สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 25 เมษายน 2569

น้ำอัดลมชนิดไดเอ็ทฆ่าเซลล์มะเร็งได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/27m0a4uak3bc1


ภาพจับกุมครูปอเนาะแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบชายแดนใต้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1v7e7ktvshfed


แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งยุบโรงเรียนปอเนาะ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2zoznc6oigrk3


ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ถูกช่อง 3 เลิกจ้างเนื่องจากวางตัวไม่เป็นกลาง เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2kq5fqxcbou6m


โพสต์เปิดรับบริจาคช่วยเหลือหนุ่มนักศึกษา ปวช. พ่อแม่เสียชีวิต ต้องเลี้ยงดูยายตาบอด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1z3brylc5lnfl


เตือนภัยหนาว จากปรากฏการณ์ APHELION โลกไกลดวงอาทิตย์มาก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/102zzmhfng8bw


ก่อนเจาะเลือด คนไข้ดื่มหรือจิบน้ำได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fyke48npaz36


ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2t1gxv25lo3uh


 มิถุนายน ต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์ได้แล้ว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/dksqs73jwx9

โพสต์แอบอ้างภาพและเรื่องราวของนักศึกษา ปวช. สู้ชีวิต เปิดรับบริจาค ให้ชื่อ-เลขบัญชีเท็จ อย่าหลงเชื่อ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์เปิดรับบริจาคช่วยเหลือหนุ่มนักศึกษา ปวช. พ่อแม่เสียชีวิต ต้องเลี้ยงดูยายตาบอด 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** แอบอ้างชื่อและเรื่องราวของนักศึกษาเรียนดีแต่ยากจนที่เคยเป็นข่าวเมื่อปี 2561 มาเปิดรับบริจาค ชื่อและเลขที่บัญชีรับบริจาคเป็นของบุคคลอื่น 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14-24 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อคล้ายกันอย่างน้อย 3 เพจ ได้แก่  “ร่วมบุญ สะพานบุญ” “ข่าวบุญ บอกบุญ” และ “ข่าวบุญ สะพานบุญ” เผยแพร่ภาพชายหนุ่มร้องไห้ อาศัยอยู่ในห้องเล็กซ่อมซ่อ

ข้อความบรรยายในโพสต์อ้างว่าชายหนุ่มในภาพเป็นนักเรียน ปวช. ปี 2 ที่ยากจนแต่กตัญญู พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้วจึงต้องทำงานทุกอย่างทั้งรับจ้างรีดผ้าตัวละ 3 บาท ล้างรถ ขายของออนไลน์ เพื่อหาเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่ากินอยู่ ค่าเรียนหนังสือและดูแลยายที่ตาบอด และใช้หนี้ที่ยืมมาจัดงานศพแม่ (ลิงก์บันทึก)

“แม้ทุกอย่างจะพัง เด็กคนนี้ไม่เคยทิ้งความฝัน เกรดเฉลี่ย 3.79 ยังยืนหยัดเรียนต่อเพื่ออนาคต ขอบคุณอาจารย์ เพื่อน ๆ และผู้ใหญ่ใจดีที่เห็นค่าหัวใจของเด็กคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้” ผู้โพสต์ระบุพร้อมกับให้ชื่อและเลขที่บัญชีพร้อมเพย์ เชิญชวนให้บริจาคเงินช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพบางส่วนที่นำมาประกอบในโพสต์ขอรับบริจาคดังกล่าวรวมทั้งเรื่องราวของบุคคลในภาพนำมาจากบัญชีเฟซบุ๊กของ ดร.แทน โมราราย รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ ที่เผยแพร่เมื่อเกือบ 8 ปีที่แล้ว 

วันที่ 15 ธ.ค. 2561 ดร.แทนโพสต์ภาพและเรื่องราวของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ยากจนชื่อเอกพล ไทยธานี นักเรียน ปวช. 2 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า ข้อความว่า “ชีวิตต้องสู้..นักเรียนปวช.2 ช่างไฟฟ้าอยู่คนเดียวต้องรับจ้างทำงานรีดเสื้อผ้าตัวละ 2 บาท เพื่อจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,000 บาท และส่งตนเองเรียนหลังจากพ่อกับแม่เสียชีวิตกันไปหมด สิ่งที่น่าเศ้ราใจแม่เป็นมะเร็งเพิ่งเสียชีวิตแต่ไม่มีเงินเผ่าศพแม่ 5,000 บาท ไม่มีใครให้ยืมเงิน ต้องไปยืมจากประธานหมู่บ้าน หลังเผาศพแม่แล้วต้องฉีกซองเงินทำบุญใช้หนี้”

ดร.แทนระบุในโพสต์ว่าเอกพลเช่าบ้านอยู่คนเดียว โดยหาเงินจากการรับจ้างรีดผ้าตัวละ 2 บาทตั้งแต่ 5 โมงถึง 3 ทุ่ม และรับจ้างทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาประทังชีวิต บางวันไม่ได้กินข้าวกลางวัน หลังจากที่ทางวิทยาลัยรับรู้จึงได้มอบทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือเพื่อนนักศึกษาและอาจารย์ช่วยกันสมทบทุน นอกจากนี้ผู้ประกอบการในชุมชนยังช่วยเหลือด้วยการรับเอกพลเข้าทำงานพาร์ตไทม์เพื่อให้มีรายได้ 

ข้อความและภาพบางส่วนที่ ดร.แทนโพสต์ในเฟซบุ๊ก “Tan แทน” เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2561 เล่าเรื่องราวของเอกพล นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ในขณะนั้นที่เรียนดีแต่ยากจน

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐลงพื้นที่ไปพบกับ ดร.แทนและเอกพล ในรายงานข่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2561 เอกพลได้ให้ชื่อและเลขที่บัญชีสำหรับผู้ประสงค์บริจาคเงินช่วยเหลือ ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าทั้งชื่อและเลขที่บัญชีไม่ตรงกับที่เพจ “ร่วมบุญ สะพานบุญ” และเพจอื่น ๆ ข้างต้นอ้างเท็จว่าเป็นเลขที่บัญชีของเอกพล ประชาชนอย่าหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว

วันที่ 24 เม.ย. 2569 โคแฟคโทรศัพท์ไปสอบถาม ดร.แทน ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพตากฟ้า ได้รับคำยืนยันว่าโพสต์ที่เปิดรับบริจาคอยู่ในขณะนี้เป็นโพสต์เท็จที่แอบอ้างชื่อและเรื่องราวของเอกพล อีกทั้งชื่อและเลขที่บัญชีที่ปรากฏในเพจเฟซบุ๊กเหล่านั้นก็ไม่ใช่บัญชีของเอกพล

“ฐปณีย์ เอียดศรีไชยถูกช่อง 3 เลิกจ้าง” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ถูกช่อง 3 เลิกจ้างเนื่องจากวางตัวไม่เป็นกลาง เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายโพสต์ภาพฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการ “ข่าว 3 มิติ” และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters พร้อมโลโก้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ธงชาติไทย และคำว่า “เลิกจ้าง” 

ข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ด่วน ช็อกวงการข่าว เมื่อฐปนีย์ (แยม) นักข่าวช่อง 3 เปิดใจผ่าน facebook ส่วนตัว อยู่ช่อง 3 มา 16 ปี วันนี้ช่อง 3 ประกาศเลิกจ้าง ด้วยเหตุไม่วางตัวเป็นกลางเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ”  (ลิงก์บันทึก)

ภาพและข้อความเดียวกันนี้ยังถูกแชร์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว​ TOP NEWS THAILAND” และนำไปเผยแพร่ในรูปวิดีโอสั้นทางยูทูบด้วย 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ฐปณีย์ยืนยันกับโคแฟคว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง เธอยังคงเป็นผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติที่ออกอากาศทางช่อง 3 และไม่ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเลิกจ้างบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวตามที่กล่าวอ้าง 

ทางด้านกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ และกรรมการผู้จัดการบริษัท ฮอทนิวส์ จำกัด ซึ่งรับจ้างผลิตรายการข่าว 3 มิติให้กับช่อง 3 ยืนยันเช่นเดียวกันว่าทางบริษัทไม่ได้เลิกจ้างฐปณีย์ 

“เนื้อหานี้เป็นเท็จทั้งหมด เพราะฐปณีย์ไม่ได้เป็นพนักงานของช่อง 3 แต่เป็นพนักงานของบริษัทฮอทนิวส์ ปัจจุบันฐปณีย์ยังคงเป็นพนักงานของเราและยังคงเป็นผู้สื่อข่าวรายการ 3 มิติที่ออกอากาศทางช่อง 3 ทุกวัน เวลา 22.30-23.00 น.” กิตติกล่าวและยืนยันว่าสัญญาการจ้างผลิตรายการระหว่างช่อง 3 และฮอทนิวส์ก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ 

โคแฟคพบว่าเนื้อหาเท็จที่อ้างว่าฐปณีย์ถูกช่อง 3 เลิกจ้าง มีการนำข้อความที่ฐปณีย์โพสต์ในเฟซบุ๊ก Thapanee Eadsrichai เมื่อเดือน พ.ย. 2567 ซึ่งเธอเขียนข้อความให้กำลังใจพนักงานช่อง 3 ที่ถูกเลิกจ้างในช่วงปรับโครงสร้างองค์กรในช่วงนั้นมาเผยแพร่ซ้ำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน 

ล่าสุดเมื่อเวลา 18.17 น. วันนี้ (24 เม.ย.) ฐปณีย์โพสต์เฟซบุ๊กย้ำว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นโพสต์เก่าตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน และตอนนี้ช่อง 3 ไม่มีการเลิกจ้าง

“ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” เป็นเนื้อหาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** รัฐไทยให้การศึกษาฟรีกับนักเรียนทั้งชาวไทยและต่างชาติเพียงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนระดับอุดมศึกษาเป็นนโยบายทุนการศึกษาของแต่ละมหาวิทยาลัย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 เม.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 2.7 แสนบัญชี โพสต์ภาพที่ระบุข้อความ “สิงคโปร์+มาเลย์ ไม่ให้สิทธิเด็กต่างชาติเรียนฟรี แต่ไทยให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีถึงปริญญาตรี แต่เด็กไทยต้องกู้ กยศ. เรียน มันยุติธรรมแล้วหรือ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 2,500 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยืนยันกับโคแฟคว่าปัจจุบันยังไม่มีนโยบายที่กำหนดให้การศึกษาระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เรียนฟรีสำหรับนักศึกษาทุกคนทั้งที่มีและไม่มีสัญชาติไทย

“การสนับสนุนของรัฐจะอยู่ในลักษณะอุดหนุนบางส่วนหรือผ่านทุนการศึกษาเป็นหลัก การยกเว้นค่าเล่าเรียนหรือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับนโยบาย เงื่อนไข และโครงการของแต่ละมหาวิทยาลัย เช่น ทุนเรียนดี ทุนขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือโครงการสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละสถาบัน ดังนั้น การเรียนฟรีในระดับมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่นโยบายกลาง แต่เป็นการดำเนินการเฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัยและโครงการที่เกี่ยวข้อง” อว.ตอบกลับข้อสอบถามของโคแฟคในประเด็นนี้

นอกจากนี้โคแฟคยังได้ตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 28/2559 ที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ไม่พบมาตราหรือข้อใดที่ระบุว่ารัฐไทยให้การศึกษาเด็กไทยหรือต่างชาติฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

🔹 รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุถึงหน้าที่ของรัฐไทยในการจัดการศึกษาให้เด็กไว้ในมาตรา 54 ว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

🔹 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ระบุว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”

🔹 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายระบุว่าให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานดําเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ให้มีมาตรฐานและคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี หมายถึง “การศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 3) หรือเทียบเท่าไ

🔹 ประกาศ ศธ. เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ระบุแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือเด็กที่ไม่มีสัญชาติเข้าเรียนในสถานศึกษา ตามนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย ประกาศฉบับนี้ไม่มีข้อความที่กำหนดว่าสถานศึกษาต้องให้เด็กกลุ่มนี้เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี

วันที่ 24 เม.ย. 2569 โคแฟคได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยจะสามารถเข้าเรียนได้ฟรีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายหรือโครงการของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง

ก่อนหน้านี้ บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” ซึ่งระบุว่าตัวเองเป็นศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการเรียนรู้ของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โพสต์คลิปวิดีโออ้างว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอให้เด็กต่างด้าวมีสิทธิเรียนฟรีในประเทศไทยถึงปริญญาตรี ซึ่ง กสม. ชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้แจงกับโคแฟคว่า กสม. ไม่ได้เสนอให้บุตรของแรงงานด่างด้าวเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ย้ำหลักการว่าเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาและการพัฒนาและขจัดอุปสรรค รัฐบาลไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กต้องรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยในระดับประถมศึกษา แต่หากทำได้ถึงระดับมัธยมศึกษาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้บุคคลสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัวและสังคมได้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

คนสื่อแชร์ประสบการณ์ถูก‘ไอโอ’คุกคาม ขอสังคมรู้เท่าทัน-สนับสนุนงานข่าวสร้างความเปลี่ยนแปลง

22 เม.ย. 2569 ทีมงานภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) นำโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกิจกรรมชมภาพยนตร์สารคดี Blood Berries จัดทำโดย The Isaan Record และภาพยนตร์สารคดี สาละวิน จำนวน 3 เรื่อง จัดทำโดยนักศึกษาในรายวิชาการผลิตสารคดีเพื่อสื่อดิจิทัล คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และงานเสวนาหัวข้อ สื่อกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง : จาก Blood Berries สู่สาละวิน โดยวิทยากร 3 ท่าน ซึ่งจัดโดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักข่าวชายขอบ The Isaan Record และ The Reporters ที่มหาวิทยาธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งThe Reporters และผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ บอกเล่าประสบการณ์ถูกคุกคามจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ – IO) ครั้งแล้วครั้งเล่าหากรายงานข่าวที่อาจไปกระทบกลุ่มผลประโยชน์ อำนาจรัฐหรือประเด็นความมั่นคง เช่น ในช่วงที่รายงานข่าวข้าว 700 กระสอบ ริมแม่น้ำสาละวิน , รายงานข่าวผู้อพยพหนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา , การชุมนุมประท้วงของเยาวชนช่วงปี 2563 – 2564 , การทำข่าวพรรคอนาคตใหม่ – พรรคก้าวไกล มาจนถึงล่าสุดกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนเผชิญไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของต้นสังกัดอย่างข่าว 3 มิติ หรือ The Reporters แต่เป็นเรื่องความเป็นนักข่าวของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ที่การรายงานข่าวอาจไปขัดกับนโยบาย ก็ต้องขัดขวาง เช่น ใช้การด้อยค่าโจมตีให้เป็นเรื่องอื่น ใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือถ้อยคำอันตราย (Dangerous Speech) สำหรับตนเจอจนสามารถเรียนรู้และเท่าทัน แต่คำถามคือประชาชนที่เสพสื่อรู้เท่าทันหรือไม่ สิ่งที่น่ากลัวคือหากข้อมูลถูกส่งต่อจำนวนมากไปเรื่อยๆ คนที่ไม่รู้เท่าทัน ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นใครก็จะพลอยเข้าใจผิดและเกลียดชัง

ทุกคนเปิดโทรศัพท์มาจะเห็นฐปณีย์ ทุกคนตั้งคำถามไหมว่าทำไมมันขึ้นก็เพราะมันซื้อสปอนเซอร์ไหมทำให้เราเห็น มีการจ่ายสตางค์ ซึ่งงงมาก คนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยกับ 3 จังหวัดแต่เห็นฐปณีย์เป็นนักข่าวโจรเต็มไปหมดเพราะอะไรเราต้องชวนกันตั้งคำถามแบบนั้นมากกว่าเกิดอะไรขึ้น มันมีขบวนการในการที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ที่ใส่ข้อมูล Dangerous Speech ที่ว่ามันเป็นถ้อยคำที่อันตราย เพราะมันจะยิ่งทำให้คนเกลียดชังอย่างรวดเร็วและรุนแรง ที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันได้ ฐปณีย์ กล่าว

หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record กล่าวว่า สำหรับคนทำข่าวคืออยากรู้ว่าผลงานของตนจะมีคนดูหรือไม่ และจะมีผู้มีอำนาจแก้ไขปัญหาที่สื่อได้รายงานหรือไม่ ตัวอย่างผลงาน เช่น ‘ความหวานและอำนาจ’ สัมภาษณ์ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลรายใหญ่ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลมีนโยบายเปลี่ยนไร่นาเป็นไร่อ้อยจำนวน 10 ล้านไร่ เป็นที่มาของปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือ ‘เมียฝรั่งในแดนอีสาน’ เพื่อทำความเข้าใจข้อกล่าวหาเรื่องคนอีสานพยายามขุดทองจากชาวต่างชาติ หรือปรากฎการณ์ที่ผู้หญิงอีสานแต่งงานกับชายชาวตะวันตก

หรือล่าสุดอย่างผลงานข่าวและสารคดี Blood Berries ว่าด้วยแรงงานไทยที่ถูกชักชวนไปทำงานเก็บผลเบอรี่ในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย (ยุโรปเหนือ) แล้วพบว่าถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ต่างจากการถูกหลอกให้เป็นแรงงานทาส ทำให้ The Isaan Record นำไปสู่การถูกฟ้องคดี (ก่อนที่จะถอนฟ้องในภายหลัง) ถูกคาดหวังเป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้านมากขึ้น แต่ในส่วนของ IO ที่เคยเจอคือช่วงที่รายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทำให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกล้มเจ้าบ้าง มีสามีเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา (CIA) บ้าง

ตอนนั้นยอดคนตามเพจ (Follower) ยังไม่เท่านี้ ก็โดนโจมตี มีโทรศัพท์มาหาเราด้วย ตกลงคุณเป็นเมีย CIA หรือตอนนั้นคือพยายามโทรหาหลายคนว่าจะทำอย่างไรดี แต่สิ่งแรกที่ตัวเองทำได้คือบอกน้องๆ ในออฟฟิศว่าอย่าออกไปไหน เพราะเราอยู่ต่างจังหวัด แล้วเมืองที่เราอยู่หน่วยงานความมั่นคงทำงานเข้มแข็งมาก ทหาร – ตำรวจค่อนข้างเข้มแข็ง มาเฝ้าออฟฟิศประจำ ตอนนั้นก็บอกน้องๆ ไปว่าอย่าออกจากบ้าน หรือถ้าจะออกก็ให้พาคนไปด้วย 2 – 3 คนเราก็ปิดโทรศัพท์ไม่ดูโซเชียลเลย ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เครียดเพราะเราถูกข่มขู่” หทัยรัตน์ กล่าว

ภาสกร จําลองราช ผู้ก่อตั้งสํานักข่าวชายขอบ เล่าว่า ในช่วงที่มีการสู้รบในเมียนมา ทำให้มีผู้อพยพจำนวนมากหนีมาอยู่บริเวณชายแดนไทย สื่อมวลชนถูกห้ามไม่ให้เข้าพื้นที่ ตนก็มีคำถามว่าบริเวณนั้นเป็นแผ่นดินไทยทำไมเข้าไปทำข่าวไม่ได้ แต่ก็ต้องหาทางเข้าไปแบบกลมกลืนกับคนท้องถิ่นเพื่อให้เรื่องราวตรงนั้นได้ออกมา ซึ่งเมื่อทำไปแล้วก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องความมั่นคง  

ทั้งนี้ ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา แท้จริงล้วนเป็นชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยมานานโดยมีแม่น้ำสาละวินเรียงร้อยก่อนจะถูกแบ่งเขตด้วยรัฐชาติสมัยใหม่ แต่ไม่อาจแบ่งความเป็นสายเลือดหรือเครือญาติได้ สิ่งเหล่านี้ต้องการความเข้าใจจากสังคมไทย สำนักข่าวชายขอบกำลังทำงานเพื่อสื่อสารเสียงของคนเล็กคนน้อย แต่จะบอกว่าเฉพาะคนเล็กคนน้อยก็ไม่ได้เพราะทุกเสียงต้องเชื่อมโยงกันหมด อย่างตนมีประสบการณ์เป็นนักข่าวที่รัฐสภามาก่อน การจะแก้ปัญหาข้างล่างได้ข้างบนต้องเป็นผู้สั่งการ หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการเป็นช่องทาง (Bypass) ส่งขึ้นไป

คำถามที่ว่าสื่อประเภทนี้จะต่อลมหายใจกันอย่างไร ต้องให้กำลังใจ และสังคมต้องเข้าใจวิธีการทำข่าวของพวกเราอย่างไร แล้วพอถูกกระทำจากองค์กร จะเรียกองค์กรนอกระบบหรืออะไรก็แล้วแต่ มันเหมือนพวกมิจฉาชีพ (Scam) แต่เป็นมิจฉาชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ มิจฉาชีพทั่วๆ ไปตำรวจก็วิ่งไล่จับไป แต่พวกนี้กลายเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ให้ภาครัฐบางหน่วยงาน แล้วมาทำกับใครมาทำกับพวกเรา ทำกับนักข่าวที่ตั้งใจหาข้อเท็จจริง ฉะนั้นสังคมต้องรู้เท่าทัน” ภาสกร กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

จริงหรือไม่ รถไฟฟ้าไม่ก่อมลพิษ

โคแฟค (Cofact) จัดเสวนาออนไลน์ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” ครั้งที่ 37 ในหัวข้อ“จริงหรือไม่ รถไฟฟ้าไม่ก่อมลพิษ?” เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงท่ามกลางกระแสความขัดแย้งในสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้ที่ตั้งคำถามต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีพลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค ประเทศไทย ชนาภรณ์ ผมเงิน เครือข่าย Cofact และดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท

ชนาภรณ์ ผมเงิน ในฐานะผู้สืบค้นข้อมูล เปิดเผยว่าจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบมาจากกระแสในโซเชียลมีเดียที่มักกล่าวอ้างว่ารถยนต์ไฟฟ้าดีกว่ารถยนต์สันดาปเพราะไม่ก่อมลพิษเลย โดยเฉพาะในช่วงราคาน้ำมันแพงที่ทำให้คนสนใจเปลี่ยนมาใช้ EV มากขึ้น จากการตรวจสอบข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงรายงานจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมและพลังงานระดับนานาชาติอย่าง IRIN และ EDF พบว่าประเด็นดังกล่าว “เป็นจริงบางส่วน” โดยต้องพิจารณาผ่านวงจรชีวิตของรถ (Life Cycle) ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ขณะขับขี่

ในประเด็นเรื่องไอเสียนั้น คุณชนาภรณ์ยืนยันว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือฝุ่น PM 2.5 จากท่อไอเสียระหว่างการขับขี่จริง ซึ่งช่วยลดมลพิษทางอากาศในเขตเมืองได้ แต่หากมองภาพรวมถึงกระบวนการผลิต พบว่ายังมีมลพิษแฝงอยู่มาก ตั้งแต่การผลิตกระแสไฟฟ้าที่หากมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ก็ยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ รวมถึงกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ที่ต้องใช้แร่ธาตุสำคัญอย่างนิกเกิลและโคบอลต์ ซึ่งต้องใช้พลังงานสูงในเหมืองแร่และก่อให้เกิดมลพิษ 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องฝุ่นละอองจากยางรถยนต์และผ้าเบรกที่ยังคงมีอยู่ไม่ต่างจากรถยนต์ทั่วไป เนื่องจากการสึกหรอระหว่างใช้งาน

ด้านพลินี เสริมสินสิริ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ข้อมูลนี้ต้องแยกเป็น 2 ระดับ คือระดับไมโครที่ตัวรถเองนั้นไม่ปล่อยมลพิษขณะวิ่งแน่นอน แต่ในระดับแม็คโครหรือภาพใหญ่ในเชิงอุตสาหกรรมยังคงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ การจะสรุปว่ารถไฟฟ้าไม่ปล่อยมลพิษเลยจึงเป็นการเหมารวมที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด ทางโคแฟคจึงให้เรตติ้งข้อมูลนี้อยู่ในระดับ “สีเหลืองส้ม” หรือ “จริงบางส่วน” เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ปัญญารวมหมู่ในการพิจารณาข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งแต่ละคนอาจให้คุณค่าต่างกัน บางคนเลือกเพราะรักษาสภาพแวดล้อมรอบข้างไม่ให้มีควันรบกวนเพื่อนบ้าน หรือบางคนเลือกเพราะความคุ้มค่าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นอกจากนี้ ในวงเสวนายังได้วิเคราะห์ถึงประเด็นมลพิษหลังหมดอายุการใช้งาน ซึ่งเป็นข้อกังวลของผู้บริโภคเรื่องการจัดการซากแบตเตอรี่ โดยสุชัยและพลินีมีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้ปัจจุบันข้อมูลเรื่องนี้อาจยังไม่ชัดเจนเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่ในอนาคตจะมีกระบวนการบริหารจัดการซากในระบบอุตสาหกรรมและการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่จะพัฒนาตามมา รถ EV จึงเปรียบเสมือนสินค้าเทคโนโลยีเช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้ต้องศึกษาองค์ความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เช่น วิธีการชาร์จไฟที่เหมาะสมเพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด พร้อมฝากทิ้งท้ายให้ผู้บริโภคตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเชื่อหรือซื้อสินค้า เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของตนเองมากที่สุด

‘วันตรวจสอบข่าวลวงโลก’69’ สร้างปัญญารวมหมู่รับมือข้อมูลบิดเบือนยุคAI

‘IFCN’ หรือเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงสากลผลักดันให้เกิด ‘วันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day)’ ขึ้นในวันที่ 2 เมษายนของทุกปี หลังจากวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นวันโกหก (April Fools Day) เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมให้เห็นความสำคัญของการรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ ระมัดระวังการหลงเชื่อและส่งต่อข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือน 

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีการจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 “International Fact Checking Day 2026 : Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก” โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลกจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 ขณะที่ในปี 2569 ยังคงเป็นอีกปีที่สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum)จัดให้ข้อมูลลวงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงระดับโลก นั่นหมายถึงเกิดผลกระทบได้ โดยเฉพาะในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI)จึงอยากให้ทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหานี้และตั้งสติ 

ถามว่าเมื่อข้อมูลเป็นความเสี่ยงโลกแล้วจะทำอย่างไรคำตอบอย่างหนึ่งคือตั้งสติแล้วตรวจสอบข้อเท็จจริง (Keep Calm and Fact Check) ซึ่งก็เป็นแนวคิดของ สสสด้วยที่ส่งเสริมเรื่องของระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ที่จะทำให้ทุกคนตั้งหลักรู้เท่าทันคู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลง สุภิญญากล่าว

อีธาน ตู ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา AI ฉายภาพ ‘ความไม่เป็นกลางของปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ โดยยกตัวอย่าง AI ที่พัฒนาจากบริษัทใน 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งพบว่า AI จะไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งานมองประเทศที่มันถูกพัฒนาขึ้นมานั้นดูแย่

เทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นความรวดเร็วในการประมวลผลของ AI ไปสู่การพัฒนา AI ที่ไว้ใจได้และกำกับดูแลโดยองค์กรภายในประเทศ (trustworthy and locally-governed AI) เพื่อมุ่งสู่ “AI ที่มีอธิปไตยและธรรมาภิบาล” (Soveign AI and Governance)’ อีธาน กล่าว

โนอา โฮริกูชิ ซีอีโอของบริษัท Classroom Adventure เล่าถึงนวัตกรรมเกม Ray’s Blog ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนว่าด้วยทักษะการตรวจสอบข่าวลวงและการรู้เท่าทันสื่อให้กับเยาวชนในโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การเรียนรู้ในห้องเรียนกลายเป็นเรื่องสนุกเสมือนการผจญภัย 

เราถนัดในการออกแบบและพัฒนาเกม เราก็เลยใช้เกมเป็นเครื่องมือในการทำให้การเรียนรู้นั้นสนุกตื่นเต้น ไม่น่าเบื่อ ใครที่เคยได้เล่นเกมของเราอาจจะงงนิดหน่อยว่าตกลงนี่มันเป็นเกมเป็นหนัง หรือเป็นคอร์สบรรยายกันแน่ คำตอบก็คือเกมของเรารวมการสื่อสารในทุกแขนงไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดโนอา กล่าว

ในงานนี้ยังมีการสะท้อนปัญหาข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือนที่นำไปสู่อคติหรือความเกลียดชัง ดังตัวอย่างของ อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty loves Myanmar กล่าวถึง อคติของสังคมไทยต่อแรงงานชาวเมียนมา เช่น “แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติมาทำงานที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทำ เป็นงานกลุ่ม 3D คือ สกปรก (Dirty) อันตราย (Dangerous) และยากลำบาก (Difficult) หรือ “แรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติต้องเข้าระบบประกันสังคมหรือไม่ก็ซื้อประกันสุขภาพ

‘คนที่เชื่อข่าวลวงไม่ใช่เขาโง่ บางคนเชื่อข่าวลวงอาจเกิดจากความชาตินิยมหรือไม่เคยรู้จักแรงงานข้ามชาติจริงๆ ก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะแชร์อะไร ขอฝากคำถาม 1.แหล่งข่าวคือใคร? 2.ข้อมูลอัปเดตแค่ไหน? 3.ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้บ้าง? ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเกลียดชังซ้ำโดยที่เราไม่รู้ตัว’อรรวี กล่าว

รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพากล่าวถึงคำว่า Information Armageddon ที่ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.ข้อมูลที่เข้ามามีเป็นจำนวนมากจนไม่รู้จะจัดการอย่างไร ไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ 2.ข้อมูลที่ผิด ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ และ 3.ไม่รู้จะเชื่อใคร รัฐ สื่อมวลชน คนใกล้ตัว ฯลฯ อีกทั้งการไปไล่แก้ข่าวลวงทุกข่าวก็คงไม่ไหว จึงควรสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เข้าถึงระบบความจริงได้และไว้ใจ

ในบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาเราควรจะทำอย่างไร ใน 1 ครอบครัวเราควรจะมีสักคนไหมเราสร้างคนคนนั้นดีกว่าไหม สร้างนิสิตให้เขามีความรู้ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เป็นที่ปรึกษาย่ายายได้ ตอนนี้กำลังตรวจสอบข่าว ส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ แล้วคนที่ส่งข้อมูลก็มักเป็นปู่ย่าตายาย ส่งมาในกลุ่มไลน์ครอบครัว รศ.ดร.สุชาดา กล่าว 

แต่การทำงานตรวจสอบและหักล้วงข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่ กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค เล่าถึง ‘ความจริงที่เจ็บปวด’ ที่พบจากการทำงานนี้ คือ 1.เนื้อหาตรวจสอบแล้วว่าเท็จแต่ยังถูกอยู่ในระบบไม่ค่อยจะถูกลบออก 2.สื่อมวลชนมีส่วนในการเผยแพร่เนื้อหาเท็จและสร้างความเกลียด และ 3.คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ ไม่เห็นความจำเป็นและประโยชน์ของงานตรวจสอบข้อเท็จจริง

หลายครั้งที่เราโพสต์รายงานการตรวจสอบไป โดยเฉพาะเรื่องไทย – กัมพูชา จะมีความเห็นประมาณนี้ขึ้นมา ‘ไม่จริงแล้วไง..มันสะใจดี..ปั่นประสาทเขมรดี’ หรือ ‘ดูก็รู้มันปลอมอยู่แล้ว..ปล่อยผ่านไม่ได้หรือ?..เขาล้อเล่นกันขำๆ’ หรือล่าสุดทีมงานของเราตรวจสอบคลิปวิดีโอไฟไหม้ร้านอาหารที่ดูไบมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่า ‘ต้องว่างมากเลยนะถึงมานั่งเช็คอะไรพวกนี้’ เราก็ท้อแท้นิด แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเจอกับความจริงที่น่าเจ็บปวดแค่ไหน ทีมงานโคแฟคก็ยังจะทำหน้าที่ของเราต่อไปอย่างดีที่สุดกุลธิดา กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า ในอดีต 1 คนโกหกอาจรู้กันเฉพาะในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันรู้กันได้ทั้งโลกเนื่องจากข้อมูลถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยสุขภาพเป็นเรื่องที่มีการโกหกมากที่สุดนั่นเป็นเพราะทุกคนกลัวตายและอยากมีชีวิตรอด หรืออีกประเภทหนึ่งคือการโกหกเพื่อขายสินค้า สินค้าที่โฆษณานั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ผู้ที่โฆษณาแต่งตัวแบบเดียวกับแพทย์แต่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ตัดต่อใบหน้าแพทย์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมคนก็พร้อมเชื่อ

‘วันนี้เราต้องมารวมตัวปกป้อง เรียกว่าปัญญารวมหมู่ เราอาจไม่มีอำนาจแต่ถ้าเรารวมกันและใช้ความรู้ ใช้วิชาการ เราจะมีพลังพอที่จะปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้’ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ดาวน์โหลด Visuals note infoi

นักโภชนาการระบุไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับว่าน้ำอัดลมชนิดไดเอ็ทฆ่าเซลล์มะเร็งได้

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: น้ำอัดลมชนิดไดเอ็ทฆ่าเซลล์มะเร็งได้

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ยังไม่มีผลการศึกษาที่ระบุว่าน้ำอัดลมไม่ผสมน้ำตาลหรือไดเอ็ทโซดาฆ่าเซลล์มะเร็งได้** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15-16 เม.ย. 2569 สื่อต่างประเทศหลายสำนัก เช่น The Guardian, USA Today และ CNN รายงานข่าวว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชื่อว่าน้ำอัดลมไดเอ็ทหรือน้ำอัดลมที่ปราศจากน้ำตาลสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ 

ข่าวนี้ซึ่งมีการแปลและเผยแพร่โดยสื่อไทยจำนวนหนึ่งระบุว่า นพ.เมห์เมต ออซ (Mehmet Oz) แพทย์ชื่อดังและผู้บริหารหน่วยงานบริการประกันสุขภาพ (Centers for Medicare & Medicaid Services) เปิดเผยในรายการพอดแคสต์ “Triggered” ของโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของทรัมป์เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ว่าเขาเคยทักประธานาธิบดีทรัมป์เรื่องการดื่มน้ำอัดลมและทรัมป์ตอบกลับมาว่า “เครื่องดื่มนี้ดีนะ มันฆ่าเซลล์มะเร็งได้” 

“ทรัมป์บอกว่าถ้าเทน้ำอัดลมลงบนหญ้า หญ้ายังตาย เพราะฉะนั้นก็ย่อมฆ่าเซลล์มะเร็งในร่างกายได้” นพ.ออซกล่าว

โคแฟคตรวจสอบ: ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ รักษาการแทนหัวหน้างานโภชนศาสตร์คลินิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือข้อมูลใดระบุว่าน้ำอัดลมไดเอ็ทสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ การรักษามะเร็งต้องอาศัยกระบวนการทางการแพทย์ที่มีความจำเพาะสูง เช่น เคมีบำบัด การรักษาแบบมุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งผ่านการทดลองในมนุษย์อย่างเป็นระบบ

“น้ำอัดลมเป็นเพียงเครื่องดื่ม ไม่มีสารออกฤทธิ์ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายมนุษย์ได้ ดังนั้นคำกล่าวอ้างดังกล่าวจึงจัดอยู่ในกลุ่มข้อมูลที่คลาดเคลื่อนทางสุขภาพ” ณัฐฐศรัณฐ์กล่าว

ภาพ-ข่าวจับครูสอนศาสนาโรงเรียนปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเหตุการณ์เก่าเมื่อปี 2562

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพจับกุมครูปอเนาะแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบชายแดนใต้ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** นำภาพและข่าวเก่าเมื่อปี 2562 มาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ระบุวันที่ให้ชัดเจน ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 เม.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพทหาร พลังแผ่นดินสยาม” โพสต์ภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวชายคนหนึ่ง ฝังข้อความว่า “จับครูปอเนาะ! รับสารภาพสาบานตนปี 26 เป็นหัวหน้าโจร จาก รร.ธรรมวิทยามูลนิธิ” และโพสต์คำบรรยายว่า “ทัพภาคที่ 4 เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ บุกตะครุบตัวครูปอเนาะรายใหญ่จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ หลังห้าวจัดท้าทายอำนาจรัฐ งานนี้บอกเลยว่าจบไม่สวย เพราะหลักฐานมัดตัวแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด” รวมทั้งมีข้อความที่อ้างว่าครูปอเนาะที่ถูกจับกุมพูดท้าทายกฎหมายและข่มขู่เจ้าหน้าที่ด้วยถ้อยคำรุนแรง (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์ต่อเกือบ 100 ครั้ง โดยผู้แชร์ส่วนใหญ่อ้างอิงที่มาจากเพจ “กองทัพทหาร พลังแผ่นดินสยาม”  โดยระบุวันที่ 20 เม.ย. 2569 ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เช่น เพจเฟซบุ๊ก “จอมทัพ พิทักษ์แผ่นดิน” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าเว็บไซต์ไทยรัฐเผยแพร่ภาพนี้เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2562  เป็นภาพประกอบข่าว “DSI จับอุสตาซ แกนนำ BRN คดีมั่นคง-กบฏ หนี 14 ปีเข้ากรุงดำเนินคดี” เนื้อหาข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายมะหะมะรอมือลี สาแม แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้อหากบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร หลังจากหลบหนีหมายจับมา 14 ปี

วันที่ 6 ต.ค. 2562 ดีเอสไอเผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่าระหว่างการซักถาม นายมะหะมะรอมือลียอมรับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงและเป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่ 5 ตำบลของอำเมืองยะลา หลังจากถูกออกหมายจับได้หลบหนีไปตามที่ต่าง ๆ จนมาเป็นครูสอนศาสนาที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูลจนถึงวันที่ถูกจับกุม

รายงานข่าวทั้งจากเว็บไซต์ไทยรัฐและเอกสารข่าวของดีเอสไอไม่พบว่ามะหะมะรอมือลีพูดท้าทายกฎหมายและข่มขู่เจ้าหน้าที่ตามที่ปรากฏในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว

สรุปได้ว่าภาพและข่าวการจับกุมมะหะมะรอมือลีเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 แต่ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน โดยอาจมีเจตนาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในช่วงที่ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาอยู่ในความสนใจของประชาชนหลังจาก พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พูดถึงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาว่าบ่มเพาะผู้ก่อเหตุความรุนแรง ซึ่งต่อมา พล.ท.นราธิปได้ขอโทษที่กล่าวพาดพิงโรงเรียนสอนศาสนาเช่นนั้น

ภาพมัมมี่เด็กในพิพิธภัณฑ์ที่โบลิเวีย ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นร่างเด็กที่เสียชีวิตในกาซา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพร่างเด็กหญิง 2 รายที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในกาซาและติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนาน 2 เดือน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพมัมมี่เด็กในพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศโบลิเวีย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 เม.ย. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Romlee Yusoh” โพสต์ภาพ 2 ภาพ ภาพซ้ายเป็นเด็กหญิงสองคนสวมเสื้อและกางเกงสีชมพู ภาพขวาเป็นภาพคล้ายศพเด็ก 2 ร่าง มีคำบรรยายว่า “หนูน้อยสองคนจากกาซาถูกพบหลังจากผ่านไปสองเดือน ใต้ซากปรักหักพังของบ้านพวกเธอ ที่ถูกโจมตีโดยกองทัพอิสราเอล” ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพศพนั้นคือร่างของเด็กหญิงทั้งสองคน (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปเกือบ 500 ครั้ง ณ วันที่ 20 เม.ย.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพร่างเด็กสองรายเป็นมัมมี่เด็กที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Casa Nacional de Moneda ในเมือง Potosí ประเทศโบลิเวีย โดยช่างภาพอิสระชื่อ Tanya Knight เผยแพร่ภาพนี้บน Flickr ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแชร์ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2549 พร้อมคำบรรยายว่า “มัมมี่เด็กชาวสเปนสมัยศตวรรษที่ 18 ที่พิพิธภัณฑ์กษาปณ์แห่งชาติโบลิเวีย” 

Tanya Knight เผยแพร่ภาพนี้บน Flickr เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2549 โดยบรรยายว่าเป็นภาพมัมมี่เด็กชาวสเปนสมัยศตวรรษที่ 18 ที่พิพิธภัณฑ์กษาปณ์แห่งชาติโบลิเวีย

ภาพมัมมี่เด็กที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกเผยแพร่โดยช่างภาพที่เป็นสมาชิก Flickr อีกหลายราย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดียและ Google Maps  

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2564 สำนักข่าว El Potosi สื่อท้องถิ่นของเมือง Potosi โบลิเวียเผยแพร่ภาพมัมมี่เด็กประกอบรายงานข่าวว่าพิพิธภัณฑ์กษาปณ์ฯ จัดกิจกรรมเที่ยวพิพิธภัณฑ์กลางคืนโดยพาชมห้องและสิ่งของจัดแสดงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมงานศพ

ภาพเหล่านี้ยืนยันได้ว่าร่างของเด็กทั้งสองไม่ใช่เด็กที่เสียชีวิตจากสงครามในฉนวนกาซา  

ส่วนภาพซ้ายซึ่งเป็นภาพเด็กหญิง 2 คนนั้นโคแฟคยังไม่สามารถยืนยันที่มาและข้อมูลเกี่ยวกับภาพได้ แต่พบว่าภาพนี้เคยถูกเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 2567 โดยบัญชีอินสตาแกรม “ahmedreesan” บรรยายภาพเป็นภาษาอาหรับใช้เครื่องมือแปลภาษาได้ว่า “ฝาแฝดจากตะวันออกกลาง” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม 

เนื้อหาเท็จที่นำภาพเด็กหญิงและมัมมี่เด็กจากพิพิธภัณฑ์ในโบลิเวียมาเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพศพของเด็กกาซาที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในหลายประเทศหลายภาษารวมทั้งในอินโดนีเซีย ซึ่งสำนักข่าว Kompas ของอินโดนีเซียเคยตรวจสอบเนื้อหานี้เมื่อเดือน พ.ค. 2568 และสรุปว่าว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 18 เมษายน 2569

ภาพท้องฟ้าที่มีลำแสงและแถบเงาพาดผ่าน โดยอ้างว่าเป็นสัญญาณเตือนภัย “จุ๋ยเกง” หรือเส้นทางน้ำที่จะทำให้เกิดพายุและน้ำท่วมหนัก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3w0p0qga0srcu


ลวดทองแดง ลดความรัอน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/rldztg8lhrnd


ภาพถ่าย Reid Wiseman ผู้บัญชาการภารกิจอาร์เทมิส 2 ยืนคู่กับตัวยานในสภาพเหมือนซากรอการซ่อมแซม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1fhct8423mtrm


ภาพร่างเด็กหญิง 2 รายที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในกาซาและติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนาน 2 เดือน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/h32wetpot7ha


ถุงร้อนใส่อาหาร ไม่ควรเอาเข้าเตาอบไมโครเวฟโดยตรง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/32o38vin668ql


เจออีกที่พระราม 2 จยย. นับ 100 คันเครื่องดับ สตาร์ทไม่ติด ต้องเข็นออกนอกจุดถึงติด จนท.พบคลื่นความถี่ต้นเหตุ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3cq1bt36du2ow


20 เมย.69 ญี่ปุ่นเตือนอพยพด่วนคลื่นสึนามิ หลังแผ่นดินไหวขนาด 7.5

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ac66s84uuoay


คืนวันที่ 22 เมษายนนี้ มีปรากฏการณ์ฝนดาวตกไลริดส์ ตั้งแต่สี่ทุ่ม ไปจนรุ่งเช้าวันที่ 23

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1rer5qtxux0m4


 ไฟไหม้ในรถยนต์ เกิดขึ้นจากเพาเวอร์แบงค์ระเบิด ได้ง่ายกว่าจากขวดน้ำรวมแสง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1x4jhnykuy610#_=_


รถยนต์ไฟฟ้าไม่ก่อมลพิษเลย…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zaghv2ofuh4z

องค์กรสื่อ นักวิชาการ และองค์กรตรวจสอบข่าว เผยงานรอบปีที่ผ่านมาพบข้อมูลลวงจาก AI  และสถานการณ์ความขัดแย้งจำนวนเพิ่มขึ้น  พร้อมเสนอแนะสร้าง “ปัญญารวมหมู่” เพื่อแก้ปัญหาด้วยกัน

เมษายน 2569 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โคแฟค (ประเทศไทยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย)  องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอสและภาคีร่วมจัดอีก  11 องค์กร จับมือจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569International Fact Checking Day 2026 Lost in information: When Disinformation becomes a global risk เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลกเพื่อรณรงค์ให้สาธารณชนตื่นตัวต่อสถานการณ์ข้อมูลลวงบิดเบือนสร้างผลกระทบต่อสังคมไทย

ในเวทีเรื่องเล่าจากพื้นที่ “ปัญญารวมหมู่ จากภูมิภาคสู่นโยบายสาธารณะ” นำเสนอผลสรุปจากเวทีดิจิทัลนักคิด 4 ภูมิภาค โดย รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวในช่วงสถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชาพบว่าสิ่งที่หายไป คือ 1.เครือข่ายการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ 2.บางทีข้อมูลที่มีไม่สามารถใช้งานได้จริง ทำให้การตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะอพยพ จะอยู่จุดไหนอย่างไร 3.บางทีก็ไม่ได้เป็นข้อมูลที่ตอบสนองได้ทันรวดเร็วในสิ่งที่เขาอยากจะรู้ตอนนี้เวลานี้ และ 4.ไม่รู้จะไว้ใจหรือฟังใครดีในสงครามครั้งนี้

Screenshot

หากไล่แก้ข่าวลวงทุกข่าวเราก็คงทำไม่ไหว จึงควรจะมีวิธีการอย่างไรในการที่จะจัดการที่เยอะแยะมากมาย เราจะสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เข้าถึงระบบความจริงได้และไว้ใจ โดยสรุปแล้วในบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาเราควรจะทำอย่างไร ใน 1 ครอบครัวเราควรจะมีสักคนไหม เราสร้างคนคนนั้นดีกว่าไหม สร้างนิสิตให้เขามีความรู้ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เป็นที่ปรึกษาย่ายายได้ ตอนนี้กำลังตรวจสอบข่าว ส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ แล้วคนที่ส่งข้อมูลก็มักเป็นปู่ย่าตายาย ส่งมาในกลุ่มไลน์ครอบครัว รศ.ดร.สุชาดา กล่าว

กมล หอมกลิ่น ผู้ประสานงานอีสานโคแฟค บอกเล่าเรื่องราวถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ในประเด็นสงครามชายแดนไทย – กัมพูชา จากผู้นำชุมชนหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดในระดับท้องถิ่น เช่น เกษตรกรและอดีตกำนันในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ใช้คำเรียกชาวกัมพูชาว่า “มัน” และบอกว่าชาวกัมพูชาเนรคุณ เชื่อถือไม่ได้ ชาวบ้านก็ไม่อยากให้เปิดด่านแม้จะดีกับการค้าขายเพราะไม่อยากถูกเอาเปรียบ

หรือกรณีของนักวิจัยในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเคยทำงานร่วมกับนักวิจัยชาวกัมพูชา ในอดีตคน 2 ฝั่งข้ามแดนไปมาหาสู่กันได้ตามปกติ แต่เมื่อเกิดปะทะตามแนวชายแดนก็ทำให้ทีมวิจัยที่เคยทำงานด้วยกันโกรธกัน ซึ่งมาจากการสร้างเรื่องของผู้นำประเทศ โดยเฉพาะการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ เช่น การเปลี่ยนชื่อสถานที่ซึ่งสร้างความสับสนให้กลับผู้คนทั้ง 2 ฝั่งจากที่เคยเรียกตรงกัน และนำไปสู่ความเกลียดชังผ่านการรับข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์

Screenshot

อีกท่านหนึ่งเป็นสื่อในชุมชน เขาบอกว่าผมไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วในช่วงนั้น แม้จะเป็นสื่อแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราเป็นสื่อชุมชนที่เห็นวิถีชีวิตคน แต่อินฟลูเอนเซอร์ (ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์และสื่อหลักส่วนมากจะเล่นในแง่อารมณ์ ฉะนั้นพอผมนำเสนอเรื่องราวความเป็นอยู่ของคนพื้นที่ชายแดนหรือแม้แต่ข้อเท็จจริงมันก็จะขัดกับความรู้สึกคน กลายเป็นเราต้องเชื่อความคิดจากคนข้างนอก และกลายเป็นที่มาของความปั่นป่วนที่คนคอยแต่จะดูข่าวความสะใจ ทำให้ชาวบ้านมองฝ่ายตรงข้ามเป็นปีศาจ กมล กล่าว

มะรูฟ เจะบือราเฮง ประธานมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (D4P) กล่าวถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึงปัญหาความรุนแรงหรือความขัดแย้ง แต่ในความเป็นจริงยังมีปัญหาภัยไซเบอร์ที่ทำให้คนในพื้นที่ถูกหลอกลวงสูญเสียเงินกันเป็นจำนวนมาก ข้อมูลที่ได้จากทางตำรวจพบว่าในช่วงปี 2565 – 2568 ประชาชนในพื้นที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพสูญเงินราว 705 ล้านบาท หรือวันละ 5 แสนบาท ในจำนวนนี้จังหวัดปัตตานี ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมากที่สุด ลักษณะการหลอกลวงส่วนใหญ่คือ สั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับ หรือจองที่พักแต่พบว่าไม่มีอยู่จริง ตลอดจนการโทรศัพท์มาข่มขู่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

Screenshot

พบว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นเหยื่อ โอนเงินอย่างรวดเร็วเพราะตกใจ รวมถึงผู้สูงอายุ คนที่มีรายได้น้อย หลายคนไม่กล้าไปแจ้งตำรวจ อาจจะด้วยหน้าที่การงาน ช่องว่างทางภาษา ช่องว่างทางวัฒนธรรมทำให้ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขมะรูฟกล่าว

ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชวนทำความเข้าใจปรากฏการณ์ “AI หลอน” คือการที่เมื่อผู้ใช้งานถามเรื่องต่างๆ กับ AI และได้รับคำตอบที่ดูเหมือนน่าเชื่อถือ  มีแหล่งอ้างอิงครบถ้วน แต่เมื่อนำไปตรวจสอบย้อนกลับพบว่าแหล่งอ้างอิงนั้นไม่มีอยู่จริง การที่ AI มีอาการหลอนเนื่องจาก AI ถูกพัฒนาให้สร้างสรรค์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามผู้ใช้งาน และเรียนรู้ว่าผู้ใช้งานเป็นคนแบบใด เช่น หากเราบอก AI ว่าเราทำงานสอนด้านการสื่อสาร หรือบอกว่าทำงานด้านไอที AI ก็จะเลือกคำตอบที่สอดคล้องกับอาชีพการงานของเราด้วย

Screenshot

ทางออกของเราที่เราจะรู้เท่าทัน AI คือปัญญารวมหมู่ รวมพลังช่วยกันตรวจสอบ ช่วยกันขับเคลื่อน เพราะจริงๆ แล้ว AI ไม่ใช่เป็นสิ่งที่อันตรายหรือมีแต่โทษ ประโยชน์ก็มีเช่นเดียวกันเพียงแต่พลังของมนุษย์ต้องช่วยกันตรวจสอบ   รวมถึงการที่มีคนใช้ AI ในการสร้างข่าวลวง เราต้องมีคำถามว่า ‘เอ๊ะ’ ภาพนี้จริงไหมคลิปวิดีโอนี้จริงไหมข้อมูลเหล่านี้จริงไหมซึ่งย้ำอีกครั้งว่าการที่คนแชร์เยอะๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความจริงเสมอไป ผศ.ดร.ณภัทร กล่าว 

นอกจากนี้ก่อนปิดงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก  มีการนำเสนอผลงานสำคัญที่ผ่านมาและก้าวต่อไปของภาคีที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลในสื่อต่างๆ โดย กนกพร ประสิทธิผล ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัล ไทยพีบีเอสกล่าวว่า นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 – มี.ค. 2569 ตรวจสอบข่าวทั้งสิ้น 421 ข่าว เนื้อหาที่มีผลกระทบสูงคือเรื่องสังคมและสุขภาพ แต่ในรอบปี 2568 ที่ผ่านมามีทั้งเรื่องการเลือกตั้ง สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และล่าสุดคือสงครามตะวันออกกลาง ทำให้เรื่องการเมืองและเหตุการณ์รอบโลกเพิ่มสูงขึ้นมา 

สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ตรวจพบ 61 เรื่อง เป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวลวง 49 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 9 เรื่อง และในจำนวนนี้พบเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI 6 เรื่อง ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ พบข่าวลวง 9 เรื่อง ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 5 เรื่อง และครั้งนี้เริ่มเห็นเนื้อหาประเภท AI Slop คือภาพหรือคลิปวิดีโอที่สร้างด้วย AI ที่วัตถุประสงค์อาจทำเพื่อความสนุกสนาน เช่น ภาพสัตว์ช่วยเหลือกันเพื่อหนีน้ำท่วม จากภาพสุนัขคาบแมว กลายเป็นภาพฮิปโปคาบแมวและอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับข่าวช่วงการเลือกตั้ง 2569 พบ 33 ข่าว เป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวลวง 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 14 เรื่อง นอกจากนั้น Thai PBS Verify ยังเพิ่มเรื่องการติดตามตรวจสอบนโยบาย (Policy Tracking) เช่น ทำได้หรือไม่ เคยพูดแบบนี้จริงหรือไม่ พูดเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะข่าวเลือกตั้งไม่มีถูก – ผิด ขาว – ดำ ไม่ใช่จริงเสมอไปและไม่ใช่เท็จ 100% และล่าสุดสถานการณ์ตะวันออกกลาง เริ่มพบการตัดต่อรวมคลิปวิดีโอคนละเหตุการณ์ทั้งที่จริงและไม่จริง และการใช้ภาพจากวิดีโอเกมมาอ้างว่าเป็นเหตุการณ์สู้รบ

Screenshot

จากการตรวจสอบข่าวที่ผ่านมาพบ 5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ 1.จงพึงระวังว่าเทคโนโลยีและ AI จะเป็นตัวเร่งให้เกิดข่าวปลอมมากขึ้นเรื่อยๆ 2.ข่าวปลอมกระจายเร็วแต่ข่าวจริงกว่าจะตามแก้จะช้า และคนมักเห็นข่าวปลอมในปริมาณที่เยอะกว่าข่าวที่แก้ 3.สื่ออาจตกเป็นเหยื่อได้เหมือนกันหลายๆ ครั้งจะเห็นสื่อไม่ได้ตรวจสอบ นำข้อมูลลวงมาเผยแพร่ 4.เมื่อใดที่มีวิกฤติ มีความละเอียดอ่อน – อ่อนไหว เป็นตัวเร่งอย่างดีที่ทำให้ข่าวปลอมเพิ่มปริมาณ และ 5.องค์กรไหนที่มีหน้าที่ตรวจสอบข่าว ต้องอย่าผิดเสียเองเพราะจะขาดความน่าเชื่อถือ ” กนกพร กล่าว

พีรพล อนุตรโสตถ์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท กล่าวถึง 3 กลุ่มข่าวลวงที่เป็นสัญญาณว่ากำลังจะเจอในอนาคต 1.ข่าวลวงที่ไม่ใช่ข่าวลวง ทุกข้อความที่เห็นเป็นจริงทุกตัวอักษรแต่สร้างความเข้าใจผิด เช่น หลายปีก่อนเคยมีข่าวว่าไลน์จะเก็บเงิน ซึ่งก็เก็บจริงแต่เป็นอีกบริการหนึ่งของไลน์ ไม่ใช่ส่วนของการส่งข้อความสนทนาที่หลายคนใช้กัน 2.ข่าวลวงจากการเชื่อใน AI พบว่าเมื่อเราค้นหาข้อมูลผ่าน Google จะพบว่าเนื้อหาด้านบนสุดเป็นสิ่งที่ AI สร้างขึ้นมา หากเราเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นเหมือนกับผลการค้นหาผ่าน Google ในอดีต (ที่ขึ้นมาเป็นชื่อเว็บไซต์โดยยังไม่มีเนื้อหาจาก AI) นั่นเป็นความเข้าใจผิด กับกรณีที่เกิดจากผู้ผลิตเนื้อหาเขียนคำสั่งให้ AI สร้างเนื้อหาขึ้นมาแล้วนำมาเผยแพร่ กลุ่มที่ 3 เรียกว่าSourcehacking คือคนที่เป็นแหล่งข่าวถูกหลอกเและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ต่อทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ คนที่ทำ Sourcehacking เป็นการสร้างข้อมูลอะไรบางอย่างให้ได้รับการพูดถึงมากๆ (Mass) จนมีสื่อใหญ่นำไปขยายผลต่อเอง ดังนั้นสื่อใหญ่ก็จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกหลอก

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง อุปนายกด้านมาตรฐานวิชาชีพ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP)เล่าว่า SONP  ทำงานร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในโครงการ “Stop Fake Spread Fact” ได้โจทย์มาให้ตรวจสอบข่าว 120 ชิ้น ทำไปแล้วร้อยละ 33 ทั้งในเนื้อหาและคลิปวิดีโอ เช่น ข่าวหลุมยุบบริเวณถนนหน้า รพ.วชิรพยาบาล มีการใช้ภาพ AI ปลอมให้เหมือนมีคนมุงดูถึงขอบหลุม หรือคลิปวิดีโอคนแบกช้าง ซึ่งในความเป็นจริงร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทำแบบนั้นได้  ข่าวใช้กิ๊ปติดผมหนีบคิ้วรักษาไมเกรน ข่าวค่ายรถไฟฟ้าเทสลาไม่ลงทุนในไทยเพราะมีปัญหาคอร์รัปชั่นสูง ข่าวตำรวจตั้งด่านตรวจสำเนาทะเบียนรถ ใครไม่มีเจอปรับ 2,000 บาท ภายใต้โครงการ Stop Fake Spread Fact มียอดการมองเห็นมากกว่า 1.8 ล้านครั้งแล้ว ซึ่งมาจากเครือข่าย 54 สำนักข่าวที่เป็นสมาชิก อีกทั้งยังมีเนื้อหาการตรวจสอบที่หลากหลายไม่ว่าการเมือง นโยบายรัฐ สุขภาพ ไปจนถึงบันเทิง

ในการทำงานมีการอบรมห้องข่าว AI (Newsroom) เพื่อให้เรียนรู้กระบวนการ AI ทั้งระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ   ตั้งแต่ประโยชน์ โทษและสิ่งที่ต้องระวัง จนได้มาซึ่งจริยธรรม AI ในการนำเสนอข่าวแล้วเพื่อใช้กับสมาชิก มีการประกวดตรวจสอบข่าวเป็นครั้งแรกในการประกวดข่าวดิจิทัลเมื่อปีที่แล้ว ได้รับการสนับสนุนจากโคแฟค เป็นปีแรกในการให้รางวัลนักข่าวในการตรวจสอบข่าวลวงเพื่อเชิดชูและให้กำลังใจกัน มีการอบรมข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ เอาหัวข้อการตรวจสอบข้อมูลเข้าไปอบรมการทำข่าว – การเรียนรู้ของนักศึกษาทั่วประเทศ หวังว่าเมื่อได้ความรู้แล้วจะนำกลับไปสอนเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยและต่อยอดในระดับเยาวชน จีรพงษ์ กล่าว

ณัฐกร ปลอดดี AFP ประเทศไทย กล่าวถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI หากย้อนเวลาไป 1 – 2 ปี คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ได้มากน้อยเพียงใด แต่ปีที่ผ่านมา AFP ค่อนข้างมั่นใจในวิธีการรับมือเนื้อหาที่ผลิตจาก AI ก็คือใช้หลักคิดของ AFP หรือใช้เครื่องมือเป็นตัวเสริม และหลักการที่ยังคงใช้ได้อยู่คือพยายามหาหลักฐาน 2 ชิ้นขึ้นไปในการตรวจสอบ

ในปีที่ผ่านมา AFP ผลิตรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงไป 6,800 กว่าชิ้นจากทั่วโลก ในจำนวนนี้มีเนื้อหาที่เป็น AI เกี่ยวข้องด้วยประมาณ 11% ก็ประมาณ 600 – 700 เรื่อง ฉะนั้นถือว่าเยอะมากๆ แล้วก็ยังคงเพิ่มต่อไปเพราะ AI เป็นเครื่องมือที่ทำให้ใครก็ตามสามารถสร้างเป็นภาพเป็นคลิปได้ไม่ยากนัก ณัฐกร กล่าว

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค กล่าวถึงเหตุการณ์ตลอดปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ทั้งแผ่นดินไหว สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา น้ำท่วมภาคใต้ จนถึงปัจจุบันคือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 ทีมโคแฟคตรวจสอบข้อมูลทั้งสิ้น 283 ชิ้น อันดับ 1 คือสถานการณ์ไทย – กัมพูชา 84 ชิ้น รองลงมาคือการเมือง 48 ชิ้น อันดับ 3 สุขภาพ 39 ชิ้น หรืออย่างสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุดทำไปแล้ว 28 ชิ้น มียอดการเข้าชมผ่านเว็บไซต์ cofact.org จำนวน 104,255 ครั้ง ชิ้นงานที่มียอดการเข้าชมมากที่สุดคือการตรวจสอบประวัติการศึกษาของไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (เผยแพร่ 12 ก.ย. 2568) ซึ่งถูกตั้งคำถามในเวลานั้น โดยการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ได้มีแต่การจับเท็จเท่านั้น แต่อะไรที่คลุมเครือไม่ชัดเจนก็ต้องทำหน้าที่ในส่วนนี้ด้วย

ส่วนยอดการแชร์ผ่านเพจเฟซบุ๊กของโคแฟคจะอยู่ที่ 5,744 ครั้ง ถือว่ามากพอสมควรเมื่อเทียบกับองค์กรตรวจสอบสื่อขนาดเล็กอย่างโคแฟค โดยชิ้นงานที่มีการแชร์มากที่สุดคือคลิปสั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนมือไพล่หลังและไม่ร้องเพลงชาติ มีการแชร์ 732 ครั้ง ชิ้นนี้ตรวจสอบด้วยการชมคลิปเต็มในเวทีดีเบตตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งในช่วงที่มีการเคารพธงชาติจะเห็นว่าณัฐพงษ์ขยับปากร้องไปด้วย ส่วนการยืนมือไพล่หลัง เมื่อดูระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีพบระบุเพียงให้ยืนในอาการสำรวม ในส่วนนี้สามารถถกเถียงกันได้ว่าเหมาะสมหรือไม่

สุดท้ายคือ ความจริงอันเจ็บปวดที่พบจากการทำงาน คือ 1.เนื้อหาตรวจสอบแล้วว่าเท็จแต่ยังถูกอยู่ในระบบ เมื่อย้อนกลับไปดูโพสต์ที่เคยหยิบมาตรวจสอบ พบว่ายังอยู่ถึง 171 โพสต์ และถูกลบไปเพียง 46 โพสต์ 2.สื่อมวลชนมีส่วนในการเผยแพร่เนื้อหาเท็จ ทั้งที่สื่อมวลชนควรคัดกรองความเท็จและนำเสนอแต่ความจริงให้ประชาชนรับทราบเท่านั้น ไม่ใช่หยิบเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่โดยบุคคลนิรนามมาเผยแพร่ต่อเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชัง และ 3.คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ ไม่เห็นความจำเป็นและประโยชน์ของงานตรวจสอบข้อเท็จจริง 

Screenshot

หลายครั้งที่เราโพสต์รายงานการตรวจสอบในแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องไทย – กัมพูชา จะมีความเห็น ‘ไม่จริงแล้วไง..มันสะใจดี..ปั่นประสาทเขมรดี’ หรือ ‘ดูก็รู้มันปลอมอยู่แล้ว..ปล่อยผ่านไม่ได้หรือ?..เขาล้อเล่นกันขำๆ’ หรือล่าสุดทีมงานของเราตรวจสอบคลิปวิดีโอไฟไหม้ร้านอาหารที่ดูไบ  พบว่าเป็นเท็จเพราะเป็นเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล พบว่ามีคนมาคอมเมนต์ว่า ‘ต้องว่างมากเลยนะถึงมานั่งเช็คอะไรพวกนี้’ แม้ในความจริงเราจะเจอกับความจริงที่น่าเจ็บปวดแค่ไหน ทีมงานโคแฟคยังจะทำหน้าที่ของเราต่อไปอย่างดีที่สุด กุลธิดากล่าว