พาวเวอร์แบงก์ระเบิดขณะชาร์จไฟทิ้งไว้ตอนกลางคืน ผู้เชี่ยวชาญเตือนต้องใช้อย่างระวังแม้ผลิตภัณฑ์มีตรา มอก.

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พาวเวอร์แบงก์ระเบิดขณะชาร์จทั้งที่มี มอก.

⚠️ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ผู้เชี่ยวชาญชี้สาเหตุการระเบิดต้องรอการตรวจสอบเชิงเทคนิค แต่แนะนำว่านอกจากเลือกพาวเวอร์แบงก์ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. แล้วยังต้องใช้และเก็บอย่างถูกวิธี รวมถึงหยุดใช้ทันทีหากพบว่าชำรุด

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ก.ย. 2569 บัญชีอินสตาแกรม ‘bewtie.beauty’ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 22,000 บัญชี โพสต์คลิปวิดีโอเล่าเหตุการณ์พาวเวอร์แบงก์ระเบิดขณะชาร์จไฟไว้ตอนกลางคืน โดยมีภาพพาวเวอร์แบงก์ที่พังเสียหายและมีร่องรอยไฟไหม้ เขม่าควันบริเวณหัวสายชาร์จ และบาดแผลเล็กน้อยที่ขา พร้อมคำบรรยายว่า “เตือนทุกคนเลยนะ อย่าชาร์จพาวเวอร์แบงก์ทิ้งไว้” 

เจ้าของคลิปเล่าว่าพาวเวอร์แบงก์ที่เธอใช้เป็นยี่ห้อที่มีตรามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และใช้งานมานานแล้ว ขณะที่ชาร์จไฟไว้ทิ้งตอนกลางคืนและนอนหลับไป พาวเวอร์เกิดระเบิดขึ้น มีเสียงดัง “ตูม” และเกิดไฟลุก จึงอัดคลิปเตือนภัยให้ทุกคนระมัดระวังและไม่ควรชาร์จพาวเวอร์แบงก์ทิ้งไว้ขณะนอนหลับ

คลิปเตือนภัยนี้ถูกเผยแพร่ต่อโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ เช่น แนวหน้าและอีจัน 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า แม้เป็นพาวเวอร์แบงก์ที่มีเครื่องหมาย มอก. ก็ยังต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง เพราะเซลล์แบตเตอรี่อาจมีข้อบกพร่องหรือได้รับความเสียหายจากการตกกระแทก เกิดการลัดวงจร ถูกชาร์จเกินจากระบบควบคุมที่ขัดข้อง หรือได้รับความร้อนสูง จนเกิดภาวะความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ (thermal runaway) และนำไปสู่ไฟไหม้หรือแตกปะทุได้

การผ่านมาตรฐานไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดภัยจากความเสียหายทุกกรณีตลอดอายุใช้งาน ในการเลือกซื้อจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องหมาย มอก. ซื้อจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายที่ตรวจสอบได้ มีการรับประกัน ระบุรุ่น ค่า Wh และสเปกการชาร์จชัดเจน พร้อมตรวจสอบข้อมูลระบบป้องกันการชาร์จเกิน กระแสเกิน ลัดวงจร และอุณหภูมิสูง รวมทั้งตรวจว่ารุ่นนั้นมีประกาศเรียกคืนหรือไม่ ส่วนสาเหตุของเครื่องที่เกิดเหตุในข่าว ต้องอาศัยผลตรวจสอบทางเทคนิคก่อนสรุป ดร.สุพรรณกล่าว 

หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ม.มหิดล แนะนำการใช้พาวเวอร์แบงก์อย่างปลอดภัย ดังนี้

▪️ใช้หัวชาร์จและสายชาร์จตามข้อกำหนดของผู้ผลิต

▪️วางชาร์จบนพื้นผิวแข็งที่ไม่ติดไฟและระบายความร้อนได้ดี ห่างจากเครื่องนอนและวัสดุติดไฟ

▪️ไม่ชาร์จบนเตียง ใต้หมอน หรือในกระเป๋าปิดทึบ

▪️ควรชาร์จขณะตื่นและอยู่ในบริเวณที่สังเกตได้

▪️ถอดสายชาร์จเมื่อชาร์จเต็ม

▪️ไม่ทิ้งไว้กลางแดดหรือในรถร้อน

▪️ห้ามแกะหรือเจาะแบตเตอรี่ หากพบอาการบวม ฝาแยก ร้อนผิดปกติ มีกลิ่นหรือของเหลวรั่ว ให้หยุดใช้ทันทีและติดต่อผู้ผลิตหรือหน่วยรับจัดการแบตเตอรี่ชำรุดเพื่อกำจัดอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า พาวเวอร์แบงก์หรือแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าสำหรับการใช้งานแบบพกพา เป็นสินค้าที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คือเครื่องหมาย มอก. 2879-2560 อีกทั้งยังต้องมี QR Code ระบุรายละเอียดของสินค้าไว้ด้วย

AI อาจเล่าเรื่องแทนเรา? โคแฟคชวนจับตา “AI–ข้อมูลบิดเบือน” กระทบอัตลักษณ์ชนพื้นเมือง

โคแฟคชี้ AI เปิดโอกาสเข้าถึงข้อมูล แต่เสี่ยงถูกใช้ผลิตข้อมูลบิดเบือนจำนวนมหาศาล กระทบสิทธิ เสรีภาพ และอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง ด้าน “สุภิญญา กลางณรงค์” ย้ำบริษัทเทคโนโลยีต้องโปร่งใสและรับผิดชอบต่อระบบ AI พร้อมชี้ EU AI Act เป็นหนึ่งในแนวทางกำกับดูแลที่น่าจับตา

4 กันยายน 2569 รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชวนพูดคุยในหัวข้อ “AI & Indigenous Identity เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเล่าเรื่องของผู้คน เราจะรักษา ‘เสียงของเจ้าของเรื่อง’ ไว้ได้อย่างไร?” กับ Alessio KYAW นักศึกษาฝึกงานกับโคแฟคเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างและเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวและอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง

Alessio เล่าว่ากำลังศึกษาระดับปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัย Paul-Valéry Montpellier เมืองมงเปอลีเย ประเทศฝรั่งเศส สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และจีน และตัดสินใจเลือกมาฝึกงานในประเทศไทย เพราะสนใจการทำงานของโคแฟคในฐานะองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มุ่งเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะ นอกจากได้เรียนรู้การทำงานแล้ว ยังมีโอกาสเรียนภาษาไทยและสัมผัสวิถีชีวิตในประเทศไทยที่แตกต่างจากฝรั่งเศส

ทั้งนี้ช่วงเวลาที่ Alessio เข้ามาฝึกงานมีโอกาสร่วมดำเนินโครงการเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ของชนพื้นเมืองในยุคปัญญาประดิษฐ์ และปัญหาข้อมูลที่ผิด (misinformation) ทำให้เขามีโอกาสเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวกับประเด็นดังกล่าว  เนื่องจากมีพื้นเพจากเมียนมา ซึ่งยังเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน เช่น ชาวกะเหรี่ยง มีชุมชนกระจายอยู่ทั้งในเมียนมาและภาคเหนือของประเทศไทย หลายคนต้องดำรงชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง

ผมมาจากเมียนมา และในเมียนมาก็มีความวุ่นวาย มีความขัดแย้งระหว่างหลายเชื้อชาติ ชาวกะเหรี่ยงก็กระจายอยู่หลายพื้นที่ รวมถึงทางภาคเหนือของประเทศไทย คนเหล่านั้นต้องเอาตัวรอดในสภาพที่เลวร้าย โดยเฉพาะในเมียนมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพวกเขา” Alessio กล่าว

เมื่อเล่าถึงหลักสิทธิมนุษยชน Alessio มองว่า สิ่งสำคัญสำหรับชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์คือการมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม รวมถึง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องหวาดกลัวการถูกปราบปราม หรือถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ความท้าทายในยุค AI คือ เทคโนโลยีสามารถถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว หากเป็นข้อมูลที่ผิดหรือถูกบิดเบือน และถูกเผยแพร่ซ้ำอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสทำให้ผู้รับสารบางส่วนเชื่อว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อสอดคล้องกับความเชื่อหรือสิ่งที่เคยรับรู้มาก่อน ในทางกลับกัน ผู้รับข้อมูลจำเป็นต้องมีทักษะในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลที่ผิดหรือบิดเบือนได้

Alessio ยังกล่าวถึงแนวคิด “AI Swarms” หรือ “ฝูง AI” ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อความสามารถของระบบ AI จำนวนมากที่อาจทำงานร่วมกันหรือประสานกันเพื่อสร้างเนื้อหาและกิจกรรมออนไลน์ในปริมาณมหาศาล จนอาจส่งผลกระทบต่อระบบข้อมูลข่าวสารและประชาธิปไตย หากเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้ไม่หวังดีอาจใช้ AI สร้างเนื้อหาหรือบัญชีจำนวนมากเพื่อเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ครอบงำการรับรู้ของสาธารณะ หรือพยายามชี้นำมุมมองทางการเมือง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นประเด็นที่หลายประเทศกำลังเผชิญ ความกังวลสำคัญจึงอยู่ที่ หาก AI ถูกนำไปใช้สร้างปฏิบัติการข้อมูลจำนวนมากเพื่อแทรกแซงการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง อาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบข้อมูลข่าวสารและกระบวนการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ Alessio กล่าวถึงหลัก Transparency, Accountability & Responsibility หรือ ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบ ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำกับดูแล AI โดยประชาชนควรสามารถเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่าระบบ AI ทำงานอย่างไร และเมื่อเกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จนสร้างผลกระทบหรืออันตราย ผู้ให้บริการและผู้เกี่ยวข้องต้องมีความรับผิดชอบ รวมถึงมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

สุภิญญา กลางณรงค์ และ Alessio KYAW

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวเสริมว่า นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สังคมจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เนื่องจากผู้พัฒนาและผู้ให้บริการย่อมมีข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับระบบของตนเองมากกว่าผู้ใช้งานทั่วไป จึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อการป้องกันไม่ให้ AI ถูกนำไปใช้สร้างอันตรายต่อสังคม  แม้บริษัทเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้จาก AI และเทคโนโลยีดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้คน แต่ในโลกจริง สังคมยังจำเป็นต้องมีกฎหมายและกลไกคุ้มครองประชาชนจากอันตราย เช่นเดียวกัน โลกของ AI ก็ควรมีกลไกกำกับดูแลและป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากภาคเทคโนโลยีและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

“เราต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากแพลตฟอร์มระดับโลก แม้หนทางยังอีกยาวไกล แต่อย่างน้อยสหภาพยุโรป หรือ EU ได้พัฒนากฎระเบียบและมาตรการทางกฎหมายอย่าง กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป (EU AI Act) ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราสามารถศึกษาได้” สุภิญญากล่าว

การพูดคุยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของ AI ไม่ได้อยู่เพียงว่าเทคโนโลยีจะสามารถสร้างเนื้อหาได้มากหรือรวดเร็วเพียงใด แต่ยังอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้กำหนดเรื่องราว ใครมีอำนาจควบคุมเทคโนโลยี และเจ้าของอัตลักษณ์ยังมีพื้นที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของตนเองมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะสำหรับชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งอาจเผชิญทั้งอคติ ภาพเหมารวม และข้อมูลบิดเบือนอยู่แล้ว การรู้เท่าทัน AI การตรวจสอบข้อมูล และการเปิดพื้นที่ให้เจ้าของเรื่องสามารถสื่อสารด้วย “เสียงของตนเอง” จึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือผลิตซ้ำความเข้าใจผิดและอคติในสังคม

“ธปท. ยกระดับคุมเข้ม ฝาก-ถอน-แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง” เป็นเนื้อหาจริง แต่อยู่ระหว่างรอประกาศมีผลบังคับใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกระดับคุมเข้ม ฝาก-ถอน-แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตั้งแต่ 15 ต.ค. 2569 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** โดยเป็นการสรุปประเด็นจากร่างประกาศ ธปท. เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวของกับเงินสดสําหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอประกาศใช้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ไพริน แก้วเกตุสี’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 15 วินาที มีเสียงบรรยายว่า ธปท. ยกระดับคุมเข้ม ทั้งฝาก ถอน แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตั้งแต่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป และติดแฮชแท็ก “ธนาคารคุมเข้มการเบิกถอนต้องสแกนหน้า” 

ณ วันที่ 7 ก.ย. 2569 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 8 แสนครั้งและถูกแชร์เกือบ 800 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เสียงต้นฉบับของคลิปนี้มาจากบัญชีติ๊กต็อก ‘Pat.Napat’ ผู้ประกาศข่าวช่อง 9 MCOT HD ซึ่งโพสต์คลิปสรุปข่าวการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมเงินสดของ ธปท. ไว้เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2569 คลิปต้นฉบับมีความยาว 2 นาที

ภาพจากคลิปต้นฉบับในบัญชีติ๊กต็อก ‘Pat.Napat’ ผู้ประกาศข่าวช่อง 9 MCOT HD ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2569

ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด โดยได้จัดทำร่างประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวของกับเงินสดสําหรับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 5 ส.ค.-3 ก.ย. 2569

ธปท. ระบุเหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ว่า “การทําธุรกรรมโดยใช้เงินสดสามารถทําได้ง่ายและคล่องตัวโดยไม่มีบันทึกขอมูลการทําธุรกรรมและตัวตนผู้ใช้เงินสด จึงมีข้อจํากัดอย่างมีนัยสําคัญในการติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงิน การใช้เงินสดจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่มักถูกใช้ในการปิดบังการเคลื่อนย้ายเงินหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้มาจากการก่ออาชญากรรม”

ร่างประกาศฯ ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ ธปท. กำหนดให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 

▪️กรณีการทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคาร: การฝาก ถอน แลกเงิน ยื่นเช็คไม่ขีดคร่อม ต้องมีกระบวนการยืนยันตัวตนผู้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และโดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องถูกตรวจสอบเป็นพิเศษหากพบข้อสงสัย สิ่งที่ต้องใช้ในการยืนยันตัวตน ได้แก่ (1) บัตรประชาชน สำหรับชาวต่างชาติใช้หนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตนที่ส่วนราชการไทยออกให้ (2) หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ติดต่อได้ (3) ลายมือชื่อ และ (4) เอกสารที่เกี่ยวของกับการรับมอบหมายหรือมอบอํานาจ

▪️กรณีการทำธุรกรรมผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตู้ ATM: สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องจัดให้มีการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการที่มีความปลอดภัย เช่น การแสดงบัตรร่วมกับการใช้รหัสส่วนบุคคล (Personal Identification Number: PIN) การใช้รหัสใช้ครั้งเดียว (One-Time Password: OTP) การยืนยันผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินหรือการใช้ข้อมูล ชีวมิติ (Biometrics) ของลูกค้า

ร่างประกาศฯ ระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ต.ค. 2569 ยกเว้นบางมาตรการที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 เม.ย. 2570 ขณะนี้เพิ่งเสร็จสิ้นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและยังอยู่ระหว่างรอการประกาศใช้

ความเกลียดชังไม่ใช่เรื่องตลก! ‘Hate Speech’ จากปั่นกระแสด้วยถ้อยคำ..สู่ใช้กำลังทำร้ายจริง

Zhang Taehun

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสความไม่พอใจชาวต่างชาติดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่พบมากขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นต่อนักท่องเที่ยว นักลงทุน และโดยเฉพาะกับแรงงานข้ามชาติ ยิ่งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (2568-2569) ที่ไทยมีปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา พบความเคลื่อนไหวของชาวไทยบางส่วนในการออกไปไล่ล่าทำร้ายชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย จนแม้แต่ทางตำรวจยังต้องออกมาเตือนว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

แต่นอกจากความรุนแรงทางกายภาพแล้ว ยังมีความความรุนแรงทางออนไลน์ในลักษณะที่เป็น ‘ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ซึ่งบางกรณีก็เชื่อมโยงกับความรุนแรงในโลกจริง เช่น เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 มีข่าวกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ลอบเผาที่พักแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา และเมื่อถูกจับกุมก็รับสารภาพเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่พักแรงงานชาวกัมพูชา นอกจากนั้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊กสำนักข่าวท้องถิ่นเพจหนึ่ง โพสต์ตั้งคำถามเปรียบเทียบลูกครึ่งเมียนมา-ไทย กับชาวตะวันตก-ไทย ซึ่งทั้งสองกรณีจะพบการแสดงความคิดเห็นในเชิงตลกขบขันและไม่มองว่าเป็นการเหยียดหรือการสนับสนุนความรุนแรง

ข่าววัยรุ่นไทยเผาที่พักแรงงานเมียนมาเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแรงงานกัมพูชา และโพสต์เปรียบเทียบลูกครึ่งเมียนมา-ไทย กับชาวตะวันตก-ไทย
มีการเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเชิงตลกขบขัน

Hate Speech คืออะไร?

เมื่อดูนิยามสากล เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้คำอธิบายว่า Hate Speech หมายถึง “การสื่อสารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือพฤติกรรม ที่โจมตีหรือใช้ภาษาที่ดูหมิ่นหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยอิงจากตัวตนของคนเหล่านั้น กล่าวคือ อิงจากศาสนา ชาติพันธุ์ สัญชาติ เชื้อชาติ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของบุคคล” ซึ่งแม้จะไม่ใช่คำจำกัดความทางกฎหมายและมีความหมายกว้างกว่าการยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ความเป็นปรปักษ์ หรือความรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่ก็มีคุณลักษณะสำคัญสามประการ ดังนี้

  1. คำพูดที่แสดงความเกลียดชังสามารถสื่อสารได้ผ่านรูปแบบการแสดงออกใด ๆ ก็ได้ รวมถึงภาพ การ์ตูน มีม วัตถุ ท่าทาง และสัญลักษณ์ และสามารถเผยแพร่ได้ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์
  2. คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง คือ คำพูดที่เลือกปฏิบัติ (มีความลำเอียง อคติ หรือไม่ยอมรับความแตกต่าง) หรือดูหมิ่น (มีอคติ ดูถูก หรือลดทอนคุณค่า) บุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  3. คำพูดที่แสดงความเกลียดชังนั้นกล่าวถึง ‘ปัจจัยด้านอัตลักษณ์’ ที่แท้จริงหรือที่รับรู้ได้ของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือรวมถึงลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาษา ภูมิหลังทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความพิการ สุขภาพ รสนิยมทางเพศและอื่น

ขณะที่ในไทย สำนักงานราชบัณฑิตยสภาแปล Hate Speech เป็นภาษาไทยว่าประทุษวาจา และอธิบายว่าหมายถึง “คำพูดที่เป็นการข่มขู่ คุกคาม สบประมาท ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรง” พร้อมกับเล่าที่มาของคำนี้ว่าเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุค 1980 (ปี 2523-2532) ท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิด เมื่อสถาบันการศึกษาหลายแห่งออกมาเตือนเรื่องการใช้ภาษาที่มีอคติทางเพศและการกล่าวคำดูถูกเย้ยหยันกลุ่มชาติพันธุ์ แต่อีกด้านหนึ่ง หลายครั้งศาลสหรัฐฯ มักตัดสินว่าการใช้ถ้อยคำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายโดยอ้างหลักการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ภาพจาก Dart News สื่อว่าถ้อยคำสร้างความเกลียดชังเป็นความรุนแรงไม่ต่างจากกระสุนที่ถูกยิงออกจากกระบอกปืน

เมื่อความรุนแรงลุกลามจากคำพูดสู่การใช้กำลัง

นอกจาก Hate Speech แล้วยังมีอีกคำหนึ่งคือ Hate Crime หรือ อาชญากรรมจากความเกลียดชัง ซึ่งสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ให้นิยามว่าหมายถึง “การกระทำความผิดทางอาญาต่อบุคคลหรือทรัพย์สินที่ได้รับแรงจูงใจทั้งหมดหรือบางส่วนจากอคติของผู้กระทำความผิดต่อเชื้อชาติ ศาสนา ความพิการ รสนิยมทางเพศ ชาติพันธุ์ เพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ” อย่างไรก็ตาม FBI ย้ำด้วยว่า ลำพังความเกลียดชังไม่ถือเป็นความผิดในตัวของมันเอง และ FBI ตระหนักถึงเสรีภาพในการแสดงออก

เช่นเดียวกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลของอังกฤษ (Metropolitan Police) ให้นิยาม Hate Crime เหมือนกับ FBI ของสหรัฐฯ แต่ที่แตกต่างกันคือหน่วยงานสหรัฐฯ กล่าวถึงพฤติกรรมการก่อเหตุไว้เพียงทางกายภาพเท่านั้น เช่น การวางเพลิง ฆาตกรรม ทำลายทรัพย์สิน ส่วนหน่วยงานของอังกฤษยังรวมถึงการก่อเหตุในเชิงการใช้คำพูดหรือถ้อยคำด้วย เช่น การด่าทอ ข่มขู่ ตลอดจนการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง

บทความ ‘Hate speech and real harm’ โดย UN ระบุว่า “แม้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพื่อเผยแพร่ความเกลียดชังจะเป็นเรื่องใหม่ แต่การใช้การแสดงออกต่อสาธารณะเป็นอาวุธเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองนั้นมีมานานแล้ว” พร้อมกับยกตัวอย่างหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่จุดเริ่มต้นของความรุนแรงทางกายภาพมาจากการใช้ถ้อยคำปลุกระดมสร้างอคติและความเกลียดชังแบบเหมารวม จนทำให้คนทั่วไปในสังคมมองว่าการกระเข่นฆ่าทำร้ายประชากรบางกลุ่มสามารถทำได้เป็นเรื่องปกติไม่ผิดอะไร เช่น

  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคนาซีที่ปกครองเยอรมนีไม่ได้เริ่มต้นด้วยการส่งชาวยิวเข้าค่ายกักกันและสังหารด้วยก๊าซพิษจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 6 ล้านราย แต่เริ่มจากการปิดกั้นการนำเสนอข่าวอย่างเป็นอิสระของสื่อมวลชนแล้วแทนที่ด้วยสื่อโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐที่ว่าด้วยเนื้อหาสร้างความเกลียดชังและอคติแบบเหมารวม รวมถึงการใช้ข้อมูลเท็จ
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาในยุคเขมรแดง ช่วงปี 2518 – 2522 การเคลื่อนไหวของกลุ่มเขมรแดงตั้งแต่เริ่มหาแนวร่วมจนถึงวันที่ได้อำนาจปกครองประเทศ ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหาสมาชิกจากชาวกัมพูชาในชนบทด้วยการปั่นกระแสสร้างความเกลียดชังชาวกัมพูชาที่อยู่ในเมือง รวมถึงผู้เห็นต่างทางการเมืองและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เป็นที่มาของนโยบายแบบสุดโต่ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2 ล้านรายในเวลาเพียง 4 ปี
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุดซีในสงครามกลางเมืองรวันดา ปี 2537 รวันดาเป็นประเทศที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ฮูตูเป็นประชากรส่วนใหญ่ และมีจำนวนมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทุดซี ซึ่งในช่วงที่ทั้งสองกลุ่มเกิดความขัดแย้งกัน แกนนำฝ่ายฮูตูได้ปลุกระดมผ่านสื่อวิทยุให้เกลียดชังชาวทุดซีแบบเหมารวม นำไปสู่การปล้น ฆ่า ข่มขืนขาวทุดซี รวมถึงชาวฮูตูที่ไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมอคติดังกล่าว มีการประมาณการผู้เสียชีวิตสูงถึง 1 ล้านราย

เกลียดชังเขา..แต่ประชากรเราก็เกิดน้อยลง  

ในขณะที่ด้านหนึ่งพบการ ‘ปั่น’ และ ‘แชร์’ กระแสความเกลียดชังหรือด้อยค่าประชากรข้ามชาติในพื้นที่ออนไลน์ของสังคมไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยได้เข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นสวนทางกับเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในมุมมองของ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สถานการณ์แบบนี้ทำให้อัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานเพิ่มสูงขึ้นด้วย ส่งผลกระทบ เช่น คนวัยทำงานต้องแบกรับการจ่ายภาษีสูงขึ้น ระบบประกันสังคมขาดทุน เพราะเงินไหลออกไปในทางสวัสดิการต่าง ๆ ในจำนวนมากกว่ารายรับที่รัฐจัดเก็บได้

และแม้จะมีความพยายามแก้ไข เช่น ขยายอายุเกษียณ ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทดแทนแรงงาน แต่ก็มีงานบางประเภทที่จักรกลทำแทนมนุษย์ได้ยาก อาทิ งานภาคบริการอย่างการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย จำเป็นต้องอาศัยทักษะความเป็นมนุษย์ ต้องปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้าสบตากัน หรืองานต้อนรับนักท่องเที่ยวที่การสร้างความประทับใจคงเกิดขึ้นไม่ได้หากให้หุ่นยนต์มาทำเมื่อเทียบกับการมีพนักงานเป็นมนุษย์ที่แสดงออกสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไม่นับภาคเกษตรและประมงที่คนรุ่นเก่าแก่ชราทยอยเกษียณแต่รุ่นลูกหลานไม่สานต่อ ทำให้ขาดแคลนแรงงานและผู้มีทักษะจำนวนมาก

(ซ้าย) สถิติประชากรเกิดและตายในประเทศไทย ซึ่งจำนวนคนเกิดลดลงต่อเนื่อง (ขวา) ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์
(ที่มา: มติชน, กองบริหารงานทั่วไป มหาวิทยาลัยมหิดล)

“เราได้ผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติปีหนึ่งเยอะมาก ถ้าเราไม่มีแรงงานเหล่านี้ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) เราก็คงจะหดตัว แล้วก็จะมีผลต่อราคาค่าครองชีพเพิ่มขึ้น อาหารราคาแพงขึ้น ค่าจ้างแรงงานรายวันสูงขึ้น แล้วคนไทยจะทำอย่างไรถ้ารายได้ไม่เพิ่มแต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น เราก็จะจนลงโดยเปรียบเทียบ คนไทยจำนวนหนึ่งเขาไม่เข้าใจประเด็นเหล่านี้ว่าเราต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ จริง ๆ แรงงานข้ามชาติสร้างประโยชน์ให้กับเรามาก แต่จะมีวาทกรรมที่มาจากอคติทางเชื้อชาติของกลุ่มที่เรียกว่า ‘ขวาตกขอบ’ ที่ใช้ข้อมูลเท็จหรือใช้กระแสอารมณ์ปลุกปั่นเพื่อความสนุกหรือเพื่ออคติ’ ผศ.ดร.สักกรินทร์กล่าว

ผศ.ดร.สักกรินทร์กล่าวต่อไปถึงการที่ประเทศไทยออก พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และกำลังทยอยออกกฎหมายลูก เป็นภาพสะท้อนว่ารัฐไทยรวมถึงฝ่ายความมั่นคงให้ความสำคัญกับหลักคิดเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยอาจยังไม่ค่อยตระหนักแต่ต่อไปน่าจะช่วยให้ผู้คนเปิดใจและทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมากขึ้น แต่ที่อยากเสนอแนะเพิ่มเติมคือรัฐบาลควรใช้เรื่องนี้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะต้องเริ่มปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา เช่น การมีนักเรียนหลายเชื้อชาติอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน

เรื่องนี้มีตัวอย่างในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งมีอุตสาหกรรมอาหารทะเลและมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ในโรงเรียนก็จะมีทั้งเด็กไทย พม่า มอญ เรียนร่วมกันเป็นปกติไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นการทำให้คนเชื้อชาติต่าง ๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันโดยไม่แบ่งแยกชุมชน จะทำให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจกัน เมื่อบุคคลมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันแล้วก็จะเปิดกว้างมากขึ้นและลดอคติลง

ผศ.ดร.สักรินทร์กล่าวว่าในทางกลับกัน เมื่อเราเห็นประชากรต่างชาติที่ไม่รู้จักคุ้นเคย แต่มีการเสพสื่อต่าง ๆ จนเกิดอารมณ์ร่วม เกิดความรู้สึกว่าคนเหล่านั้นเลวร้าย กลัวว่าจะมาก่ออาชญากรรม ลักษณะนี้เรียกได้ว่าเราไม่ค่อยรู้เท่าทันสื่อเท่าใดนัก ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข่าวปลอม หรืออะไรคือเนื้อหาที่ผลิตโดย AI หรือสร้างขึ้นผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ซึ่งก็เป็นปัญหาในสังคมไทยอยู่แล้ว คือเราเชื่ออะไรง่ายเกินไป เช่น โฆษณาอาหารเสริม ดังนั้นแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อคัดกรองเนื้อหาเท็จออกไปก่อนเผยแพร่

“อีกประเด็นคือผมอยากเสนอให้ออกกฎหมายเรื่อง Hate Speech ที่มีมูลเหตุจากเชื้อชาติ สัญชาติ วัฒนธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะมันเกิดความแตกแยกทางสังคม เราควรเน้นเรื่องบูรณาการสังคมให้คนเกิดความสามัคคี สังคมไม่แตกแยกขัดแย้งจนเป็นปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ คนไทยอคติก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าคนข้ามชาติด้วยที่อยู่ในเมืองไทยมีอคติเกลียดคนไทยขึ้นมาแบบนี้มันจะเป็นปัญหา” อาจารย์สักกรินทร์เสนอแนะ

ด้าน วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยกตัวอย่างกรณีที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Hate Speech เช่น ในการชุมนุมทางการเมืองมีการพ่นสีสเปรย์ใช้คำว่า ‘ลาว’ เป็นคำด่า, การตั้งห้องสนทนาในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเนื้อหาเหยียดคนอีสาน ซึ่ง กสม. เสนอให้กระทรวงวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) นำประเด็นอคติในสังคมจากความแตกต่างทางเชื้อชาติไปสนับสนุนปฏิบัติการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างและเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกัน

รวมถึงเสนอไปยังกรมส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในการขับเคลื่อนกฎหมายกลางเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติเพื่อให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว หรือกรณีเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลระดับรัฐมนตรี ใช้ถ้อยคำพาดพิงอีกฝ่ายที่มีอาชีพเป็นทนายความและกำลังมีประเด็นขัดแย้งกันอยู่ว่าเป็น ‘ลูกขี้คุก’ กสม. ก็ได้ออกแถลงการณ์ท้วงติง เนื่องจากประวัติอาชญากรรมถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องสิทธิด้านเกียรติยศชื่อเสียง สิทธิทางครอบครัวและความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นการตีตราสร้างความเกลียดชัง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ช่วงที่มีสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านหนึ่ง กสม. ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาที่โจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย โดยเฉพาะการโจมตีโรงพยาบาล แต่อีกด้านหนึ่ง กสม. ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติและไม่สร้างหรือส่งต่อข้อมูลเท็จ เนื่องจากในเวลานั้นพบการผลิตเนื้อหาเท็จปั่นกระแสความเกลียดชังโดยหวังผลประโยชน์จากยอดการมีปฏิสัมพันธ์ (engagement) ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก รวมถึงมีคนไทยบางส่วนไปทำร้ายชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้ง และแรงงานเหล่านี้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“อย่างกรณีที่ยกตัวอย่าง มีวัยรุ่นไปเผาแคมป์คนงานโดยอ้างว่าเข้าใจผิด ลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็นแคมป์คนงานของเมียนมาหรือของเขมรก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปเผาไปทำร้าย หรือไปทำอะไรในลักษณะนี้ และไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งความคึกคะนอง หรือว่าจะวางแผนดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ทำนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งในแง่กฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน’” วสันต์ระบุพร้อมกับฝากข้อคิดเรื่องการตั้งประเด็นสนทนาในพื้นที่ออนไลน์ที่อาจเข้าข่ายสร้างความเกลียดชังหรือด้อยค่าความเป็นมนุษย์ด้วยว่า แต่ละคนอาจมีความคิดวามเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ควรเป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่สร้างความเกลียดชัง ดูถูกหรือด้อยค่าในสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของบุคคลที่ไม่สามารถแก้ไขได้

รายการอ้างอิง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

“รัฐบาลคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน เริ่มใช้สิทธิได้ตุลาคมนี้” เป็นข่าวเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน

❌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 ก.ย. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชี เผยแพร่ข้อความอ้างรัฐบาลคืนสิทธิบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ทุกโพสต์ใช้ข้อความเดียวกันว่า “แจ้งข่าวยินดีกับผู้ที่บัตรคนจนรายเดิมตอนนี้รัฐบาลคืนสิทธิให้ทุกคนแล้วค่ะ เดือนตุลาคมนี้ใช้ได้ปกติ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC ให้ข้อมูลกับโคแฟควันที่ 3 ก.ย. 2569 ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่มีการคืนสิทธิให้รายเก่าโดยอัตโนมัติ ผู้ถือบัตรรายเดิมจะต้องลงทะเบียนใหม่ หากไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อขอทบทวนสิทธิได้ ซึ่งขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนและยื่นอุทธรณ์แล้ว

วันที่ 2 ก.ย. 2569 ข่าวสดรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทะเบียนรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐโดยอ้างข้อมูลจากวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังว่า ระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสิ้นสุดแล้วตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2569 มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรวมทั้งสิ้น 9,506,531 ราย ผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ 4,903,354 ราย

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569

คลิปน้ำป่า-ดินถล่มในเวียดนาม,จีน,ไต้หวัน เมื่อสองปีก่อน ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุน้ำท่วมเนปาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดินถล่มที่เนปาล 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการตัดต่อคลิปน้ำท่วม-ดินถล่มในเวียดนาม จีนและไต้หวันซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2567 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ส.ค. 2569 บัญชี X ‘Jumla Junction’ โพสต์คลิปวิดีโอโดยเป็นการตัดต่อ 4 เหตุการณ์รวมกัน ความยาว 1.04 นาที บรรยายเป็นภาษาฮินดี ใช้เครื่องมือ Google Translate แปลภาษาเป็นไทยได้ว่าเป็นภาพความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ที่เนปาล 

ในวันเดียวกัน คลิปนี้ถูกแชร์โดยบัญชีผู้ใช้ X ชาวไทยพร้อมข้อความบรรยายว่า “จนท. ช่วยคนที่ติดในน้ำได้บางคน แต่ที่ดินหินถล่มนี้คือสาหัสมาก ก้อนนึง ๆ ใหญ่กว่าบ้าน”  (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า 3 คลิปเป็นคลิปเหตุการณ์อื่นที่เกิดขึ้นในปี 2567 ในเวียดนาม จีนและไต้หวัน ส่วนอีกหนึ่งคลิปคาดว่าเป็นเหตุการณ์ดินถล่มในจีนซึ่งเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2568 ภาพทั้งหมดไม่ใช่เหตุการณ์น้ำท่วมโคลนถล่มบริเวณพรมแดนทิเบต-เนปาลเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก 

คลิปวิดีโอที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุภัยพิบัติที่เนปาล ประกอบด้วย 4 เหตุการณ์ ดังนี้

▪️คลิปเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยผู้ประสบภัยในลำน้ำโคลนไหลเชี่ยว: เป็นอุทกภัยอำเภอ Mèo Vạc จังหวัด Hà Giang ของเวียดนาม เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2567 เผยแพร่โดยสื่อเวียดนาม เช่น VTV Online และ Báo Công lý

▪️คลิปภูเขาถล่มใส่อาคาร ผู้คนวิ่งหนีแตกตื่น: คลิปนี้เคยถูกเผยแพร่โดยสื่อหลายสำนักทั้งของญี่ปุ่น  สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และช่องติ๊กต็อก ‘The Weather Channel’ ช่วงต้นเดือน พ.ค. 2567 โดยรายงานตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ดินถล่มที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในมณฑลกุ้ยโจว ทางตอนใต้ของจีน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567

▪️คลิปรถยนต์ถอยหลังขณะเกิดดินถล่ม: ช่องยูทูบของสื่อไต้หวัน Taiwan News โพสต์คลิปเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2567 ระบุเป็นเหตุการณ์ดินถล่มปิดกั้นทางหลวงหมายเลข 2 บริเวณกิโลเมตรที่ 70 ในเมืองจีหลงของไต้หวัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2567 

▪️คลิปดินถล่มจากภูเขาลงมาปิดกั้นถนน: คลิปนี้เคยถูกโพสต์ในเว็บไซต์ Bilibili เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2568 โคแฟคไม่สามารถระบุสถานที่และเวลาจริงที่เกิดเหตุการณ์ได้ แต่เมื่อดูจากวันที่ที่เผยแพร่ ยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนภัยพิบัติในเนปาล

ภัยข่าวลวงยุคใหม่ใช้ “Agentic AI” ทำงานอัตโนมัติ หลายประเทศในเอเชียเร่งสร้างความสามารถในการรับมือ

รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.49” สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ ร่วมพูดคุยกับ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย และ กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการโคแฟค ถึงทิศทางภัยคุกคามข้อมูลข่าวสาร หลังเสร็จสิ้นการประชุมเครือข่ายผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแห่งเอเชียหรือ AFCN ประจำปี 2026 (Asian Fact-checker Network Conference 2026) ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ส.ค. 2569 ด้วยความร่วมมือระหว่างภาควิชาการจาก Nanyang Technological University (NTU) และภาคเอกชนนำโดย Black Dot Research

สุภิญญาซึ่งเดินทางไปร่วมการประชุมในครั้งนี้เล่าว่า ประเด็นหลักของการประชุมในปีนี้ได้ขยับจากการแลกเปลี่ยนการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทั่วไป สู่เรื่อง “Building Information Resilience” หรือการสร้างระบบความพร้อมรับมือและสร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูลข่าวสาร เพื่อปกป้องความจริง (Defending Truth) เนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และข้อมูลเท็จกำลังก้าวข้ามเทคโนโลยี Deepfake เข้าสู่ยุคของ Agentic AI หรือระบบ AI อัจฉริยะที่ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติบนฐานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ซึ่งสามารถถูกฝึกชุดข้อมูลและส่งลงมาปฏิบัติการในสนามออนไลน์ได้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นวิทยาศาสตร์ สุขภาพ หรือการเมือง ทำให้การสร้างกระแสหรือบิดเบือนข้อมูลมีความซับซ้อน ลึกซึ้ง และแนบเนียนยิ่งกว่าการซื้อโฆษณาหรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ในอดีต จนอาจกลายเป็นสงครามข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่ใช้ “ฝูง AI” เข้าห้ำหั่นกัน และทำให้เสียงของภาคประชาชนหรือผู้ที่ไม่มีอำนาจเลือนหายไปจากวาระทางสังคม

นอกจากนี้ สุภิญญายังชี้ถึงภัยคุกคามในระดับโครงสร้าง ทั้งการแทรกแซงและบิดเบือนข้อมูลข่าวสารโดยต่างชาติ หรือ FIMI (Foreign Information Manipulation and Interference) รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลภายในประเทศ หรือ DIMI (Domestic Information Manipulation and Interference) ซึ่งเข้ามาอย่างเป็นระบบ ขณะที่ประเด็นการตั้ง Data Center ที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อรองรับระบบ AI ก็เป็นอีกเรื่องที่สังคมต้องร่วมถกเถียงถึงผลได้ผลเสีย

สำหรับแนวทางการรับมือนั้น แต่ละประเทศมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น สิงคโปร์มีขนาดเล็กและประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อภาครัฐสูง รัฐจึงเข้าไปควบคุมและสนับสนุนได้ทุกมิติ แต่ประเทศอย่างไทย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และการเมืองสูงกว่า โดยเฉพาะสังคมไทยที่การสร้าง Information Resilience ต้องพึ่งพาระบบธรรมาภิบาล (Governance) และความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะประชาชนมักขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ ขณะที่โลกออนไลน์ปัจจุบันเต็มไปด้วยมลภาวะข้อมูล อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของไทยคือ “ภาคพลเมือง” ที่มีความพร้อมและตื่นตัวสูงมากในการลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันยามวิกฤต

ด้านสุชัยและกุลธิดาได้ร่วมสะท้อนถึงการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่ามีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มรายใหญ่ ซึ่งทาง COFACT ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง Meta ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อเรียกร้องความร่วมมือในการสร้างภูมิคุ้มกันบนแพลตฟอร์ม แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมาร่วม 2 เดือนก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ จึงขอทวงถามถึงความคืบหน้า เพราะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารทให้มีความน่าเชื่อถือ

ในมิติของผู้ใช้งาน ข้อมูลจากเวทีประชุม AFCN ชี้ว่าในยุค AI กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อข่าวลวงและหลงเชื่อข้อมูลได้ไม่ต่างจากกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้งานเทคโนโลยีและ AI มากกว่า สุภิญญากล่าวเพิ่มเติมว่าคำว่า resilience นั้นไปไกลกว่าแค่ความรู้เท่าทัน (Literacy) แต่คือวิถีการใช้ชีวิตอยู่รอดร่วมกับข้อมูลข่าวสาร ในระดับบุคคลทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกันและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ ส่วนในระดับโครงสร้าง สังคมต้องร่วมกันเรียกร้องธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการเรียกร้องความโปร่งใสจากภาครัฐ เพื่อให้การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความมั่นคงของรัฐเท่านั้น

กุลธิดาเสริมในตอนท้ายว่า พลังของภาคพลเมืองและชาวเน็ตมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชี้เบาะแสและหักล้างข่าวปลอมโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักข่าวมืออาชีพ แม้ว่าจะมีความท้าทายอยู่มาก แต่โคแฟคจะยังคงพยายามทำหน้าที่ในฐานะ fact-checker อิสระ ซึ่งประชาชนสามารถส่งเนื้อหาที่ต้องการตรวจสอบหรือมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องกับโคแฟคได้ทางเว็บไซต์ โดยประชาชนสามารถร่วมส่งข้อมูลที่น่าสงสัยเข้ามาตรวจสอบหรืออ่านรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองบรรณาธิการโคแฟคได้ทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ X

มิจฉาชีพนำภาพและเรื่องราวของทหารที่ประสบอุบัติเหตุเป็นผู้ป่วยติดเตียง มาแอบอ้างรับบริจาค

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์รับบริจาคช่วยอดีตทหารประสบอุบัติเหตุกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและหลอกลวง** เป็นมิจฉาชีพแอบอ้างโดยให้เลขบัญชีธนาคารที่ไม่ตรงกับผู้ป่วยหรือญาติ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 ส.ค. 2569 สมาชิกในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘เรารักพลโทบุญสิน’ โพสต์ภาพทหารนายหนึ่งที่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมีหญิงสูงวัยคอยดูแล ระบุข้อความว่า “เป็นเวลา 3 เดือนแล้ว จากทหารยศสิบเอกที่เคยยืนหยัดแนวหน้า วันนี้กลับต้องใช้ชีวิตบนรถเข็น แม้จะพยายามทำกายภาพทุกวันแต่บางสิ่งก็ไม่อาจกลับมาได้เหมือนเดิม จากเหตุการณ์ในคืนสั้น ๆ นั้นเขาต้องสูญเสียเพื่อนยศสิบเอก 3 นายต่อหน้า ตัวเองโดนสะเก็ดบางอย่างที่ตาต้องผ่าตัดถึง 4 ครั้ง แม้วันนี้เขาดีขึ้นแล้วแต่ร่องรอยในใจยังไม่เลือนหาย” และระบุช่องทางบริจาคชื่อบัญชี “คุณแม่ธนพรฯ” ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 212-857-xxxx (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพดังกล่าวเป็นภาพของสิบเอกชูศักดิ์ แสนพันธ์ อดีตกำลังพลของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่เคยลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2561 ชูศักดิ์ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ใน จ.สิงห์บุรี ได้รับบาดเจ็บสาหัสและทุพพลภาพ เป็นผู้ป่วยติดเตียงมาตั้งแต่นั้น

ช่องอมรินทร์ทีวีเคยนำเสนอเรื่องราวของชูศักดิ์และครอบครัวในรายการ ‘โฮปประกายแสงแห่งความหวัง’ ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 โดยบิณฑ์และเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ สองพิธีกรเดินทางไปเยี่ยมชูศักดิ์ที่บ้านและสัมภาษณ์นางสมจิต แสนพันธ์ แม่ที่เป็นผู้ดูแลหลัก

ภาพและเรื่องราวของ ส.อ.ชูศักดิ์ถูกมิจฉาชีพนำมาบิดเบือนและแอบอ้างใส่เลขที่บัญชีเท็จเพื่อรับบริจาคมาอย่างต่อเนื่อง เพจเฟซบุ๊ก Drama-addict เคยโพสต์เตือนภัยเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2568 ว่าให้ระวังเลขที่บัญชีปลอมของมิจฉาชีพที่นำเรื่องราวของชูศักดิ์มาแอบอ้าง

วันที่ 1 ก.ย. 2569 โคแฟคโทรศัพท์สอบถาม ส.อ.ชูศักดิ์ ได้ข้อมูลว่าขณะนี้เขาและครอบครัวยังคงเปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือ บัญชีที่ถูกต้องคือบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชีนายชูศักดิ์ แสงพันธ์ เลขที่บัญชี 9070928930 

ชูศักดิ์ให้ข้อมูลกับโคแฟคเพิ่มเติมว่าขณะนี้เขาอายุ 33 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียงโดยมีคุณแม่อายุ 60 ปี เป็นผู้ดูแลที่บ้าน และต้องเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล อำเภอเมืองลพบุรี และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะช่วยเหลือเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ สามารถจัดส่งโดยตรงได้ที่ นายชูศักดิ์ แสนพันธ์  บ้านเลขที่ 38/3 หมู่ที่ 2 ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี 15000 อุปกรณ์ที่ต้องการ ได้แก่ สายดูดเสมหะ เบอร์ 14, สายสวนปัสสาวะ เบอร์ 14, ถุงมือฆ่าเชื้อ ไซส์ S, ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เบอร์ M

คลิปน้ำป่าไหลหลากในกัมพูชาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงต้นเดือน ก.ค. 2569 ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำป่าไหลหลากในกัมพูชา นักท่องเที่ยวติดค้าง ไม่มีเจ้าหน้าที่มาช่วย

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** นำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 2569 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ASEAN “มอง” ไทย’ โพสต์คลิปคนกลุ่มหนึ่งติดอยู่บนเส้นทางที่มีน้ำป่าไหลหลาก ระบุข้อความ “เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากที่กัมพูชา นักท่องเที่ยวไม่สามารถออกจากแหล่งท่องเที่ยวได้ เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับฝนตกหนักที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงกลางฤดูฝน”

วันนี้ 30 ส.ค. 2569 สำนักข่าว Top News นำคลิปนี้มาเผยแพร่ต่อ พร้อมคำบรรยายว่า “เขมรยิ้มเยาะ จ.น่าน น้ำท่วมใหญ่! สุดท้ายโดนเองแล้ว 4 จังหวัดลอยคอเป็นหมื่นคน ล่าสุด เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากสุดระทึก นักท่องเที่ยวฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวสุดชีวิต แต่ยังไม่สามารถออกมาจากพื้นที่ได้ โวยไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยสักคน” (ลิงก์บันทึก) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากที่ Knang Sampov และ Knang Phsar แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงในกัมพูชา อยู่ในช่วงรอยต่อของจังหวัดกำปงสปือกับจังหวัดเกาะกง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2569

คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสื่อมวลชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียในกัมพูชาตั้งแต่ช่วงวันที่ 12-14 ก.ค. 2569 ดังนี้ 

▪️12 ก.ค. 2569 บัญชีติ๊กต็อก ‘RATANA’ โพสต์คลิปนี้พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “ลงจากเขาบริเวณ Knang Sampov-Knang Phsar วันที่ 12 ก.ค.”

▪️13 ก.ค. 2569 สำนักข่าว Kampuchea Thmey Daily เผยแพร่คลิปวิดีโอนี้ทางเพจเฟซบุ๊กและช่องยูทูบ ประกอบรายงานข่าวว่าเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากช่วงเที่ยงของวันที่ 13 ก.ค. มีนักท่องเที่ยวจำนวน 551 คน ที่ติดอยู่บนภูเขาในพื้นที่อำเภอ Oral จังหวัดกำปงสปือ ได้รับการช่วยเหลือให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 

▪️14 ก.ค. 2569  สถานีโทรทัศน์ Apsara TV ของกัมพูชาเผยแพร่คลิปนี้ประกอบข่าวกระทรวงการท่องเที่ยวเตือนถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วงฤดูฝน

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก Top News และ Asean “มอง” ไทย โดยไม่ระบุวันที่ ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กับภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในสื่อและผู้ใช้โซเชียลมีเดียกัมพูชาซึ่งระบุว่าเป็นเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2569

สรุปได้ว่าคลิปภาพน้ำป่าไหลหลากในจังหวัดกำปงสปือของกัมพูชา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกว่าหนึ่งเดือนมาแล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเกิดก่อนอุทกภัยใน จ.น่าน เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2569

“โควิดสายพันธุ์เดลตาครอน XBC ระบาด รัฐบาลเตรียมประกาศงดจัดงานเทศกาล” เป็นข่าวเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลเตรียมงดจัดงานปีใหม่ หลังพบโควิดสายพันธุ์เดลตาครอน XBC ระบาด 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ปี 2565 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 28-29 ส.ค. 2569 ผู่ใช้เฟซบุ๊กหลายรายโพสต์ข้อความว่ารัฐบาลเตรียมงดจัดงานปีใหม่ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธ์ุใหม่ที่ชื่อว่า ‘เดลตาครอล XBC’ 

ข้อความระบุว่า “รัฐบาลเตรียมจ่อประกาศงดเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธ์ุใหม่ ‘เดลตาครอล XBC’ ซึ่งแพร่ระบาดได้ง่าย/รวดเร็ว และมีผลอันตรายกว่า 2 สายพันธ์ุที่ผ่านมาถึง 3 เท่า ระมัดระวังกันด้วยนะครับ ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับไทยติดแล้วเป็นจำนวนมากครับ” และยังอ้างข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ว่า “การระบาดที่กำลังเกิด จากเมื่อวานนี้และวันนี้ เป็นสายพันธุ์ B.1.1.7 หรือ British variant ที่เข้ามาระบาดภายในประเทศแล้ว  (มีการตรวจ genome ยืนยันแล้ว) การระบาดจะแรงขึ้น 30 ถึง 50 % ทุกคนควรระวังตัวให้เต็มที่” (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคพบว่าข้อความเดียวกันนี้ถูกส่งต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย

ข้อความเต็มที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กและแอปพลิเคชันไลน์

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความดังกล่าวเคยเป็นข่าวลวงที่พบตั้งแต่ปี 2565-2567 โดยมักพบได้ช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ซึ่งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงสาธารณสุขเคยชี้แจงมาแล้วหลายครั้งว่าเป็นข่าวเท็จ ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2569 กรมควบคุมโรคยืนยันอีกครั้งว่าเป็นข้อมูลเท็จ

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่า “สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามคาดการณ์ของโรคติดต่อตามฤดูกาล ไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกกิจกรรมหรือเทศกาลใด ๆ ตามที่มีข่าวลือ”

อธิบดีกรมควบคุมโรคให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าโควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ไม่ได้ทำให้อาการรุนแรงขึ้น และมีอัตราป่วยตายต่ำมากเพียงร้อยละ 0.01 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ส่วนกรณีอาการรุนแรงยังคงพบเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (กลุ่ม 608)

สำหรับการสังเกตอาการโรคทางเดินหายใจ ประชาชนสามารถสังเกตอาการป่วยเบื้องต้น เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือปวดศีรษะ หากมีอาการป่วยแนะนำให้ยึดหลัก “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” สวมหน้ากากอนามัย และพักผ่อนอยู่บ้าน หากเป็นกลุ่มเสี่ยง 608 แล้วมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

คลิปเขื่อนขนาดใหญ่แตก เป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพจริงจากเหตุการณ์ดินถล่ม-น้ำท่วมใหญ่ในเนปาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเขื่อนแตกจากเหตุดินถล่มที่เนปาล 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพที่สร้างด้วย AI ตัดต่อรวมเข้ากับภาพจากเหตุการณ์จริง**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘Fada Dozie and Friends’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1.33 นาที ฝังคำบรรยายภาษาอังกฤษว่า “เหตุภัยพิบัติดินถล่มที่เนปาล มีผู้เสียชีวิตแล้ว 165 ราย สูญหายกว่า 1,300 คน” โดยช่วง 29 วินาทีแรกเป็นภาพเขื่อนขนาดใหญ่แตกและมวลน้ำมหาศาลไหลหลากเข้าท่วมเมือง

ณ วันที่ 28 ส.ค. 2569 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 2.2 ล้านครั้ง และถูกแชร์ไปมากกว่า 1,800 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วิดีโอนี้ประกอบด้วยภาพจาก 4 คลิปตัดต่อเข้าด้วยกัน คลิปแรกความยาว 29 วินาที ซึ่งเป็นภาพเขื่อนแตกเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ที่เคยถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ก.ค. 2569 เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก ‘วายลุ่น26’ และ ‘Nguyễn Viết Tuấn’ ซึ่งระบบแจ้งเตือนของเฟซบุ๊กระบุว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างด้วย AI 

โคแฟคตรวจสอบรายละเอียดของคลิป พบร่องรอยความผิดปกติหลายประการที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพ AI เช่น

  • คนและรถยนต์ปรากฏขึ้นและหายไปอย่างผิดปกติ
  • คนมีลักษณะเบลอ เป็นเงาดำมืด หรือมีสัดส่วนรูปร่างบิดเบี้ยว บางคนยืนบนหลังคาที่ลาดเอียงได้อย่างมั่นคงผิดปกติ อีกทั้งมีอากัปกิริยาที่นิ่งผิดธรรมชาติแม้จะอยู่ใกล้กับจุดที่เกิดเหตุภัยพิบัติรุนแรง
  • ป้ายทะเบียนรถยนต์ทุกคันในคลิปเป็นปื้นสีขาว ไม่มีตัวอักษรหรือตัวเลขที่อ่านได้จริง ซึ่งเป็นข้อจำกัดพื้นฐานของ AI ในการใส่รายละเอียด
ตัวอย่างร่องรอยความผิดปกติของคลิปที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI: รถยนต์สีดำที่วิ่งมาบนถนนและหายไปในพื้นถนนอย่างผิดปกติ
ตัวอย่างร่องรอยความผิดปกติของคลิปที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI: รูปร่างคนที่ผิดปกติ ใบหน้าเบลอ เท้ากลืนไปกับพื้น และท่าทางการยืนที่ผิดธรรมชาติบนหลังคาที่ลาดเอียง

อีกทั้งเมื่อนำไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ตรวจสอบ AI คือ ZeroGPT, Hive Detect , AI Video Detector.org และ Fauxlens ให้ผลตั้งแต่ 60-90% ว่าเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI 

ส่วนอีก 3 คลิปที่เหลือ โคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคลิปภาพเหตุการณ์จริงของเหตุดินถล่ม-น้ำท่วมบริเวณพรมแดนทิเบต-เนปาลเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ซึ่งทำให้ผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก ดังนี้

▪️ภาพน้ำโคลนพัดสะพานจนขาดในหมู่บ้าน Melekhu อำเภอ Dhading ของเนปาล เผยแพร่โดย New York Post และ CGTN America โคแฟคตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพิ่มเติมด้วย  Google Street View พบว่าเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Trishuli ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน Melekhu จริง

▪️ภาพมุมสูงน้ำโคลนเคลื่อนผ่านเมือง Nuwakot ของเนปาล ปริมาณและความแรงของน้ำทำให้สะพานและอาคารบ้านเรือนริมน้ำพังเสียหาย ภาพนี้เผยแพร่โดย BBC ของอังกฤษ และ NBC ของสหรัฐฯ

▪️ภาพน้ำไหลหลากซัดทำลายบริเวณท่าเรือ Gyirong ในเขต Gyirong เมือง Shigatse เขตปกครองตนเองทิเบต หรือ Xizang ของจีน เผยแพร่โดย Shanghai Daily ของจีนเมื่อวันที่ 27 ส.ค. และ TBS NEWS DIG สื่อญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569

ข่าว นศ. ร้องเรียนปัญหากู้เงิน กยศ. ถูกนำมาเติมข้อความและบิดเบือน เพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังคนต่างด้าว

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักศึกษาไทยกู้เงิน กยศ. ไม่ได้ เพราะ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** นำภาพและข่าวนักศึกษาไทยร้องเรียนปัญหาเรื่องการกู้เงิน กยศ. มาบิดเบือนและแต่งเติมข้อความเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังคนต่างด้าว

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Prakaiporn Posangsuwan’ โพสต์ภาพข่าวนักศึกษากลุ่มหนึ่งยืนแถลงข่าวที่รัฐสภา ฝังข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว ผู้ปกครองน้ำตาคลอ นศ. ร้องกู้ กยศ. ไม่ได้” และข้อความบรรยายในโพสต์ว่า “เด็กในประเทศไม่ช่วย แต่พม่า เขมร ช่วยสุดทาง นักศึกษา ร้องกู้เงิน กยศ. ไม่ได้ ลั่นเกินกำลังเด็ก ผู้ปกครองน้ำตาคลอ หวั่นลูกหลุดจากระบบ” (ลิงก์บันทึก)

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ได้โพสต์ภาพนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะหลายกลุ่ม เช่น ‘ยามเฝ้าแผ่นดิน’ และ ‘ไทยภักดี’ และมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นนำไปแชร์ต่อในกลุ่ม ‘เรารักพลโทบุญสิน’ และ ‘แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND’   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพประกอบข่าวที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ข่าวสดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 พาดหัวข่าวว่า “นักศึกษาร้อง กู้เงิน กยศ. ไม่ได้ ลั่นเกินกำลังเด็ก ผู้ปกครองน้ำตาคลอ หวั่นลูกหลุดจากระบบ” ซึ่งภาพต้นฉบับของข่าวสดฝังข้อความว่า “ผู้ปกครองน้ำคลอ นศ. ร้องกู้ กยศ. ไม่ได้” แต่ไม่มีข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” และเนื้อข่าวก็ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวเลย

ข่าวสดรายงานว่ากลุ่มนักศึกษาที่ประสบปัญหากู้เงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ได้ เดินทางมาที่รัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา

สว. ปริญญาตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากการที่ กยศ. ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้กู้รายเก่าได้จนขาดสภาพคล่องจนนำมาสู่การตัดโอกาสนักศึกษาผู้กู้ยืมรายใหม่ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องและอาจทำให้เด็กนักเรียนไทยหลุดจากระบบการศึกษา

ภาพที่ถูกนำมาเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กต่าง ๆ ข้างต้นจึงเป็นการนำภาพจากเว็บไซต์ข่าวสดมาเติมข้อความว่า “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” ซึ่งเป็นการบิดเบือนข่าวการเรียกร้องของนักศึกษาไทย และสร้างความเข้าใจผิดว่าเหตุที่นักศึกษาไทยกู้ยืมเงิน กยศ. ไม่ได้นั้นเป็นเพราะรัฐนำเงินไปอุดหนุนการศึกษาของเด็กต่างด้าว

เปรียบเทียบภาพจากโพสต์ที่เติมข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” กับภาพต้นฉบับที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กข่าวสด (ขวา)

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: เนื้อหาบิดเบือนลักษณะนี้ไม่เพียงปลุกปั่นความเกลียดชังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อการดำเนินงานด้านการศึกษาของภาครัฐ เช่น ในกรณีของการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาซึ่ง พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ระบุคุณสมบัติผู้กู้อย่างชัดเจนว่าต้องมีสัญชาติไทย

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง