เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาเท็จเรื่องไฟป่ากัมพูชา สร้างคำพูดปลอมทั้งของ รมว.กต. และ สว. อังคณา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต.ตอบโต้ สว.อังคณา ยืนยันไทยไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด ใครอยากช่วยให้ออกเงินเอง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ทั้งสีหศักดิ์และอังคณาไม่ได้พูด ให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความเห็นเช่นนี้ เป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างขึ้นมาจากเนื้อหาเท็จ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1-2 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กหลายเพจโพสต์ภาพนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ประกอบข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.กต. ว่า ทางการไทยจะไม่ช่วยกัมพูชาดับไฟป่าที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และตอบโต้อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและนักสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องให้ทางการไทยช่วยเหลือกัมพูชาเรื่องไฟป่า

▪️ เพจเฟซบุ๊ก “บันทึก ไว้” โพสต์ภาพสีหศักดิ์คู่กับอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ฝังข้อความ “ไปดับเอง” และคำบรรยายว่า “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วยืนยันไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด เพราะเขมรจุดเองก็ต้องดับเอง ไทยไม่มีหน้าที่ไปช่วยดับ คุณป้านักสิทธิคนไหนอยากช่วยก็ไปช่วยเอง หรือออกเงินเองไปเลย”

▪️เพจเฟซบุ๊ก “เบื่อลุง” โพสต์ภาพสีหศักดิ์และข้อความว่า “นักสิทธิคนไหนอยากช่วยก็ช่วยกันเองเลย เขมรจุดเองต้องดับเอง ไม่ใช่หน้าที่ไทยที่จะช่วย” โดยใช้คำบรรยายเดียวกันกับโพสต์ข้างต้น (ลิงก์บันทึก)

▪️เพจเฟซบุ๊ก “Chonburi Update : ชลบุรีอัพเดท” โพสต์ภาพสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและภาพอังคณาอยู่คนละมุมของภาพ และโพสต์ข้อความว่า “ฟาดนิ่มแต่เจ็บลึก ‘สีหศักดิ์’ ตอกพวกโลกสวยจี้ไทยช่วยเขมรดับไฟ ลั่นอยากช่วยก็ใช้เงินตัวเอง อย่าผลักภาระให้ชาติ!” (ลิงก์บันทึก)

เพจเหล่านี้มีผู้ติดตามหลายหมื่นถึงหลายแสนคน และโพสต์ที่อ้างว่าเป็นคำพูดของสีหศักดิ์ตอบโต้อังคณามียอดแชร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 2 มี.ค. กต. ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของ รมว.กต. เนื้อหาทั้งหมดเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง 

โคแฟคตรวจสอบรายงานข่าวของสื่อมวลชนก็ไม่พบข่าวหรือหลักฐานว่าสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์เช่นนี้

นอกจากนี้ ข้อความที่อ้างว่า สว.อังคณาเรียกร้องให้ทางการไทยช่วยกัมพูชาดับไฟป่าก็เป็นเนื้อหาเท็จ ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ได้ข้อสรุปว่าเป็นโควทคำพูดปลอม สว.อังคณาไม่เคยพูดหรือแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น 

ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.กต. ตอบโต้ สว.อังคณา จึงเป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างขึ้นมาจากเนื้อหาเท็จเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชนและสร้างความเข้าใจผิดต่อท่าทีของทางการไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

แนวทางการตรวจสอบ “โควทคำพูดปลอม”

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอมหรือไม่ 

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด ให้ค้นหาคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

โฆษก ศธ. ยืนยัน “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “สะเทือนใจที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ ระบุสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยืนยันรัฐมนตรีไม่เคยให้สัมภาษณ์ตามข้อความนี้ นฤมลเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเด็กชาวกัมพูชาที่ถูกส่งกลับเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2568 จริง แต่ไม่ใช่ข้อความตามที่อ้างนี้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 พบบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ และ X โพสต์ภาพนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมข้อความ “ดิฉันสะเทือนใจมาก ที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ พวกเขา น่าสงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศธ. (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ช่วงเดียวกับที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาวว่าด้วยสิทธิเด็กที่รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 27 ก.พ. โคแฟคได้รับคำยืนยันจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษก ศธ. ว่า รมว.ศธ. ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ตามข้อความที่กล่าวอ้าง 

ศธ. ยังได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” เมื่อวันที่ 24 ก.พ. โดยนำภาพข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศึกษาธิการมาติดป้ายว่าเป็น “ข่าวปลอม” พร้อมกับชี้แจงว่า “ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็นข่าวปลอม ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาในไทยเท่านั้น”

เพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” โพสต์ชี้แจงเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ว่าเนื้อหานี้เป็น “ข่าวปลอม”

ศธ. ระบุด้วยว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสาระสำคัญของ ประกาศ ศธ. เรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จึงชี้แจงดังนี้

  • ประกาศฉบับนี้เป็นฉบับที่ปรับปรุงจากประกาศเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 โดยได้ตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศและเดินทางเข้ามาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย “ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น
  • ศธ. ยึดหลักสวัสดิภาพเด็กตามหลักสากลและกฎหมายไทย การจัดการศึกษาดังกล่าวยังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่ารัฐต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย
  • แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษายังมีหน้าที่ประสานงานเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก หรือออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยืนยันว่าเด็กที่พำนักในไทยสามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย 

โคแฟคนำข้อความที่อ้างว่านฤมลสะเทือนใจและสงสารเด็กกัมพูชาที่ถูกส่งกลับไปค้นหา ก็ไม่พบว่ามีสื่อมวลชนหลักสำนักใดรายงานคำพูดนี้เช่นกัน โดยพบเพียงข่าวเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นเกิดกรณีนักเรียนชาวกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และกำลังจะถูกส่งกลับ 

เว็บไซต์ ศธ. 360 องศา ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความเห็นของนฤมลต่อกรณีดังกล่าวว่า ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย

นฤมลยังกล่าวด้วยว่า จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย 

นอกจากเว็บไซต์ ศธ. 360 องศา แล้ว สื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอสและเดลินิวส์ ก็รายงานความเห็นของ รมว.ศธ. ด้วยถ้อยคำเดียวกันเช่นกัน

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งลงนามโดยนฤมลเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569 พบการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดหลายกรณี เช่น คำกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี, คลิปวิดีโอนักเรียนชาวกัมพูชาข้ามชายแดนมาเรียนในประเทศไทย วันที่ 24 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นคลิปเก่าก่อนเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา ถูกนำมาโพสต์ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผลมาจากประกาศฉบับนี้ 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

 คลิปแนะนำวิธีล้างพัดลมฝุ่นเกาะโดยไม่ต้องถอดฝาและใบพัด ด้วยการฉีดน้ำยาผสมน้ำส้มสายชูที่ใบพัด นำถุงพลาสติกครอบแล้วเปิดพัดลมเบอร์แรงสุด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/9fpk3nctmtwr


Phiten power tape สติกเกอร์แปะตัวนักกีฬา เป็นแค่ตัวช่วยเสริม ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2huq770q7q3qm


รังสิมันต์ โรม เสนอให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนพิเศษให้ชาวเมียนมา ให้เข้าไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2xmh3eq5v5tf2


รัฐบาลอนุทินกำหนดวาระเร่งด่วน กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/34fijkmwak3pu


คลิปตา-ยาย หอบเงิน 10 ล้านบริจาค รพ….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/lqhgtrqlz94t


ครีม Firmax3 รักษาโรคครอบจักรวาล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/19txbnqd3e9ah


ปัจจุบันมีการเสนอแก้ไขมาตรา 7 ทวิวรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้ลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3w55x25kwkkv8


เตรียมความพร้อมยกเลิกการให้บริการบัตร MRT และ MRT Plus ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/21bcth1151gy9


3 มีนาคมนี้ ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สายทาง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1eh0n7fhtn4ks


ไม่มีแผ่นดินไหวขนาด 6.5 ที่ จ.เลย แท้จริงเป็นการรายงานผิดพลาดของเว็บไซต์ต่างประเทศ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2gc5y2ppouyby


ทางด่วนบูรพาวิถีใช้บัตรเครดิต-เดบิตจ่ายค่าผ่านทางได้ เริ่ม 25 ก.พ. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/171mt05nv59s8


ตั้งแต่เมษา 69 แอปฯ Messenger ไม่สามารถใช้ส่งข้อความได้อีกต่อไป…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/rb1auza5szn7


ประกันสังคม ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ฟอกเลือด-ปลูกถ่าย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/arxi5k3aq4zf

คลิป AI แนะวิธีล้างพัดลม ฉีดน้ำส้มสายชูแล้วเปิดเบอร์แรงสุด นักวิชาการเตือนอย่าทำตาม เสี่ยงไฟฟ้าช็อต

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปแนะนำวิธีล้างพัดลมฝุ่นเกาะโดยไม่ต้องถอดฝาและใบพัด ด้วยการฉีดน้ำยาผสมน้ำส้มสายชูที่ใบพัด นำถุงพลาสติกครอบแล้วเปิดพัดลมเบอร์แรงสุด

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและอาจก่อให้เกิดอันตราย หยุดแชร์และอย่าทำตาม** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ของเดือด” โพสต์คลิปวิดีโอสร้างด้วย AI ความยาว 15 วินาที แนะนำวิธีทำความสะอาดพัดลมที่ฝุ่นเกาะหนาโดยไม่ต้องถอดฝาและใบพัดออกมาล้าง ด้วยการฉีดน้ำยาผสมน้ำส้มสายชูแล้วนำถุงพลาสติกคลุมไว้ จากนั้นเปิดพัดลมด้วยความแรงระดับสูงสุด จะทำให้ฝุ่นที่เกาะอยู่หลุดลงถุงทั้งหมดจนพัดลมสะอาดเหมือนใหม่

ณ วันที่ 27 ก.พ. คลิปนี้มียอดการชมมากกว่า 20 ล้านครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 26,000 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนว่าวิธีนี้มีความเสี่ยงต่ออันตรายจากกระแสไฟฟ้า เนื่องจากพัดลมที่ใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปเป็นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ 220–230 โวลต์ ภายในประกอบด้วยมอเตอร์เหนี่ยวนำ ขดลวด คาปาซิเตอร์สตาร์ต/รัน และสวิตช์หรือแผงวงจร (ในรุ่นรีโมต) ดังนั้นหากของเหลวไหลซึมเข้าไปในขดลวด โครงมอเตอร์ชุดสวิตช์ หรือแผงวงจร อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร กระแสไฟฟ้ารั่ว และอาจนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้ได้ อีกทั้งความชื้นยังทำให้ค่าความต้านทานฉนวนลดลง ส่งผลต่ออายุการใช้งานของมอเตอร์ในระยะยาว

แม้ว่าในเชิงกลศาสตร์วิธีการดังกล่าวทำให้ฝุ่นบางส่วนหลุดได้จริง เนื่องจากเมื่อใบพัดหมุนด้วยความเร็วสูงจะเกิดแรงเหวี่ยง ทำให้น้ำและฝุ่นบางส่วนกระเด็นหลุดออกจากใบพัด และถุงที่ครอบไว้จะช่วยดักของเหลวและฝุ่นเหล่านั้นไว้ได้บางส่วน แต่ก็เป็นวิธีการที่ไม่ปลอดภัย

สำหรับวิธีการทำความสะอาดพัดลมอย่างปลอดภัย มีดังนี้

 1. ตัดกระแสไฟฟ้าก่อนเสมอ โดยการถอดปลั๊ก และรอประมาณ 5–10 นาที เพื่อให้คาปาซิเตอร์คายประจุ

 2. ถอดชิ้นส่วน ได้แก่ ตะแกรงหน้า–หลัง ใบพัด และแยกเฉพาะชิ้นส่วนพลาสติก

 3. ทำความสะอาดเฉพาะชิ้นส่วนที่ล้างน้ำได้ คือ ใบพัดและตะแกรง สำหรับตัวมอเตอร์ ชุดสวิตช์ แผงวงจร และคาปาซิเตอร์ ห้ามล้างน้ำโดยเด็ดขาด ให้ใช้แปรงแห้ง ลมเป่า หรือเครื่องดูดฝุ่นแทน

 4. หลังทำความสะอาด ชิ้นส่วนที่เปียกน้ำต้องผึ่งให้แห้งสนิท ตรวจสอบว่าไม่มีหยดน้ำตกค้าง ก่อนประกอบกลับและนำไปใช้งาน

โคแฟคพบว่าเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2563 รายการ “ชัวร์ก่อนแชร์” เคยตรวจสอบคำแนะนำให้ล้างพัดลมด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาสีฟัน เกลือและน้ำส้มสายชู ฉีดใบพัดแล้วครอบด้วยถุงพลาสติกก่อนเปิดให้พัดลมทำงาน ซึ่ง ผศ.ดร.ศิริชัย แดงเอม อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เตือนว่าวิธีนี้ “เป็นอันตรายอย่างมาก” เพราะการเปิดพัดลมซึ่งใช้กระแสไฟฟ้าหากน้ำกระเด็นเข้ามอเตอร์หรือไหลงลงสวิตซ์ก็อาจทำให้เกิดไฟฟ้าช็อตได้ 

เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาเท็จที่อ้างว่า สว.อังคณาเสนอให้ไทยช่วยกัมพูชาที่กำลังเดือดร้อนจากไฟป่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว.อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟป่า

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีวีพูล TVPool” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 10 ล้านบัญชี เผยแพร่ภาพอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ฝังข้อความ “อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟป่า” และคำบรรยายในโพสต์ว่า “ประเทศไทยเมื่อตัดงบเด็กนักเรียนกัมพูชาออกไป ก็ควรช่วยด้านอุทกภัยไฟไหม้ป่ากัมพูชา เพื่อไม่ให้ชาวโลกมองว่าประเทศไทยไร้เมตตาธรรม” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของอังคณา (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 1,000 ครั้งในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเผยแพร่ และมีการความคิดเห็นกว่า 14,000 ข้อความ ส่วนใหญ่เป็นข้อความโจมตี สว. อังคณา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 ก.พ. บัญชีเฟซบุ๊ก “Praw Naja” โพสต์คลิปสั้นมีภาพ สว.อังคณา ฝังข้อความ “เพื่อหลักสิทธิมนุษยชน สว.อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือเพราะกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟไหม้” และเขียนบรรยายในโพสต์ว่า “สว. อังคณาแนะเพื่อหลักสิทธิมนุษยชน ไทยควรช่วยดับไฟป่าและให้เงินช่วยเหลือกัมพูชา ที่กำลังเดือดร้อนหนักในขณะนี้”

ช่วงเย็นของวันที่ 26 ก.พ. ภาพและข้อความดังกล่าวเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในเพจเฟซบุ๊ก เช่น “ข่าวชาวบ้าน” โพสต์เมื่อเวลา 18.31 น. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เฟซบุ๊กทีวีพูลโพสต์ และ “MC Withnews” โพสต์เมื่อเวลา 19.19 น. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 26 ก.พ. อังคณายืนยันกับโคแฟคว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของเธอ และเธอไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับกัมพูชาในช่วงเวลานี้ 

โคแฟคตรวจสอบเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” ซึ่งเป็นช่องทางที่อังคณามักแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ต่อสาธารณะ ไม่พบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่สื่อไทยเริ่มนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้ป่าในฝั่งกัมพูชา

สื่อมวลชนอื่น ๆ ก็ไม่มีการรายงานข่าวว่า สว.อังคณาให้ความเห็นเรื่องไฟป่ากัมพูชา

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ สว.อังคณาเสนอว่าไทยควรช่วยกัมพูชาดับไฟป่าและให้เงินช่วยเหลือ เป็นการแต่งคำพูดขึ้นมาและอ้างเท็จว่าเป็นความเห็นของ สว.อังคณา ซึ่งเท่าที่โคแฟคตรวจสอบได้ในขณะนี้ เนื้อหาเท็จนี้ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 25 ก.พ. แต่แพร่กระจายมากขึ้นหลังจากที่เพจเฟซบุ๊กทีวีพูลซึ่งเป็นสื่อที่มีผู้ติดตามจำนวนมากนำมาเผยแพร่เมื่อเวลา 18.31 น. ของวันที่ 26 ก.พ. 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

กสม. ชี้แจง ไม่ได้เสนอให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึง ป.ตรี แต่เสนอให้รัฐยึดหลักเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอเพียงการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิตามรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งเด็กทุกคนในประเทศไทยต้องเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 2.32 นาที ฝังข้อความ “พบแล้ว! ต้นตอ เด็กต่างด้าว เรียนฟรีในประเทศไทย” และพูดในคลิปช่วงหนึ่งว่า “พบแล้วต้นตอของการให้เด็กต่างด้าวมีสิทธิ์เรียนฟรีในประเทศไทยถึงปริญญาตรี มาจากนักสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึงปริญญาตรีในประเทศไทย คณะรัฐมนตรีก็เลยสั่งการลงมาให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงศึกษาธิการ ให้เด็กต่างชาติเข้าเรียนฟรี” 

ณ วันที่ 26 ก.พ. คลิปนี้มียอดการรับชมกว่า 3.4 แสนครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 5,700 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอดังกล่าวเผยแพร่หลังจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ชี้แจงเกี่ยวกับประกาศ ศธ. เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผู้กังวลว่าเป็นการนำภาษีของไทยไปดูแลเด็กต่างด้าวจนอาจกระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย 

ว่าที่ร้อยตรีธนุชี้แจงเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่าเรื่องนี้มีที่มาจากข้อเสนอแนะของ กสม. ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต่อมา ครม. มีมติวันที่ 28 ต.ค. 2568 รับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการศึกษา ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวทางของรัฐ พร้อมทั้งย้ำดังนี้

  • จะไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ และความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องปฏิบัติตามระเบียบและแนวปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่
  • การดำเนินการตามประกาศดังกล่าว ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีผู้สมัครเข้าเรียนไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สถานศึกษาจะใช้ รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เป็นฐานข้อมูลเพื่อการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น พร้อมทั้งประสานผู้ปกครองรวบรวมเอกสาร ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้การจัดทำทะเบียนเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงต่อการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • สำหรับข้อกังวลของประชาชนเรื่องภาษี การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นการทำให้ผู้เรียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและอยู่ในวัยเรียนเข้าสู่ระบบโรงเรียนที่สามารถตรวจสอบ ติดตาม และดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้อยู่นอกระบบโดยไม่มีการกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิม และยืนยันว่าจะไม่กระทบสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด

โคแฟคตรวจสอบข้อมูลพบว่าวันที่ 26 มิ.ย. 2568 กสม. มีหนังสือเลขที่ สม 0504/31 ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย” ลงนามโดยพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้

  1. ด้านการเข้าถึงการศึกษา: กรณีการเข้าศึกษาในสถานศึกษาของรัฐ รัฐควรกำหนดนโยบาย ปรับปรุงระเบียบ ประกาศและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่รัฐจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เด็กลูกหลานแรงงานและเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาสามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างทั่วถึง กรณีการเข้าศึกษาในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าว รัฐควรจัดให้มีระบบสารสนเทศเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน
  2. ด้านสถานะบุคคลและการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร: รัฐควรจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ให้เด็กลูกหลานแรงงาน และเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา โดยให้เด็กยังสามารถรายงานตัวได้แม้จะเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด และให้สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของบิดาหรือมารดาหรือภายในเขตพื้นที่ควบคุม
  3. ด้านสาธารณสุข: รัฐควรให้สิทธิผ่านระบบการซื้อประกันสุขภาพของรัฐ เอกชน หรือระบบร่วมจ่ายในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้เด็กลูกหลานแรงงาน และเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาเข้าถึงสิทธิด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุม

ฐานข้อมูลเว็บไซต์สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุวันที่ 28 ต.ค. 2568 ครม. มีการพิจารณาเรื่อง “ข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย” โดยมีมติดังนี้

  1. รับทราบข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) และมาตรา 42 ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอฃ
  2. มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

วันที่ 25 ก.พ. 2569 โคแฟคสอบถามไปยัง วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับคำชี้แจงว่า ข้อเสนอในภาพรวมของ กสม. คือการแก้ไขปัญหาสิทธิเด็กในกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยในการเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย โดยย้ำว่าเรื่องสถานะบุคคลหรือเรื่องการเข้าเมืองเป็นคนละส่วนกับสิทธิทางการศึกษา ซึ่งรัฐมีพันธกรณีที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศด้วย

กล่าวคือรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 54 และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ขณะที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กยังระบุด้วยว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลไทยก็มีพันธกรณีตามอนุสัญญาที่จะต้องดำเนินการให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งผู้ปกครองต้องการส่งเด็กเข้ารับการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็ต้องทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กที่มีสัญชาติไทย

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมติ ครม. วันที่ 5 ก.ค. 2548 เรื่อง “ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย)” หรือการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) ซึ่งกลายเป็นนโยบายด้านการศึกษาที่ประเทศไทยดำเนินการมาตลอดและได้รับคำชื่นชม ส่วนข้อเสนอของ กสม. คือการเน้นไปที่ปัญหาหรืออุปสรรคที่ทำให้เด็กยังเข้าไม่ถึงสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดและตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่าข้อเสนอในภาพรวมของ กสม. คือการแก้ไขปัญหาสิทธิเด็กในกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยในการเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย

“เรื่องสถานะของเด็กกับเรื่องสถานะบุคคล การเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนละกรณีกับสิทธิทางการศึกษา และควรกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการให้สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ให้มีการจัดทำประวัติและบัตรประจำตัวตามสถานะที่เป็นจริง อันนี้ไม่ได้แปลว่าให้สัญชาติ คือแทนที่จะอยู่ในภาวะที่ไม่มีความชัดเจน ก็จะต้องให้มีการจดแจ้งให้อยู่ในระบบ อยู่ในสายตา อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐ มีระบบสารสนเทศกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียน มีการจดแจ้ง มีการกำกับดูแล” วสันต์กล่าว

ทั้งนี้วสันต์ยืนยันว่า กสม. ไม่ได้เสนอให้บุตรของแรงงานด่างด้าวเรียนฟรีจนถึงระดับ ป.ตรี แต่เน้นย้ำเรื่องเด็กทุกคนควรมีสิทธิได้รับการศึกษาและการพัฒนาและขจัดอุปสรรค โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กล่าวถึงการที่รัฐภาคีต้องรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยในระดับประถมศึกษา แต่หากทำได้ถึงระดับมัธยมศึกษาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้บุคคลสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัวและสังคมได้

ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (มาตรา 43) และฉบับ 2550 (มาตรา 49) กำหนดสิทธิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายไว้ที่ 12 ปี โดยนับตั้งแต่ระดับ ป.1 – ม.6 (หรือเทียบเท่า คือ ปวช.3) แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 54 ระบุนิยามของ 12 ปี ไว้ว่า “ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ” โดยให้เหตุผลว่าช่วงก่อนวัยเรียนเป็นเวลาสำคัญของพัฒนาการทางสมอง จึงขยับลงมาเป็นอนุบาล 1 – ม.3

อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายรวม 15 ปี นับตั้งแต่อนุบาล 1 – ม.6 (หรือเทียบเท่า คือ ปวช.3 เนื่องจากในเวลานั้น ร่างรัฐธรรมนูญที่ต่อมาได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีการเผยแพร่และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานชั้นสูงสุดถูกลดจากมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6 หรือ ปวช.3) ลงมาที่มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ซึ่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าว ยังมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

“เราไม่ได้เสนอเรื่องให้เรียนฟรีไปจนถึง ป.ตรี เราพูดประเด็นเรื่องเด็กควรจะได้เรียน เด็กทุกคนเวลาเรานึกถึงเขาต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่เขาควรจะได้รับ เขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนา และควรขจัดอุปสรรค” วสันต์กล่าว

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง



ทำความเข้าใจ‘เพจสายปั่น’ เส้นแบ่งระหว่าง‘เสียดสีกระตุกสังคม’กับข้อควรระวัง‘ข่าวปลอม’

By : Zhang Taehun 

นอกจากปัจจัย 4 ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพแล้ว ข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราบริโภคในแต่ละวัน จากยุคสมัยของสื่อดั้งเดิมอย่างสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ มาสู่ปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัลซึ่งผู้คนรับข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งการที่สื่อใหม่มีต้นทุนการผลิตเนื้อหาที่ต่ำกว่าสื่อดั้งเดิม จึงเปิดพื้นที่ให้เกิดสำนักข่าวใหม่ๆ มากขึ้น ตั้งแต่สำนักข่าวที่มุ่งนำเสนอเนื้อหาบางประเด็นแบบเจาะลึก ไปจนถึงสำนักข่าวเสียดสี (Satirical News Agency)” ที่แม้จะมีรูปแบบเหมือนสำนักข่าวปกติทั่วไป แต่เนื้อหาเป็นการนำเสนอข่าวที่ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยเจตนาสร้างความตลกขบขัน หรือนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากข่าวจริง

ตัวอย่างในประเทศไทยที่หลายคนน่าจะเคยผ่านตา เช่น “ข่าวปด” ซึ่งตั้งชื่อล้อเลียน นสพ.ข่าวสด ในอดีตเคยมีเพจเฟซบุ๊กและเคยปรากฏเป็นข่าวถูกฟ้องในปี 2562 และมีรายงานว่าเพจหายไปจากสารบบของเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเพจดังกล่าวได้กลับมาเปิดใหม่ในชื่อ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” โดยหากดูในส่วนของช่องทางแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น บัญชี X “ข่าวปด-Khaopod” และช่องยูทูบ “ข่าวปด TV” จะยังพอเห็นร่องรอยของเพจข่าวปดเดิมได้อยู่ หรือเพจ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์” ที่ทั้งชื่อและโลโก้เพจล้อเลียนเพจทางการของนสพ.ไทยรัฐ เป็นต้น

ภาพที่ 1 : ตัวอย่างเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนที่อ้างอิงจากข่าวจริง
(ซ้าย) โพสต์จากเพจ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” วันที่ 15 ก.พ. 2569 กล่าวถึง “เดอะดีพ” ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่จากซีรีส์ “The Boys” ประกาศช่วยปลดแอก “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระในสวนสัตว์เขาเขียว ประเทศไทย ล้อเลียนข่าว ‘ทราย สก็อต’ อินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษ์ธรรมชาติ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่ของหมูเด้ง 
(ขวา) โพสต์จากเพจ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์”วันที่ 19 ก.พ. 2569 เป็นภาพเค้กรูปประเทศไทยถูกตัดแบ่งพร้อมข้อความ “ลงตัวแล้ว เทศกาลแบ่งเค้กประเทศไทย” โดยอ้างอิงจากช่วงเวลาเดียวกันที่มีข่าวพรรคการเมืองหลายพรรคตบเท้าเข้าพบกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นว่าที่แกนนำรัฐบาล เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ

– ข่าวเสียดสีล้อเลียน (Satirical or Parody News) คืออะไร? เว็บไซต์วารสารวิชาการอย่าง Sage อ้างอิงคำอธิบายของ คริสโตเฟอร์ เอช. สเตอร์ลิง (Christopher H. Sterling) นักประวัติศาสตร์สื่อมวลชนชาวอเมริกัน ในหัวข้อ Satire of News ว่า การเสียดสี (Satire) เป็นรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้ความขบขันในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหรือกิจกรรมต่างๆ และข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือความผิดพลาดที่รับรู้ได้ 

ในวรรณกรรมเสียดสี ความขบขันถูกนำมาใช้เพื่อเน้นย้ำความคิดเห็นหรือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง บ่อยครั้งที่นักเขียนเสียดสีใช้ไหวพริบในการวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีสิ่งที่ไม่เห็นด้วย การล้อเลียน (Parody) การล้อหลอก (Spoof) การประชดประชัน (Sarcasm) การกล่าวเกินจริง (Exaggeration) และการเปรียบเทียบ(Analogy) เป็นเครื่องมือทางวรรณกรรมที่สำคัญของวรรณกรรมแนวเสียดสี ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์ขันให้กับวรรณกรรมประเภทนี้

ในวงการสื่อสารมวลชน การเสียดสีมักล้อเลียนข่าว หรือใช้การล้อเลียนในรูปแบบข่าวทั่วไป แม้ว่าข่าวเสียดสีจะมีลักษณะตลกขบขัน โดยใช้มุกตลกหน้าตายเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า ข่าวปลอม (Fake News’ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ และกระแสต่างๆ ในชีวิตจริง โดยมักมีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้ ข่าวเสียดสีจึงมักมีอคติ (Bias)

เป้าหมายนี้ยังเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างข่าวเสียดสี (Satire) และข่าวล้อเลียน(Parody) ในขณะที่ข่าวล้อเลียนใช้ความตลกเพื่อความตลกโดยแท้ ข่าวเสียดสีใช้ความตลกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการวิพากษ์วิจารณ์สังคม และ/หรือส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง การเมืองและเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นหัวข้อที่พบได้ทั่วไปในข่าวเสียดสี แม้ว่าประเภทของข่าวเสียดสีจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นั้นก็ตาม

– ข่าวเสียดสีล้อเลียนต่างจากข่าวปลอมอย่างไร? : แม้เนื้อหาของข่าวเสียดสีจะมีลักษณะเหมือนกับข่าวปลอม แต่ก็มีจุดที่ต่างกันอยู่ อาทิ อารอน แฮ็กกีย์-แม็คเคย์ (Aaron Hagey-Mackay) นักเขียนและบรรณาธิการของ The Beaverton สำนักข่าวแนวเสียดสีล้อเลียนในแคนาดา อธิบายไว้ในบทความ Satire vs. Fake News บนเว็บไซต์ University of Toronto Magazine ว่า อยู่ที่ แรงจูงใจที่อยู่บื้องหลัง (Underlying Motive)

กล่าวคือ ในขณะที่ข่าวเสียดสีใช้เรื่องแต่งหรืออารมณ์ขันเพื่อชี้ให้เห็นถึงความจริงทางสังคมหรือการเมืองที่ใหญ่กว่า ซึ่งกระบวนการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้รับสารเข้าใจว่านั่นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่ข่าวปลอมทำงานด้วยกระบวนการรายงานข่าวที่ดูเหมือนน่าเชื่อถือเพื่อโน้มน้าวให้ผู้รับสารเชื่อในข้อมูลเท็จ ซึ่งโดยทั่วไปจะมุ่งประสงค์ต่อผลด้านการเมืองหรือการเงิน และข่าวปลอมจะทำงานได้ผลก็ต่อเมื่อผู้รับสารไม่รู้ว่านั่นคือเรื่องหลอกลวง 

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนก็เหมือนกับดาบสองคม จากความเชื่อเดิมของตนเองที่ว่านักผลิตเนื้อหาแนวนี้มักใช้ความตลกขบขันเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ จนกระทั่งพบว่าบทความจาก Beaverton เรื่องผู้บริหารดิสนีย์ยินดีประกาศการเข้าซื้อกิจการเว็บไซต์ภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่อย่าง Pornhub ถูกแชร์ไปโดยสมาชิกกลุ่ม QAnon ซึ่งเป็นกลุ่มเผยแพร่เนื้อหาทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา (right – wing) ในลํกษณะนำไปอ้างว่าชนชั้นนำที่วิปริตกำลังปกครองโลก จึงเป็นบทเรียนว่าเนื้อหาเสียดสีก็เหมือนกับข่าวปลอม เพราะสามารถถูกนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อได้ทั้งด้านดีและร้าย

– จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่สามารถแยกแยะระหว่างเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับข่าวปลอมได้ : บทความ “How to Identify Satire and Fake News” ที่เผยแพร่บนฐานข้อมูล LEAP Online ของ University of Greater Manchester (ก่อนหน้านี้คือ University ofBolton) ในอังกฤษ ชี้ว่า เนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับข่าวปลอมนั้นเหมือนกันตรงที่ความเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องไม่จริง (Fictional or Untrue) แต่จุดที่ทำให้เนื้อหา 2 ประเภทนี้แตกต่างกันคือเจตนาและผลกระทบ (Intention and Impact)” ซึ่งหากไม่สามารถแยกแยะได้ จะส่งผลกระทบดังนี้ 

1.หลงเชื่อเรื่องหลอกลวง (Believing lies) หากปราศจากมุมมองเชิงวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ผู้รับสารก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลเท็จได้ 2.เป็นผู้ร่วมแพร่กระจายข้อมูลผิดๆ (Spreading misinformation)การแชร์เรื่องราวที่ไม่เป็นความจริงซ้ำๆ ย่อมเท่ากับเป็นการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ 3.มีส่วนร่วมในการทำลายชื่อเสียงของผู้ถูกพาดพิง (Tarnishing Reputations) จากการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับบุคคลหรือองค์กร 

4.สร้างความแตกแยกในสังคม (Sowing discord) เมื่อข่าวปลอมถูกแพร่กระจายย่อมสร้างบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจกันและทำให้ยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะแยกแยะข้อมูลจริงกับเรื่องหลอกลวง และ 5.ปลุกปั่นจนนำไปสู่ความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรง (Inspiring hate and violence) ข่าวปลอมสามารถกระตุ้นให้ผู้คนออกมาใช้ความรุนแรง ก่อการทำลายล้าง หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นพฤติกรรมอันตรายได้ 

– แล้วจะแยกแยะเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับเนื้อหาที่ตั้งใจสร้างข่าวปลอมได้อย่างไร? : ในบทความ “How to Identify Satire and Fake News” ให้หลัก “7 คำถาม ไว้ดังนี้ 1.โทนของเนื้อหาเป็นอย่างไร?(What is the tone?) ทัศนคติหรือความรู้สึกโดยรวมของชิ้นงาน เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาว่าเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องจริง เนื้อหาเสียดสี หรือข่าวปลอม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะระบุได้อย่างชัดเจน เรื่องเสียดสีมีน้ำเสียงหลากหลาย ตั้งแต่ไม่เคารพ ไม่จริงใจ หรือประชดประชัน ไปจนถึงไม่เหมาะสมทางการเมืองหรือเกือบจะเข้าข่ายดูหมิ่น

อย่างไรก็ตาม เรื่องเสียดสีมักใช้โทนที่แห้งแล้งหรือเป็นกลาง เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการลดทอนความไร้สาระหรือความไม่สมเหตุสมผล ในขณะที่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าข่าวปลอมกระทำในทางกลับกัน นั่นคือมักมีโทนไปในทางที่สื่ออารมณ์โกรธเคือง เย่อหยิ่ง หรือไม่พอใจ” 

2.มุ่งเป้าไปที่ความไม่จริงใจหรือไม่? (Does it point out hypocrisy?) ผู้รับสารมักจะสามารถระบุได้ว่าสิ่งใดเป็นเสียดสี โดยพิจารณาจากประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม หรือการเมือง การเสียดสีมุ่งเป้าไปที่บุคคลและสถาบันที่มีอำนาจ และเป้าหมายหลักคือการเปิดเผยความไม่จริงใจและความอยุติธรรม (hypocrisy and injustice) แม้เนื้อหาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะระบุว่าสิ่งใดเป็นเสียดสี แต่ถึงกระนั้นการเสียดสีก็เผยให้เห็นถึงระบบที่ผู้มีอำนาจเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่าและใช้อิทธิพลอย่างไม่เป็นธรรมอย่างไร

3.เนื้อหาดุเกินจริงหรือดูบ้าบิ่นเกินไปหรือไม่? (Is it exaggerated or audacious?) การกล่าวเกินจริงหมายถึงการนำบุคคลหรือสถานการณ์จริงไปสู่จุดสุดขั้วเพื่อเน้นความไร้สาระหรือความน่าขัน ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การล้อเลียนด้วยภาพ (Caricature) เป็นการสื่อความเกินจริงด้วยลักษณะทางกายภาพของบุคคลหรือสิ่งของ , การล้อเลียนด้วยเรื่องราว (Burlesque) เป็นการสื่อความเกินจริงในรูปแบบวรรณกรรมหรือบทละครด้วยจุดประสงค์เย้ยหยันล้อเลียน , การกล่าวเกินจริงหรือน้อยกว่าความเป็นจริง (Overstating or Understating)เป็นการเพิ่มหรือลดคุณค่าหรือความสำคัญของบางสิ่งบางอย่างผ่านการบรรยาย เป็นต้น 

4.บริบทบ่งชี้อะไรบ้าง? (What are the contextual clues?) บริบทเป็นกุญแจสำคัญในการระบุเนื้อหาเสียดสี โดยอาจพิจารณาและตั้งคำถามเหล่านี้ เช่น เว็บไซต์หรือนักเขียนที่กำลังอ่านผลงานอยู่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เผยแพร่เนื้อหาเชิงเสียดสีล้อเลียนหรือไม่? , เนื้อหามีอคติหรือมีวาระทางการเมืองหรือไม่? , บัญชีชื่อผู้เขียนหรือผู้เผยแพร่ได้รับการรับรอง (Verified) หรือไม่? , มีการอ้างอิงแหล่งที่มาหรือไม่? , ลักษณะของเว็บไซต์มีความเป็นมืออาชีพหรือไม่? เป็นต้น 

เว็บไซต์ข่าวเสียดสีหลายแห่งจะมีข้อความแจ้งเตือนว่า เนื้อหาเป็นเพียงเรื่องเสียดสีเท่านั้น หากยังไม่แน่ใจให้ค้นคว้าแหล่งที่มาทางออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลหรือข้อกล่าวอ้างในบทความเพื่อยืนยันความถูกต้องก่อนดำเนินการใดๆ และพิจารณาดาวน์โหลดส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อแจ้งเตือนแหล่งข่าวปลอม

ภาพที่ 2 : หน้าเพจเฟซบุ๊กของ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์” (ซ้าย) และ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” (ขวา) จะเห็นการใช้ถ้อยคำที่อธิบายอย่างชัดเจนว่าเป็นเพจล้อเลียนเสียดสีเนื้อหาจากข่าวสารต่างๆ

5.มีเจตนาสร้างความตลกขบขันใช่หรือไม่? (Is it attempting humour?) เนื้อหาเสียดสีอาศัยความขบขันเพื่อสื่อสารประเด็น และความขบขันก็มีหลายรูปแบบซึ่งทับซ้อนกับองค์ประกอบอื่นๆ เช่น การประชดประชัน การสังเกตที่เฉียบแหลมหรือเสียดสี การกล่าวเกินจริง ความไร้สาระ และการพูดน้อยเกินไป อนึ่ง สำหรับการพูดน้อยเกินไปนั้นเป็นกลวิธีเล่าเรื่องแบบไม่ได้ทำให้ตลกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความขบขันจะมาจากการลดทอนความสำคัญของสถานการณ์

6.มีอะไรที่คาดไม่ถึงหรือไม่? (Does it do something unexpected?) การเล่าเรื่องด้วยการเสียดสีมีกลวิธีที่อาจสร้างความประหลาดใจกับผู้รับสาร เช่น ความไม่สอดคล้องกัน (Incongruity) นำสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลหรือคาดไม่ถึงเข้ามาในบริบทปกติ , การกลับลำดับ (Reversal) หมายถึงการสลับลำดับตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ตัวอย่างเช่น ภาพของวัวที่แต่งตัวเป็นชาวนาในขณะที่ชาวนากำลังกินหญ้าอยู่ในทุ่ง , 

การสื่อด้วยสิ่งที่ไม่เข้ากับยุคสมัย (Anachronism) เกิดขึ้นเมื่อผู้แต่งย้ายบุคคลหรือสิ่งของไปอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาที่มักจะมีตัวละครที่สวมเสื้อผ้าหรืออ้างอิงถึงสิ่งต่างๆ ที่ล้าสมัยเพื่อสร้างความตลกขบขัน , การใช้คำผิดความหมาย (Malapropism) คือการใช้คำหรือการออกเสียงคำผิดเพื่อเพิ่มอารมณ์ขันให้กับสถานการณ์ , การจับคู่สองสิ่งที่แตกต่างหรือขัดแย้งกัน(Juxtaposition) คือการนำสิ่งสองสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันมาวางไว้ด้วยกันในลักษณะที่เผยให้เห็นความจริงที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น

7.มีการเล่าเรื่องแบบ ย้อนแย้ง’ หรือไม่? (Does it use irony?) คำว่าย้อนแย้งนั้นยากที่จะให้นิยาม แต่โดยทั่วไปแล้วมักหมายถึงสิ่งที่พูดหรือทำกลับกลายเป็นตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ ตัวอย่างการเล่าเรื่องแบบย้อนแย้ง เช่น การพูด (Verbal) ว่าตนเองชอบการถูกเรียกไปทำงานในวันหยุด (ซึ่งความหมายจริงๆ เป็นตรงกันข้าม) , การเสียดสีแบบบทละคร (Dramatic) เล่าเรื่องด้วยการจำลองสถานการณ์ที่ตัวละครไม่รู้แต่ผู้ชมรู้ อย่างการทำให้เห็นชัดเจนว่าตัวละครตัวหนึ่งกำลังวางแผนหักหลังอีกตัวละครหนึ่ง , 

การเสียดสีเชิงสถานการณ์ (Situational) สิ่งที่เกิดขึ้นขัดกับสิ่งที่ถูกคาดหวังว่าควรจะเป็น ทำนองเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สถานีดับเพลิง (เพราะสถานีดับเพลิงถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่เตรียมพร้อมในการออกไประงับเหตุเพลิงไหม้ในสถานที่อื่นๆ) , การเสียดสีแบบแกล้งโง่ (Socratic) เล่าเรื่องด้วยการให้ตัวละครหนึ่งแกล้งทำเป็นไม่รู้เพื่อเพื่อเปิดเผยข้อบกพร่องในความคิดของผู้อื่น คล้ายกับการที่ตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยการแกล้งถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

การแชร์ข่าวปลอมหรือบทความแนวเสียดสีล้อเลียนราวกับว่าเป็นเรื่องจริง อาจทำให้เราดูโง่และทำให้คนอื่นหมดความเคารพนับถือในตัวเรา และหากเป็นกรณีของข่าวปลอมก็ยังสามารถแพร่กระจายคำโกหกและการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งนำไปสู่ผลที่ร้ายแรงกว่าได้ พึงจำไว้ว่าการเสียดสีเป็นวิธีการหนึ่งในการพูดความจริงต่อผู้มีอำนาจ ในขณะที่ข่าวปลอมมีจุดประสงค์ที่เลวร้ายกว่า คือการหลอกลวงผู้คนให้เชื่อคำโกหกเพื่อผลักดันวาระของตนเอง เมื่อใดที่ผู้รับสารเรียนรู้ที่จะแยกแยะความแตกต่าง เมื่อนั้นก็จะลดอำนาจของคำโกหกในการส่งผลกระทบเชิงลบต่อโลกได้ บทคสามของ University of Greater Manchester ฝากข้อคิดทิ้งท้าย!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.banmuang.co.th/news/region/173918 (ทนายดังประธาน บ.พระเกศฟิล์ม เข้าแจ้งความเอาผิด “เพจข่าวปด” : 18 ธ.ค. 2562)

https://web.facebook.com/khaopodrises/?_rdc=1&_rdr# (กองบัญชาการข่าวปด Rises)

https://www.youtube.com/@khaopodtv/videos (ข่าวปด TV)

https://x.com/khaopoddddd (ข่าวปด-Khaopod)

https://pantip.com/topic/41954502 (เพจข่าวปดเดิม หายไปไหน? : Pantip.com 7 เม.ย. 2566)

https://web.facebook.com/Thailedonline (Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์)

https://www.thairath.co.th/news/society/2914602 (สรุปให้ ดราม่า “ทราย สก๊อต” โพสต์เศร้าถึงที่อยู่หมูเด้ง ทีมพี่เลี้ยง-สวนสัตว์ รีบชี้แจง : ไทยรัฐ 16 ก.พ. 2569)

https://www.prachachat.net/politics/news-1966513 (ข้ามชอตคดีเลือกตั้ง ‘อนุทิน 2’ แบ่งโควตารัฐมนตรี  : ประชาชาติธุรกิจ 18 ก.พ. 2569)

https://sk.sagepub.com/ency/edvol/journalism/chpt/satire-news (Satire of News : Sage)

https://magazine.utoronto.ca/people/alumni-donors/satire-vs-fake-news-aaron-hagey-mackay/ (Satire vs. Fake News : University of Toronto Magazine , 1 เม.ย. 2563)

https://leaponline.greatermanchester.ac.uk/Documents/LEAP-Printables/Critical-Thinking/How-to-Identify-Satire-and-Fake-News.pdf (How to Identify Satire and Fake News : University of Greater Manchester)

โฆษกภูมิใจไทย-กรมการปกครองยืนยัน ยังไม่มีนโยบายแก้ไขวาระกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านเหลือ 4 ปี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลอนุทินกำหนดวาระเร่งด่วน กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** กรมการปกครองและโฆษกพรรคภูมิใจระบุว่ายังไม่มีนโยบายเสนอแก้ไขวาระการดํารงตําแหน่งของกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านให้เหลือ 4 ปี จากเดิมดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุ 60 ปี 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ระหว่างวันที่ 22-24 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊กหลายเพจเผยแพร่ข้อมูลว่ารัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีนโยบายเร่งด่วนเรื่องจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านให้เหลือ 4 ปี จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุ 60 ปี โดยแต่ละเพจใช้ข้อความแตกต่างกันไป เช่น 

▪️ เพจ “คุณพ่อเล่าข่าว” โพสต์ว่า “โยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จ่อกำหนดวาระกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนที่กำลังมีการพิจารณาเพื่อปฏิรูปการทำงานในระดับชุมชน”

▪️เพจ “ใหญ่ เมืองย่า” โพสต์ว่า “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ ตัดสินใจชักดาบอาญาสิทธิ์ สั่งรื้อโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นครั้งมโหฬาร ชูวาระเร่งด่วน: กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านต้องมีวาระดำรงตำแหน่งไม่เกิน 4 ปี ปิดตำนานนั่งยาวจนรากงอกถึงอายุ 60 ปี โพสต์นี้มียอดแชร์มากกว่า 3,300 ครั้ง เพจ “The Police Magazine Thailand” โพสต์ข้อความเดียวกันนี้ โดยมียอดแชร์เกือบ 200 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 25 ก.พ. แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ยืนยันกับโคแฟคว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและทางพรรค ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ “ยังไม่มีนโยบายในเรื่องนี้”  

ขณะที่สำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม”

“ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ยังไม่มีนโยบายในการเสนอแก้ไขปรับปรุงวาระการดํารงตําแหน่งของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน” สำนักบริหารการปกครองท้องที่ระบุ

สำนักบริหารการปกครองท้องที่ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านว่า แต่เดิมการดํารงตําแหน่งของกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านมีวาระคราวละ 5 ปี แต่พบว่าการจำกัดวาระทำให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านไม่กล้าใช้อำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน เนื่องจากกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวจะกระทบต่อคะแนนเสียงของประชาชนที่จะมาลงคะแนนให้แก่ตนในวาระถัดไป

ในปี 2551 กรมการปกครองจึงได้แก้ไข พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) โดยกำหนดให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตําแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ดูเพิ่มเติม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ฉบับแก้ไขล่าสุด

ศธ. ประกาศให้ รร. รับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนจริง แต่ภาพเด็กกัมพูชาเดินมาเรียนในไทยเป็นคลิปเก่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเด็กชาวกัมพูชาเดินทางข้ามจุดผ่านแดนเข้ามาเรียนในไทย หลังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทยจริง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569 แต่คลิปวิดิโอประกอบเป็นคลิปเก่าตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Kittachot Kuchai” โพสต์คลิปวิดีโอเด็กนักเรียนเดินข้ามจุดผ่านแดน มีข้อความฝังในคลิปว่า “นักเรียนกัมพูชาเดินแถวเข้ามาเรียนในไทย” และมีข้อความบรรยายว่า “ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศ ให้รับเด็กต่างด้าวเข้าเรียนในประเทศไทยได้ #โรงเรียน #เด็กต่างด้าว #ทุนเรียนฟรี” โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 25 ก.พ. มียอดการรับชมกว่า 140,000 ครั้ง และแชร์กว่า 400 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: 

1) ประกาศ ศธ. เรื่องการรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทย

ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จริง ลงนามโดยนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569

ทั้งนี้ ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยมาเป็นระยะตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อปี 2548 กำหนดให้ ศธ. ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เพื่อเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยในประเทศสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่การศึกษา สอดคล้องกับการเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก และเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นมีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ที่ดีต่อประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติในระยะยาว

สำหรับประกาศ ศธ. ฉบับล่าสุดลงวันที่ 3 ธ.ค. 2568 นี้เป็นการปรับปรุงเนื้อหาจากประกาศฉบับเดิมลงวันที่ 31 ต.ค. 2562 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีสาระสำคัญดังนี้

▪️กำหนดนิยาม “บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร” หมายถึง บุคคลที่ไม่มีรายการในระบบทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของประเทศไทย และ “บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย” หมายถึง บุคคลต่างด้าวและไม่มีสัญชาติไทย 

▪️ กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา เช่น การกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน (ระบบ G Code) และประสานผู้ปกครองของเด็กเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อแจ้งขอจัดทำเอกสารทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เป็นต้น

2) คลิปวิดีโอเด็กกัมพูชาเดินเข้ามาเรียนในไทย

คลิปวิดีโอที่นำมาประกอบโพสต์ดังกล่าว เป็นคลิปที่เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 ทางบัญชีติ๊กตอก “NBT Chanthaburi” ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจังหวัดจันทบุรีซึ่งระบุว่าเป็นภาพนักเรียนกัมพูชาเดินแถวเข้ามาเรียนในไทย ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี

📌 ข้อสรุปโคแฟค: ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จริง แต่คลิปวิดีโอที่นำมาประกอบเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ไทยและกัมพูชาจะมีการสู้รบทางการทหาร (24-28 ก.ค. 2568 และ 7-27 ธ.ค. 2568) จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่านักเรียนกัมพูชาเข้ามาเรียนในไทยภายหลังมีการออกประกาศดังกล่าว

เจาะลึกวิกฤต “ข่าวลวงสุขภาพ” ระบาดหนัก ใช้ “อารมณ์” เหนือเหตุผล แนะสร้างวัฒนธรรมสื่อสารใหม่หยุดวิกฤตความเชื่อ

ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.30” หัวข้อ ข่าวลวงสุขภาพและวัฒนธรรมการสื่อสารไทย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์2569 ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการได้ร่วมเจาะลึกถึงปรากฏการณ์ข่าวปลอมด้านสุขภาพที่กำลังสร้างผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างรุนแรงโดยเฉพาะปัญหาที่บุตรหลานมักพบว่าพ่อแม่เชื่อข้อมูลผิด ๆ

คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นประเด็นที่มี “ข่าวบิดเบือน” (Misinformation) มากที่สุดในฐานข้อมูลของโคแฟค และถือเป็นเรื่อง “เอเวอร์กรีน” (Evergreen) ที่วนเวียนกลับมาหลอกลวงซ้ำๆ อย่างไม่จบสิ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้รับสาร

ผศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้วิเคราะห์ว่า “ข่าวลวงสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ผิดพลาดแต่ถือเป็น “ปรากฏการณ์การสื่อสาร” ที่สะท้อนสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน โดยข่าวเหล่านี้มักมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งกลไกการทำงานของ ข่าวลวง จะเน้นการกระตุ้น “อารมณ์” ให้มีความหวังหรือความกลัวมากกว่าการใช้เหตุผล ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ทรงพลังและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

ข่าวลวงสุขภาพที่ทำงานผ่านการกระตุ้น “อารมณ์” เช่น ความกลัวตายหรือความหวังที่จะหายจากโรคโดยไม่ต้องลำบาก ซึ่งอารมณ์เหล่านี้มีพลังทำลายล้างตรรกะและเหตุผล ทำให้ผู้รับสารตัดสินใจแชร์หรือทำตามข้อมูลที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว 

ดร.นิษฐา กล่าวต่อว่า การหักล้างข้อมูลด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อที่ฝังรากได้ เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นผูกโยงกับอารมณ์และความรู้สึกไปแล้ว การแก้ปัญหาจึงต้องไปไกลกว่าการบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลเชิงพฤติกรรมว่าทำไมเขาถึงเชื่อ

ด้านคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าการเพียงแค่ “หักล้างข้อเท็จจริง” (Fact-checking) นั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาอีกต่อไป สิ่งที่สังคมไทยต้องเร่งทำคือการสร้าง”วัฒนธรรมการสื่อสารใหม่” โดยมองว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ปัจเจกบุคคลควรได้รับอย่างถูกต้อง (Well-informed) ไม่ใช่การได้รับข้อมูลที่บิดเบือน (Mis-informed) เพื่อให้สามารถตัดสินใจเรื่องการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากความกังวลด้านสุขภาพแล้ว “ต้นทุนการเข้าถึงระบบสาธารณสุข” เป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อการรอคิวพบแพทย์ใช้เวลานานแต่ได้พูดคุยเพียงไม่กี่นาที ผู้ป่วยจึงหันไปหาข้อมูลออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทันทีและดูเหมือนจะให้คำตอบที่ค้างคาใจได้มากกว่า

ในวงสนทนายังมีการเสนอแนวทางการแก้ไขเชิงระบบโดยเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งทำระบบข้อมูลเปิด (Open Data) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น เพื่อลดปัญหาการที่ผู้ป่วยหันไปหาข้อมูลออนไลน์ทดแทนการรอคิวนานในโรงพยาบาล พร้อมทั้งเสนอแนวคิด “หนามยอกเอาหนามบ่ง” ในการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารใหม่ที่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของผู้ป่วยมาเป็นเครื่องมือในการนำเสนอข่าวจริงเพื่อดึงใจผู้รับสารกลับมาจากข่าวลวงและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนในสังคม

คลิป “รังสิมันต์ โรม” แถลงข่าวปี 67 ถูกบิดเบือนว่าเขาเสนอมอบสถานะคนไทยแก่ผู้หนีภัยชาวเมียนมา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รังสิมันต์ โรม เสนอให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนพิเศษให้ชาวเมียนมา ให้เข้าไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** การออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นข้อเสนอเพื่อให้ทางการไทยสามารถติดตามตรวจสอบชาวเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบเข้ามาในประเทศได้ ไม่ใช่การให้สถานะความเป็นคนไทย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Thanongkiat Jitratanasathana” แชร์คลิปวิดีโอรังสิมันต์ โรม นักการเมืองจากพรรคประชาชน เสนอว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นหนึ่งในมาตรการที่ควรนำมาใช้ในการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยความไม่สงบในเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย

คลิปวิดีโอนี้มีความยาว 20 วินาที มีภาพธงชาติเมียนมาประกอบ ฝังข้อความ “จะให้พม่าตั้งชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิดเองแล้วให้บัตรประชาชนพิเศษเลยเพื่อให้ต่างด้าวเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องขออนุญาต”  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ในหลายแพลตฟอร์มทั้งเฟซบุ๊ก อินสตากแกรม ติ๊กตอกและ X ช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. 2569 ทั้งช่วงก่อนและการหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

วันและเวลาเก่าที่สุดที่มีการเผยแพร่โพสต์คลิปพร้อมข้อความบรรยายเดียวกันนี้คือวันที่ 16 ม.ค. 2569 พร้อมติดแฮชแท็ก “#พรรคเพื่อพม่าและเขมร #ฐานเสียงชั้นดี” คลิปนี้มีความยาวเกือบ 2 นาทีและมีช่วงที่รังสิมันต์ขยายความว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย

โคแฟคสืบค้นด้วยคำค้นหา “บัตรประชาชนรหัสพิเศษ เมียนมา รังสิมันต์ โรม” พบวิดีโอบันทึกการแถลงข่าวฉบับเต็มความยาว 37.05 นาที เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “ก้าวไกลของประชาชน – Move Forward” เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่งรังสิมันต์ สส. พรรคก้าวไกล และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้นแถลงข่าวเรื่องข้อเสนอในการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา  

นาทีที่ 8.59-12.01 รังสิมันต์กล่าวถึงสถานการณ์ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาว่านับจากการรัฐประหารในเมียนมา 1 ก.พ. 2564 ผู้หนีภัยทั้งจากความไม่สงบทางการเมือง การสู้รบและอื่น ๆ จากเมียนนมาเข้ามาในไทยอาจถึงล้านคน

“เราได้รับข้อมูลจากภาคประชาสังคมว่า คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยต้องจ่ายส่วยให้กับภาครัฐ จ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้คนเหล่านี้อยู่ในซอกหลืบอยู่ใต้ดินอีกต่อไป ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่เราควรจะดำเนินการก็คือควรจะเอาเขาเข้ามาอยู่บนดิน วิธีการหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือการใช้กลไก ไม่ว่าจะเป็นการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษ ซึ่งผมต้องย้ำว่าอันนี้ไม่ได้หมายความว่าเราให้สถานะเขาเป็นประชาชนชาวไทย แต่เราเป็นการพูดถึงการจัดการที่ทำให้เราสามารถตรวจสอบแล้วก็ติดตามได้” รังสิมันต์กล่าว 

นอกจากข้อเสนอเรื่องการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษ กมธ.ความมั่นคงฯ ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุว่าในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

สื่อหลายสำนัก เช่น ข่าวสด แนวหน้า ไทยพีบีเอสในวันที่ 25 เม.ย. 2567 รายงานการแถลงข่าวของรังสิมันต์เรื่องการออกบัตรประชาชนพิเศษแก่ผู้หนีภัยการสุ้รบจากเมียนมา โดยย้ำว่าไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย แต่เพื่อให้มีระบบตรวจสอบติดตามและแก้ปัญหาส่วย 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปรังสิมันต์เสนอให้ออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษสำหรับชาวเมียนมาที่หนีภัยความไม่สงบเข้ามาในไทยเป็นคลิปสั้นที่ตัดตอนมาจากการแถลงข่าวของรังสิมันต์ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่งเขาย้ำว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษให้คนกลุ่มนี้ไม่ใช่การให้สถานะการเป็นคนไทย แต่เป็นวิธีการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาเข้าสู่ระบบบริหารจัดการของทางการไทย 

นอกจากตัดทอนแล้วยังใส่ข้อความบิดเบือนให้เข้าใจผิดว่ารังสิมันต์เสนอให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาตและให้สถานะการเป็นคนไทยเพราะคนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงของพรรค

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 95 (1) ระบุว่า บุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่หากมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้รับสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 

ส่วนกระบวนการแปลงสัญชาติ จะอยู่ใน พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 10 และ 11 ซึ่งเป็นการให้สัญชาติไทยกับบุคคลต่างด้าว แต่การขอแปลงสัญชาติต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการสละสัญชาติเดิมของตนเองด้วย 

รัฐบาลทักษิณไม่ใช่รัฐบาลเดียวที่เคยขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ มีการปรับขึ้นหลายครั้งในหลายรัฐบาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลเดียวที่ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** การขึ้นเงินเดือนข้าราชการมีมาอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลหลายชุด 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคเพื่อไทย FC” โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “รัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคไม่ขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการเลย ขึ้นครั้งเดียวสมัยทักษิณ หลังจากนั้นผ่านมาหลายสิบปีก็ไม่มีอีกเลย” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นรายงานข่าวและมติคณะรัฐมนตรีย้อนหลังพบว่ามีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการมาอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลหลายชุด

รายงานของสำนักข่าวอิศราเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 ตรวจสอบการขึ้นเงินเดือนข้าราชการระหว่างรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่ามีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการในหลายรูปแบบ ดังนี้

▪️ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (พรรคไทยรักไทย): มติ ครม. 9 มี.ค. 2547 ปรับค่าตอบแทนภาคราชการโดยให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนภาคราชการ สำหรับข้าราชการและลูกจ้างส่วนราชการในอัตรา 3% เท่ากันทุกอัตรา และให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือการครองชีพให้แก่ข้าราชการบำนาญในอัตราเดียวกัน และมติ ครม. 30 ส.ค. 2548 เห็นชอบมาตรการปรับค่าตอบแทนภาคราชการโดยปรับอัตราเงินเดือนพื้นฐานเพิ่มขึ้นในอัตรา 5% ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภท

▪️ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (คมช.): มติ ครม. 5 มิ.ย. 2550 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนภาคราชการโดยปรับอัตราเงินเดือนเป็นร้อยละเท่ากันทุกตำแหน่งในอัตรา 4% สำหรับข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการอัยการ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ข้าราชการการเมือง ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ   

▪️ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช (พรรคพลังประชาชน): มติ ครม. 13 พ.ค. 2551 เห็นชอบเรื่องการช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการระดับต้นโดยขยายเพดานเงินเดือนของข้าราชการเพื่อให้ได้รับค่าครองชีพเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้ปรับเงินช่วยเหลือการครองชีพของเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นที่ได้รับในลักษณะเช่นเดียวกับเงินค่าครองชีพของข้าราชการ 

▪️ รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (พรรคพลังประชาชน): มติ ครม. 19 พ.ย. 2551 เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการปรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญเข้าตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเดือนข้าราชการในภาพรวมปรับเพิ่มขึ้น 4%

▪️ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย): มติ ครม. 31 ม.ค. 2555 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยปรับเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในปีที่ 1 โดยผู้มีคุณวุฒิตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปได้รับเงินเดือนแรกบรรจุรวมกับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวไม่น้อยกว่า 15,000 บาท และมติ ครม. 10 เม.ย. 2555 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนข้าราชการพลเรือนสามัญโดยให้อัตราเงินเดือนแรกบรรจุขั้นต่ำของวุฒิปริญญาตรีในปีที่ 2 เท่ากับ 15,000 บาท ปีที่ 1 เท่ากับ 13,000 บาท ส่วนวุฒิ ปวส. ปีที่ 2 เท่ากับ 11,500 บาท ปีที่ 1 เท่ากับ 10,200 บาท เป็นต้น

▪️ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (คสช.): มติ ครม. 9 ธ.ค. 2557 เห็นชอบการยกระดับรายได้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการรัฐสภาสามัญ และข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่ม 1 ขั้น สำหรับระบบเงินเดือนแบบขั้น หรือ 4% ของอัตราเงินเดือน และเห็นชอบการปรับค่าตอบแทนพนักงานราชการโดยปรับเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้พนักงานราชการที่ได้รับการจ้างวุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี พนักงานราชการกลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ และปรับเพดานบัญชีค่าตอบแทนขั้นสูง กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ 4%