‘วันตรวจสอบข่าวลวง’69’ ปลุกสังคมตื่นตัว เมื่อมูลบิดเบือนเป็นความเสี่ยงลำดับ 2 ของโลก และชวนทบทวนอคติในสังคมไทยสู่การหาความจริงร่วม

2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย)  องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก  11 องค์กร จับมือจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 International Fact Checking Day 2026 Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลกจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 และได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วน และในปีนี้ World Economic Forum จัดให้ข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงระดับโลก อันดับ  2 

เราอยากให้ทุกคนตระหนักเรื่องข้อมูลลวงและตั้งสติ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง (Keep Calm and Fact Check) ซึ่งเป็นแนวคิดของ สสสด้วยที่ส่งเสริมเรื่องของระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ที่ทำให้ทุกคนตั้งหลักรู้เท่าทันคู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลง สุภิญญา กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า ในขณะที่เราถูกสอนกันมาว่าการโกหกเป็นเรื่องไม่ดี แต่กลับพบเห็นการโกหก เช่น เพื่อการขายสินค้า กลายเป็นเรื่องปกติที่การได้เงินมาจากเรื่องโกหก ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการโกหกแบบจริงปนเท็จ ซี่งในอดีต 1 คนโกหกอาจรู้กันเพียงเฉพาะในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบัน 1 คนโกหกสามารถรับรู้กันได้ทั้งโลกเนื่องจากข้อมูลถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และเรื่องราวที่มีการโกหก จากข้อมูลของโคแฟคพบว่าข้อมูลลวงมากถึงร้อยละ 36 เป็นเรื่องสุขภาพ อีกกลุ่มคือ การโกหกเพื่อขายสินค้า สินค้าที่โฆษณานั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้ ผู้ที่โฆษณาแต่งตัวแบบเดียวกับแพทย์แต่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ตัดต่อใบหน้าแพทย์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมแล้วโฆษณา เท่านี้คนก็เชื่อแล้ว

วันนี้น่าเศร้าเพราะคนที่เป็นเหยื่อมากที่สุดคือผู้สูงอายุ มีเงิน มีเวลา แต่อาจไม่สามารถเข้าถึงดิจิทัล ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่นักล่าจะรู้ว่าใครอ่อนแอก็จะวิ่งไปที่ตรงนั้นแล้วก็กินเหยื่อ ผมเจอเพื่อนของแม่ อายุแปดสิบกว่า เป็นข้าราชการบำนาญถูกหลอกเอาเงินไปล้านกว่าบาท หมดเลยที่มีอยู่ นั่นคือการล่าด้วยการใช้ข้อมูล การหลอกลวงทางออนไลน์ต่างๆ วันนี้เราต้องมารวมคัวปกป้อง เรียกว่าปัญญารวมหมู่ เราอาจไม่มีอำนาจแต่ถ้าเรารวมกันและใช้ความรู้ ใช้วิชาการเราจะมีพลังพอที่จะปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ในกิจกรรม Lightning Talk “ทบทวนเรื่องเล่าเคล้าอคติสู่การแสวงหาความจริงร่วม” อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty loves Myanmar กล่าวถึงอคติที่สังคมไทยมักพูดถึงบ่อยๆ เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะชาวเมียนมา พร้อมชวนตั้งคำถาม เรื่อง”แรงงานพม่าแย่งงานคนไทยจริงหรือไม่”  ในความเป็นจริงเป็นงานกลุ่ม 3D คือ สกปรก(Dirty) อันตราย (Dangerous) และยากลำบาก (Difficult) ที่แรงงานไทยไม่ทำ  หรือ “แรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติต้องเข้าระบบประกันสังคมหรือไม่ก็ซื้อประกันสุขภาพ ส่วนที่อยู่ตามแนวชายแดนจะมีองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) คอยสนับสนุนค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังมีปัญหาช่องว่างทางนโยบาย เช่น มีความเข้าใจผิดว่าแรงงานข้ามชาติไม่ต้องเข้าประกันสังคมก็ได้ ทำให้ภาครัฐต้องออกค่าใช้จ่ายและกลายเป็นเรื่องเล่าว่าแรงงานข้ามชาติเป็นภาระ เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่อยากให้เหมารวม

ข่าวลวงสร้างปัญหา ทำให้คนมองคนไม่เท่ากัน อยากให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ ไม่ใช่ว่าโพสต์ที่อัลกอริทึมดัน ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) เยอะเป็นโพสต์ที่เป็นความจริงเสมอไป แล้วจริงๆ คนที่เชื่อข่าวลวงไม่ใช่เขาโง่ บางคนเชื่อข่าวลวงอาจเกิดจากความชาตินิยมหรือไม่เคยรู้จักแรงงานข้ามชาติจริงๆ ก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะแชร์อะไร ขอฝากคำถาม 1.แหล่งข่าวคือใคร? 2.ข้อมูลอัปเดตแค่ไหน? 3.ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้บ้างไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเกลียดชังซ้ำโดยที่เราไม่รู้ตัวอรรวี กล่าว

กิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์ ผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการจาก Thai PBS World กล่าวถึง ประเด็นความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ทั้งในระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจากยุคสงครามครูเสดจนถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่ทำให้ภาพเชิงลบต่อศาสนาอิสลามถูกขยายมากขึ้น และในประเทศไทยที่พบชาวมุสลิมอยู่ร่วมกับสังคมไทยมาช้านาน มีชาวมุสลิมรับราชการในตำแหน่งระดับสูงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนกระทั่งปรากฎการณ์ Islamophobia มาเกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองแต่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับศาสนา ตัวอย่างข่าวลวงที่สร้างความรู้สึกเกลียดกลัวอิสลาม เช่น มีการปล่อยข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ นับถือศาสนาอิสลาม เพราะสนับสนุนชาวมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจย์ หรือข่าวการบังคับให้ทุกโรงเรียนต้องสอนศาสนาอิสลาม ข่าวเรื่องร่างกฎหมายว่าด้วยกิจการฮัจย์จะทำให้ศาสนาอิสลามเข้าควบคุมกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาข่าวลวงนี้ต้องมาจากทั้งคนต่างศาสนิกและชาวมุสลิมเองด้วย

ในมุมของคนต่างศาสนิก ควรส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) ความเข้าใจห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) และต้องสร้างความเข้าใจเรื่องความต่างไม่ใช่กลัวความต่าง   ส่วนชาวมุสลิมต้องเป็นตัวอย่างของมุสลิมที่ดี  แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้านความรุนแรง  เพื่อลดอคติความเกลียดกลัวนี้ลง กิติพัฒน์ กล่าว

ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี โพควา โปรดักชั่น ชวนคิดในประเด็นอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะความเข้าใจว่าวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเกี่ยวข้องกับการเผาป่าซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างมลพิษ แต่ข้อมูลอีกด้านที่คนภายนอกไม่ค่อยรับรู้หรือไม่ค่อยปรากฏผ่านสื่อ  คือคนในชุมชนที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลป่า เช่น การทำแนวกันไฟ การเข้าไปดับไฟป่าซึ่งบางครั้งก็จบลงด้วยความสูญเสียถึงชีวิต  ล่าสุดข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 29 มี.ค. 2569 พบจุดความร้อนในป่าอนุรักษ์ 3,859 จุด แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 2,009 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 1,348 จุด และป่าชุมชนที่คนในพื้นที่ช่วยกันดูแล 164 จุด ซึ่งชี้ว่าการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของชุมชนเข้มข้นมาก

“ความอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์  ทำให้สูญเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหา หรือแม้กระทั่งในการร่วมส่งเสริมร่วมพัฒนาประเทศนี้ หากลองถอดแว่นเก่าแล้วใส่แว่นใหม่ มองความแตกต่างคือพลัง จะเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น” ทินภัทร กล่าว

พลอยรุ้ง สิบพลาง บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM  ตั้งคำถามถึงการเข้าถึงข้อมูลโดยอ้างอิงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในภาคตะวันออกที่ใช้ชีวิตอยู่กับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีข้อมูลว่ามีและเคลื่อนย้ายสารเคมีชนิดใดบ้าง หรือไม่รู้ว่ามีกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาก – น้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเมื่อชุมชนลุกขึ้นมาเก็บข้อมูลกลับถูกภาครัฐปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าหลักฐานจากชุมชนไม่น่าเชื่อถือเมื่อเทียบกับหลักฐานจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทเอกชน 

เราจะเข้าถึงข้อเท็จจริงได้อย่างไรถ้าข้อเท็จจริงจากคนในพื้นที่ไม่นับเป็นข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่เขาก็มีราคาที่ต้องจ่าย สูญเสียวิถีชีวิต สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสียเงินหรือแม้แต่เวลาเพื่อจะมาต่อสู้เรื่องพวกนี้ จริงๆ ท้ายที่สุดแล้วไม่ได้จะบอกว่าอะไรเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง แต่คำถามคือถึงเวลาหรือยังที่เราจะช่วยกันเอาข้อเท็จจริงมาเปิดเผยอย่างมีอิสระ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อที่สุดท้ายแล้วเราจะได้ชวนกันตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงนั้นถูกต้องไหม บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM  กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ข่าวลวงด้านสุขภาพนอกจากอคติส่วนบุคคลแล้วยังเป็นปัญหาเชิงระบบด้วย คือช่องว่างที่ไม่สามารถเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ แม้จะมีระบบหลักประกันสุขภาพ อีกทั้งไม่มีฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้และเข้าถึงสะดวก

เราต้องเดินทาง 2 ชั่วโมงเพื่อไปคุยกับหมอไม่กี่นาที มีคำถามมากมายแต่ไม่สามารถคุยกับหมอได้ จึงต้องคุยกันในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทำให้เกิดการตีความไปต่อเนื่องมากมาย ดังนั้นหากจะค้นหาข้อมูลที่เป็น Open Data ที่หาง่ายๆ เชื่อถือได้จะดีมาก  แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าควรไปหาที่ไหน  อันนี้คือช่องว่างของสังคมไทยที่พบในประเด็นด้านสุขภาพ สุภิญญา กล่าว

คุยกับ‘Noa Horiguchi’ นวัตกรรม ‘Ray’s Blog’เรียนรู้ทักษะตรวจสอบข่าวลวงผ่านเกม

Cofact Live Talk โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ในหัวข้อ “AI Classroom Adventure in Japan” ชวนพุดคุยกับ Noa Horiguchi ซีอีโอของ Classroom Adventure จากประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วย “Ray’s Blog” นวัตกรรมเกมสร้างการรู้เท่าทันสื่อและทักษะการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ เนื่องในโอกาสที่คุณโนอาเดินทางมาร่วมงานวันตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล (International Fact-Checking Day) ที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา 

คุณโนอา อธิบายว่า ปัญหาข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องของความเท็จเชิงเทคนิค แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่การศึกษาแบบเดิมไม่สามารถรับมือได้เพียงลำพังแนวทางการรู้เท่าทันสื่อแบบดั้งเดิมมักเผชิญกับทางตันเมื่อเน้นเพียงการสอนให้สงสัยหรือหยุดคิด โปรแกรม “Ray’s Blog” จึงเข้ามาปฏิรูปกระบวนการนี้ด้วยการสร้างพลังในการจัดการข้อมูลผ่านประสบการณ์จริง

ในยุคที่ปริมาณข้อมูลขยายตัวในอัตราเร่งจนนักตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checkers) ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน การเปลี่ยนบทบาทของปัจเจกให้กลายเป็น ‘เซนเซอร์ตรวจสอบ(Individual as a Sensor)’ คือยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด การมอบทักษะการตรวจสอบเชิงรุกช่วยเปลี่ยนผู้บริโภคที่อ่อนไหวให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง 

นวัตกรรม “Ray’s Blog” มีจุดเด่นสำคัญ 1.เรียนรู้ประสบการณ์ผ่านเกม (Experiential Education & Gamification) การใช้กลยุทธ์เกมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบอนิเมะ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสนุก แต่เพื่อลดกำแพงการเรียนรู้และจำลองสถานการณ์การเผชิญหน้ากับข้อมูลลวงในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

2.มากกว่าทักษะการคิดวิเคราะห์คือการตรวจสอบยืนยัน (Beyond Critical Thinking to Verification Skills) ก้าวข้ามจากความสงสัย(Doubt) ไปสู่ทักษะการตรวจสอบยืนยัน(Verification Skills) ผู้เรียนจะได้รับเครื่องมือและกระบวนการ (Methodology) เพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นเพียงผู้รับข้อมูลที่รอให้คนอื่นมาบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ

และ

 3.กระบวนการเหนือผลลัพธ์ (Process overResult) การให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบมากกว่าผลลัพธ์สุดท้ายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ความจริงมักถูกปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทและเวลา

ในบริบทของสังคมญี่ปุ่น คุณโนอาเล่าถึงลักษณะเฉพาะ เช่น เดิมกำแพงภาษาญี่ปุ่นคือเกราะป้องกันจากอาชญากรรมไซเบอร์ภายนอก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ทำลายกำแพงดังกล่าวลง ชาวญี่ปุ่นจึงเผชิญกับวิกฤติเรื่องการขาดภูมิคุ้มกันต่อการหลอกลวง (Scam) เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยถูกฝึกให้รับมือกับข้อมูลลวงในภาษาของตนเองมาก่อน

นอกจากนั้น วัฒนธรรมการใช้ X (Twitter) โดยไม่ระบุตัวตนจริงและการแสดงออกเรื่องการเมืองเป็นสิ่งต้องห้าม (Taboo) ในพื้นที่สาธารณะ ทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งยากต่อการตรวจสอบจากภายนอก สภาพสังคมที่แบ่งแยกเป็นกลุ่มย่อยขนาดเล็กนับล้านกลุ่ม (Micro-bubbles) แทนที่จะเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ ทำให้การติดตามแนวโน้มและการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Tracking & Targeting) เป็นไปได้ยาก 

และแม้ชาวญี่ปุ่นยังคงเชื่อถือในสำนักข่าวหลักๆ ค่อนข้างสูง แต่ความไว้วางใจนี้อาจเป็นดาบสองคมหากสื่อหลักถูกแทรกซึมด้วยข้อมูลบิดเบือนที่ดูแนบเนียน ขณะที่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Gen Alpha กำลังละทิ้งการค้นหาผ่าน Google Search แบบเดิมที่ต้องวิเคราะห์จากหลายแหล่งข้อมูล ไปสู่การยอมรับคำตอบสำเร็จรูปจาก AI ซึ่งความเสี่ยงคือ “AI มักจะประมวลผลโดยขาดบริบท” และหากข้อมูลต้นทางถูกบิดเบือน AI ก็จะกลายเป็นเครื่องมือขยายผลความเท็จที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคโนโลยี AI ทำให้เกิด ‘ความเท่าเทียมในการสร้างความเท็จ (Democratization of Misinformation)’ การสร้างเว็บไซต์ปลอม ภาพ Deepfake หรือวิดีโอที่แนบเนียนสามารถทำได้ด้วย Prompt เดียว สิ่งนี้จะนำไปสู่การทลายกำแพงความน่าเชื่อถือของเนื้อหาคุณภาพสูงในอนาคตสังคมยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะ Critical Prompting หรือการป้อนคำสั่งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งาน AI จะไม่เป็นการเติมข้อมูลลวงเข้าระบบโดยไม่ตั้งใจและเป็นการเรียกร้องให้มี ‘ความรับผิดชอบของอัลกอริทึม (Algorithmic Accountability)’ จากผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม” 

คุณโนอาฝากข้อคิดถึงการใช้ชีวิตในยุค AI ว่า  1.ใช้เทคโนโลยีช่วยเสริมพลัง (Empowerment) :ใช้ความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการนำหน้าผู้ไม่หวังดี (Staying Ahead) และทำลายความกลัวด้วยความเข้าใจ 2.สร้างเส้นทางตอบโจทย์เฉพาะ (Niche Paths) : ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสร้างเส้นทางใหม่ๆ ในการสื่อสารความจริงที่โครงสร้างสังคมเดิมเข้าไม่ถึง

และ 3.ปัญญาเหนือเครื่องมือ (Wisdom over Tools) : การตระหนักว่าข้อมูลมีความหมายตามบริบท (Context-dependent) ดังเช่นกรณีศึกษาเรื่องชาเขียวมัทฉะ: แม้มัทฉะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องดื่มในปริมาณเท่ากัน ข้อมูลที่ดีสำหรับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับอีกคนหนึ่ง การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของบริบทเฉพาะบุคคล (Contextual Appropriateness) ด้วย

การยืนหยัดบนข้อเท็จจริงในยุค AI ไม่ใช่การปฏิเสธเครื่องมือ แต่คือการใช้ปัญญา(Wisdom) กำกับเทคโนโลยี” 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ภาพรถติดในจีนเมื่อปี 2555 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวเยอรมันทิ้งรถประท้วงรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพชาวเยอรมันจอดรถทิ้งบนถนนหลังจากรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้รัฐบาลต้องลดราคาน้ำมันลงทันที

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพรถติดหนักช่วงวันหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์ในประเทศจีนเมื่อปี 2555

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 2569 เป็นต้นมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายแชร์ภาพรถยนต์จำนวนมากจอดบนถนน ฝังข้อความ “คนเยอรมันเจ๋ง รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันที่ประเทศเยอรมนี ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ผู้คนพากันทิ้งรถไว้ตามถนนซอกซอย แล้วเดินกลับบ้าน รถนับล้านคันจึงถูกจอดทิ้งไว้ รัฐบาลจึงปรับลดราคาน้ำมัน เมื่อประชาชนฉลาด การทุจริตก็มิอาจบรรลุเป้าหมายได้” (ลิงก์บันทึก)

ภาพและข้อความนี้ยังคงถูกแชร์อย่างต่อเนื่อง เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก “Buasorn Phunbuppa” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 5 เม.ย. และถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 300 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพนี้เป็นภาพเหตุการจราจรติดขัดอย่างหนักบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางด่วนเซินเจิ้น-เหอโจวในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนเมื่อปี 2012 (พ.ศ. 2555) ซึ่งเผยแพร่โดยสื่อจีน เช่น China News Service และ People’s Daily รวมทั้งสื่อต่างประเทศอย่าง The Telegraph ของอังกฤษ

โคแฟคยังพบภาพเดียวกันบนเว็บไซต์ซื้อขายภาพ Alamy พร้อมคำบรรยายภาพว่า “ชาวจีนลงจากรถมายืดเส้นยืดสายบนทางด่วนในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง เนื่องจากจราจรติดขัดอย่างหนักในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน ทางการจีนคาดว่ามีประชาชนเดินทางด้วยรถยนต์มากกว่า 85 ล้านคนในวันที่ 30 ก.ย. 2012 ซึ่งเป็นวันแรกของวันหยุดยาว 8 วัน สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าประชาชนแห่กันไปใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้าเพราะรัฐยกเว้นการเก็บค่าผ่านทาง” Alamy ระบุว่าภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2012 และซื้อภาพมาจาก Imaginechina Limited

ขณะที่ The Telegraph ใช้ภาพนี้ประกอบรายงานข่าวที่เผยแพร่เมื่อ 1 ต.ค. 2012 ว่า “รถติดหนักวันแรกของวันหยุดยาวในจีน การงดเก็บค่าผ่านทางทำให้ผู้ใช้รถแห่กันมาใช้ทางด่วนอย่างล้นหลาม ชาวจีนหลายแสนคนจึงต้องเริ่มต้นเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยการติดค้างอยู่บนถนน”

ก่อนหน้านี้ ภาพเดียวกันนี้เคยถูกนำไปสร้างข่าวลวงในอินเดีย โดย The Times of India รายงานเมื่อ 23 พ.ค. 2018 ว่าขณะที่อินเดียกำลังประสบปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคา พบว่ามีประชาชนแชร์ภาพรถติดอย่างหนักบนทางด่วนพร้อมคำบรรยายว่า “ชาวเยอรมันประท้วงรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันด้วยการจอดรถทิ้งไว้แล้วเดินกลับบ้าน ทำให้รัฐบาลต้องประกาศลดราคาน้ำมันทันที เมื่้อประชาชนฉลาด พวกคนทุจริตก็โกงไม่ได้” ซึ่งเป็นเนื้อหาเท็จเพราะภาพนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อปี 2012 ไม่ใช่ในเยอรมนี

ภาพรถติดและคำบรรยายเท็จว่าเป็นภาพชาวเยอรมันจอดรถประท้วงรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในอินเดียเมื่อปี 2018

คลิปเต็นท์ผู้ลี้ภัยในฉนวนกาซาถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุฝนตกน้ำท่วมในอิสราเอลซ้ำเติมภาวะสงคราม

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปฝนตกน้ำท่วมในอิสราเอลท่ามกลางสงคราม 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุการณ์ฝนตกน้ำท่วมในฉนวนกาซา เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “มานิดา ห่มขวา” โพสต์คลิปวิดีโอเต็นท์พักพิงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอาคารที่ได้รับความเสียหายท่ามกลางสายฝน ฝังข้อความ “ฝนก็ตกสงครามก็มี น้ำก็ท่วมอิสราเอล” ติดแฮชแท็ก “ตะวันออกกลางมีฝนตกน้ำท่วมหนัก” คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 80,000 ครั้ง ณ วันที่ 6 เม.ย. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพในคลิปเป็นเต็นท์พักพิงของผู้พลัดถิ่นในฉนวนกาซา ซึ่งเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 สื่อท้องถิ่นในปาเลสไตน์ เช่น amen24fm, Dooz Tulkarm دوز طولكرم และ Ma’an News Agency ได้เผยแพร่คลิปที่ถ่ายจากสถานที่เดียวกันและคาดว่าถ่ายในเวลาใกล้เคียงกันโดยบรรยายว่าฝนที่ตกหนักในฉนวนกาซาส่งผลกระทบต่อผู้พลัดถิ่นที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเต็นท์พักพิง

สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น Al Jazeera และ CNN รวมถึงองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และยูนิเซฟรายงานว่าสภาพอากาศหนาวจัดประกอบกับพายุฝนฟ้าคะนองและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นช่วงเดือน ธ.ค. 2568 ทำให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาซึ่งรวมถึงเด็ก ๆ ที่เป็นผู้พลัดถิ่นจากภัยสงครามและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสและเสียชีวิตจำนวนมาก

ลดความร้อนโทรศัพท์มือถือด้วยแผ่นเจลลดไข้ เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง นักวิชาการเตือนเสี่ยงทำให้เครื่องเสียหาย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ใช้แผ่นเจลลดไข้แปะโทรศัพท์มือถือเพื่อลดความร้อน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องและไม่ควรทำเพราะอาจทำให้โทรศัพท์และแบตเตอรีเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือชำรุดเสียหาย** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 เม.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “Extreme IT กลุ่มสำหรับคนรักการแต่งคอมพิวเตอร์” โพสต์ภาพผู้ใช้โทรศัพท์มือถือนำแผ่นเจลลดไข้มาแปะด้านหลังของตัวเครื่องขณะที่โทรศัพท์ขึ้นสัญญาณแจ้งเตือนตวามร้อนสูง ทำให้เข้าใจว่าการนำแผ่นเจลลดไข้มาแปะด้านหลังโทรศัพท์มือถือเป็นวิธีที่ช่วยลดความร้อนของเครื่อง โพสต์นี้ถูกแชร์ไปเกือบ 500 ครั้ง ณ วันที่ 4 เม.ย. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่า การลดความร้อนของโทรศัพท์มือถือด้วยแผ่นเจลลดไข้เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องและอาจทำให้อุปกรณ์เสื่อมเร็วหรือเสียหายได้

ดร.สุพรรณอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่โทรศัพท์มือถือขึ้นคำเตือนอุณหภูมิสูงเป็นกลไกป้องกันของระบบ (thermal protection)ที่ออกแบบมาเพื่อลดการทำงานของเครื่อง (thermal throttling) และป้องกันความเสียหายของแบตเตอรี (Lithium-ion), ชิปประมวลผล (SoC), หน้าจอ และวงจรภายใน

การแปะแผ่นเจลที่พื้นผิวด้านนอกของโทรศัพท์ไม่ได้ช่วยลดความร้อนจากแหล่งกำเนิดภายในอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังอาจทำให้อุปกรณ์เสื่อมเร็วหรือเสียหายจากหลายปัจจัย เช่น

  1. ความชื้น (Condensation): การทำให้ผิวเครื่องเย็นเร็วในสภาพอากาศร้อนชื้น อาจทำให้เกิดไอน้ำควบแน่น และมีโอกาสที่ความชื้นจะซึมเข้าเครื่อง
  2. ความเค้นจากอุณหภูมิ (Thermal Stress): การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว อาจกระทบความทนทานของวัสดุ เช่น รอยบัดกรีและแผงวงจร ในระยะยาว
  3. ผลต่อแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ Lithium-ion ทำงานได้ดีที่สุดในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเร็วเกินไปอาจเร่งการเสื่อมของแบตเตอรี่ (เช่น ความจุลดลงเร็วขึ้น)
  4.  สารเคมีจากเจล: แผ่นเจลไม่ได้ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากรั่วอาจทำให้พื้นผิวหรือซีลของเครื่องเสียหาย
  5. ไม่แก้ที่ต้นเหตุ: การทำให้เย็นเฉพาะผิวภายนอก ไม่ได้ช่วยลดความร้อนจากแหล่งกำเนิดภายในอย่างมีประสิทธิภาพ 
  6. ประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่แย่ลง: แผ่นเจลลดไข้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับผิวหนังมนุษย์ เมื่อแปะไปสักพักแผ่นเจลจะดูดความร้อนจนตัวมันเองอุ่นขึ้น และจะกลายเป็น “ฉนวนกักความร้อน” แทน ทำให้อากาศไม่สามารถไหลผ่านฝาหลังเพื่อระบายความร้อนตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้ความร้อนสะสมอยู่ภายในเครื่องนานกว่าเดิม

“โดยสรุป อุปกรณ์ถูกออกแบบให้ลดอุณหภูมิอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านการควบคุมการทำงานและการระบายความร้อนตามธรรมชาติ การเร่งให้เย็นเร็ว แม้อาจเห็นผลทันที แต่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายสะสมในระยะยาว” ดร.สุพรรณกล่าว

หากโทรศัพท์มือถือมีอุณหภูมิสูง สิ่งที่ควรทำคือ

  • ลดหรือหยุดใช้งาน เช่น เกม กล้อง hotspot
  • ถอดเคสเพื่อลดการกักความร้อน
  • วางในที่อากาศถ่ายเทและหลีกเลี่ยงแดด
  • ไม่ควรใช้วิธีการลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็วด้วยการใช้แผ่นเจลลดไข้ น้ำ น้ำแข็ง หรือแช่ตู้เย็น

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 4 เมษายน 2569

รพ.พระมงกุฎเกล้า ฝังชิปสั่งการลงสมองคนไข้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ejbqqmfrpa7l


คลิปชาวอเมริกันประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/jl7vzyfg6jxg


ซอสหอยนางรม’บริโภคแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26obqouhs1fa7


ภาพทหารไทยถอนกำลังจากชายแดนไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1maof6a76ntvo


ไอเวอร์เมกติน ช่วยรักษามะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2pve8v9bffbze


เกาหลีใต้มีโครงการนำร่องสนับสนุนผ้าอนามัยฟรีตามที่สาธารณะ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kfqao4rq98w6


NASA เผยภาพโลกของเราใหม่ล่าสุด จากมุมมองของนักบินอวกาศบนยาน Orion ในภารกิจ Artemis 2

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/19gh2vvb205ei


KEX-Flash-J&T แท็กทีมขึ้นราคาขนส่ง 3 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3nxv61m8vai0c


พม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมถึงอินโดนีเซีย เตรียมแผนในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ct458hxzf8d9


ค่าปรับจราจรอัตราใหม่ เริ่มบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kxn0l1givyvm


 ไมโครพลาสติก ทำให้เป็นโรคมะเร็งได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3onflkdy7lwlr

คลิปอิสราเอลระเบิดสะพานในเลบานอนถูกนำมาอ้างเท็จว่า “อิหร่านทิ้งระเบิดทำลายอิสราเอล”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “อิหร่านทิ้งระเบิดโจมตีอิสราเอล”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปอิสราเอลโจมตีเลบานอน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mrwichin Nilapha” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุระเบิดสะพานแห่งหนึ่ง ฝังข้อความว่า “วินาทีที่อิหร่านโจมตี อิหร่านทิ้งระเบิดทำลายอิสราเอล” และย้ำในคำบรรยายว่าคลิปนี้เป็นภาพอิหร่านทิ้งระเบิดทำลายสะพานเพื่อตัดเสบียง คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 1.2 แสนครั้งและแชร์เกือบ 100 ครั้ง ณ วันที่ 3 เม.ย. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่กองทัพอิสราเอลทิ้งระเบิดสะพาน Qasmiyeh ทางภาคใต้ของเลบานอนเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2569 ซึ่งเผยแพร่โดยสื่อหลายสำนัก เช่น รอยเตอร์ส, SBS ของออสเตรเลีย, TRT World ของตุรกี และ Al Mayadeen News ของเลบานอน

รอยเตอร์สรายงานว่าอิสราเอลระเบิดทำลายสะพานหลักในภาคใต้ของเลบานอนหลังจากกองทัพมีคำสั่งให้ทำลายสะพานข้ามแม่น้ำลิตานีทุกแห่งและรุกคืบทำลายบ้านเรือนตามแนวชายแดน อิสราเอลยกระดับการโจมตีเลบานอนตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. เป็นต้นมาเพื่อตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทั้งนี้ การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การสหประชาชาติได้วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนซึ่งทำให้ผู้คนนับล้านไร้ที่อยู่

โคแฟคเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “เมื่อข่าวลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก” รับมือวิกฤตข้อมูลบิดเบือนและภัย AI ในวันตรวจสอบข่าวลวงโลก

รายการพิเศษ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว” เนื่องในโอกาส วันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact-Checking Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 2 เมษายนของทุกปี เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงภัยเงียบจากข้อมูลเท็จที่กำลังทวีความรุนแรงจนกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ของมวลมนุษยชาติ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยถึงความเป็นมาของวันสำคัญนี้ว่า มีจุดเริ่มต้นจากการที่ชุมชนโลกต้องการสร้างจุดสมดุลหลังวัน “April Fool’s Day” หรือวันโกหกโลก 1 เมษายนโดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนเป็นวันแห่งการระลึกถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งในปัจจุบันสภาพปัญหานั้นเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่เป็นเพียงการล้อเล่นกันขำๆ ได้กลายเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถผลิตสื่อเองได้ จนเกิดสภาวะ “Infodemic” หรือการระบาดของข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน

สำหรับประเด็นหลักในปี 2569 นี้ คุณสุภิญญาเน้นย้ำถึงธีมงาน “When Misinformation Becomes a Global Risk” หรือเมื่อข่าวลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก ซึ่งข้อมูลนี้อ้างอิงจากรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ระบุว่า ปัญหาข้อมูลบิดเบือนที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการทำDeepfake กลายเป็นความเสี่ยงอันดับ 2ของโลกในช่วง 2 ปีนี้ และจะยังคงติดอันดับ Top 10 ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยปัญหาเหล่านี้มักผูกติดกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเมือง และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่สร้างความเกลียดชังในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ด้านกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) จะมีการรวมตัวของภาคีเครือข่ายครั้งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. และคุณวาเนสซ่า สไตน์เมทซ์ จากมูลนิธิฟรีดริช นาวมัน (FNF) ร่วมเปิดงาน ไฮไลท์สำคัญคือการปาฐกถาจากวิทยากรระดับโลกอย่างคุณอีธาน ตู้ (Ethan Tu) ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์การรับมือกับข่าวลวงในไต้หวันด้วยแนวคิด “Responsible AI” และ “High Tech + Trust” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมท่ามกลางวิกฤตข้อมูล นอกจากนี้ยังมีคุณโนอา (Noa) คนรุ่นใหม่จาก Classroom Adventure ประเทศญี่ปุ่น ที่จะนำเสนอการใช้ Soft Power และเกมอนิเมะ “Red Box” มาเป็นเครื่องมือสอนเด็กและเยาวชนให้เท่าทัน AI

นอกจากมิติทางเทคโนโลยีแล้ว รายการยังได้นำเสนอความหลากหลายของกิจกรรม อาทิ การประกาศความร่วมมือกับคณบดีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศเพื่อสร้าง “วัคซีนไซเบอร์”ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงผู้สูงอายุ การจัด Lightning Talk ที่หยิบยกประเด็นความเชื่อผิดๆ ในสังคมไทยมาตีแผ่ ทั้งอคติต่อแรงงานข้ามชาติมายาคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์เรื่องฝุ่น PM 2.5 ไปจนถึงข้อมูลสุขภาพที่น่ากังวล เช่น ความเข้าใจผิดเรื่องยาลดไขมันและการรักษามะเร็งด้วยวิธีที่ไม่ได้มาตรฐาน

ในช่วงท้าย คุณพลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค และคุณสุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ ได้เชิญชวนประชาชนร่วมงานดังกล่าวเพื่อรับชมการสรุปบทเรียนจากแฟคเช็กเกอร์ ที่ร่วมกันตรวจสอบข่าวใหญ่รอบปี พร้อมร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากวงดนตรี“แมวเศษเล็บ”และการแสดงหมอลำชุด “อย่าฟ้าวเชื่อ อย่าฟ้าวแชร์” ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้คนไทย “ตั้งสติและเช็กก่อนเชื่อ” เพราะในวันนี้ข่าวลวงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่นๆ แต่เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้คนสูญเสียทรัพย์สินหรือกระทบต่อความมั่นคงของชีวิตได้ทุกเมื่อ ผู้สนใจสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางเพจ Thai PBS และ COFACT ในวันที่ 2 เมษายน 2569 นี้

ค่าปรับจราจรปัจจุบันมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 ไม่ใช่อัตราค่าปรับใหม่ที่เริ่มใช้ 1 เม.ย. 2569

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ค่าปรับจราจรอัตราใหม่ เริ่มบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ค่าปรับจราจรปัจจุบันเป็นอัตราที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 ไม่ใช่อัตราใหม่ที่เพิ่งเริ่มบังคับใช้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 มี.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนบางสำนักแชร์ภาพและข้อความว่าวันที่ 1 เม.ย. 2569 กฎหมายจราจรฉบับใหม่ที่ขึ้นอัตราค่าปรับจราจรจะมีผลบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569 พร้อมกับให้รายละเอียดอัตราค่าปรับ เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนดปรับสูงสุด 4,000 บาท จากเดิม 1,000 บาท ขับรถย้อนศรปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท จากเดิม 500 บาท เป็นต้น (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบรายงานข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับอัตราค่าปรับจราจรที่เผยแพร่โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าอัตราค่าปรับจราจรที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับแก้ไขล่าสุด ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2565 ไม่ใช่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (1 เม.ย. 2569) ตามที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียกล่าวอ้าง

สำหรับรายละเอียดอัตราค่าปรับจราจรในปัจจุบันตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2565 มีดังนี้

  • ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 67 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท
  • ฝ่าไฟแดง (มาตรา 22 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่โดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริม (มาตรา 43 (9) ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ขับรถย้อนศร (มาตรา 41 ประกอบมาตรา 148) อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่สวมหมวกนิรภัย (มาตรา 122 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย (มาตรา 123 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • เมาแล้วขับ (มาตรา 43 (2) ประกอบมาตรา 160 ตรี): อัตราโทษเดิม จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกฎหมายปี 2565 ไม่ได้มีการแก้ไขในส่วนของอัตราโทษเบื้องต้น แต่แก้ไขในส่วนของการเพิ่มโทษกรณีทำผิดซ้ำภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้กระทำผิดครั้งแรก จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
  • ขับรถประมาท (มาตรา 43 (4) ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ปรับไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย (มาตรา 43 (8) ประกอบมาตรา 160): อัตราโทษเดิม จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, อัตราใหม่ปี 2565 (มาตรา 158/1) จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับความผิดฐานไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย มีฐานความผิดและอัตราโทษแตกต่างกัน ดังนี้

  • จอดรถทับทางม้าลาย (มาตรา 57 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่ลดความเร็วเมื่อเข้าใกล้ทางม้าลาย (มาตรา 70 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ขับแซงในระยะ 30 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย (มาตรา 46 ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 

ความผิดฐานไม่พกใบขับขี่มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย 2 ฉบับ ดังนี้

  • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 (มาตรา 31/1 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิม ไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 (มาตรา 42 ประกอบมาตรา 60) อัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง 

  

อ้างอิง

“น้ำมันที่เข้าลาวทั้งหมดส่งไปเขมร” เป็นข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง ไม่สอดคล้องกับข้อมูลทางการลาว-ไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไพศาล พืชมงคลระบุว่าลาวไม่ขาดแคลนน้ำมันเพราะซื้อจากจีน และน้ำมันที่ไทยส่งออกไปลาวทั้งหมดถูกส่งต่อไปกัมพูชา  

📌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: เป็นการสรุปของผู้พูดโดยไม่มีข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และไม่สอดคล้องกับข้อมูลของทางการลาวที่ระบุว่านำเข้าน้ำมันจากไทยร้อยละ 97 และนำเข้าจากจีนไม่ร้อยละ 0.3

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” โพสต์คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ ไพศาล พืชมงคล นักวิเคราะห์การเมือง ฝังข้อความ “ประเทศลาวใช้ น้ำมันจากจีน น้ำมันที่เข้าลาว ทั้งหมดส่งไปเขมร” (ลิงก์บันทึก)

ไพศาลระบุว่าลาวไม่ขาดแคลนน้ำมันและไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันจากไทยเนื่องจากมีความสัมพันธ์อันดีกับจีน จึงซื้อน้ำมันจาก Sinopec  บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของจีนได้ในราคาถูก ดังนั้นการส่งออกน้ำมันจากไทยทั้งหมดคือการส่งไปกัมพูชา

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้เป็นคำพูดของไพศาลในรายการ “รู้ทันการเมืองไทย” ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “13Siamthai TVHD” เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 โดยอ้างว่าได้ข้อมูลจาก “ชาวลาวและชาวไทยในลาว”  

โคแฟคพบว่าคำพูดของไพศาลไม่สอดคล้องกับข้อมูลของทางการลาวและไทย รวมทั้งรายงานของสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ จากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงของลาวพบข้อมูลดังนี้

▪️The Laotian Times สำนักข่าวใน สปป.ลาว รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ว่าประชาชนยังคงประสบปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการทำสัญญาซื้อน้ำมันจากเวียดนาม 50 ล้านลิตรเมื่อวันที่ 21 มี.ค. และทำข้อตกลงซื้อน้ำมันดีเซลอีก 14 ล้านลิตรจากบริษัทน้ำมันในต่างประเทศซึ่งทางการลาวยังไม่เปิดเผยชื่อ แต่ยืนยันว่าจะมีน้ำมันเข้ามาไม่เกินกลางเดือน เม.ย. 2569 

สื่อลาวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมการค้าระหว่างประเทศของ สปป.ลาวว่าในปี 2568 ลาวน้ำเข้าน้ำมันจากไทยมากเป็นอันดับ 1 และเป็นสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 97.1 รองลงมาคือเวียดนาม สิงคโปร์และจีนที่ร้อยละ 1.26, 1.24 และ 0.32 ตามลำดับ

ทั้งนี้ Laotian Times เคยรายงานเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้วว่ารัฐบาลลาวลงนามในสัญญาซื้อน้ำมันจากบริษัท Sinopec Hong Kong ของจีนเมื่อเดือน พ.ค. 2566 และพิธีส่งมอบน้ำมันล็อตแรกในเดือนต่อมา

▪️Channel News Asia ของสิงคโปร์รายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ว่า สปป.ลาว นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดจากไทย แต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 ไทยระงับการส่งออกน้ำมันส่งผลให้ชาวลาวแห่กันไปซื้อน้ำมันจนปั๊มน้ำมันในกรุงเวียงจันทน์ไม่มีให้บริการในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม้ต่อมาไทยจะกลับมาส่งน้ำมันให้ลาวอีกครั้ง แต่พบว่าปั๊มน้ำมันยังมีประชาชนมาต่อแถวเติมยาวเหยียดและน้ำมันยังถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ทางการลาวจึงต้องสั่งห้ามซื้อขายน้ำมันที่เข้าข่ายกักตุน เช่น การเติมใส่แกลลอน  

▪️กลางเดือน มี.ค. 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กและรอยเตอร์สรายงานตรงกันว่าบรรดาบริษัทน้ำมันในจีนมีแผนลดกำลังผลิตลง  และบริษัท Sinopec มีแผนลดกำลังการผลิตลงร้อยละ 10 รอยเตอร์สระบุว่าทางการจีนเรียกร้องให้โรงกลั่นระงับการลงนามในสัญญาใหม่เพื่อส่งออกเชื้อเพลิง และพยายามยกเลิกการจัดส่งที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

สำหรับประเด็นที่ไพศาลอ้างว่า “น้ำมันที่เข้าลาวทั้งหมดส่งไปเขมร” นั้น ก่อนหน้านี้ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกชี้แจงเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569 ว่ามาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ผ่านจุดผ่านแดนถาวรตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี ยังคงมาตรฐานการตรวจสอบและควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงทางการ สปป.ลาว อย่างเข้มงวด “ที่ผ่านมายังไม่พบการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา”

“ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา 1 เม.ย.” เป็นเนื้อหาเท็จ กระทรวงพลังงานยืนยันตรึงราคาถึงสิ้นเดือน พ.ค. 2569

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ก๊าซหุงต้มเตรียมปรับราคาขึ้น 1 เม.ย. 2569 ถัง 15 กก. ขึ้นราคาอีก 25 บาท

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 กระทรวงพลังงานระบุว่าจะตรึงราคาเดิมไปจนถึงเดือน พ.ค. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 มี.ค. 2569 มีผู้แจ้งเข้ามาในเว็บบอร์ดของโคแฟค cofact.org ให้ตรวจสอบข้อความอ้างว่าราคาก๊าซหุงต้มจะขึ้นราคาในวันที่ 1 เม.ย. ซึ่งเผยแพร่ทั้งในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ Threads ระหว่างวันที่ 29-30 มี.ค. ระบุว่า “ด่วน! แก๊สหุงต้มเตรียมปรับราคาขึ้น 1 เม.ย. นี้ โดยคาดว่าขนาดถัง 15 กก. เพิ่มอีก 25 บาท/ถัง ทั้งนี้เนื่องจากหมดเวลาตรึงราคาเดิม ถึงสิ้นเดือนนี้ ตามมติกระทรวงพลังงาน”

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 9 มี.ค. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานจากผลกระทบของการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ประชุมมีมติให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปอีก 2 เดือนคือเดือน เม.ย.-พ.ค. 2569 

โคแฟคสอบถามกระทรวงพลังงานและได้รับคำยืนยันเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่ารัฐบาลยังคงตรึงราคาก๊าซหุงต้มไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. ตามมติการประชุมเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ราคาก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก. อยู่ที่ 423 บาท

คลิปประท้วงกรณี จนท. สังหารหญิงอเมริกัน ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมต่อต้านสงครามกับอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอเมริกันประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปประท้วงการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ในเมืองมินนีแอโพลิส สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2569 ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในตะวันออกกลาง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ดอน ปราวิน” โพสต์คลิปวิดีโอการเดินขบวนประท้วง และภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ฝังข้อความ “ประชาชนชาวสหรัฐเริ่มทนทรัมป์ไม่ไหวแล้ว” และมีข้อความและเสียงบรรยายว่า ประชาชนชาวสหรัฐเดือด ออกมาประท้วงไม่ต้องการสงคราม ซึ่ง ณ วันที่ 30 มี.ค. คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 6 หมื่นครั้งและแชร์เกือบ 700 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “Johnnypalmadessa” ซึ่งระบุว่าเป็นผู้สื่อข่าวอิสระในสหรัฐฯ มีผู้ติดตามกว่า 8 แสนบัญชี เผยแพร่คลิปนี้เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2569 ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ประชาชนหลายพันคนรวมตัวประท้วง ICE ในมินนีแอโพลิส”  

สื่อหลายสำนักได้เผยแพร่ภาพข่าวที่ถ่ายในเหตุการณ์และสถานที่เดียวกันกับในคลิปดังกล่าว เช่น MinnPost สำนักข่าวท้องถิ่นในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐฯ และ BTNews สื่อทางเลือกในนิวยอร์ก โดยรายงานข่าวระบุตรงกันว่าเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ประชาชนในเมืองมินนีแอโพลิส เดินขบวนประท้วงการทำงานของ ICE หลังเกิดกรณีเรเน กู๊ด (Renee Good) หญิงชาวอเมริกันถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากนโยบายกวาดล้างผู้อพยพและบุคคลลักลอบเข้าเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ 

โคแฟคยังพบคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากอีกมุมหนึ่งของการประท้วงเผยแพร่โดยช่องยูทูบ “BG On The Scene” เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ซึ่งเห็นป้ายประท้วงขับไล่ ICE แบบเดียวกับในคลิปที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการประท้วงต่อต้านสงคราม

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลทรัมป์ขนาดใหญ่ในหลายเมืองของสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านสงครามอิหร่านและการดำเนินนโยบายแบบรวบอำนาจของทรัมป์ แต่ภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ดอน ปราวิน” นำมาเผยแพร่ไม่ใช่ภาพการประท้วงเมื่อวันที่ 28 มี.ค.