หลายภาคส่วนเรียกร้องกำกับ ‘อัลกอริทึม-เอไอ’ ชี้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคม
โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดเวทีเนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2026 ภายใต้หัวข้อ “AI & Media Freedom เมื่อความจริงต้องทำงานแข่งกับอัลกอริทึม” ที่คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อระดมความเห็นต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัลกอริทึมต่อระบบข้อมูลข่าวสาร เสรีภาพสื่อ และสังคมประชาธิปไตย

รศ.ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ คณบดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงานว่า ปัจจุบัน AI สามารถสร้างภาพและวิดีโอปลอมได้สมจริงมากขึ้น จนผู้รับสารจำนวนมากแยกไม่ออกว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ ส่งผลให้สื่อมวลชนต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากในการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างสำนักข่าว BBC ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาตรวจสอบคลิปวิดีโอต่างๆ ว่าเป็นคลิปจริงในเหตุการณ์ที่อ้างถึงนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงสงคราม พร้อมชี้ว่า “ธรรมาภิบาล AI” เป็นประเด็นสำคัญที่หลายประเทศเริ่มกำกับอย่างจริงจัง

ด้านทักษ์ดนัย เกตุแก้ว ผู้แทนมูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) ระบุว่า การมาของ AI และเทคโนโลยี Deepfake ทำให้สังคมเผชิญ “สงครามข้อมูล” รุนแรงขึ้น ขณะที่ดัชนีเสรีภาพสื่อไทยลดลงมาอยู่อันดับ 92 ซึ่งค่อนข้างน่ากังวล ในสถานการณ์แบบนี้สังคมไทยจะยิ่งหาความจริงยากขึ้น โดยเฉพาะสังคมที่มีแต่มายาคติและมีข้อมูลเท็จมากขึ้น ยิ่งสะท้อนความเปราะบางของระบบข้อมูลข่าวสารในประเทศ

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพการทำงานของอัลกอริทึม (Algorithm) ของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่ 1.การจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งมาจากการจดจำและประมวลผลพฤติกรรมของผู้ใช้งาน 2.การจัดประเภท โดยจัดตามอัตลักษณ์ผู้ใช้งาน เช่น อายุ ชาติพันธุ์ ศาสนา ฯลฯ ซึ่งอาจนำไปสู่อคติได้ 3.การเชื่อมโยง ซึ่งจะพบเห็นจากการป้อนคำถามให้ AI แล้ว AI จะตอบกลับมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ลักษณะนี้ คือการที่อัลกอริทึมเชื่อมโยงเนื้อหา และ 4.การคัดกรองเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาบางส่วนถูกทำให้ชัดเจนขึ้นขณะที่บางส่วนถูกนำออกไป
การทำงานทั้ง 4 ด้านนี้ส่งผลต่อข้อมูลข่าวสารที่เราพบเห็นเมื่อใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และมีข้อเสนอแนะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.มีการแจ้งเตือนอย่างชัดเจน เช่น มีลายน้ำบอกว่าสิ่งนี้สร้างโดย AI 2.จัดทำแนวปฏิบัติทางธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ – ส่วนเสีย จะทำอย่างไรให้การใช้อัลกอริทึมและ AI มีความโปร่งใส และ 3.สถาปนาสิทธิในความโปร่งใสของอัลกอริทึม ผู้บริโภคมีสิทธิ์รับรู้ว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร
“หนึ่งในวิธีการจัดการให้เกิดผลจริงๆ ก็คือการตั้งกลไกที่เรียกว่าคณะทำงานจับตาตรวจสอบความโปร่งใสของอัลกอริทึม (Algorithm Watch) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากคือจะต้องเป็นทีมงานที่เป็นมนุษย์ที่มีความเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ พร้อมกับผลกระทบของผู้บริโภคหรือผลกระทบต่อสังคม ที่สำคัญคือจะต้องเป็นหน่วยงาน Algorithmic Transparency Standard หรือมาตรฐานการใช้อัลกอริทึมอย่างโปร่งใส”ดร.วศิน กล่าว

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าปัจจุบันคนทำงานสื่อกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ตั้งแต่ 1.การถูกคุกคามทั้งทางกายภาพอย่างการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือใช้กฎหมายความมั่นคง หรือส่งคนแวะเวียนไปหาถึงที่ทำงาน หรือทางออนไลน์อย่างการปั่นกระแสให้คนมาโจมตีด่าทอ (ทัวร์ลง) ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ถูกกระทำ รวมถึงการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่ยุคนี้ใครๆ ก็ทำได้ง่ายจากการผลิตเนื้อหาด้วย AI จนทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจไปว่าสิ่งนั้นเป็นความคิดเห็นสาธารณะ 2.ความจริงวิ่งช้ากว่าคำโกหก..และอัลกอริทึมมักให้รางวัลกับเนื้อหาเร้าอารมณ์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงใช้เวลานาน ต้องทุ่มเทสรรพกำลังมาก ในขณะที่การทำ IO หรือสร้างเนื้อหาด้วย AI ใช้ต้นทุนถูกกว่า 3.คนเลือกอยู่เงียบๆ เซ็นเซอร์ตัวเองดีกว่าเห็นต่างจากกระแสแล้วเสี่ยงทัวร์ลง ซึ่งอาจเป็น ‘ทัวร์ทิพย์’ ที่เป็น IO ก็ได้ 4.วิกฤติทางการเงิน แม้แต่สื่อใหญ่ๆ ระดับชั้นนำยังต้องรัดเข็มขัด และ 5.ความเหลื่อมล้ำในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่สื่อพยายามนำเสนอข้อเท็จจริง แต่ยังมีประชาชนอีกมากที่ยังขาดทักษะรู้เท่าทันและแยกแยะข้อมูลได้
“ยังมีปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) แม้จะรู้ว่าเรื่องที่รับมาอาจไม่จริงแต่อยากเชื่อเพราะสอดคล้องกับความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งมีความท้าทายอย่างมาก สุดท้ายมีข้อเสนอแนะที่ออกมาในหลายภาคส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแพลตฟอร์มที่เราเรียกร้องให้ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งนี้ผู้รับสารต้องมีส่วนร่วมในการอุดช่องว่างนี้ด้วยเช่นกัน”ผศ.ดร.เจษฎา กล่าว

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค กล่าวว่า แม้จะมีการตรวจสอบข่าวปลอมอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลตรวจสอบกลับเข้าถึงผู้คนได้จำกัด เพราะอัลกอริทึมมักผลักดันเนื้อหาที่สร้างความกลัว ความโกรธ หรือความเกลียดชังมากกว่า จึงมีข้อเสนอ 1.ต้องมีกลไก Algorithm Watch มีภาคีเครือข่ายช่วยจับตาและประเมินระบบแนะนำเนื้อหาว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร2.แพลตฟอร์มต้องเปิดช่องทางให้มีเจ้าหน้าที่ประสานรับเรื่องจากองค์กรที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Checking) รวมถึงผู้เสียหายจากข่าวลวงหรือเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง เพื่อระงับเนื้อหานั้นได้อย่างทันท่วงทีไม่ให้แพร่กระจายเป็นวงกว้าง เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีการรายงานตามปกติของระบบ แต่มักได้รับการตอบกลับว่าไม่ขัดกับมาตรฐานของแพลตฟอร์ม
3.ควรมีโครงสร้างการกำกับดูแลผ่าน Oversight Board ประกอบด้วยผู้แทนหลายภาคส่วนทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากล เกิดการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยแต่ต้องไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกโดยมิชอบ เพื่อให้การตัดสินใจของแพลตฟอร์มมีความชอบธรรมและโปร่งใส 4.เสนอให้มีเจ้าภาพร่วมในระดับสากลเพื่อให้มีข้อกำหนดว่าผู้ที่ใช้ AI ผลิตเนื้อหาต้องแจ้งให้สาธารณชนทราบ 5. ต้องมีมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ และให้มีความเข้มข้นขึ้น ในกรณีที่พบเพจหรือบัญชีที่จงใจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อบุคคล การบูลลี่ การละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือเผยแพร่เนื้อหาที่ทำร้ายจิตใจ แพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกับเพจที่มีพฤติกรรมละเมิดหรือกระทำผิดซ้ำซาก

อรรวี แตงมีแสง Content Creator เพจ “Natty loves Myanmar” สะท้อนว่า ผู้ผลิตเนื้อหายุคปัจจุบันต้องทำหน้าที่ทั้งนักข่าว นักตรวจสอบข้อเท็จจริง และรับมือกับการโจมตีบนโลกออนไลน์ ขณะเดียวกันยังพบข้อจำกัดด้านภาษาในระบบของแพลตฟอร์ม ซึ่งส่งผลให้บางเนื้อหาด้านสิทธิมนุษยชนถูกลดการมองเห็นหรือถูกลบ

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย แสดงความกังวลต่อการใช้ AI ของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากข้อมูลอันตราย การเสพติดแพลตฟอร์ม และการถูกชักจูงผ่านอัลกอริทึม พร้อมเสนอแนวคิด “Child-Centered AI Governance” ที่ให้ความปลอดภัยของเด็กเป็นศูนย์กลางของนโยบาย AI
“เด็กมีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกชักจูง (Manipulate) ไม่ถูกแสวงประโยชน์ (Exploit) โดยอัลกอริทึม ไม่ทำให้เสพติด ไม่ทำร้ายด้วยข้อมูลที่เป็นพิษ ฉะนั้นสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีของเด็กต้อเงป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครอง นั่นคือความปลอดภัยต้องมาก่อน จึงเสนอว่าต้องเป็นธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Center AI Governance) นโยบายทุกอันที่เกี่ยวกับ AI ควรต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินก่อนว่าปลอดภัย’ดร.ศรีดา กล่าว

ขณะที่ มลฤดี โพธิ์อินทร์ จากสภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้แก้กฎหมายเพื่อให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องมีนิติบุคคลในประเทศไทย และต้องร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ศักดา เสมอภพ รองเลขาธิการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สะท้อนปัญหาการสูญเสียอำนาจของสื่อในการเลือกประเด็นนำเสนอข่าวในยุคแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ที่สื่อต้องมุ่งเน้นจำนวนการเข้าถึง
“หลังจากนี้เราจะต้องปรับตัว แล้วทางสมาคมนักข่าวฯ ต้องเดินสายพูดคุยและหาแนวร่วม ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาการ และองค์กรแนวร่วมต่างๆ เพื่อกำหนดให้เรามีแรงต่อรองกับแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น” ศักดากล่าว

ด้านเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ยื่นข้อเสนอแนะถึงรัฐและภาคส่วนต่างๆ ดังนี้ 1.รัฐต้องหยุดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบเก่า และมุ่งเน้นเตรียมรับมือภัยคุกคามแบบใหม่ที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมในแผนก่อเหตุ 2.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควรมีบทบาทคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน 3.ต้องมีคณะกรรมาธิการข่าวกรองในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายความมั่นคงให้เกิดความโปร่งใส 4.จัดตั้งกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารต่างๆ ปัจจุบันยังขาดกลไกป้องกันและจัดการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ซึ่งปราศจากการครอบงำของรัฐและทุน 5.การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเรียนรู้และพัฒนาจิตสำนึก มากกว่าส่งเสริมข่าวความรุนแรง ซึ่งควรมีในระบบการศึกษา 6.ควรมีการสร้างแพลตฟอร์มของไทย เพราะปัจจุบันแม้แต่แพลตฟอร์มบริการสาธารณะก็ยังเป็นของต่างชาติ เม็ดเงินจำนวนมากถูกโอนออกไปต่างประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มข่าวสารสาธารณะที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐและทุน 7.รัฐควรสนับสนุนและเพิ่มงบประมาณของภาครัฐต่อการจัดการข้อมูลข่าวสารโดยภาคประชาชน เช่น ThaiPBS และ 8.สร้างความร่วมมือของสถาบันและศูนย์กฎหมายและนโยบายของคณะนิติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับขบวนการประชาสังคมทุกภาคส่วนให้สามารถตั้งรับในยุคโลกาภิวัตน์ใหม่

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดการประชุมว่า สถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจาก AI สงครามข้อมูล และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ พร้อมชวนทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน “สิทธิพลเมืองดิจิทัล” เพื่อสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ เสรีภาพ และความเป็นธรรม
“วงการสื่อต้องรวมกันเพื่อต่อรองกับแพลตฟอร์ม หากในอนาคตไม่มีโทรทัศน์ดิจิทัลหรือฟรีทีวีอีกต่อไป เพราะ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากถึงวันใบอนุญาตฉบับปัจจุบันหมดอายุแล้วจะดำเนินการอย่างไร ทุกคนอาจต้องรับชมรายการต่างๆ ผ่านระบบสตรีมมิง ผู้ได้ผลประโยชน์มีเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อที่รับชมทางออนไลน์เท่านั้น” สุภิญญากล่าว








