ภาพรถบรรทุกสินค้าข้ามจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาที่ด่านถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี เป็นภาพเก่าตั้งแต่ มิ.ย. 2568

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทางการไทยไม่เคยปิดด่านถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี รถบรรทุกยังคงวิ่งข้ามแดนไทย-กัมพูชาได้ตามปกติ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ภาพรถบรรทุกข้ามจุดผ่านแดนเป็นภาพเก่าตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2568 ขณะที่กองทัพเรือยืนยันว่าปัจจุบันปิดด่านตลอดแนว 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26-27 พ.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพรถบรรทุกเดินผ่านด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี มีข้อความบรรยายว่า “ด่านหนองผักกาด จ.จันทบุรี ไม่เคยถูกปิด มีนายทุนส่งสินค้าจากไทยไปเขมรตลอดเวลา” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 27 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “โฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson” ยืนยันว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง พร้อมกับอ้างอิงคำชี้แจงของ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือว่า ปัจจุบันยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่านตลอดแนว” และควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทุกประการ 

วันที่ 27 พ.ค. 2569 กองทัพเรือระบุว่าโพสต์เฟซบุ๊กที่อ้างว่า “ด่านหนองผักกาดไม่เคยถูกปิด” เป็น fake news

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่าการอนุญาตให้มีการผ่านเข้า–ออกในบางกรณี มิใช่การเปิดด่านโดยทั่วไป แต่เป็นการดำเนินการเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคง และหลักมนุษยธรรมภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ อาทิ การผลักดันชาวกัมพูชากลับประเทศภายหลังการกระทำความผิด หรือการรับตัวคนไทยกลับประเทศตามกระบวนการของทางราชการ ซึ่งทุกกรณีมีการตรวจสอบ คัดกรอง และกำกับดูแลอย่างเข้มงวด 

โคแฟคนำภาพรถบรรทุกผ่านด่านถาวรบ้านผักกาดไปตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพประกอบข่าวของเว็บไซต์ไทยรัฐที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 เนื้อหาข่าวระบุว่ากองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ยกระดับการควบคุมจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าทุกแห่งในพื้นที่ งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภทและของประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ภาพรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ข้ามชายแดนไทย-กัมพูชาที่ด่านถาวรบ้านผักกาดเป็นภาพเก่าที่เคยเผยแพร่ในเว็บไซต์ไทยรัฐ (ขวา) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568

ภาพรถและผู้คนติดค้างที่ด่านไทย-กัมพูชาปี 68 ถูกนำมาประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านที่ จ.จันทบุรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กองทัพเรือเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี มีประชาชนและรถบรรทุกสินค้ารอข้ามแดนจำนวนมาก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือนและนำคลิปภาพเหตุการณ์เมื่อปี 2568 มาสร้างความเข้าใจผิด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 พ.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” โพสต์คลิปวิดีโอรถบรรทุกสิ่งของและผู้คนจำนวนมารอข้ามแดนบริเวณด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ฝังข้อความ “เปิดด่านจริง ชายแดนจันทบุรี ยืนยันแล้ว” และมีเสียงบรรยายว่า “กองทัพเรือเปิดด่านที่ชายแดนจันทบุรี กองทัพเรือออกมายืนยันแล้วเป็นเรื่องจริง แต่เป็นการเปิดด่านเพื่อมนุษยธรรม ก็คือเปิดประตูเล็กส่งแรงงานเขมรที่หมดสัญญากลับประเทศ และมีนักโทษของไทยบางส่วนที่ติดคุกเขมรแล้วก็ส่งกลับมาประเทศไทย” (ลิงก์บันทึก)

ณ วันที่ 26 พ.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 1.4 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 2,300 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 25 พ.ค. 2569 สื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ มติชน FM91 The Reporters เผยแพร่เอกสารชี้แจงของ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลในโซเชียลมีเดียทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการเปิดด่านไทย-กัมพูชา

“กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังคงดำเนินมาตรการ ‘ปิดด่านตลอดแนว’ และควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล”

โฆษกกองทัพเรือระบุชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีการอนุญาตให้ผ่านเข้า-ออกในบางกรณีซึ่งเป็นการดำเนินการเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงและกระบวนการด้านมนุษยธรรม เช่น การผลักดันชาวต่างด้าวกลับประเทศ การรับตัวคนไทยกลับประเทศ หรือภารกิจตามกระบวนการของทางราชการ โดยทุกกรณีมีการตรวจสอบ คัดกรอง และกำกับดูแลอย่างเข้มงวด

โคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้นำมาเผยแพร่พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่จุดผ่านแดนฝั่งกัมพูชาใน จ.พระตะบอง ซึ่งเชื่อมกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ทั้งสื่อไทยและกัมพูชาหลายสำนักเผยแพร่ภาพนิ่งและคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากจุดเดียวกัน 

Khaosod English รายงานว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่รถบรรทุกสินค้าและประชาชนรอผ่านข้ามแดนก่อนที่เจ้าหน้าที่ไทยและกัมพูชาจะหารือและได้ข้อยุติว่าจะเปิดด่านเป็นการชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนและยานพาหนะที่ติดค้างอยู่ทั่งสองฝั่งผ่านได้ในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ก่อนจะกลับมาปิดอีกครั้ง

โคแฟคยังพบคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกันและมองเห็นยานพาหนะชนิดเดียวกันถูกเผยแพร่ในช่องติ๊กตอกของมติชนออนไลน์ ในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 บรรยายว่า “ชายแดนจันทบุรีวุ่น กัมพูชาปิดรั้วจุดผ่านแดนบ้านแหลม ไม่แจ้งล่วงหน้า วันที่ 13 มิ.ย. กัมพูชาปิดรั้วจุดผ่านแดนบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทําให้มีรถ ตกค้างหน้าด่านจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีการเปิด ประตูเล็กสำหรับคนเดินแล้ว” 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่ประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 (ซ้าย) กับคลิปที่เผยแพร่ทางช่องติ๊กตอกของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 พบว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน สังเกตจากรถตู้ที่มีลักษณะตรงกัน

บัญชีเฟซบุ๊ก “Samdech Hun Sen of Cambodia” ของฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีโพสต์ภาพจากจุดเดียวกันในวันเดียวกัน พร้อมข้อความว่าเขาสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ปิดด่านใน จ.พระตะบอง ซึ่งเชื่อมกับชายแดนไทยใน จ.จันทบุรี

เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่ประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 (ซ้าย) กับภาพนิ่งที่ฮุน เซน โพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปวิดีโอที่บัญชีเฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่เป็นการบิดเบือนคำชี้แจงของโฆษกกองทัพเรือที่ยืนยันเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ว่าทางการไทยยังคงปิดด่านตลอดแนว แต่อนุญาตให้ผ่านเข้า-ออกในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงและด้านมนุษยธรรมเท่านั้น นอกจากนี้ยังนำภาพเหตุการณ์ที่รถขนสินค้าและประชาชนติดค้างที่จุดข้ามแดนใน จ.จันทบุรี เมื่อปี 2568 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพปัจจุบัน

กรมควบคุมโรคไขความจริง “บุหรี่ไฟฟ้า” อันตรายกว่าที่คิด แฉกลยุทธ์มอมเมาเยาวชนพร้อมเตือนภัย “นิโคตินถุง”

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 รายการโคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว EP.42 ได้จัดพูดคุยไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวจริงและข่าวลวงของบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อต้อนรับวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ภายใต้คำขวัญ “หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด นิโคตินเสพติดจนตาย” โดยมี พาลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และนายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์ รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มาร่วมพูดคุยให้ข้อมูลเชิงลึก ดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท

นายแพทย์ชยนันท์ ได้เปิดเผยถึงข่าวลวงที่พบมากที่สุดซึ่งเป็นกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ ได้แก่ การอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ได้ และบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยไม่มีนิโคติน นายแพทย์ชยนันท์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่เป็นความจริง โดยอธิบายว่าแม้บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีการเผาไหม้ แต่น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน สารตกแต่งกลิ่นที่ก่อมะเร็งและมีโลหะหนักจากคอยล์แบตเตอรี่ที่ปนเปื้อนมากับละอองไอ การสูบที่ง่ายและไม่มีกลิ่นเหม็นทำให้ผู้ใช้ได้รับนิโคตินในปริมาณที่สูงและอันตรายกว่าบุหรี่ธรรมดา นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน หรือโรค EVALI ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยถึงเกือบ 2,000 คนและเสียชีวิตกว่า 60 คน

ส่วนในประเทศไทยพบผู้ป่วยในระบบรายงานแล้วราว 10 คนและเสียชีวิตแล้ว 1 คน สำหรับประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่นั้น งานวิจัยที่อ้างว่าเลิกได้ถึง 95% แท้จริงแล้วคือการเปลี่ยนจากการติดบุหรี่ธรรมดามาติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่ และประเทศอังกฤษที่เคยอนุญาตให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ก็เพิ่งประกาศห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบพอด (Close System) แล้วเนื่องจากพบอัตราการใช้ในเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลซ้ำร้ายผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามักจะกลายเป็นผู้สูบแบบสองทาง คือสูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาควบคู่กันไป

ในด้านการเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน นายแพทย์ชยนันท์แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าธุรกิจบุหรี่ใช้กลยุทธ์การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นแฟชั่น มีรสชาติให้เลือกนับหมื่นรสชาติ และมีราคาถูกลงจนถึงระดับ 50-90 บาท ทำให้แม้แต่เด็กประถมก็สามารถหาซื้อได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งยังมีการดัดแปลงรูปลักษณ์ให้เนียนเหมือนอุปกรณ์เครื่องเขียนเพื่อหลบตาผู้ปกครอง ความน่ากลัวยังทวีคูณเมื่อปัจจุบันมีการผสมสารเสพติดร้ายแรง เช่น สารเคมีที่เรียกว่า “เคนมผง” หรือ “ซอมบี้” เข้าไปในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มฤทธิ์การเสพติด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยาสูบยังได้ออกผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า นิโคตินถุง ซึ่งเป็นนิโคตินสังเคราะห์ผสมสารแต่งกลิ่น บรรจุในถุงเล็กๆ ใช้สำหรับอมหรือเหน็บไว้ในกระพุ้งแก้มโดยในหนึ่งกล่องมีประมาณเกือบ 22 ถุง ราคาเพียง 200 กว่าบาทหรือตกถุงละ 10 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเด็กมักจะลงขันกันซื้อมาแบ่งกันใช้ ถือเป็นอันตรายที่ไม่ต่างจากบุหรี่ไฟฟ้า และแม้ปัจจุบันจะยังไม่ผิดกฎหมายการนำเข้า แต่ทางกรมควบคุมโรคกำลังเร่งผลักดันให้มีการแบนผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับคำแนะนำถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง นายแพทย์ชยนันท์เน้นย้ำว่าให้สังเกตพัสดุที่ส่งมาถึงบ้าน กลิ่นหอมแปลกๆ ที่ติดตัวเด็ก และอารมณ์ที่ก้าวร้าวแปรปรวนอันเป็นผลจากบุหรี่ไฟฟ้า หากพบว่าบุตรหลานใช้งาน ไม่ควรดุด่าหรือใช้ความรุนแรงบังคับ แต่ควรเป็นที่ปรึกษา พูดคุยด้วยเหตุผล ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของสมองที่จะลดลง และความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและปอดอักเสบ เพื่อให้เด็กได้ร่วมตัดสินใจด้วยตนเอง ส่วนการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้านั้น ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างระมัดระวัง ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากเว็บไซต์ขายบุหรี่ไฟฟ้าและต้องระวังงานวิจัยทางการแพทย์บางชิ้นที่อาจได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่เพื่อแทรกแซงผลการศึกษา หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์สอบถาม สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ทันที

ในช่วงท้าย นายแพทย์ชยนันท์ได้ฝากความห่วงใยถึงการพัฒนากลยุทธ์ที่รวดเร็วของอุตสาหกรรมยาสูบ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างค่านิยมไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้กำหนดจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกในวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าฟีนิกซ์ ประตูน้ำ โดยในวันที่ 30 จะมีกิจกรรมสำหรับเยาวชนเช่นการประกวดเต้น และในวันที่ 31 จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานมอบรางวัลแก่ผู้สนับสนุนการควบคุมยาสูบ รวมถึงรางวัลจากองค์การอนามัยโลก ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ของกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรคได้ทั้งสองวัน

‘สื่อสังคมออนไลน์’ หลายชาติเริ่มจำกัดอายุผู้เยาว์ใช้ ไทยควรทำอย่างไร?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เด็กกับสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ โดยเมื่อเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ข่าวคือ 1. Meta ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มFacebook และ Instagram ถูกชี้ว่ามีความผิดฐานปล่อยปละละเลยจนแพลตฟอร์มส่งผลกระทบต่อผู้เยาว์ คดีนี้เป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยคณะลูกขุนในศาลมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าผู้ดูแลแพลตฟอร์มแม้จะรู้ความเสี่ยงแต่ไม่มีการเตือนจนก่อให้เกิดอันตรายขึ้น 

สำนักข่าวในสหรัฐฯ อย่าง CNN บรรยายว่า คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวชาวแคลิฟอร์เนียวัย 20 ปีชื่อไคลีย์และแม่ของเธอได้ฟ้องร้อง Meta, YouTube ของ Google, Snap และ TikTok โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้จงใจล่อลวงเธอตั้งแต่ยังเด็กและทำให้เธอเกิดความวิตกกังวล ความผิดปกติทางร่างกาย และความคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม Snap และ TikTok ได้ตกลงยุติคดีก่อนถึงกระบวนการพิจารณาคดี ขณะที่ Meta กับ YouTube ที่เดินหน้าสู้คดีต่อ จนมาถึงวันที่คณะลูกขุนชี้ว่ามีความผิด และสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายรวม 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 200 ล้านบาท) 

ขณะที่สำนักข่าว NPR อธิบายว่า คดีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น โดยทนายความได้มุ่งเป้าไปที่การออกแบบระบบแทนที่จะเป็นเนื้อหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม จนคณะลูกขุนเห็นว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาให้เสพติด และบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรู้เรื่องนี้แต่ล้มเหลวในการปกป้องผู้ใช้ที่อายุน้อยที่สุด พร้อมกับยกตัวอย่างการฟ้องคดีที่คล้ายกันในทศวรรษ 1990s ที่ทำให้บริษัทยาสูบในสหรัฐฯ ต้องเลิกโฆษณาในลักษณะเจาะกลุ่มผู้เยาว์ 

กับอีกข่าวคือ 2. อินโดนีเซียเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ออกกฎหมายห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เรื่องนี้ปรากเฎเป็นข่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 โดยสำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานว่า อินโดนีเซียออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งที่มาของมาตรการนี้ได้อ้างถึงผลการศึกษาเมื่อปี 2566 ที่พบว่า เด็กและเยาวชนชาวอินโดนีเซียราวครึ่งหนึ่งเคยพบเห็นภาพลามกอนาจารรวมถึงเคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 

– ทำไม ‘ผู้เยาว์’ จึงเป็น กลุ่มเสี่ยงสูง’ ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ : มีผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนที่รุนแรงกว่าผู้ใหญ่ อาทิ บทความ “Why are children and adolescents vulnerable to social media?” ที่เผยแพร่โดยศูนย์วิจัยร่วม (Joint Research Centre : JRC) หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และความรู้ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อเดือน มี.ค. 2568 อธิบายว่า ช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นถือเป็นเวลาสำคัญของการพัฒนาทางด้านอารมณ์ สังคม และสมอง ประชากรวัยนี้จึงมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์มากเป็นพิเศษเนื่องจากสมองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก 

การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อสมอง เวลาอยู่หน้าจออาจส่งผลต่อสมองส่วนหน้า (pre-frontal cortex) ซึ่งควบคุมการควบคุมตนเอง การตัดสินใจ และการควบคุมแรงกระตุ้น สื่อสังคมออนไลน์ยังอาจส่งผลกระทบต่ออะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นบริเวณของสมองที่ประมวลผลด้านอารมณ์และความวิตกกังวล(anxiety) การใช้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น และอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในอะมิกดาลาได้ในระยะยาว” บทความของ JRC ระบุ

บทความดังกล่าวยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า แม้การใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มผู้เยาว์ แต่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่มักถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ใหญ่ โมเดลธุรกิจที่เน้นการโฆษณาได้นำไปสู่ฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่มุ่งเป้าไปที่การดึงดูดให้ผู้ใช้ใช้งานเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง และอาจก่อให้เกิดการพึ่งพาและการเสพติดในกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย การใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างหนักหน่วงโดยเด็ก ๆ อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงอันตรายต่อร่างกายและการเสพติด

ตัวอย่างเช่น “ระบบแนะนำ (recommender systems)” คืออัลกอริทึมที่แนะนำเนื้อหา เพื่อน หรือผลิตภัณฑ์โดยอิงจากความสนใจและพฤติกรรมของผู้ใช้งาน แม้ว่าระบบเหล่านี้จะมีประโยชน์ในการช่วยให้เด็กและวัยรุ่นค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ และเชื่อมต่อกับผู้อื่น แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เช่น อาจทำให้พวกเขาได้รับชมเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือไม่เหมาะสม และส่งเสริมพฤติกรรมเสพติด

บทความ “Potential risks of content, features, and functions: The science of how social media affects youth” โดยสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) องค์กรของวิชาชีพนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา อธิบายว่า แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่ โดยเนื้อแท้แล้วจึงไม่เหมาะสมกับผู้เยาว์ซึ่งต้องการการคุ้มครองเป็นพิเศษเนื่องจากความสามารถหรือความเปราะบางในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปตามช่วงอายุ (เช่น วัยเด็ก วัยรุ่น) 

โดยพัฒนาการของสมองซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 10 – 13 ปี ไปจนถึงตอนกลางของช่วงวัย 20 ปี (mid-twenties) มีความเชื่อมโยงกับความไวเกินต่อการตอบรับ/สิ่งเร้าทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัยรุ่นจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพฤติกรรมที่จะช่วยให้พวกเขาได้รับการตอบรับ คำชม หรือความสนใจจากเพื่อนฝูงในแบบที่เฉพาะเจาะจง บทความนี้ยกตัวอย่างจำนวนการกดถูกใจ (Like) และจำนวนผู้ติดตาม (Follow) กระตุ้นบริเวณประสาทที่ทำให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ ดังนั้นจึงอาจมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เยาว์มากกว่าผู้ใหญ่

ผู้เยาว์มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อทั้งการตอบรับทางสังคมในเชิงบวกและการถูกปฏิเสธจากผู้อื่น การใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มเป็นการใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของผู้เยาว์และอาจนำไปสู่การใช้งานที่มีปัญหา รวมถึงการใช้ข้อมูลของผู้เยาว์สำหรับเนื้อหาโฆษณาที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลก็มีอิทธิพลต่อผู้เยาว์เช่นกัน เนื่องจากผู้เยาว์มีแนวโน้มทางชีววิทยาที่จะได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูงในช่วงวัยนี้ และมีความอ่อนไหวต่อเนื้อหาที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล บทความของ APA อธิบาย 

บทความของ APA ยังกล่าวถึงทักษะ “การเข้าสังคม” ด้วยว่า วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะด้านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมีลักษณะเด่นคือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางอารมณ์ ชีวิตวัยรุ่นจึงควรเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้ผ่านการปฏิสัมพันธ์แบบเจอหน้ากันตรง ๆ ระหว่างกัน(One – on One) หรืออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่การมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้ติดตาม การกดถูกใจและการรับชม (View) อาจทำให้วัยรุ่นมุ่งความสนใจไปที่การปฏิสัมพันธ์แบบฝ่ายเดียวและไม่เป็นส่วนตัว และอาจทำให้พวกเขาท้อแท้จากการสร้างทักษะความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อจิตใจมากขึ้น

ภาพที่ 1 : ภาพล้อเลียนเสียดสีการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่ต่างกับการใช้ยาเสพติด 
ที่มา : uxdesign.cc

อีกด้านหนึ่ง ในเดือน ก.ย. 2567 องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่บทความ “Teens, screens and mental health” อ้างอิงผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนรวม 2.8 แสนคนในยุโรป แคนาดาและเอเชียเมื่อปี 2565 เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งพบทั้งผลเชิงลบ เช่น กลุ่มตัวอย่างราว 1 ใน 10 มีพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นปัญหา โดยไม่สามารถควบคุมการใช้งานและประสบกับผลเชิงลบ โดยเมื่อแยกตามเพศจะพบปัญหาในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 

การเพิ่มขึ้นของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดในกลุ่มวัยรุ่นก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชน งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดรายงานว่ามีสุขภาพจิตและสังคมที่ไม่ดี และมีการใช้สารเสพติดในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดและผู้ที่ไม่ใช้เลย แนวโน้มนี้ หากยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพัฒนาการของวัยรุ่นและผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดยังสัมพันธ์กับการนอนหลับน้อยลงและเข้านอนดึก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมและผลการเรียนของวัยรุ่นได้บทความของ WHO ระบุ 

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ได้รายงงานข้อค้นพบเรื่องผลเชิงบวกของสื่อสังคมออนไลน์ด้วยเช่นกัน เช่น วัยรุ่นที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างหนักแต่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา รายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนและมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแกร่งกว่า อาทิ เยาวชนวัย 17 ปีชาวโปแลนด์ ให้ข้อมูลว่า สื่อสังคมออนไลน์มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในระดับที่พอเหมาะ หนึ่งในประโยชน์เหล่านั้นคือการเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ วัยรุ่นอาจได้พบกับคนอื่น ที่มีความสนใจและความชื่นชอบเหมือนกัน

– มีประเทศใดบ้างที่ห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ : ข้อมูล ณ วันที่ 8 เม.ย. 2569 ตามรายงานของสื่ออังกฤษอย่าง Sky News ระบุประเทศที่มีมาตรการห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มผู้เยาว์แล้ว ทั้งในระดับกฎหมายกลางบังคับใช้ทั่วประเทศและกฎหมายที่บังคับใช้เฉพาะระดับภายในมลรัฐ ดังนี้ 1.ออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2568 ซึ่งแพลตฟอร์มที่ยังฝ่าฝืนปล่อยให้ผู้เยาว์ดังกล่าวใช้งานอาจถูกปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ราว 1.1- พันล้านบาท) 

2. อินโดนีเซีย ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2569 และ 3.อินเดีย เป็นกฎหมายเฉพาะของรัฐกรณาฏกะ ซึ่งเป็นรัฐแรกของอินเดียที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยผ่านร่างกฎหมายไปเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ข้อสังเกตคือการห้ามริเริ่มขึ้นในรัฐกรณาฏกะ อันเป็นรัฐที่มีเมืองหลวงคือเบงกาลอร์ นครที่โดดเด่นด้านศูนย์รวมเทคโนโลยีดิจิทัลจนถูกขนานนามว่าเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอินเดีย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด 

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเทศที่กำลังดำเนินการหรือประกาศว่าจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เช่น 1.ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมสภาสูง (วุฒิสภา) หลังจากเพิ่งผ่านสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) มาในช่วงต้นปีเดียวกัน แต่ยังต้องรอติดตามผลการลงมติในขั้นสุดท้ายจากสภาล่างอีกครั้ง 2.กรีซ รัฐบาลเปิดเผยว่า จะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าจะสามารถมีผลบังคับใช้ได้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2570 

3.อังกฤษ รัฐสภากำลังพิจารณาร่างชุดกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็กและสถานศึกษาที่เสนอโดยรัฐบาล ซึ่งท่าทีของสภาขุนนาง (วุฒิสภา) ให้การสนับสนุนแนวคิดห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ 4.ออสเตรีย รัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 ว่าเตรียมจะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 14 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดว่าจะได้เห็นประมาณเดือน มิ.ย. 2569 แต่ท้ายที่สุดจะมีผลบังคับใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐสภา 

5.สเปน นายกรัฐมนตรีประกาศเมื่อเดือน ก.พ. 2569 ว่าเตรียมจะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่เนื่องจากเสียงในสภาฯ มีความแตกแยกอย่างมาก 6.เดนมาร์ก ย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค. 2568 รัฐบาลเปิดเผยว่ามีแผนจะห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี 7.นอร์เวย์ รัฐบาลกำลังเปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นว่าสมควรให้มีกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ 

8.โปแลนด์ พรรคแกนนำรัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ว่ากำลังเตรียมร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ และกำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบอายุ 9.สโลวีเนีย นายกรัฐมนตรีเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 ว่ารัฐบาลกำลังร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ 10.มาเลเซียเมื่อเดือน พ.ย. 2568 รัฐบาลประกาศเตรียมออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในเดือน ก.ค. 2569 เป็นอย่างเร็ว 

วันที่ 16 พ.ค. 2569 รายงานของสื่อไทยภาคภาษาอังกฤษอย่าง The Nation ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า สหภาพยุโรป (EU) กำลังเตรียมร่างกฎหมายว่าด้วยความเป็นธรรมทางดิจิทัล เพื่อจัดการกับอัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เสพติด โดยรัฐสภายุโรปได้เสนอให้กำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปีสำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และ 13 ปีสำหรับบริการแชร์วิดีโอและบริการผู้ช่วยเสมือนจริง (AI)

ภาพที่ 2 : (ซ้าย) รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี , (ขวา)ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์
ที่มา : ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) , คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– แล้วประเทศไทยควรจะดำเนินการอย่างไร:มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้อันตรายเพราะเป็นสื่อหน้าจออย่างเดียว แต่เพราะสื่อนี้ได้เข้าไปอยู่ในช่วงวัยที่เด็กกำลังสร้างตัวตน กำลังอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน และยังควบคุมอารมณ์หรือแรงกระตุ้นได้ไม่เท่าผู้ใหญ่

โดยความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดคือ เด็กอาจเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนน้อยลง เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ โดยเฉพาะเวลาที่ไถฟีดไปเรื่อย ๆ ดูชีวิตคนอื่น ดูยอดไลก์ ดูคอมเมนต์ แล้วเอามาวัดคุณค่าของตัวเอง รวมถึงถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ (Cyberbullying) ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากถามว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็กมีความเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่เพียงไหน อาจตอบเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ แต่ในเชิงพัฒนาการ เด็กและวัยรุ่นเปราะบางกว่าจริง 

สมองส่วนที่เกี่ยวกับการยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจ และการกำกับอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขณะที่ระบบที่ไวต่อรางวัลทางสังคม เช่น การได้รับไลก์ การได้รับการยอมรับ หรือการกลัวถูกปฏิเสธ จะทำงานเข้มข้นหรือถูกกระตุ้นได้ง่ายมากในช่วงวัยนี้พูดง่าย ๆ คือ Social Media สำหรับผู้ใหญ่อาจเป็นแค่พื้นที่สื่อสารหรือเสพข่าว แต่สำหรับวัยรุ่น มันอาจจะเป็นพื้นที่ที่เขาใช้วัดว่า ฉันมีคุณค่าไหม?’ , ‘ฉันเป็นที่ยอมรับไหม?’ หรือ ฉันดีพอหรือเปล่า?’ตรงนี้มากกว่าที่ทำให้ความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่

คำถามต่อมา ประเทศไทยควรใช้ยาแรงถึงขั้นสั่งห้ามอย่างที่หลายประเทศกำลังทำอยู่หรือไม่?ประเด็นนี้ตนเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องห้ามแบบเด็ดขาดทันที แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของครอบครัวจัดการกันเองอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะปัญหามีจริง ทั้งเรื่อง cyberbullying การเปรียบเทียบ การเสพติดหน้าจอ การเจอเนื้อหาไม่เหมาะสม หรือการถูกหลอกลวงออนไลน์ แต่ถ้าเราห้ามแบบทันทีโดยไม่มีระบบรองรับ เด็กอาจไปใช้บัญชีปลอม แอบใช้ หรือย้ายไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่ผู้ใหญ่ยิ่งมองไม่เห็นมากกว่าเดิม

สิ่งที่น่าจะเหมาะกับไทยมากกว่าคือมาตรการแบบเป็นขั้นบันได เช่น เด็กเล็กมาก ๆ ไม่ควรมีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์เป็นของส่วนตัว ขณะที่เด็กวัย 13–15 ปีอาจใช้ได้แต่ต้องอยู่ในระบบที่ปลอดภัยขึ้น เช่น ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเป็นค่าเริ่มต้น จำกัดการทักจากคนแปลกหน้า จำกัดโฆษณา จำกัดเนื้อหาที่เสี่ยง และมีเครื่องมือให้พ่อแม่หรือครูช่วยดูแล ส่วนวัย 16–17 ปีอาจเริ่มมีอิสระมากขึ้น แต่ยังต้องมีระบบคุ้มครองอยู่

ที่สำคัญ เราต้องไม่โยนภาระให้เด็กหรือพ่อแม่อย่างเดียว แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบด้วย เพราะหลายฟีเจอร์ถูกออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจของผู้ใช้ให้อยู่ให้นานที่สุด ถ้าจะคุ้มครองเด็กจริง ต้องมีทั้งกติกาครอบครัว กติกาโรงเรียน กฎหมาย และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มควบคู่กัน สรุปคือ ไทยอาจยังไม่ต้องเริ่มจากห้ามทั้งหมดหรือแบนไปเลย แต่ต้องเริ่มจริงจังกว่านี้ ถ้ามาตรการเบากว่านี้ไม่ได้ผล หรือแพลตฟอร์มไม่รับผิดชอบ การจำกัดอายุแบบเข้มขึ้นก็อาจเป็นทางเลือกในอนาคตได้

ขณะที่ บทบาทของผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก สิ่งสำคัญคือ อย่าเริ่มจากการดุหรือยึดมือถือทันที เพราะเด็กอาจไม่เลิกใช้ แต่จะเปลี่ยนเป็นแอบใช้ และที่น่ากังวลกว่าคือ ถ้าเขาเจอปัญหาจริง  เขาอาจไม่กล้ามาบอกเรา ผู้ใหญ่ควรเริ่มจากการทำให้เด็กไว้ใจก่อน สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ว่า ถ้าเขาเจอเรื่องไม่ดีในออนไลน์ เขาสามารถมาคุยได้โดยไม่ถูกตัดสินทันที จากนั้นค่อยตั้งกติกาด้วยกัน เช่น เวลาใช้มือถือ ช่วงเวลาก่อนนอน พื้นที่ปลอดมือถือในบ้าน วิธีตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และวิธีรับมือถ้ามีคนมาคุกคามหรือกลั่นแกล้ง

สำหรับครู โรงเรียนควรสอนให้เด็กรู้เท่าทันว่า ทำไมเราถึงหยุดไถฟีดยาก ทำไมเราถึงเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ทำไมยอดไลก์ถึงมีผลต่อความรู้สึก และถ้าเห็นเพื่อนถูกรังแกทางออนไลน์ เราจะช่วยอย่างไรโดยไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลง อีกเรื่องที่สำคัญคือ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างด้วย เช่น ผู้ใหญ่บอกเด็กให้ลดหน้าจอแต่ผู้ใหญ่เองยังจับมือถือตลอดเวลา เด็กก็จะรู้สึกว่ากฎนี้ไม่จริง การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัยจึงควรเป็นวัฒนธรรมของทั้งบ้านและโรงเรียน ไม่ใช่กฎที่ใช้กับเด็กฝ่ายเดียว

ภาพที่ 3 : โปสเตอร์รณรงค์หยุดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) 
ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สอดคล้องกับความเห็นจากกุมารแพทย์ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ที่อธิบายว่า การจัดการอารมณ์ของเด็กนั้นยังไม่นิ่ง โดยเฉพาะวัยรุ่นนั้นถือเพื่อนเป็นสรณะ เช่น การรังแกทางออนไลน์ หรือแม้แต่การโพสต์อะไรไปแล้วไม่ได้รับการตอบกลับ เด็กจะมีความอ่อนไหว (Sensitive) มาก เมื่อควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโต้เถียงวิวาทะกันในโลกออนไลน์ไปจนถึงขั้นมีเรื่องทะเลาะวิวาทใช้กำลังทำร้ายกันในโลกจริง (Physical Violence) แต่อีกด้านหนึ่งผลกระทบก็เกิดขึ้นกับตนเองได้เช่นกัน หมายถึงเกิดภาวะวิตกกังวล (Anxiety) และนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า 

เนื่องจากโลกของผู้ใหญ่เขาเติบโตมาในยุคที่ยังไม่มีดิจิทัล ความอดทน ความผิดหวัง ความยากลำบาก เขาเคยเจอมาก่อนแล้ว แต่ในขณะที่เด็กเติบโตมากับดิจิทัลเลย พูดง่าย  เกิดมาก็มีแล้ว ฉะนั้นเขาจะไม่เข้าใจความอดทน ไม่เข้าใจการรอคอย เขาจะไม่เข้าใจความผิดหวัง จึงก่อตัวขึ้นมาเป็นลักษณะของความเปราะบาง (Brittle) ความวิตกกังวล (Anxious) ขึ้นในเด็ก ดังนั้นโอกาสที่เด็กจะมีความสุ่มเสี่ยงกับการเล่น Social Media สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า’ 

อย่างไรก็ตาม กรณีของประเทศไทย มองว่าเราคงยังไม่สามารถห้ามได้แบบเด็ดขาด (Totally Ban) เพราะหากเทียบกับอีกหลายประเทศที่เลือกห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ ประเทศเหล่านั้นมีพื้นที่กิจกรรมมากมายสำหรับเด็กและเยาวชน เมื่อย้อนกลับมามองบริบทสังคมไทย หากผู้ใหญ่ในฐานะผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าห้ามแล้วจะให้เด็กและเยาวชนไปทำอะไร กฎหมายที่ออกมาสุดท้ายก็จะไม่สามารถปฏิบัติได้จริง 

และในเมื่อยังไม่สามารถห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ในทางกฎหมาย คำแนะนำถึงผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็ก 1.กรณีเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 6 ปี) ไม่ควรให้ใช้ เรื่องนี้ทำได้เลยไม่ต้องรอให้มีกฎหมาย อย่าไปคิดว่าให้เด็กห่างไกลเครื่องมือดิจิทัลแล้วจะใช้ไม่เป็น แต่ควรให้เด็กเรียนรู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสังคม เพราะหากเด็กอยู่กับเครื่องมือดิจิทัลเพียงอย่างเดียวก็จะกลายเป็นเด็กที่เปราะบาง 

2.เด็กวัยเรียน ‘ใช้โดยมีผู้ปกครองกำกับดูแล มีโปรแกรมเชื่อมต่อระหว่างเครื่องพ่อแม่กับลูก ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาใด ๆ ก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากเนื้อหาไม่พึงประสงค์ เช่น เว็บไซต์ลามกอนาจารหรือการพนันออนไลน์ และ 3.วัยรุ่น ช่วงวัยนี้การควบคุมทำได้ไม่ง่าย แต่การได้พูดคุยสนทนาสร้างภูมิคุ้มกัน มีพื้นที่ปล่อยพลัง มีทางเลือก มีกิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบ แม้ยังไม่ถึงขั้นออกกฎหมายห้ามก็สามารถรับมือความเสี่ยงได้ ไม่ใช่เด็กออกจากบ้านไม่มีกิจกรรมอะไรเลย ทำให้เมื่อเด็กว่างจากการเรียนที่ก็หนักหนาอยู่แล้วก็ต้องไปเล่นเกมเพื่อระบายความเครียดหรือไม่ก็สนทนากันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังเตรียมตัวจะเลือกผู้ว่าฯ กัน หมอถามว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ห้องสมุดประชาชนมีเกือบทุกเขต ไปปรับปรุง (Renovate) หน่อยไหม? ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างแหล่งเรียนรู้ แม้กระทั่งนอกห้องสมุดด้วย ถ้าไม่รู้จะปรับปรุงด้วยรูปแบบ (Pattern) อะไรมาปรึกษาหมอได้นะ เพราะเรามีแนวรูปแบบอยู่ว่าตัวห้องสมุดเป็นแกนหลัก ซึ่งข้างในนั้นอาจทำให้มีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ได้ นอกห้องสมุดก็กลายเป็นพื้นที่ปล่อยของ หลังห้องสมุดก็เติมผู้ใหญ่ที่กลายเป็นกระบวนกรเข้าไป ใครคนไหนที่เครียด ต้องการพื้นที่ระบายอารมณ์ เล่าให้ใครฟังโดยไม่มีการเปิดเผยความลับ (Keep Confidential) เขาจะได้จัดการกับความเครียดของเขาได้

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://edition.cnn.com/2026/03/25/tech/social-media-addiction-trial-jury-decision(Meta and YouTube found liable in social media addiction trial : CNN 25 มี.ค. 2569)

https://www.npr.org/2026/03/25/nx-s1-5746125/meta-youtube-social-media-trial-verdict (Jury finds Meta and Google negligent in social media harms trial : NPR 25 มี.ค. 2569)

https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/indonesia-starts-first-south-east-asia-social-media-ban-for-kids (Indonesia first in South-east Asia to curb social media use for children under 16 : The Straits Times 28 มี.ค. 2569)

https://joint-research-centre.ec.europa.eu/jrc-explains/why-are-children-and-adolescents-vulnerable-social-media_en (Why are children and adolescents vulnerable to social media? : JRC 18 มี.ค. 2568)

https://www.apa.org/topics/social-media-internet/youth-social-media-2024 (Potential risks of content, features, and functions: The science of how social media affects youth : APA)

https://www.who.int/europe/news/item/25-09-2024-teens–screens-and-mental-health (Teens, screens and mental health : WHO 25 ก.ย. 2567)

https://news.sky.com/story/the-countries-that-have-social-media-bans-or-are-planning-to-implement-one-13526116 (The countries that have social media bans, or are planning to implement one : Sky News 8 เม.ย. 2569)

https://www.nationthailand.com/news/world/40066202 (Global Front Against Social Media Hazards as Nations Move to Bar Children : The Nation 14 พ.ค. 2569)

อาวุธปืนยาวที่ตำรวจยึดได้ในคดี “หมิง ซีโฟร์” ไม่ใช่ “ปืนปลอม” แต่เป็น “อาวุธปืนดัดแปลงสภาพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อาวุธปืนสงครามที่ยึดได้จากชายชาวจีนในคดี “หมิง ซีโฟร์” เป็นปืนปลอม 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ตำรวจระบุว่าเป็นอาวุธปืนดัดแปลงซึ่งสามารถใช้งานยิงกระสุนจริงได้ จึงไม่ใช่ “ปืนปลอม” 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22-24 พ.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมหลายรายโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับความคืบหน้าการสอบสวนคดียึดอาวุธปืนและอาวุธสงครามจากที่พักของซุน หมิงเฉิน ชายชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 โดยมีภาพ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์, ภาพผู้ต้องหา และภาพอาวุธปืนที่ของกลาง พร้อมข้อความบรรยายว่า “สรุปปืนปลอมนะครับ ข่าวด่วนล่าสุด ตำรวจแถลง ปืน M4 สองกระบอกของ หมิง ซีโฟร์ เป็นของดัดแปลง เนียนกริบคล้ายของจริง และไม่พบเลขประจำปืนในระบบราชการ” (ลิงก์บันทึก) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้ถูกเผยแพร่หลังจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 รายงานความคืบหน้าคดีจับกุมซุน หมิงเฉิน พร้อมอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดจำนวนมากซึ่งรวมถึงอาวุธปืนสงครามชนิด M4 จำนวน 2 กระบอก 

โฆษก ตร. ระบุว่าอาวุธปืนยาว M4 จำนวน 2 กระบอกที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้นั้นเป็น “อาวุธปืนดัดแปลงสภาพ” ที่เกิดจากการนำชิ้นส่วนและอะไหล่จากปืนหลายกระบอกมาประกอบเข้าด้วยกัน อาทิ การนำลำกล้องของปืน M16A1 มาดัดแปลงเพื่อเลียนแบบปืน M4 Commando และยืนยันปืนยาว 2 กระบอกนี้ไม่ได้เบิกจ่ายมาจากคลังอาวุธของทางราชการ เนื่องจากไม่พบหมายเลขประจำปืนและไม่มีร่องรอยการขูดลบสัญลักษณ์ของหน่วยงานราชการ

โคแฟคตรวจสอบ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 ให้นิยามของ “อาวุธปืน” ไว้ว่า “อาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกําลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอํานาจของพลังงาน และส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้น ๆ ซึ่งรัฐมนตรีเห็นว่าสําคัญและได้ระบุไว้ในกฎกระทรวง” 

ขณะที่ “สิ่งเทียมอาวุธปืน” หมายถึง สิ่งซึ่งมีรูปและลักษณะอันน่าจะทำให้หลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืน 

ดังนั้นการที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมระบุว่าอาวุธปืนยาวที่ยึดจากซุน หมิงเซิน เป็น “ปืนปลอม” จึงไม่ถูกต้องตามความจริงและสร้างความเข้าใจผิด เนื่องจากตำรวจตรวจพบเขม่าดินปืนตกค้างภายในลำกล้อง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าอาวุธปืนเคยผ่านการใช้งานมาแล้ว ตำรวจระบุด้วยว่าลำกล้องที่พบเป็นของปืน M16A1 ซึ่งจัดเป็นอาวุธสงคราม ของกลางที่ยึดได้จึงเข้าข่ายเป็นอาวุธปืน

ในขณะที่ “ปืนปลอม” เป็นคำเรียกที่ใช้กับปืนอัดลม-อัดแก๊ส ที่มิได้ใช้งานคู่กับเครื่องกระสุนปืนในนิยามตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ โดยจัดอยู่ในประเภทสิ่งเทียมอาวุธปืน

โคแฟคยังพบคำอธิบายความแตกต่างระหว่างอาวุธปืนกับสิ่งเทียมอาวุธปืน โดยสำนักข่าวไทยรัฐรายงานคำชี้แจงของกรมการปกครอง วันที่ 22 พ.ค. 2569 กรณีเข้าจับกุมบ่อนการพนันใน จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 แล้วมีการรายงานออกไปว่าพบอาวุธสงคราม แต่ในความเป็นจริงของกลางที่พบนั้นเป็นเพียง “สิ่งเทียมอาวุธปืนยาว ชนิดบีบีกัน (BB Gun)” ซึ่งเป็นวัตถุที่มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายคลึงกับอาวุธปืนเท่านั้น ไม่ใช่อาวุธปืนสงคราม และไม่ใช่อาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

เนื้อหาจริง: ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ แนะนำให้งดใช้น้ำขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เพื่อป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไม่ควรอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือและล้างจานขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เพราะอาจได้รับอันตรายจากฟ้าผ่าแม้อยู่ภายในบ้าน 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาและผู้เชี่ยวชาญในไทยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะกระแสและแรงดันไฟฟ้าจากฟ้าผ่าอาจไหลผ่านท่อประปาหรืออุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบของโลหะและอุปกรณ์ไฟฟ้า  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Smai Saninta” โพสต์คลิปวิดีโอเตือนภัยจากการอาบน้ำขณะเกิดฝนฟ้าคะนองโดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ว่าให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำในช่วงที่เกิดฝนฟ้าคะนอง ซึ่งรวมถึงการอาบน้ำ ล้างจานหรือล้างมือ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกฟ้าผ่า เพราะการทำกิจกรรมที่ร่างกายสัมผัสกับน้ำ แม้จะอยู่ในบ้านก็มีความเป็นไปได้ที่เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงมาที่ตัวบ้าน กระแสไฟฟ้าจะไหลไปในที่ที่มีค่าความต้านทานต่ำที่สุดไปจนถึงพื้น โลหะและน้ำในท่อจะเป็นตัวนำไฟฟ้าอย่างดี รวมถึงฝักบัวที่เป็นโลหะและน้ำก็อาจเป็นเส้นทางที่ไฟฟ้าวิ่งมาถึงตัวคนได้ 

คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 700,000 แสนครั้งและแชร์มากกว่า 7,000 ครั้ง ณ วันที่ 26 พ.ค. และยังมีผู้ส่งมาเข้ามาในระบบตรวจสอบข้อมูลของโคแฟค cofact.org เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 15 เม.ย. 2567 CDC เผยแพร่คำแนะนำขณะเกิดฟ้าผ่า หนึ่งในนั้นคือให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ (Avoid Water) โดยระบุว่าไม่ควรอาบน้ำ ล้างจาน หรือสัมผัสน้ำในระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านท่อประปาของอาคารได้ แม้ว่าท่อประปาที่เป็นพลาสติกจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าท่อประปาโลหะ แต่เพื่อความปลอดภัยจึงควรงดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับท่อน้ำหรือใช้น้ำประปาระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ข้อควรปฏิบัติขณะเกิดฟ้าผ่าจากหน้าเว็บไซต์ของ CDC

โคแฟคยังสอบถามไปที่ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับคำอธิบายว่า คำเตือนของ CDC ที่แนะนำให้งดอาบน้ำ ล้างจาน หรือสัมผัสน้ำระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนองนั้น มีพื้นฐานทางวิศวกรรมและฟิสิกส์รองรับเนื่องจากฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงมาก ระดับหลายสิบถึงหลายร้อยล้านโวลต์ และมีกระแสได้ถึงหลายหมื่นแอมแปร์ 

เมื่อฟ้าผ่าลงอาคารหรือบริเวณใกล้เคียงจะเกิดแรงดันกระชาก (surge) และการยกระดับศักย์ไฟฟ้าชั่วขณะภายในโครงสร้างอาคาร กระแสและแรงดันบางส่วนอาจแพร่ผ่านระบบตัวนำต่าง ๆ เช่น ระบบสายไฟ โครงสร้างเหล็ก ระบบกราวด์ และระบบท่อน้ำ โดยเฉพาะในอาคารที่ระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสายดินขาดการบำรุงรักษาหรืออยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่ระบบป้องกันฟ้าผ่า ระบบสายดิน หรือการ bonding ภายในอาคารออกแบบหรือบำรุงรักษาไม่สมบูรณ์ หลักการเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของมาตรฐานป้องกันฟ้าผ่า เช่น IEC 62305 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่าต่ออาคารและผู้ใช้งาน

“แม้บ้านสมัยใหม่จำนวนมากจะใช้ท่อ PVC ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงลงเมื่อเทียบกับระบบท่อโลหะ แต่ในระบบก็ยังมีส่วนประกอบที่เป็นโลหะและอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อร่วมอยู่ เช่น ก๊อกน้ำ ฝักบัว เครื่องทำน้ำอุ่น ปั๊มน้ำ และระบบสายดินของอาคาร ดังนั้นจึงไม่สามารถถือว่าความเสี่ยงเป็นศูนย์ได้ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานด้านความปลอดภัย เช่น CDC และ National Weather Service จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ ระบบประปา โทรศัพท์บ้านแบบมีสาย และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับสายภายนอกในช่วงที่มีฟ้าแลบฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียง” ดร.สุพรรณกล่าว

ดร.สุพรรณให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีรายงานความเสียหายและอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับระบบประปาและห้องน้ำจากเหตุฟ้าผ่าเกิดขึ้นจริง เช่น กรณีบ้านในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความเสียหายบริเวณห้องน้ำและฝักบัวหลังเกิดฟ้าผ่าใกล้บ้าน ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบคำเตือนด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำระหว่างพายุฝนฟ้าคะนอง แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะพบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับการถูกฟ้าผ่ากลางแจ้ง แต่ถือเป็นความเสี่ยงต่ำแต่ผลกระทบรุนแรง (low probability but high consequence) กล่าวคือ โอกาสเกิดอาจต่ำสำหรับอาคารที่มีระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสายดินได้มาตรฐาน แต่หากเกิดขึ้น ผลกระทบอาจรุนแรงได้ ดังนั้น คำแนะนำของ CDC จึงเป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ทั้งนี้ มีรายงานจากสำนักข่าวในสหรัฐฯ เช่น Accuweather ระบุเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 พบบ้านหลังหนึ่งในเมืองเคปคอรัล รัฐฟลอริดา สภาพห้องน้ำได้รับความเสียหายจากการถูกฟ้าผ่า ซึ่งจอห์น เจนเซนิอุส ผู้เชี่ยวชาญจากสภาความปลอดภัยจากฟ้าผ่าแห่งสหรัฐฯ (National Lightning Safety Council) และอดีตผู้เชี่ยวชาญสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าเมื่อฟ้าผ่าลงที่บ้าน โดยทั่วไปกระแสไฟฟ้าจะไหลไปตามสายไฟหรือท่อประปา นั่นหมายความว่าการอาบน้ำ ล้างจาน หรือแม้แต่การเปิดน้ำจากก๊อกน้ำก็อาจทำให้คนในบ้านตกอยู่ในอันตรายได้ และแม้แต่ท่อที่ไม่ใช่โลหะก็สามารถนำไฟฟ้าผ่านทางน้ำได้

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 23 พฤษภาคม 2569

“ผักต้มค้างคืน” อุ่นซ้ำเสี่ยงมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nt94qyymqjqr


“ชัยวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เดินเข้าไปหาเรื่อง “ชัชชาติ” หวังทำร้ายร่างกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3pup787acu4m7


ภาพปืนและอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้ที่บ้านพักของชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/m4ttx3lpow82


ภาพรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างในจันทบุรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3fgc9g548hjte


“ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.69 ใช้สิทธิวันละ 200 บาท เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/11zjcgih9zjn9


“ไอร์แลนด์” ประณาม “อิสราเอล” จับตัวน้องสาวประธานาธิบดี ล่องเรือมนุษยธรรมช่วยกาซ่า

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1r00tyxonzi59


เด็กเขียนหนังสือไม่ได้ อาจไม่ใช่เรียนไม่เก่ง แต่เป็นภาวะ LD

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3h674ywin5aso


กปน ยกเลิกบิลทางไปรษณีย์ เปลี่ยนเป็น e-Bill แทน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/di7edxuv38eo


อียูปรับใช้กฎวีซ่าเชงเก้นใหม่ อนุมัติ “Visa Cascade” คนไทยประวัติเดินทางดี มีโอกาสได้วีซ่านานขึ้น

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/s440iwpnfirv


เปิดปมใหม่ DNA ‘ปลาหมอคางดำ’ อาจเกิดจากหลายการนำเข้า ไม่ใช่เหตุหลุดรอดครั้งเดียว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2anukxbjl3u3z

มองอคติ-ความรุนแรงต่อ‘แรงงานข้ามชาติ-กลุ่มชาติพันธุ์’ : มากกว่าแก้ไขกฎหมาย ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจ

By : Zhang Taehun

ย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคม 2569 มีข่าวหนึ่งที่สังคมให้ความสนใจ กรณีกลุ่มคนรวมตัวกันไปทำร้ายร่างกายชายหนุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยง โดยอ้างว่าชายคนดังกล่าวเป็นบุคคลต่างด้าวและมีพฤติกรรมหาเรื่องคนไทย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ถูกทำร้ายที่เข้าแจ้งความได้ยืนยันว่าตนเองเป็นชาวกะเหรี่ยงที่เกิดและเติบโตใน จ.กาญจนบุรี เช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านห้วยน้ำขาว หมู่ 15 ตำบลบ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ก็ยืนยันว่า หนุ่มชาวกะเหรี่ยงรายนี้เกิดและเติบโตในประเทศไทย มีพยานรับรองและอยู่ระหว่างดำเนินการขอมีบัตรประชาชนไทย 

ในด้านของคดีความก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้มากล่าวถึงก็เพราะหลังจากได้เข้าไปไล่อ่านความคิดเห็นของประชาชนที่ติดตามข่าวดังกล่าว พบว่าบางส่วนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับบัตรประจำตัวของผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย มีข้อสงสัยว่าชาวกะเหรี่ยงมาขอมีบัตรประชาชนไทยได้อย่างไร รวมถึงเหมารวมกันไปว่าชาวกะเหรี่ยงทั้งหมดเป็นต่างด้าวไม่ใช่คนไทย ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ในการตรวจสอบและอธิบายข้อเท็จจริง (Fact – Checking) ของข้อมูลข่าวสารที่ถูกแชร์กันบนพื้นที่ออนไลน์ด้วย

ภาพที่ 1 ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ที่มา : แนวหน้า

– ชาวกะเหรี่ยงเป็นใครมาจากไหน? เข้ามาอยู่ในอาณาเขตประเทศไทยเมื่อใด? : มีข้อเขียนและผลการศึกษามากมายที่กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันเป็นพื้นที่เมืองหรือจังหวัดชายแดนไทย – เมียนมา มาหลายร้อยปี อาทิ บทความ กะเหรี่ยง ความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทย โดย สุรพงษ์ กองจันทึก ที่เผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เล่าถึงชาวกะเหรี่ยงในเมืองศรีสวัสดิ์ (ปัจจุบันคือ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี) มีบันทึกว่าได้จ่ายส่วย (ภาษี) และเข้าเป็นทหารทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของพม่าให้กับกรุงศรีอยุธยา 

เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีชาวกะเหรี่ยงอพยพเข้ามาในเมืองกาญจนบุรี และได้รับอนุญาตให้ไปตั้งรกรากที่เมืองสังขละบุรี (ปัจจุบันคือ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี) หลังจากนี้ชาวกะเหรี่ยงยังคงยอมรับการปกครองและเข้าเป็นทหารของฝ่ายไทย จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรับปรุงการปกครองให้เป็นแบบรัฐสมัยใหม่ ชาวกะแหรี่ยงถูกกำหนดสิทธิและหน้าที่ต่อรัฐไม่ต่างจากคนไทย อาทิ ต้องเสียภาษีเข้ารัฐส่วนกลาง ต้องเข้ารับราชการทหารในรูปแบบกองทัพส่วนกลางมิใช่ในระบบไพร่สังกัดมูลนายแบบเดิม  

รวมถึงเมื่อมีการตั้งกองตำรวจภูธร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็รับสั่งว่า ชาวกะเหรี่ยงที่เคยรับราชการในสังกัดกองอาทมาต (ทหารหน่วยพิเศษในระบบกองทัพแบบเดิมก่อนหน้าการปฏิรูป) สามารถเข้ารับราชการต่อในสังกัดหน่วยงานใหม่นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในสายตาของคนไทยโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ มักมองชาวกะเหรี่ยงในแง่ลบอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิถีชีวิตด้านเกษตรกรรมของชาวกะเหรี่ยงถูกมองว่าเป็นการบุกรุกทำลายป่า ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงตลอดจนผู้สนใจศึกษาวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง โต้แย้งว่าวิถีดังกล่าวคือ “ไร่หมุนเวียน” นอกจากจะไม่ทำลายป่าแล้วยังช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติเสียด้วยซ้ำไป

ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า การเข้ามาอยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินที่ปัจจุบันคือประเทศไทย มีตั้งแต่การถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย การอพยพหนีการกวาดล้างของอาณาจักรพม่าที่รบชนะอาณาจักรมอญซึ่งชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ร่วมกับชาวมอญก็ต้องหลบหนีออกมาด้วย จนถึงยุคหลังอาณานิคมที่ดินแดนพม่าก็ยังมีปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงเลือกที่จะอพยพข้ามชายแดนมายังฝั่งไทย 

โดยปัจจุบันมีชุมชนชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยถึง 15 จังหวัด คือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ อนึ่ง นอกจากชาวกะเหรี่ยงแล้ว ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ยังระบุว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมกันมากถึง 60 กลุ่ม

ภาพที่ 2 ตัวอย่างบัตรประจำตัวและเลขประจำตัวบุคคลที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ทั้งที่เป็นคนไทยและบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย

(3 ภาพด้านซ้าย ขอบคุณภาพจากเพจ “คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา”)

– กลุ่มชาติพันธุ์บนแผ่นดินไทยกับสถานะทางกฎหมาย : บุคคลที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ตาม หากเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของทางการไทย จะได้รับเลขประจำตัว หรือที่คุ้นเคยในชื่อ เลข 13 หลักโดยข้อมูลจากที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อธิบาย ตัวเลขหลักที่ 1 หรือเลขตัวแรก บนบัตรประจำตัวบุคคล (ทั้งในบัตรประชาชนของคนไทย และบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) ไว้ดังนี้ 

เลข 1 หมายถึงคนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2527 เป็นต้นมา , เลข 2 หมายถึงคนที่เกิดและมีสัญชาติไทย แต่แจ้งเกิดเกินเวลาที่กำหนด ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2527 เป็นต้นมา , เลข 3 หมายถึงคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีที่อยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (1 ม.ค. – 31 พ.ค.2527) , เลข 4 หมายถึงคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 ม.ค. – 31 พ.ค. 2527) , 

เลข 5 หมายถึงคนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ, เลข 6 หมายถึงผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว , เลข 7 หมายถึงบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 (ผู้ถือบัตรเลข 6) ซึ่งเกิดในประเทศไทย และ เลข 8 หมายถึงคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว – คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย

นอกจากเลข 1 – 8 ข้างต้นแล้ว ในคู่มือการจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยโดยสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงเลขตัวแรกของบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ไว้อีก 2 กลุ่ม คือ เลข 0” หมายถึง คนซึ่งไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ ครม. 18 ม.ค. 2548 และคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.13) ตาม มาตรา 38 วรรคสอง

และ เลข 00 แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยเป็นบุคคลสัญชาติพม่า (เมียนมา) ลาวและกัมพูชา ที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามมติ ครม. รวมถึงผู้ติดตามแรงงาน ส่วนที่มาของการกำหนดปี 2527 ไว้ในการออกเลขตัวแรกของชุดเลขประจำตัวบุคคล 13 หลัก เนื่องด้วยเป็นปีแรกที่ประเทศไทยจัดทำฐานข้อมูลเลขประจำตัว 13 หลักในระบบคอมพิวเตอร์แทนระบบเขียนด้วยมือแบบเดิม

บัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองอธิบายว่า ระบบเลขประจำตัว 13 หลักของไทย กำหนดโดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย  ถูกออกแบบให้แสดงสถานะทางทะเบียนราษฎรของบุคคล โดยกรณีเลขตัวแรกเป็นเลข 6 จะหมายถึงบุคคล 2 กลุ่ม คือ 

1.กลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มที่แสดงว่าบุคคลนั้นได้ผ่านกระบวนการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติ ได้แก่ บุคคลที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ได้รับการยกเว้นให้อยู่ในลักษณะชั่วคราว เช่น ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งยังไม่มีสัญชาติไทย และมีกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่บรรพบุรุษแต่ยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์การเกิดเพื่อลงรายการสัญชาติไทยได้ ซึ่งปัจจุบันไม่มีการทำทะเบียนเลข 6 เพิ่มแล้ว  มีเพียงคนที่ได้เลขประจำตัวแล้วบัตรประจำตัวหมดอายุหรือสูญหายก็จะมาทำบัตรใหม่โดยใช้เลขเดิม

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตกหล่นจากการสำรวจ จึงได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนในภายหลัง โดยสำรวจเพิ่มเติมเมื่อปี 2548 – 2554 กลุ่มเหล่านี้จะได้รับเลข กลุ่ม 89 หมายถึงบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหา และสถานะสิทธิของบุคคล ซึ่งมีความเกี่ยวพันธุ์กับชนกลุ่มน้อยเดิมที่ได้รับการสำรวจเป็นเลข 6” 

กับ 2.คนต่างด้าวเข้าเมือง คือ บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายคนเข้าเมืองแบบชั่วคราวตามระยะเวลาที่ได้รับ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ให้นึกถึงเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเราก็จะไปเที่ยวได้ตามระยะเวลาวีซ่าที่กำหนดให้อยู่ได้ ซึ่งหากอยู่เกินกำหนดก็จะถูกจับ ดังนั้น หากบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่แบบชั่วคราวโดยถูกต้องก็สามารถมาขอทำทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวเป็นบุคคลเลข 6 ได้ตลอดเวลา   แต่สิทธิการอยู่อาศัยต่าง ๆ ยังเป็นไปตามระยะเวลาหนังสือเดินทางวีซ่า เป็นต้น ส่วนเลข 7  ให้สำหรับบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยมีบิดามารดาที่ถือบัตรเลข 6

ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ถือบัตรเลข 6 และ 7 ที่ดำเนินการยื่นขอสัญชาติไทย ขั้นตอนต่างๆ จึงยุ่งยากและล่าช้ามาก บางคนยื่นเรื่องตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม – สาว กว่าจะได้ก็แก่ชราอายุมาก ประเด็นนี้ บัณฑิต อธิบายว่า ความยาก – ง่ายต่างกันอยู่ที่ว่าเป็นการขอสัญชาติกรณีแบบใด ซึ่งหลักการขอสัญชาติไทยที่ง่ายที่สุด คือ การขอสัญชาติไทยเพราะเกิดในประเทศไทยและมีบิดามารดาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์   ด้วยเหตุที่ว่าบุคคลเหล่านี้เกิดและอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว 

โดยหากดูตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 จะให้สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน แต่ในทางปฏิบัติอาจมีระยะเวลาที่ต้องรอคิวในการยื่นขอสัญชาติ , เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน , ทำบัตรประจำตัวประชาชน ระยะหนึ่งซึ่งปกติก็จะไม่เกิน 60 วัน ในกรณีเด็กเล็กที่เกิดในประเทศไทยและมีใบเกิดนั้นก็สามารถดำเนินการได้เร็วเพราะมีหลักฐานครบถ้วนซึ่งหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือสูติบัตร 

เด็กเล็กๆ มักจะแจ้งการเกิดมาหมดแล้วจึงรวดเร็วในการขอสัญชาติไทย ในส่วนเด็กที่โตขึ้นมาก็จะใช้เวลาในการดำเนินการ โดยเฉพาะในการขอหนังสือรับรองการเกิด เพราะกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้มีการแจ้งการเกิดไว้ และส่วนใหญ่มักจะระบุว่าเกิดจากหมอตำแย ซึ่งต้องพิสูจน์ตามระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต” 

ในส่วนบุคคลที่พิสูจน์การเกิดในประเทศไทยไม่ได้ หรือผู้ที่อายุเยอะซึ่งไม่ได้เกิดในประเทศไทย ก็จะต้องขอสัญชาติไทยในกรณีอื่นๆ ซึ่งมักจะเรียกว่าขอสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ กรณีนี้จะใช้ระยะเวลานานถึง 3 ปี ขึ้นไป ในการรวบรวมหลักฐาน และขอสัญชาติไทย เพราะมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีหลักฐานการทำงานและเสียภาษีในประเทศไทย 3 ปี หากไม่มีก็จะไม่สามารถขอได้ เป็นต้น เพื่อให้คนที่จะเป็นคนไทยนั้นได้รับการคัดเลือกมาจากบุคคลที่มีศักยภาพตามความเหมาะสม ไม่เกิดภาระแก่รัฐไทย

ส่วนเลขประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยเลข 00 นั้น บัณฑิตอธิบายว่า หมายถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติอื่นตามที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางประกาศกำหนด ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการตรวจพิสูจน์สัญชาติและได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายหรือเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับการผ่อนผัน ให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานตามกฎหมาย 

ดังนั้นแล้ว แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาโดยถูกกฎหมายผ่านบันทึกความตกลง MOU ระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา ลาว และกัมพูชา จะได้รับหมายเลขประจำตัว 13 หลัก อย่างไรก็ตาม เลขขึ้นต้น 00 ไม่ได้จำกัดแค่แรงงานต่างด้าวเท่านั้น แต่รวมถึงบุตรของบุคคลต่างด้าวด้วย

ภาพที่ 3 เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน’ (เสื้อขาวคนกลาง) ผู้ก่อเหตุร่วมกันทำร้ายร่างกายคู่กรณีที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กล่าวขอโทษผ่านรายการ โหนกระแส’ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ยอมรับตนเองไม่มีความรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย

ชมคลิปได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=60keb0mT1DM (นาทีที่ 31.50 – 32.20)

– นอกจากกฎหมายแล้วยังต้องสร้างความรู้ความเข้าใจกับสังคมไทย : นอกจากประเด็นทางกฎหมายเรื่องสถานะบุคคลแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจกับสังคมไทยเรื่องการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ดังที่ผู้ร่วมก่อเหตุทำร้ายร่างกายหนุ่มกะเหรี่ยงกล่าวกับสื่อ ยอมรับว่าตนเองไม่มีความรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์และเข้าใจว่าเป็นบุคคลต่างด้าว รวมถึงหลายคนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ ๆ ก็มีความเข้าใจในลักษณะเดียวกัน 

ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ข้อมูลกับทีมงานโคแฟคเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ว่า นับตั้งแต่ตนเข้ามารับตำแหน่ง กสม. ช่วงปี 2564 – 2569 ได้รับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ประมาณ 20 เรื่อง อันดับ 1 เป็นเรื่องปัญหาสถานะบุคคลหรือสถานะทางทะเบียน รองลงมาเป็นข้อพิพาทเรื่องที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน เช่น ระหว่างชุมชนกับพื้นที่ป่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก รวมถึงเรื่องการถูกด้อยค่า อาทิ กรณีหนุ่มชาวกะเหรี่ยงถูกทำร้ายตามที่ปรากฏเป็นข่าว 

ซึ่งก่อนที่ตนจะมาเป็น กสม. เคยทำงานที่มูลนิธิชุมชนไทมาก่อน โดยเข้าไปทำงานกับกลุ่มชาวเลที่ถูกเบียดขับหลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มภาคใต้ฝั่งอันดามันเมื่อปี 2547 แล้วพบว่าชาวเลเป็นเหมือนกับพลเมืองชั้น 2 ในหมู่ประชากรที่อาศัยในพื้นที่ชายฝั่งอันดามันทั้งที่อยู่มาก่อนคนกลุ่มอื่นๆ สอดคล้องกับที่ รศ.ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยกล่าวว่า สังคมไทยยังมีอคติกับกลุ่มคนชายขอบโดยข้อค้นพบของตนจากกรณีชาวเล คือคนกลุ่มนี้ถูกเบียดขับอย่างรุนแรงเพราะอยู่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

เช่นเดียวกับช่วงลงพื้นที่สำรวจปัญหาของชาวเล ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งร่วมลงพื้นที่ด้วย ได้กล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลถูกกระทำไม่ให้เขาภูมิใจหรือมั่นใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขา และเมื่อมองมายังยุคปัจจุบันที่การสื่อสารทำได้กว้างขวางและรวดเร็วขึ้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) กรณีการไปคุกคามหนุ่มกะเหรี่ยงด้วยความเข้าใจว่าเป็นแรงงานข้ามชาติ  ก็เป็นภาพสะท้อน รากทางความคิดของคนไทยที่ยังมองคนต่างด้าวเป็นอื่น ไม่ใช่คนที่มาช่วยเหลืออะไรให้ประเทศไทย 

จากการแก้ปัญหาชาวเล นำมาสู่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล วันที่ 2 มิ.ย. 2553 และมติ ครม. ว่าด้วยแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง วันที่ 3 ส.ค. 2553 จนกระทั่งปัจจุบันมีกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 ทั้งหมดนี้คือความพยายามทำให้ประเทศไทยยอมรับว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ แต่ตลอดเส้นทางก็มักจะพบกระแสต่อต้าน หรือ ‘ทัวร์ลง’ ในพื้นที่ออนไลน์อยู่เสมอ ว่าบุคคลหรือองค์กรที่สนับสนุนแนวทางนี้ห่วงใยคนต่างด้าวมากกว่าคนไทย 

นอกจากนั้น กสม. อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อทำข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงระเบียบหรือกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ลำพังการแก้ไขกฎหมายยังไม่เพียงพอหากไม่ทำความเข้าใจกับสังคมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยสนอให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีกหลายหน่วยงาน ช่วยกันคิดว่าจะสื่อสารเชิงบวกอย่างไรเพื่อให้สังคมไทยเข้าใจกลุ่มประชากรเหล่านี้ แต่ก็มีความท้าทายจากจำนวนสื่อที่มากขึ้นและอยู่นอกเหนือการควบคุม รวมถึงบรรดาผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) ด้วย

หน่วยงานที่กำกับต้องแข็งแรงและต้องกำกับเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย คือ กสม. ก็มีหน้าที่จี้ไปที่หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องที่จะสื่อสารให้คนในสังคมได้เข้าใจด้วย คือคนในสังคมโดยรวมอาจไม่เข้าใจว่าการที่เรามีแรงงานเพื่อนบ้านจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่เช่นนั้นเราจะแข่งขันกับตลาดโลกไม่ได้’ 

ปรีดา ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมเรื่อง ในอดีตสังคมไทยเคยมีอคติต่อคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด (สลัม) อย่างรุนแรง ในยุคหนึ่งถึงกับเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่าเป็นแหล่งวิกฤติบ้าง แหล่งเสื่อมโทรมบ้าง แหล่งรวมบุคคลและสิ่งของผิดกฎหมายบ้าง ซึ่งหลายครั้งก็นำไปสู่การใช้ความรุนแรงอย่างการไล่รื้อหรือเผาไล่ที่ กระทั่ง มุมมองของสังคมได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากงานศึกษาทางวิชาการที่ชี้ให้เห็นว่า คนในชุมชนแออัดมีบทบาทสำคัญในฐานะแรงงานผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ 

การเปลี่ยนมุมมองของสังคมไทยต่อผู้อาศัยในชุมชนแออัดจึงถือเป็นบทเรียนได้เช่นกัน ว่าต้องมีทั้งงานวิชาการและงานสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมว่าด้วยเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งในแง่สิทธิมนุษยชนต้องเข้าใจก่อนว่า คนทุกคนเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน’ ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามหรือสร้างความเกลียดชังกับกลุ่มชายขอบ’ หากสื่อหรือนักสื่อสารเข้าใจเรื่องนี้การสื่อสารที่ออกไปก็จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายสังคม!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.thairath.co.th/news/crime/2919120 (“เฮียตี๋ไทยไม่ทน” งานเข้า หนุ่มกะเหรี่ยง แจ้งจับกักขัง ทำร้ายร่างกาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ : ไทยรัฐ 10 มี.ค. 2569)

https://www.thairath.co.th/news/local/2919099 (ผู้ใหญ่บ้าน เปิดข้อมูล “น้องเดช” หนุ่มกะเหรี่ยงถูก “เฮียตี๋” สั่งสอน พบถือสัญชาติไทย : ไทยรัฐ 10 มี.ค. 2569)

https://web.facebook.com/share/p/1C5ua1CovX/ (‘เต้ อาชีวะ-เฮียตี๋’ ยกมือไหว้ขอโทษสังคม แฉแหลก หนุ่มชาติพันธุ์สุดกร่าง ยืนยันมีพยานหลักฐาน : โหนกระแส 11 มี.ค. 2569)

https://www.silpa-mag.com/history/article_45371 (“กะเหรี่ยง” เป็นใคร? มาจากไหน? มีความสัมพันธ์ กับไทยอย่างไร? : ศิลปวัฒนธรรม 30 ธ.ค. 2564)

https://www.geocities.ws/klity_creek/kareninthai1.htm (“กะเหรี่ยง” ความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทย : สุรพงษ์ กองจันทึก , ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา)

https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/187 (ปกาเกอะญอ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)

https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic (กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)

https://www.naewna.com/likesara/745665 (สัมผัส’วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร’บ้านสะเนพ่อง ‘ครู-นักเรียนช่วยกันทำนา’ : แนวหน้า 24 ก.ค. 2566)

http://www.kkdopa.go.th/p7/1007–13-.html (ความหมายของเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก :ที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่น)

https://www.bora.dopa.go.th/wp-content/uploads/2025/01/การจัดทำทะเบียนและบัตรคนซึ่งไม่มีสัญชาติ.pdf (การจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย : สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย)

https://www.isranews.org/content-page/item/57989-news012.html (คนเกิดปี27พ้นทุกข์!ปค.สั่งแก้ปัญหาเลขบัตรทั้งระบบแล้ว-รับพลาดช่วงเปลี่ยนเขียนมือสู่คอมฯ : สำนักข่าวอิศรา 14 ก.ค. 2560)

https://www.tvpoolonline.com/content/2496053 (“ตี๋กระทะร้อน” ยกมือไหว้ขอโทษคนเมืองกาญจน์ ปมบุกตX “หนุ่มชาติพันธุ์” เข้าใจผิดคิดว่าเป็นต่างด้าว : TVpoolonline 11 มี.ค. 2569)

https://www.youtube.com/watch?v=60keb0mT1DM (LIVE โหนกระแส เสียงแตก! “ตี๋กระทะร้อน” สวมบทโหด บุกยำหนุ่มกะเหรี่ยงเลือดสาด : โหนกระแส 11 มี.ค. 2569 นาทีที่ 31.50 – 32.20)

https://book.culture.go.th/newbook/book/other/nation.pdf (ชาติพันธุ์และมายาคติ : สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม , 2546 – หน้า 103)

https://www.chumchonthai.or.th/sites/default/files/ebooks/22_chao-la_crisis/22_chao-la_crisis.pdf (วิกฤติ วิถีชาวเล , ปรีดา คงแป้น และคณะ , มูลนิธิชุมชนไท 2555)

วิกฤตไซเบอร์กลืนกินเด็ก! จี้คลอดกฎหมายคุมเข้ม-แนะพ่อแม่เลิกใช้มือถือเลี้ยงลูก ก่อนสมองพัง-ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม AI

ปัญหาภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ล่าสุดในเวทีเสวนาโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.41 ภายใต้หัวข้อ “ป้องกันเด็กอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโลกไซเบอร์” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมพูดคุยกับ พลินี เสริมสินสิริผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิชกรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ถึงสถานการณ์ความรุนแรงและแนวทางการรับมือกับภัยไซเบอร์ในเด็กที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน

พลินี เปิดเผยถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมว่า ปัจจุบันเด็กไม่ได้เติบโตมากับสนามเด็กเล่นในหมู่บ้านเหมือนในอดีต สนามเด็กเล่นหลายแห่งถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่สนามเด็กเล่นของเด็กยุคนี้ได้ย้ายไปอยู่ในจอภาพและโลกออนไลน์แทน สิ่งที่น่ากังวลคืออันตรายไม่ได้มาในรูปแบบของคนแปลกหน้าตรงๆ อีกต่อไป แต่มาในรูปของเพื่อนในเกม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้กระทั่งอัลกอริทึมที่คอยจัดสรรเนื้อหาจนโลกออนไลน์สามารถรู้ใจเด็กมากกว่าพ่อแม่เสียอีก การใช้เวลาบนสื่อออนไลน์ที่มากเกินไปทำให้เด็กต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งข่าวลวง ข่าวปลอม การหลอกลวง พนันออนไลน์การคุกคามทางเพศ การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) และเนื้อหาที่บั่นทอนสุขภาพจิต ซึ่งในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลง สังคมจึงต้องหันมาคำนึงว่าจะสร้างวัคซีนและภูมิคุ้มกันอย่างไรให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

ดร.ศรีดา ได้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ทั่วโลกว่ามีความรุนแรงและส่งผลกระทบชัดเจนจนหลายประเทศต้องตื่นตัวออกกฎหมายควบคุมอย่างจริงจัง เช่น การลดเวลาหน้าจอ การตรวจสอบและจำกัดอายุผู้ใช้งาน (Age Verification) เนื่องจากสมองส่วนคิดและควบคุมเหตุผลของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่ หากปล่อยให้ใช้งานโดยไม่มีวิจารณญาณย่อมตกเป็นเหยื่อได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ภาคธุรกิจนำแนวคิด Safety by Design หรือการออกแบบระบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่แรกมาใช้ ไม่ใช่ปล่อยแอปพลิเคชันหรือเกมออกมาโดยเน้นแต่กลยุทธ์การตลาดแต่ไม่มีระบบป้องกันภัย ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มบังคับใช้มาตรการเด็ดขาด เช่น ฝรั่งเศสที่งดนำมือถือไปโรงเรียนตั้งแต่ปี 2018 ออสเตรเลียที่มีการออกกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนอาจถูกถอดใบอนุญาต สวีเดนที่สั่งงดใช้มือถือในห้องเรียนและนำกระดาษกลับมาใช้แทนเพราะพบว่าเด็กคิดวิเคราะห์ลดลง รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่มีมาตรการเข้มงวดขึ้นเช่นกัน

ดร.ศรีดา ยังได้ยกตัวอย่างนิทรรศการใจกลางกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่จัดร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยแสดงหน้าจอ 50 จอเป็นภาพเด็ก 50 คนที่เคยมีความสุขกับครอบครัวแต่ต้องเสียชีวิตไปแล้วจากการฆ่าตัวตายเพราะถูกไซเบอร์บูลลี่ โดนแบล็กเมล์ทางเพศจากการถูกหลอกเอาภาพหลุดในอินสตาแกรม (Sextortion) หรือติดเกมและพนันออนไลน์ ซึ่งสะท้อนว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเข้าสู่ขั้นวิกฤตเหมือนมะเร็งระยะสุดท้ายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยด่านแรกที่สำคัญที่สุดคือ “พ่อแม่” ซึ่งเป็นผู้หยิบยื่นมือถือ ค่าเน็ต และไวไฟให้ลูก แต่กลับพบว่าพ่อแม่จำนวนมากยังใช้มือถือเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพื่อให้ลูกนิ่ง โดยขาดความรู้ว่าเด็กต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรอยู่กับหน้าจอเลย เนื่องจากเป็นช่วงที่โครงข่ายใยประสาทกำลังพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยการสัมผัสจริงในวิถีธรรมชาติและการโอบกอดจากครอบครัวการนั่งดูจอเฉยๆ ทำให้เซลล์สมองทำงานน้อยกว่าการไปทำกิจกรรมจริง เช่น การทอดไข่ หรือการปฏิสัมพันธ์กับคน

สำหรับแนวทางปฏิบัติในครอบครัว ดร.ศรีดา แนะนำว่าพ่อแม่ต้องร่วมตั้งกฎกติกากับลูกอย่างชัดเจน ทั้งการจำกัดเวลาใช้งาน เช่น วัยปฐมวัย (4-6 ขวบ) ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง และต้องใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่โยนให้เด็กเล่นเอง ส่วนเด็กโตสามารถใช้เพิ่มขึ้นได้แต่ต้องไม่มากเกินไป หากเล่นเกมติดต่อกันเกินวันละ 3 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน จะเพิ่มโอกาสเสพติดเกมถึง3.5 เท่า สังเกตอาการได้จากการโยนกระเป๋าทิ้งเพื่อวิ่งเข้าหาจอหงุดหงิดก้าวร้าวเมื่อให้เลิก การเรียนตกต่ำ ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกบรรจุเป็น “โรคติดอินเทอร์เน็ตและโรคติดเกม” ในตำราแพทย์แล้วเนื่องจากส่งผลต่อสมองในส่วนวงจรรางวัล (Reward Circuit) ทำให้เด็กเสพติดความสุขทางลัดจากการกดไลก์หรือชนะเกม จนไม่สามารถมุมานะทำงานเหมือนผู้ใหญ่ในอนาคตได้ พ่อแม่จึงต้องกำหนดเนื้อหาที่ห้ามเข้าถึง เช่น เว็บพนัน อาวุธ ยาเสพติด สื่อลามกพร้อมทั้งสอนเรื่องกฎหมาย ศีลธรรม และการไม่ไปบูลลี่คนอื่น

ในระดับนโยบาย ดร.ศรีดา ระบุว่าตนเองได้ร่วมงานกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในการเตรียมออกแนวทาง (Guideline) สำหรับเด็กเล็กเพื่อรณรงค์งดจอต่ำกว่า 2 ขวบ ขณะเดียวกันในระดับชุมชนและโรงเรียน ทั้งครูและผู้ปกครองต่างเห็นพ้องว่าอยากเห็นกฎหมายหรือนโยบายจากส่วนกลางที่ห้ามนำมือถือไปโรงเรียนอย่างเด็ดขาด แทนที่จะปล่อยให้เป็นสิทธิ์การตัดสินใจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่งเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากผลสำรวจพบว่าเด็กไทยไม่ถึง 1 ใน 3 ที่มีสมาธิจดจ่อกับการเรียนได้เกิน 20 นาทีเพราะจิตใจพะวงอยู่กับยอดไลก์และเสียงแจ้งเตือนตลอดเวลา

นอกจากนี้ ดร.ศรีดา ยังได้เตือนถึงภัยรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ทวีความน่ากลัวขึ้น โดยในมูลนิธิฯ มีฮอตไลน์รับสายร้องเรียนพบเคสวิดีโอคอลปลอมที่ใช้ AI เลียนแบบหน้าและเสียงของญาติมาขู่หรือชวนลงทุน ซึ่งปัจจุบัน AI พัฒนาจนเนียนมาก ไม่สามารถจับผิดด้วยการให้เอามือเสยผมหรือทัดหูได้อีกต่อไป รวมถึงมีการใช้ AI สร้างภาพลามกอนาจารเด็ก (AI-generated Child Sexual Abuse Material) การใช้แอปพลิเคชัน Deepfake ถอดเสื้อผ้าภายในคลิกเดียว (Undress app) หรือการสร้างแชตบอต AI เป็นเพื่อนคุยกับเด็กจนเด็กซึมเศร้าและหลงเชื่อคำแนะนำที่ผิดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งในต่างประเทศมีการฟ้องร้องชนะคดีและสั่งปรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปแล้ว

ดร.ศรีดา เสนอแนะว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการผลักดันนโยบายเสริมสร้างความรู้เท่าทัน (Digital and AI Literacy) บรรจุในหลักสูตรโรงเรียน สอนเรื่องการเคารพสิทธิ์และการขอความยินยอม (Consent) ด้านกฎหมายต้องมีการควบคุมแพลตฟอร์มเอกชนอย่างจริงจัง เช่น บังคับให้ใส่ลายน้ำถาวรในภาพ AI เพื่อป้องกันการบิดเบือน มีฐานข้อมูลคัดกรองภาพโป๊เด็ก รวมถึงการออกมาตรการเชิงเลือก เช่น “ซิมเด็ก” หรือ eSIM ที่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะเว็บไซต์สีขาวที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และบล็อกคำค้นหาที่เป็นอันตราย พร้อมกันนี้ต้องปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันภัยยุคใหม่ เช่นกฎหมายเอาผิดพฤติกรรมการล่อลวงออนไลน์ (Grooming) ตั้งแต่ขั้นตอนการแชตหว่านล้อมโดยไม่ต้องรอให้เกิดการกระทำอนาจารขึ้นจริง ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพของสายด่วนและการแจ้งความคดีออนไลน์ให้มีมาตรฐานและครอบคลุมกลุ่มคนพิการ เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือการมองเห็น ให้สามารถเข้าถึงระบบได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการปกป้องเด็กจากโลกไซเบอร์นี้จะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือประสาทความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครอบครัวโรงเรียน รัฐบาล ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับโลก

ย้อนมอง ‘พฤษภา 35’ จุดกำเนิด รธน.40 นักวิชาการชี้สังคมไทยยังขาด ‘ฉันทามติ’ ร่วม

17 พ.ค. 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีการจัดเสวนา “เดินหน้าประชาธิปไตย การเมืองไทยไม่ไร้ความหวัง?” เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภา 2535 หรือ “พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ก่อนนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนเหตุการณ์พฤษภา 2535 การเมืองไทยยังอยู่ในยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” แม้มีรัฐสภา แต่เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง กระทั่งแรงเรียกร้องหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 นำไปสู่รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและ สว. ต้องมาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปลี่ยนหลักการสำคัญหลายประการกลับไปสู่ยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งการเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. และให้ สว. ไม่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงการเปิดบทบาทให้ทหารเข้ามามีส่วนในการเมืองผ่านกลไกต่างๆ

สิริพรรณระบุว่า แม้การทำประชามติรอบแรกเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผู้เห็นชอบกว่า 21 ล้านเสียง หรือร้อยละ 65 แต่คำถามสำคัญคือ สังคมไทยยังมีพลังร่วมแบบเดียวกับช่วงก่อนเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือไม่ พร้อมชี้ว่า สิ่งที่สังคมไทยขาดในปัจจุบันคือ “ฉันทามติร่วม” ต่อทิศทางประเทศ

ด้าน สมภพ รัตนวลี ผู้ดำเนินรายการ “ติ่งข่าว” ช่องเวิร์คพอยท์ 23  และอดีตผู้ร่วมชุมนุมพฤษภา 2535 กล่าวว่าจุดเริ่มต้นของพลังประชาชนคือการรวมตัวของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน หรือคนในชุมชนเมือง หากสามารถเชื่อมโยงปัญหาร่วมกันได้ ก็อาจผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เช่นเดียวกับยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้หลังรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา จะมีการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น แต่ระบบการเมืองยังมีความเปราะบาง ทั้งเรื่องการตรวจสอบและการไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ขณะที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 2540 จะไม่ได้ผ่านประชามติ แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีรัฐประหารปี 2549 ประเทศไทยอาจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรายมาตราแทนการร่างฉบับใหม่

ปริญญาเสนอว่า หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นแบบ แล้วปรับแก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหา พร้อมย้ำว่า ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 สังคมไทยยังไม่แตกแยกรุนแรงเหมือนปัจจุบัน จึงอยากเห็นการสร้าง “ฉันทามติร่วม” ภายใต้กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ

ทั้งนี้ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 อีก 3 วันต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก (หรือฉบับชั่วคราว) ซึ่งในคำปรารภระบุว่า ‘โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินเพื่อบ้านเมืองจะเจริญขึ้น และโดยที่ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยมาตราต่อไปนี้ มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ประชาธิปก ป.ร. ประกาศ ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2475’ เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับการเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือฝ่ายหัวก้าวหน้า (Progressive) เพราะประชาชนได้เป็นเจ้าของประเทศไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว 

‘เราทั้งหลายได้กลายเป็นเจ้าของประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 2475 ดังนั้นการทะเลาะกัน เห็นต่างก็ทะเลาะในขอบเขตของความเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน กติกาซึ่งไม่ใช่ของประชาชน ก็กลับไปหากติกาที่เป็นของประชาชน เกิดความขัดแย้งอย่างไรก็อยู่ภายใต้กติกาของเราเอง นั่นคือระบอบประชาธิปไตย’ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว     

ด้าน ยุทธนา บุญอ้อม หรือ “ป๋าเต็ด” อดีตนักจัดรายการวิทยุ เล่าย้อนบรรยากาศสื่อในยุคพฤษภา 2535 ว่า ขณะนั้นสถานีวิทยุหลายแห่งยังอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพ ทำให้มีความพยายามควบคุมการนำเสนอข่าวสารและปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ผ่านสื่อหลัก ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็น “ดาบสองคม” แม้ช่วยกระจายข้อมูลได้รวดเร็ว แต่ก็ทำให้เกิดความแตกแยกและข่าวลวงจำนวนมาก จนส่งผลต่อการสร้างฉันทามติในสังคม มองว่าพลังของสื่อกระแสหลักสำคัญมาก ดังนั้นควรทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและโต้ตอบข่าวปลอมอย่างรวดเร็ว

หน้าที่ของสื่อคือสะท้อนความจริง และช่วยสร้างฉันทามติในสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการทางออกร่วมกัน” ยุทธนากล่าว

ภาพประกอบโพสต์เฟซบุ๊กเรื่องคดียึดอาวุธสงครามที่บ้านพักชายชาวจีนใน จ.ชลบุรี เป็นภาพที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพปืนและอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้ที่บ้านพักของชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพที่สร้างจาก AI** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15-17 พ.ค. 2569 เพจและบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดอาวุธปืนที่เข้าข่ายเป็นอาวุธสงครามจำนวนมาก พร้อมข้อความบรรยายที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ตำรวจตรวจยึดอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดที่บ้านพักของซุน หมิงเฉิน ชายชาวจีน ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ช่วงกลางดึกของวันที่ 8 พ.ค. 

คำบรรยายประกอบภาพที่บัญชีผู้ใช้และเพจเฟซบุ๊กเหลานี้เผยแพร่ เป็นข้อความเดียวกันทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่า “ตอนแรกบอกเป็นแค่คนรักการสะสมอาวุธ สืบไปสืบมากลายเป็นตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ แถมได้สัญชาติไทย มาครองแบบเอ็กซ์คลูซีฟ” (ลิงก์บันทึก 1,2)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพอาวุธปืนจำนวนมากที่นำมาประกอบโพสต์เป็นภาพที่สร้างด้วย AI สังเกตได้จากสัญลักษณ์ของ Gemini ที่มุมขวาล่าง และเมื่อตรวจสอบด้วย Google Reverse Image Search ได้ผลลัพธ์ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI ของ Google 

โคแฟคยังได้ส่งภาพและข้อความให้ สภ.นาจอมเทียน ตรวจสอบ ได้รับคำยืนยันว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่ภาพการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาชาวจีนเมื่อวันที่ 8 พ.ค. อีกทั้งสถานที่ จำนวน และชนิดของอาวุธในภาพก็ไม่ตรงกับรายการของกลางที่ตำรวจเปิดเผย และไม่ตรงกับภาพเหตุการณ์จริงที่สื่อมวลชนเผยแพร่

การตรวจค้นบ้านพักของชายชาวจีนรายนี้เกิดขึ้นหลังจากรถยนต์ที่เขาขับมาประสบอุบัติเหตุ ตำรวจพบอาวุธปืนสั้นยี่ห้อกล็อก 1 กระบอก กระสุนขนาด 9 มม. และซองกระสุนปืน M16 อยู่ภายในรถ จึงขยายผลนำไปสู่การตรวจค้นและยึดอาวุธ เครื่องกระสุนและอุปกรณ์ทางยุทธวิธีได้อีกหลายรายการที่บ้านพัก 

สื่อมวลชน อาทิ ไทยรัฐ ข่าวสด รายงานว่าของกลางที่ยึดได้จากบ้านพักของผู้ต้องหา ได้แก่ 1) ปืนเล็กยาว M16 จำนวน 2 กระบอก 2) ซองกระสุนปืน M16 จำนวน 9 อัน 3) กระสุนปืน 5.56 มม. 763 นัด 4) ดินระเบิด C4 จำนวน 1 กล่อง 5) ดินระเบิด C4 จำนวน 2 แท่ง 6) กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 รัสเซีย 4 ลูก 7) ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ BA/WA จำนวน 4 ลูกระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ K75 เกาหลี 1 ลูก 9) ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ M6/01 พม่า 1 ลูก 10) เชื้อปะทุไฟฟ้า 7 ดอก 11) เรือนชนวนกับดักระเบิด PONZ2 จำนวน 3 เรือน 12) เซฟตีพิน PONMZ2 จำนวน 2 ชิ้น 13) ชุดรีโมทภาครับ-ส่ง 2 อัน 14) เสื้อเกราะกันกระสุน 3 ตัว 15) หน้ากากกันแก๊สพิษ 2 อัน 16) ไส้กรองหน้ากากกันแก๊สพิษ 6 อัน 17) น้ำเบนซินถังละ 20 ลิตร 4 ถัง

จากตำนานโทะบีข่า ถึง แนวปฏิบัติเรื่องไฟ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ

ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน คือ ฤดูการเตรียมไร่เพาะปลูก ของระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ตั้งแต่การตัด ฟัน เผา เป็นระบบเกษตรโบราณที่สืบเนื่องมาหลายร้อยปี แต่เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ภาคเหนือเกิดวิกฤติปัญหาหมอกควัน ตั้งแต่ PM 10 จนกระทั่งมาถึง PM 2.5 ฝุ่นทีมีอนุภาคเล็กลง แต่ทรงพลังทำลายล้างปอด 

สถานการณ์นี้ถูกผูกติดเข้ากับการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นไฟที่มีคนจุด(เจ้าของไร่) และไฟกองใหญ่และแรง เนื่องจากเผาในช่วงบ่ายโมง แต่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็มอดดับ ในขณะที่ ปัญหาของไฟป่าหมอกควันเป็นเรื่องซับซ้อน มีทั้งไฟที่มองไม่เห็น เช่น ไฟในอุตสาหกรรม ไฟข้ามแดน ไฟจากพืชเชิงเดี่ยว เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้โดยคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรหนึ่ง หากแต่ต้องบูรณาการความร่วมมือไปพร้อมกับทิศทางการพัฒนาของรัฐอย่างจริงใจ เพื่อทำความเข้าใจและลดกำแพงอคติไฟป่าของชุมชนที่ทำไร่หมุนเวียน และชี้ให้เห็นถึงพลังทางวัฒนธรรมในการจัดการไฟ ผู้เขียนจึงนำเสนอบทความเรื่องตำนานโทะบีข่า ถึง แนวปฏิบัติเรื่องไฟ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ 

#โทะบีข่ากับความเชื่อเรื่องไฟ

วิถีปฎิบัติของมนุษย์เป็นผลมาจากการยึดโยงความเชื่อหรืออุดมการณ์ เช่นเดียวกับการความเชื่อปกาเกอะญอเรื่อง “ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของ มนุษย์เป็นเพียงผู้อาศัย ไม่นานก็ต้องจากไป” ความเชื่อดังกล่าวก่อเกิดความสัมพันธ์ 3 ระดับ คือ 1.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน 2.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 3.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ  เรื่องราวของ “โทะบีข่า” นกพญาไฟ หรือนกขวัญข้าว คือสัตว์ปีกที่ผูกกับความเชื่อเรื่องระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียนโดยเฉพาะ “ไฟ”

#ตำนาน

มีเรื่องเล่าว่า “โทะบีข่า” คือหญิงชราที่ไม่มีครอบครัว (พ่อ แม่) โดยหญิงชราคนนี้ได้ไปช่วยเด็กกำพร้า ทำไร่หมุนเวียน ด้วยพลังวิเศษของโถ่บิข่าที่ทำให้ข้าวไร่ของเด็กกำพร้างอกงาม และได้ผลผลิตที่ดี จนทำให้ชีวิตของเด็กกำพร้าดีขึ้น เมื่อช่วยเด็กกำพร้าทำไร่เสร็จแล้ว โถ่บิข่าก็บินจากไป ทุกฤดูกาลทำไร่หมุนเวียน ชาวกะเหรี่ยงมักจะเห็นโถ่บิข่าลงมาจากสวรรค์มาอยู่กับชาวบ้าน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อย เปรียบเสมือนว่าโถ่บิข่าได้ช่วยชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน เช่นเดียวกับที่โถ่บิข่าเคยช่วยเหลือเด็กกำพร้า

ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD) ให้สัมภาษณ์ถึงความเชื่อเรื่อง “โทะบีข่า” ว่า เป็นจิตวิญญาณของเทพข้าว เทพจากฟ้ามาดูแลกระบวนการทำไร่หมุนเวียน และดูแลผู้คนที่ทำไร่หมุนเวียนด้วย โทะบีข่าจะลงมาตั้งแต่หลังจากที่เผาไร่เสร็จ (ตอไม้ดำ)

ดร.ประเสริฐเล่าว่า การทำพิธีแต่ละขั้นตอนก็จะเอ่ยชื่อ“โทะบีข่า”และในช่วงปลายปี จะมีพิธีเกาะท่อโทะ หรือพิธีเชิญนกขึ้นสู่ฟ้า  คือการปล่อยให้เขาไปพักไปอยู่ พอถึงฤดูใหม่ก็จะเวียนลงมาใหม่ หลักคิดคือ การทำไร่หมุนเวียนจะมีผลผลิตที่มากมาย เพียงพอสำหรับหญิงม่ายและกำพร้า และแขกที่จะมาเยี่ยมเยียน รวมไปถึงสรรพพรรณสรรพสัตว์ต่างๆ ในการแบ่งปันสิ่งเหล่านี้

“โทะบีข่า” จึงได้รับการสถาปนาจากกลุ่มวัฒนธรรมกะเหรี่ยงว่าเป็น “เทพแห่งไฟ” เพราะ“โทะบีข่า” จะเป็นเทพที่คอยกำหนดแนวทางการใช้ไฟผ่านการทำพิธีกรรม และเป็นเทพที่บ่งบอกถึงผลผลิต การทำไร่ปีนั้นๆ หากมีนกพญาไฟบินวนหลังการเผาไร่ แสดงว่าปีนั้นผลผลิตจะดี มีมากพอที่จะแบ่งปัน ไปถึงแม่ม่าย เด็กกำพร้า และคนยากจน

#แนวปฏิบัติการใช้ไฟ

แนวปฏิบัติเรื่องแนวกันไฟ พัฒนามาจากพิธีเลี้ยงผีไฟก่อนการเผาไร่ เพื่อบอกกล่าวกับสรรพสิ่งที่อยู่ ในไร่หมุนเวียนให้ออกจากไร่ก่อนจะทำการเผาไร่ ก่อนการเผาไร่ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟสองชั้น แนวที่หนึ่ง แนวดิน ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟรอบไร่หมุนเวียนแปลงที่จะเผา ความกว้าง 3-5 เมตร เพื่อควบคุมไฟไม่ให้ลามไปพื้นที่อื่น แนวที่สอง แนวกันไฟต้นไม้ ชาวบ้านจะเผื่อต้นไม้รอบๆไร่ เป็นแนวกันชนไฟ กรณีที่ไฟแรงและลมพัดขึ้นสูง ไฟก็จะไปติดกับแนวต้นไม้ที่ออกแบบไม้ ไม่ให้ลามไกลเกินขอบเขต แนวกันไฟสองระดับ ทั้งบนดิน และต้นไม้ คือกรอบป้องกันไม่ให้ไฟลาม และอยู่ในการควบคุม 100% ภายหลังแนวคิดนี้ถูกนำไปปรับใช้ในการทำแนวกันไฟของหมู่บ้าน

#สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่อิงกับธรรมชาติ 100% หากธรรมชาติเปลี่ยนฤดูกาลย่อมส่งผลต่อ การผลิตไม่มากก็น้อย ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่ใช้น้ำจากฝน และใช้ปุ๋ยจากการเผา หากฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาล ผลผลิตจะน้อยและอาจส่งผลต่ออาหารของคนพื้นที่สูง หากไร้ไฟ ในการผลิต ปุ๋ยจะน้อยหรือไม่มี ทำให้มีวัชพืช และอาจต้องพึ่งยาฆ่าย่า และท้ายสุดอาจนำไปสู่ หนทางการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวิตในระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน 

ดังนั้น ตราบใดที่ไร่หมุนเวียนยังคงใช้ไฟ ความมั่นคงทางอาหารจะยั่งคงอยู่พร้อมกับความหลากหลาย ทางชีวภาพ ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ข้อ 15 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งเน้น “ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน

นกพญาไฟ กับไร่หมุนเวียน เป็นสองสิ่งที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง กับความสมดุลของระบบนิเวศ 3 ประการคือ

1. นกพญาไฟ (Minivet) เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ การพบเห็นนกพญาไฟ ในพื้นที่ป่ารอบๆ ไร่หมุนเวียน คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ เพราะในไร่เหล่านี้หรือไร่พักฟื้นจะกลายเป็นแหล่ง อาหาร และบ้านของสัตว์ป่านานาพรรณ

2. ไร่หมุนเวียน ไม่ใช่การทำลายป่า แต่คือระบบการผลิตบนแนวคิดใช้พื้นที่ระยะสั้น ปล่อยพักฟื้น ระยะยาว โดยอาศัยกลไกธรรมชาติเป็นเงื่อนไขการฟื้นสภาพพื้นที่ไร่หมุนเวียน อย่างน้อย  5-10 ปี 

3. ไฟ เป็นตัวแปรความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ไฟคือการสร้างแร่ธาตุในดิน ในการเพาะปลูก ข้าวไร่ และพืชพรรณกว่า 100 ชนิด โดยการผลิตแบบอินทรีย์เป็นมิตรและถูกสุขภาวะกับทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า และเมื่อถูกปล่อยพักฟื้นเป็นเวลานาน ไร่เหล่านั้น จะกลายเป็นแหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยของนกและ สัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงนกพญาไฟ 

จากความเชื่อเรื่อง“โทะบีข่า” นกพญาไฟแห่งไร่หมุนเวียนกับการใช้ไฟในวัฒนธรรมกะเหรี่ยงผู้ทำไร่หมุนเวียน อาจตอบคำถามว่าทำไมคนทำไร่หมุนเวียนจึงต้องใช้ไฟ และการใช้ไฟอย่างเข้าใจจะสร้างคุณูประการต่อสรรพชีวิตให้ยั่งยืนได้อย่างไร “ไฟจำเป็น” จะต้องมีเจ้าของหรือผู้ควบคุม ซึ่งต้องรู้จักนิเวศของไฟจึงจะสร้างประโยชน์ แต่ “ไฟไม่จำเป็น” และไม่มีเจ้าของ แบบนี้อันตรายเพราะมักเกิดขึ้นในพื้นที่ป่า สร้างความเดือดร้อน และอาจเรียกว่า “ไฟการเมือง”ที่หาตัวจับยาก อย่างไรก็ตามรายงานนี้ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่มุ่งสะท้อนให้เห็น ปัญหาเชิงโครงสร้างของการใช้ไฟ และพลังร่วมในการจัดการไฟป่าหมอกควันบนฐานนิเวศวัฒนธรรม 

มื่อเรามองความแตกต่างทางวัฒนธรรมคือพลังในการแก้ไขปัญหา เราอาจจะได้พลังร่วมในการแก้ไข ปัญหาไฟป่าหมอกควันที่ต้นตอได้อย่างแท้จริง 


อ้างอิง

1.มาลี สิทธิเกรียงไกร. ภูมิปัญญาการจัดการไฟและความมั่นคงทางอาหารในชุมชนชาติพันธุ์. เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2569.

2. กฤษฎา บุญชัย. “ไร่หมุนเวียน สิทธิทางวัฒนธรรมเพื่อความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคม.” มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 25 กุมภาพันธ์ 2564. 

3. “วิจัยล้างบาป ‘ไร่หมุนเวียน’ ไม่ใช่ตัวการก่อมลพิษ.” The Active, 7 มิถุนายน 2567. เข้าถึงจาก https://www.facebook.com/watch/?v=387713433665465

สัมภาษณ์

ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD)