“โควิด-ไข้หวัดใหญ่ ระบาดรุนแรง สธ. ให้หลีกเลี่ยงเดินทางไป 6 ประเทศ” เป็นข้อมูลเท็จที่เผยแพร่ซ้ำมาตั้งแต่ปี 66

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้งดการเดินทางโดยไม่จำเป็นเนื่องจากโควิดและไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นข่าวลวงวนซ้ำ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 28-29 พ.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และแอปพลิเคชันไลน์ระบุว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แจ้งเตือนว่ามีการระบาดของโควิดและไข้หวัดใหญ่ที่มีความร้ายแรงมากจึงขอให้ประชาชนกิจกรรมที่ไม่จำเป็นทุกประเภทและงดการเดินทาง โดยขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยัง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ เป็นเวลา 3 เดือน และให้เฝ้าระวังการเดินทางในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และภูเก็ต (ลิงก์บันทึก) 

ข้อความนี้ยังอ้างด้วยว่า สธ. แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนหนาแน่นและงดใช้รถไฟฟ้าและขนส่งมวลชน, ป้องกันตัวเองด้วยการรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกลำคอ อย่าให้ลำคอแห้งเพราะถ้าเยื่อเมือกลำคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ และงดรับประทานอาหารทอด อาหารรสจัด

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความเตือนภัยโรคระบาดและขอให้ประชาชนงดการเดินทางนี้เป็นข่าวลวงวนซ้ำมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งกรมควบคุมโรคเคยชี้แจงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566 และวันที่ 21 ก.พ. 2568 ว่าเป็นข้อมูลเท็จ 

สำหรับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 ว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตและไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์

กรมควบคุมโรคระบุด้วยว่า สายพันธุ์หลักของโควิด-19 ที่พบในช่วงปี 2568 คือสายพันธุ์ NB.1.8.1 แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น 

ส่วนสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ นพ. มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2569 ว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในหลายพื้นที่ คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี จึงแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล และป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการแพร่ระบาดของโรค

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2569

มะนาวสามารถรักษาพิษงูได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28be18ut3dduh


กาแฟก่อมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s6emrmc04sx0


กองทัพเรือเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี มีประชาชนและรถบรรทุกสินค้ารอข้ามแดนจำนวนมาก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3vpdrrzub0n8c


อาวุธปืนสงครามที่ยึดได้จากชายชาวจีนในคดี “หมิง ซีโฟร์” เป็นปืนปลอม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1bkcjydwzdjny


ภาพรถบรรทุกข้ามจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2i647x7y4c1uf


พิษคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไร้กลิ่นที่อันตรายถึงชีวิต

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pttn5py0c4oi


“ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถใช้ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี เริ่มใช้ 15 มิ.ย. นี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/239c3huwur3f4


“ปลาหมอมายัน” อีกหนึ่งสายพันธุ์ปลาหมอสี เอเลี่ยนสปีชีส์ ที่ระบาดในประเทศไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ktg9d67xykvb


“หมอ ยง” ไขข้อสงสัย “โควิด-19” ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/156c10c7u9zh2


พริกป่นก่อมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4wdoqopdvivl


ชาวบ้านกินแมลงชนิดนี้แล้วเกิดอาการ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ชาตามใบหน้า แขน มือ และท้องเสีย จำนวนหลายราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1p0deg8ujqc6y


ประกาศกักตัว ‘ชาวคองโก-ยูกันดา’ อย่างน้อย 21 วัน สกัดอีโบลาเข้าไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/133tu5ceumw76

ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ และทำไมต้องเปลี่ยนชื่อจาก PCOS เป็น PMOS ?  

กองบรรณาธิการโคแฟค

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 วงการแพทย์ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อโรค polycystic ovary syndrome (PCOS) หรือโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็น polyendocrine metabolic ovarian syndrome (PMOS) อย่างเป็นทางการเพื่อสะท้อนอาการที่แท้จริงของโรค โดยผู้เชี่ยวชาญหวังว่าการเปลี่ยนชื่อเรียกโรคนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องมากขึ้น

ชื่อโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ PCOS นั้นสื่อถึง “ภาวะถุงน้ำในรังไข่” เพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ไม่มีถุงน้ำในรังไข่เลย แต่กลับพบภาวะผิดปกติของระบบต่าง ๆ ทั้งระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และ/หรือระบบการเผาผลาญ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ป่วยอาจมีอาการต่าง ๆ ได้แก่ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ภาวะมีบุตรยาก สิว ขนดก ผมบาง ภาวะดื้ออินซูลินหรือเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด

WHO ยังระบุอีกว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และคนข้ามเพศทั่วโลกราวร้อยละ 10 ถึง 13 ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้ แต่มากกว่าร้อย 70 กลับไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้

กลุ่มแพทย์และนักวิจัยนานาชาติสรุปว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาอย่างเหมาะสมเนื่องจากชื่อเดิมคือ PCOS หรือภาวะถุงน้ำในรังไข่ ไม่สะท้อนลักษณะของโรคอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและยังเป็นการตีตราผู้ป่วยโดยเฉพาะในสังคมและวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการมีบุตร จึงประกาศเปลี่ยนชื่อโรคจาก PCOS เป็น PMOS ผ่านงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ในเดือนพฤษภาคม 2569

ภาวะผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ การเผาผลาญ และระบบสืบพันธุ์

รายงานของ CNN ระบุว่าผู้นำกระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคและผู้เขียนหลักของงานวิจัยคือ ดร. เฮเลนา ทีดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและศาสตราจารย์ด้านสูตินรีเวชจากมหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย 

ดร. เฮเลนากล่าวว่าตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ทำงานด้านนี้ เธอต้องคอยแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้คนที่คิดว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับถุงน้ำในรังไข่เท่านั้น 

กระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคเป็น PMOS ใช้เวลาถึง 14 ปี และได้รับฉันทามติจากการสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรมากกว่า 14,000 คน จากองค์กรผู้ป่วยและวิชาชีพ 56 แห่งทั่วโลก โดยเป้าหมายหลักของการเปลี่ยนชื่อโรคใหม่คือการให้ความสำคัญกับผลกระทบในวงกว้างที่โรคนี้ส่งผลต่อผู้ป่วย  

หน้าแรกของงานวิจัยของ ดร. เฮเลนา ทีดี และคณะที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่นำมาสู่การเปลี่ยนชื่อโรคจาก PCOS เป็น PMOS

ดร. แอนเดรีย ดูนาอิฟ ศาสตราจารย์ด้านต่อมไร้ท่อจากคณะแพทยศาสตร์ไอคาห์นแห่งเมานต์ไซนาย สหรัฐอเมริกา ระบุว่ากลุ่มอาการนี้เคยถูกมองว่าเป็นความผิดปกติด้านการเจริญพันธุ์เนื่้องจากระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติเท่านั้น แต่ในช่วงทษวรรษ 1980 นักวิจัยพบว่าโรคดังกล่าวยังมีความเกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลินหรือการที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในระดับปกติ

“ร่างกายเลยต้องผลิตอินซูลินออกมามากขึ้น ซึ่งถ้าผลิตไม่ทันก็อาจทำให้เป็นเบาหวานได้” เธอกล่าว

งานวิจัยในช่วงต่อมาจึงชี้ให้เห็นว่าความผิดปกติของระบบเผาผลาญนั้นเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเกี่ยวกับตับและหัวใจ และในเร็ว ๆ นี้ยังมีการศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างโรค PMOS กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง

ไทยเตรียมปรับตาม

เว็บไซต์สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทยหยิบยกงานวิจัยดังกล่าวมาอธิบายเกี่ยวกับชื่อโรค PMOS ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนให้อธิบายลักษณะของโรคที่ส่งผลกระทบต่อหลายระบบอย่างครอบคลุม ดังนี้

  • Polyendocrine (P) สะท้อนว่าโรคนี้มีรากฐานจากความผิดปกติของฮอร์โมนหลายชนิดที่ทำงานสัมพันธ์กัน ทั้งอินซูลิน แอนโดรเจน และระบบต่อมไร้ท่อ (หรือระบบสารสื่อประสาท) ไม่ใช่ความผิดปกติของรังไข่เพียงอย่างเดียว
  • Metabolic (M) สื่อถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ เช่น ภาวะดื้ออินซูลิน อ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • Ovarian (O) สื่อถึงความผิดปกติของรังไข่ รวมถึงความผิดปกติของการตกไข่และภาวะมีบุตรยาก ซึ่งยังคงเป็นลักษณะสำคัญของกลุ่มอาการนี้ 

นพ. โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ กล่าวกับโคแฟคเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า “การเปลี่ยนชื่อโรคในครั้งนี้ทำให้น้ำหนักการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นแบบองค์รวมมากขึ้นและเน้นโรคเกี่ยวกับกลุ่มอาการเมแทบอลิก (กลุ่มโรคระบบเผาผลาญผิดปกติ) มากขึ้น” 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจึงยังคงใช้แนวทางปฏิบัติและการวินิจฉัยแบบเดิม โดยคาดว่าราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยน่าจะประกาศข้อมูลและแนวทางปฏิบัติใหม่อย่างเป็นทางการหลังจากองค์กรระดับโลกประกาศรายละเอียดและมาตรฐานต่าง ๆ อย่างชัดเจนภายในปี 2571 อ้างอิงกรอบเวลาจากงานวิจัยดังกล่าว และอาจมีการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรแพทย์ในสาขาอื่น ๆ ด้วยเพื่อให้ครอบคลุมการรักษาโรค PMOS ซึ่งสามารถส่งผลกระทบหรือแสดงอาการได้ในระบบต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงนรีเวชวิทยาอย่างเดียว

เมื่อไหร่ถึงควรปรึกษาแพทย์

สัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคือประวัติการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ กล่าวคือหากพบว่าตัวเองมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งต่อปี หรือมีรอบเดือนนานกว่า 40 วัน ก็ควรเข้าปรึกษาแพทย์ พญ. แอนเดรียกล่าว

แพทย์สามารถตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพื่อวินิจฉัยภาวะดื้ออินซูลินหรือฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติซึ่งอาจทำให้เกิดสิว ผมร่วง หรือขนดก

เนื่องจากการรักษาในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการรักษาตามอาการมากกว่าการรักษาที่ต้นเหตุโรค การปรับลักษณะการใช้ชีวิตด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อรักษาอาการไม่พึงประสงค์ของโรค 

แม้ว่าชื่อของโรคจะถูกเปลี่ยนเป็น PMOS นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 แต่ปัจจุบันยังถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านโดยยังคงเกณฑ์การวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษาแบบเดิม ยกเว้นผู้ป่วยบางรายที่แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจเกี่ยวกับระบบเผาผลาญหรือหัวใจเป็นพิเศษ จนกว่าจะมีการปรับใช้ชื่อใหม่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งคณะนักวิจัยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571

ภาพรถบรรทุกสินค้าข้ามจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาที่ด่านถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี เป็นภาพเก่าตั้งแต่ มิ.ย. 2568

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทางการไทยไม่เคยปิดด่านถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี รถบรรทุกยังคงวิ่งข้ามแดนไทย-กัมพูชาได้ตามปกติ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ภาพรถบรรทุกข้ามจุดผ่านแดนเป็นภาพเก่าตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2568 ขณะที่กองทัพเรือยืนยันว่าปัจจุบันปิดด่านตลอดแนว 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26-27 พ.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพรถบรรทุกเดินผ่านด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี มีข้อความบรรยายว่า “ด่านหนองผักกาด จ.จันทบุรี ไม่เคยถูกปิด มีนายทุนส่งสินค้าจากไทยไปเขมรตลอดเวลา” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 27 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “โฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson” ยืนยันว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง พร้อมกับอ้างอิงคำชี้แจงของ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือว่า ปัจจุบันยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่านตลอดแนว” และควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทุกประการ 

วันที่ 27 พ.ค. 2569 กองทัพเรือระบุว่าโพสต์เฟซบุ๊กที่อ้างว่า “ด่านหนองผักกาดไม่เคยถูกปิด” เป็น fake news

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่าการอนุญาตให้มีการผ่านเข้า–ออกในบางกรณี มิใช่การเปิดด่านโดยทั่วไป แต่เป็นการดำเนินการเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคง และหลักมนุษยธรรมภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ อาทิ การผลักดันชาวกัมพูชากลับประเทศภายหลังการกระทำความผิด หรือการรับตัวคนไทยกลับประเทศตามกระบวนการของทางราชการ ซึ่งทุกกรณีมีการตรวจสอบ คัดกรอง และกำกับดูแลอย่างเข้มงวด 

โคแฟคนำภาพรถบรรทุกผ่านด่านถาวรบ้านผักกาดไปตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพประกอบข่าวของเว็บไซต์ไทยรัฐที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 เนื้อหาข่าวระบุว่ากองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ยกระดับการควบคุมจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าทุกแห่งในพื้นที่ งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภทและของประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ภาพรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ข้ามชายแดนไทย-กัมพูชาที่ด่านถาวรบ้านผักกาดเป็นภาพเก่าที่เคยเผยแพร่ในเว็บไซต์ไทยรัฐ (ขวา) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568

ภาพรถและผู้คนติดค้างที่ด่านไทย-กัมพูชาปี 68 ถูกนำมาประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านที่ จ.จันทบุรี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กองทัพเรือเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี มีประชาชนและรถบรรทุกสินค้ารอข้ามแดนจำนวนมาก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือนและนำคลิปภาพเหตุการณ์เมื่อปี 2568 มาสร้างความเข้าใจผิด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 พ.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” โพสต์คลิปวิดีโอรถบรรทุกสิ่งของและผู้คนจำนวนมารอข้ามแดนบริเวณด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ฝังข้อความ “เปิดด่านจริง ชายแดนจันทบุรี ยืนยันแล้ว” และมีเสียงบรรยายว่า “กองทัพเรือเปิดด่านที่ชายแดนจันทบุรี กองทัพเรือออกมายืนยันแล้วเป็นเรื่องจริง แต่เป็นการเปิดด่านเพื่อมนุษยธรรม ก็คือเปิดประตูเล็กส่งแรงงานเขมรที่หมดสัญญากลับประเทศ และมีนักโทษของไทยบางส่วนที่ติดคุกเขมรแล้วก็ส่งกลับมาประเทศไทย” (ลิงก์บันทึก)

ณ วันที่ 26 พ.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 1.4 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 2,300 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 25 พ.ค. 2569 สื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ มติชน FM91 The Reporters เผยแพร่เอกสารชี้แจงของ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลในโซเชียลมีเดียทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการเปิดด่านไทย-กัมพูชา

“กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังคงดำเนินมาตรการ ‘ปิดด่านตลอดแนว’ และควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล”

โฆษกกองทัพเรือระบุชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีการอนุญาตให้ผ่านเข้า-ออกในบางกรณีซึ่งเป็นการดำเนินการเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงและกระบวนการด้านมนุษยธรรม เช่น การผลักดันชาวต่างด้าวกลับประเทศ การรับตัวคนไทยกลับประเทศ หรือภารกิจตามกระบวนการของทางราชการ โดยทุกกรณีมีการตรวจสอบ คัดกรอง และกำกับดูแลอย่างเข้มงวด

โคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้นำมาเผยแพร่พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่จุดผ่านแดนฝั่งกัมพูชาใน จ.พระตะบอง ซึ่งเชื่อมกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ทั้งสื่อไทยและกัมพูชาหลายสำนักเผยแพร่ภาพนิ่งและคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากจุดเดียวกัน 

Khaosod English รายงานว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่รถบรรทุกสินค้าและประชาชนรอผ่านข้ามแดนก่อนที่เจ้าหน้าที่ไทยและกัมพูชาจะหารือและได้ข้อยุติว่าจะเปิดด่านเป็นการชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนและยานพาหนะที่ติดค้างอยู่ทั่งสองฝั่งผ่านได้ในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ก่อนจะกลับมาปิดอีกครั้ง

โคแฟคยังพบคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากมุมใกล้เคียงกันและมองเห็นยานพาหนะชนิดเดียวกันถูกเผยแพร่ในช่องติ๊กตอกของมติชนออนไลน์ ในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 บรรยายว่า “ชายแดนจันทบุรีวุ่น กัมพูชาปิดรั้วจุดผ่านแดนบ้านแหลม ไม่แจ้งล่วงหน้า วันที่ 13 มิ.ย. กัมพูชาปิดรั้วจุดผ่านแดนบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทําให้มีรถ ตกค้างหน้าด่านจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีการเปิด ประตูเล็กสำหรับคนเดินแล้ว” 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่ประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 (ซ้าย) กับคลิปที่เผยแพร่ทางช่องติ๊กตอกของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 พบว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน สังเกตจากรถตู้ที่มีลักษณะตรงกัน

บัญชีเฟซบุ๊ก “Samdech Hun Sen of Cambodia” ของฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีโพสต์ภาพจากจุดเดียวกันในวันเดียวกัน พร้อมข้อความว่าเขาสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ปิดด่านใน จ.พระตะบอง ซึ่งเชื่อมกับชายแดนไทยใน จ.จันทบุรี

เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่ประกอบเนื้อหาเท็จว่ากองทัพเรือเปิดด่านไทย-กัมพูชาที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 (ซ้าย) กับภาพนิ่งที่ฮุน เซน โพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปวิดีโอที่บัญชีเฟซบุ๊ก “Tel Pa Ploen” เผยแพร่เป็นการบิดเบือนคำชี้แจงของโฆษกกองทัพเรือที่ยืนยันเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ว่าทางการไทยยังคงปิดด่านตลอดแนว แต่อนุญาตให้ผ่านเข้า-ออกในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงและด้านมนุษยธรรมเท่านั้น นอกจากนี้ยังนำภาพเหตุการณ์ที่รถขนสินค้าและประชาชนติดค้างที่จุดข้ามแดนใน จ.จันทบุรี เมื่อปี 2568 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพปัจจุบัน

กรมควบคุมโรคไขความจริง “บุหรี่ไฟฟ้า” อันตรายกว่าที่คิด แฉกลยุทธ์มอมเมาเยาวชนพร้อมเตือนภัย “นิโคตินถุง”

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 รายการโคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว EP.42 ได้จัดพูดคุยไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวจริงและข่าวลวงของบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อต้อนรับวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ภายใต้คำขวัญ “หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด นิโคตินเสพติดจนตาย” โดยมี พาลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และนายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์ รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มาร่วมพูดคุยให้ข้อมูลเชิงลึก ดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท

นายแพทย์ชยนันท์ ได้เปิดเผยถึงข่าวลวงที่พบมากที่สุดซึ่งเป็นกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ ได้แก่ การอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ได้ และบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยไม่มีนิโคติน นายแพทย์ชยนันท์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่เป็นความจริง โดยอธิบายว่าแม้บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีการเผาไหม้ แต่น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน สารตกแต่งกลิ่นที่ก่อมะเร็งและมีโลหะหนักจากคอยล์แบตเตอรี่ที่ปนเปื้อนมากับละอองไอ การสูบที่ง่ายและไม่มีกลิ่นเหม็นทำให้ผู้ใช้ได้รับนิโคตินในปริมาณที่สูงและอันตรายกว่าบุหรี่ธรรมดา นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน หรือโรค EVALI ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยถึงเกือบ 2,000 คนและเสียชีวิตกว่า 60 คน

ส่วนในประเทศไทยพบผู้ป่วยในระบบรายงานแล้วราว 10 คนและเสียชีวิตแล้ว 1 คน สำหรับประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่นั้น งานวิจัยที่อ้างว่าเลิกได้ถึง 95% แท้จริงแล้วคือการเปลี่ยนจากการติดบุหรี่ธรรมดามาติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่ และประเทศอังกฤษที่เคยอนุญาตให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ก็เพิ่งประกาศห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบพอด (Close System) แล้วเนื่องจากพบอัตราการใช้ในเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลซ้ำร้ายผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามักจะกลายเป็นผู้สูบแบบสองทาง คือสูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาควบคู่กันไป

ในด้านการเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน นายแพทย์ชยนันท์แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าธุรกิจบุหรี่ใช้กลยุทธ์การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นแฟชั่น มีรสชาติให้เลือกนับหมื่นรสชาติ และมีราคาถูกลงจนถึงระดับ 50-90 บาท ทำให้แม้แต่เด็กประถมก็สามารถหาซื้อได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งยังมีการดัดแปลงรูปลักษณ์ให้เนียนเหมือนอุปกรณ์เครื่องเขียนเพื่อหลบตาผู้ปกครอง ความน่ากลัวยังทวีคูณเมื่อปัจจุบันมีการผสมสารเสพติดร้ายแรง เช่น สารเคมีที่เรียกว่า “เคนมผง” หรือ “ซอมบี้” เข้าไปในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มฤทธิ์การเสพติด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยาสูบยังได้ออกผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า นิโคตินถุง ซึ่งเป็นนิโคตินสังเคราะห์ผสมสารแต่งกลิ่น บรรจุในถุงเล็กๆ ใช้สำหรับอมหรือเหน็บไว้ในกระพุ้งแก้มโดยในหนึ่งกล่องมีประมาณเกือบ 22 ถุง ราคาเพียง 200 กว่าบาทหรือตกถุงละ 10 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเด็กมักจะลงขันกันซื้อมาแบ่งกันใช้ ถือเป็นอันตรายที่ไม่ต่างจากบุหรี่ไฟฟ้า และแม้ปัจจุบันจะยังไม่ผิดกฎหมายการนำเข้า แต่ทางกรมควบคุมโรคกำลังเร่งผลักดันให้มีการแบนผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับคำแนะนำถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง นายแพทย์ชยนันท์เน้นย้ำว่าให้สังเกตพัสดุที่ส่งมาถึงบ้าน กลิ่นหอมแปลกๆ ที่ติดตัวเด็ก และอารมณ์ที่ก้าวร้าวแปรปรวนอันเป็นผลจากบุหรี่ไฟฟ้า หากพบว่าบุตรหลานใช้งาน ไม่ควรดุด่าหรือใช้ความรุนแรงบังคับ แต่ควรเป็นที่ปรึกษา พูดคุยด้วยเหตุผล ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของสมองที่จะลดลง และความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและปอดอักเสบ เพื่อให้เด็กได้ร่วมตัดสินใจด้วยตนเอง ส่วนการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้านั้น ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างระมัดระวัง ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากเว็บไซต์ขายบุหรี่ไฟฟ้าและต้องระวังงานวิจัยทางการแพทย์บางชิ้นที่อาจได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่เพื่อแทรกแซงผลการศึกษา หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์สอบถาม สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ทันที

ในช่วงท้าย นายแพทย์ชยนันท์ได้ฝากความห่วงใยถึงการพัฒนากลยุทธ์ที่รวดเร็วของอุตสาหกรรมยาสูบ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างค่านิยมไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้กำหนดจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกในวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าฟีนิกซ์ ประตูน้ำ โดยในวันที่ 30 จะมีกิจกรรมสำหรับเยาวชนเช่นการประกวดเต้น และในวันที่ 31 จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานมอบรางวัลแก่ผู้สนับสนุนการควบคุมยาสูบ รวมถึงรางวัลจากองค์การอนามัยโลก ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ของกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรคได้ทั้งสองวัน

‘สื่อสังคมออนไลน์’ หลายชาติเริ่มจำกัดอายุผู้เยาว์ใช้ ไทยควรทำอย่างไร?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“เด็กกับสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ โดยเมื่อเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ข่าวคือ 1. Meta ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มFacebook และ Instagram ถูกชี้ว่ามีความผิดฐานปล่อยปละละเลยจนแพลตฟอร์มส่งผลกระทบต่อผู้เยาว์ คดีนี้เป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยคณะลูกขุนในศาลมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าผู้ดูแลแพลตฟอร์มแม้จะรู้ความเสี่ยงแต่ไม่มีการเตือนจนก่อให้เกิดอันตรายขึ้น 

สำนักข่าวในสหรัฐฯ อย่าง CNN บรรยายว่า คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวชาวแคลิฟอร์เนียวัย 20 ปีชื่อไคลีย์และแม่ของเธอได้ฟ้องร้อง Meta, YouTube ของ Google, Snap และ TikTok โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้จงใจล่อลวงเธอตั้งแต่ยังเด็กและทำให้เธอเกิดความวิตกกังวล ความผิดปกติทางร่างกาย และความคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม Snap และ TikTok ได้ตกลงยุติคดีก่อนถึงกระบวนการพิจารณาคดี ขณะที่ Meta กับ YouTube ที่เดินหน้าสู้คดีต่อ จนมาถึงวันที่คณะลูกขุนชี้ว่ามีความผิด และสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายรวม 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 200 ล้านบาท) 

ขณะที่สำนักข่าว NPR อธิบายว่า คดีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น โดยทนายความได้มุ่งเป้าไปที่การออกแบบระบบแทนที่จะเป็นเนื้อหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม จนคณะลูกขุนเห็นว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาให้เสพติด และบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรู้เรื่องนี้แต่ล้มเหลวในการปกป้องผู้ใช้ที่อายุน้อยที่สุด พร้อมกับยกตัวอย่างการฟ้องคดีที่คล้ายกันในทศวรรษ 1990s ที่ทำให้บริษัทยาสูบในสหรัฐฯ ต้องเลิกโฆษณาในลักษณะเจาะกลุ่มผู้เยาว์ 

กับอีกข่าวคือ 2. อินโดนีเซียเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ออกกฎหมายห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เรื่องนี้ปรากเฎเป็นข่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 โดยสำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานว่า อินโดนีเซียออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งที่มาของมาตรการนี้ได้อ้างถึงผลการศึกษาเมื่อปี 2566 ที่พบว่า เด็กและเยาวชนชาวอินโดนีเซียราวครึ่งหนึ่งเคยพบเห็นภาพลามกอนาจารรวมถึงเคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 

– ทำไม ‘ผู้เยาว์’ จึงเป็น ‘กลุ่มเสี่ยงสูง’ ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ : มีผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนที่รุนแรงกว่าผู้ใหญ่ อาทิ บทความ “Why are children and adolescents vulnerable to social media?” ที่เผยแพร่โดยศูนย์วิจัยร่วม (Joint Research Centre : JRC) หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และความรู้ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อเดือน มี.ค. 2568 อธิบายว่า ช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นถือเป็นเวลาสำคัญของการพัฒนาทางด้านอารมณ์ สังคม และสมอง ประชากรวัยนี้จึงมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์มากเป็นพิเศษเนื่องจากสมองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก 

“การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อสมอง เวลาอยู่หน้าจออาจส่งผลต่อสมองส่วนหน้า (pre-frontal cortex) ซึ่งควบคุมการควบคุมตนเอง การตัดสินใจ และการควบคุมแรงกระตุ้น สื่อสังคมออนไลน์ยังอาจส่งผลกระทบต่ออะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นบริเวณของสมองที่ประมวลผลด้านอารมณ์และความวิตกกังวล(anxiety) การใช้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น และอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในอะมิกดาลาได้ในระยะยาว” บทความของ JRC ระบุ

บทความดังกล่าวยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า “แม้การใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มผู้เยาว์ แต่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่มักถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ใหญ่” โมเดลธุรกิจที่เน้นการโฆษณาได้นำไปสู่ฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่มุ่งเป้าไปที่การดึงดูดให้ผู้ใช้ใช้งานเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง และอาจก่อให้เกิดการพึ่งพาและการเสพติดในกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย การใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างหนักหน่วงโดยเด็ก ๆ อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงอันตรายต่อร่างกายและการเสพติด

ตัวอย่างเช่น “ระบบแนะนำ (recommender systems)” คืออัลกอริทึมที่แนะนำเนื้อหา เพื่อน หรือผลิตภัณฑ์โดยอิงจากความสนใจและพฤติกรรมของผู้ใช้งาน แม้ว่าระบบเหล่านี้จะมีประโยชน์ในการช่วยให้เด็กและวัยรุ่นค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ และเชื่อมต่อกับผู้อื่น แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เช่น อาจทำให้พวกเขาได้รับชมเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือไม่เหมาะสม และส่งเสริมพฤติกรรมเสพติด

บทความ “Potential risks of content, features, and functions: The science of how social media affects youth” โดยสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) องค์กรของวิชาชีพนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา อธิบายว่า แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่ โดยเนื้อแท้แล้วจึงไม่เหมาะสมกับผู้เยาว์ซึ่งต้องการการคุ้มครองเป็นพิเศษเนื่องจากความสามารถหรือความเปราะบางในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปตามช่วงอายุ (เช่น วัยเด็ก วัยรุ่น) 

โดยพัฒนาการของสมองซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 10 – 13 ปี ไปจนถึงตอนกลางของช่วงวัย 20 ปี (mid-twenties) มีความเชื่อมโยงกับความไวเกินต่อการตอบรับ/สิ่งเร้าทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัยรุ่นจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพฤติกรรมที่จะช่วยให้พวกเขาได้รับการตอบรับ คำชม หรือความสนใจจากเพื่อนฝูงในแบบที่เฉพาะเจาะจง บทความนี้ยกตัวอย่างจำนวนการกดถูกใจ (Like) และจำนวนผู้ติดตาม (Follow) กระตุ้นบริเวณประสาทที่ทำให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ ดังนั้นจึงอาจมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เยาว์มากกว่าผู้ใหญ่

“ผู้เยาว์มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อทั้งการตอบรับทางสังคมในเชิงบวกและการถูกปฏิเสธจากผู้อื่น การใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มเป็นการใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของผู้เยาว์และอาจนำไปสู่การใช้งานที่มีปัญหา รวมถึงการใช้ข้อมูลของผู้เยาว์สำหรับเนื้อหาโฆษณาที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลก็มีอิทธิพลต่อผู้เยาว์เช่นกัน เนื่องจากผู้เยาว์มีแนวโน้มทางชีววิทยาที่จะได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูงในช่วงวัยนี้ และมีความอ่อนไหวต่อเนื้อหาที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล” บทความของ APA อธิบาย 

บทความของ APA ยังกล่าวถึงทักษะ “การเข้าสังคม” ด้วยว่า วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะด้านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมีลักษณะเด่นคือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางอารมณ์ ชีวิตวัยรุ่นจึงควรเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้ผ่านการปฏิสัมพันธ์แบบเจอหน้ากันตรง ๆ ระหว่างกัน(One – on One) หรืออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่การมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้ติดตาม การกดถูกใจและการรับชม (View) อาจทำให้วัยรุ่นมุ่งความสนใจไปที่การปฏิสัมพันธ์แบบฝ่ายเดียวและไม่เป็นส่วนตัว และอาจทำให้พวกเขาท้อแท้จากการสร้างทักษะความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อจิตใจมากขึ้น

ภาพที่ 1 : ภาพล้อเลียนเสียดสีการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่ต่างกับการใช้ยาเสพติด 
ที่มา : uxdesign.cc

อีกด้านหนึ่ง ในเดือน ก.ย. 2567 องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่บทความ “Teens, screens and mental health” อ้างอิงผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนรวม 2.8 แสนคนในยุโรป แคนาดาและเอเชียเมื่อปี 2565 เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งพบทั้งผลเชิงลบ เช่น กลุ่มตัวอย่างราว 1 ใน 10 มีพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นปัญหา โดยไม่สามารถควบคุมการใช้งานและประสบกับผลเชิงลบ โดยเมื่อแยกตามเพศจะพบปัญหาในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 

“การเพิ่มขึ้นของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดในกลุ่มวัยรุ่นก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชน งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดรายงานว่ามีสุขภาพจิตและสังคมที่ไม่ดี และมีการใช้สารเสพติดในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดและผู้ที่ไม่ใช้เลย แนวโน้มนี้ หากยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพัฒนาการของวัยรุ่นและผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดยังสัมพันธ์กับการนอนหลับน้อยลงและเข้านอนดึก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมและผลการเรียนของวัยรุ่นได้”บทความของ WHO ระบุ 

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ได้รายงงานข้อค้นพบเรื่องผลเชิงบวกของสื่อสังคมออนไลน์ด้วยเช่นกัน เช่น วัยรุ่นที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างหนักแต่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา รายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนและมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแกร่งกว่า อาทิ เยาวชนวัย 17 ปีชาวโปแลนด์ ให้ข้อมูลว่า สื่อสังคมออนไลน์มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในระดับที่พอเหมาะ หนึ่งในประโยชน์เหล่านั้นคือการเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ วัยรุ่นอาจได้พบกับคนอื่น ที่มีความสนใจและความชื่นชอบเหมือนกัน

– มีประเทศใดบ้างที่ห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ : ข้อมูล ณ วันที่ 8 เม.ย. 2569 ตามรายงานของสื่ออังกฤษอย่าง Sky News ระบุประเทศที่มีมาตรการห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มผู้เยาว์แล้ว ทั้งในระดับกฎหมายกลางบังคับใช้ทั่วประเทศและกฎหมายที่บังคับใช้เฉพาะระดับภายในมลรัฐ ดังนี้ 1.ออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2568 ซึ่งแพลตฟอร์มที่ยังฝ่าฝืนปล่อยให้ผู้เยาว์ดังกล่าวใช้งานอาจถูกปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ราว 1.1- พันล้านบาท) 

2. อินโดนีเซีย ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2569 และ 3.อินเดีย เป็นกฎหมายเฉพาะของรัฐกรณาฏกะ ซึ่งเป็นรัฐแรกของอินเดียที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยผ่านร่างกฎหมายไปเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ข้อสังเกตคือการห้ามริเริ่มขึ้นในรัฐกรณาฏกะ อันเป็นรัฐที่มีเมืองหลวงคือเบงกาลอร์ นครที่โดดเด่นด้านศูนย์รวมเทคโนโลยีดิจิทัลจนถูกขนานนามว่าเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอินเดีย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด 

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเทศที่กำลังดำเนินการหรือประกาศว่าจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เช่น 1.ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมสภาสูง (วุฒิสภา) หลังจากเพิ่งผ่านสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) มาในช่วงต้นปีเดียวกัน แต่ยังต้องรอติดตามผลการลงมติในขั้นสุดท้ายจากสภาล่างอีกครั้ง 2.กรีซ รัฐบาลเปิดเผยว่า จะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าจะสามารถมีผลบังคับใช้ได้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2570 

3.อังกฤษ รัฐสภากำลังพิจารณาร่างชุดกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็กและสถานศึกษาที่เสนอโดยรัฐบาล ซึ่งท่าทีของสภาขุนนาง (วุฒิสภา) ให้การสนับสนุนแนวคิดห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ 4.ออสเตรีย รัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 ว่าเตรียมจะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 14 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดว่าจะได้เห็นประมาณเดือน มิ.ย. 2569 แต่ท้ายที่สุดจะมีผลบังคับใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐสภา 

5.สเปน นายกรัฐมนตรีประกาศเมื่อเดือน ก.พ. 2569 ว่าเตรียมจะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่เนื่องจากเสียงในสภาฯ มีความแตกแยกอย่างมาก 6.เดนมาร์ก ย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค. 2568 รัฐบาลเปิดเผยว่ามีแผนจะห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี 7.นอร์เวย์ รัฐบาลกำลังเปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นว่าสมควรให้มีกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ 

8.โปแลนด์ พรรคแกนนำรัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ว่ากำลังเตรียมร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ และกำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบอายุ 9.สโลวีเนีย นายกรัฐมนตรีเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 ว่ารัฐบาลกำลังร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ 10.มาเลเซียเมื่อเดือน พ.ย. 2568 รัฐบาลประกาศเตรียมออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในเดือน ก.ค. 2569 เป็นอย่างเร็ว 

วันที่ 16 พ.ค. 2569 รายงานของสื่อไทยภาคภาษาอังกฤษอย่าง The Nation ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า สหภาพยุโรป (EU) กำลังเตรียมร่างกฎหมายว่าด้วยความเป็นธรรมทางดิจิทัล เพื่อจัดการกับอัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เสพติด โดยรัฐสภายุโรปได้เสนอให้กำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปีสำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และ 13 ปีสำหรับบริการแชร์วิดีโอและบริการผู้ช่วยเสมือนจริง (AI)

ภาพที่ 2 : (ซ้าย) รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี , (ขวา)ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์
ที่มา : ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) , คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– แล้วประเทศไทยควรจะดำเนินการอย่างไร? :มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้อันตรายเพราะเป็นสื่อหน้าจออย่างเดียว แต่เพราะสื่อนี้ได้เข้าไปอยู่ในช่วงวัยที่เด็กกำลังสร้างตัวตน กำลังอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน และยังควบคุมอารมณ์หรือแรงกระตุ้นได้ไม่เท่าผู้ใหญ่

โดยความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดคือ เด็กอาจเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนน้อยลง เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ โดยเฉพาะเวลาที่ไถฟีดไปเรื่อย ๆ ดูชีวิตคนอื่น ดูยอดไลก์ ดูคอมเมนต์ แล้วเอามาวัดคุณค่าของตัวเอง รวมถึงถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ (Cyberbullying) ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากถามว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็กมีความเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่เพียงไหน อาจตอบเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ แต่ในเชิงพัฒนาการ เด็กและวัยรุ่นเปราะบางกว่าจริง 

‘สมองส่วนที่เกี่ยวกับการยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจ และการกำกับอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขณะที่ระบบที่ไวต่อรางวัลทางสังคม เช่น การได้รับไลก์ การได้รับการยอมรับ หรือการกลัวถูกปฏิเสธ จะทำงานเข้มข้นหรือถูกกระตุ้นได้ง่ายมากในช่วงวัยนี้พูดง่าย ๆ คือ Social Media สำหรับผู้ใหญ่อาจเป็นแค่พื้นที่สื่อสารหรือเสพข่าว แต่สำหรับวัยรุ่น มันอาจจะเป็นพื้นที่ที่เขาใช้วัดว่า ‘ฉันมีคุณค่าไหม?’ , ‘ฉันเป็นที่ยอมรับไหม?’ หรือ ‘ฉันดีพอหรือเปล่า?’ตรงนี้มากกว่าที่ทำให้ความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่’

คำถามต่อมา ‘ประเทศไทยควรใช้ยาแรงถึงขั้นสั่งห้ามอย่างที่หลายประเทศกำลังทำอยู่หรือไม่?’ประเด็นนี้ตนเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องห้ามแบบเด็ดขาดทันที แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของครอบครัวจัดการกันเองอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะปัญหามีจริง ทั้งเรื่อง cyberbullying การเปรียบเทียบ การเสพติดหน้าจอ การเจอเนื้อหาไม่เหมาะสม หรือการถูกหลอกลวงออนไลน์ แต่ถ้าเราห้ามแบบทันทีโดยไม่มีระบบรองรับ เด็กอาจไปใช้บัญชีปลอม แอบใช้ หรือย้ายไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่ผู้ใหญ่ยิ่งมองไม่เห็นมากกว่าเดิม

สิ่งที่น่าจะเหมาะกับไทยมากกว่าคือมาตรการแบบเป็นขั้นบันได เช่น เด็กเล็กมาก ๆ ไม่ควรมีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์เป็นของส่วนตัว ขณะที่เด็กวัย 13–15 ปีอาจใช้ได้แต่ต้องอยู่ในระบบที่ปลอดภัยขึ้น เช่น ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเป็นค่าเริ่มต้น จำกัดการทักจากคนแปลกหน้า จำกัดโฆษณา จำกัดเนื้อหาที่เสี่ยง และมีเครื่องมือให้พ่อแม่หรือครูช่วยดูแล ส่วนวัย 16–17 ปีอาจเริ่มมีอิสระมากขึ้น แต่ยังต้องมีระบบคุ้มครองอยู่

‘ที่สำคัญ เราต้องไม่โยนภาระให้เด็กหรือพ่อแม่อย่างเดียว แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบด้วย เพราะหลายฟีเจอร์ถูกออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจของผู้ใช้ให้อยู่ให้นานที่สุด ถ้าจะคุ้มครองเด็กจริง ต้องมีทั้งกติกาครอบครัว กติกาโรงเรียน กฎหมาย และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มควบคู่กัน สรุปคือ ไทยอาจยังไม่ต้องเริ่มจากห้ามทั้งหมดหรือแบนไปเลย แต่ต้องเริ่มจริงจังกว่านี้ ถ้ามาตรการเบากว่านี้ไม่ได้ผล หรือแพลตฟอร์มไม่รับผิดชอบ การจำกัดอายุแบบเข้มขึ้นก็อาจเป็นทางเลือกในอนาคตได้’

ขณะที่ ‘บทบาทของผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก’ สิ่งสำคัญคือ ‘อย่าเริ่มจากการดุหรือยึดมือถือทันที เพราะเด็กอาจไม่เลิกใช้ แต่จะเปลี่ยนเป็นแอบใช้ และที่น่ากังวลกว่าคือ ถ้าเขาเจอปัญหาจริง ๆ เขาอาจไม่กล้ามาบอกเรา’ ผู้ใหญ่ควรเริ่มจากการทำให้เด็กไว้ใจก่อน สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ว่า ถ้าเขาเจอเรื่องไม่ดีในออนไลน์ เขาสามารถมาคุยได้โดยไม่ถูกตัดสินทันที จากนั้นค่อยตั้งกติกาด้วยกัน เช่น เวลาใช้มือถือ ช่วงเวลาก่อนนอน พื้นที่ปลอดมือถือในบ้าน วิธีตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และวิธีรับมือถ้ามีคนมาคุกคามหรือกลั่นแกล้ง

สำหรับครู โรงเรียนควรสอนให้เด็กรู้เท่าทันว่า ทำไมเราถึงหยุดไถฟีดยาก ทำไมเราถึงเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ทำไมยอดไลก์ถึงมีผลต่อความรู้สึก และถ้าเห็นเพื่อนถูกรังแกทางออนไลน์ เราจะช่วยอย่างไรโดยไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลง ‘อีกเรื่องที่สำคัญคือ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างด้วย เช่น ผู้ใหญ่บอกเด็กให้ลดหน้าจอแต่ผู้ใหญ่เองยังจับมือถือตลอดเวลา เด็กก็จะรู้สึกว่ากฎนี้ไม่จริง’ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัยจึงควรเป็นวัฒนธรรมของทั้งบ้านและโรงเรียน ไม่ใช่กฎที่ใช้กับเด็กฝ่ายเดียว

ภาพที่ 3 : โปสเตอร์รณรงค์หยุดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) 
ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สอดคล้องกับความเห็นจากกุมารแพทย์ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ที่อธิบายว่า การจัดการอารมณ์ของเด็กนั้นยังไม่นิ่ง โดยเฉพาะวัยรุ่นนั้นถือเพื่อนเป็นสรณะ เช่น การรังแกทางออนไลน์ หรือแม้แต่การโพสต์อะไรไปแล้วไม่ได้รับการตอบกลับ เด็กจะมีความอ่อนไหว (Sensitive) มาก เมื่อควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโต้เถียงวิวาทะกันในโลกออนไลน์ไปจนถึงขั้นมีเรื่องทะเลาะวิวาทใช้กำลังทำร้ายกันในโลกจริง (Physical Violence) แต่อีกด้านหนึ่งผลกระทบก็เกิดขึ้นกับตนเองได้เช่นกัน หมายถึงเกิดภาวะวิตกกังวล (Anxiety) และนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า 

‘เนื่องจากโลกของผู้ใหญ่เขาเติบโตมาในยุคที่ยังไม่มีดิจิทัล ความอดทน ความผิดหวัง ความยากลำบาก เขาเคยเจอมาก่อนแล้ว แต่ในขณะที่เด็กเติบโตมากับดิจิทัลเลย พูดง่าย ๆ เกิดมาก็มีแล้ว ฉะนั้นเขาจะไม่เข้าใจความอดทน ไม่เข้าใจการรอคอย เขาจะไม่เข้าใจความผิดหวัง จึงก่อตัวขึ้นมาเป็นลักษณะของความเปราะบาง (Brittle) ความวิตกกังวล (Anxious) ขึ้นในเด็ก ดังนั้นโอกาสที่เด็กจะมีความสุ่มเสี่ยงกับการเล่น Social Media สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า’ 

อย่างไรก็ตาม ‘กรณีของประเทศไทย มองว่าเราคงยังไม่สามารถห้ามได้แบบเด็ดขาด (Totally Ban) เพราะหากเทียบกับอีกหลายประเทศที่เลือกห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ ประเทศเหล่านั้นมีพื้นที่กิจกรรมมากมายสำหรับเด็กและเยาวชน’ เมื่อย้อนกลับมามองบริบทสังคมไทย หากผู้ใหญ่ในฐานะผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าห้ามแล้วจะให้เด็กและเยาวชนไปทำอะไร กฎหมายที่ออกมาสุดท้ายก็จะไม่สามารถปฏิบัติได้จริง 

และในเมื่อยังไม่สามารถห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ในทางกฎหมาย คำแนะนำถึงผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็ก 1.กรณีเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 6 ปี) ‘ไม่ควรให้ใช้’ เรื่องนี้ทำได้เลยไม่ต้องรอให้มีกฎหมาย อย่าไปคิดว่าให้เด็กห่างไกลเครื่องมือดิจิทัลแล้วจะใช้ไม่เป็น แต่ควรให้เด็กเรียนรู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสังคม เพราะหากเด็กอยู่กับเครื่องมือดิจิทัลเพียงอย่างเดียวก็จะกลายเป็นเด็กที่เปราะบาง 

2.เด็กวัยเรียน ‘ใช้โดยมีผู้ปกครองกำกับดูแล’ มีโปรแกรมเชื่อมต่อระหว่างเครื่องพ่อแม่กับลูก ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาใด ๆ ก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากเนื้อหาไม่พึงประสงค์ เช่น เว็บไซต์ลามกอนาจารหรือการพนันออนไลน์ และ 3.วัยรุ่น ช่วงวัยนี้การควบคุมทำได้ไม่ง่าย แต่การได้พูดคุยสนทนาสร้างภูมิคุ้มกัน มีพื้นที่ปล่อยพลัง มีทางเลือก มีกิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบ แม้ยังไม่ถึงขั้นออกกฎหมายห้ามก็สามารถรับมือความเสี่ยงได้ ไม่ใช่เด็กออกจากบ้านไม่มีกิจกรรมอะไรเลย ทำให้เมื่อเด็กว่างจากการเรียนที่ก็หนักหนาอยู่แล้วก็ต้องไปเล่นเกมเพื่อระบายความเครียดหรือไม่ก็สนทนากันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

‘กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังเตรียมตัวจะเลือกผู้ว่าฯ กัน หมอถามว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ห้องสมุดประชาชนมีเกือบทุกเขต ไปปรับปรุง (Renovate) หน่อยไหม? ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างแหล่งเรียนรู้ แม้กระทั่งนอกห้องสมุดด้วย ถ้าไม่รู้จะปรับปรุงด้วยรูปแบบ (Pattern) อะไรมาปรึกษาหมอได้นะ เพราะเรามีแนวรูปแบบอยู่ว่าตัวห้องสมุดเป็นแกนหลัก ซึ่งข้างในนั้นอาจทำให้มีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ได้ นอกห้องสมุดก็กลายเป็นพื้นที่ปล่อยของ หลังห้องสมุดก็เติมผู้ใหญ่ที่กลายเป็นกระบวนกรเข้าไป ใครคนไหนที่เครียด ต้องการพื้นที่ระบายอารมณ์ เล่าให้ใครฟังโดยไม่มีการเปิดเผยความลับ (Keep Confidential) เขาจะได้จัดการกับความเครียดของเขาได้’

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://edition.cnn.com/2026/03/25/tech/social-media-addiction-trial-jury-decision(Meta and YouTube found liable in social media addiction trial : CNN 25 มี.ค. 2569)

https://www.npr.org/2026/03/25/nx-s1-5746125/meta-youtube-social-media-trial-verdict (Jury finds Meta and Google negligent in social media harms trial : NPR 25 มี.ค. 2569)

https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/indonesia-starts-first-south-east-asia-social-media-ban-for-kids (Indonesia first in South-east Asia to curb social media use for children under 16 : The Straits Times 28 มี.ค. 2569)

https://joint-research-centre.ec.europa.eu/jrc-explains/why-are-children-and-adolescents-vulnerable-social-media_en (Why are children and adolescents vulnerable to social media? : JRC 18 มี.ค. 2568)

https://www.apa.org/topics/social-media-internet/youth-social-media-2024 (Potential risks of content, features, and functions: The science of how social media affects youth : APA)

https://www.who.int/europe/news/item/25-09-2024-teens–screens-and-mental-health (Teens, screens and mental health : WHO 25 ก.ย. 2567)

https://news.sky.com/story/the-countries-that-have-social-media-bans-or-are-planning-to-implement-one-13526116 (The countries that have social media bans, or are planning to implement one : Sky News 8 เม.ย. 2569)

https://www.nationthailand.com/news/world/40066202 (Global Front Against Social Media Hazards as Nations Move to Bar Children : The Nation 14 พ.ค. 2569)

อาวุธปืนยาวที่ตำรวจยึดได้ในคดี “หมิง ซีโฟร์” ไม่ใช่ “ปืนปลอม” แต่เป็น “อาวุธปืนดัดแปลงสภาพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อาวุธปืนสงครามที่ยึดได้จากชายชาวจีนในคดี “หมิง ซีโฟร์” เป็นปืนปลอม 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ตำรวจระบุว่าเป็นอาวุธปืนดัดแปลงซึ่งสามารถใช้งานยิงกระสุนจริงได้ จึงไม่ใช่ “ปืนปลอม” 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22-24 พ.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมหลายรายโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับความคืบหน้าการสอบสวนคดียึดอาวุธปืนและอาวุธสงครามจากที่พักของซุน หมิงเฉิน ชายชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 โดยมีภาพ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์, ภาพผู้ต้องหา และภาพอาวุธปืนที่ของกลาง พร้อมข้อความบรรยายว่า “สรุปปืนปลอมนะครับ ข่าวด่วนล่าสุด ตำรวจแถลง ปืน M4 สองกระบอกของ หมิง ซีโฟร์ เป็นของดัดแปลง เนียนกริบคล้ายของจริง และไม่พบเลขประจำปืนในระบบราชการ” (ลิงก์บันทึก) 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้ถูกเผยแพร่หลังจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 รายงานความคืบหน้าคดีจับกุมซุน หมิงเฉิน พร้อมอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดจำนวนมากซึ่งรวมถึงอาวุธปืนสงครามชนิด M4 จำนวน 2 กระบอก 

โฆษก ตร. ระบุว่าอาวุธปืนยาว M4 จำนวน 2 กระบอกที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้นั้นเป็น “อาวุธปืนดัดแปลงสภาพ” ที่เกิดจากการนำชิ้นส่วนและอะไหล่จากปืนหลายกระบอกมาประกอบเข้าด้วยกัน อาทิ การนำลำกล้องของปืน M16A1 มาดัดแปลงเพื่อเลียนแบบปืน M4 Commando และยืนยันปืนยาว 2 กระบอกนี้ไม่ได้เบิกจ่ายมาจากคลังอาวุธของทางราชการ เนื่องจากไม่พบหมายเลขประจำปืนและไม่มีร่องรอยการขูดลบสัญลักษณ์ของหน่วยงานราชการ

โคแฟคตรวจสอบ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 ให้นิยามของ “อาวุธปืน” ไว้ว่า “อาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกําลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอํานาจของพลังงาน และส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้น ๆ ซึ่งรัฐมนตรีเห็นว่าสําคัญและได้ระบุไว้ในกฎกระทรวง” 

ขณะที่ “สิ่งเทียมอาวุธปืน” หมายถึง สิ่งซึ่งมีรูปและลักษณะอันน่าจะทำให้หลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืน 

ดังนั้นการที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมระบุว่าอาวุธปืนยาวที่ยึดจากซุน หมิงเซิน เป็น “ปืนปลอม” จึงไม่ถูกต้องตามความจริงและสร้างความเข้าใจผิด เนื่องจากตำรวจตรวจพบเขม่าดินปืนตกค้างภายในลำกล้อง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าอาวุธปืนเคยผ่านการใช้งานมาแล้ว ตำรวจระบุด้วยว่าลำกล้องที่พบเป็นของปืน M16A1 ซึ่งจัดเป็นอาวุธสงคราม ของกลางที่ยึดได้จึงเข้าข่ายเป็นอาวุธปืน

ในขณะที่ “ปืนปลอม” เป็นคำเรียกที่ใช้กับปืนอัดลม-อัดแก๊ส ที่มิได้ใช้งานคู่กับเครื่องกระสุนปืนในนิยามตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ โดยจัดอยู่ในประเภทสิ่งเทียมอาวุธปืน

โคแฟคยังพบคำอธิบายความแตกต่างระหว่างอาวุธปืนกับสิ่งเทียมอาวุธปืน โดยสำนักข่าวไทยรัฐรายงานคำชี้แจงของกรมการปกครอง วันที่ 22 พ.ค. 2569 กรณีเข้าจับกุมบ่อนการพนันใน จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 แล้วมีการรายงานออกไปว่าพบอาวุธสงคราม แต่ในความเป็นจริงของกลางที่พบนั้นเป็นเพียง “สิ่งเทียมอาวุธปืนยาว ชนิดบีบีกัน (BB Gun)” ซึ่งเป็นวัตถุที่มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายคลึงกับอาวุธปืนเท่านั้น ไม่ใช่อาวุธปืนสงคราม และไม่ใช่อาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

เนื้อหาจริง: ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ แนะนำให้งดใช้น้ำขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เพื่อป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไม่ควรอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือและล้างจานขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง เพราะอาจได้รับอันตรายจากฟ้าผ่าแม้อยู่ภายในบ้าน 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาและผู้เชี่ยวชาญในไทยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะกระแสและแรงดันไฟฟ้าจากฟ้าผ่าอาจไหลผ่านท่อประปาหรืออุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบของโลหะและอุปกรณ์ไฟฟ้า  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Smai Saninta” โพสต์คลิปวิดีโอเตือนภัยจากการอาบน้ำขณะเกิดฝนฟ้าคะนองโดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ว่าให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำในช่วงที่เกิดฝนฟ้าคะนอง ซึ่งรวมถึงการอาบน้ำ ล้างจานหรือล้างมือ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกฟ้าผ่า เพราะการทำกิจกรรมที่ร่างกายสัมผัสกับน้ำ แม้จะอยู่ในบ้านก็มีความเป็นไปได้ที่เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงมาที่ตัวบ้าน กระแสไฟฟ้าจะไหลไปในที่ที่มีค่าความต้านทานต่ำที่สุดไปจนถึงพื้น โลหะและน้ำในท่อจะเป็นตัวนำไฟฟ้าอย่างดี รวมถึงฝักบัวที่เป็นโลหะและน้ำก็อาจเป็นเส้นทางที่ไฟฟ้าวิ่งมาถึงตัวคนได้ 

คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 700,000 แสนครั้งและแชร์มากกว่า 7,000 ครั้ง ณ วันที่ 26 พ.ค. และยังมีผู้ส่งมาเข้ามาในระบบตรวจสอบข้อมูลของโคแฟค cofact.org เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 15 เม.ย. 2567 CDC เผยแพร่คำแนะนำขณะเกิดฟ้าผ่า หนึ่งในนั้นคือให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ (Avoid Water) โดยระบุว่าไม่ควรอาบน้ำ ล้างจาน หรือสัมผัสน้ำในระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านท่อประปาของอาคารได้ แม้ว่าท่อประปาที่เป็นพลาสติกจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าท่อประปาโลหะ แต่เพื่อความปลอดภัยจึงควรงดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับท่อน้ำหรือใช้น้ำประปาระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ข้อควรปฏิบัติขณะเกิดฟ้าผ่าจากหน้าเว็บไซต์ของ CDC

โคแฟคยังสอบถามไปที่ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับคำอธิบายว่า คำเตือนของ CDC ที่แนะนำให้งดอาบน้ำ ล้างจาน หรือสัมผัสน้ำระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนองนั้น มีพื้นฐานทางวิศวกรรมและฟิสิกส์รองรับเนื่องจากฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงมาก ระดับหลายสิบถึงหลายร้อยล้านโวลต์ และมีกระแสได้ถึงหลายหมื่นแอมแปร์ 

เมื่อฟ้าผ่าลงอาคารหรือบริเวณใกล้เคียงจะเกิดแรงดันกระชาก (surge) และการยกระดับศักย์ไฟฟ้าชั่วขณะภายในโครงสร้างอาคาร กระแสและแรงดันบางส่วนอาจแพร่ผ่านระบบตัวนำต่าง ๆ เช่น ระบบสายไฟ โครงสร้างเหล็ก ระบบกราวด์ และระบบท่อน้ำ โดยเฉพาะในอาคารที่ระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสายดินขาดการบำรุงรักษาหรืออยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่ระบบป้องกันฟ้าผ่า ระบบสายดิน หรือการ bonding ภายในอาคารออกแบบหรือบำรุงรักษาไม่สมบูรณ์ หลักการเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของมาตรฐานป้องกันฟ้าผ่า เช่น IEC 62305 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่าต่ออาคารและผู้ใช้งาน

“แม้บ้านสมัยใหม่จำนวนมากจะใช้ท่อ PVC ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงลงเมื่อเทียบกับระบบท่อโลหะ แต่ในระบบก็ยังมีส่วนประกอบที่เป็นโลหะและอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อร่วมอยู่ เช่น ก๊อกน้ำ ฝักบัว เครื่องทำน้ำอุ่น ปั๊มน้ำ และระบบสายดินของอาคาร ดังนั้นจึงไม่สามารถถือว่าความเสี่ยงเป็นศูนย์ได้ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานด้านความปลอดภัย เช่น CDC และ National Weather Service จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ ระบบประปา โทรศัพท์บ้านแบบมีสาย และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับสายภายนอกในช่วงที่มีฟ้าแลบฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียง” ดร.สุพรรณกล่าว

ดร.สุพรรณให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีรายงานความเสียหายและอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับระบบประปาและห้องน้ำจากเหตุฟ้าผ่าเกิดขึ้นจริง เช่น กรณีบ้านในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความเสียหายบริเวณห้องน้ำและฝักบัวหลังเกิดฟ้าผ่าใกล้บ้าน ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบคำเตือนด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำระหว่างพายุฝนฟ้าคะนอง แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะพบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับการถูกฟ้าผ่ากลางแจ้ง แต่ถือเป็นความเสี่ยงต่ำแต่ผลกระทบรุนแรง (low probability but high consequence) กล่าวคือ โอกาสเกิดอาจต่ำสำหรับอาคารที่มีระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสายดินได้มาตรฐาน แต่หากเกิดขึ้น ผลกระทบอาจรุนแรงได้ ดังนั้น คำแนะนำของ CDC จึงเป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ทั้งนี้ มีรายงานจากสำนักข่าวในสหรัฐฯ เช่น Accuweather ระบุเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 พบบ้านหลังหนึ่งในเมืองเคปคอรัล รัฐฟลอริดา สภาพห้องน้ำได้รับความเสียหายจากการถูกฟ้าผ่า ซึ่งจอห์น เจนเซนิอุส ผู้เชี่ยวชาญจากสภาความปลอดภัยจากฟ้าผ่าแห่งสหรัฐฯ (National Lightning Safety Council) และอดีตผู้เชี่ยวชาญสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าเมื่อฟ้าผ่าลงที่บ้าน โดยทั่วไปกระแสไฟฟ้าจะไหลไปตามสายไฟหรือท่อประปา นั่นหมายความว่าการอาบน้ำ ล้างจาน หรือแม้แต่การเปิดน้ำจากก๊อกน้ำก็อาจทำให้คนในบ้านตกอยู่ในอันตรายได้ และแม้แต่ท่อที่ไม่ใช่โลหะก็สามารถนำไฟฟ้าผ่านทางน้ำได้

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 23 พฤษภาคม 2569

“ผักต้มค้างคืน” อุ่นซ้ำเสี่ยงมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nt94qyymqjqr


“ชัยวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เดินเข้าไปหาเรื่อง “ชัชชาติ” หวังทำร้ายร่างกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3pup787acu4m7


ภาพปืนและอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้ที่บ้านพักของชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/m4ttx3lpow82


ภาพรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างในจันทบุรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3fgc9g548hjte


“ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.69 ใช้สิทธิวันละ 200 บาท เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/11zjcgih9zjn9


“ไอร์แลนด์” ประณาม “อิสราเอล” จับตัวน้องสาวประธานาธิบดี ล่องเรือมนุษยธรรมช่วยกาซ่า

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1r00tyxonzi59


เด็กเขียนหนังสือไม่ได้ อาจไม่ใช่เรียนไม่เก่ง แต่เป็นภาวะ LD

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3h674ywin5aso


กปน ยกเลิกบิลทางไปรษณีย์ เปลี่ยนเป็น e-Bill แทน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/di7edxuv38eo


อียูปรับใช้กฎวีซ่าเชงเก้นใหม่ อนุมัติ “Visa Cascade” คนไทยประวัติเดินทางดี มีโอกาสได้วีซ่านานขึ้น

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/s440iwpnfirv


เปิดปมใหม่ DNA ‘ปลาหมอคางดำ’ อาจเกิดจากหลายการนำเข้า ไม่ใช่เหตุหลุดรอดครั้งเดียว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2anukxbjl3u3z

มองอคติ-ความรุนแรงต่อ‘แรงงานข้ามชาติ-กลุ่มชาติพันธุ์’ : มากกว่าแก้ไขกฎหมาย ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจ

By : Zhang Taehun

ย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคม 2569 มีข่าวหนึ่งที่สังคมให้ความสนใจ กรณีกลุ่มคนรวมตัวกันไปทำร้ายร่างกายชายหนุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยง โดยอ้างว่าชายคนดังกล่าวเป็นบุคคลต่างด้าวและมีพฤติกรรมหาเรื่องคนไทย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ถูกทำร้ายที่เข้าแจ้งความได้ยืนยันว่าตนเองเป็นชาวกะเหรี่ยงที่เกิดและเติบโตใน จ.กาญจนบุรี เช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านห้วยน้ำขาว หมู่ 15 ตำบลบ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ก็ยืนยันว่า หนุ่มชาวกะเหรี่ยงรายนี้เกิดและเติบโตในประเทศไทย มีพยานรับรองและอยู่ระหว่างดำเนินการขอมีบัตรประชาชนไทย 

ในด้านของคดีความก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้มากล่าวถึงก็เพราะหลังจากได้เข้าไปไล่อ่านความคิดเห็นของประชาชนที่ติดตามข่าวดังกล่าว พบว่าบางส่วนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับบัตรประจำตัวของผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย มีข้อสงสัยว่าชาวกะเหรี่ยงมาขอมีบัตรประชาชนไทยได้อย่างไร รวมถึงเหมารวมกันไปว่าชาวกะเหรี่ยงทั้งหมดเป็นต่างด้าวไม่ใช่คนไทย ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ในการตรวจสอบและอธิบายข้อเท็จจริง (Fact – Checking) ของข้อมูลข่าวสารที่ถูกแชร์กันบนพื้นที่ออนไลน์ด้วย

ภาพที่ 1 ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ที่มา : แนวหน้า

– ชาวกะเหรี่ยงเป็นใครมาจากไหน? เข้ามาอยู่ในอาณาเขตประเทศไทยเมื่อใด? : มีข้อเขียนและผลการศึกษามากมายที่กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันเป็นพื้นที่เมืองหรือจังหวัดชายแดนไทย – เมียนมา มาหลายร้อยปี อาทิ บทความ “กะเหรี่ยง ความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทย” โดย สุรพงษ์ กองจันทึก ที่เผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เล่าถึงชาวกะเหรี่ยงในเมืองศรีสวัสดิ์ (ปัจจุบันคือ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี) มีบันทึกว่าได้จ่ายส่วย (ภาษี) และเข้าเป็นทหารทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของพม่าให้กับกรุงศรีอยุธยา 

เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีชาวกะเหรี่ยงอพยพเข้ามาในเมืองกาญจนบุรี และได้รับอนุญาตให้ไปตั้งรกรากที่เมืองสังขละบุรี (ปัจจุบันคือ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี) หลังจากนี้ชาวกะเหรี่ยงยังคงยอมรับการปกครองและเข้าเป็นทหารของฝ่ายไทย จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรับปรุงการปกครองให้เป็นแบบรัฐสมัยใหม่ ชาวกะแหรี่ยงถูกกำหนดสิทธิและหน้าที่ต่อรัฐไม่ต่างจากคนไทย อาทิ ต้องเสียภาษีเข้ารัฐส่วนกลาง ต้องเข้ารับราชการทหารในรูปแบบกองทัพส่วนกลางมิใช่ในระบบไพร่สังกัดมูลนายแบบเดิม  

รวมถึงเมื่อมีการตั้งกองตำรวจภูธร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็รับสั่งว่า ชาวกะเหรี่ยงที่เคยรับราชการในสังกัดกองอาทมาต (ทหารหน่วยพิเศษในระบบกองทัพแบบเดิมก่อนหน้าการปฏิรูป) สามารถเข้ารับราชการต่อในสังกัดหน่วยงานใหม่นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในสายตาของคนไทยโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ มักมองชาวกะเหรี่ยงในแง่ลบอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิถีชีวิตด้านเกษตรกรรมของชาวกะเหรี่ยงถูกมองว่าเป็นการบุกรุกทำลายป่า ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงตลอดจนผู้สนใจศึกษาวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง โต้แย้งว่าวิถีดังกล่าวคือ “ไร่หมุนเวียน” นอกจากจะไม่ทำลายป่าแล้วยังช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติเสียด้วยซ้ำไป

ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า การเข้ามาอยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินที่ปัจจุบันคือประเทศไทย มีตั้งแต่การถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย การอพยพหนีการกวาดล้างของอาณาจักรพม่าที่รบชนะอาณาจักรมอญซึ่งชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ร่วมกับชาวมอญก็ต้องหลบหนีออกมาด้วย จนถึงยุคหลังอาณานิคมที่ดินแดนพม่าก็ยังมีปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงเลือกที่จะอพยพข้ามชายแดนมายังฝั่งไทย 

โดยปัจจุบันมีชุมชนชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยถึง 15 จังหวัด คือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ อนึ่ง นอกจากชาวกะเหรี่ยงแล้ว ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ยังระบุว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมกันมากถึง 60 กลุ่ม

ภาพที่ 2 ตัวอย่างบัตรประจำตัวและเลขประจำตัวบุคคลที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ทั้งที่เป็นคนไทยและบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย

(3 ภาพด้านซ้าย ขอบคุณภาพจากเพจ “คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา”)

– กลุ่มชาติพันธุ์บนแผ่นดินไทยกับสถานะทางกฎหมาย : บุคคลที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ตาม หากเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของทางการไทย จะได้รับเลขประจำตัว หรือที่คุ้นเคยในชื่อ “เลข 13 หลัก”โดยข้อมูลจากที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อธิบาย “ตัวเลขหลักที่ 1 หรือเลขตัวแรก” บนบัตรประจำตัวบุคคล (ทั้งในบัตรประชาชนของคนไทย และบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) ไว้ดังนี้ 

“เลข 1” หมายถึงคนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2527 เป็นต้นมา , “เลข 2” หมายถึงคนที่เกิดและมีสัญชาติไทย แต่แจ้งเกิดเกินเวลาที่กำหนด ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2527 เป็นต้นมา , “เลข 3” หมายถึงคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีที่อยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (1 ม.ค. – 31 พ.ค.2527) , “เลข 4” หมายถึงคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 ม.ค. – 31 พ.ค. 2527) , 

“เลข 5” หมายถึงคนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ, “เลข 6” หมายถึงผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว , “เลข 7” หมายถึงบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 (ผู้ถือบัตรเลข 6) ซึ่งเกิดในประเทศไทย และ “เลข 8” หมายถึงคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว – คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย

นอกจากเลข 1 – 8 ข้างต้นแล้ว ในคู่มือการจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยโดยสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงเลขตัวแรกของบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ไว้อีก 2 กลุ่ม คือ “เลข 0” หมายถึง คนซึ่งไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ ครม. 18 ม.ค. 2548 และคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.13) ตาม มาตรา 38 วรรคสอง

และ “เลข 00” แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยเป็นบุคคลสัญชาติพม่า (เมียนมา) ลาวและกัมพูชา ที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามมติ ครม. รวมถึงผู้ติดตามแรงงาน ส่วนที่มาของการกำหนดปี 2527 ไว้ในการออกเลขตัวแรกของชุดเลขประจำตัวบุคคล 13 หลัก เนื่องด้วยเป็นปีแรกที่ประเทศไทยจัดทำฐานข้อมูลเลขประจำตัว 13 หลักในระบบคอมพิวเตอร์แทนระบบเขียนด้วยมือแบบเดิม

บัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองอธิบายว่า ระบบเลขประจำตัว 13 หลักของไทย กำหนดโดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย  ถูกออกแบบให้แสดงสถานะทางทะเบียนราษฎรของบุคคล โดยกรณีเลขตัวแรกเป็นเลข 6 จะหมายถึงบุคคล 2 กลุ่ม คือ 

1.กลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มที่แสดงว่าบุคคลนั้นได้ผ่านกระบวนการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติ ได้แก่ บุคคลที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ได้รับการยกเว้นให้อยู่ในลักษณะชั่วคราว เช่น ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งยังไม่มีสัญชาติไทย และมีกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่บรรพบุรุษแต่ยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์การเกิดเพื่อลงรายการสัญชาติไทยได้ ซึ่งปัจจุบันไม่มีการทำทะเบียนเลข 6 เพิ่มแล้ว  มีเพียงคนที่ได้เลขประจำตัวแล้วบัตรประจำตัวหมดอายุหรือสูญหายก็จะมาทำบัตรใหม่โดยใช้เลขเดิม

“อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตกหล่นจากการสำรวจ จึงได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนในภายหลัง โดยสำรวจเพิ่มเติมเมื่อปี 2548 – 2554 กลุ่มเหล่านี้จะได้รับเลข 0 กลุ่ม 89 หมายถึงบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหา และสถานะสิทธิของบุคคล ซึ่งมีความเกี่ยวพันธุ์กับชนกลุ่มน้อยเดิมที่ได้รับการสำรวจเป็นเลข 6” 

กับ 2.คนต่างด้าวเข้าเมือง คือ บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายคนเข้าเมืองแบบชั่วคราวตามระยะเวลาที่ได้รับ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ให้นึกถึงเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเราก็จะไปเที่ยวได้ตามระยะเวลาวีซ่าที่กำหนดให้อยู่ได้ ซึ่งหากอยู่เกินกำหนดก็จะถูกจับ ดังนั้น หากบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่แบบชั่วคราวโดยถูกต้องก็สามารถมาขอทำทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวเป็นบุคคลเลข 6 ได้ตลอดเวลา   แต่สิทธิการอยู่อาศัยต่าง ๆ ยังเป็นไปตามระยะเวลาหนังสือเดินทางวีซ่า เป็นต้น ส่วนเลข 7  ให้สำหรับบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยมีบิดามารดาที่ถือบัตรเลข 6

ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ถือบัตรเลข 6 และ 7 ที่ดำเนินการยื่นขอสัญชาติไทย ขั้นตอนต่างๆ จึงยุ่งยากและล่าช้ามาก บางคนยื่นเรื่องตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม – สาว กว่าจะได้ก็แก่ชราอายุมาก ประเด็นนี้ บัณฑิต อธิบายว่า ความยาก – ง่ายต่างกันอยู่ที่ว่าเป็นการขอสัญชาติกรณีแบบใด ซึ่งหลักการขอสัญชาติไทยที่ง่ายที่สุด คือ การขอสัญชาติไทยเพราะเกิดในประเทศไทยและมีบิดามารดาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์   ด้วยเหตุที่ว่าบุคคลเหล่านี้เกิดและอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว 

โดยหากดูตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 จะให้สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน แต่ในทางปฏิบัติอาจมีระยะเวลาที่ต้องรอคิวในการยื่นขอสัญชาติ , เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน , ทำบัตรประจำตัวประชาชน ระยะหนึ่งซึ่งปกติก็จะไม่เกิน 60 วัน ในกรณีเด็กเล็กที่เกิดในประเทศไทยและมีใบเกิดนั้นก็สามารถดำเนินการได้เร็วเพราะมีหลักฐานครบถ้วนซึ่งหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือสูติบัตร 

“เด็กเล็กๆ มักจะแจ้งการเกิดมาหมดแล้วจึงรวดเร็วในการขอสัญชาติไทย ในส่วนเด็กที่โตขึ้นมาก็จะใช้เวลาในการดำเนินการ โดยเฉพาะในการขอหนังสือรับรองการเกิด เพราะกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้มีการแจ้งการเกิดไว้ และส่วนใหญ่มักจะระบุว่าเกิดจากหมอตำแย ซึ่งต้องพิสูจน์ตามระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต” 

ในส่วนบุคคลที่พิสูจน์การเกิดในประเทศไทยไม่ได้ หรือผู้ที่อายุเยอะซึ่งไม่ได้เกิดในประเทศไทย ก็จะต้องขอสัญชาติไทยในกรณีอื่นๆ ซึ่งมักจะเรียกว่าขอสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ กรณีนี้จะใช้ระยะเวลานานถึง 3 ปี ขึ้นไป ในการรวบรวมหลักฐาน และขอสัญชาติไทย เพราะมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีหลักฐานการทำงานและเสียภาษีในประเทศไทย 3 ปี หากไม่มีก็จะไม่สามารถขอได้ เป็นต้น เพื่อให้คนที่จะเป็นคนไทยนั้นได้รับการคัดเลือกมาจากบุคคลที่มีศักยภาพตามความเหมาะสม ไม่เกิดภาระแก่รัฐไทย

ส่วนเลขประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยเลข 00 นั้น บัณฑิตอธิบายว่า หมายถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติอื่นตามที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางประกาศกำหนด ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการตรวจพิสูจน์สัญชาติและได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายหรือเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับการผ่อนผัน ให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานตามกฎหมาย 

‘ดังนั้นแล้ว แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาโดยถูกกฎหมายผ่านบันทึกความตกลง MOU ระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา ลาว และกัมพูชา จะได้รับหมายเลขประจำตัว 13 หลัก อย่างไรก็ตาม เลขขึ้นต้น 00 ไม่ได้จำกัดแค่แรงงานต่างด้าวเท่านั้น แต่รวมถึงบุตรของบุคคลต่างด้าวด้วย’

ภาพที่ 3 : ‘เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน’ (เสื้อขาวคนกลาง) ผู้ก่อเหตุร่วมกันทำร้ายร่างกายคู่กรณีที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กล่าวขอโทษผ่านรายการ ‘โหนกระแส’ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ยอมรับตนเองไม่มีความรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย

ชมคลิปได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=60keb0mT1DM (นาทีที่ 31.50 – 32.20)

– นอกจากกฎหมายแล้วยังต้องสร้างความรู้ความเข้าใจกับสังคมไทย : นอกจากประเด็นทางกฎหมายเรื่องสถานะบุคคลแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ‘การสร้างความรู้ความเข้าใจกับสังคมไทยเรื่องการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย’ ดังที่ผู้ร่วมก่อเหตุทำร้ายร่างกายหนุ่มกะเหรี่ยงกล่าวกับสื่อ ยอมรับว่าตนเองไม่มีความรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์และเข้าใจว่าเป็นบุคคลต่างด้าว รวมถึงหลายคนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ ๆ ก็มีความเข้าใจในลักษณะเดียวกัน 

ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ข้อมูลกับทีมงานโคแฟคเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ว่า นับตั้งแต่ตนเข้ามารับตำแหน่ง กสม. ช่วงปี 2564 – 2569 ได้รับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ประมาณ 20 เรื่อง อันดับ 1 เป็นเรื่องปัญหาสถานะบุคคลหรือสถานะทางทะเบียน รองลงมาเป็นข้อพิพาทเรื่องที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน เช่น ระหว่างชุมชนกับพื้นที่ป่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก รวมถึงเรื่องการถูกด้อยค่า อาทิ กรณีหนุ่มชาวกะเหรี่ยงถูกทำร้ายตามที่ปรากฏเป็นข่าว 

ซึ่งก่อนที่ตนจะมาเป็น กสม. เคยทำงานที่มูลนิธิชุมชนไทมาก่อน โดยเข้าไปทำงานกับกลุ่มชาวเลที่ถูกเบียดขับหลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มภาคใต้ฝั่งอันดามันเมื่อปี 2547 แล้วพบว่าชาวเลเป็นเหมือนกับพลเมืองชั้น 2 ในหมู่ประชากรที่อาศัยในพื้นที่ชายฝั่งอันดามันทั้งที่อยู่มาก่อนคนกลุ่มอื่นๆ สอดคล้องกับที่ รศ.ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยกล่าวว่า ‘สังคมไทยยังมีอคติกับกลุ่มคนชายขอบ’โดยข้อค้นพบของตนจากกรณีชาวเล คือคนกลุ่มนี้ถูกเบียดขับอย่างรุนแรงเพราะอยู่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

เช่นเดียวกับช่วงลงพื้นที่สำรวจปัญหาของชาวเล ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งร่วมลงพื้นที่ด้วย ได้กล่าวว่า ‘กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลถูกกระทำไม่ให้เขาภูมิใจหรือมั่นใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขา’ และเมื่อมองมายังยุคปัจจุบันที่การสื่อสารทำได้กว้างขวางและรวดเร็วขึ้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) กรณีการไปคุกคามหนุ่มกะเหรี่ยงด้วยความเข้าใจว่าเป็นแรงงานข้ามชาติ  ก็เป็นภาพสะท้อน ‘รากทางความคิดของคนไทยที่ยังมองคนต่างด้าวเป็นอื่น’ ไม่ใช่คนที่มาช่วยเหลืออะไรให้ประเทศไทย 

จากการแก้ปัญหาชาวเล นำมาสู่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล วันที่ 2 มิ.ย. 2553 และมติ ครม. ว่าด้วยแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง วันที่ 3 ส.ค. 2553 จนกระทั่งปัจจุบันมีกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 ทั้งหมดนี้คือความพยายามทำให้ประเทศไทยยอมรับว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ แต่ตลอดเส้นทางก็มักจะพบกระแสต่อต้าน หรือ ‘ทัวร์ลง’ ในพื้นที่ออนไลน์อยู่เสมอ ว่าบุคคลหรือองค์กรที่สนับสนุนแนวทางนี้ห่วงใยคนต่างด้าวมากกว่าคนไทย 

นอกจากนั้น กสม. อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อทำข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงระเบียบหรือกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ลำพังการแก้ไขกฎหมายยังไม่เพียงพอหากไม่ทำความเข้าใจกับสังคมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยสนอให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีกหลายหน่วยงาน ช่วยกันคิดว่าจะสื่อสารเชิงบวกอย่างไรเพื่อให้สังคมไทยเข้าใจกลุ่มประชากรเหล่านี้ แต่ก็มีความท้าทายจากจำนวนสื่อที่มากขึ้นและอยู่นอกเหนือการควบคุม รวมถึงบรรดาผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) ด้วย

‘หน่วยงานที่กำกับต้องแข็งแรงและต้องกำกับเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย คือ กสม. ก็มีหน้าที่จี้ไปที่หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องที่จะสื่อสารให้คนในสังคมได้เข้าใจด้วย คือคนในสังคมโดยรวมอาจไม่เข้าใจว่าการที่เรามีแรงงานเพื่อนบ้านจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่เช่นนั้นเราจะแข่งขันกับตลาดโลกไม่ได้’ 

ปรีดา ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมเรื่อง ‘ในอดีตสังคมไทยเคยมีอคติต่อคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด (สลัม) อย่างรุนแรง’ ในยุคหนึ่งถึงกับเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่าเป็นแหล่งวิกฤติบ้าง แหล่งเสื่อมโทรมบ้าง แหล่งรวมบุคคลและสิ่งของผิดกฎหมายบ้าง ซึ่งหลายครั้งก็นำไปสู่การใช้ความรุนแรงอย่างการไล่รื้อหรือเผาไล่ที่ กระทั่ง ‘มุมมองของสังคมได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากงานศึกษาทางวิชาการที่ชี้ให้เห็นว่า คนในชุมชนแออัดมีบทบาทสำคัญในฐานะแรงงานผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง’ ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ 

การเปลี่ยนมุมมองของสังคมไทยต่อผู้อาศัยในชุมชนแออัดจึงถือเป็นบทเรียนได้เช่นกัน ว่าต้องมีทั้งงานวิชาการและงานสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมว่าด้วยเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งในแง่สิทธิมนุษยชนต้องเข้าใจก่อนว่า ‘คนทุกคนเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน’ ดังนั้น ‘การนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามหรือสร้างความเกลียดชังกับกลุ่มชายขอบ’ หากสื่อหรือนักสื่อสารเข้าใจเรื่องนี้การสื่อสารที่ออกไปก็จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายสังคม!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.thairath.co.th/news/crime/2919120 (“เฮียตี๋ไทยไม่ทน” งานเข้า หนุ่มกะเหรี่ยง แจ้งจับกักขัง ทำร้ายร่างกาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ : ไทยรัฐ 10 มี.ค. 2569)

https://www.thairath.co.th/news/local/2919099 (ผู้ใหญ่บ้าน เปิดข้อมูล “น้องเดช” หนุ่มกะเหรี่ยงถูก “เฮียตี๋” สั่งสอน พบถือสัญชาติไทย : ไทยรัฐ 10 มี.ค. 2569)

https://web.facebook.com/share/p/1C5ua1CovX/ (‘เต้ อาชีวะ-เฮียตี๋’ ยกมือไหว้ขอโทษสังคม แฉแหลก หนุ่มชาติพันธุ์สุดกร่าง ยืนยันมีพยานหลักฐาน : โหนกระแส 11 มี.ค. 2569)

https://www.silpa-mag.com/history/article_45371 (“กะเหรี่ยง” เป็นใคร? มาจากไหน? มีความสัมพันธ์ กับไทยอย่างไร? : ศิลปวัฒนธรรม 30 ธ.ค. 2564)

https://www.geocities.ws/klity_creek/kareninthai1.htm (“กะเหรี่ยง” ความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทย : สุรพงษ์ กองจันทึก , ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา)

https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/187 (ปกาเกอะญอ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)

https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic (กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)

https://www.naewna.com/likesara/745665 (สัมผัส’วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร’บ้านสะเนพ่อง ‘ครู-นักเรียนช่วยกันทำนา’ : แนวหน้า 24 ก.ค. 2566)

http://www.kkdopa.go.th/p7/1007–13-.html (ความหมายของเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก :ที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่น)

https://www.bora.dopa.go.th/wp-content/uploads/2025/01/การจัดทำทะเบียนและบัตรคนซึ่งไม่มีสัญชาติ.pdf (การจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย : สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย)

https://www.isranews.org/content-page/item/57989-news012.html (คนเกิดปี27พ้นทุกข์!ปค.สั่งแก้ปัญหาเลขบัตรทั้งระบบแล้ว-รับพลาดช่วงเปลี่ยนเขียนมือสู่คอมฯ : สำนักข่าวอิศรา 14 ก.ค. 2560)

https://www.tvpoolonline.com/content/2496053 (“ตี๋กระทะร้อน” ยกมือไหว้ขอโทษคนเมืองกาญจน์ ปมบุกตX “หนุ่มชาติพันธุ์” เข้าใจผิดคิดว่าเป็นต่างด้าว : TVpoolonline 11 มี.ค. 2569)

https://www.youtube.com/watch?v=60keb0mT1DM (LIVE โหนกระแส เสียงแตก! “ตี๋กระทะร้อน” สวมบทโหด บุกยำหนุ่มกะเหรี่ยงเลือดสาด : โหนกระแส 11 มี.ค. 2569 นาทีที่ 31.50 – 32.20)

https://book.culture.go.th/newbook/book/other/nation.pdf (ชาติพันธุ์และมายาคติ : สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม , 2546 – หน้า 103)

https://www.chumchonthai.or.th/sites/default/files/ebooks/22_chao-la_crisis/22_chao-la_crisis.pdf (วิกฤติ วิถีชาวเล , ปรีดา คงแป้น และคณะ , มูลนิธิชุมชนไท 2555)

วิกฤตไซเบอร์กลืนกินเด็ก! จี้คลอดกฎหมายคุมเข้ม-แนะพ่อแม่เลิกใช้มือถือเลี้ยงลูก ก่อนสมองพัง-ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม AI

ปัญหาภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ล่าสุดในเวทีเสวนาโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.41 ภายใต้หัวข้อ “ป้องกันเด็กอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโลกไซเบอร์” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมพูดคุยกับ พลินี เสริมสินสิริผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิชกรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ถึงสถานการณ์ความรุนแรงและแนวทางการรับมือกับภัยไซเบอร์ในเด็กที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน

พลินี เปิดเผยถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมว่า ปัจจุบันเด็กไม่ได้เติบโตมากับสนามเด็กเล่นในหมู่บ้านเหมือนในอดีต สนามเด็กเล่นหลายแห่งถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่สนามเด็กเล่นของเด็กยุคนี้ได้ย้ายไปอยู่ในจอภาพและโลกออนไลน์แทน สิ่งที่น่ากังวลคืออันตรายไม่ได้มาในรูปแบบของคนแปลกหน้าตรงๆ อีกต่อไป แต่มาในรูปของเพื่อนในเกม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้กระทั่งอัลกอริทึมที่คอยจัดสรรเนื้อหาจนโลกออนไลน์สามารถรู้ใจเด็กมากกว่าพ่อแม่เสียอีก การใช้เวลาบนสื่อออนไลน์ที่มากเกินไปทำให้เด็กต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งข่าวลวง ข่าวปลอม การหลอกลวง พนันออนไลน์การคุกคามทางเพศ การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) และเนื้อหาที่บั่นทอนสุขภาพจิต ซึ่งในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลง สังคมจึงต้องหันมาคำนึงว่าจะสร้างวัคซีนและภูมิคุ้มกันอย่างไรให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

ดร.ศรีดา ได้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ทั่วโลกว่ามีความรุนแรงและส่งผลกระทบชัดเจนจนหลายประเทศต้องตื่นตัวออกกฎหมายควบคุมอย่างจริงจัง เช่น การลดเวลาหน้าจอ การตรวจสอบและจำกัดอายุผู้ใช้งาน (Age Verification) เนื่องจากสมองส่วนคิดและควบคุมเหตุผลของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่ หากปล่อยให้ใช้งานโดยไม่มีวิจารณญาณย่อมตกเป็นเหยื่อได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ภาคธุรกิจนำแนวคิด Safety by Design หรือการออกแบบระบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่แรกมาใช้ ไม่ใช่ปล่อยแอปพลิเคชันหรือเกมออกมาโดยเน้นแต่กลยุทธ์การตลาดแต่ไม่มีระบบป้องกันภัย ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มบังคับใช้มาตรการเด็ดขาด เช่น ฝรั่งเศสที่งดนำมือถือไปโรงเรียนตั้งแต่ปี 2018 ออสเตรเลียที่มีการออกกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนอาจถูกถอดใบอนุญาต สวีเดนที่สั่งงดใช้มือถือในห้องเรียนและนำกระดาษกลับมาใช้แทนเพราะพบว่าเด็กคิดวิเคราะห์ลดลง รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่มีมาตรการเข้มงวดขึ้นเช่นกัน

ดร.ศรีดา ยังได้ยกตัวอย่างนิทรรศการใจกลางกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่จัดร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยแสดงหน้าจอ 50 จอเป็นภาพเด็ก 50 คนที่เคยมีความสุขกับครอบครัวแต่ต้องเสียชีวิตไปแล้วจากการฆ่าตัวตายเพราะถูกไซเบอร์บูลลี่ โดนแบล็กเมล์ทางเพศจากการถูกหลอกเอาภาพหลุดในอินสตาแกรม (Sextortion) หรือติดเกมและพนันออนไลน์ ซึ่งสะท้อนว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเข้าสู่ขั้นวิกฤตเหมือนมะเร็งระยะสุดท้ายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยด่านแรกที่สำคัญที่สุดคือ “พ่อแม่” ซึ่งเป็นผู้หยิบยื่นมือถือ ค่าเน็ต และไวไฟให้ลูก แต่กลับพบว่าพ่อแม่จำนวนมากยังใช้มือถือเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพื่อให้ลูกนิ่ง โดยขาดความรู้ว่าเด็กต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรอยู่กับหน้าจอเลย เนื่องจากเป็นช่วงที่โครงข่ายใยประสาทกำลังพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยการสัมผัสจริงในวิถีธรรมชาติและการโอบกอดจากครอบครัวการนั่งดูจอเฉยๆ ทำให้เซลล์สมองทำงานน้อยกว่าการไปทำกิจกรรมจริง เช่น การทอดไข่ หรือการปฏิสัมพันธ์กับคน

สำหรับแนวทางปฏิบัติในครอบครัว ดร.ศรีดา แนะนำว่าพ่อแม่ต้องร่วมตั้งกฎกติกากับลูกอย่างชัดเจน ทั้งการจำกัดเวลาใช้งาน เช่น วัยปฐมวัย (4-6 ขวบ) ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง และต้องใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่โยนให้เด็กเล่นเอง ส่วนเด็กโตสามารถใช้เพิ่มขึ้นได้แต่ต้องไม่มากเกินไป หากเล่นเกมติดต่อกันเกินวันละ 3 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน จะเพิ่มโอกาสเสพติดเกมถึง3.5 เท่า สังเกตอาการได้จากการโยนกระเป๋าทิ้งเพื่อวิ่งเข้าหาจอหงุดหงิดก้าวร้าวเมื่อให้เลิก การเรียนตกต่ำ ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกบรรจุเป็น “โรคติดอินเทอร์เน็ตและโรคติดเกม” ในตำราแพทย์แล้วเนื่องจากส่งผลต่อสมองในส่วนวงจรรางวัล (Reward Circuit) ทำให้เด็กเสพติดความสุขทางลัดจากการกดไลก์หรือชนะเกม จนไม่สามารถมุมานะทำงานเหมือนผู้ใหญ่ในอนาคตได้ พ่อแม่จึงต้องกำหนดเนื้อหาที่ห้ามเข้าถึง เช่น เว็บพนัน อาวุธ ยาเสพติด สื่อลามกพร้อมทั้งสอนเรื่องกฎหมาย ศีลธรรม และการไม่ไปบูลลี่คนอื่น

ในระดับนโยบาย ดร.ศรีดา ระบุว่าตนเองได้ร่วมงานกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในการเตรียมออกแนวทาง (Guideline) สำหรับเด็กเล็กเพื่อรณรงค์งดจอต่ำกว่า 2 ขวบ ขณะเดียวกันในระดับชุมชนและโรงเรียน ทั้งครูและผู้ปกครองต่างเห็นพ้องว่าอยากเห็นกฎหมายหรือนโยบายจากส่วนกลางที่ห้ามนำมือถือไปโรงเรียนอย่างเด็ดขาด แทนที่จะปล่อยให้เป็นสิทธิ์การตัดสินใจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่งเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากผลสำรวจพบว่าเด็กไทยไม่ถึง 1 ใน 3 ที่มีสมาธิจดจ่อกับการเรียนได้เกิน 20 นาทีเพราะจิตใจพะวงอยู่กับยอดไลก์และเสียงแจ้งเตือนตลอดเวลา

นอกจากนี้ ดร.ศรีดา ยังได้เตือนถึงภัยรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ทวีความน่ากลัวขึ้น โดยในมูลนิธิฯ มีฮอตไลน์รับสายร้องเรียนพบเคสวิดีโอคอลปลอมที่ใช้ AI เลียนแบบหน้าและเสียงของญาติมาขู่หรือชวนลงทุน ซึ่งปัจจุบัน AI พัฒนาจนเนียนมาก ไม่สามารถจับผิดด้วยการให้เอามือเสยผมหรือทัดหูได้อีกต่อไป รวมถึงมีการใช้ AI สร้างภาพลามกอนาจารเด็ก (AI-generated Child Sexual Abuse Material) การใช้แอปพลิเคชัน Deepfake ถอดเสื้อผ้าภายในคลิกเดียว (Undress app) หรือการสร้างแชตบอต AI เป็นเพื่อนคุยกับเด็กจนเด็กซึมเศร้าและหลงเชื่อคำแนะนำที่ผิดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งในต่างประเทศมีการฟ้องร้องชนะคดีและสั่งปรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปแล้ว

ดร.ศรีดา เสนอแนะว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการผลักดันนโยบายเสริมสร้างความรู้เท่าทัน (Digital and AI Literacy) บรรจุในหลักสูตรโรงเรียน สอนเรื่องการเคารพสิทธิ์และการขอความยินยอม (Consent) ด้านกฎหมายต้องมีการควบคุมแพลตฟอร์มเอกชนอย่างจริงจัง เช่น บังคับให้ใส่ลายน้ำถาวรในภาพ AI เพื่อป้องกันการบิดเบือน มีฐานข้อมูลคัดกรองภาพโป๊เด็ก รวมถึงการออกมาตรการเชิงเลือก เช่น “ซิมเด็ก” หรือ eSIM ที่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะเว็บไซต์สีขาวที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และบล็อกคำค้นหาที่เป็นอันตราย พร้อมกันนี้ต้องปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันภัยยุคใหม่ เช่นกฎหมายเอาผิดพฤติกรรมการล่อลวงออนไลน์ (Grooming) ตั้งแต่ขั้นตอนการแชตหว่านล้อมโดยไม่ต้องรอให้เกิดการกระทำอนาจารขึ้นจริง ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพของสายด่วนและการแจ้งความคดีออนไลน์ให้มีมาตรฐานและครอบคลุมกลุ่มคนพิการ เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือการมองเห็น ให้สามารถเข้าถึงระบบได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการปกป้องเด็กจากโลกไซเบอร์นี้จะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือประสาทความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครอบครัวโรงเรียน รัฐบาล ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับโลก