ปี 2569 เสรีภาพสื่อโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี ‘เอไอ-ไอโอ-คณะทัวร์’ปัจจัยคุกคามยุคออนไลน์ 

3 พ.ค. 2569 รายการ ‘COFACT Live Talk’ โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ Ubon Connect The Reporters ThaiPBS Verify มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) ถ่ายทอดสดทางเพจ ‘Cofact โคแฟค’ ชวนสนทนาในประเด็น ‘เสรีภาพสื่อ ความจริง ความเป็นธรรมและสันติภาพ’ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อโลก 3 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งในปี 2569  องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) เผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อใน 180 ประเทศและดินแดน โดยชี้ว่าเสรีภาพสื่อโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า เสรีภาพไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน ล้วนต้องพึ่งพาเสรีภาพสื่อ สังคมใดที่สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อเท็จจริงก็จะเป็นตัวชี้วัดที่นำไปสู่เสรีภาพของพลเมืองในด้านอื่นๆ ด้วย นอกจากนั้น องค์การยูเนสโกยังเน้นย้ำว่าสันติภาพยังเริ่มต้นด้วยความจริง เพราะการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว เป็นรากฐานในการสร้างสังคมที่สงบสุข ยุติธรรมและเข้มแข็ง 

ตอนนี้เราเจอทั้งภาวะสงครามในระดับโลกหรือเพื่อนบ้านของเรา หรือสงครามข้อมูลที่คุกรุ่นตลอดเวลาในโลกของออนไลน์และยิ่งมากมายขึ้นในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งองค์การสหประชาชาติด้านผู้หญิงระบุว่าผู้หญิงตกเป็นเป้าเสี่ยงถูกละเมิด ถูกคุกคามมากเป็นพิเศษ กระทบต่อความปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจ เนื่องจากการใช้ AI มีส่วนทำให้เกิดการละเมิดและคุกคามในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล เช่นเดียวกับสถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกและประเทศไทยที่ลดลง สุภิญญา กล่าว 

โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Recordปาฐกถา เสรีภาพสื่อ ความจริง และ ความเป็นธรรม’ พาย้อนกลับไปมองการเรียนการสอนด้านสื่อสารมวลชน เพื่อทบทวนว่าวิชาชีพสื่อยังยืนหยัดอยู่บนหลักการในวันแรกในห้องเรียนหรือไม่ ไม่ว่าเทคโนโลยีการสื่อสารจะเปลี่ยนแปลงจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล และแพลตฟอร์มการสื่อสารในอนาคตจะก้าวหน้าเพียงใด ในวันนี้คนหนุ่ม – สาวในห้องเรียนวันนั้นกับสังคมที่เปลี่ยนไป อุดมการณ์สื่อยังคงเดิมหรือไม่

แม้ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นความท้าทายใหม่ของสื่อสารมวลชนทั่วโลก แต่ทั้งหมดที่ผมกล่าวไม่ใช่การเรียกร้องเรื่องที่ใหญ่โต แค่เพียงขอให้กลับไปสู่หลักการที่ธรรมดาสามัญที่สุดของการเป็นสื่อสารมวลชน คือกลับสู่วิชาที่เราปล่อยให้ความเงียบ ความกลัวและกาลเวลาพรากมันไปโกวิท กล่าว  

ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาภาคีโคแฟค (ประเทศไทยกล่าวถึงรายงานเสรีภาพเสื่อ World Press Freedom Index 2026 ที่พบว่าเสรีภาพสื่อถดถอยลงทั้งในภาพรวมและรวมถึงประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีช่องทางสื่อสารและคนส่งเสียงมากขึ้นจากการมีสื่อออนไลน์ เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้มีอำนาจยิ่งสกัดกั้นมากขึ้น และเป็นคำถามกลับมายังผู้เกี่ยวข้องกับงานสื่อสารมวลชนทั้งวิชาการและวิชาชีพ ว่าจิตวิญญาณในการเป็นนักสื่อสารความจริง การเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคม คงเป็นเรื่องที่เราต้องทำกันมากขึ้น 

เราอาจต้องทำให้สังคมเห็นว่าถ้าเสรีภาพในการสื่อสารลดลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ประเด็นที่ถูกเปิดในวงกว้าง และได้รับการแก้ไขเป็นเพราะเรื่องนั้นได้รับการสื่อสารขยายวงมากขึ้น  ซึ่งจะเกิดผลดีกับสังคม และทำอย่างไรให้ความเชื่อและหลักการเชื่อมโยงกับรูปธรรม และทำให้สังคมรับรู้และเห็นผลว่าเราต้องช่วยกันผลักดันประเด็นที่สำคัญให้สังคมโดยเฉพาะสังคมไทยมีความรู้ตระหนักกับอันดับเสรีภาพในการสื่อสารของสื่อที่ลดถดถอยลงในขณะที่สื่อเปิดกว้างมากขึ้น ผศ.ดร.เอื้อจิต กล่าว 

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตถึงชัยชนะของพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมแทบทุกประเทศ ที่ทำให้ตนไม่แปลกใจกับความถดถอยของเสรีภาพสื่อ เพราะมีทฤษฎีว่าเสรีภาพสื่อจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองของประเทศนั้น อย่างในปี 2568 ที่เห็นอันดับของไทยดีขึ้นก็ยังแปลกใจว่าใช้ตัวชี้วัดอะไร แต่ในปี 2569 นี้เห็นภาพชัดเจนขึ้นจากปรากฏการณ์ทั่วโลกเกี่ยวกับระบอบการปกครองและวิธีคิดของผู้นำต่อเรื่องสื่อ 

เราเห็นวิธีคุกคามที่เปลี่ยนไป ระหว่างความกลัวกับความเงียบ ในอดีตมีการพูดถึงวงเกลียวแห่งความเงียบงัน ตอนนั้นยังไม่มีคำว่ากลัว แต่คำว่ากลัวมันเริ่มปรากฏมาพร้อมกับหลายๆ อย่างโดยเฉพาะคำว่าความมั่นคง แล้วเราจะอยู่อย่างไร? ชื่อว่าอยู่ได้ถ้าเกิดสื่อมวลชนเข้มแข็ง กล้าหาญ และสามัคคีรักใคร่กัน รศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว 

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วง 1 – 2 เดือนล่าสุด มีการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ ข้อมูลลวง ข้อมูลที่กล่าวหากัน ทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์และแพลตฟอร์มดั้งเดิม ซึ่งผู้ที่เผยแพร่บางครั้งทำไปโดยไม่รู้และไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าความจริงคืออะไร ขณะที่สื่อหรือผู้นำทางความคิดในพื้นที่เลือกที่จะไม่แตะต้อง ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้สนใจ หรืออาจเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะไม่อยากท้าทาย ‘ขบวนรถทัวร์’ ที่จะเข้ามา

 สื่อหลากลุ่มเซ็นเซอร์ตัวเองและเลือกที่จะไม่นำเสนอในบางประเด็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายต่อกระบวนการสร้างสันติภาพไม่ว่าจะในพื้นที่ใดก็ตาม ถ้าปราศจากความจริงที่หลากหลาย ปราศจากความจริงที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ หากมีแต่มายาคติ มีแต่เรื่องที่เราเข้าใจไปเอง ย่อมไม่มทางที่จะทำให้คนในสังคมมีความเข้าใจกันผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว  

ทักษ์ดนัย เกตุแก้ว เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) กล่าวว่า เสรีภาพสื่อจะนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หากสื่อมีเสรีภาพย่อมสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เมื่อเห็นอันดับเสรีภาพสื่อไทยปีนี้ตกลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ก็อาจบอกได้ว่าความเป็นประชาธิปไตยของไทยตอนนี้จะมีแนวโน้มไปทางไหนหรือไม่ เพราะเสรีภาพสื่อสะท้อนสภาพสังคมหรือรัฐบาลในช่วงเวลานั้น การที่ดัชนีเสรีภาพสื่อของไทยตกต่ำลงจะสร้างแนวโน้มไปไกลมากเพียงใด

ถ้าสื่อมีเสรีภาพสามารถนำความจริงมาสื่อสารกับสังคมได้ จะนำมาซึ่งเสรีภาพอื่นๆ ของทุกคนด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งใส ความแตกต่างทางด้านความเห็นทางประชาธิปไตย หรือความมั่นคงของหลักนิติธรรม เมื่อเห็นผลดัชนีออกมาเป็นอย่างนี้แล้ว  ค่อนข้างหนักใจและยังไม่รู้ว่าต้องทำงานไปทางด้านไหนอีกเพื่อจะทำให้คุณภาพและสภาพแวดล้อมการทำงานของสื่อมีความมั่นคงมากขึ้น เพื่อนำความจริงมาให้สังคมได้ ทักษ์ดนัยกล่าว 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ เล่าถึงผลกระทบจากข่าวลวงต่อตนเอง เช่น มีคนมาถามว่าถูกเลิกจ้าง หรือสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนจริงหรือไม่ ข่าวลวงเหล่านี้ยังคงถูกแชร์ซ้ำๆ แม้จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วก็ตาม รวมถึงอีกหลายคำถามที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบ นี่คือการที่คนทำสื่อถูกทำให้ลดทอนความน่าเชื่อถือ (Discredit) ในการทำงานและไม่มีโอกาสได้ชี้แจงความจริง ขณะที่รายงานของยูเนสโกก็พบว่า เสรีภาพสื่อลดลงเทียบเท่ากับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และสงครามเย็นช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่น่าห่วง คือการคุกคามออนไลน์กับนักข่าวโดยเฉพาะผู้หญิง ที่มีแนวโน้มนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในโลกจริง

ยูเนสโกระบุว่าในขณะที่ห้องข่าวทั่วโลกกำลังดิ้นรนหาเงินให้พอใช้จ่ายและกำลังเผชิญกับภัยคุกคามต่อการอยู่รอด แต่สื่อสังคมออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์กำลังแพร่ข้อมูลบิดเบือนในระดับและความเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สื่อมวลชนกลายเป็นแนวรับสุดท้ายสำหรับประชาชนในการต่อต้านการถูกคุกคามและการทำให้แตกแยก ข้อมูลที่แม่นยำ เป็นอิสระ และเป็นประโยชน์ ซึ่ง ผอ.ยูเนสโก เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกและภาคีได้ร่วมแก้ปัญหาเรื่องการลงทุนกับสื่อมวลชน เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นจุดคานงัด ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพฐปณีย์ กล่าว 

ธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard กล่าวถึง 3 ข้อที่ทำให้ปัญหาของสื่อหนักขึ้น คือ 1.อำนาจรัฐ เช่น กฎหมายความมั่นคง ท่าทีของผู้มีอำนาจต่อการทำงานเกาะติดตามหาความจริงของสื่อ 2.อำนาจแพลตฟอร์ม สื่อต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม และอัลกอริทึม นอกจากข่าวต้องมีคุณภาพแล้วยังต้องทำให้ถูกใจอัลกอริทึมด้วย ทำให้ข่าวเร้าอารมณ์มักมีการเข้าถึงมากกว่าข่าวสืบสวนที่มีข้อมูลซับซ้อน และ 3.อำนาจสังคม มีการแบ่งข้าง เกิดการตัดสินเรื่องต่างๆ เร็วขึ้น ไม่เปิดรับข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อของตนเอง ซึ่งทั้ง 3 อำนาจนี้ทำให้การทำงานของสื่อถูกทำให้ไร้น้ำหนัก 

อรรวี แตงมีแสง เพจ Natty loves Myanmarกล่าวถึงการถูกคุกคามเมื่อนำเสนอเนื้อหาที่ไม่ตรงกับความเชื่อของคนในวงกว้าง เช่น ประเด็นแรงงาน เพจของตนถูกโจมตีโดยไม่ใช้ความจริง หรือใช้ความจริงแต่เพียงครึ่งเดียว มีเรื่องเล่า (Narrative) ที่ทำให้ผู้สนับสนุนเพจของอีกฝ่ายหนึ่งเชื่อและมาโจมตี แต่บางครั้งสื่ออาจกลายเป็นคนเผยแพร่ข่าวลวงหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้เช่นกัน หากเน้นความรวดเร็ว ขาดการตรวจสอบ เป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อ

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS และ กองบรรณาธิการ ThaiPBS Verifyเล่าถึงประสบการณ์ถูกคุกคาม ทั้งในอดีตที่เคยถูกฟ้องปิดปากจนต้องสู้คดีกระทั่งอีกฝ่ายถอนฟ้อง และล่าสุดกับการนำภาพตนไปแขวนเมื่อช่วงต้นปี 2569 เพราะนำเสนอข่าวเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และคนที่เข้ามาโพสต์ข้อความโจมตี  ซึ่งน่าจะเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เพราะบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชีพบว่าเพิ่งถูกสร้างขึ้น ขณะที่งานตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่แชร์กันทางออนไลน์ 1 ชิ้นอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง สื่อที่เป็นเอกชนอาจมองว่างานแบบนี้ไม่คุ้มค่าในแง่การตลาด

ทำให้เหมือนเราเดินอยู่เดียวดายในโลกของการตรวจสอบ เวลาที่ตรวจสอบข่าวแล้ว ข่าวนั้นอาจหายไปพักหนึ่งแล้วกลับมาใหม่ รวมทั้งแพลตฟอร์มบางครั้งกลายเป็นปัญหาของการตรวจสอบ เพราะเป็นตัวขยายข่าวปลอมแม้จะผ่านการตรวจสอบไปแล้ว ณัฐพล กล่าว 

อับดุลรอซะ ยะหริ่ง กองบรรณาธิการภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชี้ปัญหาในขณะที่ข้อมูลบนแพลตฟอร์มมีเป็นจำนวนมาก คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Checker) กลับมีจำนวนน้อย นอกจากนั้นในบริบท 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลาย ซึ่งเมื่อตรวจสอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม ทำให้แม้จะพูดความจริงแต่จะไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือประเด็นความมั่นคง หากใช้ข้อมูลจากรัฐก็จะถูกอีกฝั่งมองว่าเป็นฝ่ายรัฐ เป็นต้น 

ในช่วงนี้ในพื้นที่ภาคใต้ AI ถูกแพร่กระจายเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่คนมักจะเชื่อมากกว่าสำนักข่าวหรือฝ่ายตรวจสอบ ยอมรับว่าทุกวันนี้การตรวจสอบ AI ยากลำบากขึ้น เพราะ AI เพิ่มประสิทธิภาพ มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น เราจึงต้องมีความเชี่ยวชาญและต้องตามให้ทันด้วย” อับดุลรอซะ กล่าว  

กมล หอมกลิ่น ผู้ประสานงานอีสานโคแฟค กล่าวถึงข้อจำกัดที่สื่อพลเมืองหาแหล่งทุนลำบาก  ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพราะถูกกลบด้วยกระแสสังคมที่ต้องการสื่อสารแบบรวดเร็วทันใจ อย่างสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ที่รัฐนำสังคมไปสู่กระแสรักชาติ ซึ่งแม้เป็นเรื่องที่ดี แต่การสื่อสารที่สวนกระแส เช่น ปัญหาของคนชายแดนที่ต้องอพยพหนีการสู้รบ ซึ่งหากมีการสื่อสารออกไป กระแสของรัฐที่นำสังคมไปสู่การขยายสงครามมากขึ้น ทำให้สื่อพลเมืองกลายเป็นอื่นท่ามกลางสื่อยุคใหม่ 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

รับชมถ่ายทอดสดย้อนหลัง คลิก