ภาพ-ข่าวจับครูสอนศาสนาโรงเรียนปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเหตุการณ์เก่าเมื่อปี 2562

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพจับกุมครูปอเนาะแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบชายแดนใต้ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** นำภาพและข่าวเก่าเมื่อปี 2562 มาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ระบุวันที่ให้ชัดเจน ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพทหาร พลังแผ่นดินสยาม” โพสต์ภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวชายคนหนึ่ง ฝังข้อความว่า “จับครูปอเนาะ! รับสารภาพสาบานตนปี 26 เป็นหัวหน้าโจร จาก รร.ธรรมวิทยามูลนิธิ” และโพสต์คำบรรยายว่า “ทัพภาคที่ 4 เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ บุกตะครุบตัวครูปอเนาะรายใหญ่จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ หลังห้าวจัดท้าทายอำนาจรัฐ งานนี้บอกเลยว่าจบไม่สวย เพราะหลักฐานมัดตัวแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด” รวมทั้งมีข้อความที่อ้างว่าครูปอเนาะที่ถูกจับกุมพูดท้าทายกฎหมายและข่มขู่เจ้าหน้าที่ด้วยถ้อยคำรุนแรง (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์ต่อเกือบ 100 ครั้ง โดยผู้แชร์ส่วนใหญ่อ้างอิงที่มาจากเพจ “กองทัพทหาร พลังแผ่นดินสยาม”  โดยระบุวันที่ 20 เม.ย. 2569 ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เช่น เพจเฟซบุ๊ก “จอมทัพ พิทักษ์แผ่นดิน” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าเว็บไซต์ไทยรัฐเผยแพร่ภาพนี้เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2562  เป็นภาพประกอบข่าว “DSI จับอุสตาซ แกนนำ BRN คดีมั่นคง-กบฏ หนี 14 ปีเข้ากรุงดำเนินคดี” เนื้อหาข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายมะหะมะรอมือลี สาแม แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้อหากบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร หลังจากหลบหนีหมายจับมา 14 ปี

วันที่ 6 ต.ค. 2562 ดีเอสไอเผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่าระหว่างการซักถาม นายมะหะมะรอมือลียอมรับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงและเป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่ 5 ตำบลของอำเมืองยะลา หลังจากถูกออกหมายจับได้หลบหนีไปตามที่ต่าง ๆ จนมาเป็นครูสอนศาสนาที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูลจนถึงวันที่ถูกจับกุม

รายงานข่าวทั้งจากเว็บไซต์ไทยรัฐและเอกสารข่าวของดีเอสไอไม่พบว่ามะหะมะรอมือลีพูดท้าทายกฎหมายและข่มขู่เจ้าหน้าที่ตามที่ปรากฏในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว

สรุปได้ว่าภาพและข่าวการจับกุมมะหะมะรอมือลีเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 แต่ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน โดยอาจมีเจตนาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในช่วงที่ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาอยู่ในความสนใจของประชาชนหลังจาก พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พูดถึงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาว่าบ่มเพาะผู้ก่อเหตุความรุนแรง ซึ่งต่อมา พล.ท.นราธิปได้ขอโทษที่กล่าวพาดพิงโรงเรียนสอนศาสนาเช่นนั้น

ภาพมัมมี่เด็กในพิพิธภัณฑ์ที่โบลิเวีย ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นร่างเด็กที่เสียชีวิตในกาซา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพร่างเด็กหญิง 2 รายที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในกาซาและติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนาน 2 เดือน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพมัมมี่เด็กในพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศโบลิเวีย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 เม.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Romlee Yusoh” โพสต์ภาพ 2 ภาพ ภาพซ้ายเป็นเด็กหญิงสองคนสวมเสื้อและกางเกงสีชมพู ภาพขวาเป็นภาพคล้ายศพเด็ก 2 ร่าง มีคำบรรยายว่า “หนูน้อยสองคนจากกาซาถูกพบหลังจากผ่านไปสองเดือน ใต้ซากปรักหักพังของบ้านพวกเธอ ที่ถูกโจมตีโดยกองทัพอิสราเอล” ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพศพนั้นคือร่างของเด็กหญิงทั้งสองคน (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปเกือบ 500 ครั้ง ณ วันที่ 20 เม.ย.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพร่างเด็กสองรายเป็นมัมมี่เด็กที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Casa Nacional de Moneda ในเมือง Potosí ประเทศโบลิเวีย โดยช่างภาพอิสระชื่อ Tanya Knight เผยแพร่ภาพนี้บน Flickr ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแชร์ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2549 พร้อมคำบรรยายว่า “มัมมี่เด็กชาวสเปนสมัยศตวรรษที่ 18 ที่พิพิธภัณฑ์กษาปณ์แห่งชาติโบลิเวีย” 

Tanya Knight เผยแพร่ภาพนี้บน Flickr เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2549 โดยบรรยายว่าเป็นภาพมัมมี่เด็กชาวสเปนสมัยศตวรรษที่ 18 ที่พิพิธภัณฑ์กษาปณ์แห่งชาติโบลิเวีย

ภาพมัมมี่เด็กที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกเผยแพร่โดยช่างภาพที่เป็นสมาชิก Flickr อีกหลายราย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดียและ Google Maps  

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2564 สำนักข่าว El Potosi สื่อท้องถิ่นของเมือง Potosi โบลิเวียเผยแพร่ภาพมัมมี่เด็กประกอบรายงานข่าวว่าพิพิธภัณฑ์กษาปณ์ฯ จัดกิจกรรมเที่ยวพิพิธภัณฑ์กลางคืนโดยพาชมห้องและสิ่งของจัดแสดงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมงานศพ

ภาพเหล่านี้ยืนยันได้ว่าร่างของเด็กทั้งสองไม่ใช่เด็กที่เสียชีวิตจากสงครามในฉนวนกาซา  

ส่วนภาพซ้ายซึ่งเป็นภาพเด็กหญิง 2 คนนั้นโคแฟคยังไม่สามารถยืนยันที่มาและข้อมูลเกี่ยวกับภาพได้ แต่พบว่าภาพนี้เคยถูกเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 2567 โดยบัญชีอินสตาแกรม “ahmedreesan” บรรยายภาพเป็นภาษาอาหรับใช้เครื่องมือแปลภาษาได้ว่า “ฝาแฝดจากตะวันออกกลาง” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม 

เนื้อหาเท็จที่นำภาพเด็กหญิงและมัมมี่เด็กจากพิพิธภัณฑ์ในโบลิเวียมาเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพศพของเด็กกาซาที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในหลายประเทศหลายภาษารวมทั้งในอินโดนีเซีย ซึ่งสำนักข่าว Kompas ของอินโดนีเซียเคยตรวจสอบเนื้อหานี้เมื่อเดือน พ.ค. 2568 และสรุปว่าว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 18 เมษายน 2569

ภาพท้องฟ้าที่มีลำแสงและแถบเงาพาดผ่าน โดยอ้างว่าเป็นสัญญาณเตือนภัย “จุ๋ยเกง” หรือเส้นทางน้ำที่จะทำให้เกิดพายุและน้ำท่วมหนัก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3w0p0qga0srcu


ลวดทองแดง ลดความรัอน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/rldztg8lhrnd


ภาพถ่าย Reid Wiseman ผู้บัญชาการภารกิจอาร์เทมิส 2 ยืนคู่กับตัวยานในสภาพเหมือนซากรอการซ่อมแซม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1fhct8423mtrm


ภาพร่างเด็กหญิง 2 รายที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในกาซาและติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนาน 2 เดือน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/h32wetpot7ha


ถุงร้อนใส่อาหาร ไม่ควรเอาเข้าเตาอบไมโครเวฟโดยตรง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/32o38vin668ql


เจออีกที่พระราม 2 จยย. นับ 100 คันเครื่องดับ สตาร์ทไม่ติด ต้องเข็นออกนอกจุดถึงติด จนท.พบคลื่นความถี่ต้นเหตุ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3cq1bt36du2ow


20 เมย.69 ญี่ปุ่นเตือนอพยพด่วนคลื่นสึนามิ หลังแผ่นดินไหวขนาด 7.5

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ac66s84uuoay


คืนวันที่ 22 เมษายนนี้ มีปรากฏการณ์ฝนดาวตกไลริดส์ ตั้งแต่สี่ทุ่ม ไปจนรุ่งเช้าวันที่ 23

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1rer5qtxux0m4


 ไฟไหม้ในรถยนต์ เกิดขึ้นจากเพาเวอร์แบงค์ระเบิด ได้ง่ายกว่าจากขวดน้ำรวมแสง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1x4jhnykuy610#_=_


รถยนต์ไฟฟ้าไม่ก่อมลพิษเลย…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zaghv2ofuh4z

องค์กรสื่อ นักวิชาการ และองค์กรตรวจสอบข่าว เผยงานรอบปีที่ผ่านมาพบข้อมูลลวงจาก AI  และสถานการณ์ความขัดแย้งจำนวนเพิ่มขึ้น  พร้อมเสนอแนะสร้าง “ปัญญารวมหมู่” เพื่อแก้ปัญหาด้วยกัน

เมษายน 2569 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โคแฟค (ประเทศไทยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย)  องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอสและภาคีร่วมจัดอีก  11 องค์กร จับมือจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569International Fact Checking Day 2026 Lost in information: When Disinformation becomes a global risk เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลกเพื่อรณรงค์ให้สาธารณชนตื่นตัวต่อสถานการณ์ข้อมูลลวงบิดเบือนสร้างผลกระทบต่อสังคมไทย

ในเวทีเรื่องเล่าจากพื้นที่ “ปัญญารวมหมู่ จากภูมิภาคสู่นโยบายสาธารณะ” นำเสนอผลสรุปจากเวทีดิจิทัลนักคิด 4 ภูมิภาค โดย รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวในช่วงสถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชาพบว่าสิ่งที่หายไป คือ 1.เครือข่ายการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ 2.บางทีข้อมูลที่มีไม่สามารถใช้งานได้จริง ทำให้การตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะอพยพ จะอยู่จุดไหนอย่างไร 3.บางทีก็ไม่ได้เป็นข้อมูลที่ตอบสนองได้ทันรวดเร็วในสิ่งที่เขาอยากจะรู้ตอนนี้เวลานี้ และ 4.ไม่รู้จะไว้ใจหรือฟังใครดีในสงครามครั้งนี้

Screenshot

หากไล่แก้ข่าวลวงทุกข่าวเราก็คงทำไม่ไหว จึงควรจะมีวิธีการอย่างไรในการที่จะจัดการที่เยอะแยะมากมาย เราจะสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เข้าถึงระบบความจริงได้และไว้ใจ โดยสรุปแล้วในบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาเราควรจะทำอย่างไร ใน 1 ครอบครัวเราควรจะมีสักคนไหม เราสร้างคนคนนั้นดีกว่าไหม สร้างนิสิตให้เขามีความรู้ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เป็นที่ปรึกษาย่ายายได้ ตอนนี้กำลังตรวจสอบข่าว ส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ แล้วคนที่ส่งข้อมูลก็มักเป็นปู่ย่าตายาย ส่งมาในกลุ่มไลน์ครอบครัว รศ.ดร.สุชาดา กล่าว

กมล หอมกลิ่น ผู้ประสานงานอีสานโคแฟค บอกเล่าเรื่องราวถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ในประเด็นสงครามชายแดนไทย – กัมพูชา จากผู้นำชุมชนหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดในระดับท้องถิ่น เช่น เกษตรกรและอดีตกำนันในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ใช้คำเรียกชาวกัมพูชาว่า “มัน” และบอกว่าชาวกัมพูชาเนรคุณ เชื่อถือไม่ได้ ชาวบ้านก็ไม่อยากให้เปิดด่านแม้จะดีกับการค้าขายเพราะไม่อยากถูกเอาเปรียบ

หรือกรณีของนักวิจัยในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเคยทำงานร่วมกับนักวิจัยชาวกัมพูชา ในอดีตคน 2 ฝั่งข้ามแดนไปมาหาสู่กันได้ตามปกติ แต่เมื่อเกิดปะทะตามแนวชายแดนก็ทำให้ทีมวิจัยที่เคยทำงานด้วยกันโกรธกัน ซึ่งมาจากการสร้างเรื่องของผู้นำประเทศ โดยเฉพาะการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ เช่น การเปลี่ยนชื่อสถานที่ซึ่งสร้างความสับสนให้กลับผู้คนทั้ง 2 ฝั่งจากที่เคยเรียกตรงกัน และนำไปสู่ความเกลียดชังผ่านการรับข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์

Screenshot

อีกท่านหนึ่งเป็นสื่อในชุมชน เขาบอกว่าผมไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วในช่วงนั้น แม้จะเป็นสื่อแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราเป็นสื่อชุมชนที่เห็นวิถีชีวิตคน แต่อินฟลูเอนเซอร์ (ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์และสื่อหลักส่วนมากจะเล่นในแง่อารมณ์ ฉะนั้นพอผมนำเสนอเรื่องราวความเป็นอยู่ของคนพื้นที่ชายแดนหรือแม้แต่ข้อเท็จจริงมันก็จะขัดกับความรู้สึกคน กลายเป็นเราต้องเชื่อความคิดจากคนข้างนอก และกลายเป็นที่มาของความปั่นป่วนที่คนคอยแต่จะดูข่าวความสะใจ ทำให้ชาวบ้านมองฝ่ายตรงข้ามเป็นปีศาจ กมล กล่าว

มะรูฟ เจะบือราเฮง ประธานมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (D4P) กล่าวถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึงปัญหาความรุนแรงหรือความขัดแย้ง แต่ในความเป็นจริงยังมีปัญหาภัยไซเบอร์ที่ทำให้คนในพื้นที่ถูกหลอกลวงสูญเสียเงินกันเป็นจำนวนมาก ข้อมูลที่ได้จากทางตำรวจพบว่าในช่วงปี 2565 – 2568 ประชาชนในพื้นที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพสูญเงินราว 705 ล้านบาท หรือวันละ 5 แสนบาท ในจำนวนนี้จังหวัดปัตตานี ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมากที่สุด ลักษณะการหลอกลวงส่วนใหญ่คือ สั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับ หรือจองที่พักแต่พบว่าไม่มีอยู่จริง ตลอดจนการโทรศัพท์มาข่มขู่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

Screenshot

พบว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นเหยื่อ โอนเงินอย่างรวดเร็วเพราะตกใจ รวมถึงผู้สูงอายุ คนที่มีรายได้น้อย หลายคนไม่กล้าไปแจ้งตำรวจ อาจจะด้วยหน้าที่การงาน ช่องว่างทางภาษา ช่องว่างทางวัฒนธรรมทำให้ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขมะรูฟกล่าว

ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชวนทำความเข้าใจปรากฏการณ์ “AI หลอน” คือการที่เมื่อผู้ใช้งานถามเรื่องต่างๆ กับ AI และได้รับคำตอบที่ดูเหมือนน่าเชื่อถือ  มีแหล่งอ้างอิงครบถ้วน แต่เมื่อนำไปตรวจสอบย้อนกลับพบว่าแหล่งอ้างอิงนั้นไม่มีอยู่จริง การที่ AI มีอาการหลอนเนื่องจาก AI ถูกพัฒนาให้สร้างสรรค์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามผู้ใช้งาน และเรียนรู้ว่าผู้ใช้งานเป็นคนแบบใด เช่น หากเราบอก AI ว่าเราทำงานสอนด้านการสื่อสาร หรือบอกว่าทำงานด้านไอที AI ก็จะเลือกคำตอบที่สอดคล้องกับอาชีพการงานของเราด้วย

Screenshot

ทางออกของเราที่เราจะรู้เท่าทัน AI คือปัญญารวมหมู่ รวมพลังช่วยกันตรวจสอบ ช่วยกันขับเคลื่อน เพราะจริงๆ แล้ว AI ไม่ใช่เป็นสิ่งที่อันตรายหรือมีแต่โทษ ประโยชน์ก็มีเช่นเดียวกันเพียงแต่พลังของมนุษย์ต้องช่วยกันตรวจสอบ   รวมถึงการที่มีคนใช้ AI ในการสร้างข่าวลวง เราต้องมีคำถามว่า ‘เอ๊ะ’ ภาพนี้จริงไหมคลิปวิดีโอนี้จริงไหมข้อมูลเหล่านี้จริงไหมซึ่งย้ำอีกครั้งว่าการที่คนแชร์เยอะๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความจริงเสมอไป ผศ.ดร.ณภัทร กล่าว 

นอกจากนี้ก่อนปิดงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก  มีการนำเสนอผลงานสำคัญที่ผ่านมาและก้าวต่อไปของภาคีที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลในสื่อต่างๆ โดย กนกพร ประสิทธิผล ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัล ไทยพีบีเอสกล่าวว่า นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 – มี.ค. 2569 ตรวจสอบข่าวทั้งสิ้น 421 ข่าว เนื้อหาที่มีผลกระทบสูงคือเรื่องสังคมและสุขภาพ แต่ในรอบปี 2568 ที่ผ่านมามีทั้งเรื่องการเลือกตั้ง สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และล่าสุดคือสงครามตะวันออกกลาง ทำให้เรื่องการเมืองและเหตุการณ์รอบโลกเพิ่มสูงขึ้นมา 

สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ตรวจพบ 61 เรื่อง เป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวลวง 49 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 9 เรื่อง และในจำนวนนี้พบเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI 6 เรื่อง ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ พบข่าวลวง 9 เรื่อง ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 5 เรื่อง และครั้งนี้เริ่มเห็นเนื้อหาประเภท AI Slop คือภาพหรือคลิปวิดีโอที่สร้างด้วย AI ที่วัตถุประสงค์อาจทำเพื่อความสนุกสนาน เช่น ภาพสัตว์ช่วยเหลือกันเพื่อหนีน้ำท่วม จากภาพสุนัขคาบแมว กลายเป็นภาพฮิปโปคาบแมวและอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับข่าวช่วงการเลือกตั้ง 2569 พบ 33 ข่าว เป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวลวง 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 14 เรื่อง นอกจากนั้น Thai PBS Verify ยังเพิ่มเรื่องการติดตามตรวจสอบนโยบาย (Policy Tracking) เช่น ทำได้หรือไม่ เคยพูดแบบนี้จริงหรือไม่ พูดเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะข่าวเลือกตั้งไม่มีถูก – ผิด ขาว – ดำ ไม่ใช่จริงเสมอไปและไม่ใช่เท็จ 100% และล่าสุดสถานการณ์ตะวันออกกลาง เริ่มพบการตัดต่อรวมคลิปวิดีโอคนละเหตุการณ์ทั้งที่จริงและไม่จริง และการใช้ภาพจากวิดีโอเกมมาอ้างว่าเป็นเหตุการณ์สู้รบ

Screenshot

จากการตรวจสอบข่าวที่ผ่านมาพบ 5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ 1.จงพึงระวังว่าเทคโนโลยีและ AI จะเป็นตัวเร่งให้เกิดข่าวปลอมมากขึ้นเรื่อยๆ 2.ข่าวปลอมกระจายเร็วแต่ข่าวจริงกว่าจะตามแก้จะช้า และคนมักเห็นข่าวปลอมในปริมาณที่เยอะกว่าข่าวที่แก้ 3.สื่ออาจตกเป็นเหยื่อได้เหมือนกันหลายๆ ครั้งจะเห็นสื่อไม่ได้ตรวจสอบ นำข้อมูลลวงมาเผยแพร่ 4.เมื่อใดที่มีวิกฤติ มีความละเอียดอ่อน – อ่อนไหว เป็นตัวเร่งอย่างดีที่ทำให้ข่าวปลอมเพิ่มปริมาณ และ 5.องค์กรไหนที่มีหน้าที่ตรวจสอบข่าว ต้องอย่าผิดเสียเองเพราะจะขาดความน่าเชื่อถือ ” กนกพร กล่าว

พีรพล อนุตรโสตถ์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท กล่าวถึง 3 กลุ่มข่าวลวงที่เป็นสัญญาณว่ากำลังจะเจอในอนาคต 1.ข่าวลวงที่ไม่ใช่ข่าวลวง ทุกข้อความที่เห็นเป็นจริงทุกตัวอักษรแต่สร้างความเข้าใจผิด เช่น หลายปีก่อนเคยมีข่าวว่าไลน์จะเก็บเงิน ซึ่งก็เก็บจริงแต่เป็นอีกบริการหนึ่งของไลน์ ไม่ใช่ส่วนของการส่งข้อความสนทนาที่หลายคนใช้กัน 2.ข่าวลวงจากการเชื่อใน AI พบว่าเมื่อเราค้นหาข้อมูลผ่าน Google จะพบว่าเนื้อหาด้านบนสุดเป็นสิ่งที่ AI สร้างขึ้นมา หากเราเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นเหมือนกับผลการค้นหาผ่าน Google ในอดีต (ที่ขึ้นมาเป็นชื่อเว็บไซต์โดยยังไม่มีเนื้อหาจาก AI) นั่นเป็นความเข้าใจผิด กับกรณีที่เกิดจากผู้ผลิตเนื้อหาเขียนคำสั่งให้ AI สร้างเนื้อหาขึ้นมาแล้วนำมาเผยแพร่ กลุ่มที่ 3 เรียกว่าSourcehacking คือคนที่เป็นแหล่งข่าวถูกหลอกเและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ต่อทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ คนที่ทำ Sourcehacking เป็นการสร้างข้อมูลอะไรบางอย่างให้ได้รับการพูดถึงมากๆ (Mass) จนมีสื่อใหญ่นำไปขยายผลต่อเอง ดังนั้นสื่อใหญ่ก็จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกหลอก

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง อุปนายกด้านมาตรฐานวิชาชีพ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP)เล่าว่า SONP  ทำงานร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในโครงการ “Stop Fake Spread Fact” ได้โจทย์มาให้ตรวจสอบข่าว 120 ชิ้น ทำไปแล้วร้อยละ 33 ทั้งในเนื้อหาและคลิปวิดีโอ เช่น ข่าวหลุมยุบบริเวณถนนหน้า รพ.วชิรพยาบาล มีการใช้ภาพ AI ปลอมให้เหมือนมีคนมุงดูถึงขอบหลุม หรือคลิปวิดีโอคนแบกช้าง ซึ่งในความเป็นจริงร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทำแบบนั้นได้  ข่าวใช้กิ๊ปติดผมหนีบคิ้วรักษาไมเกรน ข่าวค่ายรถไฟฟ้าเทสลาไม่ลงทุนในไทยเพราะมีปัญหาคอร์รัปชั่นสูง ข่าวตำรวจตั้งด่านตรวจสำเนาทะเบียนรถ ใครไม่มีเจอปรับ 2,000 บาท ภายใต้โครงการ Stop Fake Spread Fact มียอดการมองเห็นมากกว่า 1.8 ล้านครั้งแล้ว ซึ่งมาจากเครือข่าย 54 สำนักข่าวที่เป็นสมาชิก อีกทั้งยังมีเนื้อหาการตรวจสอบที่หลากหลายไม่ว่าการเมือง นโยบายรัฐ สุขภาพ ไปจนถึงบันเทิง

ในการทำงานมีการอบรมห้องข่าว AI (Newsroom) เพื่อให้เรียนรู้กระบวนการ AI ทั้งระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ   ตั้งแต่ประโยชน์ โทษและสิ่งที่ต้องระวัง จนได้มาซึ่งจริยธรรม AI ในการนำเสนอข่าวแล้วเพื่อใช้กับสมาชิก มีการประกวดตรวจสอบข่าวเป็นครั้งแรกในการประกวดข่าวดิจิทัลเมื่อปีที่แล้ว ได้รับการสนับสนุนจากโคแฟค เป็นปีแรกในการให้รางวัลนักข่าวในการตรวจสอบข่าวลวงเพื่อเชิดชูและให้กำลังใจกัน มีการอบรมข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ เอาหัวข้อการตรวจสอบข้อมูลเข้าไปอบรมการทำข่าว – การเรียนรู้ของนักศึกษาทั่วประเทศ หวังว่าเมื่อได้ความรู้แล้วจะนำกลับไปสอนเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยและต่อยอดในระดับเยาวชน จีรพงษ์ กล่าว

ณัฐกร ปลอดดี AFP ประเทศไทย กล่าวถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI หากย้อนเวลาไป 1 – 2 ปี คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ได้มากน้อยเพียงใด แต่ปีที่ผ่านมา AFP ค่อนข้างมั่นใจในวิธีการรับมือเนื้อหาที่ผลิตจาก AI ก็คือใช้หลักคิดของ AFP หรือใช้เครื่องมือเป็นตัวเสริม และหลักการที่ยังคงใช้ได้อยู่คือพยายามหาหลักฐาน 2 ชิ้นขึ้นไปในการตรวจสอบ

ในปีที่ผ่านมา AFP ผลิตรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงไป 6,800 กว่าชิ้นจากทั่วโลก ในจำนวนนี้มีเนื้อหาที่เป็น AI เกี่ยวข้องด้วยประมาณ 11% ก็ประมาณ 600 – 700 เรื่อง ฉะนั้นถือว่าเยอะมากๆ แล้วก็ยังคงเพิ่มต่อไปเพราะ AI เป็นเครื่องมือที่ทำให้ใครก็ตามสามารถสร้างเป็นภาพเป็นคลิปได้ไม่ยากนัก ณัฐกร กล่าว

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค กล่าวถึงเหตุการณ์ตลอดปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ทั้งแผ่นดินไหว สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา น้ำท่วมภาคใต้ จนถึงปัจจุบันคือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 ทีมโคแฟคตรวจสอบข้อมูลทั้งสิ้น 283 ชิ้น อันดับ 1 คือสถานการณ์ไทย – กัมพูชา 84 ชิ้น รองลงมาคือการเมือง 48 ชิ้น อันดับ 3 สุขภาพ 39 ชิ้น หรืออย่างสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุดทำไปแล้ว 28 ชิ้น มียอดการเข้าชมผ่านเว็บไซต์ cofact.org จำนวน 104,255 ครั้ง ชิ้นงานที่มียอดการเข้าชมมากที่สุดคือการตรวจสอบประวัติการศึกษาของไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (เผยแพร่ 12 ก.ย. 2568) ซึ่งถูกตั้งคำถามในเวลานั้น โดยการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ได้มีแต่การจับเท็จเท่านั้น แต่อะไรที่คลุมเครือไม่ชัดเจนก็ต้องทำหน้าที่ในส่วนนี้ด้วย

ส่วนยอดการแชร์ผ่านเพจเฟซบุ๊กของโคแฟคจะอยู่ที่ 5,744 ครั้ง ถือว่ามากพอสมควรเมื่อเทียบกับองค์กรตรวจสอบสื่อขนาดเล็กอย่างโคแฟค โดยชิ้นงานที่มีการแชร์มากที่สุดคือคลิปสั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนมือไพล่หลังและไม่ร้องเพลงชาติ มีการแชร์ 732 ครั้ง ชิ้นนี้ตรวจสอบด้วยการชมคลิปเต็มในเวทีดีเบตตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งในช่วงที่มีการเคารพธงชาติจะเห็นว่าณัฐพงษ์ขยับปากร้องไปด้วย ส่วนการยืนมือไพล่หลัง เมื่อดูระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีพบระบุเพียงให้ยืนในอาการสำรวม ในส่วนนี้สามารถถกเถียงกันได้ว่าเหมาะสมหรือไม่

สุดท้ายคือ ความจริงอันเจ็บปวดที่พบจากการทำงาน คือ 1.เนื้อหาตรวจสอบแล้วว่าเท็จแต่ยังถูกอยู่ในระบบ เมื่อย้อนกลับไปดูโพสต์ที่เคยหยิบมาตรวจสอบ พบว่ายังอยู่ถึง 171 โพสต์ และถูกลบไปเพียง 46 โพสต์ 2.สื่อมวลชนมีส่วนในการเผยแพร่เนื้อหาเท็จ ทั้งที่สื่อมวลชนควรคัดกรองความเท็จและนำเสนอแต่ความจริงให้ประชาชนรับทราบเท่านั้น ไม่ใช่หยิบเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่โดยบุคคลนิรนามมาเผยแพร่ต่อเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชัง และ 3.คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ ไม่เห็นความจำเป็นและประโยชน์ของงานตรวจสอบข้อเท็จจริง 

Screenshot

หลายครั้งที่เราโพสต์รายงานการตรวจสอบในแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องไทย – กัมพูชา จะมีความเห็น ‘ไม่จริงแล้วไง..มันสะใจดี..ปั่นประสาทเขมรดี’ หรือ ‘ดูก็รู้มันปลอมอยู่แล้ว..ปล่อยผ่านไม่ได้หรือ?..เขาล้อเล่นกันขำๆ’ หรือล่าสุดทีมงานของเราตรวจสอบคลิปวิดีโอไฟไหม้ร้านอาหารที่ดูไบ  พบว่าเป็นเท็จเพราะเป็นเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล พบว่ามีคนมาคอมเมนต์ว่า ‘ต้องว่างมากเลยนะถึงมานั่งเช็คอะไรพวกนี้’ แม้ในความจริงเราจะเจอกับความจริงที่น่าเจ็บปวดแค่ไหน ทีมงานโคแฟคยังจะทำหน้าที่ของเราต่อไปอย่างดีที่สุด กุลธิดากล่าว

 


‘หมวก 1: 1’ คุ้มจริงหรือ? ราคาถูกได้ของเนียนเท่เหมือนแท้..แต่อาจต้องจ่ายแพงกว่าด้วย‘ชีวิต’

By: บัญชา จันทร์สมบูรณ์

นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นมา หากใครได้เข้าไปดูตามเพจหรือกลุ่มเฟซบุ๊กของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ จะเห็น ดราม่าหรือข้อถกเถียงเรื่อง หมวก 1 : 1” ที่หมายถึง หมวกกันน็อกเลียนแบบหมวกแท้แบรนด์ดังหน้าตาลวดลายเหมือนกันเป๊ะๆ แต่ราคาถูกกว่าของแท้ ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายที่เรียกร้องชาวไบค์เกอร์ทั้งหลายให้หลีกเลี่ยงการใช้หมวกประเภทนี้เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ใส่เท่ๆ หล่อๆ แต่ล้มมาเสี่ยงเสียชีวิตสูงเพราะไม่มีมาตรฐานใดๆ รับรองคุณภาพด้านความปลอดภัย และฝ่ายที่โต้แย้งว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งมองว่าหมวกกันน็อกไม่ว่าแท้หรือเทียมเกิดอุบัติเหตุมาก็ตายเหมือนกันหมด 

– ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ? : หากดูสถิติของกรมการขนส่งทางบก จะพบว่า มอเตอร์ไซคเป็นพาหนะหลักในการเดินทางของคนไทย” เช่น หากนับยอดจดทะเบียนรถสะสมนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลจนถึง ณ สิ้นปี 2568 ประเทศไทยมีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนมากถึง 23,275,589 คัน คิดเป็นร้อยละ 51.1 ของจำนวนรถทุกประเภทจดทะเบียนสะสมทั้งหมด 45,517,398 คัน และตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา มีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น 1,736,355 คันคิดเป็นร้อยละ 71.9 ของจำนวนรถทุกประเภทจดทะเบียนใหม่ในปีเดียวกัน 2,415,860 คัน

แต่อีกด้านหนึ่ง ชีวิตคนไทยก็สูญเสียด้วยอุบัติเหตุจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปมากเช่นกันดังข้อมูลในปี 2562 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์สูงที่สุดในโลก และตัวเลขประมาณการในปี 2564 องค์การอนามัยโลกชี้ว่า ร้อยละ 83.8 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะ และล่าสุดตามรายงานข่าวจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ร้อยละ 81.1 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งหมด 15,534 ราย เป็นผู้ใช้มอเตอร์ไซค์โดยในจำนวนนี้ ไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นส่วนใหญ่ ถึงร้อยละ 79.3

ภาพที่ 1 : ตัวอย่างสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานหมวกกันน็อกของแต่ละประเทศ (ซ้ายบน : DOT สหรัฐอเมริกา , ขวาบน : British Standard อังกฤษ , ซ้ายล่าง : PSC – SG – JIS ญี่ปุ่น , ขวาล่าง : มอก. 369 – 2557 ไทย)
ที่มา : NHTSA , whitedogbikes.com , jp.mercari.com , BigC

– มาตรฐานหมวกกันน็อก ปัจจุบันหมวกกันน็อกถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ตั้งแต่รถเล็กใช้งานในครัวเรือนไปจนถึงรถขนาดใหญ่ (บิ๊กไบค์) ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องผ่านการทดสอบเพื่อรับรองมาตรฐาน เช่น สหรัฐอเมริกา หมวกกันน็อกที่วางจำหน่ายจะต้องมีสัญลักษณ์ “DOT” ซึ่งหมายถึงผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ลำดับที่ 218 (FMVSS No.218) นอกจากนั้นยังมี สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐ (NHTSA) ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพของหมวกกันน็อกทั้งแบบสุ่มตรวจและตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชนเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ , 

อังกฤษ ปัจจุบันมีมาตรฐานรับรองหมวกกันน็อกอยู่ 3 มาตรฐาน คือ 1.British Standard BS 6658:1985 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อังกฤษกำหนดขึ้น โดยหมวกที่ผ่านการรับรองจะได้รับเครื่องหมายBSI Kitemark 2.UNECE Regulation 22.05 ซึ่งเป็นมาตรฐานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติประจำยุโรป (UNECE) และ 3. UNECE Regulation 22.06 ซึ่งเป็นมาตรฐานล่าสุดของ UNECE , 

ญี่ปุ่น หมวกกันน็อกที่วางจำหน่ายในท้องตลาดจะมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานภาคบังคับ 3 รูปแบบคือ “JIS” หรือ “PSC” หรือ “S” โดยหมวกกันน็อกที่มีเครื่องหมาย JIS จะมีเครื่องหมายใดเครื่องหมายหนึ่งจากสองเครื่องหมายนี้ (PSC หรือ S) กำกับอยู่ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าหมวกกันน็อกนั้นผลิตขึ้นเมื่อใด นอกจากนั้นยังมี “SG” ซึ่งเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจเพิ่มเติมเข้ามา , ไทย ต้องมีเครื่องหมาย “มอก. 369 – 2557” หมายถึงได้รับการรับรองจาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นต้น

 
มาตรฐาน มอก.369 – 2557 ของหมวกกันน็อกที่วางจำหน่ายในประเทศไทย 
ที่มา : สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม , นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์

– “หมวกเลียนแบบ” ได้ไม่คุ้มเสีย: นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ในประเด็นค่านิยมการใช้หมวกกันน็อกที่เรียกกันว่าหมวก 1 : 1 ซึ่งคุณหมอบอกว่า เป็นห่วง” เพราะหมวกที่ผลิตเลียนแบบแบรนด์ดัง แม้รูปทรงจะดูสวยดูเท่เหมือนกับหมวกของแท้แต่ไม่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานใดๆ 

มาตรฐานคือมีการตรวจที่สำคัญ คือการตรวจความแข็งแรง อย่างแรกคือทดสอบเปลือกนอกว่าแข็งแรงไหมโดยการเอาของแข็งมากระแทกว่ามันแตกไหม? อันที่สองคือทดสอบโฟม ดูการดูดซับ แล้วก็ทดสอบสายรัดคาง อันที่สี่คือทดสอบพวกช่องลมหรือการทำให้เกิดเสียง ถ้าหมวกก็อปละเลยมันก็จะทำให้มีเสียงรบกวนเวลาขับ ช่องเป็นการระบายลมที่เข้า พวกนี้จะทำให้ทั้งเรื่องของความร้อน เรื่องของเสียงที่ไม่ได้มาตรฐาน นพ.ธนะพงศ์ อธิบาย 

ผู้จัดการ ศวปถ. กล่าวต่อไปว่า หากผู้ใช้งานหมวก 1 : 1 เผลอคิดไปว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหมวกกันน็อกแบรนด์ดังที่เป็นของแท้ ก็จะทำให้ขาดความระมัดระวังในการขับขี่ ยังไม่ต้องนับว่าแม้กระทั่งหมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ในการทดสอบก็ทดสอบเพียงแรงปะทะที่เกิดจากการใช้ความเร็วระดับมาตรฐาน ดังนั้นการขับขี่ด้วยความเร็วสูงต่อให้สวมหมวกกันน็อกของแท้ยังเป็นอันตรายมาก เช่น การชนที่ความเร็ว 50 กม./ชม. จะเทียบได้กับการตกตึก 5 ชั้น หรือการชนที่ความเร็ว 80 กม./ชม. จะเท่ากับตกตึก 8 ชั้น เป็นต้น การใช้หมวกเลียนแบบที่ไม่มีมาตรฐานใดๆ รับรอง ความเสี่ยงย่อมต้องสูงขึ้นไปอีก

ภาพที่ 3 : เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างหมวกกันน็อกเลียนแบบ 1 : 1 กับหมวกกันน็อกผ่านการรับรองมาตรฐาน 
ที่มา : นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์

– ใส่หมวกแท้หรือหมวกเลียนแบบชนมาก็ตายเหมือนกัน ความเชื่อที่เป็นจริงเพียงบางส่วน : จริงอยู่ที่การขับขี่ด้วยความเร็วสูงไม่ว่าหมวกกันน็อกของแท้หรือหมวก 1 : 1 ที่เป็นของเลียนแบบ เมื่อเกิดการเฉี่ยวชนผู้ขับขี่ล้วนมีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิต แต่ในความเป็นจริงในช่วงก่อนเกิดเหตุผู้ขับขี่จะพยายามเบรก เช่น ขี่มาด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. แล้วเบรกก่อนชน แรงปะทะสุดท้ายอาจเหลือเพียง 30 – 40 กม./ชม. ก็ได้ หรือไม่มีการชนแต่มอเตอร์ไซค์ล้มหัวกระแทกพื้น จุดนี้หมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจะช่วยลดโอกาสสูญเสียลงได้ 

สิ่งที่มักจะเกิดเสมอเวลาที่เกิดอุบัติเหตุคือไม่ใช่ชนแบบปะทะอย่างเดียว มันจะทำให้เสียหลักแล้วหัวฟาดพื้น การเสียชีวิตที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์ครึ่งหนึ่งที่ตายมาจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ (Head Injuries) ก็คือการไม่ใส่หมวก ฉะนั้นที่เขาบอกใส่ๆ ไปก่อน อันนั้นก็อาจมีข้อดีส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่อยากให้มองตรงนี้ คือถ้าคุณจะใช้เงิน 2,000 ไปซื้อหมวก 1 : 1 คุณไปซื้อหมวกที่มีมาตรฐานแต่ก็ยังสวยอยู่ ผมอยากชวนให้มองประเด็นนี้ ราคา 2,000 มันมีหมวกที่มีมาตรฐาน มอก. นะ นพ.ธนะพงศ์ กล่าว 

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวเสริมว่า และแม้จะเป็นหมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เมื่อผ่านไปจุดหนึ่งก็ยังเสื่อมสภาพได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 3 – 5 ปี ดังนั้น ไม่ควรใช้หมวกกันน็อกใบเดิมเกิน 5 ปีเพราะโฟมในหมวกจะสูญเสียคุณสมบัติในการดูดซับแรง หรือ “หากระหว่างใช้งานแล้วเกิดอุบัติเหตุศีรษะกระแทกก็ให้เปลี่ยนหมวกใบใหม่ทันที” เพราะเนื้อโฟมถุกใช้เพื่อดูดซับแรงไปแล้ว  

สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อหมวกกันน็อก 1.ตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. และ QR Code :หมวกต้องมีตรา มอก. และตั้งแต่เดือนมกราคม2564 เป็นต้นมา สมอ. กำหนดให้ต้องมี QR Code บนตัวสินค้าเพื่อให้ประชาชนสแกนตรวจสอบข้อมูลผู้ผลิตและรุ่นที่ได้รับอนุญาตได้ทันที 2.เลือกจากร้านที่น่าเชื่อถือ (Certified Shop) : แนะนำให้ซื้อจากร้านที่ได้รับการรับรองจาก สมอ. หรือร้านค้าปลีกที่มีโครงสร้างพื้นฐานน่าเชื่อถือ

3.ความเหมาะสมกับศีรษะ : ควรเลือกหมวกที่มีขนาดพอดีกับศีรษะ ไม่หนักเกินไป และมีสายรัดคางที่แข็งแรง (กว้างอย่างน้อย 22 มม. ตามร่างมาตรฐานใหม่) และ 4.ระวังการสั่งซื้อออนไลน์ หากซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ตรวจสอบเอกสารรับรองของผู้ขาย และระวังสินค้าที่ราคาถูกผิดปกติซึ่งมักเป็นของไม่ได้มาตรฐาน หากพบสินค้าต้องสงสัยสามารถแจ้งผ่านระบบ “มอก. Watch”ได้

– รัฐต้องกวดขัน  แพลตฟอร์มต้องมีธรรมาภิบาล” ไม่ให้สินค้าไม่มีมาตรฐานไปถึงมือผู้บริโภค :นอกจากการแก้ไขค่านิยมส่วนบุคคลแล้ว นพ.ธนะพงศ์ ยังเรียกร้องไปถึงภาครัฐ เรื่องนี้ไม่ต่างกับสินค้าเลียนแบบที่ประเทศไทยถุกต่างชาติกดดันให้กวดขัน ยิ่งเป็นสินค้าเลียนแบบที่ส่งผลต่อชีวิตคนยิ่งต้องกวดขันอย่างจริงจัง” แต่สินค้าที่มีมาตรฐานอย่างน้อยก็ผ่านการทดสอบ ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเอาผิดแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปล่อยให้ขายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน อีกด้านหนึ่งแพลตฟอร์มก็ต้องมีธรรมาภิบาล ไม่ปล่อยให้ขายสินค้าไม่มีคุณภาพหรืออันตราย 

“ไม่ใช่ขายได้ทุกอย่าง หมวกปลอมก็ขายได้ ถ้าคุณเป็นแพลตฟอร์มอย่างนี้ผมว่าไม่ควร” ผู้จัดการ ศวปถ. ฝากทิ้งท้าย

ภาพที่ 4 : (ซ้าย) ฮิวจ์ แครนส์ , (ขวา) โธมัส เอ็ดเวิร์ด ลอว์เรนซ์
ที่มา : Wikimedia Commons , Royal College of Surgeons of England
 

– ประวัติศาสตร์หมวกกันน็อก : แม้ปัจจุบันหมวกกันน็อกจะมีความเป็นแฟชั่นผ่านการออกแบบลวดลายสีสันสวยงาม และมีความสินค้าแบรนด์เนมบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ แต่ต้องไม่ลืมว่าจุดประสงค์หลักที่หมวกกันน็อกถูกคิดค้นขึ้นมาก็เพื่อลดการบาดเจ็บรุนแรงของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ข้อมูลจากราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ (Royal College of Surgeons of England) ระบุว่า หมวกกันน็อกเริ่มปรากฏครั้งแรกในปี 2457 โดยเป็นการริเริ่มของ เอริค การ์ดเนอร์ (Eric Gardner) เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในสนามแข่งรถบรู๊คส์แลนด์ (Brooklands Race Track) ในอังกฤษ ทำจากผ้าใบเคลือบเชลแล็กโดยช่างฝีมือจากย่านเบธนัลกรีน (Bethnal Green) อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกหมวกกันน็อกยังถูกใช้เฉพาะในรายการแข่งขันท่านั้น 

จนกระทั่งในปี 2478 โธมัส เอ็ดเวิร์ด ลอว์เรนซ์ (T E Lawrence) นายทหารชาวอังกฤษซึ่งได้รับฉายา  “ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย” เสียชีวิตในวัยเพียง 46 ปี จากอุบัติเหตุขณะขี่มอเตอร์ไซค์ ทำให้ ฮิวจ์ แครนส์(Hugh Cairns) ศัลยแพทย์ระบบประสาทชาวออสเตรเลีย และเป็นแพทย์ประจำตัวของลอว์เรนซ์ รู้สึกสลดใจและเชื่อว่าลอว์เรนซ์คงไม่ประสบชะตากรรมเช่นนั้นหากสวมหมวกกันน็อก จึงออกมารณรงค์ให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บนท้องถนนในอังกฤษสวมหมวกกันน็อกทุกครั้ง 

“2 เดือนหลังออกจากกองทัพ ลอว์เรนซ์ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ Brough Superior SS100 ไปในเมืองดอร์เซ็ต และหักหลบเด็ก 2 คนที่กำลังขี่จักรยาน ส่งผลให้ร่างของนายทหารผู้นี้ถูกเหวี่ยงจากแฮนด์มอเตอร์ไซค์ลงไปกระแทกกับพื้นถนนและบาดเจ็บกะโหลกศีรษะแตก สภาพหมดสติขณะถุกนำตัวส่งโรงพยาบาลทหารค่ายโบวิงตัน และเสียชีวิตในอีก 6 วันต่อมา ซึ่งผลชันสูตรศพพบบาดแผลฉีกขาดและสมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง บทความ “Sir Hugh Cairns and the origins of the motorcycle helmet” โดยราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ บรรยายเหตุการณ์การเสียชีวิตของ โธมัส เอ็ดเวิร์ด ลอว์เรนซ์

ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของแครนส์ ซึ่งเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (BMJ) ในเดือนตุลาคม 2484 หรือช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เก็บข้อมูลจากทหารที่ปฏิบัติหน้าที่พลนำสาร พบว่า พลนำสารที่ต้องทำภารกิจโดยใช้มอเตอร์ไซค์ 2,279 นาย เสียชีวิตในช่วง 21 เดือนแรกของสงคราม และสาเหตุที่พบบ่อยคือการบาดเจ็บที่ศีรษะ (Head Injuries) และมี 7 นายที่ประสบอุบัติเหตุแต่อาการไม่สาหัส ซึ่งทั้งหมดล้วนสวมหมวกกันน็อก ทำให้ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน การสวมหมวกกันน็อกขณะขี่มอเตอร์ไซค์จึงถูกกำหนดให้เป็นวินัยของกองทัพ 

งานวิจัยฉบับต่อมาของแครนส์ซึ่งเผยแพร่ในปี 2489 ชี้ให้เห็นว่า หลังจากที่กองทัพออกประกาศให้ทหารทุกนายสวมหมวกกันน็อก อัตราการเสียชีวิตโดยรวมของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในอังกฤษก็ลดลงอย่างมากและต่อเนื่อง จึงแทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า การกำหนดให้หมวกกันน็อกเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับพลเรือนทุกคนที่เดินทางด้วยมอเตอร์ไซคนั้นจะรักษาทั้งชีวิตของบุคคลนั้นเอง รวมถึงลดภาระงานและประหยัดเวลาของโรงพยาบาลได้อย่างมากด้วย บทความของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ ให้ข้อสรุป!!!

​-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://web.dlt.go.th/statistics/ (กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก)

https://www.who.int/thailand/our-work/road-safety (Road Safety: องค์การอนามัยโลก)

https://www.who.int/docs/default-source/documents/the-power-of-cities/bangkok-case-study-final.pdf?sfvrsn=790ce747_2 (bangkok-case-study-final, องค์การอนามัยโลก)

https://www.thaihealth.or.th/สัญญาณดี-ปี-68-เสียชีวิตจา/ (สัญญาณดี! ปี 68 เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลง 11% รองนายกฯ โสภณ ชูสร้างภูมิเด็กไทย ป้องกันอุบัติเหตุ-พนัน-ยาเสพติด พร้อมเดินหน้า 5 มาตรการ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนทั่วประเทศ : สสส. 19 ก.พ. 2568)

https://www.rcseng.ac.uk/library-and-publications/library/blog/sir-hugh-cairns-and-the-origins-of-the-motorcycle-helmet/ (Sir Hugh Cairns and the origins of the motorcycle helmet: ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ 4 พ.ค. 2561)

https://www.nhtsa.gov/motorcycle-safety/choose-right-motorcycle-helmet (Choose the Right Motorcycle Helmet: NHTSA)

https://www.gov.uk/motorcycle-helmet-law (Motorcycle helmets and safety equipment: GOV.UK)

https://www.en-standard.eu/bs-6658-1985-specification-for-protective-helmets-for-vehicle-users/ (BS 6658:1985 Specification for protective helmets for vehicle users, European Standards)

https://www.femamotorcycling.eu/consumer-information/motorcycle-helmets-what-are-the-rules/ (Motorcycle helmets: what are the rules? สหพันธ์สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งยุโรป -FEMA)

https://www.itarda.or.jp/english/itardainfomation/info39/next03.html (1-2. Wearing a crash helmet: Institute for Traffic Accident Research and Data Analysis)

https://www.tisi.go.th/data/standard/fulltext/TIS-369-2557m.pdf (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 369-2557: สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) 

เข้าใจเทรนด์ของ Gen Z เพื่อสื่อสารให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่แบบ Classroom Adventure

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

โปสเตอร์เตือนภัยการหลอกลวงออนไลน์ที่ติดในรถไฟฟ้า ลิงก์เว็บไซต์รณรงค์ให้รู้เท่าทันข่าวปลอม แผ่นพับที่วางแจกในที่สาธารณะ คลิปวิดีโอสอนวิธีป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ–ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการสื่อสารที่เข้าไม่ถึงคนรุ่นใหม่อีกต่อไป 

ในความเห็นของ โนอา โฮริกูชิ (Noa Horiguchi) นักออกแบบและพัฒนาเกมชาวญี่ปุ่นวัย 23 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Classroom Adventure เราจะสร้างภูมิคุ้มกันให้คน Gen Z ปลอดภัยจากการหลอกลวงออนไลน์สารพัดรูปแบบในยุค AI ได้ด้วยการสร้างประสบการณ์ตรงผ่านสื่อที่ถูกจริตคนวัยนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “เกม”

โนอาเป็นวิทยากรพิเศษที่โคแฟคเชิญมาบรรยายพิเศษเรื่อง “Building Trust in the Age of AI” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ภายใต้หัวข้อ “Lost in information: When Disinformation becomes a global risk” ร่วมจัดโดยโคแฟค ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก 11 องค์กร 

โนอาบรรยายพิเศษเรื่อง “Building Trust in the Age of AI” ในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

นอกจากจะเล่าเรื่องราวของ Classroom Adventure บริษัทธุรกิจเพื่อสังคมที่เขาทำร่วมกับเพื่อนมหาวิทยาลัยแล้ว โนอายังให้มุมมองในฐานะคน Gen Z ที่ทำงานสื่อสารกับคน Gen Z (เกิดระหว่างปี 1997-2012) ว่าคนรุ่นใหม่คิดอย่างไร มีพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์อย่างไร และหากต้องการสื่อสารกับคนวัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

รู้จักโนอาและ Classroom Adventure

โนอาเกิดและเติบโตในสหรัฐอเมริกา หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปลายในอเมริกาเขาย้ายกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นและจบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสารสนเทศจากมหาวิทยาลัย Keio เมื่อต้นปี 2569 ระหว่างเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เขากับเพื่อน ๆ ได้ริเริ่มโครงการ Classroom Adventure เพื่อพัฒนาเกมออนไลน์ที่สอนทักษะการตรวจสอบข่าวลวงและการรู้เท่าทันสื่อ

Classroom Adventure เป็นโปรเจกต์ที่โนอาร่วมทำกับเพื่อน ๆ มหาวิทยาลัย Keio พัฒนาเกมที่ให้ผู้เล่นพัฒนาทักษะการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ ปัจจุบันเกม Ray’s Blog มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษและจีน และนำไปให้เด็ก ๆ ในหลายประเทศได้เล่นและเรียนรู้

หนึ่งในเกมที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ Ray’s Blog ที่เขานำไปเล่นกับเยาวชนในโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วญี่ปุ่น และยังได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาและองค์กรภาคประชาสังคมในประเทศต่าง ๆ ที่ทำงานด้านการต่อต้านข่าวลวง รวมทั้งโคแฟค ประเทศไทย ที่ได้เชิญโนอามาแนะนำเกม Ray’s Blog ให้นักข่าวและภาคีเครือข่ายนักตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทดลองเล่นในช่วงปี 2568-2569

นอกจากการทักษะตรวจสอบข่าวลวงแล้ว Classroom Adventure ยังได้รับการสนับสนุนทั้งจากหน่วยงานรัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษาให้ออกแบบและพัฒนาเกมเพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันและมีภูมิคุ้มกันต่อข้อมูลเท็จ อาชญากรไซเบอร์ การหลอกลวงและพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่มีการสอนในหลักสูตรการศึกษา 

“เป้าหมายของเราคือทำให้การเรียนรู้ในห้องเรียนเป็นเรื่องสนุก เป็นเหมือนการผจญภัย เราถนัดในการออกแบบและพัฒนาเกม เราก็เลยใช้เกมเป็นเครื่องมือในการทำให้การเรียนรู้นั้นสนุกตื่นเต้น ไม่น่าเบื่อ” โนอากล่าว “ใครที่เคยได้เล่นเกมของเราอาจจะงงนิดหน่อยว่าตกลงนี่มันเป็นเกม เป็นหนัง หรือเป็นคอร์สบรรยายกันแน่ คำตอบก็คือเกมของเรารวมการสื่อสารในทุกแขนงไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด”   

จากโครงการของนักศึกษามหาวิทยาลัย Classroom Adventure ก่อตัวเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมด้านการศึกษาและส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ โดยมีโนอาเป็นซีอีโอของบริษัท  

ประเทศต่างกัน ปัญหาเดียวกัน

โนอาเล่าว่าคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นเผชิญภัยคุกคามในโลกออนไลน์ไม่ต่างจากคนไทยหรือประเทศอื่นทั่วโลก ปัญหาใหญ่ ๆ คือ

  • การหลอกลวงออนไลน์ เช่น ล่อลวงให้ทำงานผิดกฎหมาย การพนันออนไลน์ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ (e-commerce) ปลอม ในปี 2023 คนญี่ปุ่นเสียทรัพย์สินจากการถูกหลอกลวงออนไลน์เป็นเงินมากถึง 45,000 ล้านเยน (9,250 ล้านบาท) และมีสัญญาณว่าคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงานและมีรายได้ของตัวเองกำลังตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ  
  • การแพร่กระจายของเนื้อหาเท็จทั้งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเมือง การเลือกตั้ง และสุขภาพ มีการศึกษาพบว่า 20% ของข้อมูลอันดับต้น ๆ ที่ได้จากการค้นหา (top search) เป็นข้อมูลเท็จ (misinformation)  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิดีโอติ๊กตอกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต พบว่ามากกว่า 50% ของวิดีโอแนะนำ 100 อันดับแรกมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทางการแพทย์  
  • AI ทำให้การหลอกลวงออนไลน์ทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว น่าเชื่อ และสร้างความเสียหายได้มากกว่าเดิม เพราะการสร้างเว็บไซต์ปลอม วิดีโอปลอม การแพร่กระจายข้อความหลอกลวง ช่องทางการลงทุนปลอม ลิงก์บริจาคปลอม รวมทั้งอาชญากรรมทางไซเบอร์ทุกรูปแบบเกิดขึ้นได้ในพริบตาด้วยคำสั่ง (prompt) เดียว 

พฤติกรรมออนไลน์ของ Gen Z

โนอาเห็นถึงความพยายามของหลายฝ่ายในการสร้างภูมิคุ้มกันคนรุ่นใหม่ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวงและอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่มาในรูปแบบต่าง ๆ แต่ความพยายามเหล่านั้นจะสำเร็จได้ยาก หากไม่เข้าใจพฤติกรรมและความคิดของคนรุ่นใหม่

นี่คือ 3 เรื่องที่โนอาคิดว่าสังคมควรรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการเสพเนื้อหาออนไลน์ของคน Gen Z

1.ไม่สนใจเนื้อหาที่เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์

คนรุ่นใหม่มักจะเลื่อนผ่านเนื้อหาที่เป็นการโฆษณา คำแนะนำหรือแคมเปญรณรงค์ต่าง ๆ แต่ชอบคอนเทนต์ที่ “จริง”  

“เมื่อก่อนนี้ โฆษณาบนเว็บไซต์หรือในโซเชียลมีเดียดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ ตอนนี้ก็ยังใช้ได้อยู่สำหรับคนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่สำหรับคนรุ่นใหม่ ผ่านตาแวบเดียวเขาก็รู้แล้วว่าเป็นโฆษณาแล้วก็จะเลื่อนผ่านไปเลย สิ่งที่จะดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้คือคอนเทนต์ที่เป็นคอนเทนต์จริง ๆ ไม่ใช่ข้อความโฆษณาประชาสัมพันธ์” 

2.ไม่เข้าเว็บไซต์

ทุกวันนี้เว็บไซต์เป็นแค่หน้าบ้านให้คนที่อยากรู้จักองค์กรเข้ามาดูเท่านั้น แต่ไม่ใช่พื้นที่จุดประเด็นสนทนาในโลกออนไลน์ ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่คนรุ่นใหม่จะเข้ามาดู

การเข้าเว็บไซต์น้อยลงนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก AI ที่ทำให้พฤติกรรมการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไป จากเดิมที่ใส่คำค้นในกูเกิล เมื่อกูเกิลแสดงผลเว็บไซต์ขึ้นมาก็จะคลิกเข้าไปดูในเว็บไซต์เหล่านั้น แต่ทุกวันนี้คนดูแต่ “ข้อมูลภาพรวมโดย AI” (AI Overview) ที่ AI ของกูเกิลสรุปมาให้ 

สถิติบอกว่า AI Overview ของกูเกิลทำให้ปริมาณการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ (click through rate-CTR) ของผู้ใช้งาน search engine ลดลงถึง 42% และคาดว่าจะลดลงไปอีกในปี 2569

“พอคุณใส่คำค้นหาในกูเกิลแล้ว AI แสดงข้อมูลภาพรวมขึ้นมาเป็นอันดับแรก คนก็อ่านแค่ข้อมูลที่สรุปมาโดยไม่คลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ (zero click search) ซึ่งพฤติกรรมนี้เพิ่มขึ้นถึง 64.8%”

จากเดิมที่ผู้ผลิตเนื้อหาต้องให้ความสำคัญกับ Search Engine Optiminzation หรือการทำให้ search engine แนะนำเนื้อหาของตน สิ่งที่ต้องให้ความสนใจตอนนี้กลายเป็น GEO–Generative Engine Optimization เพื่อให้ AI มองเห็นเนื้อหาและนำไปแสดงผล  

3.เชื่ออินฟลูเอนเซอร์

อินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและความคิดความเชื่อของคนรุ่นใหม่

“บางทีพวกเขาอาจเชื่ออินฟลูฯ มากกว่าพ่อแม่หรือเพื่อนสนิทด้วยซ้ำ เมื่อก่อนนี้อินฟลูฯ เป็นเหมือนดาราคนดังคนหนึ่ง แต่ตอนนี้กลายเป็นคนที่เด็กรุ่นใหม่มองว่าเข้าใจความคิดความรู้สึกของเขามากกว่าใคร ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยขึ้นมาก่อน” โนอาตั้งข้อสังเกต

เพราะฉะนั้นเวลาที่อินฟลูฯ ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องน่ากังวล เช่น ปัจจุบันนี้มีอินฟลูฯ จำนวนมากออกมาพูดเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งถ้าสิ่งที่พูดนั้นไม่มีข้อมูลวิชาการรองรับก็อาจสร้างความเสียหายหรือความเข้าใจผิดได้ 

ท่ามกลางการหลอกลวงในโลกออนไลน์และการแพร่ระบาดของข้อมูลเท็จโดยมี AI ที่ทำให้อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นเรื่องง่าย การเข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นใหม่จะช่วยให้ภาคส่วนต่าง ๆ ออกแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องเยาวชนจากภัยออนไลน์ 

โนอามองว่าองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันการศึกษาหรือองค์กรภาคประชาสังคมมักประสบปัญหาในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z มักจะใช้วิธีการสื่อสารแบบเดิม ๆ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาใหม่ ๆ การสื่อสารนั้นจึงมักไม่ค่อยได้ผล

เกมของ Classroom Adventure เป็นตัวอย่างนวัตกรรมที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันสื่อและภัยออนไลน์จากประสบการณ์ตรง ซึ่งโนอาเชื่อว่าจะได้ผลดีมากกว่าการสั่งสอนหรือบอกให้เชื่อในรูปแบบเดิม ๆ


 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 11 เมษายน 2569

สส. พรรคประชาชน สร้างภาพในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/y6p9uricifbd


ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความ “ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อป้องกันไม่ให้ Meta นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10z8ckmywn3gh


ขายปืนฉีดน้ำติดหน้ารถยนต์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3hmwm8fg4kmpt


คลิป “เฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ถูกอิหร่านยิงตก”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1axanfnjre2mg


คิง เพาเวอร์ปิดทุกสาขาสิ้นเดือนนี้-เวทีมวยลุมพินีประกาศปิดไม่มีกำหนด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1u6u5whzb8icw


รัฐบาลจีนแนะนำให้นักศึกษาเลิกเรียนแล้วไปหาคู่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/79zekm1sgqm2


เตือนภัยมิจฉาชีพทำเว็บปลอมแอบอ้างโลตัส เนียนช่วงสงกรานต์หลอกทำกิจกรรมรับเงิน ห้ามกดลิงค์เด็ดขาด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2i47r0cmcgsjv


ไทยเสี่ยงวิกฤตแล้ง มีน้ำใช้ได้ 50% กลาง-ตะวันออก เหลือแค่ 42%

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/i165vb56z8v6


ไทยครองแชมป์เบอร์ 1 เอเชีย มิจฉาชีพถล่มสายโทร-SMS เร่งจี้รัฐ-กสทช. วางระบบคัดกรองพื้นฐานปกป้องประชาชน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/wiqn3r25g882


กรมอุตุฯ พยากรณ์อากาศช่วงสงกรานต์นี้ อากาศร้อนจัด-ฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/19bc4aoff6tju

ข้อความ “ไม่ยินยอมให้เฟซบุ๊กใช้ข้อมูลส่วนตัว” เป็นข่าวลวงวนซ้ำ และไม่มีผลทางกฎหมาย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความ “ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อป้องกันไม่ให้ Meta นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นข้อความเท็จที่ถูกเผยแพร่ไม่ต่ำกว่า 10 ปี และไม่มีผลทางกฎหมาย** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6-8 เม.ย. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากโพสต์ข้อความว่า Meta บริษัทผู้ให้บริการเฟซบุ๊กมีกฎใหม่ว่าด้วยการใช้งานรูปภาพของผู้ใช้งาน หากไม่ต้องการให้ Meta ใช้รูปภาพต้องโพสต์ข้อความยืนยันว่าไม่อนุญาตให้ใช้ภาพและข้อมูลส่วนตัว 

ข้อความที่โพสต์ระบุว่า “วันนี้จะเป็นการเริ่มต้นกฎใหม่ของ Facebook (หรือที่เรียกว่า Meta) ซึ่งอนุญาตให้พวกเขาใช้รูปภาพของคุณได้” และ “สมาชิกทุกคนต้องโพสต์โน้ตแบบนี้ หากคุณไม่เผยแพร่ข้อความอย่างน้อยหนึ่งครั้ง จะเข้าใจทางเทคนิคว่าคุณอนุญาตให้ใช้รูปภาพของคุณ รวมถึงข้อมูลที่อยู่ในอัปเดตสถานะโปรไฟล์ของคุณ ฉันขอประกาศว่าฉันไม่ได้ให้สิทธิ์การอนุญาตสําหรับ Facebook หรือ Meta เพื่อใช้ข้อมูลส่วนตัวของฉัน” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้เป็นเนื้อหลอกลวงที่ถูกแชร์วนซ้ำในต่างประเทศมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี สื่อต่างประเทศ เช่น CNN และ BBC รายงานว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กพากันโพสต์ข้อความนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าเฟซบุ๊กและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจะออกมาชี้แจงแล้วว่าข้อความนี้เป็นเท็จและไม่มีผลทางกฎหมาย

เฟซบุ๊กเคยโพสต์ข้อความชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความเท็จนี้เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2555 ว่า “ขณะนี้มีข่าวลือว่าเฟซบุ๊กเปลี่ยนกฎเกี่ยวกับสิทธิในการใช้ข้อมูลและเนื้อหาที่ผู้ใช้งานโพสต์ในเฟซบุ๊ก ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมเนื้อหาและข้อมูลที่ตนเองโพสต์ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการให้บริการ ผู้ใช้งานเป็นผู้ตั้งค่าการแชร์เนื้อหาและข้อมูลที่โพสต์ นี่คือนโยบายของเฟซบุ๊กที่เราใช้มาโดยตลอด”

การที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยนำข้อความนี้กลับมาโพสต์อีกครั้งอาจเกิดจากความกังวลเรื่องการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งตัวแทน Meta ประเทศชี้แจงกับ Thai PBS Verify เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ว่าข้อความที่ส่งต่อกันนี้เป็นข้อมูลเท็จ และอธิบายว่าการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานเป็นไปตามเงื่อนไขการให้บริการและนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Meta ที่ผู้ใช้งานได้ให้ความยินยอมตั้งแต่การสร้างบัญชีเฟซบุ๊ก 

ตามเงื่อนไขการให้บริการและนโยบายความเป็นส่วนตัว Meta จะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานจากกิจกรรมและข้อมูลที่ผู้ใช้ให้ไว้กับแพลตฟอร์มเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงบริการรวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม Meta ระบุว่าไม่มีการขายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานให้บุคคลภายนอก และผู้ใช้งานสามารถจัดการสิทธิความเป็นส่วนตัวได้จากการตั้งค่าบัญชีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และการตั้งค่าบนอุปกรณ์  

วันที่ 9 เม.ย. 2569 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ข้อมูลว่าการโพสต์ข้อความดังกล่าวบนเฟซบุ๊กไม่มีผลทางกฎหมายเนื่องจากทันทีที่สมัครใช้บริการจะถือว่าผู้ใช้งานได้กดยอมรับเงื่อนไขการให้บริการ (Terms of Service) ที่ทางแพลตฟอร์มกำหนดไว้แล้ว การโพสต์ข้อความประกาศส่วนตัวจึงไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทได้ 

สำหรับประเด็นที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กกังวลว่าข้อมูลของตนจะถูกนำไปใช้ในการเทรน AI นั้น Meta ชี้แจงในหน้าศูนย์ความเป็นส่วนตัวว่าข้อมูลที่เป็นสาธารณะ เช่น ข้อความที่โพสต์ ความคิดเห็น รูปภาพและคำบรรยายจะถูกใช้ในการปรับปรุงโมเดล AI แต่ผู้ใช้งานสามารถคัดค้านการนำข้อมูลไปใช้ในระบบ AI ของ Meta ด้วยการส่งแบบฟอร์มคัดค้านไปที่ Meta 

ขั้นตอนการส่งคำคัดค้านมีดังนี้: ไปที่การตั้งค่า (Settings) > ศูนย์ความเป็นส่วนตัว (Privacy Center) > ไปที่หัวข้อ “AI at Meta” > ยื่นคำร้องคัดค้าน (Submit an objection request) > คลิก “ข้อมูลที่คุณได้แชร์ไว้บนผลิตภัณฑ์ของ Meta” ระบบจะลิงก์ไปที่หน้าส่งแบบฟอร์มคัคค้าน > กดปุ่ม Submit 

Taiwan AI Labs กับการสร้าง “AI ที่ไว้ใจได้” เพื่อปกป้องประชาธิปไตยและความปลอดภัยของคนไต้หวัน

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

หากยังทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่บริษัทไมโครซอฟต์ในสหรัฐอเมริกา วันนี้อีธาน ตู คงมีตำแหน่งใหญ่โต ได้เงินเดือนสูงลิ่ว แต่เขาตัดสินใจลาออกกลับมาอยูไต้หวันบ้านเกิดเมื่อสิบปีก่อนและก่อตั้ง Taiwan AI Labs องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา AI  

“หลายคนสงสัยว่าทำไมผมถึงลาออกจากไมโครซอฟต์ทั้งที่เงินเดือนก็ดี การงานก็มั่นคง ผมตอบไปว่าเพราะผมต้องการทำให้ไต้หวันมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” อีธาน ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs กล่าวในช่วงหนึ่งของการบรรยายพิเศษในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

กิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Lost in information: When Disinformation becomes a global risk” ร่วมจัดโดยโคแฟค ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก 11 องค์กร  

เนื่องจากอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่กำลังเพิ่มขึ้นในทุกมิติ รวมถึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างข่าวลวง-ข้อมูลเท็จ โคแฟคจึงเชิญอีธาน ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs มาให้มุมมองเกี่ยวกับ AI และถ่ายทอดเรื่องราวการพัฒนา AI โดยองค์กรภาคพลเมืองซึ่งทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ในไต้หวันมี AI ที่ปลอดภัยใช้โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล

“อย่าไว้ใจ AI”

อีธานก่อตั้ง Taiwan AI Labs ขึ้นเมื่อปี 2017 เพราะรู้ดีว่าในอนาคตอันใกล้ AI คือเทคโนโลยีแห่งอำนาจ และ AI ที่สร้างขึ้นในประเทศใดก็ย่อมถูกออกแบบวางระบบมาให้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศนั้น เขาหยิบยกงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ChatGPT ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทในสหรัฐอเมริกาจะไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้อเมริกาดูแย่ ขณะที่ DeepSeek ของจีนก็จะไม่เสนอข้อมูลในทางลบเกี่ยวกับจีนแถมยังสอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อเพื่อยกย่องจีน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะมันถูกสอนมาให้ประมวลผลจากเนื้อหาที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐบาลจีน

“เพราะฉะนั้นอย่าไว้ใจ AI ที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันถูกสอนโดยบริษัทที่พัฒนามันขึ้นมา  และทำงานเพื่อแสวงหากำไรหรือไม่ก็เพื่อประโยชน์ของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่การปกป้องประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ”

นอกจากนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการ AI ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานได้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร โดยที่เราไม่รู้เลยว่าข้อมูลของเราจะถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้างหรืออาจรั่วไหลไปถึงมือมิจฉาชีพก็ได้

อีธาน ตู (Ethan Tu) ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs บรรยายพิเศษในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวง 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

AI ที่ไว้ใจได้ของไต้หวัน

เมื่อมีข้อกังขาต่อ AI ของบริษัทต่างชาติเหล่านี้ Taiwan AI Labs จึงพัฒนา AI โมเดลที่ชื่อว่า “FedGPT” โดยมีเป้าหมายให้เป็น AI ที่ “ไว้ใจได้และมีความรับผิดชอบ” ที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนไต้หวันสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทโทคโนโลยียักษ์ใหญ่

Fed มาจากคำว่า Federated approach ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนา AI แบบกระจายศูนย์ ซึ่งต่างจากการพัฒนา AI แบบรวมศูนย์ที่ผู้ใช้งานต้องส่งข้อมูลมาที่เซิร์ฟเวอร์กลางเพื่อใช้ในการฝึกฝนโมเดล 

อีธานอธิบายว่า FedGPT เปิดให้แต่ละองค์กรที่ใช้งานไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ธนาคาร สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษาหรือบริษัทเอกชนฝึกโมเดล AI ด้วยชุดข้อมูลของตัวเองโดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลนั้นเข้าเซิร์ฟเวอร์กลาง หลังจากนั้นจึงแชร์โมเดลที่ฝึกฝนเสร็จแล้วกลับมาเพื่ออัปเดตโมเดลกลาง เท่ากับว่าผู้ใช้งานแต่ละองค์กรร่วมกันเทรน AI โดยที่ไม่ต้องแชร์ข้อมูลขององค์กรกับใคร ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการรั่วไหลของข้อมูล 

“เราไม่นำข้อมูลมารวมศูนย์ แต่ละองค์กรมีส่วนในการเทรนอัลกอรึทึมและพัฒนาโมเดลกลางโดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลภายในที่แต่ละองค์กใช้ในการเทรน AI นี่คือหัวใจสำคัญ” อีธานกล่าว “ข้อมูลของผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือลูกค้าธนาคารยังคงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในฐานข้อมูลของโรงพยาบาลและธนาคารแต่ละแห่ง”   

ข้อดีของการพัฒนา AI ด้วย Federated Technology

  • ลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลและการที่ข้อมูลถูกใช้ไปในทางมิชอบ เนื่องจากผู้ใช้งานไม่ต้องแชร์ข้อมูลภายในเข้าระบบกลาง
  • พัฒนาทักษะและศักยภาพการทำงานด้าน AI ของคนในองค์กร ลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีภายนอก  
  • องค์กรสามารถสร้างรายได้จาก AI โมเดลที่ฝึกฝนสมบูรณ์แล้ว เพราะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทเดียวกันมักจะใช้งาน AI ในแบบที่คล้ายกัน 
  • เกิดความร่วมมือกันในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน/ผู้บริโภค เช่น ธนาคารเกือบ 40 แห่งในไต้หวันร่วมมือกันฝึกฝน AI โมเดลจนสามารถระบุพฤติกรรมการหลอกลวงทางการเงินได้ ทำให้ธนาคารสามารถยับยั้งธุรกรรมของมิจฉาชีพได้ก่อนที่การฉ้อโกงจะเกิดขึ้น
  • มีความหลากหลายของ AI โมเดลที่ตอบโจทย์งานด้านต่าง ๆ และลดความเสี่ยงจากการใช้โมเดลใดโมเดลหนึ่ง ปัจจุบันไต้หวันมี AI ที่ใช้ในภาคสาธารณสุขมากกว่า 400 โมเดล 
  • การฝึก AI แบบกระจายศูนย์ทำให้ข้อมูลที่ AI เรียนรู้มีความหลากหลาย การประมวลผลจึงมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและมีอคติน้อยที่สุด 

ที่มา: สรุปจากการบรรยายพิเศษของอีธาน ตู ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs วันที่ 2 เม.ย. 2569

“อธิปไตยทาง AI”

อีธานฉายภาพปัจจุบันและอนาคตของ AI ว่าเทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นความรวดเร็วในการประมวลผลของ AI ไปสู่การพัฒนา AI ที่ไว้ใจได้และกำกับดูแลโดยองค์กรภายในประเทศ (trustworthy and locally-governed AI) เพื่อมุ่งสู่ “AI ที่มีอธิปไตยและธรรมาภิบาล” (Soveign AI and Governance) 

ด้วยเทคโนโลยีการพัฒนา AI แบบกระจายศูนย์ที่ Taiwan AI Labs ริเริ่มขึ้นและได้รับการสนับสนุนทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชน อีธานเชื่อมั่นว่าวันนี้ไต้หวันกำลังมุ่งสู่การมีอธิปไตยทาง AI กล่าวคือมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี มีบุคลากรที่มีศักยภาพในการพัฒนา AI และองค์กรที่กำกับดูแลการใช้ AI ในไต้หวันให้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบสากล โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากต่างชาติ

การต่อสู้ในสงครามข้อมูลข่าวสาร

ไต้หวันกับจีนมีปัญหากันมานาน โลกออนไลน์เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิของความขัดแย้งนี้ Taiwan AI Labs เป็นองค์กรแรก ๆ ที่มองเห็นภัยคุกคามจากการครอบงำและแทรกแซงด้วยข้อมูลข่าวสารจากนอกประเทศ (Foreign Information Manipulation and Interference: FIMI) พวกเขาจึงพัฒนา AI โมเดลมาวิเคราะห์เนื้อหาและบัญชีผู้ใช้งานในโซเชียลมีเดียจนสามารถเปิดโปงขบวนการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียปลอมจำนวนมหาศาลที่ควบคุมโดยบอต

เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ปลอมเหล่านี้มีเป้าหมายให้คนสนับสนุนจีน มองจีนในแง่บวก ต่อต้านสหรัฐฯ และให้ข้อมูลผิด ๆ ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วนในสังคมไต้หวัน เช่น ในช่วงโควิด-19 พบบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียจากจีนจำนวนมากที่ปลอมเป็นคนไต้หวันโพสต์ข้อความโจมตีองค์การอนามัยโลกและเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 เพื่อทำให้คนไม่กล้าไปฉีดวัคซีน

สิ่งที่ Taiwan AI Labs ค้นพบในโครงการวิจัยต่อมาคือ การจัดการเนื้อหาของผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มนั้น “ไม่เป็นกลาง”

โครงการ Project Lutein ของ Taiwan AI Labs เปิดให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไต้หวันส่งเนื้อหาที่ถูกระงับการเผยแพร่เข้ามาที่ฐานข้อมูล เมื่อนำเนื้อหาทั้งหมดมาวิเคราะห์ก็พบว่าโพสต์ที่ถูกเซ็นเซอร์ส่วนมากมีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับจีน อินเดีย ไต้หวัน รัสเซีย สหรัฐฯ และฮ่องกง ในขณะที่โพสต์ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือ hate speech กลับไม่ถูกเซ็นเซอร์

“เราพบว่า 23% ของโพสต์ที่ถูกเซ็นเซอร์เป็นโพสต์ที่สนับสนุนรัฐบาลไต้หวัน และเมื่อนำเนื้อหาที่ถูกเซ็นเซอร์มาวิเคราะห์เทียบเคียงกับนโยบายด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของไต้หวัน เราพบว่า 98% ของเนื้อหาเหล่านี้ไม่ควรถูกเซ็นเซอร์หากยึดตามมาตรฐานของไต้หวัน” อีธานกล่าว 

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของ Taiwan AI Labs ทำการวิเคราะห์เนื้อหาที่เผยแพร่ในติ๊กตอก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของบริษัทจีน โดยสุ่มเลือกเนื้อหาและคอมเมนต์ที่เกี่ยวกับจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ และญี่ปุ่นอย่างละ 100 เรื่อง พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับจีนจะเป็นไปในทางบวก เช่น จีนเป็นประเทศที่แข็งแกร่งและสนับสนุนให้จีนผนวกรวมไต้หวัน ขณะที่เนื้อหาเกี่ยวกับประเทศที่เหลือจะเป็นไปในทางลบ

  • เนื้อหาเกี่ยวกับจีน: 62% เป็นไปในทางบวก เช่น ยกย่องสรรเสริญจีน, สนับสนุนให้จีนผนวกรวมไต้หวัน
  • เนื้อหาเกี่ยวกับไต้หวัน: 95% เป็นไปในทางลบ เช่น รัฐบาลของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party-DPP) กำลังทำลายไต้หวัน, ไต้หวันควรถูกผนวกรวมกับจีน, ไต้หวันควรหยุดยั่วยุจีน
  • เนื้อหาเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา: 100% เป็นไปในทางลบ เช่น สหรัฐฯ “ซื้อ” ไต้หวันไปแล้ว, นักการเมืองพรรค DPP ซุกซ่อนทรัพย์สินในสหรัฐฯ
  • เนื้อหาเกี่ยวกับญี่ปุ่น: 98% เป็นไปในทางลบ เช่น นักการเมืองพรรค DPP ทำงานให้ญี่ปุ่นและมีบรรพบุรุษเป็นชาวญี่ปุ่น, ไต้หวันควรยกเลิกการนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่นเพราะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี

การพัฒนา FedGPT และการเปิดโปงขบวนการปลุกปั่นครอบงำทางความคิดด้วยข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดียและชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาในโซเชียลมีเดียไม่ได้สะท้อนความจริงหรือความคิดเห็นที่แท้จริงของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่อีธานและ Taiwan AI Labs ทำในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้ไต้หวันพึ่งพาตัวเองได้ด้าน AI และทำให้ประชาชนรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร ไม่ตกเป็นเหยื่อของการยุยงปลุกปั่นด้วยข้อมูลเท็จที่ทำเป็นขบวนการ  

อีธานทิ้งท้ายว่าสิ่งที่ Taiwan AI Labs ทำมาทั้งหมดและยังเดินหน้าทำต่อไปนี้ไม่ได้เพื่อสร้างรายได้หรือกำไร แต่เพื่อปกป้องไต้หวันและคนไต้หวัน “เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือทำเท่านั้น” 


โคแฟคตรวจสอบแล้วไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่ารัฐบาลจีนแนะนำให้นักศึกษา “เลิกเรียนแล้วไปหาคู่”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลจีนแนะนำให้นักศึกษาเลิกเรียนแล้วไปหาคู่

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** ไม่พบข้อมูลหรือแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่ารัฐบาลจีนมีนโยบายนี้**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Human world” ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 300,000 บัญชี โพสต์ภาพกลุ่มคนหนุ่มสาวฝังข้อความ “รัฐบาลจีนแนะนำนักศึกษาเลิกเรียนแล้วไปหาคู่ ผลิตลูกออกมาเยอะ ๆ” และเขียนบรรยายว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งในจีนแนะนำให้นักศึกษา “พักการเรียนชั่วคราวเพื่อไปหาคู่ชีวิต” เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 

โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 8 เม.ย. มียอดแชร์มากกว่า 90 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบรายงานข่าวและเว็บไซต์ของทางการจีน ไม่พบข้อมูลว่ารัฐบาลจีนมีนโยบายแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดลดลงด้วยการให้นักศึกษาพักการเรียนเพื่อไปหาคู่ แต่พบว่าเมื่อปี 2566 วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งของจีนประกาศขยายวันหยุดในช่วงเทศกาลเชงเม้งและเชิญชวนให้นักศึกษาใช้ช่วงวันหยุดยาวนี้ออกไปสัมผัสความงามของฤดูใบไม้ผลิและเติมความรักให้ชีวิต ซึ่งกลายเป็นหัวข้อสนทนาของผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวจีนที่มองว่าเป็นความพยายามของสถาบันการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดลดลง

WWMT สื่อท้องถิ่นในมิชิแกน สหรัฐอเมริกา และเว็บไซต์  Asiana Times สื่อออนไลน์ในอินเดียรายงานข่าวนี้เมื่อวันที่ 30 มี.ค. และ 3 เม.ย. 2566 ว่าวิทยาลัยอาชีพ 9 แห่งในเครือฟ่านเหม่ (Fan Mei Education Group) ของจีนประกาศขยายวันหยุดเทศกาลเชงเม้งจาก 1 เป็น 7 วันในช่วงวันที่ 1-7 เม.ย. พร้อมกับอ้างอิงข้อความประชาสัมพันธ์ของ Vocational Flight College of Mianyang ที่ระบุว่าการขยายวันหยุดนี้มีจุดประสงค์ให้นักศึกษาออกไป “ชื่นชมธรรมชาติและตามหาความรัก” 

ข้อความในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวอาจนำรายงานข่าวและข้อความประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยมาบิดเบือนว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนที่ให้นักศึกษาหยุดเรียนเพื่อไปหาคู่ 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากทางสถานทูตจีนแต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ

จีนเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีบุตร รอยเตอร์สรายงานว่าในปี 2569 รัฐบาลจีนมีแผนใช้งบประมาณราว 180 ล้านหยวน (853 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มประชากรผ่านนโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดระหว่างตั้งครรภ์รวมไปถึงการทำเด็กหลอดแก้ว โครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 3,600 หยวน (17,000 บาท) ต่อปี/ต่อบุตรหนึ่งคน การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มถุงยางอนามัย-ยาคุมกำเนิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 รวมถึงเรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษาเพิ่มเนื้อหาที่ส่งเสริมให้นักศึกษามีมุมมองที่เป็นบวกต่อการแต่งงาน ความรัก การมีบุตร และครอบครัว

คิง เพาเวอร์-สนามมวยลุมพินีปิดบริการเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ช่วงโควิด-19

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คิง เพาเวอร์ปิดทุกสาขาสิ้นเดือนนี้-เวทีมวยลุมพินีประกาศปิดไม่มีกำหนด

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ-เป็นข่าวลวงวนซ้ำ** คิง เพาเวอร์และเวทีมวยลุมพินีเปิดให้บริการตามปกติ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Piyacheep S.Vatcharobo” โพสต์ข้อความสรุปเนื้อหาได้ว่า เศรษฐกิจของไทยกำลังย่ำแย่อย่างหนักส่งผลให้คิง เพาเวอร์เตรียมปิดให้บริการทุกสาขาสิ้นเดือนนี้ยกเว้นสาขาในสนามบิน และเวทีมวยลุมพินีประกาศปิดไม่มีกำหนด ทำให้นักมวย พี่เลี้ยงและพนักงานตกงานทันทีแบบไม่มีเงินชดเชย (ลิงก์บันทึก)

โพสต์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่าร้านอาหารบุฟเฟต์ของโรงแรมใบหยกสกายไม่มีลูกค้าจนต้องลดราคาลงเกือบครึ่ง ขณะที่ร้านขายเสื้อผ้าที่ศูนย์การค้าแพลทินัมขายได้น้อยลงมากจนรายได้ไม่พอค่าเช่าพื้นที่ 

ณ วันที่ 7 เม.ย. โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 4,400 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้เป็นข่าวลวงที่ถูกเผยแพร่ซ้ำมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งบริษัทคิง เพาเวอร์ชี้แจงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งว่าไม่เป็นความจริง

ข่าวลวงนี้กลับมาอีกครั้งในเดือน เม.ย. 2569 ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกรทบอย่างหนักจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยมีการเพิ่มเติมข้อความที่เกี่ยวกับรัฐบาลเศรษฐา ทวีสินเข้ามา  

โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อความดังกล่าวในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 

▪️คิง เพาเวอร์-เวทีมวยลุมพินีปิดบริการ

วันที่ 7 เม.ย. โคแฟคได้รับคำยืนยันทั้งจากคิง เพาเวอร์และสนามมวยลุมพินีว่ายังคงเปิดทำการตามปกติ ไม่ได้ปิดหรือมีแผนจะปิดให้บริการตามที่ข้อความในโพสต์กล่าวอ้าง

คิง เพาเวอร์ระบุว่าทุกสาขา ได้แก่ ซอยรางน้ำ, ซิตี บูทีก ณ วัน แบงค็อก, ภูเก็ต, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานภูเก็ต, ท่าอากาศยานอู่ตะเภา, ท่าอากาศยานเชียงใหม่และท่าอากาศยานหาดใหญ่ยังคงเปิดให้บริการและไม่มีแผนจะปิดสาขาตามที่ข้อความในโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวอ้าง

▪️รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายห้ามคิง เพาเวอร์ ที่ตั้งอยู่บริเวณผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้คิง เพาเวอร์ขาดรายได้จนต้องปิดสาขาในสนามบิน

แต่เดิม ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยสามารถซื้อสินค้าจากร้านปลอดอากรขาเข้าได้รวมทั้งสุราปริมาณไม่เกิน 1 ลิตร ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลเศรษฐามีมติเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2567 รับทราบการดำเนินงานของกระทรวงการคลังในการยกเลิกการยกเว้นอากรของที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ขาเข้าเพื่อส่งเสริมการบริโภคและการใช้สินค้าภายในประเทศ เนื่องจากการที่นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าในร้านปลอดอากรขาเข้านั้นทำให้โอกาสในการจับจ่ายในประเทศลดลง

คิง เพาเวอร์ชี้แจงทางเฟซบุ๊กว่า “ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการบริโภคและการใช้สินค้าภายในประเทศ การจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี Duty Free ในพื้นที่ขาเข้าทุกสนามบินได้ถูกยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2567 เป็นต้นไป โดยร้านค้า Duty Free คิง เพาเวอร์ ทุกท่าอากาศยาน เปิดให้บริการเฉพาะในพื้นที่ขาออกระหว่างประเทศ ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าในวันที่เดินทางออกนอกประเทศเท่านั้น ไม่สามารถซื้อสินค้า Duty Free บริเวณขาเข้าได้”

ส่วนข้อความที่ระบุว่านโยบายของรัฐบาลเศรษฐาส่งผลให้คิง เพาเวอร์ขาดรายได้และต้องปิดร้านลงนั้นเป็นความคิดเห็นของผู้เผยแพร่ข้อความ 

▪️ร้านอาหารบุฟเฟต์โรงแรมใบหยกสกายไม่มีลูกค้า ต้องลดราคาจาก 1,800 บาทเหลือ 650 บาท

แอดมินเพจ “Baiyoke Sky” ซึ่งเป็นเพจทางการของโรงแรมให้ข้อมูลกับโคแฟคว่ายังคงมีลูกค้าใช้บริการตามปกติ ส่วนการลดราคาบุฟเฟต์นั้น ทางโรงแรมได้จัดโปรโมชันลดราคาตามเทศกาลต่าง ๆ มาเป็นระยะ เช่น ราคาโปรโมชันบุฟเฟต์มื้อกลางวันช่วงวันหยุดสงกรานต์ลดเหลือ 790 บาท/คน 

▪️ประตูน้ำไม่มีคนเดิน ร้านเสื้อผ้าศูนย์การค้าแพลทินัม ขายได้น้อยลง รายได้ไม่พอค่าเช่าพื้นที่

วันที่ 7 เม.ย. 2569 เวลา 13.00 น. โคแฟคลงพื้นที่ศูนย์การค้าแพลทินัม ประตูน้ำพบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาเดินเลือกซื้อสินค้า โดยนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาแน่นในชั้น 1 และชั้น 2 ส่วนชั้น 3 และชั้นใต้ดินค่อนข้างบางตา ผู้ค้าส่วนหนึ่งให้ข้อมูลว่าขายได้เรื่อย ๆ บางวันขายดีบางวันขายไม่ดี ผู้ค้าบางรายกล่าวว่าลูกค้าลดลงจริง คาดว่าเป็นเพราะน้ำมันแพงทำให้คนไม่อยากเดินทางมาหรือใช้จ่ายน้อยลง และผู้ค้ายังได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงอีกด้วย  

ไทยครองแชมป์เบอร์ 1 เอเชีย มิจฉาชีพถล่มสายโทร-SMS เร่งจี้รัฐ-กสทช. วางระบบคัดกรองพื้นฐานปกป้องประชาชน

COFACT ร่วมกับ Gogolook เผยสถิติน่าตกใจ ไทยพุ่งทะยานอันดับ 1 ประเทศที่มิจฉาชีพพุ่งเป้าโจมตีสูงสุดในเอเชีย พบยอดสายโทรและ SMS ก่อกวนปี 2568 สูงถึง 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น16% ชี้กลโกงยกระดับเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติ ใช้จิตวิทยาเล่นกับความกลัว-ความรัก-ความโลภ หลอกได้ทุกวัยไม่เว้นแม้แต่นักศึกษา ขณะที่ภาคประชาชนจี้ กสทชเร่งจัดระเบียบSMS ภายในสิงหาคมนี้ ย้ำต้องเป็นบริการพื้นฐานที่ไม่ปล่อยให้เบอร์ผิดกฎหมายหลุดรอดมาถึงผู้ใช้บริการ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยในรายการ”โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” ถึงสถานการณ์ภัยไซเบอร์ที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างหนัก โดยระบุว่าข้อมูลจากรายงานของWhoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้า พบสถิติที่น่าตกใจว่าประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของมิจฉาชีพในเอเชียซึ่งตัวเลขความสูญเสียและจำนวนครั้งการก่อกวนไม่ได้ลดลงเลยแม้จะมีการปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มิจฉาชีพได้ทำการก่อกวนคนไทยผ่านสายโทรศัพท์และ SMS รวมกันกว่า173 ล้านครั้ง ปัญหานี้ถูกยกระดับจากอุตสาหกรรมครอบครัวกลายเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติที่มีการทำงานอย่างเป็นระบบ

ด้าน กชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท Gogolook Thailand ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall ให้รายละเอียดว่า สถิติ 173 ล้านครั้งนั้นเป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้บริการ Whoscall ในไทยจำนวน 35 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าหากรวมประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก โดยยอดการก่อกวนเพิ่มขึ้น16% จากปีก่อนหน้า จากการตรวจสอบพบว่ามิจฉาชีพทำงานในรูปแบบบริษัท มีทั้งนายทุน ผู้สรรหาพนักงาน (Recruit) ที่ใช้วิธีหลอกลวงคนไปทำงานหรือค้ามนุษย์ และทีมงานจัดหาข้อมูลส่วนบุคคลโดยมักใช้ SMS เป็นเครื่องมือด่านแรกในการ “ตกเบ็ด” เพื่อดึงข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน ผ่านลิงก์ปลอมที่เลียนแบบหน่วยงานรัฐ อาทิ กรมบัญชีกลาง กระทรวงสาธารณสุขหรือกรมที่ดิน โดยเน้นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ เช่น การอัปเดตเงินฌาปนกิจหรือการเสียภาษีที่ดิน

กชศรยังระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่ขยายกว้างขึ้นว่า ไม่ได้มีเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ แต่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของเหยื่อสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มิจฉาชีพมักใช้จิตวิทยาทำให้เด็กกลัว เช่น อ้างว่าบัญชีธนาคารของพ่อแม่กำลังถูกตรวจสอบ ทำให้เด็กยอมทำตามเพื่อปกป้องครอบครัว

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ “Romance Scam” ที่ปรับเปลี่ยนมาหลอกลวงกลุ่มผู้สูงอายุที่เหงา หรือแม้แต่เคสแม่บ้านต่างด้าวที่ถูกหลอกให้หลงรักจนต้องมาเบิกเงินเดือนล่วงหน้าจากนายจ้างเพื่อส่งไปให้มิจฉาชีพซึ่งความสูญเสียเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่มูลค่าเงิน แต่รวมถึงการสูญเสียโอกาสทางสังคม เช่น คนไม่กล้ารับสายแปลกหน้าจนพลาดการติดต่อเรื่องงาน หรือพลาดสายสำคัญจากสภากาชาดไทยเรื่องการรับบริจาคอวัยวะ

ในส่วนของแนวทางการแก้ไข นางสาวสุภิญญาได้เสนอแนะว่า ภาครัฐและ กสทช. ควรยกระดับการคัดกรองเบอร์โทรศัพท์และ SMS ให้เป็นบริการขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการจัดการเบอร์ Simbox หรือเบอร์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถตรวจสอบและบล็อกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจี้ให้ กสทช. รักษาสัญญาที่จะจัดระเบียบการลงทะเบียนผู้ส่ง SMS (Sender Name) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ เพื่อทำความสะอาดระบบ (Big Cleaning Day) และลดช่องว่างที่มิจฉาชีพจะเข้าถึงประชาชน เพราะในปัจจุบันการส่ง SMS มีต้นทุนต่ำและทำได้ในปริมาณมากมิจฉาชีพจึงสามารถปรับเปลี่ยนข้อความให้เข้ากับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

สำหรับมาตรการในระยะยาว กชศรเสนอ 3 เสาหลักในการรับมือคือ 1. การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งจากภาครัฐ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าในช่วงที่มีการตัดไฟตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตามชายแดน ยอดมิจฉาชีพจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด 2. การให้ความรู้ (Education) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน และ 3. เครื่องมือทางเทคโนโลยี(Tools) ที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่นางสาวสุภิญญากล่าวทิ้งท้ายว่าท้ายที่สุดประชาชนต้องพึ่งพาตนเองด้วยการ “ตั้งสติ” อย่าเพิ่งเชื่อและอย่าเพิ่งโอน รวมถึงสร้างระบบชุมชนและครอบครัวที่เข้มแข็งในการปรึกษาหารือกันก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมใดๆ เพื่อป้องกันความเจ็บปวดจากการถูกหลอกลวงที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยในยุคดิจิทัล