ยุค‘โซเชียล-เอไอ’หวัง‘สื่อเชื่อถือได้’ต้องคลื่อนทั้งวงจร ชี้จุดบอดข้อมูลรัฐเปิดยาก-ไร้กำกับแพลตฟอร์ม

30 เม.ย. 2569 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนา “TRUST IN TRANSITION: ทางรอดสื่อใหม่ จะไปไหนต่อ” ณ ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวิทยากร ร่วมเจาะลึกและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการทำงานของสื่อในยุค AI

นันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อที่แต่ละรอบมีระยะเวลาสั้นลงเรื่อยๆ เช่น จากยุคหนังสือพิมพ์สู่ยุควิทยุใช้เวลาประมาณ 50 ปี แต่การเปลี่ยนจากวิทยุสู่โทรทัศน์ใช้เวลาสั้นลงกว่านั้น และยิ่งสั้นลงไปอีกในการเปลี่ยนจากยุคโทรทัศน์สู่ยุคออนไลน์ รวมถึงการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ใครๆ ก็ใช้เป็นพื้นที่สื่อสารได้ ทำให้มีผู้เล่นในสนามเพิ่มขึ้น เช่น จากเดิมโทรทัศน์ที่มีไม่กี่ช่อง พื้นที่โฆษณาต้องจองซื้อกันยาวข้ามปีแม้จะมีเงินมากก็ไม่ใช่จะได้มาโดยง่าย แต่ปัจจุบันยังมีกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ เม็ดเงินจึงถูกกระจายออกไป 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมขององค์กรที่ต้องการซื้อพื้นที่โฆษณาผ่านสื่อเปลี่ยนไป คือ ในอดีตการซื้อโฆษณาจะเน้นที่มียอดผู้ชมหรือผู้ติดตามมากที่สุด (Mass) แต่ในระยะหลังๆ แม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐก็เริ่มปรับเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างว่าการโฆษณาต้องให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สื่อซึ่งก็เป็นธุรกิจได้รับผลกระทบ เช่น กำลังคนผู้สื่อข่าวไม่เพียงพอสำหรับประจำหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม กลายเป็นข้อจำกัดในการหาข้อมูลเชิงลึกและหลากหลาย 

การเปลี่ยนแปลงของสื่อที่เกิดขึ้นเราไม่จำเป็นต้องรื้อใหม่เพราะเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ต้องปรับตัวใหม่ เช่น ในช่วงที่สื่อออนไลน์เกิดขึ้น  มีคนบอกว่าภาพนิ่งจะหายไปเพราะคนจะไปดูคลิปวิดีโอแทนหนังสือพิมพ์ แต่สุดท้ายภาพนิ่งไม่ได้หายไปไหนแต่เปลี่ยนที่ทางที่เหมาะสม หรือคำกล่าวที่ว่าคนไม่สนใจอ่านข่าวตรวจสอบเชิงนโยบาย แต่สำนักข่าวที่เน้นนำเสนอเนื้อหาแนวนี้อย่าง Next News เปิดมาแล้ว 4 เดือน กลับมียอดการอ่านสูงกว่า 40 ล้านครั้ง ดังนั้นยุคนี้สื่อยิ่งต้องยึดคุณภาพและจริยธรรม แต่อีกด้านหนึ่งผู้รับสารก็ต้องให้การสนับสนุนด้วย

ในฐานะผู้ชม ผู้บริโภคต้องการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ผู้ผลิตเนื้อหา (Content Creator) ที่เขาทำดีได้เพิ่มมากขึ้นบ้างหรือไม่  กดถูกใจ (Like) ให้กำลังใจบ้างหรือไม่ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่า คนทั่วไปชอบความสนุก บันเทิง ตลก ดราม่า แต่ในฐานะที่สื่อการทำเช่นนั้นไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของสื่อ  ในฐานที่เป็งผู้นำเสนอข่าว (Journalist)” นันทสิทธิ์ กล่าว

ระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงปัจจัยที่บีบคั้นคนทำงานสื่อ ได้แก่ 1.โลกเปลี่ยน ทั้งในแง่เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อพลังงานและราคาสินค้า 2.เทคโนโลยีเปลี่ยน  มีผลวิจัยพบคนไทยเชื่อคำตอบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากเป็นอันดับ 2 ของโลกจากทั้งหมด 140 ประเทศ รองจากอินเดีย คือชื่อไปทุกเรื่องตั้งแต่การเรียน การทำงาน แม้กระทั่งการดูดวงความรัก 3.พฤติกรรมผู้รับสาร ปัจจุบันตื่นเช้ามาผู้รับสารไม่ได้เข้าเว็บไซต์สำนักข่าวเพื่อไปอ่านเนื้อหาข่าว แต่ยึดคำตอบสำเร็จรูปที่ AI สรุปมาให้บนแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลอย่าง Google ที่น่าสนใจคือมีผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 60 ของยอดคลิกอ่านข่าวในเว็บไซต์สำนักข่าวทั่วโลกคือยอดที่เกิดจาก AI เพื่อประมวลผลเป็นคำตอบ 4.ผลิตภาพ (Productivity) ของคนทำงาน  ที่ผ่านมาจะเห็นนักข่าวกีฬาเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกเลิกจ้าง เพราะการรายงานผลการแข่งขันทำได้ตามเวลาจริง (Real Time) ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ และกรณีของประเทศไทยยังต้องซื้อคลิปวิดีโอ (Footage) จากต่างประเทศซึ่งไม่คุ้มทุน นักข่าวกีฬาที่ยังอยู่รอดจึงเป็นคนที่นำเสนอเนื้อหาแบบเชิงลึกได้  5.หมดยุคการทำสื่อเพื่อคนทั่วไปในวงกว้าง (Mass) สื่อบางสำนักได้รับความนิยมสำหรับคนเมือง แต่ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนต่างจังหวัด ดังนั้นองค์กรสื่อต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของตนคือใคร และบางครั้งไม่ได้อยู่ที่ปริมาณผู้ติดตามแต่อยู่ที่ผลสะเทือนจากชิ้นงาน เช่น สื่อบางสำนักยอดคนตามอาจไม่มากแต่เนื้อหาข่าวถูกนำเข้าไปใช้ประกอบการอภิปรายในรัฐสภา และ 6.อำนาจกำกับสื่ออยู่ในมือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ตั้งแต่ลดการมองเห็นไปจนถึงปิดบัญชีที่ใช้เผยแพร่เนื้อหา 

ส่วนเรื่องข่าวปลอม (Fake News) ตนมองว่าวันนี้มาไกลแล้ว กลายเป็นการสร้างโอกาส เช่น เหตุการณ์สู้รบไทย – กัมพูชาเมื่อปี 2568 พบบัญชีเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาอ้างมีเสียงระเบิดในจุดต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชายแดน และได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากเพราะเป็นเนื้อหาที่เผยแพร่โดยคนในพื้นที่ ขนาดผู้สื่อข่าวต้องขับรถเป็นระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตรเข้าไปดูในจุดที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนั้นกล่าวอ้าง แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบอะไร 

ทุกวันนี้มีคนได้รายได้จากการสร้างตัวเองจากการเป็นสื่อ  ช่วงไทย – กัมพูชารบกันเมื่อปีที่แล้ว เป็นมูลค่านับล้านบาท จากใครก็ไม่รู้ที่ก็เป็นสื่อได้ นี่คือความน่ากลัว เพราะการแสดงตัวตนแล้วมีแสงเมื่อไหร่จะมีรายได้เข้ามา  ดังนั้นทำทุกวันแรกๆ อาจจะดี แต่หลังๆ นำเสนอเนื้อหาอะไรก็ได้ ซึ่งอาจจะปลอมหรือจริง   แต่ที่สำคัญคือ เชื่อได้หรือไม่ แต่บางคนเชื่อ เพราะจะมีมนุษย์ประเภทใหม่ที่เรียกว่า ‘ชนเผ่า’ คือเป็นพวกเดียวกันแล้วก็จะเชื่อ ระวีกล่าว

ตรีนุช อิงคุทานนท์ Content Creator จากรายการ KEY MESSAGES สำนักข่าว The Standard เล่าถึงเนื้อหาที่ทำในรายการซึ่งหลากหลายทั้งการเมืองไทย การเมืองต่างประเทศ เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ ซึ่งตอนแรกทำแล้วก็ยังสงสัยว่าจะได้รับความสนใจเพียงใด แต่เมื่อนำเสนอไปแล้วก็พบว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนั้นๆ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น มีคลิปที่นำเสนอเรื่องทุนจีนบุกไทย ทำให้มีคนมาแสดงความคิดเห็นว่าบ้านของตนเองก็เจอปัญหานี้ถึงขั้นอยู่ไม่ได้แล้ว และให้ช่วยไปตรวจสอบข้อเท็จจริง   หรือเนื้อหาบางเรื่องนักการเมืองนำไปใช้ตั้งคำถามกับรัฐมนตรีหรือใช้ในคณะกรรมาธิการ แสดงให้เห็นว่าชิ้นงานที่ทำออกมานั้นส่งผลบางอย่างได้ หรือสารคดี Uncover ที่ใช้เวลาทำนานถึง 1 ปี เช่น เรื่องสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อทุกสำนักให้ความสนใจ ในทีมของ The Standard ก็ต้องระดมสมองว่าจะนำเสนอในมุมใด จนมาได้คำว่า ‘เหยื่อ’ คือตั้งคำถามว่าใครเป็นเหยื่อ? และเลือกแหล่งข่าวจากหลายมุม  เช่น แหล่งข่าวที่เป็นอดีตเคยทำงานกับสแกมเมอร์ เล่าว่าถูกหลอกข้ามแดนไปทำงานโดยหลงเชื่อว่าเป็นงานแอดมินเว็บไซต์การพนันซึ่งเป็นงานถูกกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อไปถึงก็ถูกบังคับให้หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากเหยื่อและหากทำไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ก็จะถูกทำร้ายร่างกาย เรื่องเล่านี้คล้ายกับมุมมองของแหล่งข่าวอีกรายที่เป็นนักวิชาการซึ่งติดตามปัญหาสแกมเมอร์มายาวนาน แต่เมื่อไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับแจ้งความ มุมของตำรวจจะบอกว่าเหยื่อตัวจริงคือคนที่ถูกหลอกสูญเสียทรัพย์สินต่างหาก ซึ่งบางคนถึงขั้นหมดตัวและฆ่าตัวตาย

สิ่งที่จะสื่อคือเราพยายามหาเส้นเรื่อง หาคนที่มีมุมมองต่างๆ ให้มารวมกันในคลิปเดียว ให้ความคิดเห็นมากมายมาชนกัน สุดท้ายแล้วคลิปนี้เราไม่ได้ตัดสินว่าใครถูก – ใครผิด ใครเป็นหรือไม่เป็นเหยื่อ เพราะหน้าที่ของสื่อไม่ควรใส่อคติส่วนตัว อาจเห็นใจคนนี้มาก เห็นด้วยกับคนนี้มาก แต่เมื่อนำเสนอทำได้แค่เอาความคิดเห็นของแหล่งข่าวมาชนกันให้ออกมาเป็นงาน 1 ชิ้นซึ่งเราทำอย่างเต็มที่ตรีนุช กล่าว

ธนิสรา เรืองเดช – CEO & Co-Founder จาก Punch Up และ WeVis ชี้อุปสรรคของสื่อในการนำเสนอข่าวคือ ‘การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ’ โดยยกตัวอย่างการทำงานของ AI ที่ต้องเรียนรู้จากข้อมูล (Machine Learning) เพื่อมาตอบคำถามของผู้ใช้งาน ซึ่งในต่างประเทศการพัฒนา AI อาจทำได้ง่ายเพราะมีข้อมูลพร้อมให้ AI ใช้เรียนรู้ เมื่อเทียบกับประเทศไทยพบว่าข้อมูลหลายอย่างไม่เปิด หรือเปิดแต่ไม่ทำให้เป็นดิจิทัล เช่น ต้องไปขอถ่ายเอกสาร งานของ WeVis จึงเป็นการไปขอข้อมูลต่างๆ แล้วมาทำให้อยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้ได้สะดวก แต่การทำงานในรูปแบบดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นสิ่งที่พยายามผลักดันคือการแก้ไขกฎหมายข้อมูลข่าวสาร สาระสำคัญคือเปลี่ยนจากการที่ประชาชนต้องไปร้องขอให้รัฐเปิดเผยข้อมูล เป็นการที่รัฐต้องอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูล รวมถึงปรับรูปแบบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นรูปแบบดิจิทัล เนื่องจากกฎหมายเดิมถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 2540 

บางข้อมูลเปิดแบบขอไปที บางข้อมูลไม่เปิดให้ประชาชนรู้เลย อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง เวลาเราทำข่าวสักชิ้นหนึ่ง อันนี้อาจเป็นแค่ 1 ใน 1,000 เรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม อีก 999 เรื่องอยู่ที่ไหนต้องใช้จ่าย (Afford) แค่ไหนในการได้มา ธนิสรา กล่าว  

นอกจากนี้ ศ. (กิตติคุณ) ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมสะท้อนมุมมอง เช่น หน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยยังถกเถียงกันเรื่องการกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่ให้บริการสื่อผ่านอินเตอร์เน็ตโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบดั้งเดิม หรือ OTT (Over-the-Top)หรือสตรีมมิ่ง (Streaming) ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อถือได้ (Trusted MediaEcosystem) เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่กำกับดูแลทั้งแพลตฟอร์ม OTT สื่อสังคมออนไลน์  รวมถึง AI และมีการลงโทษปรับผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง มีกรณีการสืบสวนแพลตฟอร์ม TikTok จากการออกแบบอัลกอริทึมให้เด็กเสพติด (Addictive Design) หรือกรณีของ Meta ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ถูกพบว่าไม่มีระบบคัดกรองที่เข้มข้นมากพอในการไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งาน ซึ่งก็เป็นกฎที่ Meta ตั้งขึ้นมาเองด้วย หรืออย่างออสเตรเลีย มีกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐเป็นคนกลางกำหนดให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ที่นำเนื้อหาจากสื่อมวลชนไปใช้ต้องจ่ายส่วนแบ่งคืนกลับมาให้สื่อด้วย ซึ่งในกรณีของไทยหากจะทำบ้าง เช่น การทำให้ช่องสื่อหลักๆ ในประเทศไปปรากฏเป็นตัวเลือกแรกบนโทรทัศน์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ หรือสมาร์ททีวี แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากรัฐไม่ขอต่อรอง ดังนั้นหากรัฐไทยต้องมีเป้าหมายและมีความเข้าใจร่วมกัน เรื่องนี้ต้องทำเพราะหากไม่ทำ ลองคิดดูว่าวันหนึ่งเราใช้สื่อกี่แพลตฟอร์ม และเรารับสื่อจากแหล่งใดบ้าง 

รู้สึกสะท้อนและสะเทือนใจกับคำว่า ‘ตลาดล่างของข่าวที่เป็นพวกขยี้ข่าวจริงๆ แล้วถ้าเราไม่ทำอะไร คนไทยในเมือง คนไทยที่มีการศึกษาก็จะไปดูสตรีมมิ่งกันหมด หรือแพลตฟอร์มตามความชอบหรือเหมาะสม (Platform of Choice) จะไปเข้าดูอะไรก็ได้ ซึ่งก็ต้องพึ่งพิงยูทูบ เฟซบุ๊ก แต่คนที่เป็นตลาดล่างก็ดูทีวีที่แข่งขันกันฉุดรั้งมาตรฐานให้ต่ำลง (Race to the Bottom) ไปเรื่อยๆ สังคมก็จะยิ่งเหลื่อมล้ำ (Asymmetry) เข้าไปอีก ศ. (กิตติคุณ) ดร.พิรงรอง กล่าว

ในช่วงท้ายยังมีข้อเสนอจากคณะนิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวารสารสนเทศและสื่อใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดีของสื่อในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ แบ่งเป็น 4 ด้านคือ 1.ผู้ผลิตเนื้อหาที่เชื่อถือได้ (Trusted Creators) เปลี่ยนคนเล่าข่าวเป็นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ผ่านระบบเครื่องหมายรับรองว่าผู้ผลิตเนื้อหานั้นดำเนินการภายใต้หลักจริยธรรม ตั้งแต่การเปิดลงทะเบียนยืนยันตัวตน จัดให้มีการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจ มีการตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อรักษาเครื่องหมายรับรอง และมีระบบเปิดรับการร้องเรียนจากประชาชน  2.ทำข่าวยากให้คนเข้าใจได้โดยไม่ต้องขายดราม่า (Human – Centric News Lab)ผ่านกระบวนการ 3 ระยะ  สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยน สร้างห้องข่าวทดลอง (News Room Sandbox)  และเปลี่ยนรูปแบบการวัดผล จากเน้นปริมาณแบบฉาบฉวย (Mass View) เป็นเชิงคุณภาพ (Quality Engagement) 3.ความรู้เกี่ยวกับสื่อเป็นวิชาที่ทุกคนต้องเรียน (Media Education Integration) โดยให้เป็นวิชาพื้นฐานของทุกคณะในมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการผลิต รับและส่งต่อสื่อหรือเนื้อหา เช่น กฎหมายและจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ พัฒนาหลักสูตรโดยมหาวิทยาลัยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ เช่น ด้าน AI ด้านแพลตฟอร์ม มีการบรรยายโดยวิทยากรจากสายงานต่างๆ ที่ใช้สื่ออย่างมีจริยธรรม ใช้การจำลองสถานการณ์ว่าผู้เรียนจะสามารถผลิตสื่ออย่างมีจริยธรรมและแห็นอกเห็นใจได้อย่างไร มีกิจกรรมระหว่างหลักสูตร เช่น มอบหมายให้ผู้เรียนไปสอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล (Fact – Checking) กับคนรอบตัว อาทิ ผู้สูงอายุ เพื่อลดช่องว่างความไม่เข้าใจในระบบนิเวศสื่อ  4.สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล (Truth Unfolds) จากปัญหาที่ผ่านมาคือรัฐมีข้อมูลแต่ประชาชนเข้าถึงได้ยากแม้จะมีสิทธิ์เข้าถึงอยู่แต่ใช้ไม่ได้จริง จึงมีข้อเสนอว่าควรมีระบบกลางสำหรับยื่นคำขอข้อมูลภาครัฐที่ทำให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่การยื่น การติดตามสถานะ หรือการตอบกลับซึ่งต้องกำหนดระยะเวลาและหากไม่ให้ข้อมูลต้องอธิบายเหตุผลที่ตรวจสอบได้ด้วย มีคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ภาคประชาชนและสื่อมวลชน  มีการจัดระดับการเข้าถึงข้อมูล ด้านหนึ่งช่วยให้รัฐเปิดข้อมูลได้มากขึ้น แต่อีกด้านคือการปกป้องข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยส่วนตัว และประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล