ต่อสายดินกับแท่งไม้ แก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ไฟดูด เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้า อย่าทำตาม

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: วิธีแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ไฟดูดด้วยการใช้แท่งไม้มาประกอบเป็นสายดิน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและอาจเป็นอันตรายหากเกิดไฟรั่ว

📝เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในต่างประเทศ เช่น Facebook และ Reddit เผยแพร่วิธีการติดตั้งสายดินของคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาไฟดูดเมื่อสัมผัสเคสคอมพิวเตอร์ โดยนำสายไฟมาปอกปลายทั้งสองด้าน นำลวดด้านหนึ่งพันเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเคส อีกด้านหนึ่งพันกับสกรูที่ฝังอยู่ในแท่งไม้ขนาดเล็ก

ตัวอย่างโพสต์ที่มีผู้เข้ามาสอบถามใน reddit.com และเฟซบุ๊ก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 ว่าวิธีการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้าและอาจก่อให้เกิดอันตราย 

ดร.สุพรรณอธิบายว่า การนำสายไฟจากตัวถังคอมพิวเตอร์ไปต่อกับสกรูที่ฝังอยู่ในแท่งไม้ ไม่เป็นการต่อลงดิน (Protective Earthing) เนื่องจากไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบสายดินของอาคารที่เป็นเส้นทางตัวนำไฟฟ้าความต้านทานต่ำ

“จุดประสงค์ของระบบสายดินคือเพื่อให้กระแสความผิดพร่อง (Fault Current) ไหลกลับผ่านเส้นทางที่ออกแบบไว้จนมีค่ามากพอให้ฟิวส์หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ตัดวงจรได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ไม้เป็นวัสดุฉนวนที่มีความต้านทานสูง จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวนำเพื่อการป้องกันหรือเป็นเส้นทางระบายกระแสความผิดพร่องได้” 

“อาจเกิดความเข้าใจผิดว่าวิธีการดังกล่าวเป็นระบบปลอดภัยทั้งที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ หากเกิดไฟรั่วหรือความผิดพร่องขึ้นจริง ระบบก็ยังไม่มีเส้นทางป้องกันที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้า” ดร.สุพรรณอธิบาย 

หากผู้ใช้งานสัมผัสตัวเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วรู้สึกไฟดูดหรือไฟแปลบ ดร.สุพรรณแนะนำว่าไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการต่อสายเข้ากับแท่งไม้ ท่อน้ำ โครงเหล็ก หรือโลหะอื่นที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสายดิน วิธีที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้าคือต่อใช้งานผ่านเต้ารับที่มีระบบสายดินของอาคาร หากอาคารไม่มีระบบสายดินหรือระบบสายดินชำรุด ควรปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน และติดตั้งอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว (RCD) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย  

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569  เพจเฟซบุ๊ก Extreme IT ซึ่งเป็นเพจที่ให้ข้อมูลและรีวิวอุปกรณ์ไฟฟ้าและไอทีที่มีผู้ติดตามกว่า 9.3 แสนบัญชี ได้โพสต์เตือนเช่นกันว่าวิธีการนำบล็อกไม้มาต่อเป็นสายดินไม่ได้แก้ปัญหาไฟรั่วจากคอมพิวเตอร์และอาจเป็นอันตราย ห้ามทำตาม 

นักวิชาการชี้ ไทยต้องเร่งวางธรรมาภิบาลแพลตฟอร์ม AI ก่อนข่าวลวงบ่อนทำลายสังคม

7 กรกฎาคม 2569 – ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเนื่องใน วันพูดความจริง (Tell the Truth Day) ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มกับความจริงในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ท่ามกลางสถานการณ์ข้อมูลเท็จที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเสนอรัฐ–แพลตฟอร์ม–ประชาชนร่วมสร้างกลไกกำกับดูแล ย้ำกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความร่วมมือระดับอาเซียน

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เปิดประเด็นว่า คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยควรมีกฎหมายกำกับ AI หรือไม่” แต่คือ “หากมีกฎหมายแล้ว จะสามารถบังคับใช้ได้จริงหรือไม่”

AI ในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เพราะกลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ การกำกับดูแลจึงควรมุ่งบริหารความเสี่ยงของการใช้งานที่ก่อให้เกิดผลกระทบวงกว้าง มากกว่าพยายามควบคุมทุกพฤติกรรม พร้อมเสนอให้ภาคองค์กรมีระบบกำกับดูแลภายในอย่างจริงจัง เนื่องจากแนวปฏิบัติที่หลายหน่วยงานประกาศใช้ยังขาดกลไกติดตามและประเมินผล

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ดร.สุพจน์ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรยกระดับการเจรจากับแพลตฟอร์มดิจิทัลในระดับภูมิภาค โดยใช้ความร่วมมือของอาเซียนเป็นอำนาจต่อรอง เพื่อผลักดันมาตรการ Notice & Takedown หรือการแจ้งเตือนและนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศเริ่มดำเนินการแล้ว

ด้าน รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าการปล่อยให้แพลตฟอร์มกำกับดูแลตนเองผ่านมาตรฐานชุมชน (Community Standards) ยังไม่เพียงพอ เพราะยังพบโฆษณาหลอกลวงและข้อมูลที่เป็นอันตรายจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนเองก็ยังไม่สามารถป้องกันตนเองจากข้อมูลเหล่านี้ได้ทั้งหมด  อย่างไรก็ตาม การที่รัฐจะเข้ามากำกับดูแลต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบต่อเสรีภาพในการสื่อสาร โดยประเด็นสำคัญควรอยู่ที่การสร้าง “ความโปร่งใส” ของระบบแพลตฟอร์ม เช่น หลักเกณฑ์การจัดลำดับเนื้อหา การมองเห็นข่าวสาร และความเป็นธรรมทางการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตเนื้อหา

แนวทางที่มีความเป็นไปได้มากกว่าการควบคุมเนื้อหา คือการกำกับดูแล “กลไกตลาด” โดยใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อกำกับแพลตฟอร์มที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ตัวชี้วัดเชิงประจักษ์ ลดการใช้อำนาจตามดุลยพินิจ และสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายในระบบนิเวศสื่อดิจิทัล

รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในมิติผลกระทบต่อพื้นที่ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าพื้นที่ภาคเหนือเริ่มเผชิญการใช้ AI สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้หลอกลวงประชาชนผ่านภาพ เสียง และโฆษณาปลอม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แม้หลายหน่วยงานจะเร่งผลิตสื่อรณรงค์ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เพราะคนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งตกเป็นเหยื่อแล้วจึงเริ่มค้นหาวิธีขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังขาดระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรับแจ้งความกับฐานข้อมูลกลาง ทำให้การป้องกันและติดตามมิจฉาชีพยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขณะที่ ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า AI กำลังเพิ่มความรุนแรงของข้อมูลสร้างความเกลียดชังและข่าวปลอมในพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคง ส่งผลกระทบต่อทั้งสื่อ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ ตลอดจนบั่นทอนกระบวนการสร้างสันติภาพที่ต้องอาศัยความไว้วางใจและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

 “กรณีเกี่ยวกับความมั่นคง จะเริ่มมีเพจที่คล้ายกับจะเป็นสื่อ มีชื่อนั่นชื่อนี่เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย ซึ่งหาที่มาที่ไปไม่เจอว่าใครเป็นเจ้าของหรือมาจากที่ไหน แต่ว่าข่าวพวกนี้เมื่อเผยแพร่ออกมาจะได้รับการแชร์เยอะ ซึ่งตรวจสอบไม่ยากกับพวกเราหรือกับคนที่อยู่ในแวดวง แต่ประชาขนทั่วไปพร้อมจะแชร์ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อหรือสิ่งที่ตัวเองเข้าใจได้โดยง่าย” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ด้าน ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เสนอให้ยกระดับธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้าน Trust & Safety อย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่ใช้ในการป้องกันและคัดกรองเนื้อหา จำนวนเรื่องร้องเรียน ผลการดำเนินการ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ควรพัฒนาช่องทางรับแจ้งปัญหาแบบ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุและได้รับความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานผ่านระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหา

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดเวทีวันพูดความจริงว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โคแฟคมุ่งเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน แต่ในระยะต่อไปจะเดินหน้าทำงานเชิงระบบมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Information Integrity หรือการสร้างระบบข้อมูลข่าวสารที่ตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริง เข้าถึงได้ และเป็นธรรม

สุภิญญามองว่า การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของประเทศไทย หากยังขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการสร้างกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุล และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคประชาชน โดยมีรัฐทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนานโยบายแพลตฟอร์มที่คุ้มครองทั้งผู้บริโภค เสรีภาพในการสื่อสาร และความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารในยุค AI

เมื่อ AI กลายเป็นโรงงานผลิตข่าวลวง ทุกภาคส่วนต้องร่วมสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานแห่งความจริง”

7 กรกฎาคม 2569 – ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเนื่องใน วันพูดความจริง (Tell the Truth Day) ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มกับความจริงในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ท่ามกลางสถานการณ์ข้อมูลเท็จที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดงานว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่สร้างโอกาสมหาศาลต่อการเรียนรู้ การทำงาน และการพัฒนาสังคม แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้การผลิตภาพ เสียง และข้อมูลปลอมที่แนบเนียนเกิดขึ้นได้ง่าย ส่งผลให้ “ความจริง” ถูกกลบด้วยข้อมูลที่แพร่กระจายรวดเร็วกว่าเดิม

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

“เมื่อผู้คนไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริง การตัดสินใจในทุกเรื่องตั้งแต่สุขภาพ เศรษฐกิจ ไปจนถึงประชาธิปไตยย่อมได้รับผลกระทบ สำหรับ สสส. การสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้มีความหมายแค่เพียงสุขภาพกายหรือสุขภาพใจเท่านั้น แต่เรื่องสุขภาวะทางสังคมและทางปัญญาก็เป็นมิติที่สำคัญ โดยเฉพาะสุขภาวะทางปัญญาที่เราหมายถึงการที่ประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันเทคโนโลยีและใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ มีสมรรถภาพในการปรับตัวเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” กรรมการกองทุน สสส. กล่าว

ด้าน เทคลา เอบแบร์ท เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่วนภูมิภาค (เอเชีย) มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) ระบุว่าวันนี้ AI กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันที่ทำให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น วางแผนตารางเวลา ทำงานวิจัย สร้างศิลปะและความบันเทิง AI มีศักยภาพมหาศาลในการปรับปรุงการทำงานและเข้าถึงความรู้ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดในยุคสมัยของเรา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สามารถผลิตข่าวปลอม ภาพปลอม วิดีโอปลอม และข้อมูลบิดเบือนได้ในต้นทุนต่ำและรวดเร็ว แยกแยะข้อมูลจริงจากข้อมูลที่สร้างขึ้นมาก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแต่กับประชาชนทั่วไปแต่สำหรับผู้สื่อข่าว ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ

เทคลา เอบแบร์ท เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่วนภูมิภาค (เอเชีย) FNF กล่าวผ่านคลิปวิดีโอจากไต้หวัน

“การแพร่กระจายของ AI สร้างข้อมูลผิดๆ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหากับประชาธิปไตยด้วย เพราะประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับพลเมืองที่มีข้อมูลและมีอิสระ ผู้คนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อได้ ประเมินข้อเท็จจริงและตัดสินใจตามความเป็นจริง แต่หาก AI ถูกใช้เพื่อผลิตข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนโดยหวังผลทางการเมืองหรือการเงิน ก็เท่ากับทำลายฐานรากของการตัดสินใจในระบอบประชาธิปไตย ที่น่าห่วงที่สุดคือข้อมูลผิดๆ สามารถกระตุ้นความแตกแยกแบ่งข้างในสังคม ปลุกระดมความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรง” เทคลากล่าว

นีอาร์ม คอลีเออร์ สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) ปาฐกถาหัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์ม AI กับการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวถึงความสำคัญของ “ความจริง (Truth)” ที่การมาของปัญญาประดิษฐ์และแพลตฟอร์มที่ใช้เชื่อมต่อทำให้มนุษยัตั้งคำถามว่าอะไรคือความจริง แน่นอน AI เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก ทั้งช่วยให้แพทย์อ่านผลสแกนได้เร็วขึ้น ช่วยเกษตรกรคาดการณ์ภัยแล้งได้ ช่วยคนพิการในการใช้งานระบบที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพวกเขา และทำให้ทุกคนสามารถออกแบบระบบที่ดีขึ้นได้ง่ายขึ้น หรือช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจโรคต่าง ๆ ได้ เป็นต้น

ในยุคของ AI นั้นความจริงจึงไม่ใช่เรื่องของสื่อ นักตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือนักปรัชญาอีกต่อไป แต่ความจริงได้กลายเป็นประเด็นด้านการพัฒนา เพราะเมื่อผู้คนไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรคือความจริง เมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าจะเชื่อใจใคร เมื่อการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาถูกกำหนดโดยระบบหรือแพลตฟอร์มที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือตั้งคำถามได้ การพัฒนาของมนุษย์เองก็จะอ่อนแอลง

แล้วเราจะทำอย่างไร? ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน นั่นหมายความว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการปกป้องสิ่งที่สำคัญ จึงขอเสนอว่าเราควรปฏิบัติต่อความจริงเสมือนโครงสร้างพื้นฐาน ความจริงต้องถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจ มันต้องการห่วงโซ่อุปทาน ต้องการมาตรฐาน ต้องการสถาบัน และมีค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษา ถนนจะพังทลายหากเราไม่บำรุงรักษา ระบบไฟฟ้าจะล้มเหลวหากเราไม่ลงทุน ระบบสาธารณสุขจะอ่อนแอลงหากเราเพิกเฉย ความจริงก็พังทลายลงเช่นกันเมื่อถูกละเลย’” นีอาร์มกล่าว

นีอาร์ม คอลีเออร์ สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย

ขณะที่ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion บรรยายหัวข้อ “เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องจักรผลิตความจริงปลอม” ประกอบด้วย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. ข่าวปลอมกลายเป็น “สายพานการผลิต” ปัจจุบัน AI ทำได้ทั้งการสร้างหรือปรับสำนวนภาษา สังเคราะห์ภาพและเสียง อีกทั้งมีเทคโนโลยีอย่างบอท (bot) ที่สามารถกระจายเนื้อหานั้นได้ รวมถึงเครื่องมือวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการส่งเนื้อหานั้นไปถึง  กระบวนการทั้งหมดนี้ทำได้ในต้นทุนที่ถูกลง              
  2. ยกระดับสู่ “อาชญากรรม” ไม่ใช่แค่ข่าว มีกรณีศึกษาที่เกาะฮ่องกง มีบริษัทแห่งหนึ่งได้รับอีเมลอ้างมาจากผู้บริหาร ขอให้โอนเงินจำนวนมาก ในตอนแรกพนักงานที่มีอำนาจโอนเงินยังไม่เชื่อ จึงได้มีการขอให้เปิดประชุมทางออนไลน์ เมื่อเห็นการประชุมก็หลงเชื่อโอนเงินไป ก่อนจะมารู้ในภายหลังว่าทุกคนที่เห็นในห้องประชุมล้วนเป็นบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (deepfake)
  3. ปัญญาประดิษฐ์ “เพ้อ” เป็นข้อจำกัดถาวร ปัจจุบันหลายคนหันไปใช้บริการ AI ในการสรุปข่าวหรือข้อมูล แต่หลายครั้งก็พบว่า AI ให้คำตอบที่ผิดพลาดหรืออ้างแหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งงานวิจัยหลายแหล่งให้ข้อสรุปตรงกันปัญญาประดิษฐ์ว่า อาการเพ้อหรือหลอนของ AI (AI hallucination) ไม่สามารถแก้ให้หายไปได้ทั้งหมดแบบร้อยเปอร์เซนต์ เพราะเป็นผลพลอยได้หนึ่งที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา ซึ่ง AI ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาใจผู้ใช้งาน นำไปสู่การประมวลผลและตอบออกมาเป็นข้อมูลที่ดูจะใกล้เคียงที่สุด 
  4. ความเสียหายลามถึงสุขภาพจิต มนุษย์สามารถเกิดความหลงผิดได้จากการกระตุ้นของ AI โดยเฉพาะหากคนคนนั้นมีอาการอยู่ก่อนบ้างแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัยที่พูดถึงพฤติกรรมประจบประแจง (sycophancy) ของ AI
สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion บรรยายหัวข้อ “เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องจักรผลิตความจริงปลอม”

“มีเคสที่คุยกับ chatbot แล้วหลงไปหลงมาสุดท้ายก็ฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกว่า chatbot ไม่เข้าใจเขาแล้ว เขารู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด ไปจนถึงฆ่าตัวตายเพราะเชื่อว่า chatbot จะไปกู้โลกให้ถ้าเรายอมเสียสละชีวิต ซึ่งเคสมันดูประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ และมีมากขึ้น เด็กมีความเสี่ยงเป็นพิเศษเพราะสมองส่วนหน้ายังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการได้ข้อมูลโดยเฉพาะที่ไม่นำไปสู่การคิดเชิงวิเคราะห์ (critical thinking) ข้อมูลที่เอื้อหรือประจบไปเรื่อย ๆ มันก็มีผล แล้วก็เรื่องการสร้างตัวสร้างตนของเด็ก” สุนิตย์กล่าว

โพสต์เหตุการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีตอบโต้กันระลอกล่าสุด เนื้อหาจริงแต่ใช้ภาพประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เหตุการณ์สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมาย 80 จุดของอิหร่านเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่ภาพประกอบบางส่วนไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Pipoppat Promjanya’ ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 40,000 บัญชี โพสต์ข้อความว่ากองทัพสหรัฐอเมริกาโจมตีเป้าหมาย 80 จุดในอิหร่าน โดยอ้างข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เป้าหมายที่ถูกโจมตีมีทั้งระบบต่อต้านอากาศยาน (Air Defense Systems) เครือข่ายศูนย์บัญชาการและควบคุม (Command and Control Networks) สถานีเรดาร์ชายฝั่ง (Coastal Radar Stations) และเรือขนาดเล็กของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เพื่อตอบโต้อิหร่านที่โจมตีตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านเปิดเผยว่า ได้โจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ รวม 85 แห่ง ในคูเวตและบาห์เรนเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการดังกล่าว

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้มีข้อมูลตรงกับเอกสารของ CENTCOM ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายกว่า 80 แห่งของอิหร่าน ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครือข่ายบัญชาการและควบคุม สถานีเรดาร์ชายฝั่ง ระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือ และเรือเล็กของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามกว่า 60 ลำในและใกล้ช่องแคบ เพื่อลดทอนความสามารถของอิหร่านในการโจมตีการค้าระหว่างประเทศที่ไหลผ่านเส้นทางการค้าสากล 

CENTCOM อ้างว่าปฏิบัติการโจมตีนี้เพื่อตอบโต้อิหร่านที่โจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำที่แล่นผ่านช่องแคบได้แก่ เรือบรรทุกสินค้าที่ติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซาอุดีอาระเบีย และไลบีเรีย ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และบ่อนทำลายเสรีภาพในการเดินเรือ

ส่วนข้อมูลเรื่องอิหร่านโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ นั้นตรงกับรายงานข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีราเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ระบุว่าหลังการโจมตีของสหรัฐฯ กองทัพอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ 85 แห่ง ในคูเวตและบาห์เรน ขณะที่ PressTV สื่อของทางการอิหร่านระบุว่า กองทัพอิหร่านส่งโดรนเข้าโจมตีฐานทัพอากาศ Sheikh Isa ในบาห์เรน ซึ่งเป็นจุดรวมพลของกองทัพสหรัฐฯ โดยอ้างถึงการโจมตีของสหรัฐฯ ใส่พื้นที่ทางทหารและพลเรือนในภาคใต้ของอิหร่าน ซึ่งเข้าข่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเตือนด้วยว่าจะยกระดับการโจมตีให้หนักขึ้นหากสหรัฐฯ ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีก

อย่างไรก็ตาม โคแฟคพบว่า 2 ใน 3 ภาพที่บัญชีเฟซบุ๊กนำมาประกอบในโพสต์เป็นเหตุการณ์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งนี้ ได้แก่ ภาพเครื่องบินในงานฉลองวันชาติสหรัฐฯ และภาพในเลบานอนมีรายละเอียด ดังนี้ 

▪️ภาพเครื่องบินรบ: เป็นภาพที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ The Barre Montpelier Times Argus ซึ่งเป็นสำนักข่าวท้องถิ่นในรัฐเวอร์มอนต์ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2569 ถ่ายโดย Rahmat Gul ช่างภาพของสำนักข่าว AP ในวันเดียวกัน ระบุเป็นภาพเครื่องบิน F-15 กำลังบินเหนือ National Mall ในโอกาสเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ 4 ก.ค. 2569

▪️ภาพซากปรักหักพังของเมือง: ภาพนี้ปรากฏในคลังภาพบนเว็บไซต์ซื้อขายภาพ Getty Images ระบุผู้ถ่ายภาพนี้คือ FADEL ITANI ช่างภาพของสำนักข่าว AFP ถ่ายเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 เป็นภาพสุนัขกำลังเดินอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหมู่บ้าน Tibnin ในภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอล

“หิ้วยาแต่อาจถูกหิ้วเข้าห้องขัง!” อย. เตือนสายช็อป-สายหิ้วเช็กด่วน พกยาเข้าออกประเทศเสี่ยงคุกหากไม่ขออนุญาต

รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.45” ซึ่งออกอากาศเมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้หยิบยกกรณีศึกษาของแอร์โฮสเตสไทยที่รับฝากหิ้วของไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเนื่องจากสิ่งของดังกล่าวกลายเป็นยาเสพติด มาร่วมพูดคุยเจาะลึกกับ พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค ประเทศไทย และ เภสัชกรหญิงวิภา เต็งอภิชาต เภสัชกรชำนาญการพิเศษ กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการนำยาติดตัวเข้าออกนอกประเทศ

พลินีกล่าวว่า ปัจจุบันมักจะเห็นการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะรับหิ้วของ รับหิ้วยา หรือโฆษณาชวนเชื่อว่ายาตัวนี้ดีแต่ไม่มีขายในประเทศไทย ซึ่งประชาชนบางส่วนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของความมีน้ำใจ หรือการอยากสรรหาสิ่งดี ๆ มาให้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหารและยา ซึ่งเปรียบเสมือนก้าวขาข้างหนึ่งเข้าคุกไปแล้ว วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มาร่วมพูดคุยเจาะลึกกับทาง อย. เพื่อให้สายช็อปและสายหิ้วได้รู้เท่าทันว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้

ทางด้าน ภญ.วิภา ได้ชี้แจงโดยแยกออกเป็น 2 ประเด็นหลักอย่างชัดเจน ประเด็นแรกคือ กรณีการรับหิ้วยาเพื่อนำเข้ามาฝากหรือนำมาจำหน่ายต่อในประเทศ หากเป็นผลิตภัณฑ์ยาทั่วไป กฎหมายในบ้านเรามีการควบคุมอย่างเข้มงวดกล่าวคือ การนำเข้ามาเพื่อประโยชน์ทางการค้าจะต้องได้รับอนุญาตและตัวผลิตภัณฑ์ยาต้องได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างถูกต้อง แต่หากยาที่หิ้วเข้ามาเป็นยากลุ่มควบคุม เช่น ยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จะถือเป็นการนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตทันทีตามประมวลกฎหมายยาเสพติด การหิ้วเข้ามาในปริมาณมาก ๆ เพื่อจำหน่ายต่อจึงเป็นสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด

ประเด็นที่สอง กรณีการพกยาติดตัวเพื่อใช้รักษาโรคประจำตัวในการเดินทางเข้าออกประเทศ ภญ.วิภาระบุว่า กฎหมายเปิดช่องให้สามารถทำได้ แต่ผู้เดินทางต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่ายาของตนเองจัดอยู่ในกลุ่มใด หากเป็นยารักษาโรคทั่วไป เช่น ยาความดันหรือยาเบาหวานที่ไม่ได้ถูกควบคุมเป็นยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ จะไม่มีปัญหาในการพกพา แต่เพื่อความปลอดภัยควรเก็บยาไว้ในบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิมที่มีฉลากครบถ้วน ระบุชื่อยาชัดเจน ไม่ควรแกะแบ่งเป็นเม็ดเปลือย ๆ ที่ตรวจสอบไม่ได้ และควรมีใบสั่งแพทย์ติดตัวไปด้วยเพื่อยืนยันความจำเป็นในการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบแล้วพบว่ายาประจำตัวจัดอยู่ในกลุ่มยากลุ่มควบคุม เช่น ยาเสพติดให้โทษประเภทแก้ปวดรุนแรง (กลุ่ม Opioid อาทิ มอร์ฟีน) หรือยาลดน้ำหนักและยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีน กฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตทุกกรณีผ่านระบบออนไลน์ของกองควบคุมวัตถุเสพติด อย. (Permit for Traveller) ก่อนการเดินทาง โดยสามารถพกติดตัวออกไปได้ในปริมาณที่ใช้รักษาจริงไม่เกิน 90 วัน ส่วนยากลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เช่น ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ที่เป็นยาแก้คัดจมูก หรือยาช่วยนอนหลับคลายความวิตกกังวลกลุ่มอัลพราโซแลม (Alprazolam) หากนำออกนอกประเทศไม่เกิน 30 วัน สามารถพกติดตัวไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องมีใบสั่งแพทย์แนบประกอบ หากเกิน 30 วัน จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้เดินทางยังต้องตรวจสอบกฎหมายของประเทศปลายทางด้วยว่ามีการควบคุมยาเหล่านั้นอย่างไร เนื่องจากแต่ละประเทศอาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน

เมื่อถามถึงวิธีการตรวจสอบว่ายาประเภทใดได้รับการควบคุมหรือไม่ ภญ.วิภาแนะนำว่า ประชาชนสามารถสอบถามแพทย์ผู้จ่ายยา หรือเข้าไปสืบค้นรายชื่อสารควบคุมได้ที่เว็บไซต์ของกองควบคุมวัตถุเสพติด อย. ซึ่งในระบบออนไลน์จะมีไอคอนขนาดใหญ่ให้คลิกเข้าไปเพื่อตรวจสอบรายชื่อยา ยื่นขออนุญาต และดาวน์โหลดใบอนุญาตได้ทันที รวมถึงมีคลิปวิดีโอสั้นประมาณ 3 นาทีให้ความรู้แก่ประชาชน

ภญ.วิภาให้ข้อมูลด้วยว่ากลุ่มยาสมุนไพรก็ต้องเช็คเช่นกันว่ามีสารสกัดที่เข้าข่ายวัตถุควบคุมหรือไม่ และควรพกพาในบรรจุภัณฑ์ที่ถูกต้องพร้อมใบรับรองแพทย์ ส่วนกรณีที่มีการเผลอพกพายาดมหรือยาหม่องที่มีส่วนผสมของกัญชาออกนอกประเทศ เนื่องจากเห็นว่าในประเทศไทยสามารถใช้ทางการแพทย์ได้นั้น ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะในหลายประเทศยังคงสั่งห้ามและควบคุมกัญชาเป็นยาเสพติด ซึ่งอาจทำให้ถูกจับกุมและดำเนินคดีที่ต่างประเทศได้

ในส่วนของปัญหายาลดน้ำหนักหรือยานอนหลับที่ลักลอบขายตามสื่อสังคมออนไลน์ ภญ.วิภาย้ำว่า ยาเหล่านี้เป็นยากลุ่มควบคุมที่ต้องสั่งจ่ายและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์เท่านั้น การซื้อขายยาผ่านช่องทางออนไลน์หรือแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับยาปลอม ยาไม่ได้มาตรฐาน หรืออาจเกิดอันตรายถึงชีวิตจากอาการข้างเคียง

แม้ที่ผ่านมาทาง อย. จะมีความพยายามประสานงานเพื่อบล็อกคำค้นหาและปิดบัญชีออนไลน์ที่แอบอ้างขายยาเหล่านี้ไปเป็นจำนวนมาก แต่กลุ่มมิจฉาชีพก็มักจะเปิดบัญชีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบปัญหาในกลุ่มเยาวชนที่ลักลอบซื้อยานอนหลับไปผสมกับน้ำต้มใบกระท่อมและน้ำหวาน (สี่คูณร้อย) เพื่อนำมาเสพ หรือกลุ่มอาชญากรที่ซื้อไปใช้ในการมอมยาเพื่อรูดทรัพย์และก่อเหตุอาชญากรรม ซึ่งสร้างปัญหาร้ายแรงต่อทั้งสุขภาพและสังคม ภญ.วิภากล่าว

สำหรับบทลงโทษทางกฎหมาย ภญ.วิภาระบุว่า มีรายละเอียดแบ่งตามประเภท โดยยาเสพติดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์และมีโทษรุนแรง เช่น ยาบ้า ยาไอซ์ หรือเฮโรอีน จัดอยู่ในยาเสพติดประเภท 1 มีฐานความผิดและอัตราโทษที่สูงมาก หากลักลอบนำออกนอกประเทศอาจมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ขณะที่ยากลุ่มควบคุมที่ใช้ทางการแพทย์ (ประเภท 2 หรือ 3) แม้โทษจะต่างกันไป แต่หากนำเข้าหรือออกประเทศโดยไม่มีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ก็มีโทษจำคุกและต้องระวางโทษตามกฎหมายของทั้งประเทศไทยและประเทศปลายทางเช่นเดียวกัน

ในช่วงท้ายของรายการ พลินีสรุปบทเรียนและเตือนสติประชาชนว่า เรื่องยาเป็นสิ่งที่ “ไม่รู้ไม่ได้ และถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็อาจจะไม่รอด” ประชาชนต้องสร้างนิสัย “เอ๊ะก่อนหิ้ว” เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่มักจะมาในรูปแบบของการฝากหิ้วของเพื่อหวังเงินค่าจ้าง แต่สุดท้ายต้องไปลงเอยในห้องขัง

ด้าน ภญ.วิภาแนะนำทิ้งท้ายให้ประชาชนที่เดินทางไปต่างประเทศศึกษาข้อมูลต้นทางและปลายทางอย่างถี่ถ้วน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งยา เครื่องสำอาง หรือวัตถุออกฤทธิ์ สามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ อย. หรือติดต่อสอบถามผ่านสายด่วน อย. 1556 ได้ตลอดเวลา

“มือ เท้า ปาก” โรคระบาดคุกคามสุขภาพเด็กประจำหน้าฝน

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

หมายเหตุ: รายงานนี้เผยแพร่ในวันที่ 8 ก.ค. 2569 สถานการณ์การระบาดของโรคอาจเปลี่ยนแปลง ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

ประเทศไทยเริ่มต้นปีการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ของทุกปีในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน และหนึ่งในคำเตือนที่ปรากฏผ่านสื่อต่าง ๆ เสมอมาคือการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก อย่างในปี 2569 นี้ ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 25 มิ.ย. 2569 พบผู้ป่วยแล้ว 16,332 ราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ และจำนวนผู้ป่วยยังน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

เมื่อจำแนกผู้ป่วยตามช่วงวัย พบว่ากลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มอายุ 5-9 ปี และกลุ่มอายุ 10-14 ปี ตามลำดับ โดยภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด ขณะที่ชนิดของเชื้อที่พบในปี 2569 คือเชื้อ Coxsackievirus A16 (ร้อยละ 36.36) เป็นสายพันธุ์หลัก ส่วนสายพันธุ์ก่ออาการรุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) แม้จะยังพบในสัดส่วนที่น้อยแต่ก็ไม่ประมาท ทั้งนี้ สถิติ 10 ปีล่าสุด (2558-2568) จำนวนผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี

โรคมือ เท้า ปาก คืออะไร?

โรคมือ เท้า ปาก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Hand, Foot and Mouth Disease (HFMD) ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ระบุว่า เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) ที่พบเฉพาะในมนุษย์ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบบ่อยในประเทศไทยคือ คอกซากีไวรัส เอ16 (Coxsackievirus A16) สายพันธุ์นี้มักมีอาการไม่รุนแรง รองมาได้แก่ สายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71) ซึ่งเป็นชนิดที่มีความรุนแรง

โรคมือ เท้า ปาก มักพบการติดเชื้อในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม ในเด็กโตและผู้ใหญ่ก็สามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้ แต่อาการในเด็กเล็กจะรุนแรงกว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการหรือมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย หายได้เองใน 3-5 วัน แต่บางรายจะมีอาการรุนแรง ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัสที่มีการติดเชื้อ โดยโรคที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ Coxsackie A16 มักไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน ส่วนที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ EV71 อาจมีอาการทางสมองร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้อาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคนี้ระบาดได้อย่างไร?

โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ น้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัส หรือติดต่อโดยอ้อมจากการสัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ การแพร่เชื้อมักเกิดได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วยซึ่งมีเชื้อออกมามาก เชื้อจะอยู่ในลำคอประมาณ 2-3 สัปดาห์ ไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของคอหอยและลำไส้ เพิ่มจำนวนที่ทอนซิลและเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลืองบริเวณลำไส้ และเชื้อจะออกมากับอุจจาระ และด้วยความที่เป็นโรคซึ่งผู้ป่วยมักเป็นเด็ก โรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ

อาการของโรคเป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยมักมีไข้ เจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้ น้ำลายไหล มีตุ่มแผลตื้น ๆ ในปาก มักพบที่เพดานอ่อน ลิ้น กระพุ้งแก้ม ร่วมกับพบผื่นตุ่มพองใส หรือเม็ดแดง ๆ บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือรอบทวารหนัก บางครั้งอาจมีผื่นตามลำตัว แขนขา เข่าได้ อาจมีอาการอาเจียน ถ่ายเหลวร่วมด้วย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยอาการมักไม่รุนแรง สามารถหายป่วยได้เอง ไข้มักจะหายใน 2-3 วัน และผื่นจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 7-10 วัน ส่วนน้อยที่มีอาการโรครุนแรง โดยอาการรุนแรงมักเกิดจากเชื้อ EV71

แบบไหนเรียก “อาการเสี่ยงป่วยรุนแรง” ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน?

หากมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น รับประทานอาหารไม่ได้หรือได้น้อยมาก อาเจียนมาก มีไข้สูง โดยเฉพาะมากกว่า 39 องศาเซลเซียสนานกว่า 48 ชั่วโมง กระสับกระส่าย ร้องกวนตลอดเวลา มีอาการทางระบบประสาท ได้แก่ ซึม การกลอกตาที่ผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ไม่รู้สึกตัว ปวดศีรษะอย่างรุนแรง

แขนขาอ่อนแรง มีอาการพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง สลับกับการซึมลง หรือเห็นภาพแปลก ๆ ปวดต้นคอ คอแข็ง มีการรับรู้สับสน มีอาการสะดุ้งผวา ตัวสั่น แขนหรือมือสั่นบ้าง กล้ามเนื้อกระตุก ตัวลาย ซีด หอบเหนื่อย มีอาการไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อย ๆ หน้าซีด มีเสมหะมาก โดยอาจมีหรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งการรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงทีจะทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

แนวทางการคัดกรอง สังเกตอาการและลดความเสี่ยงโรคมือ เท้า ปากระบาด
ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ดูแลผู้ป่วยอย่างไร?

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานที่กำลังป่วยดังนี้

  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการอักเสบและความเจ็บปวด
  • งดรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว น้ำผลไม้ หรือโซดาเนื่องจากมีกรด ซึ่งอาจสร้างความระคายเคืองภายในช่องปาก
  • รับประทานของเย็น ๆ เช่น ไอติมแท่ง น้ำแข็ง ไอศกรีม และโยเกิร์ตเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
  • รับประทานอาหารอ่อน ในเด็กเล็กควรป้อนนมแทนการดูด เพื่อลดอาการเจ็บและระคายเคืองจากแผลในช่องปาก
  • เช็ดตัวลดไข้ร่วมกับการใช้ยาบรรเทาอาการปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) หรือไอบูโปรเฟน (ibuprofen) โดยหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (aspirin) ในเด็ก
  • ใช้ยาแก้แพ้ร่วมกับยาแก้คันรักษาอาการผื่นที่ผิวหนัง
  • หากมีภาวะขาดน้ำเนื่องจากเจ็บคอรับประทานอาหารไม่ได้ สามารถใช้ยาชาชนิดกลืน Xylocaine Viscus ก่อนป้อนนมหรืออาหารอ่อน ร่วมกับการป้อนเกลือแร่ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

ป้องกันและควบคุมการระบาดได้อย่างไรบ้าง?

กรมควบคุมโรค และ รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ แนะนำดังนี้

1.แยกผู้ป่วย บุคลากรทางการศึกษาควรคัดกรองทุกเช้าอย่างเคร่งครัด หากพบเด็กป่วย เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่มือ เท้า หรือมีแผลในปาก ให้แยกออกจากเด็กคนอื่นทันที พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้มารับกลับบ้านและให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี แยกเด็กป่วยให้พักอยู่บ้านไม่ไปสัมผัสผู้อื่น หลีกเลี่ยงการพาเด็กป่วยไปสถานที่ชุมชนจนกว่าตุ่มหรือผื่นแห้งประมาณ 7-10 วัน หากมีเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์

2.รักษาความสะอาดสิ่งของและสถานที่ ทำความสะอาดเครื่องใช้ ของเล่นเด็ก และพื้นที่ห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อหรือสารละลายคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำตามอัตราส่วนที่เหมาะสม

3.ให้ความสำคัญกับสุขอนามัยทั้งของเด็กและผู้ดูแล โดยเน้นการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่ายและหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก ซึ่งรวมถึงหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก ไม่ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหาร หลอดดูด แก้วน้ำ หรือของเล่นที่อาจปนเปื้อนน้ำลายร่วมกัน

รายละเอียดของผลิตภัณฑ์วัคซีน EV71 ที่ได้รับอนุมัติทะเบียนในประเทศไทย
ที่มา : สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

โรคมือ เท้า ปากมีวัคซีนหรือไม่?

เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นได้จากเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้เพราะภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์หนึ่งอาจไม่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ แต่สำหรับสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงอย่าง EV71 ตามข้อมูลของสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ปัจจุบันมีวัคซีนชนิดนี้ที่ขึ้นทะเบียนให้ใช้ในประเทศไทยคือผลิตภัณฑ์ EntroVac

คำแนะนำจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าวัคซีน EntroVac เป็นวัคซีนเชื้อตาย แนะนำสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี 11 เดือน ซึ่งต้องได้รับทั้งหมด 2 เข็ม โดยฉีดห่างกัน 1 เดือน จากการศึกษาพบว่า หลังฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถป้องกันการติดเชื้อมือเท้าปากจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV 71) ได้ร้อยละ 90.0-97.4 ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเมื่อติดเชื้อ Enterovirus 71 (EV 71) ได้ร้อยละ 100 และยังมีภูมิมากกว่าร้อยละ 95.1 เมื่อผ่านไป 2 ปี จึงยังไม่มีคำแนะนำสำหรับการฉีดเข็มกระตุ้น แต่วัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อมือเท้าปากสายพันธุ์อื่นได้

อย่างไรก็ตาม ณ ปี 2569 วัคซีนโรคมือ เท้า ปาก EV 71 ยังคงอยู่ในกลุ่ม ‘วัคซีนเสริม’ หมายถึงวัคซีนที่ยังไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศซึ่งเด็กไทยทุกคนจำเป็นต้องได้รับ ตามข้อมูลของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 12 ก.พ. 2569 ซึ่งรายการวัคซีนสำหรับเด็กไทยทุกคนที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาล่าสุด คือวัคซีน PCV ตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กรณีบริการวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (Pneumococcus Conjugate Vaccine: PCV) พ.ศ.2569 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ดังนั้นผู้ปกครองที่ประสงค์จะให้บุตรหลานได้รับวัคซีนโรคมือ เท้า ปาก EV 71 ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

ตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กและวัยรุ่นไทย แนะนำโดย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2569
(ข้อมูลวันที่ 1 ก.พ. 2569 และเผยแพร่ในวันที่ 12 ก.พ. 2569) ที่มา : สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

หมายเหตุ: วัคซีน PCV ถูกเพิ่มให้ใช้กับเด็กไทยทุกคน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 30 เม.ย. 2569

ภาคผนวก

ข้อมูลจาก ‘ตำราวัคซีน สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย’ อธิบายไว้ใน ‘บทที่ 5 หลักการทั่วไปในการให้วัคซีน’ จำแนกวัคซีนเป็น 4 แบบ ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ ดังนี้

1.วัคซีนพื้นฐาน (Compulsory Vaccines) หมายถึงวัคซีนที่ได้รับการบรรจุในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ แนะนำให้ใช้ในเด็กไทยทุกคน

2.วัคซีนเสริมหรือวัคซีนเผื่อเลือก (Optional Vaccines) หมายถึง วัคซีนที่มีประโยชน์ แต่โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเหล่านี้ยังไม่มีความสำคัญด้านสาธารณสุขในลำดับต้น ๆ รวมทั้งวัคซีนเหล่านี้มีราคาสูง ยังไม่สามารถจัดหามาใช้กับเด็กทั้งประเทศได้ ผู้ที่ต้องการฉีดต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

3.วัคซีนใช้กรณีพิเศษ (Vaccines in Special Circumstances) หมายถึง วัคซีนที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนเพื่อใช้ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค หรือหากเกิดโรคอาจมีอาการและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

และ 4.วัคซีนที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา (Investigational Vaccines) หมายถึงวัคซีนที่มีความสำคัญในการป้องกันโรคที่กำลังเป็นปัญหาในหลายประเทศ และยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย การผลิต หรืออยู่ระหว่างการทดลองในอาสาสมัคร

อ้างอิง

โฆษณา “กล่องประหยัดไฟฟ้า” ยังเกลื่อนแพลตฟอร์มขายของ แม้ กฟน.-ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่าหลอกลวง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปโฆษณาอุปกรณ์กล่องประหยัดไฟฟ้า

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** การไฟฟ้านครหลวง และผู้เชี่ยวชาญเคยออกมาเตือนหลายครั้งว่าอุปกรณ์นี้ไม่ได้ช่วยประหยัดไฟฟ้า** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 ก.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘กลุ่มวิชาชีพช่างไฟฟ้ากำลัง’ โพสต์สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เรียกว่า “กล่องประหยัดไฟฟ้า” ที่มีการโฆษณาขายอยู่ในแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ว่า อุปกรณ์ชนิดนี้ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้จริงตามคำโฆษณาหรือไม่ พร้อมกับแนบคลิปโฆษณากล่องประหยัดไฟฟ้าที่อ้างว่า “แค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ก็ช่วยประหยัดไฟได้เลย อุปกรณ์ตัวนี้จะช่วยลดการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน”  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:  ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่ายังไม่มีหลักฐานทางวิชาการและผลการทดสอบจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ว่าผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้สามารถลดค่าไฟฟ้าในบ้านได้ตามที่กล่าวอ้าง 

นอกจากนี้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศได้ทดสอบอุปกรณ์ประเภทนี้แล้วพบว่าไม่สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ตามทีโฆษณา และเตือนว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ดร.สุพรรณอธิบายเพิ่มเติมว่าแม้อุปกรณ์บางรุ่นอาจอาศัยหลักการปรับปรุง Power Factor (PF) หรือชดเชยกำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในระบบไฟฟ้าอุตสาหกรรมบางประเภท แต่สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน มิเตอร์ไฟฟ้าจะคิดค่าไฟจาก พลังงานไฟฟ้าจริง (Active Energy; kWh) ดังนั้น การปรับปรุงค่า PF เพียงอย่างเดียวจึงไม่ทำให้พลังงานไฟฟ้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้จริงลดลง และโดยทั่วไปไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สภาองค์กรของผู้บริโภค รวมถึงเพจ ‘อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์’ ของ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยออกมาเตือนหลายครั้งว่าอุปกรณ์ประเภทนี้เป็นเรื่องหลอกลวง

เอกสารข่าวของ กฟน. ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ระบุว่า “อุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริงตามที่กล่าวอ้าง…ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ อีกทั้งหากนำอุปกรณ์นี้มาใช้อาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าผิดปกติหรือกระทบต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งอาจมีความผิดตามกฎหมาย”

โคแฟคตรวจสอบแพลตฟอร์มขายของออนไลน์พบว่าปัจจุบันยังมีร้านค้าที่เผยแพร่โฆษณาและขาย “กล่องประหยัดไฟฟ้า” จำนวนมาก ทั้งในรูปแบบคลิปวิดีโอและภาพโฆษณาพร้อมคำกล่าวอ้าง เช่น “จดสิทธิบัตรในเยอรมนี” “ข้อมูลทางสถิติ สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 1,000 kWh ต่อปี” และ “โรงงานใหญ่ในไทยก็ใช้กัน ประหยัดค่าไฟได้ 1,000,000 บาทต่อปี” โดยราคาสินค้าอยู่ระหว่าง 90-480 บาทต่อชิ้น 

ดร.สุพรรณแนะนำว่าวิธีการประหยัดไฟที่มีประสิทธิภาพคือการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง เช่น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ การปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม และการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น

เพจเฟซบุ๊กโพสต์เตือนไรเดอร์รับ-ส่งผู้โดยสารต้องมีใบขับขี่สาธารณะ แต่ใช้ภาพประกอบที่อาจทำให้เข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไรเดอร์-คนขับแอปฯ ต้องทำใบขับขี่สาธารณะภายใน 30 ก.ย. 2569 ไม่เช่นนั้นจะถูกแบนจากระบบ 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่ภาพประกอบอาจทำให้เข้าใจผิด** ไรเดอร์และคนขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันที่ต้องทำใบขับขี่สาธารณะคือผู้ที่ทำงานรับ-ส่งผู้โดยสารเท่านั้น ไม่รวมไรเดอร์ที่รับส่งอาหารหรือสินค้าทั่วไป 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘Car2day’ โพสต์ภาพไรเดอร์ส่งอาหารและสินค้า พร้อมข้อความว่า “ขนส่งฯ เอาจริงแล้ว เตรียมยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน กำหนดให้ไรเดอร์และผู้ให้บริการขับรถผ่านแอปทุกแพลตฟอร์มต้องมีใบขับขี่สาธารณะภายในวันที่ 30 ก.ย. 69” หากไม่ทำตามที่กำหนดจะมีมาตรการหักคะแนนผู้ประกอบการ รวมทั้งอาจถูกสั่งระงับการให้บริการในหมวดรับส่งผู้โดยสารชั่วคราว

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาดังกล่าวมีที่มาจากพิธีประกาศเจตจำนงความร่วมมือ “การปฏิบัติตามกฎหมายและการพัฒนามาตรฐานการให้บริการรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับผู้ให้บริการ 8 แอปพลิเคชัน เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ซึ่งสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกำชับว่า ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันจะต้องไม่รับผู้ขับรถรายใหม่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะเข้าสู่ระบบเพื่อรับจ้างขนส่งผู้โดยสารโดยเด็ดขาด และต้องเร่งสนับสนุนให้ผู้ขับรถมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้อง 

“หลังจาก 30 ก.ย. 2569 จะมีการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น และแอปพลิเคชันต้องระงับการจ่ายงานแก่ผู้ขับรถที่ยังไม่เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” สิริพงศ์กล่าว

มาตรการนี้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะฯ ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่ขับขี่รถรับจ้างโดยสารสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน ต้องจดทะเบียนยานพาหนะกับกรมการขนส่งทางบกและต้องทำใบขับขี่สาธารณะ อีกทั้งกำหนดว่าผู้ให้บริการแอปพลิเคชันต้องไม่รับผู้ขับขี่ที่ไม่ได้ทำใบขับขี่สาธารณะหรือใช้ยานพาหนะที่ไม่ได้จดทะเบียนเข้ามาในระบบ  

⚠️ ข้อสังเกตโคแฟค: แม้เพจเฟซบุ๊ก ‘Car2day’ จะเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นจริงโดยอ้างอิงข่าวประชาสัมพันธ์ที่กรมการขนส่งทางบกเผยแพร่และตรงกับข่าวที่สื่อหลายสำนักรายงาน แต่ภาพประกอบโพสต์ที่เป็นภาพไรเดอร์ส่งอาหารและพาดหัวข่าวว่า “ไรเดอร์-คนขับแอปฯ ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ” อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าข้อกำหนดนี้ครอบคลุมไรเดอร์ทุกประเภท ซึ่งที่จริงแล้วครอบคลุมเฉพาะไรเดอร์ที่รับ-ส่งผู้โดยสารเท่านั้น

โคแฟคสอบถามเพิ่มเติมจากกรมการขนส่งทางบก และได้รับคำยืนยันเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ว่า กรมการขนส่งทางบกกำกับดูแลในส่วนของการขนส่งผู้โดยสาร การทำใบขับขี่สาธารณะจึงหมายความเฉพาะไรเดอร์หรือผู้ขับขี่ยานพาหนะที่รับงานผ่านแอปพลิเคชั่นในลักษณะรับ-ส่งคนเท่านั้น ไม่รวมถึงการรับ-ส่งอาหารหรือสินค้าโดยทั่วไป

ที่มาที่ไปข้อกำหนดให้ไรเดอร์รับส่งผู้โดยสารที่รับจ้างผ่านแอปพลิเคชันต้องทำใบขับขี่สาธารณะ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ออกประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการ แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2568 โดยเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2568 

ต่อมา ETDA ได้เผยแพร่แนวปฏิบัติเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 ระบุว่า บุคคลที่ทำงานให้บริการขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชั่น ต้องจดทะเบียนยานพาหนะกับกรมการขนส่งทางบก แบ่งเป็น รย.17 กรณีเป็นรถจักรยานยนต์ หรือ รย.18 กรณีเป็นรถยนต์ และต้องทำใบขับขี่สาธารณะ ขณะที่ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันต้องไม่รับผู้ขับขี่ที่ไม่ได้ทำใบขับขี่สาธารณะหรือใช้ยานพาหนะที่ไม่ได้จดทะเบียนเข้ามาในระบบ

แม้ในระยะแรกจะมีการกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มี.ค. 2569 แต่ต่อมาได้เลื่อนออกไป จนกระทั่งในวันที่ 29 มิ.ย. 2569 สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวย้ำในพิธีประกาศแสดงเจตจำนงความร่วมมือ “การปฏิบัติตามกฎหมายและการพัฒนามาตรฐานการให้บริการรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” ร่วมกับ 8 แอปพลิเคชันที่เกี่่ยวข้องว่า ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันจะต้องไม่รับผู้ขับรถรายใหม่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะเข้าสู่ระบบเพื่อให้บริการขนส่งผู้โดยสารโดยเด็ดขาด และต้องเร่งสนับสนุนให้ผู้ขับรถมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้อง 

สิริพงส์กล่าวว่ามาตรการนี้มุ่งให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างมั่นใจ ผู้ขับรถมีโอกาสประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

เพจเฟซบุ๊กนำข่าวเก่าในต่างประเทศมาโพสต์หวือหวา ยั่วให้คลิกเข้าเว็บไซต์ที่อาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เด็กอายุ 12 ป่วยคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ สุดท้ายต้องเข้าไอซียูจากภาวะช็อกจากพิษแบคทีเรีย

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **นำข่าวเก่าในต่างประเทศมาโพสต์ด้วยข้อความหวือหวาและภาพประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกันเพื่อล่อลวงให้คลิกลิงก์ที่ไม่ปลอดภัย** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘Blogtamsu TV Thailand’ โพสต์ข้อความ “คิดว่าแค่ไข้หวัดใหญ่! ด.ช.วัย 12 ปี ไข้กลับ หมอดึงขากางเกงดูถึงกับร้อง สั่งส่ง ICU ด่วน” พร้อมภาพผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และภาพแผลจุดดำบนผิวหนัง มีการแนบลิงก์ในช่องแสดงความคิดเห็นเชิญชวนให้เข้าไปอ่านรายละเอียดในเว็บไซต์

เนื้อหาบนเว็บไซต์ระบุว่ากุมารแพทย์ชาวไต้หวันโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเล่าเรื่องของเด็กชายวัย 12 ปี ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการไข้และอ่อนเพลีย เมื่อตรวจร่างกายพบว่ามีบาดแผลบวมแดงที่ขา แพทย์จึงส่งไปห้องฉุกเฉินและต่อมาถูกส่งเข้าห้องไอซียูเพื่อรักษาภาวะช็อกจากพิษแบคทีเรีย (Toxic Shock Syndrome – TSS)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เรื่องราวของผู้ป่วยเด็กที่มีอาการคล้ายไข้หวัดแต่สุดท้ายถูกส่งเข้าไอซียูด้วยภาวะช็อกสารพิษจากบาดแผลที่ติดเชื้อ เคยถูกโพสต์บนเว็บไซต์  sanook.com เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 พาดหัวข่าวว่า “คิดว่าแค่ไข้หวัดใหญ่! ด.ช.วัย 12 ปี ไข้กลับ หมอดึงขากางเกงดูถึงกับร้อง สั่งส่ง ICU ด่วน” โดยอ้างอิงเนื้อหาจาก ETtoday ซึ่งเป็นสำนักข่าวออนไลน์ในไต้หวัน 

ETtoday เผยแพร่ข่าวนี้เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 ระบุว่าเนื้อหานี้มีที่มาจากเพจเฟซบุ๊กของคลินิกกุมารเวชศาสตร์แห่งหนึ่งในไต้หวันซึ่งโพสต์เรื่องราวนี้เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2569 บอกเล่ากรณีศึกษาของผู้ป่วยเด็กคนหนึ่งที่มีอาการช็อกจากการติดเชื้อหรือ TSS ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและได้รับรักษาอย่างทันท่วงทีจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจาก EToday แล้ว Business Today สื่อไต้หวันอีกสำนักก็เสนอข่าวนี้เช่นกัน

แม้เนื้อหาที่เพจเฟซบุ๊ก ‘Blogtamsu TV Thailand’ นำมาเผยแพร่จะตรงกับข่าวที่เผยแพร่ในสื่อไต้หวัน แต่กลับใช้ภาพประกอบจากเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องและเป็นคนละภาพกับโพสต์ต้นฉบับ 

ภาพและพาดหัวข่าวที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ sanook.com

โคแฟคตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าภาพประกอบที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวนำมาเผยแพร่เป็นภาพที่เคยเผยแพร่ในสื่อเวียดนาม ดังนี้

-ภาพผู้ป่วยนอนบนเตียงในโรงพยาบาล เคยเผยแพร่ในสื่อเวียดนามช่วงเดือนธันวาคม 2567 ประกอบข่าวเด็กชายวัย 13 ปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลังจากกินข้าวปนเปื้อนยาเบื่อหนู 

-ภาพแพทย์กำลังตรวจรักษาเด็กชายบนเตียงในโรงพยาบาล เคยเผยแพร่ในสื่อเวียดนามช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ประกอบข่าวเด็กชายวัย 9 ปี ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

ℹ️ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TSS: สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานครให้ข้อมูลว่า Toxic shock syndrome คือภาวะช็อกจากสารพิษที่มาจากการติดเชื้อ S. pyogenes หรือ S. aureus ที่มักจะอาศัยอยู่ตามผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกาย โดยบางสายพันธุ์สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล จากนั้นเติบโตอย่างรวดเร็วลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด พร้อมทั้งสร้างสารพิษภายในร่างกาย ทำให้เกิดไข้ ภาวะความดันโลหิตต่ำ และอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ (ตับ, ไต, เลือด, ผิวหนัง, หายใจ และระบบประสาท) เป็นกลุ่มอาการที่พบได้ยากแต่อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: โคแฟคตรวจสอบพบเพจเฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งที่มักนำข่าวเกี่ยวกับสุขภาพและอุบัติเหตุที่เคยเผยแพร่ในสื่อต่างประเทศมาเผยแพร่ใหม่โดยใช้ข้อความและภาพที่หวือหวา กระตุ้นความสนใจในลักษณะ clickbait เพื่อยั่วให้คลิกลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บไซต์ข่าวที่มีโฆษณาจำนวนมากซึ่งอาจไม่ปลอดภัย เช่น ข่าวอุบัติเหตุในอินโดนีเซียเมื่อปี 2566 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำพร้อมแนบลิงก์เข้าเว็บไซต์ที่อาจไม่ปลอดภัย ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจึงควรระมัดระวังเมื่อพบเจอเนื้อหาลักษณะนี้ และหลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ที่มีความน่าสงสัย

ปธน. มาครงคุกเข่าทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แด่ในหลวง-พระราชินี เป็นภาพที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประธานาธิบดีมาครงคุกเข่าถวายเกียรติสูงสุดแด่ในหลวง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือนและใช้ภาพประกอบที่ดัดแปลงด้วย AI** ประธานาธิบดีมาครงไม่ได้คุกเข่าระหว่างทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘Chimlang’ ผู้ติดตาม 2.3 ล้านบัญชีโพสต์ภาพเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝังข้อความว่า “มาครงคุกเข่าถวายเกียรติสูงสุดแด่ในหลวง”

ข้อความในโพสต์ระบุว่า “เครื่องราชฯ สูงสุดของฝรั่งเศส มาครงคุกเข่าถวายในหลวง-พระราชินีกลางทำเนียบ ปารีสจัดเต็ม มาครงทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ชั้นสูงสุด กร็อง-ครัว แด่ในหลวง และถวายชั้นสูงสุดอีกตระกูลแด่พระราชินี ในงานพระกระยาหารค่ำ ณ ทำเนียบประธานาธิบดี” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปเกือบ 400 ครั้งในเวลา 1 ชั่วโมงหลังจากเผยแพร่

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 28 มิ.ย.-2 ก.ค. 2569 โดยเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ในหลวงและพระราชินีทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์จากประธานาธิบดีฝรั่งเศส ณ ทำเนียบประธานาธิบดี

โคแฟคได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศว่า ในการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ ประธานาธิบดีมาครงไม่ได้คุกเข่าตามที่ปรากฏในภาพที่เฟซบุ๊กดังกล่าวเผยแพร่

ภาพทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ที่กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่อย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์ mfa.go.th ไม่พบว่ามีภาพที่นายมาครงคุกเข่า

ภาพชุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์จากประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่ทำเนียบประธานาธิบดีฯ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อโคแฟคนำภาพไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือของ OpenAI (openai.com/research/verify/) ได้ผลลัพธ์ว่าภาพนี้สร้างขึ้นด้วยเครื่องมือของ OpenAI

ผลการตรวจสอบภาพด้วยเครื่องมือของ OpenAI

คลิปแผ่นดินไหวในไทย-ฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ-วานูอาตู ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปแผ่นดินไหวที่เวเนซุเอลา 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการนำภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศมาตัดต่อรวมกัน และให้ข้อมูลบิดเบือนว่าภาพทั้งหมดเป็นแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ช่องยูทูบ ‘Pankaj Halder’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 34 วินาที เป็นภาพจากหลายเหตุการณ์มาตัดต่อรวมกัน ฝังข้อความเป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา” คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 1.4 ล้านครั้ง ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้ประกอบด้วยภาพจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดคนละช่วงเวลาในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ที่่ถูกนำมาตัดต่อรวมกันทั้งหมด 11 คลิป บางคลิปเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2561 ในจำนวนนี้มีเพียง 3 คลิปที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 

โคแฟคนำภาพจากแต่ละคลิปไปตรวจสอบด้วย Google Lens สามารถระบุเหตุการณ์ในแต่ละคลิปได้ดังนี้

คลิปที่ 1: อาคารห้างสรรพสินค้าในฟิลิปปินส์ถล่มลงมาจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 เผยแพร่โดยสื่อหลายสำนัก เช่น CNA (สิงคโปร์), PPTV (ไทย), NDTV (อินเดีย) 

คลิปที่ 2: น้ำในสระว่ายน้ำบนคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กระเพื่อมอย่างรุนแรงจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 สำนักข่าว AFP รายงานว่าคลิปนี้เคยถูกนำไปสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นแผ่นดินไหวในรัสเซียด้วย  

คลิปที่ 3: หลอดไฟบนชั้น 6 ของอาคารแห่งหนึ่งในเมือง Anchorage มลรัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา แกว่งไปมาจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2561 คลิปนี้โพสต์โดยผู้ใช้ยูทูบ @kimberlygregory4511 ตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. 2561  

คลิปที่ 4: คอนโดมิเนียมพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคาร 3 หลังที่มีทางเชื่อมระหว่างกัน สั่นไหวจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ภาพนี้ถูกนำไปบิดเบือนหลายครั้ง เช่น อ้างเท็จว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์

คลิปที่ 5: อาคารที่พักอาศัยในเมือง Maracay ของเวเนซุเอลาแตกร้าวและเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. สถานีวิทยุ Radio Universal และสื่อออนไลน์ El Aragüeño ของเวเนซุเอลาโพสต์ภาพอาคารเดียวกันนี้ในอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยรายงานว่าผู้พักอาศัยต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นระหว่างรอทีมวิศวกรประเมินความปลอดภัย

คลิปที่ 6: อาคารที่พักอาศัยในเมือง Los Cocos เวเนซุเอลาได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว 24 มิ.ย. สื่อหลายสำนักทั้งในเวเนซุเอลาและสื่อต่างต่างประเทศเผยแพร่ภาพอาคารนี้หลังเกิดเหตุ เช่น สถานีวิทยุ Radio Class, El Diariodo และ Azua News

คลิปที่ 7: รีสอร์ตแห่งหนึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในวานูอาตูเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2567  โดยสำนักข่าว 9News ออสเตรเลียเผยแพร่คลิปในวันที่ 21 ธ.ค. 2567 ระบุว่าเป็นคลิปที่ถ่ายโดยครอบครัวชาวเมืองบริสเบนของออสเตรเลียที่ไปท่องเที่ยววานูอาตูซึ่งเกิดแผ่นดินไหว 

คลิปที่ 8: อาคารในกรุงคารากัส เวเนซุเอลาได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ภาพอาคารแห่งนี้ถูกใช้ประกอบรายงานข่าวของหลายสำนักในภูมิภาคลาตินอเมริกา เช่น Nación Colombia (โคลอมเบีย), Rádio Itatiaia และแพลตฟอร์มขายภาพข่าว Fotos Públicas (บราซิล), El Trece TV (อาร์เจนตินา)

คลิปที่ 9: ท่าเรือที่เกาะบาลุต จังหวัดดาเวาออกซิเดนทัล ฟิลิปปินส์สั่นไหวอย่างรุนแรงขณะเกิดแผ่นดินไหวในมินดาเนาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 ภาพเหตุการณ์บนท่าเรือนี้ถูกเผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่นฟิลิปปินส์ เช่น Solid FM Cebu City และ RMN-DXBC Butuan

คลิปที่ 10: บัญชีเฟซบุ๊ก ‘เจ โชคจิรายุ’ โพสต์คลิปน้ำในบ่อน้ำกระเพื่อมอย่างรุนแรงที่ จ.สุโขทัย ขณะเกิดแผ่นดินไหวที่เมียนมาส่งแรงสั่นสะเทือนถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568  

คลิปที่ 11: นักเรียนและครูโรงเรียนลูมิโก อิสไอส์แลนด์ หมู่บ้านอี.อาเลกาโด เมืองกลาน จังหวัดซารังกานี ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 คลิปนี้ถูกโพสต์หลังเกิดเหตุโดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Cha Cha’ ซึ่งระบุว่าเป็นครูในฟิลิปปินส์ 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: หลังเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว มักมีการนำคลิปเก่ามาเผยแพร่ซ้ำโดยให้ข้อมูลผิด ๆ หรือข้อมูลไม่ครบถ้วนให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ล่าสุด โดยฉกฉวยสถานการณ์ที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจกับเหตุการณ์นั้นเพื่อเพิ่มยอดการเข้าชมและเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม ซึ่งอาจเป็นการหารายได้จากแพลตฟอร์ม หรืออาจมีเจตนาไม่ดี เช่น หลอกให้กดลิงก์ที่ไม่ปลอดภัยหรือลวงให้บริจาคเงิน

โคแฟคส่งจดหมายเปิดผนึกถึง Meta เรียกร้องให้ยกระดับความรับผิดชอบต่อการรับมือข้อมูลเท็จ

โคแฟค ประเทศไทย ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง Meta เรียกร้องให้ยกระดับความรับผิดชอบต่อการเผยแพร่เนื้อหาเท็จ, AI-Deepfake และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ของ Meta โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ซึ่งพบว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จและการหลอกลวงที่สร้างความเสียต่อทรัพย์สินของประชาชน ทำลายสุขภาวะ ระบบนิเวศข้อมูลข่าวสาร ปลุกปั่นความเกลียดชัง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำลายความสมานฉันท์ในสังคม 

โคแฟคส่งจดหมายเปิดผนึกทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยทางอีเมลในวันนี้ (30 มิถุนายน 2569) ซึ่งตรงกับวันโซเชียลมีเดีย (Social Media Day) โดยส่งถึงมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta และทีมงานด้านนโยบายสาธารณะของ Meta ประเทศไทย

ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2562 โคแฟคได้ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-check) และรณรงค์เรื่องการรู้เท่าทันสื่อมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราพบว่าความรับผิดชอบและความร่วมมือจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นปัจจัยสำคัญในการยับยั้งการเผยแพร่ข่าวลวง-ข้อมูลเท็จที่กำลังบ่อนทำลายระบบนิเวศข้อมูลข่าวสาร จึงถือโอกาสในวัน Social Media Day ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง Meta เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการรับมือกับข้อมูลเท็จ โดยท้ายจดหมาย โคแฟคได้แนบตัวอย่างลิงก์ของโพสต์เฟซบุ๊กที่โคแฟคตรวจสอบแล้วว่าไม่เป็นความจริง แต่โพสต์เหล่านี้ก็ยังคงเผยแพร่อยู่ในเฟซบุ๊ก ซึ่งแสดงให้เห็นช่องว่างของการดำเนินการกับเนื้อหาอันเป็นเท็จของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม

จดหมายเปิดผนึกถึง Meta

เรื่อง ขอเรียกร้องให้ Meta ยกระดับความรับผิดชอบต่อการรับมือข้อมูลบิดเบือนโดยเจตนา เนื้อหาเท็จที่สร้างด้วย AI ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร และการปลุกปั่นความเกลียดชังในสื่อสังคมออนไลน์

เรียน คุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Meta Platforms, Inc และทีมงานด้านนโยบายสาธารณะของ Meta ประเทศไทย

โคแฟค ประเทศไทย เป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการส่งเสริมความถูกต้องน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการแพร่กระจายของเนื้อหาเท็จ (disinformation) โดยเฉพาะเนื้อหาเท็จที่สร้างหรือดัดแปลงด้วย AI และพฤติกรรมร่วม​กันในการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตน (Coordinated Inauthentic Behavior: CIB) บนแพลตฟอร์มของ Meta โดยเฉพาะ Facebook และ Instagram ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารดิจิทัลของประเทศไทย

รายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ได้จัดอันดับให้เนื้อหาเท็จเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐกิจ ประเทศไทยการแพร่กระจายของเนื้อหาเท็จเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสุขภาวะของประชาชน และความสมานฉันท์ในสังคม

แม้โคแฟคและภาคีเครือข่ายนักตรวจสอบข้อเท็จจริงจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแจ้งเตือนเนื้อหาที่เป็นเท็จอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น แต่ก็ไม่สามารถระงับยับยั้งการเพิ่มขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเนื้อหาเท็จบนแพลตฟอร์มของ Meta ได้ ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้มาตรฐานชุมชนของ Meta

แนวโน้มในประเทศไทย

จากการติดตามและตรวจสอบสถานการณ์การเผยแพร่เนื้อหาเท็จในช่วงปี 2568–2569 เราพบแนวโน้มที่น่ากังวล 3 ประการ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดำเนินการอย่างเร่งด่วนจาก Meta ดังนี้

การเพิ่มขึ้นของเนื้อหาเท็จที่สร้างหรือดัดแปลงด้วย AI (AI Deepfake) และปัญหา “AI-slop”

เราพบ AI Deepfake เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อล่อลวงประชาชนให้ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์ การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทางการเมือง และปลุกปั่นความเกลียดชังต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เรายังพบแนวโน้มการเกิดขึ้นของ “AI Slop” ซึ่งหมายถึงเนื้อหาที่สร้างด้วย AI ในปริมาณมาก คุณภาพต่ำ และถูกออกแบบมาเพื่อบิดเบือนความเป็นจริงและสร้างความแตกแยกในสังคม

ตัวอย่างเนื้อหาที่พบใน Facebook มีเช่น

  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีการเผยแพร่คลิป AI ดัดแปลงภาพของผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ Thai PBS และนักธุรกิจชื่อดังพูดเชิญชวนให้ประชาชนลงทุนในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่น่าเชื่อว่าเป็นการหลอกลวง
  • ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีการเผยแพร่คลิปนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พูดว่าพรรคมีนโยบายสนับสนุนให้ผู้แทนแรงงานข้ามชาติดำรงตำแหน่งในบอร์ดประกันสังคมของประเทศไทย ซึ่งโคแฟคได้ตรวจสอบพบว่าคลิปนี้ใช้ AI ดัดแปลงจากต้นฉบับของสำนักข่าวไทยรัฐ โดยใส่ข้อความที่ไม่ใช่คำพูดของนายณัฐพงษ์
  • ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 เพจ Facebook “Deep South Stories” เผยแพร่คลิปที่สร้างด้วย AI อย่างน้อย 2 คลิป ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่ามีเนื้อหาเท็จที่มุ่งโจมตี ทำลายความน่าเชื่อและสร้างความเกลียดชังนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสตรี นักกิจกรรม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชาชน

ข้อมูลบิดเบือนที่ยังคงอยู่บนแพลตฟอร์ม

โคแฟคพบว่า แม้เนื้อหาจะได้รับการตรวจสอบและหักล้างโดยองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งกองบรรณาธิการโคแฟคแล้ว แต่เนื้อหาเท็จจำนวนมากยังคงเผยแพร่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Meta อีกทั้งยังมียอดการชมและการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงของโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 283 โพสต์ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาที่เผยแพร่บน Facebook ในจำนวนนี้ 217 โพสต์เป็นข้อมูลเท็จ เมื่อตรวจสอบซ้ำในเดือนมีนาคม 2569 พบว่า 171 โพสต์ยังคงเผยแพร่และเข้าถึงได้ต่อสาธารณะบนแพลตฟอร์ม

ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations: IO) และเนื้อหาที่ปลุกปั่นความเกลียดชัง

แพลตฟอร์มของ Meta กลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ IO หลากหลายฝ่ายที่เผยแพร่เนื้อหาเท็จ ข้อมูลบิดเบือนและข้อความยุยงปลุกปั่นความเกลียดชังและอคติ โดยมักอาศัยประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ความมั่นคง สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจและแรงงานในการปลุกปั่น อีกทั้งยังใช้วิธีการที่ทำให้การเผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้เป็นไปอย่างแพร่หลายในเวลาอันสั้น ยิ่งทำให้ประชาชนแยกแยะได้ยากว่าเนื้อหาใดเป็นการสื่อสารตามธรรมชาติ และเนื้อหาใดเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ IO

Meta ประกาศว่าจะดำเนินธุรกิจและกำกับดูแลแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึง(UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) นโยบายสิทธิมนุษยชนของ Meta ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการบูรณาการการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

จากปัญหาและความท้าทายดังกล่าว เราขอเรียกร้องให้ Meta ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมดังต่อไปนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารของประเทศไทย

พัฒนาระบบและเครื่องมือในการตรวจจับ Deepfake ที่เข้าใจบริบทภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจพบและนำเนื้อหาหลอกลวงเหล่านั้นออกจากแพลตฟอร์มได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ยกระดับกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ลงโฆษณาเพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายอาชญากรรมใช้ระบบโฆษณาที่มีศักยภาพในการเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมากของ Meta ในการเผยแพร่สื่อสังเคราะห์และเนื้อหาหลอกลวง
กำหนดให้เนื้อหาที่สร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ทุกประเภทต้องมีป้ายกำกับที่ชัดเจนและมองเห็นได้ง่าย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานมีภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลในการรับมือกับเนื้อหาที่หลอกลวง
การสนับสนุนและทำงานร่วมกับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความร่วมมือในรับมือกับการแพร่ระบาดของเนื้อหาเท็จและป้องกันประชาชนจากการหลอกลวงออนไลน์ เช่น สร้างช่องทางการสื่อสารโดยตรงกับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศ เพื่อให้เนื้อหาที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จถูกลดการมองเห็นหรือถูกนำออกจากแพลตฟอร์มโดยเร็วที่สุด
เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับ ป้องกัน และดำเนินการกับบัญชีผู้ใช้งานที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารและพฤติกรรมร่วม​กันในการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตน (CIB) ที่เผยแพร่เนื้อหาเท็จสร้างความแตกแยกและวาจาสร้างความเกลียดชัง

โคแฟคเชื่อว่าระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารนั้นมีประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เมื่อแพลตฟอร์มอย่าง Meta ปล่อยให้เนื้อหาเท็จ Deepfake และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแพร่กระจาย ผลกระทบจะตกอยู่กับผู้ที่เปราะบางที่สุดในสังคม โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง และเยาวชนที่เติบโตท่ามกลางความเป็นจริงที่ถูกบิดเบือนและการสร้างความเกลียดชัง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Meta แสดงความรับผิดชอบและทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมอย่างเปิดเผย โปร่งใส และใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อให้ “ปัญญารวมหมู่” สามารถเอาชนะการหลอกลวงที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้ และร่วมมือกันสร้างความปลอดภัยให้กับระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารของประเทศไทยและประชาคมโลกโดยรวม

ขอแสดงความนับถือ

สุภิญญา กลางณรงค์
ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย

ภาคผนวก
ตัวอย่างเนื้อหาที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเนื้อหาเท็จ แต่ยังคงสามารถเข้าถึงได้ ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2569

Facebook postsรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของโคแฟค
https://www.facebook.com/reel/1977566149832629https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-sso-10022026/
https://www.facebook.com/reel/2081710562681470https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-24122025/
https://www.facebook.com/share/v/1BbMeDr2vm/https://blog.cofact.org/th/fact-check-japan-policy-18022026/
https://www.facebook.com/share/p/1CJ7kQ9nGC/https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-24022026/
https://www.facebook.com/reel/4227606860888642https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-27022026/
https://www.facebook.com/share/p/18eB6HoCR1/
https://www.facebook.com/share/p/1Cp1XJYE5k/
https://www.facebook.com/share/p/1H7Fx1vbpJ/?mibextid=wwXIfr
https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-17032026/
https://www.facebook.com/share/p/1BrKRUdFku/https://blog.cofact.org/th/fact-check-king-power-07042026/
https://www.facebook.com/reel/1433377208177747
https://www.facebook.com/share/p/1WHhjQudxy/
https://www.facebook.com/share/p/1LLJtMq78A/
https://www.facebook.com/share/p/1D8YosnXKf/
https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-28012026/
https://www.facebook.com/share/p/199yEH4Zks/https://blog.cofact.org/th/fact-check-bangkok-governor-02062026/

Open Letter to Meta

TO: Mark Zuckerberg, CEO of Meta Platforms, Inc. / Meta Thailand Public Policy Team

SUBJECT: Urgent Call for Enhanced Accountability Regarding the Prevalence of Deepfake Disinformation, Information Operations (IO), and Harmful Speech in Thailand

​Dear Meta Leadership Team,

We, Cofact Thailand, a network of civil society partners dedicated to promoting information integrity and social well-being, are writing to express our profound concern over the growing spread of disinformation, including AI-generated deepfakes and coordinated inauthentic behaviour (CIB), on Meta’s platforms, particularly Facebook and Instagram, within Thailand’s digital information ecosystem.

​As we move through 2026, disinformation continues to pose a severe risk to trust and information integrity, ranking second after geoeconomic confrontation as the most severe global risk, according to the World Economic Forum’s 2026 Global Risks Report. In Thailand, this risk has shifted from a theoretical threat to a daily reality that undermines public health, financial security, and social cohesion. Despite our rigorous and consistent efforts to verify facts and flag harmful content, our data indicate a widening gap between the scale of disinformation circulating on Meta’s platforms and the company’s ability to effectively enforce its own Community Standards. 

​The Current Trends in Thailand

​Through our 2025–2026 monitoring cycles, we have identified three alarming trends that require your immediate intervention as follows

  • The Rise of Deepfake and “AI-Slops”

We have documented a rise in sophisticated deepfakes used to lure the public into online scams, spread political disinformation, and provoke hatred against human rights defenders, , fueled by “AI-slops”—low-quality, high-volume AI content designed to distort reality and incite division. For example: 

-In February 2025, a deepfake video posted on Facebook impersonated a Thai PBS news anchor  interviewing a business leader who appeared to endorse a suspicious investment platform.

-Ahead of the 8 February 2026 election, a deepfake video of Natthaphong Ruengpanyawut, leader of the People’s Party, circulated on Facebook, falsely portraying him as supporting migrant labour representatives for positions on Thailand’s Social Security Board. Cofact verified that the statement was fabricated through AI manipulation of an interview originally published by Thairath.

-Between March and April 2026, a Facebook page called “Deep South Stories” published a series of deepfake videos targeting prominent female human rights defenders, activists, and a People’s Party MP as part of a smear campaign. 

  • ​Persistent Disinformation 

Our recent monitoring shows that even after content is debunked by certified fact-checkers, it remains active on your platform. Alarmingly, only a small fraction of flagged disinformation is removed while the majority continues to climb in engagement.

We have found that a substantial amount of content identified and labelled as false by Cofact’s editorial team remains accessible on Meta’s platforms, with some posts continuing to attract significant engagement even after being debunked.

Between 1 March 2025 and 31 March 2026, Cofact fact-checked 283 social media posts, the majority of which were published on Facebook. Of these, 217 were determined to contain false information. When we revisited these posts in March 2026, 171 remained live and publicly accessible on the platform. 

  • ​Information Operations (IO) and Hate Speech

Coordinated networks continue to weaponize your platforms to spread harmful speech and prejudice. These operations exploit local political sensitivities and have become increasingly difficult for the public to distinguish from organic discourse due to AI-enhanced automation.

We recall Meta’s commitment to comply with UN human right instruments and standards, including the Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs), in operating and supervising its platforms. Grounded in its Corporate Human Rights Policy, the company focuses on responsible innovation, protecting human rights defenders, providing access to remedy, and integrating human rights due diligence into product development.

​Given the magnitude of problems and challenges cited above, we call upon Meta leadership, and policy and community standard enforcement teams to implement the following concrete measures for the Thai human rights

​Zero-Latency Removal for Deepfake Scams

Implement more robust, localized AI detection tools that can identify and take down deepfake impersonations of Thai public figures as quickly as possible.

​Ad-Account Transparency and Vetting

Strengthen the vetting process for advertisers in Thailand to prevent the use of your “platform-scale ad targeting” by criminal syndicates using synthetic media.

​Mandatory Labeling of AI Content

Enforce strict and visible labeling for all AI-generated or manipulated media including “nudification” and deepfake audio to help Thai users exercise “digital immunity.”

​Enhanced Support for Local Fact-Checkers

Provide greater technical integration and establish direct communication channels with local fact-checking partners so that debunked content is immediately throttled or removed, preventing the “persistence of misinformation” after debunking. 

​Accountability for Coordinated Inauthentic Behavior

Increase investment in Thai-language human moderation and context-aware AI to preempt and respond to influence/information operation networks that fuel social polarization and hate speech in a discreet and proportionate manner.

In conclusion, we believe the information ecosystem is a public good. When platforms like Meta allow disinformation, deepfakes and IOs to flourish, the cost is paid by the most vulnerable members of the society—the elderly targeted by scams and the youth exposed to a distorted reality in particular.

​We urge Meta to act as a responsible intermediary and collaborate more transparently with civil society to ensure that “collective intelligence” triumphs over artificial deception.

​We look forward to working closely with the Meta team for the safety of the Thai digital ecosystem and the global community as a whole.

​Sincerely,

Supinya Klangnarong

Co-founder, Cofact Thailand  

Annex A: Examples of Facebook posts Identified as disinformation by Cofact that remained accessible as of 25 June 2026

Facebook postsCofact’s fact-check reports
https://www.facebook.com/reel/1977566149832629https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-sso-10022026/
https://www.facebook.com/reel/2081710562681470https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-24122025/
https://www.facebook.com/share/v/1BbMeDr2vm/https://blog.cofact.org/th/fact-check-japan-policy-18022026/
https://www.facebook.com/share/p/1CJ7kQ9nGC/https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-24022026/
https://www.facebook.com/reel/4227606860888642https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-27022026/
https://www.facebook.com/share/p/18eB6HoCR1/
https://www.facebook.com/share/p/1Cp1XJYE5k/
https://www.facebook.com/share/p/1H7Fx1vbpJ/?mibextid=wwXIfr
https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-17032026/
https://www.facebook.com/share/p/1BrKRUdFku/https://blog.cofact.org/th/fact-check-king-power-07042026/
https://www.facebook.com/reel/1433377208177747
https://www.facebook.com/share/p/1WHhjQudxy/
https://www.facebook.com/share/p/1LLJtMq78A/
https://www.facebook.com/share/p/1D8YosnXKf/
https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-28012026/
https://www.facebook.com/share/p/199yEH4Zks/https://blog.cofact.org/th/fact-check-bangkok-governor-02062026/