ข้อมูลจริง: คนพิการที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินเพิ่ม 200 บาท/เดือน รัฐโอนเงินให้ทุกวันที่ 20 เริ่ม 20 ต.ค. 69

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คนพิการที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้เงินเพิ่มอีก 200 บาทต่อเดือน 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ต.ค. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569’ มีผู้โพสต์ภาพระบุข้อความคนพิการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินเพิ่มอีก 200 บาทนอกเหนือจากเบี้ยปกติ โดยรัฐจะโอนเงินเข้าวันที่ 20 ต.ค. 2569 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 28 ก.ย. 2569 กรมบัญชีกลางเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องสวัสดิการแห่งรัฐประจำเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่าคนพิการที่ถือบัตรประจำตัวคนพิการ ซึ่งได้รับเบี้ยคนพิการอยู่แล้ว 800 บาทต่อเดือน และถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย จะได้รับเงินสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มอีก 200 บาท  

วันนี้ (20 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันโอนเงินเงินสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือคนพิการ 200 บาทต่อเดือนเป็นครั้งแรก กรมบัญชีกลางได้ประชาสัมพันธ์เรื่องนี้อีกครั้ง โดยระบุว่าผู้ที่ผ่านคุณสมบัติการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารเดียวกับที่ใช้ลงทะเบียนรับเบี้ยคนพิการไว้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่หากไม่มีก็จะใช้บัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของคนพิการ

ที่มา: เฟซบุ๊ก ‘กรมบัญชีกลาง’ วันที่ 20 ต.ค. 2569

คลิปภาพชาวอิหร่านเก็บโทรศัพท์ iPhone ที่ชายหาดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอิหร่านแห่กันไปที่ชายหาดเพื่อเก็บโทรศัพท์ iPhone ที่ลอยมาจากเรือสินค้าที่ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จที่สร้างด้วย AI**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ต.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้ X ‘มณีแดง’ โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมคำบรรยายว่า “ชาวอิหร่านจำนวนมากเดินทางมาเก็บโทรศัพท์ iPhone ที่ชายหาดของช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือบรรทุกสินค้ากำลังจะจมจากการโจมตีของอิหร่านเมื่อวานนี้” (ลิงก์บันทึก)

คลิปวิดีโอความยาว 8 วินาทีแสดงภาพผู้คนจำนวนมาก มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงสวมผ้าคลุมแบบชาวมุสลิมกำลังเดินลุยน้ำทะเลสีแดงเก็บกล่องสีขาวคล้ายกล่องบรรจุสินค้าของบริษัท Apple ที่ถูกน้ำทะเลซัดเข้ามาบริเวณชายหาด ห่างออกไปไม่ไกลนักมีเรือบรรทุกตู้สินค้าจอดอยู่ในทะเล ส่วนท้ายเรือจมอยู่ในน้ำ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอนี้มีจุดผิดปกติและไม่สมจริงหลายจุดที่บ่งชี้ว่าเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI เช่น กล่องสินค้าดูใหม่เอี่ยมไร้ตำหนิและไม่เปียกน้ำ, ความไม่สมจริงของน้ำทะเลที่ไหลลงมาจากกล่อง, ความผิดปกติของเท้าและมือคนในภาพเมื่อสัมผัสกับน้ำ, จุดที่เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่จมอยู่ใกล้ชายหาดมาก และน้ำทะเลที่มีสีแดงผิดปกติ เป็นต้น

นอกจากนี้เมื่อนำคลิปวิดีโอไปตรวจสอบด้วย SynthID ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจจับภาพ AI ได้ผลลัพธ์ว่า “วิดีโอนี้สร้างหรือปรับแต่งด้วย Google AI”

คลิปนี้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสื่อหลายสำนักรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าของสิงคโปร์ 2 ลำถูกอิหร่านโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 13 และ 14 ต.ค. 2569 ลำแรกไฟไหม้และจมลง ส่วนลำที่สองได้รับความเสียหาย ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย กองทัพเรืออิหร่านอ้างว่าเรือที่จมบรรทุกตู้สินค้ามากกว่า 2,500 ตู้ เดินเรือเข้าสู่เส้นทางที่อิหร่านไม่อนุญาตให้ผ่าน

ต่อมาวันที่ 15-16 ต.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง เช่น The Independent และ Al Jazeera เผยแพร่คลิปภาพตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยกระจัดกระจายอยู่กลางทะเลโดยรายงานว่าเป็นจุดที่เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 13 ต.ค. ขณะที่ The Telegraph ของอังกฤษรายงานว่าชาวประมงอิหร่านพากันไปเก็บโทรศัพท์ iPhone รุ่นใหม่และน้ำหอมฝรั่งเศสที่ลอยออกมาจากตู้สินค้าหลังจากเรือถูกโจมตี โดยอ้างคำบอกเล่าของคนท้องถิ่น

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นภาพคนอิหร่านแห่กันไปเก็บ iPhone ที่ชายหาดเป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างด้วย AI โดยอ้างอิงบริบทจากข่าวการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าและคลิปสิ่งของกระจัดกระจายในทะเลที่สื่อนำมาเผยแพร่ นอกจากนี้น้ำทะเลสีแดงยังเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นจริงที่เกาะฮอร์มุซของอิหร่านเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 โดย AFP รายงานว่าฝนที่ตกหนักได้ชะดินที่มีสีแดงเข้มจากธาตุเหล็กออกไซด์ลงสู่ทะเล ทำให้น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นสีแดง 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2569 สื่ออิหร่าน Iran International รายงานว่าตำรวจไซเบอร์ประกาศเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อโฆษณาขาย iPhone 18 ราคาถูก โดยระบุว่ามิจฉาชีพกำลังนำข่าวเรือสินค้าจมในช่องแคบฮอร์มุซมาปั้นเรื่องหลอกลวงขายสินค้า

ข้อมูลจริง: ป้ายทะเบียนรถหายหรือชำรุดจากเหตุน้ำท่วม ขอใหม่ได้โดยใช้สำเนาเล่มทะเบียน-ไม่ต้องแจ้ง บ.ไฟแนนซ์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กรมการขนส่งทางบกอนุโลมให้ผู้ใช้รถที่ป้ายทะเบียนหลุดหายจากน้ำท่วม ขอทำป้ายใหม่ได้โดยไม่ต้องใช้เล่มทะเบียนตัวจริงภายในวันที่ 30 พ.ย. 2569 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลจริง**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 และ 8 ต.ค. 2569 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปวิดีโอให้ข้อมูลว่ากรมการขนส่งทางบกอนุโลมให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ป้ายทะเบียนหลุดหายจากน้ำท่วมขอทำป้ายทะเบียนใหม่ได้ที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศโดยใช้เพียงสำเนาเล่มและบัตรประชาชนได้จนถึงวันที่ 30 พ.ย. 2569 ซึ่งรวมถึงรถที่ยังผ่อนไฟแนนซ์ไม่หมดด้วย 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาดังกล่าวตรงกับข่าวประชาสัมพันธ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก ‘กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News’ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 เรื่อง “ขนส่งทางบกลดขั้นตอนช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ป้ายทะเบียนหาย–ป้ายภาษีชำรุด ทำใหม่ได้ไม่ต้องใช้เล่มทะเบียนตัวจริง ถึง 30 พ.ย. 69”

ทั้งนี้ในสถานการณ์ปกติการขอป้ายทะเบียนรถใหม่ ต้องใช้เล่มทะเบียนตัวจริง และหากเป็นรถที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระจะต้องแจ้งให้บริษัทไฟแนนซ์ดำเนินการแทน แต่เพื่อเป็นการบรรเทาภาระของผู้ใช้รถที่ประสบภัยน้ำท่วม ขบ. จึงอนุโลมให้ขอป้ายทะเบียนใหม่ได้โดยใช้ 

  1. สำเนาเล่มทะเบียนรถ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งกรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์เจ้าของรถเอง หรือกรณีรถอยู่ระหว่างการเช่าซื้อกับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์)
  2. บัตรประชาชนตัวจริง (หากผู้ครอบครองรถไม่มาดำเนินการด้วยตนเองก็ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ) เพื่อมาขอทำป้ายทะเบียนใหม่ 

โดยมีค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถแผ่นละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท สามารถยื่นขอดำเนินการได้ทุกสำนักงานขนส่งทั่วประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการอนุโลม กำหนดระยะเวลาไม่เกินวันที่ 30 พ.ย. 2569 เท่านั้น

โพสต์เฟซบุ๊กให้ข้อมูลไม่ครบ-สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมการถ่ายภาพในเขตโบราณสถาน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเพื่อนำไปเผยแพร่ในสื่อ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 1,000 ต่อวัน ให้อุทยานฯ 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจสร้างความเข้าใจผิด** กรมศิลปากรมีระเบียบและประกาศที่กำหนดให้ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งในเขตโบราณสถานในเชิงพาณิชย์ต้องขออนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมมานานแล้ว ซึ่งครอบคลุมโบราณสถานทุกแห่งไม่ใช่แค่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และอัตราค่าธรรมเนียมก็แตกต่างกันตามประเภทการถ่ายทำ ไม่ใช่ 1,000 บาทในทุกกรณี ส่วนนักท่องเที่ยวที่ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหรือนำไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียในลักษณะที่ไม่ใช่การหารายได้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ต.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “หากมีการถ่ายภาพนิ่งคลิปสั้น/ยาวในวัดต่าง ๆ ในอยุธยาลงสื่อแม้ไม่ใช่รูปแบบรายการก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 1,000 ต่อวัน ให้อุทยานฯ” ซึ่งต่อมาบางโพสต์ถูกลบไป แต่บางโพสต์ยังสามารถเข้าถึงได้ ณ วันที่ 17 ต.ค. 2569  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: การเก็บค่าธรรมเนียมในการถ่ายทำภาพยนตร์ รวมถึงภาพนิ่งและภาพถ่ายในโบราณสถานหรือเขตโบราณสถานเป็นไปตามระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทําภาพยนตร์ในโบราณสถานหรือเขตโบราณสถาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 และ ประกาศกรมศิลปากรเรื่องวิธีการยื่นคำขออนุญาต อัตราค่าธรรมเนียม และเงินประกันความเสียหายการถ่ายทำภาพยนตร์ ในโบราณสถานหรือเขตโบราณสถาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548

สาระสำคัญของระเบียบและประกาศดังกล่าวมีดังนี้

▪️”การถ่ายทําภาพยนตร์” หมายรวมถึงการถ่ายทําละครโทรทัศน์  รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์โฆษณา ภาพยนตร์สารคดี วีดิทัศน์ ภาพนิ่ง ภาพถ่าย หรือการถ่ายทําลักษณะอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน แต่ไม่รวมถึงการถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวเพื่อใช้ดูเป็นการส่วนตัวหรือภายในครอบครัว

▪️ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพยนตร์ในโบราณสถานต้องยื่นแบบฟอร์มขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบพื้นที่โบราณสถานนั้นไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันถ่ายทำ 

▪️อัตราค่าธรรมเนียมมีดังนี้

  1. ภาพยนตร์ไทย เรื่องละ/วันละ  2,000 บาท
  2. ภาพยนตร์ต่างประเทศ เรื่องละ/วันละ 10,000  บาท
  3. ภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์โฆษณา ละครโทรทัศน์ รายการโทรทัศน์หรือภาพนิ่งของไทย วันละ 1,000 บาท
  4. ภาพยนตร์สารคดีภาพยนตร์โฆษณา ละครโทรทัศน์ รายการโทรทัศน์หรือภาพนิ่งของต่างประเทศ วันละ 5,000 บาท

ข้อ 3) และ 4) ถ้าใช้เวลาถ่ายทำไม่ถึง 5 ชั่วโมง คิดค่าธรรมเนียมครึ่งหนึ่ง 

วันที่ 14 ต.ค. 2569 โคแฟคได้รับคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาว่าผู้ที่ต้องขออนุญาตและต้องเสียค่าธรรมเนียมในการถ่ายภาพเคลื่อนไหวหรือภาพนิ่งในเขตโบราณสถานคือผู้ที่จะนำภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือสร้างรายได้เท่านั้น ส่วนนักท่องเที่ยวที่ถ่ายภาพหรือคลิปเป็นที่ระลึกเพื่อดูเป็นการส่วนตัวหรือโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2568 เคยมีการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊กเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมการถ่ายภาพในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยที่สร้างความเข้าใจผิดในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งทางอุทยานประวัติศาสตร์ฯ ได้ชี้แจงเช่นเดียวกันว่าผู้ที่ต้องขออนุญาตคือการถ่ายทำเชิงพาณิชย์ มีการหารายได้จากการถ่ายทำ หรือมีการจ้างช่างภาพและทีมงาน ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มาเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์สามารถถ่ายภาพนิ่งและวีดีโอ เผยแพร่ทางช่องทางออนไลน์ของตนเองได้ตามปกติ  โดยปฏิบัติตามระเบียบการเข้าชมโบราณสถาน

เพจเฟซบุ๊กนำราคาขายปลีกน้ำมันเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 มาอ้างเท็จว่าน้ำมันขึ้นราคา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: วันที่ 16 ต.ค. 2569 น้ำมันขึ้นราคา 0.70 – 4 บาท

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพราคาน้ำมันเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15-16 ต.ค. 2569 พบเพจเฟซบุ๊กอย่างน้อย 3 เพจ แจ้งข่าวการขึ้นราคาน้ำมัน 0.70-4 บาท พร้อมภาพกราฟิกราคาน้ำมันที่ระบุว่าเป็นราคา ณ เวลา 05.00 วันที่ 16 ต.ค. 2569 และมีคำบรรยาย เช่น “น้ำมันขึ้นแล้วจ้า” “น้ำมันแพงขึ้น เตรียมเติมก่อนเดินทาง” และ “ราคาน้ำมันปรับขึ้นวันพรุ่งนี้” บางโพสต์มียอดแชร์มากกว่า 60 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)    

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อมูลราคาน้ำมันข้างต้นเป็นเท็จเนื่องจากระหว่างวันที่ 15 และ 16 ต.ค. 2569 ไม่มีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน

จากการตรวจสอบพบว่าราคาน้ำมันที่เพจเฟซบุ๊กเหล่านำมาเผยแพร่เป็นราคาขายปลีกน้ำมันเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 ของ ปตท. และบางจากในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งช่วงนั้นน้ำมันขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน

สำหรับการปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2569 และเป็นราคาที่มีผลมาจนถึงวันที่ 16 ต.ค. 2569 ซึ่งราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ เวลา 05.00 น. เป็นดังนี้ 

  • ดีเซล : 42.94 บาท/ลิตร 
  • แก๊ซโซฮอลล์ E85 : 31.63 บาท/ลิตร    
  • แก๊ซโซฮอล์ E20 : 35.69 บาท/ลิตร 
  • แก๊ซโซฮอล์ 91 : 41.07 บาท/ลิตร  
  • แก๊ซโซฮอล์ 95 : 41.44 บาท/ลิตร
  • แก๊ซโซฮอล์ 95 พรีเมียม : 47.79 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B7 : 42.94 บาท/ลิตร

(ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน)

กฎหมาย-ระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ไม่ได้ระบุว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งต้อง “เป็นกลางทางการเมือง”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กฎหมายกำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมต้องเป็นกลางทางการเมืองและห้ามพรรคการเมืองแทรกแซง 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลไม่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจผิด** ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ไม่มีข้อกำหนดเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองและการแทรกแซงของพรรคการเมือง  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: หลังการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความทางเฟซบุ๊กว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นโมฆะเพราะพรรคประชาชนเข้าไปสนับสนุนการหาเสียงของผู้สมัครจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าซึ่งขัดกับระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งและกระบวนการต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง เช่น แอดมินเพจเฟซบุ๊ก ‘ขุดมันขึ้นมาแฉ..!’ โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ว่า “ในระเบียบและแนวทางปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมล่าสุดมีการกำหนดเกณฑ์และคุณสมบัติเพิ่มเติมเพื่อคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นบอร์ดประกันสังคม โดยย้ำความเป็นกลางและปลอดจากการเมืองอย่างเข้มงวด” และสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘นิคมอุตสาหกรรม 304 ปราจีนบุรี’ โพสต์เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ว่า “ระเบียบการเลือกตั้งบอร์ด สปส. ฉบับใหม่กำหนดให้ผู้สมัครและกระบวนการต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง” (ลิงก์บันทึก 1, 2, 3)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ระเบียบและกฎหมายที่กำกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับปัจจุบันคือ

▪️ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564  

▪️ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569

▪️พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2558 

จากการตรวจสอบระเบียบกระทรวงแรงงานฯ ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั้งสองฉบับและ พ.ร.บ. ประกันสังคม ไม่พบข้อความใดที่ระบุว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นกลางทางการเมืองหรือห้ามไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง 

สำหรับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนนั้นปรากฏอยู่ในข้อ 23 ของระเบียบกระทรวงแรงงานฯ พ.ศ. 2564 ที่กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครไว้ทั้งหมด 10 ข้อ โดยข้อ 10 ระบุว่าผู้สมัครต้อง “ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่าสามปี”

ส่วน พ.ร.บ. ประกันสังคม มาตรา 8/2 (9) ระบุคุณสมบัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไว้เช่นเดียวกับระเบียบกระทรวงแรงงานฯ ข้อ 23 (10) คือ ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

นอกจากนี้ยังมีคำชี้แจงจากมาลากาลัญ ห่อประทุม รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรงกันว่าระเบียบกระทรวงแรงงานฯ ไม่ได้ระบุคุณสมบัติของผู้สมัครว่าต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองหรือห้ามมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง  

รองโฆษก สปส. ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2569 ว่า “[ผู้สมัคร] จะต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่าสามปี…ถ้าไม่เข้าลักษณะต้องห้ามนี้ก็ไม่น่าจะมีประเด็น”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้สัมภาษณ์ รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ทางช่องเนชั่นทีวี เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ว่าการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทำได้ตามคุณสมบัติที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในระเบียบเท่านั้น ผู้ดำเนินรายการถามว่าผู้สมัครรรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ตอบว่าเป็นสมาชิกพรรคได้ ไม่ได้มีข้อห้ามและความผิดอะไร เช่นเดียวกับนักการเมืองออกมาร่วมรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะ ๆ ก็ไม่ได้ห้ามและไม่ได้ผิดระเบียบ

 📌 ข้อสังเกตโคแฟค: ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดว่าระเบียบกระทรวงแรงงานฯ กำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมต้อง “เป็นกลางทางการเมือง” อาจมีที่มาจากการนำข้อความใน ร่างแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. …. มาสร้างความสับสนและทำให้เกิดความเข้าใจผิด 

ข้อ 27 (6) ของร่างแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานฯ ฉบับนี้ระบุว่าผู้สมัคร “ต้องเป็นผู้มีความเป็นกลางทางการเมือง ไม่เป็นผู้มีประโยชน์ได้เสีย และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมจากฝ่ายการเมือง” ซึ่งร่างแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานฯ ฉบับนี้ถูกปัดตกไปหลังจากมีผู้คัดค้านจำนวนมากในการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่สิ้นสุดไปเมื่อเดือน ก.พ. 2569 และไม่ได้มีการบังคับใช้ 

นอกจากนี้ยังมีสื่อบางสำนักที่นำเสนอข่าวโดยใช้พาดหัวข่าวที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้อหาในระเบียบกระทรวงแรงงานฯ ว่าด้วยการเลือกบอร์ดประกันสังคม เช่น พาดหัวข่าวว่า “เปิดกฎเหล็ก ระเบียบเลือกตั้งบอร์ด สปส. ฉบับใหม่ มีความเป็นกลางทางการเมือง…” เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวยังคงสามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบัน แม้จะมีการชี้แจงจากหลายฝ่ายแล้ว

โคแฟคสนทนา: IO ยังป่วนระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารไทย แนะถามตัวเอง 3 ข้อเพื่อรู้เท่าทัน IO  

วันที่ 14 ต.ค. 2569 รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.52” ในหัวข้อ “ไอโอ และ เรื่องมั่วจับแพะขนแกะ เราจะตรวจสอบอย่างไร” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท พร้อมด้วย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) และสายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm ร่วมพูดคุยเจาะลึกถึงปัญหาข้อมูลบิดเบือนในยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

สุภิญญา กลางณรงค์ ได้กล่าวถึงวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ “14 ตุลา” ครบรอบ 53 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การลุกฮือต่อต้านเผด็จการเพื่อสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย โดยในอดีตสื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นตะเกียงส่องสว่าง แม้จะมีการถูกยึดแท่นพิมพ์หรือควบคุมกระบอกเสียงจากภาครัฐ แต่ในยุคปัจจุบันที่มีสมาร์ตโฟน โลกออนไลน์ และ AI ทำให้การโฆษณาชวนเชื่อมีความสลับซับซ้อนและรวดเร็วยิ่งขึ้น ข้อมูลข่าวสารปะทะกันอย่างรุนแรงจนสร้างความสับสนให้แก่ประชาชน

ด้านสายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามทางออนไลน์ สแกมเมอร์ การกลั่นแกล้ง (bully) การตัดต่อภาพผู้หญิง และการบิดเบือนข้อมูลเพื่อโจมตีสื่อมวลชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งติดตามสถานการณ์และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือนที่ส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มเปราะบางในไทยและในภูมิภาคอาเซียน กล่าวถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO (Information Operation) ว่า IO มีที่มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น มีเป้าหมายเพื่อลดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ก่อนจะถูกนำมาใช้บริบทสังคมไทยอย่างกว้างขวางในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม สายใจย้ำว่าไม่ควรเหมาว่าทุกความเห็นที่แตกต่างหรือโจมตีกันเป็น IO ทั้งหมด เนื่องจากบางส่วนเป็นความคิดเห็นของมนุษย์จริง ๆ หากจะพิจารณาว่าเป็น “พฤติกรรมการประสานงานที่ไม่เป็นธรรมชาติ” (Coordinated Inauthentic Behavior: CIB) หรือไม่ จะต้องมีองค์ประกอบ เช่น การใช้บัญชีปลอมหรือบอต (bot) เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมเตือนให้ระวังการใช้คำว่า IO หรือ Fake News กับทุกเรื่องอย่างไร้ทิศทาง เพราะจะทำให้วิเคราะห์สถานการณ์และแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด เปรียบเสมือนการวินิจฉัยโรคผิดพลาด

สายใจยกตัวอย่างกรณีการโจมตีนักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม มาตัดต่อบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเกลียดชังว่าเป็น “นักสิทธิโจร” ผ่านเครือข่ายเพจที่ทำงานประสานกันเป็นระบบ ซึ่งเมื่อเดือนตุลาคม 2569 Stop Online Harm ได้เผยแพร่รายงานเรื่อง ข้อมูลบิดเบือนโจมตีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้ของประเทศไทย: กรณีคุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ ซึ่งจากการสืบสวนข้อมูลอย่างเป็นระบบและการตรวจสอบสัญญาณของพฤติกรรม CIB พบรูปแบบการโจมตีที่ต่อเนืองและเป็นระบบ โดยการกระทําดังกล่าวได้สร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจ และบั่นทอนงานด้านสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกคุกคามมาเป็นเวลานานนับสิบปี

เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว สายใจได้แนะนำหลักการ 3 ประการในการกลั่นกรองข่าวสารด้วยการตั้งคำถามเบื้องต้น 3 ข้อ ได้แก่

  1. Algorithm ตั้งคำถามว่าทำไมอัลกอริทึมจึงนำเสนอเนื้อหานี้ให้เราเห็น
  2. ผู้ส่งสาร ตรวจสอบย้อนกลับว่าใครเป็นคนโพสต์ มีทัศนคติหรือแนวคิดไปในทิศทางเดียวหรือไม่
  3. เป้าหมายของผู้ส่งสารต้องการให้เราเกิดความเกลียดชังหรือสนับสนุนฝ่ายใด

นอกจากนี้ยังแนะนำวิธีการง่าย ๆ ในการตรวจสอบที่มาและบริบทของภาพเบื้องต้นด้วยการนำภาพไปค้นหาใน Google Search เพื่อดูที่มาที่ไปของภาพว่าเคยเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใดจริง

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งเมตา (เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, เธรด) ติ๊กตอก และ X ที่มักปล่อยให้ข้อความสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือเนื้อหาที่กระตุ้นยอดแชร์สร้างกำไรให้แก่แพลตฟอร์ม โดยบัญชีที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์คนจริงรับจ้างโพสต์จะตรวจสอบได้ยาก แพลตฟอร์มมักระบุว่าไม่เข้าข่าย CIB หรือบอต ประชาชนจึงต้องรู้เท่าทันและช่วยกันกดรายงาน (report) เนื้อหาที่ปลุกปั่นความเกลียดชัง  ละเมิดสิทธิหรือสร้างอคติทางเชื้อชาติและศาสนา

สำหรับแนวทางการรับมือเมื่อตกเป็นเป้าหมายถูกคุกคาม องค์กรหรือบุคคลควรปฏิบัติ 3 ขั้นตอนสำคัญคือ

  1. ตั้งสติและเก็บหลักฐาน (Screenshot พร้อมระบุชื่อผู้ถูกคุกคาม) ก่อนกด Report เนื่องจากหากแจ้งลบไปแล้วหลักฐานอาจหายไป
  2. ร้องเรียนไปยังแพลตฟอร์มเพื่อให้ลบเนื้อหา และ
  3. ใช้มาตรการทางกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีมาตรการ “take it down” ซึ่งอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 284/4 ที่ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์สามารถปกป้องสิทธิของตนเอง โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นการคุกคามทางเพศทางระบบบริการออนไลน์ของศาลยุติธรรม (cios.coj.go.th) ได้ ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีถูกคุกคามหรือนำภาพไปตัดต่อ (ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพโป๊เปลือย ขอเพียงเป็นภาพที่สร้างความไม่สบายใจ) ศาลจะใช้เวลาพิจารณาและไต่สวนออนไลน์อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน หากพบว่าผิดจะส่งเรื่องไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อสั่งปิดข้อความนั้นทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปศาล

ช่วงท้าย สายใจให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการคุกคามทางออนไลน์ว่า ทาง Stop Online Harm มีบริการ “รถพยาบาลออนไลน์” ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ นำข้อมูลบิดเบือนออกจากอินเทอร์เน็ต และเยียวยาจิตใจ โดยสามารถติดต่อผ่าน เฟซบุ๊ก Stop Online Harm Thailand หรือเว็บไซต์ Stop Online Harm ซึ่งครอบคลุมการช่วยเหลือในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ ไทย ลาว เมียนมา มาเลเซีย และกัมพูชา

หมายเหตุ: รายงานชิ้นนี้สรุปความและเรียบเรียงด้วย AI (GEMINI) เพิ่มเติมข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องโดยกองบรรณาธิการโคแฟค

ชวนอ่านรายงานยูเนสโก ทำไม ‘เสรีภาพ-ความเป็นอิสระของสื่อ’ สำคัญต่อความมั่นคงของรัฐ-คุณภาพชีวิตประชาชน

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“ข้อมูลบิดเบือนสร้างความเสียหายต่อสังคมคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.5 – 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (Disinformation costs societies an estimated US$350–500 billion each year.)” เป็นโพสต์จากเพจ ‘UNESCO Bangkok’ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 เรียกร้องให้เห็นความสำคัญของงานด้านวารสารศาสตร์ (Journalism) ในฐานะปัจจัยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนในการรับมือข้อมูลบิดเบือน โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารเต็มไปด้วยความสับสน การเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ยิ่งมีความสำคัญกว่าที่เคยเป็นมา

โพสต์ดังกล่าวเขียนขึ้นเนื่องในโอกาส วันสากลแห่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนหน้า (International Day for Universal Access to Information) ตรงกับวันที่ 28 กันยายนของทุกปี ตามการริเริ่มขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2558 และได้รับการรับรองจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 28 ก.ย. 2562

“การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนหน้า หมายถึงการที่ทุกคนมีสิทธิในการแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สิทธินี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่แยกไม่ออกจากสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการแจ้งข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นที่น่าสนใจ แต่สื่อเองก็จำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการแสวงหาและรับข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นกัน ดังนั้น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนหน้าจึงมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสิทธิในเสรีภาพของสื่อมวลชน” ยูเนสโกอธิบาย

ยูเนสโกย้ำว่าประชาชนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนย่อมสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ เช่น ในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะเมื่อประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงกระบวนการบริหารปกครองบ้านเมืองจึงจะสามารถตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลต่อการตัดสินใจและการกระทำต่าง ๆ ได้ เมื่อข้อมูลข่าวสารคือพลังอำนาจ การที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียมกันจึงถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมแห่งความรู้ที่เข้มแข็งและเปิดกว้าง

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยขาดการกลั่นกรอง ตรวจสอบแหล่งที่มา และคิดวิเคราะห์อาจก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน โดยจากรายงาน The value of journalism: global evidence on why media matters to economies, national security and crises ซึ่งเผยแพร่ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2569 พบตัวเลขความเสียหาย 3.5 – 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 11-16 ล้านล้านบาทจากข้อมูลบิดเบือน

โพสต์รณรงค์วันสากลแห่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนหน้า (International Day for Universal Access to Information) ประจำปี 2569 เน้นย้ำมูลค่าความเสียหายจากข้อมูลบิดเบือน
ที่มา: เฟซบุ๊ก UNESCO Bangkok

รายงานฉบับดังกล่าวซึ่งมีความยาว 17 หน้า แบ่งเป็น 6 บทย่อย เน้นย้ำความสำคัญของการสนับสนุนทรัพยากรให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระตามกรอบจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือน โดยสาระสำคัญของแต่ละบทมีดังนี้

บทที่ 1 – บทนำ (Introduction): กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนักของระบบนิเวศสื่อทั่วโลกในปัจจุบัน ทั้งการที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายอย่างกว้างขวางมากขึ้น การเซ็นเซอร์สื่อโดยรัฐเพิ่มสูงขึ้น ผู้สื่อข่าวถูกคุกคามทางทางกายภาพและทางออนไลน์ ขณะที่องค์กรสื่อที่ประกอบธุรกิจก็อ่อนแอลง หรือหากเป็นสื่อสาธารณะก็ถูกตัดลดงบประมาณ ส่งผลให้จำนวนข่าวที่น่าเชื่อถือและการรายงานที่เป็นอิสระของสื่อมวลชนลดลงด้วย

เนื้อหาในบทนี้เน้นย้ำถึงประโยชน์ของสื่อมวลชนในด้านการสร้างและรักษาสังคมที่มีธรรมาภิบาล เพราะผู้มีอำนาจมักต้องพยายามประพฤติตนให้อยู่ในกรอบหากรู้ว่าตนเองกำลังถูกจับจ้อง และบางครั้งการเปิดโปงของสื่อก็อาจทำให้ผู้มีอำนาจที่ทุจริตต้องออกจากตำแหน่ง ตลอดจนการเสนอข่าวและรายงานที่ช่วยผลักดันการแก้ไขกฎหมาย นโยบาย จนถึงสร้างความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอ้างถึงผลการศึกษาหลายชิ้นที่จะได้กล่าวถึงในบทต่อ ๆ ไป

บทที่ 2 – ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล ความรับผิดชอบ และธรรมาภิบาล (Information integrity, accountability and good governance): บทนี้ยกตัวอย่างประโยชน์ของสื่อมวลชนในการสร้างความตระหนักรู้กับประชาชนในเรื่องที่สำคัญกับชีวิต งานศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าพื้นที่ใดที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะสามารถจดจำชื่อผู้แทนของตน อธิบายจุดยืนทางอุดมการณ์ และแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของนักการเมืองเหล่านั้นได้เป็นอย่างดีด้วย

ในทางกลับกัน มีการศึกษาประเด็น ‘พื้นที่ขาดแคลนข่าวสาร (News Deserts)’ ซึ่งหมายถึงชุมชนที่สำนักข่าวท้องถิ่นต้องปิดตัวลงจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ไม่มีการผลิตเนื้อหาข่าวที่เป็นเรื่องราวในท้องถิ่นนั้นอีกต่อไป พบว่าเมื่อสื่อท้องถิ่นปิดตัวลง ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารน้อยลง อัตราการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตยก็ลดต่ำลงด้วย

“เจมส์ ที. แฮมิลตัน (James T. Hamilton – นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด) กล่าวไว้ในผลงานหนังสือ ‘Democracy’s Detectives’ ของเขาซึ่งวิเคราะห์งานข่าวสืบสวนสอบสวน 10,000 ชิ้นในสหรัฐฯ ว่า การรายงานข่าวมักนำไปสู่การลาออก การฟ้องร้อง ปัญหาการทุจริตที่ลดลง และการบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้

ในตัวอย่างหนึ่ง ข่าวสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับระบบการคุมประพฤติในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ทำให้เจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมทุจริตหรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพถูกไล่ออก รวมถึงมีการออกกฎหมาย นโยบาย และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐใหม่ แฮมิลตันประมาณการว่าเงินที่สื่อลงทุนในการทำข่าวสืบสวนสอบสวน จะมีผลประโยชน์สุทธิทางนโยบายถึง 287 ดอลลาร์สหรัฐในปีแรกของการปฏิรูปเพียงปีเดียว“

ขณะที่ในบราซิล มีการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ 2,200 คน พบว่ายิ่งผู้รับสารเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นสำนักข่าวแบบดั้งเดิม (Legacy News Sources) ก็จะยิ่งลดโอกาสหลงเชื่อข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาทำนองเดียวกันกับกลุ่มตัวอย่าง 4,732 คนในบราซิล อินเดียและสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เลือกรับข่าวสารจากสำนักข่าวแบบดั้งเดิมมีแนวโน้มในระดับต่ำที่จะหลงเชื่อและส่งต่อข้อมูลบิดเบือนที่เกี่บวข้องกับการเลือกตั้ง

ที่ประเทศแทนซาเนีย ทวีปแอฟริกา พบว่าการที่สื่อท้องถิ่นนำเสนอข่าวความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐในการจัดทำบริการสาธารณะในชุมชน ส่งผลให้มีการปรับปรุงบริการสาธารณะที่เคยมีปัญหาให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในเวลา 7 เดือน เช่น ถนนหรือระบบน้ำประปาที่ชำรุดทรุดโทรมได้รับการซ่อมแซม ซึ่งแตกต่างชุมชนที่ไม่มีสื่อท้องถิ่นรายงานข่าว อย่างไรก็ตามผลการศึกษาพบว่า การที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตอบสนองหลังจากเรื่องนั้นปรากฏเป็นข่าว ไม่ใช่เพราะกังวลกับสายตาของสาธารณชน แต่กังวลต่อท่าทีของผู้มีอำนาจสูงกว่าจากส่วนกลาง

บทที่ 3 – วารสารศาสตร์ในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Journalism as an economic enabler): บทนี้กล่าวถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อในการช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพ และการพัฒนา โดยการทำงานของสื่อมวลชนสามารถนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดปัญหาการทุจริตและการไหลเวียนของเงินทุนที่ผิดกฎหมาย

การศึกษาที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือซึ่งดำเนินการใน 97 ประเทศชี้ให้เห็นว่า เมื่อประเทศใดมีอันดับเสรีภาพสื่อลดลงตามดัชนีเสรีภาพสื่อโลก (World Press Freedom Index) อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงจะปรับตัวลดลงร้อยละ 1-2 และต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ นอกจากนั้น ผลการวิเคราะห์ธนาคารจำนวน 259 แห่งใน 46 ประเทศพบว่า เสรีภาพของสื่อมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงเชิงระบบที่ต่ำลงในภาคการธนาคาร

“ผลการศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า การมีบทบาทของสื่อมวลชนช่วยลดพฤติกรรมของบริษัทในการกล่าวอ้างผลประกอบการทางการเงินเกินจริง อีกทั้งยังช่วยเปิดโปงการทุจริตทางการเงิน ซึ่งส่งผลให้เกิดความโปร่งใสทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทจำนวน 263 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่ถูกลงโทษฐานฉ้อโกงทางบัญชี พบว่าร้อยละ 29 ของกรณีดังกล่าว สื่อมวลชนได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการฉ้อโกงนั้นก่อนที่บริษัทจะออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ’

ที่ประเทศแอฟริกาใต้ มีความร่วมมือของสำนักข่าว 3 แห่ง คือ amaBhungane, Daily Maverick และ News24 ในการสืบสวนกรณี GuptaLeaks ว่าด้วยการสมคบกันทุจริตระหว่างตระกูล Gupta ที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่กับนักการเมืองในแอฟริกาใต้ในการประมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ จนในปี 2564 กลุ่มทุนดังกล่าวต้องชดใช้เงินคืนแก่รัฐบาลราว 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเทียบไม่ได้กับมูลค่าความเสียหายกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ชี้ให้เห็นบทบาทของสื่อในการมีส่วนร่วมป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ถึงกระนั้น Branko Brkic ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าว Daily Maverick มองว่า ผลกระทบและคุณค่าจากการนำเสนอข่าวสารรายวันของ Daily Maverick ในประเด็นสาธารณะที่สำคัญและมีความหมายต่อผู้รับสารนั้น มีความสำคัญเหนือกว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการสืบสวนเจาะลึกเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แม้โดยส่วนตัวแล้วคดี GuptaLeaks จะถือเป็นผลงานที่ภูมิใจที่สุดตลอดชีวิตการทำหน้าที่สื่อก็ตาม

ขณะที่ประเทศอินเดีย พบความเชื่อมโยงระหว่างบทบาทของสื่อกับการลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือ การที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคาดการณ์ว่าหนังสือพิมพ์จะตีพิมพ์ ‘รายงานผลการดำเนินงาน (Report Cards)’ ส่งผลให้พวกเขาให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยมากขึ้นในพื้นที่ที่มีความยากจนสูง เช่นเดียวกับในประเทศยูกันดา เมื่อรัฐบาลเริ่มดำเนินนโยบายเปิดเผยจำนวนเงินอุดหนุนโรงเรียนต่าง ๆ และสื่อท้องถิ่นก็นำเสนอข่าว ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณของรัฐ นำไปสู่การที่รัฐจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียงร้อยละ 13 เป็นร้อยละ 80

บทที่ 4 – ความมั่นคงและเสถียรภาพของชาติ (National security and stability): บทนี้ย้ำถึงความสำคัญของสื่อในการช่วยเหลือประชาชนรับมือการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน อีกทั้งการที่สื่อมีเสรีภาพยังช่วยลดโอกาสเกิดความขัดแย้งทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเงินทุนเพียงร้อยละ 0.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั่วโลก ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณด้านการทหารของโลกในช่วงเวลาเพียง 15 วัน ก็เพียงพอที่จะสนับสนุนสื่อสาธารณะที่มีคุณภาพและสร้างสภาพแวดล้อมทางข้อมูลที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วโลก

ในบทนี้มีการยกตัวอย่างผลกระทบจากข้อมูลบิดเบือน เช่น ในประเทศซูดาน การเผยแพร่ข้อมูลเท็จกลายเป็นส่วนสำคัญของความขัดแย้ง โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเตรียมการก่อนเกิดความรุนแรงทางกายภาพ ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ทำลายความสามัคคีทางสังคม ฃและเป็นอันตรายต่อปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะที่ในประเทศเมียนมา ตามรายงานของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของสหประชาชาติ (Report of the independent international fact-finding mission on Myanmar by Organisation of High Commissioner for Human Rights) วันที่ 12 ก.ย. 2561 ระบุว่ามีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อปั่นกระแสความเกลียดชังจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญา

ในทวีปยุโรป มีการให้ความสนใจประเด็นการแทรกแซงและบิดเบือนข้อมูลจากต่างประเทศ (Foreign Information Manipulation and Interference: FIMI) ในมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยทั้งตัวแสดงที่ใช่และไม่ใช่รัฐ (state and non-state actors) ใช้ข้อมูลบิดเบือนมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามข่าวสารเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศอื่น ตัวแสดงเหล่านี้ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการสร้างโฆษณาชวนเชื่อและข้อมูลบิดเบือน ซึ่งเป็นยอดเงินที่สูงกว่างบประมาณที่ใช้ในการต่อต้านข้อมูลบิดเบือนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ข้อมูลบิดเบือนที่บั่นทอนเสถียรภาพของชาตินั้นอาจมีที่มาจากหลากหลายแหล่ง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ และบ่อยครั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกผลิตและเผยแพร่ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทางการเงิน ทั้งนี้รูปแบบการเผยแพร่และผลกระทบของข้อมูลดังกล่าวยังถูกกำหนดโดยตัวแสดงทางการเมืองภายในประเทศ พลวัตทางสังคม และระบบนิเวศการสื่อสารดิจิทัลในท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก

“ข้อมูลบิดเบือนก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อความสามัคคีในสังคม ความเชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ สามารถเพิ่มความแตกแยก และทำให้วิกฤตการณ์รุนแรงขึ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การสำรวจการรับรู้ความเสี่ยงระดับโลกของเวทีเศรษฐกิจโลกประจำปี 2569 (World Economic Forum 2026) จึงจัดอันดับให้ข้อมูลที่ผิดพลาดและข้อมูลเท็จเป็นความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุดอันดับ 2 ที่โลกกำลังเผชิญอยู่” ยูเนสโกระบุ

รายงาน ‘แกะรอยสงครามข้อมูลข่าวสารไทย-จีน: กรณีศึกษาตึก สตง. ถล่ม’ ของโคแฟคเป็นตัวอย่างของความพยายามในการตรวจสอบปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของต่างประเทศหรือ FIMI

การศึกษาเปรียบเทียบใน 18 ประเทศพบว่า ประเทศที่มีความสามารถในการรับมือกับข้อมูลบิดเบือนได้ดีที่สุดนั้น มีระดับความเชื่อมั่นในสื่อสูงและมีระบบสื่อสาธารณะ (Public Service Broadcasting) ที่เข้มแข็ง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในระดับที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัยจำนวนมากในประเด็นพื้นที่ขาดแคลนข่าวสาร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ในพื้นที่ที่นำเสนอน้อยหรือไม่มีการนำเสนอข่าวสารในระดับท้องถิ่นเลย ประชาชนจะมีความรู้ความเข้าใจน้อยลง มีแนวคิดแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น และขาดความกระตือรือร้นในการติดตามข่าวสาร ส่งผลให้ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้นยังมีการศึกษาบนพื้นที่ควบคุมที่ใช้วิธีสุ่มพบว่า การเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักข่าวฝรั่งเศสอย่าง AFP ช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือนบนเฟซบุ๊กลงได้ประมาณร้อยละ 8 อีกทั้งยังส่งผลให้ผู้ชมที่เคยแชร์ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว มีแนวโน้มที่จะแชร์ข้อมูลบิดเบือนน้อยลงในอนาคต

บทที่ 5 – วิกฤติและการตอบสนองด้านมนุษยธรรม (Crisis and humanitarian response): งานด้านสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤติและภัยพิบัติทางมนุษยธรรม สื่อช่วยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตได้รับข้อมูลข่าวสารที่ช่วยรักษาชีวิต อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงแนวทางการเตรียมความพร้อมและการรับมือของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ การนำเสนอข่าวสารยังมีผลโดยตรงต่อระดับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่หน่วยงานต่าง ๆ ตัดสินใจจัดสรรเพื่อรับมือกับวิกฤตินั้น ๆ

“ข้อมูลที่สื่อนำเสนอช่วยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและช่วยต่อต้านข้อมูลที่บิดเบือนได้ การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับภาวะวิกฤตช่วยสร้างความตระหนักรู้และความสำคัญต่อประเด็นปัญหา ซึ่งผลักดันให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องลงมือแก้ไขปัญหา นำไปสู่การรับมือที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การรายงานข่าวเชิงวิพากษ์ของสื่อยังทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบการทำงานของภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งนำไปสู่การลาออก การปฏิรูปองค์กร และการดำเนินงานที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น“

บทนี้ยังกล่าวถึงผลกระทบของข้อมูลบิดเบือนหรือเนื้อหาเท็จในการซ้ำเติมสถานการณ์ภัยพิบัติให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น แต่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ เช่น ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 องค์การอนามัยโลก (WHO) ใช้คำว่า ‘การระบาดของข้อมูล (Infodemic)’ หมายถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถาโถมในช่วงสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งรวมถึงข้อมูลเท็จด้วย ส่งผลให้ผู้รับสารตัดสินใจผิดพลาดในการดูแลสุขภาพ อาทิ ลังเลว่าจะเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่

ผลการศึกษาจากสำนักข่าว 365 แห่งใน 37 ประเทศชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่มีการระบาด สื่อมวลชนต่างมุ่งเน้นนำเสนอข่าวสารที่ผู้ชมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการติดเชื้อและแนวทางการป้องกันตนเอง มีตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างในประเทศสวีเดน พบว่า การได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนสมัครใจปฏิบัติตามมาตรการ ‘อยู่บ้าน..หยุดเชื้อ (Staying at Home)’ แม้รัฐบาลไม่ได้ออกคำสั่งในเชิงบังคับเลยก็ตาม

เช่นเดียวกับในประเทศบังกลาเทศ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับข้อมูล และความรู้ดังกล่าวได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการลงมือปฏิบัติจริง หรือที่ประเทศบราซิล มีการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 5,233 คน พบว่าข่าวที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมมีความตั้งใจที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนมากขึ้น ส่วนในประเทศไนจีเรีย การประเมินผลรายการวิทยุที่จัดทำขึ้นเพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จและความลังเลใจในการฉีดวัคซีน พบว่ารายการดังกล่าวช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ฟังประจำในการระบุและโต้แย้งข้อมูลเท็จเหล่านั้นได้

“ข้อค้นพบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงความเสียหายมหาศาลที่เกิดจากข้อมูลบิดเบือนในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ สวัสดิภาพ และระบบเศรษฐกิจ มีการศึกษาชิ้นหนึ่งประเมินว่าข้อมูลบิดเบือนเป็นสาเหตุให้เกิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกือบ 2.3 ล้านราย และมีผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 66,000 รายเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวในปี 2564 ซึ่งส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มในการรักษาพยาบาลสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีผู้เสียชีวิตถึง 45,000 รายทั้งที่สามารถป้องกันได้”

ตัวอย่างข่าวลวงหรือการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 และวัตซีนในประเทศไทยที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโคแฟค “แอสตร้าเซนเนก้ายอมรับวัคซีนทำให้ลิ่มเลือดอุดตันเป็นข่าวเก่าปี 67” และ “โควิดสายพันธุ์เดลตาครอน XBC ระบาด รัฐบาลเตรียมประกาศงดจัดงานเทศกาล“

สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐทุ่มเททรัพยากรช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากขึ้น จากการเก็บข้อมูลในประเทศอินเดียระหว่างปี 2501-2535 พบว่า เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมหรือภัยพิบัติที่ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย หน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่นจะทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในท้องที่ที่สื่อ (ในเวลานั้นคือหนังสือพิมพ์) แพร่หลาย

ไม่ต่างจากในสหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาเหตุภัยพิบัติจำนวน 2,337 ครั้งพบว่า การตอบสนองของรัฐบาลสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์กับปริมาณการนำเสนอข่าว โดยข่าวที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ หนึ่งชิ้นในหนังสือพิมพ์ New York Times นั้น เทียบเท่ากับมูลค่าความช่วยเหลือฉุกเฉินที่เพิ่มขึ้นอีกถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน มีการศึกษาที่พบว่า หากภัยพิบัติเกิดขึ้นในช่วงที่มีกิจกรรมหรืองานสำคัญระดับใหญ่ ๆ ที่สื่อให้ความสนใจ เช่น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก งบประมาณที่ลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจะน้อยกว่าภัยพิบัติที่เกิดในช่วงเวลาที่ไม่มีงานใหญ่

นอกจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการลดผลกระทบจากภัยพิบัติในระยะยาว มีตัวอย่างจากรณรงค์อย่างต่อเนื่องโดยสำนักข่าว Los Angeles Times นำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานการก่อสร้างอาคารใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการรับมือแผ่นดินไหว และเมื่อมองในระดับนานาชาติ การวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จำนวน 344 ครั้งใน 42 ประเทศ พบว่าระดับการทุจริตในภาครัฐของประเทศนั้น ๆ มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันและมีนัยสำคัญทางสถิติกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว

บทที่ 6 – บทสรุป (Conclusion): ข้อมูลที่รวบรวมไว้ในรายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า งานด้านสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับประเด็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ การไหลเวียนของเงินทุนที่ผิดกฎหมาย ไปจนถึงภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติต่าง นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังสามารถสร้างผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมถึงการให้บริการสาธารณะ อีกทั้งยังมีบทบาททั้งในการเปิดโปงและป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ อิทธิพลของงานสื่อมวลชนนั้นมักขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอย่างการมีอยู่ของสถาบันทางประชาธิปไตยอื่น ๆ ที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น การสืบสวนสอบสวนของสื่ออาจเปิดโปงการทุจริตครั้งใหญ่ แต่เรื่องนี้อาจไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหากปราศจากสถาบันหรือกลุ่มองค์กรที่สามารถดำเนินการจัดการกับข้อมูลดังกล่าวได้ อาทิ หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน หน่วยงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา หรือประชาชนที่ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม

รายงานของยูเนสโกทิ้งท้ายไว้ว่า แม้งานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของวารสารศาสตร์จะพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยังคงต้องมีการทำงานเพิ่มเติมอีกมาก ความรู้บางส่วนเกี่ยวกับผลกระทบของวารสารศาสตร์นั้นมาจากการศึกษาเฉพาะกรณี และไม่สามารถสรุปได้ว่าผลลัพธ์เดียวกันจะเกิดขึ้นในบริบทอื่น ๆ เนื่องจากความแตกต่างอย่างมากระหว่างอุตสาหกรรมสื่อ ระบบการเมือง และพลวัตทางสังคม ดังนั้นงานวิจัยลักษณะนี้จำเป็นต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบริบทของประเทศกำลังพัฒนา และคำนึงถึงพลวัตในท้องถิ่น และเมื่อพิจารณาถึงความเร็วในการพัฒนาของข้อมูลเท็จที่ขับเคลื่อนด้วย AI การวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของวารสารศาสตร์ในการช่วยต่อต้านข่าวลวงลักษณะนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ

อ่านรายงาน The value of journalism: global evidence on why media matters to economies, national security and crises ได้ ที่นี่

อ้างอิง

นักวิชาการสาธารณสุข-เศรษฐศาสตร์คัดค้านยกเลิก ‘ภาษีบาป’ หวั่นกระทบการสร้างเสริมสุขภาวะ เตือนเข้าทางธุรกิจบุหรี่

วันที่ 12 ต.ค. 2569 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดเสวนาหัวข้อ ‘แก้กฎหมาย 4 องค์กรเพื่อยกเลิกภาษีบาป สังคมมีแต่เสีย?’ ที่โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร ผู้ร่วมเสวนาซึ่งประกอบด้วยบุคลากรในแวดวงสาธารณสุขและนักวิชาการด้านสาธารณสุขและเศรษฐศาสตร์ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีที่รัฐบาลผลักดันการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่กำกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ไทยพีบีเอส) ให้ต้องไปเข้ากระบวนการของบประมาณประจำปีเหมือนหน่วยงานราชการทั่วไป จากเดิมที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) อย่างในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปรับปรุงวินัยการเงินการคลัง

วิทยากรที่เข้าร่วมเวทีเสวนายังได้เล่าประสบการณ์และให้ทัศนะต่อผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. เช่น การณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ปัญหาสุรา การปกป้องสิทธิเด็กและเยาวชน

25 ปี สสส. ลด ‘สิงห์อมควัน’ ได้จริง หวั่นการเปลี่ยนที่มาของงบประมาณอาจเข้าทางธุรกิจยาสูบ

ศ. (เกียรติคุณ) นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่าระหว่างปี 2529-2539 ประเทศไทยเริ่มให้ความสนใจเรื่องปัญหาการบริโภคยาสูบตามกระแสโลก ซึ่งขณะนั้นสถิติพบว่าชายไทย 2 ใน 3 คนสูบบุหรี่ แม้จะมีการตั้งสำนักควบคุมยาสูบ แต่งบประมาณที่จัดสรรมาก็ไม่มากนัก เช่น ปี 2535 ได้ 22 ล้านบาทและลดลงเหลือ 17 ล้านบาทและ 15 ล้านบาท ในปี 2536 และ 2537 ตามลำดับ อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้จัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานหรือมูลนิธิอื่นไปดำเนินการได้ ทำให้การรณรงค์แก้ปัญหาขาดความต่อเนื่อง และไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมยาสูบ ขณะที่รัฐบาลเก็บภาษียาสูบได้ถึงหลักหมื่นล้านบาทต่อปี แต่กลับอ้างว่าไม่มีงบประมาณสำหรับการควบคุมยาสูบ

ศ. (เกียรติคุณ) นพ. ประกิตกล่าวว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ยังมีความคิดขยายงานไปยังเรื่องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายภาคส่วนจึงเห็นตรงกันว่าต้องให้มีกลไกบางอย่างเกิดขึ้นในรูปแบบ ‘กองทุนสุขภาพ’

“ในการตั้งกองทุนเรามีเป้าหมาย 2 ข้อ 1. เราต้องการเงินที่คาดการณ์ได้สม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นจะทำโครงการไม่ได้ มูลนิธิผมจะหาคนมาทำงานไม่ได้ ปีนี้ได้ปีหน้าไม่ได้ มันต้องการความสม่ำเสมอและยั่งยืน และ 2. เป็นองค์กรอิสระ เพราะเราเรียนรู้มาว่าในสหรัฐอเมริกากองทุนถูกแทรกแซงโดยธุรกิจแล้วก็ยุบไปในที่สุด เพราะสิ่งที่ทำมันไปกระทบผลประโยชน์ของเขา” ศ. (เกียรติคุณ) นพ.ประกิตกล่าว

ศ. (เกียรติคุณ) นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

ศ. (เกียรติคุณ) นพ.ประกิตทิ้งท้ายว่าฝ่ายการเมืองมีผลต่อการปกป้องสุขภาพและสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น อัตราการเก็บภาษีบุหรี่ที่ไม่เคยขึ้นเลยมานานกว่า 9 ปี หรือกฎหมายควบคุมการตลาดเพื่อป้องกันปัญหาเด็กอ้วนที่ไม่มีความคืบหน้าและค้างอยู่มานาน 17 ปีแล้ว ล้วนเป็นเพราะการตัดสินใจที่ไม่มีประสิทธิภาพและการไม่สนับสนุนของฝ่ายการเมือง

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่าการสร้างเสริมสุขภาพต้องทำครอบคลุมทั้งงานนโยบาย งานรณรงค์ งานศึกษาวิจัย งานพัฒนาศักยภาพชุมชน และงานสื่อสารสาธารณะ และการทำงานของ สสส. นั้นชัดเจนว่าทำกับทุกคนบนแผ่นดินไทย ไม่เฉพาะกับคนไทยเท่านั้น เพราะทุกคนเป็นผู้สร้างและได้รับผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบในด้านสุขภาพได้

การทำงานของ สสส. คือการเชื่อมประสานทุกภาคส่วนไม่ว่ารัฐ เอกชน ชุมชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ฯลฯ โดยมีงบประมาณที่เก็บเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิตที่รัฐเก็บแล้วส่งเข้าคลังตามปกติ ซึ่งเขามองว่างบประมาณที่ สสส. ได้รับนั้นนับว่าเป็นส่วนน้อยคือมีงบเพียง 4 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดกว่า 3 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ การใช้จ่ายเงินของ สสส. ยังคงถูกตรวจสอบไม่ใช่ใช้จ่ายได้อย่างอิสระ เพียงแต่มีความคล่องตัวมากขึ้นเท่านั้น

“ผลงานที่ทำมา 25 ปี เรื่องยาสูบเราจะเห็นสถิติลดลงชัดเจน ตอนนี้สูบประมาณ 16.5% จำนวนมวนก็ลดลง บางคนบอกลดลงไม่เยอะ ลองไปดูญาติมิตรว่าคนไหนสูบบุหรี่แล้วเลิกยากขนาดไหน แต่เราก็ทำให้เลิก แต่สิ่งที่ทำได้ดีกว่า เราสามารถป้องกันให้คนที่ไม่สูบได้เยอะกว่า อย่าลืมว่าประชากรเราเจริญเติบโตขึ้น มันเพิ่งหันหัวลงเมื่อไม่นานนี้ แต่เยอะขึ้น จึงมีคนสูบน้อยลง จริง ๆ เราป้องกันคนไม่ให้เข้ามาได้เยอะกว่าทั้งเรื่องเหล้าเรื่องบุหรี่ เราต้องดูตรงนี้ด้วยมาวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์” ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าว

รศ.พญ. เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าแนวคิดเรื่องการเก็บและใช้ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ซึ่งเป็นการให้ภาคธุรกิจร่วมรับผิดชอบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโลก (WHO) สนับสนุนให้มีและออกแนวปฏิบัติเรื่องการนำภาษีนี้มาใช้ในงานด้านสุขภาพ ขณะนี้มีถึง 80 ประเทศทั่วโลกที่ใช้กลไกนี้ ในจำนวนนี้มี 40 ประเทศที่ใช้จากภาษียาสูบ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเปิดเผยเอกสารลับออกมาเป็นระยะ ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจยาสูบในสหรัฐอเมริกามีความกังวลต่อมาตรการทางภาษีมากที่สุด จึงระดมสรรพกำลังทุกวิถีทางเพื่อจัดการกับมาตรการภาษีนี้โดยเฉพาะ Earmarked Tax โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่น รายได้ภาษีไม่แน่นอน บริการสาธารณะไม่ควรขึ้นกับยอดขายบุหรี่ ลดทอนอำนาจในการบริหารงบประมาณของรัฐ ขาดการทบทวนประสิทธิภาพ ไม่เป็นธรรมต่อผู้สูบบุหรี่ และภาษีไม่ควรใช้กำหนดพฤติกรรม

รศ.พญ. เริงฤดีกล่าวว่าเอกสารส่วนหนึ่งกล่าวถึงกลยุทธ์ที่ธุรกิจยาสูบใช้ในประเทศไทย เช่น ผลักดันให้มีการเจรจากับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง โน้มน้าวให้เชื่อว่าการขึ้นภาษีจะทำให้เกิดการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนซึ่งจะทำให้ รัฐสูญเสียรายได้ มีการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านยาสูบในไทย และรายงานว่ากลุ่มเหล่านี้มีความได้เปรียบจากทรัพยากรทางการเงิน อีกทั้งยังมีการให้ความเห็นว่าภาคประชาสังคมของไทยมีความเข้มแข็ง เมื่อเทียบกับภาครัฐที่อ่อนแอและล้าหลัง  

“การต่อสู้ไม่ได้จบลงเมื่อเรามี Earmarked Tax ปัจจุบันเรามี Earmarked Tax มาแล้ว 25 ปี การต่อสู้ก็ไม่จบและไม่เคยจบด้วย มีการที่จะพยายามยกเลิกมาหลาย ๆ ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่ บทเรียนหนึ่งที่แคลิฟอร์เนียเขาสรุปไว้ใน Proposition 99 ตัวแปรสำคัญที่สุดในการปกป้อง Earmarked Tax คือการระดมพลังภาคประชาชนและการสื่อสารผ่านสื่อมวลชน’ รศ.พญ.เริงฤดีกล่าว

พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงปัญหาในระบบงบประมาณของประเทศไทยที่กลายเป็นการจองเม็ดเงินของแต่ละกระทรวงที่แต่ละพรรคการเมืองคุมอยู่ไปใช้ ทำให้โอกาสที่จะจัดสรรงบประมาณไปสนับสนุนโครงการใหม่ ๆ ที่สังคมต้องการนั้นแทบเป็นไปไมได้เลย อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้ภาคส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐมาของบไปทำโครงการด้วย

“ผมเข้าใจว่าเรื่อง สสส. ก็ดี เรื่องของการที่เรารณรงค์ไม่ให้มีการเสพบุหรี่หรือสุราก็ตาม เป็นสิ่งที่มันมีหลายฝ่ายอยากล้ม กระทรวงการคลังเขาก็ยอมรับว่าอยากเอางานนี้มาเป็นตัวเลขแสดงผลงานของกรมสรรพสามิตว่าเขาเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น เงินก้อนนี้ (ภาษีบาป) ก็เก็บให้แต่ถูกตัด เขาไม่รู้สึกว่าได้มีผลงาน อธิบดีสรรพสามิตท่านหนึ่งยังเคยพูดถึงประเด็นนี้ในช่วงที่ผมยังอยู่ในสภาฯ เป็นผู้แทนฯ กำลังจะคิดอ่านเรื่องแก้ไขภาษีบุหรี่ไฟฟ้าจะได้มีรายได้เกิดขึ้น ผมเองก็กล่าวในที่ประชุมว่าอย่ามาแตะต้องเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า” พิสิฐกล่าว

การขับเคลื่อนเรื่องปัญหาสุรา ไม่ใช่แค่รณรงค์แต่สนับสนุนงานวิชาการ

ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวว่าหลายคนเข้าใจว่างานของ สสส. มีแต่งานด้านรณรงค์ เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา แต่จริง ๆ ยังมีงานด้านวิชาการและการตั้งศูนย์ความเชี่ยวชาญในเรื่องต่าง ๆ

เมื่อพูดถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เรามักจะดูว่ามีศูนย์ความเชี่ยวชาญโรคนั้น ๆ อยู่ที่คณะแพทย์ที่ไหนบ้าง งานด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันปัจจัยเสี่ยงก็เช่นกัน งานเหล่านี้จำเป็นต้องมีศูนย์ความเชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการทำงาน เช่นศวส. ตั้งอยู่ที่ มอ. วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา ขณะที่ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ตั้งอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และยังมีศูนย์วิชาการที่ดูแลเรื่องสารเสพติดอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

การที่ สสส. สนับสนุนการทำงานของศูนย์วิชาการเหล่านี้ทำให้นักวิจัยสามารถพัฒนางานวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง เพราะแหล่งทุนส่วนใหญ่จะให้ทุนทำวิจัยเป็นรายปี ซึ่งการได้ทุนระยะสั้นเช่นนี้ทำให้นักวิจัยประสบปัญหาในการจ้างคนมาทำงาน ขณะที่ ศวส. รับทุนจาก สสส. มาทำงานประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีสัญญาครั้งละ 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเพียงพอในการดึงนักวิชาการเก่ง ๆ มาทำงานร่วมกันได้

“ถ้าถามผม อาจารย์เหล่านี้ที่อยู่ในคณะแพทย์จำเป็นต้องมาทำงานพวกนี้ไหม จริง ๆ เขามีงานอื่นให้ทำนะ แต่ผมคิดว่าที่พยายามอยากจะทำพวกนี้คือเขามองเห็นว่าเป็นงานที่สำคัญและมีประโยชน์ ฉะนั้นสิ่งที่อยากให้สังคมรู้ก็คือ สสส. มีอีกหนึ่งบทบาทคือสนับสนุนศูนย์วิชาการซึ่งสังกัดอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่สำคัญ ๆ ของประเทศไทยทั้งนั้นในการทำงานวิชาการ’ ศ.ดร.นพ.พลเทพกล่าว

สสส. กับมิติงานด้านเยาวชน

ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่าบ้านกาญจนาภิเษกไม่ได้รับทุนจาก สสส. โดยตรง แต่เด็กที่อยู่สถานพินิจฯ ล้วนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสังคมซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐ หากไม่มีองค์กรที่ทำงานแก้ไขปัญหาสังคมอย่างจริงจัง ก็ย่อมมีเด็กเดินเข้าสู่สถานพินิจฯ มากขึ้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมา สสส. มีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็ก เยาวชน ครอบครัวและกลุ่มเปราะบาง ผ่านการสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน เช่น องค์กรแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ที่ทำงานกับเยาวชนที่รวมตัวเป็นกลุ่มอันธพาลใน จ.เชียงใหม่ อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเยาวชนที่เคยเป็นหัวโจกปรับเปลี่ยนตนเองไปทำมาหากินสุจริต หรือมีตัวอย่างผู้ใหญ่ที่เคยติดเหล้าสามารถลด ละ เลิกได้และกลายมาเป็นผู้นำชุมชน เรื่องราวเหล่านี้ควรถูกบันทึกไว้เป็นผลงานของ สสส. และต้องนำมาคำนวณความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณด้วย เพราะหากคนเหล่านี้ไม่สามารถก้าวออกมาจากปัญหาได้ ประเทศก็จะต้องแบกภาระขนาดใหญ่มาก

ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก

“ประชาชนคือพลังของเมืองใช่หรือไม่ เราต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน คำถามที่สอง ปัจจัยชี้ขาดการปกครองระบอบประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าทั้งสองอย่างนี้คิดตื้น ๆ ง่าย ๆ เด็ก ๆ ก็ตอบได้ คิดว่า สสส. ได้ทำสิ่งนี้ค่อนข้างเยอะมาก ดิฉันเคยเป็นบอร์ด สสส. มีคนเสนอโครงการเข้ามาและมีการพิจารณา แทบจะไม่มีโครงการไหนเลยที่ไม่มีพลังของประชาชนอยู่ในนั้น” ทิชากล่าว

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าวชื่นชม สสส. ในการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่องการสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้กินอาหารมื้อเช้าที่ครบถ้วนและมีประโยชน์ ซึ่งเมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองเห็นว่าบุตรหลานมีภาวะทางโภชนาการดีขึ้น ผลก็ย้อนกลับไปที่ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น เท่ากับทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ดูแลสุขภาวะผู้สูงวัยและคนพิการ-ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน อีกส่วนหนึ่งของผลงาน สสส.  

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สสส. ทำให้สังคมตื่นตัวและเข้ามาร่วมทำงานเรื่องสุขภาพได้เป็นจำนวนมาก ซึ่ง สสส. ไม่ได้มีผลงานเฉพาะการสร้างนวัตกรรม แต่ยังเก่งเรื่องการระดมคนที่มีพื้นฐานหลากหลาย ผู้ที่เข้ามานั่งเป็นกรรมการใน สสส. ก็มีความหลากหลายทั้งนักธุรกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัย ภาคประชาชน สสส.

ตัวอย่างผลงานของ สสส. เช่น การสร้างความหมายใหม่ให้คนพิการจากหมดอาลัยตายอยากไร้ความหวังสู่ผู้สร้างสรรค์เศรษฐกิจที่ดูแลชีวิตตนเองได้, การลดความเปราะบางของผู้สูงอายุ, การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งมีผลทำให้ผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ได้รับการดูแลระยะยาว และที่โดดเด่นที่สุดคือการสื่อสารกับสังคมให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพทั้งเรื่องสุรา บุหรี่ การมีกิจกรรมในครอบครัว ซึ่งการที่สถาบันหนึ่งได้พิสูจน์ผลงานของตนเองแล้วว่าทำได้ดี จึงน่าจะเป็นสถาบันที่ถูกพัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้นไม่ใช่อ่อนแอลง

“ถ้าเรามีสถาบันที่สามารถทำงานโดยมองอนาคตแล้วพยายามหาทางทำให้อนาคตของประเทศไทยมีสุขภาพที่ดี ผมคิดว่าเราทำให้ศักยภาพและความเป็นภาระของคนไทยลดลงได้” นพ.สมศักดิ์กล่าว

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

สสส. “แตกต่างจากหน่วยงานราชการโดยทั่วไป”

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงบทบาทของ สสส. ที่แตกต่างจากหน่วยงานราชการโดยทั่วไปว่า หน่วยงานราชการโดยทั่วไปไม่สามารถขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการส่งเสริมการมีสุขภาพดีได้ เพราะมีองค์ประกอบ 3 ส่วนที่ต้องทำไปด้วยกัน คือ 1) สุขภาพ เช่น ต้องอธิบายให้ได้ว่าบุหรี่ก่อโรคภัยอย่างไร 2) เศรษฐศาสตร์ เช่น มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ลด ละ เลิกสูบบุหรี่ และ 3) สังคม คือการสื่อสารให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญและแก้ไขปัญหา 

ดร.นณริฏมองว่าในความเป็นจริงไม่มีหน่วยงานราชการใดสามารถทำได้ทั้ง 3 ส่วน เช่น แพทย์แม้มีความรู้ด้านสุขภาพแต่ขาดความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสังคม ดังนั้นจึงเป็นบทบาทของ สสส. ที่เข้ามาเติมเต็ม เพราะ สสส. สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกับทุกภาคส่วนในสังคมได้ เช่น ภาควิชาการที่ทำงานวิจัย ภาคประชาสังคมที่มีนวัตกรรมสำหรับทำงานกับประชากรกลุ่มเฉพาะหรือคนชายขอบ อาทิ กลุ่มที่ทำงานกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน คนไร้บ้าน คนพิการ ซึ่งหากปล่อยให้กลไกปกติของทางราชการทำโดยลำพังอาจล่าช้าหรือไม่ครบวงจรในระดับที่สามารถดึงคนเหล่านี้ขึ้นมาเป็นพลังทางเศรษฐกิจและไม่ถูกสังคมตีตรา ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่เกิดความยั่งยืน  

นอกจากนี้ระบบงบประมาณปกติของประเทศไทยมีจุดอ่อนคือมักไม่ให้คุณค่ากับอนาคต เห็นได้จากช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) มักถูกตัดก่อนเสมอ ทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง หากนำ สสส. ไปอยุ่ในระบบงบประมาณปกติคงมีชะตากรรมไม่ต่างกัน

“ใครทำวิจัยจะรู้ดี วิกฤติเศรษฐกิจทีไรงบวิจัยหายก่อน สสส. ก็เป็นแบบเดียวกันเพราะงานที่ทำเป็นสิ่งที่จะเกิดผลในอนาคต คุณสุขภาพดีวันนี้มันคือเงินตลอดชีวิตที่คนคนนั้นจะทำได้มากขึ้น ถ้าคุณไม่เลิกบุหรี่ ปอดพังขึ้นมาคุณทำงานไม่ได้ งบประมาณส่วนนี้จะโดนตัดก่อนอย่างแรก ส่วนประเด็นเรื่องความคุ้มค่าของเงินที่ใช้ไป เรามีโครงการอย่าง AI Passport ที่ก็ใช้เงิน ขณะที่ความคุ้มค่ามันไม่ถึง 6 เท่าอย่างที่เราคุย ผมก็มีคำถามว่ามันใช่หรือ?” ดร.นณริฏกล่าว 

Earmarked Tax ขัดวินัยการเงินการคลัง?

รศ.ดร. เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่ารัฐบาลในหลายประเทศมักใช้จ่ายงบประมาณไปกับนโยบายประชานิยม ซึ่งข้อเสนอของรัฐบาลที่ให้ตัดกลไก Earmarked Tax จากภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบออกไปจาก 4 กองทุนทั้ง สสส. ไทยพีบีเอส การกีฬาและผู้สูงอายุ โดยอ้างว่าขัดวินัยการเงินการคลังก็เป็นไปตามแนวทางนี้ จึงต้องมีการกำหนดหลักวินัยการเงินการคลังขึ้นมากำกับ กรณีของไทยคือ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ว่าด้วยความคุ้มค่าของการจัดทำนโยบาย กระบวนการจัดเก็บ เบิกจ่ายและกู้ยืมเงิน

รศ.ดร. เอื้ออารีย์กล่าวถึงร่างแก้ไขกฎหมายที่รัฐบาลเสนอว่าแม้สาระสำคัญคือไม่ให้มี Earmarked Tax อีกต่อไป เว้นแต่เป็น Earmarked Tax สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เท่ากับว่ารัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของ Earmarked Tax นอกจากนี้ผู้เสนอแก้ไขกฎหมายยังพยายามอธิบายให้สังคมเข้าใจว่า Earmarked Tax สำหรับ 4 กองทุนและองค์กรนั้นไม่สามารถปล่อยให้มีได้อีกต่อไปเพราะจะเข้าข่ายขัดวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นการอธิบายที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายซึ่งในบทเฉพาะกาลระบุว่ากองทุนใดที่มี Earmarked Tax มาก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็ให้มีอยู่ต่อไป

“พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มีบทเฉพาะกาลอยู่ 7 มาตรา 5 ใน 7 มาตรากำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องทำอะไร อย่างเช่นต้องไปจัดทำแผนการทางการคลังระยะปานกลางภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้บังคับ แต่ในขณะเดียวกัน มาตรา 82 ที่เป็นเหตุในการยุติกองทุนนี้ไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาเลย ลักษณะการเขียนคือไม่ใช้บังคับกับ Earmarked Tax ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนที่ พ.ร.บ. นี้จะมีผลใช้บังคับ แสดงว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้เขาไม่ได้ต้องการจะยุติ Earmarked Tax โดยเฉพาะที่มีอยู่ก่อนแล้ว” รศ.ดร.เอื้ออารีย์ให้ความเห็น

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อธิบายว่า วินัยการเงินการคลังคือ 1) ไม่ใช้จ่ายเกินกว่าที่หาได้ 2) การกู้ยืมต้องเป็นไปเพื่อสร้างอนาคตไม่ใช่กู้ยืมมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย 3) ต้องกันเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 4) ต้องมีความโปร่งใสไม่ใช่รู้กันเพียงบางคน และ 5) ไม่ทิ้งหนี้เป็นภาระให้ลูกหลาน และแสดงความเป็นห่วงว่าหากนำเงินภาษีบาปออกจาก สสส. ไปรวมอยู่ในกลไกงบประมาณปกติ รัฐบาลนั้นจะใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือจะใช้เงินเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะขนาดกู้มาแจกก็ยังทำได้

ส่วนคำถามที่ว่า ความเป็นอิสระของ สสส. ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมกรณีมีองค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่มที่มีภาพลักษณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้รับทุนไปทำงานด้วย จนมีคำถามว่าการเมืองเกี่ยวข้องอะไรกับสุขภาพนั้น ต้องบอกว่า คนที่ สสส. สนับสนุนให้ไปทำงานกับสังคมในประเด็นสุขภาวะ แต่คนคนนั้นก็สนใจการเมืองด้วยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนอยู่แล้วที่ต้องสนใจการเมือง

“มีคนชอบใช้คำว่าเป็นกลาง ถ้าอย่างนั้น สสส. ไปสนับสนุนคนที่ไม่เป็นกลาง ก็ต้องตีความต่อไปอีกว่าเป็นกลางแปลว่าอะไร คือคนที่ไม่เคยรู้เรื่องการบ้านการเมือง อย่างนั้นเป็นกลางใช่ไหม แต่เป็นกลางคือคนที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกับสิ่งนั้นที่ตัวเองทำ เราไปสนับสนุนหรือไปวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เรามีผลประโยชน์ร่วมในเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราทำโดยบริสุทธิ์และไม่มีผลประโยชน์ร่วมในทางการเมือง เรานั่นละเป็นกลาง แต่เรามีความเห็นได้ชัดเจนว่าอะไรดีไม่ดี” รศ.ดร. เจิมศักดิ์กล่าว

ภาพผู้เสียชีวิตช่วงโควิด-19 ระบาด ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยขาดบริบท หลอกล่อให้กดลิงก์แพลตฟอร์มขายของออนไลน์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างนั่งคว่ำหน้าเสียชีวิตริมถนนเพราะทำงานหนัก 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพผู้เสียชีวิตช่วงโควิด-19 ระบาดเมื่อปี 2564 ที่ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยขาดบริบท หลอกล่อให้กิดลิงก์เข้าแพลตฟอร์มขายของออนไลน์**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 10-11 ต.ค. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กจำนวนหนึ่ง โพสต์ภาพชายสวมเสื้อวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างเสียชีวิตในท่านั่งคว่ำหน้าอยู่ที่พื้น ข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่าชายในภาพเสียชีวิตจากการทำงานหนัก สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โดยไม่ให้รายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ (ลิงก์บันทึก) บางโพสต์ติดแฮชแท็ก #ข่าววันนี้ ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ขณะที่บางโพสต์เมื่อคลิกที่ภาพจะลิงก์ไปที่แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ทันที

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปลายเดือน ก.ค. 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ภาพนี้ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่ง จากนั้นหลานสาวของผู้เสียชีวิตได้ออกมาเปิดเผยทางเฟซบุ๊กว่าบุคคลในภาพเป็นลุงของเธอ มีอาชีพขี่จักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งโพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ในปัจจุบัน (ลิงก์บันทึก) 

ต่อมาสื่อมวลชนหลายสำนักทั้งไทยและต่างประเทศได้นำเรื่องราวของชายคนดนดังกล่าวไปเผยแพร่ โดย CNN และ อมรินทร์ทีวี ได้สัมภาษณ์ญาติของผู้เสียชีวิตด้วย 

อมรินทร์ทีวีรายงานเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2564 ว่าชายคนดังกล่าวชื่อนายคมดี เสียชีวิตบนบาทวิถี ริมถนนพระรามที่ 4 แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม. หลานสาวระบุว่าผลการชันสูตรพบว่าเขาเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวและพบว่าติดเชื้อโควิด-19 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: การนำภาพข่าวหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นความสนใจของผู้คนมาเผยแพร่โดยให้ข้อมูลที่คลุมเครือเพื่อให้กดลิงก์อ่านต่อหรือดูภาพเพิ่มเติม เป็นหนึ่งในวิธีการที่เพจเฟซบุ๊กจำนวนมากนำมาหลอกล่อให้ผู้ที่เห็นโพสต์กดลิงก์เข้าสู่เว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยหรือแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ใช้งานจึงต้องระมัดระวังไม่เผลอกดลิงก์และหรือหากพบเนื้อหาลักษณะนี้ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโพสต์ที่่มีเจตนาแอบแฝง

ภาพการชุมนุมของกลุ่ม “นักเรียนเลว” เมื่อปี 2563 ถูกนำมาประกอบข่าวนักเรียนฝรั่งเศสประท้วงเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักเรียน 2.5 แสนคนชุมนุมประท้วงรัฐบาลตัดงบด้านการศึกษา 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** นำภาพการชุมนุมของกลุ่ม ‘นักเรียนเลว’ ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2563 มาประกอบข่าวการประท้วงของนักเรียนฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ต.ค. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กจำนวนมากโพสต์หรือแชร์ภาพการชุมนุมในประเทศไทย ส่วนหนึ่งของภาพเป็นการชุมนุมของนักเรียนที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ฝังข้อความ “ม็อบนักเรียนลาม 2.5 แสน! กล้าลุกเมื่อรัฐล้ม บทเรียนที่ไทยต้องเรียนรู้” คำบรรยายในโพสต์ระบุว่าเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ลามไปทั่วประเทศ รัฐบาลประเมินว่ามีประชาชนกว่า 2.5 แสนคนออกมารวมตัวบนท้องถนน เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนที่ต้องการให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา (ลิงก์บันทึก)

บางโพสต์ถูกแชร์มากกว่า 1,300 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากโดยเข้าใจว่าเป็นการชุมนุมของนักเรียนในไทย

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวเป็นการจัดกิจกรรมของกลุ่มนักเรียนเลวเมื่อวันที่ 21 พ.ย. และ 1 ธ.ค. 2563 ที่สยามสแควร์และกระทรวงศึกษาธิการ สื่อมวลชน เช่น  ไทยพีบีเอส มติชน และแนวหน้ารายงานว่าผู้ชุมนุมต้องการสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวกับการศึกษาและชีวิตเด็กและเยาวชน เช่น ค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชา ความเครียดจากการต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุน้อย รวมทั้งเรียกร้องให้ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน

ปัจจุบัน ณ วันที่ 7 ต.ค. 2569 ไม่มีการชุมนุมประท้วงของนักเรียนนักศึกษาในประเทศไทย ส่วนข้อความที่กล่าวถึงการชุมนุมของนักเรียนนั้นเป็นการประท้วงของนักเรียนและประชาชนในฝรั่งเศสซึ่งก่อตัวมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. 2569 และยืดเยื้อมาจนถึงขณะนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น BS , รอยเตอร์ และ France 24 รายงานโดยอ้างข้อมูลจากทางการฝรั่งเศสว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่า 2.5 แสนคนทั่วประเทศ และมีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 5,000 คน การประท้วงเกิดจากปัญหาสถานศึกษาขาดแคลนงบประมาณ หลายแห่งมีสภาพแออัดและชำรุดทรุดโทรม

📌 ข้อสรุปโคแฟค: โพสต์ดังกล่าวนำภาพการชุมนุมของนักเรียนในไทยเมื่อปี 2563 มาประกอบข่าวการชุมนุมของนักเรียนในฝรั่งเศสซึ่งยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน (7 ต.ค. 2569)  โดยข้อความในโพสต์จงใจไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และวันที่ชุมนุมทำให้เกิดการเชื่อมโยงแบบผิด ๆ ว่าการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย

5 หน่วยงานเผยมาตรการหนุนตลาดสินค้าสุขภาวะ ชี้ ‘กำกับแพลตฟอร์มออนไลน์’ โจทย์ใหญ่ของไทย

ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา กรมสรรพสามิต BOI กรมบัญชีกลาง และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประสานเสียงสนับสนุนการยกระดับมาตรการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และเห็นความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายของออนไลน์ให้มีความรับผิดชอบต่อสุขภาวะของผู้บริโภค เพราะคนไทยหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้นและมีพฤติกรรม ‘easy-to-buy’ หรือตัดสินใจซื้อง่ายโดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด

6 ต.ค. 2569 โคแฟคเข้าร่วมสังเกตการณ์วงเสวนา ‘กลไกการคลัง แรงจูงใจเชิงบวก และธรรมาภิบาลตลาดเพื่อสุขภาพ’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ปี 2569 (NCDH 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 7 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ภก.วราวุธ เสริมสินสิริ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” ซึ่งครบรอบ 10 ปี ว่าเป็นตัวอย่างการปรับนโยบายของ อย. จากเดิมที่มุ่งดูแลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้สินค้าตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ได้รับเครื่องหมายรับรองแล้ว 3,922 ผลิตภัณฑ์ ในจำนวนนี้เป็นเครื่องดื่มมากที่สุด 2,652 ผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฉลากทางเลือกสุขภาพประมาณร้อยละ 10 โดยอุปสรรคสำคัญคือการปรับสูตรเพื่อลดหวาน มัน เค็ม โดยยังต้องรักษาความนิยมของสินค้าในตลาด รวมถึงต้นทุนตั้งแต่การปรับกระบวนการผลิตจนถึงการตรวจวิเคราะห์ จึงเกิดคำถามว่าจะมีแรงจูงใจเพียงพอให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ทั้งในด้านโอกาสทางการตลาดและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

ในปี 2570 อย. มีแผนสร้างความเป็นหุ้นส่วน (partnership) เพิ่มขึ้น ลดอุปสรรคในการขออนุญาต และสร้างความร่วมมือกับร้านค้าปลีกเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากทางเลือกสุขภาพไปวางในจุดที่ผู้บริโภคมองเห็นได้ง่าย รวมถึงขยายแนวทางไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน 

“Healthier Choice ตอนนี้ยังไม่ได้ลงไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่พร้อมบริโภค ต้องใช้กลไกอื่นขึ้นมาเพื่อปรับพฤติกรรม ส่วนการสร้างแรงจูงใจ ต้องมีความร่วมมือกับกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ ถ้าเรามีความร่วมมือให้ลดราคา ในส่วนของค่าธรรมเนียมการขาย (gross profit หรือค่า GP) ในกลุ่มร้านอาหารที่ลดเค็มได้ โดยเป็นลักษณะแนวความร่วมมือกัน  ฉะนั้นสิ่งที่ธุรกิจจะมาร่วมกับเราวันนี้มันไม่ใช่เฉพาะเจ้าของผลิตภัณฑ์ น่าจะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มสามารถมาร่วมกับเราได้” ภก.วราวุธกล่าว

ดร.บัญชร ส่งสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต กล่าวถึงคุณูปการของเกณฑ์วัดต่าง ๆ ที่ อย. กำหนด เช่น ปริมาณน้ำตาล โซเดียมหรือพลังงาน ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้อ้างอิงในการออกมาตรการต่าง ๆ รวมถึงมาตรการทางภาษีที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค เช่น ในอดีตเบียร์มีดีกรีแอลกอฮอล์สูงเพราะผู้ประกอบการทำตามพฤติกรรมคนไทยที่ดื่มเบียร์ใส่น้ำแข็ง แต่เมื่อมีมาตรการเก็บภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ก็ทำให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดดีกรีลง

ดร. บัญชรให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘ภาษีความหวาน’ ว่าแม้จะเก็บภาษีได้มากขึ้นแต่ยังไม่ค่อยช่วยลดปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานได้มากนัก เพราะทางเลือกยังมีจำกัด ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ อีกทั้งยังมีสินค้าใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในตลาดเรื่อย ๆ ดังนั้นอาจต้องพัฒนาตัวชี้วัดหรือกำหนดให้ร้านค้ามีชั้นวางสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ เพื่อให้เกิดช่องทางการตลาดที่เป็นทางเลือกมากขึ้นและสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค

“ในส่วนของโซเดียม (ภาษีความเค็ม) ก็จะมีการกำหนดปริมาณโซเดียม เข้าใจว่าน้ำปลาร้าไม่มี เกลือไม่มี ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถ้าต้มเส้นก่อนแล้วค่อยใส่เครื่องปรุง โซเดียมที่อยู่ในเส้นถูกล้างออก ปัจจุบัน healthier choice หลัก ๆ จะได้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉพาะบะหมี่แห้งไม่ใช่บะหมี่น้ำ ถ้ากลับไปศึกษาพฤติกรรมของคนไทยกับการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันยังมีช่องทางในการปรับได้มากขึ้น” ดร.บัญชรให้ความเห็น

ศิถี ตันบุนเต็ก ผู้อํานวยการกองส่งเสริมการลงทุน 1 (อุตสาหกรรมการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์) สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า BOI ส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการั้งต่างประเทศและผู้ประกอบการไทย โดยอุตสาหกรรมเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นหนึ่งในประเภทอุตสาหกรรมที่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจาก BOI ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารปลอดสารเคมี (organic food) อาหารทางการแพทย์ (medical food) แต่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการมาขอรับการสนับสนุนไม่มากนัก

“ยกตัวอย่าง organic food ในการที่จะได้ [สัญลักษณ์รับรอง] ต้องผ่านมาตรฐาน กรอบการดำเนินงาน กระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนออกมาเป็น organic food อาจต้องมีมากกว่าโครงการหรือผลิตภัณฑ์ปกติ และอาจต้องผ่านการรับรองจากหลายหน่วยงาน ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่เติบโตมากนัก หรือยังไม่ได้มาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มากนัก” ผู้เชี่ยวชาญจาก BOI กล่าว

อัมพวรรณ พุกดํา ผู้อํานวยการกลุ่มงานกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กล่าวถึง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ว่า กฎหมายนี้นำมาสู่การออกกฎกระทรวงกําหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ.2563 โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 2 ซึ่งออกเมื่อเดือน ธ.ค. 2563 ได้กำหนดเงื่อนไข ‘สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ไว้ด้วย

สาระสำคัญคือหน่วยงานภาครัฐที่ประสงค์จะซื้อสินค้าที่ผ่านการรับรองจากกรมควบคุมมลพิษว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถระบุไว้ในเอกสารข้อกำหนดรายละเอียด (ToR) ได้ และใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 65 ยังเปิดช่องไว้ด้วยว่าหน่วยงานภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะเกณฑ์ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เกณฑ์คุณภาพร่วมประกอบการพิจารณาได้ แต่ประเด็นนี้ผู้ปฏิบัติอาจยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ยังกำหนดการให้คะแนนไม่ถูก

“นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) จะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน ถ้าสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รัฐส่งเสริมสนับสนุนแน่นอน อันนี้การันตีได้เลย เทรนด์มันมาแบบนี้จริง ๆ ถ้าสินค้าไหนที่มีนวัตกรรม คุณลองบอกเรามาว่ามันใหม่นะ มีกลไกทางวิทยาศาสตร์นะ ขนาดยาบางตัวที่ อย. รับรองแล้วก็ส่งผลมา” อัมพวรรณกล่าว

ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ ผู้อํานวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และระบบนิเวศการลงทุนอย่างยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สุขภาวะเกิดขึ้นตลอดเส้นทางของการดำเนินธุรกิจ บริษัทต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า โฆษณาเกินจริงหรือไม่ กระบวนการผลิตปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชนข้างเคียงหรือไม่ เป็นต้น การให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะจึงสอดคล้องกับหลักการประเมินธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ความอยู่รอดของคนคือความอยู่รอดของบริษัท เพราะคนเป็นทั้งลูกค้าและพนักงาน

ดร.ชาริกาให้ข้อมูลว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้ระบบประเมินที่เรียกว่า ‘FTSE Russell ESG Scores’ โดยองค์กรประเมินระดับสากลในการประเมินบริษัทจดทะเบียนในไทย ซึ่งมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ เช่น ความรับผิดชอบต่อลูกค้าและผลิตภัณฑ์ การเข้าถึงโภชนาการที่ดีขึ้น ทำการตลาดโดยให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา การลดผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ และเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

หากเป็นกิจการก่อสร้างจะมีตัวชี้วัดเรื่องพนักงานและผู้รับเหมาได้รับการดูแลเรื่องความเสี่ยงความปลอดภัยอย่างไร มีการประเมินความเสี่ยงอย่างมีส่วนร่วมหรือไม่ แม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ทำให้โลกร้อนขึ้นก็เริ่มมีคำถามว่ากระทบต่อสุขภาพคนอย่างไร มีตัวอย่างจากกิจการสิ่งทอที่สอบถามเข้ามาว่าความร้อนมีผลต่อประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงานหรือไม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องสุขภาวะเช่นกัน

“ตลาดหลักทรัพย์จัดทำโครงการ Jump+ (จัมป์พลัส) ที่สนับสนุนการปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าองค์กรร่วมกับทางที่ปรึกษา โดยตลาดหลักทรัพย์ให้ทุนสนับสนุนเพิ่มเติม บริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้ยกระดับแผนการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน ทั้งแผนกำไร แผนลดต้นทุน และแผนยกระดับสุขภาวะ เช่น มีบริษัทที่มีแผนขยายสินค้ากลุ่มส่งเสริมชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (longevity และ wellness) ฉะนั้นเขาก็จะมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่โปรตีนสูง น้ำตาลต่ำหรือไขมันต่ำ เพื่อรองรับผู้บริโภคเพิ่มเติมด้วย” ดร.ชาริกากล่าว

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.ธีทัต ชวิศจินดา หัวหน้าโครงการทบทวนภูมิทัศน์กฎหมายเพื่อการกํากับ CDoH ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ กล่าวเสริมในประเด็นบทบาทของแพลตฟอร์มสั่งสินค้าออนไลน์กับการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพว่า พฤติกรรมการบริโภคและซื้อสินค้าของคนไทยเปลี่ยนไปเป็นการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ในคณะทำงานทบทวนกฎหมายจึงพูดถึงการออกแบบนโยบายกำกับดูแลแพลตฟอร์มซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับประเทศไทย โดยมีการเสนอทั้งมาตรการให้รางวัลสร้างแรงจูงใจและการลงโทษ

“มาตรการที่มีการเสนอในเบื้องต้นให้แพลตฟอร์มดำเนินการ เช่น ให้ผู้ประกอบการแสดงรายการต่าง ๆ เพราะการสั่งอาหารเป็นโปรโมชัน ถ้าเขายิงโปรโมชันใส่เราได้เขาต้องยิงโปรโมชัน healthier choice ได้ เราเริ่มเห็นแล้วว่าคนไทยมีพฤติกรรม ‘easy to buy’ คือตัดสินใจซื้อง่าย ดังนั้นจะมีกลไกไหนที่กำกับดูแลเรื่องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มซึ่งก็ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ” ผศ.ดร.ธีทัตกล่าว