“รถ EV” ลุยน้ำได้ไหม? เรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“ถ้าคิดว่ารถ EV ลุยน้ำได้เหมือนรถน้ำมัน แล้วฝืนขับลุยน้ำท่วมสูง ระวังระบบไฟฟ้าอาจช็อตจนรถดับกลางทาง การที่น้ำซึมเข้าชุดแบตเตอรี่ไม่ได้แค่ทำลายระบบขับเคลื่อน แต่มันทำให้เกิดการลัดวงจรทั้งคัน จนรถคันโปรดของคุณอาจกลายเป็นเศษเหล็กที่ซ่อมไม่คุ้ม วิธีแก้คือเช็คระดับน้ำทุกครั้งก่อนเดินทาง ถ้าเจอจุดเสี่ยงต้องกล้าเลี่ยงทันที อย่าเสี่ยงขับลุยเด็ดขาด เพราะความปลอดภัยของคนสำคัญที่สุด”

เสียงบรรยายจากคลิปที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กหนึ่งเมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2569 เตือนผู้ที่ใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือรถ EV ไม่ควรขับรถลงไปในพื้นที่น้ำท่วม

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ความนิยมรถ EV ในหมู่คนไทยเพิ่มสูงขึ้น ตามข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ในปี 2564 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 5,889 คัน เพิ่มเป็น 20,817 คันในปี 2565 ตามด้วย 100,219 คันในปี 2566 ก่อนลดลงเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 96,718 คันในปี 2567 (หมายเหตุ: สถิติการจดทะเบียนรถใหม่ปี 2568 ตามประเภทเชื้อเพลิง พบการสรุปข้อมูลยังไม่ครบถ้วนในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า จึงยังไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้)

แต่อีกด้านหนึ่ง น้ำท่วมหรืออุทกภัยก็เป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติที่คนไทยต้องเผชิญทุกปี รวมถึงในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ดังที่ สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เคยออกมาเตือนเมื่อปี 2568 อ้างถึงคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุไทยเป็น 1 ใน 8 ชาติของทวีปเอเชียที่เสี่ยงเผชิญอุทกภัยรุนแรงในปี 2593 ขณะที่กรุงเทพฯ อาจเริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่ปี 2573 หากไม่มีมาตรการรับมือที่ดีพอ

คำแนะนำ ‘ขับรถยนต์ไฟฟ้าเจอน้ำท่วม’ ในสื่อประชาสัมพันธ์ ‘ขับขี่ปลอดภัย By DLT’ จัดทำและเผยแพร่โดยกรมการขนส่งทางบก

รถ EV ลุยน้ำได้ไหม?

คำแนะนำจากสื่อประชาสัมพันธ์ ‘ขับขี่ปลอดภัย’ โดยกรมการขนส่งทางบกระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรีที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญอยู่ด้านล่างตัวถังออกแบบให้ป้องกันน้ำเข้าเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าภายในรถ สามารถขับผ่านน้ำได้ในระดับที่ปลอดภัย หากเจอน้ำท่วมควรประเมินสถานการณ์ก่อนลุยน้ำ ดังนี้ 

  1. ระดับน้ำสูงไม่เกินครึ่งล้อรถ ที่ระดับ 40 ซม. ขับผ่านได้
  2. ระดับน้ำสูงเกินขอบประตูรถยนต์ มีความเสี่ยงสูง ไม่ควรขับต่อ
  3. ขับลุยน้ำเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัย
  4. ขับที่ความเร็วต่ำ ลดแรงปะทะจากคลื่นน้ำใต้ท้องรถ
  5. ระมัดระวังสิ่งกีดขวาง มากระทบแบตเตอรี่ เช่น ก้อนหิน ท่อนไม้
  6. ปิดแอร์ ป้องกันน้ำพัดเข้าไปยังชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า อาจส่งผลเสียหายต่อรถได้
  7. หากเจอน้ำท่วมเป็นทางยาว ควรเปลี่ยนเส้นทาง ไม่ควรขับลุยน้ำเกิน 30 นาที เสี่ยงน้ำเข้าระบบแบตเตอรี่
  8. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำขณะรถติด เสี่ยงจอดแช่น้ำเป็นเวลานาน
  9. ตรวจเช็กสภาพรถยนต์หลังลุยน้ำที่ศูนย์บริการ เพื่อความมั่นใจในการใช้งาน

ขณะที่ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า จากมุมมองทางวิศวกรรม “การกล่าวว่า EV หรือรถยนต์ไฟฟ้าห้ามลุยน้ำแบบเหมารวมนั้นไม่ถูกต้อง” เพราะรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้รับการออกแบบให้อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โดยแบตเตอรี มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และระบบสายไฟแรงสูง มีการป้องกันน้ำและฝุ่นตามข้อกำหนดของผู้ผลิตและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO 6469 และ UN Regulation No. 100 (UN R100) ส่วนระดับการป้องกันน้ำและฝุ่นของอุปกรณ์ (Ingress Protection: IP Code) อ้างอิงมาตรฐาน IEC 60529 และ ISO 20653 สำหรับงานยานยนต์

นอกจากนี้ รถยังมีระบบตรวจสอบความเป็นฉนวนไฟฟ้า (Insulation Monitoring) และระบบตัดแยกวงจรไฟฟ้าแรงสูงอัตโนมัติเมื่อเกิดความผิดปกติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายทางไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม “การขับผ่านน้ำได้ ไม่ได้หมายความว่าควรลุยน้ำท่วม” เนื่องจากการทดสอบระดับการป้องกันน้ำ (IP Rating) เป็นการทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม เช่น การแช่น้ำนิ่งตามระดับและระยะเวลาที่กำหนด ไม่ใช่การขับผ่านน้ำท่วมจริง ซึ่งยังมีปัจจัยอื่น เช่น ความเร็วรถ คลื่นน้ำ แรงดันน้ำที่กระทำต่อชิ้นส่วนใต้ท้องรถ หลุมบ่อ และวัตถุที่มองไม่เห็นใต้น้ำ

ดร.สุพรรณ ยังย้ำด้วยว่า “การลุยน้ำยังอาจสร้างความเสียหายต่อระบบเบรก ช่วงล่าง ลูกปืน และระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรถทุกประเภท” และหากเป็นรถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ยังมีความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าสู่ระบบไอดีจนเกิด Hydrolock (น้ำเข้าสู่กระบอกสูบจนเครื่องยนต์เสียหาย) ด้วย ดังนั้นในเชิงวิศวกรรม ข้อความที่เหมาะสมกว่าคือ รถ EV ไม่ได้ห้ามลุยน้ำ แต่ก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้ขับฝ่าน้ำท่วมลึกหรือกระแสน้ำแรงเป็นประจำ

“เช่นเดียวกับรถทุกประเภท หากจำเป็นต้องขับผ่านน้ำ ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ผลิต ใช้ความเร็วต่ำและคงที่ หลีกเลี่ยงการสร้างคลื่นน้ำ และหากรถจมน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ควรให้ศูนย์บริการตรวจสอบระบบไฟฟ้าแรงสูง ระบบความปลอดภัย และสภาพทางกลก่อนนำกลับมาใช้งาน” ดร.สุพรรณกล่าว

ด้าน สุรเชษฐ์ สีงาม ที่ปรึกษาคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) อธิบายประเด็นความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วมว่า หากเป็นรถยนต์เครื่องสันดาป จุดที่หนักที่สุดคือการที่น้ำเข้าไปในเครื่องยนต์ ซึ่งจะต้องซ่อมด้วยการถอดชิ้นส่วนออกมาล้าง (overhaul) แต่หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) หรืออาจรวมถึงรถยนต์ไฮบริด (HEV) จะมีชิ้นส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า

และโดยเฉพาะแบตเตอรี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราวครึ่งหนึ่งของราคาขายรถยนต์รุ่นนั้นทั้งคัน ยิ่งแบตเตอรีที่มีจำนวนโวลต์สูง ๆ เพื่อที่จะให้มีกำลังขับเคลื่อนมาก ๆ ราคาก็ยิ่งแพง อีกทั้งยังมีความเฉพาะของวัสดุห่อหุ้มแบตเตอรี่แต่ละรุ่น ดังที่เคยมีข่าวว่าแบตเตอรีของรถ EV ได้รับความเสียหายจากการถูกหนูกัดแทะ แต่หากถามว่ารถ EV ลุยน้ำได้มากน้อยเพียงใด ต้องเข้าใจก่อนว่ารถ EV มีสถานะเหมือนกับอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ดังนั้นต้องไปดูการรับรองผลการทดสอบประสิทธิภาพการกันน้ำ กันฝุ่น ตลอดจนทนทานต่อการถูกกระแทกว่าเป็นอย่างไร เช่น มาตรฐาน IP Code ที่ประกอบด้วยเลข 2 ตัว โดยเลขตัวหน้าหมายถึงระดับการป้องกันของแข็งหรือฝุ่น ส่วนเลขตัวหลังหมายถึงระดับการป้องกันความชื้นหรือน้ำ ซึ่งตัวเลขยิ่งสูงยิ่งป้องกันได้ดี ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือที่ติดฉลากว่า IP65 หมายความว่าอุปกรณ์นี้กันความชื้นที่ระดับ 5 คือป้องกันการฉีดหรือสาดน้ำใส่ได้ แต่หากนำไปจุ่มหรือแช่น้ำก็จะได้รับความเสียหายจากน้ำเข้าเครื่อง ดังนั้นสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ตัวเลขประสิทธิภาพการป้องกันความชิ้นควรเป็นระดับ 7 หรือ 8 เพื่อให้ป้องกันได้มากขึ้นหากต้องแล่นผ่านพื้นที่น้ำท่วม

“บางทีรถออกจากโรงงานที่เขาซีลอย่างดี กับถ้าเกิดรถมีการเปลี่ยนแบตเตอรี เพราะแบตเตอรีในนั้นเป็นโมดูล บางรุ่นมี 4,6,7 หรือ 9 โมดูล ถ้าเขาเปลี่ยนแบตฯ ซ่อมเพื่อเปลี่ยนเฉพาะโมดูล เขาไม่เปลี่ยนหมดเพราะถ้าเปลี่ยนหมดราคามันสูง ทีนี้การซีลกลับคืนมันคงไม่ได้รับประกันแบบว่าจะกลับมาเป็น IP67 IP68 เหมือนเดิม ลักษณะนี้ก็ถดถอยในสภาวะต่าง ๆ” สุรเชษฐ์กล่าว

มาตรฐาน IP Code หรือ IP Rating
ที่มา : Omega Measuring Instrument

ผู้เชี่ยวชาญจาก วสท. ฝากข้อคิดถึงผู้ที่กำลังคิดจะซื้อรถ EV มาใช้งาน ว่า “รถไฟฟ้าเป็นพาหนะที่ต้องวางแผนการใช้” อย่างที่ประเทศจีน หากเป็นการใช้รถระบบขนส่งระยะทางไกล ๆ หรือการท่องเที่ยว จะใช้รถยนต์เครื่องสันดาป เติมเชื้อเพลิงเป็นน้ำมันบ้าง ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บ้าง ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV มักใช้กับการเดินทางไปกลับระหว่างที่พักกับที่ทำงานเป็นหลัก นอกจากนั้น “รถยนต์ไฟฟ้าไม่ควรใช้จนแบตเตอรี่หมด” เพราะเมื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าตอนที่แบตเตอรีหมดจะทำให้เกิดความร้อนสูงซึ่งนำไปสู่การที่แบตเตอรีเสื่อมสภาพเร็ว

ขณะที่การใช้รถในสถานการณ์น้ำท่วม ต้องย้ำว่า “น้ำท่วมไม่ควรใช้รถ EV วิ่ง” เนื่องจากแบตเตอรีของรถประเภทนี้มีคำเตือนเรื่องการถูกบีบหรือกระแทกอย่างรุนแรงเพราะมีความเสี่ยงทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ซึ่งเมื่อน้ำท่วมผู้ขับขี่มักมองไม่เห็นพื้นถนน โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่สภาพถนนก็ไม่ค่อยราบเรียบ จึงไม่แนะนำให้ผู้ใช้รถ EV ขับลุยน้ำเพราะไม่คุ้มกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ที่ปรึกษาคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย วสท. กล่าว

อ้างอิง

เตือนภัย SMS แจ้งค้างค่าปรับจราจรพร้อมแนบลิงก์ ตร. ยืนยันไม่ส่งข้อความเช่นนี้ อย่าเชื่อ-อย่ากดลิงก์

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: SMS แจ้งว่ามียอดใบสั่งจราจรที่ยังไม่ได้ชำระ แนบลิงก์ให้ดำเนินการ 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นอุบายมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือติดตั้งแอปพลิเคชันเข้าควบคุมอุปกรณ์สื่อสาร** 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: SMS หลอกลวงลักษณะนี้มีมาอย่างต่อเนื่องซึ่งทางตำรวจได้เตือนภัยเป็นระยะ ๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ตำรวจจราจรเชียงใหม่ – TFCM’ เผยแพร่คลิปวิดีโอคำเตือนจาก พ.ต.ท.ศักดา โชติพัฒนโภคิน รอง ผกก.กลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ว่าตำรวจจราจรไม่มีการส่ง SMS แนบลิงก์ให้ชำระใบสั่งจราจร หากได้รับ SMS แบบนี้ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ

พ.ต.ท.ศักดาแนะนำว่าบางครั้งมิจฉาชีพยังแนบหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่ใช่หมายเลขที่ถูกต้องของหน่วยงานมากับ SMS ด้วย ดังนั้นหากประชาชนต้องการทราบว่าตนเองมีใบสั่งค้างไว้หรือไม่ต้องติดต่อไปที่หน่วยงานจราจรของตำรวจโดยตรงหรือตรวจสอบกับหน่วยงานขนส่งเมื่อไปชำระภาษีรถยนต์ หากมีใบสั่งค้างอยู่ก็จะมีข้อมูลปรากฏขึ้นมา 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ตำรวจสอบสวนกลาง’ เตือนภัยพบมิจฉาชีพส่ง SMS อ้างว่าค้างชำระค่าปรับ พร้อมแนบ QR Code ให้สแกน ซึ่งห้ามหลงเชื่อสแกนโดยเด็ดขาด เพราะอาจถูกฝังมัลแวร์ลงในโทรศัพท์มือถือหรือสูญเสียเงินในบัญชีธนาคารได้ พร้อมย้ำว่าตำรวจไม่มีนโยบายส่ง QR Code แนบไปกับ SMS เพื่อให้สแกนจ่ายค่าปรับ

ตำรวจสอบสวนกลางให้ข้อมูลว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบว่าตนเองมีใบสั่งจราจรที่ยังไม่ได้ชำระค่าปรับหรือไม่ได้ที่เว็บไซต์ ptm.police.go.th/eTicket ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: SMS หลอกลวงเรื่องค้างชำระค่าปรับจราจรกลับมาระบาดอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการขนส่งทางบกร่วมกันแถลงข่าวเรื่องการเชื่อมโยงฐานข้อมูลใบสั่งจราจรเพื่อแก้ปัญหาใบสั่งค้างชำระซึ่งที่ผ่านมาพบว่าสูงนับสิบล้านใบ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป หากผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าปรับให้ครบถ้วนเรียบร้อย แม้จะชำระภาษีรถยนต์ประจำปีแล้วก็จะยังไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีฉบับจริง (ป้ายวงกลม) 

วันต่อมา เพจเฟซบุ๊ก ‘Drama-addict’ โพสต์เตือนภัยว่ามีผู้ไดรับข้อความ SMS ว่า “แจ้งเตือน: ท่านค้างชำระใบสั่งจราจร” พร้อมแนบลิงก์ โดยทางเพจย้ำว่าใครได้รับข้อความแบบนี้ห้ามกดลิงก์เด็ดขาดเพราะเป็นมิจฉาชีพ

ปลั๊กไฟ 3 ขา หักออก 1 ขาเพื่อให้เสียบเข้ากับเต้ารับที่มี 2 รู ทำได้หรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปลั๊กไฟ 3 ขา หักออก 1 ขาเพื่อให้เสียบเข้ากับเต้ารับที่มี 2 รู ทำได้หรือไม่ 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ไม่ควรทำเพราะเสี่ยงเกิดไฟดูดหรืออัคคีภัย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘กลุ่มวิชาชีพช่างไฟฟ้ากำลัง’ มีผู้โพสต์ภาพปลั๊กไฟ 3 ขา ในสภาพถูกหักออก 1 ขา โดยระบุขา N หัก เหลือแต่ขา L กับ G ซึ่งในโพสต์ดังกล่าวมีการถกเถียงกันว่าปลั๊กที่อยู่ในลักษณะนี้สามารถใช้งานได้หรือไม่ 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567 มีผู้สอบถามเรื่องเดียวกันนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘งานบ้านที่รัก’ ว่าหากปลั๊กตู้เย็นชำรุดโดยขา G หายไปเหลือเพียงขา L กับ N จะสามารถใช้งานได้หรือไม่ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ว่า ปลั๊กไฟมาตรฐาน 2 ขาประกอบด้วย L (Line) และ N (Neutral) ส่วนปลั๊กไฟ 3 ขาจะมี PE หรือ G (Protective Earth) เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูดในเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท Class I ตามหลักการของ IEC 60364-4-41 และมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของ วสท. 022001-22 

“หากปลั๊ก 3 ขาชำรุด เช่น ขาใดขาหนึ่งหัก ไม่ควรนำมาใช้งานหรือทดลองเสียบ เพราะอาจเกิดการสัมผัสผิดตำแหน่ง การลัดวงจร การอาร์ก หรือทำให้ระบบป้องกันทางไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ในทำนองเดียวกัน การหักขากราวด์ (PE/G) เพื่อให้เสียบกับเต้ารับ 2 รู แม้จะทำให้ใช้งานได้ แต่ไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย เนื่องจากเป็นการตัดระบบป้องกันไฟฟ้าดูดของเครื่องใช้ไฟฟ้า” ดร.สุพรรณอธิบาย 

ดร.สุพรรณแนะนำว่า ทางแก้ที่ถูกต้องคือเปลี่ยนปลั๊กหรือสายไฟที่ชำรุด และใช้เต้ารับ 3 รูที่ต่อเข้ากับระบบสายดินที่ถูกต้อง ไม่ควรดัดแปลงปลั๊กหรืออุปกรณ์ให้ผิดจากมาตรฐาน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดูดและอัคคีภัย 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ออกคำเตือนเรื่องนี้เช่นกัน ระบุว่า ขาสายดินมักเป็นส่วนที่หลายคนเลือกหักทิ้งเมื่อเต้ารับไม่รองรับปลั๊กแบบ 3 ขา เพื่อให้ปลั๊กไฟสามารถเสียบใช้งานได้สะดวกขึ้น แต่การทำเช่นนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกไฟฟ้าดูดหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น กฟภ. แนะนำให้เปลี่ยนเต้ารับเป็น 3 รู เพื่อให้สามารถใช้งานปลั๊ก 3 ขาได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย รองรับระบบสายดินได้ครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร

ภาพเรือที่ถูกอิหร่านโจมตีถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มฮูตีโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพกลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุดิอาระเบีย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพไม่ตรงกับเนื้อหา** เหตุการณ์กลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุดิอาระเบียเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 แต่ภาพที่นำมาประกอบเป็นภาพเรือที่ถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวถึงชาวรังสิต’ โพสต์ภาพเรือลำหนึ่งในสภาพไฟลุกท่วม พร้อมข้อความว่า “ฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ ไปแล้ว คาทะเลแดง บึ้ม 2 ลำ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าภาพประกอบโพสต์ดังกล่าวเป็นภาพเดียวกับที่ปรากฏในคลิปวิดีโอที่สำนักข่าว ABC ของออสเตรเลีย และ  The Independent ของอังกฤษเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยรายงานว่าเป็นเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 บริเวณน่านน้ำของอิรัก และมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย

ภาพไฟลุกท่วมเรือจึงไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันของซาอุดิอาระเบียในทะเลแดงตามที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กกล่าวอ้าง แต่เป็นภาพเรือบรรทุกน้ำมันถูกอิหร่านโจมตีในน่านน้ำของอิรักเมื่อ 4 เดือนก่อน 

สำหรับเหตุการณ์ยิงเรือน้ำมันของซาอุดิอาระเบียนั้น สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 ระบุว่า กลุ่มฮูตีได้ออกมาอ้างว่าเป็นผู้ใช้จรวดและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือ Encelia และ Layla ซึ่งเป็นเรือของซาอุดิอาระเบีย ในพื้นที่ทะเลแดง เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569

รอยเตอร์ยังอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวความมั่นคงทางทะเลว่า เรือเอนเซเลียได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากการถูกขีปนาวุธโจมตีใกล้ท่าเรือจิซานของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงเมื่อช่วงดึกของวันที่ 22 ก.ค. 2569 โดยน้ำมันซาอุดีอาระเบียหลายล้านบาร์เรลต่อวันกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือยานบูในทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ 

เปรียบเทียบภาพประกอบโพสต์เรื่องกลุ่มฮูตีโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ ที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวถึงชาวรังสิต’ (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่โดย The Independent ของอังกฤษและ ABC ของออสเตรเลียเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยสำนักข่าวทั้งสองสำนักรายงานตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือในน่านน้ำอิรัก (ภาพกลางและขวา)

กล้องหน้ารถ-กล้องวงจรปิด ติดยังไงไม่ให้ผิด PDPA? 

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ห้ามติดกล้อง แต่กำหนดให้ใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม ดังนั้นการติดกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดตามบ้านและอาคารสถานที่ต่าง ๆ มีข้อควรระวังและต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลด้วย 

กล้องหน้ารถ

ข้อควรระวังหากนำภาพไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ

  • เบลอหน้าบุคคล
  • เบลอป้ายทะเบียน
  • หลีกเลี่ยงการนำภาพไปเผยแพร่เพื่อประจาน เพราะอาจผิดกฎหมายอื่นร่วมด้วย

กล้องที่บ้าน ร้านค้า หน่วยงาน

  • ควรติดป้ายแจ้งเตือน หากมีการบันทึกภาพบุคคลในพื้นที่สาธารณะ  
  • ไม่ควรหันกล้องส่องเข้าบ้านคนอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนตัว เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน
  • ไม่ควรเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น
  • ไม่ควรนำภาพไปเผยแพร่จนผู้อื่นเสียหาย

ที่มา: รายการชัวร์ก่อนแชร์

กินกุ้งดิบ เสี่ยงตาบอดจริงหรือ ?

การรับประทานกุ้งดิบหรือหอยน้ำจืดดิบมีความเสี่ยงเป็นโรคพยาธิ โดยเฉพาะโรคพยาธิปอดหนูที่อาจชอนไชเข้าดวงตา สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต 

📌 วงจรชีวิตพยาธิปอดหนู: พยาธิปอดหนูจะออกไข่ในปอดของหนู ตัวอ่อนจะปนออกไปกับขี้หนู และเข้าไปอยู่ในหอยน้ำจืด กุ้ง ปู ปลา 

📌เข้าสู่คน: เมื่อกินกุ้งหรือหอยดิบที่มีตัวอ่อนของพยาธิปอดหนู พยาธิก็จะเข้าไปเจริญเติบโตในร่างกาย และอาจชอนไชเข้าสู่ดวงตาและสมอง 

📌 พยาธิขึ้นตา: ถ้าพยาธิปอดหนูชอนไชเข้าตา ผู้ป่วยจะมีอาการตาพร่ามัว ปวดตา ตาอักเสบ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจถึงขั้นตาบอด รักษาโดยผ่าตัดเอาตัวพยาธิออก

 📌พยาธิขึ้นสมอง: ผู้ป่วยจะปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน แขนขาอ่อนแรง คอแข็ง หลังแข็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต ยังไม่มียารักษาเฉพาะ แพทย์จะรักษาตามอาการ

 📌วิธีป้องกัน: กินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก ส่วนผักสดให้แช่น้ำสะอาด น้ำส้มสายชู หรือเกลือละลายน้ำนาน 10 นาที

 📌 ความเชื่อที่ผิด: การใช้น้ำโซดาหรือน้ำมะนาวล้างกุ้งไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ โซดาอาจช่วยล้างคราบไขมันหรือสิ่งสกปรกออกบางส่วนเท่านั้น การทำให้สุกเท่านั้นถึงจะปลอดภัย   

อ้างอิง: Mahidol Channel, รายการชัวร์ก่อนแชร์  

เพจเฟซบุ๊กอัพเดทสถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ใช้ภาพประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน 

📌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพทั้งหมดไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน และบางภาพไม่ใช่เหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน** 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ก.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Pipoppat Promjanya’ โพสต์ภาพ 3 ภาพประกอบข้อความสรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านทั้งหมด 5 เหตุการณ์ ได้แก่ สหรัฐฯ โจมตีเมืองทาบริซของอิหร่าน, สหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควิน, เหตุเรือสินค้าถูกโจมตีไฟลุกท่วมในช่องแคบฮอร์มุซ, เหตุทหารอเมริกันเสียชีวิต 1 นายในอิรักขณะกู้ระเบิดที่ไม่ทำงานและเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 และ 5.7 ในจังหวัดเคอร์มันชาห์ของอิหร่าน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อมูลทั้ง 5 เหตุการณ์ในโพสต์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อของอิหร่านและสำนักข่าวในต่างประเทศที่เชื่อถือได้ ดังนี้

  • สหรัฐฯ โจมตีเมืองทาบริซของอิหร่านเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 (Iran International, Anadolu Agency)
  • สหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควิน (IRNA, Iran International)
  • เหตุเรือสินค้าถูกโจมตีไฟลุกท่วมในช่องแคบฮอร์มุซ (Iran International, Euronews)
  • เหตุทหารอเมริกันเสียชีวิต 1 นายในอิรักขณะกู้ระเบิดที่ไม่ทำงาน (Al Jazeera, BBC)
  • เหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 และ 5.7 ในจังหวัดเคอร์มันชาห์ของอิหร่าน (WANA News Agency, Iran Press)

อย่างไรก็ตามภาพที่นำมาเผยแพร่ประกอบโพสต์เป็นภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเลย จากการตรวจสอบด้วย Google Lens ได้ข้อมูลเกี่ยวภาพประกอบทั้ง 3 ภาพดังนี้

▪️ ภาพอาคารสูงในเมืองริมทะเลมีควันและเปลวไฟลุกท่วม: โคแฟคพบคลิปวิดีโอของสำนักข่าว AP ที่ถ่ายในมุมเดียวกัน ถูกโพสต์ในช่องยูทูบ ‘Associated Press’ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 ระบุเป็นเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตของเลบานอน เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 นอกจากนั้น สำนักข่าว The Guardian ของอังกฤษ ก็ใช้ภาพและรายงานข่าวเช่นเดียวกัน 

▪️ภาพทหารสวมหมวกสีเขียวเดินอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง: เป็นภาพทหารเลบานอนในเมืองนาบาติเยห์ทางภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอล โดยสำนักข่าว Kuwait Times ของคูเวต ระบุเป็นภาพจากสำนักข่าว AFP ถ่ายในวันที่ 21 มิ.ย. 2569 นอกจากนั้น ยังพบภาพที่ภ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน เผยแพร่ในสำนักข่าว The Guardian ของอังกฤษ ระบุเป็นภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ถ่ายในสถานที่เดียวกัน ในวันที่ 21 มิ.ย. 2569 เช่นกัน 

▪️ภาพธงชาติอิหร่านท่ามกลางซากปรักหักพัง: โคแฟคพบภาพเดียวกันอยู่ในเว็บไซต์คลังภาพของสำนักข่าว AP ระบุว่า เป็นภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 บริเวณสถานีตำรวจในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: บัญชีโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสู้รบสหรัฐฯ-อิหร่านมักนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามาประกอบเนื่องจากเหตุการณ์เกิดในพื้นที่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยและเกิดในหลายประเทศทำให้ยากต่อการตรวจสอบหรือตั้งข้อสงสัย

แม้การใช้ภาพประกอบที่ไม่ตรงกับเนื้อหาในกรณีนี้จะไม่ได้สร้างผลกระทบหรือความเสียหายร้ายแรง แต่การเผยแพร่ภาพและข้อมูลที่ถูกต้องย่อมดีกว่าการนำภาพจากเหตุการณ์ในอดีตหรือเหตุการณ์ในประเทศอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงแบบผิด ๆ ทั้งนี้เพื่อลดความสับสนปั่นป่วนของข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

กฎใหม่ของการนำพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบิน

วันที่ 22 พ.ค. 2569 สำนักงานการบินพลเรือนออกข้อกำหนดใหม่เรื่องการนำแบตเตอรีลิเทียมขึ้นเครื่องบิน ซึ่งรวมถึงแบตเตอรีสำรองแบบพกพาหรือ power bank ด้วย

✅ ข้อกำหนด

  • ต้องมีค่าพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 100 Wh
  • ต้องนำติดตัวเป็นสัมภาระติดตัว (hand/carry-on baggage) เท่านั้น
  • ผู้โดยสารพกพาพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องได้ไม่เกินคนละ 2 ก้อน
  • ต้องมีการป้องกันพาวเวอร์แบงก์แต่ละก้อนไม่ให้เกิดการลัดวงจรเมื่อไม่ได้ใช้งาน เช่น จัดเก็บไว้ในถุงป้องกันหรือหุ้มฉนวนที่ขั้วแบตเตอรี 

❌ ข้อห้าม

  • ห้ามชาร์จพาวเวอร์แบงก์ระหว่างที่อยู่บนเครื่องบิน
  • ห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์ชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ

ℹ️ ทำไมต้องเข้มงวด ?

พาวเวอร์แบงก์เป็นแบตเตอรีลิเทียมไอออนแบบพกพา หากเกิดความร้อนสูง ลัดวงจร หรือเกิดความเสียหาย อาจทำให้เกิดไฟไหม้บนเครื่องบินได้

ที่มา: สำนักงานการบินพลเรือน

ทำไมจึงไม่ควรล้างไก่สดก่อนปรุง?

หลายคนล้างไก่สดก่อนนำมาปรุงอาหารเพราะความเคยชินและเชื่อว่าทำให้ไก่สะอาดขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารปลอดภัยแนะนำว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ   

📌ทำไมไม่ควรล้าง

⚠️ ไม่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบนเนื้อไก่ได้

⚠️ เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนเนื้อไก่ซึ่งทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษหรือท้องเสียรุนแรง อาจแพร่กระจายไปยังภาชนะ เครื่องครัว โต๊ะ เสื้อผ้า  

⚠️ แบคทีเรียในไก่สดถูกทำลายได้ด้วยการปรุงสุกเท่านั้น การไม่ล้างแต่ปรุงให้สุกคือทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

📌ทำอย่างไรให้ปลอดภัย

✅ เก็บไก่สดในถุงหรือภาชนะที่ปิดสนิทในตู้เย็น เพื่อป้องกันการปนเปื้อนอาหารอื่น

✅ ใช้เขียงและมีดแยกเฉพาะสำหรับเนื้อสัตว์ ล้างมือและภาชนะให้สะอาดหลังการสัมผัส 

✅ ปรุงไก่ให้สุกทั่วถึงที่อุณหภูมิอย่างน้อย 75°C 

📌 ถ้าจำเป็นต้องล้างสิ่งสกปรก 

✅ ล้างไก่ในอ่างล้างจาน ห่างจากอาหารหรือภาชนะอื่น

✅ เปิดน้ำอ่อน ๆ เพื่อไม่ให้กระเด็น

✅ ล้างพื้นที่และภาชนะที่สัมผัสไก่สด และล้างมือให้สะอาด 

อ้างอิง: Rama Channel

สูตรน้ำยาไล่ยุง “สบู่ + น้ำส้มสายชู + น้ำตาลทราย” ได้ผลจริงหรือ ?

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าการนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับสบู่และน้ำตาลทรายจะสามารถไล่ยุงหรือป้องกันยุงกัดได้

❌ ไม่มีฤทธิ์ไล่ยุง รายการชัวร์ก่อนแชร์และภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำส่วนผสมนี้ไปทดลองกับยุงลายบ้านที่เลี้ยงไว้ พบว่ายุงยังคงมาตอมและกัดกินเลือด

❌ ดึงดูดยุงให้เข้าตอม การทดลองยังพบด้วยว่ามียุงมาตอมส่วนผสม อาจเป็นเพราะมีน้ำตาล

✅ วิธีป้องกันยุง ใช้ยาทากันยุงที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. กำจัดแหล่งน้ำขัง และป้องกันตนเองด้วยมุ้งหรือเสื้อผ้าที่มิดชิด

ℹ️ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยาทากันยุง ยาทากันยุงป้องกันยุงได้ผลเพราะมีสารที่ไปเคลือบผิวหนังของผู้ใช้ สารนี้จะรบกวนระบบประสาทรับกลิ่นของยุง ยาทากันยุงที่ได้มาตรฐานจะมีฤทธิ์กันยุงได้นาน 6-8 ชั่วโมง

อ้างอิง: รายการชัวร์ก่อนแชร์

นักวิชาการเตือน “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นยาควบคุมพิเศษ มีอันตรายหากใช้ไม่ถูกวิธีแนะลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ

รายการ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว” EP.46 โดย โคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ สุชัย เจริญมุขยนันท ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ปากกาลดน้ำหนักชัวร์หรือมั่วนิ่ม?” ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระแสการโฆษณาซื้อขายปากกาลดน้ำหนักทางสื่อออนไลน์

ยาฉีดควบคุมพิเศษไม่ใช่ปากกาวิเศษ

รศ.ดร.วันทนีย์อธิบายถึงกลไกของปากกาลดน้ำหนักว่า อุปกรณ์ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนปากกาเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน แต่แท้จริงแล้วภายในบรรจุยาที่ใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งยาดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม GLP-1 มีคุณสมบัติเลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปกดสมองทำให้รู้สึกอิ่ม อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น และระงับความหิว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ยาตัวนี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมัน

รศ.ดร.วันทนีย์ให้ข้อมูลว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ประกาศให้ยาตัวนี้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” การนำมาโพสต์โฆษณาหรือประกาศซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้ขายมีความผิด ส่วนผู้บริโภคที่สั่งซื้อมาใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ก็เสี่ยงที่จะได้รับอันตรายร้ายแรง

ผลข้างเคียงรอบด้านและเสี่ยงเกิดภาวะ “โยโย่”

ในการใช้งานจริง ปากกาลดน้ำหนักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกไม่สบายตัว หากนำมาใช้โดยไม่มีการปรับปริมาณยา (dosage) อย่างเป็นขั้นตอนภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ นอกจากนี้ การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีความเสี่ยงเรื่องยาปลอม ยาไม่ได้มาตรฐาน หรือการติดเชื้อจากการใช้เข็มฉีดที่ไม่สะอาด

รศ.ดร.วันทนีย์อธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการใช้ยา ไม่ใช่น้ำหนักของไขมันส่วนเกินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและน้ำในร่างกายไปด้วย เมื่อมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายก็ต้องการพลังงานน้อยลงตามไปด้วย หากหยุดใช้ยา ความหิวจะกลับคืนมา และหากผู้ใช้ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ก็จะกลับมากินเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักดีดกลับ หรือ “โยโย่เอฟเฟกต์” (Yo-yo effect) ทำให้น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นกว่าก่อนลดอย่างรวดเร็ว

เปิดแนวทาง “ลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพยั่งยืนกว่า

สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วนวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย การนอนหลับ หรือการหายใจ รศ.ดร.วันทนีย์แนะนำว่าต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์และทีมบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น โดยการรักษาที่ถูกต้องจะต้องใช้เวลาค่อย ๆ ปรับปริมาณยาประมาณ 3-4 เดือน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ (resistance exercise / weight training) และการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

ทั้งนี้ รศ.ดร.วันทนีย์ได้แนะนำหลักการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาทางลัด ดังนี้:

  • ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง (Practical Goal): ไม่ควรรีบร้อนลดน้ำหนักกะทันหัน เช่น หากน้ำหนักตัวมาก อาจตั้งเป้าลดเพียง 5% ของน้ำหนักตัวให้ได้ก่อน แล้วรักษาให้อยู่คงที่เป็นเวลา 3 เดือน แล้วจึงค่อย ๆ ลดต่อ
  • กินให้อิ่มด้วยอาหารที่มีคุณภาพ: ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองหิวโหย โดยแนะนำการจัดจ้านอาหารในมื้อหลัก ได้แก่ ผักสด/ผักต้ม ครึ่งจาน, ข้าวหรือแป้ง 1 ใน 4 ของจาน, และเนื้อสัตว์ 1 ใน 4 ของจาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงเพราะไม่ช่วยให้อิ่ม
  • แยกแยะความหิวกับความอยาก: สังเกตตัวเองว่าหิวจริง (ท้องร้อง) หรือแค่มีความอยาก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น หลีกเลี่ยงการเดินผ่านร้านอาหารโปรดเพื่อลดสิ่งกระตุ้น
  • เคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน: เลือกกิจกรรมหรือการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถทำได้อย่างมีความสุขและทำได้ตลอดชีวิต เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อเอาไว้

ด้านพลินี ผู้ประสานงานโคแฟคและผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุปว่า ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อมาใช้เองตามใจชอบได้ การลดน้ำหนักที่แท้จริงและปลอดภัยที่สุด ต้องมุ่งเน้นที่การมีสุขภาพดีในระยะยาว ผ่านการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาเกินจริงในโลกออนไลน์

เพจเฟซบุ๊ก-ติ๊กต็อกโพสต์ข่าวสหรัฐฯ ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่าน แต่ภาพประกอบเป็นเหตุโจมตีคลังกระสุนเมื่อ 4 เดือนก่อน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สหรัฐฯ ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่าน” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **คลิปภาพประกอบไม่ตรงกับเนื้อหา**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ก.ค. 2569 พบผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กต็อกโพสต์คลิปวิดีโอเหตุระเบิดขนาดใหญ่มีกลุ่มควันดำและเปลวไฟพวยพุ่ง โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดาร์โควิน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปวิดีโอเดียวกันถูกเผยแพร่ทางบัญชีโซเชียลมีเดียของสื่อหลายสำนัก ทั้งหมดระบุตรงกันว่าเป็นภาพเหตุการณ์คลังเก็บเครื่องกระสุนของอิหร่านที่เมืองอิสฟาฮาน (Isfahan) ถูกโจมตีในวันที่ 1 เม.ย. 2569 เช่น Iran International, The Telegraph ของอังกฤษ และ TRT World สถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษของตุรกี ซึ่งรายงานว่าการโจมตีคลังกระสุนของอิหร่านครั้งนี้เป็นปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล

ส่วนการโจมตีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควินนั้น สื่ออิหร่านรายงานโดยอ้างข้อมูลจากองค์การพลังงานปรมาณูของอิหร่านว่าการโจมตีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2569 ซึ่งต่อมาคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้ออกมาประณามสหรัฐฯ ที่โจมตีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้ 

สรุปได้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควินของอิหร่านถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2569 แต่คลิปประกอบไม่ใช่ภาพของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว แต่เป็นเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ โจมตีคลังแสงของกองทัพอิหร่านที่เมืองอิสฟาฮานเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569