“สงครามข้อมูลข่าวสารชายแดนใต้” เมื่อ AI-ระบบนิเวศข่าวสารผิดปกติ ทำลายความไว้วางใจและกระบวนการสันติภาพ
โคแฟคเปิดวงสนทนา “รวมพลคนเช็กข่าว EP.47” เชิญนักวิชาการด้านวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วิเคราะห์ปรากฏการณ์ข่าวปลอมหลังเหตุโจมตีทหารพรานที่นราธิวาส พบว่า “ระบบนิเวศสื่อผิดปกติ” ผสานเทคโนโลยี AI บิดเบือนภาพสร้างความเกลียดชัง ตอกย้ำอคติต่อคนในพื้นที่ จี้สื่อหลักเร่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกร้องศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่จริงจังโดยไร้อคติเพื่อปกป้องกระบวนการสันติภาพ
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” ซึ่งถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊กและยูทูบโคแฟคเวลา 14.00-14.30 น. ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท เปิดวงเสวนาหัวข้อ “วิเคราะห์ข่าวปลอมชายแดนใต้หลังเหตุโจมตีทหารพราน” โดยมี พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค และ ผศ.ดร. วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมถ่ายทอดมุมมองและวิเคราะห์สถานการณ์
สุชัยเปิดประเด็นโดยยกตัวอย่างผลกระทบระดับโลกของข่าวปลอม เช่น กรณีข่าวบิดเบือนคำพิพากษาในประเทศสเปนที่ล่อลวงว่าหากว่ายน้ำข้ามแดนมาถึงจะได้รับสถานะพำนักถาวร ส่งผลให้ชาวโมร็อกโกพยายามอพยพจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 70 คน พร้อมเชื่อมโยงมายังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่ล่าสุดเกิดเหตุลอบยิงและใช้วัตถุระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานใน ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนได้รับบาดเจ็บ 6 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายอายุ 10 ปี ซึ่งหลังจากนั้นได้มีข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก
พลินีกล่าวว่า ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความหวาดกลัว และการแบ่งขั้วในสังคม จนเปรียบเสมือน “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่มักมีการนำคลิปหรือภาพเก่า ภาพต่างพื้นที่ มาตัดต่อสวมรอย สร้างความหวาดระแวงและสั่นคลอนกระบวนการสันติภาพที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันสร้างขึ้น
ด้าน ผศ.ดร.วลักษณ์กมลได้วิเคราะห์เชิงลึกถึงลักษณะของข่าวปลอมในปัจจุบันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องเท็จหรือเรื่องโกหกแบบดั้งเดิม แต่เป็นการนำเรื่องจริงในบริบทหนึ่งมาใส่ในอีกบริบทหนึ่ง หรือการตัดทอนเนื้อหาเพียงบางส่วน
ผศ.ดร.วลักษณ์กมลชี้ว่า ปัจจุบันเกิดภาวะ “ระบบนิเวศทางข้อมูลข่าวสารผิดปกติ” (Information Disorder) เต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ผู้สร้างข่าว ตัวข่าว และผู้รับสาร มีการใช้กลยุทธ์สื่อสารที่แยบยล มีเครือข่าย และดึงประชาชนผู้รับสารให้กลายเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจายสารต่อ เนื่องจากคนเรามักคล้อยตามบุคคลที่คุ้นเคยในโซเชียลมีเดีย
นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้สร้างภาพใหม่ ขยายความคมชัด (upscaling) หรือตกแต่งบาดแผล/รอยสัก เพื่อโหมกระพือให้ภาพสถานการณ์ดูรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่ไม่ได้ใช้ AI เป็นประจำจะไม่สามารถแยกแยะได้เลย

ในประเด็นผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ ผศ.ดร.วลักษณ์กมลอธิบายว่า ข้อมูลบิดเบือนส่งผลกระทบใน 3 ระดับ ได้แก่:
- ระดับปัจเจกบุคคล: คนในชุมชนเกิดความหวาดกลัว ไม่ไว้วางใจกัน ขณะที่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาหรือเดินทางออกนอกพื้นที่ต้องเผชิญการคุกคามและการถูกด้อยค่า เช่น ชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปกรุงเทพฯ มักถูกคนนอกพื้นที่ตั้งคำถามเชิงเสียดสีหรือบูลลี่ว่า “ไปวางระเบิดมาหรือไม่” ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ และก่อให้เกิดความเกลียดชังสะสมมาร่วม 20 ปี
- ระดับพื้นที่สาธารณะ: นักวิชาการ นักข่าว ประชาสังคม และผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกับผู้ก่อเหตุ ทำให้บรรยากาศการสื่อสารเงียบเชียบ เกิดภาวะ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” เพราะเกรงกลัวความไม่ปลอดภัย
- ระดับกระบวนการสันติภาพโดยตรง: ทำลาย “ความไว้วางใจ” (trust) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ วาทกรรมคำว่า “สันติภาพ” ถูกบิดเบือนว่าเท่ากับการสนับสนุนกลุ่ม BRN หรือการแบ่งแยกดินแดน จนทำให้นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์สันติภาพ (Peace Journalism) ที่พยายามเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่แตกต่าง ถูกป้ายสีว่าเป็น “นักวิชาการ BRN” หรือ “นักวิชาการสนับสนุนโจร”
เมื่อผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจของผู้สร้างข่าวปลอม ผศ.ดร.วลักษณ์กมลวิเคราะห์ว่า กลุ่มแรกคือพวกที่มีเป้าหมายทางการเมืองหรืออุดมการณ์ชัดเจน ทำการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โดยน่าเศร้าที่บางครั้งพบกระบวนการเหล่านี้แอบอ้างใช้ชื่อหรือพื้นที่สื่อของหน่วยงานรัฐ กลุ่มที่สองคือประชาชนทั่วไปที่เป็นผลพวงจากกระแส “ชาตินิยม” ที่เข้มข้น และกลุ่มที่สามคืออัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มักดันคอนเทนต์ที่กระตุ้นความเกลียดชังและความกลัวให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ผศ.ดร.วลักษณ์กมลยังระบุถึงเสียงสะท้อนจากนักศึกษาในพื้นที่ ซึ่งรุ่นนี้เกิดในปี 2547 (ปีที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงรอบใหม่) ว่า เด็กกลุ่มนี้โตมากับเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดชีวิต คำถามสำคัญที่สุดของพวกเขาคือ “เมื่อไหร่มันจะจบ และใครจะรับผิดชอบ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตลอด 22 ปีที่ผ่านมา งบประมาณที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้สูงถึงกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ทำไมปัญหากลับยังไม่ได้รับการแก้ไข เจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อยและประชาชนยังคงเสียชีวิต ดังนั้น สังคมจึงควรตั้งสติและตั้งคำถามตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบความมั่นคงโดยตรง แทนที่จะมุ่งโจมตีสื่อมวลชนหรือนักวิชาการ

ในช่วงท้ายรายการมีผู้ชมสอบถามถึงแนวทางการช่วยเหลือของคนนอกพื้นที่ ผศ.ดร.วลักษณ์กมลได้เสนอแนะบทบาทของทุกภาคส่วน ดังนี้:
- คนนอกพื้นที่: ควรเปิดรับข่าวสารด้วยสติจากหลากหลายแหล่ง คุยกับคนในพื้นที่โดยตรง ไม่ปฏิบัติต่อกันด้วยอคติ และยึดหลักความเป็นมนุษย์ โดยทักทายแสดงความห่วงใยในความปลอดภัย แทนการพูดจาเสียดสี
- หน่วยงานรัฐ: เรียกร้องให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-check) อย่างจริงจัง ไร้อคติ และตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงแค่การสื่อสารประชาสัมพันธ์แก้ข่าวให้ภาครัฐเท่านั้น
- สื่อมวลชน: ขอให้ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกในการตรวจสอบที่มาของภาพ คลิป เวลา และสถานที่อย่างเคร่งครัด ก่อนการนำเสนอ พร้อมทั้งช่วยอธิบายความซับซ้อนของสถานการณ์ และทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือขยายความคุกคาม
พลินีกล่าวสรุปปิดท้ายว่า โคแฟคพร้อมเป็นเครื่องมือและช่องทางกลางในการให้ประชาชนส่งข้อมูลมาช่วยกันตรวจสอบ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีและนำสันติภาพกลับคืนสู่สังคม
