โทษปรับและจำคุกผู้ที่ไม่ขออนุญาตเจาะหรือใช้น้ำบาดาล อยู่ใน พ.ร.บ.น้ำบาดาล มาตั้งแต่ปี 2535 ไม่ใช่ “กฎหมายใหม่”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  กฏหมายใหม่การขุดน้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตุมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000.-บาท 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** พ.ร.บ. น้ำบาดาลระบุว่าผู้ที่เจาะและใช้น้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000 บาทจริง แต่เป็นบทกำหนดโทษที่มีมาตั้งแต่ปี 2535 ไม่ใช่ “กฎหมายใหม่”

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่ม “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ข้อความว่า “กฎหมายใหม่การขุดน้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตุมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000 บาท” ซึ่งทำให้เข้าใจว่ามีการออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาล (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการน้ําบาดาลในเขตน้ําบาดาลเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ในปี 2535 โดยเพิ่มบทกำหนดโทษว่าผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท 

ปี 2554 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้กรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดเป็นเขตน้ำบาดาล และกำหนดให้น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกจากผิวดินลงไปเกินกว่า 15 เมตร เป็นน้ำบาดาลในเขตน้ำบาดาล นั่นหมายความว่าผู้ที่ประสงค์จะเจาะหรือใช้น้ำบาดาลจะต้องขออนุญาตก่อน

ตั้งแต่นั้นมากรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ประชาสัมพันธ์เป็นระยะ ๆ ให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเจาะหรือใช้น้ำบาดาลในทุกพื้นที่ขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายมิเช่นนั้นจะมีโทษจำคุกหรือปรับ เช่น

▪ ธันวาคม 2561  เว็บไซต์กองทุนพัฒนาน้ำบาดาล โพสต์ข้อความเตือน “แอบเจาะ/ใช้น้ำบาดาล โดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย” โดยอธิบายว่า พ.ร.บ.น้ำบาดาลกำหนดให้ผู้ที่มีความประสงค์ใช้น้ำบาดาล ไม่ว่าจะใช้ในการอุปโภคบริโภคทั่วไป การเกษตร หรืออุตสาหกรรม จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตเจาะบ่อน้ำบาดาล และใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลต่อพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่เขตน้ำบาดาลจังหวัดนั้น ๆ ให้ถูกต้อง หากฝ่าฝืนจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

▪ กรกฎาคม 2563 เพจเฟซบุ๊ก “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” โพสต์ข้อความว่า “กฎหมายกำหนดให้ กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัดในราชอาณาจักรไทยเป็นเขตน้ำบาดาล และกำหนดให้น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกจากผิวดินเกินกว่า 15 เมตรเป็นน้ำบาดาล ดังนั้นผู้ใช้น้ำจากบ่อน้ำบาดาลในทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มีความลึกจากผิวดินเกินกว่า 15 เมตรจึงต้องไปยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลให้ถูกต้องหากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เพจเฟซบุ๊กโพสต์คลิปสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลชาวต่างชาติของรัฐบาลญี่ปุ่น

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศชาวต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิ   

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**  รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ มีนโยบายทบทวนกฎหมายและระเบียบว่าด้วยคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายจริง แต่ไม่เคยประกาศว่าจะเนรเทศชาวต่างชาติด้วยเหตุผลด้านวัฒนธรรม และไม่ได้เจาะจงเฉพาะชาวมุสลิม

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bright TV” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 3 นาที ฝังข้อความ “นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้” พร้อมคำบรรยายว่า “ญี่ปุ่นเดือด! นายกฯ ทาคาอิจิ จ่อเนรเทศต่างชาติ ‘ขัดวัฒนธรรม’ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิโดยพลการ” คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 2.8 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 4,200 ครั้ง ณ วันที่ 18 ก.พ. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอและข้อความในโพสต์เป็นการนำเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้

▪ ช่วง 2 นาทีแรกของคลิปเป็นภาพของมิซุโฮะ อุเมมุระ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุข สวัสดิการ และแรงงานของรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 โดยตั้งคำถามถึงการฝังศพของชาวมุสลิมในญี่ปุ่น ซึ่งเธอมองว่าส่งผลกระทบทั้งด้านสุขอนามัยและการใช้ที่ดินซึ่งมีอยู่จำกัด เธอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทบทวนข้อกฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการจัดการสุสานของชาวมุสลิม คลิปการอภิปรายของ สว. มิซุโฮะกลายเป็นไวรัลและถูกนำไปบิดเบือนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามชาวมุสลิมฝังศพตามความเชื่อ

▪ ช่วง 1 นาทีหลังในคลิปเป็นภาพในห้องประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นซึ่งไม่สามารถระบุวันได้ แต่ช่วงหนึ่งเป็นภาพนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 หลังจากได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศเมื่อ 21 ต.ค.

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 (ภาพ: Prime Minister’s Office of Japan)

▪ หลังการแถลงนโยบาย มีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จในโซเชียลมีเดียว่านายกฯ ซานาเอะมีนโยบายเนรเทศชาวต่างชาติครั้งใหญ่และยังมีคำสั่งตั้งกระทรวงใหม่เพื่อดำเนินการเนรเทศชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งสื่อหลายสำนัก เช่น Reuters, France24 และ Newsweek ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

โคแฟคตรวจสอบคำแถลงนโยบายของนายกฯ ซานาเอะที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพบว่า ไม่มีส่วนใดที่กล่าวถึงการเนรเทศชาวต่างชาติ แต่มีช่วงหนึ่งที่เธอกล่าวว่าชาวต่างชาติเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของญี่ปุ่นซึ่งกำลังประสบปัญหาการลดลงของประชากร แต่ชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งกำลังไม่สบายใจและรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่คนต่างชาติบางกลุ่มก่ออาชญากรรมและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 

เธอกล่าวว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่สร้างความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) แต่จะไม่นิ่งเฉยต่อการทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ และจะยกระดับนโยบายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ชาวต่างชาติปฏิบัติตามกฎหมายญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด พร้อมกับแต่งตั้งรัฐมนตรีให้มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

▪ วันที่ 18 ม.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในญี่ปุ่นได้แชร์คลิปละหมาดหมู่ของชาวมุสลิมบริเวณปราสาทฮิเมจิ ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลว่าเป็นการละหมาดเนื่องในวันฮารีรายอเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2568 คลิปนี้กลายเป็นไวรัลและทำให้ชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจและตั้งคำถามต่อการใช้พื้นที่สาธารณะในการปฏิบัติศาสนกิจ

ภาพจากคลิปความยาว 29 วินาทีที่เผยแพร่โดยผู้ใช้ X ชาวญี่ปุ่น @shigeyuki696 เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569

▪ วันที่ 23 ม.ค. 2569 The Japan Times รายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายการเข้าเมืองและมาตรการกำกับดูแลชาวต่างชาติในญี่ปุ่นที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงเพิ่มงบประมาณในการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศ 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปวิดีโอและข้อความในโพสต์ที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก Bright TV เป็นการนำเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายเนรเทศชาวต่างชาติที่ไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยนำรายงานข่าวเรื่องรัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับความเข้มงวดของนโยบายการเข้าเมืองและเพิ่มงบประมาณในการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศมาเชื่อมโยงแบบผิด ๆ กับคลิปชาวมุสลิมละหมาดหมู่บริเวณปราสาทฮิเมจิซึ่งเป็นคลิปเก่าที่ถูกนำมาแชร์ซ้ำและกลายเป็นไวรัลในเดือน ม.ค. 2569  

จากการตรวจสอบคำแถลงนโยบายของนายกฯ ญี่ปุ่นและรายงานข่าวของสื่อมวลชนพบว่ารัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของซานาเอะมีนโยบายที่เข้มงวดต่อชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย และมีแผนเพิ่มงบประมาณการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศจริง แต่ไม่ใช่การเนรเทศครั้งใหญ่ (mass deportation) หรือการเนรเทศชาวต่างชาติด้วยเหตุผลว่าปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อชาวมุสลิมนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนหนึ่งถูกนำมาเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย ก่อนหน้านี้โคแฟคตรวจสอบพบเนื้อหาเท็จว่าประเทศญี่ปุ่น “แบนอิสลาม” และมีมาตรการหลายอย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิม เช่น ไม่ให้สัญชาติคนต่างชาติที่เป็นมุสลิม ไม่ให้คนมุสลิมพำนักอย่างถาวร ห้ามการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในญี่ปุ่น

คลิปที่มีเนื้อหาเท็จเกี่ยวกันนโยบายของญี่ปุ่นต่อชาวมุสลิมที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกในไทย

โคแฟคตรวจสอบจากฐานข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นและสื่อมวลชนญี่ปุ่นพบว่าเนื้อหาว่าด้วย “ญี่ปุ่น ‘แบน’ อิสลาม” ที่ถูกเผยแพร่ทั้งในรูปแบบของข้อเขียนและคลิปวิดีโอในโลกออนไลน์มานานนับสิบปี มีเนื้อหาที่เป็นเท็จ กล่าวคืออิสลามไม่ใช่ศาสนาต้องห้ามในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีผู้ที่นับถืออิสลามอยู่หลักแสนคน มีมัสยิดอยู่นับร้อยแห่ง มีตั้งศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศญี่ปุ่น (Islamic Center of Japan) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 มหาวิทยาลัยชั้นนำมีการสอนภาษาอาหรับ และรัฐบาลญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศมุสลิมหลายประเทศ และผู้นำระดับสูงของประเทศเหล่านั้นก็เคยมาเยือนญี่ปุ่น (อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

ศธ. ไม่เคยยกเลิกวิชาประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง จริยธรรม อยู่ในหลักสูตรแกนกลางฯ มาตั้งแต่ปี 2551

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อนุทินคืนวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และจริยธรรมให้เด็กไทย 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** กลุ่มวิชาดังกล่าวอยู่ในหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการปี 2551 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ก.พ. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊กและ X ว่า “อนุทินคืนวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และจริยธรรม ให้เด็กไทยตั้งแต่ประถม เพื่อสร้างคนดี มีวินัย และรู้ราก เหง้าของชาติ” (ลิงก์บันทึก 1,2)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พบว่า วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและจริยธรรม อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมมาตลอดตั้งแต่หลักสูตรแกนกลางฯ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในปี 2551 มาจนถึงปัจจุบัน 

ดังนั้นการใช้คำว่า “คืนวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและจริยธรรมให้เด็กไทย” จึงทำให้เกิดความเข้าใจว่าวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและจริยธรรมเคยถูกนำออกจากหลักสูตรพื้นฐานซึ่งไม่เป็นความจริง

หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 กำหนดให้มี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 ต้องเรียน ได้แก่ ภาษาไทย, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม, การงานอาชีพและเทคโนโลยี, สุขศึกษาและพลศึกษา, ภาษาต่างประเทศ และศิลปะ

ในส่วนของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม ประกอบด้วย 4 สาระหลัก คือ (1) ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (2) หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม (3) เศรษฐศาสตร์ และ (4) ประวัติศาสตร์

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ประกอบด้วย 4 กลุ่มสาระ 9 มาตรฐานการเรียนรู้

สำหรับโพสต์เฟซบุ๊กและ X ที่อ้างว่าอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี “คืนวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และจริยธรรมให้เด็กไทย” นั้น คาดว่ามีที่มาจากคำให้สัมภาษณ์ของเขาเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2566 เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการลดปัญหาความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา อนุทินซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบว่า ได้รับรายงานจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรี ศธ. ว่าวิชาเหล่านี้ควรนำกลับเข้ามาในหลักสูตร เพื่อปลูกฝังเยาวชนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ให้มีความภาคภูมิใจไทยในประวัติศาสตร์ของชาติไทย หวงแหน รักษา และมีความรักความสามัคคีกัน 

โคแฟคตรวจสอบพบว่าเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจผิดว่ามีการนำวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและจริยธรรมศึกษาออกจากหลักสูตรนั้นถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกมาชี้แจงหลายครั้งว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เช่น

ปี 2564 อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานยืนยันว่า สพฐ. กำหนดให้นักเรียนเรียนวิชาดังกล่าวซึ่งเป็นวิชาที่อยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เช่น ให้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึงชั้น ม.6 โดยเพิ่มชั่วโมงการเรียนขึ้นไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจำนวน 120 ชั่วโมง จนถึง 240 ชั่วโมงในระดับที่สูงขึ้น ในส่วนของวิชาหน้าที่พลเมืองได้กำหนดให้เรียนรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักหน้าที่ของตนเอง หน้าที่ต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ 

ปี 2566 เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานชี้แจงว่า สพฐ. จัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา วิชาหน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรม และวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ป.1- ม.6) อย่างครบถ้วนมาโดยตลอด ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และย้ำว่า “รายวิชา 4 รายวิชานี้ ไม่ได้หายไปจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใด” 

กูรูโภชนาการแนะทางรอดคนยุคใหม่ ทบทวนมายาคติ “กินดีอยู่ดี” ย้ำอาหารสุขภาพไม่จำเป็นต้องแพง

COFACT สนทนา เปิดประเด็นท้าทายความเชื่อเรื่องการกินในโลกยุคใหม่ “อาจารย์สง่า” ชี้ความอร่อยมักมาพร้อม “ภาพลวงตา” ที่ทำลายสุขภาพ

เผยเคล็ดลับสูตร 661 คัมภีร์ต้านโรค NCDs พร้อมเตือนสติคนไทยอย่าตกเป็นเหยื่อข่าวลวงด้านอาหารในโซเชียลมีเดีย

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 รายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว  ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ทบทวนมายาคติ กินดีอยู่ดี ยากแค่ไหนในโลกยุคนี้” โดยมีคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งCOFACT และอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ สสส. มาร่วมวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยในปัจจุบันที่เสี่ยงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs)

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ได้อธิบายถึงนิยามของ “มายาคติการกิน” ว่าคือความเชื่อที่เป็นภาพลวงตา โดยเฉพาะความอร่อยที่ซ่อนอันตรายจากความหวาน มัน และเค็มจัด เอาไว้ อย่างเช่นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผู้คนมักนำอาหารเซ่นไหว้มารับประทานต่อ ด้วยความเชื่อว่าเป็นสิริมงคล แต่กลับละเลยเรื่องสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงในเปลือกส้ม หรือโซเดียมในไก่ ที่ส่งผลกระทบต่อไต และความดันโลหิตสูง โดยอาจารย์ย้ำว่า พฤติกรรม “กระแทกน้ำปลาในก๋วยเตี๋ยว” หรือการปรุงรสเพิ่มโดยไม่ชิม เป็นตัวอย่างชัดเจนของมายาคติที่นำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บ

สำหรับการปรับตัวเพื่อสุขภาพที่ดี อาจารย์สง่าได้นำเสนอสูตร“661” ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ผ่านการวิจัยจากองค์การอนามัยโลกและกรมอนามัย คือในหนึ่งวันควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา (หรือน้ำปลาไม่เกิน 4 ช้อนชา) แม้ปัจจุบันคนไทยจะบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน จากเครื่องดื่มและขนมหวาน แต่อาจารย์ชี้ว่าเราสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น การสั่งกาแฟดำ หรือลดการปรุงรสในก๋วยเตี๋ยวลงทีละน้อยจนกลายเป็นนิสัย

นอกจากนี้ อาจารย์สง่าได้แก้มายาคติที่ว่า “อาหารสุขภาพต้องราคาแพง” โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง อาหารสุขภาพราคาถูกมีอยู่ทั่วไป เช่น ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ หรือแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหากนำมาต้มแล้วใส่ไข่และผักเพิ่มเข้าไปก็ถือเป็นอาหารที่ใช้ได้สิ่งสำคัญคือการเลือกทานให้ครบ 5 หมู่ และเลี่ยงรสหวาน มัน เค็ม สำหรับกลุ่มคนเมืองที่พึ่งพาบริการเดลิเวอรี่ อาจารย์แนะนำว่าควรมีสติในการสั่งอาหาร โดยสั่งเมนูผักเพิ่ม หรือทานผลไม้สดอย่างกล้วยน้ำว้าหรือแอปเปิ้ลตามหลังมื้ออาหารเพื่อเพิ่มกากใยและวิตามิน

ในช่วงท้ายของการสนทนา คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องการรับข้อมูลข่าวสารด้านอาหารที่มักมีความเชื่อผิดๆแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจารย์สง่าได้ให้คำแนะนำว่าก่อนจะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ ควรตั้งสติและตรวจสอบแหล่งที่มาว่ามาจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้หรือไม่ เช่น กรมอนามัย สสส. หรือโรงพยาบาลหลักๆ พร้อมทิ้งท้ายว่า การจะกินดีอยู่ดีในยุคนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ “สตางค์” แต่ต้องอาศัย “สติ” เพื่อเอาชนะกิเลสและความคุ้นชินเดิมๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในอนาคต

โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อมูลเท็จว่าสื่อเกาหลีเหนือยกย่อง Top News ว่าเป็นสื่อที่ดีที่สุดในโลก

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สื่อเกาหลีเหนือยกย่องสำนักข่าว Top News  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการนำภาพจากสื่อเกาหลีเหนือมาตัดต่อใส่โลโก้ Top News   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพของ รี ชุน-ฮี (Ri Chun-hee) ผู้ประกาศข่าวชาวเกาหลีเหนือ ด้านขวามีโลโก้สถานีโทรทัศน์ Top News พร้อมข้อความระบุว่า “Top news ดังทั่วโลก สื่อไทยดังทั่วโลก สื่อรัฐบาลกลางเกาหลีเหนือ ได้เผยแพร่สื่อไทยอย่าง Top News ว่า เป็นสื่อที่ดีที่สุดในโลก ซื่อตรง มีจรรยาบรรณ และนำเสนอข่าวที่เป็นความจริงที่สุด ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วเอเชียและทั่วโลก ขอบคุณสื่อรัฐบาลกลางเกาหลีที่ช่วยสนับสนุนสื่อไทยให้ดังก้องไปทั่วโลก” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Yandex Image Search พบว่า ภาพดังกล่าวมาจากคลิปข่าว “North Korea announces fourth nuclear test” ที่เผยแพร่โดยบัญชียูทูบ “Martyn Williams” เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2559 โดยระบุว่าสำนักข่าวกลางของรัฐบาลเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยางรายงานข่าวเกาหลีเหนือประกาศทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2559 

โคแฟคเปรียบเทียบคลิปวิดีโอกับภาพที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กดังกล่าวพบว่า นาทีที่ 6.40 มีองค์ประกอบภาพเหมือนกันทุกประการ ทั้งท่าทางของผู้ประกาศข่าวและลวดลายของฉากหลัง 

นาทีที่ 6.40 ของคลิปข่าวที่เผยแพร่เมื่อปี 2559 กับภาพที่มีผู้นำมาเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” พบว่าตรงกัน ยกเว้นโลโก้ Top News ที่ถูกตัดต่อเพิ่มเข้ามา

โคแฟคสอบถามไปยังเพจเฟซบุ๊กของสำนักข่าว Top News และได้รับคำยืนยันว่าเนื่้อหาที่อ้างว่าสื่อเกาหลีเหนือยกย่องสำนักข่าว Top News นั้นเป็นข่าวลวง และกลุ่มเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่ใช่ของสำนักข่าว Top News แต่เป็นแพลตฟอร์มที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลจัดตั้งขึ้นมาเอง

ตัวอย่าง‘ข่าวลวง7ประเภท’ตามเกณฑ์ของ First Draft News ในการเลือกตั้งของไทย8กุมภา2569 

By : Zhang Taehun

ผ่านพ้นไปแล้วกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าผลการเลือกตั้งย่อมมีทั้งฝ่ายที่สมหวังและผิดหวัง ทั้งที่เป็นผู้เล่นอันหมายถึงบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองต่างๆ และที่เป็นกองเชียร์อันหมายถึงประชาชนที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองเหล่านั้น ขณะที่การทำประชามติครั้งแรก เป็นที่ชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้แทนฉบับ 2560 ที่ใช้ในปัจจุบัน แต่กว่าจะไปถึงขั้นนั้น รวมถึงหน้าตาของ รธน. ฉบับใหม่จะเป็นอย่างไรก็ต้องบอกว่าหนทางยังอีกยาวไกล 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2568 หรือ 5 วันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติในประเทศไทย โคแฟคได้เผยแพร่บทความ รู้จัก!ประเภทข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News” โดย First Draft News เครือข่ายประชาสังคมนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 เพื่อรับมือการระบาดของข้อมูลบิดเบือนหรือคลาดเคลื่อน (Disinformation หรือ Misinformation) ขณะที่เนื้อหาในบทความนี้ ผู้เขียนขอยกกรณีตัวอย่างของแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงยุบสภาจนถึงช่วงก่อนเลือกตั้ง (12 ธ.ค. 2568 – 7 ก.พ. 2569) เพื่ออธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น

ภาพที่ 1 : ภาพป้ายหาเสียงพรรคเพื่อไทย ล้อเลียนกรณีคลิปหลุดเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา จะเห็นภาพด้านซ้ายโพสต์วันที่ 24 ธ.ค. 2568 ระบุว่าเป็นภาพที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ด้านขวาที่โพสต์วันที่ 22 ม.ค. 2569 ไม่ระบุในลักษณะเดียวกัน

1.Satire or Parody (เนื้อหาเสียดสีล้อเลียน) :เป็นการกระทำที่ก้ำกึ่งระหว่างเนื้อหาประเภทตลกขบขันไม่จริงจังกับกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบข้อเท็จจริง ความน่ากังวลคือแม้เจตนาของผู้ผลิตเนื้อหาอาจเพียงต้องการเสียดสีล้อเลียนจริงๆ แต่เมื่อเนื้อหาถูกส่งต่อ (แชร์) ไปเรื่อยๆ หลายทอด ผู้รับสารกลุ่มๆ ก็อาจเข้าใจไปได้ว่าเป็นเรื่องจริง โดย First Draft News อธิบายให้เห็นภาพของหนังสือพิมพ์แบบเดิมที่ผู้รับสารสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่ากำลังอ่านในส่วนความคิดเห็นหรือการ์ตูน แต่การรับสารบนโลกออนไลน์จะไม่เห็นในลักษณะนี้ 

ดังตัวอย่างเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2568 มีผู้โพสต์ภาพซึ่งระบุว่าสร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นภาพป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย และมีลายน้ำของ Gemini ซึ่งเป็น AI ของ Google อยู่บริเวณมุมขวาล่าง ลักษณะล้อเลียนกรณีคลิปหลุดเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ซึงกรณีดังกล่าวส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 และในเวลาต่อมา วันที่ 22 ต.ค. 2568 ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง 

ภาพล้อเลียนเดียวกันถูกนำมาโพสต์อีกครั้งแต่ข้ามแพลตฟอร์มจากเฟซบุ๊กสู่ TikTok ในวันที่ 22 ม.ค. 2569 ที่น่าสังเกตคือไม่ปรากฏลายน้ำของ Gemini ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวแม้มีเจตนาล้อเลียนเสียดสี แต่ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ อาทิ (1) แพทองธาร ชินวัตร ทำตามข้อเรียกร้องของฮุน เซน ประเด็นนี้ทีมงานโคแฟคเคยกล่าวถึงไปในบทความ “จากไทยรักไทยถึงเพื่อไทย! ข้อกล่าวหาโยง‘ขายชาติ’ศาลตัดสินอย่างไรบ้าง?” เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569

ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สรุปได้คร่าวๆ คือ แพทองธารพ้นจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาเรื่องไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยศาลให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่ทำให้ตำแหน่งนายกฯ เสื่อมเกียรติ ไม่น่าเชื่อถือ แต่ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้นยังไม่เข้าข่าย โดยศาลอธิบายไว้ในว่า แพทองธารยังมิได้กระทำการตามคำเรียกร้องของ ฮุน เซน (ที่ถูกเรียกว่า ‘อังเคิล’) เช่น การเปิดด่านชายแดน การเปลี่ยนสถานะตำแหน่งของแม่ทัพภาคที่ 2 (ซึ่งถูกเรียกว่า ‘ฝ่ายตรงข้าม’) เป็นต้น 

กับ (2) ตำแหน่งของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในช่วงหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ตามข้อเท็จจริงคือ เวลานั้นพรรคเพื่อไทยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์เป็นหัวหน้าพรรค หลังจากได้รับการเลือกตั้งในการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2568 ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 รวมถึงรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ซึ่งพรรคเพื่อไทยส่งครบโควตา 100 คน และ สส. เขต อีก 400 คน ก็ไม่ปรากฏชื่อของแพทองธาร ชินวัตร แต่อย่างใด


ภาพที่ 2 ภาพของ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับข้อความ “เอาไหม! เป็นหนี้ 2 แสน จ่าย 2 หมื่น นโยบายล้างหนี้เพื่อไทย!” ทำให้ผู้รับสารเข้าใจเกินจริงว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายปลดหนี้คนเป็นหนี้ 2 แสนบาททุกกรณี ขณะที่นโยบายจริงๆ แล้วเป็นการปลดหนี้เฉพาะกลุ่มลูกหนี้ NPL

2.False connection (เนื้อหาที่ไม่ตรงปกหรือเชื่อมโยงผิด: บทความของ First Draft Newsกล่าวถึงคำว่า “Clickbait” หมายถึงการพาดหัวข่าวเพื่อดึงดูดให้ผู้รับสารอยากกดเข้าไปอ่านหรือดูเนื้อหา แต่พาดหัวกับเนื้อหาข่าวนั้นแตกต่างกันในสาระสำคัญ กรณีนี้มีตัวอย่างช่วงวันที่ 21 – 22 ธ.ค. 2568 โคแฟคพบภาพที่เผยแพร่ในหลายช่องทางรวมทั้งทางเฟซบุ๊กซึ่งเป็นภาพนาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมข้อความ “เอาไหม! เป็นหนี้ 2 แสน จ่าย 2 หมื่น นโยบายล้างหนี้เพื่อไทย!” และหลายคนก็นำไปแชร์ต่อในเชิงตั้งตำหนิหรือคำถามถึงความเหมาะสมของนโยบาย 

อย่างไรก็ตาม โคแฟคตรวจสอบพบว่า ในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 ซึ่งพรรคเพื่อไทยจัดงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” โดยในงานนี้ จุลพันธ์ได้ขึ้นปราศรัยโดยกล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะสานต่อนโยบายล้างหนี้ หนึ่งในนั้นคือมาตรการล้างหนี้ให้ประชาชนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 200,000 บาท โดยในคลิป “เปิดวิสัยทัศน์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย” จากช่อง Youtube พรรคเพื่อไทย นาทีที่ 51.06 จะเห็นฉากหลังที่ระบุว่า “หนี้ NPL คนที่เป็นหนี้เสีย200,000 บาท จ่ายเพียง 10% หรือ 20,000 บาท ปิดหนี้ได้ทันที” 

ทีมงานสื่อสารนโยบายของพรรคเพื่อไทย ได้อธิบายเพิ่มเติมกับทางโคแฟคว่า มาตรการล้างหนี้เสียที่เพื่อไทยเสนอครอบคลุมเฉพาะลูกหนี้ NPL ซึ่งหมายถึงลูกหนี้ที่มีปัญหาในการชําระเงินต้นและดอกเบี้ยเกินกว่า งวดนับจากวันที่ครบกำหนดหรือหนี้ที่ค้างชําระดอกเบี้ยเกิน เดือนขึ้นไป และมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสามารถในการชําระคืนเงินต้น ดังนั้นภาพที่แชร์กันไปนั้นจึงเป็นการสร้างความเข้าใจเกินจริงว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายล้างหนี้ให้กับลูกหนี้แบบไม่จำกัดกลุ่ม

ภาพที่ 3 : (ขวา) ภาพและคำพูดจากบทสัมภาษณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในนิตยสาร GM Live วันที่ 22 มี.ค. 2562 , (ซ้าย) ภาพตัดต่อที่ทำให้เข้าใจผิดว่าข้อความเป็นการให้สัมภาษณ์ที่เพิ่งเผยแพร่ช่วงต้นเดือน ก.พ. 2569

3.Misleading Content (เนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด) : นำข้อมูลจริงมาตีความหรือบิดเบือนเพื่อโจมตีคนหรือประเด็นบางอย่าง มีตัวอย่างกรณีการนำบทสัมภาษณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กของนิตยสาร GM Live เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2562 ซึ่งขณะนั้นธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มาตัดทอนแล้วเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 อีกทั้งยังระบุว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน 

โดยสาระสำคัญของบทสัมภาษณ์ต้นฉบับเมื่อปี 2562 คือ รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรอุปถัมภ์ศาสนาใด ๆ เลย ซึ่งเป็นการอ้างอิงกับบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

ขณะที่โพสต์ตัดทอนคำพูดของธนาธรที่นำมาเผยแพร่ในปี 2569 ระบุสั้นๆ เพียง “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ!! เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งยังกล่าวอ้างเท็จว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 โดยในความเป็นจริง หัวหน้าพรรคประชาชนคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่วนธนาธรยังอยู่ในช่วงถูกตัดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี จากคดียุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 2563

ภาพที่ 4 : (ซ้าย) คอนเสิร์ตของเลดี้กาก้า ที่ชายหาดโคปาคาบานา เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พ.ค. 2568 , (ขวา) คอนเสิร์ตของ Alok ศิลปินและดีเจชื่อดังชาวบราซิล ที่ชายหาดในเมืองฟอร์ตาเลซา ประเทศบราซิล ในงานเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า 31 ธ.ค. 2566 – ต้อนรับปีใหม่ 1 ม.ค. 2567 ซึ่งทั้ง 2 ภาพถูกนำมาอ้างเป็นการฟังปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่หาดพัทยา จ.ชลบุรี

4. False Context (เนื้อหาที่ไม่ตรงบริบทหรือบริบทปลอม) : ข้อมูลจริงแต่ถูกนำมาใช้ผิดกาลเทศะหรือผิดบริบทเพื่อให้คนเข้าใจไปอีกทาง มีตัวอย่างวันที่ 1 ก.พ. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊กของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย มีการโพสต์ภาพผู้คนเนืองแน่นเต็มชายหาดยามค่ำคืน อ้างว่าเป็นประชาชนมาฟังปราศรัยของแกนนำและผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ที่หาดพัทยา จ.ชลบุรี แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าทั้ง 2 ภาพ เป็นภาพเก่าจากประเทศบราซิล โดยภาพซ้ายเป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของเลดี้กาก้า ที่ชายหาดโคปาคาบานา เมืองริโอ เดอ จาเนโร เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พ.ค. 2568 ส่วนภาพขวาเป็นภาพคอนเสิร์ตของ Alok ศิลปินและดีเจชื่อดังชาวบราซิล ที่ชายหาดในเมืองฟอร์ตาเลซา ในงานเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า 31 ธ.ค. 2566 – ต้อนรับปีใหม่ 1 ม.ค. 2567

ภาพที่ 5 (ซ้าย) คลิปแอบอ้างเป็นสำนักข่าว อ้าง กกต. อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ช่วงวันที่ 5 และ 8 ม.ค. 2569 , (กลาง) คลิปแอบอ้างเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพรรคมีนโยบายแรงงานต่างด้าวควรได้สิทธิเท่าแรงงานไทย ช่วงวันที่ 7 ก.พ. 2569 , (ขวา) คลิปจริงจากสำนักข่าวไทยรัฐ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา วันที่ 4 มิ.ย. 2568)

5.Imposter Content (เนื้อหาสวมรอยบุคคลหรือแหล่งข่าว) : แอบอ้างบุคคล องค์กรหรือสำนักข่าว ทำให้เนื้อหาดูเหมือนกับออกมาจากแหล่งนั้นจริงๆ ในช่วงการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา โคแฟคพบเนื้อหาประเภทนี้ทั้งในลักษณะมิจฉาชีพ เช่น เมื่อวันที่ 5 และ 8 ม.ค. 2569 มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอทาง TikTok ทำให้ดูเหมือนเป็นรายงานข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และช่อง 7 ว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ทั้งที่จริงๆ ยังไม่มีมติ ครม. และการอนุมัติจาก กกต. ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งที่น่าสังเกตคือในช่องแสดงความคิดเห็นของทั้ง 2 คลิป มีการเชิญชวนให้เข้าไปยังเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 

และในอีกลักษณะคือการทำให้เข้าใจผิดทางการเมือง กรณีวันที่ 7 ก.พ. 2569 หรือ 1 วันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง มีการเผยแพร่คลิปอ้าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพรรคมีนโยบายแรงงานต่างด้าวควรได้สิทธิเท่าแรงงานไทย ซึ่งในคลิปมีโลโก้รายการ Newsroom Hot Issues ของสำนักข่าวไทยรัฐ เมื่อตรวจสอบพบว่า คลิปต้นฉบับถูกเผยแพร่ในวันที่ 4 มิ.ย. 2568 เนื้อหาเป็นการพูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาในเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องแรงงานต่างด้าว อีกทั้งคลิปปลอมนั้นมีลักษณะผิดปกติที่สังแกตได้ เช่น คุณภาพของคลิปโดยรวมแย่ลง ภาพหลายส่วนไม่คมชัด  เส้นผมมีลักษณะเป็นปื้นไม่เป็นเส้น ผิวหนังเรียบผิดปกติ การขยับใบหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติเวลาพูด รูปปากกับคำพูดไม่สอดคล้องกัน

ภาพที่ 6 เพจเฟซบุ๊ก “การเมืองไทย ในกะลา” โพสต์ภาพ (ขวา) เป็นภาพปลอมที่แสดงให้เห็นว่ามีการเติมข้อความเข้าไปโดยใช้ฟอนต์และสีที่แตกต่างกัน ส่วนภาพ (ซ้าย) เป็นคำพูดจริงของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เพจดังกล่าวอ้างอิงจากโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ของเจ้าตัว

6.Manipulated Content (เนื้อหาตัดต่อบิดเบือน): ข้อมูลจริง (เช่น ภาพหรือวิดีโอ) ถูกนำมาแก้ไข ตัดต่อ เพื่อหลอกลวงคนดู มีตัวอย่างที่โคแฟคเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 กรณีภาพของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฝังข้อความว่า “ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเปลี่ยน เพราะถ้าผมเข้ามาได้ ผมเปลี่ยนแน่นอน ผมเปลี่ยนแน่ ป้ายในหลวงในมหานครต้องไม่ม

จากการตรวจสอบพบว่า ภาพต้นฉบับมาจากบัญชีแพลตฟอร์ม X ของเจ้าตัว รวมถึงเพจเฟซบุ๊ก “การเมืองไทยในกะลา” ที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2565 ซึ่งเวลานั้น วิโรจน์เป็นตัวแทนพรรคก้าวไกลลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แต่ภาพจริงจะระบุคำพูดเพียง ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเปลี่ยน เพราะถ้าผมเข้ามาได้ ผมเปลี่ยนแน่นอน เท่านั้น ส่วนประโยคหลังที่ว่า ผมเปลี่ยนแน่ ป้ายในหลวงในมหานครต้องไม่ม พบว่าถูกนำมาตัดต่อใส่เพิ่มภายหลังทำให้เข้าใจผิด และยังคงถูกนำกลับมาแชร์วนซ้ำอยู่เป็นระยะๆ  แม้จะเคยชี้แจงไปแล้วก็ตาม

ภาพที่ 7 ภาพอ้าง อนุทิน ชาญวีรกูล ลาออกจากพรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน , หมายเลข 37) มาช่วยพรรคประชาชน (สีส้ม , หมายเลข 46)

7. Fabricated Content (เนื้อหาหรือข่าวปลอม 100%) : เนื้อหาที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยไม่มีมูลความจริง เพื่อหวังผลร้ายหรือหลอกลวงโดยเฉพาะมีตัวอย่างกรณีโพสต์ที่ทำเลียนแบบบัญชีเฟซบุ๊กของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 ในลักษณะที่เจ้าตัวสวมเสื้อสีส้มและมีหมายเลข 46 ซึ่งเป็นสีและหมายเลขของพรรคประชาชนในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พร้อมกับข้อความอ้างว่าได้ลาออกจากพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ภาพจริงนั้น อนุทินสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มและมีหมายเลข 37 ซึ่งเป็นสีและหมายเลขของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ อีกทั้งในวันที่ 3ก.พ. 2569 อนุทินยังลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงตามปกติ

ภาพที่ 8 : ประเภทข่าวลวง 7 รูปแบบ 
ที่มา : First Draft News , โคแฟค

แม้จะแยกได้ถึง 7 ประเภท แต่ในความเป็นจริงข่าวลวง 1 ชิ้น อาจคาบเกี่ยวมากกว่า 1 ประเภทก็ได้เช่น กรณีนโยบายล้างหนี้ NPL ไม่เกิน 2 แสนบาทของพรรคเพื่อไทย จะนับว่าเป็น False connectionก็ได้เนื่องจากมีการใช้พาดหัวข้อความในลักษณะเกินจริงแต่กระตุ้นความสนใจเพื่อยั่วให้ผู้พบเห็นเข้าไปหารายละเอียด หรือจะนับว่าเป็น Misleading Content ก็ได้ เพราะเป็นการบิดเบือนจากนโยบายจริงที่ช่วยเฉพาะลูกหนี้กลุ่ม NPL เป็นนโยบายที่ช่วยลูกหนี้ทุกกลุ่ม ทำให้พรรคเพื่อไทยถูกโจมตีด้วยความเข้าใจผิดว่าออกนโยบายทำนองแจกเงินโดยไม่มีขอบเขต

หรือกรณีภาพและบทสัมภาษณ์ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในประเด็นศาสนาตั้งแต่เมื่อปี 2562 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำช่วงใกล้วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569จะนับว่าเป็น Misleading Content ก็ได้ เพราะคำพูดของธนาธรถูกตัดทอนให้สั้นลงจนทำให้ผู้รับสารอาจไม่เข้าใจความหมายจริงๆ ที่เจ้าตัวต้องการอธิบาย แต่จะนับเป็น Manipulated Content ก็ได้เช่นกัน เพราะมีการตัดต่อภาพโดยระบุว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 หัวหน้าพรรคประชาชนคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สุดท้าย ที่น่าเป็นห่วงจริงๆ คือการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพราะทำให้การสร้างเนื้อหาเท็จทำได้ง่ายและแนบเนียนขึ้น ดังกรณีคลิปวิดีโอ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่เคยให้สัมภาษณ์กับรายการของไทยรัฐในประเด็นชายแดนไทย – กัมพูชา ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบทำคลิปปลอมให้เหมือนว่าเจ้าตัวระบุพรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวมีสิทธิเทียบเท่าคนไทย หรือกรณีภาพ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถูกตัดต่อเป็นภาพสวมเสื้อสีส้มซึ่งเป็นสีของพรรคประชาชน และลาออกจากพรรคภูมิใจไทยแล้ว 

ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณีนี้ทำได้ค่อนข้างยาก อย่างคลิปปลอมของหัวหน้าพรรคประชาชน ต้องอาศัยการสังเกตสิ่งผิดปกติที่พอจะมองเห็นได้โดยเทียบกับคลิปจริงจากไทยรัฐนอกจากนั้นยังต้องตรวจสอบกับบริบทอื่นๆ โดยรอบ เช่น เว็บไซต์ของพรรคประชาชนที่ไม่มีนโยบายดังกล่าวปรากฏ เช่นเดียวกับภาพอนุทินสวมเสื้อสีส้ม นอกจากภาพต้นฉบับที่เจ้าตัวสวมเสื้อสีน้ำเงินแล้ว ยังต้องเทียบกับช่วงเวลา โดยภาพปลอมถูกเผยแพร่วันที่ 2 ก.พ. 2569 อ้างว่าอนุทินลาออกจากพรรคภูมิใจไทย แต่ยังมีรายงานข่าวทั้งจากพรรคภูมิใจไทยและสำนักข่างอื่นๆ อีกหลายแห่ง ที่ระบุว่าวันที่ 3 ก.พ. 2569 อนุทินยังไปช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงในพื้นที่ จ.นนทบุรี 

นี่คือ  โจทย์ใหญ่” ท้าทายการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่ AI ถูกพัฒนาให้ผลิตเนื้อหาได้เหมือนกับของจริงมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งแม้ผู้พัฒนา AI จะพยายามวางแนวทางป้องกันอย่างการใส่ลายน้ำให้เห็นชัดๆ ว่าเป็นภาพหรือคลิปวิดีโอที่สร้างด้วย AI แต่ในความเป็นจริงก็พบเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยที่อำนวยความสะดวกในการลบลายน้ำออก ทำให้การแยกแยะ จริง – ลวง” แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่ผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมจากความเข้าใจผิดของผู้ลงคะแนน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://blog.cofact.org/th/7informatiindisorder69/ (รู้จัก!7 ประเภทข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News : Cofact 3 ก.พ. 2569)

https://firstdraftnews.org/long-form-article/understanding-information-disorder/ (Understanding Information disorder : First Draft News 22 ก.ย. 2563)

https://www.thairath.co.th/news/politic/2890600 (“แพทองธาร ชินวัตร” ประกาศลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว ยันยังเป็นสมาชิก : ไทยรัฐ 22 ต.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/reort6998/ (จากไทยรักไทยถึงเพื่อไทย! ข้อกล่าวหาโยง‘ขายชาติ’ศาลตัดสินอย่างไรบ้าง? : โคแฟค 26 ม.ค. 2569)

https://www.bbc.com/thai/articles/czxkwqrn5rro (“ยกเครื่องพรรค พท. ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางที่จำเป็นต้องเดิน” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หน.พรรคเพื่อไทยคนใหม่ : BBC ไทย 31 ต.ค. 2568)

https://election.ptp.or.th/party-list (ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้ง 2569 : เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย)

https://www.vote62.com/69/party/เพื่อไทย

https://election.ptp.or.th/constituency (ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ในการเลือกตั้ง 2569 : เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-pheuthai-25122025/ (ผู้ใช้เฟซบุ๊ก-X เผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ “นโยบายล้างหนี้” ของพรรคเพื่อไทย : โคแฟค 25 ธ.ค. 2568) 

https://www.youtube.com/watch?v=WHYuvUyxTyg (เปิดวิสัยทัศน์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย : พรรคเพื่อไทย 16 ธ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-wiroj-15012026/ (ภาพ “วิโรจน์” ถูกตัดต่อใส่ข้อความเท็จ ถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกครั้งช่วงนับถอยหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. : โคแฟค 15 ม.ค. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-thanathorn-quote-03022026/ (คำให้สัมภาษณ์ของ “ธนาธร” เรื่องการอุปถัมภ์ศาสนาพุทธถูกนำมาตัดทอน-บิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด : โคแฟค 3 ก.พ. 2569)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1513660635431113&set=a.222431017176628 (อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดแบบไม่ตัดตอน จากปากของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : GM Live 22 มี.ค. 2562)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-sso-10022026/ (คลิป “ณัฐพงษ์” ระบุพรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคม เป็นคลิปที่ใช้ AI ดัดแปลงภาพและเนื้อหา : โคแฟค 10 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-pheu-thai-02022026/ (ภาพคอนเสิร์ต “เลดี้กาก้า” ในบราซิล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยฟังปราศรัยที่พัทยา : โคแฟค 2 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-anutin-03022026/ (ภาพ “อนุทิน” จากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ถูกตัดต่อใส่เสื้อสีส้ม-โพสต์ข้อความว่าลาออกจากภูมิใจไทย : โคแฟค 3 ก.พ. 2569)

https://election.bhumjaithai.com/news/113148 (ลุยตลาดเมืองนนท์ ชาวบ้านชื่นชมผลงาน : พรรคภูมิใจไทย 3 ก.พ. 2569)

https://www.thairath.co.th/news/politic/2911756 (“อนุทิน” เมิน “มาร์ค” เตือน กทม. กาน้ำเงินได้ส้ม มั่นใจไม่มีเหตุชายแดน 8 ก.พ. ได้เลือกตั้ง : ไทยรัฐ 3 ก.พ. 2569)

https://thestandard.co/anutin-campaign-nonthaburi-kanyaporn/ (เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงเมืองนนท์ ช่วยกัญญาพร ชูผลงานไม่อ้อนขอคะแนน : The Standard 3 ก.พ. 2569)

https://x.com/onenews31/status/2018549778087617022 (เช้าวันนี้ (3 ก.พ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วย ผศ.ดร.สิริกัญญ์ อินทรประเสริฐ หรือ ดร.ปริ๊นซ์ ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 3 เบอร์ 8 และผู้สมัครอีก 7 เขตหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ : ช่อง ONE31 3 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-wiroj-15012026/ (ภาพ “วิโรจน์” ถูกตัดต่อใส่ข้อความเท็จ ถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกครั้งช่วงนับถอยหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. : โคแฟค 15 ม.ค. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-thanathorn-quote-03022026/ (คำให้สัมภาษณ์ของ “ธนาธร” เรื่องการอุปถัมภ์ศาสนาพุทธถูกนำมาตัดทอน-บิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด : โคแฟค 3 ก.พ. 2569)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1513660635431113&set=a.222431017176628 (อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดแบบไม่ตัดตอน จากปากของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : GM Live 22 มี.ค. 2562)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-sso-10022026/ (คลิป “ณัฐพงษ์” ระบุพรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคม เป็นคลิปที่ใช้ AI ดัดแปลงภาพและเนื้อหา : โคแฟค 10 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-pheu-thai-02022026/ (ภาพคอนเสิร์ต “เลดี้กาก้า” ในบราซิล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยฟังปราศรัยที่พัทยา : โคแฟค 2 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-anutin-03022026/ (ภาพ “อนุทิน” จากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ถูกตัดต่อใส่เสื้อสีส้ม-โพสต์ข้อความว่าลาออกจากภูมิใจไทย : โคแฟค 3 ก.พ. 2569)

https://election.bhumjaithai.com/news/113148 (ลุยตลาดเมืองนนท์ ชาวบ้านชื่นชมผลงาน : พรรคภูมิใจไทย 3 ก.พ. 2569)

https://www.thairath.co.th/news/politic/2911756 (“อนุทิน” เมิน “มาร์ค” เตือน กทม. กาน้ำเงินได้ส้ม มั่นใจไม่มีเหตุชายแดน 8 ก.พ. ได้เลือกตั้ง : ไทยรัฐ 3 ก.พ. 2569)

https://thestandard.co/anutin-campaign-nonthaburi-kanyaporn/ (เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงเมืองนนท์ ช่วยกัญญาพร ชูผลงานไม่อ้อนขอคะแนน : The Standard 3 ก.พ. 2569)

https://x.com/onenews31/status/2018549778087617022 (เช้าวันนี้ (3 ก.พ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วย ผศ.ดร.สิริกัญญ์ อินทรประเสริฐ หรือ ดร.ปริ๊นซ์ ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 3 เบอร์ 8 และผู้สมัครอีก 7 เขตหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ : ช่อง ONE31 3 ก.พ. 2569)

ผู้ประกันตนผ่าฟันคุดโดยไม่ต้องสำรองจ่ายหากรักษาในสถานพยาบาลที่ทำ MOU กับประกันสังคมเท่านั้น

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ประกันตนผ่าฟันคุด 1,500-2,500 บาท ฟรี ไม่ต้องสำรองจ่าย เริ่ม 1 พ.ค. 2569 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** ผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่ายหากใช้เข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ทำ MOU กับประกันสังคมเท่านั้น

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ก.พ. 2569 ผู้ใช้งานเว็บไซต์ cofact.orgส่งภาพมาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิของผู้ประกันตน ภาพดังกล่าวมีโลโก้สำนักงานประกันสังคมและข้อความ “เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ผ่าฟันคุดฟรี! ไม่ต้องสำรองจ่าย แบบง่าย 1,500.- แบบยาก 2,500.-” 

🔎โคแฟคตรวจสอบ: ภาพดังกล่าวมีที่มาจากเฟซบุ๊ก “EventPass” ซึ่งโพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 11 ก.พ. และนำมาเผยแพร่อีกครั้งในบัญชีติ๊กตอก “eventpass_official” เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ในโพสต์ต้นฉบับมีคำบรรยายประกอบว่าตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป ผู้ประกันตนผ่าฟันคุดได้ฟรีโดยไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน โดยต้องเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ทำข้อตกลง MOU กับสำนักงานประกันสังคม แต่ถ้าไปสถานพยาบาลที่ยังไม่เข้าร่วม ต้องจ่ายเองก่อนแล้วค่อยยื่นเบิกทีหลัง โดยอัตราที่กำหนดคือ 1,500 บาท สำหรับการผ่าฟันคุดที่ไม่ซับซ้อน และ 2,500 บาทสำหรับกรณีที่มีความยาก ซึ่งทันตแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณา

ข้อมูลดังกล่าวตรงกับมติที่ประชุมของคณะกรรมการประกันสังคมที่รายงานโดยสื่อมวลชนหลายสำนัก รวมถึงเว็บไซต์ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนที่ระบุว่า “บอร์ดประกันสังคมมีมติเห็นชอบปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม ปรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีผ่าฟันคุด โดยแบ่งตามความยากง่ายของการรักษา ได้แก่ กรณีผ่าฟันคุดไม่ยาก อัตราอยู่ที่ 1,500 บาท กรณียุ่งยากซับซ้อน อัตราอยู่ที่ 2,500 บาท หากผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ทำความตกลง (MOU) จะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนต่าง แต่หากเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ไม่ได้ทำทำความตกลง (MOU) สามารถสำรองจ่ายแล้วนำใบเสร็จมาเบิกคืนได้ กำหนดเกณฑ์ประเมินความยากง่ายชัดเจน โดยพิจารณาจากข้อมูลทางการแพทย์ เช่น ภาพ X-ray ในระบบเบิกจ่าย และปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์การทำรากฟันเทียม และ การรักษารากฟัน มีผลบังคับใช้ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป” 

ข้อสังเกตโคแฟค: แม้โพสต์ต้นทางจะให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับการสำรองจ่าย แต่เมื่อภาพประกอบนี้ถูกส่งต่อโดยไม่มีข้อความอธิบายประกอบอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการผ่าฟันคุดได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายทุกแห่ง แต่ที่ถูกต้องคือไม่ต้องสำรองจ่ายเฉพาะสถานพยาบาลที่ทำ MOU กับสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

ภาพ “อนุทิน” ถ่ายรูปคู่ “เบน สมิธ”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/zpxqhbhbcs29


สสส. ส่งอีเมลขอเชิญคนไทยร่วมแสดงความคิดเห็น และแนบลิงก์แสดงความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1w24emvkbf4nn


คลิป “เท้ง ณัฐพงษ์” ยืนแถลงเรื่อง สส.พรรคประชาชนซื้อเสียง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/345m17idkw3ad


คลิปณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิกล่าวว่า “พรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคมได้”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2e9h2j75u1uqz


ขอนแก่นแจ้งความถูกมิจฉาชีพหลอกสูงสุดในประเทศ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/murn8ctvfkwf


ไม่ส่ง “ประกันสังคมมาตรา 33” เบี้ยปรับสูง แถมมีโทษอาญา อาจถูกอายัดทรัพย์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1y3hl4ug4ku6m


องค์กรต้านทุจริตเตือน ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย ไทยรั้งอันดับ 116 ดัชนีคอร์รัปชันโลก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/284yqy96kdwvx


ประกันสังคม เพิ่มสิทธิผ่าฟันคุด 1,500-2,500 บาท เริ่ม 1 พ.ค. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14xt3oo0pqx4b


กรมศิลปากรเตรียมบูรณะปราสาทตาควาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10wfdva07w5d4


 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีโครงการทำหมันช้างป่า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/340ycdg9r6odn

ขึ้นภาษี VAT เป็น 10% เป็นข้อเสนอของสว. ปิยพัฒน์ รองอนุฯ กมธ. ด้านการคลังของวุฒิสภา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว. ชงขึ้นภาษี VAT 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** เป็นข้อเสนอในงานสัมมนา “ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “คนไทยเตรียมตัว ส.ว. ชงเข้มรัฐบาล ใหม่ให้ขึ้น VAT7% เป็น 10% ใน 3 ปี เก็บภาษีหุ้น-ทองคำทั้งซื้อขายแบบ ในร้านและออนไลน์ ยกเลิกเกณฑ์เงิน ได้ต่อปีไม่ถึง 1.8 ล้านไม่ต้องจด VAT ให้เก็บหมดแบบไม่มีเงื่อนไข เก็บภาษี เดินทางออกนอกประเทศสำหรับคน ไทยสูงสุดคนละ 1,000 บาท”

เจ้าของโพสต์ไม่ได้ให้รายละเอียดหรืออ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ปิยพัฒน์ สุภาวรรณ สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลังของวุฒิสภา เป็นผู้เสนอเรื่องนี้ในงานสัมมนาเรื่อง “ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 

โคแฟคตรวจสอบวิดีโอบันทึกงานสัมมนาที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กวุฒิสภา พบว่ามีรายละเอียดของข้อเสนอดังนี้

สว.ปิยพัฒน์ระบุว่า ปัจจุบัน VAT เป็นรายได้หลักของรัฐบาล มีมูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ แต่ไทยเก็บ VAT ที่ร้อยละ 7 มานานกว่า 30 ปี และยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน จึงเสนอควรปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 โดยปรับเพิ่มขึ้นทุกปีร้อยละ 1 ก็จะถึงเป้าหมายที่ร้อยละ 10 ได้ภายใน 3 ปี อย่างไรก็ตาม ต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบของประชาชนด้วย

▪ เสนอให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจโดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้พึงประเมิน จากปัจจุบันที่มีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี  ทั้งนี้เชื่อว่าการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นราว 2-3 แสนล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม สว.ปิยพัฒน์เห็นว่าควรยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในสินค้าบางประเภทต่อไป เช่น การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์และเนื้อสัตว์ภายในประเทศ เคมีภัณฑ์สำหรับใช้กับพืชและสัตว์ ปุ๋ย ปลาป่นอาหารสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสารและตำราเรียน

▪ เสนอให้จัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากในส่วนนี้ได้รับการยกเว้นมานานกว่า 40 ปี โดยในช่วงที่เริ่มมาตรการยกเว้นนั้นให้เหตุผลว่าต้องการส่งเสริมการเติบโตของตลาด แต่ปัจจุบันมูลค่าตลาดหลักทรัพย์เติบโตสูงขึ้นมาแล้วถึง 22 เท่า จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องยกเว้นภาษีขายหุ้นอีกต่อไป และหากจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ได้รัฐจะมีรายได้เพิ่มราว 1.6-1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี 

▪ เสนอให้ศึกษาแนวทางจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำและประเมินผลกระทบต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทองคำ รวมถึงระบบการลงทุนทองคำในประเทศอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็น การซื้อขายทองคำจริง การซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มหรือการซื้อขายแบบ Paper Gold ตลอดจนการซื้อขายทองคำที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท 

▪ เสนอว่าควรจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2526 โดยเก็บในอัตรา 1,000 บาทต่อคน สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน และ 500 บาทสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์หรือเรือ คาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม 2.8 หมื่นล้านบาทต่อปี และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย 

รับมือ‘AIหลอน-ข้อมูลลวงท่วม’ เรื่องสำคัญต้อง‘เช็คก่อนเชื่อ-แชร์’

10 ก.พ. 2569  มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โคแฟค (ประเทศไทย)  สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท และภาคีเครือข่าย  จัดเสวนาหัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอน ถอดรหัสลับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่นโยบายสาธารณะ” ดำเนินรายการ โดยสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย)  ซึ่งงานเสวนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน Safer Internet Day Thailand 2026 ระหว่างวันที่ 9 – 10 ก.พ. 2569 ณโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร 

พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(สกมช.) กล่าวถึงพัฒนาการที่รวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พบว่าเรื่องยังทำไม่ได้ในสัปดาห์ก่อน เมื่อมาถึงสัปดาห์นี้อาจทำได้แล้วหรือเมื่อ 1 เดือนก่อนสามารถตรวจจับภาพที่สร้างด้วย AI ได้ วันนี้อาจทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปจากการที่มี AI เข้ามา สิ่งที่น่าเป็นห่วงมี 2 ด้าน ฝั่งหนึ่งคือการไม่ใช้ AI  หมายถึงไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ จะเสียเปรียบด้านประสิทธิภาพการทำงาน แต่อีกฝั่งหนึ่งคือการใช้ AI โดยไม่คิดว่าใช้แล้วจะส่งผลตามมาอย่างไร นอกจากนั้นสิ่งที่ยากที่สุด คือ  การที่ไม่รู้ว่าเรากำลังถูก AI กระทำอยู่ เช่น เมื่อเราใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เมื่อค้นหาอะไรแล้วจะมีสิ่งนั้นหรือใกล้เคียงปรากฎในมือถือเรามากมาย  แสดงให้เห็นว่าชีวิตปัจจุบันนี้เราไม่ได้เลือกเองแต่มีสื่อเหล่านี้เลือกให้ 

ด้านการกำกับดูแล AI มีตัวอย่างจากสหภาพยุโรป (EU) ที่มีกฎหมายแบ่งระดับขั้นจาก 1.ห้ามใช้ AI เด็ดขาด เช่น การใช้งานที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของมนุษย์ หรือใช้แล้วเสี่ยงต่อชีวิต 2. การใช้ AI ภายใต้มาตรการกำกับดูแล มีการตรวจสอบและมีบทบังคับกรณีเกิดความผิดพลาด และ 3. การใช้ AI ได้โดยไม่ต้องกำกับดูแลเพราะไม่มีผลกระทบใดๆเช่น การใช้ AI แนะนำภาพยนตร์ เป็นต้น ดังนั้นการขับเคลื่อนแนวทางกำกับดูแลการใช้ AI จึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการและพัฒนากันต่อไป 

“การใช้ AI  ต้องเข้าใจว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์มีหน้าที่หาเงิน และวิธีการก็คือหลอกให้เราหลั่งโดปามีน (Dopamine – สารแห่งความสุข) เพื่อให้เราเสพติด   นำมาสู่การที่ AI มาหลอกเราด้วย เช่น ทำให้ผู้บริโภคเห็นเรื่องราวบางเรื่องให้มากที่สุด  ดังนั้นการรู้เท่าทัน AI คือ เราต้องรู้ว่าทำไมเราจึงเจอสิ่งนี้ในสื่อสังคมออนไลน์    และเมื่อรับข้อมูลแล้วจะดูว่า AI เกิดอาการหลอน (Hallucination – สร้างหรือตอบผู้ใช้งานด้วยข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่ถูกต้องหรือไม่ เราก็ควรต้องรู้ว่าไม่จำเป็นต้องนำทุกเรื่องมาคิด บางเรื่องปล่อยผ่านได้  แต่เรื่องไหนที่ต้องคิด ขอให้แสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูลจริงและก่อให้เกิดประโยชน์  ”เลขาธิการ สกมช. กล่าว  

ดร.เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย กล่าวว่า เมื่อมีการหลอกลวงในสื่อออนไลน์  จึงเกิดมาตรการป้องกันรักษาความปลอดภัยต่างๆ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มี AI ที่พบการหลอกลวงเพิ่มขึ้นมาก อย่างในแวดวงการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบมากขึ้นกรณีการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) สร้างคลิปวิดีโอให้เหมือนบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมชักชวนให้ลงทุน หรือแม้แต่การใช้ AI ช่วยเปลี่ยนแปลงหน้าตาของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานแต่ละรายเพื่อเพิ่มโอกาสในการหลอกลวงเหยื่อ เช่น มีข้อมูลว่าผู้ใช้งานรายนั้นจิตใจดี  เนื้อหาที่ส่งไปถึงจะเป็นการขอความช่วยเหลือทำให้หลงเชื่อโอนเงินไปให้ เป็นต้น นอกจากนี้ AI ยังถูกพัฒนาไปจนสามารถอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลได้ราวกับมีข้อมูลนั้นอยู่จริง มีการให้ Link ไปยังที่มาของข้อมูลนั้น แต่เมื่อกดตามเข้าไปดูกลับพบว่า Link นั้นไม่มีอยู่จริง นี่ก็เป็นอาการหลอนของ AI สร้างแหล่งอ้างอิงขึ้นเพื่อสนับสนุนข้อมูลที่ตัว AI สร้าง  ดังนั้นการส่งต่อข้อมูลให้คนอื่นไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรก   ช้าลงบ้างจะเป็นผลดีกว่า เพราะมิจฉาชีพทำให้จิตใจเราเกิดอาการตกใจหรือกลัว หากเราไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมายถ้ามีมิจฉาชีพติดต่อมาก็ไม่ต้องกลัว ขอให้ตั้งสติกับข้อมูลที่ได้รับมา

ขณะที่การทำงานของ AI จะใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล (LLM – Large Language Medel) ดังนั้นการใส่ข้อมูลที่ถูกต้องลงไปในอินเตอร์เน็ตซึ่ง AI จะนำไปใช้จึงจำเป็น ทำอย่างไรจะมีเว็บไซต์ที่แชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะการที่ข้อมูลถูกแชร์ไปในสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลนั้นต้องอยู่บนเว็บไซต์ก่อนเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับมาได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นจริงหรือไม่ รวมถึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย ทำอย่างไรที่เว็บไซต์หน่วยงานจะไม่ถูกแฮ็คแล้วนำข้อมูลปลอมเข้ามาวางไว้

คิดก่อน ช้าก่อน ตัดสินใจเร็วตามที่มิจฉาชีพตกเป็นเหยื่อเขาแน่นอน ดังนั้นผู้รับสารต้องปรับพฤติกรรม ยุคนี้ AI สามาถสร้างข้อมูลที่หลอน เช่น เรื่องสุขภาพบอกว่าถูกต้อง กินได้ แต่จริงๆ อาจทำให้มีปัญหาต่อสุขภาพได้ ดร.เพ็ญศรี กล่าว

พีรพล อนุตรโสตถิ์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท กล่าวว่า ให้ทุกคนตระหนักว่าในโลกอินเตอร์เน็ตมีกับดัก 4 ขั้น คือล่อลวง อำพราง ขย้ำและกักขัง สิ่งที่ชัวร์ก่อนแชร์พยายามเตือนมาตลอดคือ อย่าเชื่อง่าย สงสัยไว้ก่อน ตรวจสอบก่อนส่งต่อ ก่อนหน้านี้เป็นข่าวลวง แต่เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามา คำตือนเดิมนั้นก็ยังพอใช้ได้บางส่วน แต่สิ่งที่เริ่มยากในยุค AI คือการตรวจสอบก่อนส่งต่อ  หรือหลักความสงสัย จากเดิมคือตั้งคำถามว่าจริงหรือไม่? เก่าหรือไม่? เกี่ยวข้องหรือไม่? ครบถ้วนหรือไม่? มีอคติหรือไม่? ปัจจุบันต้องเพิ่มอีกคำถามคือ ใช้ AI หรือไม่? เพราะชุดคำถามนี้อาจช่วยปกป้องเราได้ทุกครั้งที่เรากำลังเสพสื่อหรือคำเตือนว่าก่อนแชร์ข้อมูลข่าวสารต้องมั่นใจว่าเป็นจริงและเป็นประโยชน์ ส่วนการแชร์เงินและข้อมูลส่วนบุคคลต้องมั่นใจว่าผู้รับปลายทางเป็นตัวจริงไม่หลอกลวง ปัญหาคือเมื่อ AI เข้ามาการปฏิบัติตามมักทำได้ยากขึ้น  แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนัก คือ AI นั้นมีความไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อ AI มีความไม่สมบูรณ์ มีอคติ มีความหลอนลวง ปลอมแปลงและล่วงล้ำ การใช้ AI จึงต้องระมัดระวัง ขณะที่ในมุมของคนทำงานตรวจสอบข่าวลวง  นับว่ายุคนี้เป็นยุคที่น่ากลัวอย่างรุนแรง เช่น รูปแบบของสื่อที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มีหลัก SMCR (Source – ผู้ส่งสาร , Message – สาร , Channel – ช่องทาง , Receiver – ผู้รับสาร) เมื่อมีอินเตอร์เน็ต ผู้ส่งสารกับผู้รับสารมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) กันมากขึ้น 

จนปัจจุบันที่มี AI เป็นหนึ่งในผู้เล่น บงการอยู่เบื้องหลังในรูปแบบอัลกอริทึม แต่เวลานี้ AI สามารถเข้าไปสนับสนุนให้ทุกคนที่สร้างข้อมูลเท็จที่ทำได้เนียนขึ้นด้วยต้นทุนต่ำลง และในอนาคตอันใกล้เป็นไปได้ที่เราจะอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่สร้างโดย AI ความน่ากลัวคือคนที่ต้องการสร้างข้อมูล อาจมีชุดคำแกนหลัก (Hint) ชุดหนึ่ง แล้วโยนเข้าไปให้ AI สร้างบทความสักเรื่องให้ดูน่าสนใจเพื่อนำไปปล่อยให้แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ และหลังจากนั้นบทความก็จะถูกส่งวนไป

สุนิตย์ เชรษฐา กรรมการผู้จัดการ ChangeFusion อธิบายว่า เหตุที่ AI เกิดอาการหลอนได้เพราะ AI เป็นนักเล่าเรื่องเชิงสถิติ หน้าที่ของ AI คือการเล่าเรื่องที่เราอยากฟังให้ได้ยิน AI ศึกษาทุกอย่างจากข้อมูลมหาศาลเพื่อเอาใจเรา แต่ AI ไม่รู้ว่าอะไรจริง – ไม่จริง ถูก – ไม่ถูก มี – ไม่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ยิ่งผู้ใช้งานชอบ AI ก็ยิ่งหลอนไปเรื่อยๆ ดังนั้นงานวิจัยระยะหลังๆ จึงชี้ว่า แม้ AI จะถูกปรับปรุงระบบให้หลอนน้อยลงได้ แต่จะไม่มีวันทำให้เลิกหลอนได้อย่างสมบูรณ์ เพราะธรรมชาติของ AI คือเรื่องของความน่าจะเป็นที่ AI จะทายไปเรื่อยๆ 

เมื่อหันมาดูประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเจนอัลฟา (Gen Alpha , เกิดปี 2553 – 2567) เรียกได้ว่าเติบโตมากับ AI (AI Native) คนรุ่นนี้จะแตกต่างกับคนรุ่นก่อนหน้า เช่น Gen X (เกิดปี 2508 – 2522) หรือ Gen Y (เกิดปี 2523 – 2540) ตรงที่ไม่ได้มอง AI เป็นเครื่องมือแต่มองว่าเป็นเพื่อน คือเอาความเป็นมนุษย์ใส่ลงไปที่ AI ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตก็จะเลือกถาม AI ก่อนพ่อแม่หรือเพื่อนที่เป็นมนุษย์ เมื่อประกอบกับการที่ AI ดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นก็ทำให้เกิดความรู้สึกพ่วงไปด้วย จนบางครั้งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่เชื่อมโยงกับการใช้ AI มีตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาเคยมีกรณีเด็กคุยกับ AI ถึงจุดหนึ่งเกิดอาการซึมเศร้าเพราะ AI ไม่คุยด้วย จนถึงขั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย หรือมีการทดลองพิมพ์ข้อความทำนองตัดพ้อชีวิตแล้วถาม AI ว่าควรกินยาอะไรดี หลายครั้งพบว่า AI ไม่ได้แนะนำให้ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิตแต่แนะนำวิธีการจบชีวิตที่เจ็บปวดน้อยที่สุด สาเหตุเป็นเพราะระบบของ AI อาจยังไม่ได้ใส่แนวทางป้องกัน (Guardrail) เข้าไป ในขณะที่ธรรมชาติของ AI คือการเอาใจผู้ใช้งาน 

สำหรับแนวทางการใช้งาน AI แบบลดปัญหาอาการหลอน ที่เข้าใจกันเวลานี้คือ RAG (Retrieval-Augmented Generation) คือให้ AI ก่อนจะตอบก็ให้ไปเช็คกับฐานข้อมูลที่ได้รับความเชื่อถือไว้ใจจริงๆ ซึ่งก็น่ายินดีที่เริ่มมีการใช้ในประเทศไทย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกแนวนโยบายว่าด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงของการใช้งานระบบ AI สำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน สาระสำคัญคือการจัดการความน่าเชื่อถือ มีการกล่าวถึงการใช้กระบวนการ RAG เป็นต้น ทำให้การตอบคำถามด้วยระบบ AI Chatbot ของสถาบันการเงินมีความถูกต้องมากขึ้น

ผมว่ามุมสุขภาพ บทบาทของ สสสและหน่วยงานที่ทำเรื่องข้อมูลสุขภาพจำนวนมากอาจใช้ได้เหมือนกัน ผูกกับระบบโรงพยาบาล ระบบถาม – ตอบเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องที่มีความอ่อนไหวมากๆ ก็อาจใช้เครื่องมืออย่างนี้ได้ แต่สุดท้ายผมก็ยังรู้สึกว่ามันก็ไม่สามารถที่จะหลีกหนีเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือทักษะในการเป็นผู้ตรวจสอบข่าวยังคงต้องมีอยู่ ” สุนิตย์ กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

‘เกาหลีใต้’เจอวิกฤติ‘เด็กเกิดน้อย’เพราะกระแส ‘K-Pop’จริงหรือ?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เด็กเกิดน้อย เป็นความกังวลใหญ่ในสังคมไทยที่พูดถึงกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 416,574 คน ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 462,240 คน ขณะที่การคาดการณ์ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงต่อเนื่อง คาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.9 ล้านคน และคาดว่าปี 2578 ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 3.4 ล้านคน ยิ่งตอกย้ำความรุนแรงของสถานการณ์นี้ 

แต่ประเด็นที่ผู้เขียนและทีมงานโคแฟคได้หยิบยกมาตรวจสอบในบทความนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อเขียนที่อ้างว่า วัฒนธรรม K-Pop ทำให้อัตราการเกิดในเกาหลีใต้ลดลงและเป็นต้นตอของปรากฏการณ์เด็กเกิดน้อยทั่วโลก พร้อมกับอธิบายว่า วัฒนธรรมแบบ K-Pop ในสื่อบันเทิงเกาหลีใต้ ทำให้ผู้ชายมีภาพลักษณ์ความเป็นชาย (Masculinity) ลดลงคำถามคือสมมติฐานดังกล่าวถูกต้องเพียงใด? 

ภาพที่ 1 : โพสต์อ้างว่าคุณภาพชีวิตของชาวเกาหลีใต้ดีขึ้นแต่อัตราการเกิดต่ำลง โดยมีสมมติฐานว่ายุคปัจจุบันผู้ชายมีภาพลักษณ์ความเป็นชายลดลงจากวัฒนธรรม K-Pop

– วัฒนธรรม K – Pop เกิดขึ้นเมื่อใด? : บทความ The Grand Odyssey of K-Pop: A Century of Rhythm, Resilience, and Revolution ในเว็บไซต์ kculture.com สื่อซึ่งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ บอกเล่าวิวัฒนาการวงการเพลงในแดนกิมจิ ตั้งแต่ยุคที่เกาหลียังเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น , ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีที่แบ่งแผ่นดินออกเป็นฝั่งเหนือกับฝั่งใต้ , ยุคที่เกาหลีใต้ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการ , ยุคที่เกาหลีใต้เริ่มเปิดตัวกับสังคมโลกผ่านมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโซลเป็นเจ้าภาพ , 

กระทั่งมาถึงปี 2535 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2535 วงบอยแบนด์ “Seo Taiji and Boys” ได้เปิดตัวเพลง “Nan Arayo (I Know)” ในสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นแนวเพลงแบบ Rap – Hiphop จากนั้นการปั้นศิลปินในเกาหลีใต้ก็เริ่มทำเป็นระบบมากขึ้น เกิดคำว่า “ไอดอล (Idol)” ที่ผ่านการฝึกฝนจากค่ายเพลงก่อนปิดตัว ซึ่งสอดคล้องกับบทความ “K-pop” ในเว็บไซต์สารานุกรม Britanica ที่ระบุว่า การเปิดตัวเพลง Nan Arayo  ของบอยแบนด์ Seo Taiji and Boys ถือเป็นจุดเริ่มต้นวัฒนธรรมบันเทิงเกาหลีใต้แบบ K – Pop อย่างที่เรารู้จักกัน 

จุดกำเนิดของ K-pop สามารถย้อนกลับไปได้ถึงวันที่ 11 เม.ย. 2535 เมื่อวงชื่อ Seo Taiji and Boys แสดงเพลง Nan Arayo (I Know) ทางสถานีโทรทัศน์ Munhwa Broadcasting Corporation ของเกาหลีใต้ สไตล์ดนตรีและการเต้นที่ประสานกันอย่างลงตัวของพวกเขาเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรี Dance Hiphop Rap และ Rock แบบอเมริกัน แต่พวกเขาเป็นสิ่งใหม่สำหรับเกาหลีใต้ เช่นเดียวกับเนื้อเพลงที่สะท้อนประเด็นทางสังคม ซึ่งท้าทายกฎหมายการเซ็นเซอร์ของประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2536 วงนี้ขายอัลบั้มได้ถึง 2.13 ล้านชุด และความนิยมของพวกเขานำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายการเซ็นเซอร์ และการกำเนิดของอุตสาหกรรม K-pop บริษัทบันเทิงที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างและฝึกฝนศิลปิน K-pop ถูกสร้างขึ้นตามความสำเร็จของ Seo Taiji and Boys โดยเริ่มจาก SM Entertainment ในปี 2538, JYP Entertainment ในปี 2540 และ YG Entertainment ในปี 2541บทความของสารานุกรม Britanica ระบุ

ภาพที่ 2 อัตราการเจริญพันธุ์ (ซึ่งเชื่อมโยงกับอัตราการเกิด) ของเกาหลีใต้ 
ที่มา : ธนาคารโลก (World Bank)

– อัตราการเกิดของประชากรเกาหลีใต้ลดลงเมื่อใด? และทำไม? : หากดูข้อมูล อัตราการเจริญพันธุ์ (Fertility Rate)” หมายถึงจำนวนบุตรที่สตรี 1 คน จะมีตลอดช่วงเวลาที่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ (อายุระหว่าง 15 – 49 ปี) จากฐานข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) จะพบว่า ในปี 2503 อยู่ที่ 6.0 หมายถึงผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 1 คนจะมีบุตรเฉลี่ย 6 คน จากนั้นจะลดลงอย่างมากและลดต่อเนื่อง แม้จะมีบางช่วงที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น (เช่น 2.6 ในปี 2521 เพิ่มเป็น 2.9 ในปี 2522) แต่ไม่มีผลต่อการเพิ่มประชากรอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงของการลดลงที่สถานการณ์รุนแรงกว่า ซึ่ง ณ ปี 2566 อัตราการเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.7 

รายงาน “Korea’s Unborn Future : Understanding Low-Fertility Trends” ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2568 บรรยายสถานการณ์อัตราการเกิดที่ดลดลงอย่างมากในสังคมเกาหลีใต้ ว่า อัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ทศวรรษ 1950 (ปี 2493 – 2502) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีใต้เปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทที่ถูกทำลายล้างจากสงคราม (สงครามเกาหลี ช่วงปี 2493 – 2496 นำไปสู่การแบ่งประเทศเป็นเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้) ไปสู่สังคมเมืองสมัยใหม่ที่มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ OECD (หรือประเทศพัฒนาแล้ว , ประเทศรายได้สูง)

โดยจากรายงานดังกล่าว ปัจจัยแรกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์อัตราการเกิดลดลง คือ โครงการวางแผนครอบครัว ซึ่งบรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 (ปี 2443 – 2542) เพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ (ท้องไม่พร้อม) ผ่านโครงการให้ข้อมูล บริการสุขภาพแม่และเด็กขั้นพื้นฐาน และการจัดหาอุปกรณ์และบริการวางแผนครอบครัว สำหรับเกาหลีใต้ ช่วงแรกของนโยบายนี้ถูกมองว่ารัฐเข้าไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของประชาชนมากเกินไปเพื่อควบคุมอัตราการเกิด 

แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1960 (ปี 2503 – 2512) เป็นต้นมา ความต้องการคุมกำเนิดกลายเป็นค่านิยมทางสังคมที่แพร่หลาย และจำนวนบุตรที่เหมาะสมลดลงเหลือประมาณ 2 คน นอกจากนั้นยังมีสมมติฐานด้วยว่า ผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการวางแผนครอบครัว คืออาจมีส่วนทำให้เกิดบรรทัดฐานในสังคมว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานควรให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัว

ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (ปี 2503 – 2512)  ถึงทศวรรษ 2000 (ปี 2543 – 2552) การลดลงของจำนวนบุตรต่อหญิงที่แต่งงานแล้วและการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอายุที่สตรีแต่งงานครั้งแรกล้วนมีส่วนทำให้อัตราการเกิดลดลง โดยก่อนทศวรรษ 2000 การลดลงของจำนวนคู่สมรสที่มีบุตร 3 คนขึ้นไปทำให้ลดอัตราการเกิด ในขณะที่ในทศวรรษ 2000 การลดลงของจำนวนคู่สมรสที่มีบุตร 2 คนขึ้นไปเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก และตั้งแต่ทศวรรษ 2010 (ปี 2553 – 2562) เป็นต้นมา อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงมีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้หญิงแม้จะแต่งงานแต่ไม่มีบุตร รวมถึงสตรีที่เลือกครองตนเป็นโสดไม่แต่งงาน

ปัจจัยที่สอง ต้นทุนการสร้างครอบครัวนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ” โดยมีการสำรวจพบว่า ประชากรเกาหลีใต้ที่เป็นโสด อายุระหว่าง 19 – 34 ปี เพศชายร้อยละ 41 และเพศหญิงร้อยละ 26 มองเรื่องข้อจำกัดทางการเงินเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการแต่งงานไล่ตั้งแต่ 1.ที่อยู่อาศัย ร้อยละ 51.2 หรือกว่าครึ่งของคนหนุ่ม – สาวชาวเกาหลีใต้โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยในเขตเมืองใหญ่ มองว่าต้องมีบ้านเป็นของตนเองเสียก่อนจึงจะแต่งงานได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเนื่องจากอัตราส่วนราคาที่อยู่อาศัยต่อรายได้ในเขตเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น อาทิ จาก 6.7 ในปี 2555 เพิ่มเป็น 10.1 ในปี 2564

2.การศึกษาของบุตร เนื่องจากการแข่งขันอย่างดุเดือดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำให้การ เรียนพิเศษ – กวดวิชา เป็นสิ่งที่พ่อแม่ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากจัดหาให้ลูก แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับแนวโน้มรายได้ของคนหนุ่ม – สาวรุ่นใหม่ที่ต่ำลงแต่มีหนี้สินสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้า ซึ่งเกาหลีใต้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเรื่องการให้ความสำคัญกับการศึกษา อันมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

รายงานของ OECD บรรยายภาพค่านิยมด้านการศึกษาของชาวเกาหลีใต้ว่า ร้อยละ 80 ของประชากรวัยรุ่นที่นั่นวางแผนที่จะใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี เพื่อเรียนให้จบ ป.ตรี และร้อยละ 90 ของผู้ปกครองก็มีความทะเยอทะยานเช่นเดียวกัน โดยเมื่อปี 2564 พบว่า เกือบ 3 ใน 4 ของเยาวชนที่จบชั้น ม.ปลาย ได้เข้าเรียนต่อในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ประชากรอายุ 25 – 34 ปี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากที่สุดในกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก OECD 

ความกระตือรือร้นอย่างยิ่งยวดต่อการศึกษาได้ทำให้ ลัทธิคุณวุฒินิยม (Credentialism)’ หยั่งรากลึกในสังตมเกาหลีใต้ ซึ่งหมายถึงการมองว่าวุฒิการศึกษาเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุดของสติปัญญาหรือความสามารถของบุคคลในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ลัทธิคุณวุฒินิยมได้นำไปสู่ ​​ภาวะวุฒิการศึกษาเฟ้อ (Education Inflation)’ ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครงานต้องมีคุณวุฒิที่สูงขึ้นสำหรับตำแหน่งงานที่ก่อนหน้านั้นเคยมีข้อกำหนดด้านคุณวุฒิที่ต่ำกว่า 

แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นบางส่วนจากการลดลงของสัดส่วนนักศึกษาในวิทยาลัยที่มีหลักสูตร 2 ปี ซึ่งเป็นแหล่งให้การศึกษาในสายอาชีพ (อาชีวศึกษา) ที่สำคัญมาโดยตลอด และสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ใช้หลักสูตร 4 ปี (อุดมศึกษา) ตัวอย่างเช่น คุณวุฒิประกาศนียบัตวิชาชีพด้านความงามจากวิทยาลัยที่ใช้เวลาเรียน 2 ปี ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากคุณวุฒิปริญญาบัตรด้านความงามจากมหาวิทยาลัยที่ใช้เวลาเรียน 4 ปี

ภาพที่ 3 : (สถิติปี 2564) ชาวเกาหลีใต้อายุ 25 – 34 ปี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศสมาชิก OECDScreenshot

อย่างไรก็ตาม ภาวะวุฒิการศึกษาเฟ้อได้บั่นทอนคุณค่าของประสบการณ์การทำงานและปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง จะยกเว้นอยู่บ้างก็แต่เฉพาะในกลุ่มสถาบันการศึกษาชั้นนำเท่านั้นและเนื่องจากภาวะตลาดแรงงานแบบสองขั้วและความขาดแคลนงานที่มีคุณภาพ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจึงมีโอกาสได้รับเงินเดือนสูงกว่ามากกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไป โดยมีงานวิจัยในปี 2566 พบว่า ในตลาดแรงงานของเกาหลีใต้ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำมีรายได้มากกว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยระดับล่างถึงร้อยละ 24.6 และช่องว่างด้านค่าจ้างสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 50.5 ในช่วงอายุระหว่าง 40 – 44 ปี

ค่านิยมดังกล่าวทำผู้ปกครองชาวเกาหลีใต้จำนวนมากจึงจัดสรรรายได้ก้อนใหญ่ไปกับการให้บุตรหลานได้เรียนกวดวิชา ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งในการมีบุตร อาทิ ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ พบว่า ในปี 2566 นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของเกาหลีใต้ ร้อยละ 78.5 เรียนกวดวิชา ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อเดือนสำหรับการเรียนพิเศษเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งในปี 2566 แตะระดับ 434,000 วอน (ราว 10,850 บาท เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 0.025 วอน ต่อ 1 บาท ในปี 2566) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิเฉลี่ยของครัวเรือนในปีนั้น

การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า การแพร่หลายของการกวดวิชามีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศ อันที่จริง 49.2% ของผู้ปกครองชาวเกาหลีใต้คิดว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษเป็นภาระอย่างมาก และ 27% ชี้ว่าภาระด้านการศึกษาและการดูแลเด็กเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง

ภาพที่ 4 : ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อเดือนในการเรียนกวดวิชาของนักเรียนชาวเกาหลีใต้


ปัจจัยที่สาม ที่ทำให้อัตราการเกิดในเกาหลีใต้ลดลงอย่างมากคือ ทางที่ผู้หญิงต้องเลือกระหว่างจะทำงานหรือเลี้ยงลูก โดยนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 (ปี 2523 – 2532) เป็นต้นมา การจ้างงานสตรีชาวเกาหลีใต้ที่แต่งงานแล้วมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ อาทิ หากเปรียบเทียบระหว่างปี 2528 กับปี 2533 พบว่า สตรีที่แต่งงานแล้วเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41 เป็นร้อยละ 46.8 ซึ่งสูงกว่าฝั่งของผู้หญิงโสดที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงเวลาเดียวกัน จากร้อยละ 44.7 เพิ่มเพียงเล็กน้อยเป็นร้อยละ 45.6  

รายงานของ OECD กล่าวถึงระบบการจ้างงาน 2 รูปแบบ (Dualism) ในเกาหลีใต้ ที่แบ่งประเภทแรงงานเป็นประเภทลูกจ้างประจำ (Regular Worker) ซึ่งมักได้ค่าจ้างสูง มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม กับลูกจ้างชั่วคราว (Non-regular Worker) หรือพนักงานบางเวลา (Part – Time) ที่สภาพการจ้างงานไม่มั่นคง ได้ค่าจ้างที่ต่ำกว่าและมีโอกาสน้อยกว่าที่จะเข้าสู่ระบบประกันสังคม

มีการแบ่งแยกอย่างเข้มงวดระหว่างลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวโดยมีโอกาสในการเปลี่ยนสถานะอย่างจำกัด ผู้หญิงมักลาออกจากงานที่เป็นสัญญาจ้างประจำเนื่องจากการเป็นแม่ แต่ก็พบว่างานชั่วคราวที่มีค่าจ้างต่ำเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่มีให้เมื่อพวกเธอต้องการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่งผลให้ผู้หญิงที่เป็นแม่คนมักอยู่ในสถานะการจ้างงานชั่วคราวแบบมากกว่าผู้ชายที่เป็นพ่อคนถึง 3 เท่า ซึ่งนำไปสู่การสร้างครอบครัวที่ล่าช้าและจำนวนบุตรที่เกิดน้อยลง

นอกจากความเหลื่อมล้ำด้านการจ้างงานแล้ว ความคาดหวังของสังคมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ มีการสำรวจพบว่า สังคมเกาหลีใต้มีทัศนคติเชิงลบกับแม่ที่มีลูกซึ่งเด็กนั้นกำลังอยู่ในช่วงก่อนวัยเรียน (Pre – school) แล้วยังออกไปทำงานมากที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD นอกจากนั้นยังมองด้วยว่าหากการจ้างงานมีจำกัดผู้ชายควรได้รับการว่าจ้างก่อนผู้หญิง 

แม้ในเชิงสถิติ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่สตรีมีโอกาสได้เรียนจนจบการศึกษาระดับสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ที่เป็นสมาชิก OECD ด้วยกัน แต่กลับมีช่องว่างทางเพศที่เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานมากที่สุด ทั้งจำนวนสตรีที่เลื่อนตำแหน่งถึงระดับผู้จัดการขึ้นไปที่ยังมีน้อย ความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างที่แม้ในปี 2565 จะอยู่ที่ร้อยละ 31.2 ลดลงจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 37.2 แล้วก็ตาม 

ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศส่วนใหญ่เกิดจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ ซึ่งอาจเป็นการผสมผสานระหว่างการเลือกปฏิบัติโดยแท้จริงตามเพศ (การลำเอียงเข้าข้างแรงงานชาย) และการเลือกปฏิบัติทางสถิติ คือการที่นายจ้างลงทุนในอาชีพการงานของลูกจ้างหญิงน้อยกว่าลูกจ้างชาย โดยคาดการณ์ว่าพวกเธอจะออกจากงานเพื่อดูแลลูก ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดการแบ่งบทบาททางเพศในคู่สมรสในช่วงวัยเจริญพันธุ์ เนื่องจากคู่สมรสจะลดการสูญเสียรายได้ให้น้อยที่สุดหากผู้หญิงทำงานน้อยลงหรือออกจากตลาดแรงงานไป

ภาพที่ 5 : ความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศในเกาหลีใต้ (ที่มา : OECD)
(บนซ้าย) ชาวเกาหลีใต้มีทัศนคติเห็นด้วยอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ว่าเด็กก่อนวัยเรียนจะได้รับผลกระทบหากคนเป็นแม่ยังออกไปทำงาน 
(ล่างซ้าย) ชาวเกาหลีใต้มีทัศนคติเห็นด้วยอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ว่าหากเป็นช่วงที่งานหายาก ผู้ชายควรมีโอกาสได้งานก่อนผู้หญิง 
(ขวา) เกาหลีใต้มีปัญหาช่องว่างทางเพศด้านค่าจ้างแรงงานมากที่สุดหากเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ด้วยกัน

รายงานข่าว Why is Korea’s birth rate, once the lowest, now inching up? ที่เผยแพร่ใน นสพ. Korea Joongang Daily ของเกาหลีใต้ วันที่ 5 ก.ย. 2568 บอกเล่าเรื่องราวของอัตราการเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย จาก 0.72 ในปี 2561 ขึ้นมาอยู่ที่ 0.75 ในปี 2567 และคาดว่าน่าจะแตะ 0.8 ในปี 2568 ตัวแปรสำคัญมาจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนการจ้างงานแบบยืดหยุ่น โดยยกตัวอย่างของหญิงวัย 34 ปี อาชีพพนักงานธนาคาร ที่ขอใช้สิทธิ์ทำงานแบบยืดหยุ่นเพื่อเลี้ยงลูกเป็นเวลา 1 ปี แม้จะได้เงินเดือนน้อยลงเพราะต้องลดชั่วโมงการทำงานลง แต่ก็ได้รับการชดเชยบางส่วนจากเงินอุดหนุนของรัฐ และนั่นทำให้คุณแม่ท่านนี้เจียดเวลาไปเลี้ยงลูกได้อย่างสบายใจขึ้น 

ท่ามกลางสวัสดิการพนักงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ปกครอง ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นกลับไปทำงานหลังจากคลอดบุตร อัตราการจ้างงานของสตรีที่แต่งงานแล้ว อายุระหว่าง 15  54 ปี ที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี สูงถึง 62.4ในเดือนเม.ย. 2567 เพิ่มขึ้น 2.4จากปีก่อนหน้า และสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2559” 

นอกจากภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนก็เป็นอีกปัจจัยที่เกื้อหนุนเช่นกัน อาทิ มีตัวอย่างในเดือน เม.ย. 2568 ที่ผู้บริหารของบริษัท Kolmar เดินทางไปเยี่ยมบ้านพนักงานที่เพิ่งมีบุตรแฝดสาม พร้อมมอบของขวัญ เช่น เงินช่วยเหลือค่าคลอดบุตรจำนวน 40 ล้านวอน (29,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 9.5 แสนบาท ณ ช่วงเวลาดังกล่าว) และเบาะที่นั่งเด็กในรถยนต์ (Car Seat) จำนวน 3 ที่ หรือเมื่อปี 2567 กรณีบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้อย่างBooyoung Group ประกาศแผนให้เงินช่วยเหลือพนักงาน 100 ล้านวอน (ราว 2 ล้านบาท) ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้งเพื่อช่วยเพิ่มอัตราการเกิดเป็นต้น

ฮง ซอก-ชุล (Hong Sok-chul) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ให้ความเห็นว่า หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาใช้นโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างชั่วคราวของประชากรในช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่สำคัญ คือระหว่างอายุ 30 – 34 ปี เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเพิ่มอัตราการเกิดนี้เป็นแนวโน้มที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงเรื่องของระบบการจ้างงานที่แข็งกระด้างซึ่งทำให้การรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว(Work – Life Balance) เป็นเรื่องยาก

เพื่อให้อัตราการเกิดสูงกว่า 1.0 นั้น การมีนโยบายลดภาระทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เรายังต้องยกระดับคุณค่าของการแต่งงาน การมีบุตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนคุณค่าของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญด้วย จึงจะทำให้นโยบายต่างๆ มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงและนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราการเกิดอย่างมีนัยสำคัญ ฮง กล่าว

ขณะที่ ลี ซัง-ริม (Lee Sang-rim) หัวหน้านักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายประชากร มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่เงินอุดหนุนในทันที งบประมาณเหล่านั้นควรนำไปใช้ในความพยายามที่สร้างฉันทามติทางสังคมเกี่ยวกับการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของภาระทางการเงินและจิตใจที่ผู้คนรู้สึกจากการเลี้ยงดูบุตร เช่น ภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการรับนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อลดการพึ่งพาโรงเรียนกวดวิชา หรือด้านที่อยู่อาศัย ต้องกระจายการลงทุนไปยังเมืองรองต่างๆ เพื่อลดความต้องการที่กระจุกตัวอยู่แต่ในเขตกรุงโซลและปริมณฑล รวมถึงส่งเสริมระบบการทำงานที่มีสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ความเห็นของนักวิชาการทั้ง 2 ท่าน สอดคล้องกับการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวเกาหลีใต้ 2,000 คน อายุระหว่าง 25 – 49 ปี โดยคณะกรรมการประธานาธิบดีด้านสังคมผู้สูงอายุและนโยบายประชากร เมื่อปี 2567 ซึ่งพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 22.8 ไม่มีความตั้งใจที่จะแต่งงานเมื่อดูรายละเอียดเชิงลึก กลุ่มตัวอย่างเพศชายให้น้ำหนักไปที่แรงกดดันด้านการเงิน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานและการหาที่อยู่อาศัย ส่วนในกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง เหตุผลหลักคือภาระต่างๆ ที่มักเกี่ยวข้องกับการแต่งงาน เช่น การมีบุตรและการเลี้ยงดูบุตร

โดยสรุปจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ปัญหาอัตราการเกิดต่ำในเกาหลีใต้ให้น้ำหนักไปที่ 1.นโยบายวางแผนครอบครัวที่แพร่หลายกลายเป็นค่านิยม2.ภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างครอบครัวที่สูงมาก โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาของบุตร และ 3.การที่สตรีได้รับการศึกษาสูงขึ้นจึงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น แต่ยังถูกคาดหวังจากสังคมให้ทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตร บวกกับความเหลื่อมล้ำในโลกการทำงานระหว่างแรงงานชายกับแรงงานหญิง ทำให้คนหนุ่ม  สาววัยแรงงานจำนวนมากเลือกที่จะไม่มีบุตร (หรือแม้แต่ไม่แต่งงาน) มากกว่าจะเป็นเพราะวัฒนธรรมบันเทิงอย่าง K-Pop ตามที่สมมติฐานข้างต้นกล่าวอ้าง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1215717 (ปี 68 เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดรอบ 75 ปี เสียชีวิตมากกว่าเกิด ต่อเนื่องเป็นที่ 5 : กรุงเทพธุรกิจ 8 ม.ค. 2569)

https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/122574 (ไทยเสี่ยงวิกฤตเกิดน้อยแรงงานหด เข้าสู่ Super Aged Society เร็วขึ้น ชี้ต้องลงทุน “คน” กู้อนาคตชาติ : สยามรัฐ 12 ม.ค. 2569)

https://kculture.com/the-grand-odyssey-of-k-pop/ (The Grand Odyssey of K-Pop: A Century of Rhythm, Resilience, and Revolution : KCulture 7 ม.ค. 2569)

https://www.britannica.com/art/K-pop (K-pop – Encyclopaedia Britannica)

https://data.worldbank.org/indicator/SP.DYN.TFRT.IN?locations=KR (Fertility rate, total (births per woman) – Korea, Rep. : World Bank)

https://datacatalog.anamai.moph.go.th/dataset/tfr (อัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศ : ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐของกรมอนามัย)

https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2025/03/korea-s-unborn-future_1b836111/005ce8f7-en.pdf (Korea’s Unborn Future : Understanding Low-Fertility Trends , OECD 5 มี.ค. 2568)

https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2025-09-05/business/economy/Koreas-fertility-rate-shows-signs-of-improvement-but-for-how-long/2390258 (Why is Korea’s birth rate, once the lowest, now inching up? : Korea Joonang Daily 5 ก.ย. 2568)

เตือนภัย Romance Scam รับวาเลนไทน์! เปิดโปงกลโกง “Love Bombing” ใช้ AI ช่วยหลอกให้รักก่อนเชือด

รายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.28 จัดเสวนาหัวข้อ “Love or Lie? เปิดโปง Romance Scam รับ Valentine” เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และ พ.ต.ท.หญิง เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ รองผู้กำกับฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (CCIB) ร่วมพูดคุยถึงภัยออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน โดยมี สุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดเผยว่าภัยจากการหลอกลวงให้รักทางออนไลน์ หรือ Romance Scam เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิดและเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ไม่ใช่แค่เด็กหรือวัยรุ่น แต่รวมถึงกลุ่มผู้ทำงานและผู้สูงอายุที่ใช้โซเชียลมีเดียอยู่บ้านเพียงลำพัง โดยเหยื่อหลายรายมักไม่กล้าแจ้งความเนื่องจากความเขินอายเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก พร้อมย้ำเตือนว่าผู้ที่ใช้ความเหงาเป็นช่องทางเข้าหาผู้อื่นในโลกออนไลน์ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากคนร้ายมักใช้จิตวิทยาในการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เข้าถึงความรู้สึกได้ง่ายขึ้น 

ด้าน พ.ต.ท.หญิง เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ ให้ข้อมูลว่า กลโกงหลักของมิจฉาชีพคือ การสร้างโปรไฟล์ที่ดูดีเกินจริง (Perfect Profile) เช่น อาชีพหมอ วิศวกร หรือทหารต่างชาติ แล้วเริ่มกระบวนการ “Love Bombing” หรือ การระดมสาดความรักใส่ผู้เสียหายอย่างหนักในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้เหยื่อรู้สึกว่าเป็นเนื้อคู่ที่รอคอยมานาน ปัจจุบันคนร้ายยังมีการนำAI มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเป้าหมายจากโซเชียลมีเดียที่เปิดเป็นสาธารณะ และใช้ AI Generate ข้อความสนทนาให้ดูเข้าอกเข้าใจผู้เสียหายอย่างแนบเนียนจนผิดสังเกต 

สำหรับรูปแบบการหลอกลวงในปัจจุบันได้พัฒนาจากRomance Scam แบบเดิมที่หลอกโอนเงินตรงๆ ไปสู่“Hybrid Scam” ซึ่งเป็นการหลอกให้รักควบคู่ไปกับการหลอกให้ลงทุน โดยคนร้ายจะใช้เวลาสร้างความเชื่อใจนานเป็นเดือนเหมือนการ “เลี้ยงหมู” ก่อนจะชักชวนให้ลงทุนในแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ปลอมที่สร้างขึ้นมาอย่างสมจริง 

นอกจากนี้ยังมีกรณี“Sextortion” หรือการหลอกให้ถ่ายภาพนู้ดหรือวิดีโออนาจารเพื่อนำมาใช้แบล็กเมล์เรียกเงินในภายหลัง ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน 

พ.ต.ท. หญิง เพรียบพร้อม แนะนำวิธีป้องกันว่า หากพบโปรไฟล์ที่ดูดีเกินจริง หรือการสนทนาที่รวดเร็วผิดวิสัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสแกมเมอร์ ประชาชนสามารถใช้เครื่องมืออย่าง “Reverse Image Search” เพื่อตรวจสอบที่มาของรูปภาพ หรือนำบทสนทนาที่น่าสงสัยไปสอบถาม AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ว่าเป็นข้อความจากมิจฉาชีพหรือไม่ ทั้งนี้หากพลาดโอนเงินไปแล้ว ความเร็วคือหัวใจสำคัญที่สุด โดยต้องรีบติดต่อสายด่วน 1441 ของตำรวจไซเบอร์ หรือติดต่อธนาคารทันทีเพื่อขออายัดบัญชี ซึ่งที่ผ่านมาโครงการMoney Cash Back สามารถติดตามเงินคืนให้เหยื่อได้กว่า 200 ล้านบาทภายใน 3 เดือน แต่ต้องทำในขณะที่เงินยังอยู่ในระบบบัญชีม้า 

ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านฝากข้อคิดเตือนใจในช่วงวันวาเลนไทน์ว่า “ความรักต้องใช้เวลา” และ”รักต้องไม่ใช้เงินนำทาง” หากมีการร้องขอเรื่องผลประโยชน์หรือเรื่องทางเพศให้รีบมีสติและตัดวงจรทันที พร้อมแนะนำให้คนในครอบครัวช่วยกันดูแลผู้สูงอายุเรื่องการใช้แอปพลิเคชันทางการเงินเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง 

หากท่านสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง