เพจเฟซบุ๊กโพสต์ข่าวสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธใส่อิหร่าน แต่ภาพประกอบเป็นภาพอิสราเอลโจมตีเลบานอน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพประกอบเหตุการณ์สหรัฐอเมริกายิงขีปนาวุธโจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่าน

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพประกอบไม่ตรงกับเนื้อหา** สหรัฐฯ โจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่านจริง แต่ภาพประกอบเป็นเหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีเลบานอนในเดือน พ.ค. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘แลงมาเซ’ โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยระบุว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธถล่มเกาะเกชม์ (Qeshm) ของอิหร่านเป็นรอบที่สอง เป้าหมายคือฐานทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติที่ใช้คุมปากทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีภาพประกอบเป็นภาพอาคารที่มีควันพวยพุ่ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักข่าวอัลจาซีราและ CNN รายงานว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธใส่เกาะเกชม์ของอิหร่าน 2 ครั้งเมื่อวันที่ 12 และ 14 ก.ค. 2569

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวนำมาประกอบไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ที่เกาะเกชม์ จากการนำภาพไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพอาคารในเมือง Nabatieh ทางภาคใต้ของเลบานอน ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2569 โดยเป็นภาพของรอยเตอร์ที่สำนักข่าวหลายแห่ง เช่น NBC, The Japan Times และอัลจาซีรานำมาเผยแพร่ประกอบข่าว

ข่าวอิสราเอลโจมตีเลบานอนที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักข่าว NBC เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2569
ระบุในคำบรรยายภาพว่า “กลุ่มควันพวยพุ่งทางตอนใต้ของเลบานอน” โดยระบุว่าภาพจากรอยเตอร์

“สถิติชีวิตคนไทยหลังเกษียณ” เนื้อหาเท็จที่วนซ้ำมากว่า 7 ปี แบงก์ชาติยืนยันไม่ได้จัดทำหรือเผยแพร่

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยสถิติชีวิตหลังเกษียณของคนไทย พบ 48% ยังต้องดิ้นรน-ทำงานหนัก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ธปท. ยืนยันไม่เคยจัดทำหรือเผยแพร่สถิตินี้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 11-14 ก.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมทั้งส่งต่อในแอปพลิเคชันไลน์ อ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถิติชีวิตหลังเกษียณของคนไทย ดังนี้  1% ร่ำรวย เป็นเศรษฐี, 4% มีเงินใช้สุขสบาย, 7% พอช่วยเหลือตัวเองได้, 40% ต้องพึ่งพาลูกหลาน สถานสงเคราะห์, 48% ยังคงต้องดิ้นรน ทำงานหนักแม้จะแก่แล้ว สรุป สำเร็จแค่ 5 % ล้มเหลว 95% (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ธปท. ยืนยันกับโคแฟควันนี้ (14 ก.ค.) ว่าสถิติดังกล่าวไม่ได้จัดทำหรือเผยแพร่โดย ธปท. 

“ข่าวหรือข้อความที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อาจมีการอ้างอิงแหล่งที่มาที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง จึงขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการของหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงก่อนนำไปใช้อ้างอิงหรือเผยแพร่ต่อ โดยสามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร และสถิติที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่อย่างเป็นทางการได้ทางเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ www.bot.or.th” เจ้าหน้าที่ ธปท. ระบุในอีเมลตอบกลับโคแฟค 

โคแฟคยังพบด้วยว่าเนื้อหานี้เคยถูกเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 2562 ต่อมาวันที่ 29 พ.ค. 2563 AFP Fact Check ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเท็จโดยอ้างคำยืนยันจาก ธปท. ว่าไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ทำข้อมูลสถิติดังกล่าว

กินอาหารที่แช่ตู้เย็นไว้เป็นเวลานาน เสี่ยงแค่ไหนต่อสุขภาพและการเกิดโรคมะเร็ง?

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ภาพแพทย์กำลังตรวจรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล พร้อมข้อความ “มะเร็งลำไส้ป่วยพุ่ง! แพทย์เตือน อดอาหารยังดีกว่า ถ้ากิน 4 อย่างนี้ในตู้เย็น” ถูกโพสต์ในเฟซบุ๊กพร้อมลิงก์ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์แห่งหนึ่งซึ่งก่อนหน้านี้กองบรรณาธิการโคแฟคพบว่าเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมักใช้ภาพและเนื้อหาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กันเลยมาประกอบเป็นโพสต์หรือบทความ

ข้อความในโพสต์ระบุถึงอาหาร 4 อย่างว่าทำลายสุขภาพลำไส้ โดยไม่ได้บอกที่มาที่ไปหรือแหล่งอ้างอิง ได้แก่

  1. อาหารค้างคืนที่เก็บไว้นานเกินควร เสี่ยงต่อการเติบโตของจุลินทรีย์ อีกทั้งการนำมาอุ่นซ้ำหลายครั้งยังอาจเกิดสารตกค้างซึ่งส่งผลกระทบต่อลำไส้ในระยะยาว
  2. ของหมักดองและเนื้อสัตว์แปรรูปที่เก็บผิดวิธี รวมถึงเก็บนานจนหมดอายุ สารกันบูดจะทำปฏิกิริยาและเสื่อมสภาพ กลายเป็นสารที่ก่ออาการระคายเคืองกับระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
  3. ผัก – ผลไม้ที่มีรอยช้ำหรือขึ้นรา แม้จะคัดส่วนราบนพื้นผิวออก แต่เชื้อราสามารถฝังลงไปในเนื้อผักหรือผลไม้ได้ และเชื้อราบางชนิดยังทนต่อความร้อนด้วย
  4. ของแช่แข็งที่ละลายแล้วนำกลับไปแช่แข็งซ้ำ เพราะการทำให้อุณหภูมิขึ้นๆ ลงๆ เป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถก่อโรคแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นได้ จนอาจเกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้

ภาพประกอบนี้มาจากไหน?

ภาพประกอบจากเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ดังกล่าว เมื่อค้นด้วย Google Lens พบว่า มีการใช้ 2 ภาพประกอบกัน และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับโรคมะเร็งลำไส้ ดังนี้

ภาพอาหารในตู้เย็นในเพจเฟซบุ๊กนี้พบว่ามีการโพสต์ไว้ในคลังภาพของเว็บไซต์ Wikipedia พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาเวียดนาม ระบุชื่อภาพ Tập tin:Dự trữ thức ăn tết 2017 trong tủ lạnh (1).jpg ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “อาหารสำรองสำหรับเทศกาลตรุษจีนปี 2560 ในตู้เย็น” ถ่ายเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2560 และโพสต์ในวันที่ 20 พ.ค. 2561 ระบุชื่อผู้โพสต์คือ Phương Huy

ภาพดังกล่าวยังเคยถูกใช้บนเว็บไซต์ข่าวสารวาไรตี้ของเวียดนามอย่างน้อย 2 แห่ง คือ sona.vn และ afamily.vn ช่วงวันที่ 20 – 21 พ.ค. 2562 ในบทความหัวข้อการทำความสะอาดและจัดระเบียบสิ่งของในตู้เย็น เพื่อให้คุณแม่สามารถปั๊มและเก็บนมแม่ให้ลูกดื่มได้อย่างปลอดภัย โดยเป็นหนึ่งในชุดภาพตัวอย่างตู้เย็นที่ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งบางภาพปรากฏขวดนมวางไว้ติดกับอาหารที่กินเหลือด้วย

ภาพแพทย์ตรวจอาการผู้ป่วยบนเตียงในโรงพยาบาลพบเป็นภาพข่าวที่เผยแพร่ในสื่อเวียดนามหลายสำนัก เช่น Vietnam.vn, VNExpress, VTC News ในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ระบุเป็นการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke หรือ đột quỵ ในภาษาเวียดนาม) ที่โรงพยาบาล Bạch Mai สาขา Ninh Bình ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัด Ninh Bình ของเวียดนาม โดยโรงพยาบาลแห่งนี้รับผู้ป่วยโรคดังกล่าวจำนวน 2 ราย เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2569 และสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันการณ์ ทำให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากการเสียชีวิตหรือกลายเป็นอัมพาตถาวร

มะเร็งลำไส้เกิดจากอะไร?

ข้อมูลจากสำนักสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (มีนาคม 2568) กล่าวถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ว่า เป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 3 ในเพศหญิง (สถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราเสียชีวิต เฉลี่ยวันละ 15 คน (ปีละ 5,476 คน) ผู้ป่วยใหม่ เฉลี่ยวันละ 44 คน (ปีละ 15,939 คน) สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกิดจากอายุที่มากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคอาหารและการดำเนินชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงประวัติพันธุกรรมในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ยิ่งเพิ่มโอกาสให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น

Infographic โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (ที่มา : สำนักสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข)

บทความ ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคร้ายที่มากับของอร่อย’ โดย ผศ.นพ.พงศศิษฎ์ สิงหทัศน์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุและเวชบำบัดวิกฤตศัลยกรรม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) เป็นโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบย่อยอาหาร เซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้สามารถกลายเป็นเนื้อร้ายและแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาในระยะเริ่มแรก

มีปัจจัยก่อโรค เช่น พันธุกรรมหรือยีนผิดปกติ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง สูบบุหรี่ บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารที่มีไขมันสูง กินอาหารที่มีกากใยน้อย หรือกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อแดงในปริมาณมาก กินอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม มีประวัติเคยเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และโรคอ้วน มีพฤติกรรมนั่งนาน ไม่ค่อยลุกเดิน สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค เช่น ผู้มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง และมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีอุจจาระขนาดเล็กผิดปกติ หรือมีเลือดปนมากับอุจจาระ

“สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ่ายเป็นเลือด มีเลือดปนมากับอุจจาระ , ท้องผูกสลับท้องเสีย , คลำเจอก้อนในท้อง ควรรีบพบแพทย์ , ไม่ถ่ายไม่ผายลม อาจเกิดจากก้อนมะเร็งโตจนไปอุดตันลำไส้ อาจทำให้ลำไส้แตก และเสียชีวิตได้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล” ผศ.นพ.พงศศิษฎ์ระบุในบทความ

อาหารแปรรูปขั้นสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ รวมถึงโรคมะเร็ง (ที่มา : iStock)

ความเสี่ยงของการบริโภคอาหารที่เก็บในตู้เย็นเป็นเวลานาน

มีคำอธิบายจาก ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ กรรมการวิชาชีพสาขาการกำหนดอาหาร กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ว่า ตู้เย็นไม่ได้ทำให้อาหารเป็นอมตะ การเก็บอาหารไว้นานเกินไป หรือเก็บไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ เพิ่มความเสี่ยงอาหารเป็นพิษ และทำให้คุณภาพอาหารลดลงได้ อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าอาหารบางชนิดในตู้เย็นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้พุ่งสูงขึ้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงพอที่จะยืนยันได้ โดยมีรายละเอียดของอาหารแต่ละประเภท ดังนี้

อาหารค้างคืนหรืออาหารที่เก็บไว้นาน ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่าก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ของความเสี่ยงทางอ้อมจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเกิดสารประกอบที่อาจเป็นอันตรายจากการอุ่นซ้ำ เช่นสารประกอบอินทรีย์ไนโตรซามีน (nitrosamines) และผลิตภัณฑ์ที่กลิ่นหรือรสชาติเปลี่ยนเนื่องจากไขมันที่เป็นส่วนประกอบเสื่อมสภาพเมื่อสัมผัสออกซิเจน( lipid oxidation)  การปนเปื้อนของจุลินทรีย์จากการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงความสัมพันธ์กับรูปแบบการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพต่ำหรืออาหารแปรรูปสูง

อาหารหมักดอง โดยเฉพาะประเภทที่มีการเติมเกลือสูงหรือใช้สารไนเตรต/ไนไตรต์ มีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่แสดงความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้น กลไกสำคัญคือการเปลี่ยนไนเตรตและไนไตรต์ในอาหารไปเป็น N-nitroso compounds (NOCs) ภายในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ การบริโภคอาหารเค็มจัดยังสัมพันธ์กับการระคายเคืองและการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ ซึ่งอาจส่งเสริมกระบวนการเกิดมะเร็งในระยะยาว แนวทางของ World Cancer Research Fund/American Institute for Cancer Research (WCRF/AICR) แนะนำให้จำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารที่มีเกลือสูงเพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้

เนื้อแปรรูป ประเด็นที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุด อาหารประเภทไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง และเนื้อรมควัน เป็นกลุ่มที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนชัดเจนว่า การบริโภคเป็นประจำในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ องค์การอนามัยโลกจัดให้เนื้อแปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Group 1 Carcinogen) อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคระยะยาว ไม่ใช่เพียงเพราะเก็บไว้ในตู้เย็น

เนื้อสัตว์ละลายแล้วแช่แข็งซ้ำ อันตรายจริง แต่ไม่ใช่เรื่องมะเร็ง การนำเนื้อสัตว์ออกมาละลายแล้วนำกลับไปแช่แข็งซ้ำหลายครั้ง เป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักคือโรคจากอาหารปนเปื้อน ไม่ใช่มะเร็งลำไส้ วิธีที่ถูกต้องคือแบ่งเนื้อสัตว์เป็นส่วนย่อยก่อนแช่แข็ง และละลายเฉพาะปริมาณที่ต้องการใช้ในแต่ละครั้ง

อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed Foods) หลักฐานจากการศึกษาขนาดใหญ่ในวารสาร BMJ (2022) รายงานว่าการบริโภคอาหารกลุ่มนี้ในปริมาณสูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่ากลุ่มที่บริโภคสูงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่บริโภคต่ำ โดยอาหารแปรรูปขั้นสูง มีทั้งประเภทวัตถุดิบประกอบอาหาร เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก แฮม โบโลญญา, อาหารปรุงสำเร็จแบบแช่แข็งอุ่นด้วยไมโครเวฟ เช่น ข้าวกล่อง, ขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ, เครื่องดื่มสำเร็จรูป เช่น น้ำอัดลม ชา-กาแฟพร้อมดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง, อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น

ผักใบเขียว มีสารไนเตรตตามธรรมชาติจริง และเมื่อเก็บรักษาไม่เหมาะสมอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นไนไตรต์ได้บางส่วน แต่ข้อมูลวิจัยในปัจจุบันกลับพบว่า การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่ลดลง เนื่องจากผักอุดมไปด้วยใยอาหาร วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้ ดังนั้น ประชาชนไม่ควรเข้าใจว่า “ผักแช่ตู้เย็น” เป็นอาหารอันตราย แต่ควรหลีกเลี่ยงเฉพาะผักที่เน่าเสีย เหี่ยวมาก หรือขึ้นราเท่านั้น

อาหารขึ้นรา ไม่ควรเสี่ยงกินต่อ หากพบเชื้อราในถั่ว ธัญพืช พริกแห้ง หรืออาหารแห้งอื่น ๆ คำแนะนำคือ ควรทิ้งทั้งหมด ไม่ควรตัดเฉพาะส่วนที่ขึ้นราออกแล้วรับประทานต่อ เนื่องจากเชื้อราอาจสร้างสารพิษอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งตับอย่างชัดเจน mu อนึ่ง คำแนะนำของณัฐฐศรัณฐ์ยังสอดคล้องกับข้อมูลจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่า สารพิษจากเชื้อรามักปนเปื้อนมาจากกับอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อรา เชื้อราเหล่านี้ไม่เพียงแต่อยู่ที่ผิวของอาหารแต่ยังสามารถเจริญเติบโตแทรกลงไปในเนื้ออาหารด้วย โดยเชื้อราที่ก่อสารพิษมีหลายชนิด พบได้ทั้งในอาหารแห้ง นม ผักและผลไม้ เป็นต้น

เชื้อราแต่ละชนิด สารพิษและแหล่งที่พบ (ที่มา : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

โดยสรุปแล้ว ณัฐฐศรัณฐ์ ย้ำว่า ประชาชนควรตระหนักเรื่องความปลอดภัยอาหาร แต่ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอาหารในตู้เย็นจนเกินเหตุ อาหารค้างคืนที่เก็บอย่างถูกสุขลักษณะ อาหารแช่เย็นที่ยังไม่หมดอายุ หรือผักที่เก็บรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ได้มีหลักฐานว่าทำให้เกิดมะเร็งลำไส้โดยตรง สิ่งสำคัญคือการเลือกอาหารที่สด สะอาด เก็บรักษาอย่างถูกต้อง รับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ ลดการบริโภคเนื้อแปรรูป และรักษาพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม

“การสื่อสารต่อประชาชนควรเน้นเรื่อง “ความปลอดภัยอาหาร” มากกว่าการสร้างความหวาดกลัวว่าอาหารในตู้เย็นเป็นต้นเหตุของมะเร็งลำไส้ เพราะการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพยังคงอยู่ที่การรับประทานอาหารที่สมดุล ได้รับใยอาหารเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัว งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และเข้ารับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ตามเกณฑ์อายุและความเสี่ยงที่เหมาะสม” ณัฐฐศรัณฐ์กล่าวในตอนท้าย

การแบ่งประเภทอาหารแบบวิธี NOVA
(ที่มา : งานวิจัย ‘Ultraprocessed Food and Risk of Cancer: Mechanistic Pathways and Public Health Implications’ , MDPI)

ภาคผนวก

งานวิจัย ‘Ultraprocessed Food and Risk of Cancer: Mechanistic Pathways and Public Health Implications’ ที่เผยแพร่ในระบบฐานข้อมูลวิชาการของ MDPI ได้ย้ำถึงหลักฐานที่สอดคล้องกันระหว่างการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงในปริมาณมากกับการป่วยเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้อธิบายคำว่า ‘อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods – UPFs)’ มีที่มาจากการแบ่งประเภทอาหารแบบ ‘NOVA’ ที่พัฒนาขึ้นโดย คาร์ลอส ออกุสโต มอนเตโร (Carlos Augusto Monteiro) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซา เปาโล ประเทศบราซิล แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด (Unprocessed or Minimally Processed Foods)’ อาหารเหล่านี้เป็นส่วนที่กินได้ของพืชและสัตว์ (เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืช ไข่ เนื้อสด) ที่อาจผ่านการทำความสะอาด อบแห้ง แช่แข็ง หรือหมักโดยไม่เติมสารใดๆ
  • กลุ่ม 2 ส่วนผสมอาหารแปรรูป (Processed Culinary Ingredients)’ สารที่สกัดจากอาหารกลุ่ม 1 หรือจากธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตาล เกลือ น้ำมัน และไขมัน ที่ใช้ในการปรุงอาหารในครัวเรือน
  • กลุ่ม 3 อาหารแปรรูป (Processed Foods)’ ผลิตภัณฑ์ที่ทำโดยการผสมผสานรายการกลุ่ม 1 และกลุ่ม 2 เช่น ผักกระป๋องใส่เกลือ ชีส และขนมปังทำมือ ซึ่งยังคงลักษณะที่สามารถจดจำได้ของอาหารดั้งเดิม
  • กลุ่ม 4 อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods)’ สูตรที่ทำขึ้นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจากสารที่ได้จากอาหาร มักมีอาหารสดที่ยังคงสภาพเดิมอยู่น้อยหรือไม่มีเลย เช่น เครื่องดื่มอัดลม ขนมขบเคี้ยวบรรจุภัณฑ์ ซีเรียลอาหารเช้าหวาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป

เพจเฟซบุ๊กและสื่อมวลชนบางสำนักให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับสายรถเมล์ที่พุ่งชนต้นไม้บนถนนลาดพร้าว

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รถเมล์สาย 145 ชนต้นไม้ที่ซอยลาดพร้าว 112 เมื่อเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2569  มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาคลาดเคลื่อน** รถเมล์ที่เกิดอุบัติเหตุคือสาย 514 ไม่ใช่สาย 145 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 11 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘คนรักบ้านราคาถูก’ โพสต์ภาพรถเมล์ชนต้นไม้ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงที่นำมาดัดแปลงด้วย AI ฝังข้อความ “รถเมล์สาย 145 พุ่งขึ้นทางเท้า คนเจ็บนับ 10 คนขับบอกคุมไม่ได้”

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่ารถเมล์สาย 145 เสียหลักพุ่งขึ้นทางเท้าบริเวณซอยลาดพร้าว 112 เขตวังทองหลาง ชนตู้ควบคุมสัญญาณและต้นไม้ข้างทาง มีผู้บาดเจ็บนับสิบราย    

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: อุบัติเหตุรถโดยสารประจำทางเสียหลักชนต้นไม้บนถนนลาดพร้าวเกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2569 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2569 ว่ารถคันเกิดเหตุคือสาย 514 (1-54) วิ่งระหว่างหมอชิต 2-อู่แพรกษา ขณะวิ่งอยู่บนถนนลาดพร้าวได้เกิดเหตุขัดข้องคันเร่งค้าง ทำให้เสียการควบคุมและชนต้นไม้ข้างทาง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย

แถลงการณ์ของ ขสมก. ระบุชัดว่ารถเมล์ที่เกิดเหตุคือสาย 514 ไม่ใช่สาย 145 ตามที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวรายงาน ข้อมูลคลาดเคลื่อนนี้อาจเกิดจากความสับสนเนื่องจากรถเมล์ทั้งสองสายมีเส้นทางที่วิ่งผ่านถนนลาดพร้าวเหมือนกัน โดยสาย 514 เริ่มต้นที่มีนบุรี ส่วนสาย 145 เริ่มต้นที่แพรกษา

สื่อมวลชนบางสำนักรายงานข่าวคลาดเคลื่อนเช่นกัน โดยระบุว่ารถเมล์คันที่เกิดเหตุเป็นสาย 145 ซึ่ง ณ วันที่ 13 ก.ค. 2569 ยังไม่มีการแก้ไข

นอกจากนี้ภาพประกอบที่ดัดแปลงด้วย AI ยังนำภาพผู้หญิงสวมเครื่องแบบคล้ายพนักงาน ขสมก. มาประกอบข้อความว่า “คนขับบอกคุมไม่ได้” ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าผู้หญิงในภาพคือคนขับ ทั้งที่จริงแล้วคนขับรถคันดังกล่าวเป็นผู้ชาย

ธนาคารกรุงไทยยืนยันไม่มีโครงการแจกเงิน 5,000 บาท เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือกดลิงก์ที่แนบมา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารกรุงไทยแจกเงิน 5,000 บาท เพียงกดลิงก์และกรอกรหัสบัตรประชาชน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** หลอกลวงให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล สุ่มเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ธนาคารกรุงไทยยืนยันไม่มีโครงการนี้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ก.ค. 2569 มีผู้ส่งข้อความมาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงทาง cofact.org ข้อความดังกล่าวอ้างว่าส่งมาจากธนาคารกรุงไทย ระบุว่า “ด่วนแจกเงินฟรี 5,000 บาท ทุกคนเพียงแค่กดลิงก์นี้แล้วกรอกกรหัสบัตรประชาชน รีบทำก่อนหมดเขตเที่ยงคืนนี้”  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ธนาคารกรุงไทยยืนยันเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ว่าเป็นเนื้อหาเท็จ ธนาคารไม่มีโครงการแจกเงินจำนวน 5,000 บาท และข้อความดังกล่าวไม่ได้มาจากธนาคาร  

เจ้าหน้าที่ย้ำว่าธนาคารไม่มีนโยบายส่ง SMS ให้ประชาชนทำธุรกรรมผ่านลิงก์ และเตือนว่าหากประชาชนได้รับข้อความลักษณะนี้ อย่ากดลิงก์หรือทำตามที่ข้อความระบุเพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

คลิปการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกไทยถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นภาพทหารจีนเคลื่อนกำลังเข้าอินเดีย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปกองทัพจีนเคลื่อนกำลังพลเข้าไปในอินเดีย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปการฝึกของนักเรียนนายสิบของไทย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7-8 ก.ค. 2569 มีผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรมโพสต์คลิปวิดีโอทหารเดินเรียงแถวลัดเลาะในป่า บรรยายข้อความเป็นภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษว่าทหารกองทัพจีนเคลื่อนกำลังเข้ามาในรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งเป็นมลรัฐของอินเดียที่ติดกับชายแดนของจีน (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักข่าว Prajavani ของอินเดีย รายงานเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ว่าสำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลกลางอินเดีย (PIB) ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นข่าวลวง โดยสถานที่ในคลิปวิดีโอไม่ใช่พื้นที่ชายแดนอินเดีย-จีน และทหารในคลิปเป็นทหารไทย คลิปนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับอินเดียเลย

โคแฟคนำภาพจากคลิปมาค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์บนเพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ เมื่อวันที่ 16 และ 25 มิ.ย. 2569 คำบรรยายและแฮชแท็กสรุปได้ว่าเป็นการเดินทางไกลระหว่างการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกรุ่นที่ 30 ปีการศึกษา 2569  

เพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนบัญชี มักโพสต์ภาพและคลิปวิดีโอการฝึกและกิจกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนนายสิบทหารบกโดยแอดมินเพจเป็นครูฝึกนักเรียนนายสิบ กองร้อยนักเรียนนายสิบที่ 2 กองพันนักเรียนนายสิบที่ 3 (พัน.3 ร้อย.2) ซึ่งมีเลียงผาเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กองร้อยเลียงผา”

วันที่ 11 ก.ค. 2569 โคแฟคได้รับคำยืนยันจากแอดมินเพจว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพการฝึกเดินทางไกลและพักแรมตามหลักสูตรของนักเรียนนายสิบในประเทศไทย  

จากการชี้แจงขอสำนักประชาสัมพันธ์ รัฐบาลอินเดีย และคำยืนยันของแอดมินเพจเฟซบุ๊กเจ้าของคลิปสรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกของไทย แต่ถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นคลิปทหารจีนเคลื่อนกำลังพลเข้าอินเดีย

เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่คำพูดปลอมของ “สีหศักดิ์” กต. ยืนยันไม่ใช่คำพูดของรัฐมนตรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐมนตรีต่างประเทศ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ระบุ “ไม่เห็นด้วย เอาเงินภาษีคนไทยไปให้เด็กเขมร”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ข้อความนี้ไม่ใช่คำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการกุคำพูดขึ้นมาประกอบภาพที่สร้างด้วย AI  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กระแสข่าว” โพสต์ภาพสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว. กต.) ฝังข้อความ “สีหศักดิ์ยืนยันไม่เห็นด้วยที่ให้ทุนเด็กเขมร ต้องให้เด็กไทยเท่านั้น!” และบรรยายในโพสต์ว่า “ท่านสีหศักดิ์ลั่น! ผมไม่เห็นด้วย เอาเงินภาษีคนไทยไปให้เด็กเขมร ‘พวกเนรคุณ’ ให้ไปก็ไม่รู้บุญคุณ ยันภาษีคนไทย ลูกหลานคนไทยสิสมควรได้รับ”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันกับโคแฟคว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง รมว. กต. ไม่เคยกล่าวแสดงความเห็นเช่นนั้น

โคแฟคตรวจสอบพบว่าเพจ “กระแสข่าว” เผยแพร่ภาพและโควทปลอมของสีหศักดิ์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 ซึ่งถูกแชร์ต่อเกือบ 200 ครั้ง และนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 ก.ค. โดยอาศัยช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีการหยิบยกประเด็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับไทย-กัมพูชามาอภิปราย และสีหศักดิ์ได้ชี้แจงในสภาด้วย

📌 ข้อสังเกตโคแฟค:

1) เพจ “กระแสข่าว” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 6,600 บัญชี เผยแพร่เนื้อหาเท็จลักษณะนี้จำนวนมาก โดยใช้ภาพที่สร้างด้วย AI มาใส่ข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นคำพูดของรัฐมนตรีและบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โพสต์ที่กุคำพูดของสีหศักดิ์มีไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง เช่น “สีหศักดิ์แนะอังคณา ถ้าอยากช่วยเด็กนักเรียนเขมรควรใช้ทรัพย์สินส่วนตัวไปช่วย” (29 พ.ค.) และ “ผมไม่เห็นด้วยหากไทยจะเปิดด่าน ย้ำไทยควรตัดขาดกับเขมร” (31 พ.ค.)

2) ประเด็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่เด็กกัมพูชาถูกนำมาสร้างเนื้อหาเท็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างคำพูดปลอมของนักการเมืองและนักสิทธิมนุษยชน เช่น โพสต์เท็จว่านฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์ว่าสะเทือนใจที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ, โพสต์เท็จว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี, โพสต์เท็จว่า ศธ. สั่งมอบทุนให้นักเรียนกัมพูชา 800 ล้านบาท และโพสต์เท็จว่าแพทองธาร ชินวัตร หนุนให้ทุนนักเรียนกัมพูชาเพื่อรักษาความสัมพันธ์

แนวทางการตรวจสอบ “โควทคำพูดปลอม”

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอม  

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด ให้ค้นหาคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

คลิปคนกัมพูชาถ่ายคอนเทนต์หารายได้ออนไลน์ ถูกบิดเบือนว่าเป็นคลิปทหาร BHQ ฝึกชาวบ้านบินโดรน

ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนไทยนำคลิปกลุ่มคนกัมพูชาบินโดรนมาให้ข้อมูลบิดเบือนว่าเป็นภาพหน่วยทหาร BHQ ของกัมพูชาฝึกชาวบ้านบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาบังคับโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพกลุ่มคนที่กำลังถ่ายภาพรถตักดินบริเวณพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เพื่อนำภาพไปสร้างรายได้จากการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

30 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military force – สำรอง” ซึ่งระบุว่าเป็นเพจของผู้ที่สนใจเรื่องการทหารและไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย โพสต์คลิปความยาว 0.26 วินาที พร้อมคำบรรยายว่า “30 มิ.ย. ชาวเขมรลงคลิปพร้อมระบุแคปชั่น ‘ขอบคุณกองทัพสนับสนุนชาวเขมรฝึกบินโดรนที่ศรีโสภณ นำหลักสูตรไปป้องกันประเทศ สนับสนุนแนวหน้า’”

โพสต์นี้ถูกแชร์ต่อไปเกือบ 200 ครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ค.) อีกทั้งยังมีผู้นำเนื้อหาจากเพจ “Army Military force – สำรอง” ซึ่งไม่ได้อ้างอิงที่มาของข้อมูลและคลิป ไปดัดแปลงเป็นภาพนิ่งและเติมแต่งข้อความต่าง ๆ นานา เช่น เพจเฟซบุ๊ก “Youlike-คลิปเด็ด” โพสต์ภาพสกรีนช็อตจากคลิปและโพสต์ข้อความประกอบว่า “เขมรเตรียมพร้อม รอบนี้พี่จีนช่วยเต็มที่” และบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ณัฐวุฒิ ดำเนินงาม” โพสต์ภาพชุดเดียวกันพร้อมเช็คอินว่าอยู่ที่ “ชายแดนไทย-กัมพูชา”

นักข่าวสายทหาร-อินฟลูเล่าข่าว-สื่อ กระพือต่อ

คลิปนี้แพร่กระจายและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางเมื่อวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร นำภาพสกรีนช็อตจากนาทีที่ 0.13 ของคลิปดังกล่าวไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก “Wassana Nanuam” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. โดยบรรยายว่า “ทหารบ้านเขมร พร้อม BHQ ฝึกให้ชาวเขมรชายแดนแถวศรีโสภณ ตรงข้ามสระแก้ว” และขยายความต่อว่ากองทัพกัมพูชานิยมประกอบกำลังโดยให้ชาวบ้านบินฝูงโดรนธรรมดาเป็นเป้าหลอกเพื่อเปิดทางให้ทหาร BHQ บินโดรนพลีชีพและโดรนทิ้งระเบิดเข้าโจมตี “เป็นการสอนให้ชาวบ้านเป็นหน่วยข่าว ภาคพลเรือนไปด้วย”

โพสต์ของวาสนาซึ่งมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากกว่า 1.6 ล้านบัญชี มีผู้เข้ามากดแสดงความรู้สึกเกือบ 17,000 ครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 900 ครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ค.)  

วันที่ 2-3 ก.ค. สถานีโทรทัศน์พีพีทีวีและอมรินทร์ทีวีนำคลิปนี้มาเผยแพร่ออกอากาศโดยผู้ประกาศรายงานว่าเป็นการฝึกพลเรือนบินโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร

“จีนสอนให้เขมรบินโดรน เป็นเรื่องลับที่ถูกปิดในวงแคบ แต่ชาวบ้านเขมรบางคนไม่รู้ เข้าไปเห็นก็เลยถ่ายคลิปออกมา…ไม่ใช่บินเล่น นี่คือบิน [โดรน] ทางทหารทั้งนั้น” ผู้ประกาศข่าว พีพีทีวี รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” และเพจ Wassana Nanuam

รายการ “เรื่องใหญ่ Live Talk” ของพีพีทีวีพาดหัวข่าวว่า “จับตา! กัมพูชาฝึกพลเรือนบินโดรนเป็นเป้าหลอก”

ขณะที่ผู้ประกาศข่าวอมรินทร์ทีวีรายงานว่าคนที่บินโดรนในคลิปนี้ “มีทั้งชาวบ้านที่เป็นชาวบ้านจริง ๆ กับทหารที่ใส่ชุดชาวบ้าน เป็นทหารสอดไส้มา” และ “ชาวเขมรที่โพสต์คลิปนี้เขียนข้อความว่าขอบคุณกองทัพที่สนับสนุนชาวเขมรฝึกบินโดรนเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปสอดแนม”

ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย. – 3 ก.ค. คลิปและภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวางทั้งโดย “อินฟลูเอนเซอร์เล่าข่าว” ที่มีลักษณะเป็นเพจสาธารณะและบัญชีผู้ใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ยังพบการดัดแปลงเนื้อหา เช่น ใช้ AI ทำภาพกราฟิกและคลิปบรรยาย อีกด้วย

เพจเฟซบุ๊ก “อยากเล่า” นำเนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับคลิปฝูงโดรนมาเผยแพร่ต่อในลักษณะคลิปเล่าข่าวด้วย AI

คลิปต้นฉบับ

รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งตรวจสอบว่ากองทัพกัมพูชามีการฝึกให้พลเรือนบินโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่จะตรวจสอบได้ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาที่มาและตรวจสอบเหตุการณ์ที่ในคลิปนี้เท่านั้น

การค้นหาที่มาของคลิปต้นฉบับเริ่มต้นจากการค้นหาด้วยคำค้น “โดรน ศรีโสภณ” ในภาษาเขมร ซึ่งเป็นชื่อเมืองในกัมพูชาที่เพจ “Army Military Force – สำรอง” และวาสนาระบุในโพสต์ เราพบข้อมูลที่น่าสนใจในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Vann Sokunthea Journalist” ที่โพสต์ข้อความโต้แย้งว่าคลิปกลุ่มคนบินโดรนที่นักข่าวไทยนำมาเผยแพร่นั้นไม่ใช่การฝึกโดรนทางทหารตามที่กล่าวอ้าง เพราะทั้งวิธีการและสถานที่ฝึกในคลิปไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกองทัพกัมพูชา ในโพสต์นี้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Sophear Tsp” เข้ามาคอมเมนต์ว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพของกลุ่มคนที่ถ่ายภาพและวิดีโอรถไถดินเพื่อนำไปทำเป็นคอนเทนต์สร้างรายได้ออนไลน์ พร้อมกับโพสต์ภาพประกอบจากบัญชีเฟซบุ๊กหนึ่งซึ่งเป็นเบาะแสให้เราตามไปจนพบคลิปต้นฉบับ  

จากการตรวจสอบพบว่าคลิปกลุ่มคนบินโดรนเหนือรถแทรกเตอร์ถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมร “ពេជ្រ បញ្ញា” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 พร้อมคำบรรยายสั้น ๆ ว่า “ឡើងភ្នំពេញម្ដង” (อาจแปลได้ว่า “บินชมพนมเปญ”) โดยไม่มีข้อความขอบคุณกองทัพที่มาฝึกชาวบ้านบินโดรนสอดแนมตามที่อินฟลูฯ และสื่อไทยรายงาน

(จากซ้ายไปขวา) คลิปต้นฉบับที่โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมร “ពេជ្រ បញ្ញា” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569, คลิปที่โพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” วันที่ 30 มิ.ย. 2569 และภาพสกรีนช็อตที่โพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “Wassna Nanuam” วันที่ 2 ก.ค. 2569

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมรหลายรายที่เข้ามาดูคลิปนี้คอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นภาพของกลุ่มคนที่ใช้โดรนถ่ายคลิปรถตักดินเพื่อนำไปทำคอนเทนต์ออนไลน์สร้างรายได้จากการเข้าชมหรือที่เรียกกันว่า MMO ซึ่งมาจากคำเต็มว่า Make Money Online 

หลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพของกลุ่มคนทำคอนเทนต์ MMO คือคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมรชื่อ “Bro Kea-ប្រូគា” ในวันเดียวกันคือวันที่ 16 พ.ค. 2569 ซึ่งถ่ายจากสถานที่เดียวกัน โดยระบุว่าถ่ายจากไซต์งานบริเวณถนนใกล้ตลาด Toul Pongro ในกรุงพนมเปญ 

เมื่อนำคลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” มาเปรียบเทียบกับคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” พบว่ามีหลายจุดที่ตรงกัน ทั้งสภาพพื้นที่ ลักษณะของรถแทรกเตอร์ตักดินสีเหลืองยี่ห้อ Shantui ซึ่งมีสติกเกอร์ลายหน้าผู้ชายและตุ๊กตามิชลินสามตัวติดอยู่ รวมถึงการแต่งกายของบุคคลที่ยืนบันทึกภาพหรือบังคับโดรนอยู่ในบริเวณนั้น ทำให้สรุปได้ว่าสองคลิปนี้ถ่ายจากสถานที่เดียวกันในวันเดียวกัน แต่เป็นคนละมุม คลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” ถ่ายจากบนรถที่วิ่งอยู่บนถนนเข้ามาที่ไซต์งาน ส่วนคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” ถ่ายจากบนรถแทรกเตอร์ออกไปยังถนน

เมื่อนำคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” (ซ้าย) กับคลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” มาเปรียบเทียบกันพบว่ามีหลายจุดที่ตรงกัน
เช่น คนที่ยืนถ่ายภาพหรือบังคับโดรนอยู่ในบริเวณนั้น และรถแทรกเตอร์ที่มี่ตุ๊กตามิชลินผูกผ้าสีแดงติดอยู่
อีกคลิปหนึ่งที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Bro Kea-ប្រូគា”
โพสต์เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 มีโดรนตัวอื่นอยู่ในคลิปด้วย

จากการตรวจสอบเนื้อหาบนหน้าเฟซบุ๊ก “Bro Kea-ប្រូគា” เพิ่มเติมพบว่าเขาเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ที่มักโพสต์คลิปและภาพถ่ายจากรถขณะทำงาน รวมถึงคลิปภาพมุมสูงที่ถ่ายด้วยโดรน และบางคลิปก็มีภาพโดรนของคนอื่นอยู่ด้วย เจ้าของบัญชีนี้ระบุที่หน้าโปรไฟล์ว่าเป็น “digital creator” และหลายโพสต์จะติดแฮชแท็ก #MMO 

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ถ่ายและเผยแพร่คลิปวิดีโอเพื่อสร้างรายได้จากเฟซบุ๊ก หนึ่งในคลิปที่เขาโพสต์เป็นคลิปที่ถ่ายจากสถานที่เดียวกันในวันเดียวกันกับคลิปฝูงโดรนที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อไทยนำมาอ้างแบบผิด ๆ ว่าเป็นการฝึกบินโดรนสอดแนมทางทหารในเมืองศรีโสภณ ทั้งที่จริงแล้วจุดที่ถ่ายคลิปนี้อยู่ในกรุงพนมเปญ

Make Money Online (MMO) – สร้างรายได้จากเนื้อหา

การทำคอนเทนต์ออนไลน์เพื่อสร้างรายได้จากการเข้าชม (Make Money Online: MMO) เป็นช่องทางสร้างรายได้ที่กำลังได้รับความนิยมในกัมพูชา ซึ่งผู้โพสต์มักติดแฮชแท็ก #MMO เพื่อดันให้เนื้อหาปรากฏในอัลกอริทึม คล้ายกับการสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ในไทยที่มักติดแฮชแท็กว่า #เปิดการมองเห็น 

การถ่ายคลิปรถตักดินและรถบรรทุกดินเป็นคอนเทนต์ได้รับความนิยมบนอินเทอร์เน็ตในกัมพูชา เราพบว่ามีช่องยูทูบและบัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีที่เผยแพร่คลิปภาพเหล่านี้ เช่น ช่องยูทูบ គ្រឿងចក្រ Power Machines Excavator Cambodia และ Bro Kea-ប្រូគា แต่ละคลิปมียอดเข้าชมหลายแสนครั้ง

ภาพกลุ่มคนบังคับโดรนโดยเฉพาะในพื้นที่ก่อสร้างในกัมพูชาถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี ในเพจเฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” ซึ่งเป็นหนึ่งในเพจที่นำคลิปดังกล่าวมาบิดเบือน มีผู้ใช้เฟซบุ๊กคนไทยจำนวนหนึ่งเข้ามาให้ข้อมูลว่าเคยเห็นคลิปภาพโดรนถ่ายรถขุดดินในกัมพูชามาตั้งแต่ก่อนจะเกิดการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อกลางปี 2568 เสียอีก

คอมเมนต์คนไทยที่ให้ข้อมูลในโพสต์เฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ว่า
คลิปรถขุดดินในกัมพูชาที่ถ่ายด้วยโดรนมีมาตั้งแต่ก่อนความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจะปะทุเมื่อกลางปี 2568

สรุป

คลิปชาวกัมพูชายืนบังคับโดรนที่บินอยู่เหนือรถแทรกเตอร์ตักดิน-ถมดินที่สื่อมวลชนไทยและผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งนำมาเผยแพร่โดยอ้างแบบผิด ๆ ว่าเป็นคลิปที่ทหารกัมพูชากำลังฝึกพลเรือนบินโดรนที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อเป็นเป้าหลอกหรือสอดแนมไทย แท้จริงแล้วเป็นภาพกลุ่มคนกัมพูชาที่ใช้โดรนถ่ายภาพไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างรายได้จากการเข้าชมหรือที่เรียกว่า MMO (Make Money Online) 

จากการสืบค้นพบว่าคลิปต้นฉบับเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชาเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคลิปของผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกคนหนึ่งที่ถ่ายคลิปเหตุการณ์ในวันและสถานที่เดียวกัน ทำให้สามารถระบุได้ว่าจุดที่ถ่ายคือพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ไม่ใช่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาตามที่สื่อมวลชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงชิ้นนี้ไม่ได้ตรวจสอบว่ากองทัพกัมพูชามีการฝึกให้พลเรือนบินเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่จะตรวจสอบได้

ภาพหรือคลิปเกี่ยวกับการใช้โดรนมักถูกนำมาอ้างเท็จหรือบิดเบือนเพื่อปลุกปั่นความขัดแย้งไทย-กัมพูชามาตั้งแต่ปี 2568 เช่นในเดือนสิงหาคม 2568 มีการนำภาพช่างภาพกัมพูชาที่กำลังทำการบินโดรนเพื่อถ่ายทำมิวสิกวิดีโอมาบิดเบือนว่าเป็นการบินโดรนสอดแนมบริเวณปราสาทในพื้นที่ของไทยหลังข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งกองทัพไทยได้ออกมายืนยันว่าเป็นการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอของกองถ่ายเขมรที่ปราสาทตาเมือนธมก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะ ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง



ต่อสายดินกับแท่งไม้ แก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ไฟดูด เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้า อย่าทำตาม

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: วิธีแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ไฟดูดด้วยการใช้แท่งไม้มาประกอบเป็นสายดิน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและอาจเป็นอันตรายหากเกิดไฟรั่ว

📝เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในต่างประเทศ เช่น Facebook และ Reddit เผยแพร่วิธีการติดตั้งสายดินของคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาไฟดูดเมื่อสัมผัสเคสคอมพิวเตอร์ โดยนำสายไฟมาปอกปลายทั้งสองด้าน นำลวดด้านหนึ่งพันเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเคส อีกด้านหนึ่งพันกับสกรูที่ฝังอยู่ในแท่งไม้ขนาดเล็ก

ตัวอย่างโพสต์ที่มีผู้เข้ามาสอบถามใน reddit.com และเฟซบุ๊ก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 ว่าวิธีการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้าและอาจก่อให้เกิดอันตราย 

ดร.สุพรรณอธิบายว่า การนำสายไฟจากตัวถังคอมพิวเตอร์ไปต่อกับสกรูที่ฝังอยู่ในแท่งไม้ ไม่เป็นการต่อลงดิน (Protective Earthing) เนื่องจากไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบสายดินของอาคารที่เป็นเส้นทางตัวนำไฟฟ้าความต้านทานต่ำ

“จุดประสงค์ของระบบสายดินคือเพื่อให้กระแสความผิดพร่อง (Fault Current) ไหลกลับผ่านเส้นทางที่ออกแบบไว้จนมีค่ามากพอให้ฟิวส์หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ตัดวงจรได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ไม้เป็นวัสดุฉนวนที่มีความต้านทานสูง จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวนำเพื่อการป้องกันหรือเป็นเส้นทางระบายกระแสความผิดพร่องได้” 

“อาจเกิดความเข้าใจผิดว่าวิธีการดังกล่าวเป็นระบบปลอดภัยทั้งที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ หากเกิดไฟรั่วหรือความผิดพร่องขึ้นจริง ระบบก็ยังไม่มีเส้นทางป้องกันที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้า” ดร.สุพรรณอธิบาย 

หากผู้ใช้งานสัมผัสตัวเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วรู้สึกไฟดูดหรือไฟแปลบ ดร.สุพรรณแนะนำว่าไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการต่อสายเข้ากับแท่งไม้ ท่อน้ำ โครงเหล็ก หรือโลหะอื่นที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสายดิน วิธีที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้าคือต่อใช้งานผ่านเต้ารับที่มีระบบสายดินของอาคาร หากอาคารไม่มีระบบสายดินหรือระบบสายดินชำรุด ควรปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน และติดตั้งอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว (RCD) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย  

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569  เพจเฟซบุ๊ก Extreme IT ซึ่งเป็นเพจที่ให้ข้อมูลและรีวิวอุปกรณ์ไฟฟ้าและไอทีที่มีผู้ติดตามกว่า 9.3 แสนบัญชี ได้โพสต์เตือนเช่นกันว่าวิธีการนำบล็อกไม้มาต่อเป็นสายดินไม่ได้แก้ปัญหาไฟรั่วจากคอมพิวเตอร์และอาจเป็นอันตราย ห้ามทำตาม 

นักวิชาการชี้ ไทยต้องเร่งวางธรรมาภิบาลแพลตฟอร์ม AI ก่อนข่าวลวงบ่อนทำลายสังคม

7 กรกฎาคม 2569 – ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเนื่องใน วันพูดความจริง (Tell the Truth Day) ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มกับความจริงในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ท่ามกลางสถานการณ์ข้อมูลเท็จที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเสนอรัฐ–แพลตฟอร์ม–ประชาชนร่วมสร้างกลไกกำกับดูแล ย้ำกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความร่วมมือระดับอาเซียน

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เปิดประเด็นว่า คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยควรมีกฎหมายกำกับ AI หรือไม่” แต่คือ “หากมีกฎหมายแล้ว จะสามารถบังคับใช้ได้จริงหรือไม่”

AI ในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เพราะกลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ การกำกับดูแลจึงควรมุ่งบริหารความเสี่ยงของการใช้งานที่ก่อให้เกิดผลกระทบวงกว้าง มากกว่าพยายามควบคุมทุกพฤติกรรม พร้อมเสนอให้ภาคองค์กรมีระบบกำกับดูแลภายในอย่างจริงจัง เนื่องจากแนวปฏิบัติที่หลายหน่วยงานประกาศใช้ยังขาดกลไกติดตามและประเมินผล

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ดร.สุพจน์ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรยกระดับการเจรจากับแพลตฟอร์มดิจิทัลในระดับภูมิภาค โดยใช้ความร่วมมือของอาเซียนเป็นอำนาจต่อรอง เพื่อผลักดันมาตรการ Notice & Takedown หรือการแจ้งเตือนและนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศเริ่มดำเนินการแล้ว

ด้าน รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าการปล่อยให้แพลตฟอร์มกำกับดูแลตนเองผ่านมาตรฐานชุมชน (Community Standards) ยังไม่เพียงพอ เพราะยังพบโฆษณาหลอกลวงและข้อมูลที่เป็นอันตรายจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนเองก็ยังไม่สามารถป้องกันตนเองจากข้อมูลเหล่านี้ได้ทั้งหมด  อย่างไรก็ตาม การที่รัฐจะเข้ามากำกับดูแลต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบต่อเสรีภาพในการสื่อสาร โดยประเด็นสำคัญควรอยู่ที่การสร้าง “ความโปร่งใส” ของระบบแพลตฟอร์ม เช่น หลักเกณฑ์การจัดลำดับเนื้อหา การมองเห็นข่าวสาร และความเป็นธรรมทางการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตเนื้อหา

แนวทางที่มีความเป็นไปได้มากกว่าการควบคุมเนื้อหา คือการกำกับดูแล “กลไกตลาด” โดยใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อกำกับแพลตฟอร์มที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ตัวชี้วัดเชิงประจักษ์ ลดการใช้อำนาจตามดุลยพินิจ และสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายในระบบนิเวศสื่อดิจิทัล

รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในมิติผลกระทบต่อพื้นที่ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าพื้นที่ภาคเหนือเริ่มเผชิญการใช้ AI สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้หลอกลวงประชาชนผ่านภาพ เสียง และโฆษณาปลอม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แม้หลายหน่วยงานจะเร่งผลิตสื่อรณรงค์ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เพราะคนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งตกเป็นเหยื่อแล้วจึงเริ่มค้นหาวิธีขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังขาดระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรับแจ้งความกับฐานข้อมูลกลาง ทำให้การป้องกันและติดตามมิจฉาชีพยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขณะที่ ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า AI กำลังเพิ่มความรุนแรงของข้อมูลสร้างความเกลียดชังและข่าวปลอมในพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคง ส่งผลกระทบต่อทั้งสื่อ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ ตลอดจนบั่นทอนกระบวนการสร้างสันติภาพที่ต้องอาศัยความไว้วางใจและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

 “กรณีเกี่ยวกับความมั่นคง จะเริ่มมีเพจที่คล้ายกับจะเป็นสื่อ มีชื่อนั่นชื่อนี่เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย ซึ่งหาที่มาที่ไปไม่เจอว่าใครเป็นเจ้าของหรือมาจากที่ไหน แต่ว่าข่าวพวกนี้เมื่อเผยแพร่ออกมาจะได้รับการแชร์เยอะ ซึ่งตรวจสอบไม่ยากกับพวกเราหรือกับคนที่อยู่ในแวดวง แต่ประชาขนทั่วไปพร้อมจะแชร์ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อหรือสิ่งที่ตัวเองเข้าใจได้โดยง่าย” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ด้าน ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เสนอให้ยกระดับธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้าน Trust & Safety อย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่ใช้ในการป้องกันและคัดกรองเนื้อหา จำนวนเรื่องร้องเรียน ผลการดำเนินการ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ควรพัฒนาช่องทางรับแจ้งปัญหาแบบ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุและได้รับความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานผ่านระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหา

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดเวทีวันพูดความจริงว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โคแฟคมุ่งเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน แต่ในระยะต่อไปจะเดินหน้าทำงานเชิงระบบมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Information Integrity หรือการสร้างระบบข้อมูลข่าวสารที่ตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริง เข้าถึงได้ และเป็นธรรม

สุภิญญามองว่า การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของประเทศไทย หากยังขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการสร้างกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุล และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคประชาชน โดยมีรัฐทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนานโยบายแพลตฟอร์มที่คุ้มครองทั้งผู้บริโภค เสรีภาพในการสื่อสาร และความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารในยุค AI

เมื่อ AI กลายเป็นโรงงานผลิตข่าวลวง ทุกภาคส่วนต้องร่วมสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานแห่งความจริง”

7 กรกฎาคม 2569 – ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเนื่องใน วันพูดความจริง (Tell the Truth Day) ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มกับความจริงในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ท่ามกลางสถานการณ์ข้อมูลเท็จที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดงานว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่สร้างโอกาสมหาศาลต่อการเรียนรู้ การทำงาน และการพัฒนาสังคม แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้การผลิตภาพ เสียง และข้อมูลปลอมที่แนบเนียนเกิดขึ้นได้ง่าย ส่งผลให้ “ความจริง” ถูกกลบด้วยข้อมูลที่แพร่กระจายรวดเร็วกว่าเดิม

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

“เมื่อผู้คนไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริง การตัดสินใจในทุกเรื่องตั้งแต่สุขภาพ เศรษฐกิจ ไปจนถึงประชาธิปไตยย่อมได้รับผลกระทบ สำหรับ สสส. การสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้มีความหมายแค่เพียงสุขภาพกายหรือสุขภาพใจเท่านั้น แต่เรื่องสุขภาวะทางสังคมและทางปัญญาก็เป็นมิติที่สำคัญ โดยเฉพาะสุขภาวะทางปัญญาที่เราหมายถึงการที่ประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันเทคโนโลยีและใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ มีสมรรถภาพในการปรับตัวเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” กรรมการกองทุน สสส. กล่าว

ด้าน เทคลา เอบแบร์ท เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่วนภูมิภาค (เอเชีย) มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) ระบุว่าวันนี้ AI กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันที่ทำให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น วางแผนตารางเวลา ทำงานวิจัย สร้างศิลปะและความบันเทิง AI มีศักยภาพมหาศาลในการปรับปรุงการทำงานและเข้าถึงความรู้ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดในยุคสมัยของเรา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สามารถผลิตข่าวปลอม ภาพปลอม วิดีโอปลอม และข้อมูลบิดเบือนได้ในต้นทุนต่ำและรวดเร็ว แยกแยะข้อมูลจริงจากข้อมูลที่สร้างขึ้นมาก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแต่กับประชาชนทั่วไปแต่สำหรับผู้สื่อข่าว ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ

เทคลา เอบแบร์ท เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่วนภูมิภาค (เอเชีย) FNF กล่าวผ่านคลิปวิดีโอจากไต้หวัน

“การแพร่กระจายของ AI สร้างข้อมูลผิดๆ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหากับประชาธิปไตยด้วย เพราะประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับพลเมืองที่มีข้อมูลและมีอิสระ ผู้คนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อได้ ประเมินข้อเท็จจริงและตัดสินใจตามความเป็นจริง แต่หาก AI ถูกใช้เพื่อผลิตข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนโดยหวังผลทางการเมืองหรือการเงิน ก็เท่ากับทำลายฐานรากของการตัดสินใจในระบอบประชาธิปไตย ที่น่าห่วงที่สุดคือข้อมูลผิดๆ สามารถกระตุ้นความแตกแยกแบ่งข้างในสังคม ปลุกระดมความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรง” เทคลากล่าว

นีอาร์ม คอลีเออร์ สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) ปาฐกถาหัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์ม AI กับการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวถึงความสำคัญของ “ความจริง (Truth)” ที่การมาของปัญญาประดิษฐ์และแพลตฟอร์มที่ใช้เชื่อมต่อทำให้มนุษยัตั้งคำถามว่าอะไรคือความจริง แน่นอน AI เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก ทั้งช่วยให้แพทย์อ่านผลสแกนได้เร็วขึ้น ช่วยเกษตรกรคาดการณ์ภัยแล้งได้ ช่วยคนพิการในการใช้งานระบบที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพวกเขา และทำให้ทุกคนสามารถออกแบบระบบที่ดีขึ้นได้ง่ายขึ้น หรือช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจโรคต่าง ๆ ได้ เป็นต้น

ในยุคของ AI นั้นความจริงจึงไม่ใช่เรื่องของสื่อ นักตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือนักปรัชญาอีกต่อไป แต่ความจริงได้กลายเป็นประเด็นด้านการพัฒนา เพราะเมื่อผู้คนไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรคือความจริง เมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าจะเชื่อใจใคร เมื่อการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาถูกกำหนดโดยระบบหรือแพลตฟอร์มที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือตั้งคำถามได้ การพัฒนาของมนุษย์เองก็จะอ่อนแอลง

แล้วเราจะทำอย่างไร? ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน นั่นหมายความว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการปกป้องสิ่งที่สำคัญ จึงขอเสนอว่าเราควรปฏิบัติต่อความจริงเสมือนโครงสร้างพื้นฐาน ความจริงต้องถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจ มันต้องการห่วงโซ่อุปทาน ต้องการมาตรฐาน ต้องการสถาบัน และมีค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษา ถนนจะพังทลายหากเราไม่บำรุงรักษา ระบบไฟฟ้าจะล้มเหลวหากเราไม่ลงทุน ระบบสาธารณสุขจะอ่อนแอลงหากเราเพิกเฉย ความจริงก็พังทลายลงเช่นกันเมื่อถูกละเลย’” นีอาร์มกล่าว

นีอาร์ม คอลีเออร์ สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย

ขณะที่ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion บรรยายหัวข้อ “เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องจักรผลิตความจริงปลอม” ประกอบด้วย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. ข่าวปลอมกลายเป็น “สายพานการผลิต” ปัจจุบัน AI ทำได้ทั้งการสร้างหรือปรับสำนวนภาษา สังเคราะห์ภาพและเสียง อีกทั้งมีเทคโนโลยีอย่างบอท (bot) ที่สามารถกระจายเนื้อหานั้นได้ รวมถึงเครื่องมือวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการส่งเนื้อหานั้นไปถึง  กระบวนการทั้งหมดนี้ทำได้ในต้นทุนที่ถูกลง              
  2. ยกระดับสู่ “อาชญากรรม” ไม่ใช่แค่ข่าว มีกรณีศึกษาที่เกาะฮ่องกง มีบริษัทแห่งหนึ่งได้รับอีเมลอ้างมาจากผู้บริหาร ขอให้โอนเงินจำนวนมาก ในตอนแรกพนักงานที่มีอำนาจโอนเงินยังไม่เชื่อ จึงได้มีการขอให้เปิดประชุมทางออนไลน์ เมื่อเห็นการประชุมก็หลงเชื่อโอนเงินไป ก่อนจะมารู้ในภายหลังว่าทุกคนที่เห็นในห้องประชุมล้วนเป็นบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (deepfake)
  3. ปัญญาประดิษฐ์ “เพ้อ” เป็นข้อจำกัดถาวร ปัจจุบันหลายคนหันไปใช้บริการ AI ในการสรุปข่าวหรือข้อมูล แต่หลายครั้งก็พบว่า AI ให้คำตอบที่ผิดพลาดหรืออ้างแหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งงานวิจัยหลายแหล่งให้ข้อสรุปตรงกันปัญญาประดิษฐ์ว่า อาการเพ้อหรือหลอนของ AI (AI hallucination) ไม่สามารถแก้ให้หายไปได้ทั้งหมดแบบร้อยเปอร์เซนต์ เพราะเป็นผลพลอยได้หนึ่งที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา ซึ่ง AI ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาใจผู้ใช้งาน นำไปสู่การประมวลผลและตอบออกมาเป็นข้อมูลที่ดูจะใกล้เคียงที่สุด 
  4. ความเสียหายลามถึงสุขภาพจิต มนุษย์สามารถเกิดความหลงผิดได้จากการกระตุ้นของ AI โดยเฉพาะหากคนคนนั้นมีอาการอยู่ก่อนบ้างแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัยที่พูดถึงพฤติกรรมประจบประแจง (sycophancy) ของ AI
สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion บรรยายหัวข้อ “เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องจักรผลิตความจริงปลอม”

“มีเคสที่คุยกับ chatbot แล้วหลงไปหลงมาสุดท้ายก็ฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกว่า chatbot ไม่เข้าใจเขาแล้ว เขารู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด ไปจนถึงฆ่าตัวตายเพราะเชื่อว่า chatbot จะไปกู้โลกให้ถ้าเรายอมเสียสละชีวิต ซึ่งเคสมันดูประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ และมีมากขึ้น เด็กมีความเสี่ยงเป็นพิเศษเพราะสมองส่วนหน้ายังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการได้ข้อมูลโดยเฉพาะที่ไม่นำไปสู่การคิดเชิงวิเคราะห์ (critical thinking) ข้อมูลที่เอื้อหรือประจบไปเรื่อย ๆ มันก็มีผล แล้วก็เรื่องการสร้างตัวสร้างตนของเด็ก” สุนิตย์กล่าว

โพสต์เหตุการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีตอบโต้กันระลอกล่าสุด เนื้อหาจริงแต่ใช้ภาพประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เหตุการณ์สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมาย 80 จุดของอิหร่านเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่ภาพประกอบบางส่วนไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Pipoppat Promjanya’ ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 40,000 บัญชี โพสต์ข้อความว่ากองทัพสหรัฐอเมริกาโจมตีเป้าหมาย 80 จุดในอิหร่าน โดยอ้างข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เป้าหมายที่ถูกโจมตีมีทั้งระบบต่อต้านอากาศยาน (Air Defense Systems) เครือข่ายศูนย์บัญชาการและควบคุม (Command and Control Networks) สถานีเรดาร์ชายฝั่ง (Coastal Radar Stations) และเรือขนาดเล็กของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เพื่อตอบโต้อิหร่านที่โจมตีตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านเปิดเผยว่า ได้โจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ รวม 85 แห่ง ในคูเวตและบาห์เรนเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการดังกล่าว

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้มีข้อมูลตรงกับเอกสารของ CENTCOM ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายกว่า 80 แห่งของอิหร่าน ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครือข่ายบัญชาการและควบคุม สถานีเรดาร์ชายฝั่ง ระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือ และเรือเล็กของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามกว่า 60 ลำในและใกล้ช่องแคบ เพื่อลดทอนความสามารถของอิหร่านในการโจมตีการค้าระหว่างประเทศที่ไหลผ่านเส้นทางการค้าสากล 

CENTCOM อ้างว่าปฏิบัติการโจมตีนี้เพื่อตอบโต้อิหร่านที่โจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำที่แล่นผ่านช่องแคบได้แก่ เรือบรรทุกสินค้าที่ติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซาอุดีอาระเบีย และไลบีเรีย ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และบ่อนทำลายเสรีภาพในการเดินเรือ

ส่วนข้อมูลเรื่องอิหร่านโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ นั้นตรงกับรายงานข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีราเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ระบุว่าหลังการโจมตีของสหรัฐฯ กองทัพอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ 85 แห่ง ในคูเวตและบาห์เรน ขณะที่ PressTV สื่อของทางการอิหร่านระบุว่า กองทัพอิหร่านส่งโดรนเข้าโจมตีฐานทัพอากาศ Sheikh Isa ในบาห์เรน ซึ่งเป็นจุดรวมพลของกองทัพสหรัฐฯ โดยอ้างถึงการโจมตีของสหรัฐฯ ใส่พื้นที่ทางทหารและพลเรือนในภาคใต้ของอิหร่าน ซึ่งเข้าข่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเตือนด้วยว่าจะยกระดับการโจมตีให้หนักขึ้นหากสหรัฐฯ ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีก

อย่างไรก็ตาม โคแฟคพบว่า 2 ใน 3 ภาพที่บัญชีเฟซบุ๊กนำมาประกอบในโพสต์เป็นเหตุการณ์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งนี้ ได้แก่ ภาพเครื่องบินในงานฉลองวันชาติสหรัฐฯ และภาพในเลบานอนมีรายละเอียด ดังนี้ 

▪️ภาพเครื่องบินรบ: เป็นภาพที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ The Barre Montpelier Times Argus ซึ่งเป็นสำนักข่าวท้องถิ่นในรัฐเวอร์มอนต์ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2569 ถ่ายโดย Rahmat Gul ช่างภาพของสำนักข่าว AP ในวันเดียวกัน ระบุเป็นภาพเครื่องบิน F-15 กำลังบินเหนือ National Mall ในโอกาสเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ 4 ก.ค. 2569

▪️ภาพซากปรักหักพังของเมือง: ภาพนี้ปรากฏในคลังภาพบนเว็บไซต์ซื้อขายภาพ Getty Images ระบุผู้ถ่ายภาพนี้คือ FADEL ITANI ช่างภาพของสำนักข่าว AFP ถ่ายเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 เป็นภาพสุนัขกำลังเดินอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหมู่บ้าน Tibnin ในภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอล