นักวิชาการเตือน “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นยาควบคุมพิเศษ มีอันตรายหากใช้ไม่ถูกวิธีแนะลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ

รายการ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว” EP.46 โดย โคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ สุชัย เจริญมุขยนันท ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ปากกาลดน้ำหนักชัวร์หรือมั่วนิ่ม?” ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระแสการโฆษณาซื้อขายปากกาลดน้ำหนักทางสื่อออนไลน์

ยาฉีดควบคุมพิเศษไม่ใช่ปากกาวิเศษ

รศ.ดร.วันทนีย์อธิบายถึงกลไกของปากกาลดน้ำหนักว่า อุปกรณ์ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนปากกาเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน แต่แท้จริงแล้วภายในบรรจุยาที่ใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งยาดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม GLP-1 มีคุณสมบัติเลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปกดสมองทำให้รู้สึกอิ่ม อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น และระงับความหิว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ยาตัวนี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมัน

รศ.ดร.วันทนีย์ให้ข้อมูลว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ประกาศให้ยาตัวนี้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” การนำมาโพสต์โฆษณาหรือประกาศซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้ขายมีความผิด ส่วนผู้บริโภคที่สั่งซื้อมาใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ก็เสี่ยงที่จะได้รับอันตรายร้ายแรง

ผลข้างเคียงรอบด้านและเสี่ยงเกิดภาวะ “โยโย่”

ในการใช้งานจริง ปากกาลดน้ำหนักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกไม่สบายตัว หากนำมาใช้โดยไม่มีการปรับปริมาณยา (dosage) อย่างเป็นขั้นตอนภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ นอกจากนี้ การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีความเสี่ยงเรื่องยาปลอม ยาไม่ได้มาตรฐาน หรือการติดเชื้อจากการใช้เข็มฉีดที่ไม่สะอาด

รศ.ดร.วันทนีย์อธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการใช้ยา ไม่ใช่น้ำหนักของไขมันส่วนเกินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและน้ำในร่างกายไปด้วย เมื่อมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายก็ต้องการพลังงานน้อยลงตามไปด้วย หากหยุดใช้ยา ความหิวจะกลับคืนมา และหากผู้ใช้ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ก็จะกลับมากินเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักดีดกลับ หรือ “โยโย่เอฟเฟกต์” (Yo-yo effect) ทำให้น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นกว่าก่อนลดอย่างรวดเร็ว

เปิดแนวทาง “ลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพยั่งยืนกว่า

สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วนวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย การนอนหลับ หรือการหายใจ รศ.ดร.วันทนีย์แนะนำว่าต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์และทีมบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น โดยการรักษาที่ถูกต้องจะต้องใช้เวลาค่อย ๆ ปรับปริมาณยาประมาณ 3-4 เดือน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ (resistance exercise / weight training) และการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

ทั้งนี้ รศ.ดร.วันทนีย์ได้แนะนำหลักการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาทางลัด ดังนี้:

  • ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง (Practical Goal): ไม่ควรรีบร้อนลดน้ำหนักกะทันหัน เช่น หากน้ำหนักตัวมาก อาจตั้งเป้าลดเพียง 5% ของน้ำหนักตัวให้ได้ก่อน แล้วรักษาให้อยู่คงที่เป็นเวลา 3 เดือน แล้วจึงค่อย ๆ ลดต่อ
  • กินให้อิ่มด้วยอาหารที่มีคุณภาพ: ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองหิวโหย โดยแนะนำการจัดจ้านอาหารในมื้อหลัก ได้แก่ ผักสด/ผักต้ม ครึ่งจาน, ข้าวหรือแป้ง 1 ใน 4 ของจาน, และเนื้อสัตว์ 1 ใน 4 ของจาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงเพราะไม่ช่วยให้อิ่ม
  • แยกแยะความหิวกับความอยาก: สังเกตตัวเองว่าหิวจริง (ท้องร้อง) หรือแค่มีความอยาก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น หลีกเลี่ยงการเดินผ่านร้านอาหารโปรดเพื่อลดสิ่งกระตุ้น
  • เคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน: เลือกกิจกรรมหรือการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถทำได้อย่างมีความสุขและทำได้ตลอดชีวิต เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อเอาไว้

ด้านพลินี ผู้ประสานงานโคแฟคและผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุปว่า ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อมาใช้เองตามใจชอบได้ การลดน้ำหนักที่แท้จริงและปลอดภัยที่สุด ต้องมุ่งเน้นที่การมีสุขภาพดีในระยะยาว ผ่านการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาเกินจริงในโลกออนไลน์

เพจเฟซบุ๊ก-ติ๊กต็อกโพสต์ข่าวสหรัฐฯ ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่าน แต่ภาพประกอบเป็นเหตุโจมตีคลังกระสุนเมื่อ 4 เดือนก่อน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สหรัฐฯ ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่าน” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **คลิปภาพประกอบไม่ตรงกับเนื้อหา**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ก.ค. 2569 พบผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กต็อกโพสต์คลิปวิดีโอเหตุระเบิดขนาดใหญ่มีกลุ่มควันดำและเปลวไฟพวยพุ่ง โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดาร์โควิน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปวิดีโอเดียวกันถูกเผยแพร่ทางบัญชีโซเชียลมีเดียของสื่อหลายสำนัก ทั้งหมดระบุตรงกันว่าเป็นภาพเหตุการณ์คลังเก็บเครื่องกระสุนของอิหร่านที่เมืองอิสฟาฮาน (Isfahan) ถูกโจมตีในวันที่ 1 เม.ย. 2569 เช่น Iran International, The Telegraph ของอังกฤษ และ TRT World สถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษของตุรกี ซึ่งรายงานว่าการโจมตีคลังกระสุนของอิหร่านครั้งนี้เป็นปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล

ส่วนการโจมตีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควินนั้น สื่ออิหร่านรายงานโดยอ้างข้อมูลจากองค์การพลังงานปรมาณูของอิหร่านว่าการโจมตีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2569 ซึ่งต่อมาคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้ออกมาประณามสหรัฐฯ ที่โจมตีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้ 

สรุปได้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควินของอิหร่านถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2569 แต่คลิปประกอบไม่ใช่ภาพของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว แต่เป็นเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ โจมตีคลังแสงของกองทัพอิหร่านที่เมืองอิสฟาฮานเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 

เพจเฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ปั่นกระแส “ต่างด้าวแย่งงานคนไทย”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อาชีพนายหน้าและล่ามแปลภาษาเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด** สำนักบริหารแรงงานต่างด้าวชี้แจงว่างานนายหน้าอยู่ในบัญชีงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ แต่งานล่ามแปลภาษาไม่อยู่ในบัญชีนี้ อย่างไรก็ตามคนต่างด้าวที่ทำงานแปลภาษาจะเรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งไม่ใช่ล่ามอาชีพเพราะไม่สามารถรับรองเอกสารได้ และการรับสมัครและการจ้างงานจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กที่อ้างว่า “ตรวจสอบต่างด้าวที่ทำผิดกฎหมาย” มีผู้ติดตามกว่า 6,000 บัญชี โพสต์คลิปวิดีโอกล่าวหาชาวเมียนมาคนหนึ่งว่าทำงานผิดกฎหมายในไทยคือทำอาชีพนายหน้าและล่าม มีข้อความว่า “อาชีพนายหน้าหรือว่าล่ามแปลภาษา เป็นอาชีพสงวนของคนไทยต่างด้าวพม่ารามัญไม่สามารถทำได้” (ลิงก์บันทึก)   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทํา พ.ศ.2563 และ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทำได้ รวมทั้งสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน ได้ข้อมูลดังนี้

▪️งาน “นายหน้า” อยู่ในบัญชี “งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด” ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทํา พ.ศ.2563 ส่วนงาน “ล่ามแปลภาษา” ไม่อยู่ในบัญชีงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศฉบับนี้ซึ่งมีทั้งหมด 40 ประเภท 

▪️ปี 2559 สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ “งานผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาวหรือเมียนมา” เป็นงานที่คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทำได้ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ว่าจ้างต้องประกาศรับสมัครและว่าจ้างคนไทยเข้าทํางานก่อนอย่างน้อย 15 วัน ถ้าไม่มีการว่าจ้างจึงสามารถจ้างคนต่างด้าวเป็นผู้ประสานงานด้านภาษาได้ 1 คน ต่อการจ้างคนต่างด้าว 100 คน เว้นแต่เป็นหน่วยงานรัฐหรือหรือองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ให้จ้างได้ตามความจำเป็น และคนต่างด้าวที่จะทำงานนี้ต้องได้รับการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน 

ทั้งนี้ คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) หมายถึงคนต่างด้าวที่เข้ามาหรืออยูในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับตามกฎหมายวาด้วยคนเข้าเมือง

▪️เจ้าหน้าที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน อธิบายว่าโดยความหมายในทางการจ้างงาน “ล่ามแปลภาษา” หมายถึงคนไทยที่สามารถสื่อสาร/แปลระหว่างภาษาต่างประเทศกับภาษาไทยได้ ส่วนคนต่างชาติที่ได้รับการว่าจ้างให้แปลภาษาจะเรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งต่างจากล่ามอาชีพตรงที่ไม่สามารถรับรองเอกสารได้ และการจ้างต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

▪️โคแฟคพบว่าหน่วยงานราชการจำนวนมากมีการประกาศรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษา เช่น เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 สำนักจัดหางานจังหวัดนนทบุรีรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษาเมียนมา 1 อัตรา เดือน ต.ค. 2568 กรมการจัดหางานรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษาเมียนมา กัมพูชาและอังกฤษอย่างละ 2 อัตรา เป็นต้น

📌 ข้อสรุปโคแฟค: งานนายหน้าเป็นอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำจริง แต่งานล่ามแปลภาษาไม่ได้อยู่ในบัญชีประเภทงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ คนต่างด้าวชาวเมียนมา กัมพูชาและลาวสามารถทำงานแปลภาษาได้แต่เรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งการรับสมัครและการว่าจ้างจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง “กําหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทําได้” และลักษณะการทำงานก็แตกต่างจากอาชีพล่ามแปลภาษาเนื่องจากไม่สามารถรับรองเอกสารแปลได้

⚠️ ประเด็น “คนต่างด้าวแย่งงานคนไทย” มักถูกนำมาใช้ยุยงปลุกปั่นความเกลียดชังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งด้วยข้อกำหนดและกฎหมายแรงงาน/คนเข้าเมืองที่มีความซับซ้อนทำให้ยากที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง หากไม่แน่ใจในข้อมูลจึงไม่ควรแชร์เนื้อหาลักษณะนี้ 

อย่างไรก็ตามประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประเภทงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำได้จาก “ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ” ซึ่งมีงานทั้งหมด 40 ประเภทแบ่งเป็น 4 บัญชี พร้อมคำอธิบายลักษณะงาน

หมายเหตุ: คำอธิบายเพิ่มเติมจากกรมการจัดหางาน

โคแฟคส่งอีเมลสอบถามข้อมูลจากกรมการจัดหางานเกี่ยวกับการทำงานล่ามแปลภาษาและงานนายหน้าของคนต่างด้าวเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 และได้รับอีเมลตอบกลับเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ซึ่งกรมการจัดหางานอธิบายเพิ่มเติมดังนี้

“กระทรวงแรงงานได้มีประกาศ เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 โดยข้อ 2 กำหนดให้งานตามที่ระบุไว้ในบัญชีหนึ่งท้ายประกาศ หรืองานที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีสัญชาติไทย เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดในทุกท้องที่ในราชอาณาจักร โดยบัญชีหนึ่ง ลำดับที่ 19 กำหนดให้งานนายหน้าหรืองานตัวแทน เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด เว้นแต่งานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าหรือการลงทุนระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวได้กำหนดคำนิยามของงานนายหน้าหรืองานตัวแทนว่า หมายถึง งานเป็นคนกลางติดต่อ ชักชวนให้บุคคลสองฝ่ายได้มีการตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับการประกันภัย การซื้อขายสินค้า การซื้อขายหรือการเช่าและให้เช่าทรัพย์สิน หรือการซื้อขายหรือเข้าร่วมในบริการธุรกิจ โดยได้รับค่านายหน้าเป็นการตอบแทน ทั้งนี้ ยกเว้นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้าหรือการลงทุนระหว่างประเทศ

ในการพิจารณาว่าการทำงานของคนต่างด้าวเป็นงานที่ห้ามทำตามประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะและเนื้อหาของงานที่ปฏิบัติจริงเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากชื่อตำแหน่ง ชื่ออาชีพ หรือชื่อเรียกของงานแต่เพียงอย่างเดียว โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและลักษณะการปฏิบัติงานเป็นรายกรณี ทั้งนี้ หากลักษณะการปฏิบัติงานเข้าข่ายงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ แม้จะใช้ชื่อตำแหน่งหรือชื่ออาชีพแตกต่างออกไป ก็ยังคงถือเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศดังกล่าว

กรณีงานล่ามแปลภาษา หากลักษณะการปฏิบัติงานเป็นเพียงการแปลภาษาและการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยมิได้มีลักษณะเป็นการทำหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อหรือชักชวนให้บุคคลสองฝ่ายได้มีการตกลงกันตามคำนิยามของงานนายหน้าหรืองานตัวแทน ย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนตามประกาศกระทรวงแรงงานฯ แต่หากลักษณะการปฏิบัติงานเป็นการทำหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อ ชักชวน หรือดำเนินการให้บุคคลสองฝ่ายได้มีการตกลงกันตามคำนิยามของงานนายหน้าหรืองานตัวแทน แม้จะใช้ชื่อตำแหน่งว่า “ล่ามแปลภาษา” ก็ย่อมเข้าข่ายงานนายหน้าหรืองานตัวแทน ซึ่งเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศกระทรวงแรงงานฯ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ท่านได้แจ้งมา ยังมิได้มีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะและขอบเขตการปฏิบัติงานของล่ามแปลภาษา จึงยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้เป็นการเฉพาะว่าการทำงานดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นงานนายหน้าหรืองานตัวแทน หรือเข้าข่ายงานอื่นที่เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศกระทรวงแรงงานฯ หรือไม่ โดยต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง ลักษณะและเนื้อหาของการปฏิบัติงานเป็นรายกรณี

ทั้งนี้ หากนายจ้างประสงค์จะจ้างคนต่างด้าวทำงานในประเทศไทย นายจ้างต้องดำเนินการให้คนต่างด้าวได้รับอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และคนต่างด้าวต้องทำงานกับนายจ้างและประเภทงานตามสิทธิที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน หมายเลขโทรศัพท์ 02 245 2476″

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

คลิปโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังไฟไหม้ เกือบ 8 ล้านวิว เป็นคลิปที่สร้างด้วย AI จากภาพข่าวจริง

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังเหตุไฟไหม้

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นคลิปที่สร้างขึ้นจาก AI โดยใช้ภาพสถานที่เกิดเหตุจริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 ก.ค. 2569 เวลา 17:32 น. บัญชีเฟซบุ๊ก “Wilai Supasawat” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 13 วินาที เป็นวีดิโอแสดงสภาพของสถานที่แห่งหนึ่งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ฝังข้อความในคลิปว่า “เป็นภาพที่ไม่อยากเห็นเลย โอ้ยหดหู่” พร้อมเสียงเพลงประกอบ และติดแฮชแท็ก #โรงเบียร์ลาดพร้าว ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ในคืนวันที่ 12 ก.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มียอดการเข้าชมมากกว่า 7.8 ล้านครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 1,100 ครั้ง ณ วันที่ 16 ก.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบภาพประกอบข่าวเพลิงไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ซึ่งมีองค์ประกอบเหมือนกันทุกประการกับภาพในคลิป จึงมีความเป็นได้สูงว่าเป็นที่มาของภาพในคลิป  

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Wilai Supasawat” กับภาพประกอบข่าวของ ททบ.5 พบว่ามีความเหมือนกันหลายจุด จึงคาดว่าคลิปนี้สร้างขึ้นโดยใช้ภาพประกอบข่าวที่มีการเผยแพร่ในสื่อ

แต่เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของภาพในคลิป พบว่ามีจุดที่ผิดเพี้ยนจากภาพข่าวต้นฉบับ ดังนี้ 

▪️ ภาพหน้าเวที – เมื่อภาพหมุนไปทางขวาของเวที หน้าต่างของร้านได้หายไป 1 บาน นอกจากนี้ตัวหนังสือที่ควรจะเป็นคำว่า “โรงเบียร์” ในคลิปได้ถูกเปลี่ยนเป็นคำอื่นที่ไม่สามารถถอดเป็นอักษรได้ 

▪️ ภาพด้านข้างเวที บริเวณหน้าต่าง – เมื่อภาพเคลื่อนไปทางขวา แสดงให้เห็นภาพหน้าต่างที่กว้างกว่าหน้าต่างบานอื่น ๆ รวมถึงภาพสิ่งของเสียหายจำนวนมากบริเวณนอกอาคาร ซึ่งการตรวจสอบจากภาพบริเวณหน้าร้านที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 69 ไม่พบว่ามีกองสิ่งของขนาดใหญ่อยู่นอกร้านเหมือนในคลิป 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: จากความผิดเพี้ยนอย่างน้อยสองจุดที่ตรวจพบในคลิป ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า คลิปนี้นำภาพข่าวจริงมาดัดแปลงเป็นคลิปด้วย AI ทำให้เกิดอาการผิดเพี้ยนหรือการหลอนของ AI (AI Hallucination) จากการที่ AI จะต้องเพิ่มเติมส่วนของคลิป ที่ไม่มีอยู่ในภาพต้นฉบับขึ้นมา นอกจากนี้โคแฟคยังได้นำคลิปไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Hive Moderation ได้ผลวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ 99.9 % ว่าคลิปนี้ถูกสร้างด้วย AI  

ผลการตรวจสอบด้วยเครืองมือ Hive Moderation

เพจเฟซบุ๊กโพสต์ข่าวสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธใส่อิหร่าน แต่ภาพประกอบเป็นภาพอิสราเอลโจมตีเลบานอน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพประกอบเหตุการณ์สหรัฐอเมริกายิงขีปนาวุธโจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่าน

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพประกอบไม่ตรงกับเนื้อหา** สหรัฐฯ โจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่านจริง แต่ภาพประกอบเป็นเหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีเลบานอนในเดือน พ.ค. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘แลงมาเซ’ โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยระบุว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธถล่มเกาะเกชม์ (Qeshm) ของอิหร่านเป็นรอบที่สอง เป้าหมายคือฐานทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติที่ใช้คุมปากทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีภาพประกอบเป็นภาพอาคารที่มีควันพวยพุ่ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักข่าวอัลจาซีราและ CNN รายงานว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธใส่เกาะเกชม์ของอิหร่าน 2 ครั้งเมื่อวันที่ 12 และ 14 ก.ค. 2569

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวนำมาประกอบไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ที่เกาะเกชม์ จากการนำภาพไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพอาคารในเมือง Nabatieh ทางภาคใต้ของเลบานอน ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2569 โดยเป็นภาพของรอยเตอร์ที่สำนักข่าวหลายแห่ง เช่น NBC, The Japan Times และอัลจาซีรานำมาเผยแพร่ประกอบข่าว

ข่าวอิสราเอลโจมตีเลบานอนที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักข่าว NBC เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2569
ระบุในคำบรรยายภาพว่า “กลุ่มควันพวยพุ่งทางตอนใต้ของเลบานอน” โดยระบุว่าภาพจากรอยเตอร์

“สถิติชีวิตคนไทยหลังเกษียณ” เนื้อหาเท็จที่วนซ้ำมากว่า 7 ปี แบงก์ชาติยืนยันไม่ได้จัดทำหรือเผยแพร่

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยสถิติชีวิตหลังเกษียณของคนไทย พบ 48% ยังต้องดิ้นรน-ทำงานหนัก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ธปท. ยืนยันไม่เคยจัดทำหรือเผยแพร่สถิตินี้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 11-14 ก.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมทั้งส่งต่อในแอปพลิเคชันไลน์ อ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถิติชีวิตหลังเกษียณของคนไทย ดังนี้  1% ร่ำรวย เป็นเศรษฐี, 4% มีเงินใช้สุขสบาย, 7% พอช่วยเหลือตัวเองได้, 40% ต้องพึ่งพาลูกหลาน สถานสงเคราะห์, 48% ยังคงต้องดิ้นรน ทำงานหนักแม้จะแก่แล้ว สรุป สำเร็จแค่ 5 % ล้มเหลว 95% (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ธปท. ยืนยันกับโคแฟควันนี้ (14 ก.ค.) ว่าสถิติดังกล่าวไม่ได้จัดทำหรือเผยแพร่โดย ธปท. 

“ข่าวหรือข้อความที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อาจมีการอ้างอิงแหล่งที่มาที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง จึงขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการของหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงก่อนนำไปใช้อ้างอิงหรือเผยแพร่ต่อ โดยสามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร และสถิติที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่อย่างเป็นทางการได้ทางเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ www.bot.or.th” เจ้าหน้าที่ ธปท. ระบุในอีเมลตอบกลับโคแฟค 

โคแฟคยังพบด้วยว่าเนื้อหานี้เคยถูกเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 2562 ต่อมาวันที่ 29 พ.ค. 2563 AFP Fact Check ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเท็จโดยอ้างคำยืนยันจาก ธปท. ว่าไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ทำข้อมูลสถิติดังกล่าว

กินอาหารที่แช่ตู้เย็นไว้เป็นเวลานาน เสี่ยงแค่ไหนต่อสุขภาพและการเกิดโรคมะเร็ง?

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ภาพแพทย์กำลังตรวจรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล พร้อมข้อความ “มะเร็งลำไส้ป่วยพุ่ง! แพทย์เตือน อดอาหารยังดีกว่า ถ้ากิน 4 อย่างนี้ในตู้เย็น” ถูกโพสต์ในเฟซบุ๊กพร้อมลิงก์ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์แห่งหนึ่งซึ่งก่อนหน้านี้กองบรรณาธิการโคแฟคพบว่าเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมักใช้ภาพและเนื้อหาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กันเลยมาประกอบเป็นโพสต์หรือบทความ

ข้อความในโพสต์ระบุถึงอาหาร 4 อย่างว่าทำลายสุขภาพลำไส้ โดยไม่ได้บอกที่มาที่ไปหรือแหล่งอ้างอิง ได้แก่

  1. อาหารค้างคืนที่เก็บไว้นานเกินควร เสี่ยงต่อการเติบโตของจุลินทรีย์ อีกทั้งการนำมาอุ่นซ้ำหลายครั้งยังอาจเกิดสารตกค้างซึ่งส่งผลกระทบต่อลำไส้ในระยะยาว
  2. ของหมักดองและเนื้อสัตว์แปรรูปที่เก็บผิดวิธี รวมถึงเก็บนานจนหมดอายุ สารกันบูดจะทำปฏิกิริยาและเสื่อมสภาพ กลายเป็นสารที่ก่ออาการระคายเคืองกับระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
  3. ผัก – ผลไม้ที่มีรอยช้ำหรือขึ้นรา แม้จะคัดส่วนราบนพื้นผิวออก แต่เชื้อราสามารถฝังลงไปในเนื้อผักหรือผลไม้ได้ และเชื้อราบางชนิดยังทนต่อความร้อนด้วย
  4. ของแช่แข็งที่ละลายแล้วนำกลับไปแช่แข็งซ้ำ เพราะการทำให้อุณหภูมิขึ้นๆ ลงๆ เป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถก่อโรคแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นได้ จนอาจเกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้

ภาพประกอบนี้มาจากไหน?

ภาพประกอบจากเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ดังกล่าว เมื่อค้นด้วย Google Lens พบว่า มีการใช้ 2 ภาพประกอบกัน และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับโรคมะเร็งลำไส้ ดังนี้

ภาพอาหารในตู้เย็นในเพจเฟซบุ๊กนี้พบว่ามีการโพสต์ไว้ในคลังภาพของเว็บไซต์ Wikipedia พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาเวียดนาม ระบุชื่อภาพ Tập tin:Dự trữ thức ăn tết 2017 trong tủ lạnh (1).jpg ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “อาหารสำรองสำหรับเทศกาลตรุษจีนปี 2560 ในตู้เย็น” ถ่ายเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2560 และโพสต์ในวันที่ 20 พ.ค. 2561 ระบุชื่อผู้โพสต์คือ Phương Huy

ภาพดังกล่าวยังเคยถูกใช้บนเว็บไซต์ข่าวสารวาไรตี้ของเวียดนามอย่างน้อย 2 แห่ง คือ sona.vn และ afamily.vn ช่วงวันที่ 20 – 21 พ.ค. 2562 ในบทความหัวข้อการทำความสะอาดและจัดระเบียบสิ่งของในตู้เย็น เพื่อให้คุณแม่สามารถปั๊มและเก็บนมแม่ให้ลูกดื่มได้อย่างปลอดภัย โดยเป็นหนึ่งในชุดภาพตัวอย่างตู้เย็นที่ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งบางภาพปรากฏขวดนมวางไว้ติดกับอาหารที่กินเหลือด้วย

ภาพแพทย์ตรวจอาการผู้ป่วยบนเตียงในโรงพยาบาลพบเป็นภาพข่าวที่เผยแพร่ในสื่อเวียดนามหลายสำนัก เช่น Vietnam.vn, VNExpress, VTC News ในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ระบุเป็นการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke หรือ đột quỵ ในภาษาเวียดนาม) ที่โรงพยาบาล Bạch Mai สาขา Ninh Bình ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัด Ninh Bình ของเวียดนาม โดยโรงพยาบาลแห่งนี้รับผู้ป่วยโรคดังกล่าวจำนวน 2 ราย เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2569 และสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันการณ์ ทำให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากการเสียชีวิตหรือกลายเป็นอัมพาตถาวร

มะเร็งลำไส้เกิดจากอะไร?

ข้อมูลจากสำนักสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (มีนาคม 2568) กล่าวถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ว่า เป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 3 ในเพศหญิง (สถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราเสียชีวิต เฉลี่ยวันละ 15 คน (ปีละ 5,476 คน) ผู้ป่วยใหม่ เฉลี่ยวันละ 44 คน (ปีละ 15,939 คน) สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกิดจากอายุที่มากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคอาหารและการดำเนินชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงประวัติพันธุกรรมในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ยิ่งเพิ่มโอกาสให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น

Infographic โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (ที่มา : สำนักสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข)

บทความ ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคร้ายที่มากับของอร่อย’ โดย ผศ.นพ.พงศศิษฎ์ สิงหทัศน์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุและเวชบำบัดวิกฤตศัลยกรรม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) เป็นโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบย่อยอาหาร เซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้สามารถกลายเป็นเนื้อร้ายและแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาในระยะเริ่มแรก

มีปัจจัยก่อโรค เช่น พันธุกรรมหรือยีนผิดปกติ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง สูบบุหรี่ บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารที่มีไขมันสูง กินอาหารที่มีกากใยน้อย หรือกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อแดงในปริมาณมาก กินอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม มีประวัติเคยเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และโรคอ้วน มีพฤติกรรมนั่งนาน ไม่ค่อยลุกเดิน สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค เช่น ผู้มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง และมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีอุจจาระขนาดเล็กผิดปกติ หรือมีเลือดปนมากับอุจจาระ

“สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ่ายเป็นเลือด มีเลือดปนมากับอุจจาระ , ท้องผูกสลับท้องเสีย , คลำเจอก้อนในท้อง ควรรีบพบแพทย์ , ไม่ถ่ายไม่ผายลม อาจเกิดจากก้อนมะเร็งโตจนไปอุดตันลำไส้ อาจทำให้ลำไส้แตก และเสียชีวิตได้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล” ผศ.นพ.พงศศิษฎ์ระบุในบทความ

อาหารแปรรูปขั้นสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ รวมถึงโรคมะเร็ง (ที่มา : iStock)

ความเสี่ยงของการบริโภคอาหารที่เก็บในตู้เย็นเป็นเวลานาน

มีคำอธิบายจาก ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ กรรมการวิชาชีพสาขาการกำหนดอาหาร กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ว่า ตู้เย็นไม่ได้ทำให้อาหารเป็นอมตะ การเก็บอาหารไว้นานเกินไป หรือเก็บไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ เพิ่มความเสี่ยงอาหารเป็นพิษ และทำให้คุณภาพอาหารลดลงได้ อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าอาหารบางชนิดในตู้เย็นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้พุ่งสูงขึ้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงพอที่จะยืนยันได้ โดยมีรายละเอียดของอาหารแต่ละประเภท ดังนี้

อาหารค้างคืนหรืออาหารที่เก็บไว้นาน ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่าก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ของความเสี่ยงทางอ้อมจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเกิดสารประกอบที่อาจเป็นอันตรายจากการอุ่นซ้ำ เช่นสารประกอบอินทรีย์ไนโตรซามีน (nitrosamines) และผลิตภัณฑ์ที่กลิ่นหรือรสชาติเปลี่ยนเนื่องจากไขมันที่เป็นส่วนประกอบเสื่อมสภาพเมื่อสัมผัสออกซิเจน( lipid oxidation)  การปนเปื้อนของจุลินทรีย์จากการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงความสัมพันธ์กับรูปแบบการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพต่ำหรืออาหารแปรรูปสูง

อาหารหมักดอง โดยเฉพาะประเภทที่มีการเติมเกลือสูงหรือใช้สารไนเตรต/ไนไตรต์ มีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่แสดงความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้น กลไกสำคัญคือการเปลี่ยนไนเตรตและไนไตรต์ในอาหารไปเป็น N-nitroso compounds (NOCs) ภายในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ การบริโภคอาหารเค็มจัดยังสัมพันธ์กับการระคายเคืองและการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ ซึ่งอาจส่งเสริมกระบวนการเกิดมะเร็งในระยะยาว แนวทางของ World Cancer Research Fund/American Institute for Cancer Research (WCRF/AICR) แนะนำให้จำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารที่มีเกลือสูงเพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้

เนื้อแปรรูป ประเด็นที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุด อาหารประเภทไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง และเนื้อรมควัน เป็นกลุ่มที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนชัดเจนว่า การบริโภคเป็นประจำในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ องค์การอนามัยโลกจัดให้เนื้อแปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Group 1 Carcinogen) อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคระยะยาว ไม่ใช่เพียงเพราะเก็บไว้ในตู้เย็น

เนื้อสัตว์ละลายแล้วแช่แข็งซ้ำ อันตรายจริง แต่ไม่ใช่เรื่องมะเร็ง การนำเนื้อสัตว์ออกมาละลายแล้วนำกลับไปแช่แข็งซ้ำหลายครั้ง เป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักคือโรคจากอาหารปนเปื้อน ไม่ใช่มะเร็งลำไส้ วิธีที่ถูกต้องคือแบ่งเนื้อสัตว์เป็นส่วนย่อยก่อนแช่แข็ง และละลายเฉพาะปริมาณที่ต้องการใช้ในแต่ละครั้ง

อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed Foods) หลักฐานจากการศึกษาขนาดใหญ่ในวารสาร BMJ (2022) รายงานว่าการบริโภคอาหารกลุ่มนี้ในปริมาณสูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่ากลุ่มที่บริโภคสูงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่บริโภคต่ำ โดยอาหารแปรรูปขั้นสูง มีทั้งประเภทวัตถุดิบประกอบอาหาร เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก แฮม โบโลญญา, อาหารปรุงสำเร็จแบบแช่แข็งอุ่นด้วยไมโครเวฟ เช่น ข้าวกล่อง, ขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ, เครื่องดื่มสำเร็จรูป เช่น น้ำอัดลม ชา-กาแฟพร้อมดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง, อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น

ผักใบเขียว มีสารไนเตรตตามธรรมชาติจริง และเมื่อเก็บรักษาไม่เหมาะสมอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นไนไตรต์ได้บางส่วน แต่ข้อมูลวิจัยในปัจจุบันกลับพบว่า การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่ลดลง เนื่องจากผักอุดมไปด้วยใยอาหาร วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้ ดังนั้น ประชาชนไม่ควรเข้าใจว่า “ผักแช่ตู้เย็น” เป็นอาหารอันตราย แต่ควรหลีกเลี่ยงเฉพาะผักที่เน่าเสีย เหี่ยวมาก หรือขึ้นราเท่านั้น

อาหารขึ้นรา ไม่ควรเสี่ยงกินต่อ หากพบเชื้อราในถั่ว ธัญพืช พริกแห้ง หรืออาหารแห้งอื่น ๆ คำแนะนำคือ ควรทิ้งทั้งหมด ไม่ควรตัดเฉพาะส่วนที่ขึ้นราออกแล้วรับประทานต่อ เนื่องจากเชื้อราอาจสร้างสารพิษอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งตับอย่างชัดเจน mu อนึ่ง คำแนะนำของณัฐฐศรัณฐ์ยังสอดคล้องกับข้อมูลจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่า สารพิษจากเชื้อรามักปนเปื้อนมาจากกับอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อรา เชื้อราเหล่านี้ไม่เพียงแต่อยู่ที่ผิวของอาหารแต่ยังสามารถเจริญเติบโตแทรกลงไปในเนื้ออาหารด้วย โดยเชื้อราที่ก่อสารพิษมีหลายชนิด พบได้ทั้งในอาหารแห้ง นม ผักและผลไม้ เป็นต้น

เชื้อราแต่ละชนิด สารพิษและแหล่งที่พบ (ที่มา : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

โดยสรุปแล้ว ณัฐฐศรัณฐ์ ย้ำว่า ประชาชนควรตระหนักเรื่องความปลอดภัยอาหาร แต่ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอาหารในตู้เย็นจนเกินเหตุ อาหารค้างคืนที่เก็บอย่างถูกสุขลักษณะ อาหารแช่เย็นที่ยังไม่หมดอายุ หรือผักที่เก็บรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ได้มีหลักฐานว่าทำให้เกิดมะเร็งลำไส้โดยตรง สิ่งสำคัญคือการเลือกอาหารที่สด สะอาด เก็บรักษาอย่างถูกต้อง รับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ ลดการบริโภคเนื้อแปรรูป และรักษาพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม

“การสื่อสารต่อประชาชนควรเน้นเรื่อง “ความปลอดภัยอาหาร” มากกว่าการสร้างความหวาดกลัวว่าอาหารในตู้เย็นเป็นต้นเหตุของมะเร็งลำไส้ เพราะการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพยังคงอยู่ที่การรับประทานอาหารที่สมดุล ได้รับใยอาหารเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัว งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และเข้ารับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ตามเกณฑ์อายุและความเสี่ยงที่เหมาะสม” ณัฐฐศรัณฐ์กล่าวในตอนท้าย

การแบ่งประเภทอาหารแบบวิธี NOVA
(ที่มา : งานวิจัย ‘Ultraprocessed Food and Risk of Cancer: Mechanistic Pathways and Public Health Implications’ , MDPI)

ภาคผนวก

งานวิจัย ‘Ultraprocessed Food and Risk of Cancer: Mechanistic Pathways and Public Health Implications’ ที่เผยแพร่ในระบบฐานข้อมูลวิชาการของ MDPI ได้ย้ำถึงหลักฐานที่สอดคล้องกันระหว่างการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงในปริมาณมากกับการป่วยเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้อธิบายคำว่า ‘อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods – UPFs)’ มีที่มาจากการแบ่งประเภทอาหารแบบ ‘NOVA’ ที่พัฒนาขึ้นโดย คาร์ลอส ออกุสโต มอนเตโร (Carlos Augusto Monteiro) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซา เปาโล ประเทศบราซิล แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด (Unprocessed or Minimally Processed Foods)’ อาหารเหล่านี้เป็นส่วนที่กินได้ของพืชและสัตว์ (เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืช ไข่ เนื้อสด) ที่อาจผ่านการทำความสะอาด อบแห้ง แช่แข็ง หรือหมักโดยไม่เติมสารใดๆ
  • กลุ่ม 2 ส่วนผสมอาหารแปรรูป (Processed Culinary Ingredients)’ สารที่สกัดจากอาหารกลุ่ม 1 หรือจากธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตาล เกลือ น้ำมัน และไขมัน ที่ใช้ในการปรุงอาหารในครัวเรือน
  • กลุ่ม 3 อาหารแปรรูป (Processed Foods)’ ผลิตภัณฑ์ที่ทำโดยการผสมผสานรายการกลุ่ม 1 และกลุ่ม 2 เช่น ผักกระป๋องใส่เกลือ ชีส และขนมปังทำมือ ซึ่งยังคงลักษณะที่สามารถจดจำได้ของอาหารดั้งเดิม
  • กลุ่ม 4 อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods)’ สูตรที่ทำขึ้นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจากสารที่ได้จากอาหาร มักมีอาหารสดที่ยังคงสภาพเดิมอยู่น้อยหรือไม่มีเลย เช่น เครื่องดื่มอัดลม ขนมขบเคี้ยวบรรจุภัณฑ์ ซีเรียลอาหารเช้าหวาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป

เพจเฟซบุ๊กและสื่อมวลชนบางสำนักให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับสายรถเมล์ที่พุ่งชนต้นไม้บนถนนลาดพร้าว

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รถเมล์สาย 145 ชนต้นไม้ที่ซอยลาดพร้าว 112 เมื่อเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2569  มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาคลาดเคลื่อน** รถเมล์ที่เกิดอุบัติเหตุคือสาย 514 ไม่ใช่สาย 145 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 11 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘คนรักบ้านราคาถูก’ โพสต์ภาพรถเมล์ชนต้นไม้ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงที่นำมาดัดแปลงด้วย AI ฝังข้อความ “รถเมล์สาย 145 พุ่งขึ้นทางเท้า คนเจ็บนับ 10 คนขับบอกคุมไม่ได้”

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่ารถเมล์สาย 145 เสียหลักพุ่งขึ้นทางเท้าบริเวณซอยลาดพร้าว 112 เขตวังทองหลาง ชนตู้ควบคุมสัญญาณและต้นไม้ข้างทาง มีผู้บาดเจ็บนับสิบราย    

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: อุบัติเหตุรถโดยสารประจำทางเสียหลักชนต้นไม้บนถนนลาดพร้าวเกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2569 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2569 ว่ารถคันเกิดเหตุคือสาย 514 (1-54) วิ่งระหว่างหมอชิต 2-อู่แพรกษา ขณะวิ่งอยู่บนถนนลาดพร้าวได้เกิดเหตุขัดข้องคันเร่งค้าง ทำให้เสียการควบคุมและชนต้นไม้ข้างทาง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย

แถลงการณ์ของ ขสมก. ระบุชัดว่ารถเมล์ที่เกิดเหตุคือสาย 514 ไม่ใช่สาย 145 ตามที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวรายงาน ข้อมูลคลาดเคลื่อนนี้อาจเกิดจากความสับสนเนื่องจากรถเมล์ทั้งสองสายมีเส้นทางที่วิ่งผ่านถนนลาดพร้าวเหมือนกัน โดยสาย 514 เริ่มต้นที่มีนบุรี ส่วนสาย 145 เริ่มต้นที่แพรกษา

สื่อมวลชนบางสำนักรายงานข่าวคลาดเคลื่อนเช่นกัน โดยระบุว่ารถเมล์คันที่เกิดเหตุเป็นสาย 145 ซึ่ง ณ วันที่ 13 ก.ค. 2569 ยังไม่มีการแก้ไข

นอกจากนี้ภาพประกอบที่ดัดแปลงด้วย AI ยังนำภาพผู้หญิงสวมเครื่องแบบคล้ายพนักงาน ขสมก. มาประกอบข้อความว่า “คนขับบอกคุมไม่ได้” ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าผู้หญิงในภาพคือคนขับ ทั้งที่จริงแล้วคนขับรถคันดังกล่าวเป็นผู้ชาย

ธนาคารกรุงไทยยืนยันไม่มีโครงการแจกเงิน 5,000 บาท เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือกดลิงก์ที่แนบมา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารกรุงไทยแจกเงิน 5,000 บาท เพียงกดลิงก์และกรอกรหัสบัตรประชาชน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** หลอกลวงให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล สุ่มเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ธนาคารกรุงไทยยืนยันไม่มีโครงการนี้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ก.ค. 2569 มีผู้ส่งข้อความมาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงทาง cofact.org ข้อความดังกล่าวอ้างว่าส่งมาจากธนาคารกรุงไทย ระบุว่า “ด่วนแจกเงินฟรี 5,000 บาท ทุกคนเพียงแค่กดลิงก์นี้แล้วกรอกกรหัสบัตรประชาชน รีบทำก่อนหมดเขตเที่ยงคืนนี้”  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ธนาคารกรุงไทยยืนยันเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ว่าเป็นเนื้อหาเท็จ ธนาคารไม่มีโครงการแจกเงินจำนวน 5,000 บาท และข้อความดังกล่าวไม่ได้มาจากธนาคาร  

เจ้าหน้าที่ย้ำว่าธนาคารไม่มีนโยบายส่ง SMS ให้ประชาชนทำธุรกรรมผ่านลิงก์ และเตือนว่าหากประชาชนได้รับข้อความลักษณะนี้ อย่ากดลิงก์หรือทำตามที่ข้อความระบุเพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

คลิปการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกไทยถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นภาพทหารจีนเคลื่อนกำลังเข้าอินเดีย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปกองทัพจีนเคลื่อนกำลังพลเข้าไปในอินเดีย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปการฝึกของนักเรียนนายสิบของไทย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7-8 ก.ค. 2569 มีผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรมโพสต์คลิปวิดีโอทหารเดินเรียงแถวลัดเลาะในป่า บรรยายข้อความเป็นภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษว่าทหารกองทัพจีนเคลื่อนกำลังเข้ามาในรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งเป็นมลรัฐของอินเดียที่ติดกับชายแดนของจีน (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักข่าว Prajavani ของอินเดีย รายงานเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ว่าสำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลกลางอินเดีย (PIB) ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นข่าวลวง โดยสถานที่ในคลิปวิดีโอไม่ใช่พื้นที่ชายแดนอินเดีย-จีน และทหารในคลิปเป็นทหารไทย คลิปนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับอินเดียเลย

โคแฟคนำภาพจากคลิปมาค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์บนเพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ เมื่อวันที่ 16 และ 25 มิ.ย. 2569 คำบรรยายและแฮชแท็กสรุปได้ว่าเป็นการเดินทางไกลระหว่างการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกรุ่นที่ 30 ปีการศึกษา 2569  

เพจ ‘เลียงผาขาแข็ง’ มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนบัญชี มักโพสต์ภาพและคลิปวิดีโอการฝึกและกิจกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนนายสิบทหารบกโดยแอดมินเพจเป็นครูฝึกนักเรียนนายสิบ กองร้อยนักเรียนนายสิบที่ 2 กองพันนักเรียนนายสิบที่ 3 (พัน.3 ร้อย.2) ซึ่งมีเลียงผาเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กองร้อยเลียงผา”

วันที่ 11 ก.ค. 2569 โคแฟคได้รับคำยืนยันจากแอดมินเพจว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพการฝึกเดินทางไกลและพักแรมตามหลักสูตรของนักเรียนนายสิบในประเทศไทย  

จากการชี้แจงขอสำนักประชาสัมพันธ์ รัฐบาลอินเดีย และคำยืนยันของแอดมินเพจเฟซบุ๊กเจ้าของคลิปสรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบกของไทย แต่ถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นคลิปทหารจีนเคลื่อนกำลังพลเข้าอินเดีย

เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่คำพูดปลอมของ “สีหศักดิ์” กต. ยืนยันไม่ใช่คำพูดของรัฐมนตรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐมนตรีต่างประเทศ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ระบุ “ไม่เห็นด้วย เอาเงินภาษีคนไทยไปให้เด็กเขมร”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ข้อความนี้ไม่ใช่คำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการกุคำพูดขึ้นมาประกอบภาพที่สร้างด้วย AI  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กระแสข่าว” โพสต์ภาพสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว. กต.) ฝังข้อความ “สีหศักดิ์ยืนยันไม่เห็นด้วยที่ให้ทุนเด็กเขมร ต้องให้เด็กไทยเท่านั้น!” และบรรยายในโพสต์ว่า “ท่านสีหศักดิ์ลั่น! ผมไม่เห็นด้วย เอาเงินภาษีคนไทยไปให้เด็กเขมร ‘พวกเนรคุณ’ ให้ไปก็ไม่รู้บุญคุณ ยันภาษีคนไทย ลูกหลานคนไทยสิสมควรได้รับ”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันกับโคแฟคว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง รมว. กต. ไม่เคยกล่าวแสดงความเห็นเช่นนั้น

โคแฟคตรวจสอบพบว่าเพจ “กระแสข่าว” เผยแพร่ภาพและโควทปลอมของสีหศักดิ์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 ซึ่งถูกแชร์ต่อเกือบ 200 ครั้ง และนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 ก.ค. โดยอาศัยช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีการหยิบยกประเด็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับไทย-กัมพูชามาอภิปราย และสีหศักดิ์ได้ชี้แจงในสภาด้วย

📌 ข้อสังเกตโคแฟค:

1) เพจ “กระแสข่าว” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 6,600 บัญชี เผยแพร่เนื้อหาเท็จลักษณะนี้จำนวนมาก โดยใช้ภาพที่สร้างด้วย AI มาใส่ข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นคำพูดของรัฐมนตรีและบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โพสต์ที่กุคำพูดของสีหศักดิ์มีไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง เช่น “สีหศักดิ์แนะอังคณา ถ้าอยากช่วยเด็กนักเรียนเขมรควรใช้ทรัพย์สินส่วนตัวไปช่วย” (29 พ.ค.) และ “ผมไม่เห็นด้วยหากไทยจะเปิดด่าน ย้ำไทยควรตัดขาดกับเขมร” (31 พ.ค.)

2) ประเด็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่เด็กกัมพูชาถูกนำมาสร้างเนื้อหาเท็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างคำพูดปลอมของนักการเมืองและนักสิทธิมนุษยชน เช่น โพสต์เท็จว่านฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์ว่าสะเทือนใจที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ, โพสต์เท็จว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี, โพสต์เท็จว่า ศธ. สั่งมอบทุนให้นักเรียนกัมพูชา 800 ล้านบาท และโพสต์เท็จว่าแพทองธาร ชินวัตร หนุนให้ทุนนักเรียนกัมพูชาเพื่อรักษาความสัมพันธ์

แนวทางการตรวจสอบ “โควทคำพูดปลอม”

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอม  

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด ให้ค้นหาคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

คลิปคนกัมพูชาถ่ายคอนเทนต์หารายได้ออนไลน์ ถูกบิดเบือนว่าเป็นคลิปทหาร BHQ ฝึกชาวบ้านบินโดรน

ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนไทยนำคลิปกลุ่มคนกัมพูชาบินโดรนมาให้ข้อมูลบิดเบือนว่าเป็นภาพหน่วยทหาร BHQ ของกัมพูชาฝึกชาวบ้านบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาบังคับโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพกลุ่มคนที่กำลังถ่ายภาพรถตักดินบริเวณพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เพื่อนำภาพไปสร้างรายได้จากการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

30 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military force – สำรอง” ซึ่งระบุว่าเป็นเพจของผู้ที่สนใจเรื่องการทหารและไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย โพสต์คลิปความยาว 0.26 วินาที พร้อมคำบรรยายว่า “30 มิ.ย. ชาวเขมรลงคลิปพร้อมระบุแคปชั่น ‘ขอบคุณกองทัพสนับสนุนชาวเขมรฝึกบินโดรนที่ศรีโสภณ นำหลักสูตรไปป้องกันประเทศ สนับสนุนแนวหน้า’”

โพสต์นี้ถูกแชร์ต่อไปเกือบ 200 ครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ค.) อีกทั้งยังมีผู้นำเนื้อหาจากเพจ “Army Military force – สำรอง” ซึ่งไม่ได้อ้างอิงที่มาของข้อมูลและคลิป ไปดัดแปลงเป็นภาพนิ่งและเติมแต่งข้อความต่าง ๆ นานา เช่น เพจเฟซบุ๊ก “Youlike-คลิปเด็ด” โพสต์ภาพสกรีนช็อตจากคลิปและโพสต์ข้อความประกอบว่า “เขมรเตรียมพร้อม รอบนี้พี่จีนช่วยเต็มที่” และบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ณัฐวุฒิ ดำเนินงาม” โพสต์ภาพชุดเดียวกันพร้อมเช็คอินว่าอยู่ที่ “ชายแดนไทย-กัมพูชา”

นักข่าวสายทหาร-อินฟลูเล่าข่าว-สื่อ กระพือต่อ

คลิปนี้แพร่กระจายและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางเมื่อวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร นำภาพสกรีนช็อตจากนาทีที่ 0.13 ของคลิปดังกล่าวไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก “Wassana Nanuam” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. โดยบรรยายว่า “ทหารบ้านเขมร พร้อม BHQ ฝึกให้ชาวเขมรชายแดนแถวศรีโสภณ ตรงข้ามสระแก้ว” และขยายความต่อว่ากองทัพกัมพูชานิยมประกอบกำลังโดยให้ชาวบ้านบินฝูงโดรนธรรมดาเป็นเป้าหลอกเพื่อเปิดทางให้ทหาร BHQ บินโดรนพลีชีพและโดรนทิ้งระเบิดเข้าโจมตี “เป็นการสอนให้ชาวบ้านเป็นหน่วยข่าว ภาคพลเรือนไปด้วย”

โพสต์ของวาสนาซึ่งมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากกว่า 1.6 ล้านบัญชี มีผู้เข้ามากดแสดงความรู้สึกเกือบ 17,000 ครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 900 ครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ค.)  

วันที่ 2-3 ก.ค. สถานีโทรทัศน์พีพีทีวีและอมรินทร์ทีวีนำคลิปนี้มาเผยแพร่ออกอากาศโดยผู้ประกาศรายงานว่าเป็นการฝึกพลเรือนบินโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร

“จีนสอนให้เขมรบินโดรน เป็นเรื่องลับที่ถูกปิดในวงแคบ แต่ชาวบ้านเขมรบางคนไม่รู้ เข้าไปเห็นก็เลยถ่ายคลิปออกมา…ไม่ใช่บินเล่น นี่คือบิน [โดรน] ทางทหารทั้งนั้น” ผู้ประกาศข่าว พีพีทีวี รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” และเพจ Wassana Nanuam

รายการ “เรื่องใหญ่ Live Talk” ของพีพีทีวีพาดหัวข่าวว่า “จับตา! กัมพูชาฝึกพลเรือนบินโดรนเป็นเป้าหลอก”

ขณะที่ผู้ประกาศข่าวอมรินทร์ทีวีรายงานว่าคนที่บินโดรนในคลิปนี้ “มีทั้งชาวบ้านที่เป็นชาวบ้านจริง ๆ กับทหารที่ใส่ชุดชาวบ้าน เป็นทหารสอดไส้มา” และ “ชาวเขมรที่โพสต์คลิปนี้เขียนข้อความว่าขอบคุณกองทัพที่สนับสนุนชาวเขมรฝึกบินโดรนเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปสอดแนม”

ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย. – 3 ก.ค. คลิปและภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวางทั้งโดย “อินฟลูเอนเซอร์เล่าข่าว” ที่มีลักษณะเป็นเพจสาธารณะและบัญชีผู้ใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ยังพบการดัดแปลงเนื้อหา เช่น ใช้ AI ทำภาพกราฟิกและคลิปบรรยาย อีกด้วย

เพจเฟซบุ๊ก “อยากเล่า” นำเนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับคลิปฝูงโดรนมาเผยแพร่ต่อในลักษณะคลิปเล่าข่าวด้วย AI

คลิปต้นฉบับ

รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งตรวจสอบว่ากองทัพกัมพูชามีการฝึกให้พลเรือนบินโดรนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่จะตรวจสอบได้ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาที่มาและตรวจสอบเหตุการณ์ที่ในคลิปนี้เท่านั้น

การค้นหาที่มาของคลิปต้นฉบับเริ่มต้นจากการค้นหาด้วยคำค้น “โดรน ศรีโสภณ” ในภาษาเขมร ซึ่งเป็นชื่อเมืองในกัมพูชาที่เพจ “Army Military Force – สำรอง” และวาสนาระบุในโพสต์ เราพบข้อมูลที่น่าสนใจในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Vann Sokunthea Journalist” ที่โพสต์ข้อความโต้แย้งว่าคลิปกลุ่มคนบินโดรนที่นักข่าวไทยนำมาเผยแพร่นั้นไม่ใช่การฝึกโดรนทางทหารตามที่กล่าวอ้าง เพราะทั้งวิธีการและสถานที่ฝึกในคลิปไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกองทัพกัมพูชา ในโพสต์นี้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Sophear Tsp” เข้ามาคอมเมนต์ว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพของกลุ่มคนที่ถ่ายภาพและวิดีโอรถไถดินเพื่อนำไปทำเป็นคอนเทนต์สร้างรายได้ออนไลน์ พร้อมกับโพสต์ภาพประกอบจากบัญชีเฟซบุ๊กหนึ่งซึ่งเป็นเบาะแสให้เราตามไปจนพบคลิปต้นฉบับ  

จากการตรวจสอบพบว่าคลิปกลุ่มคนบินโดรนเหนือรถแทรกเตอร์ถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมร “ពេជ្រ បញ្ញា” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 พร้อมคำบรรยายสั้น ๆ ว่า “ឡើងភ្នំពេញម្ដង” (อาจแปลได้ว่า “บินชมพนมเปญ”) โดยไม่มีข้อความขอบคุณกองทัพที่มาฝึกชาวบ้านบินโดรนสอดแนมตามที่อินฟลูฯ และสื่อไทยรายงาน

(จากซ้ายไปขวา) คลิปต้นฉบับที่โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมร “ពេជ្រ បញ្ញា” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569, คลิปที่โพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” วันที่ 30 มิ.ย. 2569 และภาพสกรีนช็อตที่โพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “Wassna Nanuam” วันที่ 2 ก.ค. 2569

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมรหลายรายที่เข้ามาดูคลิปนี้คอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นภาพของกลุ่มคนที่ใช้โดรนถ่ายคลิปรถตักดินเพื่อนำไปทำคอนเทนต์ออนไลน์สร้างรายได้จากการเข้าชมหรือที่เรียกกันว่า MMO ซึ่งมาจากคำเต็มว่า Make Money Online 

หลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพของกลุ่มคนทำคอนเทนต์ MMO คือคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวเขมรชื่อ “Bro Kea-ប្រូគា” ในวันเดียวกันคือวันที่ 16 พ.ค. 2569 ซึ่งถ่ายจากสถานที่เดียวกัน โดยระบุว่าถ่ายจากไซต์งานบริเวณถนนใกล้ตลาด Toul Pongro ในกรุงพนมเปญ 

เมื่อนำคลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” มาเปรียบเทียบกับคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” พบว่ามีหลายจุดที่ตรงกัน ทั้งสภาพพื้นที่ ลักษณะของรถแทรกเตอร์ตักดินสีเหลืองยี่ห้อ Shantui ซึ่งมีสติกเกอร์ลายหน้าผู้ชายและตุ๊กตามิชลินสามตัวติดอยู่ รวมถึงการแต่งกายของบุคคลที่ยืนบันทึกภาพหรือบังคับโดรนอยู่ในบริเวณนั้น ทำให้สรุปได้ว่าสองคลิปนี้ถ่ายจากสถานที่เดียวกันในวันเดียวกัน แต่เป็นคนละมุม คลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” ถ่ายจากบนรถที่วิ่งอยู่บนถนนเข้ามาที่ไซต์งาน ส่วนคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” ถ่ายจากบนรถแทรกเตอร์ออกไปยังถนน

เมื่อนำคลิปของ “Bro Kea-ប្រូគា” (ซ้าย) กับคลิปของ “ពេជ្រ បញ្ញា” มาเปรียบเทียบกันพบว่ามีหลายจุดที่ตรงกัน
เช่น คนที่ยืนถ่ายภาพหรือบังคับโดรนอยู่ในบริเวณนั้น และรถแทรกเตอร์ที่มี่ตุ๊กตามิชลินผูกผ้าสีแดงติดอยู่
อีกคลิปหนึ่งที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Bro Kea-ប្រូគា”
โพสต์เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 มีโดรนตัวอื่นอยู่ในคลิปด้วย

จากการตรวจสอบเนื้อหาบนหน้าเฟซบุ๊ก “Bro Kea-ប្រូគា” เพิ่มเติมพบว่าเขาเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ที่มักโพสต์คลิปและภาพถ่ายจากรถขณะทำงาน รวมถึงคลิปภาพมุมสูงที่ถ่ายด้วยโดรน และบางคลิปก็มีภาพโดรนของคนอื่นอยู่ด้วย เจ้าของบัญชีนี้ระบุที่หน้าโปรไฟล์ว่าเป็น “digital creator” และหลายโพสต์จะติดแฮชแท็ก #MMO 

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ถ่ายและเผยแพร่คลิปวิดีโอเพื่อสร้างรายได้จากเฟซบุ๊ก หนึ่งในคลิปที่เขาโพสต์เป็นคลิปที่ถ่ายจากสถานที่เดียวกันในวันเดียวกันกับคลิปฝูงโดรนที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อไทยนำมาอ้างแบบผิด ๆ ว่าเป็นการฝึกบินโดรนสอดแนมทางทหารในเมืองศรีโสภณ ทั้งที่จริงแล้วจุดที่ถ่ายคลิปนี้อยู่ในกรุงพนมเปญ

Make Money Online (MMO) – สร้างรายได้จากเนื้อหา

การทำคอนเทนต์ออนไลน์เพื่อสร้างรายได้จากการเข้าชม (Make Money Online: MMO) เป็นช่องทางสร้างรายได้ที่กำลังได้รับความนิยมในกัมพูชา ซึ่งผู้โพสต์มักติดแฮชแท็ก #MMO เพื่อดันให้เนื้อหาปรากฏในอัลกอริทึม คล้ายกับการสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ในไทยที่มักติดแฮชแท็กว่า #เปิดการมองเห็น 

การถ่ายคลิปรถตักดินและรถบรรทุกดินเป็นคอนเทนต์ได้รับความนิยมบนอินเทอร์เน็ตในกัมพูชา เราพบว่ามีช่องยูทูบและบัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีที่เผยแพร่คลิปภาพเหล่านี้ เช่น ช่องยูทูบ គ្រឿងចក្រ Power Machines Excavator Cambodia และ Bro Kea-ប្រូគា แต่ละคลิปมียอดเข้าชมหลายแสนครั้ง

ภาพกลุ่มคนบังคับโดรนโดยเฉพาะในพื้นที่ก่อสร้างในกัมพูชาถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี ในเพจเฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” ซึ่งเป็นหนึ่งในเพจที่นำคลิปดังกล่าวมาบิดเบือน มีผู้ใช้เฟซบุ๊กคนไทยจำนวนหนึ่งเข้ามาให้ข้อมูลว่าเคยเห็นคลิปภาพโดรนถ่ายรถขุดดินในกัมพูชามาตั้งแต่ก่อนจะเกิดการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อกลางปี 2568 เสียอีก

คอมเมนต์คนไทยที่ให้ข้อมูลในโพสต์เฟซบุ๊ก “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ว่า
คลิปรถขุดดินในกัมพูชาที่ถ่ายด้วยโดรนมีมาตั้งแต่ก่อนความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจะปะทุเมื่อกลางปี 2568

สรุป

คลิปชาวกัมพูชายืนบังคับโดรนที่บินอยู่เหนือรถแทรกเตอร์ตักดิน-ถมดินที่สื่อมวลชนไทยและผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งนำมาเผยแพร่โดยอ้างแบบผิด ๆ ว่าเป็นคลิปที่ทหารกัมพูชากำลังฝึกพลเรือนบินโดรนที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อเป็นเป้าหลอกหรือสอดแนมไทย แท้จริงแล้วเป็นภาพกลุ่มคนกัมพูชาที่ใช้โดรนถ่ายภาพไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างรายได้จากการเข้าชมหรือที่เรียกว่า MMO (Make Money Online) 

จากการสืบค้นพบว่าคลิปต้นฉบับเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชาเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคลิปของผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกคนหนึ่งที่ถ่ายคลิปเหตุการณ์ในวันและสถานที่เดียวกัน ทำให้สามารถระบุได้ว่าจุดที่ถ่ายคือพื้นที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ไม่ใช่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาตามที่สื่อมวลชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงชิ้นนี้ไม่ได้ตรวจสอบว่ากองทัพกัมพูชามีการฝึกให้พลเรือนบินเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่จะตรวจสอบได้

ภาพหรือคลิปเกี่ยวกับการใช้โดรนมักถูกนำมาอ้างเท็จหรือบิดเบือนเพื่อปลุกปั่นความขัดแย้งไทย-กัมพูชามาตั้งแต่ปี 2568 เช่นในเดือนสิงหาคม 2568 มีการนำภาพช่างภาพกัมพูชาที่กำลังทำการบินโดรนเพื่อถ่ายทำมิวสิกวิดีโอมาบิดเบือนว่าเป็นการบินโดรนสอดแนมบริเวณปราสาทในพื้นที่ของไทยหลังข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งกองทัพไทยได้ออกมายืนยันว่าเป็นการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอของกองถ่ายเขมรที่ปราสาทตาเมือนธมก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะ ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง