เตือนภัย SMS แจ้งค้างค่าปรับจราจรพร้อมแนบลิงก์ ตร. ยืนยันไม่ส่งข้อความเช่นนี้ อย่าเชื่อ-อย่ากดลิงก์

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: SMS แจ้งว่ามียอดใบสั่งจราจรที่ยังไม่ได้ชำระ แนบลิงก์ให้ดำเนินการ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นอุบายมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือติดตั้งแอปพลิเคชันเข้าควบคุมอุปกรณ์สื่อสาร** 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: SMS หลอกลวงลักษณะนี้มีมาอย่างต่อเนื่องซึ่งทางตำรวจได้เตือนภัยเป็นระยะ ๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ตำรวจจราจรเชียงใหม่ – TFCM’ เผยแพร่คลิปวิดีโอคำเตือนจาก พ.ต.ท.ศักดา โชติพัฒนโภคิน รอง ผกก.กลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ว่าตำรวจจราจรไม่มีการส่ง SMS แนบลิงก์ให้ชำระใบสั่งจราจร หากได้รับ SMS แบบนี้ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ

พ.ต.ท.ศักดาแนะนำว่าบางครั้งมิจฉาชีพยังแนบหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่ใช่หมายเลขที่ถูกต้องของหน่วยงานมากับ SMS ด้วย ดังนั้นหากประชาชนต้องการทราบว่าตนเองมีใบสั่งค้างไว้หรือไม่ต้องติดต่อไปที่หน่วยงานจราจรของตำรวจโดยตรงหรือตรวจสอบกับหน่วยงานขนส่งเมื่อไปชำระภาษีรถยนต์ หากมีใบสั่งค้างอยู่ก็จะมีข้อมูลปรากฏขึ้นมา 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ตำรวจสอบสวนกลาง’ เตือนภัยพบมิจฉาชีพส่ง SMS อ้างว่าค้างชำระค่าปรับ พร้อมแนบ QR Code ให้สแกน ซึ่งห้ามหลงเชื่อสแกนโดยเด็ดขาด เพราะอาจถูกฝังมัลแวร์ลงในโทรศัพท์มือถือหรือสูญเสียเงินในบัญชีธนาคารได้ พร้อมย้ำว่าตำรวจไม่มีนโยบายส่ง QR Code แนบไปกับ SMS เพื่อให้สแกนจ่ายค่าปรับ

ตำรวจสอบสวนกลางให้ข้อมูลว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบว่าตนเองมีใบสั่งจราจรที่ยังไม่ได้ชำระค่าปรับหรือไม่ได้ที่เว็บไซต์ ptm.police.go.th/eTicket ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: SMS หลอกลวงเรื่องค้างชำระค่าปรับจราจรกลับมาระบาดอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการขนส่งทางบกร่วมกันแถลงข่าวเรื่องการเชื่อมโยงฐานข้อมูลใบสั่งจราจรเพื่อแก้ปัญหาใบสั่งค้างชำระซึ่งที่ผ่านมาพบว่าสูงนับสิบล้านใบ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป หากผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าปรับให้ครบถ้วนเรียบร้อย แม้จะชำระภาษีรถยนต์ประจำปีแล้วก็จะยังไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีฉบับจริง (ป้ายวงกลม) 

วันต่อมา เพจเฟซบุ๊ก ‘Drama-addict’ โพสต์เตือนภัยว่ามีผู้ไดรับข้อความ SMS ว่า “แจ้งเตือน: ท่านค้างชำระใบสั่งจราจร” พร้อมแนบลิงก์ โดยทางเพจย้ำว่าใครได้รับข้อความแบบนี้ห้ามกดลิงก์เด็ดขาดเพราะเป็นมิจฉาชีพ

ปลั๊กไฟ 3 ขา หักออก 1 ขาเพื่อให้เสียบเข้ากับเต้ารับที่มี 2 รู ทำได้หรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปลั๊กไฟ 3 ขา หักออก 1 ขาเพื่อให้เสียบเข้ากับเต้ารับที่มี 2 รู ทำได้หรือไม่ 

⚠️ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ไม่ควรทำเพราะเสี่ยงเกิดไฟดูดหรืออัคคีภัย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘กลุ่มวิชาชีพช่างไฟฟ้ากำลัง’ มีผู้โพสต์ภาพปลั๊กไฟ 3 ขา ในสภาพถูกหักออก 1 ขา โดยระบุขา N หัก เหลือแต่ขา L กับ G ซึ่งในโพสต์ดังกล่าวมีการถกเถียงกันว่าปลั๊กที่อยู่ในลักษณะนี้สามารถใช้งานได้หรือไม่ 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567 มีผู้สอบถามเรื่องเดียวกันนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘งานบ้านที่รัก’ ว่าหากปลั๊กตู้เย็นชำรุดโดยขา G หายไปเหลือเพียงขา L กับ N จะสามารถใช้งานได้หรือไม่ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ว่า ปลั๊กไฟมาตรฐาน 2 ขาประกอบด้วย L (Line) และ N (Neutral) ส่วนปลั๊กไฟ 3 ขาจะมี PE หรือ G (Protective Earth) เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูดในเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท Class I ตามหลักการของ IEC 60364-4-41 และมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของ วสท. 022001-22 

“หากปลั๊ก 3 ขาชำรุด เช่น ขาใดขาหนึ่งหัก ไม่ควรนำมาใช้งานหรือทดลองเสียบ เพราะอาจเกิดการสัมผัสผิดตำแหน่ง การลัดวงจร การอาร์ก หรือทำให้ระบบป้องกันทางไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ในทำนองเดียวกัน การหักขากราวด์ (PE/G) เพื่อให้เสียบกับเต้ารับ 2 รู แม้จะทำให้ใช้งานได้ แต่ไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย เนื่องจากเป็นการตัดระบบป้องกันไฟฟ้าดูดของเครื่องใช้ไฟฟ้า” ดร.สุพรรณอธิบาย 

ดร.สุพรรณแนะนำว่า ทางแก้ที่ถูกต้องคือเปลี่ยนปลั๊กหรือสายไฟที่ชำรุด และใช้เต้ารับ 3 รูที่ต่อเข้ากับระบบสายดินที่ถูกต้อง ไม่ควรดัดแปลงปลั๊กหรืออุปกรณ์ให้ผิดจากมาตรฐาน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดูดและอัคคีภัย 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ออกคำเตือนเรื่องนี้เช่นกัน ระบุว่า ขาสายดินมักเป็นส่วนที่หลายคนเลือกหักทิ้งเมื่อเต้ารับไม่รองรับปลั๊กแบบ 3 ขา เพื่อให้ปลั๊กไฟสามารถเสียบใช้งานได้สะดวกขึ้น แต่การทำเช่นนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกไฟฟ้าดูดหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น กฟภ. แนะนำให้เปลี่ยนเต้ารับเป็น 3 รู เพื่อให้สามารถใช้งานปลั๊ก 3 ขาได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย รองรับระบบสายดินได้ครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร

ภาพเรือที่ถูกอิหร่านโจมตีถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มฮูตีโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพกลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุดิอาระเบีย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพไม่ตรงกับเนื้อหา** เหตุการณ์กลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุดิอาระเบียเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 แต่ภาพที่นำมาประกอบเป็นภาพเรือที่ถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวถึงชาวรังสิต’ โพสต์ภาพเรือลำหนึ่งในสภาพไฟลุกท่วม พร้อมข้อความว่า “ฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ ไปแล้ว คาทะเลแดง บึ้ม 2 ลำ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าภาพประกอบโพสต์ดังกล่าวเป็นภาพเดียวกับที่ปรากฏในคลิปวิดีโอที่สำนักข่าว ABC ของออสเตรเลีย และ  The Independent ของอังกฤษเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยรายงานว่าเป็นเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 บริเวณน่านน้ำของอิรัก และมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย

ภาพไฟลุกท่วมเรือจึงไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มฮูตียิงเรือน้ำมันของซาอุดิอาระเบียในทะเลแดงตามที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กกล่าวอ้าง แต่เป็นภาพเรือบรรทุกน้ำมันถูกอิหร่านโจมตีในน่านน้ำของอิรักเมื่อ 4 เดือนก่อน 

สำหรับเหตุการณ์ยิงเรือน้ำมันของซาอุดิอาระเบียนั้น สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 ระบุว่า กลุ่มฮูตีได้ออกมาอ้างว่าเป็นผู้ใช้จรวดและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือ Encelia และ Layla ซึ่งเป็นเรือของซาอุดิอาระเบีย ในพื้นที่ทะเลแดง เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569

รอยเตอร์ยังอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวความมั่นคงทางทะเลว่า เรือเอนเซเลียได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากการถูกขีปนาวุธโจมตีใกล้ท่าเรือจิซานของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงเมื่อช่วงดึกของวันที่ 22 ก.ค. 2569 โดยน้ำมันซาอุดีอาระเบียหลายล้านบาร์เรลต่อวันกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือยานบูในทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ 

เปรียบเทียบภาพประกอบโพสต์เรื่องกลุ่มฮูตีโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ ที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘ข่าวถึงชาวรังสิต’ (ซ้าย) กับภาพที่เผยแพร่โดย The Independent ของอังกฤษและ ABC ของออสเตรเลียเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยสำนักข่าวทั้งสองสำนักรายงานตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือในน่านน้ำอิรัก (ภาพกลางและขวา)

กล้องหน้ารถ-กล้องวงจรปิด ติดยังไงไม่ให้ผิด PDPA? 

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ห้ามติดกล้อง แต่กำหนดให้ใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม ดังนั้นการติดกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดตามบ้านและอาคารสถานที่ต่าง ๆ มีข้อควรระวังและต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลด้วย 

กล้องหน้ารถ

ข้อควรระวังหากนำภาพไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ

  • เบลอหน้าบุคคล
  • เบลอป้ายทะเบียน
  • หลีกเลี่ยงการนำภาพไปเผยแพร่เพื่อประจาน เพราะอาจผิดกฎหมายอื่นร่วมด้วย

กล้องที่บ้าน ร้านค้า หน่วยงาน

  • ควรติดป้ายแจ้งเตือน หากมีการบันทึกภาพบุคคลในพื้นที่สาธารณะ  
  • ไม่ควรหันกล้องส่องเข้าบ้านคนอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนตัว เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน
  • ไม่ควรเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น
  • ไม่ควรนำภาพไปเผยแพร่จนผู้อื่นเสียหาย

ที่มา: รายการชัวร์ก่อนแชร์

กินกุ้งดิบ เสี่ยงตาบอดจริงหรือ ?

การรับประทานกุ้งดิบหรือหอยน้ำจืดดิบมีความเสี่ยงเป็นโรคพยาธิ โดยเฉพาะโรคพยาธิปอดหนูที่อาจชอนไชเข้าดวงตา สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต 

📌 วงจรชีวิตพยาธิปอดหนู: พยาธิปอดหนูจะออกไข่ในปอดของหนู ตัวอ่อนจะปนออกไปกับขี้หนู และเข้าไปอยู่ในหอยน้ำจืด กุ้ง ปู ปลา 

📌เข้าสู่คน: เมื่อกินกุ้งหรือหอยดิบที่มีตัวอ่อนของพยาธิปอดหนู พยาธิก็จะเข้าไปเจริญเติบโตในร่างกาย และอาจชอนไชเข้าสู่ดวงตาและสมอง 

📌 พยาธิขึ้นตา: ถ้าพยาธิปอดหนูชอนไชเข้าตา ผู้ป่วยจะมีอาการตาพร่ามัว ปวดตา ตาอักเสบ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจถึงขั้นตาบอด รักษาโดยผ่าตัดเอาตัวพยาธิออก

 📌พยาธิขึ้นสมอง: ผู้ป่วยจะปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน แขนขาอ่อนแรง คอแข็ง หลังแข็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต ยังไม่มียารักษาเฉพาะ แพทย์จะรักษาตามอาการ

 📌วิธีป้องกัน: กินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก ส่วนผักสดให้แช่น้ำสะอาด น้ำส้มสายชู หรือเกลือละลายน้ำนาน 10 นาที

 📌 ความเชื่อที่ผิด: การใช้น้ำโซดาหรือน้ำมะนาวล้างกุ้งไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ โซดาอาจช่วยล้างคราบไขมันหรือสิ่งสกปรกออกบางส่วนเท่านั้น การทำให้สุกเท่านั้นถึงจะปลอดภัย   

อ้างอิง: Mahidol Channel, รายการชัวร์ก่อนแชร์  

เพจเฟซบุ๊กอัพเดทสถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ใช้ภาพประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน 

📌ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ภาพทั้งหมดไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน และบางภาพไม่ใช่เหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน** 

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ก.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Pipoppat Promjanya’ โพสต์ภาพ 3 ภาพประกอบข้อความสรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านทั้งหมด 5 เหตุการณ์ ได้แก่ สหรัฐฯ โจมตีเมืองทาบริซของอิหร่าน, สหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควิน, เหตุเรือสินค้าถูกโจมตีไฟลุกท่วมในช่องแคบฮอร์มุซ, เหตุทหารอเมริกันเสียชีวิต 1 นายในอิรักขณะกู้ระเบิดที่ไม่ทำงานและเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 และ 5.7 ในจังหวัดเคอร์มันชาห์ของอิหร่าน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อมูลทั้ง 5 เหตุการณ์ในโพสต์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อของอิหร่านและสำนักข่าวในต่างประเทศที่เชื่อถือได้ ดังนี้

  • สหรัฐฯ โจมตีเมืองทาบริซของอิหร่านเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 (Iran International, Anadolu Agency)
  • สหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควิน (IRNA, Iran International)
  • เหตุเรือสินค้าถูกโจมตีไฟลุกท่วมในช่องแคบฮอร์มุซ (Iran International, Euronews)
  • เหตุทหารอเมริกันเสียชีวิต 1 นายในอิรักขณะกู้ระเบิดที่ไม่ทำงาน (Al Jazeera, BBC)
  • เหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 และ 5.7 ในจังหวัดเคอร์มันชาห์ของอิหร่าน (WANA News Agency, Iran Press)

อย่างไรก็ตามภาพที่นำมาเผยแพร่ประกอบโพสต์เป็นภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเลย จากการตรวจสอบด้วย Google Lens ได้ข้อมูลเกี่ยวภาพประกอบทั้ง 3 ภาพดังนี้

▪️ ภาพอาคารสูงในเมืองริมทะเลมีควันและเปลวไฟลุกท่วม: โคแฟคพบคลิปวิดีโอของสำนักข่าว AP ที่ถ่ายในมุมเดียวกัน ถูกโพสต์ในช่องยูทูบ ‘Associated Press’ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 ระบุเป็นเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตของเลบานอน เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 นอกจากนั้น สำนักข่าว The Guardian ของอังกฤษ ก็ใช้ภาพและรายงานข่าวเช่นเดียวกัน 

▪️ภาพทหารสวมหมวกสีเขียวเดินอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง: เป็นภาพทหารเลบานอนในเมืองนาบาติเยห์ทางภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอล โดยสำนักข่าว Kuwait Times ของคูเวต ระบุเป็นภาพจากสำนักข่าว AFP ถ่ายในวันที่ 21 มิ.ย. 2569 นอกจากนั้น ยังพบภาพที่ภ่ายจากมุมใกล้เคียงกัน เผยแพร่ในสำนักข่าว The Guardian ของอังกฤษ ระบุเป็นภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ถ่ายในสถานที่เดียวกัน ในวันที่ 21 มิ.ย. 2569 เช่นกัน 

▪️ภาพธงชาติอิหร่านท่ามกลางซากปรักหักพัง: โคแฟคพบภาพเดียวกันอยู่ในเว็บไซต์คลังภาพของสำนักข่าว AP ระบุว่า เป็นภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 บริเวณสถานีตำรวจในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล 

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: บัญชีโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสู้รบสหรัฐฯ-อิหร่านมักนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามาประกอบเนื่องจากเหตุการณ์เกิดในพื้นที่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยและเกิดในหลายประเทศทำให้ยากต่อการตรวจสอบหรือตั้งข้อสงสัย

แม้การใช้ภาพประกอบที่ไม่ตรงกับเนื้อหาในกรณีนี้จะไม่ได้สร้างผลกระทบหรือความเสียหายร้ายแรง แต่การเผยแพร่ภาพและข้อมูลที่ถูกต้องย่อมดีกว่าการนำภาพจากเหตุการณ์ในอดีตหรือเหตุการณ์ในประเทศอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงแบบผิด ๆ ทั้งนี้เพื่อลดความสับสนปั่นป่วนของข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

กฎใหม่ของการนำพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบิน

วันที่ 22 พ.ค. 2569 สำนักงานการบินพลเรือนออกข้อกำหนดใหม่เรื่องการนำแบตเตอรีลิเทียมขึ้นเครื่องบิน ซึ่งรวมถึงแบตเตอรีสำรองแบบพกพาหรือ power bank ด้วย

✅ ข้อกำหนด

  • ต้องมีค่าพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 100 Wh
  • ต้องนำติดตัวเป็นสัมภาระติดตัว (hand/carry-on baggage) เท่านั้น
  • ผู้โดยสารพกพาพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องได้ไม่เกินคนละ 2 ก้อน
  • ต้องมีการป้องกันพาวเวอร์แบงก์แต่ละก้อนไม่ให้เกิดการลัดวงจรเมื่อไม่ได้ใช้งาน เช่น จัดเก็บไว้ในถุงป้องกันหรือหุ้มฉนวนที่ขั้วแบตเตอรี 

❌ ข้อห้าม

  • ห้ามชาร์จพาวเวอร์แบงก์ระหว่างที่อยู่บนเครื่องบิน
  • ห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์ชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ

ℹ️ ทำไมต้องเข้มงวด ?

พาวเวอร์แบงก์เป็นแบตเตอรีลิเทียมไอออนแบบพกพา หากเกิดความร้อนสูง ลัดวงจร หรือเกิดความเสียหาย อาจทำให้เกิดไฟไหม้บนเครื่องบินได้

ที่มา: สำนักงานการบินพลเรือน

ทำไมจึงไม่ควรล้างไก่สดก่อนปรุง?

หลายคนล้างไก่สดก่อนนำมาปรุงอาหารเพราะความเคยชินและเชื่อว่าทำให้ไก่สะอาดขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารปลอดภัยแนะนำว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ   

📌ทำไมไม่ควรล้าง

⚠️ ไม่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียบนเนื้อไก่ได้

⚠️ เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนเนื้อไก่ซึ่งทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษหรือท้องเสียรุนแรง อาจแพร่กระจายไปยังภาชนะ เครื่องครัว โต๊ะ เสื้อผ้า  

⚠️ แบคทีเรียในไก่สดถูกทำลายได้ด้วยการปรุงสุกเท่านั้น การไม่ล้างแต่ปรุงให้สุกคือทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

📌ทำอย่างไรให้ปลอดภัย

✅ เก็บไก่สดในถุงหรือภาชนะที่ปิดสนิทในตู้เย็น เพื่อป้องกันการปนเปื้อนอาหารอื่น

✅ ใช้เขียงและมีดแยกเฉพาะสำหรับเนื้อสัตว์ ล้างมือและภาชนะให้สะอาดหลังการสัมผัส 

✅ ปรุงไก่ให้สุกทั่วถึงที่อุณหภูมิอย่างน้อย 75°C 

📌 ถ้าจำเป็นต้องล้างสิ่งสกปรก 

✅ ล้างไก่ในอ่างล้างจาน ห่างจากอาหารหรือภาชนะอื่น

✅ เปิดน้ำอ่อน ๆ เพื่อไม่ให้กระเด็น

✅ ล้างพื้นที่และภาชนะที่สัมผัสไก่สด และล้างมือให้สะอาด 

อ้างอิง: Rama Channel

สูตรน้ำยาไล่ยุง “สบู่ + น้ำส้มสายชู + น้ำตาลทราย” ได้ผลจริงหรือ ?

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าการนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับสบู่และน้ำตาลทรายจะสามารถไล่ยุงหรือป้องกันยุงกัดได้

❌ ไม่มีฤทธิ์ไล่ยุง รายการชัวร์ก่อนแชร์และภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำส่วนผสมนี้ไปทดลองกับยุงลายบ้านที่เลี้ยงไว้ พบว่ายุงยังคงมาตอมและกัดกินเลือด

❌ ดึงดูดยุงให้เข้าตอม การทดลองยังพบด้วยว่ามียุงมาตอมส่วนผสม อาจเป็นเพราะมีน้ำตาล

✅ วิธีป้องกันยุง ใช้ยาทากันยุงที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. กำจัดแหล่งน้ำขัง และป้องกันตนเองด้วยมุ้งหรือเสื้อผ้าที่มิดชิด

ℹ️ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยาทากันยุง ยาทากันยุงป้องกันยุงได้ผลเพราะมีสารที่ไปเคลือบผิวหนังของผู้ใช้ สารนี้จะรบกวนระบบประสาทรับกลิ่นของยุง ยาทากันยุงที่ได้มาตรฐานจะมีฤทธิ์กันยุงได้นาน 6-8 ชั่วโมง

อ้างอิง: รายการชัวร์ก่อนแชร์

นักวิชาการเตือน “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นยาควบคุมพิเศษ มีอันตรายหากใช้ไม่ถูกวิธีแนะลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ

รายการ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว” EP.46 โดย โคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ สุชัย เจริญมุขยนันท ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ปากกาลดน้ำหนักชัวร์หรือมั่วนิ่ม?” ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระแสการโฆษณาซื้อขายปากกาลดน้ำหนักทางสื่อออนไลน์

ยาฉีดควบคุมพิเศษไม่ใช่ปากกาวิเศษ

รศ.ดร.วันทนีย์อธิบายถึงกลไกของปากกาลดน้ำหนักว่า อุปกรณ์ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนปากกาเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน แต่แท้จริงแล้วภายในบรรจุยาที่ใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งยาดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม GLP-1 มีคุณสมบัติเลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปกดสมองทำให้รู้สึกอิ่ม อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น และระงับความหิว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ยาตัวนี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมัน

รศ.ดร.วันทนีย์ให้ข้อมูลว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ประกาศให้ยาตัวนี้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” การนำมาโพสต์โฆษณาหรือประกาศซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้ขายมีความผิด ส่วนผู้บริโภคที่สั่งซื้อมาใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ก็เสี่ยงที่จะได้รับอันตรายร้ายแรง

ผลข้างเคียงรอบด้านและเสี่ยงเกิดภาวะ “โยโย่”

ในการใช้งานจริง ปากกาลดน้ำหนักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกไม่สบายตัว หากนำมาใช้โดยไม่มีการปรับปริมาณยา (dosage) อย่างเป็นขั้นตอนภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ นอกจากนี้ การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีความเสี่ยงเรื่องยาปลอม ยาไม่ได้มาตรฐาน หรือการติดเชื้อจากการใช้เข็มฉีดที่ไม่สะอาด

รศ.ดร.วันทนีย์อธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการใช้ยา ไม่ใช่น้ำหนักของไขมันส่วนเกินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและน้ำในร่างกายไปด้วย เมื่อมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายก็ต้องการพลังงานน้อยลงตามไปด้วย หากหยุดใช้ยา ความหิวจะกลับคืนมา และหากผู้ใช้ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ก็จะกลับมากินเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักดีดกลับ หรือ “โยโย่เอฟเฟกต์” (Yo-yo effect) ทำให้น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นกว่าก่อนลดอย่างรวดเร็ว

เปิดแนวทาง “ลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ” ยั่งยืนกว่า

สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วนวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย การนอนหลับ หรือการหายใจ รศ.ดร.วันทนีย์แนะนำว่าต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์และทีมบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น โดยการรักษาที่ถูกต้องจะต้องใช้เวลาค่อย ๆ ปรับปริมาณยาประมาณ 3-4 เดือน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ (resistance exercise / weight training) และการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

ทั้งนี้ รศ.ดร.วันทนีย์ได้แนะนำหลักการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาทางลัด ดังนี้:

  • ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง (Practical Goal): ไม่ควรรีบร้อนลดน้ำหนักกะทันหัน เช่น หากน้ำหนักตัวมาก อาจตั้งเป้าลดเพียง 5% ของน้ำหนักตัวให้ได้ก่อน แล้วรักษาให้อยู่คงที่เป็นเวลา 3 เดือน แล้วจึงค่อย ๆ ลดต่อ
  • กินให้อิ่มด้วยอาหารที่มีคุณภาพ: ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองหิวโหย โดยแนะนำการจัดจ้านอาหารในมื้อหลัก ได้แก่ ผักสด/ผักต้ม ครึ่งจาน, ข้าวหรือแป้ง 1 ใน 4 ของจาน, และเนื้อสัตว์ 1 ใน 4 ของจาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงเพราะไม่ช่วยให้อิ่ม
  • แยกแยะความหิวกับความอยาก: สังเกตตัวเองว่าหิวจริง (ท้องร้อง) หรือแค่มีความอยาก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น หลีกเลี่ยงการเดินผ่านร้านอาหารโปรดเพื่อลดสิ่งกระตุ้น
  • เคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน: เลือกกิจกรรมหรือการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถทำได้อย่างมีความสุขและทำได้ตลอดชีวิต เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อเอาไว้

ด้านพลินี ผู้ประสานงานโคแฟคและผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุปว่า ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อมาใช้เองตามใจชอบได้ การลดน้ำหนักที่แท้จริงและปลอดภัยที่สุด ต้องมุ่งเน้นที่การมีสุขภาพดีในระยะยาว ผ่านการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาเกินจริงในโลกออนไลน์

เพจเฟซบุ๊ก-ติ๊กต็อกโพสต์ข่าวสหรัฐฯ ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่าน แต่ภาพประกอบเป็นเหตุโจมตีคลังกระสุนเมื่อ 4 เดือนก่อน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สหรัฐฯ ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่าน” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **คลิปภาพประกอบไม่ตรงกับเนื้อหา**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ก.ค. 2569 พบผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กต็อกโพสต์คลิปวิดีโอเหตุระเบิดขนาดใหญ่มีกลุ่มควันดำและเปลวไฟพวยพุ่ง โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดาร์โควิน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปวิดีโอเดียวกันถูกเผยแพร่ทางบัญชีโซเชียลมีเดียของสื่อหลายสำนัก ทั้งหมดระบุตรงกันว่าเป็นภาพเหตุการณ์คลังเก็บเครื่องกระสุนของอิหร่านที่เมืองอิสฟาฮาน (Isfahan) ถูกโจมตีในวันที่ 1 เม.ย. 2569 เช่น Iran International, The Telegraph ของอังกฤษ และ TRT World สถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษของตุรกี ซึ่งรายงานว่าการโจมตีคลังกระสุนของอิหร่านครั้งนี้เป็นปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล

ส่วนการโจมตีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควินนั้น สื่ออิหร่านรายงานโดยอ้างข้อมูลจากองค์การพลังงานปรมาณูของอิหร่านว่าการโจมตีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2569 ซึ่งต่อมาคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้ออกมาประณามสหรัฐฯ ที่โจมตีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้ 

สรุปได้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองดาร์โควินของอิหร่านถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2569 แต่คลิปประกอบไม่ใช่ภาพของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว แต่เป็นเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ โจมตีคลังแสงของกองทัพอิหร่านที่เมืองอิสฟาฮานเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 

เพจเฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ปั่นกระแส “ต่างด้าวแย่งงานคนไทย”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อาชีพนายหน้าและล่ามแปลภาษาเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด** สำนักบริหารแรงงานต่างด้าวชี้แจงว่างานนายหน้าอยู่ในบัญชีงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ แต่งานล่ามแปลภาษาไม่อยู่ในบัญชีนี้ อย่างไรก็ตามคนต่างด้าวที่ทำงานแปลภาษาจะเรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งไม่ใช่ล่ามอาชีพเพราะไม่สามารถรับรองเอกสารได้ และการรับสมัครและการจ้างงานจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ก.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กที่อ้างว่า “ตรวจสอบต่างด้าวที่ทำผิดกฎหมาย” มีผู้ติดตามกว่า 6,000 บัญชี โพสต์คลิปวิดีโอกล่าวหาชาวเมียนมาคนหนึ่งว่าทำงานผิดกฎหมายในไทยคือทำอาชีพนายหน้าและล่าม มีข้อความว่า “อาชีพนายหน้าหรือว่าล่ามแปลภาษา เป็นอาชีพสงวนของคนไทยต่างด้าวพม่ารามัญไม่สามารถทำได้” (ลิงก์บันทึก)   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทํา พ.ศ.2563 และ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทำได้ รวมทั้งสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน ได้ข้อมูลดังนี้

▪️งาน “นายหน้า” อยู่ในบัญชี “งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด” ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทํา พ.ศ.2563 ส่วนงาน “ล่ามแปลภาษา” ไม่อยู่ในบัญชีงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศฉบับนี้ซึ่งมีทั้งหมด 40 ประเภท 

▪️ปี 2559 สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ “งานผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาวหรือเมียนมา” เป็นงานที่คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทำได้ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ว่าจ้างต้องประกาศรับสมัครและว่าจ้างคนไทยเข้าทํางานก่อนอย่างน้อย 15 วัน ถ้าไม่มีการว่าจ้างจึงสามารถจ้างคนต่างด้าวเป็นผู้ประสานงานด้านภาษาได้ 1 คน ต่อการจ้างคนต่างด้าว 100 คน เว้นแต่เป็นหน่วยงานรัฐหรือหรือองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ให้จ้างได้ตามความจำเป็น และคนต่างด้าวที่จะทำงานนี้ต้องได้รับการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน 

ทั้งนี้ คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) หมายถึงคนต่างด้าวที่เข้ามาหรืออยูในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับตามกฎหมายวาด้วยคนเข้าเมือง

▪️เจ้าหน้าที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน อธิบายว่าโดยความหมายในทางการจ้างงาน “ล่ามแปลภาษา” หมายถึงคนไทยที่สามารถสื่อสาร/แปลระหว่างภาษาต่างประเทศกับภาษาไทยได้ ส่วนคนต่างชาติที่ได้รับการว่าจ้างให้แปลภาษาจะเรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งต่างจากล่ามอาชีพตรงที่ไม่สามารถรับรองเอกสารได้ และการจ้างต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

▪️โคแฟคพบว่าหน่วยงานราชการจำนวนมากมีการประกาศรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษา เช่น เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 สำนักจัดหางานจังหวัดนนทบุรีรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษาเมียนมา 1 อัตรา เดือน ต.ค. 2568 กรมการจัดหางานรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษาเมียนมา กัมพูชาและอังกฤษอย่างละ 2 อัตรา เป็นต้น

📌 ข้อสรุปโคแฟค: งานนายหน้าเป็นอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำจริง แต่งานล่ามแปลภาษาไม่ได้อยู่ในบัญชีประเภทงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ คนต่างด้าวชาวเมียนมา กัมพูชาและลาวสามารถทำงานแปลภาษาได้แต่เรียกว่า “ผู้ประสานงานด้านภาษา” ซึ่งการรับสมัครและการว่าจ้างจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง “กําหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.การทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ทําได้” และลักษณะการทำงานก็แตกต่างจากอาชีพล่ามแปลภาษาเนื่องจากไม่สามารถรับรองเอกสารแปลได้

⚠️ ประเด็น “คนต่างด้าวแย่งงานคนไทย” มักถูกนำมาใช้ยุยงปลุกปั่นความเกลียดชังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งด้วยข้อกำหนดและกฎหมายแรงงาน/คนเข้าเมืองที่มีความซับซ้อนทำให้ยากที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง หากไม่แน่ใจในข้อมูลจึงไม่ควรแชร์เนื้อหาลักษณะนี้ 

อย่างไรก็ตามประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประเภทงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำได้จาก “ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ” ซึ่งมีงานทั้งหมด 40 ประเภทแบ่งเป็น 4 บัญชี พร้อมคำอธิบายลักษณะงาน

หมายเหตุ: คำอธิบายเพิ่มเติมจากกรมการจัดหางาน

โคแฟคส่งอีเมลสอบถามข้อมูลจากกรมการจัดหางานเกี่ยวกับการทำงานล่ามแปลภาษาและงานนายหน้าของคนต่างด้าวเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 และได้รับอีเมลตอบกลับเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ซึ่งกรมการจัดหางานอธิบายเพิ่มเติมดังนี้

“กระทรวงแรงงานได้มีประกาศ เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 โดยข้อ 2 กำหนดให้งานตามที่ระบุไว้ในบัญชีหนึ่งท้ายประกาศ หรืองานที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีสัญชาติไทย เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดในทุกท้องที่ในราชอาณาจักร โดยบัญชีหนึ่ง ลำดับที่ 19 กำหนดให้งานนายหน้าหรืองานตัวแทน เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด เว้นแต่งานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าหรือการลงทุนระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวได้กำหนดคำนิยามของงานนายหน้าหรืองานตัวแทนว่า หมายถึง งานเป็นคนกลางติดต่อ ชักชวนให้บุคคลสองฝ่ายได้มีการตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับการประกันภัย การซื้อขายสินค้า การซื้อขายหรือการเช่าและให้เช่าทรัพย์สิน หรือการซื้อขายหรือเข้าร่วมในบริการธุรกิจ โดยได้รับค่านายหน้าเป็นการตอบแทน ทั้งนี้ ยกเว้นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้าหรือการลงทุนระหว่างประเทศ

ในการพิจารณาว่าการทำงานของคนต่างด้าวเป็นงานที่ห้ามทำตามประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะและเนื้อหาของงานที่ปฏิบัติจริงเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากชื่อตำแหน่ง ชื่ออาชีพ หรือชื่อเรียกของงานแต่เพียงอย่างเดียว โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและลักษณะการปฏิบัติงานเป็นรายกรณี ทั้งนี้ หากลักษณะการปฏิบัติงานเข้าข่ายงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ แม้จะใช้ชื่อตำแหน่งหรือชื่ออาชีพแตกต่างออกไป ก็ยังคงถือเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศดังกล่าว

กรณีงานล่ามแปลภาษา หากลักษณะการปฏิบัติงานเป็นเพียงการแปลภาษาและการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยมิได้มีลักษณะเป็นการทำหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อหรือชักชวนให้บุคคลสองฝ่ายได้มีการตกลงกันตามคำนิยามของงานนายหน้าหรืองานตัวแทน ย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนตามประกาศกระทรวงแรงงานฯ แต่หากลักษณะการปฏิบัติงานเป็นการทำหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อ ชักชวน หรือดำเนินการให้บุคคลสองฝ่ายได้มีการตกลงกันตามคำนิยามของงานนายหน้าหรืองานตัวแทน แม้จะใช้ชื่อตำแหน่งว่า “ล่ามแปลภาษา” ก็ย่อมเข้าข่ายงานนายหน้าหรืองานตัวแทน ซึ่งเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศกระทรวงแรงงานฯ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ท่านได้แจ้งมา ยังมิได้มีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะและขอบเขตการปฏิบัติงานของล่ามแปลภาษา จึงยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้เป็นการเฉพาะว่าการทำงานดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นงานนายหน้าหรืองานตัวแทน หรือเข้าข่ายงานอื่นที่เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามประกาศกระทรวงแรงงานฯ หรือไม่ โดยต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง ลักษณะและเนื้อหาของการปฏิบัติงานเป็นรายกรณี

ทั้งนี้ หากนายจ้างประสงค์จะจ้างคนต่างด้าวทำงานในประเทศไทย นายจ้างต้องดำเนินการให้คนต่างด้าวได้รับอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และคนต่างด้าวต้องทำงานกับนายจ้างและประเภทงานตามสิทธิที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน หมายเลขโทรศัพท์ 02 245 2476″

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง