่วยเข้าโรงพยาบาลกันหลายคน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26p11o8mmz1kq



“อนุทิน” ยัน งานรื่นเริง-คอนเสิร์ตจัดได้ แต่ต้องเริ่มด้วยการยืนถวายความอาลัย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3jjaawa8ro8cm


สติกเกอร์ “ห้ามคนต่างด้าวขายของหน้าร้าน พบเห็นแจ้งสำนักงานจัดหางานจังหวัดราชบุรี”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3oniz56ww469b

รับมือข่าวลวงยุค AI เมื่อข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจ “ศรัทธา” และค้นหา “ความจริงร่วม” ของสังคม

11 มิถุนายน 2569 – รายการ Cofact Live Talk โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชวนแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “F-AI-TH: Faith × AI × Thailand and Humanity” ณ เจดีย์ คาเฟ่ แอนด์ บาร์ ริมคลองมหานาค ใกล้วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และมูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (IBHAP)   โดยเผยแพร่ผ่านเพจของ Cofact จัดขึ้นช่วงเดียวกับกิจกรรม “Dialogue in Action: Strengthening Youth Leadership for Climate Action in Southeast Asia” โดยมูลนิธิ IBHAP ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และภาคีเครือข่ายหลายองค์กร โดยใช้คำว่า “FAITH” หรือ “ศรัทธา” ที่สอดแทรกคำว่า “AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ไว้ภายใน เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับคุณค่าความเป็นมนุษย์

ในเวทีสนทนาเน้นย้ำผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลต่อดุลยภาพทางสิ่งแวดล้อม ความเป็นมนุษย์และสันติภาพดิจิทัล รวมถึงมีการประกาศปฏิญญาพหุศาสนาและพหุภาคีกรุงเทพมหานคร ในประเด็นภูมิอากาศและสันติภาพดิจิทัลเพื่อผู้คน เพื่อโลกของเรา ซึ่งปัญหาข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือนในยุค AI เป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังประสบ ขณะที่ในมุมศรัทธาทางศาสนาก็มีประเด็นถกเถียงมากมาย อย่างในศาสนาพุทธมีศีลที่ระบุว่าพึงละเว้นจากการพูดโกหกหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จ แต่ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) หากแชร์เนื้อหาที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้แล้วจะผิดหรือไม่ แต่สุดท้ายก็คงเป็นเรื่องของเจตนา หรืออย่างศาสนาอื่นๆ ที่ฝั่งหนึ่งพูดกันว่าต่อไปคนจะเชื่อ AI มากกว่าพระเจ้า แต่อีกฝั่งมองว่าไม่เห็นเป็นอะไร ข้อถกเถียงเหล่านี้ท้าทายแก่นแท้ (Core) หรือจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์เช่นกัน

สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ระบุว่า ข้อมูลลวงที่มาจากปัญญาประดิษฐ์เป็นความเสี่ยงที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ในช่วง 2 – 3 ปีนี้ แต่อีก 5 ปีข้างหน้า เรื่องที่จะเป็นเรื่องใหญ่ของโลกคือเรื่องของวิกฤติภูมิอากาศ(Climate Crisis) หรือสภาพอากาศที่เราเริ่มสัมผัสอยู่แล้วว่ามีความปรวนแปร มีความเปลี่ยนแปลง อย่างที่เกิดขึ้นเดี๋ยวก็ฝนตก แดดออกหิมะตก ในยุโรปก็ร้อนมากมาย มันเป็นปัญหาที่มนุษย์จะอยู่ยากขึ้นจริงๆ   สุภิญญากล่าว 

สำหรับประเด็นสิ่งแวดล้อมสังคมกำลังเผชิญ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” อย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย ซึ่งมีการถกเถียงกันว่าใครคือผู้ก่อมลพิษที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเผาในพื้นที่เกษตร การเผาป่า อุตสาหกรรมเกษตร หรือมลพิษข้ามพรมแดน  แม้กระทั่งภาคประชาสังคมเองก็ยังต่อสู้กันทางความคิดในเรื่องนี้ ข้อมูลข่าวสารในประเด็นสิ่งแวดล้อมมีความละเอียดอ่อนจนยากที่ฟันธงว่าอะไรจริงหรือเท็จได้ชัดเจน เช่นเดียวกับอีกหลายประเด็นที่โคแฟคเคยเผยแพร่รายงานการตรวจสอบแล้วพบว่าเจอปรากฏการณ์ ‘ทัวร์ลง’ ตั้งคำถามว่าเป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้หรือไม่ เช่น แรงงานข้ามชาติ ความเกลียดชังคนต่างศาสนา การเมือง เมื่อเทียบกับประเด็นอย่างเรื่องสุขภาพหรือวิทยาศาสตร์ที่สามารถชี้ชัดข้อเท็จจริงได้

         “กรณีความเชื่อด้านสุขภาพ เช่น ความเชื่อว่ามะนาวโซดาสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ แต่เมื่อบริโภคแล้วทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่นและมีความสุขขึ้น เมื่อเรื่องราวถูกเล่าต่อกันไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นความเข้าใจผิดว่ามะนาวโซดาสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ในทางกลับกันความไม่ศรัทธาก็มีผล เช่น ในขณะที่หน่วยงานทางการแพทย์รณรงค์ให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ในสื่อสังคมออนไลน์กลับมีการเผยแพร่ข่าวว่าวัคซีนมีความน่ากลัว เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะหลายคนก็ไม่ศรัทธาในวัคซีนและมองว่าวัคซีนเพิ่มความเสี่ยงอันตราย แต่ผู้คนจำนวนหนึ่งยังคงเชื่อเพราะประสบการณ์ส่วนตัวหรือความศรัทธาในทางเลือกการรักษาบางรูปแบบ” สุภิญญาเพิ่มเติมข้อมูล

ทั้งนี้ บทสรุปจากการทำงานของนักตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งต้องรับฟังข้อมูลรอบด้าน พบว่า ‘การรับมือกับข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือน ไม่อาจทำได้โดยอาศัยข้อเท็จจริงอย่างเดียว เพราะยังมีเรื่องอารมณ์ความรู้สึกด้วย’ ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเรียกด้วยคำที่ใหญ่ขึ้น คือ ศรัทธา โดยแผนการทำงานในระยะต่อไปของโคแฟค จะเริ่มจับประเด็นสงครามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับสภาพอากาศมากขึ้น อย่างที่ผ่านมาโคแฟคก็ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น เพจ Natty Love Myanmar ในประเด็นแรงงานข้ามชาติ หรือ โพควา โปรดักชั่น ในประเด็นกลุ่มชาติพันธุ์  ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่สังคมมีความขัดแย้ง แต่สุดท้ายแล้วก็จะกลับมาสู่แนวคิดของโคแฟค คือการหา ‘ความจริงร่วม’ ผ่านการมีพื้นที่พูดคุยนำข้อเท็จจริงมาโต้แย้งกัน และหลายเรื่องไม่สามารถฟันธงได้ว่าถูกหรือผิด 100% แต่มีความซับซ้อน ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลข่าวสารที่โต้แย้งกันก็ไม่ได้เกิดขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ (Organic) เพียงอย่างเดียว อย่างที่เห็นว่ามีหลายคำที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข่าวสารแบบจัดตั้ง เช่น ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation : IO) ปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างความเข้าใจผิด (Coordinated Inauthentic Behavior  : CIB)

ในฐานะผู้บริโภคสื่อหรือผู้รับสารต้องตระหนักรู้ว่าสิ่งที่เราเห็นในโลกออนไลน์ยุค AI มันไม่ได้จริงทั้งหมด นอกจากเราจะต้องรู้เท่าทันแล้วมากขึ้นในยุค AI แล้ว แพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้พัฒนา AI ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยเช่นกัน และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา โคแฟคและภาคีได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเสนอให้มีการกำกับดูแลบริการเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) อย่างเหมาะสมและปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ซึ่งตรงกับวัน Tell the Truth Day โคแฟคเตรียมจัดเวทีเสวนาว่าด้วยธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มในยุค AI หลังผลการศึกษาจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลของผู้คนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ สุภิญญากล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

คลิปคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ สั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาปี 68 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่ฟิลิปปินส์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปตึกสูงสั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์ 8 มิ.ย. 2569 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปตึกในกรุงเทพฯ สั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหวที่เมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 8-9 มิ.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้ยูทูบในต่างประเทศอย่างน้อย 3 บัญชีโพสต์คลิปวิดีโอตึกสูงสั่นไหวและทางเชื่อมขาด โดยอ้างว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569

ตัวอย่างภาพจากคลิปวิดีโอที่ผู้ใช้ยูทูบในต่างประเทศที่นำคลิปตึกสูงในกรุงเทพฯ สั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 มาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหวในมินดาเนา ฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 46 ราย สูญหาย 17 ราย และบาดเจ็บอีกมากกว่า 500 ราย 

โคแฟคนำภาพจากคลิปดังกล่าวมาค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปตึกสูงสั่นไหวนี้เป็นคลิปเก่าที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ X “@yuming1219” เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่เมียนมา ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงหลายจังหวัดในไทยรวมถึงกรุงเทพมหานคร ต่อมาคลิปนี้ได้ถูกนำไปเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวาง รวมทั้งโดยสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น ABC News ของออสเตรเลีย 

อาคารสูงที่สั่นไหวและทางเชื่อมระหว่างอาคารที่พังเสียหายในคลิปคือโครงการคอนโดมิเนียมพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียม 3 หลังที่มีทางเชื่อมระหว่างกัน หลังเกิดเหตุผู้บริหารบริษัทเจ้าของโครงการได้ชี้แจงว่าแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวส่งผลกระทบให้วัสดุหุ้มตกแต่งสะพานทางเชื่อมระหว่างอาคารของโครงการพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อได้รับความเสียหาย โดยส่วนที่เสียหายเป็นเพียงวัสดุหุ้มตกแต่งทางด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น ส่วนโครงสร้างสะพานเชื่อมยังคงแข็งแรงปลอดภัยดี เพราะได้รับการออกแบบและก่อสร้างให้สามารถเคลื่อนตัวได้หากเกิดแผ่นดินไหว และยืนยันว่าโครงสร้างอาคารทั้งสามมีความแข็งแรงปลอดภัยดี

นับถอยหลังปี’72 ทีวีต้องไม่จอดับ! เร่งกสทช.คลอดโรดแม็ปทีวีดิจิทัลก่อนใบอนุญาตหมดอายุ ชี้สื่อโทรทัศน์เป็นอธิปไตยการสื่อสารที่สื่อสารไทยอยู่ในวงล้อมแพลตฟอร์มต่างชาติ

10 มิ.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซ.พหลโยธิน 8 กรุงเทพฯ สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการนโยบายสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กของผู้บริโภค และอดีต กสทช. นำกลุ่มประชาชนเข้ายื่นหนังสือต่อ กสทช. ชุดปัจจุบัน ขอให้เร่งรัดและเปิดเผยแผนโรดแม็ป (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ. 2569 – 2573 หรือโรดแม็ปทีวีดิจิทัล หวั่นจอดับกระทบสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน รวมถึงกำหนดแนวทางกำกับดูแลบริการเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต (OTT) เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย 

สุภิญญา กล่าวว่า ความชัดเจนเรื่องอนาคตของทีวีดิจิทัลมีความสำคัญทั้งต่ออุตสาหกรรมสื่อและต่อผู้บริโภค ซึ่งไม่ใช่ว่าปัจจุบันยังมีคนจำนวนมากดูโทรทัศน์อยู่ โดยเฉพาะประชากรวัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุก็ยังดูโทรทัศน์อยู่ สื่อโทรทัศน์ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เราไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารหรือดูรายการต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ได้ตลอดเวลาเพราะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ซึ่งผลงานชิ้นหนึ่งของ กสทช. คือการทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากโทรทัศน์ระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิทัลได้ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงจำนวนช่องโทรทัศน์ก็ลดลงจากในช่วงหลังการประมูลใบอนุญาตที่มี 24 ช่อง จนเหลือลดลง แต่ก็ยังมีอยู่ต่ออีกหลายช่อง ดังนั้นทีวีดิจิทัลต้องได้ไปต่อ ส่วนจะไปต่อในรูปแบบใดนั้นก็เป็นสิ่งที่อยากให้มีความชัดเจน เช่น ราคาประมูลรอบก่อนที่สูงมากเพราะคลื่นความถี่มีมูลค่าสูงในยุคนั้นจึงทำให้มีการแข่งขันสูง แต่ยุคนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คลื่นความถี่โทรทัศน์อาจไม่มีมูลค่ามากเท่าเดิมแต่ก็ยังจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อบริการประชาชนเป็นทางเลือกขั้นพื้นฐาน 

‘แม้ว่าวันนี้จะไม่มีบอร์ดด้านวิทยุและโทรทัศน์แล้ว แต่ชื่อ กสทช. มีกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ฉะนั้นวันนี้ก็ต้องบอกว่าอย่าลืมกิจการโทรทัศน์ อย่าลืมกิจการกระจายเสียง ต้องไปด้วยกัน แล้วก็ต้องรักษางานที่เป็นผลงานเริ่มต้นของเราให้ดี อย่าให้ล่มสลายไปในยุคนี้ อย่างน้อยก็เพื่อประโยชน์สาธารณะ’ สุภิญญา กล่าว 

สุภิญญา กล่าวต่อไปว่า ในฐานะอดีต กสทช. ตนยินดีให้คำปรึกษาหากอยากได้ความเห็นว่าโรดแม็ปทีวีดิจิทัลควรจะเป็นอย่างไร และตนก็เชื่อว่า กสทช. ชุดที่แล้วอีกหลายท่านอยากให้ทีวีดิจิทัลได้ไปต่อ ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่อง OTT ที่มีปัญหามาก ล่าสุดสภาผู้บริโภคเพิ่งยื่นฟ้องแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่ง กสทช. อาจบอกว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับในเรื่องนี้ แต่ก็น่าจะมีช่องทาง เช่น ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะองค์กรกำกับดุแล นั่งหัวโต๊ะเชิญทุกฝ่ายมาหาแนวทางร่วมกัน 

‘วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมสำคัญต่ออธิปไตยของประเทศ ต้องไปด้วยกัน การรักษาโครงข่ายทีวีดิจิทัลคือการรักษาอธิปไตยการสื่อสารของประเทศด้วย สำคัญไม่แพ้รักษาแนวชายแดน เพราะเป็นโครงข่ายในประเทศไทย เกิดเหตุอะไรอย่างไรมันอยู่ในการกำกับดูแลของประเทศไทย จะกำกับดูแลง่ายกว่าโครงข่ายหรือแพลตฟอร์มที่ข้ามพรมแดน ในยามภัยพิบัติฉุกเฉินฟรีทีวียังเป็นหัวใจสำคัญ ทั่วโลกก็ยังพึ่งพาอยู่ อาจจะไม่ 90% เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยหลายประเทศก็ยังครึ่งหนึ่ง ประเทศไทยก็เชื่อว่าอาจไม่ดูมากเท่าเดิมแต่อย่างน้อยยังดูหลายชั่วโมงและไม่ต้องจ่ายค่าเน็ตรายนาที’ สุภิญญา กล่าวย้ำว่าอย่างน้อยวันนี้ควรมีการหยิบวาระนี้มาพิจารณา และ เปิดวงให้ภาคเอกชนกับผู้บริโภคมาติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ 

ด้าน ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ซึ่งเป็นผู้มารับหนังสือข้อเรียกร้อง กล่าวว่า เรื่อง OTT แม้ยังไม่มีการชี้ชัดว่า กสทช. มีอำนาจกำกับดูแลหรือไม่ แต่ก็เห็นด้วยว่าต้องทำอะไรสักอย่าง  แต่จะทำอย่างไรก็ต้องอยู่บนพื้นฐานกฎหมายที่ถูกต้อง อย่างการไปบังคับห้ามนั่นห้ามนี่บนเฟซบุ๊กหรือติ๊กต่อกก็เกิดผลกระทบ จึงต้องดูกฎหมายให้ถี่ถ้วนเสียก่อน 

ส่วนเรื่องโรดแม็ปทีวีดิจิทัลก็ต้องมีแผนแม่บทก่อน หากมีแผนแม่บทก็จะรู้ว่าแนวทางปฏิบัติเป็นอย่างไร แต่ยืนยันว่าแผนแม่บทจะต้องแล้วเสร็จก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 เชื่อว่าคณะกรรมการ กสทช. จะไม่ปล่อยให้เกิดการจอดับ ดังนั้นภายในปี 2570 – 2571 ต้องมีความคืบหน้า ส่วนความกังวลจากผู้ประกอบการว่าระยะเวลา 1 –2 ปีอาจไม่ทันในการวางแผนธุรกิจ ตนเชื่อว่าหากถึงวันนั้นจริงๆ กสทช. คงไม่ปล่อยให้ใครตายและคงมีกระบวนการอะไรสักอย่างเพื่อเยียวยา

‘CEO Fraud’มุกใหม่มิจฉาชีพ!เมื่อ‘คนร้าย’สวมรอยเป็น‘เจ้านายที่เคารพ’

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เรียน พนักงานทุกท่าน, เพื่อให้การดำเนินงานในขั้นตอนต่อไปเป็นไปอย่างราบรื่น รบกวนคุณช่วยสร้างกลุ่ม Line (Line Group) ขึ้นมาเพื่อใช้ในการติดต่อประสานงานครับ/ค่ะ เมื่อสร้างกลุ่มเรียบร้อยแล้ว รบกวนส่ง QR Code หรือลิงก์เชิญเข้ากลุ่ม ตอบกลับมาทางอีเมลฉบับนี้ เพื่อให้ผม/ดิฉัน สแกนเข้าร่วมกลุ่มและเริ่มดำเนินการประสานงานต่าง ได้ทันที , ทั้งนี้ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ท่านอื่น รบกวนยังไม่ต้องเชิญเข้ากลุ่มนะครับ/คะ ขอให้รอให้ผม/ดิฉัน เข้าร่วมกลุ่มก่อน , แล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ , กำหนดการ: รบกวนดำเนินการให้แล้วเสร็จทันทีหลังจากได้รับอีเมลฉบับนี้ครับ/ค่ะ , ขอบคุณครับ/ค่ะ’ 

ข้อความข้างต้นถูกนำมาแจ้งเตือนภัยโดย กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อํานวยการสํานักสื่อดิจิทัล Thai PBS เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2569 เนื่องจากตรวจพบมิจฉาชีพสร้างอีเมลปลอมแอบอ้างเป็นผู้บริหาร Thai PBS 2 ท่าน คือ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ส่งเข้ามา หรือแม้กระทั่ง สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ก็พบว่าตนเองถูกแอบอ้างชื่อส่งอีเมลที่มีข้อความเดียวกันไปยังสภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC) เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา

เรื่องนี้สอดคล้องกับคำเตือนจาก ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ระบุพบกลโกงใหม่ที่เรียกว่า ‘CEO Fraud/Business Email Compromise (BEC)’ โดยมิจฉาชีพจะปลอมอีเมลแอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือบริษัทคู่ค้า แล้วส่งข้อความสั่งการให้พนักงานฝ่ายการเงินโอนเงินชำระค่าบริการ หรือเปลี่ยนบัญชีรับเงิน โดยมักใช้คำว่า “ด่วน” หรือ “CEO สั่งเอง” เพื่อสร้างความกดดัน โดยข้อมูลการแจ้งความพบว่า ในเดือน พ.ค. 2569 พบ 3 กรณี มูลค่าความเสียหายรวมกันสูงถึง 93 ล้านบาท มีทั้งการโอนไปบัญชีม้า และโอนสายตรงไปต่างประเทศ

– เมื่อคนร้ายสวมรอยเป็นเจ้านายที่เคารพ : แม้ CEO Fraud หรือ Business Email Compromise อาจเป็นคำใหม่ในสังคมไทย แต่ในต่างประเทศมีการเตือนกันมาเป็นระยะ ๆ อาทิ หน่วยบูรณาการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการสื่อสารแห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา (NJCCIC) ระบุถึงการฉ้อโกงที่มิจฉาชีพกระทำต่อองค์กรใน 2 รูปแบบ คือ 1.CEO Fraud หมายถึงมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นผู้บริหารที่น่าเชื่อถือเพื่อบงการผู้ใต้บังคับบัญชา กับ 2.Whaling เป็นการหลอกลวงที่มุ่งเป้าไปยังผู้บริหารระดับสูงโดยตรง แต่ทั้ง 2 รูปแบบ มีเป้าหมายเหมือนกันเพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินหรือให้ข้อมูลที่มีความอ่อนไหว 

สำหรับการแอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูง มิจฉาชีพจะเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร ทั้งจากข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหล หรือข้อมูลที่เปิดเผยเป็นสาธารณะ ตั้งแต่ข้อมูลบนเว็บไซต์ขององค์กร ข่าวประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงความเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเรื่องงานและการพักผ่อนส่วนตัว หรือแม้กระทั่งน้ำเสียงและรูปแบบการพูด เมื่อได้ข้อมูลที่มากพอ มิจฉาชีพจะสร้างอีเมลปลอมหรือโทรศัพท์พูดคุยโดยเน้นย้ำถึง ‘สถานการณ์เร่งด่วนและเป็นความลับ’ เพื่อติดต่อกับพนักงานโดยเฉพาะฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายการเงิน 

มิจฉาชีพจะขอให้เป้าหมายบอกข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ชำระค่าใบแจ้งหนี้หรือโอนเงิน คนร้ายมักปลอมตัวเป็นผู้บริหารระดับสูงเพื่อแสดงถึงอำนาจและความเร่งด่วน เนื่องจากพนักงานระดับล่างมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ตนมองว่ามีอำนาจ ข้ามขั้นตอนการตรวจสอบมาตรฐาน และดำเนินการตามคำขอหรือกำหนดเวลาเร่งด่วนอย่างรวดเร็วโดยไม่ตั้งคำถามบทความของ NJCCIC อธิบาย 

NJCCIC ยังย้ำถึง สัญญาณอันตราย (Red Flag) ที่ชี้ว่าอีเมลที่ส่งมาหรือเสียงสนทนาที่ได้ยินอาจเป็นฝีมือมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นผู้บริหารองค์กร ดังนี้ 1. อีเมลปลอ (Spoofed E-Mail) ที่อยู่อีเมลหรือชื่อที่แสดงของผู้ส่งอาจถูกปลอมแปลงโดยดูผิวเผินจะคล้ายกับของจริงแต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย 2. คำขอหรือบริบทที่ผิดปกติ (Unusual Requests or Context) เช่น ดูแตกต่างจากกระบวนการปกติ เกิดขึ้นนอกเวลาปกติ หรือลักษณะทางภาษาไม่เหมือนกับที่คุ้นเคย 

3. เน้นว่าเป็นเรื่องด่วน (Extreme Urgency) อ้างว่าสำคัญมากและต้องดำเนินการในทันที 4. เน้นว่าเป็นความลั (Secrecy) โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆนานา เช่น การประชุมลับ สถานการณ์วิกฤติ การควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ 5. มีคำแนะนำที่ดูเข้มงวด (Strict Instructions) อาจมีข้อกำหนดหรือคำแนะนำเฉพาะเจาะจง เช่น การใช้ผู้ให้บริการรายใหม่ การปรับปรุงข้อมูลธนาคารสำหรับการโอนเงิน หรือการเร่งรัดการชำระเงิน

และ 6. กระตุ้นอารมณ์เพื่อโน้มน้าวให้ดำเนินการ (Emotional Manipulation) คนร้ายที่สวมรอยเป็นผู้บริหารอาจทำเสียงเครียดผิดปกติ รีบร้อน หรือเอาอกเอาใจ เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองได้รับเลือกให้ทำภารกิจพิเศษ พวกเขาอาจแสดงออกถึงอำนาจและการเชื่อฟัง เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานจะไม่ทำให้เจ้านายผิดหวัง และจะโน้มน้าวให้พนักงานละเว้นขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยมาตรฐานโดยการละเมิดความลับหรือนโยบายขององค์กร โดยอ้างว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่น่าห่วงคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้มิจฉาชีพสามารถสวมรอยได้ง่ายและแนบเนียนขึ้น เช่น ทำคลิปวิดีโอปลอมภาพและเสียง (Deepfake) ร่างอีเมลหรือจดหมายที่คล้ายกับผู้บริหารเป็นผู้เขียนจริงๆ

ภาพที่ 1 : กระบวนการหลอกลวงแบบ ‘CRO Fraud’ ที่มิจฉาชีพส่งอีเมลปลอมเป็นผู้บริหารหลอกให้พนักงานโอนเงิน 
ที่มา : cheapsslsecurity.com

– เล็งเป้าใหญ่ได้เหยื่อชิ้นโต : ข้อมูลจาก McAfee บริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์และระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ระบุว่า การหลอกลวงแอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูงกำลังแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากเป็นการหลอกลวงที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาลสำหรับอาชญากรไซเบอร์ และทำได้ง่ายในโลกดิจิทัลปัจจุบัน นอกจากนี้ การที่องค์กรพึ่งพารูปแบบการทำงานระยะไกลและแบบผสมผสาน (Remote & Hybrid Working) ได้สร้างช่องโหว่ใหม่ ๆ โดยไม่ตั้งใจให้มิจฉาชีพมีโอกาสก่อเหตุ 

ตัวอย่างเช่น วิธีการตรวจสอบแบบรวดเร็วและไม่เป็นทางการแบบเก่า  เช่น การเดินไปที่โต๊ะทำงานของเพื่อนร่วมงาน ไม่สามารถทำได้เสมอไปอีกต่อไป ทำให้การส่งอีเมลหลอกลวงแอบอ้างเป็นผู้บริหารที่ฟังดูเร่งด่วนประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นโดยไม่ถูกตั้งคำถาม บทความของ McAfee ระบุ

บทความของ McAfee แนะนำคนที่ทำงานในตำแหน่งหรือฝ่ายดังต่อไปนี้ ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ 1ฝ่ายบัญชี – การเงิน (Account & Finance) : นี่คือเป้าหมายที่มิจฉาชีพเลือกโจมตีบ่อยที่สุด เนื่องจากสามารถเข้าถึงเงินทุนขององค์กรโดยตรงและมีอำนาจในการชำระหรือโอนเงิน โดยคนร้ายจะแอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูงเพื่อใช้ประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ในการดำเนินการตามคำขอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน

2. ฝ่ายบุคคล (HR) : หากมิจฉาชีพเล็งเป้าหมายฝ่ายบัญชีเพื่อประสงค์ต่อเงินโดยตรง การเล็งฝ่ายบุคคลก็เพื่อประสงค์ต่อข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานในองค์กรซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นผู้บริหารเพื่อขอข้อมูลพนักงานที่สำคัญ เช่น รายชื่อการจ่ายเงินเดือน แบบฟอร์มภาษี และข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการฉ้อโกงต่อไปได้

3. ผู้ช่วยของผู้บริหาร (Executive and Administrative Assistants) : บุคคลเหล่านี้ทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง และมักได้รับมอบหมายให้จัดการเรื่องโลจิสติกส์และการเงินในนามของผู้บริหาร เช่น การจองการเดินทางหรือการจัดซื้ออุปกรณ์ มิจฉาชีพมักออกอุบายด้วยการขอให้ซื้อบัตรของขวัญ (Gift Card) หรือให้จัดการการชำระเงินจำนวนเล็กน้อยที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมาย แต่แท้จริงแล้วเป็นการฉ้อโกง

และ 4. พนักงานใหม่หรือผู้ที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่นาน (New or Junior Employees) : พนักงานใหม่ ๆ อาจไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการชำระเงินขององค์กรมากนัก และกระตือรือร้นที่จะแสดงให้เห็นว่าตนเองพร้อมปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว คนร้ายจึงฉวยโอกาสจากความไม่ชำนาญนี้ โดยหวังว่าพนักงานใหม่จะดำเนินการตามคำขอที่เป็นการฉ้อโกงโดยไม่ตั้งคำถามถึงความถูกต้อง

หนึ่งในกรณีอื้อฉาวของ CEO Fraud เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2567 ตามการเปิดเผยของตำรวจฮ่องกง คนร้ายได้ใช้เทคนิค Deepfake ปลอมเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) เข้ามาประชุมทางออนไลน์ แล้วหลอกพนักงานฝ่ายการเงินให้โอนเงิน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 900 ล้านบาท) ที่น่าตกใจคือนอกจาก CFO ปลอมแล้ว หน้าจออื่น  ที่ดูเหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานมาประชุมด้วยกันก็ล้วนเป็นของปลอมที่ถูกสร้างด้วย Deepfake ทั้งสิ้น การโจมตีที่ซับซ้อนนี้เริ่มต้นด้วยอีเมลที่น่าสงสัย แต่ได้รับความน่าเชื่อถือผ่านการประชุมทางวิดีโอที่สมจริงอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงการยกระดับกลยุทธ์การหลอกลวงที่น่ากลัวยิ่งขึ้น บทความของ McAfee ยกตัวอย่างที่อ้างจากรายงานข่าวของ CNN

ภาพที่ 2 : คำเตือนมิจฉาชีพซึ่งรวมพึง CEO Fraud 
ที่มา : เพจเฟซบุ๊ก ‘กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ (25 พ.ค. 2569)

– จะลดความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อกลอุบาย CEO Fraud ได้อย่างไร? : ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำว่า 1. อย่ารีบโอนเพราะคำว่าด่วน 2.ตรวจสอบอีเมลทุกตัวอักษรว่าถูกต้องหรือไม่ 3.ห้ามโอนเงินจากคำสั่งในอีเมลเพียงอย่างเดียว 4.ต้องตรวจสอบบริษัทคู่ค้าผ่านโทรศัพท์เดิมที่เคยติดต่อกัน และ 5.หากจะโอนเงินต้องมีผู้ร่วมตรวจสอบ 2 คนขึ้นไป  

ขณะที่คำแนะนำจาก NJCCIC มีดังนี้ 1.ฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอให้รู้จักสังเกตและรายงานสัญญาณของการฉ้อโกงโดยแอบอ้างเป็นผู้บริหารโดยเน้นที่ปัจจัยกระตุ้นทางอารมณ์ คำขอที่เร่งด่วนและผิดปกติ นอกจากนี้ ควรมีการฝึกซ้อมจำลองการโจมตีผ่านหลายช่องทาง ((อีเมล SMS เสียง QRCode) ด้วย 2.ใช้เครื่องมือค้นหาต่าง  เพื่อระบุว่าข้อมูลใดที่เผยแพร่สู่สาธารณะทางออนไลน์เป็นข้อมูลที่มีความเสี่ยงถูกมิจฉาชีพนำมาใช้โจมตีเพื่อลดความเสี่ยงด้วยการลดร่องรอยดิจิทัล(Digital Footprint)

3.ตรวจสอบการตั้งค่าความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวอยู่เสมอ ทั้งที่ใช้ในบัญชีแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้งาน 4.ใช้เครื่องมือรักษาความปลอดภัยขั้นสูงเพื่อตรวจจับความผิดปกติ เช่น เครื่องมือตรวจจับอีเมลที่สามารถตรวจจับโดเมนที่คล้ายคลึงกัน เวลาการติดต่อสื่อสารที่ผิดปกติ หรือเครื่องมือตรวจจับเสียงปลอมที่สร้างโดย Deepfake

5.บังคับใช้โปรโตคอลการตรวจสอบความถูกต้องของอีเมลที่มีประสิทธิภาพ (SPF, DMARC และ DKIM) ด้วยนโยบาย ปฏิเสธ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงโดเมนแบบง่าย ๆ 6.กำหนดรหัสลับภายในองค์กรซึ่งมีเพียงผู้บริหารเท่านั้นที่ทราบ เพื่อให้พนักงานที่ทำงานในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงได้ใช้ตรวจสอบคำขอที่มีความสำคัญสูง 7.บังคับใช้มาตรการตรวจสอบหลายขั้นตอน หากเป็นการขอโอนเงินจำนวนมาก ๆ หรือขอข้อมูลที่มีความอ่อนไหว 

8.หากพนักงานหลงเชื่อโอนเงินไปแล้ว ให้รีบแจ้งผู้บังคับบัญชา ฝ่ายไอทีในองค์กร สถาบันการเงินและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด เพราะหากไม่สามารถสกัดกั้นธุรกรรมที่ถูกฉ้อโกงได้อย่างรวดเร็ว (ข้อมูลของสหรัฐฯ หรือภายใน 48 ชั่วโมงนับจากการโอนเงิน) การติดตามเงินคืนก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และ 9.หากเป็นการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ให้ระงับการใช้เครดิต เปลี่ยนรหัสผ่าน เปิดใช้งานการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA) หรือการยืนยัน 2 ชั้น

ด้าน McAfee ให้ข้อคิดที่สำคัญ แม้มิจฉาชีพจะพัฒนากลอุบายอย่างต่อเนื่อง แต่การป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดขององค์กรคือการรักษาความปลอดภัยเชิงรุกและเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมที่พนักงานทุกคนรู้สึกมีอำนาจในการตั้งคำถามและตรวจสอบคำขอ โดยเน้นย้ำถึงการ สร้างมนุษย์ให้เป็นกำแพงป้องกันที่ทรงพลัง เพราะกระบวนการที่แข็งแกร่ง การตระหนักรู้อย่างต่อเนื่อง และมีความมุ่งมั่นในการตรวจสอบ คือกุญแจสำคัญในการปกป้ององค์กรจากภัยคุกคาม!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://web.facebook.com/share/p/14gNM15hrpx

https://web.facebook.com/share/p/1En8mZBDAP/(ACSC เตือนภัยไซเบอร์! สัปดาห์เดียวแฮกเกอร์โจมตีพุ่ง 4 เท่า พร้อมเปิดโปงมุกใหม่ “อีเมลปลอม CEO-คู่ค้า สั่งโอนเงิน” เสียหายรวมเกือบ 100 ล้านบาท : ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ , 25 พ.ค. 2569)

https://web.facebook.com/share/r/1JDtjGPGEi/ (แค่อีเมลปลอมฉบับเดียว บริษัทสูญเงินกว่า 100 ล้านบาท : ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ , 25 พ.ค. 2569)

https://www.cyber.nj.gov/threat-landscape/phishing-online-scams/ceo-fraud (CEO Fraud , NJCCIC)

https://www.cyber.nj.gov/guidance-and-best-practices/identity-theft-privacy/identity-theft-and-compromised-pii (Compromised PII and Identity Theft Resources and Recommendations : NJCCIC, 1 ต.ค. 2568)

https://www.mcafee.com/learn/is-that-really-your-boss/ (Is That Really Your Boss? CEO Fraud Explained , McAfee) 

https://web.facebook.com/share/p/1RzL1QENTW/ (มิจฉาชีพใช้ Deepfake ปลอมตัวเป็น “ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน” ประชุมวิดีโอคอลหลอกพนักงานให้โอนเงินกว่า 900 ล้านบาท : Thai PBS Sci & Tech  6 ก.พ. 2567)

https://edition.cnn.com/2024/02/04/asia/deepfake-cfo-scam-hong-kong-intl-hnk (Finance worker pays out $25 million after video call with deepfake ‘chief financial officer’ : CNN 4 ก.พ. 2567)