ภาพผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ในสหรัฐฯ ถูกอ้างเท็จว่าอิหร่านโจมตีเครื่องบินอิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเครื่องบินอิสราเอลถูกอิหร่านโจมตี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินในสหรัฐฯ จากเหตุไฟไหม้ที่ฐานล้อเมื่อเดือน ก.ค. 2568

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จอน เพชร” โพสต์คลิปวิดีโอเครื่องบินจอด มีกลุ่มควันและคนวิ่งหนีออกมา ฝังข้อความว่า “เครื่องบินอิสราเอลถูกโจมตีจากอิหร่าน” ด้านล่างมีคำบรรยายภาษาอาหรับ ใช้เครื่องมือแปลสรุปใจความได้ว่า เครื่องบินของอิสราเอลถูกโจมตีที่สนามบินเบน กูเรียนในอิสราเอล เพื่อล้างแค้นให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล 

ณ วันที่ 20 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 75,000 ครั้ง  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เกิดไฟไหม้ที่สนามบินเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ทำให้ต้องอพยพผู้โดยสารออกจากเครื่องเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568  สื่อมวลชนสหรัฐฯ หลายสำนัก เช่น NBC, CNN และ New York Times รายงานว่าผู้โดยสาย 173  คนบนเครื่องบินโบอิง 737 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ที่กำลังจะออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติเดนเวอร์ไปยังไมอามีต้องอพยพออกจากเครื่องบินลงมาที่รันเวย์หลังจากระบบฐานล้อมีปัญหาทำให้เกิดไฟลุกไหม้

คลิปประกอบรายงานข่าว CNN เรื่องผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ที่สนามบินเดนเวอร์เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568

ร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว. ถูกเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณจริง แต่ไม่เคยผ่านออกมาบังคับใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: บำนาญ สส. เริ่มต้นสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยเสนอร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว. แต่ไม่ผ่านออกมาบังคับใช้จริง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “สิทธิพล มหิธา” โพสต์ภาพทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฝังข้อความว่า “ต้นเหตุผลาญภาษี…บำนาญ สส. ออกโดยรัฐบาลทักษิณ มติ ครม. 23 พ.ย. 2547” (ลิงก์บันทึก) โพสต์นี้ถูกแชร์เกือบ 100 ครั้งและมีผู้นำไปโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc ” เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประเด็นเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นข่าวลวงวนซ้ำที่เผยแพร่มาหลายปี ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลออกมาชี้แจงหลายครั้งว่าเป็นข้อมูลเท็จโดยอ้างอิงจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

โคแฟคเคยเผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้เมื่อเดือน ก.ย. 2566 พบว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณได้มีการยกร่างได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) “เงินประจำตำแหน่งของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ….” เมื่อปี 2548 ที่กำหนดให้ สส. และ สว. มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพหรือพ้นจากตำแหน่งโดยคำนวณเงินบำเหน็จหรือบำนาญตามระยะเวลาที่เป็น สส. หรือ สว. แต่ร่างกฎหมายนี้ถูกวิจารณ์คัดค้านอย่างหนักและสุดท้ายก็ไม่มีการบังคับใช้ นับจากนั้นก็มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า สส. และ สว. ได้รับบำเหน็จบำนาญมาอย่างต่อเนื่องโดยอ้างถึงมติ ครม.และร่าง พ.ร.ฎ. ที่เสนอในช่วงปี 2547-2548  

ที่มา-ที่ไปยกร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว.

ปี 2542 

ข้อเสนอเรื่องการสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่สมาชิกรัฐสภาที่พ้นตำแหน่งเกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เช่น ในปี 2542 วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและนายกสโมสรรัฐสภาในขณะนั้นได้จัดงานจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2542 วัตถุประสงค์หนึ่งคือเพื่อหาทุนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาที่ประสบปัญหา   

ปี 2543

มีการออกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2543 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาด้านต่าง ๆ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษาของบุตร และสงเคราะห์ครอบครัว ซึ่งไม่ใช่การจ่ายเงินในลักษณะบำเหน็จบำนาญ โดยเริ่มจากเงินจำนวน 5.8 ล้านบาทที่ได้จากการจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภาเมื่อปี 2542  

ปี 2547

23 พ.ย. 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการคำนวณบำเหน็จบำนาญ และหลักการพิจารณากำหนดเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม รวมทั้งอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)

เสนอ และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณายกร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งต่อมาหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรโดยความเห็นชอบของประธานรัฐสภา กระทรวงการคลัง และสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการรวมหลายฉบับ โดยมีอัตราเงินเพิ่ม เงินประจำตำแหน่ง และสูตรการคิดบำเหน็จ บำนาญย้อนหลังแตกต่างกัน 

ปี 2548 

คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่าง พ.ร.ฎ. บำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. … แล้วเสร็จและส่งถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 4 เม.ย. 2548 

โดยในบันทึกประกอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอสูตรคำนวณบำเหน็จบำนาญสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ดังนี้ 

  • ดำรงตำแหน่ง 2-3 ปี มีบำเหน็จหรือนำนาญ 20%
  • ดำรงตำแหน่ง 3-7 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 30%
  • ดำรงตำแหน่ง 7-11 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 40%
  • ดำรงตำแหน่ง 11-15 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 50%
  • ดำรงตำแหน่ง 15-20 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 60%
  • ดำรงตำแหน่ง 20 ปีขึ้นไป มีบำเหน็จหรือบำนาญ 70%

21 มิ.ย. 2548 ครม. ที่มีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาบำเหน็จบำนาญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี พ.ศ. ….  อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่เคยได้ออกมาเป็นกฎหมายจริงเพราะถูกคัดค้านอย่างหนักจากกระแสสังคมในเวลานั้น 

ปี 2556

พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กฎหมายระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนดังนี้  (1) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ (2) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล (3) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ (4) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม (5) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (6) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด 

ที่มาของเงินกองทุน ได้แก่ (1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (3) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด (4) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 (5) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค (7) ดอกผลของเงินกองทุน 

17 ก.ย. 2556 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน โดยการหักเงินประจำตำแหน่งในอัตราตามที่คณะกรรมการกำหนด แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ของเงินประจำตำแหน่ง ทั้งนี้ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” เป็นรายเดือนจำนวนเงินขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา โดยจะได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ไม่ได้รับตลอดชีพ ทั้งนี้เงินที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบนี้เป็น “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “บำเหน็จบำนาญ” 

ปี 2558

สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ลงนามโดย ศ.(พิเศษ) พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา สาระสำคัญคือการกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ 9,000 – 35,600 บาทต่อเดือน ตามห้วงเวลาที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ว่าวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม  

ปี 2560

มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 ลงนามโดย ศ.(พิเศษ) พรเพชร ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาทําหน้าที่ประธานรัฐสภาและประธานกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยระเบียบนี้มีการแก้ไขนิยาม “สถานพยาบาลของเอกชน” จากฉบับที่ 2 และปรับปรุงขั้นตอนการขอรับเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาลจากกองทุน

ปี 2567

สมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2567 ลงนามโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา โดยได้ปรับการกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จากที่ระบุเป็นจำนวนเงินเปลี่ยนเป็นร้อยละของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย ตั้งแต่ร้อยละ 30 – 60 และเปลี่ยนจากการให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าเป็น 4 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ 

ข้อสรุปโคแฟค

แม้ร่าง พ.ร.ฎ.บำเหน็จบำนาญของ สส. และ สว. จะเคยถูกเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่ถูกวิจารณ์และคัดค้านอย่างหนักจนไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ นับจากนั้นก็มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า สส. และ สว. ได้รับบำเหน็จบำนาญมาอย่างต่อเนื่องโดยอ้างถึงมติ ครม.และร่าง พ.ร.ฎ. ที่เสนอในช่วงปี 2547-2548  

นอกจากนี้ยังมีการนำ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาและระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนนี้มาสร้างความสับสนว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

คลิป “สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพอิหร่าน” สร้างด้วย AI โดยใช้ภาพเหตุโจมตีในเยเมนปี 58

สุทธิมนัส ชินอัครพงศ์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สหรัฐทิ้งระเบิดหนักกว่า 14,000 กิโลกรัม ใส่ฐานทัพอิหร่าน” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปที่สร้างจาก AI โดยใช้ภาพต้นฉบับจากเหตุระเบิดในกรุงซานา ประเทศเยเมน เมื่อเดือน เม.ย.2558 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอก “webmaster.enginee” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวเกือบ 1 นาที เป็นภาพการระเบิดรุนแรงมีกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝังข้อความว่า “ข่าวด่วนที่สุด สหรัฐทิ้งระเบิดหนักสุดกว่า 14,000 กิโลกรัมใส่ฐานทัพอิหร่าน” เสียงบรรยายระบุว่าสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่โรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมฟอร์โดวและนาตันซ์ใต้ภูเขาทางตอนเหนือของอิหร่าน ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน 3 ริกเตอร์ในรัศมี 20 กิโลเมตร และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน (ลิงก์บันทึก)

วันเดียวกัน บัญชีเฟซบุ๊ก “Army Armed Forces ยุทโธปกรณ์กองทัพ” โพสต์ภาพระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งเป็นภาพเดียวกับที่ปรากฏในคลิป บรรยายด้วยข้อความเดียวกันว่าสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดขนาด 14,000 กก. ถล่มบังเกอร์อิหร่านที่อยู่ใต้ภูเขา โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 1,000 ครั้ง ณ วันที่ 18 มี.ค.

🔎โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่าสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น Al Jazeera, CNN, และ The Guardian เคยเผยแพร่ภาพเหตุระเบิดครั้งนี้เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2558 โดยรายงานว่าซาอุดิอาระเบียปฏิบัติการโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏฮูตีในเขต Faj Attan ทางตะวันออกของกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน

โคแฟคตรวจสอบสถานที่ในภาพด้วย Google Map และ Google Earth ยืนยันได้ว่าสถานที่ในภาพอยู่ในเยเมน ไม่ใช่อิหร่านอย่างที่คลิปกล่าวอ้าง

เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของภาพ พบว่าคลิปดังกล่าวนำภาพเหตุโจมตีที่เยเมนเมื่อปี 2558 มาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวด้วย AI โดยมีจุดสังเกตดังนี้

▪️สะเก็ดหรือวัตถุจากการระเบิดมีความคมชัดมากกว่าภาพด้านหลัง ซึ่งขัดแย้งกับระดับความคมชัดของคลิปโดยรวม

▪️เมื่อสะเก็ดระเบิดตกลงมาจนถึงบริเวณสันภูเขาก็ได้หายไปทันที ซึ่งเป็นความไม่สมจริงที่อาจเกิดจาก AI ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ผิดธรรมชาติหรือที่เรียกว่าอาการผิดเพี้ยนของฟิสิกส์ (Glitchy Physics) หรือเกิดจากปัญหาการหลอนของ AI (AI Hallucination) ที่สร้างผลลัพธ์แปลกประหลาด ไม่ตรงกับความจริง 

▪️เมื่อนำเสียงบรรยายของคลิปไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Hive Moderation ได้ผลวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 99.3% ที่เสียงบรรยายเป็นเสียงที่สร้างจาก AI หรือ Clone Vioce  

แม้ติ๊กตอกจะแจ้งเตือนว่าคลิปนี้สร้างด้วย AI แต่คำบรรยายประกอบคลิปยังคงสร้างความเข้าใจผิดได้ เนื่องจากปฏิบัติการที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่านนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2568 ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าสหรัฐฯ โจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน 3 แห่งรวมถึงฟอร์โดและนาตันซ์ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2568 โดยใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ GBU-57 ซึ่งมีน้ำหนัก 13,000 กก. ที่สามารถเจาะลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตรก่อนระเบิด 

คลิปไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบปี 68 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีอิสราเอลในการสู้รบตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิสราเอลและดูไบถูกโจมตีในสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อเดือน พ.ค. 2568  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชี X “มณีแดง” โพสต์คลิปวิดีโอผู้คนกำลังแตกตื่นวิ่งหนีออกมาจากอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ และบรรยายว่า “ดูไบในตอนนี้” (ลิงก์บันทึก)

จากนั้นในวันที่ 16 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Ridwan Munoh” โพสต์คลิปเดียวกัน ฝังข้อความ” อิสราเอล อัพเดทสถานการณ์วันนี้ โดนลูกยาวอีกแล้ว” และบรรยายว่า “อัพเดทสถานการณ์อิสราเอลอิหร่าน” ซึ่งมียอดรับชมกว่า 1.2 แสนครั้ง ณ วันที่ 18 มี.ค. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีอินสตาแกรม “adeelrajpoot47” โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 โดยบรรยายว่าเป็นภาพเหตุไฟไหม้ที่ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ยังพบคลิปเหตุการณ์เดียวกันแต่ถ่ายจากคนละมุมเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกันอีกหลายคลิป 

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกชาวไทยอ้างว่าเป็นเหตุโจมตีอิสราเอลและดูไบในสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ซ้ายและกลาง) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในดูไบโพสต์เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 โดยระบุว่าเป็นเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เมื่อใช้ Google Street View ตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของร้านอาหารแห่งนี้พบว่าตั้งอยู่บนถนน Halim ย่าน Al Barsha 1 ในนครดูไบ  

สื่อมวลชนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น Khaleej Times และ Gulf News รายงานว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงค่ำของวันที่ 13 พ.ค. 2568 สาเหตุจากแก๊สรั่ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 

สรุปว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบเมื่อปี 2568 ไม่ใช่เหตุโจมตีดูไบหรืออิสราเอลในการสู้รบที่ตะวันออกกลางตามที่ผู้ใช้ X และเฟซบุ๊กในไทยกล่าวอ้าง

คลิปเก่าที่โพสต์โดยผู้ใช้ติ๊กตอกในเนปาล ถูกอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวอิสราเอลหนีการโจมตีของอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอิสราเอลแห่หลบหนีออกนอกประเทศ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** คลิปเก่าปี 68 คาดว่าเป็นภาพการขุดหาถั่งเช่าในเนปาล

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Midnight Unsolved” โพสต์คลิปวิดีโอผู้คนจำนวนมากบนภูเขา ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ตอนนี้ที่อิสราเอล ผู้คนพากันอพยพออกจากบ้าน” พร้อมกับติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นสถานการณ์ล่าสุดของการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน 

ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 1.5 แสนครั้ง และแชร์มากกว่า 370 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในเนปาลทั้งเฟซบุ๊ก, ติ๊กตอก, อินสตาแกรม และ  X ช่วงปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือน มิ.ย. 2568 มีข้อความบรรยายในภาษาเนปาลและอังกฤษว่าชาวเนปาลกำลังค้นหาถั่งเช่า (caterpillar fungus) ในเขตโดลปาในเนปาล

คลิปที่คาดว่าเป็นต้นฉบับโพสต์เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “Nedo Yatri” อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวธรรมชาติชาวเนปาลซึ่งโพสต์คลิปบันทึกภาพการเดินทางของชาวบ้านในฤดูกาลขุดหาถั่งเช่าบนภูเขาของเนปาล

ช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย. ชาวเนปาลจำนวนมากโดยเฉพาะชุมชนบนเทือกเขาสูงจะออกขุดหาถั่งเช่าซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาครอบจักรวาล และมีราคาแพงมาก จึงเป็นแหล่งรายได้ของชาวบ้านในฤดูกาลนี้ 

คลิปนี้ถูกนำไปอ้างเท็จโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศ มีทั้งที่อ้างว่าเป็นชาวอิสราเอลอพยพหนีจรวดอิหร่าน และชาวอิหร่านหนีการโจมตีของอิสราเอล 

องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายแห่งตรวจสอบแล้วได้ข้อสรุปตรงกันว่าวิดีโอนี้เป็นคลิปเก่าที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2568 และไม่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ไม่เคยประกาศว่าสนิทกับอิหร่านและไม่เคยเสนอตัวเป็นผู้แทนไทยเจรจากับอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “พิธา” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอตัวเป็นผู้แทนไทยเจรจากับอิหร่าน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักข่าวสยามจริง” โพสต์รูปพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝังข้อความ “พิธาประกาศชัด ขอเสนอตัวเป็นตัวแทนคนไทยในการเจรจากับประเทศอิหร่าน เนื่องจากสนิทกัน” และเขียนคำบรรยายที่อ้างว่าเป็นคำพูดของพิธาว่า “ผมขอทางรัฐบาลพิจารณา ให้ผมช่วยเหลือประเทศไทยในยามวิกฤตครั้งนี้ โดยผมมีความสนิทสนมกับทางอิหร่าน ซึ่งคุณสมบัตินี้ ผมสามารถเป็นตัวแทนของประเทศไทยได้อย่างดี”

ภาพและข้อความเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “พรรคภูมิใจไทย” (ลิงก์บันทึก) “รวมไทยสร้างชาติ” (ลิงก์บันทึก) และ “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โดยบางโพสต์เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้าของไทยบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 11 มี.ค. แต่ละโพสต์มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นข้อความด่าทอและโจมตีพิธา

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคส่งภาพและข้อความนี้ให้พิธาตรวจสอบผ่านทีมงานของเขา และได้รับคำยืนยันว่าเป็นเนื้อหาเท็จอย่างสิ้นเชิง ข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของพิธาแต่เป็นข้อความที่กุขึ้นมาและแอบอ้างชื่ออดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล

สื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ก็ไม่มีการรายงานเรื่องนี้ และจากการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของพิธานับตั้งแต่วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ไม่พบโพสต์ที่แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้

ℹ️ แนวทางการตรวจสอบโควทคำพูดปลอม

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอมหรือไม่ 

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 เนื้อหาที่เชื่อถือได้ควรระบุวันที่และอ้างอิงแหล่งที่มาของคำพูดนั้น เช่น ให้สัมภาษณ์สื่อ กล่าวในเวทีเสวนา หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย เพื่อความแน่ใจควรตามไปดูคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ เนื้อหาที่เขียนขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่อ้างอิงที่มา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอม 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

เปิดแฟ้ม “Epstein Files” จากข่าวลือสู่ความจริงสุดอื้อฉาว: เมื่อคนดังระดับโลกถูกกระชากหน้ากากในคดีค้ามนุษย์

COFACT สนทนาเจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ “Epstein Files” ที่เปลี่ยนจากข่าวลือยาวนานหลายปีสู่หลักฐานจริงในชั้นศาล เผยความท้าทายในการกรองข้อมูลท่ามกลางรายชื่อบุคคลผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก พร้อมสะท้อนบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับอคติทางเพศและการตกเป็นเหยื่อซ้ำของสตรีและเด็ก

ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.33” สุภิญญากลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และพรวษา ภักตร์ดวงจันทร์(แตงไทย) ผู้สื่อข่าว TNN Online ได้ร่วมกันวิเคราะห์ประเด็น”Epstein Files” ที่กลายเป็นข่าวใหญ่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก สุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ

พรวษาได้ขยายความว่า เอกสารเหล่านี้คือชุดข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีของ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักการเงินชาวอเมริกัน ผู้ถูกกล่าวหาว่าสร้างเครือข่ายค้ามนุษย์ทางเพศ โดยเฉพาะกับเยาวชนหญิงอายุเพียง 14-16 ปี สาเหตุที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระดับโลกเนื่องจากในเอกสารกว่า 3.5 ล้านหน้านั้น ปรากฏรายชื่อบุคคลระดับชนชั้นนำ(Elite) มากมาย อาทิ โดนัลด์ ทรัมป์, บิล คลินตัน และเจ้าชายแอนดรูว์ อย่างไรก็ตาม พรวษาเน้นย้ำว่าการมีชื่อปรากฏไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นผู้กระทำผิดเสมอไป บางกรณีอาจเป็นเพียงการกล่าวถึงในอีเมล์หรือการติดต่อในบริบทอื่น

พรวษายังชี้ให้เห็นถึงความน่าสงสัยในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา โดยระบุว่า เอปสตีน เคยถูกจับในปี 2005 และรับสารภาพในปี2008 แต่กลับได้รับโทษเบาผิดปกติเพียง 18 เดือนและได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งอัยการในคดีนั้นต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีแรงงานในรัฐบาลทรัมป์ ยิ่งไปกว่านั้น การเสียชีวิตของเอปสตีนในเรือนจำเมื่อปี 2019 ที่ระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ยังคงเป็นปริศนาที่สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการฆาตกรรมเพื่อปิดปากหรือไม่ ในด้านความสำคัญของเอกสารชุดนี้ คุณพรวษามองว่าเป็นหลักฐานชั้นต้น (Primary Source) ที่ทำให้เห็นโครงสร้างการทำงานของเครือข่ายนี้อย่างชัดเจน และช่วยให้เสียงของเหยื่อที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวลือได้รับการรับฟังและเห็นใจมากขึ้น

ในแง่ของการคัดกรองข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนและประชาชนพรวษาแนะวิธีการแยกแยะว่าต้องตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียดว่ามาจากเอกสารกฎหมายจริงหรือเป็นเพียงการแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งต้องอ่านข้อมูลในบริบทให้รอบด้าน เช่น กรณีของ”อีลอน มัสก์” ที่มีชื่อปรากฏแต่พบว่าเป็นเพียงการตอบโต้ทางอีเมลทั่วไป ไม่ใช่การร่วมวงซื้อบริการทางเพศตามที่บางสื่อพาดหัว 

สุภิญญาเสริมว่า การทำงานของสื่อในยุคนี้ยากขึ้นเพราะต้องรักษาความสมดุลระหว่างการนำเสนอความจริงกับการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกพาดพิง ซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ผิดพลาดอาจกลายเป็นภาพจำที่ทำลายชีวิตคนได้

ประเด็นที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็ก โดยพรวษาระบุว่ากลุ่มนี้เป้าหมายที่เปราะบางที่สุด และสังคมมักมีอคติด้วยการ “โทษเหยื่อ” (Victim Blaming) เช่น การตั้งคำถามว่าทำไมไม่หนี หรือทำไมเพิ่งออกมาพูดหลังจากผ่านไปหลายสิบปี ซึ่งในความเป็นจริงเหยื่อต้องเผชิญกับอิทธิพลมืดและความบอบช้ำทางใจอย่างรุนแรง ทั้งนี้เธอยังเสนอแนะว่าควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น พ.ร.บ. การคุกคามทางเพศ และสื่อควรเลิกผลิตซ้ำความรุนแรงหรือการนำเสนอที่ทำให้การล่วงละเมิดดูเป็นเรื่องโรแมนติก

ในช่วงท้าย พรวษาได้ให้คำแนะนำในการติดตามข่าวต่างประเทศว่า ประชาชนควรดูแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อสร้างความสมดุล(Balance) ไม่ควรอ่านเพียงมุมมองจากสำนักข่าวตะวันตกเพียงอย่างเดียว และต้องระวังคลิปวิดีโอเก่าหรือภาพที่สร้างจาก AI ที่มักถูกนำมาแชร์ซ้ำในช่วงวิกฤต ด้านสุภิญญาสรุปปิดท้ายว่า ผู้บริโภคข่าวยุคนี้ต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการชั่งใจว่าข้อมูลนั้นแฝงไปด้วยอคติหรือมายาคติที่นำไปสู่ความเกลียดชังหรือไม่ เพื่อรักษาพื้นที่การสื่อสารให้ปลอดภัยและมีคุณภาพต่อไป

ภาพเหตุระเบิด-ไฟไหม้บ้านในสหรัฐฯ เมื่อปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีบ้านหลังหนึ่งในอิสราเอล  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บ้านในสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ธ.ค. 2566

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” โพสต์คลิปวิดีโอบ้านหลังหนึ่งเกิดระเบิดและมีไฟลุกท่วม ฝังข้อความว่า “เกิดเหตุรุนแรงจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” และบรรยายว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอาคารในเมืองกาลิลี ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล คาดว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 58 คน (ลิงก์บันทึก) 

ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดการชมถึง 3.2 แสนครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 250 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่งในอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีสื่อมวลชนหลายสำนักในสหรัฐฯ เช่น NBC, FOX 5 DC, NPR เผยแพร่คลิปนี้พร้อมรายงานข่าวว่าช่วงค่ำวันที่ 4 ธ.ค. 2566 เกิดเหตุชายคนหนึ่งยิงปืนและจุดพลุภายในบ้านพักจนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้ช่วงเวลาสองทุ่มเศษ เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในบ้าน 

เปรียบเทียบภาพที่บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” อ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล (ซ้าย) กับภาพที่สื่อสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ประกอบรายงานข่าวชายคนหนึ่งยิงปืนและจุดพลุในบ้านที่รัฐเวอร์จิเนีย ก่อนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้

ถึงเวลาไทยต้องมีฐานข้อมูลกลาง‘Caller ID’ยืนยันตัวตนเบอร์โทรศัพท์ สกัดมิจฉาชีพ-สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

16 มี.ค. 2569 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สถาบัน ChangeFusion และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinker Forum #34 “ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verifications) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” ณ ห้องประชุมอารีย์ โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ อารีย์ กรุงเทพฯ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโตแฟค (ประเทศไทย) และกรรมการนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยและโลกเผชิญปัญหามิจฉาชีพหลอกลวงทางออนไลน์หรือทางโครงข่ายโทรคมนาคมในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปอีกทั้งยังมีรูปแบบซับซ้อนแนบเนียน ทำให้ผู้บริโภคไม่เท่าทันมากขึ้น ที่ผ่านมาคาดหวังว่าทุกคนจะต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี  ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ท้ายที่สุดอาจยังไม่เพียงพอ ดังนั้นกลไกนโยบายต้องเข้ามายกระดับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้วย

อยากมุ่งเน้นประเด็นการพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคหรือเพื่อสังคมให้มากขึ้น วิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไป แน่นอนจำเป็นสำหรับประเทศชาติและสังคมในการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกการออกแบบเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ใช้งานให้มากที่สุด สุภิญญากล่าว 

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีระบบCaller ID เพียงแต่อยู่ในลักษณะแยกกันทำระหว่างผู้ให้บริการหรือหน่วยงานต่างๆ จึงยังเป็นปัญหาของผู้บริโภค ในขณะที่มิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ถือเป็นปัญหาสำคัญเพราะมีผู้ตกเป็นเหยื่อเสียเงินไปมากมาย เช่น มิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นตำรวจ การไฟฟ้า สำนักงานที่ดิน ฯลฯ ยังเป็นเรื่องที่พบเห็นได้อยู่  หรือแม้กระทั่งแอบอ้างว่าเป็นญาติสนิทมิตรสหายแต่ไม่บอกว่าเป็นใคร ทุกวันนี้การหลอกลวงแบบนี้ยังคงมีคนเชื่ออยู่

หลายคนอาจเก็บเบอร์โทร ตำรวจเก็บเบอร์โจร ธนาคารเก็บเลขที่บัญชีม้า คือต่างคนต่างมี หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (Operator) เก็บข้อมูลของตัวเอง ทุกหน่วยงานต่างเก็บข้อมูล ฉะนั้นเราจะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นระบบและเป็นฐานข้อมูลของประเทศอย่างไร เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว 

พ.ต.อ.ศราวุธ จันต๊ะวงศ์ ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ ศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า 3 อันดับแรกของพฤติกรรมการหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อันดับ 1 ข่มขู่ให้กลัว เช่น หลอกว่าพัวพันคดีฟอกเงิน ต้องโอนเงินในบัญชีให้ตรวจสอบ อันดับ 2 หลอกว่าโชคดีได้รับรางวัล เช่น มิจฉาชีพบอกเหยื่อว่าถูกรางวัลแต่ต้องโอนเงินมาก่อนเพื่อรับรางวัลนั้น และอันดับ 3 สวมรอยเป็นบุคคลอื่น เช่น มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นญาติสนิทมิตรสหายเพื่อขอยืมเงินเหยื่อ 

นอกจากนั้นยังพบว่า หากคัดแยกหมายเลขโทรศัพท์ที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ จะพบว่าส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่มที่ไม่ระบุว่ามาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใดมากที่สุด ทั้งที่จริงๆ แล้วหมายเลขโทรศัพท์ทุกหมายเลขที่ใช้งานในประเทศไทย ต้องสามารถระบุได้ แต่เมื่อไม่พบว่ามาจากผู้ให้บริการรายใดการสืบสวนจึงไม่สามารถจัดการปัญหาต่อได้  ทั้งนี้ ในช่วงเดือน พ.ค. 2568 – ม.ค. 2569 ระยะเวลา 5 เดือนมีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 17,771 ราย มูลค่าความเสียหายมากกว่า 9,200 ล้านบาท

สิ่งที่มากกว่ามูลค่าความเสียหาย จำนวนผู้เสียหายหนึ่งหมื่นกว่าคน มูลค่าความเสียหายเก้าพันกว่าล้าาทที่เกี่ยวกับโทรศัพท์   ซึ่งผู้เสียหาย เท่ากับ 1 ครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูก สามี ภรรยา ต้องรับผลกระทบไปด้วย ผู้เสียหายที่มาแจ้งความเป็นเงินเก็บทั้งชีวิต  เรียกได้ว่าหมดตัวทั้งครอบครัว พ.ต.อ.ศราวุธ กล่าว 

Screenshot

อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า แม้รัฐจะออกมาตรการมากมาย เช่น การลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ การยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านแบบใช้ได้เพียงครั้งเดียว (One Time Password : OTP) การลงทะเบียนและคัดกรองผู้ส่งข้อความสั้น (SMS Sender) และการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เรื่องภัยออนไลน์ แต่ก็ยังพบปัญหาการถูกหลอกทุกวัน  ตนเคยได้รับ SMS แจ้งว่าให้จ่ายค่าทางด่วนผ่านระบบ M – Flow เมื่อกด Link ที่แนบมากับ SMS พบว่าถูกนำเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์ของ M – Flow ซึ่งลักษณะนี้เป็นการหลอกลวงแบบหว่านแหไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Mass Phishing) ตนรอดพราะไม่ได้ใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล แต่หากเป็นคนที่ขับรถยนต์ส่วนตัวและใช้ทางด่วนก็อาจตกเป็นเหยื่อได้ 

เหตุใดจึงเกิดการปลอมชื่อผู้ส่ง SMS คำถามก็คือผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือตรวจสอบไม่เข้มข้นเพียงพอ หรือระบบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือทั่วโลกมันมีช่องโหว่อยู่เยอะ อันนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าวันนี้ได้รับเกียรติจากทั้งผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย น่าจะได้หาคำตอบร่วมกันว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะเหตุใด หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว 

ในเวทีเสวนามีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่มียืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์และแจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกใช้โดยมิจฉาชีพ หรือ CallerID มานำเสนอ ทั้งภาครัฐ เช่น ตำรวจไซเบอร์ ที่มีแอปพลิเคชั่น Cyber Check , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีแอปพลิเคชั่น DE – Fence และภาคเอกชนคือ Gogolook Thailand ที่มีแอปพลิเคชั่น Whoscall และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่มีระบบ Truecaller  และในเวทีมีการสะท้อนประเด็นที่เป็นความท้าทาย เช่น หมายเลขโทรศัพท์ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีข้อจำกัดในการแบ่งปันหรือเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานหรือผู้ให้บริการ , ผู้ให้บริการที่เป็นภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกระบุในทางคดีความแล้วว่าถูกใช้โดยมิจฉาชีพเพื่อนำมาเข้าฐานข้อมูลแจ้งเตือนประชาชน ,ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนที่ต้องใช้โทรศัพท์ประกอบสัมมาชีพ เช่น พนักงานขายทางโทรศัพท์ (Telesales) อาจถูกเหมารวมเป็นมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปด้วย , หมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกระบุในฐานข้อมูลว่าถูกใช้โดยมิจฉาชีพ เมื่อเวลาผ่านไปหมายเลขนั้นถูกนำกลับมาวนใช้กับซิมการ์ดใหม่แล้วไม่มีการปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันก็อาจส่งผลกระทบกับผู้บริโภคที่ซื้อหมายเลขนั้นไปใช้งานต่อ , เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถปลอมแปลงใบหน้าเคลื่อนไหวและเสียงของบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงอย่างแนบเนียน (Deepfake) , การแนบ Link ที่คลิกแล้วนำไปสู่การติดตั้งแอปพลิเคชั่นอันตราย เช่น แอปฯ ดูดข้อมูล , การตั้งข้อสังเกตถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งอยู่ต่างประเทศ อาจได้รับรายได้จากโฆษณา ทำให้แม้จะมีความพยายามปิดกั้นบัญชีหรือเพจที่เข้าข่ายหลอกลวงแต่ก็จะพบการเปิดใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวปิดวงเสวนาในภาคเช้า ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในระบบการสื่อสารของประเทศ ปัจจุบันประชาชนไม่รู้ว่าสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาเป็นธนาคาร บริษัทหรือหน่วยงานภาครัฐจริงหรือไม่ จึงไม่มีความมั่นใจ คำถามคือจะสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเทคโนโลยี 

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องมีระบบที่ยืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์ (Verified Caller ID) ที่เป็นระบบร่วมกัน เพราะเรามีหลายค่ายแต่ฐานข้อมูลก็ยังเป็นต่างคนต่างฐาน ฐานใหญ่ถึงจะช่วยประชาชนได้ ฐานสีเขียว (หมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลหรือองค์กรที่ยืนยันตัวตนแล้ว) โทรมาแล้วปลอดภัยฐานที่เป็นฐานโจร (หมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกใช้โดยมิจฉาชีพ) ต้องมีเพื่อช่วยประชาชนได้ คำถามเชิงนโยบายคือถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะมีVerified Caller ID ที่เป็นระบบกลาง ระบบใหญ่ของประเทศ ดร.ศรีดา กล่าว 

สำหรับกิจกรรมในช่วงบ่ายจะเป็นการประชุมโต๊ะกลมแบบวงปิด ระดมข้อเสนอจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอแนะระบบการยืนยันตัวตน (Caller ID) เพื่อป้องกันมิจฉาชีพในกิจการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสาระสนเทศ ซึ่งจะได้มีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดนโยบายที่คุ้มครองผู้บริโภคจากการหลอกลวงจากมิจฉาชีพต่อไป

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

คลิปอิหร่านโจมตีอิสราเอล รถไฟไหม้-อาคารเสียหายเป็นภาพเหตุการณ์เก่าเมื่อปี 2568

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิหร่านโจมตีอิสราเอล 

❌ ผลการตรสจสอบข้อเท็จจริง: **คลิปเก่า** เป็นภาพเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอลเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 5 วินาที เป็นภาพรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ ฝังข้อความว่าอิหร่านโจมตีอิสราเอลอย่างหนักทำให้รถหลายคันเกิดไฟไหม้ และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีการสู้รบกันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมมากกว่า 10,000 ครั้ง

เฟซบุ๊กนี้มีผู้ติดตามมากกว่า 34,000 บัญชี ข้อมูลในโปรไฟล์ระบุว่าเป็นช่องทางเผยแพร่สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลาง ช่วงที่ผ่านมาได้โพสต์คลิปหลายคลิปที่อ้างว่าเป็นภาพอิหร่านโจมตีอิสราเอล   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปและภาพเดียวกันนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568 โดยสื่อหลายหลายประเทศทั้งในอิสราเอล อัฟกานิสถาน คาซัคสถาน และรอยเตอร์ส ซึ่งรายงานตรงกันว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงจรวดโจมตีเมือง Beersheba ทางภาคใต้ของอิสราเอล เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย และอาคารเสียหายหลายหลัง 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” (ซ้าย) กับภาพจากคลิปที่สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568

รายงานข่าวระบุว่าเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายจุดในอิหร่าน โดยอ้างว่าเพื่อทำลายเป้าหมายสำคัญทางการทหารและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธนับร้อยลูก และต่อมาสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาร่วมกับอิสราเอลโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย ก่อนที่อิหร่านและอิสราเอลจะลงนามหยุดยิงในวันที่ 24 มิ.ย. 2568 กระทั่งกลับมาสู้รบกันอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นมา 

สรุปได้ว่าแม้คลิปนี้จะเป็นภาพอิหร่านโจมตีอิสราเอลจริง แต่เป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2568 ไม่ใช่การสู้รบในปัจจุบัน

ภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐฯ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปบ้านพักของ “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกฯ อิสราเอลถูกโจมตี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Mtoday” โพสต์คลิปเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่ง ฝังข้อความภาษาไทยว่า “บ้านพักเนทันยาฮูในกองเพลิง” และข้อความภาษาอาราบิกแปลเป็นไทยได้ว่าไฟไหม้บ้านของเนทันยาฮู 

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่าบ้านพักของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลถูกโจมตีด้วยมิสไซล์ ทำให้พี่ชายของเขาเสียชีวิต ส่วนเนทันยาฮูยังไม่รู้ชะตากรรม 

คลิปนี้มียอดการดูมากกว่า 14,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อจำนวนมาก เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก “จรณินทร์ พิมพา” นำคลิปนี้มาเผยแพร่ซ้ำพร้อมคำบรรยายว่าพี่ชายเนทันยาฮูโดนระเบิดเสียชีวิตในบ้าน มียอดการดูมากกว่า 88,000 ครั้ง ณ วันที่ 16 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเหตุไฟไหม้ดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 โดยเพจเฟซบุ๊ก “hcbphotography” ของช่างภาพสมาคมนักผจญเพลิงแอตแลนติกเคาน์ตี (Atlantic County Firefighters’ Association) ในรัฐนิวเจอร์ซีย โดยระบุว่าเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านที่พาร์คเพลส เมืองกัลโลเวย์ แอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี เมื่อวันที่ 9 ก.พ. เวลา 22.47 น.ตามเวลาท้องถิ่น

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างว่าเป็นเหตุโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล (ซ้าย) กับภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในแอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “hcbphotography” เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569

สื่อท้องถิ่นในแอตแลนติกเคาน์ตี เช่น เว็บไซต์ breakingac.com และสถานีวิทยุ WPG รายงานตรงกันว่าเหตุเกิดในคืนวันที่ 9 ก.พ. เจ้าหน้าที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ 

คลิปนี้ถูกนำไปอ้างเท็จโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศว่าเป็นเหตุโจมตีบ้านพักของเนทันยาฮู เช่น บัญชี X “Iran TV” โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 9 มี.ค.โดยฝังข้อความภาษาอาราบิก แปลเป็นไทยได้ว่าไฟไหม้บ้านพักของเนทันยาฮู (ลิงก์บันทึก) ซึ่งเป็นข้อความเดียวกับที่ปรากฏในคลิปที่เพจเฟซบุ๊ก Mtoday นำมาเผยแพร่

ภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพการสู้รบในตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิหร่านจมเรือรบสหรัฐอเมริกา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปจากเกม War Thunder 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “แก่ พาเพลิน” โพสต์คลิปวิดีโอเรือรบยิงต่อสู้กัน ฝังข้อความว่า “ด่วน อิหร่านทำลายเรือรบสหรัฐจมแล้ว” คลิปนี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 16 มี.ค.และมียอดรับชมมากถึง 6 แสนครั้ง และยอดแชร์ราว 250 ครั้ง  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ในช่องยูทูบ “Creator Comparison 3” ตั้งชื่อคลิปว่า USS Alaska Exchanges Massive Sea Firepower โดยระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นคลิปจากวิดีโอเกม War Thunder ที่นำมาเผยแพร่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น และจากการตรวจสอบสื่อต่างประเทศก็ไม่พบรายงานข่าวว่าอิหร่านจมเรือรบของสหรัฐฯ

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยอ้างเท็จว่าอิหร่านทำลายเรือรบสหรัฐฯ (ซ้าย) กับภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของ “Creator Comparison 3”

ℹ️ข้อสังเกตโคแฟค: ตั้งแต่อิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มสู้รบกันเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งมักนำภาพจากวิดีโอเกมที่เผยแพร่โดยเกมเมอร์ เช่น War Thunder และ Arma 3 มาประกอบข้อความและแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริงในวิกฤตตะวันออกกลาง 

คลิปที่โคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ได้แก่

▪️ 4 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จ่าตี้ ขี้ไก่ซิ่ง” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 17 วินาที เป็นคลิปเรือรบระดมยิงใส่เครื่องบินรบจนเกิดไฟลุกท่วมและร่วงตกสู่ทะเล มีข้อความฝังในคลิปว่า “เก่งแค่ไหนก็ไปไม่รอด” และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพจากการสู้รบในตะวันออกกลางปัจจุบัน ประกอบรูปธงชาติอิสราเอล สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ณ วันที่ 16 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 3.8 แสนครั้ง และแชร์ต่อ 40 ครั้ง 

จากการตรวจสอบพบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 โดยเพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” ซึ่งเป็นช่องที่ทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการเล่นวิดีโอเกม ตั้งชื่อคลิปว่า US Navy Auto-Defense vs Incoming Jet! โดยระบุชัดเจนว่าเป็นคลิปจากเกม War Thunder

▪️6 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จ่าตี้ ขี้ไก่ซิ่ง” และอินสตาแกรม “beer_jankaljang” โพสต์คลิปวิดีโอฝูงโดรนพลีชีพพุ่งโจมตีอาคารบ้านเรือนจนเกิดระเบิดและไฟไหม้ลุกท่วม โดยใส่ข้อความและติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ในสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เคยเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569  

เปรียบเทียบภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” โพสต์เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 (ซ้าย) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในไทยนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการโจมตีในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง