‘วันตรวจสอบข่าวลวงโลก’69’ สร้างปัญญารวมหมู่รับมือข้อมูลบิดเบือนยุคAI

‘IFCN’ หรือเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงสากลผลักดันให้เกิด ‘วันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day)’ ขึ้นในวันที่ 2 เมษายนของทุกปี หลังจากวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นวันโกหก (April Fools Day) เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมให้เห็นความสำคัญของการรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ ระมัดระวังการหลงเชื่อและส่งต่อข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือน 

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีการจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 “International Fact Checking Day 2026 : Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก” โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลกจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 ขณะที่ในปี 2569 ยังคงเป็นอีกปีที่สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum)จัดให้ข้อมูลลวงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงระดับโลก นั่นหมายถึงเกิดผลกระทบได้ โดยเฉพาะในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI)จึงอยากให้ทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหานี้และตั้งสติ 

ถามว่าเมื่อข้อมูลเป็นความเสี่ยงโลกแล้วจะทำอย่างไรคำตอบอย่างหนึ่งคือตั้งสติแล้วตรวจสอบข้อเท็จจริง (Keep Calm and Fact Check) ซึ่งก็เป็นแนวคิดของ สสสด้วยที่ส่งเสริมเรื่องของระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ที่จะทำให้ทุกคนตั้งหลักรู้เท่าทันคู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลง สุภิญญากล่าว

อีธาน ตู ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา AI ฉายภาพ ‘ความไม่เป็นกลางของปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ โดยยกตัวอย่าง AI ที่พัฒนาจากบริษัทใน 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งพบว่า AI จะไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งานมองประเทศที่มันถูกพัฒนาขึ้นมานั้นดูแย่

เทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นความรวดเร็วในการประมวลผลของ AI ไปสู่การพัฒนา AI ที่ไว้ใจได้และกำกับดูแลโดยองค์กรภายในประเทศ (trustworthy and locally-governed AI) เพื่อมุ่งสู่ “AI ที่มีอธิปไตยและธรรมาภิบาล” (Soveign AI and Governance)’ อีธาน กล่าว

โนอา โฮริกูชิ ซีอีโอของบริษัท Classroom Adventure เล่าถึงนวัตกรรมเกม Ray’s Blog ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนว่าด้วยทักษะการตรวจสอบข่าวลวงและการรู้เท่าทันสื่อให้กับเยาวชนในโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การเรียนรู้ในห้องเรียนกลายเป็นเรื่องสนุกเสมือนการผจญภัย 

เราถนัดในการออกแบบและพัฒนาเกม เราก็เลยใช้เกมเป็นเครื่องมือในการทำให้การเรียนรู้นั้นสนุกตื่นเต้น ไม่น่าเบื่อ ใครที่เคยได้เล่นเกมของเราอาจจะงงนิดหน่อยว่าตกลงนี่มันเป็นเกมเป็นหนัง หรือเป็นคอร์สบรรยายกันแน่ คำตอบก็คือเกมของเรารวมการสื่อสารในทุกแขนงไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดโนอา กล่าว

ในงานนี้ยังมีการสะท้อนปัญหาข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือนที่นำไปสู่อคติหรือความเกลียดชัง ดังตัวอย่างของ อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty loves Myanmar กล่าวถึง อคติของสังคมไทยต่อแรงงานชาวเมียนมา เช่น “แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติมาทำงานที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทำ เป็นงานกลุ่ม 3D คือ สกปรก (Dirty) อันตราย (Dangerous) และยากลำบาก (Difficult) หรือ “แรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติต้องเข้าระบบประกันสังคมหรือไม่ก็ซื้อประกันสุขภาพ

‘คนที่เชื่อข่าวลวงไม่ใช่เขาโง่ บางคนเชื่อข่าวลวงอาจเกิดจากความชาตินิยมหรือไม่เคยรู้จักแรงงานข้ามชาติจริงๆ ก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะแชร์อะไร ขอฝากคำถาม 1.แหล่งข่าวคือใคร? 2.ข้อมูลอัปเดตแค่ไหน? 3.ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้บ้าง? ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเกลียดชังซ้ำโดยที่เราไม่รู้ตัว’อรรวี กล่าว

รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพากล่าวถึงคำว่า Information Armageddon ที่ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.ข้อมูลที่เข้ามามีเป็นจำนวนมากจนไม่รู้จะจัดการอย่างไร ไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ 2.ข้อมูลที่ผิด ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ และ 3.ไม่รู้จะเชื่อใคร รัฐ สื่อมวลชน คนใกล้ตัว ฯลฯ อีกทั้งการไปไล่แก้ข่าวลวงทุกข่าวก็คงไม่ไหว จึงควรสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เข้าถึงระบบความจริงได้และไว้ใจ

ในบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาเราควรจะทำอย่างไร ใน 1 ครอบครัวเราควรจะมีสักคนไหมเราสร้างคนคนนั้นดีกว่าไหม สร้างนิสิตให้เขามีความรู้ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เป็นที่ปรึกษาย่ายายได้ ตอนนี้กำลังตรวจสอบข่าว ส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ แล้วคนที่ส่งข้อมูลก็มักเป็นปู่ย่าตายาย ส่งมาในกลุ่มไลน์ครอบครัว รศ.ดร.สุชาดา กล่าว 

แต่การทำงานตรวจสอบและหักล้วงข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่ กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค เล่าถึง ‘ความจริงที่เจ็บปวด’ ที่พบจากการทำงานนี้ คือ 1.เนื้อหาตรวจสอบแล้วว่าเท็จแต่ยังถูกอยู่ในระบบไม่ค่อยจะถูกลบออก 2.สื่อมวลชนมีส่วนในการเผยแพร่เนื้อหาเท็จและสร้างความเกลียด และ 3.คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ ไม่เห็นความจำเป็นและประโยชน์ของงานตรวจสอบข้อเท็จจริง

หลายครั้งที่เราโพสต์รายงานการตรวจสอบไป โดยเฉพาะเรื่องไทย – กัมพูชา จะมีความเห็นประมาณนี้ขึ้นมา ‘ไม่จริงแล้วไง..มันสะใจดี..ปั่นประสาทเขมรดี’ หรือ ‘ดูก็รู้มันปลอมอยู่แล้ว..ปล่อยผ่านไม่ได้หรือ?..เขาล้อเล่นกันขำๆ’ หรือล่าสุดทีมงานของเราตรวจสอบคลิปวิดีโอไฟไหม้ร้านอาหารที่ดูไบมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่า ‘ต้องว่างมากเลยนะถึงมานั่งเช็คอะไรพวกนี้’ เราก็ท้อแท้นิด แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเจอกับความจริงที่น่าเจ็บปวดแค่ไหน ทีมงานโคแฟคก็ยังจะทำหน้าที่ของเราต่อไปอย่างดีที่สุดกุลธิดา กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า ในอดีต 1 คนโกหกอาจรู้กันเฉพาะในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันรู้กันได้ทั้งโลกเนื่องจากข้อมูลถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยสุขภาพเป็นเรื่องที่มีการโกหกมากที่สุดนั่นเป็นเพราะทุกคนกลัวตายและอยากมีชีวิตรอด หรืออีกประเภทหนึ่งคือการโกหกเพื่อขายสินค้า สินค้าที่โฆษณานั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ผู้ที่โฆษณาแต่งตัวแบบเดียวกับแพทย์แต่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ตัดต่อใบหน้าแพทย์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมคนก็พร้อมเชื่อ

‘วันนี้เราต้องมารวมตัวปกป้อง เรียกว่าปัญญารวมหมู่ เราอาจไม่มีอำนาจแต่ถ้าเรารวมกันและใช้ความรู้ ใช้วิชาการ เราจะมีพลังพอที่จะปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้’ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ดาวน์โหลด Visuals note infoi