วิกฤตไซเบอร์กลืนกินเด็ก! จี้คลอดกฎหมายคุมเข้ม-แนะพ่อแม่เลิกใช้มือถือเลี้ยงลูก ก่อนสมองพัง-ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม AI
ปัญหาภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ล่าสุดในเวทีเสวนาโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.41 ภายใต้หัวข้อ “ป้องกันเด็กอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโลกไซเบอร์” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมพูดคุยกับ พลินี เสริมสินสิริผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิชกรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ถึงสถานการณ์ความรุนแรงและแนวทางการรับมือกับภัยไซเบอร์ในเด็กที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน
พลินี เปิดเผยถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมว่า ปัจจุบันเด็กไม่ได้เติบโตมากับสนามเด็กเล่นในหมู่บ้านเหมือนในอดีต สนามเด็กเล่นหลายแห่งถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่สนามเด็กเล่นของเด็กยุคนี้ได้ย้ายไปอยู่ในจอภาพและโลกออนไลน์แทน สิ่งที่น่ากังวลคืออันตรายไม่ได้มาในรูปแบบของคนแปลกหน้าตรงๆ อีกต่อไป แต่มาในรูปของเพื่อนในเกม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้กระทั่งอัลกอริทึมที่คอยจัดสรรเนื้อหาจนโลกออนไลน์สามารถรู้ใจเด็กมากกว่าพ่อแม่เสียอีก การใช้เวลาบนสื่อออนไลน์ที่มากเกินไปทำให้เด็กต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งข่าวลวง ข่าวปลอม การหลอกลวง พนันออนไลน์การคุกคามทางเพศ การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) และเนื้อหาที่บั่นทอนสุขภาพจิต ซึ่งในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลง สังคมจึงต้องหันมาคำนึงว่าจะสร้างวัคซีนและภูมิคุ้มกันอย่างไรให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย
ดร.ศรีดา ได้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ทั่วโลกว่ามีความรุนแรงและส่งผลกระทบชัดเจนจนหลายประเทศต้องตื่นตัวออกกฎหมายควบคุมอย่างจริงจัง เช่น การลดเวลาหน้าจอ การตรวจสอบและจำกัดอายุผู้ใช้งาน (Age Verification) เนื่องจากสมองส่วนคิดและควบคุมเหตุผลของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่ หากปล่อยให้ใช้งานโดยไม่มีวิจารณญาณย่อมตกเป็นเหยื่อได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ภาคธุรกิจนำแนวคิด Safety by Design หรือการออกแบบระบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่แรกมาใช้ ไม่ใช่ปล่อยแอปพลิเคชันหรือเกมออกมาโดยเน้นแต่กลยุทธ์การตลาดแต่ไม่มีระบบป้องกันภัย ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มบังคับใช้มาตรการเด็ดขาด เช่น ฝรั่งเศสที่งดนำมือถือไปโรงเรียนตั้งแต่ปี 2018 ออสเตรเลียที่มีการออกกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนอาจถูกถอดใบอนุญาต สวีเดนที่สั่งงดใช้มือถือในห้องเรียนและนำกระดาษกลับมาใช้แทนเพราะพบว่าเด็กคิดวิเคราะห์ลดลง รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่มีมาตรการเข้มงวดขึ้นเช่นกัน
ดร.ศรีดา ยังได้ยกตัวอย่างนิทรรศการใจกลางกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่จัดร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยแสดงหน้าจอ 50 จอเป็นภาพเด็ก 50 คนที่เคยมีความสุขกับครอบครัวแต่ต้องเสียชีวิตไปแล้วจากการฆ่าตัวตายเพราะถูกไซเบอร์บูลลี่ โดนแบล็กเมล์ทางเพศจากการถูกหลอกเอาภาพหลุดในอินสตาแกรม (Sextortion) หรือติดเกมและพนันออนไลน์ ซึ่งสะท้อนว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเข้าสู่ขั้นวิกฤตเหมือนมะเร็งระยะสุดท้ายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยด่านแรกที่สำคัญที่สุดคือ “พ่อแม่” ซึ่งเป็นผู้หยิบยื่นมือถือ ค่าเน็ต และไวไฟให้ลูก แต่กลับพบว่าพ่อแม่จำนวนมากยังใช้มือถือเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพื่อให้ลูกนิ่ง โดยขาดความรู้ว่าเด็กต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรอยู่กับหน้าจอเลย เนื่องจากเป็นช่วงที่โครงข่ายใยประสาทกำลังพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยการสัมผัสจริงในวิถีธรรมชาติและการโอบกอดจากครอบครัวการนั่งดูจอเฉยๆ ทำให้เซลล์สมองทำงานน้อยกว่าการไปทำกิจกรรมจริง เช่น การทอดไข่ หรือการปฏิสัมพันธ์กับคน

สำหรับแนวทางปฏิบัติในครอบครัว ดร.ศรีดา แนะนำว่าพ่อแม่ต้องร่วมตั้งกฎกติกากับลูกอย่างชัดเจน ทั้งการจำกัดเวลาใช้งาน เช่น วัยปฐมวัย (4-6 ขวบ) ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง และต้องใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่โยนให้เด็กเล่นเอง ส่วนเด็กโตสามารถใช้เพิ่มขึ้นได้แต่ต้องไม่มากเกินไป หากเล่นเกมติดต่อกันเกินวันละ 3 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน จะเพิ่มโอกาสเสพติดเกมถึง3.5 เท่า สังเกตอาการได้จากการโยนกระเป๋าทิ้งเพื่อวิ่งเข้าหาจอหงุดหงิดก้าวร้าวเมื่อให้เลิก การเรียนตกต่ำ ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกบรรจุเป็น “โรคติดอินเทอร์เน็ตและโรคติดเกม” ในตำราแพทย์แล้วเนื่องจากส่งผลต่อสมองในส่วนวงจรรางวัล (Reward Circuit) ทำให้เด็กเสพติดความสุขทางลัดจากการกดไลก์หรือชนะเกม จนไม่สามารถมุมานะทำงานเหมือนผู้ใหญ่ในอนาคตได้ พ่อแม่จึงต้องกำหนดเนื้อหาที่ห้ามเข้าถึง เช่น เว็บพนัน อาวุธ ยาเสพติด สื่อลามกพร้อมทั้งสอนเรื่องกฎหมาย ศีลธรรม และการไม่ไปบูลลี่คนอื่น
ในระดับนโยบาย ดร.ศรีดา ระบุว่าตนเองได้ร่วมงานกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในการเตรียมออกแนวทาง (Guideline) สำหรับเด็กเล็กเพื่อรณรงค์งดจอต่ำกว่า 2 ขวบ ขณะเดียวกันในระดับชุมชนและโรงเรียน ทั้งครูและผู้ปกครองต่างเห็นพ้องว่าอยากเห็นกฎหมายหรือนโยบายจากส่วนกลางที่ห้ามนำมือถือไปโรงเรียนอย่างเด็ดขาด แทนที่จะปล่อยให้เป็นสิทธิ์การตัดสินใจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่งเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากผลสำรวจพบว่าเด็กไทยไม่ถึง 1 ใน 3 ที่มีสมาธิจดจ่อกับการเรียนได้เกิน 20 นาทีเพราะจิตใจพะวงอยู่กับยอดไลก์และเสียงแจ้งเตือนตลอดเวลา
นอกจากนี้ ดร.ศรีดา ยังได้เตือนถึงภัยรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ทวีความน่ากลัวขึ้น โดยในมูลนิธิฯ มีฮอตไลน์รับสายร้องเรียนพบเคสวิดีโอคอลปลอมที่ใช้ AI เลียนแบบหน้าและเสียงของญาติมาขู่หรือชวนลงทุน ซึ่งปัจจุบัน AI พัฒนาจนเนียนมาก ไม่สามารถจับผิดด้วยการให้เอามือเสยผมหรือทัดหูได้อีกต่อไป รวมถึงมีการใช้ AI สร้างภาพลามกอนาจารเด็ก (AI-generated Child Sexual Abuse Material) การใช้แอปพลิเคชัน Deepfake ถอดเสื้อผ้าภายในคลิกเดียว (Undress app) หรือการสร้างแชตบอต AI เป็นเพื่อนคุยกับเด็กจนเด็กซึมเศร้าและหลงเชื่อคำแนะนำที่ผิดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งในต่างประเทศมีการฟ้องร้องชนะคดีและสั่งปรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปแล้ว
ดร.ศรีดา เสนอแนะว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการผลักดันนโยบายเสริมสร้างความรู้เท่าทัน (Digital and AI Literacy) บรรจุในหลักสูตรโรงเรียน สอนเรื่องการเคารพสิทธิ์และการขอความยินยอม (Consent) ด้านกฎหมายต้องมีการควบคุมแพลตฟอร์มเอกชนอย่างจริงจัง เช่น บังคับให้ใส่ลายน้ำถาวรในภาพ AI เพื่อป้องกันการบิดเบือน มีฐานข้อมูลคัดกรองภาพโป๊เด็ก รวมถึงการออกมาตรการเชิงเลือก เช่น “ซิมเด็ก” หรือ eSIM ที่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะเว็บไซต์สีขาวที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และบล็อกคำค้นหาที่เป็นอันตราย พร้อมกันนี้ต้องปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันภัยยุคใหม่ เช่นกฎหมายเอาผิดพฤติกรรมการล่อลวงออนไลน์ (Grooming) ตั้งแต่ขั้นตอนการแชตหว่านล้อมโดยไม่ต้องรอให้เกิดการกระทำอนาจารขึ้นจริง ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพของสายด่วนและการแจ้งความคดีออนไลน์ให้มีมาตรฐานและครอบคลุมกลุ่มคนพิการ เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือการมองเห็น ให้สามารถเข้าถึงระบบได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการปกป้องเด็กจากโลกไซเบอร์นี้จะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือประสาทความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครอบครัวโรงเรียน รัฐบาล ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับโลก
