ถาม-ตอบ: “IO” ในมุมมองของ Fact-checker
กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค
ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2568- 31 มีนาคม 2569 กองบรรณาธิการโคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงของเนื้อหาที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเกือบ 300 ชิ้น ในจำนวนนี้มีเนื้อหาเท็จหลายชิ้นที่น่าสงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO (Information Operation) โดยเฉพาะในประเด็นการเมือง ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ปลายเดือนมีนาคม 2569 ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และผู้สื่อข่าวรายการ ข่าว 3 มิติ ออกมาร้องเรียนว่าเธอตกเป็นเป้าการโจมตีของ IO อย่างหนักหน่วงหลังจากเสนอข่าวการลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นคดีที่กองทัพถูกตั้งคำถามว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะรถที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นรถกระบะของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดนราธิวาส ส่วนหน้า
นอกจากฐปณีย์แล้ว นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและ สส. ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือ “เคยมีคดี” กับกองทัพก็ถูกโจมตีด้วยเนื้อหาเท็จและการกล่าวหาใส่ร้ายพร้อมกันไปด้วย เช่น อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา, รอมฎอน ปันจอร์ สส. พรรคประชาชน, อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความสิทธิมนุษยชนและอดีตผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
ที่ผ่านมาหลายฝ่ายมีหลักฐานและพยายามเปิดโปงว่าภาครัฐอยู่เบื้องหลัง IO ที่มุ่งโจมตีนักการเมืองฝ่ายค้าน นักสิทธิมนุษยชนและผู้เห็นต่างจากรัฐ แต่ทั้งรัฐบาลและกองทัพก็ปฏิเสธมาตลอด
ปฏิบัติการปล่อยเนื้อหาเท็จและการกล่าวหาใส่ร้ายสื่อมวลชนและนักสิทธิมนุษยชนระลอกล่าสุด ทำให้คำว่า IO กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง และมีคำถามมาถึงโคแฟคว่าในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง เราพบอะไรและมองปฏิบัติการนี้อย่างไร
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในบทความถาม-ตอบนี้ ซึ่งผู้เขียนเรียบเรียงและเพิ่มเติมข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “ข่าวเจาะ ย่อโลก” ประเด็น “รู้จัก-รับมือ สงครามข้อมูลข่าวสาร” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส วันที่ 2 พ.ค. 2569
IO คืออะไร?
IO ย่อมาจากคำว่า Information Operation แปลว่า “ปฏิบัติการข่าวสาร” ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งสร้างอิทธิพลต่อความคิด การตัดสินใจและระบบสารสนเทศของฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันนิยามของ IO ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปฏิบัติการทางทหารอีกต่อไป แต่ใช้เรียกพฤติกรรมการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นขบวนการเพื่อมุ่งโจมตี สร้างความเกลียดชัง ทำลายชื่อเสียง และลดทอนความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เช่น นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักการเมือง แรงงานข้ามชาติ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ
เนื้อหาของ IO มักเป็นเนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่ไม่ระบุตัวตนชัดเจน ระดมเผยแพร่เนื้อหาเดียวกันหรือคล้ายกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อโน้มน้าวความคิดเห็นของคนในสังคมไปในทางใดทางหนึ่ง
ใครเป็นคนทำ-ใครอยู่เบื้องหลัง IO ?
อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2563 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น นำหลักฐานมาแสดงว่าหน่วยงานรัฐใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งแน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธว่าไม่มี หรือการที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้พยายามพิสูจน์ว่ากองทัพอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ IO ที่ใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงพวกเขา แต่กองทัพก็ไม่เคยยอมรับเช่นกัน
แต่หากย้อนกลับไปในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) หรือ “คนเสื้อแดง” ในปี 2553 กองทัพบกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้นำปฏิบัติการ IO มา “ประยุกต์” ใช้กับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทั้งรัฐบาลและกองทัพในการปราบปรามกลุ่ม นปช. รายละเอียดการใช้ IO ในช่วงการชุมนุม นปช. ปรากฏในบทความเรื่อง “บทเรียนการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส.ในเมือง” ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 60 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2554 เขียนโดย พ.อ. บุญรอด ศรีสมบัติ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกรมยุทธศึกษาทหารบก (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)
พ.อ.บุญรอด ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก บรรยายว่าปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพในช่วงการชุมนุม นปช. แบ่งเป็น 5 ยุทธศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือ “ยุทธศาสตร์การตอบโต้การก่อการร้ายและเปิดเผยเครือข่ายล้มเจ้า”
“ภายหลังจากสำนักข่าวอัลจาซีราลงคลิปการปรากฏตัวของกลุ่มคนชุดดำปฏิบัติการก่อการร้ายเป็นครั้งแรก เป้าหมายของงานไอโอก็ได้เปลี่ยนไปเป็นการล็อกเป้าผู้ก่อการร้ายทันที นั่นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของงานไอโอที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเอาชนะกลุ่ม นปช. ได้ โดยเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวขึ้นไปอีก จากการที่มีการเชื่อมโยงของกลุ่มก่อการร้ายกับกลุ่มเครือข่ายล้มเจ้า” บทความระบุ
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์คือ “ยุทธศาสตร์การตอบโต้การจลาจล” ที่มีจุดประสงค์เพื่อ “ขยายผลเหตุการณ์การก่อการจลาจลเผายบ้านเผาเมือง โดยนำภาพคลิปการปราศรัยตามที่ต่าง ๆ ของแกนนำกลุ่ม นปช. มาตัดต่อใหม่ เรียงภาพ เล่าเหตุการณ์ให้เห็นว่ามีการชี้นำให้เผาบ้านเผาเมืองอย่างมีสระบบและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า”
ในส่วนของ “ยุทธศาสตร์กระชับวงล้อม” พ.อ.บุญรอดระบุว่า “ช่วง 14-19 พฤษภาคม 2553 งานไอโอช่วงนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการทั้งเชิงรับและเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบทางทหารเลยทีเดียว โดยมีการตอบโต้ด้วยภาพคลิปหรือเรียกว่าทำ ‘สงครามคลิปรายวัน’ เลยก็ว่าได้ เป้าหมายสำคัญคือให้ภาพการปฏิบัติทางทหารที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ภาพของการสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหาร และต้องแสดงให้เห็นว่าทหารมิได้ฆ่าประชาชน”
เขาขยายความ “สงครามคลิป” ว่า “สงครามคลิปภายใต้กรอบงานไอโอระดับยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ที่สุดคือการนำเสนอภาพ คลิปวิดีโอของโฆษณา ศอฉ. ซึ่งต้องใช้ทักษะของการตอบโต้กลุ่ม นปช. และต้องทำความเข้าใจกับสังคมไทยและสายตานานาชาติไปพร้อม ๆ กัน” และ “ภาพคลิปต่าง ๆ ที่นำเสนอได้ผ่านการกลั่นกรองจากคณะทำงานไอโอวงเล็กและวงใหญ่ของ ศอฉ. แล้ว”
ข้อมูลในบทความนี้ทำให้เห็นว่ากองทัพได้นำ IO มาใช้ในความขัดแย้งทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2553

อีกหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ชัดที่สุดถึงการมีอยู่ของบัญชี IO คือ การตรวจสอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ทวิตเตอร์ได้รายงานผลการตรวจสอบและระงับบัญชีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ในไทยจำนวนกว่า 900 บัญชี ที่พบว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาลและกองทัพไทย ซึ่งบัญชีเหล่านี้สร้างขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันและเผยแพร่ข้อมูลคล้ายกันที่สนับสนุนรัฐบาลและกองทัพและโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
ในบรรดาบัญชีที่ถูกระงับมีบัญชีทวิตเตอร์ของหน่วยงานสำคัญแห่งหนึ่งด้วยเพราะทวิตเตอร์พบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่เป็นสแปม (โพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการร้องขอจำนวนมากโดยใช้ bot ซึ่งเป็นการรบกวนผู้ใช้งานคนอื่น)
เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เฟซบุ๊กรายงานการตรวจสอบและระงับบัญชีผู้ใช้งานและแฟนเพจ รวมถึงบัญชีบนอินสตาแกรมรวม 185 บัญชี ที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพบก ซึ่งมีพฤติกรรม “ร่วมกันโจมตีหรือสร้างกระแสให้ไปในทิศทางเดียวกัน” (Coordinated Unauthentic Behavior) โดยบัญชีเหล่านี้เน้นการเผยแพร่ข้อมูลสนับสนุนรัฐบาล รวมถึงได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
แม้จะสรุปไม่ได้แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลัง IO แต่มีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้มีอำนาจรัฐและกองทัพคืออยู่เบื้องหลัง IO เช่น
- IO มีลักษณะที่ทำเป็นขบวนการ ต้องใช้ทั้งเงินและกำลังคน หน่วยงานรัฐและกองทัพคือผู้ที่มีทั้งงบประมาณและกำลังคนที่จะทำสิ่งนี้ได้
- ผู้ที่ตกเป็นเป้าการโจมตีของ IO มักเป็นผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจรัฐและกองทัพ
- ประเด็นที่ IO หยิบมาโจมตีมักเกี่ยวข้องกับความมั่นคงซึ่งเกี่ยวข้องกับกองทัพและรัฐบาลโดยตรง เช่น ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้, ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา, สถาบันกษัตริย์
- ควบคู่ไปกับการโจมตีฝ่ายตรงข้าม IO มักเผยแพร่เนื้อหาในเชิงบวก สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลและกองทัพ
เป็นไปได้ว่าอาจจะมีฝ่ายอื่น ๆ อีกที่ทำปฏิบัติการ IO แต่สิ่งที่เราสนใจมากที่สุดก็คือ IO ที่ทำโดยรัฐ/กองทัพ เพราะการใช้ภาษีประชาชนมาเผยแพร่เนื้อหาเท็จ ปลุกปั่นความเกลียดชัง สร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
ปรากฏการณ์ของการใช้ IO ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2569 เป็นอย่างไร ?
เดือนมกราคม-มีนาคม 2569 เนื้อหาเท็จที่โคแฟคตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นประเด็นการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ตามด้วยประเด็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แต่พอถึงเดือนเมษายน เราพบว่ามีเนื้อหาเท็จที่มีลักษณะเป็น IO มุ่งโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักการเมือง และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวชายแดนใต้มากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ลอบสังหารคุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ซึ่งผู้เสียหายและสังคมตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากมีข้อมูลว่ารถกระบะสีขาวที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ คือรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า
จุดที่ทำให้เนื้อหา IO ท่วมท้นโซเชียลมีเดียคือหลังการแถลงข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เรื่องความคืบหน้าคดีเมื่อวันที่ 13 เม.ย. ซึ่งวันนั้นแม่ทัพพูดถึงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาว่าเป็นที่บ่มเพาะผู้ก่อเหตุความรุนแรง และยังปิดไมค์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในนามส่วนตัวว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ซึ่งคุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย ได้นำคลิปคำพูดของแม่ทัพภาค 4 มาเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก The Reporters
หลังการแถลงข่าวในวันนั้น เราพบว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จที่โจมตีและกล่าวหาโรงเรียนสอนศาสนาและครูสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังพบว่าปฏิบัติการ IO มุ่งเป้าไปที่คุณฐปณีย์ โดยเผยแพร่เนื้อหาที่ใส่ร้าย โจมตี กล่าวหา ดูหมิ่นเหยียดหยามเธอในทุกรูปแบบ จนกระทั่งคุณฐปณีย์ต้องออกมาฟ้องสังคมและยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบการใช้ IO คุกคามสื่อมวลชน

ปฏิบัติการ IO ไม่หยุดอยู่แค่นั้น แต่ยังระดมผลิตเนื้อหาออกมาใส่ร้ายโจมตีทุกฝ่ายที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ เรียกได้ว่าเหวี่ยงแหไปหมด ไม่ว่าจะเป็นรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน, นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างคุณอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา, ภาคประชาสังคมเช่นมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและสมาคมด้วยใจ
เนื้อหาเท็จในประเด็นชายแดนใต้ ส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับวันครบรอบ 22 ปี เหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะ 28 เม.ย. ด้วย เพราะการเผยแพร่เนื้อหาเท็จก็มักจะอาศัยสถานการณ์และบริบทด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่จะโผล่ขึ้นมาลอย ๆ
การรูปแบบการใช้ IO ในประเด็นสถานการณ์ชายแดนใต้รุนแรงแค่ไหน รูปแบบเปลี่ยนไปไหม ?
แถลงการณ์ร่วมของภาคประชาสังคมและนักวิชาการเรื่อง “เรียกร้องยุติปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคม” เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2569 ระบุว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เผชิญกับปฏิบัติการ IO มาอย่างต่อเนื่อง
เราสังเกตว่าในยามที่ไม่มีสถานการณ์อะไรเนื้อหาก็อาจจะเน้นการสร้างความรู้สึกดีต่อทหารและกองทัพ เร้าอารมณ์ความสงสารเห็นใจในความเสียสละของทหาร แต่พอมีเหตุการณ์รุนแรงก็จะปรับเนื้อหาไปตามสถานการณ์นั้น สำหรับรอบนี้ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลมาก เพราะเนื้อหามีความรุนแรงขึ้น หวือหวามากขึ้นด้วย AI และปริมาณก็เยอะขึ้นมาก
ส่วนรูปแบบมีทั้งแบบดั้งเดิม เช่น การสร้างคำพูดปลอม การเอาภาพเหตุการณ์เก่าในอดีตมาสร้างความเข้าใจผิด เช่น เอาภาพการจับกุมครูสอนศาสนาอิสลามเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้วมาเผยแพร่ซ้ำ ซึ่งเราวิเคราะห์ว่ามีเจตนาที่จะตอกย้ำสิ่งที่แม่ทัพพาดพิงโรงเรียนปอเนาะว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุ
ส่วนที่เป็นรูปแบบใหม่ก็แน่นอนว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ deepfake ที่ generate ภาพของผู้เห็นต่างจากรัฐเป็นปีศาจผีร้าย

ที่ผ่านมีงานไอโอชิ้นไหน ในปรากฏการณ์ใดบ้าง ที่โคแฟคมองว่าสร้างความเกลียดชัง และเป็นอันตราย มีผลกระทบที่เห็นได้ชัด ?
เราคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นผลงาน IO หรือไม่ แต่ถ้าพูดถึงเนื้อหาเท็จที่สร้างความเกลียดชังและเป็นอันตรายเราพบมากในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา (พฤษภาคม 2568-ปัจจุบัน) ทั้งที่ผลิตและเผยแพร่โดยคนไทยและคนกัมพูชา ที่มุ่งสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดก็คือเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังเหล่านี้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงทางกายภาพหรือสร้างความชอบธรรมให้กับการทำร้ายร่างกายคนกัมพูชาในไทยหรือคนไทยในกัมพูชา หลายคนอาจเคยเห็นคลิปและเพจเฟซบุ๊กของ “อินฟลูเอนเซอร์” คนหนึ่งที่อัดคลิปการตามล่า ข่มขู่และทำร้ายร่างกายคนกัมพูชาในไทย
อีกกรณีหนึ่งก็คือเนื้อหาเท็จในประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ใส่ร้าย โจมตี กล่าหา สร้างความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชน ทนายความ นักการเมือง สื่อมวลชนที่มีส่วนสำคัญในการสะท้อนปัญหาและสร้างสันติภาพในพื้นที่ เนื้อหาเท็จเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจพวกเขาอย่างมากซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และหากเนื้อหาเท็จเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คนเหล่านี้ทำงานด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย
โดยสรุป โคแฟคมองว่าเนื้อหาเท็จที่อันตรายที่สุดคือเนื้อหาเท็จที่ปลุกปั่นและสั่งสมความเกลียดชังเพราะมันอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกายกันหรืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (hate crime)
พลังของการแชร์ข่าวจริงจะสู้ได้หรือไม่ สังคมจะรับมืออย่างไรกับการใช้ IO ?
พลังการแชร์ข่าวจริงคงไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับเนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดย IO มีอะไรอีกหลายอย่างที่เราต้องทำและต้องช่วยกัน
อย่างแรกคือเราต้องช่วยกันสร้างสังคมที่อยู่บนพื้นฐานความจริง หรือ fact-based society เราจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอะไรก็ได้ วิจารณ์ใครก็ได้ อย่างไรก็ได้ แต่ขอให้อยู่บนฐานข้อมูลที่จริง ไม่ใช่การใส่ร้ายกล่าวหาโจมตีกันด้วยข้อมูลเท็จ
อย่างที่สอง เราต้องสร้างการเมืองที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะถ้าสมมติฐานของเราคือรัฐและกองทัพอยู่เบื้องหลัง IO เราก็ต้องช่วยกันสร้างระบบที่ตรวจสอบรัฐได้ ไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐใช้งบประมาณตามความพึงใจและไม่เปิดเผยว่าใช้ทำอะไร ไม่ใช่แค่กับงบ IO แต่งบประมาณทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
ข้อดีของไอโอมีบ้างไหม ?
IO เป็นปฏิบัติการทางทางทหารเพื่อใช้ในสงคราม-การรบ ซึ่งถ้าการใช้ของมันจำกัดอยู่แค่ในทางการทหารมันก็คงจะตอบโจทย์ด้านยุทธวิธีอยู่ แต่เมื่อถูกนำมาใช้กับพลเรือน กับประชาชนที่เป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ ใช้ข้อมูลเท็จใส่ร้ายโจมตีเพื่อสร้างความโกรธเกลียดชังในสังคม เราไม่เห็นว่ามีข้อดีอะไรเลย และเมื่อเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนมาทำสิ่งนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นอกจากจะไม่มีข้อดีอะไรเลยแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างมากด้วย
คำแนะนำสำหรับประชาชนหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องรับมือกับข่าวสารที่ไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว จะตรวจสอบอย่างไร ?
เมื่อคลิปหรือข้อความอะไรในโซเชียลมีเดียหรือมีคนส่งมาทาง LINE แล้วทำให้เราโกรธ เกลียด โมโห เศร้า สงสาร กลัว ตกใจให้นิ่งไว้ก่อน อย่าเพิ่งคอมเมนต์ อย่าเพิ่งส่งต่อ นิ่งแล้วคิดดูว่ามันจริงมั้ย ใครโพสต์ น่าเชื่อถือหรือไม่ การหยุดทำให้อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเบาลง ถ้ามีเวลาก็หาข้อมูลหรือตรวจสอบเพิ่มสักหน่อย ถ้าเป็นผู้สูงอายุก็หันไปถามลูกหลานที่บ้านว่าเรื่องนี้จริงมั้ย นี่เป็นวิธีการรับมืออย่างง่ายที่สุด แต่ถ้าใครอยากจะช่วยตรวจสอบ ตอนนี้มีหลายองค์กร เช่น Thai PBS Verify โคแฟค และหน่วยงานภาครัฐเองก็ช่วยกันเผยแพร่ขั้นตอนง่าย ๆ ในการ fact-check ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้แน่นอน
ส่วนคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ไม่น่าห่วงเท่าไหร่แถมยังต้องฝากความหวังไว้กับพวกเขาด้วยซ้ำ เพราะเป็นรุ่นที่เท่าทันเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็น digital native ที่คุ้นเคยกับโลกออนไลน์ รู้ว่าจะค้นหาข้อมูลอย่างไร เนื้อหาไหนปลอม เนื้อหาไหนจริง คลิปไหน AI ขอเพียงแค่ให้พวกเขาสนใจเรื่องราวในสังคม ติดตามข่าวสารบ้านเมืองบ้าง และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก็จะทำให้รับมือกับข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลมาได้ดีขึ้น
