สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเฉพาะประเภท “วีซ่าถาวร”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สหรัฐอเมริการะงับการออกวีซ่าให้กับพลเมือง 75 ประเทศรวมถึงไทย

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเฉพาะประเภท “วีซ่าถาวร” (Immigrant Visa)  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงค่ำของวันที่ 14 ม.ค. 2569 สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย มีการแชร์ข้อความว่า สหรัฐอเมริการะงับการออกวีซ่าให้กับ 75 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีประเทศไทยอยู่ด้วย โดยส่วนใหญ่อ้างอิงรายงานข่าวของ Fox News 

เพจเฟซบุ๊กและสื่อมวลชนที่รายงานเนื้อหานี้ เช่น กลุ่มเฟซบุ๊ก “คนไทยหางานในอเมริกา” มติชน ฐานเศรษฐกิจ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ต้อตอของเนื้อหานี้มาจากรายงานข่าวเรื่อง “US freezes all visa processing for 75 countries, including Somalia, Russia, Iran” ที่สำนักข่าว Fox News ของสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ตามเวลาไทย เนื้อข่าวระบุว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะระงับการออกวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) แก่พลเมืองใน 75 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. เป็นต้นไป จนกว่าการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการคัดกรองและอนุมัติวีซ่าถาวรจะเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันพลเมืองจากประเทศอื่นมาใช้ประโยชน์หรือพึ่งพิงสวัสดิการรัฐบาลสหรัฐฯ

ทั้งนี้ รายงานข่าวของ Fox News ใช้คำว่า “Immigrant Visa” ซึ่งหมายถึงวีซ่าสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานระยะยาว หรือผู้อพยพย้ายถิ่น หรือวีซ่าถาวร โดย 75 ประเทศที่ถูกระงับการอนุมัติวีซ่าถาวร เช่น โซมาเลีย รัสเซีย อัฟกานิสถาน บราซิล อิหร่าน อิรัก อียิปต์ ไนจีเรีย ไทย เยเมน แต่เพจเฟซบุ๊กและสื่อไทยบางสำนักใช้ข้อความว่า “ระงับการออกวีซ่า” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเฉพาะวีซ่าถาวร และบางเพจยังเติมข้อความว่า “ไม่ให้คนไทยเดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. เป็นต้นไป” ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าทุกประเภทให้แก่พลเมืองไทย

Fox News รายงานด้วยว่า เมื่อเดือน พ.ย. 2568 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีข้อสั่งการให้เจ้าหน้าที่สถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลกบังคับใช้กฎการคัดกรองใหม่ที่เข้มงวดภายใต้บทบัญญัติที่เรียกว่า “ภาระสาธารณะ” (public charge) ของกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งรวมถึงการปฏิเสธวีซ่าแก่ผู้ยื่นคำร้องที่มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงสุขภาพ อายุ ความสามารถทางภาษาอังกฤษ ฐานะทางการเงิน และความจำเป็นในการดูแลทางการแพทย์ระยะยาว 

วันที่ 15 ม.ค. 2569  เพจเฟซบุ๊ก “U.S. Embassy Bangkok” ของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยโพสต์ประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ข้อความว่า

“กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะระงับการออกวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) สำหรับ 75 ประเทศซึ่งมีผู้อพยพเข้ามาใช้สวัสดิการของชาวอเมริกันในระดับที่เกินกว่าจะยอมรับได้ โดยการระงับนี้จะมีผลต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถมั่นใจได้ว่า ผู้อพยพใหม่จะไม่เข้ามาเบียดบังเอาความมั่งคั่งไปจากชาวอเมริกัน” 

เพจสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ยังแนะนำให้ผู้ที่ประสงค์ยื่นคำร้องขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ดูรายละเอียดของวีซ่าประเภทต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ travel.state.gov

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

วันที่ 14 ม.ค. 2569 เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการระงับวีซ่าถาวร มีรายละเอียดดังนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัดเจนว่าผู้อพยพต้องพึ่งพาตนเองได้ทางการเงิน และต้องไม่สร้างภาระทางการเงินให้ชาวอเมริกัน กระทรวงการต่างประเทศกำลังทบทวนนโยบาย ระเบียบข้อบังคับ และแนวปฏิบัติทั้งหมดเพื่อให้มั่นใจว่าผู้อพยพจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้จะไม่ใช้สวัสดิการของรัฐในสหรัฐอเมริกา หรือกลายเป็นภาระสาธารณะ (public charge)

ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2026 เป็นต้นไป กระทรวงการต่างประเทศจะระงับการออกวีซ่าสำหรับผู้ยื่นขอวีซ่าประเภทถาวร (Immigrant Visa) ของผู้ที่ถือสัญชาติของประเทศต่อไปนี้:

อัฟกานิสถาน, แอลเบเนีย, แอลจีเรีย, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บาฮามาส, บังกลาเทศ, บาร์เบโดส, เบลารุส, เบลีซ, ภูฏาน, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, บราซิล, เมียนมา, กัมพูชา, แคเมอรูน, เคปเวิร์ด, โคลอมเบีย, โกตดิวัวร์, คิวบา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, โดมินิกา, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, แกมเบีย, จอร์เจีย, กานา, เกรเนดา, กัวเตมาลา, กินี, เฮติ, อิหร่าน, อิรัก, จาเมกา, จอร์แดน, คาซัคสถาน, โคโซโว, คูเวต, สาธารณรัฐคีร์กีซ, ลาว, เลบานอน, ไลบีเรีย, ลิเบีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, เนปาล, นิการากัว, ไนจีเรีย, มาซิโดเนียเหนือ, ปากีสถาน, สาธารณรัฐคองโก, รัสเซีย, รวันดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน, โซมาเลีย, ซูดานใต้, ซูดาน, ซีเรีย, แทนซาเนีย, ไทย, โตโก, ตูนิเซีย, ยูกันดา, อุรุกวัย, อุซเบกิสถาน และเยเมน

ข้อมูลเพิ่มเติม 

-ผู้ยื่นขอวีซ่าถาวรที่ถือสัญชาติของประเทศเหล่านี้ยังสามารถยื่นคำร้องและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ และกระทรวงจะยังคงจัดตารางนัดหมายตามปกติ แต่จะไม่มีการออกวีซ่าผู้อพยพให้แก่ผู้ถือสัญชาติเหล่านี้ในช่วงระยะเวลาการระงับดังกล่าว

-ผู้ถือสองสัญชาติที่ยื่นคำร้องโดยใช้หนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุของประเทศซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อข้างต้น จะได้รับการยกเว้นจากการระงับนี้

-ไม่มีการเพิกถอนวีซ่าถาวรที่ได้ออกไปแล้วอันเนื่องมาจากแนวทางปฏิบัตินี้  

-มาตรการไม่ได้ใช้กับวีซ่าท่องเที่ยว การระงับการออกวีซ่านี้ใช้เฉพาะกับผู้ยื่นขอวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) เท่านั้น วีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าประเภทไม่ใช่ผู้อพยพ (nonimmigrant visas)

ติดป้ายรณรงค์ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในที่สาธารณะ ทำได้หรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ติดป้ายรณรงค์ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในที่สาธารณะได้หรือไม่

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **การติดป้ายรณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติสามารถทำได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่และไม่กีดขวางการใช้ที่สาธารณะ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ม.ค. 2569 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ โพสต์เฟซบุ๊ก “Yingcheep Atchanont” ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนร่วมรณรงค์กา “เห็นชอบ” ในการออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยการจัดทำป้ายและนำไปติดในสถานที่ต่าง ๆ โดยมีภาพประกอบเป็นป้ายรณรงค์ “8 กุมภา กาเห็นชอบ” ติดอยู่ที่เสาไฟฟ้าริมถนนสายหนึ่ง 

โพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายตั้งข้อสงสัยว่ากฎหมายอนุญาตให้ติดป้ายรณรงค์ประชามติในที่สาธารณะเช่นนี้หรือไม่

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: 

▪  ธัญเทพ ปาระมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 1 สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. กล่าวว่าประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติได้โดยเสรี ซึ่งการติดป้ายรณรงค์จัดว่าเป็นกิจกรรมประเภทหนึ่ง แต่ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2565 กล่าวคือต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติ และการติดป้ายต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่หรือผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้น เช่น หากต้องการติดป้ายรณรงค์เห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญที่เสาไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ ก็ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นต้น และต้องไม่กีดขวางหรือรบกวนการใช้ที่สาธารณะ  

▪ มาตรา 80 ของ พ.ร.บ. ประชามติฯ ระบุว่าห้ามรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่มาใช้สิทธิออกเสียงตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันออกเสียงหนึ่งวันจนสิ้นสุดเวลาออกเสียง ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

▪ เจ้าหน้าที่ กฟน. ระบุว่า ขณะนี้ไม่มีระเบียบที่ว่าด้วยการติดป้ายรณรงค์เกี่ยวกับการทำประชามติโดยตรง ซึ่งต่างจากการติดป้ายหาเสียงที่มีระเบียบชัดเจนว่าให้ติดป้ายตามเสาไฟฟ้าได้แต่ต้องมีขนาดตามที่กำหนด ไม่กีดขวางทางเดินและต้องปลดป้ายออกหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ดังนั้นแนะนำให้ประชาชนต้องการติดป้ายรณรงค์เกี่ยวกับประชามติที่เสาไฟฟ้าทำหนังสือขออนุญาตไปที่สำนักงานการไฟฟ้าเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ

รศ.ดร. เจษฎาอธิบาย เหตุที่คุกกี้โอริโอเผาไหม้ช้าเพราะส่วนผสมและโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะมีสารก่อมะเร็ง

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คุกกี้โอรีโอไม่ละลายเมื่อเผาไฟเพราะใส่สารก่อมะเร็ง

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Rattigoon Jetinai โพสต์คลิปความยาว 1.03 นาที เป็นภาพการทดลองนำคุกกี้โอรีโอมาเผาไฟในระยะเวลาต่าง ๆ กันตั้งแต่ 0.5 ไปจนถึง 30 วินาที พร้อมข้อความบรรยายว่า “ขนมโอริโอ้ ปนเปื้อนสารหน่วงไฟ ก่อมะเร็ง ขนาดเครื่องเป่าหลอมก็ยังไม่สามารถหลอมละลายขนมได้” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่าคลิปนำโอรีโอมาเผาไฟนั้นเคยเป็นกระแสไวรัลตั้งแต่ปี 2567 ทำให้เกิดการแชร์คำกล่าวอ้างเท็จว่าโอรีโอมีสารก่อมะเร็งซึ่งทำให้ขนมดังกล่าวไม่ไหม้ไฟ แต่จากการนำรายชื่อส่วนผสมต่าง ๆ ที่แพร่บนเว็บไซต์ของโอรีโอไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ไม่พบว่าส่วนประกอบเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์

รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตรวจสอบเนื้อหานี้และโพสต์เฟซบุ๊ก “Jessada Denduangboripant” เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 ว่าเนื้อหานี้ไม่เป็นความจริง คุกกี้โอรีโอไม่ได้มีส่วนผสมของสารหน่วงการติดไฟ ส่วนการที่เผาไหม้ช้าเป็นเพราะลักษณะและส่วนผสมของคุกกี้ และไม่ควรนำการเผาไฟมาใช้พิสูจน์ความปลอดภัยของอาหาร 

รศ.ดร.เจษฎาอ้างอิงบทความของ Hindustan Times และรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Fact Crescendo ที่ตีพิมพ์ในปี 2567 และ 2568 ว่า สาเหตุที่คุกกี้โอริโอไหม้ช้ากว่าอาหารทั่วไปเพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลสูงมาก เมื่อน้ำตาลเจอความร้อนจะเกิดปฏิกิริยาการเกิดคาราเมล (caramelization) ซึ่งแผ่นคาราเมลนี้จะเคลือบเนื้อคุกกี้ และน้ำตาลที่กลายเป็นคาราเมลจะไหม้ไฟช้ากว่าเกล็ดน้ำตาลปกติจึงทำให้ดูเหมือนว่าคุกกี้ไม่ไหม้ไฟในระยะเวลาสั้น ๆ

นอกจากนี้ โอรีโอยังมีส่วนประกอบของไขมันสูงซึ่งผ่านกระบวนการแปรรูปให้เนื้อคุกกี้มีความแน่นและมีความชื้นต่ำ อากาศจึงผ่านเข้าไปในเนื้อคุกกี้ได้ยากและทำให้การเผาไหม้เกิดขึ้นช้ากว่าในอาหารทั่วไป

ส่วนการนำอาหารมาทดสอบด้วยการเผาไฟเพื่อพิสูจน์ว่ามีส่วนประกอบของสารหน่วงไฟหรือไม่ รศ.ดร. เจษฎา มองว่าไม่ใช่วิธีการที่สมเหตุสมผล และยังมีขนมอีกหลายชนิดที่มีลักษณะคล้ายโอรีโอ เช่น แครกเกอร์หรือคุกกี้ที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและแห้ง ก็ติดไฟได้ยากเช่นกันแม้ว่าจะไม่ได้มีส่วนประกอบของสารหน่วงไฟ

โคแฟคพบว่ามีผู้ใช้งานอีกหลายรายที่โพสต์วิดีโอทดลองนำโอรีโอมาเผาไฟและพบว่าเกิดการเผาไหม้ตามปกติแต่อาจใช้เวลานานมากกว่าหนึ่งนาทีกว่าที่คุกกี้จะเริ่มไหม้

อย่างไรก็ตาม โอรีโอซึ่งมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมากกว่าร้อยละ 40 จัดเป็น “อาหารแปรรูปขั้นสูง” เช่นเดียวกับขนมปัง มันฝรั่งทอดกรอบ ซีเรียล และอื่น ๆ จึงควรจำกัดการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ได้รับแคลอรีต่อวันมากเกินความจำเป็น

ภาพปั๊มเปโตรนาสในรัฐเปรัค มาเลเซีย ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็น “ปั๊มน้ำมันมาเลย์” ในจังหวัดชายแดนใต้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เหตุโจมตีปั๊มน้ำมัน 3 จังหวัดชายแดนใต้ “ปั๊มน้ำมันมาเลย์รอดทุกปั๊ม”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “คนหลังเขา chanel” โพสต์ภาพสถานีบริการน้ำมันเปโตรนาส ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันสัญชาติมาเลเซียคู่กับภาพสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ถูกเพลิงไหม้เสียหายจากเหตุโจมตีสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาสช่วงกลางดึกคืนวันที่ 10 ต่อเนื่องวันที่ 11 ม.ค.  ฝังข้อความในภาพว่า “ปั๊มน้ำมันมาเลย์รอดทุกปั๊ม ปั๊มไทยไฟไหม้ไป 11 แห่ง” และเขียนข้อความในทำนองว่าผู้ก่อเหตุมุ่งโจมตีแต่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ของไทยแต่ไม่โจมตีปั๊มน้ำมันของมาเลเซีย

โพสต์นี้ถูกแชร์ต่อมากกว่า 360 ครั้ง ณ วันที่ 13 ม.ค. และยังถูกนำไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น บัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “ข่าว[นอก]กรอบ” เผยแพร่ภาพนี้พร้อมเสียงบรรยายว่าผู้ก่อเหตุ “เลือกที่จะกระทำกับปั๊มของคนไทย แต่ปั๊มของมาเลย์ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยไ คลิปนี้มียอดเข้าชมเกือบ 2.7 แสนครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบภาพย้อนกลับพบว่าสถานีบริการน้ำมันเปโตรนาสที่ปรากฏในโพสต์ดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่โดยสื่อไทยหลายสำนักเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2565 โดยเป็นภาพประกอบข่าวเรื่องประชาชนในจังหวัดยะลาขับรถข้ามชายแดนไปเติมน้ำมันในฝั่งมาเลเซียเพราะราคาน้ำมันถูกกว่าในไทย

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย Google Map พบว่าปั๊มเปโตรนาสในภาพคือ Petronas Lenggong ตั้งอยู่เลขที่ 32 ถนน Jalan Baling – Kuala Kangsar รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย

จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานีบริการน้ำมันเปโตรนาสในไทย พบรายงานข่าวและข้อมูลของบริษัท SUSCO ว่าในปี 2555 เปโตรนาสได้ขายกิจการทั้งหมดในไทยให้กับ SUSCO ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อปั๊มน้ำมันเปโตรนาสเป็น SUSCO ทั้งหมดแล้ว เมื่อโทรศัพท์สอบถามบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ได้รับคำยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีปั๊มน้ำมันเปโตรนาสในไทยแล้ว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานพลังงานจังหวัดปัตตานี นราธิวาสและยะลาให้ข้อมูลกับโคแฟคด้วยว่า สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในจังหวัดมีคนไทยเป็นเจ้าของ ไม่มีปั๊มน้ำมันที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการชาวมาเลเซีย

📌 ข้อสรุปโคแฟค: เจ้าของโพสต์นำภาพปั๊มน้ำมันเปโตนาสสาขา Lenggong รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นภาพเก่าที่เคยเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ของไทยมานานกว่า 3 ปี มาอ้างเท็จว่าเป็นปั๊มน้ำมันเปโตรนาสในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รอดพ้นจากการโจมตีเมื่อวันที่ 10-11 ม.ค. ขณะที่บริษัทซัสโก้ฯ ซึ่งซื้อกิจการเปโตรนาสในไทยระบุว่าปัจจุบันไม่มีปั๊มน้ำมันเปโตรนาสในไทยแล้ว

คำกล่าวอ้างที่ว่าปั๊มน้ำมันของผู้ประกอบการชาวมาเลเซียปลอดภัยจากการถูกโจมตีก็เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเนื่องจากสำนักงานพลังงานจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสยืนยันว่าปั๊มน้ำมันทั้งหมดในพื้นที่สามจังหวัดเป็นของผู้ประกอบการไทย

“ครม.-กกต. อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กกต. อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** กกต. ยืนยันว่าไม่มีการอนุมัติ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ม.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอก “ข่าวเด่น NEWS” โพสต์คลิปที่มีข้อความว่า “กกต. ไฟเขียวแล้ว โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2” และมีเสียงบรรยายว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ได้อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอโดยใช้งบประมาณ 50,000 ล้านบาท และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ไฟเขียวเดินหน้าโครงการนี้แล้ว โดยใช้ภาพจากรายการ “เรื่องเด่นเย็นเด่นเย็นนี้” ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เป็นภาพประกอบ คลิปนี้มียอดเข้ามชมกว่า 2 ล้านครั้งและมียอดแชร์กว่า 26,500 ครั้ง ณ วันที่ 12 ม.ค. (ลิงก์บันทึก)

บัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกรายนี้ยังได้โพสต์คลิปลักษณะเดียวกันเมื่อวันที่ 8 ม.ค. อ้างว่า ครม. และ กกต. ได้อนุมัติงบประมาณโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ในวันที่ 7 ม.ค. โดยใช้คลิปข่าวจากรายการ “สนามข่าว” ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เป็นภาพประกอบ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม ครม. ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พบว่าวันที่ 4 และ 7 ม.ค. ไม่มีการประชุม ครม. ตามที่กล่าวอ้างในคลิป ส่วนการประชุม ครม. วันที่ 6 ม.ค. ไม่มีการหารือวาระโครงการคนละครึ่งพลัสแต่อย่างใด

โคแฟคสอบถามไปยัง กกต. ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีการอนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ในช่วงเวลานี้

ก่อนหน้านี้ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 ว่ารัฐบาลได้หารือกับ กกต. เกี่ยวกับการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 แล้ว ได้ข้อสรุปว่าหลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. รัฐบาลมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการจึงไม่สามารถดำเนินโครงการได้

โคแฟคพบว่าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 เป็นต้นมา มีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จเกี่ยวกับการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จำนวนมาก โดยใช้ภาพประกอบจากรายงานข่าวและสร้างเสียงบรรยายเลียนแบบผู้ประกาศข่าวซึ่งเป็นการแอบอ้างให้เหมือนเป็นรายงานข่าวของสำนักข่าวนั้นจริง ๆ เช่น คลิปที่ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2569 ต้นฉบับมาจากคลิปข่าว “ดับฝัน! นายกฯ เผย คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ยังทำไม่ได้ ต้องรอรัฐบาลปกติ” ของรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ที่เผยแพร่ทางบัญชีติ๊กตอก “ครอบครัวข่าว 3” สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568 

ส่วนคลิปที่ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569 เป็นการนำคลิปวิดีโอจากข่าว “แนะผู้สูงอายุผูกพร้อมเพย์ ก่อนรับเงินหมื่นบาท เฟส 2” ทางเว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2568 มาตัดต่อให้คล้ายกับเป็นคลิปที่เผยแพร่จากสื่อดังกล่าวจริง

พิพาท‘ไทย-กัมพูชา’ : เข้าใจบทบาท‘ล็อบบี้ยิสต์’ตัวแปรสำคัญในวัฒนธรรมการเมืองสหรัฐฯ

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ภาพที่ 1 : เอกสารอ้างรัฐบาลกัมพูชาจ้าง บริษัท National Consulting Services, Inc. เป็นตัวแทนในสหรัฐอเมริกา สื่อสารประเด็นความขัดแย้งและการสู้รบกับไทย
ที่มา : ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย

ย้อนไปในการปะทะกันทางทหารรอบ 2 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะตกลงหยุดยิงในวันที่ 27 ธ.ค. 2568 นอกจากแนวรบในพื้นที่ชายแดนแล้ว สงครามข่าวสาร ก็ดุเดือดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อทั้งไทยและกัมพูชาต้องแสวงหาความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนในเวทีโลก ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ มีการไปพบเอกสารที่ระบุว่า กัมพูชาใช้ ล็อบบี้ยิสต์ เดินเกมโน้มน้าวหวังให้ สหรัฐอเมริกา เข้าข้าง โดยเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” ได้นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา 

เพจดังกล่าวอ้างว่าได้เอกสารมาจากเว็บไซต์ efile.fara.gov ซึ่งเป็นเอกสารที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) หรือกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนตัวแทนต่างชาติของสหรัฐฯ โดยเนื้อหาระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ว่าจ้างให้บริษัท National Consulting Services, Inc. เป็นตัวแทนสื่อสารมุมมองของกัมพูชาเรื่องความขัดแย้งกับไทยต่อสหรัฐฯ ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกองทัพไทย วันที่ 16 ธ.ค. 2568 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ล็อบบี้ยิสต์ โดยอ้างถึงการปรากฏตัวของชาวต่างชาติจากตะวันตก ที่ออกมาเรียกร้องผ่านภาพและวิดีโอในพื้นที่ต่างๆ ของกัมพูชา

ในวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพเรือ Royal Thai Navy” ของกองทัพเรือ ได้ออกมายืนยันว่าเอกสารนี้เป็นของจริง แต่ก็ย้ำด้วยว่าเป็นการสื่อสารของผู้ว่าจ้าง (กัมพูชา) ไม่ใช่คำตัดสินของศาลโลกหรือสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ รับรอง เช่นเดียวกับวันที่ 23 ธ.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมายอมรับว่า ในเวทีระหว่างประเทศไทยเสียเปรียบ เนื่องจากกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยิสต์และนักวิจารณ์โจมตีไทยว่าเป็นประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก ทำให้หลายชาติแสดงท่าทีเป็นกลางแต่เอนเอียงไปทางกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตและอยากหยิบยกมานำเสนอผ่านช่องทางของ Cofact คือ “ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้รับสารชาวไทย” เพราะแม้โพสต์ต้นทางจากเพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” จะระบุว่า เอกสารนี้ไม่ใช่การรับรองจากสหรัฐฯ แต่คือการเปิดเผยว่าใครกำลังทำสงครามข้อมูลกับใคร” โดย National Consulting Services, Inc. เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลในฐานะตัวแทนรัฐบาลกัมพูชาแต่เมื่อเรื่องนี้ถูกแชร์ออกไปโดยสำนักข่าวต่างๆ ของไทย พบการแสดงความคิดเห็นที่เข้าใจว่าสหรัฐฯ ช่วยแหลือกัมพูชาในการสู้รบกับไทย

ภาพที่ 2 ความเห็นจากผู้รับสารที่เข้าใจไปว่าสหรัฐอเมริกาเข้าข้างกัมพูชา หลังเห็นข่าวรัฐบาลกัมพูชาจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ (รวบรวมจากเพจเฟซบุ๊ก เช่น “PPTV HD 36” , Spring News , ไทยรัฐ)

– ล็อบบี้ยิสต์” ตัวแปรสำคัญในวัฒนธรรมการเมืองสหรัฐอเมริกา : พจนานุกรมของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกกษ (Cambridge Dictionary) ให้นิยาม ล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist) ว่าหมายถึง บุคคลที่พยายามโน้มน้าวนักการเมืองหรือองค์กรของทางการให้ทำบางสิ่งบางอย่าง (someone who tries to persuade a politician or official group to do something)” พร้อมยกตัวอย่าง เช่น กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของอุตสาหกรรมยาสูบแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการจำกัดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ (Lobbyists for the tobacco industry have expressed concerns about the restriction of smoking in public places.) เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน(National Museum of American History) หรือพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน บอกเล่าในบทความ “Lobbying” ว่า การล็อบบี้ (Lobby) เกี่ยวข้องกับการกระทำโดยตรงที่มุ่งหวังจะมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐบาล นับตั้งแต่สมัยที่นักการเมืองมักเผชิญหน้ากันในโถงของโรงแรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ซึ่งการล็อบบี้ได้กลายเป็นวิธีการสำคัญที่คนบางกลุ่มใช้เพื่อมีอิทธิพลและมีส่วนร่วมในรัฐบาล

บทความนี้ยกตัวอย่างทศวรรษที่ 1890 (ปี 2433 –2442) ซึ่งเป็นยุคที่สังคมอเมริกันกำลังมีประเด็นเรียกร้องสิทธิสตรี โดยบรรยายว่า ห้องหินอ่อนในปีกวุฒิสภาของอาคารรัฐสภาที่วอชิงตัน เป็นสถานที่ที่บรรดาสตรีซึ่งเป็นนักล็อบบี้มืออาชีพ (Professional Female Lobbyists) มักมารวมตัวกัน พวกเธอมีความสามารถรอบด้าน บุคลิกดูดีมีสง่า ดังนั้นเหล่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ยังอ่อนประสบการณ์จึงตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ จากคำพูดอันหวานหู หรือตัวอย่างสมัยใหม่คือ แจ็ค อบรามอฟฟ์ (Jack Abramoff) ชายผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในฐานะล็อบบี้ยิสต์ที่ถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงและเลี่ยงภาษี เขาเคยโด่งดังถึงขั้นขึ้นปกนิตยสาร Time Magazine ฉบับวางแผงวันที่ 16 ม.ค. 2549 

การล็อบบี้ได้ดำเนินการทั้งโดยบุคคลหรือกลุ่มที่ไม่เป็นทางการเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของตน และโดยมืออาชีพที่มีเงินทุนสนับสนุนอย่างดีซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่และองค์กรที่จัดตั้งขึ้นซึ่งมีเงินจำนวนมากอยู่ในมือ และในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนี้ เมื่อเงินและอำนาจมาบรรจบกัน ก็ย่อมมีความเป็นไปได้เสมอว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน บทความของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน ระบุ 

โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Law School) กล่าวถึงอาชีพล็อบบี้ยิสต์ไว้ว่า เป็นผู้ได้รับค่าจ้างจากองค์กรเพื่อส่งเสริมจุดยืนขององค์กรนั้นๆ ต่อสภานิติบัญญัติของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น และในบางครั้งก็รวมถึงหน่วยงานบริหารด้วย นอกจากนั้น ล็อบบี้ยิสต์อาจทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของประชาชนผ่านแคมเปญโฆษณาหรือโดยการมีอิทธิพลต่อผู้นำทางความคิดหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ 

ล็อบบี้ยิสต์หลายคนเป็นทนายความที่เคยทำงานในรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่น (โดยปกติในบทบาทด้านนิติบัญญัติ) เนื่องจากพวกเขาต้องอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับสมาชิกสภานิติบัญญัติทีมงานของสมาชิกสภาฯ เหล่านั้น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ประสบการณ์ในภาครัฐจึงมักเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับงานประเภทนี้บทความ “Lobbying” ของ Harvard Law School กล่าวถึงคุณสมบัติของคนเป็นล็อบบี้ยิสต์

ภาพที่ 3 (ซ้าย) แจ็ค อบรามอฟฟ์ ล็อบบี้ยิสต์ชาวอเมริกัน บนหน้าปกนิตยสาร Time Magazine ฉบับวันที่ 16 ม.ค. 2549 , (ขวา) แบบฟอร์มการลงทะเบียนกิจกรรมการล็อบบี้ที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร ตามกฎหมาย Lobbying Disclosure Actของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ 
ที่มา : พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน

ถึงกระนั้นก็ต้องบอกว่า ล็อบบี้ยิสต์เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา” มีกฎหมายกำกับดูแลเป็นการเฉพาะของรัฐบาลกลางคือ “Lobbying Disclosure Act 1995” หรือกฎหมายเปิดเผยกจิกรรมการล็อบบี้ ออกมาในปี 2538 สาระสำคัญ เช่นล็อบบี้ยิสต์ทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติต้องลงทะเบียนกับสำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ภายใน 45 วัน นับตั้งแต่เริ่มกิจกรรมล็อบบี้ครั้งแรกหรือได้รับการว่าจ้างให้ดำเนินการล็อบบี้ และรายงานการดำเนินกิจกรรมทุกๆ ครึ่งปี ภายใน 45 วัน โดยนับจากวันที่ 1 มกราคม และวันที่ 1 กรกฎาคม 

ต่อมาในปี 2550 ยังมีการออกกฎหมายเพิ่มเติมคือ “Honest Leadership and Open Government Act 2007 หรือกฎหมายว่าด้วยความเป็นผู้นำที่ซื่อสัตย์และรัฐบาลที่เปิดเผย เพื่อควบคุมกิจกรรมการล็อบบี้ที่หมิ่นเหม่กับการทุจริตหรือประเด็นความมั่นคง เช่น ห้ามล็อบบี้ยิสต์ให้ของขวัญหรือสนับสนุนค่าเดินทางกับสมาชิกรัฐสภาหรือเจ้าหน้าที่รัฐสภา , มีระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และฐานข้อมูลสาธารณะสำหรับล็อบบี้ยิสต์ที่รับงานจากรัฐบาลต่างประเทศ การยื่นรายงานการเปิดเผยข้อมูลการล็อบบี้ทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 

ส่วนกฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) หรือกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนตัวแทนต่างชาติของสหรัฐฯ เป็นกฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1938 (หรือ 2481) กำหนดให้ผู้ทำหน้าที่ตัวแทนของต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ระบุไว้ในกฎหมาย ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์กับต่างชาติผู้ว่าจ้าง ตลอดจนกิจกรรม รวมถึงรายรับ – รายจ่ายที่สนับสนุนกิจกรรมเหล่านั้นต่อสาธารณะเป็นระยะๆ  

– National Consulting Services, Inc. คือใคร? : จากข้อมูลในเอกสารที่เปิดเผยตามกฎหมาย FARA พบว่า National Consulting Services, Inc.หรือ NCS เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย ดอน เบนตัน (Don Benton) อดีต สว. ของมลรัฐวอชิงตัน ซึ่งบริษัทอ้างว่ามีทีมงานที่พร้อมทั้งประสบการณ์และความสัมพันธ์ด้านภาครัฐรวมกันกว่า 45 ปี ทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยให้กัมพูชามีเครื่องมือที่จำเป็นในการสร้างความตระหนักรู้และการแนะนำตัวในเชิงบวกภายในฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และฝ่ายบริหาร (รัฐบาลลาง) ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

เราจะช่วยในการพัฒนาและดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ การวางตำแหน่ง และโอกาสต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐตระหนักถึงความท้าทายที่กัมพูชาเผชิญอยู่ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ แผนนี้จะรวมถึงการเข้าถึงผู้มีอิทธิพลและผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักภายในคณะกรรมการกิจการต่างประเทศและพาณิชย์ในรัฐสภา ทีมงานของเราพร้อมที่จะเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกัมพูชา โดยใช้ความสัมพันธ์ ความรู้ และอิทธิพลของเราเพื่อให้มั่นใจได้ถึงความสำเร็จ เอกสารดังกล่าวระบุ 

เว็บไซต์ Politico.com สำนักข่าวออนไลน์ในสหรัฐฯ ที่เน้นเสนอข่าวเฉพาะทางในด้านการเมือง เสนอรายงานเรื่อง “Who lobbies for each side of the conflict between Cambodia and Thailand” เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการสู้รบทางทหารเป็นเวลา 5 วันระหว่างไทยกับกัมพูชารอบแรก (24 – 28 ก.ค. 2568) ระบุว่า ตามเอกสารที่แผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ สถานทูตกัมพูชาประจำสหรัฐฯ ได้ลงนามเมื่อเดือน มี.ค. 2568 ว่าจ้างบริษัท NCS ของดอน เบนตัน เป็นเวลา 15 เดือน นอกจากนั้นยังมีชื่อของ แมทท์ คีเลน (Matt Keelen) จาก Vogel Group บริษัทที่ปรึกษาและดำเนินงานด้านกิจการรัฐบาลระหว่างประเทศ เข้ามาเป็นผู้รับงานอิสระ ทำงานร่วมกับเบนตันด้วยอีกคนหนึ่ง 

– รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐของไทยใช้บริการล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ บ้างหรือไม่? : ตามรายงานเดียวกันของ Politico.com ระบุว่า ไทยใช้บริการล็อบบี้ยิสต์เช่นกัน แต่น้อยกว่าที่กัมพูชาใช้ โดยบรรยายว่า จำนวนล็อบบี้ยิสต์ที่ทำงานให้กับรัฐบาลกัมพูชาในวอชิงตันนั้นมากกว่าตัวแทนของรัฐบาลไทยในสหรัฐฯ อย่างมาก ประเทศไทยมีสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนของไทยได้จดทะเบียนล็อบบี้ยิสต์สองคนเมื่อต้นปี 2568 เพื่อประสานงานกับสหรัฐฯ ในประเด็นต่างๆ เช่น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2577

อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิ.ย. 2568 มีการเปิดเผยจาก พิชัย ชุณหวชิร (Pichai Chunhavajira) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย (ในขณะนั้น) ว่ารัฐบาลไทยได้จ้างล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ เพื่อช่วยให้คำแนะนำแก่ประเทศไทยในการเจรจาการค้า ถึงกระนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวทีมงานของ Politico.com ยังไม่พบรายงานการลงทะเบียนกิจกรรมของล็อบบี้ยิสต์ และสถานทูตไทยในสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ตอบสนองต่อการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

เรื่องนี้สอดคล้องกับรายงานข่าวในประเทศไทยของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2568 โดย พิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง  (ในขณะนั้น) ออกมายอมรับว่า มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือลอบบี้ยิสต์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาประเด็นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับสหรัฐอเมริกาจริง โดยยืนยันถึงความจำเป็น ความโปร่งใส และความคุ้มค่า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า และการส่งออกของประเทศไทย

พิชัย ชี้แจงว่า โดยปกติอัตราการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาหรือลอบบี้ยิสต์ในสหรัฐ อยู่ที่ประมาณ 20,000 – 300,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือนสำหรับการให้บริการทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์พิเศษเกี่ยวกับ Reciprocal Tariff บริษัทที่ปรึกษาที่มีความสามารถเฉพาะทางสูง และมีความสัมพันธ์เชิงนโยบายกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเรียกราคาที่สูงขึ้นกว่าปกติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นงานที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แข่งขันกับประเทศอื่น และเกี่ยวพันกับมูลค่าการค้า และการส่งออกของไทยนับแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

“ผมก็ขอยืนยันความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะอเมริกามีกฎหมายการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) ซึ่งกำหนดให้สัญญาว่าจ้างที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศทั้งหมดจะต้องมีการเปิดเผยรายละเอียดบนเว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (U.S. Department of Justice) อย่างชัดเจน ถ้าเราไม่มีตัวช่วยที่ดี ไม่มีทีมที่เข้าใจสหรัฐฯไม่มีเครื่องมือที่แข็งแรง ประเทศไทยอาจต้องสูญเสียตลาด ส่งออกสะดุด เกษตรกร-ผู้ประกอบการเจ็บหนัก” พิชัย กล่าว 

รายงานของกรุงเทพธุรกิจ ยังกล่าวด้วยว่า การออกมาชี้แจงของพิชัย สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้น ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตกรณีเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นค่าใช้จ่ายโครงการเจรจาภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ จำนวน 97.06 ล้านบาท 

โดย สศค. ได้แจ้งรายละเอียดว่า แบ่งเป็นค่าเดินทางไปต่างประเทศ 9.6 ล้านบาท และค่าจ้างบริษัทเอกชนให้บริการสนับสนุนโน้มน้าวการเจรจา และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์อย่างครบวงจร 87.4 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าเป็นการจ้างลอบบี้ยิสต์ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากงบประมาณ 87.4 ล้านบาท และสมมติว่าเป็นสัญญา 12 เดือน จะตกอยู่ที่ประมาณ 200,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือน การจ้างล็อบบี้ยิสต์ครั้งนี้จะสูงกว่าอัตราปกติที่ควรจ่าย

– ดร.ฐิตินันท์แจง กรณีกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยีสต์ในสหรัฐสร้างภาพเป็นเรื่องปกติ แนะไทยก็ใช้ได้ แต่โจทย์ต้องชัด

ภาพที่ 4 ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์
ที่มา : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเกี่ยวกับการจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อเคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ว่า ที่สหรัฐฯ การจ้างล็อบบี้ยิสต์ถือเป็นเรื่องธรรมดา หมายถึงเป็นกระบวนการนโยบายหรือกิจการระหว่างประเทศ แต่การเป็นล็อบบี้ยิสต์ต้องลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยคนทำงานเป็นล็อบบี้ยิสต์มีตั้งแต่อดีตข้าราชการอาวุโส อดีตนักการเมือง รวมไปถึงทนายความและนักวิชาการ 

คำว่าล็อบบี้ยิสต์ โดยปริยายโดยอัตโนมัติมันต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลทางนโยบาย หมายความว่าต้องมีความคล่องแคล่วช่ำชองในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจการเมือง ในการจะมาให้คำแนะนำในการจะมาช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของลูกค้าต่างๆ ไม่ใช่ใครก็ได้ ไม่ใช่คนทั่วไป ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าว 

ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวต่อไปว่า ในประเทศอื่นๆ ก็มีเช่นกันไม่มากก็น้อยที่จะมีอดีตเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำปรึกษา หากใช้ภาษาไทยคือคำว่า วิ่งเต้นแต่การดำเนินการในประเทศไทยไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีบทลงโทษและการบังคับใช้กฏหมายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ต่างจากในสหรัฐฯ ที่ใครจะรับเป็นตัวแทนให้กับต่างชาติต้องลงทะเบียน หากไม่ลงจะถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อบวกกับกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะสามารถบังคับใช้ได้จริงจนเคยมีคนติดคุกมาแล้ว คนจึงกลัวและไม่กล้าฝ่าฝืน

ดังนั้นการใช้ล็อบบี้ยิสต์จึงไม่ใช่สิ่งเหนือความคาดหมาย แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในนิเวศทางนโยบายการเมืองของสหรัฐอเมริกา ประเด็นคือล็อบบี้ยิสต์ของฝ่ายใดจะเก่งกว่ากัน โดยวัดจากการเข้าถึงกระบวนการทางนโยบาย ซึ่งการวิ่งเต้นแบบสหรัฐฯ ไม่เหมือนแบบไทย กล่าวคือ ไม่ใช่เรื่องสินบนใต้โต๊ะ แต่เป็นการต่อสายเข้าถึงบุคคลที่มีอิทธิพลต่อนโยบายและเป็นไปตามครรลองของกฎหมาย 

ส่วนเรื่องไทยกับกัมพูชา จริงๆ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็จ้างล็อบบี้ยิสต์ แต่โดยส่วนตัวมองว่าสิ่งที่กัมพูชาคล่องกว่าไทยไม่ใช่เฉพาะเรื่องล็อบบี้ยิสต์ แต่รวมถึงสายสัมพันธ์ของผู้นำด้วย อย่าง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของกัมพูชา ก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ของสหรัฐฯ ย่อมต้องมีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เมื่อเวลาผ่านไปก็เข้าไปเติบโตในภาคส่วนต่างๆ ของระบบราชการสหรัฐฯ ทำให้กัมพูชาในยุคของ ฮุน มาเนต กว้างขวางกว่ายุคของ ฮุน เซน อดีตนายกฯ ผู้เป็นบิดา 

ทั้งนี้ เหตุความขัดแย้งไทย – กัมพูชา มาเกี่ยวกับเรื่องล็อบบี้ยิสต์ เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยเพราะอยากมีผลงานในฐานะผู้สร้างสันติภาพ บวกกับแวดวงการเมืองสหรัฐฯ ก็ถือว่าล็อบบี้ยิสต์เป็นอาชีพหนึ่งและเป็นการเข้าหากระบวนการนโยบายแบบเปิดและโปร่งใสภายใต้กฎหมายบังคับ แต่หากเป็นประเทศอื่นๆ เช่น จีน ออสเตรเลีย ฯลฯ การเดินสายติดต่อก็จะเป็นรูปแบบอื่น 

“ถามว่าเวลาเราขัดแย้งกับกัมพูชาต้องมีล็อบบี้ยิสต์ไหม? วัตถุประสงค์โจทย์คือคุณจะทำอย่างไรให้ทรัมป์เขาเข้าข้างคุณ หรือคุณจะทำอย่างไร?อย่างน้อยๆ นะไม่ให้คุณเสียเปรียบ ไทยจะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ ถ้าให้ดีคือไทยจะทำอย่างไรให้ตัวเองได้เปรียบ ดังนั้นคุณก็ต้องไปสร้างอิทธิพลหรือไปเดินสายกับกระบวนการนโยบายและหาพรรคพวกในฝั่งทรัมป์เขา ถ้าเกิดเขามาไกล่เกลี่ยเราก็ต้องไปชี้แจง บางครั้งการมีล็อบบี้ยิสต์มันไม่ได้อะไรมาก เราไมได้ไปกำหนด ไม่ได้ไปบังคับ แต่บางครั้งมันคือการชี้แจงให้รู้ข้อมูลเราให้ครบถ้วน ไปให้ข้อมูลเขาให้รู้จักมุมมองเราให้เต็มที่ เวลาเขาจะไปตัดสินใจอะไรเขาจะได้แฟร์กับเรา” ศ.ดร.ฐิตินันท์ ระบุ 

ส่วนประเด็นที่ประชาชนชาวไทยเห็นข่าวกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยิสต์สร้างภาพลักษณ์ในสหรัฐฯ แล้วเกิดความไม่พอใจสหรัฐฯ ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจเป็นความเข้าใจว่าสหรัฐฯ ไม่เป็นธรรมกับไทย หรือไม่ก็คิดได้เช่นกันว่าไทยเรายังชี้แจงไม่เพียงพอหรือไม่ซึ่งก็อาจเกี่ยวกับล็อบบี้ยิสต์ส่วนหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่งตนมองว่าอารมณ์ของคนไทยเวลานี้แรงและมีความชาตินิยมสูงจากความพยายามยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา กระทั่งถึงจุดหนึ่งเมื่อฝ่ายไทยทนไม่ไหวจึงลงมือจัดการ แต่การมอบหมายให้ทหารนำหน้าในการจัดการเขาก็ต้องลงมือหนัก ถล่มเต็มที่ ด้านหนึ่งไทยเราอาจสะใจแต่ในเวทีโลกเราเสียคะแนน เนื่องจากชาวโลกไม่ได้ดูรายละเอียดมาก เห็นแต่เครื่องบิน F16 ไปถล่มกัมพูชา 

ซึ่งจริงๆ แล้วควรให้รัฐบาลพลเรือนมีบทบาทนำและดำเนินการอื่นๆ ควบคู่ไปกับปฏิบัติการทางทหาร เช่นตอบโต้โจมตีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแต่สมน้ำสมเนื้อ เดินสายพบปะผู้นำประเทศเพือนบ้าน เน้นย้ำผลกระทบของสแกมเมอร์ในกัมพูชาที่คนทั่วโลกล้วนตกเป็นเหยื่อ ตลอดจนสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ถึงชาวกัมพูชา ชี้ให้เห็นว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจเขา มาจากอุตสาหกรรมสแกมเมอร์และไปเข้ากระเป๋าชนชั้นนำ ซึ่งมีรายงานเผยแพร่ออกมามากมายอยู่แล้ว 

หรือชวนตั้งคำถามว่าเหตุใดกัมพูชาไม่มีกองทัพอากาศเพื่อป้องกันประเทศ ไม่มีงานการให้ชาวกัมพูชาทำจนต้องมาหางานทำในไทย กำจัดฝ่ายค้านและสื่ออิสระจนหมดและทำตัวเป็นเผด็จการตระกูลเดียวที่ไม่ดูแลประชาชนตัวเอง กระชับพื้นที่ระดับภูมิภาคและสร้างแรงกดดันต่อสถานการณ์ภายในประเทศเขาจนทำให้ตระกูลฮุนอยู่ลำบากขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://web.facebook.com/share/p/17iDPFrHDR/(เปิดเอกสารจริง : กลไก “ทุน–รัฐ–ล็อบบี้” ในสงครามข้อมูลข่าวสาร กรณีบริษัทอเมริกัน รับจ้างรัฐบาลกัมพูชา เมื่อ “ล็อบบี้ต่างชาติ” ถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีประเทศไทย , ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย 14 ธ.ค. 2568)

https://efile.fara.gov/docs/7551-Exhibit-AB-20250228-2.pdf (Received by NSD/FARA Registration Unit 02/28/2025 6:24:30 PM , เอกสารการดำเนินการของ NCS ในฐานะตัวแทนรัฐบาลกัมพูชา , หน้า 10))

https://www.thairath.co.th/news/politic/2902219 (“กลาโหม” ย้ำจุดยืน “ไทย” แฉ กัมพูชา จ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติ : ไทยรัฐ 16 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/share/p/1CPQSMsi7H/ (สรุปจบที่เดียว! กัมพูชาจ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ : กองทัพเรือ 16 ธ.ค. 2568)

https://thestandard.co/thai-defense-evidence-cambodia-landmines/ (กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN : The Standard 23 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1411352944367742&set=a.646092957560415 (เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 68 “ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย” ได้เปิดเผยเอกสารกรณีบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งรับจ้างจากรัฐบาลกัมพูชาในการช่วยทำสงครามข้อมูลข่าวสาร หรือ “ล็อบบี้” ให้ต่างชาติเชื่อถือรัฐบาลกัมพูชามากกว่า : PPTV HD36 , 15 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1312518717576011&set=a.352652053562687 (เปิดหลักฐาน! กัมพูชาจ้างบริษัท “ล็อบบี้ยิสต์” ระดับโลก ทำสงครามข่าวสารสู้ไทย : Spring News 16 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1367783415387998&set=a.360119619487721 (รู้จัก “ล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ” ระดับหัวแถว ช่วยกัมพูชาสื่อสารชิงความได้เปรียบ ฝีมือ “ดอน เบนตัน” ที่ปรึกษาระดับสูง และผอ.หน่วยงานรัฐบาลกลางยุคทรัมป์ 1.0 : ไทยรัฐ 16 ธ.ค. 2568)

https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/lobbyist (lobbyist , Cambridge Dictionary)

https://americanhistory.si.edu/explore/exhibitions/american-democracy/online/beyond-ballot/lobbying (Lobbying : National Museum of American History)

https://hls.harvard.edu/bernard-koteen-office-of-public-interest-advising/about-opia/what-is-public-interest-law/public-interest-work-types/lobbying/ (Lobbying , Harvard Law School)

https://lobbyingdisclosure.house.gov/lda.html (Lobbying Disclosure Act , สำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา)

https://disclosures-clerk.house.gov/public_disc/PLAW-110publ81.txt (Honest Leadership and Open Government Act of 2007 , สำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา)

https://www.justice.gov/nsd-fara (Foreign Agents Registration Act , กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา)

https://www.politico.com/newsletters/politico-influence/2025/07/28/who-lobbies-for-each-side-of-the-conflict-between-cambodia-and-thailand-00480701 (Who lobbies for each side of the conflict between Cambodia and Thailand : Politico 28 ก.ค. 2568)

https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1186996 (‘พิชัย’ ยอมรับไทยใช้ ‘ลอบบี้ยิสต์’ ช่วยเจรจาสหรัฐ ยันใช้งบโปร่งใส : กรุงเทพธุรกิจ 27 มิ.ย. 2568)

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 10 มกราคม 2569

คลิปภาษากัมพูชาอ้างเขื่อนแตกทำให้เกิดน้ำท่วมที่ประเทศไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1w8refxarpbgs


หูฟังไร้สายทำลายสมอง เพราะปล่อยรังสีมากกว่า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6xyf03bqshae


ปปง. เปิดให้ ประชาชนลงทะเบียนรับเงินคืน ผ่าน TikTok…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wkhzhg0ab6ze


น้ำท่วมหาดใหญ่รอบใหม่-เตือนภัยสึนามิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6t70esuc9rjl


รัฐธรรมนูญ 2560 เข้มคดีทุจริตถึงขั้นประหาร ห้ามหนีคดี และห้ามนั่ง First Class จริงหรือไม่?…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2algny1m5iy0a


เลือกอนุทิน-ภูมิใจไทย กาเบอร์ 46…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2b2gxx9y288d9


เม็ดกลมๆ ขาวๆจำนวนมากอยู่ในปลากระป๋อง เป็นเชื้อโรคเชื้อรา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1pdhgndba6zk4


 เริ่ม 12 ม.ค. นี้ สิทธิบัตรทอง กรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย ใช้สิทธิ ‘คลินิกเอกชน’ ได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3rhnhc4j4y6dx


วันเด็กแห่งชาติ เด็กนั่ง BTS ฟรีตลอดสาย 10 มกราคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2x0z5iy7lcwlp


ใช้เครื่องทำน้ำอุ่น/น้ำร้อน แบบใช้แก๊ส ต้องระมัดระวังมากๆ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1a2ufs4puxrf3

คลิปเหตุปะทะในเมียนมาเมื่อ ธ.ค. 2568 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพกองทัพเมียนมาบุกไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารเมียนมาบุกยึดดินแดนคืนจากไทย  

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปเหตุการณ์ในประเทศเมียนมาเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Sopha Tith” อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวกัมพูชาที่มีผู้ติดตามกว่า 1.6 แสนบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 56 วินาที เป็นภาพทหารพร้อมอาวุธเดินลาดตระเวน อ้างว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ม.ค. มีคำบรรยายภาษาเขมรแปลสรุปความได้ว่าทหารเมียนมากำลังบุกเข้าทวงคืนพื้นที่ที่เคยถูกสยามยึดไป คลิปนี้มียอดการชมเกือบ 4 แสนครั้ง และแชร์มากกว่า 5,000 ครั้ง ณ วันที่ 9 ม.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อตรวจสอบภาพในคลิปด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 โดยสำนักข่าวในเมียนมา 2 แห่งคือ Khit Thit Media และ Connect Burma เป็นคลิปความยาวประมาณ 7 นาที

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก Sopha Tith เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569 กับภาพที่เผยแพร่โดย Khit Thit Media สื่อเมียนมาเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 จะเห็นว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์เดียวกัน

สื่อทั้งสองแห่งรายงานว่าเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่กองกำลัง PDF กลุ่มติดอาวุธในเมียนมาซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร ได้บุกโจมตีสถานที่ของรัฐทั้งค่ายทหาร สถานีตำรวจ สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในเมือง Ye Phyu ภูมิภาค Tanintharyi ทางตอนใต้ของเมียนมา การโจมตีครั้งนี้เป็นไปเพื่อต่อต้านการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ MITV ซึ่งเป็นสื่อภาคภาษาอังกฤษของรัฐบาลทหารเมียนมารายงานว่าในการโจมตีครั้งนี้ กองกำลังกลุ่ม PDF และ KNU ได้ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่และเผาทำลายสถานที่ราชการหลายแห่ง

การเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาแบ่งเป็น 3 รอบ รอบแรกจัดในพื้นที่มีความปลอดภัยสูง 102 อำเภอ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ส่วนรอบที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. 2569 จำนวน 100 อำเภอ ในพื้นที่กองทัพควบคุมได้ และรอบที่ 3 ในพื้นที่ 63 อำเภอ ในพื้นที่ห่างไกล หรือมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง

อินฟลูฯ กัมพูชานำคลิปน้ำท่วมภาคใต้เมื่อ พ.ย. 2568 มาอ้างเท็จว่าเกิดน้ำท่วมรอบใหม่-เตือนภัยสึนามิ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: น้ำท่วมหาดใหญ่รอบใหม่-เตือนภัยสึนามิ 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ม.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กกัมพูชา 2 ราย โพสต์คลิปวิดีโอและข้อความอ้างว่าเกิดเหตุน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผู้ใช้รายหนึ่งอ้างด้วยว่ามีการเตือนภัยสึนามิ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:

▪  บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Long Kunthea” อินฟลูเอนเซอร์ชาวกัมพูชามีผู้ติดตามเกือบ 3 แสนบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอน้ำท่วม ฝังข้อความภาษาเขมรใช้เครื่องมือ Google Translate แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สึนามิ ประเทศไทย” ข้อความในโพสต์ระบุว่าวันที่ 6-9 ม.ค. 2569 ประชาชนอพยพจากเหตุคลื่นสึนามิในอ่าวไทย คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 1.3 ล้านครั้ง และแชร์มากกว่า 7,700 ครั้ง ณ วันที่ 9 ม.ค. 

โคแฟคตรวจสอบภาพในคลิปพบว่ามีป้ายชื่อร้าน “สากลเทคนิคหาดใหญ่” เมื่อค้นหาใน Google Maps พบว่าตั้งอยู่บริเวณแยกหน้าสนามกีฬาจิระนคร อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงได้โทรศัพท์สอบถามทางร้านได้ข้อมูลว่าร้านประสบภัยน้ำท่วมเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว 

ทางด้านศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติยืนยันกับโคแฟคว่าระหว่างวันที่ 6-9 ม.ค. ไม่มีการแจ้งเตือนสึนามิในประเทศไทย

▪  บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ពូ ភ័ក្រ្ត” ผู้ติดตามกว่า 1 แสนบัญชี โพสต์คลิปน้ำท่วมโดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ในไทยเมื่อวันที่ 7 ม.ค. คลิปนี้มียอดรับชมเกือบ 3 แสนครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 3,000 ครั้ง ณ วันที่ 9 ม.ค.  

โคแฟคนำภาพจากคลิปไปค้นหาใน Google Lens พบว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 ที่เคยเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั้งในเฟซบุ๊ก ยูทูบและติ๊กตอกระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. 2568 คลิปนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนั้นเนื่องจากสะท้อนความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ร้องเรียนกับอาสาสมัครกู้ภัยว่าไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ และขอให้กู้ภัยช่วยนำอาหาร น้ำดื่ม และเทียนมาให้

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียแชร์เนื้อหาบิดเบือนข้อกฎหมาย สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ, จำเลยห้ามเดินทางออกนอกประเทศ, โกงกินมีโทษประหาร, บริหารประเทศเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี, เดินทางไปราชการห้ามนั่งเครื่องบิน First Class

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำบทบัญญัติในกฎหมายอื่นมาทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ระหว่างวันที่ 4-8 ม.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ว่ามีบทบัญญัติเรื่องการป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้นและกล่าวหาผู้ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าต้องการปกป้องผลประโยชน์ของนักการเมือง

ข้อความที่เผยแพร่อ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีวันหมดอายุ, ห้ามผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตเดินทางออกนอกประเทศ, การโกงกินมีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต, ร่ำรวยผิดปกติและความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์, บริหารประเทศจนเกิดความเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี และห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการโดยสารเครื่องบินชั้น First Class  

เพจและบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เผยแพร่เนื้อหานี้เช่น กลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” (ลิงก์บันทึก) เพจเฟซบุ๊ก “The Critics” และ “ข่าวเศรษฐกิจธุรกิจ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติ บทกำหนดโทษหรือข้อห้ามตามข้อความที่กล่าวอ้าง แต่บทบัญญัติเหล่านี้ปรากฏอยู่ในกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อกฎหมายที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

คดีทุจริตไม่มีอายุความ: พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ระบุว่าระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดีไม่ให้นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และถ้าจำเลยหลบหนีระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ไม่ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ 

▪ ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกประเทศ: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ. อาญา) มาตรา 108 ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว ซึ่งมีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุว่าเมื่อจำเลยร้องขอและศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่เพื่อป้องกันการหลบหนี รวมถึงการห้ามเดินทางออกนอกประเทศด้วย 

สำหรับคดีทุจริต พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 39 ระบุว่าให้นำ ป.วิ. อาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม คุมขังและการปล่อยชั่วคราวมาใช้บังคับ

▪ โกงกินมีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต: ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148, 149, 201 และ 202 กำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา จังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับ ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 201 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วย หน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 202 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

 

ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่มีโทษประหารชีวิต ขณะที่โทษจำคุกตลอดชีวิตมีอยู่ใน 2 มาตรา คือ มาตรา 173 และ 174 ระบุว่าเจ้าพนักงานของรัฐเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ มีโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 173 เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การ ระหว่างประเทศ ผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

มาตรา 174 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ ขององค์การระหว่างประเทศ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

▪ ร่ำรวยผิดปกติและความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์: รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-236 ระบุอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการดำเนินการเกี่ยวกับพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ แต่ไม่มีบทลงโทษ 

ส่วนโทษจำคุกจะอาศัยความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดฐานปกปิดทรัพย์สินหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 167 มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน

สำหรับความผิดฐานฟอกเงิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 ระบุว่าผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ข้อมูลเพิ่มเติม: พัฒนาการคดีร่ำรวยผิดปกติในระบบกฎหมายไทย

▪ บริหารประเทศเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี: บทกำหนดโทษจำคุกเจ้าพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติ ละเว้นหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560  แต่มีอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และอยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี 

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

กรณีนี้มีคดีตัวอย่าง เช่น คดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาวันที่ 27 ก.ย. 2560 ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เนื่องจากยิ่งลักษณ์ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและระงับยับยั้งจนทำให้เกิดการทุจริตขึ้น ลงโทษจำคุก 5 ปี (อ่านรายละเอียดจาก สำนักข่าวอิศรา และ บีบีซีไทย)

▪ ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการโดยสารเครื่องบินชั้น First Class: ข้อห้ามนี้ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แต่มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอยู่ใน พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2560 มาตรา 53 ที่กำหนดว่าผู้ที่สามารถโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่งในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ได้แก่ (1) หัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาล (2) ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภา (3) ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา (4) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร (5) รัฐมนตรี (6) ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า สมุหราชองครักษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

และมาตรา 53/1 ระบุว่าหากเป็นการเดินทางไปราชการต่างประเทศโดยเครื่องบินที่มีระยะเวลาในการเดินทางตั้งแต่ 9 ชั่วโมงขึ้นไป ผู้ที่สามารถโดยสารชั้นหนึ่ง ได้แก่ รองปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการ อธิบดีหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เอกอัครราชทูต ตำแหน่งวิชาการระดับทรงคุณวุฒิหรือเทียบเท่า ข้าราชการทหารยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก พลโท พลเรือโท พลอากาศโท ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก พลตำรวจโท

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลับมาแพร่หลายอีกครั้งในช่วงนับถอยหลังสู่การออกเสียงประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 8 ก.พ. 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้บทบัญญัติและบทลงโทษในคดีทุจริตหายไป ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่หลงเชื่อไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเกิดข้อกังขาต่อเจตนาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

กกต. ระบุ เผยแพร่เนื้อหาสร้างความสับสนเกี่ยวกับพรรคการเมืองและผู้สมัคร ผิดกฎหมายเลือกตั้งฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เลือกอนุทิน-ภูมิใจไทย กาเบอร์ 46

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: หลังการจับสลากหมายเลขพรรคการเมืองสำหรับการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ “เบอร์พรรค” เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งได้เผยแพร่ภาพและข้อความในเชิงตลกขบขันและเสียดสีว่า ถ้าต้องการเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ให้กาหมายเลข 46 ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เช่น ผู้ใชเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “ใครอยากให้อนุทินเป็นนายก กาเบอร์ 46” พร้อมด้วยภาพประกอบเป็นรูปเสื้อยืดสกรีนเป็นรูปเลข 46 แฝงอยู่ในชื่อ “อนุทิน” ขณะที่ ผู้ใช้ X  อีกรายโพสต์รูปเดียวกันนี้พร้อมข้อความว่า “อนุทิน 46 เท่านั้นค่ะ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หมายเลขของบัญชีรายชื่อหรือเบอร์พรรคของภูมิใจไทยคือ 37 ขณะที่หมายเลข 46 เป็นเบอร์ของพรรคประชาชน

การเผยแพร่เนื้อหาเท็จนี้ ผู้โพสต์อาจมีเจตนาเพื่อล้อเล่นให้ตลกขบขันหรือเสียดสีพรรคประชาชนที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แม้หลายโพสต์จะถูกลบไปแล้ว แต่ยังมีอีกหลายโพสต์ที่ยังคงเข้าถึงได้ในขณะนี้ทั้งในเฟซบุ๊ก ติ๊กตอกและ X  

ธัญเทพ ปาระมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 1 สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. ซึ่งดูแลเกี่ยวกับการกระทำความผิดและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง ให้สัมภาษณ์โคแฟคว่าการเผยแพร่เนื้อหาลักษณะนี้เข้าข่ายเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา 73 (5) ระบุว่าห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ผอ.ฝ่ายกฎหมาย กกต. อธิบายเพิ่มเติมว่าผู้ที่พบเห็นการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบและสั่งให้ลบหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้ และหากผู้กระทำความผิดเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สส. หรือไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กกต. ก็สามารถดำเนินคดีได้เพราะกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการดังกล่าว

วันที่ 7 ม.ค. ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวว่าพรรคจะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จที่สร้างความสับสนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนเนื่องจากพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเผยแพร่เนื้อหาที่จูงใจเข้าใจผิด แต่กลับไม่ได้ระงับยับยั้งการกระทำดังกล่าวซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 132 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.

มาตรา 132 ระบุว่า กกต. มีอำนาจสั่งให้พรรคการเมืองที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ระงับหรือดำเนินการเพื่อแก้ไขการกระทำนั้น หากไม่ดำเนินการตามคำสั่งของ กกต. โดยไม่มีเหตุอันควร ให้สันนิษฐานว่าพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทําดังกล่าว

ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยแสดงภาพจากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่สร้างความสับสนเกี่ยวกับเบอร์พรรค (ภาพ: The Reporter)

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชานำคลิปพนังกั้นน้ำพังมาให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนว่าเป็นเหตุ “เขื่อนแตก” ในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปภาษากัมพูชาอ้างเขื่อนแตกทำน้ำท่วมที่ประเทศไทย 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน** เป็นเหตุการณ์พนังกั้นน้ำพังใน จ.สิงห์บุรี เมื่อเดือน พ.ย. 2568 ไม่ใช่เขื่อนแตก 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Sothy Hov” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม พร้อมข้อความภาษาเขมรแปลเป็นภาษาไทยด้วยเครื่องมือ Google Translate ได้ความว่า “เขื่อนแตก ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในประเทศไทย” ซึ่ง ณ วันที่ 6 ม.ค. คลิปนี้มียอดการชมแล้วกว่า 1.3 แสนครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 930 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์พนังกั้นน้ำแตกเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 12 พ.ย. 2568 ในพื้นที่ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี โดยสื่อมวลชนหลายสำนักรายงานตรงกันว่าเป็น “พนังกั้นน้ำ” ไม่ใช่เขื่อนแตก

นอกจากใช้คำว่า “เขื่อนแตก” ซึ่งทำให้เหตุการณ์ดูรุนแรงกว่าความเป็นจริงแล้ว การนำภาพเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 มาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน อาจสร้างความเข้าใจผิดและตื่นตระหนกได้