AI อาจเล่าเรื่องแทนเรา? โคแฟคชวนจับตา “AI–ข้อมูลบิดเบือน” กระทบอัตลักษณ์ชนพื้นเมือง

โคแฟคชี้ AI เปิดโอกาสเข้าถึงข้อมูล แต่เสี่ยงถูกใช้ผลิตข้อมูลบิดเบือนจำนวนมหาศาล กระทบสิทธิ เสรีภาพ และอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง ด้าน “สุภิญญา กลางณรงค์” ย้ำบริษัทเทคโนโลยีต้องโปร่งใสและรับผิดชอบต่อระบบ AI พร้อมชี้ EU AI Act เป็นหนึ่งในแนวทางกำกับดูแลที่น่าจับตา

4 กันยายน 2569 รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชวนพูดคุยในหัวข้อ “AI & Indigenous Identity เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเล่าเรื่องของผู้คน เราจะรักษา ‘เสียงของเจ้าของเรื่อง’ ไว้ได้อย่างไร?” กับ Alessio KYAW นักศึกษาฝึกงานกับโคแฟคเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างและเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวและอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง

Alessio เล่าว่ากำลังศึกษาระดับปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัย Paul-Valéry Montpellier เมืองมงเปอลีเย ประเทศฝรั่งเศส สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และจีน และตัดสินใจเลือกมาฝึกงานในประเทศไทย เพราะสนใจการทำงานของโคแฟคในฐานะองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มุ่งเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะ นอกจากได้เรียนรู้การทำงานแล้ว ยังมีโอกาสเรียนภาษาไทยและสัมผัสวิถีชีวิตในประเทศไทยที่แตกต่างจากฝรั่งเศส

ทั้งนี้ช่วงเวลาที่ Alessio เข้ามาฝึกงานมีโอกาสร่วมดำเนินโครงการเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ของชนพื้นเมืองในยุคปัญญาประดิษฐ์ และปัญหาข้อมูลที่ผิด (misinformation) ทำให้เขามีโอกาสเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวกับประเด็นดังกล่าว  เนื่องจากมีพื้นเพจากเมียนมา ซึ่งยังเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน เช่น ชาวกะเหรี่ยง มีชุมชนกระจายอยู่ทั้งในเมียนมาและภาคเหนือของประเทศไทย หลายคนต้องดำรงชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง

“ผมมาจากเมียนมา และในเมียนมาก็มีความวุ่นวาย มีความขัดแย้งระหว่างหลายเชื้อชาติ ชาวกะเหรี่ยงก็กระจายอยู่หลายพื้นที่ รวมถึงทางภาคเหนือของประเทศไทย คนเหล่านั้นต้องเอาตัวรอดในสภาพที่เลวร้าย โดยเฉพาะในเมียนมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพวกเขา” Alessio กล่าว

เมื่อเล่าถึงหลักสิทธิมนุษยชน Alessio มองว่า สิ่งสำคัญสำหรับชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์คือการมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม รวมถึง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องหวาดกลัวการถูกปราบปราม หรือถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ความท้าทายในยุค AI คือ เทคโนโลยีสามารถถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว หากเป็นข้อมูลที่ผิดหรือถูกบิดเบือน และถูกเผยแพร่ซ้ำอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสทำให้ผู้รับสารบางส่วนเชื่อว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อสอดคล้องกับความเชื่อหรือสิ่งที่เคยรับรู้มาก่อน ในทางกลับกัน ผู้รับข้อมูลจำเป็นต้องมีทักษะในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลที่ผิดหรือบิดเบือนได้

Alessio ยังกล่าวถึงแนวคิด “AI Swarms” หรือ “ฝูง AI” ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อความสามารถของระบบ AI จำนวนมากที่อาจทำงานร่วมกันหรือประสานกันเพื่อสร้างเนื้อหาและกิจกรรมออนไลน์ในปริมาณมหาศาล จนอาจส่งผลกระทบต่อระบบข้อมูลข่าวสารและประชาธิปไตย หากเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้ไม่หวังดีอาจใช้ AI สร้างเนื้อหาหรือบัญชีจำนวนมากเพื่อเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ครอบงำการรับรู้ของสาธารณะ หรือพยายามชี้นำมุมมองทางการเมือง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นประเด็นที่หลายประเทศกำลังเผชิญ ความกังวลสำคัญจึงอยู่ที่ หาก AI ถูกนำไปใช้สร้างปฏิบัติการข้อมูลจำนวนมากเพื่อแทรกแซงการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง อาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบข้อมูลข่าวสารและกระบวนการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ Alessio กล่าวถึงหลัก Transparency, Accountability & Responsibility หรือ ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบ ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำกับดูแล AI โดยประชาชนควรสามารถเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่าระบบ AI ทำงานอย่างไร และเมื่อเกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จนสร้างผลกระทบหรืออันตราย ผู้ให้บริการและผู้เกี่ยวข้องต้องมีความรับผิดชอบ รวมถึงมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

สุภิญญา กลางณรงค์ และ Alessio KYAW

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวเสริมว่า นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สังคมจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เนื่องจากผู้พัฒนาและผู้ให้บริการย่อมมีข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับระบบของตนเองมากกว่าผู้ใช้งานทั่วไป จึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อการป้องกันไม่ให้ AI ถูกนำไปใช้สร้างอันตรายต่อสังคม  แม้บริษัทเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้จาก AI และเทคโนโลยีดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้คน แต่ในโลกจริง สังคมยังจำเป็นต้องมีกฎหมายและกลไกคุ้มครองประชาชนจากอันตราย เช่นเดียวกัน โลกของ AI ก็ควรมีกลไกกำกับดูแลและป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากภาคเทคโนโลยีและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

“เราต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากแพลตฟอร์มระดับโลก แม้หนทางยังอีกยาวไกล แต่อย่างน้อยสหภาพยุโรป หรือ EU ได้พัฒนากฎระเบียบและมาตรการทางกฎหมายอย่าง กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป (EU AI Act) ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราสามารถศึกษาได้” สุภิญญากล่าว

การพูดคุยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของ AI ไม่ได้อยู่เพียงว่าเทคโนโลยีจะสามารถสร้างเนื้อหาได้มากหรือรวดเร็วเพียงใด แต่ยังอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้กำหนดเรื่องราว ใครมีอำนาจควบคุมเทคโนโลยี และเจ้าของอัตลักษณ์ยังมีพื้นที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของตนเองมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะสำหรับชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งอาจเผชิญทั้งอคติ ภาพเหมารวม และข้อมูลบิดเบือนอยู่แล้ว การรู้เท่าทัน AI การตรวจสอบข้อมูล และการเปิดพื้นที่ให้เจ้าของเรื่องสามารถสื่อสารด้วย “เสียงของตนเอง” จึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือผลิตซ้ำความเข้าใจผิดและอคติในสังคม

“ธปท. ยกระดับคุมเข้ม ฝาก-ถอน-แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง” เป็นเนื้อหาจริง แต่อยู่ระหว่างรอประกาศมีผลบังคับใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกระดับคุมเข้ม ฝาก-ถอน-แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตั้งแต่ 15 ต.ค. 2569 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** โดยเป็นการสรุปประเด็นจากร่างประกาศ ธปท. เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวของกับเงินสดสําหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอประกาศใช้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ไพริน แก้วเกตุสี’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 15 วินาที มีเสียงบรรยายว่า ธปท. ยกระดับคุมเข้ม ทั้งฝาก ถอน แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตั้งแต่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป และติดแฮชแท็ก “ธนาคารคุมเข้มการเบิกถอนต้องสแกนหน้า” 

ณ วันที่ 7 ก.ย. 2569 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 8 แสนครั้งและถูกแชร์เกือบ 800 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เสียงต้นฉบับของคลิปนี้มาจากบัญชีติ๊กต็อก ‘Pat.Napat’ ผู้ประกาศข่าวช่อง 9 MCOT HD ซึ่งโพสต์คลิปสรุปข่าวการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมเงินสดของ ธปท. ไว้เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2569 คลิปต้นฉบับมีความยาว 2 นาที

ภาพจากคลิปต้นฉบับในบัญชีติ๊กต็อก ‘Pat.Napat’ ผู้ประกาศข่าวช่อง 9 MCOT HD ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2569

ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด โดยได้จัดทำร่างประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวของกับเงินสดสําหรับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 5 ส.ค.-3 ก.ย. 2569

ธปท. ระบุเหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ว่า “การทําธุรกรรมโดยใช้เงินสดสามารถทําได้ง่ายและคล่องตัวโดยไม่มีบันทึกขอมูลการทําธุรกรรมและตัวตนผู้ใช้เงินสด จึงมีข้อจํากัดอย่างมีนัยสําคัญในการติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงิน การใช้เงินสดจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่มักถูกใช้ในการปิดบังการเคลื่อนย้ายเงินหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้มาจากการก่ออาชญากรรม”

ร่างประกาศฯ ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ ธปท. กำหนดให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 

▪️กรณีการทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคาร: การฝาก ถอน แลกเงิน ยื่นเช็คไม่ขีดคร่อม ต้องมีกระบวนการยืนยันตัวตนผู้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และโดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องถูกตรวจสอบเป็นพิเศษหากพบข้อสงสัย สิ่งที่ต้องใช้ในการยืนยันตัวตน ได้แก่ (1) บัตรประชาชน สำหรับชาวต่างชาติใช้หนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตนที่ส่วนราชการไทยออกให้ (2) หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ติดต่อได้ (3) ลายมือชื่อ และ (4) เอกสารที่เกี่ยวของกับการรับมอบหมายหรือมอบอํานาจ

▪️กรณีการทำธุรกรรมผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตู้ ATM: สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องจัดให้มีการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการที่มีความปลอดภัย เช่น การแสดงบัตรร่วมกับการใช้รหัสส่วนบุคคล (Personal Identification Number: PIN) การใช้รหัสใช้ครั้งเดียว (One-Time Password: OTP) การยืนยันผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินหรือการใช้ข้อมูล ชีวมิติ (Biometrics) ของลูกค้า

ร่างประกาศฯ ระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ต.ค. 2569 ยกเว้นบางมาตรการที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 เม.ย. 2570 ขณะนี้เพิ่งเสร็จสิ้นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและยังอยู่ระหว่างรอการประกาศใช้

ความเกลียดชังไม่ใช่เรื่องตลก! ‘Hate Speech’ จากปั่นกระแสด้วยถ้อยคำ..สู่ใช้กำลังทำร้ายจริง

Zhang Taehun

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสความไม่พอใจชาวต่างชาติดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่พบมากขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นต่อนักท่องเที่ยว นักลงทุน และโดยเฉพาะกับแรงงานข้ามชาติ ยิ่งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (2568-2569) ที่ไทยมีปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา พบความเคลื่อนไหวของชาวไทยบางส่วนในการออกไปไล่ล่าทำร้ายชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย จนแม้แต่ทางตำรวจยังต้องออกมาเตือนว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

แต่นอกจากความรุนแรงทางกายภาพแล้ว ยังมีความความรุนแรงทางออนไลน์ในลักษณะที่เป็น ‘ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง’ (Hate Speech) ซึ่งบางกรณีก็เชื่อมโยงกับความรุนแรงในโลกจริง เช่น เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 มีข่าวกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ลอบเผาที่พักแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา และเมื่อถูกจับกุมก็รับสารภาพเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่พักแรงงานชาวกัมพูชา นอกจากนั้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊กสำนักข่าวท้องถิ่นเพจหนึ่ง โพสต์ตั้งคำถามเปรียบเทียบลูกครึ่งเมียนมา-ไทย กับชาวตะวันตก-ไทย ซึ่งทั้งสองกรณีจะพบการแสดงความคิดเห็นในเชิงตลกขบขันและไม่มองว่าเป็นการเหยียดหรือการสนับสนุนความรุนแรง

ข่าววัยรุ่นไทยเผาที่พักแรงงานเมียนมาเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแรงงานกัมพูชา และโพสต์เปรียบเทียบลูกครึ่งเมียนมา-ไทย กับชาวตะวันตก-ไทย
มีการเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเชิงตลกขบขัน

Hate Speech คืออะไร?

เมื่อดูนิยามสากล เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้คำอธิบายว่า Hate Speech หมายถึง “การสื่อสารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือพฤติกรรม ที่โจมตีหรือใช้ภาษาที่ดูหมิ่นหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยอิงจากตัวตนของคนเหล่านั้น กล่าวคือ อิงจากศาสนา ชาติพันธุ์ สัญชาติ เชื้อชาติ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของบุคคล” ซึ่งแม้จะไม่ใช่คำจำกัดความทางกฎหมายและมีความหมายกว้างกว่าการยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ความเป็นปรปักษ์ หรือความรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่ก็มีคุณลักษณะสำคัญสามประการ ดังนี้

  1. คำพูดที่แสดงความเกลียดชังสามารถสื่อสารได้ผ่านรูปแบบการแสดงออกใด ๆ ก็ได้ รวมถึงภาพ การ์ตูน มีม วัตถุ ท่าทาง และสัญลักษณ์ และสามารถเผยแพร่ได้ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์
  2. คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง คือ คำพูดที่เลือกปฏิบัติ (มีความลำเอียง อคติ หรือไม่ยอมรับความแตกต่าง) หรือดูหมิ่น (มีอคติ ดูถูก หรือลดทอนคุณค่า) บุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  3. คำพูดที่แสดงความเกลียดชังนั้นกล่าวถึง ‘ปัจจัยด้านอัตลักษณ์’ ที่แท้จริงหรือที่รับรู้ได้ของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือรวมถึงลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาษา ภูมิหลังทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความพิการ สุขภาพ รสนิยมทางเพศและอื่น

ขณะที่ในไทย สำนักงานราชบัณฑิตยสภาแปล Hate Speech เป็นภาษาไทยว่าประทุษวาจา และอธิบายว่าหมายถึง “คำพูดที่เป็นการข่มขู่ คุกคาม สบประมาท ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรง” พร้อมกับเล่าที่มาของคำนี้ว่าเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุค 1980 (ปี 2523-2532) ท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิด เมื่อสถาบันการศึกษาหลายแห่งออกมาเตือนเรื่องการใช้ภาษาที่มีอคติทางเพศและการกล่าวคำดูถูกเย้ยหยันกลุ่มชาติพันธุ์ แต่อีกด้านหนึ่ง หลายครั้งศาลสหรัฐฯ มักตัดสินว่าการใช้ถ้อยคำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายโดยอ้างหลักการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ภาพจาก Dart News สื่อว่าถ้อยคำสร้างความเกลียดชังเป็นความรุนแรงไม่ต่างจากกระสุนที่ถูกยิงออกจากกระบอกปืน

เมื่อความรุนแรงลุกลามจากคำพูดสู่การใช้กำลัง

นอกจาก Hate Speech แล้วยังมีอีกคำหนึ่งคือ Hate Crime หรือ อาชญากรรมจากความเกลียดชัง ซึ่งสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ให้นิยามว่าหมายถึง “การกระทำความผิดทางอาญาต่อบุคคลหรือทรัพย์สินที่ได้รับแรงจูงใจทั้งหมดหรือบางส่วนจากอคติของผู้กระทำความผิดต่อเชื้อชาติ ศาสนา ความพิการ รสนิยมทางเพศ ชาติพันธุ์ เพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ” อย่างไรก็ตาม FBI ย้ำด้วยว่า ลำพังความเกลียดชังไม่ถือเป็นความผิดในตัวของมันเอง และ FBI ตระหนักถึงเสรีภาพในการแสดงออก

เช่นเดียวกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลของอังกฤษ (Metropolitan Police) ให้นิยาม Hate Crime เหมือนกับ FBI ของสหรัฐฯ แต่ที่แตกต่างกันคือหน่วยงานสหรัฐฯ กล่าวถึงพฤติกรรมการก่อเหตุไว้เพียงทางกายภาพเท่านั้น เช่น การวางเพลิง ฆาตกรรม ทำลายทรัพย์สิน ส่วนหน่วยงานของอังกฤษยังรวมถึงการก่อเหตุในเชิงการใช้คำพูดหรือถ้อยคำด้วย เช่น การด่าทอ ข่มขู่ ตลอดจนการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง

บทความ ‘Hate speech and real harm’ โดย UN ระบุว่า “แม้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพื่อเผยแพร่ความเกลียดชังจะเป็นเรื่องใหม่ แต่การใช้การแสดงออกต่อสาธารณะเป็นอาวุธเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองนั้นมีมานานแล้ว” พร้อมกับยกตัวอย่างหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่จุดเริ่มต้นของความรุนแรงทางกายภาพมาจากการใช้ถ้อยคำปลุกระดมสร้างอคติและความเกลียดชังแบบเหมารวม จนทำให้คนทั่วไปในสังคมมองว่าการกระเข่นฆ่าทำร้ายประชากรบางกลุ่มสามารถทำได้เป็นเรื่องปกติไม่ผิดอะไร เช่น

  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคนาซีที่ปกครองเยอรมนีไม่ได้เริ่มต้นด้วยการส่งชาวยิวเข้าค่ายกักกันและสังหารด้วยก๊าซพิษจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 6 ล้านราย แต่เริ่มจากการปิดกั้นการนำเสนอข่าวอย่างเป็นอิสระของสื่อมวลชนแล้วแทนที่ด้วยสื่อโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐที่ว่าด้วยเนื้อหาสร้างความเกลียดชังและอคติแบบเหมารวม รวมถึงการใช้ข้อมูลเท็จ
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาในยุคเขมรแดง ช่วงปี 2518 – 2522 การเคลื่อนไหวของกลุ่มเขมรแดงตั้งแต่เริ่มหาแนวร่วมจนถึงวันที่ได้อำนาจปกครองประเทศ ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหาสมาชิกจากชาวกัมพูชาในชนบทด้วยการปั่นกระแสสร้างความเกลียดชังชาวกัมพูชาที่อยู่ในเมือง รวมถึงผู้เห็นต่างทางการเมืองและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เป็นที่มาของนโยบายแบบสุดโต่ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2 ล้านรายในเวลาเพียง 4 ปี
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุดซีในสงครามกลางเมืองรวันดา ปี 2537 รวันดาเป็นประเทศที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ฮูตูเป็นประชากรส่วนใหญ่ และมีจำนวนมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทุดซี ซึ่งในช่วงที่ทั้งสองกลุ่มเกิดความขัดแย้งกัน แกนนำฝ่ายฮูตูได้ปลุกระดมผ่านสื่อวิทยุให้เกลียดชังชาวทุดซีแบบเหมารวม นำไปสู่การปล้น ฆ่า ข่มขืนขาวทุดซี รวมถึงชาวฮูตูที่ไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมอคติดังกล่าว มีการประมาณการผู้เสียชีวิตสูงถึง 1 ล้านราย

เกลียดชังเขา..แต่ประชากรเราก็เกิดน้อยลง  

ในขณะที่ด้านหนึ่งพบการ ‘ปั่น’ และ ‘แชร์’ กระแสความเกลียดชังหรือด้อยค่าประชากรข้ามชาติในพื้นที่ออนไลน์ของสังคมไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยได้เข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นสวนทางกับเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในมุมมองของ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สถานการณ์แบบนี้ทำให้อัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานเพิ่มสูงขึ้นด้วย ส่งผลกระทบ เช่น คนวัยทำงานต้องแบกรับการจ่ายภาษีสูงขึ้น ระบบประกันสังคมขาดทุน เพราะเงินไหลออกไปในทางสวัสดิการต่าง ๆ ในจำนวนมากกว่ารายรับที่รัฐจัดเก็บได้

และแม้จะมีความพยายามแก้ไข เช่น ขยายอายุเกษียณ ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทดแทนแรงงาน แต่ก็มีงานบางประเภทที่จักรกลทำแทนมนุษย์ได้ยาก อาทิ งานภาคบริการอย่างการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย จำเป็นต้องอาศัยทักษะความเป็นมนุษย์ ต้องปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้าสบตากัน หรืองานต้อนรับนักท่องเที่ยวที่การสร้างความประทับใจคงเกิดขึ้นไม่ได้หากให้หุ่นยนต์มาทำเมื่อเทียบกับการมีพนักงานเป็นมนุษย์ที่แสดงออกสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไม่นับภาคเกษตรและประมงที่คนรุ่นเก่าแก่ชราทยอยเกษียณแต่รุ่นลูกหลานไม่สานต่อ ทำให้ขาดแคลนแรงงานและผู้มีทักษะจำนวนมาก

(ซ้าย) สถิติประชากรเกิดและตายในประเทศไทย ซึ่งจำนวนคนเกิดลดลงต่อเนื่อง (ขวา) ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์
(ที่มา: มติชน, กองบริหารงานทั่วไป มหาวิทยาลัยมหิดล)

“เราได้ผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติปีหนึ่งเยอะมาก ถ้าเราไม่มีแรงงานเหล่านี้ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) เราก็คงจะหดตัว แล้วก็จะมีผลต่อราคาค่าครองชีพเพิ่มขึ้น อาหารราคาแพงขึ้น ค่าจ้างแรงงานรายวันสูงขึ้น แล้วคนไทยจะทำอย่างไรถ้ารายได้ไม่เพิ่มแต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น เราก็จะจนลงโดยเปรียบเทียบ คนไทยจำนวนหนึ่งเขาไม่เข้าใจประเด็นเหล่านี้ว่าเราต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ จริง ๆ แรงงานข้ามชาติสร้างประโยชน์ให้กับเรามาก แต่จะมีวาทกรรมที่มาจากอคติทางเชื้อชาติของกลุ่มที่เรียกว่า ‘ขวาตกขอบ’ ที่ใช้ข้อมูลเท็จหรือใช้กระแสอารมณ์ปลุกปั่นเพื่อความสนุกหรือเพื่ออคติ’ ผศ.ดร.สักกรินทร์กล่าว

ผศ.ดร.สักกรินทร์กล่าวต่อไปถึงการที่ประเทศไทยออก พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และกำลังทยอยออกกฎหมายลูก เป็นภาพสะท้อนว่ารัฐไทยรวมถึงฝ่ายความมั่นคงให้ความสำคัญกับหลักคิดเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยอาจยังไม่ค่อยตระหนักแต่ต่อไปน่าจะช่วยให้ผู้คนเปิดใจและทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมากขึ้น แต่ที่อยากเสนอแนะเพิ่มเติมคือรัฐบาลควรใช้เรื่องนี้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะต้องเริ่มปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา เช่น การมีนักเรียนหลายเชื้อชาติอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน

เรื่องนี้มีตัวอย่างในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งมีอุตสาหกรรมอาหารทะเลและมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ในโรงเรียนก็จะมีทั้งเด็กไทย พม่า มอญ เรียนร่วมกันเป็นปกติไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นการทำให้คนเชื้อชาติต่าง ๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันโดยไม่แบ่งแยกชุมชน จะทำให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจกัน เมื่อบุคคลมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันแล้วก็จะเปิดกว้างมากขึ้นและลดอคติลง

ผศ.ดร.สักรินทร์กล่าวว่าในทางกลับกัน เมื่อเราเห็นประชากรต่างชาติที่ไม่รู้จักคุ้นเคย แต่มีการเสพสื่อต่าง ๆ จนเกิดอารมณ์ร่วม เกิดความรู้สึกว่าคนเหล่านั้นเลวร้าย กลัวว่าจะมาก่ออาชญากรรม ลักษณะนี้เรียกได้ว่าเราไม่ค่อยรู้เท่าทันสื่อเท่าใดนัก ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข่าวปลอม หรืออะไรคือเนื้อหาที่ผลิตโดย AI หรือสร้างขึ้นผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ซึ่งก็เป็นปัญหาในสังคมไทยอยู่แล้ว คือเราเชื่ออะไรง่ายเกินไป เช่น โฆษณาอาหารเสริม ดังนั้นแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อคัดกรองเนื้อหาเท็จออกไปก่อนเผยแพร่

“อีกประเด็นคือผมอยากเสนอให้ออกกฎหมายเรื่อง Hate Speech ที่มีมูลเหตุจากเชื้อชาติ สัญชาติ วัฒนธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะมันเกิดความแตกแยกทางสังคม เราควรเน้นเรื่องบูรณาการสังคมให้คนเกิดความสามัคคี สังคมไม่แตกแยกขัดแย้งจนเป็นปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ คนไทยอคติก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าคนข้ามชาติด้วยที่อยู่ในเมืองไทยมีอคติเกลียดคนไทยขึ้นมาแบบนี้มันจะเป็นปัญหา” อาจารย์สักกรินทร์เสนอแนะ

ด้าน วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยกตัวอย่างกรณีที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Hate Speech เช่น ในการชุมนุมทางการเมืองมีการพ่นสีสเปรย์ใช้คำว่า ‘ลาว’ เป็นคำด่า, การตั้งห้องสนทนาในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเนื้อหาเหยียดคนอีสาน ซึ่ง กสม. เสนอให้กระทรวงวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) นำประเด็นอคติในสังคมจากความแตกต่างทางเชื้อชาติไปสนับสนุนปฏิบัติการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างและเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกัน

รวมถึงเสนอไปยังกรมส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในการขับเคลื่อนกฎหมายกลางเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติเพื่อให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว หรือกรณีเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลระดับรัฐมนตรี ใช้ถ้อยคำพาดพิงอีกฝ่ายที่มีอาชีพเป็นทนายความและกำลังมีประเด็นขัดแย้งกันอยู่ว่าเป็น ‘ลูกขี้คุก’ กสม. ก็ได้ออกแถลงการณ์ท้วงติง เนื่องจากประวัติอาชญากรรมถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องสิทธิด้านเกียรติยศชื่อเสียง สิทธิทางครอบครัวและความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นการตีตราสร้างความเกลียดชัง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ช่วงที่มีสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านหนึ่ง กสม. ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาที่โจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย โดยเฉพาะการโจมตีโรงพยาบาล แต่อีกด้านหนึ่ง กสม. ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติและไม่สร้างหรือส่งต่อข้อมูลเท็จ เนื่องจากในเวลานั้นพบการผลิตเนื้อหาเท็จปั่นกระแสความเกลียดชังโดยหวังผลประโยชน์จากยอดการมีปฏิสัมพันธ์ (engagement) ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก รวมถึงมีคนไทยบางส่วนไปทำร้ายชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้ง และแรงงานเหล่านี้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“อย่างกรณีที่ยกตัวอย่าง มีวัยรุ่นไปเผาแคมป์คนงานโดยอ้างว่าเข้าใจผิด ลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็นแคมป์คนงานของเมียนมาหรือของเขมรก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปเผาไปทำร้าย หรือไปทำอะไรในลักษณะนี้ และไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งความคึกคะนอง หรือว่าจะวางแผนดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ทำนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งในแง่กฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน’” วสันต์ระบุพร้อมกับฝากข้อคิดเรื่องการตั้งประเด็นสนทนาในพื้นที่ออนไลน์ที่อาจเข้าข่ายสร้างความเกลียดชังหรือด้อยค่าความเป็นมนุษย์ด้วยว่า แต่ละคนอาจมีความคิดวามเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ควรเป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่สร้างความเกลียดชัง ดูถูกหรือด้อยค่าในสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของบุคคลที่ไม่สามารถแก้ไขได้

รายการอ้างอิง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

“รัฐบาลคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน เริ่มใช้สิทธิได้ตุลาคมนี้” เป็นข่าวเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน

❌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 ก.ย. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชี เผยแพร่ข้อความอ้างรัฐบาลคืนสิทธิบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ถือบัตรรายเดิมทุกคน สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ทุกโพสต์ใช้ข้อความเดียวกันว่า “แจ้งข่าวยินดีกับผู้ที่บัตรคนจนรายเดิมตอนนี้รัฐบาลคืนสิทธิให้ทุกคนแล้วค่ะ เดือนตุลาคมนี้ใช้ได้ปกติ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC ให้ข้อมูลกับโคแฟควันที่ 3 ก.ย. 2569 ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่มีการคืนสิทธิให้รายเก่าโดยอัตโนมัติ ผู้ถือบัตรรายเดิมจะต้องลงทะเบียนใหม่ หากไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อขอทบทวนสิทธิได้ ซึ่งขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนและยื่นอุทธรณ์แล้ว

วันที่ 2 ก.ย. 2569 ข่าวสดรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทะเบียนรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐโดยอ้างข้อมูลจากวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังว่า ระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสิ้นสุดแล้วตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2569 มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรวมทั้งสิ้น 9,506,531 ราย ผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ 4,903,354 ราย

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569

คลิปน้ำป่า-ดินถล่มในเวียดนาม,จีน,ไต้หวัน เมื่อสองปีก่อน ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุน้ำท่วมเนปาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดินถล่มที่เนปาล 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการตัดต่อคลิปน้ำท่วม-ดินถล่มในเวียดนาม จีนและไต้หวันซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2567 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ส.ค. 2569 บัญชี X ‘Jumla Junction’ โพสต์คลิปวิดีโอโดยเป็นการตัดต่อ 4 เหตุการณ์รวมกัน ความยาว 1.04 นาที บรรยายเป็นภาษาฮินดี ใช้เครื่องมือ Google Translate แปลภาษาเป็นไทยได้ว่าเป็นภาพความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ที่เนปาล 

ในวันเดียวกัน คลิปนี้ถูกแชร์โดยบัญชีผู้ใช้ X ชาวไทยพร้อมข้อความบรรยายว่า “จนท. ช่วยคนที่ติดในน้ำได้บางคน แต่ที่ดินหินถล่มนี้คือสาหัสมาก ก้อนนึง ๆ ใหญ่กว่าบ้าน”  (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า 3 คลิปเป็นคลิปเหตุการณ์อื่นที่เกิดขึ้นในปี 2567 ในเวียดนาม จีนและไต้หวัน ส่วนอีกหนึ่งคลิปคาดว่าเป็นเหตุการณ์ดินถล่มในจีนซึ่งเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2568 ภาพทั้งหมดไม่ใช่เหตุการณ์น้ำท่วมโคลนถล่มบริเวณพรมแดนทิเบต-เนปาลเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก 

คลิปวิดีโอที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุภัยพิบัติที่เนปาล ประกอบด้วย 4 เหตุการณ์ ดังนี้

▪️คลิปเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยผู้ประสบภัยในลำน้ำโคลนไหลเชี่ยว: เป็นอุทกภัยอำเภอ Mèo Vạc จังหวัด Hà Giang ของเวียดนาม เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2567 เผยแพร่โดยสื่อเวียดนาม เช่น VTV Online และ Báo Công lý

▪️คลิปภูเขาถล่มใส่อาคาร ผู้คนวิ่งหนีแตกตื่น: คลิปนี้เคยถูกเผยแพร่โดยสื่อหลายสำนักทั้งของญี่ปุ่น  สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และช่องติ๊กต็อก ‘The Weather Channel’ ช่วงต้นเดือน พ.ค. 2567 โดยรายงานตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ดินถล่มที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในมณฑลกุ้ยโจว ทางตอนใต้ของจีน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567

▪️คลิปรถยนต์ถอยหลังขณะเกิดดินถล่ม: ช่องยูทูบของสื่อไต้หวัน Taiwan News โพสต์คลิปเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2567 ระบุเป็นเหตุการณ์ดินถล่มปิดกั้นทางหลวงหมายเลข 2 บริเวณกิโลเมตรที่ 70 ในเมืองจีหลงของไต้หวัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2567 

▪️คลิปดินถล่มจากภูเขาลงมาปิดกั้นถนน: คลิปนี้เคยถูกโพสต์ในเว็บไซต์ Bilibili เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2568 โคแฟคไม่สามารถระบุสถานที่และเวลาจริงที่เกิดเหตุการณ์ได้ แต่เมื่อดูจากวันที่ที่เผยแพร่ ยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนภัยพิบัติในเนปาล

ภัยข่าวลวงยุคใหม่ใช้ “Agentic AI” ทำงานอัตโนมัติ หลายประเทศในเอเชียเร่งสร้างความสามารถในการรับมือ

รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.49” สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ ร่วมพูดคุยกับ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย และ กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการโคแฟค ถึงทิศทางภัยคุกคามข้อมูลข่าวสาร หลังเสร็จสิ้นการประชุมเครือข่ายผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแห่งเอเชียหรือ AFCN ประจำปี 2026 (Asian Fact-checker Network Conference 2026) ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ส.ค. 2569 ด้วยความร่วมมือระหว่างภาควิชาการจาก Nanyang Technological University (NTU) และภาคเอกชนนำโดย Black Dot Research

สุภิญญาซึ่งเดินทางไปร่วมการประชุมในครั้งนี้เล่าว่า ประเด็นหลักของการประชุมในปีนี้ได้ขยับจากการแลกเปลี่ยนการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทั่วไป สู่เรื่อง “Building Information Resilience” หรือการสร้างระบบความพร้อมรับมือและสร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูลข่าวสาร เพื่อปกป้องความจริง (Defending Truth) เนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และข้อมูลเท็จกำลังก้าวข้ามเทคโนโลยี Deepfake เข้าสู่ยุคของ Agentic AI หรือระบบ AI อัจฉริยะที่ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติบนฐานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ซึ่งสามารถถูกฝึกชุดข้อมูลและส่งลงมาปฏิบัติการในสนามออนไลน์ได้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นวิทยาศาสตร์ สุขภาพ หรือการเมือง ทำให้การสร้างกระแสหรือบิดเบือนข้อมูลมีความซับซ้อน ลึกซึ้ง และแนบเนียนยิ่งกว่าการซื้อโฆษณาหรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ในอดีต จนอาจกลายเป็นสงครามข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่ใช้ “ฝูง AI” เข้าห้ำหั่นกัน และทำให้เสียงของภาคประชาชนหรือผู้ที่ไม่มีอำนาจเลือนหายไปจากวาระทางสังคม

นอกจากนี้ สุภิญญายังชี้ถึงภัยคุกคามในระดับโครงสร้าง ทั้งการแทรกแซงและบิดเบือนข้อมูลข่าวสารโดยต่างชาติ หรือ FIMI (Foreign Information Manipulation and Interference) รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลภายในประเทศ หรือ DIMI (Domestic Information Manipulation and Interference) ซึ่งเข้ามาอย่างเป็นระบบ ขณะที่ประเด็นการตั้ง Data Center ที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อรองรับระบบ AI ก็เป็นอีกเรื่องที่สังคมต้องร่วมถกเถียงถึงผลได้ผลเสีย

สำหรับแนวทางการรับมือนั้น แต่ละประเทศมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น สิงคโปร์มีขนาดเล็กและประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อภาครัฐสูง รัฐจึงเข้าไปควบคุมและสนับสนุนได้ทุกมิติ แต่ประเทศอย่างไทย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และการเมืองสูงกว่า โดยเฉพาะสังคมไทยที่การสร้าง Information Resilience ต้องพึ่งพาระบบธรรมาภิบาล (Governance) และความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะประชาชนมักขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ ขณะที่โลกออนไลน์ปัจจุบันเต็มไปด้วยมลภาวะข้อมูล อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของไทยคือ “ภาคพลเมือง” ที่มีความพร้อมและตื่นตัวสูงมากในการลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันยามวิกฤต

ด้านสุชัยและกุลธิดาได้ร่วมสะท้อนถึงการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่ามีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มรายใหญ่ ซึ่งทาง COFACT ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง Meta ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อเรียกร้องความร่วมมือในการสร้างภูมิคุ้มกันบนแพลตฟอร์ม แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมาร่วม 2 เดือนก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ จึงขอทวงถามถึงความคืบหน้า เพราะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารทให้มีความน่าเชื่อถือ

ในมิติของผู้ใช้งาน ข้อมูลจากเวทีประชุม AFCN ชี้ว่าในยุค AI กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อข่าวลวงและหลงเชื่อข้อมูลได้ไม่ต่างจากกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้งานเทคโนโลยีและ AI มากกว่า สุภิญญากล่าวเพิ่มเติมว่าคำว่า resilience นั้นไปไกลกว่าแค่ความรู้เท่าทัน (Literacy) แต่คือวิถีการใช้ชีวิตอยู่รอดร่วมกับข้อมูลข่าวสาร ในระดับบุคคลทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกันและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ ส่วนในระดับโครงสร้าง สังคมต้องร่วมกันเรียกร้องธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการเรียกร้องความโปร่งใสจากภาครัฐ เพื่อให้การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความมั่นคงของรัฐเท่านั้น

กุลธิดาเสริมในตอนท้ายว่า พลังของภาคพลเมืองและชาวเน็ตมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชี้เบาะแสและหักล้างข่าวปลอมโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักข่าวมืออาชีพ แม้ว่าจะมีความท้าทายอยู่มาก แต่โคแฟคจะยังคงพยายามทำหน้าที่ในฐานะ fact-checker อิสระ ซึ่งประชาชนสามารถส่งเนื้อหาที่ต้องการตรวจสอบหรือมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องกับโคแฟคได้ทางเว็บไซต์ โดยประชาชนสามารถร่วมส่งข้อมูลที่น่าสงสัยเข้ามาตรวจสอบหรืออ่านรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองบรรณาธิการโคแฟคได้ทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ X

มิจฉาชีพนำภาพและเรื่องราวของทหารที่ประสบอุบัติเหตุเป็นผู้ป่วยติดเตียง มาแอบอ้างรับบริจาค

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์รับบริจาคช่วยอดีตทหารประสบอุบัติเหตุกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและหลอกลวง** เป็นมิจฉาชีพแอบอ้างโดยให้เลขบัญชีธนาคารที่ไม่ตรงกับผู้ป่วยหรือญาติ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 ส.ค. 2569 สมาชิกในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘เรารักพลโทบุญสิน’ โพสต์ภาพทหารนายหนึ่งที่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมีหญิงสูงวัยคอยดูแล ระบุข้อความว่า “เป็นเวลา 3 เดือนแล้ว จากทหารยศสิบเอกที่เคยยืนหยัดแนวหน้า วันนี้กลับต้องใช้ชีวิตบนรถเข็น แม้จะพยายามทำกายภาพทุกวันแต่บางสิ่งก็ไม่อาจกลับมาได้เหมือนเดิม จากเหตุการณ์ในคืนสั้น ๆ นั้นเขาต้องสูญเสียเพื่อนยศสิบเอก 3 นายต่อหน้า ตัวเองโดนสะเก็ดบางอย่างที่ตาต้องผ่าตัดถึง 4 ครั้ง แม้วันนี้เขาดีขึ้นแล้วแต่ร่องรอยในใจยังไม่เลือนหาย” และระบุช่องทางบริจาคชื่อบัญชี “คุณแม่ธนพรฯ” ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 212-857-xxxx (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพดังกล่าวเป็นภาพของสิบเอกชูศักดิ์ แสนพันธ์ อดีตกำลังพลของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่เคยลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2561 ชูศักดิ์ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ใน จ.สิงห์บุรี ได้รับบาดเจ็บสาหัสและทุพพลภาพ เป็นผู้ป่วยติดเตียงมาตั้งแต่นั้น

ช่องอมรินทร์ทีวีเคยนำเสนอเรื่องราวของชูศักดิ์และครอบครัวในรายการ ‘โฮปประกายแสงแห่งความหวัง’ ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 โดยบิณฑ์และเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ สองพิธีกรเดินทางไปเยี่ยมชูศักดิ์ที่บ้านและสัมภาษณ์นางสมจิต แสนพันธ์ แม่ที่เป็นผู้ดูแลหลัก

ภาพและเรื่องราวของ ส.อ.ชูศักดิ์ถูกมิจฉาชีพนำมาบิดเบือนและแอบอ้างใส่เลขที่บัญชีเท็จเพื่อรับบริจาคมาอย่างต่อเนื่อง เพจเฟซบุ๊ก Drama-addict เคยโพสต์เตือนภัยเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2568 ว่าให้ระวังเลขที่บัญชีปลอมของมิจฉาชีพที่นำเรื่องราวของชูศักดิ์มาแอบอ้าง

วันที่ 1 ก.ย. 2569 โคแฟคโทรศัพท์สอบถาม ส.อ.ชูศักดิ์ ได้ข้อมูลว่าขณะนี้เขาและครอบครัวยังคงเปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือ บัญชีที่ถูกต้องคือบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชีนายชูศักดิ์ แสงพันธ์ เลขที่บัญชี 9070928930 

ชูศักดิ์ให้ข้อมูลกับโคแฟคเพิ่มเติมว่าขณะนี้เขาอายุ 33 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียงโดยมีคุณแม่อายุ 60 ปี เป็นผู้ดูแลที่บ้าน และต้องเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล อำเภอเมืองลพบุรี และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะช่วยเหลือเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ สามารถจัดส่งโดยตรงได้ที่ นายชูศักดิ์ แสนพันธ์  บ้านเลขที่ 38/3 หมู่ที่ 2 ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี 15000 อุปกรณ์ที่ต้องการ ได้แก่ สายดูดเสมหะ เบอร์ 14, สายสวนปัสสาวะ เบอร์ 14, ถุงมือฆ่าเชื้อ ไซส์ S, ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เบอร์ M

คลิปน้ำป่าไหลหลากในกัมพูชาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงต้นเดือน ก.ค. 2569 ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำป่าไหลหลากในกัมพูชา นักท่องเที่ยวติดค้าง ไม่มีเจ้าหน้าที่มาช่วย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** นำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 2569 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ASEAN “มอง” ไทย’ โพสต์คลิปคนกลุ่มหนึ่งติดอยู่บนเส้นทางที่มีน้ำป่าไหลหลาก ระบุข้อความ “เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากที่กัมพูชา นักท่องเที่ยวไม่สามารถออกจากแหล่งท่องเที่ยวได้ เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับฝนตกหนักที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงกลางฤดูฝน”

วันนี้ 30 ส.ค. 2569 สำนักข่าว Top News นำคลิปนี้มาเผยแพร่ต่อ พร้อมคำบรรยายว่า “เขมรยิ้มเยาะ จ.น่าน น้ำท่วมใหญ่! สุดท้ายโดนเองแล้ว 4 จังหวัดลอยคอเป็นหมื่นคน ล่าสุด เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากสุดระทึก นักท่องเที่ยวฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวสุดชีวิต แต่ยังไม่สามารถออกมาจากพื้นที่ได้ โวยไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยสักคน” (ลิงก์บันทึก) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากที่ Knang Sampov และ Knang Phsar แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงในกัมพูชา อยู่ในช่วงรอยต่อของจังหวัดกำปงสปือกับจังหวัดเกาะกง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2569

คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสื่อมวลชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียในกัมพูชาตั้งแต่ช่วงวันที่ 12-14 ก.ค. 2569 ดังนี้ 

▪️12 ก.ค. 2569 บัญชีติ๊กต็อก ‘RATANA’ โพสต์คลิปนี้พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “ลงจากเขาบริเวณ Knang Sampov-Knang Phsar วันที่ 12 ก.ค.”

▪️13 ก.ค. 2569 สำนักข่าว Kampuchea Thmey Daily เผยแพร่คลิปวิดีโอนี้ทางเพจเฟซบุ๊กและช่องยูทูบ ประกอบรายงานข่าวว่าเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากช่วงเที่ยงของวันที่ 13 ก.ค. มีนักท่องเที่ยวจำนวน 551 คน ที่ติดอยู่บนภูเขาในพื้นที่อำเภอ Oral จังหวัดกำปงสปือ ได้รับการช่วยเหลือให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 

▪️14 ก.ค. 2569  สถานีโทรทัศน์ Apsara TV ของกัมพูชาเผยแพร่คลิปนี้ประกอบข่าวกระทรวงการท่องเที่ยวเตือนถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วงฤดูฝน

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก Top News และ Asean “มอง” ไทย โดยไม่ระบุวันที่ ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กับภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในสื่อและผู้ใช้โซเชียลมีเดียกัมพูชาซึ่งระบุว่าเป็นเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2569

สรุปได้ว่าคลิปภาพน้ำป่าไหลหลากในจังหวัดกำปงสปือของกัมพูชา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกว่าหนึ่งเดือนมาแล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเกิดก่อนอุทกภัยใน จ.น่าน เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2569

“โควิดสายพันธุ์เดลตาครอน XBC ระบาด รัฐบาลเตรียมประกาศงดจัดงานเทศกาล” เป็นข่าวเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลเตรียมงดจัดงานปีใหม่ หลังพบโควิดสายพันธุ์เดลตาครอน XBC ระบาด 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ปี 2565 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 28-29 ส.ค. 2569 ผู่ใช้เฟซบุ๊กหลายรายโพสต์ข้อความว่ารัฐบาลเตรียมงดจัดงานปีใหม่ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธ์ุใหม่ที่ชื่อว่า ‘เดลตาครอล XBC’ 

ข้อความระบุว่า “รัฐบาลเตรียมจ่อประกาศงดเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธ์ุใหม่ ‘เดลตาครอล XBC’ ซึ่งแพร่ระบาดได้ง่าย/รวดเร็ว และมีผลอันตรายกว่า 2 สายพันธ์ุที่ผ่านมาถึง 3 เท่า ระมัดระวังกันด้วยนะครับ ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับไทยติดแล้วเป็นจำนวนมากครับ” และยังอ้างข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ว่า “การระบาดที่กำลังเกิด จากเมื่อวานนี้และวันนี้ เป็นสายพันธุ์ B.1.1.7 หรือ British variant ที่เข้ามาระบาดภายในประเทศแล้ว  (มีการตรวจ genome ยืนยันแล้ว) การระบาดจะแรงขึ้น 30 ถึง 50 % ทุกคนควรระวังตัวให้เต็มที่” (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคพบว่าข้อความเดียวกันนี้ถูกส่งต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย

ข้อความเต็มที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กและแอปพลิเคชันไลน์

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความดังกล่าวเคยเป็นข่าวลวงที่พบตั้งแต่ปี 2565-2567 โดยมักพบได้ช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ซึ่งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงสาธารณสุขเคยชี้แจงมาแล้วหลายครั้งว่าเป็นข่าวเท็จ ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2569 กรมควบคุมโรคยืนยันอีกครั้งว่าเป็นข้อมูลเท็จ

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่า “สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามคาดการณ์ของโรคติดต่อตามฤดูกาล ไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกกิจกรรมหรือเทศกาลใด ๆ ตามที่มีข่าวลือ”

อธิบดีกรมควบคุมโรคให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าโควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ไม่ได้ทำให้อาการรุนแรงขึ้น และมีอัตราป่วยตายต่ำมากเพียงร้อยละ 0.01 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ส่วนกรณีอาการรุนแรงยังคงพบเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (กลุ่ม 608)

สำหรับการสังเกตอาการโรคทางเดินหายใจ ประชาชนสามารถสังเกตอาการป่วยเบื้องต้น เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือปวดศีรษะ หากมีอาการป่วยแนะนำให้ยึดหลัก “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” สวมหน้ากากอนามัย และพักผ่อนอยู่บ้าน หากเป็นกลุ่มเสี่ยง 608 แล้วมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

คลิปเขื่อนขนาดใหญ่แตก เป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพจริงจากเหตุการณ์ดินถล่ม-น้ำท่วมใหญ่ในเนปาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเขื่อนแตกจากเหตุดินถล่มที่เนปาล 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพที่สร้างด้วย AI ตัดต่อรวมเข้ากับภาพจากเหตุการณ์จริง**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 27 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘Fada Dozie and Friends’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1.33 นาที ฝังคำบรรยายภาษาอังกฤษว่า “เหตุภัยพิบัติดินถล่มที่เนปาล มีผู้เสียชีวิตแล้ว 165 ราย สูญหายกว่า 1,300 คน” โดยช่วง 29 วินาทีแรกเป็นภาพเขื่อนขนาดใหญ่แตกและมวลน้ำมหาศาลไหลหลากเข้าท่วมเมือง

ณ วันที่ 28 ส.ค. 2569 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 2.2 ล้านครั้ง และถูกแชร์ไปมากกว่า 1,800 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วิดีโอนี้ประกอบด้วยภาพจาก 4 คลิปตัดต่อเข้าด้วยกัน คลิปแรกความยาว 29 วินาที ซึ่งเป็นภาพเขื่อนแตกเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ที่เคยถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ก.ค. 2569 เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก ‘วายลุ่น26’ และ ‘Nguyễn Viết Tuấn’ ซึ่งระบบแจ้งเตือนของเฟซบุ๊กระบุว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างด้วย AI 

โคแฟคตรวจสอบรายละเอียดของคลิป พบร่องรอยความผิดปกติหลายประการที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพ AI เช่น

  • คนและรถยนต์ปรากฏขึ้นและหายไปอย่างผิดปกติ
  • คนมีลักษณะเบลอ เป็นเงาดำมืด หรือมีสัดส่วนรูปร่างบิดเบี้ยว บางคนยืนบนหลังคาที่ลาดเอียงได้อย่างมั่นคงผิดปกติ อีกทั้งมีอากัปกิริยาที่นิ่งผิดธรรมชาติแม้จะอยู่ใกล้กับจุดที่เกิดเหตุภัยพิบัติรุนแรง
  • ป้ายทะเบียนรถยนต์ทุกคันในคลิปเป็นปื้นสีขาว ไม่มีตัวอักษรหรือตัวเลขที่อ่านได้จริง ซึ่งเป็นข้อจำกัดพื้นฐานของ AI ในการใส่รายละเอียด
ตัวอย่างร่องรอยความผิดปกติของคลิปที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI: รถยนต์สีดำที่วิ่งมาบนถนนและหายไปในพื้นถนนอย่างผิดปกติ
ตัวอย่างร่องรอยความผิดปกติของคลิปที่ทำให้สรุปได้ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI: รูปร่างคนที่ผิดปกติ ใบหน้าเบลอ เท้ากลืนไปกับพื้น และท่าทางการยืนที่ผิดธรรมชาติบนหลังคาที่ลาดเอียง

อีกทั้งเมื่อนำไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ตรวจสอบ AI คือ ZeroGPT, Hive Detect , AI Video Detector.org และ Fauxlens ให้ผลตั้งแต่ 60-90% ว่าเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI 

ส่วนอีก 3 คลิปที่เหลือ โคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคลิปภาพเหตุการณ์จริงของเหตุดินถล่ม-น้ำท่วมบริเวณพรมแดนทิเบต-เนปาลเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ซึ่งทำให้ผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก ดังนี้

▪️ภาพน้ำโคลนพัดสะพานจนขาดในหมู่บ้าน Melekhu อำเภอ Dhading ของเนปาล เผยแพร่โดย New York Post และ CGTN America โคแฟคตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพิ่มเติมด้วย  Google Street View พบว่าเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Trishuli ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน Melekhu จริง

▪️ภาพมุมสูงน้ำโคลนเคลื่อนผ่านเมือง Nuwakot ของเนปาล ปริมาณและความแรงของน้ำทำให้สะพานและอาคารบ้านเรือนริมน้ำพังเสียหาย ภาพนี้เผยแพร่โดย BBC ของอังกฤษ และ NBC ของสหรัฐฯ

▪️ภาพน้ำไหลหลากซัดทำลายบริเวณท่าเรือ Gyirong ในเขต Gyirong เมือง Shigatse เขตปกครองตนเองทิเบต หรือ Xizang ของจีน เผยแพร่โดย Shanghai Daily ของจีนเมื่อวันที่ 27 ส.ค. และ TBS NEWS DIG สื่อญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569

ข่าว นศ. ร้องเรียนปัญหากู้เงิน กยศ. ถูกนำมาเติมข้อความและบิดเบือน เพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังคนต่างด้าว

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักศึกษาไทยกู้เงิน กยศ. ไม่ได้ เพราะ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** นำภาพและข่าวนักศึกษาไทยร้องเรียนปัญหาเรื่องการกู้เงิน กยศ. มาบิดเบือนและแต่งเติมข้อความเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังคนต่างด้าว

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Prakaiporn Posangsuwan’ โพสต์ภาพข่าวนักศึกษากลุ่มหนึ่งยืนแถลงข่าวที่รัฐสภา ฝังข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว ผู้ปกครองน้ำตาคลอ นศ. ร้องกู้ กยศ. ไม่ได้” และข้อความบรรยายในโพสต์ว่า “เด็กในประเทศไม่ช่วย แต่พม่า เขมร ช่วยสุดทาง นักศึกษา ร้องกู้เงิน กยศ. ไม่ได้ ลั่นเกินกำลังเด็ก ผู้ปกครองน้ำตาคลอ หวั่นลูกหลุดจากระบบ” (ลิงก์บันทึก)

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ได้โพสต์ภาพนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะหลายกลุ่ม เช่น ‘ยามเฝ้าแผ่นดิน’ และ ‘ไทยภักดี’ และมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นนำไปแชร์ต่อในกลุ่ม ‘เรารักพลโทบุญสิน’ และ ‘แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND’   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพประกอบข่าวที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ข่าวสดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 พาดหัวข่าวว่า “นักศึกษาร้อง กู้เงิน กยศ. ไม่ได้ ลั่นเกินกำลังเด็ก ผู้ปกครองน้ำตาคลอ หวั่นลูกหลุดจากระบบ” ซึ่งภาพต้นฉบับของข่าวสดฝังข้อความว่า “ผู้ปกครองน้ำคลอ นศ. ร้องกู้ กยศ. ไม่ได้” แต่ไม่มีข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” และเนื้อข่าวก็ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวเลย

ข่าวสดรายงานว่ากลุ่มนักศึกษาที่ประสบปัญหากู้เงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ได้ เดินทางมาที่รัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา

สว. ปริญญาตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากการที่ กยศ. ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้กู้รายเก่าได้จนขาดสภาพคล่องจนนำมาสู่การตัดโอกาสนักศึกษาผู้กู้ยืมรายใหม่ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องและอาจทำให้เด็กนักเรียนไทยหลุดจากระบบการศึกษา

ภาพที่ถูกนำมาเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กต่าง ๆ ข้างต้นจึงเป็นการนำภาพจากเว็บไซต์ข่าวสดมาเติมข้อความว่า “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” ซึ่งเป็นการบิดเบือนข่าวการเรียกร้องของนักศึกษาไทย และสร้างความเข้าใจผิดว่าเหตุที่นักศึกษาไทยกู้ยืมเงิน กยศ. ไม่ได้นั้นเป็นเพราะรัฐนำเงินไปอุดหนุนการศึกษาของเด็กต่างด้าว

เปรียบเทียบภาพจากโพสต์ที่เติมข้อความ “ทุนเป็นของต่างด้าวไปแล้ว” กับภาพต้นฉบับที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กข่าวสด (ขวา)

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: เนื้อหาบิดเบือนลักษณะนี้ไม่เพียงปลุกปั่นความเกลียดชังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อการดำเนินงานด้านการศึกษาของภาครัฐ เช่น ในกรณีของการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาซึ่ง พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ระบุคุณสมบัติผู้กู้อย่างชัดเจนว่าต้องมีสัญชาติไทย

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

แกะรอยสงครามข้อมูลข่าวสารไทย-จีน: กรณีศึกษาตึก สตง. ถล่ม

กองบรรณาธิการโคแฟค

ตอนที่ 1: วิเคราะห์แนวทางการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย และสูญหาย 7 ราย จากเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางห่างออกไปในประเทศเมียนมา ไม่เพียงแต่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบราชการในการอนุมัติและกำกับดูแลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เปิดให้บริษัทต่างชาติมาร่วมทุนและรับเหมาก่อสร้าง แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ต่อสังคมให้เฝ้าระวังและตรวจสอบโครงการอื่น ๆ ที่มีทุนจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกเหนือไปจากประเด็น “จีนเทา” และ “เครือข่ายสแกมเมอร์” ที่อยู่ในความสนใจสาธารณะมาก่อนหน้า

แม้เหตุการณ์จะผ่านไปกว่าหนึ่งปี ยังมีคำถามคาใจและและข้อสงสัยที่ยังไม่คลี่คลายเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องการประมูลโครงการและการใช้นอมินีคนไทยเปิดบริษัทให้มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นถูกต้องตามกฎหมาย มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัย ตลอดจนการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างตึก สตง. ทั้งฝ่ายไทยและจีน ซึ่งอยู่ในกระบวนการชั้นศาลที่ต้องใช้เวลาพิจารณาอีกนาน

นอกจากภาพอาคารสูง (ที่กำลังก่อสร้าง) แห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่พังถล่มลงมาขณะผู้คนทั้งเมืองกำลังตื่นตระหนกกับแรงสั่นเทือนของแผ่นดินไหว ยังมีภาพจำของคนในสังคมจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่จีนหอบแฟ้มเอกสารกองโตออกจากสำนึกงานใกล้บริเวณที่อาคารถล่ม หลังเหตุการณ์ผ่านไปเพียงวันเดียว และกรณีที่เป็นข่าวคึกโครมในสื่อไทยและต่างประเทศกรณีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. และข้อความประชาสัมพันธ์โครงการของบริษัท China Railway Engineering Corporation Number 10 (CREC 10) ซึ่งเข้ามาร่วมดำเนินการก่อสร้างอาคารนี้ในนาม กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ได้ถูกลบออกไปจากหน้าเว็บของบริษัทฯ ใน WeChat และระบบออนไลน์ทั้งหมดของจีนรวมทั้งหน้าสื่อจีนเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีการกล่าวถึงในสื่อของทางการจีนและสื่อที่มีทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับจีนแต่อย่างใด

แม้จีนจะถูกมองในเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาปานกลางในเอเชียรวมทั้งประเทศไทย แต่ก็ยังมีความกังวลต่ออิทธิพลจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและผู้เล่นสำคัญในเวทีการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทำให้ภาพลักษณ์ของจีนและทุนจีนถูกมองไปในเชิงที่ไม่น่าไว้วางใจ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจีนอาจใช้อิทธิพลในทางใดทางหนึ่งหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค หรือเบี่ยงเบนความสนใจสาธารณะไปจากเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อจีน

ความกังวลเหล่านี้ เหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่าจีนใช้อิทธิพลใดเพื่อแทรกแซงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มที่มีบริษัทจีนเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชนไทยในการรายงานข่าวเหตุการณ์นี้ ทั้งในแง่การให้ข้อเท็จจริงรอบด้านและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

เพื่อหาคำตอบดังกล่าว กองบรรณาธิการโคแฟคได้ทำงานร่วมกับนักวิเคราะห์ข้อมูลอิสระในการสำรวจข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม ระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึง 31 มี.ค. 2569 เพื่อดูว่ามีความพยายามแทรกแซงหรือปั่นข้อมูลข่าวสารซึ่งส่งผลให้การรับรู้ของประชาชนต่อเหตุการณ์ตึกถล่มหรือภาพลักษณ์ของจีนโดยรวม ไม่สอดคล้องต่อความเป็นจริงหรือไม่และอย่างไร นอกจากนี้ยังค้นหาเพิ่มเติมจากบัญชีสาธารณะทั้งใน X และเฟซบุ๊ก รวมทั้งรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทย และสื่อของทางการจีนที่มีภาคภาษาไทยในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์บทบาทสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปในการสื่อสารเหตุการณ์ที่อ่อนไหวในลักษณะนี้

สาระสำคัญของข้อค้นพบบน X (ม.ค. 2568 – มี.ค. 2569)

1) เหตุการณ์ถล่มอาคาร สตง. เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เหตุการณ์อาคารที่ก่อสร้างโดยผู้รับเหมาจีนภายในโครงการร่วมค้าระหว่างบริษัทไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ เท็น ประเทศไทย จำกัด และ อิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างปริมาณโพสต์สูงสุดในชุดข้อมูล (1,410 โพสต์ในเดือนเมษายน 2568) เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับทุนจีน ความรับผิดชอบด้านการก่อสร้าง และประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยมีอิทธิพลต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา และเกิดคลื่นโพสต์รอบใหม่ในวาระครบรอบ 1 ปี

2) เนื้อหาเชิงลบครองปริมาณและการเข้าถึง

-โพสต์เชิงลบคิดเป็น 39.8% ของโพสต์ทั้งหมด และได้รับการมีส่วนร่วมสูงสุด (สูงสุด 59,205 ปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์) โดยทุกโพสต์มีปฏิสัมพันธ์เกิน 10,000 ครั้ง

-โพสต์เชิงบวกคิดเป็น 10.5 % สูงสุดอยู่ประมาณ 9,000 ปฏิสัมพันธ์

-โพสต์เชิงลบขยายตัวในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ขณะที่โพสต์เชิงบวกมีปริมาณต่ำและไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์โดยตรง

-โพสต์ที่เป็นกลางๆ 49.7 % ส่วนใหญ่เป็นรายงานข่าวของสื่อมวลชน

3) การกระจายของหัวข้อสนทนา

หัวข้อที่ถูกพูดถึงเน้นทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ กล่าวคือ โพสต์ส่วนใหญ่ (59.21%) มุ่งเน้นที่ “ทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ” เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นโยบายวีซ่าฟรี และแรงงานต่างชาติ

หัวข้อสำคัญอื่น ๆ รองลงมาได้แก่ “บทบาทมหาอำนาจในไทยและอาเซียน” (25.07%), “เหตุการณ์ถล่มอาคาร สตง.” (13.99%) และ “Belt and Road Initiative” (1.74%) ซึ่งทั้งสามหัวข้อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีน

4) การวิเคราะห์เครือข่ายสังคมจากบทบาทของบัญชีที่เชื่อมโยงโครงสร้าง

-เครือข่ายนี้ประกอบไปด้วย 1,609 โหนด (1,581 บัญชี + 28 เหตุการณ์) และ 4,569 ขอบ บัญชีส่วนใหญ่มีส่วนร่วมเพียง 1–2 เหตุการณ์ แต่มีแกนกลางที่มีส่วนร่วมข้ามเหตุการณ์หลายครั้ง

-บัญชีที่โพสต์ข้อความมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งมักโพสต์อัพเดทข่าวตามกำหนดเวลาที่แน่นอน แต่ในกลุ่มบัญชีที่ไม่ใช่สื่อกลับมีการโพสต์ถี่กว่า

-บัญชีที่มีบทบาทเชื่อมโยงโครงสร้าง (betweenness centrality) สูง มักเป็นบัญชีที่โพสต์น้อยแต่สำคัญต่อการเชื่อมโยงกลุ่มต่าง ๆ (เช่น @susu69094, @mononewsth, @mamiluv_u) และในกลุ่มย่อยเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม บัญชี @JNSKBVC มีบทบาทเชื่อมโยงสูงสุดแม้จะโพสต์น้อย

5) ไม่พบหลักฐานชัดเจนของการโพสต์แบบอัตโนมัติหรือประสานงานกับบัญชีออื่น ๆ

จากการสังเกตพฤติกรรมของบัญชีผุ้ใช้งาน 20 อันดับแรกที่โพสต์ข้อความมากที่สุดพบว่า ไม่มีช่วงเวลาระหว่างโพสต์ต่ำกว่า 5 นาที (ซึ่งเป็นเกณฑ์บ่งชี้บัญชีบอท) และไม่พบการใช้แฮชแท็ก (ที่ไม่ใช่แบรนด์) ร่วมกันในกลุ่มบัญชีหลัก หรือสัญญาณการประสานงานกันในลักษณะโพสต์หรือแชร์พร้อมกันหรือเหมือนกัน

6) รูปแบบการมีส่วนร่วมและอารมณ์

-โพสต์เชิงลบไม่เพียงแค่มีจำนวนมากกว่า แต่ยังเข้าถึงผู้คนได้กว้างกว่า โดยครองโพสต์ที่มีการมีส่วนร่วมสูง

-โพสต์เชิงกลางพบมากในหัวข้อ “Xin Ke Yuan และความรับผิดชอบด้านการก่อสร้าง” (75.48%) สะท้อนการรายงานข้อเท็จจริงเป็นหลักของสื่อสารมวลชนหรือบัญชีบุคคล

-ส่วนโพสต์เชิงบวกแทบไม่มีอิทธิพลต่อเครือข่าย

7) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและวิธีวิทยา

-ข้อมูลจำกัดเฉพาะแพลตฟอร์ม X ไม่รวมเฟซบุ๊กและเนื้อหาที่เป็นภาษาจีน

-การเก็บข้อมูลใช้คีย์เวิร์ดที่กำหนดล่วงหน้า อาจพลาดบทสนทนาที่อยู่นอกขอบเขตคำเหล่านี้

-การจำแนกอารมณ์มีความแม่นยำ 61% เมื่อเทียบกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ มีข้อจำกัดในการตรวจจับถ้อยคำประชดหรือเสียดสีในภาษาไทย

8) ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง

เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มทำให้เกิดการโพสต์ในหลายหัวข้อพร้อม ๆ กัน ขยายความกังวลของสาธารณะเกินขอบเขตเหตุการณ์โดยตรง เช่น เหตุการณ์เครนถล่มที่สีคิ้ว (มกราคม 2569) มีบทบาทเชื่อมโยงกลุ่มผู้ใช้งานใหม่เข้าสู่บทสนทนาเกี่ยวกับ สตง.

แม้ว่าผลวิเคราะห์เบื้องต้นจากข้อมูลบน X ไม่อาจสรุปได้ว่าบัญชีบุคคลและสื่อต่าง ๆ ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันทางตรงหรือทางอ้อมในช่วงเวลาดังกล่าว มีพฤติกรรมร่วมในการปั่นหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจผิด หรือมีความพยายามในการแทรกแซงข้อมูลข่าวของสื่อมวลชนไทยที่ส่วนใหญ่เกาะติดสถานการณ์และรายงานข่าวกรณีตึก สตง. ถล่มอย่างเข้มข้นทุกมุม แต่ข้อค้นพบสำคัญจากการวิเคราะห์เครือข่ายสังคมของข้อมูลชุดนี้ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยต่อกรณีอาคาร สตง. ถล่มส่งผลให้การรับรู้ของสาธารณะขยายวงไปในชุมชนที่มีความสนใจต่างกันมากขึ้น

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการเกี่ยวกับการรายงานข้อเท็จจริงของสื่อมวลชน สะท้อนภาพรวมในระบบนิเวศข้อมูลของไทยได้ในระดับหนึ่งว่า สื่อมวลชนยังคงมีบทบาทสำคัญในการรายงานข้อเท็จจริง กระจายข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม และกำหนดวาระและทิศทางของข้อมูล แต่อาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมของคนต่างความคิดหรือต่างกลุ่มเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันในเหตุการณ์สำคัญ ๆ เสมอไป

ในรายงานตอนที่ 1 โคแฟคขอนำเสนอข้อค้นพบบางส่วนจากการวิเคราะห์เครือข่ายสังคม (Social Network Analysis) ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย โดยในเบื้องต้นขอฉายภาพของโครงข่ายข้างล่างที่ปรากฏในข้อมูลชุดนี้เพื่อให้เห็นภาพรวมของการมีปฏิสัมพันธ์ของบัญชีผู้ใช้งาน X ในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มรวมถึงก่อนหน้าและหลัง

แผนภาพข้างบน แสดงว่าบัญชีใดมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ใดในช่วงเวลาสังเกตการณ์ โดยแต่ละบัญชีและแต่ละเหตุการณ์จะแสดงเป็นโหนด มีการเชื่อมโยงระหว่างบัญชีกับเหตุการณ์เมื่อบัญชีนั้นโพสต์อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองวันของเหตุการณ์นั้น กฎสองวันนี้ถูกใช้เป็นเกณฑ์เพื่อระบุว่าโพสต์นั้นน่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์มากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดร่วมกันโดยบังเอิญ ขนาดของโหนดบัญชีสะท้อนจำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีนั้นมีส่วนร่วมในช่วงเวลาสังเกตการณ์

เครือข่ายในแผนภาพนี้ สร้างขึ้นจาก 29 เหตุการณ์ที่กำหนดไว้ รหัส E01 ถึง E29 ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาสังเกตการณ์ แต่ละเหตุการณ์ทำหน้าที่เป็นโหนดในเครือข่าย และบัญชีที่โพสต์ภายในสองวันของเหตุการณ์นั้นจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว รายชื่อเหตุการณ์ทั้งหมดแสดงในตาราง X ด้านล่าง โดยจัดกลุ่มตามกลุ่มหัวข้อ

เครือข่ายนี้ประกอบด้วยโหนดทั้งหมด 1,609 โหนด แบ่งเป็นโหนดบัญชี 1,581 โหนด และโหนดเหตุการณ์ 28 โหนด เชื่อมโยงกันด้วยขอบ 4,569 เส้น 

จำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีหนึ่งมีส่วนร่วมเรียกว่า “ดีกรี” ดีกรี 1 หมายถึงบัญชีนั้นปรากฏในชุดข้อมูลโดยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียว ดีกรี 5 หมายถึงบัญชีโพสต์เกี่ยวกับห้าเหตุการณ์ที่แตกต่างกันในช่วงเวลาสังเกตการณ์ ค่ามัธยฐานของดีกรีในชุดข้อมูลนี้คือ 2 หมายความว่าครึ่งหนึ่งของบัญชีทั้งหมดมีส่วนร่วมกับสองเหตุการณ์หรือน้อยกว่า แสดงให้เห็นว่าบัญชีส่วนใหญ่ในชุดข้อมูลนี้เป็นผู้เข้าร่วมเป็นครั้งคราวที่เข้ามามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์เฉพาะบางเหตุการณ์ มากกว่าการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในหัวข้อที่กว้างกว่า

การกระจายเหนือค่ามัธยฐานนี้ก็มีความหมายเช่นกัน มีบัญชี 793 บัญชี หรือคิดเป็น 49.5% ของเครือข่าย ที่มีส่วนร่วมกับสามเหตุการณ์ขึ้นไป และ 194 บัญชีมีส่วนร่วมกับห้าเหตุการณ์ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าแม้บัญชีส่วนใหญ่จะเป็นผู้เข้าร่วมเป็นครั้งคราว แต่เกือบครึ่งหนึ่งของเครือข่ายแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมข้ามเหตุการณ์ในระดับหนึ่ง บัญชี 194 บัญชีที่มีการเชื่อมโยงห้าครั้งขึ้นไปถือเป็นกลุ่มที่มีความสม่ำเสมอมากที่สุดในชุดข้อมูลนี้ และเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับการตรวจสอบรูปแบบการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาสังเกตการณ์

10 เหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด 

การสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยในช่วงเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม

ข้อค้นพบสำคัญจากตารางข้างบนเกี่ยวกับ 10 เหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมในเครือข่ายมากที่สุด คือ มีการกระจุกตัวอยู่กับเหตุการณ์เดียวกันเกือบทั้งหมด โดยเก้าในสิบเหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุด อยู่ในกลุ่มเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มและผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งยังครอบคลุมการสื่อสารของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม (E12–E19) การสืบสวนความรับผิดชอบ (E20–E22) และการประชุมทางการทูตในช่วงการกู้ภัย (E13) โดยการสื่อสารของสถานทูตจีนทั้งในห้าเหตุการณ์ (E14, E15, E16, E17, E18) ปรากฏในสิบอันดับแรกทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองของสถานทูตจีนต่อเหตุการณ์ตึกถล่มดึงดูดผู้เข้าร่วมจากหลากหลายกลุ่มในเครือข่าย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่สนใจประเด็นความรับผิดชอบหรือการก่อสร้างเท่านั้น

ทั้งห้าเหตุการณ์เป็นการโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กทางการของสถานทูตจีนหลังวันที่ 28 มี.ค 2568 ได้แก่

  1. โฆษกสถานทูตจีนตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับวิสาหกิจจีนที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างตึก สตง.ในวันที่ 1 เม.ย.
  2. สถานทูตจีนโพสต์ข่าวของสำนักข่าวซินหัวภาคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยกู้ภัยจีนในพื้นที่ซากอาคารที่ถล่มที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในเมียนมา ในวันที่ 2 เม.ย.
  3. สถานทูตจีนโพสต์ข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เผยแพร่คำแถลงฉบับที่สองของบริษัทกิจการร่วมค้า อีทีดี-ซีอาร์อีซี ต่อเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม วันที่ 3 เม.ย.
  4. โฆษกสถานทูตจีนแถลงจุดยืนปกป้อง CREC NO. 10 บริษัทจีนที่ร่วมดำเนินงานก่อสร้างตึก สตง. และชี้แจงนโยบายของจีนในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัทจีนในประเทศไทย และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการลงทุนในไทย ในวันที่ 4 เม.ย.
  5. สถานทูตจีนแจ้งเตือนข่าวลวงเกี่ยวกับบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับโครงการตึก สตง. ในวันที่ 5 เม.ย.

โพสต์เหล่านี้ได้รับความสนใจและมีผู้ใช้งานมาคอมเมนต์ทั้งเชิงบวกและลบ รวมทั้งแชร์เป็นจำนวนมากกว่าโพสต์อื่น ๆ ในเหตุการณ์ทั่วไปของสถานทูตจีน โดยเฉพาะโพสต์ของวันที่ 4 และ 5 เม.ย.  และสะท้อนความพยายามของจีนในการสื่อสารเพื่อลดผลกระทบของเหตุการณ์ต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของจีนดังนี้

ลดทอนความสำคัญของเหตุการณ์ โดยการไม่เน้นการสื่อภาพหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม แต่กลับนำภาพหน่วยกู้ภัยจีนกำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยชีวิตคนจากซากอาคารในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่เป็นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้ มาโพสต์ในวันที่ 2 เม.ย. 2568

แสดงความเสียใจอย่างจริงใจ แต่ระมัดระวังในเรื่องการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ โดยสร้างเงื่อนไขว่าจีนจะให้ความร่วมอย่างเต็มที่ในการสอบสวนหาสาเหตุของตึกถล่ม แต่จะยอมรับผลการสอบสวนของทางการไทยจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ยุติธรรมและเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้จริงทางวิทยาศาสตร์

เน้นภาพลักษณ์ของจีนในฐานะวีรบุรุษ ที่เข้ามาช่วยเหลือในการกู้ภัยและช่วยชีวิต เพื่อเบี่ยงเบนกระแสสังคมไปจากภาพผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเน้นภาพทูตจีนเข้าพบกับอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อแสดงความเสียใจและหารือความร่วมมือและให้กำลังสนับสนุนการช่วยชีวิต การกู้ภัยและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วันที่ 30 มี.ค. และ ภาพอุปทูตจีนลงพื้นที่เหตุการณ์ และส่งมอบความช่วยเหลือจากบริษัทจีนในประเทศไทยในวันที่ 7 เม.ย.

รักษาภาพพจน์ของจีน ในฐานะรัฐที่ส่งเสริมภาคเอกชนให้ทำธุรกิจในต่างประเทศอย่างรับผิดชอบ ด้วยการรักษาระยะห่างกับบริษัทจีนที่อาจเกี่ยวโยงกับสาเหตุที่ทำให้อาคาร สตง. ถล่ม และไม่ได้ออกมาปกป้องชื่อเสียงของบริษัทเหล่านั้นโดยตรง แต่อ้างแถลงการณ์ของบริษัทกิจการร่วมค้าอีทีดี-ซีอาร์อีซี ที่ออกมายืนยันว่าได้ดำเนินการงานก่อสร้างตามระเบียบข้อบังคับ และเงื่อนไขตามกฎหมายและสัญญาและมาตรฐานทางวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด

โฆษณาชวนเชื่อเชิงบวก โดยมุ่งเน้นภาพใหญ่ของความร่วมมือไทย-จีนที่ให้ประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย เช่นการตอกย้ำเรื่องการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างรายได้จากภาษีและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแก่ไทย

ในขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการแปะป้ายข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงกับข้อมูลทางการของสถานทูตจีนว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยไม่ระบุชัดว่าอะไรคือเท็จ โดยข้อความจากโพสต์ของสถานทูตวันที่ 5 เม.ย. ระบุว่า “ขอแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการว่า คำกล่าวของเอกอัครราชทูตฯ และถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการทั้งหมดของสถานเอกอัครราชทูตฯ จะมีการเผยแพร่ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์บนสื่อออนไลน์ทางการของสถานเอกอัครราชทูตฯ ข้อมูลใดที่ไม่ตรงกับเนื้อหาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตฯ ถือเป็นข่าวเท็จ โปรดยึดถือเฉพาะเนื้อหาที่ตรงกับข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ของสถานเอกอัครราชทูตฯ เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น”

นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้ โคแฟคได้เข้าไปดูความต่อเนื่องของการสื่อสารของสถานทูตจีน หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ ไม่ปรากฏการชี้แจงอะไรเพิ่มเติมจากทางสถานทูตอีก ซึ่งอาจมองได้สองลักษณะคือ 1) การรักษาระยะห่างระหว่างรัฐบาลจีนกับบริษัทวิสาหกิจและเอกชนจีนที่มาลงทุนไทยเพื่อแสดงให้เห็นว่าจีนไม่ได้ส่งเสริมหรือสนับสนุนการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมาย 2) จีนอาศัยการนิ่งเงียบหรือใช้ความสงบสยบการเคลื่อนไหว คือ การไม่กล่าวถึงหรือตอกย้ำเหตุการณ์ที่เป็นภาพลักษณ์เชิงลบ เพื่อให้สังคมค่อย ๆ ลืมเรื่องดังกล่าวไปในที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่จีนใช้ในทางการสื่อสารเพื่อสยบการพูดถึงประเด็นที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของจีนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ลักษณะการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของสถานทูตจีนในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มถือเป็นปฏิบัติการณ์ข้อมูลข่าวสารในทางเปิด (overt operation) อาศัยสื่อมวลชนหรือช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในการสื่อสาร ซึ่งเป็นช่องทางปกติที่ประเทศต่าง ๆ ใช้เช่นกันเพื่อแสดงจุดยืนทางการทูตและการเมืองหรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตน

ข้อสังเกตประการหนึ่งคือสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่ให้พื้นที่การสื่อสารของคำแถลงจากสถานทูตจีนในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จะมีการชูประเด็นหรือพาดหัวที่ให้น้ำหนักแตกต่างกันไปตามจุดยืนของสื่อต่อเหตุการณ์และมุมมองของสื่อนั้นต่อจีน เช่น

  • @thestandardth  (THE STANDARD) 5 เม.ย. 2568: อัปเดตเต็ม ๆ โฆษกสถานทูตจีนตอบสื่อ ปมบริษัทจีนเอี่ยวก่อสร้างอาคาร สตง. ถล่ม หนุนตรวจสอบ คัดค้านใส่ร้ายป้ายสี
  • @MatichonOnline (มติชนออนไลน์) 4 เม.ย. 2568: สถานทูตจีน ชี้ ไชน่าเรลเวย์ฯ สร้างตึก สตง. ตามทีโออาร์ ยันพร้อมร่วมมือสอบ-ค้านการใส่ร้ายบิดเบือน
  • @prachatai (ประชาไท) 5 เม.ย. 2568: ‘กู้ภัยนานาชาติ’ ถอนกำลัง ตึก สตง. สถานทูตจีนแถลง ค้านใส่ร้ายบริษัทจีน
  • @Kom_chad_luek (คมชัดลึก) 2 เม.ย. 2568: โฆษกสถานทูตจีนแสดงความเสียใจเหตุตึกถล่ม เรียกร้องบริษัทจีนให้ความร่วมมือการสอบสวน
  • @MorningNewsTV3 (เรื่องเล่าเช้านี้) 2 เม.ย. 2568: โฆษกสถานทูตจีนยันรัฐบาลจีนกำชับมาตลอด ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด เรียกร้องบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ
  • @mononewsth (Mono News) 2 เม.ย. 2568: สถานทูตจีนจี้บริษัทรับเหมาร่วมมือไทยหาสาเหตุตึกถล่ม

การที่สื่อไทยให้ความสำคัญกับคำแถลงของสถานทูตจีนไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้หรือเหตุการณ์อื่น ๆ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลการสื่อสารของจีนที่เพิ่มขึ้นและการครอบครองพื้นที่การสื่อสารที่ขยายวงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากการสอบถามบรรณาธิการข่าวของสำนักข่าวไทยหลายแห่งที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ไม่ปรากฏว่าทางสถานทูตจีนได้ใช้แรงกดดันในทางปิดเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงที่สื่อนำเสนอ หรือให้ลบข่าวที่จีนอ้างว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงออก

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มเครือข่ายบัญชีในข้อมูลชุดนี้คือ การเซ็นเซอร์ข่าวเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มของจีนผ่านช่องทางสื่อทางการของจีนทั้งหมด รวมถึงสำนักข่าวซินหัว ภาคภาษาไทย ที่มีสำนักงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ  โดยในวันที่ 28 มี.ค. 2568 ซินหัวไทยไม่ได้เผยแพร่รายงานข่าวเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มแต่อย่างใด ข่าวที่มีการเผยแพร่ในวันนั้นมีประเด็นสำคัญระดับโลกและภูมิภาค เช่น

  • ความสัมพันธ์จีน-สหภาพยุโรป (EU): จีนและอียูแสดงท่าทีเห็นพ้องในการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า จัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีเสถียรภาพ
  • กฎความปลอดภัยการบิน: องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ประกาศข้อกำหนดใหม่ จำกัดให้ผู้โดยสารพกพาวเวอร์แบงก์ได้สูงสุดคนละ 2 อัน และห้ามใช้งานระหว่างเที่ยวบิน

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่หลากหลาย ยกตัวอย่าง โพสต์บนเอ็กซ์วันที่ 31 มี.ค. 2568 ของผู้ใช้งาน B1 ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 28,000 คน ระบุว่า “คลิปตึก สตง. ถล่มโดนลบเกลี้ยงบนโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง weibo, douyin, rednote ว้าวววว และตั้งแต่เกิดเหตุมาไม่มีแม้แต่ชื่อของหน่วยงานจีนที่ร่วมทุนกับไทยสร้างตึกนี้ปรากฏบนแฮชแท็กใด ๆ เลย อู้หู้ววววว ปู๊นปู๊นนนนน – ลุยจีน , #ตึกถล่ม” โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าชมกว่า 51,000 ครั้ง และรีโพสต์มากกว่า 1,000 ครั้ง

บัญชีของประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่ออาวุโสของ Khaosod English ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 85,000 คนได้โพสต์ข้อความวิจารณ์ว่า “ขณะสถานทูต #จีน ย้ำว่าจะร่วมมือสอบสวน #ตึกถล่ม แต่ ABC ออสเตรเลียกลับรายงานว่าสำนักข่าวซินหัวของรัฐจีน ลบข่าวตึกถล่ม+โซเชียลมีเดียจีนจำกัดผลเสิร์ช #Bangkok & #Tower ส่วน ChinaRailwayNumber10 ลบคอนเท้นท์สร้างตึก #สตง ใน WeChat > จีนจะร่วมสอบหรือจะช่วยปัดฝุ่นไว้ใต้พรม? #ป #ไทย” โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้ข้าชม 3,816 ครั้ง

อย่างไรกตาม ผู้สื่อข่าวอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศท่านหนึ่งให้ความเห็นกับโคแฟคว่า การที่สำนักข่าวซินหัว ภาคภาษาไทยไม่ลงข่าวเรื่องตึกถล่ม เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เนื่องจากซินหัวเป็นสื่อของรัฐที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศจีน แต่ในภาพรวมของสื่อทั่วไป การตัดสินใจของกองบรรณาธิการ และการเซ็นเซอร์ข้อมูล เป็นเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบของสื่อ ยิ่งในสภาวะที่สื่อสารมวลชนแบบดั้งเดิมไม่ได้ผูกขาดอำนาจการสื่อสารอีกต่อไป การมีสื่อที่หลากหลายทั้งจำนวนและเนื้อหาถูกมองว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่าจะไปเพ่งเล็งเรื่องการลงหรือไม่ลงข่าว แต่ท้ายที่สุดการถือประโยชน์สาธารณะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญทั้งในเชิงจริยธรรมสื่อและความน่าเชื่อถือของสื่อนั้น ๆ เช่นกัน

รายการอ้างอิง

คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงข่ายสังคม

โหนด (Node) จุดแต่ละจุดในแผนภาพเครือข่าย ในส่วนนี้ โหนดหมายถึงบัญชีหรือเหตุการณ์ ขนาดของโหนดบัญชีสะท้อนจำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีนั้นมีส่วนร่วม

การเชื่อมโยง (Connection) เส้นเชื่อมระหว่างบัญชีและเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อบัญชีโพสต์อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองวันก่อนหรือหลังเหตุการณ์นั้น เพื่อระบุว่าโพสต์นั้นน่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์มากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดร่วมกันโดยบังเอิญ

ดีกรี (Degree) จำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีหนึ่งเชื่อมโยงด้วยในช่วงเวลาสังเกตการณ์ ดีกรี 2 หมายถึงมีส่วนร่วมในสองเหตุการณ์ ดีกรี 10 หมายถึงสิบเหตุการณ์ ดีกรีสูงแสดงถึงการมีส่วนร่วมต่อเนื่อง

ดีกรีถ่วงน้ำหนัก (Weighted Degree) จำนวนโพสต์ทั้งหมดที่บัญชีหรือเหตุการณ์ได้รับจากการเชื่อมโยงทั้งหมด นับโพสต์ซ้ำในเหตุการณ์เดียวกัน ดีกรีถ่วงน้ำหนักสะท้อนปริมาณโพสต์รวม

ค่า Betweenness Centrality ค่าวัดความสำคัญของบัญชีในฐานะตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในเครือข่าย ค่าสูงหมายถึงบัญชีเป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

ชุมชน (Community) กลุ่มบัญชีที่มีปฏิสัมพันธ์กันหนาแน่นกว่ากับบัญชีอื่น ๆ ในเครือข่าย ใช้อัลกอริทึม Louvain ในการจัดกลุ่ม

Bridge Actor บัญชีที่มีค่า betweenness centrality สูงเมื่อเทียบกับปริมาณโพสต์หรือการเข้าร่วมเหตุการณ์ มีความสำคัญเชิงโครงสร้างเพราะเชื่อมโยงชุมชนที่แยกจากกัน

Actor Reach จำนวนบัญชีที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์หนึ่ง ๆ วัดความกว้างของผู้ชมในเครือข่าย

Sub-cluster Network เครือข่ายย่อยที่สร้างขึ้นรอบกลุ่มเหตุการณ์เฉพาะ เช่น เครือข่ายย่อยกรณีอาคาร สตง. ถล่ม