การตรวจสอบงบประมาณล้างแอร์ของ กทม. เมื่อปี 67 ถูกนำมาบิดเบือนช่วงนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ยุคผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ล้างแอร์จวนผู้ว่าฯ จุดละ 7,000 บาท 

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** ตัวเลข 7,000 บาท มาจากการตั้งข้อสังเกตในโครงการล้างแอร์ของกองการกีฬา กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อปี 2567 ไม่ใช่บ้านพักของผู้ว่าฯ ซึ่งต่อมา กทม. ชี้แจงว่าค่าล้างแอร์อยู่ที่ 800-2,000 บาท ไม่ใช่ 7,000 บาท 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 มิ.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ข้อความว่าในขณะที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่า กทม. ได้ใช้งบประมาณในการล้างแอร์ที่บ้านพักหรือจวนผู้ว่าฯ ในราคาจุดละ 7,000 บาท ซึ่งแพงกว่าค่าล้างแอร์บ้านทั่วไปซึ่งอยู่ที่ราคาจุดละประมาณ 700 บาท

ผู้โพสต์ยังใช้ถ้อยคำเรียกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เข้าข่ายเป็นการล้อเลียนรูปร่างหน้าตาและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกด้วย  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: การตรวจสอบการใช้งบประมาณค่าล้างแอร์ของ กทม. เกิดขึ้นจริงเมื่อปี 2567 แต่เป็นการตรวจสอบงบประมาณการล้างแอร์ของกองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของ กทม. ไม่ใช่จวนผู้ว่าหรือบ้านพักของชัชชาติ โดยเพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2567 ว่ากองการกีฬาฯ จ้างล้างแอร์เครื่องละ 7,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป

ต่อมาวันที่ 17 ก.ค. 2567 เพจเฟซบุ๊กของกองการกีฬาฯ เผยแพร่คำชี้แจงของดำรงค์ รื่นสุข ผู้อำนวยการกองการกีฬาฯ ในขณะนั้นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะราคาจุดละ 7,000 บาทนั้นไม่ได้เป็นค่าล้างแอร์อย่างเดียว แต่รวมค่าอะไหล่ ค่าช่อมแซม และค่าวัสดุอื่น ๆ ด้วย อัตราการจ้างเหมาล้างเครื่องปรับอากาศแตกต่างกันตามประเภทและขนาดของเครื่อง (บีทียู) หากดูราคาเฉพาะค่าแรงล้างแอร์โดยไม่รวมค่าอะไหล่ ค่าซ่อมแซมและค่าวัสดุอื่น ๆ อยู่ที่เครื่องละ 800-2,000 บาท ซึ่งเป็นราคาตามท้องตลาดทั่วไป

“นายดำรงค์ รื่นสุข ผู้อำนวยการกองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เปิดเผยถึงกรณีมีข้อสังเกตโครงการจ้างเหมาล้างและซ่อมเครื่องปรับอากาศ จำนวน 62 เครื่อง โครงการที่ 6705945237 มีค่าล้างราคาเครื่องละ 7,000 บาท ว่า ข้อสังเกตดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากราคารวมของโครงการดังกล่าวซึ่งเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 455,060.30 บาท นั้น เป็นราคาของค่าแรงล้างเครื่อง รวมกับค่าอะไหล่ ค่าช่อมแซม และค่าวัสดุอื่น ๆ ที่เปลี่ยนด้วยแล้ว ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดโครงการได้ที่ https://egp.bangkok.go.th/home/detail/67059435237” เพจกองการกีฬาฯ ระบุ (จากการตรวจสอบ ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2569 ลิงก์เอกสารรายละเอียดโครงการที่กองการกีฬาฯ แนบมานั้นไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว)

“สำหรับอัตราการจ้างเหมาล้างเครื่องปรับอากาศ จะแตกต่างกันตามขนาดของเครื่อง (บีทียู) ซึ่งเป็นราคาตามท้องตลาดทั่วไป ดังนี้ 1. เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนตั้งพื้นหรือแขวน ขนาด 12,000 บีทียู ค่าแรงล้างเครื่องปรับอากาศอยู่ที่ราคา 800 บาท ขนาด 18,000 บีทียู ค่าแรงฯ 1,000 บาท ขนาด 36,000 บีทียู ค่าแรงฯ 1,000 บาท ขนาด 38,000 บีทียู ค่าแรงฯ 1,000 บาท ขนาด 44,000 บีทียู ค่าแรงฯ 2,000 บาท ขนาด 50,000 บีทียู ค่าแรงฯ 2,000 บาท และขนาด 60,000 บีทียู ค่าแรงฯ 2,000 บาท 2. เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนชนิดติดผนัง ขนาด 30,000 บีทียู ค่าแรงฯ 1,000 บาท และ 3. เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนชนิด 4 ทิศทาง ขนาด 24,200 บีทียู ค่าแรงฯ 1,500 บาท โดยค่าแรงดังกล่าวยังไม่รวมค่าอะไหล่ ค่าซ่อมแซม และค่าวัสดุอื่น ๆ”

วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “กรุงเทพมหานคร” ซึ่งเป็นเพจหลักของ กทม. โพสต์ชี้แจงเช่นกันว่า “กทม. ยันค่าล้างแอร์ไม่ถึง 7,000 บาท โดยราคาของโครงการจ้างเหมาล้างและซ่อมเครื่องปรับอากาศ จำนวน 62 เครื่อง 455,060.30 บาท นั้น เป็นราคาของค่าแรงล้างเครื่อง รวมกับค่าอะไหล่ ค่าช่อมแซม และค่าวัสดุอื่น ๆ ที่เปลี่ยนด้วยแล้ว” พร้อมกับเผยแพร่เอกสารรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะและราคากลางจ้างเหมาล้างและซ่อมเครื่องปรับอากาศจำนวน 62 เครื่อง 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: กทม. ในสมัยที่ชัชชาติเป็นผู้ว่า กทม. เคยถูกตั้งคำถามเรื่องงบประมาณการล้างแอร์จริงเมื่อปี 2567 โดยเป็นการตรวจสอบโครงการล้างและซ่อมแซมแอร์จำนวน 62 เครื่องของกองการกีฬาฯ ซึ่งทาง กทม. ได้ออกมาชี้แจงแล้ว 

ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบการใช้งบประมาณและเชื่อหรือไม่เชื่อคำชี้แจงของ กทม. แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ได้นำการข้อมูลตรวจสอบมาบิดเบือนว่าเป็นการล้างแอร์ที่จวนผู้ว่าฯ ในราคาที่แพงเกินจริง แม้ต่อมาจะนำข่าวการชี้แจงของกทม. มาเผยแพร่ แต่โพสต์ที่มีเนื้อหาบิดเบือนและขาดบริบทก็ยังคงอยู่ และอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ในวันที่ 28 มิ.ย. 2569

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 6 มิถุนายน 2569

ข่าวฟ้าผ่า “ไรเดอร์” ต่อหน้า คาดเหตุโลหะใกล้ตัว ไม่เกี่ยวเปิด GPS…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ey15i6aan49d


สธ. เตือนไข้หวัดใหญ่ ครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/njybjhhtsdfs


SMS แนบลิงก์ลงทะเบียน “คนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย” แจก 900 บาท/วัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2a5803prphcp7


เตือน 28 พ.ค.–1 มิ.ย. “ฝนตกหนักถึงหนักมาก”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2dk638e7comzb


 คลิปชุมนุมขับไล่ “รัฐบาลหัวใจเขมร”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/yd5nius8o8qv


ภาพก่อสร้างลิฟต์แก้วจุดชมวิวตรงชายหาดเคลิงคิง บาหลี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/st9bt867ovkc

นักวิชาการชี้ไทยต้องเร่งกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำข้อมูล-วางอนาคตสื่อหลังยุคทีวีดิจิทัล

5 มิถุนายน 2569 – คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ Asian Network for Public Opinion Research และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดเวทีเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “ถอดรหัสข่าวร้อน: อ่านความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างผ่านอำนาจ ความจริง และแพลตฟอร์ม” ภายในงานประชุมนานาชาติ 76th ICA Regional Hub Thailand โดยมีวิชาการ สื่อมวลชน และผู้กำหนดนโยบายร่วมถอดบทเรียนจากประเด็นข่าวร้อนในสังคมไทย ผ่านเวทีสาธารณะ สะท้อนความท้าทายของประเทศไทยในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล การรับมือความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงกรณี Facebook Live ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และโครงการ TH-AI Passport กับความปลอดภัยและความเหลื่อมล้ำทางโลกออนไลน์ พบว่าประเทศไทยยังขาดกลไกกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่แพลตฟอร์มต่างประเทศมีทั้งทุน เทคโนโลยี และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน

“ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้อำนาจในการกำกับดูแลอย่างจริงจัง ต่างจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่มีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ” ดร.ธนกรกล่าว พร้อมเสนอให้รัฐบาลผลักดันการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหา ธุรกิจ และผู้ผลิตสื่อในประเทศไทยมากขึ้น

ด้านศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกิจแพลตฟอร์ม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและกลไกกำกับดูแลหลายฉบับ ทั้งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะความเสี่ยงและผลกระทบของแต่ละกรณี โดยเฉพาะมาตรการ Notice and Take Down ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอสำหรับเนื้อหาบางประเภทที่สร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว จึงควรมีการพิจารณาปรับระยะเวลาให้เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของเนื้อหา

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คืออนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลไทยหลังปี 2572 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการของหลายสถานี  อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีการกระจายสื่อ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า อุตสาหกรรมโทรทัศน์รับรู้มานานแล้วว่ากำลังเผชิญแรงกดดันจากบริการ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่การกำหนดทิศทางเชิงนโยบายกลับดำเนินไปอย่างล่าช้า ทั้งที่เทคโนโลยีโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัลจะมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 17 ปีในปี 2572

“ทุกฝ่ายเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม แต่ยังไม่มีการพูดคุยเชิงนโยบายอย่างจริงจังว่าประเทศไทยจะเดินหน้ากับระบบโทรทัศน์ดิจิทัลอย่างไรต่อไป” อนุพงษ์กล่าว

ขณะที่สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) มองว่า โทรทัศน์ไทยมีความผูกพันกับพัฒนาการทางการเมืองและสังคมของประเทศมาโดยตลอด แม้โลกจะเข้าสู่ยุคออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารกับการกำกับดูแลเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้น  ขณะนี้หลายประเทศในยุโรปมีแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่มุ่งลดเนื้อหาสร้างความเกลียดชังและข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อสังคม โดยอาศัยกฎหมายและกลไกทางแพ่งควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชน

พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า โทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีความสำคัญในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ระบบอินเทอร์เน็ตอาจไม่สามารถใช้งานได้ หากภาครัฐมีนโยบายยุติหรือปรับลดบทบาทของโทรทัศน์ดิจิทัล ก็ควรประกาศทิศทางให้ชัดเจนและวางแผนเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้ทัน

ส่วนโครงการ TH-AI Passport สุภิญญามองว่า ยังไม่ได้มีการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การผลักดันให้ประชาชนใช้ AI อย่างแพร่หลายควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี (Digital Literacy) ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์

กัมพูชาเรียกร้องสิทธิ์คนละครึ่ง-ขึ้นค่าแรงให้แรงงานเขมรในไทย เนื้อหาเท็จที่เกาะกระแส “ไทยช่วยไทยพลัส”

“สวนกระแส”

ระหว่างที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่าโครงการ “คนละครึ่ง” เมื่อวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากและสื่อ Top News ได้เผยแพร่เนื้อหาเท็จว่าบุคคลสำคัญและนักการเมืองกัมพูชาเรียกร้องให้แรงงานเขมรในไทยได้รับสิทธิ์โครงการคนละครึ่งด้วย และขอให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 1,500 บาท  

เนื้อหาเท็จนี้ถูกเผยแพร่ทั้งในเพจเฟซบุ๊ก ติ๊กตอก และอินสตาแกรม ที่มีผู้ติดตามหลายแสนคน โดยบางโพสต์ใช้ภาพการชุมนุมประท้วงของแรงงานเขมรที่สร้างขึ้นโดย AI เป็นภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจ 

เมื่อใช้เครื่องมือ Whopostedwhat ตรวจสอบเนื้อหาในบัญชีโซเชียลมีเดียของอินฟลูเอ็นเซอร์และบุคคลสำคัญของกัมพูชาที่ถูกอ้างชื่อ และตรวจสอบรายงานข่าวของสำนักข่าวกัมพูชา 3 แห่ง คือ Cambodianess The Cambodia Daily และ Freshnews ไม่พบว่ามีผู้ใดเรียกร้องเช่นนี้และไม่มีการชุมนุมประท้วงของแรงงานเขมรทั้งในไทยและกัมพูชา

นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ตรวจสอบกับผู้สื่อข่าวในประเทศกัมพูชา ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีใครออกมาเรียกร้องหรือแถลงข่าวในประเด็นนี้เลย

อินฟลูเอ็นเซอร์และบุคคลสำคัญของกัมพูชาที่ถูกอ้างเท็จว่าออกมาเรียกร้องสิทธิ์สวัสดิการของรัฐและขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้แรงงานกัมพูชา ได้แก่ 

  • บอยเขมร อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวเขมรที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในติ๊กตอกและยูทูบ (Makaraboy)  
  • ปรัก สุคน (ប្រាក់ សុខុន – Prak Sokhonn) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา
  • เฮง ซัวร์ (H.E. Heng Sour) รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน
  • ฮุน มานี (Hun Many) รองนายกรัฐมนตรี
  • สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน (Samdech Hun Sen) อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภากัมพูชา
  • เพชร จันมุนี (Pich Chanmony) สตรีหมายเลข 1 ภรรยาของฮุน มาเน (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)
  • กษัตริย์นโรดมสีหนุ (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)
  • บุน รานี (Bun Rany) ภรรยาของฮุน เซน (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)

วันที่ 26 พ.ค. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ตรวจสอบเนื้อหานี้และได้ข้อสรุปว่าเป็น “ข่าวปลอม” 

“ปัจจุบันไม่มีการรวมตัวประท้วงใดจากฝั่งกัมพูชา และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไทยช่วยไทยพลัส ก็เป็นนโยบายเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น” ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ระบุและขอความร่วมมือประชาชนไม่ส่งต่อเนื้อหานี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคม แต่ข่าวปลอมนี้ก็ยังแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง

โพสต์แรกอ้าง “บักบอย” ขอคนละครึ่งพลัส

ข้อความบิดเบือนดังกล่าวปรากฏบนเฟซบุ๊กเป็นครั้งแรกเมื่อ 21 พ.ค. 2569 เวลา 6.46 น. โดยเพจ New Hour ซึ่งเผยแพร่ภาพของ “บักบอย” อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวกัมพูชา ฝังข้อความว่า “บักบอยเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เพราะแรงงานเขมรเองก็ช่วยทำงานในไทย” คำบรรยายในโพสต์อ้างว่าแรงงานเขมรที่รู้จักกันในชื่อ “บักบอย” ได้ออกมาตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการคนละครึ่งรวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ ของรัฐบาลไทยจึงไม่ครอบคลุมกลุ่มแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลังการสร้างตึกสูงระฟ้ามากมายในประเทศไทย

“เมื่อคนไทยได้รับสิทธิประโยชน์ใด ๆ แรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานในไทยก็ควรมีสิทธิได้รับอย่างเท่าเทียมกัน…” เพจเฟซบุ๊ก New Hour ระบุโดยอ้างว่าเป็นคำพูดของบักบอย


โพสต์ที่อ้างเท็จว่า “บอยเขมร” เรียกร้องคนละครึ่งพลัสให้แรงงานกัมพูชา (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก New Hour, 21 พ.ค. 2569)

จากการตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่ในช่อง ยูทูบ และ ติ๊กตอก “Makaraboy” ของบักบอยหรือ “บอยเขมร” ไม่พบการโพสต์เนื้อหาดังกล่าว โดยในช่วงเดือน พ.ค. 2569 เขาโพสต์วิดีโอเพียงแค่ 2 ชิ้น เป็นคลิปเล่าข่าวเป็นภาษาเขมรและไทยเกี่ยวกับการค้นพบอาวุธของจีนเทาในไทยและการประท้วงขึ้นค่าเช่าร้านที่ประตูน้ำ

เพจ New Hour มีผู้ติดตามมากกว่า 10,000 บัญชี ข้อความแนะนำเพจระบุว่า “เกาะสถานการณ์รายวัน แอบดูเขมรรายวัน” สร้างขึ้นเมื่อ 6 พ.ค. 2568 มีแอดมินอยู่ในประเทศไทย 1 ราย โพสต์เนื้อหาที่สร้างด้วย AI จำนวนมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาและเปิดรับเงินสนับสนุนจากผู้ชม (subscribe) ด้วย 

นอกจาก New Hour แล้ว เนื้อหาเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊กอื่น ๆ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เช่น เพจเฟซบุ๊ก “พื้นที่ขยี้ข่าว”  ผู้ติดตามมากกว่า 8.5 แสนบัญชีโพสต์เมื่อเวลา 17.46 ของวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “ท่านเปา เล่าข่าว” โพสต์ภาพและข้อความอ้างถึงปรัก สุคน (Prak Sokhonn) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ดังนี้

“ปรัก สุคน ชี้แรงงานเขมรคือกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และมีส่วนช่วยให้ไทยเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดมาจนถึงทุกวันนี้ จึงควรได้รับสิทธิ์ลงทะเบียน ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟสใหม่เช่นกัน ย้ำทำงานหนักไม่แพ้คนไทย ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด”
เพจ “ท่านเปา เล่าข่าว” สร้างขึ้นเมื่อ 30 ต.ค. 2560 มีแอดมินอยู่ไทย 1 ราย เพจนี้มีลักษณะใช้ชื่อคล้ายคลึงกับเพจเล่าข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนผู้ดำเนินการเพจที่มีการสร้างขึ้นในชื่อเดียวกันมากมาย เช่น “ท่านเปา ขยี้ข่าว” และ เพจ “อีซ้อ ขยี้ข่าว”

อินฟลูฯ-สื่อนำไปเผยแพร่ต่อ 

วันที่ 23 พ.ค.เวลา 23.28 น. เพจเฟซบุ๊ก “เส้นทางความรู้” ซึ่งมีแอดมินอยู่ไทย 4 คน โพสต์เนื้อหาที่มีใจความเดียวกัน ภาพประกอบเป็นภาพผู้หญิงชี้หน้าต่อว่า ฝังข้อความ “เขมรโวยไทย โครงการคนละครึ่งไม่แฟร์ คนเขมรทำงานในไทย ทำไมไม่มีสิทธิ์” 

เมื่อคลิกที่ภาพจะลิงก์เข้าไปที่แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ Lazada ซึ่งเป็นลักษณะของโพสต์ที่ใช้เนื้อหาเท็จกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเพื่อหลอกล่อให้ผู้ใช้งานโซเชียลคลิกดูภาพหรืออ่านเนื้อหาต่อ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้ผู้ดูแลเพจ 

เนื้อหาเท็จเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิ์คนละครึ่งของแรงงานกัมพูชานี้ถูกผลิตและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดัดแปลงข้อความและภาพประกอบให้แตกต่างกันเล็กน้อย 

วันที่ 24 พ.ค. หนึ่งวันก่อนการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพจเฟซบุ๊ก “ยิ้มรับ ความสุข” ผู้ติดตาม 417,000 บัญชีโพสต์ข้อความว่า “ฮุน มานี (รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา) ลั่น !! แรงงานกัมพูชาในไทยต้องได้คนละครึ่งพลัสทุกคน เพราะคนกัมพูชาก็เสียภาษีให้ไทย ฉะนั้นต้องได้ ถ้าไม่ได้จะเรียกร้องให้แรงงานเขมรประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลไทย”

วันที่ 25 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก “เศษฟาง” แชร์เนื้อหาบิดเบือนว่า เฮง ซัวร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยจ่ายคนละครึ่งพลัสให้กับแรงงานเขมรทุกคน 

“ถ้าไม่จ่ายจะสั่งให้หยุดงานแล้วประท้วงแบบอดข้าวอดน้ำ จะไม่ยอมกินจนกว่าจะได้สิทธิ์” เพจเฟซบุ๊ก “เศษฟาง” โพสต์ข้อความที่อ้างเท็จว่าเป็นคำพูดของรัฐมนตรีแรงงานกัมพูชา

ขยายผลโดย Top News, The Critics และ “เต้ อาชีวะ”

วันที่ 27 พ.ค. พบว่ามีการใช้ AI สร้างภาพประกอบเนื้อหาเท็จนี้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น ภาพแรงงานเขมรประท้วงและภาพผู้นำไทยและกัมพูชา โดยมีสื่อได้แก่ Top News และ The Critics นำเนื้อหานี้ไปนำเสนอทางช่องยูทูบด้วย 
วันที่ 28 พ.ค. อัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ “เต้ อาชีวะ” แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน ซึ่งเป็นกลุ่มที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์กับแรงงานข้ามชาติได้นำเนื้อหาเท็จนี้มาเผยแพร่ซ้ำโดยพูดในไลฟ์ในเชิงเสียดสีและด่าทอแรงงานกัมพูชาที่ออกมาเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ 1,500 บาท และสิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

เผยแพร่เนื้อหาเท็จ โดยแอบอ้าง “ไทยรัฐ-ผู้จัดการออนไลน์”

วันที่ 30 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก “กระแสวันนี้” โพสต์เนื้อหาเท็จ ใจความเดียวกัน โดยอ้างแหล่งที่มาข้อมูลจากสำนักข่าวไทยรัฐ ผู้จัดการออนไลน์ และกรมประชาสัมพันธ์ข้อความในโพสต์ระบุว่า 

นี่คือวิธีเดียวที่ทำให้ตระกูลฮุนอยู่ได้นาน ด่าคนไทยว่า ‘โจรสยาม’ แต่ขอค่าแรง 1,500 บาท พร้อมสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส ทั้งที่คนไทยเองยังไม่ได้เลย…”

เมื่อตรวจสอบกับเว็บไซต์ของทั้งไทยรัฐ ผู้จัดการออนไลน์และกรมประชาสัมพันธ์ ไม่พบว่ามีการรายข่าวในประเด็นนี้
การแอบอ้างชื่อสำนักข่าวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เป็นวิธีการที่ผู้เผยแพร่เนื้อหาเท็จมักนำมาใช้ เช่น เพจเฟซบุ๊ก “Chimlang” โพสต์เนื้อหาเท็จเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่าฮุน มานีโจมตีไทยว่าเลือกปฏิบัติต่อแรงงานเขมร โดยระบุในแคปชันว่า “ที่มา: ข่าวสด, เดลินิวส์” ซึ่งจากการตรวจสอบช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารของข่าวสดและเดลินิวส์ ไม่พบข่าวดังกล่าว

เพจ “Chimlang” มีแอดมินอยู่ไทย 6 คน ระบุว่า ดำเนินการโดย บริษัท รวยเย็นสบาย จำกัด ตั้งอยู่ที่อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 

ปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ แต่เนื้อหาเท็จยังเผยแพร่ต่อเนื่อง

แม้จะสิ้นสุดระยะเวลาลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัสเมื่อวันที่ 29 พ.ค. แต่เนื้อหาเท็จเรื่องคนกัมพูชาเรียกร้องสิทธิ์ก็ยังคงถูกผลิตและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยอ้างชื่อผู้นำเขมรคนอื่น ๆ เช่น ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา, เพชร จันมุนี ภรรยาฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี, กษัตริย์นโรดมสีหนุและบุน รานี ภรรยาของฮุน เซน

เนื้อหาเท็จสร้างความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติ จากพม่าถึงกัมพูชา

จากการติดตามตรวจสอบเนื้อหาเท็จ-ข้อมูลบิดเบือนที่มุ่งสร้างความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติที่เผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย ผู้เขียนมีข้อสังเกต 3 ประการ ดังนี้ 

1.วาทกรรมบิดเบือนสร้างความไม่พอใจต่อ “แรงงานต่างด้าว” คล้ายคลึงกับกรณีบิดเบือนเรื่องแรงงานพม่าเมื่อปี 2568 

เนื้อหาเท็จเรื่องแรงงานเขมรเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานไทยที่เผยแพร่ในช่วงเดือน พ.ค. 2569 นี้มีเนื้อหาคล้ายกับเนื้อหาบิดเบือนเรื่องการขอขึ้นค่าแรงของแรงงานเมียนมาที่เผยแพร่ช่วงวันที่ 5-8 ม.ค. 2568 ซึ่งมีการแชร์คลิป “พม่าเรียกค่าแรง 600-700 บาท” อย่างกว้างขวางบนเฟซบุ๊ก

การบิดเบือนเนื้อหาทั้งสองกรณีสร้างวาทกรรมว่า แรงงานต่างด้าวเรียกร้องค่าแรงที่สูงกว่าแรงงานไทยอย่างมาก โดยการกุคำพูดหรือบิดเบือนคำพูดของผู้นำแรงงานหรือบุคคลสำคัญขึ้นมา หรือนำคลิปคำพูดมาเผยแพร่ซ้ำโดยขาดบริบทเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ประกอบกับใช้ภาพการชุมนุมของแรงงาน ซึ่งเป็นการชุมนุมในเรื่องอื่นหรือเป็นรูป AI มาปลุกเร้าอารมณ์คนไทยให้รู้สึกว่าแรงงานต่างด้าวเรียกร้องเกินเลย ได้คืบเอาศอกและก้าวร้าวรุนแรง

ผลกระทบจากเนื้อหาบิดเบือนทั้งสองกรณีนำไปสู่ ความไม่พอใจของผู้ใช้งานโซเชียลไทยต่อแรงงานต่างด้าวและเสริมกระแสชาตินิยม 

2. พัฒนาการของเทคนิคการสร้างเนื้อหาเท็จ/บิดเบือน

เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาเท็จ/บิดเบือนประเด็นแรงงานต่างด้าวเมื่อปี 2568 พบว่า เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่ในปี 2569 ใช้ AI สร้างภาพประกอบเนื้อหามากขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดึงดูดความสนใจและทำให้เนื้อหาดูมีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น 

ตัวอย่างเช่น เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่เมื่อ 29 พ.ค. ใช้ AI สร้างภาพผู้ประท้วงชาวไทย คัดค้านการให้โครงการคนละครึ่งพลัสแก่แรงงานเขมร คล้ายกับภาพสร้างจาก AI เรื่องการคัดค้านให้ศึกษาลูกแรงงานอพยพ ที่เผยแพร่เมื่อ 28 ก.พ. 2569 เผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊ก “ไทยไม่ทน” ภาพทั้งสองปรากฏลายน้ำการใช้ AI Gemini ที่มุมขวาล่าง 

(ภาพซ้าย) เนื้อหาบิดเบือนเรื่องการศึกษาลูกแรงงานอพยพเมื่อ 28 ก.พ. 2569 เผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊ก “ไทยไม่ทน” 
(ภาพขวา) เนื้อหาบิดเบือนเรื่องแรงงานเขมรต้องการคนละครึ่ง เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้งาน “อุ้ย จันทร์” 


นอกจากนี้ ยังพบการแอบอ้างชื่อสำนักข่าวว่าเป็นแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งที่ไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าวจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ที่น่ากังวลกว่านั้นคือการอ้างชื่อสำนักข่าวทำให้ AI มีแนวโน้มที่อ้างอิงเนื้อหาเท็จนี้ต่อโดยไม่ตรวจสอบหรือแจ้งเตือนว่าเป็นเท็จเพราะมีการอ้างที่มาจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ 

3) ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียไม่รู้เท่าทันข่าวปลอม

เนื้อหาเท็จที่ปลุกปั่นความเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้านพร้อมกับปลุกเร้ากระแสชาตินิยมมักได้รับความสนใจจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย หลายโพสต์มีผู้เข้ามาแสดงอารมณ์ความรู้สึกร่วมหลายพันคอมเมนต์ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมดว่าความเห็นเหล่านี้เป็นของผู้ใช้งานจริงหรือเป็นเครือข่ายบัญชีที่ร่วมกันเผยแพร่เนื้อหาเท็จเพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนไม่น้อยที่แสดงออกว่าเชื่อว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นความจริง นำไปสู่การแสดงความไม่พอใจ ความเกลียดชัง ด่าทอแรงงานต่างด้าวด้วยถ้อยคำหยาบคายโดยไม่มีการตรวจสอบหรือตั้งคำถามว่าเนื้อหานั้นเป็นจริงหรือไม่

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง








จี้ กสทช. เร่งกำหนดอนาคตฟรีทีวี ก่อนหมดใบอนุญาตปี 2572 ชี้ยังเป็นบริการสาธารณะและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

รายการ Cofact Live Talk ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Cofact โคแฟค’ พูดคุยในประเด็น ‘ฟรีทีวีไทย (ต้อง) ไปต่อ หรือ (ไม่)พอแค่นี้’ ร่วมพูดคุยกับ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภูมิทัศน์สื่อในยุคดิจิทัล

สุภิญญาอธิบายว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบโทรทัศน์หลัก 4 รูปแบบ ได้แก่ โทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี และ IPTV หรือโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันยังมีบริการเผยแพร่เนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ OTT (Over-the-Top) ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับชมสื่อของประชาชน แต่ยังคงมีข้อถกเถียงว่ากลุ่มนี้ กสทช. มีอำนาจกำกับดูแลหรือไม่  แต่โทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินยังถือเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. อย่างชัดเจน เนื่องจากใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะของประเทศ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏแผนงานหรือแนวทางที่ชัดเจนว่าหลังจากใบอนุญาตประกอบกิจการหมดอายุในปี 2572 แล้ว จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

อดีตกรรมการ กสทช. ระบุว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคในวงเสวนา พบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ยังคงพึ่งพาโทรทัศน์ดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสารและความบันเทิง เพราะผู้สูงอายุไม่สะดวกในการรับชมรายการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งมีการเปรียบเทียบว่าค่าบริการอินเตอร์เน็ตรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาท เท่ากับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั้งเดือน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ทุกคนไปรับชมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ เว้นแต่รัฐจะถือว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก

อีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนอาจมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะมาลงทุนในฟรีทีวีเพราะมีผู้รับชมน้อย แต่จริงๆ ไม่น้อย เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ทำให้โฆษณาย้ายออกจากสื่อโทรทัศน์ไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ แทน หากวันนี้เราออกไปสำรวจพื้นที่จริงๆ ก็ยังเห็นโทรทัศน์อยู่คู่ครัวเรือน  

แม้ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์หลายแห่งจะประสบปัญหาด้านรายได้และต้องเผชิญภาวะขาดทุน แต่ยังคงดำเนินกิจการต่อไป เพราะตระหนักถึงบทบาทของสื่อในฐานะบริการสาธารณะ (Public Service) ที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และความบันเทิงแก่ประชาชนในวงกว้าง  ด้วยเหตุนี้ รูปแบบการกำกับดูแลและการออกใบอนุญาตในอนาคตจึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการประมูล การกำหนดค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขการประกอบกิจการ โดยต้องคำนึงถึงมิติของการบริการสาธารณะควบคู่ไปกับมิติทางธุรกิจ

สุภิญญายังยกตัวอย่างการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมที่สามารถออกแบบรูปแบบการแข่งขันและการประมูลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดได้ พร้อมตั้งคำถามว่า หากปล่อยให้เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ใบอนุญาตหมดอายุโดยไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า แล้วเกิดปัญหาช่องโทรทัศน์จอดำขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน

“ขนาดการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาที่สัญญาณขัดข้องเพียงไม่กี่นาที ยังสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก หากเกิดปัญหากับระบบโทรทัศน์ในวงกว้าง ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงกว่านั้น ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้องร่วมกันส่งเสียงให้ กสทช. เร่งกำหนดแนวทางที่ชัดเจน”สุภิญญากล่าว

นอกจากประเด็นด้านนโยบายแล้ว สุภิญญายังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเปลี่ยนผ่านจากโทรทัศน์ระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัลใช้เวลานานหลายสิบปี ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสื่อสังคมออนไลน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี  แม้สื่อออนไลน์จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและหลากหลายมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาข้อมูลล้นเกิน ข่าวปลอม ความขัดแย้งทางสังคม รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความสมดุลของการใช้สื่อในชีวิตประจำวัน

‘หากทุกคนต้องไปแข่งในออนไลน์หมด เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์หมด 10 ล้านคน แล้วใครจะดู? มีแต่คนทำคอนเทนต์ มีแต่คนขายของ มันก็ต้องปรับสมดุลใหม่ให้ดึงกลับมามากขึ้น แล้วก็สร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มด้วย เพราะถ้าเราไปอยู่ในออนไลน์กันหมด ถ้าวันหนึ่งเขามีอำนาจต่อรองมากๆ เขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แล้วถ้ามันล่มขึ้นมาเราจะต้องพึ่งพาใคร?’สุภิญญากล่าว

ในช่วงท้าย ผู้แทนภาคประชาชนจากสภาองค์กรผู้บริโภค ได้แก่ พนิตา ฟองอ่อน และ ฐิตินัดดา รักกู้ชัย ยืนยันว่ายังมีประชาชนที่ดูโทรทัศน์อยู่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่แม้จะมีโทรศัพท์มือถือแต่ก็ไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเสมอไป เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอาจต้องเก็บไว้ใช้ในเรื่องอื่นที่จำเป็นกว่า อีกทั้งข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์ค่อนข้างเชื่อถือได้มากกว่าทางสื่อออนไลน์ และโทรทัศน์ยังเป็นสื่อที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนในครอบครัวและชุมชนผ่านการรับชมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬา รายการบันเทิง หรือเหตุการณ์สำคัญของประเทศ

ด้าน ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เติบโตในต่างจังหวัด พบว่ายังคงมีประชาชนจำนวนมากที่รับชมโทรทัศน์เป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่นิยมติดตามรายการมวย รายการประกวดร้องเพลง และรายการข่าวขณะที่ผู้ประกอบอาชีพค้าขายจำนวนไม่น้อยยังเปิดโทรทัศน์ไว้เพื่อรับฟังข่าวสารระหว่างทำงาน จึงเห็นว่าฟรีทีวียังจำเป็นต้องมีอยู่ต่อไป

ขณะที่ กัญญาณัฐ เดอ ลา เปญา จากมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) กล่าวว่า แม้คนเมืองจำนวนมากจะเปลี่ยนไปบริโภคสื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ฟรีทีวียังคงมีความจำเป็นในฐานะบริการสาธารณะที่ช่วยให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี

Screenshot

เร่ง กสทช. วางแผนก่อนฟรีทีวีจอดำปี 2572 ย้ำเป็นสิทธิพื้นฐานประชาชน จี้แพลตฟอร์มออนไลน์รับผิดชอบสังคม

4 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี กรุงเทพมหานคร ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมและแถลงข่าวหัวข้อ “อนาคตฟรีทีวี กับสิทธิการรับข่าวสาร และการกำกับธรรมาภิบาลสื่อสังคมออนไลน์” โดยเวทีดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่ออนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ซึ่งใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางรองรับในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการคุ้มครองผู้บริโภค

หนานชัย น้อยสัญญา ตัวแทนชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าโทรทัศน์ดิจิทัลยังมีบทบาทสำคัญต่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนรายได้น้อยในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ยังพึ่งพาข่าวสารจากทีวีดิจิทัลมากกว่าสื่อออนไลน์ หากวันหนึ่งทีวีดิจิทัลไม่สามารถออกอากาศได้ จะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างมาก’ นายหนานชัยกล่าว

ด้านธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า โทรทัศน์ดิจิทัลเป็นสื่อสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งด้านข่าวสาร ความบันเทิง และการแจ้งเตือนภัย อีกทั้งหลายรายการยังมีบริการล่ามภาษามือ ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยินเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม จึงควรเร่งจัดทำแผนรองรับก่อนถึงปี 2572

พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) กสทช. กล่าวว่า ควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำกับดูแลบริการแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ให้สามารถรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นพร้อมย้ำว่า โทรทัศน์และวิทยุยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารสาธารณะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและการแจ้งเตือนภัยที่ต้องเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงเพจปลอมและการหลอกลวงออนไลน์ จึงควรมีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

แพลตฟอร์มที่มีรายได้จำนวนมหาศาลจากการโฆษณาและการค้าขายออนไลน์ ควรมีระบบตรวจสอบและคัดกรองบัญชีหรือเพจที่เข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงร่วมรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายกับผู้บริโภค ดร.ศรีดากล่าว

ด้านเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า อนาคตของฟรีทีวีไทยยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากแผนแม่บทด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งที่ฟรีทีวีมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตรายเดือน

ปัจจุบันโอกาสรอดของทีวีดิจิทัลก็ถูกพูดถึงมากว่าขาดการสนับสนุนและส่งเสริมทั้งจากภาครัฐหรือหน่วยงานอย่าง กสทชที่ไม่เห็นความสำคัญ และอีกหลายเรื่องที่ทำให้การแข่งขันของทีวีดิจิทัลถูกลดทอนลงไป เป็นการครองความใหญ่ของทุนข้ามชาติของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่มีบทบาทอย่างสำคัญในสังคมไทย เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วง เมธา กล่าว

ขณะที่ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar กล่าวว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงโฆษณาเว็บพนันและเนื้อหาที่สร้างความเสียหายต่อสังคม พร้อมพัฒนาระบบยืนยันตัวตนที่โปร่งใส เพื่อจะได้รู้ตัวผู้กระทำผิด เช่น การเผยแพร่เนื้อหาโจมตีกันโดยใช้ข้อมูลที่ผิด อีกทั้งการเผยแพร่ควรให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือมากกว่าความเร็ว สนับสนุนเนื้อหาที่มีหลักฐานอ้างอิงและกลไกตรวจสอบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

ควรพัฒนาระบบกลั่นกรองในการเข้าใจภาษาบริบท รวมถึงเข้าใจในความเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา เพื่อให้มีการบังคับใช้เป็นรูปแบบหรือแพลตฟอร์ม หรือเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายควรมีช่องทางสนับสนุนสำหรับสื่อหรือองค์กรและผู้สร้างเนื้อหาที่ทำงานในประเด็นสาธารณะ เช่น ระบบรายงานข้อมูลเท็จที่มีประสิทธิภาพ อย่างโคแฟคนำเสนอข้อมูลที่เช็คแล้ว เป็นความจริงแล้ว กลับกลายเป็นได้ยอดการมีส่วนร่วม (Engage) น้อยมาก เหมือนแพลตฟอร์มไม่ดันข้อเท็จจริงให้สู่ประชาชน กับบางกลุ่มที่เป็นข่าวลวง หรือความจริงครึ่งเดียวกลับได้รับยอดการมีส่วนร่วมดีมาก ณภัทรกล่าว


สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ข้อเสนอจากเวทีเสวนาจะถูกนำเสนอต่อ กสทช. ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดทำแผนรองรับอนาคตฟรีทีวีในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และการกำหนดมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เด็กและเยาวชน รวมถึงความปลอดภัยสาธารณะ  

เราอาจต้องทำงานรณรงค์กับผู้บริโภคด้วยกันด้วยว่าให้หันมาสนับสนุนสื่อวิทยุ – ทีวีของคนไทยมากขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เรียกร้องให้ประชาชนร่วมสนับสนุนสื่อคุณภาพ และลดการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาประเภทคลิกเบต (Clickbait) หรือข่าวลวง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมไปสู่การส่งเสริมข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้นจะเป็นการแสดงพลังของผู้บริโภคที่ทำให้แพลตฟอร์มอาจต้องปรับตัว   สุภิญญา กล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

เร่ง กสทช. วางแผนก่อนฟรีทีวีจอดำปี 2572 ย้ำเป็นสิทธิพื้นฐานประชาชน จี้แพลตฟอร์มออนไลน์รับผิดชอบสังคม

กองบรรณาธิการโคแฟค

4 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี กรุงเทพมหานคร ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมและแถลงข่าวหัวข้อ “อนาคตฟรีทีวี กับสิทธิการรับข่าวสาร และการกำกับธรรมาภิบาลสื่อสังคมออนไลน์”

เวทีเสวนานี้จัดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่ออนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ซึ่งใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางรองรับในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการคุ้มครองผู้บริโภค

หนานชัย น้อยสัญญา ตัวแทนชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าโทรทัศน์ดิจิทัลยังมีบทบาทสำคัญต่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนรายได้น้อยในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

“ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ยังพึ่งพาข่าวสารจากทีวีดิจิทัลมากกว่าสื่อออนไลน์ หากวันหนึ่งทีวีดิจิทัลไม่สามารถออกอากาศได้ จะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างมาก” นายหนานชัยกล่าว

ด้าน ธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า โทรทัศน์ดิจิทัลเป็นสื่อสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งด้านข่าวสาร ความบันเทิง และการแจ้งเตือนภัย อีกทั้งหลายรายการยังมีบริการล่ามภาษามือ ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยินเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม จึงควรเร่งจัดทำแผนรองรับก่อนถึงปี 2572

พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) กสทช. กล่าวว่า ควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำกับดูแลบริการแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ให้สามารถรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมย้ำว่าโทรทัศน์และวิทยุยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารสาธารณะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและการแจ้งเตือนภัยที่ต้องเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สุภิญญา กลางณรงค์ และ พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงเพจปลอมและการหลอกลวงออนไลน์ จึงควรมีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

“แพลตฟอร์มที่มีรายได้จำนวนมหาศาลจากการโฆษณาและการค้าขายออนไลน์ ควรมีระบบตรวจสอบและคัดกรองบัญชีหรือเพจที่เข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงร่วมรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายกับผู้บริโภค” ดร.ศรีดากล่าว

ด้านเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า อนาคตของฟรีทีวีไทยยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากแผนแม่บทด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งที่ฟรีทีวีมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตรายเดือน

“ปัจจุบันโอกาสรอดของทีวีดิจิทัลก็ถูกพูดถึงมากว่าขาดการสนับสนุนและส่งเสริมทั้งจากภาครัฐหรือหน่วยงานอย่าง กสทช. ที่ไม่เห็นความสำคัญ และอีกหลายเรื่องที่ทำให้การแข่งขันของทีวีดิจิทัลถูกลดทอนลงไป เป็นการครองความใหญ่ของทุนข้ามชาติของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่มีบทบาทอย่างสำคัญในสังคมไทย เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วง” เมธากล่าว

ขณะที่ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar กล่าวว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงโฆษณาเว็บพนันและเนื้อหาที่สร้างความเสียหายต่อสังคม พร้อมพัฒนาระบบยืนยันตัวตนที่โปร่งใส เพื่อจะได้รู้ตัวผู้กระทำผิด เช่น การเผยแพร่เนื้อหาโจมตีกันโดยใช้ข้อมูลที่ผิด อีกทั้งการเผยแพร่ควรให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือมากกว่าความเร็ว สนับสนุนเนื้อหาที่มีหลักฐานอ้างอิงและกลไกตรวจสอบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

“ควรพัฒนาระบบกลั่นกรองในการเข้าใจภาษา บริบท รวมถึงเข้าใจในความเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา เพื่อให้มีการบังคับใช้เป็นรูปแบบหรือแพลตฟอร์ม หรือเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายควรมีช่องทางสนับสนุนสำหรับสื่อหรือองค์กรและผู้สร้างเนื้อหาที่ทำงานในประเด็นสาธารณะ เช่น ระบบรายงานข้อมูลเท็จที่มีประสิทธิภาพ อย่างโคแฟคนำเสนอข้อมูลที่เช็คแล้ว เป็นความจริงแล้ว กลับกลายเป็นได้ยอดการมีส่วนร่วม (engage) น้อยมาก เหมือนแพลตฟอร์มไม่ดันข้อเท็จจริงให้ประชาชน ขณะที่ข่าวลวงหรือความจริงครึ่งเดียวกลับได้รับยอดการมีส่วนร่วมดีมาก” ณภัทรกล่าว

ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ข้อเสนอจากเวทีเสวนาจะถูกนำเสนอต่อ กสทช. ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดทำแผนรองรับอนาคตฟรีทีวีในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และการกำหนดมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เด็กและเยาวชน รวมถึงความปลอดภัยสาธารณะ

“เราอาจต้องทำงานรณรงค์กับผู้บริโภคด้วยกันด้วยว่าให้หันมาสนับสนุนสื่อวิทยุและทีวีของคนไทยมากขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เรียกร้องให้ประชาชนร่วมสนับสนุนสื่อคุณภาพ และลดการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาประเภทคลิกเบต (clickbait) หรือข่าวลวง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมไปสู่การส่งเสริมข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น จะเป็นการแสดงพลังของผู้บริโภคที่ทำให้แพลตฟอร์มอาจต้องปรับตัว” สุภิญญากล่าว

คลิป “สนธิ-ปานเทพ” นำมวลชนยื่นหนังสือถึงนายกฯ ปี 68 ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมไล่รัฐบาลอนุทิน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชุมนุมขับไล่ “รัฐบาลหัวใจเขมร” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** เป็นคลิปเก่าเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มิ.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย คริษฐ์ ปรีชญาวรสกุล” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 23 วินาที เป็นภาพกลุ่มคนถือธงชาติรวมตัวบริเวณหน้าอาคารแห่งหนึ่ง ฝังข้อความในคลิปว่า “ขับไล่รัฐบาลออกไป ส่งกำลังให้ทหารไทย” และมีข้อความบรรยายทำนองเชิญชวนให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ทุจริตและแสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง และติดแฮชแท็กสนับสนุนให้ทหารทำการปฏิวัติ (ลิงก์บันทึก)

ณ วันที่ 3 มิ.ย. 2569 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมกว่า 20,000 ครั้ง ถูกแชร์มากกว่า 500 ครั้ง และมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่เข้าใจว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพในคลิปดังกล่าวตรงกับคลิปที่เคยเผยแพร่โดยผู้ใช้ติ๊กตอกและภาพนิ่งที่เฟซบุ๊ก “มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน” โพสต์เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ที่สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย นำมวลชนกลุ่มหนึ่งมายื่นหนังสือถึงแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติให้เป็นรูปธรรมกรณีไทย-กัมพูชา ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “นาย คริษฐ์ ปรีชญาวรสกุล” นำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินในเดือน มิ.ย. 2569 (ซ้าย) กับคลิปการชุมนุมยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลที่เผยแพร่โดยผู้ใช้ติ๊กตอกเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 (ขวา)
เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “นาย คริษฐ์ ปรีชญาวรสกุล” นำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินในเดือน มิ.ย. 2569 (ซ้าย) กับภาพนิ่งที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน” เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 (ขวา)

สื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ แนวหน้า ผู้จัดการ อมรินทร์ทีวี รายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้แสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตยกรณีความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชา โดยยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในขณะนั้น เช่น ต้องไม่ยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, ยกเลิก MOU43 และ 44 รวมถึงเรียกร้องให้กองทัพประกาศกฎอัยการศึกหากสถานการณ์เลวร้ายลง

การนำคลิปเหตุการณ์ในอดีตมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้รายละเอียดประกอบและให้บริบทที่คลุมเครือเช่นนี้เป็นการจงใจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในปัจจุบัน 

ผู้ใช้เฟซบุ๊กอ้างโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. “มัลลิกา” มาอันดับ 1 “นิด้าโพล” ระบุเป็นเนื้อหาเท็จ ยังไม่มีการสำรวจประเด็นนี้

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผลสำรวจนิด้าโพล “มัลลิกา” เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ณ วันที่ 2 มิ.ย. 2569 นิด้าโพลยังไม่ได้ทำการสำรวจความนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม.  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มิ.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พร้อมข้อความอ้างผลการสำรวจของนิด้าโพลที่พบว่ามัลลิกามีคะแนนนิยมสูงเป็นอันดับ 1 (ลิงก์บันทึก)

ณ วันที่ 2 มิ.ย. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์แล้วกว่า 50 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ยืนยันกับโคแฟคเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 ว่ายังไม่ได้ทำการสำรวจความนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. หรือทำนายผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ข้อความที่อ้างผลการสำรวจของนิด้าโพลในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเนื้อหาเท็จ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2569 นิด้าโพลล์เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ทั้งหมด 2 หัวข้อ คือ  

▪️ “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 น่าตื่นเต้นไหม”  (เผยแพร่วันที่ 10 พ.ค. 2569) ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 32.59) ระบุว่าการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 นี้ “ไม่น่าตื่นเต้น เพราะพอจะคาดเดาได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับการเลือกตั้ง”

▪️ “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระหรือสังกัดพรรค” (เผยแพร่วันที่ 31 พ.ค. 2569) ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.96) มีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง

การสำรวจทั้งสองครั้งนี้ ไม่ได้กล่าวถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นรายบุคคลแต่อย่างใด 

ทำความรู้จักโควิดสายพันธุ์ NB 1.8.1 ระบาดหนักในสิงคโปร์ แต่ไม่รุนแรงกว่าสายพันธ์ุอื่น ป้องกันตัวได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

หมายเหตุ: รายงานนี้เผยแพร่วันที่ 2 มิ.ย. 2569 สถานการณ์การระบาดของโรคอาจเปลี่ยนแปลง ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

“ขอให้งดการเดินทางและกิจกรรมทุกประเภทที่ไม่จำเป็น กระทรวงสาธารณะสุขแจ้งเตือนว่า โควิดและไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก วิธีป้องกันคือ ต้องรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกลำคอ อย่าให้ลำคอแห้ง ดังนั้นห้ามทนกระหายน้ำ เพราะถ้าเยื่อเมือกลำคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อรู้สึกกระหายน้ำก็ดื่ม ไม่ต้องคำนึงหรือทนกระหายแม้พักนึง แต่ละครั้งให้ดื่มน้ำอุ่น 50-80 ซีซี สำหรับเด็กดื่ม 30-50 ซีซี ควรจะเตรียมน้ำไว้ใกล้มือพร้อมดื่ม ไม่จำเป็นต้องดื่มมาก ๆ เอาแค่ทำให้เยื่อเมือกลำคอไม่แห้งเป็นใช้ได้ 

“ละเว้นไปสถานที่ที่มีคนหนาแน่นชั่วคราว งดใช้บริการรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารมวลชน ถ้าจำเป็นก็ให้ใส่หน้ากากอนามัย , อาหารทอด รสจัด ควรงดรับประทานชั่วคราว , กินวิตามินซีให้ครบถ้วน , ศูนย์ควบคุมโรคระบาดแจ้งถึงจุดเด่นของไข้หวัดใหญ่ดังนี้ 1.มีไข้ขึ้นอย่างรวดเร็วและลดยาก ไข้ลดแล้วก็ขึ้นอีก 2.หลังเป็นไข้ ก็จะเริ่มไอ และเป็นต่อเนื่องนาน 3.เด็กจะเป็นกันมาก 4.ผู้ใหญ่มีอาการหลอดลมรุนแรง พ่วงด้วยปวดศีรษะและลำตัว 5.การระบาดรุนแรง 

“กระทรวงสาธารณสุข ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการไปท่องเที่ยว 6 ประเทศ เป็นเวลา 3 เดือน ดังนี้ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และ สิงคโปร์ และจังหวัดเฝ้าระวัง เวลาเดินทาง 8 จังหวัดคือ กทม. สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย  ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และภูเก็ต ขอให้ผู้ปกครองทุกท่านใส่ใจป้องกันทั้งเด็กและผู้สูงวัยในครอบครัว ขณะนี้เป็นระยะระบาดที่สูงสุด สะดวกก็ช่วยกันแชร์ครับ

ข้อความข้างต้นนี้ถูกแชร์กันมากในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็น “ข่าวลวง” ที่กลับมา “วนซ้ำ” อีกครั้ง โดยข้อความเดียวกันนี้ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงไปแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566, วันที่ 21 ก.พ. 2568 และวันที่ 9 พ.ค. 2568 ว่าไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การกลับมาของข่าวลวงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศสิงคโปร์กำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่พบผู้ติดเชื้อสูงหลักหมื่นราย

ข้อความเดียวกันเคยถูกส่งต่อและกรมควบคุมโรคเคยชี้แจงหลายครั้งแล้วว่าเป็นข่าวลวง (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข“)

สถานการณ์โควิด-19 ในสิงคโปร์เป็นอย่างไร?

สำนักงานโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (Communicable Diseases Agency: CDA) รายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ว่า ช่วงวันที่ 10-16 พ.ค. 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่พบผู้ติดเชื้อ 8,000 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจาก 56 รายเป็น 73 รายต่อวัน โดยพบว่าไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดนั้นเป็นสายพันธุ์ NB 1.8.1

อย่างไรก็ตาม CDA ย้ำว่า วัคซีนโควิด-19 ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นยังมีประสิทธิภาพในการรับมือ พร้อมกับแนะนำกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ (ประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป) ประชากรกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงทางการแพทย์ (อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) บุคลากรทางการแพทย์ บุคคลที่ต้องดูแลหรือทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้ที่ทำงานในสถานสงเคราะห์คนชรา) ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น 1 โดส นับจากที่เคยฉีดเข็มก่อนหน้าไปแล้ว 1 ปี และขอให้รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ-จาม เจ็บคอ ปวดศีรษะ มีไข้ ลดการเดินทางหรือการพบปะบุคคลอื่นโดยไม่จำเป็นหากมีอาการป่วย

The Straits Times ซึ่งเป็นสำนักข่าวในสิงคโปร์รายงานเพิ่มเติมในวันที่ 29 พ.ค. 2569 ว่า CDA เปิดเผยจำนวนผู้ติดเชื้อระหว่างวันที่ 17-23 พ.ค. 2569 อยู่ที่ 15,700 ราย และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่ที่ 98 รายต่อวัน ถึงกระนั้น “ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่ระบาดเป็นสายพันธุ์หลักในขณะนี้ไม่ได้แตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยระบาดก่อนหน้าในแง่อาการของผู้ติดเชื้อ” ตามที่ Lim Poh Lian รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการกลุ่มโครงการโรคติดต่อของ CDA ให้ข้อมูล

“หลักฐานในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าอาการที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ NB.1.8.1 ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับอาการที่พบในระลอกก่อน ๆ หรือสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีตั้งแต่โรคทางเดินหายใจส่วนบนที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดหัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และในบางกรณีมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่า NB.1.8.1 หรือสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันนั้น สามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่า หรือก่อให้เกิดโรคที่มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่เคยแพร่ระบาดมาก่อน’ รศ.Lim กล่าว

ผู้อำนวยการกลุ่มโรคติดต่อของ CDA ยังกล่าวด้วยว่าเนื่องจากโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นในสิงคโปร์เช่นเดียวกับโรคระบบทางเดินหายใจประจำถิ่นอื่น ๆ จึงคาดว่าจะมีการระบาดเป็นระลอก ๆ ตลอดทั้งปี พร้อมกับย้ำว่า วัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ NB.1.8.1 จึงขอให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงและบุคคลที่ทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยงไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นนับจากที่เคยฉีดเข็มก่อนหน้าไปแล้ว 1 ปี

เชื้อโควิด-19 ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ที่ระบาดในไทยช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (ที่มา : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)

โควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 เป็นสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่ใช่” มีรายงานการค้นพบสายพันธ์ุนี้มาตั้งแต่ปี 2568 แล้ว ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) ที่ได้มาจากสายพันธุ์ลูกผสม XDV.1.5.1 โดยมีตัวอย่างแรกสุดที่เก็บได้เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2568 ซึ่ง NB.1.8.1 เป็น 1 ใน 6 สายพันธุ์ภายใต้การเฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring: VUM) ที่ WHO ติดตาม โดยได้รับการกำหนดให้เป็น VUM เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568

“เมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่มีอยู่ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมที่เกิดจาก NB.1.8.1 นั้นได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำในระดับโลก วัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้อยู่ในขณะนี้คาดว่าจะยังคงมีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์นี้ในการป้องกันอาการและโรคที่รุนแรง แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยและการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นพร้อมกันในบางประเทศที่ NB.1.8.1 แพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง แต่ข้อมูลปัจจุบัน (พฤษภาคม 2568) ไม่ได้บ่งชี้ว่าสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่” รายงานของ WHO ระบุ

สอดคล้องกับข้อมูลในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยว่า ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิด-19 ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 พบว่า เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์โอมิครอน กลายเป็นสายพันธุ์หลักอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม

กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568-23 เม.ย. 2569 พบว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 50.95 จากตัวอย่างที่ตรวจพบ

“ปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น” กรมควบคุมโรคระบุในรายงาน

เปรียบเทียบอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19
(ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข” ข้อมูลวันที่ 2 ธ.ค. 2566)

ไข้หวัดใหญ่กับโควิด-19 ต่างกันอย่างไร?

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจจะระบาดหนักเป็นประจำทุกปี วันที่ 30 พ.ค. 2569 กรมควบคุมโรคออกประกาศเตือนเนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง สภาพอากาศชื้นแฉะ และอาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยสุขภาพต่าง ๆ

โดยในส่วนของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ กรมควบคุมโรคกล่าวถึง 4 โรค คือ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อไวรัส RSV และโควิด-19 ซึ่งมักแพร่กระจายได้ง่ายในช่วงอากาศชื้นและในสถานที่แออัด อาการสำคัญ ได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก บางรายเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย หากมีอาการป่วยควรหยุดพักรักษาตัว และเข้ารับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อมูลจากคู่มือ คำแนะนำและมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 ฉบับวันที่ 16 พ.ค. 2568 โดยกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ที่แจกจ่ายไปตามสถานศึกษา สถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ค่ายทหาร อธิบายความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ไว้ดังนี้

ไข้หวัดใหญ่: เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ มีการระบาดเป็นครั้งคราว เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โรคนี้มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา และมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้มากกว่า อาการที่พบบ่อย คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส (Influenza virus) โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ สามารถจำแนกสายพันธุ์ออกเป็น 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C ระยะฟัก ตัว 1 – 4 วัน เฉลี่ย 2 วัน สามารถแพร่กระจายโดยการหายใจเอาเชื้อไวรัสในฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย จากการไอจามรดกันเข้าไป และได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือจากการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน

โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุจมูก ตา และปาก ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มีอาการแตกต่างกันตามอายุ โดยในกลุ่มเด็กโต และวัยรุ่นจะมีอาการของไข้สูงเฉียบพลัน (อุณหภูมิ 38 – 39 องศาเซลเซียส) หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว และกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังต้นแขน ต้นขา มีน้ำมูกใส คัดจมูก ไอแห้ง เจ็บคอ และเบื่ออาหาร ส่วนในเด็กเล็กจะมีไข้สูงร่วมกับอาการทางระบบอื่น เช่น ถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน และชักจากไข้สูง บางรายสามารถหายเองได้ใน 5 – 7 วัน หรือหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ทันที

โควิด-19: หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่า Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2 หรือ SARS-CoV-2 โดยมีสมมติฐานว่าไวรัสอาจจะมีแหล่งเริ่มต้นจากค้างคาว และกลายพันธุ์ผ่านสัตว์ตัวกลาง กลายเป็นไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคในคน โดยโรคโควิด-19 มีการแพร่เชื้อระหว่างคนในลักษณะเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ เข้าสู่ร่างกายทาง ปาก จมูก ตา โดยไวรัสจะเข้าไปเกาะติดและเข้าไปแบ่งตัวในเซลล์ของเยื่อบุทางเดินหายใจ ระยะฟักตัว 2-14 วัน

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจลำบาก เกิดภาวะแทรกซ้อนรวมไปถึงปอดบวม และกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน กลุ่มเสี่ยง (608) ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่หากป่วยด้วยโควิด-19 แล้วอาจมีอาการรุนแรงได้

ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 มีมาตรการในการป้องกันตนเองไม่ให้ป่วย ที่สำคัญ คือ การรักษาระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือบ่อย ๆ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “มาตรการ DMH” — D: Distancing คือ การรักษาระยะห่าง M: Mask Wearing คือ การสวมหน้ากากอนามัย และ H: Hand Washing คือ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์

โปสเตอร์เชิญชวนกลุ่มเสี่ยงไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ช่วงวันที่ 1 พ.ค.-31 ส.ค. 2569
(ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”)

วัคซีนโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่

สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ร่วมกับกรมควบคุมโรคเชิญชวนประชากรกลุ่มเสี่ยงเข้ารับบริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วย

  1. หญิงตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ที่แนะนำคือ 12-20 สัปดาห์)
  2. เด็กอายุ 6 เดือนถึงอายุต่ำกว่า 5 ปี
  3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ดังนี้ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
  4. ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
  6. ผู้ป่วยโรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
  7. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

แต่ในส่วนของวัคซีนโควิด-19 จากการสืบค้นข้อมูลไม่พบโครงการเชิญชวนของภาครัฐให้ไปฉีดในปี 2569 ดังนั้นผู้ที่ประสงค์จะฉีดอาจต้องสอบถามไปยังโรงพยาบาลด้วยตนเองว่ามีวัคซีนให้บริการหรือไม่ ซึ่งก็มีความเห็นจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ในบทความเรื่อง “โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่” ระบุว่า เมื่อโรคมีความรุนแรงลดลงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่

“วัคซีนโควิด-19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด-19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ จึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด และอาการข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี” ศ.นพ.ยงกล่าว

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 กำลังระบาดหนักในประเทศสิงคโปร์จริง แต่ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่เพราะมีการค้นพบตั้งแต่ต้นปี 2568 อีกทั้งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขทั้งของสิงคโปร์และไทยเองก็สอดคล้องกันว่าเชื้อสายพันธุ์นี้ไม่ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยระบาดมาก่อนหน้า ส่วนไข้หวัดใหญ่ก็เป็นโรคที่ระบาดตามฤดูกาลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ให้ยึดหลักรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อหรือแพร่เชื้อ

อ้างอิง

เตือนภัย! มิจฉาชีพส่ง SMS หลอกลวงให้กดลิงก์รับเงินโครงการคนละครึ่ง-ไทยช่วยไทยพลัส

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: SMS แนบลิงก์ลงทะเบียน “คนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย” แจก 900 บาท/วัน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ อย่ากดลิงก์เพราะอาจถูกมิจฉาชีพหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่นำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินได้** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25-26 พ.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแจ้งว่าได้รับ SMS ข้อความว่า “แจก 900/วัน คนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย ถอนได้จริงยืนยันแล้ว” พร้อมแนบลิงก์ให้กดเข้าไปดำเนินการ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: SMS นี้ถูกส่งเข้าโทรศัพท์มือถือในช่วงที่รัฐบาลเปิดลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ย้ำว่ารัฐบาลเปิดลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น และจะไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 

วันที่ 1 มิ.ย. 2569 มติชน แนวหน้า และไทยรัฐรายงานว่า เวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอีกล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบ SMS ดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ เตือนประชาชนอย่ากดลิงก์ที่แนบมา เพราะเสี่ยงต่อการโดนนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ตลอดจนสูญเสียทรัพย์สิน  

“โควิด-ไข้หวัดใหญ่ ระบาดรุนแรง สธ. ให้หลีกเลี่ยงเดินทางไป 6 ประเทศ” เป็นข้อมูลเท็จที่เผยแพร่ซ้ำมาตั้งแต่ปี 66

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้งดการเดินทางโดยไม่จำเป็นเนื่องจากโควิดและไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นข่าวลวงวนซ้ำ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28-29 พ.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และแอปพลิเคชันไลน์ระบุว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แจ้งเตือนว่ามีการระบาดของโควิดและไข้หวัดใหญ่ที่มีความร้ายแรงมากจึงขอให้ประชาชนกิจกรรมที่ไม่จำเป็นทุกประเภทและงดการเดินทาง โดยขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยัง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ เป็นเวลา 3 เดือน และให้เฝ้าระวังการเดินทางในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และภูเก็ต (ลิงก์บันทึก) 

ข้อความนี้ยังอ้างด้วยว่า สธ. แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนหนาแน่นและงดใช้รถไฟฟ้าและขนส่งมวลชน, ป้องกันตัวเองด้วยการรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกลำคอ อย่าให้ลำคอแห้งเพราะถ้าเยื่อเมือกลำคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ และงดรับประทานอาหารทอด อาหารรสจัด

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความเตือนภัยโรคระบาดและขอให้ประชาชนงดการเดินทางนี้เป็นข่าวลวงวนซ้ำมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งกรมควบคุมโรคเคยชี้แจงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566 และวันที่ 21 ก.พ. 2568 ว่าเป็นข้อมูลเท็จ 

สำหรับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 ว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตและไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์

กรมควบคุมโรคระบุด้วยว่า สายพันธุ์หลักของโควิด-19 ที่พบในช่วงปี 2568 คือสายพันธุ์ NB.1.8.1 แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น 

ส่วนสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ นพ. มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2569 ว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในหลายพื้นที่ คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี จึงแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล และป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการแพร่ระบาดของโรค