ย้อนมอง ‘พฤษภา 35’ จุดกำเนิด รธน.40 นักวิชาการชี้สังคมไทยยังขาด ‘ฉันทามติ’ ร่วม

17 พ.ค. 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีการจัดเสวนา “เดินหน้าประชาธิปไตย การเมืองไทยไม่ไร้ความหวัง?” เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภา 2535 หรือ “พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ก่อนนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนเหตุการณ์พฤษภา 2535 การเมืองไทยยังอยู่ในยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” แม้มีรัฐสภา แต่เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง กระทั่งแรงเรียกร้องหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 นำไปสู่รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและ สว. ต้องมาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปลี่ยนหลักการสำคัญหลายประการกลับไปสู่ยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งการเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. และให้ สว. ไม่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงการเปิดบทบาทให้ทหารเข้ามามีส่วนในการเมืองผ่านกลไกต่างๆ

สิริพรรณระบุว่า แม้การทำประชามติรอบแรกเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผู้เห็นชอบกว่า 21 ล้านเสียง หรือร้อยละ 65 แต่คำถามสำคัญคือ สังคมไทยยังมีพลังร่วมแบบเดียวกับช่วงก่อนเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือไม่ พร้อมชี้ว่า สิ่งที่สังคมไทยขาดในปัจจุบันคือ “ฉันทามติร่วม” ต่อทิศทางประเทศ

ด้าน สมภพ รัตนวลี ผู้ดำเนินรายการ “ติ่งข่าว” ช่องเวิร์คพอยท์ 23  และอดีตผู้ร่วมชุมนุมพฤษภา 2535 กล่าวว่าจุดเริ่มต้นของพลังประชาชนคือการรวมตัวของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน หรือคนในชุมชนเมือง หากสามารถเชื่อมโยงปัญหาร่วมกันได้ ก็อาจผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เช่นเดียวกับยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้หลังรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา จะมีการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น แต่ระบบการเมืองยังมีความเปราะบาง ทั้งเรื่องการตรวจสอบและการไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ขณะที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 2540 จะไม่ได้ผ่านประชามติ แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีรัฐประหารปี 2549 ประเทศไทยอาจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรายมาตราแทนการร่างฉบับใหม่

ปริญญาเสนอว่า หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นแบบ แล้วปรับแก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหา พร้อมย้ำว่า ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 สังคมไทยยังไม่แตกแยกรุนแรงเหมือนปัจจุบัน จึงอยากเห็นการสร้าง “ฉันทามติร่วม” ภายใต้กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ

ทั้งนี้ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 อีก 3 วันต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก (หรือฉบับชั่วคราว) ซึ่งในคำปรารภระบุว่า ‘โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินเพื่อบ้านเมืองจะเจริญขึ้น และโดยที่ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยมาตราต่อไปนี้ มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ประชาธิปก ป.ร. ประกาศ ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2475’ เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับการเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือฝ่ายหัวก้าวหน้า (Progressive) เพราะประชาชนได้เป็นเจ้าของประเทศไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว 

‘เราทั้งหลายได้กลายเป็นเจ้าของประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 2475 ดังนั้นการทะเลาะกัน เห็นต่างก็ทะเลาะในขอบเขตของความเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน กติกาซึ่งไม่ใช่ของประชาชน ก็กลับไปหากติกาที่เป็นของประชาชน เกิดความขัดแย้งอย่างไรก็อยู่ภายใต้กติกาของเราเอง นั่นคือระบอบประชาธิปไตย’ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว     

ด้าน ยุทธนา บุญอ้อม หรือ “ป๋าเต็ด” อดีตนักจัดรายการวิทยุ เล่าย้อนบรรยากาศสื่อในยุคพฤษภา 2535 ว่า ขณะนั้นสถานีวิทยุหลายแห่งยังอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพ ทำให้มีความพยายามควบคุมการนำเสนอข่าวสารและปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ผ่านสื่อหลัก ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็น “ดาบสองคม” แม้ช่วยกระจายข้อมูลได้รวดเร็ว แต่ก็ทำให้เกิดความแตกแยกและข่าวลวงจำนวนมาก จนส่งผลต่อการสร้างฉันทามติในสังคม มองว่าพลังของสื่อกระแสหลักสำคัญมาก ดังนั้นควรทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและโต้ตอบข่าวปลอมอย่างรวดเร็ว

หน้าที่ของสื่อคือสะท้อนความจริง และช่วยสร้างฉันทามติในสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการทางออกร่วมกัน” ยุทธนากล่าว