“ครม. อนุมัติงบประมาณซื้อประกันภัยพิบัติ ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 70” เป็นข้อมูลจริง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลจัดงบทำประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 30 ล้านครัวเรือน เริ่ม 1 ต.ค. 2569

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** เป็นมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28 ก.ย. 2569 มีประชาชนส่งข้อความเกี่ยวกับ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ให้โคแฟคตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่

ข้อความระบุว่า “ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69 คนไทย 30 ล้านหลังคาเรือน มีประกันภัยพิบัติคุ้มครองอัตโนมัติ ไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องจ่ายเบี้ย รัฐบาลจัดการให้หมด โดยงบรวม 15,500 ล้านบาท เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69 – 1 ต.ค. 70 คุ้มครอง 3 ภัยหลัก น้ำท่วม วาตภัย- พายุ และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นค่าซ่อมบ้าน สูงสุด 100,000 บาท/หลัง/ภัย น้ำท่วม: ได้ทันที 10,000 บาท + เพิ่มได้อีกถึง 90,000 บาท วาตภัย/แผ่นดินไหว: ได้ทันที 5,000 บาท + เพิ่มได้อีกถึง 95,000 บาท กรณีเสียชีวิตจาก 3 ภัยนี้ รับ 2,000,000 บาท/คน โดยอ้างรายงานข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์”

โคแฟคพบว่าเนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียหลายบัญชีทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ X ในช่วงวันที่ 26-28 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ และหลายจังหวัดเผชิญปัญหาน้ำท่วม

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อมูลดังกล่าวตรงกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ซึ่งมีมติอนุมัติงบประมาณ 15.5 ล้านบาท ซื้อประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ 3 ประเภท คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 – 1 ต.ค. 2570

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า ครม. อนุมัติ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

▪️งบประมาณซื้อประกันภัยนี้แบ่งเป็น กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม (อัตราเบี้ยประกันภัย 15 ล้านบาท) และกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม (อัตราเบี้ยประกันภัย 500 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัยและแผ่นดินไหว มีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 – 1 ต.ค. 2570

▪️กรมธรรม์ประกันภัยนี้ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 ก.ย. 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว วงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน

▪️เงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งตามประเภทของภัย ดังนี้ (1) อุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง (2) วาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง (3) กรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จำนวน 2,000,000 บาทต่อคน

โพสต์เฟซบุ๊กให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับจังหวัดที่รัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 28-29 ก.ย.

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง ครม. มีมติประกาศให้วันที่ 28-29 ก.ย. 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ ระบุ “ให้ข้าราชการพื้นที่ กรุงเทพ-นนทบุรี-สมุทรปราการ WFH”

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่ข้อมูลไม่ครบถ้วน** รัฐบาลกำหนดให้วันที่ 28-29 ก.ย. 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ก.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก กลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ศูนย์ข่าวเตือนภัย ช่วยกันแจ้งเหตุ’ โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “ครม. มีมติประกาศให้วันที่ 28-29 กันยายน 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ ให้ข้าราชการพื้นที่ กรุงเทพ-นนทบุรี-สมุทรปราการ WFH (ทำงานที่บ้าน)” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลวันที่ 27 ก.ย. 2569 เวลา 17.10 น. ระบุว่าจังหวัดที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษมีทั้งหมด 4 จังหวัดซึ่งรวมจังหวัดปทุมธานีด้วย

สรุปสาระสำคัญของประกาศวันหยุดราชการกรณีพิเศษได้ดังนี้ 

▪️รัฐบาลกำหนดให้วันจันทร์ที่ 28 และวันอังคารที่ 29 ก.ย. 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เนื่องจากฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง 

▪️หน่วยงานรัฐยังคงต้องเปิดให้บริการประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ตามปกติ

▪️หน่วยงานที่ต้องให้บริการประชาชนหรือมีราชการสำคัญซึ่งหากยกเลิกหรือเลื่อนจะทำให้เกิดความเสียหาย ให้หัวหน้าหน่วยงานพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร

▪️รัฐวิสาหกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน ภาคเอกชน โรงพยาบาล ให้พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสม 

▪️ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการตามปกติ

โพสต์เฟซบุ๊กให้ข้อมูลไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ 10 จังหวัดพื้นที่สีแดง ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กรมอุตุฯ ประกาศ 10 จังหวัดพื้นที่สีแดง รับฝนถล่มหนักสุด วันที่ 27 ก.ย. 2569 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเป็นจริงบางส่วน** กรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศจริง แต่ภาพแผนที่ประกอบระบุจังหวัดพื้นที่สีแดงไม่ถูกต้อง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ก.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘แจ้งข่าวปทุมธานี’ โพสต์ภาพพื้นที่น้ำท่วมและข้อความว่า “ด่วน! แย่แล้ว! อุตุฯ ประกาศฉบับที่ 14 10 จว. พื้นที่สีแดง รับมือฝนถล่มหนักสุดวันนี้” มุมหนึ่งของภาพมีแผนที่ประเทศไทยแสดงจังหวัดพื้นที่สีเหลือง ส้มและแดง ตามระดับความรุนแรงของฝนตกหนัก พร้อมแนบลิงก์ข่าว (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันนี้ (27 ก.ย. 2569) เวลา 05.00 น. กรมอุตุฯ ออกประกาศฉบับที่ 14 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยระบุ 10 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก (พื้นที่สีแดง) ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก จันทบุรี และตราด  

แม้ข้อความและลิงก์ในโพสต์ดังกล่าวจะตรงกับประกาศกรมอุตุฯ ฉบับที่ 14 แต่แผนที่แสดงจังหวัดพื้นที่สีแดงนั้นไม่ถูกต้อง กล่าวคือแผนที่ในโพสต์แสดงพื้นที่จังหวัดสีแดงอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคใต้ แต่ตามประกาศกรมอุตุฯ จังหวัดพื้นที่สีแดง 10 จังหวัดอยู่ในภาคเหนือตอนล่าง (ตาก, กำแพงเพชร, นครสวรรค์) ภาคกลาง (อุทัยธานี, สุพรรณบุรี, นครนายก) ภาคตะวันตก (ราชบุรี,กาญจนบุรี) และภาคตะวันออก (จันทบุรี, ตราด) 

แผนที่ดังกล่าวจึงอาจสร้างความสับสนในช่วงสถานการณ์อ่อนไหวและมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

คลิปไฟฟ้ารั่วบนถนนที่มีน้ำท่วมขัง เป็นเหตุการณ์ในเวียดนามเมื่อปี 67 ไม่ใช่เหตุการณ์ในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปไฟรั่วบนถนนที่ถูกน้ำท่วมในภูเก็ต มีเสียงกรีดร้องว่า “ช่วยด้วย” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** เป็นคลิปเหตุการณ์ในเวียดนามเมื่อเดือน ต.ค. 2567 นำมาตัดต่อใส่เสียงร้องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ก.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวสด แจ้งข่าว ทันเหตุการณ์’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 27 วินาที เป็นภาพน้ำท่วมถนนและมีประกายไฟจากสายไฟฟ้าช็อตในน้ำ มีเสียงกรีดร้องว่า “ช่วยด้วย” พร้อมบรรยายว่า “อันตราย” 

ผู้โพสต์ไม่ได้บอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไหนและเวลาใด คลิปนี้มียอดเข้าชมเกือบ 7,000 ครั้งและถูกแชร์แล้วมากกว่า 100 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

คลิปเดียวกันนี้ยังเคยถูกโพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก ‘SBC-Insurance.live’ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2568 อ้างว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน จ.ภูเก็ต (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2567 ถูกเผยแพร่ในสื่อเวียดนามหลายสำนัก เช่น  kenh14.vn, cafef.vn และ Đọc Nhanh Online โดยรายงานว่าเหตุไฟฟ้ารั่วนี้เกิดขึ้นบนถนนในเมือง Cần Thơ จากฝนตกหนัก ลมแรงและฟ้าผ่าทำให้สายไฟฟ้าขาดร่วงลงไปในน้ำที่ท่วมอยู่บนถนนและเกิดประกายไฟขึ้น

ส่วนเสียงตะโกน “ช่วยด้วย” ในคลิป โคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าคล้ายเสียงของหญิงซึ่งเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ในชื่อ “ป้ารัตนา” ที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางโดยผู้ใช้ติ๊กตอกชาวไทยและนำมาใช้เป็นเสียงประกอบคลิปวิดีโอเพื่อความบันเทิงมานานหลายปี ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมหรือเหตุภัยพิบัติใดทั้งสิ้น

คลิปนี้ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำในวันที่เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศและมีน้ำท่วมขังบนถนนหลายสาย ทำให้มีโอกาสเกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นในไทย

ก่อนหน้านี้ช่วงเดือน ม.ค. 2568 คลิปเดียวกันนี้ถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ซึ่งเว็บไซต์ Newschecker องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในอินเดียได้ตรวจสอบที่มาของคลิปและพบว่าเป็นคลิปที่โพสต์โดยผู้ใช้ติ๊กตอกรายหนึ่งเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2567 พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาเวียดนามว่าเหตุเกิดที่ถนน Nguyen Van Linh ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมือง Cần Thơ ในเวียดนาม ซึ่ง Newschecker ตรวจสอบด้วย Google Street View และสามารถยืนยันได้ว่าจุดที่เกิดเหตุเป็นถนน Nguyen Van Linh ในเวียดนามจริง

มอง 1 ปี หลัง ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ มีกฎหมายรับรอง ‘สถานะบุคคล’ ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่รอแก้

 Zhang Taehun

ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งหากดูเส้นทางของกฎหมายฉบับนี้ตามรายงานของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ต้องบอกว่ากฎหมายฉบับนี้มีความเป็นมายาวนาน–นับตั้งแต่ปี 2553 ที่รัฐบาลไทยยอมรับการมีอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการ ผ่านการออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง ‘แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล’ และ ‘แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง’ วันที่ 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553 ตามลำดับ

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การกำหนดหลักพื้นฐานแห่งสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ คุ้มครองสิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการสืบทอดวัฒนธรรม สิทธิในการจัดการศึกษา สิทธิในที่ดินและทรัพยากร สิทธิในการดำเนินวิถีชีวิตและพัฒนาตนเอง สิทธิในการมีส่วนร่วม และสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและบริการของรัฐ กับ 2.กลไกการขับเคลื่อนการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านกลไกเชิงนโยบาย กลไกการมีส่วนร่วม กลไกวิชาการ และกลไกเชิงพื้นที่

แต่ถึงจะมีกฎหมายแล้ว สิ่งที่ต้องตามกันต่อไปคือกฎหมายจะช่วยแก้ปัญหาสิทธิด้านต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะ ‘สิทธิด้านสถานะบุคคล’ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิทธิด้านอื่น ๆ ที่จะตามมาภายหลังหากได้รับการรับรอง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งถิ่นที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ การเดินทาง การศึกษา การรักษาพยาบาล

กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองร่วมเฉลิมฉลอง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์
ที่มา: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

‘สถานะบุคคล’ ปัญหาตกค้างที่รอการแก้ไข

ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดคือ มติ ครม. วันที่ 29 ต.ค. 2567 โดยในเวลานั้นมีรายงานกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้าไทย และบุตรของคนกลุ่มนี้รวม 483,626 คน ตามด้วยมติ ครม. วันที่ 30 มิ.ย. 2569 ขยายการดำเนินการออกไปถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2570 เนื่องจากดำเนินกระบวนการคัดกรองไปได้เพียง 140,470 คน หรือร้อยละ 29.05

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ชี้แจงว่า เหตุที่ต้องขยายเวลาเพราะการดำเนินการที่ผ่านมา มีความคืบหน้าน้อยมาก ซึ่งสาเหตุหลัก คือ กลุ่มเป้าหมายยังไม่มารายงานตัวเพื่อยื่นคำขอพัฒนาสถานะ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติยังคงเดิมทุกประการ อาทิ 1.กรณีกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน (พิจารณาให้หนังสือรับรองการได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร) คุณสมบัติทั่วไปของผู้ยื่นคำขอ เช่น ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางหรือไม่พบหลักฐานการมีและการใช้สัญชาติอื่น กับ 2.กรณีบุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย  (พิจารณาให้สัญชาติ) โดยต้องเป็นบุตรของบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี 2542 และที่ทำสำรวจเพิ่มเติมปี 2548 -2554

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 สุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับรายการ IMN Live Special EP.#29 ของเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองในหัวข้อ “ไม่มีบัตร = ไม่มีสิทธิ? ผ่าทางตันปัญหาสถานะบุคคล ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ดั้งเดิม” ว่า สาเหตุที่ยังมีคนตกหล่นทั้งที่ภาครัฐของไทยพยายามสำรวจประชากรกลุ่มชาติพันธุ์มาแล้วหลายครั้งอยู่ที่เงื่อนไขการคัดกรอง อาทิ

1.เงื่อนไขด้านเวลา เช่น ระบุต้องเป็นคนที่เข้ามาอยู่ในไทยก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2542 จึงจะเข้ากระบวนการได้ 2.เงื่อนไขด้านความสัมพันธ์ ต้องมีความเป็นเครือญาติกับคนที่เข้ากระบวนการสำรวจไปแล้ว 3.เงื่อนไขด้านการอยู่อาศัย ต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งในประเทศไทย 4.เงื่อนไขด้านการเดินทาง ต้องไม่เดินทางกลับออกไปประเทศอื่น และ 5.การต้องมีพยานบุคคลรับรอง ซึ่งมีตัวอย่างของปัญหา เช่น เดิมอยู่ จ.เชียงราย แต่ต่อมาย้ายไปอยู่ จ.เชียงใหม่ เพียงแต่ด้วยความที่มาอยู่ยังไม่นานทำให้ไม่มีใครรับรองสถานะ เป็นต้น

“ยังมีเงื่อนไขที่ผู้นำชุมชน คือผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านต้องรับรองเขาด้วย แต่ถ้าประชากรคนนั้นมีปัญหากับผู้ช่วยหรือผู้ใหญ่บ้าน เขาไม่รับรองก็มีปัญหาอีก ท้ายที่สุดที่สำคัญ เราก็ไม่อยากพูด มันก็มีผู้นำที่ดี ผู้นำที่มือสะอาด และผู้นำที่มือสกปรก เช่น เรียกรับผลประโยชน์อะไรต่าง ๆ ดังนั้นคนที่มีสิทธิ์แต่ไม่มีเงินก็ไม่ได้รับการสำรวจ มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการตกหล่น” สุมิตรกล่าว

บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) แม้จะมีสีหรือเลขตัวแรกเหมือนกัน
แต่สถานะทางกฎหมายนั้นแตกต่างกัน ที่มา: เพจ ‘คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา’

‘บัตรเลข 6 สีชมพู’ เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์ถูกเข้าใจอย่างสับสนว่าเป็นบุคคลต่างด้าว

หากยังจำกันได้ ในเดือนมีนาคม 2569 เกิดกรณีกลุ่มคนรวมตัวกันไปทำร้ายร่างกายชายหนุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยง โดยอ้างว่าชายคนดังกล่าวเป็นบุคคลต่างด้าวและมีพฤติกรรมหาเรื่องคนไทย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ถูกทำร้ายที่เข้าแจ้งความได้ยืนยันว่าตนเองเป็นชาวกะเหรี่ยงที่เกิดและเติบโตใน จ.กาญจนบุรี โดยมีผู้ใหญ่บ้านช่วยยืนยันว่า หนุ่มชาวกะเหรี่ยงรายนี้เกิดและเติบโตในประเทศไทย มีพยานรับรองและอยู่ระหว่างดำเนินการขอมีบัตรประชาชนไทย ขณะที่หนึ่งในผู้ก่อเหตุก็ยอมรับผ่านสื่อว่าตนเองไม่มีความรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์และเข้าใจว่าคู่กรณีเป็นบุคคลต่างด้าว

จากนั้นในเดือนพฤษภาคม 2569 มีกรณีตำรวจจับกุมชายชาวจีนพร้อมอาวุธสงครามที่ จ. ชลบุรี และเมื่อตรวจสอบพบว่าผู้ถูกจับกุมถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ที่มีตัวเลขแรกคือ ‘เลข 6’ และเป็น ‘บัตรสีชมพู’ โดยทั้งตัวเลขแรกและสีของบัตรนั้นเหมือนกับบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ออกให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยุ่ระหว่างรอกระบวนการคัดกรองเพื่อยื่นขอสัญชาติไทย

บัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เคยอธิบายกับทีมงานโคแฟคว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรณีเลขตัวแรกเป็นเลข 6 จะหมายถึงบุคคล 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มที่แสดงว่าบุคคลนั้นได้ผ่านกระบวนการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติ ได้แก่ บุคคลที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ได้รับการยกเว้นให้อยู่ในลักษณะชั่วคราว เช่น ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งยังไม่มีสัญชาติไทย และมีกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่บรรพบุรุษแต่ยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์การเกิดเพื่อลงรายการสัญชาติไทยได้ ซึ่งปัจจุบันไม่มีการทำทะเบียนเลข 6 เพิ่มแล้ว  มีเพียงคนที่ได้เลขประจำตัวแล้วบัตรประจำตัวหมดอายุหรือสูญหายก็จะมาทำบัตรใหม่โดยใช้เลขเดิม

“อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตกหล่นจากการสำรวจ จึงได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนในภายหลัง โดยสำรวจเพิ่มเติมเมื่อปี 2548 – 2554 กลุ่มเหล่านี้จะได้รับเลข ‘0 กลุ่ม 89’ หมายถึงบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหา และสถานะสิทธิของบุคคล ซึ่งมีความเกี่ยวพันธุ์กับชนกลุ่มน้อยเดิมที่ได้รับการสำรวจเป็นเลข 6” บัณฑิตอธิบาย

2. คนต่างด้าวเข้าเมือง หมายถึงบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายคนเข้าเมืองแบบชั่วคราวตามระยะเวลาที่ได้รับ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ให้นึกถึงเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเราก็จะไปเที่ยวได้ตามระยะเวลาวีซ่าที่กำหนดให้อยู่ได้ ซึ่งหากอยู่เกินกำหนดก็จะถูกจับ ดังนั้น หากบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่แบบชั่วคราวโดยถูกต้องก็สามารถมาขอทำทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวเป็นบุคคลเลข 6 ได้ตลอดเวลา แต่สิทธิการอยู่อาศัยต่าง ๆ ยังเป็นไปตามระยะเวลาหนังสือเดินทางวีซ่า เป็นต้น ส่วนเลข 7 ให้สำหรับบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยมีบิดามารดาที่ถือบัตรเลข 6

นอกจากนั้นยังมีเลข 00 ซึ่งหมายถึง คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติอื่นตามที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางประกาศกำหนด ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการตรวจพิสูจน์สัญชาติและได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมาย หรือเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับการผ่อนผัน ให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานตามกฎหมาย รวมถึงบุตรของคนต่างด้าวกลุ่มนี้ด้วย

อีกด้านหนึ่ง เตือนใจ ดีเทศน์ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 ยกตัวอย่างกรณีจับกุมชาวจีนพร้อมอาวุธสงคราม ตั้งข้อสังเกตว่าสีและตัวเลขแรกของบัตรที่เหมือนกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในไทยมานานกับคนต่างด้าวเข้าเมืองทั่วไปที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยเกิน 6 เดือน อาจทำให้เกิดความสับสนทั้งกับเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไป จึงแนะนำว่ากระทรวงมหาดไทยควรแยกสีและเลขตัวแรกของบัตรคน 2 กลุ่มนี้ออกจากกันเพื่อความชัดเจน

ข้อเสนอของเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้แยกสีและเลขตัวแรกของบัตรคนต่างด้าวทั่วไป
กับกลุ่มชาติพันธุ์ให้แตกต่างกัน เพื่อป้องกันความสับสน ที่มา : เฟซบุ๊ก ‘Tuenjai Deetes’

ในเวลาต่อมา วันที่ 31 ส.ค. 2569 บัณฑิตได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมกับโคแฟคในประเด็นนี้ว่า “บัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (สีชมพู) ออกตามระเบียบกฎหมายให้ลักษณะบัตรเหมือนกัน แต่ได้มีการแบ่งแยกประเภทให้ต่างกันโดยชัดเจนแล้ว 2 ประการ” คือ 1.หน้าบัตรประจำตัว จะระบุไว้โดยชัดว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ หรือเป็นคนต่างด้าวเข้าเมือง และ 2. รหัสประจำตัวหลักที่หกและเจ็ด ก็มีการกำหนดไว้เป็นการเฉพาะสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละกลุ่มแล้ว เช่น 6-xxxx-50xxx-xx-x  ก็จะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง อันเป็นการวางระบบให้แตกต่างกันและดูง่ายที่หน้าบัตรแล้ว “บุคคลทั่วไปก็สามารถอ่านและเข้าใจได้ จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไข”

ผอ.ส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ยังย้ำด้วยว่า “สำหรับบัตรเลข 6 ในส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ ได้มีการจัดทำทะเบียนประวัติครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 และไม่มีการจัดทำทะเบียนเพิ่มเติมอีกในปัจจุบัน” คงมีเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้วนั้น หากบุคคลดังกล่าวบัตรประจำตัวสูญหาย ชำรุด หรือถูกทำลาย จะสามารถมาดำเนินการต่อมีบัตรใหม่ได้ แต่ไม่มีการเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าเดิม

ส่วน “บัตรประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยเลข 6 ที่ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ในปัจจุบันสามารถเพิ่มจำนวนได้ตามที่เข้ามาใหม่ในปัจจุบัน โดยสามารถเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านและจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยได้ตามกฎกระทรวงกำหนดให้คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยปฏิบัติเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดแนวทางให้บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่เป็นการชั่วคราวติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน ต้องมาจัดทำทะเบียนไว้เพื่อจัดเก็บเป็นข้อมูลทางทะเบียน” ในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรน้อยกว่า 6 เดือน นั้น กฎหมายไม่บังคับให้ต้องมาดำเนินจัดทำทะเบียน เว้นแต่บุคคลต่างด้าวนั้น มีความประสงค์จะให้จัดทำทะเบียนไว้ก็ให้สามารถดำเนินการได้

“ในการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลต่างด้าวกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นการให้สิทธิใด ๆ แก่คนต่างด้าว เป็นเพียงการจัดเก็บอัตลักษณ์เพื่อใช้ในการตรวจสอบบุคคลที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย การที่บุคคลจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยยังคงต้องขออนุญาตอยู่ตามกฎหมายคนเข้าเมือง หรือการทำงานใด ๆ ก็ยังคงต้องขออนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น และในกรณีที่การได้รับอนุญาตให้อยุ่ในประเทศไทยนั้นสิ้นสุดลง ก็สามารถจำหน่ายทะเบียนดังกล่าวออกจากทะเบียนบ้านได้” บัณฑิตกล่าวย้ำ

อีกด้านหนึ่ง ในวันที่ 16 ก.ย. 2569 มีความเห็นจาก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีข้อเสนอให้แยกสีบัตรหรือกำหนดเลขประจำตัวของบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ในกลุ่มชาติพันธุ์ให้แตกต่างจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยกลุ่มอื่น ว่า “การกำหนดรูปแบบ สี หรือเลขประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ให้แตกต่างจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยกลุ่มอื่น ๆ แม้อาจกำหนดได้ภายใต้ขอบเขตอำนาจและหลักเกณฑ์ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการดังกล่าวควรอยู่บนหลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการเลือกใช้มาตรการที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลน้อยที่สุด” ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ ในความเป็นส่วนตัว ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ

“หากวัตถุประสงค์หลักของการแยกสีบัตรหรือเลขประจำตัวคือเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดของสาธารณชนเกี่ยวกับสถานะของผู้ถือบัตร กสม. เห็นว่า ควรให้ความสำคัญกับมาตรการด้านการสื่อสาร และการสร้างความรู้ความเข้าใจเป็นลำดับแรก” เนื่องจากเป็นมาตรการที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้โดยมีความเสี่ยงต่อการตีตรา การเลือกปฏิบัติ หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์น้อยกว่า

“สำหรับในกรณีที่จำเป็นต้องกำหนดรูปแบบ สี หรือเลขประจำตัวที่แตกต่างกันจริง ก็ควรมีการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน รวมทั้ง รับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาจได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาก่อนดำเนินการ” เพื่อให้การบริหารจัดการทะเบียนของรัฐสามารถบรรลุประโยชน์สาธารณะควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลได้อย่างเหมาะสม

รายการอ้างอิง


โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวงเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วงขยายเวลา 2 เดือน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพประกอบโพสต์เฟซบุ๊กระบุ รัฐบาลขยายเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัส “ได้ 2,000 บาท ให้ใช้ระยะเวลา 2 เดือน”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน** โครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วงต่อเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 30 พ.ย. 2569 รัฐจ่ายให้คนละไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ใช่ 2,000 บาท

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 ก.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊กหลายเพจเผยแพร่ข้อความและภาพประกอบเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ข้อความในภาพประกอบระบุว่า “คนละครึ่งพลัสได้ 2,000 บาท ให้ใช้ระยะเวลา 2 เดือน” ขณะที่คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 รัฐเพิ่มให้ 1,000 บาท ระยะเวลาที่ใช้ 2 เดือน ตุลาคมและพฤศจิกายน” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 เรื่องการขยายเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัสอีก 2 เดือนคือตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 30 พ.ย. 2569 โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินให้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดระยะเวลา 2 เดือน เพื่อร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน

ข้อมูลในภาพประกอบที่ระบุว่าผู้ได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัสจะได้เงิน 2,000 บาทจึงไม่ถูกต้อง ส่วนคำบรรยายประกอบโพสต์ที่ระบุว่า “รัฐเพิ่มให้ 1,000 บาท ระยะเวลาที่ใช้ 2 เดือน” รวมทั้งข้อมูลเรื่องการเพิ่มวงเงินการซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดให้แก่ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นถูกต้องตามมติ ครม. แล้ว

เว็บไซต์ thaigov.go.th ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทย รายงานคำอธิบายจาก ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ครม. อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มเติม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

  • โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ: โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ จะเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569 อีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือนในเดือน ต.ค. 2569
  • โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม): มีระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 30 พ.ย. 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อยู่ในปัจจุบัน และ 2) ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่ สำหรับการใช้สิทธิ ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: ภาพประกอบดังกล่าวเป็นภาพที่สร้างด้วย AI เห็นได้จากการจัดองค์ประกอบของภาพและสัญลักษณ์ Gemini ด้านล่างของภาพ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจึงอาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจจากการใช้ AI ผลิตเนื้อหา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานควรระวังและตรวจสอบให้ดีก่อนเผยแพร่

สับเบรกเกอร์ลงแล้วยังเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้หรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สับเบรกเกอร์ลงแล้วยังเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้หรือไม่?

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่าแม้สับเบรกเกอร์ลงแล้ว ยังเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น น้ำหรือความชื้นเข้าสู่กล่องพักสาย รางสาย หรือตู้ไฟ ร่วมกับฉนวนเสื่อมหรือจุดต่อหลวม

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ก.ย. 2569 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพความเสียหายจากรอยไหม้บริเวณแผงไฟฟ้า ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘กลุ่มช่างไฟฟ้า รับเหมางานไฟฟ้า’ พร้อมเล่าเหตุการณ์ว่าเวลาไฟฟ้าที่บ้านดับขณะฝนตกหนัก จึงเอาเบรกเกอร์หลักลง แต่เมื่อผ่านไป 20 นาทีก็เกิดไฟฟ้าลัดวงจร มีกลิ่นเหม็นไหม้มีควันขึ้นแลัวก็ไฟลุก จึงมีข้อสงสัยว่าเมื่อเอาเบรกเกอร์ลงแลัวทำไมยังเกิดไฟฟ้าลัดวงจร

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า การสับเมนเบรกเกอร์จะตัดไฟเฉพาะวงจรด้านหลังเบรกเกอร์ (Load side) แต่ สายด้านไฟเข้า (Line side) ระหว่างมิเตอร์กับเมนเบรกเกอร์ยังมีไฟอยู่ หากฝนตกหนักแล้วน้ำหรือความชื้นเข้าสู่กล่องพักสาย รางสาย หรือตู้ไฟ ร่วมกับฉนวนเสื่อมหรือจุดต่อหลวม อาจเกิดกระแสรั่วบนผิวฉนวนและพัฒนาเป็นอาร์กไฟฟ้า (arcing) เกิดความร้อนจนลุกไหม้ได้ โดยเมนเบรกเกอร์ไม่สามารถตัดเหตุที่เกิดก่อนถึงตัวมันเอง

“จากตำแหน่งรอยไหม้ มีความเป็นไปได้ว่าสาเหตุอยู่บริเวณสายหรือจุดต่อด้านไฟเข้า แต่ต้องตรวจหน้างานจึงจะยืนยันได้ หากได้กลิ่นไหม้หรือเห็นควัน แม้สับเมนแล้วก็อย่าเปิดตู้หรือเข้าใกล้ เพราะสายด้านไฟเข้าก่อนเมนเบรกเกอร์ยังอาจมีไฟอยู่ ควรแจ้งการไฟฟ้าให้ตัดไฟจากต้นทาง และให้ช่างไฟฟ้าตรวจสอบ” ดร.สุพรรณกล่าว

ดร.สุพรรณ ยังแนะนำด้วยว่า สำหรับบ้านพักอาศัย ควรติดตั้งตู้ไฟและกล่องพักสายในตำแหน่งที่ไม่โดนฝน หรือเลือกอุปกรณ์ที่มีระดับการป้องกันฝุ่นและน้ำ (Ingress Protection) ที่เหมาะสม และติดตั้งทางนำสายไม่ให้น้ำไหลตามสายเข้าสู่ตู้ ควรตรวจสภาพสาย ฉนวน และจุดต่อเป็นระยะ รวมทั้งมี ระบบสายดินและเครื่องตัดไฟรั่วที่เหมาะสม พร้อมทดสอบปุ่ม TEST ตามคำแนะนำของผู้ผลิต

โพสต์ “จับตา 120 ชั่วโมงเกิดมหาอุทกภัย” ไม่ใช่ประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุฯ-ปภ. หยุดแชร์สร้างความตื่นตระหนก

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เตือนภัย “เหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมง เกิดมหาอุทกภัยในภาคตะวันออก” กรุงเทพฯ และปริมณฑลเสี่ยงน้ำท่วมขังทุกเขตจาก “ฝนที่ถล่มอย่างบ้าคลั่ง” 24-27 ก.ย. 69

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความตื่นตระหนก และไม่ใช่ข้อความเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาหรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21-22 ก.ย. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากแชร์ข้อความเตือนภัยจากเพจเฟซบุ๊ก ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ ว่าจะเกิดมหาอุทกภัยในภาคตะวันออกและน้ำท่วมใหญ่จากฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน ให้ประชาชนยกทรัพย์สินขึ้นที่สูง เตรียมเสบียงและยารักษาโรค

ข้อความในโพสต์ระบุว่า “เหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมงนับจากนี้ มหาอุทกภัยในภาคตะวันออกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ทั้งภาค ในเวลาเดียวกันจะเกิดความสูญเสียทางทรัพย์สินมหาศาลในลุ่มน้ำนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด รวมถึงเขาใหญ่…สำหรับลุ่มน้ำปราจีนอาจมีสารพิษปนเปื้อนลอยมาด้วย” และ “กรุงเทพฯ และปริมณฑลเสี่ยงน้ำท่วมขังทุกเขตเพราะฝนถล่มอย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืนตั้งแต่คืนวันที่ 24-27 กันยายนนี้”  

จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 เวลา 12.00 น. โคแฟคไม่พบเพจเฟซบุ๊ก ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ แล้วจึงไม่สามารถเข้าถึงโพสต์ต้นทางได้ มีเพียงภาพหน้าจอของโพสต์และข้อความที่คัดลอกมาจากโพสต์ที่ถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางเท่านั้น 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 22 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยืนยันกับโคแฟคว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่ข้อความเตือนภัยจากทั้งสองกรม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ติดตามข้อมูลด้านสภาพอากาศและเตือนภัยพิบัติโดยตรง

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กรมอุตุฯ ให้ข้อมูลว่าขณะนี้เป็นฤดูฝนจึงมีโอกาสเกิดฝนตกหนักจากอิทธิพลของร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ ปภ. ระบุว่าหากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ปภ. จะแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) ทั้งสองหน่วยงานย้ำว่าให้ประชาชนติดตามข้อมูลและการเตือนภัยจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้เท่านั้น 

สำหรับข้อมูลพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยที่เป็นทางการจากกรมอุตุฯ ปภ. และกรมชลประทาน ณ วันที่ 22 ก.ย. 2569 สรุปได้ดังนี้ 

กรมอุตุนิยมวิทยา

▪️วันที่ 23-27 ก.ย. 69 ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม (ประกาศกรมอุตุฯ 22 ก.ย. 69 เวลา 05.00 น.)

▪️ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุฯ ที่เพจเฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสายด่วน 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมชลประทาน

▪️แจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยารับสถานการณ์น้ำฝน-น้ำท่าที่เพิ่มสูงขึ้นจากการคาดการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากช่วงวันที่ 23-27 ก.ย. 69 ขอให้ประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำริมแม่น้ำในอำเภอเสนา, ผักไห่, บางบาล, พระนครศรีอยุธยา, บางปะอิน, บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอวิเศษชัยชาญ, ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 

▪️แจ้งเตือน 10 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ ให้เฝ้าระวังระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากแนวน้ำ และให้หน่วยงานท้องถิ่นเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชน 

▪️วันที่ 21 ก.ย. 2569 เวลาประมาณ 18.30 น. ปภ. ส่งข้อความแจ้งเตือนทาง Cell Broadcast ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำปราจีนบุรี/ที่ลุ่มต่ำระวังน้ำท่วม โดยเฉพาะชุมชนตลาดเก่า เทศบาลตำบลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี /ชุมชนริมน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี ต.บ้านทาม อ.ศรีมหาโพธิ ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญ ระวังไฟฟ้าดูด ดูแลกลุ่มเปราะบาง

▪️ติดตามข้อมูลจาก ปภ. ที่เพจเฟซบุ๊ก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM, ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ Line @1784DDPM สายด่วนนิรภัย 1784

ข้อสังเกตโคแฟค

📌 ช่วงฤดูฝน กรมอุตุฯ ปภ. และกรมชลประทานออกประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับฝนตกหนัก-น้ำท่วมเป็นระยะ แต่มักถูกนำไปบิดเบือนหรือปั่นกระแสให้รุนแรงเกินจริงหรือสร้างความตื่นตระหนกเพื่อเพิ่มยอดปฏิสัมพันธ์ (engagement) 

📌 คำเตือนเกี่ยวกับสภาพอากาศและภัยพิบัติเป็นการคาดการณ์/พยากรณ์ ไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าจะเกิดเหตุหรือไม่ แต่การติดตามสถานการณ์และการเตือนภัยจากหน่วยงานของรัฐย่อมปลอดภัยและเป็นการคาดการณ์ที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าเพราะมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้รองรับ

📌 การเผยแพร่เนื้อหาเท็จหรือข้อความที่สร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับภัยพิบัติมีผลกระทบมากกว่าที่หลายคนคิด เช่น ความเสียหายหรืออุบัติเหตุจากการขนย้ายทรัพย์สินหรืออพยพอย่างรีบเร่งด้วยความตื่นตระหนก รวมถึงสร้างผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ที่เคยประสบเหตุภัยพิบัติมาแล้ว เช่น ผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปี 2568 ระบุว่าเมื่อเห็นโพสต์จากเพจ ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ แล้วรู้สึกหวาดกลัวและวิตกกังวลมากเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอย

📌การเตือนภัยเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์หากคำเตือนนั้นตั้งอยู่บนข้อมูลที่เป็นจริง เชื่อถือได้และผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และต้องไม่มีเจตนาแอบแฝงสร้างความตื่นตระหนกเพื่อสร้างรายได้จากเนื้อหา

ประกาศผลการพิจารณาข้อเสนอโครงการ เพื่อรับการสนับสนุน ‘Fact Checkers ไทบ้าน Labs’

ตามที่ โคแฟค (ประเทศไทย) ได้ประกาศเชิญชวนเปิดรับข้อเสนอโครงการ เพื่อรับการสนับสนุนในกิจกรรม ‘Fact Checkers ไทบ้าน Labs’ เพื่อเสริมพลังพลเมืองเชิงพื้นที่ สร้างนักตรวจสอบข้อเท็จจริงและนักสื่อสารสุขภาวะต้นแบบด้วยกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมนั้น

บัดนี้ ทีมงานโคแฟค (ประเทศไทย) ได้พิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการเรียบร้อยแล้ว จึงขอประกาศข้อเสนอโครงการที่ผ่านการพิจารณาเพื่อรับสนับสนุนทุน จำนวน 4 โครงการ ดังต่อไปนี้

โดยผู้ประสานงานโครงการฯ จะติดต่อประสานงาน เพื่อดำเนินการปรับแก้ไขตามคำแนะนำ และขอเอกสารสำหรับทำสัญญาต่อไป

‘พิษสุนัขบ้า’ โรคที่ไม่ได้มีแต่ในสุนัข และไม่ได้มาแค่เฉพาะหน้าร้อน

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day) องค์การอนามัยโลกระบุว่าเหตุที่เลือกวันนี้เพราะเป็นวันคล้ายวันเสียชีวิตของ หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เป็นครั้งแรกในโลก

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ยังคงพบผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี หน่วยงานด้านสาธารณสุขต้องประกาศเตือนและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้างอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่รู้และความเข้าใจผิดหลายประการเกี่ยวกับโรคนี้ เช่น โรคพิษสุนัขบ้าพบได้เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น โรคพิษสุนัขบ้าแพร่เชื้อโดยสุนัขเท่านั้น ลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ไม่มีเชื้อ หรือเมื่อติดเชื้อแล้วต้องแสดงอาการป่วยทันที เป็นต้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 สื่อมวลชนหลายสำนักเสนอข่าวหญิงวัยสี่สิบเศษรายหนึ่ง เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ อ.ปลาปาก จ.นครพนม โดยอ้างรายงานจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครพนม และ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปลาปากที่ระบุว่า หญิงรายนี้ถูกลูกสุนัขวัย 1 เดือนกัดเมื่อราวสามเดือนก่อนแต่ไม่ได้ไปพบแพทย์ ต่อมาลูกสุนัขตายไป และหญิงรายนี้มีอาการป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตในวันที่ 9 ก.ย. 2569 ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอปลาปากยืนยันว่าเธอติดเชื้อพิษสุนัขบ้า ผลตรวจเชื้อพิษสุนัขบ้าในร่างกายของผู้ตายเป็นบวก ขณะที่ลูกสุนัขดังกล่าวป่วยตายไปก่อนแล้ว

ในวันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนมรายงานว่าทีมสอบสวนโรคได้เร่งค้นหาผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า (มีประวัติถูกกัด ข่วน หรือเลีย) พบว่ามีทั้งหมด 37 ราย ในพื้นที่ 3 อำเภอของ จ.นครพนม คือ อ.เรณูนคร อ.ปลาปาก และ อ.เมือง ซึ่งได้รับการดูแลฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และอยู่ระหว่างการติดตามให้ได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วนตามเกณฑ์ ส่วนสถานการณ์ในสัตว์ พบสัตว์ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสะสม 8 ตัว ในพื้นที่ 3 อำเภอ แบ่งเป็นสุนัข 7 ตัว และโค 1 ตัว

แผนที่โลกแสดงสัตว์พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้าที่มักแพร่เชื้อสู่คนในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสุนัข (Canine) แต่นอกจากนั้นยังพบการติดเชื้อจากสัตว์อื่น ๆ อีกหลายชนิดโดยเฉพาะสัตว์ป่า (ที่มา: ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา–CDC)

พิษสุนัขบ้า โรคนี้ไม่ได้มีแต่ในสุนัข

แม้จะเรียกกันติดปากว่าโรคพิษสุนัขบ้า แต่เชื้อ Rabies Virus ที่ก่อโรคนี้มิได้มีแต่เฉพาะในสุนัขเท่านั้น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่านอกจากสุนัขที่เป็นพาหะนำโรคที่พบได้บ่อยที่สุดแล้ว ยังพบเชื้อได้ในแมว โค กระบือ สุกร ม้า รวมถึงสัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนม และบางพื้นที่ยังพบค้างคาวเป็นพาหะด้วย เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากการถูกสัตว์ที่ติดเชื้อกัด ข่วน เลีย หรือน้ำลายสัตว์กระเด็นเข้าแผลรอยขีดข่วน เยื่อบุตา จมูก ปาก

อาการของโรคในคน ในระยะแรกอาจมีอาการไม่จำเพาะ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือมีอาการปวด แสบ ชา หรือคันผิดปกติบริเวณบาดแผล เมื่อเชื้อเข้าสู่ระบบประสาท อาจเกิดอาการ เช่น กระสับกระส่าย กลัวน้ำ (ทำให้โรคนี้ถูกเรียกว่า “โรคกลัวน้ำ (Hydrophobia)” อีกชื่อหนึ่งด้วย) กลัวลม กลืนลำบาก น้ำลายไหลมากหรือบางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเป็นอัมพาต โดยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์โรคและภัยสุขภาพ (M-EBS) ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 9 ส.ค. 2569 ประเทศไทยพบรายงานผู้เสียชีวิต 9 ราย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่าโรคพิษสุนัขบ้าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของมนุษย์ถึง 59,000 รายต่อปีในกว่า 150 ประเทศ โดยร้อยละ 95 ของผู้เสียชีวิตอยู่ในทวีปแอฟริกาและเอเชีย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมากเนื่องจากปัญหาการรายงานข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและการคาดการณ์ที่มีความไม่แน่นอน โดยกลุ่มประชากรผู้ยากไร้ในชนบทเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้มากที่สุด และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งเด็กนั้นถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญเพราะมักชอบเล่นกับสัตว์ และเมื่อถูกกัดอาจไม่ได้แจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบ

ข้อมูลการสืบสวนโรค กรณีหญิงวัย 42 ปี เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ อ.ปลาปาก จ.นครพนม เผยแพร่ในการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครพนม ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามการขับเคลื่อนการป้องกันควบคุมโรคจากสัตว์สู่คนและการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน วันที่ 17 ก.ย. 2569 (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก ‘งานประชาสัมพันธ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม’)

ติดเชื้อแล้วกี่วันถึงแสดงอาการ

ในเหตุการณ์ที่ จ.นครพนม รายงานข่าวได้กล่าวถึงความเห็นของสามีผู้ตาย ที่ไม่เชื่อว่าภรรยาจะเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแม้จะได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากไม่พบอาการผิดปกติที่ชัดเจนหลังถูกสุนัขกัด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้ติดเชื้ออาจแสดงอาการอย่างรวดเร็วคือผ่านไป 4 วัน แต่อย่างช้าอาจทิ้งระยะเวลานานถึง 1 ปี แต่โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ช่วง 3 สัปดาห์ – 4 เดือน โดยการที่ผู้ติดเชื้อแต่ละรายมีระยะเวลาทิ้งช่วงก่อนแสดงอาการไม่เท่ากัน มาจากหลายเหตุปัจจัย ดังนี้

  1. จำนวนเชื้อที่เข้าไป หากบาดแผลใหญ่ ลึก หรือมีหลายแผล ย่อมมีโอกาสที่เชื้อจะเข้าไปได้มาก
  2. ตำแหน่งที่เชื้อเข้าไป หากอยู่ใกล้สมองมาก เชื้อก็จะเดินทางไปถึงสมองได้เร็ว แต่หากน้ำลายถูกผิวหนังปกติโดยไม่มีรอยข่วนหรือบาดแผลจะไม่มีโอกาสติดโรค ส่วนการติดต่อโดยการหายใจมีโอกาสน้อยมาก ยกเว้นมีจำนวนไวรัสในอากาศเป็นจำนวนมาก เช่น ในถ้ำค้างคาว นอกจากนั้นอาจติดต่อผ่านการกินได้หากมีบาดแผลภายในช่องปากและหลอดอาหาร ซึ่งจะพบในกรณีสัตว์ที่กินเนื้อสัตว์ที่ป่วยตายใหม่ ๆ
  3. อายุของผู้ติดเชื้อ เด็กและคนชราจะมีความต้านทานของโรคต่ำกว่าคนหนุ่มสาว
  4. ความรุนแรงของเชื้อ เชื้อจากสัตว์ป่าอันตรายกว่าสัตว์เลี้ยง ขณะที่สุนัขและแมวที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนแสดงอาการ เพราะเชื้อจะออกมาในน้ำลายเป็นระยะ ๆ ประมาณ 1-7 วัน ก่อนแสดงอาการ
โลโก้ World Rabies Day 2026 ขององค์การอนามัยโลก

พิษสุนัขบ้ากับหน้าร้อน

ความเชื่อหนึ่งที่ส่งต่อกันมาปากต่อปากคือ พิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่พบได้เฉพาะในฤดูร้อน ซึ่งไม่เป็นความจริง และมีความพยายามจากผู้เกี่ยวข้องในการหักล้างความเชื่อนี้มาหลายครั้ง เช่น น.สพ.นนทษิต ชุติญาณวัฒน์ โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กล่าวในบทความ ‘โรคพิษสุนัขบ้า ไม่ได้จำกัดเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น’ เมื่อเดือน เม.ย. 2568 ว่า หลายคนเข้าใจว่าโรคพิษสุนัขบ้า เกิดเฉพาะฤดูร้อนหรือหน้าร้อนเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

“จริง ๆ แล้วโรคนี้พบได้ในทุกฤดู เพียงแต่ในช่วงหน้าร้อนมีปัจจัยของอากาศที่ทำให้เห็นได้ค่อนข้างชัดว่าสุนัขมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป คนจำนวนไม่น้อยจึงเข้าใจว่าโรคพิษสุนัขบ้าเกิดเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น คนที่เลี้ยงสุนัขจึงนำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำในช่วงหน้าร้อน ทั้ง ๆ ที่สามารถนำสุนัขไปฉีดวัคซีนได้ทุกฤดูตามที่ครบวงรอบการฉีดวัคซีน” น.สพ.นนทษิตกล่าว

เดือน มี.ค. 2568 นพ.ทวีชัย วิษณุโยธิน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา ได้ออกมาเตือนว่าโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่สามารถพบได้ตลอดทั้งปี ไม่ได้เกิดเฉพาะช่วงหน้าร้อนอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพียงแต่อากาศร้อนทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดอาการหงุดหงิดได้ง่าย ผู้ที่ใกล้ชิดสัตว์จึงมีโอกาสเสี่ยงถูกกัดได้บ่อย นอกจากนี้ เมื่อสัตว์หงุดหงิดก็อาจทำให้สัตว์กัดกันเอง จนทำให้สัตว์ตัวอื่นติดเชื้อไปด้วย

รวมถึงข้อมูลจาก คลินิกภูมิคุ้มกันในสัตว์เลี้ยง สถานเสาวภา เมื่อวันที่ 5 มั.ค. 2569 อธิบายว่า โรคพิษสุนัขบ้าสามารถระบาดได้ทุกฤดูกาล ทั้งหน้าร้อน หน้าฝน หน้าหนาว แต่ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าโรคพิษสุนัขบ้าจะมาช่วงหน้าร้อน เพราะเวลาอากาศร้อน สัตว์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสุนัขหรือแมวจะมีความหงุดหงิดมากกว่าปกติ ทำให้มีโอกาสกัดกันเอง แพร่โรคได้ หรือมีโอกาสมากัดคนได้เยอะขึ้น

วันที่ 16 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปลาปาก ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ ต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จ.นครพนม (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก ‘ข่าว สนง.ปศุสัตว์จังหวัด นครพนม’)

เลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ โดนกัดอย่าชะล่าใจ

ที่ผ่านมาทางกรมควบคุมโรคได้รณรงค์อย่างต่อเนื่องว่า ผู้ที่เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสุนัขและแมว ควรนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเมื่อสัตว์เลี้ยงมีอายุ 2-4 เดือนขึ้นไป และฉีดซ้ำทุกปี ส่วนผู้ที่ถูกสัตว์กัด ข่วนหรือเลีย แม้มีบาดแผลเพียงเล็กน้อยก็ห้ามชะล่าใจ ต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที จากนั้นใส่ยาฆ่าเชื้อแล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และต้องฉีดให้ครบชุดอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะหากปล่อยไว้จนเริ่มแสดงอาการจะไม่สามารถรักษาได้และเสียชีวิตในที่สุด อีกทั้งย้ำว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกวัยสามารถติดเชื้อได้ ดังนั้นแม้จะเป็นลูกสัตว์เลี้ยงขนาดตัวยังเล็ก ๆ หากถูกกัดก็ต้องดำเนินการแบบเดียวกัน และหากทำได้ ควรกักสัตว์ที่กัดไว้เป็นเวลาประมาณ 10 วัน เพื่อสังเกตอาการ ซึ่งหากสัตว์ตายในระหว่างถูกกักให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อส่งตรวจหาโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ด้วย

กรมควบคุมโรคยังให้คำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกสัตว์กัด เรียกว่า ‘คาถา 5 ย.’ ประกอบด้วย

  1. อย่าแหย่ ไม่แหย่หรือทำให้สัตว์โกรธและตกใจ
  2. อย่าเหยียบ ไม่เหยียบหาง ตัว หรือส่วนต่าง ๆ ของสัตว์
  3. อย่าแยก ไม่ใช้มือเปล่าแยกสัตว์ที่กำลังกัดกัน
  4. อย่าหยิบ ไม่หยิบชามอาหารหรือรบกวนสัตว์ขณะกำลังกิน
  5. อย่ายุ่ง หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่ทราบประวัติ

คลิปนักเรียนนายสิบทหารบกไทยเดินทางไกลถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นภาพทหารกัมพูชาเติมกำลังพล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชาเติมกำลังพล 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปการฝึกของนักเรียนนายสิบของไทย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ก.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘แม็ก เล่าข่าว’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 11 วินาที มีใบหน้าชายคนหนึ่งพูดภาษาเขมร ซ้อนทับกับภาพการเดินแถวของทหารกลุ่มหนึ่งในป่า ฝังข้อความ “เขมรเติมกำลังพล ปุ๋ยล็อตใหม่” ส่วนเสียงพูดของชายในคลิป ใช้ AI (Gemini) แปลได้ว่า “มาถึงกันแล้วเหรอ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของพวกแก” (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มียอดการดูมากกว่า 13,000 ครั้ง และแชร์มากกว่า 40 ครั้ง ณ วันที่ 21 ก.ย. 2569  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปนี้เคยถูกโพสต์บนเพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ เมื่อวันที่ 16 และ 25 มิ.ย. 2569 คำบรรยายและแฮชแท็กสรุปได้ว่าเป็นการเดินทางไกลระหว่างการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกรุ่นที่ 30 ปีการศึกษา 2569  ซึ่งเพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนบัญชี มักโพสต์ภาพและคลิปวิดีโอการฝึกและกิจกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนนายสิบทหารบกโดยแอดมินเพจเป็นครูฝึกนักเรียนนายสิบ กองร้อยนักเรียนนายสิบที่ 2 กองพันนักเรียนนายสิบที่ 3 (พัน.3 ร้อย.2) ซึ่งมีเลียงผาเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กองร้อยเลียงผา” 

ก่อนหน้านี้ช่วงเดือน ก.ค. 2569 โคแฟคพบคลิปดังกล่าวถูกนำไปอ้างเท็จในต่างประเทศว่าทหารกองทัพจีนเคลื่อนกำลังเข้ามาในรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งเป็นมลรัฐของอินเดียที่ติดกับชายแดนของจีน ซึ่งสื่ออินเดียยืนยันว่าเป็นข่าวลวง ขณะที่ในเวลานั้นโคแฟคก็ได้รับคำยืนยันจากเจ้าของเพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ ว่าเป็นคลิปการฝึกเดินทางไกลและพักแรมตามหลักสูตรของนักเรียนนายสิบในประเทศไทย

เราเตอร์สัญญาณ Wi-Fi ระเบิด เกิดจากอะไร-ป้องกันได้อย่างไร?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เราเตอร์สัญญาณ Wi-Fi ระเบิด เกิดจากอะไร

ℹ️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ผู้เชี่ยวชาญระบุ กรณี Router/Wi-Fi ไหม้ แต่ปลั๊กไม่เสียหายและเบรกเกอร์ไม่ตัด อาจเกิดจากความผิดปกติภายใน Router หรือ Adapter อุปกรณ์เสื่อม จุดต่อหลวม หรือการเกิดอาร์ก ทำให้เกิดความร้อนสูงเฉพาะจุดจนวัสดุติดไฟ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ย. 2569 มีผู้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ pantip.com โดยโพสต์ภาพกล่องเราเตอร์กระจายสัญญาณ (Wi-Fi router) เกิดระเบิดและมีร่องรอยไฟไหม้ แต่ปลั๊กไฟไม่เสียหาย และเบรกเกอร์ไม่ตัด พร้อมตั้งคำถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะป้องกันได้อย่างไร

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 17 ก.ย. 2569 ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า กรณี Router/Wi-Fi ไหม้ แต่ปลั๊กไม่เสียหายและเบรกเกอร์ไม่ตัดอาจเกิดจากความผิดปกติภายใน Router หรือ Adapter อุปกรณ์เสื่อม จุดต่อหลวม หรือการเกิดอาร์ก ทำให้เกิดความร้อนสูงเฉพาะจุดจนวัสดุติดไฟได้ ทั้งที่กระแสและระยะเวลาที่ไหลผ่านเบรกเกอร์ยังไม่ถึงเงื่อนไขให้ตัด

โดยเซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาดเล็ก (Miniature Circuit Breaker) มีหน้าที่ป้องกันกระแสเกิน ทั้งจากโหลดเกินและลัดวงจร แม้ภายในจะมีกลไกตัดด้วยความร้อน แต่เป็นการตอบสนองต่อกระแสที่ไหลผ่านตัวเบรกเกอร์ ไม่ได้ตรวจจับความร้อนที่เกิดขึ้นใน Router หรือ Adapter โดยตรง

ดังนั้นการที่ ‘อุปกรณ์ไหม้แต่เบรกเกอร์ไม่ตัด’ จึงเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม จากภาพหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า Router หรือ Adapter เป็นจุดเริ่มต้นของไฟไหม้

ส่วนสายดินและอุปกรณ์ตัดกระแสไฟฟ้า (RCD/RCBO) มีความสำคัญ แต่ไม่ได้ป้องกันไฟไหม้ได้ทุกกรณี สายดินเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด ส่วน RCD/RCBO ช่วยตัดเมื่อมีกระแสไฟรั่ว แต่หากเกิดความร้อนภายในอุปกรณ์โดยไม่มีกระแสไฟรั่ว ส่วนตรวจจับไฟรั่วก็อาจไม่ตัด ดังนั้นในกรณีนี้การเพิ่มสายดินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ควรตรวจทั้ง Router, Adapter, เต้ารับ, จุดต่อสาย, สายไฟ และอุปกรณ์ป้องกันของวงจร รวมทั้งเลือกอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง