คลิปน้ำท่วมภูเก็ตเดือน พ.ย. 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมเส้นทางแม่สอด-เมียวดี ใน จ.ตาก

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมเส้นทางเชื่อมแม่สอด-เมียวดี

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปน้ำท่วมที่ จ.ภูเก็ต เมื่อเดือน พ.ย. 2568

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ส.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Maung Zaw Naing’ ซึ่งระบุว่าเป็นนักธุรกิจขายรถมือสองใน อ.แม่สอด จ.ตาก และมีผู้ติดตามมากกว่า 13,000 บัญชี โพสต์คลิปความยาว 22 วินาที ติดแฮชแท็ก myanmar ในคลิปมีเสียงบรรยายเป็นภาษาเมียนมา แปลเป็นไทยได้ว่าเส้นทางเชื่อมระหว่าง อ.แม่สอด จ.ตาก และเมืองเมียวดีของเมียนมามีน้ำท่วม ขอแนะนำให้ผู้ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ หรือเมียวดีระงับการเดินทางไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปเดียวกันนี้เคยถูกโพสต์โดยเพจเฟซบุ๊ก ‘Phuket Times ภูเก็ตไทม์’ ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นใน จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ระบุเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณนาในซอย 8 ป่าตอง ภูเก็ต

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยการนำจุดสังเกตในคลิปไปสืบค้นใน Google Street View พบว่า จุดที่น้ำท่วมในคลิปคือบริเวณอาคาร 2 ชั้นซึ่งตั้งอยู่ที่ ซอยนาใน 8 ถนนนาใน ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต

คลิปนี้ถูกเผยแพร่ในช่วงที่หลายพื้นที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม-น้ำป่าไหลหลากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับพื้นที่แม่สอด-เมียวดี สำนักข่าว The Irrawaddy รายงาน ว่าเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2569 ฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเมยบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาเพิ่มสูงขึ้นจนไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำทั้งฝั่งเมียวดีและแม่สอด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 เวลา 17.12 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของไทยได้ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนฝนตกหนัก อ.แม่สอด จ.ตาก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง พื้นที่ริมคลอง/ลำน้ำ ที่ลุ่มต่ำที่ลาดเชิงเขา ให้ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ และติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

คลิปประท้วงที่สถานทูตอิสราเอลในเม็กซิโกปี 67 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำและทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปประท้วงและเผาสถานทูตอิสราเอลในเม็กซิโกในเดือนสิงหาคม 2569

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** เป็นภาพเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2567

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 24-25 ส.ค. 2569 พบบัญชีเฟซบุ๊กและ X ทั้งในไทยและต่างประเทศ โพสต์คลิปวิดีโอผู้ชุมนุมที่บางส่วนถือธงชาติปาเลสไตน์ ก่อจลาจลขว้างปาสิ่งของและจุดไฟเผา โดยระบุว่าเป็นเหตุประท้วงและเผาสถานทูตอิสราเอลในเม็กซิโก โดยบางโพสต์ฝังข้อความว่า “Breaking News” ทำให้เข้าใจว่าเป็นข่าวด่วนหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปดังกล่าวมีโลโก้ของ Mint Press News (MPN) สื่อออนไลน์ในสหรัฐฯ ที่มักนำเสนอเนื้อหาต่อต้านอิสราเอล โคแฟคจึงสืบค้นบัญชีโซเชียลมีเดียของ MPN และพบว่าคลิปนี้ถูกเผยแพร่ทางบัญชี X @MintPressNews เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2567 พร้อมคำบรรยายว่า “ผู้ประท้วงขว้างปาก้อนหินและระเบิดขวดใส่สถานทูตอิสราเอลในกรุงเม็กซิโกซิตี้เพื่อประท้วงอิสราเองที่สังหารผู้บริสุทธิ์รวมทั้งเด็ก ๆ ในราฟาห์”

เมื่อค้นหาเพิ่มเติมด้วย Google Lens พบว่า Middle East Monitor องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ขับเคลื่อนประเด็นตะวันออกกลางและปาเลสไตน์เคยเผยแพร่คลิปเหตุการณ์เดียวกันนี้ทางเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2567 โดยบรรยายว่าเป็นการชุมนุมประท้วงที่สถานทูตอิสราเอลในเม็กซิโกของกลุ่มผู้ที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2567 การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพอิสราเอลโจมตีศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยในเมืองราฟาห์ ในฉนวนกาซา

สื่อมวลชนบางสำนัก เช่น Al Jazeera และ Daily Express US รายงานการชุมนุมครั้งนี้ว่ามีผู้เข้าร่วมราว 200 คน ในกรุงเม็กซิโกซิตี้ เพื่อประท้วงกรณีกองทัพอิสราเอลโจมตีศูนย์พักพิงของผู้อพยพบบริเวณนอกเมืองราฟาห์เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2567 ซึ่งทางการปาเลสไตน์รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 ราย โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

ℹ️ ข้อสังเกตโคแฟค: เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย แต่พบว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว และเป็นการเผยแพร่ในช่วงที่มีกระแสความไม่พอใจและกังวลต่อพฤติกรรมของชาวอิสราเอลบางส่วนที่เดินทางมาท่องเที่ยวหรือพำนักระยะยาวในไทย

รัฐบาลไม่ได้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่คุณสมบัติไม่ผ่าน ยื่นขอทบทวนสิทธิได้ถึง 31 ส.ค. 69

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ขยายเวลายื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 

❌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิด** ประชาชนที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและต้องการอุทธรณ์จะต้องยื่นความประสงค์ขอทบทวนสิทธิภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ส.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์’ โพสต์ข้อความว่า “ประกาศภาครัฐ เลื่อนกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใบเดิมถึง 30 กันยายน 2569 นี้ ให้สิทธิผู้สูงอายุโดยไม่ต้องยื่น กลุ่มอายุ 60 ถึง 80 ปี รับเงินช่วยเหลือ 300 บาทเท่าเดิม” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC ยืนยันกับโคแฟควันนี้ (25 ส.ค. 2569) ว่ากำหนดการยื่นอุทธรณ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ยังเป็นกำหนดเดิมคือภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยังไม่ได้มีการขยายเวลาไปถึงสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของรองโฆษกรัฐบาลและอธิบดีกรมการปกครอง ดังนี้ 

▪️23 ส.ค. 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและไทยรัฐรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ประชาชนที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติลงทะเบียนรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 และประสงค์ขอทบทวนสิทธิจะต้องยืนยันความประสงค์ขอทบทวนสิทธิ”ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569

▪️24 ส.ค. 2569 อมรินทร์และไทยโพสต์รายงานว่า นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองกล่าวถึงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประจำปี 2569 ว่าขณะนี้มีผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วมากกว่า 4.5 ล้านคน และยังมีประชาชนที่ไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกมากกว่า 4.7 ล้านคน ดังนั้นขอให้ประชาชนที่ประสงค์จะทบทวนสิทธิเร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569 

ℹ️ ปฏิทินสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 

วันที่ 27 ก.ค. 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเรื่องการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 โดยกำหนดวันที่เกี่ยวข้อง ดังนี้  

-ให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทุกราย เริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค. 2569 

-ให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 

-ประชาชนยื่นความประสงค์ขอทบทวนสิทธิได้ถึงวันที่ 31 ส.ค. 2569 และหน่วยงายตรวจสอบคุณสมบัติแก้ไขข้อมูลได้ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569

“แอสตร้าเซนเนก้ายอมรับวัคซีนโควิดทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน” เป็นข่าวเก่าปี 67 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: บริษัทแอสตร้าเซนเนก้ายอมรับวัคซีนโควิดทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน 

📌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ปี 2567 และเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก**

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ส.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพที่สร้างด้วย AI เป็นภาพวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ฝังข้อความว่า “บริษัทแอสตร้าเซนเนก้าออกมายอมรับ ทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน ใครฉีดกันบ้างเอ่ย” ณ วันที่ 24 ส.ค. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 130 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

นอกจากนี้ยังมีบัญชีผู้ใช้ติ๊กต็อก ‘ชื่อเหมียว แม่เรียก’ นำคลิปข่าวเก่า พาดหัวข่าวว่า “แอสตร้าเซนเนก้า ยอมรับวัคซีนทำให้ลิ้มเลือดอุดตัน” มาเผยแพร่ซ้ำทำให้มีคนจำนวนมากเข้าใจว่าเป็นข่าวล่าสุด คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 2.5 ล้านครั้ง และแชร์มากกว่า 75,000 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: แอสตร้าเซนเนก้า บริษัทร่วมทุนอังกฤษ-สวีเดน ออกมายอมรับในเมื่อเดือน ก.พ. 2567 ว่าวัคซีนโควิด-19 ที่บริษัทพัฒนาขึ้นอาจทำให้เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งสื่อต่างประเทศและสื่อไทยรายงานเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง รวมทั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติก็ได้เผยแพร่เอกสารให้ข้อมูลในเรื่องนี้เช่นกัน กรณีนี้จึงเป็นการนำข่าวเก่าตั้งแต่สองปีที่แล้วมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้บริบทและข้อมูลที่ครบถ้วน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนก

โคแฟคสรุปลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ดังนี้

▪️ปี 2566 ผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในอังกฤษฟ้องร้องแอสตร้าเซนเนก้าว่าวัคซีนของบริษัททำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยร้ายแรงจากอาการลิ่มเลือดอุดตัน

▪️กุมภาพันธ์ 2567 แอสตร้าเซนเนก้ายอมรับในเอกสารคำชี้แจงที่ยื่นต่อศาลสูงของอังกฤษว่า วัคซีนโควิด-19 ที่บริษัทพัฒนาขึ้น อาจทำให้เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตัน (TTS) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยาก แอสตร้าเซนเนก้าระบุด้วยว่าสาเหตุของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันยังไม่แน่ชัด อีกทั้งยังเกิดได้แม้ไม่ได้ฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าหรือวัคซีนยี่ห้ออื่น

▪️เมษายน 2567 The Telegraph สื่ออังกฤษรายงานโดยอ้างผลการศึกษาที่เป็นอิสระว่า วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิภาพอย่างมากในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า วัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนผลข้างเคียงที่นำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความนั้นเป็นกรณีที่พบได้ยากมาก

▪️พฤษภาคม 2567 สถาบันวัคซีนแห่งชาติเผยแพร่เอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องภาวะลิ่มเลือดร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำภายหลังการได้รับวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ระบุว่า

1. ในประเทศไทย มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าทั้งหมด 48,730,984 โดส พบผู้สงสัยหรือยืนยันภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำจำนวน 7 ราย อัตราการเกิดภาวะ TTS เท่ากับ 0.014 ต่อ 100,000 ประชากร หรือจะพบผู้มีภาวะดังกล่าวได้ 1 ราย ในผู้ได้รับวัคซีนจำนวน 10,000,000 คน

2. ภาวะ TTS ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับวัคซีน ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายใน 3-21 วันแรกหลังจากที่ได้รับวัคซีน ซึ่งมักพบภายหลังการฉีดวัคซีนเข็มแรกมากกว่าเข็มที่สอง และพบในคนอายุน้อยมากกว่าผู้สูงอายุ ปัจจุบันยังไม่ทราบปัจจัยเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โดยจากการเก็บข้อมูลพบว่าภาวะ TTS มักเกิดในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติการเกิดลิ่มเลือดมาก่อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง รวมถึงผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากระบบภูมิคุ้มกัน

3. ความเสี่ยงของการเกิดภาวะ TTS ภายหลังจากการป่วยด้วยโควิด-19 สูงกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากการได้รับวัคซีนโควิด-19 หลายเท่า

4. WHO ได้ออกเอกสารคำแนะนำสำหรับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า (ปรับปรุงล่าสุดปี 2565) ระบุว่าในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคมีมากกว่าความเสี่ยงอย่างมาก แต่การประเมินประโยชน์และความเสี่ยงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ จากข้อมูลทั่วโลกพบว่าการรับวัคซีนมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงสูงที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากหากประชากรในกลุ่มนี้ป่วยด้วยโควิด-19 มีโอกาสที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิตได้ และความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่มีสาเหตุมาจากการป่วยด้วย โควิด-19 จะเพิ่มขึ้นตามอายุ สำหรับผู้ที่มีภาวะ TTS ภายหลังการรับวัคซีนโดสแรก ไม่ควรได้รับวัคซีนชนิดเติมเป็นโดสที่สอง

5. ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว 

▪️พฤษภาคม 2567 สำนักข่าว Hfocus รายงานคำชี้แจงจาก นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรคในขณะนั้นว่า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจะเกิดขึ้นหลังการรับวัคซีน 5-42 วัน เท่านั้น หากภาวะลิ่มเลือดอุดตันเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่น่าจะใช่อาการที่เกิดจากวัคซีน จึงขอให้ประชาชนที่ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอย่ากังวล

นพ. ธงชัยระบุว่าภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังการฉีดวัคซีนนั้นเกิดขึ้นได้ทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยพบว่ามีผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันที่เข้าข่ายว่าเกิดจากการฉีดวัคซีน 7 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 2 ราย

คลิปเตือนภัย “หยุดทำ 4 อย่างนี้ขณะฝนตก” เป็นเนื้อหาจริง ตรงตามหลักการป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: 4 ข้อห้ามทำในบ้านหรืออาคารขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ส.ค. 2569 มีประชาชนส่งคลิปวิดีโอติ๊กต็อกว่าด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ห้ามทำให้บ้านหรืออาคารขณะเกิดฝนฟ้าคะนองมาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริง

คลิปดังกล่าวมาจากผู้ใช้งานชื่อ ‘หมอเบนซ์ มาสเตอร์พีซ’ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 โดยเจ้าของคลิปคือ นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย กล่าวถึงข่าวชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่าขณะใช้โทรศัพท์มือถือที่กำลังชาร์จแบตเตอรี่อยู่ภายในบ้านใน จ.บุรีรัมย์ นพ. โฆษิตเตือนว่าแม้จะอยู่ในบ้านหรืออาคารก็อาจถูกฟ้าผ่าได้ โดยมีข้อมูลว่าหนึ่งในสามของผู้เสียชีวิตจากฟ้าผ่าเกิดภายในบ้าน เพื่อความปลอดภัย ผู้ที่อยู่ในบ้านไม่ควรทำ 4 ข้อต่อไปนี้ในช่วงที่เกิดฝนฟ้าคะนอง 

  1. สัมผัสกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือที่ชาร์จแบตฯ อยู่ 
  2. ใช้โทรศัพท์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะไฟฟ้าอาจมาทางสายโทรศัพท์บ้านหรือสาย LAN 
  3. อาบน้ำหรือล้างจาน 
  4. อยู่ใกล้หรือสัมผัสส่วนประกอบของบ้านที่มีโลหะ เช่น กรอบหน้าต่างหรือผนังคอนกรีตที่มีเหล็กเส้นอยู่ข้างใน 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คำเตือนในคลิปดังกล่าวสอดคล้องกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ที่เผยแพร่คำแนะนำเพื่อป้องกันการได้รับอันตรายจากฟ้าผ่า (ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569) โดยในส่วนของผู้ที่อยู่ภายในอาคาร (Indoor) มีคำแนะนำดังนี้ 

1. หลีกเลี่ยงน้ำ: ห้ามอาบน้ำ ล้างจาน หรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านท่อประปาของอาคารได้ ความเสี่ยงที่ฟ้าผ่าจะผ่านท่อประปาอาจน้อยกว่าในท่อพลาสติกเมื่อเทียบกับท่อโลหะ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับท่อประปาและน้ำที่ไหลขณะเกิดพายุฟ้าผ่า เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกฟ้าผ่า 

2. ห้ามสัมผัสอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: ฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านระบบไฟฟ้า ระบบรับสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ และสายไฟหรือแท่งโลหะ ในผนังหรือพื้นคอนกรีตได้ ห้ามใช้อุปกรณ์ที่เสียบปลั๊กไฟอยู่ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป เครื่องเล่นเกม เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า หรือเตา ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากทั่วทั้งบ้านเพื่อปกป้องเครื่องใช้ไฟฟ้า 

3. หลีกเลี่ยงหน้าต่าง ประตู ระเบียง และพื้นคอนกรีต: อยู่ห่างจากหน้าต่างและประตู และอย่าขึ้นไปบนระเบียง ห้ามเอนตัวนอนบนพื้นคอนกรีตหรือพิงกำแพงคอนกรีตขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าผ่าสามารถทะลุผ่านสายไฟหรือเหล็กเส้นในกำแพงหรือพื้นคอนกรีตได้ แม้ว่าการบาดเจ็บจากฟ้าผ่าประเภทนี้จะไม่พบบ่อยนัก แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นผิวคอนกรีตขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง 

4. อย่าใช้โทรศัพท์แบบมีสาย: โทรศัพท์แบบมีสายไม่ปลอดภัยที่จะใช้ในระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ห้ามใช้เด็ดขาด ส่วนโทรศัพท์ไร้สายหรือโทรศัพท์มือถือสามารถใช้ได้ระหว่างเกิดพายุ  

ขณะที่ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมว่า คลิปดังกล่าวมีคำแนะนำด้านความปลอดภัยหลายส่วนที่ถูกต้อง แต่ข้อความว่า “หนึ่งในสามของผู้เสียชีวิตจากฟ้าผ่าเกิดภายในบ้าน และเป็นสถิติเหมือนกันทั่วโลก” ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือรองรับ ตัวเลขราวหนึ่งในสามที่มักถูกนำมาอ้างหมายถึงผู้บาดเจ็บภายในอาคารในข้อมูลบางชุด ไม่ใช่ผู้เสียชีวิตภายในบ้าน และไม่อาจใช้แทนสถิติทั่วโลกได้ เพราะลักษณะอาคาร ระบบป้องกันฟ้าผ่า และการเก็บข้อมูลของแต่ละประเทศแตกต่างกัน 

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ส่วนใหญ่ยังชี้ว่าการเสียชีวิตสัมพันธ์กับกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่า ดังนั้น อาคารถาวรที่แข็งแรงและปิดมิดชิดจึงยังเป็นสถานที่หลบฟ้าที่ปลอดภัยกว่ากลางแจ้งมาก แต่ไม่ได้ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ เพราะเมื่อฟ้าผ่าตัวอาคาร บริเวณใกล้เคียง หรือระบบที่เชื่อมต่อกับอาคาร กระแสฟ้าผ่าและแรงดันกระโชกอาจเข้าสู่ภายในผ่านสายไฟ สายโทรศัพท์หรือสายสัญญาณที่เป็นตัวนำ ระบบประปา ตลอดจนส่วนโลหะหรือเหล็กเสริมที่เป็นเส้นทางกระแส รวมทั้งอาจเกิดการวาบไฟข้าม (side flash) จากความต่างศักย์ระหว่างส่วนตัวนำภายในอาคาร จึงก่ออันตรายต่อผู้อยู่ภายในได้แม้ไม่ได้สัมผัสตัวนำโดยตรง

ดร.สุพรรณย้ำว่า เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้อง ควรเข้าไปอยู่ในอาคารถาวรที่แข็งแรงและปิดมิดชิด และรออย่างน้อย 30 นาทีหลังเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้าย ภายในอาคารควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่เสียบปลั๊ก โทรศัพท์บ้านแบบมีสาย และคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับระบบไฟฟ้าหรือเครือข่ายแบบใช้สาย งดอาบน้ำหรือล้างจาน อยู่ห่างจากประตูและหน้าต่าง และไม่พิงผนังหรือนอนบนพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เสียบชาร์จและไม่ได้ต่อกับสายที่เชื่อมโยงออกนอกอาคาร โดยทั่วไปสามารถใช้งานได้ เพราะไม่ได้เป็นเส้นทางนำกระแสจากระบบไฟฟ้าหรือระบบสื่อสารภายนอก หากต้องการถอดปลั๊กควรถอดก่อนพายุเข้าถึง ไม่ควรจับปลั๊กขณะมีฟ้าคะนอง 

“สำหรับการป้องกันระยะยาว ควรประเมินความเสี่ยงและออกแบบระบบป้องกันฟ้าผ่า (LPS) การประสานศักย์ ระบบต่อลงดิน และอุปกรณ์ป้องกันแรงดันกระโชก (SPD) ทั้งด้านไฟฟ้ากำลังและสายสัญญาณให้ทำงานประสานกัน ตามมาตรฐาน วสท. และมาตรฐาน IEC 62305 ส่วนที่เกี่ยวข้อง มิใช่อาศัยการติดตั้ง SPD เพียงอย่างเดียว” ดร.สุพรรณกล่าว

AI ท้าทายงานตรวจสอบข่าวลวง นักวิชาการชี้ต้องปรับตัว-แบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ

20 สิงหาคม 2569 – รายการ Cofact Live Talk ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) พูดคุยกับ ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “AI สื่อไทย และความจริงในศตวรรษที่ 21” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยชี้ให้เห็นความท้าทายใหม่ของงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเร่งทั้งการสร้างและการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร

ดร.วศินกล่าวถึงหนังสือสองเล่มที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านสื่อและการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเล่มแรกคือ “โคแฟคประเทศไทย ในห้วงความเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ใหม่สำหรับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง” ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกับโคแฟค และสะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้งานตรวจสอบข้อเท็จจริงทำได้รวดเร็วขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตข่าวลวงก็มีเครื่องมือ AI เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเทคโนโลยี Deepfake และเครื่องมือสร้างเนื้อหาด้วย AI ที่ทำให้การผลิตและเผยแพร่ข้อมูลเท็จทำได้รวดเร็วและแนบเนียนขึ้น

“มันเหมือนแรงผลักแรงดึงในการทำงาน แต่ว่าในแรงผลักแรงดึงนั้น ผมว่าในฝั่งคนที่เป็นนักปล่อยข่าวลวงก็เหมือน On Steroid อยู่ในระดับหนึ่ง เพราะเครื่องมือ AI ต่าง ๆ ทำให้การสร้างภาพหรือทำข่าวลวงเร็วขึ้น” ดร.วศินกล่าว

ประเด็นที่สอง คือความสำคัญของ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่หลากหลาย โดยเฉพาะการมองกลุ่มประชากรที่มักถูกมองว่าเป็นผู้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว เช่น ผู้สูงอายุ ซึ่งแม้จะมีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อจากข้อมูลออนไลน์ แต่ในอีกด้านหนึ่งสามารถพัฒนาให้เข้ามามีบทบาทเป็นเครือข่ายนักตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ จึงเป็นเรื่องของการเสริมพลังให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับมือกับข้อมูลข่าวสาร

ประเด็นที่สาม งานตรวจสอบข้อเท็จจริงกำลังขยายไปสู่ปัญหาที่หลากหลายมากขึ้น ทั้ง ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) การคุกคามทางออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี Deepfake และ AI มาใช้สร้างข้อมูลเพื่อหลอกลวงเอาเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคล

ส่วนหนังสืออีกเล่มคือ “thAI Media System: ปัญญาประดิษฐ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อไทย” มีเนื้อหา 6 บท และมุ่งมอง “ระบบสื่อ” ในภาพรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะการนำ AI มาใช้ในห้องข่าว แต่พิจารณาบทบาทของผู้เล่นทั้งหมด ตั้งแต่สื่อมวลชน ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทแพลตฟอร์ม ภาคประชาสังคม รวมถึง “นิวส์ฟลูเอนเซอร์” หรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านข่าวที่มีผู้ติดตามและมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของสังคม

ดร.วศินกล่าวว่า ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ จริยธรรมและความโปร่งใสในการใช้ AI โดยมีการศึกษาตัวอย่างแนวทางจากสหภาพยุโรป (EU) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อาเซียน และประเทศไทย เช่น หากใช้ AI สร้างภาพประกอบข่าว ควรระบุให้ชัดเจน ขณะที่ในระดับแพลตฟอร์มยังมีโจทย์เรื่อง Algorithmic Transparency หรือความโปร่งใสของอัลกอริทึม ว่าบริษัทแพลตฟอร์มจะเปิดเผยกระบวนการทำงานและผลกระทบจากระบบได้มากน้อยเพียงใด และข้อมูลดังกล่าวต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการตรวจสอบการทำงานของอัลกอริทึม หรือ Algorithm Watch ซึ่งควรทำควบคู่กัน 2 ด้าน คือ ติดตามว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างไร ทั้งในงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและการสร้างหรือบิดเบือนข้อมูล จากนั้นต้องประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พร้อมสื่อสารผลการติดตามตรวจสอบให้สังคมรับรู้

สำหรับความท้าทายในระยะต่อไป ดร.วศินมองว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO อาจนำ AI เชิงตัวแทน หรือ Agentic AI มาใช้สร้างข้อความที่สามารถปรับให้เข้ากับเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ จากเดิมที่การใช้บอตมักสร้างข้อความซ้ำ ๆ จนสามารถตรวจจับได้ง่ายขึ้น เทคโนโลยีรูปแบบใหม่อาจทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการสร้างความรู้เท่าทันสื่อทำได้ยากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม งานเหล่านี้ยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไป

ดร.วศินเสนอว่า แนวทางรับมือควรเริ่มจากการทบทวนว่า หลักจริยธรรมและความโปร่งใสที่มีอยู่ถูกนำไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ควบคู่กับการผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน องค์กรตรวจสอบข้อมูลกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ใหญ่ขึ้น แต่มีทรัพยากรเท่าเดิม จึงอาจไม่สามารถตรวจสอบทุกเรื่องได้ จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญและพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น บางองค์กรอาจเน้นตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพ ขณะที่บางองค์กรเชี่ยวชาญด้านข่าวลวงทางการเมือง ก่อนเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่าย

“ผมคิดว่าต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น เพราะหนึ่งองค์กรหรือหนึ่งทีมอาจทำไม่ได้ทุกเรื่อง อาจต้อง จัดลำดับความสำคัญ แล้วแบ่งงานกันทำ” ดร.วศินกล่าว

ท้ายที่สุด ความท้าทายของ AI จึงไม่ได้อยู่เพียงที่ความสามารถของเทคโนโลยี แต่รวมถึงการปรับตัวของระบบสื่อ กลไกกำกับดูแล แพลตฟอร์ม และเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้สามารถรับมือกับข้อมูลที่ถูกสร้างและเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารและความจริงในสังคม

กสทช. ขอความร่วมมือประชาชนปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือภายใน 30 ส.ค. 69 จริง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปวิดีโอแนะนำวิธีการตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ตามที่ กสทช. ขอความร่วมมือให้ดำเนินการภายใน 30 ส.ค. 2569

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่ข้อมูลไม่ครบถ้วนสำหรับทุกเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘สวนต้นสน สุพรรณบุรี’ โพสต์คลิปวิดีโอคำแนะนำขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์มือถือเพื่อให้ตรงกับชื่อและบัตรประชาชนของเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ โดยระบุว่า กสทช. ให้อัพเดทข้อมูลภายในวันที่ 30 ส.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:

✅กสทช. ขอความร่วมมือประชาชนปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์มือถือภายในวันที่ 30 ส.ค. 2569 จริง

วันที่ 11 ส.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องขอความร่วมมือประชาชนปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระบุว่า “ขอความร่วมมือประชาชนร่วมดำเนินการปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามช่องทางที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กำหนด ภายในวันที่ 30 ส.ค. 2569 ทั้งนี้ หากท่านได้รับข้อความแจ้งเตือนผ่านช่องทาง SMS หรือช่องทางอื่น ๆ ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามที่ได้รับแจ้ง หากมีข้อกังวลให้สอบถามไปยังศูนย์บริการลูกค้าของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เจ้าของเครือข่าย การปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ”

การปรับปรุงข้อมูลผู้ใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือครั้งนี้เป็นไปตามประกาศ กสทช. วันที่ 28 ส.ค. 2568 เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม

✅ วิธีการตรวจสอบข้อมูลจดทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์มือถือ (โคแฟครวบรวมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ)

1. ตรวจสอบว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ตรงกับเลขที่บัตรประชาชนที่ลงทะเบียนไว้หรือไม่ 👉 *179* เลขบัตรประชาชน 13 หลัก # แล้วกดโทรออก

2. ตรวจสอบหมายเลขบัตรประชาชนที่ใช้ลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน (แสดงเฉพาะเลข 4 หลักสุดท้ายของบัตรประชาชน) 👉

  • AIS  กด *161# กดโทรออก
  • DTAC กด *102# กดโทรออก
  • True กด *153# กดโทรออก

3. ตรวจสอบสิทธิ์ย้ายค่ายโทรศัพท์มือถือ 👉 *151* เลขบัตรประชาชน 13 หลัก # แล้วกดโทรออก

คลิปการชุมนุมของกลุ่มพีมูฟและการชุมนุมขับไล่รัฐบาลแพทองธาร ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นม็อบไล่รัฐบาลอนุทิน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทิน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** นำภาพการชุมนุมของกลุ่มพีมูฟเรื่องที่ดินทำกิน (5 ส.ค. 2569) และการชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินกรณีไทย-กัมพูชา (28 มิ.ย. 2568) มาตัดต่อเข้าด้วยกันและให้ข้อมูลบิดเบือนว่าเป็นม็อบขับไล่รัฐบาลอนุทิน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ส.ค. 2569 ช่องยูทูบ ‘สายฟ้า ซาแนล’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 9 วินาที ฝังข้อความ “ม็อบไล่รัฐบาลอนุทินแต่ปิดกั้นสื่อทุกรายการ รัฐบาลกำลังบีบบังคับให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ทั้งแผ่นดิน” โดยช่วง 3 วินาทีแรกเป็นภาพกลุ่มคนยืนอยู่บนทางเท้าริมถนน ถือป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “รัฐบาลอนุทินหยุดปล้น…” และวินาทีที่ 4-9 เป็นคลิปผู้ชุมนุมรวมตัวเต็มพื้นถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีการโบกธงชาติและต่อธงชาติเป็นผืนยาว (ลิงก์บันทึก)

คลิปนี้มียอดการเข้าชมเกือบ 500,000 ครั้ง ณ วันที่ 21 ส.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นการนำภาพจากการชุมนุม 2 เหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันและเกิดขึ้นห่างกันมากกว่า 1 ปี มาตัดต่อเข้าด้วยกันและใส่ข้อความบิดเบือนว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในปัจจุบัน การชุมนุมทั้งสองเหตุการณ์ ได้แก่

1) การชุมนุมของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมหรือกลุ่ม P-move บริเวณทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายยุบเลิกโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน โดยป้ายผ้าที่ผู้ชุมนุมถือมีข้อความเต็มว่า “รัฐบาลอนุทินหยุดปล้นสิทธิชุมชน” ต่อมาวันที่ 11 ส.ค. 2569 กลุ่มพีมูฟได้ประกาศยุติการชุมนุมหลังจากมีการนำผลการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบ

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างเท็จว่าเป็น “ม็อบไล่อนุทิน” (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม P-move เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569

2) การชุมนุมรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2568  ซึ่งเป็นการประท้วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาระหว่างแพทองธารกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2568

โคแฟคยังไม่พบคลิปต้นฉบับของการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จากการเปรียบเทียบภาพเหตุการณ์เดียวกันที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชน เช่น ฐานเศรษฐกิจ ทำให้ยืนยันได้ว่าภาพในคลิปนี้เป็นการชุมนุมเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2568 นอกจากนี้เมื่อทดลองถ่ายภาพจากมุมเดียวกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 พบว่ามีความแตกต่างจากภาพในคลิปที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอนุทินในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เช่น อาคารที่มีเครนกำลังก่อสร้างในคลิป ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว

⚠️ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นมา โคแฟคพบกระแสการสร้างข่าวลวงทางการเมืองด้วยการนำคลิปภาพการชุมนุมทางการเมืองในอดีตหลายเหตุการณ์มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการประท้วงขับไล่รัฐบาลอนุทิน โดยมักเขียนข้อความทำนองว่าสื่อมวลชนถูกรัฐบาลปิดกั้นไม่ให้นำเสนอข่าวการชุมนุม ทั้งที่เป็นไปได้ยากที่การชุมนุมซึ่งมีคนเข้าร่วมจำนวนมากเช่นนี้จะไม่ได้รับการรายงานโดยสื่อมวลชน เมื่อพบเนื้อหาลักษณะนี้ประชาชนจึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นเนื้อหาเท็จ ไม่ส่งต่อและตรวจสอบข้อเท็จจริง

คลิปเมืองในยูเครนที่ถูกรัสเซียโจมตีเมื่อปี 2566 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพในอิสราเอลหลังถูกอิหร่านโจมตี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปซากเมืองของอิสราเอลได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปซากเมือง Bakhmut ของยูเครน ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘Q8 News 24’ เผยแพร่คลิปวิดีโอซากปรักหักพังของเมืองแห่งหนึ่งถ่ายจากมุมสูง ฝังข้อความภาษาอังกฤษว่า “นี่คืออิสราเอล ใครจะเชื่อว่าอิหร่านจะทำลายอิสราเอลได้ขนาดนี้” และมีคำบรรยายในโพสต์ระบุว่าคลิปนี้เป็นภาพความเสียหายในอิสราเอลจากการถูกอิหร่านโจมตีครั้งใหญ่  ณ วันที่ 21 ส.ค. 2569 คลิปนี้มียอดเข้าชมเกือบ 80,000 ครั้งและถูกแชร์มากกว่า 270 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปดังกล่าวไปตรวจสอบด้วย Google Lens พบคลิปเดียวกันเคยถูกเผยแพร่ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว เช่น ช่องยูทูบของ The Times สื่ออังกฤษโพสต์เผยแพร่คลิปนี้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2566 และช่องยูทูบ UATV Arabic สื่อยูเครนที่ออกอากาศเป็นภาษาอาหรับเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2566

สื่อทั้งสองสำนักรายงานตรงกันว่าคลิปนี้เป็นภาพภาพมุมสูงที่ถ่ายจากโดรน เผยให้เห็นซากเมือง Bakhmut ทางภาคตะวันออกของยูเครน ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย โดย The Times อ้างอิงแหล่งที่มาของคลิปว่ามาจากกองพลยานยนต์ที่ 93 ของกองทัพบกยูเครน ขณะที่ UATV ซึ่งเป็นสื่อที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลยูเครนบรรยายว่า ก่อนจะถูกรัสเซียทำลายล้างเหลือแต่ซาก เมือง Bakhmut เคยเป็นแหล่งเหมืองเกลือที่สำคัญของยูเครน อีกทั้งเกลือจากที่นี่ยังถูกส่งออกไปยังตลาดโลกด้วย

เปรียบเทียบภาพจากเพจเฟซบุ๊ก ‘Q8 News 24’ ที่อ้างว่าคลิปนี้เป็นภาพความเสียหายในอิสราเอลจากการโจมตีของอิหร่าน กับภาพจากคลิปที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของ The Times สื่ออังกฤษ และ UATV Arabic ของยูเครนเมื่อวันที่ 23 และ 24 มิ.ย. 2566 ซึ่งรายงานเป็นภาพเมืองทางตะวันออกของยูเครนหลังถูกรัสเซียโจมตี

จากชายแดนโมร็อกโก-สเปนถึงไทย “ภาพ-คลิปเก่า” ถูกนำมาสร้างข่าวลวงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือใช้ AI แต่งให้เกินจริง

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม 2569 มีประเด็นร้อนเกิดขึ้นในทวีปยุโรปเมื่อผู้อพยพหลายพันคนว่ายน้ำข้ามทะเลจากชายฝั่งของโมร็อกโกมาขึ้นฝั่งที่เมืองเซวตา ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของสเปนในทวีปแอฟริกาเหนือ

เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีของสเปน ตั้งข้อสังเกตว่าขบวนการค้ามนุษย์อาจใช้ประโยชน์จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ชี้ว่ารัฐบาลไม่สามารถผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศได้ในทันที เช่นเดียวกับกระทรวงมหาดไทยของสเปนที่มองว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวจูงใจให้เกิดการลักลอบข้ามพรมแดนมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปต่อสเปน เนื่องจากกระแสต่อต้านผู้อพยพที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากความตึงเครียดของสเปนทั้งการเมืองภายในที่พรรคการเมืองสายอนุรักษ์นิยมมักออกมาตำหนิรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีนโยบายเอื้อต่อผู้อพยพ รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศที่เรื่องนี้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสเปนกับอิตาลีที่ต่างฝ่ายต่างประกาศใช้มาตรการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดต่อผู้ที่เดินทางมาจากดินแดนของอีกฝ่ายแล้ว สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของข่าวลวงในลักษณะภาพและคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นการอพยพระลอกนี้ ดัง 3 กรณีที่สำนักข่าวของสหภาพยุโรป (EU) อย่าง Euronews หยิบยกขึ้นมานำเสนอเป็นตัวอย่าง

(บนซ้าย) ภาพเจ้าหน้าที่โมร็อกโกทุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ใส่ผู้อพยพ ถูกตรวจพบว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI โดยทำให้ดูคล้ายกับเหตุการณ์จริงที่ตำรวจโมร็อกโกซึ่งประจำการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณชานเมืองฟนิเดค ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับเขตปกครองตนเองเซวตาของสเปน ท่ามกลางความพยายามของผู้อพยพจำนวนมากที่พยายามข้ามพรมแดนในจุดนี้ ตามรายงานข่าวของ AFP เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 (ล่างซ้าย) อย่างไรก็ตาม พบภาพนิ่งและคลิปวิดิโอจากสำนักข่าว Tanja7 ของโมร็อกโก ปรากฎมีเจ้าหน้าที่ทุ่มหินจริง ระบุเป็นเหตุการณ์ช่วงวันที่ 29 – 30 ก.ค. 2569 แต่ขนาดและรูปทรงก้อนหินแตกต่างกับภาพที่ถูกระบุว่าสร้างจาก AI (ขวา) ที่มา: Euronews , AFP

ภาพตำรวจโมร็อกโกทุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ใส่ผู้อพยพที่กำลังพยายามปีนหน้าผา

รายงานข่าวของ Euronews ระบุว่า ภาพนี้ถูกแชร์ในเว็บบอร์ดชุมชนออนไลน์ชื่อดังอย่าง Reddit (คล้ายกับ Pantip.com ของไทย) รวมถึงแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่างยูทูบ ติ๊กต็อกและอินสตาแกรม มีการอ้างด้วยว่ามาจากสำนักข่าวรอยเตอร์ อย่างไรก็ตาม ทั้ง Euronews รวมถึงเว็บไซต์ Raskrinkavanje.me ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศมอนเตเนโกร ยืนยันตรงกันว่าภาพนี้ถูกสร้างโดยเครื่องมือของ Open AI ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ AI ยอดนิยมอย่าง ChatGPT

แต่อีกด้านหนึ่งก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของโมร็อกโกขว้างก้อนหินใส่ผู้ที่พยายามอพยพออกนอกประเทศจริง ตามรายงานข่าวของสำนักข่าว Tanja7 เผยแพร่คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งพยายามปีนหน้าผาในขณะที่เจ้าหน้าที่ในชุดควบคุมฝูงชนยกก้อนหินขึ้นเหนือศีรษะแล้วทุ่มใส่ เพียงแต่ขนาดของก้อนหินในคลิปนั้นเล็กกว่าและรูปร่างยังแตกต่างจากภาพที่สร้างจาก AI โดย Tanja7 บรรยายว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงวันที่ 29-30 ก.ค. 2569 ที่เมืองฟนิเดค ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของโมร็อกโกที่ติดกับเขตปกครองตนเองเซวตาของสเปน ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

ขณะเดียวกันก็มีรายงานด้วยว่าผู้อพยพมีการขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน รวมถึงมีเหตุวางเพลิงรถยนต์ของผู้ว่าการมณฑลแทนเจียร์-เตตูอาน-อัลโฮเซมา (Tangier-Tetouan-Al Hoceima Region) เหตุจลาจลดำเนินไปจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงสลายฝูงชน หลังเหตุการณ์สงบพบรถยนต์หลายคันรวมถึงรถประจำทางถูกวางเพลิงได้รับความเสียหาย

ภาพรองเท้าจำนวนมากลอยอยู่ในน้ำ สื่อความถึงผู้อพยพจำนวนมากที่พยายามว่ายข้ามทะเลจากโมร็อกโกไปยังเมืองเชวตาของสเปน มีทั้งภาพที่สร้างโดย AI (ซ้าย) และภาพจริงที่ถ่ายโดยช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ (ขวา)

ภาพรองเท้าจำนวนมากลอยอยู่ในทะเล อ้างว่าเป็นของผู้อพยพที่พยายามว่ายน้ำมาขึ้นฝั่ง

มีภาพรองเท้าลอยน้ำ ซึ่งถูกใช้สื่อแทนภาพของคลื่นผู้อพยพที่พยายามว่ายน้ำข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกไปยังเชวตาของสเปน ซึ่งเป็นภาพจริงที่ จอน นาซกา (Jon Nazca) ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 บริเวณชายหาด Playa El Tarajal ที่อยู่ติดกันระหว่างสุดพรมแดนทางเหนือของโมร็อกโก และทางใต้ของเมืองเชวตาของสเปน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งกลับแชร์ภาพรองเท้าลอยน้ำที่สร้างโดย AI ซึ่งจากการตรวจสอบพบถูกสร้างด้วยเครื่องมือของ Open AI ตามรายงานของ Euronews รวมถึงเว็บไซต์ Maldita.es หรือ องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงของสเปน

(ฝั่งซ้ายบนและล่าง) ภาพและคลิปวิดีโออ้างเกี่ยวข้องกับเรือขนผู้อพยพข้ามทะเลจากโมร็อกโกมาขึ้นฝั่งที่สเปน ช่วงปลายเดือน ก.ค. – ต้นเดือน ส.ค. 2569
(ฝั่งขวาบนและล่าง) คลิปเดียวกันเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยสำนักข่าว Canal26 ของอาร์เจนตินา และ Visegrád 24 ของโปแลนด์

คลิปเก่าเรือผู้อพยพขึ้นฝั่งในสเปนซึ่งเคยถูกโพสต์เมื่อปี 2566 ถูกนำกลับมาโพสต์โดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม 2569

รายงานของ Euronews ยังพบผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โพสต์คลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 เป็นคลิปเรือบรรทุกผู้อพยพมาขึ้นฝั่งที่ชายหาดในแคว้นอันดาลูเซีย ทางภาคใต้ของสเปน ขณะที่โคแฟคพบภาพนิ่งจากคลิปเดียวกันถูกโพสต์ใน X เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2569 อย่างไรก็ตาม ทั้ง Euronews และ Maldita.es ตรวจพบว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดย Maldita.es พบคลิปถูกโพสต์โดยบัญชี X  ของสำนักข่าวอาร์เจนตินาอย่าง Canal26 ส่วนโคแฟคพบคลิปนี้โพสต์ในวันเดียวกันโดยบัญชี X ของสำนักข่าวในโปแลนด์อย่าง Visegrád 24

ย้อนมองไทย ‘คลิปเก่า – ภาพใช้ AI แต่งเติม’ จนสร้างความเข้าใจผิดก็มีเหมือนกัน

การใช้ภาพหรือคลิปวิดีโอจากเหตุการณ์ในอดีตมาโพสต์โดยอ้างเป็นเหตุการณ์ล่าสุดในปัจจุบันถือเป็นรูปแบบของข่าวลวงที่พบได้บ่อยที่สุดโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ๆ  ที่สังคมให้ความสนใจ เช่น สงคราม ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ การชุมนุมประท้วง ฯลฯ โดยตัวอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่โคแฟคตรวจพบ อาทิ

1. คลิปชุมนุมต่อต้านกาสิโนสมัยรัฐบาลแพทองธารเมื่อปี 2568 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการเดินขบวน “หยุดระบอบน้ำเงิน” คลิปนี้ถูกโพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 ช่วงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งในวันที่โคแฟคหยิบมาตรวจสอบ คือวันที่ 5 ส.ค. 2569 พบถูกแชร์ไปมากกว่า 1,300 ครั้ง อย่างไรก็ตาม คลิปดังกล่าวพบว่าเป็นเหตุการณ์ชุมนุมต่อต้านนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) และกาสิโน เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 ในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

2. คลิปโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังไฟไหม้ เกือบ 8 ล้านวิว เป็นคลิปที่สร้างด้วย AI จากภาพข่าวจริง: ช่วงดึกของคืนวันที่ 12 ก.ค. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับสิบราย โคแฟคพบคลิปวิดีโออ้างว่าเป็นบรรยากาศในตัวร้านที่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ แต่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคลิปที่สร้างจาก AI โดยพบข้อสังเกตคือคำว่า ‘โรงเบียร์’ ถูกสะกดเป็นคำที่ไม่สามารถอ่านได้ ซึ่งมักเป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยๆ ในการใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอ ส่วนภาพต้นฉบับนั้นเป็นภาพจริงที่ใช้ประกอบรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 5

3. ภาพอาวุธสงครามจำนวนมากที่อ้างว่ายึดได้จากการจับกุมชาวจีนใน จ.ชลบุรี เป็นภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งไม่ตรงกับภาพที่สื่อมวลชนเผยแพร่และรายงานของกลางในบันทึกการจับกุมของตำรวจ: วันที่ 8 พ.ค. 2569 ตำรวจตรวจยึดอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดที่บ้านพักของซุน หมิงเฉิน ชายชาวจีน ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จากนั้นในวันที่ 15-17 พ.ค. 2569 พบการแชร์ภาพตำรวจตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมากทั้งปืน M16, อาก้า, HK อ้างว่าเป็นของชาวจีนคนดังกล่าว แต่พบว่าภาพนี้สร้างโดยเครื่องมือ AI ของ Google และได้รับคำยืนยันจากตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เจ้าของคดี ว่าไม่ใช่ภาพการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาชาวจีนเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 นอกจากนั้น ภาพที่สื่อมวลชนรายงาน รวมถึงจำนวนและชนิดของอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้จริงก็ไม่ตรงกับภาพที่ AI สร้างขึ้น

ส่องหลักการใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอในงานสื่อมวลชน

โครงการ Media Councils in the Digital Age (MCDA) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มและฐานข้อมูลร่วมของสภาการสื่อมวลชนและสภาการพิมพ์ (Press and Media Councils) ในทวีปยุโรป ยกตัวอย่างแนวปฏิบัติการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในงานข่าว โดยสมาคมวิชาชีพสื่อของหลายประเทศ อาทิ

สภาการสื่อมวลชนเบลเยียม ระบุไว้ในข้อ 12 ว่า ผู้สื่อข่าวต้องมีความโปร่งใสเกี่ยวกับภารกิจของตนและวิธีการดำเนินการ ในขอบเขตที่เป็นไปได้และเกี่ยวข้อง ต้องสื่อสารอย่างชัดเจนต่อสาธารณชนหรือผู้รับสาร ซึ่งปัญญาประดิษฐ์อาจมีบทบาทในการรวบรวม เรียบเรียง ผลิต และเผยแพร่ข่าวสาร เช่น บทความ รายงาน ภาพประกอบ อินโฟกราฟิก เป็นต้น ในกระบวนการอัตโนมัติบางส่วนหรือทั้งหมดดังกล่าว การตัดสินใจของกองบรรณาธิการมีบทบาท และต้องสอดคล้องกับหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ตลอดจนรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่เสมอ ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะผลิตขึ้นอย่างไร และไม่ว่าสื่อหรือรูปแบบใดที่เผยแพร่สู่สาธารณชน

องค์กรกำกับจริยธรรมสื่อในอังกฤษ (Impress) ระบุไว้ในแนวปฏิบัติสำหรับองค์กรหรือสื่อในการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม (Guidance on the Standards Code) ในข้อ 1.1.6 มีรายละเอียดว่า (a) พึงระวังการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาเท็จ (เช่น deepfake) และใช้การกำกับดูแลโดยบรรณาธิการที่เป็นมนุษย์เพื่อลดความเสี่ยงในการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว (b) พึงระวังการใช้ AI ของผู้เผยแพร่ข่าวในการสร้าง คัดสรร จัดอันดับ และเผยแพร่ข่าวสาร

นอกจากนี้ยังระบุในข้อ 10.5.1 ว่าการใช้ AI อาจนำมาซึ่งประโยชน์หลายประการแก่สำนักพิมพ์ แม้ว่า AI อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความถูกต้องและความโปร่งใสได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อใช้ AI ในการสร้าง เผยแพร่ และกระจายข่าว สำนักข่าวต้องกำกับดูแลด้านบรรณาธิการเพื่อให้แน่ใจว่าการใช้งานนั้นโปร่งใส ควรติดป้ายกำกับเนื้อหาที่ระบบอัตโนมัติแนะนำให้กับผู้คนโดยอิงจากพฤติกรรมและข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชัดเจน และให้ตัวเลือกในการยกเลิกการรับคำแนะนำดังกล่าวได้ง่าย นอกจากนี้ สำนักข่าวควรเปิดเผยข้อมูลที่ตนเก็บไว้เกี่ยวกับผู้คนและวิธีการใช้ข้อมูลนั้นในการแนะนำเนื้อหาแบบเจาะจงเป้าหมาย

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) มีการออกกฎบัตรปารีสว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์กับงานสื่อมวลชน (Paris Charter on AI and Journalism) ย้ำถึงการตัดสินใจโดยมนุษย์ว่ายังคงเป็นหัวใจสำคัญ ขอยกตัวอย่างบางข้อมานำเสนอในที่นี้

  • (ข้อ 2) กองบรรณาธิการต้องกำหนดเป้าหมาย ขอบเขต และเงื่อนไขการใช้งาน AI ให้ชัดเจน
  • (ข้อ 4) สื่อต้องรับผิดชอบด้านบรรณาธิการ รวมถึงการใช้ AI ในการรวบรวม ประมวลผล หรือเผยแพร่ข้อมูล ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาทุกชิ้นที่เผยแพร่ ควรมีการคาดการณ์ กำหนดขอบเขต และมอบหมายความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบ AI ให้แก่บุคคล เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพและแนวทางด้านบรรณาธิการ
  • (ข้อ 5) การใช้ AI ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการผลิตหรือการเผยแพร่เนื้อหาข่าวสาร ควรเปิดเผยและสื่อสารอย่างชัดเจนแก่ทุกคนที่ได้รับข้อมูลควบคู่ไปกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
  • (ข้อ 6) สื่อควรใช้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อรับประกันความถูกต้องและที่มาของเนื้อหาที่เผยแพร่ โดยให้รายละเอียดที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับที่มาและการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง เนื้อหาใด ๆ ที่ไม่ตรงตามมาตรฐานความถูกต้องเหล่านี้ ควรได้รับการพิจารณาว่าอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด
  • (ข้อ 7) ผู้สื่อข่าวพึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจถึงความแตกต่างที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือระหว่างเนื้อหาที่ได้มาจากการบันทึกเหตุการณ์จริง (เช่น ภาพถ่าย และเสียงบันทึก) และเนื้อหาที่สร้างหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญโดยใช้ระบบ AI โดยควรให้ความสำคัญกับการใช้ภาพและเสียงบันทึกที่แท้จริงเพื่อแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หลีกเลี่ยงการทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดในการใช้เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาควรละเว้นจากการสร้างหรือใช้เนื้อหาที่สร้างโดย AI ซึ่งเลียนแบบการบันทึกภาพและเสียงจากโลกแห่งความเป็นจริง หรือปลอมตัวเป็นบุคคลจริงอย่างสมจริง

ส่วนในประเทศไทย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ออกแนวปฏิบัติการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เป็นไปตามจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.2567 ตัวอย่างเช่น

  • (ข้อ 5.3) ภาพข่าว ภาพประกอบข่าว ขององค์กรสื่อมวลชนที่ผลิตด้วย Generative AI ต้องระบุให้ทราบอย่างชัดเจน ด้วยข้อความ การใส่ลายน้ำ หรือตราสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งลงในภาพที่สื่อความหมายว่า “ผลิตด้วย AI” เพื่อให้ผู้อ่าน หรือผู้รับสารทราบ และเพื่อแสดงความโปร่งใส และความรับผิดชอบด้านมาตรฐานวิชาชีพขององค์กรสื่อมวลชน
  • (ข้อ 5.6) องค์กรสื่อมวลชนต้องไม่สร้างภาพข่าวหรือภาพประกอบข่าว ด้วย AI โดยไม่รู้แหล่งที่มาของภาพ
  • (ข้อ 5.11) องค์กรสื่อมวลชนพึงระมัดระวังการใช้ AI ในการนำเสนอข่าวด่วน ข่าวสถานการณ์ที่จำเป็นต้องรายงานทันที (Breaking News) โดยการผลิต หรือเผยแพร่ข่าวดังกล่าว ให้คำนึงถึงจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนโดยเคร่งครัด
  • (ข้อ 5.12) องค์กรสื่อมวลชนพึงหลีกเลี่ยงการใช้ภาพที่สร้างจาก AI แทนการใช้ภาพจริง และตระหนักถึงการใช้ภาพที่สร้างจาก AI อย่างเหมาะสม
  • (ข้อ 12) ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนฯ พึงระมัดระวังการใช้ AI ในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหา ในรูปแบบข้อความ ภาพ เสียง จากโปรแกรมประยุกต์ แอปพลิเคชั่น หรือ อุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องถ่ายภาพ วิดีโอ อุปกรณ์บันทึกเสียง ฯลฯ โดยจำเป็นต้องศึกษาคำสั่งการใช้งาน เพื่อมิให้การใช้ AI ในกระบวนการผลิตเนื้อหา ประมวลผล แก้ไข ปรับแต่ง จนเกิดผลลัพธ์เกินจริง อันมีผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรสื่อมวลชน

ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ และเป็นประเภท ‘ข่าวด่วน’ ที่ผู้คนให้ความสนใจ สิ่งที่มักจะตามมาเสมอคือ ‘ข่าวลวง’ โดยเฉพาะวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ อย่างการนำภาพหรือคลิปวิดีโอเหตุการณ์ต่างช่วงเวลาหรือสถานที่มาอ้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีล่าสุดที่ AI เข้าถึงได้ง่ายแบบที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้ การสร้างภาพหรือคลิปวิดีโอจาก AI ในลักษณะอ้างว่าเป็นเหตุการณ์จริง หรือสร้างโดยอ้างอิงเหตุการณ์จริงแต่ทำให้รายละเอียดดูเกินจริงก็เริ่มพบเห็นได้มากขึ้น ทำให้ผู้รับสารต้องใช้วิจารณญาณเพิ่มขึ้นในการตรวจสอบและแยกแยะข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันจริยธรรมสื่อก็ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนในแวดวงวิชาชีพสื่อสารมวลชนอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนซึ่งสามารถเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลข่าวสารได้เองผ่านสื่อสังคมออนไลน์พึงตระหนัก

รายการอ้างอิง

คลิปประชาสัมพันธ์การแข่งขันยิงปืนของกองทัพเรือ ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพทหารเข้าตีสนามเพลาะและบังเกอร์ในเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** นำภาพจากคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์การแข่งขันยิงปืนทางยุทธวิธีรายการ ‘Marines 3 Gun’ ซึ่งจัดโดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘สระบุรีโซเชียล’ โพสต์ภาพทหารกลุ่มหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านแนวสนามเพลาะเตรียมเข้าตีบริเวณบังเกอร์ มีควันคล้ายกับระเบิด พร้อมบรรยายว่า “ปามา ปากลับไม่โกง แถมยิงสวนให้อีก 1 ชุด สงสัยเป็นผีเฝ้าบังเกอร์ไปแล้ว มือพี่แกไวมากและใจต้องนิ่งขนาดไหน” และติดอิโมจิธงชาติไทยและกัมพูชา 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวมาจากคลิปวิดีโอความยาว 3.59 นาที ที่ถูกโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Marines 3 Gun’ ซึ่งเป็นคลิปประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันยิงปืนทางยุทธวิธี ‘Marines 3 Gun 2026’ จัดโดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ระหว่างวันที่ 20-21 ก.พ. 2569 โดยภาพที่เพจเฟซบุ๊ก ‘สระบุรีโซเชียล’ นำมาเผยแพร่อยู่ในช่วงนาทีที่ 2.28-2.36

ข้อความประกอบคลิปประชาสัมพันธ์ระบุว่า “หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ขอเรียนเชิญเจ้าหน้าที่ทุกเหล่าทัพและนักกีฬาผู้มีเกียรติทุกท่าน เข้าร่วมงาน ‘Marines 3 Gun 2026 10 th Anniversary’ งานแข่งขันยิงปืนทางยุทธวิธีวัดความถนัด 3 ชนิดปืน ได้แก่ ปืนไรเฟิลจู่โจม ปืนลูกซองและปืนสั้น ชิงถ้วยและไม้พายเกียรติยศจากผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ณ สนามยิงปืนค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า ต.แสมสาร อ.สัตหีบ”

คลิปต้นฉบับที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Marines 3 Gun’ ซึ่งเป็นเพจที่ดูแลโดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ทำให้ยืนยันได้ว่าคลิปนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

ในปี 2568 มีการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา 2 ครั้ง คือวันที่ 24-28 ก.ค. และ วันที่ 7-27 ธ.ค. 2568 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็มีการเผยแพร่ข่าวลวงว่าเกิดเหตุปะทะระลอกสามเป็นระยะ ๆ 

สำหรับโพสต์เฟซบุ๊กที่นำคลิปประชาสัมพันธ์การแข่งขันยิงปืนมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุปะทะไทย-กัมพูชานี้ ถูกเผยแพร่ในช่วงที่สังคมกลับมาให้ความสนใจในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้ง โดยเผยแพร่เพียงหนึ่งวันหลังเกิดเหตุ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัดหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่าง เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569

เพจเฟซบุ๊กนำภาพจากคลิปที่สร้างด้วย AI มาเผยแพร่ หลอกล่อให้คลิกลิงก์เข้าเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพสะพานถล่มจากเหตุดินถล่มในเทศบาลนครฉงชิ่ง ประเทศจีน

 ❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพจากคลิปวิดีโอที่สร้างด้วย AI เคยถูกนำมาอ้างเท็จมาแล้วหลายครั้งในหลายประเทศ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ข่าวด่วน ข่าวสด ข่าวดัง’ โพสต์ภาพสะพานพังถล่ม พร้อมข้อความ “ข่าวล่าสุด!!สะเทือนใจ!!เมื่อ 5 นาทีที่แล้ว..” พร้อมแนบลิงก์ในช่องแสดงความคิดเห็น ซึ่งเมื่อเข้าไปดูพบว่าเป็นหน้าเว็บไซต์ที่นำรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัวมาเผยแพร่ เป็นรายงานข่าวเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุภัยพิบัติดินถล่มในเทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากโพสต์ดังกล่าวไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพที่เคยเผยแพร่ทั้งเป็นภาพนิ่งและวิดีโอมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2568 เช่น อ้างว่าเป็นเหตุสะพานถล่มที่รัฐพิหารของอินเดีย (20 ก.ค. 2568) และสะพานถล่มที่รัฐนาซซาราวาของไนจีเรีย (24 ก.ค. 2568)

องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายในหลายประเทศ เช่น  Lighthouse Journalism ของอินเดีย , News Verifier Africa เครือข่ายในภูมิภาคแอฟริกา, สำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส และ Fact Crescendo ได้นำภาพนี้ไปตรวจสอบแล้วระบุตรงกันว่าเป็นภาพและคลิปที่สร้างด้วย AI โดยมีจุดสังเกต คือ ลักษณะการเคลื่อนไหวและการพังทลายที่ไม่สมจริงและไม่สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมโยธา นำภาพไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ตรวจภาพให้ผลว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI รวมถึงพบโพสต์ที่ระบุชัดเจนว่าเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI 

สำหรับเหตุการณ์ดินถล่มในเขตเทศบาลนครฉงชิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 โดยสำนักข่าวซินหัวทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาไทย รายงานว่าเกิดเหตุดินถล่มทับอาคารบ้านเรือนจำนวนหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำอูเจียงในอำเภอปกครองตนเองเผิงสุ่ย กลุ่มชาติพันธุ์เหมียวและถู่เจีย โดยมีประชาชนติดอยู่ใต้ซากอาคารบ้านเรือนจำนวนหนึ่ง ซึ่งหน่วยกู้ภัยได้เร่งช่วยเหลือออกมาได้แล้ว 

ทั้งนี้รายงานข่าวของซินหัวไม่มีการเอยถึงเหตุสะพานถล่มหรือใช้ภาพนี้เป็นภาพประกอบข่าว 

⚠️ ข้อสังเกตโคแฟค: เนื้อหาที่ตรวจสอบนี้มีลักษณะเป็นโพสต์ที่ยั่วให้คลิก (clickbait) ที่นำภาพหรือข่าวหวือหวามาประกอบพร้อมกับแนบลิงก์เว็บไซต์ ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปดูจะพบเนื้อหาข่าวที่ไม่สอดคล้องกับโพสต์และมักมีโฆษณาขึ้นมาถี่ ๆ ซึ่งหากคลิกโฆษณาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจะเข้าสู่เว็บไซต์ที่สุ่มเสี่ยง เช่น มีการฝังมัลแวร์ หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่ไม่ปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน