ทำความเข้าใจ‘เพจสายปั่น’ เส้นแบ่งระหว่าง‘เสียดสีกระตุกสังคม’กับข้อควรระวัง‘ข่าวปลอม’

By : Zhang Taehun 

นอกจากปัจจัย 4 ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพแล้ว ข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราบริโภคในแต่ละวัน จากยุคสมัยของสื่อดั้งเดิมอย่างสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ มาสู่ปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัลซึ่งผู้คนรับข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งการที่สื่อใหม่มีต้นทุนการผลิตเนื้อหาที่ต่ำกว่าสื่อดั้งเดิม จึงเปิดพื้นที่ให้เกิดสำนักข่าวใหม่ๆ มากขึ้น ตั้งแต่สำนักข่าวที่มุ่งนำเสนอเนื้อหาบางประเด็นแบบเจาะลึก ไปจนถึงสำนักข่าวเสียดสี (Satirical News Agency)” ที่แม้จะมีรูปแบบเหมือนสำนักข่าวปกติทั่วไป แต่เนื้อหาเป็นการนำเสนอข่าวที่ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยเจตนาสร้างความตลกขบขัน หรือนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากข่าวจริง

ตัวอย่างในประเทศไทยที่หลายคนน่าจะเคยผ่านตา เช่น “ข่าวปด” ซึ่งตั้งชื่อล้อเลียน นสพ.ข่าวสด ในอดีตเคยมีเพจเฟซบุ๊กและเคยปรากฏเป็นข่าวถูกฟ้องในปี 2562 และมีรายงานว่าเพจหายไปจากสารบบของเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเพจดังกล่าวได้กลับมาเปิดใหม่ในชื่อ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” โดยหากดูในส่วนของช่องทางแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น บัญชี X “ข่าวปด-Khaopod” และช่องยูทูบ “ข่าวปด TV” จะยังพอเห็นร่องรอยของเพจข่าวปดเดิมได้อยู่ หรือเพจ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์” ที่ทั้งชื่อและโลโก้เพจล้อเลียนเพจทางการของนสพ.ไทยรัฐ เป็นต้น

ภาพที่ 1 : ตัวอย่างเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนที่อ้างอิงจากข่าวจริง
(ซ้าย) โพสต์จากเพจ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” วันที่ 15 ก.พ. 2569 กล่าวถึง “เดอะดีพ” ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่จากซีรีส์ “The Boys” ประกาศช่วยปลดแอก “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระในสวนสัตว์เขาเขียว ประเทศไทย ล้อเลียนข่าว ‘ทราย สก็อต’ อินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษ์ธรรมชาติ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่ของหมูเด้ง 
(ขวา) โพสต์จากเพจ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์”วันที่ 19 ก.พ. 2569 เป็นภาพเค้กรูปประเทศไทยถูกตัดแบ่งพร้อมข้อความ “ลงตัวแล้ว เทศกาลแบ่งเค้กประเทศไทย” โดยอ้างอิงจากช่วงเวลาเดียวกันที่มีข่าวพรรคการเมืองหลายพรรคตบเท้าเข้าพบกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นว่าที่แกนนำรัฐบาล เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ

– ข่าวเสียดสีล้อเลียน (Satirical or Parody News) คืออะไร? เว็บไซต์วารสารวิชาการอย่าง Sage อ้างอิงคำอธิบายของ คริสโตเฟอร์ เอช. สเตอร์ลิง (Christopher H. Sterling) นักประวัติศาสตร์สื่อมวลชนชาวอเมริกัน ในหัวข้อ Satire of News ว่า การเสียดสี (Satire) เป็นรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้ความขบขันในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหรือกิจกรรมต่างๆ และข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือความผิดพลาดที่รับรู้ได้ 

ในวรรณกรรมเสียดสี ความขบขันถูกนำมาใช้เพื่อเน้นย้ำความคิดเห็นหรือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง บ่อยครั้งที่นักเขียนเสียดสีใช้ไหวพริบในการวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีสิ่งที่ไม่เห็นด้วย การล้อเลียน (Parody) การล้อหลอก (Spoof) การประชดประชัน (Sarcasm) การกล่าวเกินจริง (Exaggeration) และการเปรียบเทียบ(Analogy) เป็นเครื่องมือทางวรรณกรรมที่สำคัญของวรรณกรรมแนวเสียดสี ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์ขันให้กับวรรณกรรมประเภทนี้

ในวงการสื่อสารมวลชน การเสียดสีมักล้อเลียนข่าว หรือใช้การล้อเลียนในรูปแบบข่าวทั่วไป แม้ว่าข่าวเสียดสีจะมีลักษณะตลกขบขัน โดยใช้มุกตลกหน้าตายเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า ข่าวปลอม (Fake News’ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ และกระแสต่างๆ ในชีวิตจริง โดยมักมีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้ ข่าวเสียดสีจึงมักมีอคติ (Bias)

เป้าหมายนี้ยังเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างข่าวเสียดสี (Satire) และข่าวล้อเลียน(Parody) ในขณะที่ข่าวล้อเลียนใช้ความตลกเพื่อความตลกโดยแท้ ข่าวเสียดสีใช้ความตลกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการวิพากษ์วิจารณ์สังคม และ/หรือส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง การเมืองและเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นหัวข้อที่พบได้ทั่วไปในข่าวเสียดสี แม้ว่าประเภทของข่าวเสียดสีจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นั้นก็ตาม

– ข่าวเสียดสีล้อเลียนต่างจากข่าวปลอมอย่างไร? : แม้เนื้อหาของข่าวเสียดสีจะมีลักษณะเหมือนกับข่าวปลอม แต่ก็มีจุดที่ต่างกันอยู่ อาทิ อารอน แฮ็กกีย์-แม็คเคย์ (Aaron Hagey-Mackay) นักเขียนและบรรณาธิการของ The Beaverton สำนักข่าวแนวเสียดสีล้อเลียนในแคนาดา อธิบายไว้ในบทความ Satire vs. Fake News บนเว็บไซต์ University of Toronto Magazine ว่า อยู่ที่ แรงจูงใจที่อยู่บื้องหลัง (Underlying Motive)

กล่าวคือ ในขณะที่ข่าวเสียดสีใช้เรื่องแต่งหรืออารมณ์ขันเพื่อชี้ให้เห็นถึงความจริงทางสังคมหรือการเมืองที่ใหญ่กว่า ซึ่งกระบวนการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้รับสารเข้าใจว่านั่นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่ข่าวปลอมทำงานด้วยกระบวนการรายงานข่าวที่ดูเหมือนน่าเชื่อถือเพื่อโน้มน้าวให้ผู้รับสารเชื่อในข้อมูลเท็จ ซึ่งโดยทั่วไปจะมุ่งประสงค์ต่อผลด้านการเมืองหรือการเงิน และข่าวปลอมจะทำงานได้ผลก็ต่อเมื่อผู้รับสารไม่รู้ว่านั่นคือเรื่องหลอกลวง 

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนก็เหมือนกับดาบสองคม จากความเชื่อเดิมของตนเองที่ว่านักผลิตเนื้อหาแนวนี้มักใช้ความตลกขบขันเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ จนกระทั่งพบว่าบทความจาก Beaverton เรื่องผู้บริหารดิสนีย์ยินดีประกาศการเข้าซื้อกิจการเว็บไซต์ภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่อย่าง Pornhub ถูกแชร์ไปโดยสมาชิกกลุ่ม QAnon ซึ่งเป็นกลุ่มเผยแพร่เนื้อหาทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา (right – wing) ในลํกษณะนำไปอ้างว่าชนชั้นนำที่วิปริตกำลังปกครองโลก จึงเป็นบทเรียนว่าเนื้อหาเสียดสีก็เหมือนกับข่าวปลอม เพราะสามารถถูกนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อได้ทั้งด้านดีและร้าย

– จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่สามารถแยกแยะระหว่างเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับข่าวปลอมได้ : บทความ “How to Identify Satire and Fake News” ที่เผยแพร่บนฐานข้อมูล LEAP Online ของ University of Greater Manchester (ก่อนหน้านี้คือ University ofBolton) ในอังกฤษ ชี้ว่า เนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับข่าวปลอมนั้นเหมือนกันตรงที่ความเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องไม่จริง (Fictional or Untrue) แต่จุดที่ทำให้เนื้อหา 2 ประเภทนี้แตกต่างกันคือเจตนาและผลกระทบ (Intention and Impact)” ซึ่งหากไม่สามารถแยกแยะได้ จะส่งผลกระทบดังนี้ 

1.หลงเชื่อเรื่องหลอกลวง (Believing lies) หากปราศจากมุมมองเชิงวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ผู้รับสารก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลเท็จได้ 2.เป็นผู้ร่วมแพร่กระจายข้อมูลผิดๆ (Spreading misinformation)การแชร์เรื่องราวที่ไม่เป็นความจริงซ้ำๆ ย่อมเท่ากับเป็นการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ 3.มีส่วนร่วมในการทำลายชื่อเสียงของผู้ถูกพาดพิง (Tarnishing Reputations) จากการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับบุคคลหรือองค์กร 

4.สร้างความแตกแยกในสังคม (Sowing discord) เมื่อข่าวปลอมถูกแพร่กระจายย่อมสร้างบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจกันและทำให้ยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะแยกแยะข้อมูลจริงกับเรื่องหลอกลวง และ 5.ปลุกปั่นจนนำไปสู่ความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรง (Inspiring hate and violence) ข่าวปลอมสามารถกระตุ้นให้ผู้คนออกมาใช้ความรุนแรง ก่อการทำลายล้าง หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นพฤติกรรมอันตรายได้ 

– แล้วจะแยกแยะเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับเนื้อหาที่ตั้งใจสร้างข่าวปลอมได้อย่างไร? : ในบทความ “How to Identify Satire and Fake News” ให้หลัก “7 คำถาม ไว้ดังนี้ 1.โทนของเนื้อหาเป็นอย่างไร?(What is the tone?) ทัศนคติหรือความรู้สึกโดยรวมของชิ้นงาน เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาว่าเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องจริง เนื้อหาเสียดสี หรือข่าวปลอม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะระบุได้อย่างชัดเจน เรื่องเสียดสีมีน้ำเสียงหลากหลาย ตั้งแต่ไม่เคารพ ไม่จริงใจ หรือประชดประชัน ไปจนถึงไม่เหมาะสมทางการเมืองหรือเกือบจะเข้าข่ายดูหมิ่น

อย่างไรก็ตาม เรื่องเสียดสีมักใช้โทนที่แห้งแล้งหรือเป็นกลาง เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการลดทอนความไร้สาระหรือความไม่สมเหตุสมผล ในขณะที่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าข่าวปลอมกระทำในทางกลับกัน นั่นคือมักมีโทนไปในทางที่สื่ออารมณ์โกรธเคือง เย่อหยิ่ง หรือไม่พอใจ” 

2.มุ่งเป้าไปที่ความไม่จริงใจหรือไม่? (Does it point out hypocrisy?) ผู้รับสารมักจะสามารถระบุได้ว่าสิ่งใดเป็นเสียดสี โดยพิจารณาจากประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม หรือการเมือง การเสียดสีมุ่งเป้าไปที่บุคคลและสถาบันที่มีอำนาจ และเป้าหมายหลักคือการเปิดเผยความไม่จริงใจและความอยุติธรรม (hypocrisy and injustice) แม้เนื้อหาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะระบุว่าสิ่งใดเป็นเสียดสี แต่ถึงกระนั้นการเสียดสีก็เผยให้เห็นถึงระบบที่ผู้มีอำนาจเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่าและใช้อิทธิพลอย่างไม่เป็นธรรมอย่างไร

3.เนื้อหาดุเกินจริงหรือดูบ้าบิ่นเกินไปหรือไม่? (Is it exaggerated or audacious?) การกล่าวเกินจริงหมายถึงการนำบุคคลหรือสถานการณ์จริงไปสู่จุดสุดขั้วเพื่อเน้นความไร้สาระหรือความน่าขัน ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การล้อเลียนด้วยภาพ (Caricature) เป็นการสื่อความเกินจริงด้วยลักษณะทางกายภาพของบุคคลหรือสิ่งของ , การล้อเลียนด้วยเรื่องราว (Burlesque) เป็นการสื่อความเกินจริงในรูปแบบวรรณกรรมหรือบทละครด้วยจุดประสงค์เย้ยหยันล้อเลียน , การกล่าวเกินจริงหรือน้อยกว่าความเป็นจริง (Overstating or Understating)เป็นการเพิ่มหรือลดคุณค่าหรือความสำคัญของบางสิ่งบางอย่างผ่านการบรรยาย เป็นต้น 

4.บริบทบ่งชี้อะไรบ้าง? (What are the contextual clues?) บริบทเป็นกุญแจสำคัญในการระบุเนื้อหาเสียดสี โดยอาจพิจารณาและตั้งคำถามเหล่านี้ เช่น เว็บไซต์หรือนักเขียนที่กำลังอ่านผลงานอยู่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เผยแพร่เนื้อหาเชิงเสียดสีล้อเลียนหรือไม่? , เนื้อหามีอคติหรือมีวาระทางการเมืองหรือไม่? , บัญชีชื่อผู้เขียนหรือผู้เผยแพร่ได้รับการรับรอง (Verified) หรือไม่? , มีการอ้างอิงแหล่งที่มาหรือไม่? , ลักษณะของเว็บไซต์มีความเป็นมืออาชีพหรือไม่? เป็นต้น 

เว็บไซต์ข่าวเสียดสีหลายแห่งจะมีข้อความแจ้งเตือนว่า เนื้อหาเป็นเพียงเรื่องเสียดสีเท่านั้น หากยังไม่แน่ใจให้ค้นคว้าแหล่งที่มาทางออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลหรือข้อกล่าวอ้างในบทความเพื่อยืนยันความถูกต้องก่อนดำเนินการใดๆ และพิจารณาดาวน์โหลดส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อแจ้งเตือนแหล่งข่าวปลอม

ภาพที่ 2 : หน้าเพจเฟซบุ๊กของ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์” (ซ้าย) และ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” (ขวา) จะเห็นการใช้ถ้อยคำที่อธิบายอย่างชัดเจนว่าเป็นเพจล้อเลียนเสียดสีเนื้อหาจากข่าวสารต่างๆ

5.มีเจตนาสร้างความตลกขบขันใช่หรือไม่? (Is it attempting humour?) เนื้อหาเสียดสีอาศัยความขบขันเพื่อสื่อสารประเด็น และความขบขันก็มีหลายรูปแบบซึ่งทับซ้อนกับองค์ประกอบอื่นๆ เช่น การประชดประชัน การสังเกตที่เฉียบแหลมหรือเสียดสี การกล่าวเกินจริง ความไร้สาระ และการพูดน้อยเกินไป อนึ่ง สำหรับการพูดน้อยเกินไปนั้นเป็นกลวิธีเล่าเรื่องแบบไม่ได้ทำให้ตลกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความขบขันจะมาจากการลดทอนความสำคัญของสถานการณ์

6.มีอะไรที่คาดไม่ถึงหรือไม่? (Does it do something unexpected?) การเล่าเรื่องด้วยการเสียดสีมีกลวิธีที่อาจสร้างความประหลาดใจกับผู้รับสาร เช่น ความไม่สอดคล้องกัน (Incongruity) นำสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลหรือคาดไม่ถึงเข้ามาในบริบทปกติ , การกลับลำดับ (Reversal) หมายถึงการสลับลำดับตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ตัวอย่างเช่น ภาพของวัวที่แต่งตัวเป็นชาวนาในขณะที่ชาวนากำลังกินหญ้าอยู่ในทุ่ง , 

การสื่อด้วยสิ่งที่ไม่เข้ากับยุคสมัย (Anachronism) เกิดขึ้นเมื่อผู้แต่งย้ายบุคคลหรือสิ่งของไปอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาที่มักจะมีตัวละครที่สวมเสื้อผ้าหรืออ้างอิงถึงสิ่งต่างๆ ที่ล้าสมัยเพื่อสร้างความตลกขบขัน , การใช้คำผิดความหมาย (Malapropism) คือการใช้คำหรือการออกเสียงคำผิดเพื่อเพิ่มอารมณ์ขันให้กับสถานการณ์ , การจับคู่สองสิ่งที่แตกต่างหรือขัดแย้งกัน(Juxtaposition) คือการนำสิ่งสองสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันมาวางไว้ด้วยกันในลักษณะที่เผยให้เห็นความจริงที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น

7.มีการเล่าเรื่องแบบ ย้อนแย้ง’ หรือไม่? (Does it use irony?) คำว่าย้อนแย้งนั้นยากที่จะให้นิยาม แต่โดยทั่วไปแล้วมักหมายถึงสิ่งที่พูดหรือทำกลับกลายเป็นตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ ตัวอย่างการเล่าเรื่องแบบย้อนแย้ง เช่น การพูด (Verbal) ว่าตนเองชอบการถูกเรียกไปทำงานในวันหยุด (ซึ่งความหมายจริงๆ เป็นตรงกันข้าม) , การเสียดสีแบบบทละคร (Dramatic) เล่าเรื่องด้วยการจำลองสถานการณ์ที่ตัวละครไม่รู้แต่ผู้ชมรู้ อย่างการทำให้เห็นชัดเจนว่าตัวละครตัวหนึ่งกำลังวางแผนหักหลังอีกตัวละครหนึ่ง , 

การเสียดสีเชิงสถานการณ์ (Situational) สิ่งที่เกิดขึ้นขัดกับสิ่งที่ถูกคาดหวังว่าควรจะเป็น ทำนองเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สถานีดับเพลิง (เพราะสถานีดับเพลิงถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่เตรียมพร้อมในการออกไประงับเหตุเพลิงไหม้ในสถานที่อื่นๆ) , การเสียดสีแบบแกล้งโง่ (Socratic) เล่าเรื่องด้วยการให้ตัวละครหนึ่งแกล้งทำเป็นไม่รู้เพื่อเพื่อเปิดเผยข้อบกพร่องในความคิดของผู้อื่น คล้ายกับการที่ตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยการแกล้งถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

การแชร์ข่าวปลอมหรือบทความแนวเสียดสีล้อเลียนราวกับว่าเป็นเรื่องจริง อาจทำให้เราดูโง่และทำให้คนอื่นหมดความเคารพนับถือในตัวเรา และหากเป็นกรณีของข่าวปลอมก็ยังสามารถแพร่กระจายคำโกหกและการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งนำไปสู่ผลที่ร้ายแรงกว่าได้ พึงจำไว้ว่าการเสียดสีเป็นวิธีการหนึ่งในการพูดความจริงต่อผู้มีอำนาจ ในขณะที่ข่าวปลอมมีจุดประสงค์ที่เลวร้ายกว่า คือการหลอกลวงผู้คนให้เชื่อคำโกหกเพื่อผลักดันวาระของตนเอง เมื่อใดที่ผู้รับสารเรียนรู้ที่จะแยกแยะความแตกต่าง เมื่อนั้นก็จะลดอำนาจของคำโกหกในการส่งผลกระทบเชิงลบต่อโลกได้ บทคสามของ University of Greater Manchester ฝากข้อคิดทิ้งท้าย!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.banmuang.co.th/news/region/173918 (ทนายดังประธาน บ.พระเกศฟิล์ม เข้าแจ้งความเอาผิด “เพจข่าวปด” : 18 ธ.ค. 2562)

https://web.facebook.com/khaopodrises/?_rdc=1&_rdr# (กองบัญชาการข่าวปด Rises)

https://www.youtube.com/@khaopodtv/videos (ข่าวปด TV)

https://x.com/khaopoddddd (ข่าวปด-Khaopod)

https://pantip.com/topic/41954502 (เพจข่าวปดเดิม หายไปไหน? : Pantip.com 7 เม.ย. 2566)

https://web.facebook.com/Thailedonline (Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์)

https://www.thairath.co.th/news/society/2914602 (สรุปให้ ดราม่า “ทราย สก๊อต” โพสต์เศร้าถึงที่อยู่หมูเด้ง ทีมพี่เลี้ยง-สวนสัตว์ รีบชี้แจง : ไทยรัฐ 16 ก.พ. 2569)

https://www.prachachat.net/politics/news-1966513 (ข้ามชอตคดีเลือกตั้ง ‘อนุทิน 2’ แบ่งโควตารัฐมนตรี  : ประชาชาติธุรกิจ 18 ก.พ. 2569)

https://sk.sagepub.com/ency/edvol/journalism/chpt/satire-news (Satire of News : Sage)

https://magazine.utoronto.ca/people/alumni-donors/satire-vs-fake-news-aaron-hagey-mackay/ (Satire vs. Fake News : University of Toronto Magazine , 1 เม.ย. 2563)

https://leaponline.greatermanchester.ac.uk/Documents/LEAP-Printables/Critical-Thinking/How-to-Identify-Satire-and-Fake-News.pdf (How to Identify Satire and Fake News : University of Greater Manchester)

โฆษกภูมิใจไทย-กรมการปกครองยืนยัน ยังไม่มีนโยบายแก้ไขวาระกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านเหลือ 4 ปี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลอนุทินกำหนดวาระเร่งด่วน กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** กรมการปกครองและโฆษกพรรคภูมิใจระบุว่ายังไม่มีนโยบายเสนอแก้ไขวาระการดํารงตําแหน่งของกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านให้เหลือ 4 ปี จากเดิมดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุ 60 ปี 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ระหว่างวันที่ 22-24 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊กหลายเพจเผยแพร่ข้อมูลว่ารัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีนโยบายเร่งด่วนเรื่องจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านให้เหลือ 4 ปี จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุ 60 ปี โดยแต่ละเพจใช้ข้อความแตกต่างกันไป เช่น 

▪️ เพจ “คุณพ่อเล่าข่าว” โพสต์ว่า “โยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จ่อกำหนดวาระกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนที่กำลังมีการพิจารณาเพื่อปฏิรูปการทำงานในระดับชุมชน”

▪️เพจ “ใหญ่ เมืองย่า” โพสต์ว่า “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ ตัดสินใจชักดาบอาญาสิทธิ์ สั่งรื้อโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นครั้งมโหฬาร ชูวาระเร่งด่วน: กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านต้องมีวาระดำรงตำแหน่งไม่เกิน 4 ปี ปิดตำนานนั่งยาวจนรากงอกถึงอายุ 60 ปี โพสต์นี้มียอดแชร์มากกว่า 3,300 ครั้ง เพจ “The Police Magazine Thailand” โพสต์ข้อความเดียวกันนี้ โดยมียอดแชร์เกือบ 200 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 25 ก.พ. แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ยืนยันกับโคแฟคว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและทางพรรค ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ “ยังไม่มีนโยบายในเรื่องนี้”  

ขณะที่สำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม”

“ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ยังไม่มีนโยบายในการเสนอแก้ไขปรับปรุงวาระการดํารงตําแหน่งของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน” สำนักบริหารการปกครองท้องที่ระบุ

สำนักบริหารการปกครองท้องที่ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านว่า แต่เดิมการดํารงตําแหน่งของกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านมีวาระคราวละ 5 ปี แต่พบว่าการจำกัดวาระทำให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านไม่กล้าใช้อำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน เนื่องจากกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวจะกระทบต่อคะแนนเสียงของประชาชนที่จะมาลงคะแนนให้แก่ตนในวาระถัดไป

ในปี 2551 กรมการปกครองจึงได้แก้ไข พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) โดยกำหนดให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตําแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ดูเพิ่มเติม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ฉบับแก้ไขล่าสุด

ศธ. ประกาศให้ รร. รับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนจริง แต่ภาพเด็กกัมพูชาเดินมาเรียนในไทยเป็นคลิปเก่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเด็กชาวกัมพูชาเดินทางข้ามจุดผ่านแดนเข้ามาเรียนในไทย หลังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทยจริง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569 แต่คลิปวิดิโอประกอบเป็นคลิปเก่าตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Kittachot Kuchai” โพสต์คลิปวิดีโอเด็กนักเรียนเดินข้ามจุดผ่านแดน มีข้อความฝังในคลิปว่า “นักเรียนกัมพูชาเดินแถวเข้ามาเรียนในไทย” และมีข้อความบรรยายว่า “ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศ ให้รับเด็กต่างด้าวเข้าเรียนในประเทศไทยได้ #โรงเรียน #เด็กต่างด้าว #ทุนเรียนฟรี” โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 25 ก.พ. มียอดการรับชมกว่า 140,000 ครั้ง และแชร์กว่า 400 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: 

1) ประกาศ ศธ. เรื่องการรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทย

ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จริง ลงนามโดยนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569

ทั้งนี้ ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยมาเป็นระยะตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อปี 2548 กำหนดให้ ศธ. ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เพื่อเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยในประเทศสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่การศึกษา สอดคล้องกับการเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก และเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นมีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ที่ดีต่อประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติในระยะยาว

สำหรับประกาศ ศธ. ฉบับล่าสุดลงวันที่ 3 ธ.ค. 2568 นี้เป็นการปรับปรุงเนื้อหาจากประกาศฉบับเดิมลงวันที่ 31 ต.ค. 2562 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีสาระสำคัญดังนี้

▪️กำหนดนิยาม “บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร” หมายถึง บุคคลที่ไม่มีรายการในระบบทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของประเทศไทย และ “บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย” หมายถึง บุคคลต่างด้าวและไม่มีสัญชาติไทย 

▪️ กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา เช่น การกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน (ระบบ G Code) และประสานผู้ปกครองของเด็กเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อแจ้งขอจัดทำเอกสารทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เป็นต้น

2) คลิปวิดีโอเด็กกัมพูชาเดินเข้ามาเรียนในไทย

คลิปวิดีโอที่นำมาประกอบโพสต์ดังกล่าว เป็นคลิปที่เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 ทางบัญชีติ๊กตอก “NBT Chanthaburi” ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจังหวัดจันทบุรีซึ่งระบุว่าเป็นภาพนักเรียนกัมพูชาเดินแถวเข้ามาเรียนในไทย ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี

📌 ข้อสรุปโคแฟค: ศธ. ออกประกาศเรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จริง แต่คลิปวิดีโอที่นำมาประกอบเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ไทยและกัมพูชาจะมีการสู้รบทางการทหาร (24-28 ก.ค. 2568 และ 7-27 ธ.ค. 2568) จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่านักเรียนกัมพูชาเข้ามาเรียนในไทยภายหลังมีการออกประกาศดังกล่าว

เจาะลึกวิกฤต “ข่าวลวงสุขภาพ” ระบาดหนัก ใช้ “อารมณ์” เหนือเหตุผล แนะสร้างวัฒนธรรมสื่อสารใหม่หยุดวิกฤตความเชื่อ

ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.30” หัวข้อ ข่าวลวงสุขภาพและวัฒนธรรมการสื่อสารไทย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์2569 ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการได้ร่วมเจาะลึกถึงปรากฏการณ์ข่าวปลอมด้านสุขภาพที่กำลังสร้างผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างรุนแรงโดยเฉพาะปัญหาที่บุตรหลานมักพบว่าพ่อแม่เชื่อข้อมูลผิด ๆ

คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นประเด็นที่มี “ข่าวบิดเบือน” (Misinformation) มากที่สุดในฐานข้อมูลของโคแฟค และถือเป็นเรื่อง “เอเวอร์กรีน” (Evergreen) ที่วนเวียนกลับมาหลอกลวงซ้ำๆ อย่างไม่จบสิ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้รับสาร

ผศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้วิเคราะห์ว่า “ข่าวลวงสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ผิดพลาดแต่ถือเป็น “ปรากฏการณ์การสื่อสาร” ที่สะท้อนสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน โดยข่าวเหล่านี้มักมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งกลไกการทำงานของ ข่าวลวง จะเน้นการกระตุ้น “อารมณ์” ให้มีความหวังหรือความกลัวมากกว่าการใช้เหตุผล ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ทรงพลังและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

ข่าวลวงสุขภาพที่ทำงานผ่านการกระตุ้น “อารมณ์” เช่น ความกลัวตายหรือความหวังที่จะหายจากโรคโดยไม่ต้องลำบาก ซึ่งอารมณ์เหล่านี้มีพลังทำลายล้างตรรกะและเหตุผล ทำให้ผู้รับสารตัดสินใจแชร์หรือทำตามข้อมูลที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว 

ดร.นิษฐา กล่าวต่อว่า การหักล้างข้อมูลด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อที่ฝังรากได้ เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นผูกโยงกับอารมณ์และความรู้สึกไปแล้ว การแก้ปัญหาจึงต้องไปไกลกว่าการบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลเชิงพฤติกรรมว่าทำไมเขาถึงเชื่อ

ด้านคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าการเพียงแค่ “หักล้างข้อเท็จจริง” (Fact-checking) นั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาอีกต่อไป สิ่งที่สังคมไทยต้องเร่งทำคือการสร้าง”วัฒนธรรมการสื่อสารใหม่” โดยมองว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ปัจเจกบุคคลควรได้รับอย่างถูกต้อง (Well-informed) ไม่ใช่การได้รับข้อมูลที่บิดเบือน (Mis-informed) เพื่อให้สามารถตัดสินใจเรื่องการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากความกังวลด้านสุขภาพแล้ว “ต้นทุนการเข้าถึงระบบสาธารณสุข” เป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อการรอคิวพบแพทย์ใช้เวลานานแต่ได้พูดคุยเพียงไม่กี่นาที ผู้ป่วยจึงหันไปหาข้อมูลออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทันทีและดูเหมือนจะให้คำตอบที่ค้างคาใจได้มากกว่า

ในวงสนทนายังมีการเสนอแนวทางการแก้ไขเชิงระบบโดยเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งทำระบบข้อมูลเปิด (Open Data) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น เพื่อลดปัญหาการที่ผู้ป่วยหันไปหาข้อมูลออนไลน์ทดแทนการรอคิวนานในโรงพยาบาล พร้อมทั้งเสนอแนวคิด “หนามยอกเอาหนามบ่ง” ในการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารใหม่ที่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของผู้ป่วยมาเป็นเครื่องมือในการนำเสนอข่าวจริงเพื่อดึงใจผู้รับสารกลับมาจากข่าวลวงและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนในสังคม

คลิป “รังสิมันต์ โรม” แถลงข่าวปี 67 ถูกบิดเบือนว่าเขาเสนอมอบสถานะคนไทยแก่ผู้หนีภัยชาวเมียนมา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รังสิมันต์ โรม เสนอให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนพิเศษให้ชาวเมียนมา ให้เข้าไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** การออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นข้อเสนอเพื่อให้ทางการไทยสามารถติดตามตรวจสอบชาวเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบเข้ามาในประเทศได้ ไม่ใช่การให้สถานะความเป็นคนไทย

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Thanongkiat Jitratanasathana” แชร์คลิปวิดีโอรังสิมันต์ โรม นักการเมืองจากพรรคประชาชน เสนอว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นหนึ่งในมาตรการที่ควรนำมาใช้ในการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยความไม่สงบในเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย

คลิปวิดีโอนี้มีความยาว 20 วินาที มีภาพธงชาติเมียนมาประกอบ ฝังข้อความ “จะให้พม่าตั้งชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิดเองแล้วให้บัตรประชาชนพิเศษเลยเพื่อให้ต่างด้าวเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องขออนุญาต”  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ในหลายแพลตฟอร์มทั้งเฟซบุ๊ก อินสตากแกรม ติ๊กตอกและ X ช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. 2569 ทั้งช่วงก่อนและการหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

วันและเวลาเก่าที่สุดที่มีการเผยแพร่โพสต์คลิปพร้อมข้อความบรรยายเดียวกันนี้คือวันที่ 16 ม.ค. 2569 พร้อมติดแฮชแท็ก “#พรรคเพื่อพม่าและเขมร #ฐานเสียงชั้นดี” คลิปนี้มีความยาวเกือบ 2 นาทีและมีช่วงที่รังสิมันต์ขยายความว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย

โคแฟคสืบค้นด้วยคำค้นหา “บัตรประชาชนรหัสพิเศษ เมียนมา รังสิมันต์ โรม” พบวิดีโอบันทึกการแถลงข่าวฉบับเต็มความยาว 37.05 นาที เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “ก้าวไกลของประชาชน – Move Forward” เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่งรังสิมันต์ สส. พรรคก้าวไกล และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้นแถลงข่าวเรื่องข้อเสนอในการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา  

นาทีที่ 8.59-12.01 รังสิมันต์กล่าวถึงสถานการณ์ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาว่านับจากการรัฐประหารในเมียนมา 1 ก.พ. 2564 ผู้หนีภัยทั้งจากความไม่สงบทางการเมือง การสู้รบและอื่น ๆ จากเมียนนมาเข้ามาในไทยอาจถึงล้านคน

“เราได้รับข้อมูลจากภาคประชาสังคมว่า คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยต้องจ่ายส่วยให้กับภาครัฐ จ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้คนเหล่านี้อยู่ในซอกหลืบอยู่ใต้ดินอีกต่อไป ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่เราควรจะดำเนินการก็คือควรจะเอาเขาเข้ามาอยู่บนดิน วิธีการหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือการใช้กลไก ไม่ว่าจะเป็นการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษ ซึ่งผมต้องย้ำว่าอันนี้ไม่ได้หมายความว่าเราให้สถานะเขาเป็นประชาชนชาวไทย แต่เราเป็นการพูดถึงการจัดการที่ทำให้เราสามารถตรวจสอบแล้วก็ติดตามได้” รังสิมันต์กล่าว 

นอกจากข้อเสนอเรื่องการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษ กมธ.ความมั่นคงฯ ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุว่าในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

สื่อหลายสำนัก เช่น ข่าวสด แนวหน้า ไทยพีบีเอสในวันที่ 25 เม.ย. 2567 รายงานการแถลงข่าวของรังสิมันต์เรื่องการออกบัตรประชาชนพิเศษแก่ผู้หนีภัยการสุ้รบจากเมียนมา โดยย้ำว่าไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย แต่เพื่อให้มีระบบตรวจสอบติดตามและแก้ปัญหาส่วย 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปรังสิมันต์เสนอให้ออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษสำหรับชาวเมียนมาที่หนีภัยความไม่สงบเข้ามาในไทยเป็นคลิปสั้นที่ตัดตอนมาจากการแถลงข่าวของรังสิมันต์ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่งเขาย้ำว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษให้คนกลุ่มนี้ไม่ใช่การให้สถานะการเป็นคนไทย แต่เป็นวิธีการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาเข้าสู่ระบบบริหารจัดการของทางการไทย 

นอกจากตัดทอนแล้วยังใส่ข้อความบิดเบือนให้เข้าใจผิดว่ารังสิมันต์เสนอให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาตและให้สถานะการเป็นคนไทยเพราะคนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงของพรรค

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 95 (1) ระบุว่า บุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่หากมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้รับสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 

ส่วนกระบวนการแปลงสัญชาติ จะอยู่ใน พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 10 และ 11 ซึ่งเป็นการให้สัญชาติไทยกับบุคคลต่างด้าว แต่การขอแปลงสัญชาติต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการสละสัญชาติเดิมของตนเองด้วย 

รัฐบาลทักษิณไม่ใช่รัฐบาลเดียวที่เคยขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ มีการปรับขึ้นหลายครั้งในหลายรัฐบาล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลเดียวที่ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** การขึ้นเงินเดือนข้าราชการมีมาอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลหลายชุด 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคเพื่อไทย FC” โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “รัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคไม่ขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการเลย ขึ้นครั้งเดียวสมัยทักษิณ หลังจากนั้นผ่านมาหลายสิบปีก็ไม่มีอีกเลย” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นรายงานข่าวและมติคณะรัฐมนตรีย้อนหลังพบว่ามีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการมาอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลหลายชุด

รายงานของสำนักข่าวอิศราเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 ตรวจสอบการขึ้นเงินเดือนข้าราชการระหว่างรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่ามีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการในหลายรูปแบบ ดังนี้

▪️ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (พรรคไทยรักไทย): มติ ครม. 9 มี.ค. 2547 ปรับค่าตอบแทนภาคราชการโดยให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนภาคราชการ สำหรับข้าราชการและลูกจ้างส่วนราชการในอัตรา 3% เท่ากันทุกอัตรา และให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือการครองชีพให้แก่ข้าราชการบำนาญในอัตราเดียวกัน และมติ ครม. 30 ส.ค. 2548 เห็นชอบมาตรการปรับค่าตอบแทนภาคราชการโดยปรับอัตราเงินเดือนพื้นฐานเพิ่มขึ้นในอัตรา 5% ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภท

▪️ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (คมช.): มติ ครม. 5 มิ.ย. 2550 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนภาคราชการโดยปรับอัตราเงินเดือนเป็นร้อยละเท่ากันทุกตำแหน่งในอัตรา 4% สำหรับข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการอัยการ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ข้าราชการการเมือง ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ   

▪️ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช (พรรคพลังประชาชน): มติ ครม. 13 พ.ค. 2551 เห็นชอบเรื่องการช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการระดับต้นโดยขยายเพดานเงินเดือนของข้าราชการเพื่อให้ได้รับค่าครองชีพเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้ปรับเงินช่วยเหลือการครองชีพของเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นที่ได้รับในลักษณะเช่นเดียวกับเงินค่าครองชีพของข้าราชการ 

▪️ รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (พรรคพลังประชาชน): มติ ครม. 19 พ.ย. 2551 เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการปรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญเข้าตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเดือนข้าราชการในภาพรวมปรับเพิ่มขึ้น 4%

▪️ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย): มติ ครม. 31 ม.ค. 2555 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยปรับเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในปีที่ 1 โดยผู้มีคุณวุฒิตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปได้รับเงินเดือนแรกบรรจุรวมกับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวไม่น้อยกว่า 15,000 บาท และมติ ครม. 10 เม.ย. 2555 เห็นชอบการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนข้าราชการพลเรือนสามัญโดยให้อัตราเงินเดือนแรกบรรจุขั้นต่ำของวุฒิปริญญาตรีในปีที่ 2 เท่ากับ 15,000 บาท ปีที่ 1 เท่ากับ 13,000 บาท ส่วนวุฒิ ปวส. ปีที่ 2 เท่ากับ 11,500 บาท ปีที่ 1 เท่ากับ 10,200 บาท เป็นต้น

▪️ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (คสช.): มติ ครม. 9 ธ.ค. 2557 เห็นชอบการยกระดับรายได้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการรัฐสภาสามัญ และข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่ม 1 ขั้น สำหรับระบบเงินเดือนแบบขั้น หรือ 4% ของอัตราเงินเดือน และเห็นชอบการปรับค่าตอบแทนพนักงานราชการโดยปรับเพิ่มการครองชีพชั่วคราวให้พนักงานราชการที่ได้รับการจ้างวุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี พนักงานราชการกลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ และปรับเพดานบัญชีค่าตอบแทนขั้นสูง กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ 4% 

เพจ “ต่างด้าวทำอะไร” เผยแพร่ซ้ำเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปัจจุบันมีการเสนอแก้ไขมาตรา 7 ทวิวรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้ลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** กรมการปกครองอยู่ระหว่างเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติจริง แต่ไม่ใช่การเปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทย กฎหมายยังคงกำหนดไว้ว่าลูกของคนต่างด้าวที่เกิดในไทยจะต้องได้สัญชาติตามพ่อแม่ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์ข้อความว่า “ปัจจุบันกำลังมีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ ให้กำหนดว่าคนที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” และระบุว่าหากร่างแก้ไขกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ ผู้ที่จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดจะไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยและเรียนจบปริญญาตรีด้วย (ลิงก์บันทึก)

ด้านล่างของโพสต์แนบลิงก์เฟซบุ๊กของบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ที่โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2569 อธิบายเจตนารมณ์ของการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ และจะเปิดให้ทุกฝ่ายวิจารณ์เนื้อหาร่างแก้ไขกฎหมายได้ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” เคยโพสต์ข้อความลักษณะเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2568 ว่า “ปัจจุบันกำลังมีการเสนอ แก้ พ.ร.บ. สัญชาติ ให้มีการกำหนดว่าคนที่ได้สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ความหมายคือทุกกลุ่ม รวมไปถึงลูกแรงงาน จบ ป.ตรี ต่อไปในอนาคตลูกพม่าอาจจะได้เป็นนายกฯ จริง ๆ ก็ได้ใครจะไปรู้” (ลิงก์บันทึก) ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนที่อาจสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง

ข้อความที่เพจ “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์เมื่อ 21 ก.พ. 2569 จึงเป็นการนำข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมาเผยแพร่ซ้ำทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ จะทำให้ลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด 

โคแฟคตรวจสอบที่มาและเจตนารมณ์ของการเสนอแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติจากบัณฑิต นามเครือ ผอ. ส่วนสัญชาติและการทะเบียนฯ ได้ข้อมูลดังนี้

▪️ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่เคยได้สัญชาติไทยและไม่มีหลักฐานว่าใช้สัญชาติอื่น สามารถขอมีสัญชาติไทยได้ โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การขอมีสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลที่สามารถขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ได้แก่ บุตรของชนกลุ่มน้อย และบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต 

▪️เดือน ต.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในกรณีที่มีผู้ร้องเกี่ยวกับการเพิกถอนสัญชาติไทยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ไม่เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” 

▪️ในการเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อ้างอิงคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ผู้สมัครกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสองถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนด กรมการปกครองจึงได้ทำหนังสือแจ้ง กกต. ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ เพื่อกำหนดว่าการได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” 

▪️ผอ. ส่วนสัญชาติและการทะเบียนฯ ยืนยันว่าการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทยแก่ลูกของแรงงานต่างด้าว เพราะมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการให้สัญชาติไทยเฉพาะกลุ่มคนไร้สัญชาติ (บุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่มีสัญชาติ) เท่านั้น และกระบวนการให้สัญชาติไทยตามมาตรานี้จะต้องมีการสืบพยานบุคคล พยานเอกสาร และผ่านขั้นตอนการตรวจสอบอย่างรัดกุม เช่น กรณีของหม่อง ทองดี อดีตเด็กไร้สัญชาติที่มีชื่อเสียงจากการแข่งขันพับเครื่องร่อนกระดาษเมื่อปี 2552 ซึ่งต่อมาได้ยื่นขอสัญชาติไทยและได้รับสัญชาติไทยตาม มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

อีกทั้ง มติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ยังกำหนดไว้ว่ากลุ่มบุคคลที่สามารถขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ได้แก่ บุตรของชนกลุ่มน้อย และบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต

สำหรับลูกของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยจะต้องได้สัญชาติตามพ่อแม่โดยอัตโนมัติ แต่หากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้วประสงค์จะขอสัญชาติไทย ก็ต้องยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 หรือ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ และต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด

เพจเฟซบุ๊กแอบอ้างโลโก้ “ข่าวสด” โพสต์ภาพทหารไทยสร้างถนน ทบ. ระบุภาพจริงแต่ไม่ยืนยันที่ตั้ง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊กคล้ายเพจ นสพ.ข่าวสด โพสต์ภาพทหารไทยก่อสร้างถนนที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นภาพปฏิบัติการของทหารไทยจริง แต่เพจที่เผยแพร่แอบอ้างโลโก้หนังสือพิมพ์ข่าวสด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ข่าว สด” ซึ่งใช้โลโก้ของ นสพ.ข่าวสด เป็นภาพโปรไฟล์ โพสต์ภาพทหารกำลังก่อสร้างถนน พร้อมข้อความว่า “สมรภูมิของรอบ 3 อาจเกิดขึ้นที่นี่! เนิน745 นี่เป็นอีกด้านที่ทหารช่างไทยกำลังทำถนนขึ้นเนิน 745 และ 751 ส่วนเนิน 745 ต้องขอบอกนะครับว่าเรายังเข้าไม่ถึงข้างในสุดเพราะทหารเขมรทั้งฐานอยู่ก่อนแล้วและตอนนี้สร้างถนนคอนกรีตจากเนิน 623 ถึงเนิน 745 และเขมรตังฐานปืนค.120 ไว้ตลอดแนวถ้ามีรอบ 3 จุดนี้เดือดที่สุดแน่ครับ OE เป็นห่วงทหารไทยมากครับและเป็นกำลังใจครับแต่ก็เชื่อมั่น นักรบไทยครับ”

เพจและโพสต์นี้ยังเข้าถึงได้ ณ วันที่ 21 ก.พ.

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: ทีมงานผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กทางการของข่าวสด  “Khaosod – ข่าวสด” ยืนยันกับโคแฟคเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ว่าเพจเฟซบุ๊ก “ข่าว สด” เป็นเพจปลอมที่แอบอ้างโลโก้และชื่อ นสพ.ข่าวสด 

โคแฟคส่งภาพและข้อความดังกล่าวให้ทีมโฆษกกองทัพบกตรวจสอบและได้รับคำชี้แจงเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ว่าเป็นภาพการก่อสร้างถนนโดยกำลังพลของกองทัพบกจริง แต่ปฏิเสธที่จะระบุพื้นที่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคง

“กองทัพบกได้ตรวจสอบข้อมูลและภาพดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว ขอเรียนชี้แจงว่า ภาพที่ปรากฏเป็นการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลฝ่ายไทยจริง โดยเป็นการดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางในพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานปกติของหน่วย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของรายละเอียดเชิงพื้นที่และขั้นตอนการปฏิบัติ ขอสงวนการชี้แจงในรายละเอียด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคง” ทีมโฆษกกองทัพบกระบุในข้อความตอบกลับโคแฟค   

ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำโพสต์เก่าของ สว.อังคณามาบิดเบือนถ้อยคำ-เผยแพร่ซ้ำ ปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว.อังคณาออกมาคัดค้านการตัดงบประมาณด้านการศึกษาของนักเรียนชาวกัมพูชาในไทย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **นำข้อความจากโพสต์เฟซบุ๊กของ สว.อังคณาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2568 มารวมทั้งรวบรัดตัดทอนและบิดเบือนถ้อยคำ สร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการแสดงความเห็นในปัจจุบัน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ฝังข้อความ “ไม่ควรตัดงบเขมร” มีคำบรรยายว่า “เอาอีกแล้ว สว.อังคณา นักสิทธิมนุษยชนแสดงความเห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยไม่ตัดงบประมาณด้านการศึกษาของนักเรียนกัมพูชา โดยชี้ว่าเด็กไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ และควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบ อังคณาระบุว่าเด็กคือ ‘ผ้าขาว’ ที่ควรได้รับการคุ้มครองและดูแลด้านการศึกษา แม้จะเป็นเด็กสัญชาติกัมพูชาแต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ต้องดูแลพวกเขาอย่างเหมาะสม”

ภาพประกอบโพสต์และข้อความลักษณะเดียวกันนี้เคยถูกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 ทางเพจเฟซบุ๊ก “ท่านเปา เล่าข่าว” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 23,000 บัญชี (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 13 ส.ค. 2568 อังคณาแชร์ข่าวจากเว็บไซต์เดลินิวส์ทางเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” เดลินิวส์รายงานว่า สว. กลุ่มหนึ่งนำโดกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดโครงการความช่วยเหลือด้านการศึกษาที่ไทยมอบให้กัมพูชาเนื่องจากความรุนแรงชายแดนกระทบต่อความสัมพันธ์และงบประมาณ ซึ่งในเวลานั้นไทยและกัมพูชาอยู่ในช่วงหยุดยิง หลังเกิดการสู้รบกันตามแนวชายแดนระหว่างวันที่ 24-28 ก.ค. 2568

อังคณาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “เด็กเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม เด็กไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง หรือเป็นผู้ใช้ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ การเหยียดหยาม แก้แค้น หรือกีดกันเด็กในการเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนา เป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ในช่วงภาวะสงครามเด็กต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: #CRC) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ #IHL โดยหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมคือ เด็กทุกคนต้องได้รับความคุ้มครองพิเศษจากผลกระทบของความขัดแย้งทางอาวุธ นอกจากนั้น #อนุสัญญาเจนีวา และพิธีสารเพิ่มเติม ยังกำหนดให้คู่ขัดแย้งต้องคุ้มครองพลเรือน โดยเฉพาะกรณีเด็กที่ติดตามครอบครัวเพื่อหนีภัยความตาย จำเป็นได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่”

หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าว ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากได้วิพากษ์วิจารณ์และโจมตีเธอ วันที่ 20 ส.ค. 2568 อังคณาโพสต์ข้อความว่า “…ยืนยันตามเดิมว่าเด็กไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ได้ใช้ความรุนแรง อนุสัญญาสิทธิเด็ก #CRC กฎหมายมนุษยธรรม #IHL และอนุสัญญาเจนีวา ยืนยันว่าเด็กที่ติดตามครอบครัวเพื่อหนีภัยการสู้รบ หรือหนีภัยความยากจนต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐที่เด็กเข้ามาพึ่งพิง ถ้าชาตินิยมจนมองไม่เห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะเด็ก ๆ แนะนำให้ไปเสนอรัฐบาลลาออกจากสมาชิกสหประชาชาตินะคะ อยู่คนเดียวไม่ต้องมีเพื่อน ไม่ต้องช่วยใคร และไม่ต้องไปขอให้ใครช่วยเวลาทุกข์ยากเดือดร้อนค่ะ”

ทั้งสองโพสต์ไม่มีข้อความว่า “แม้จะเป็นเด็กสัญชาติกัมพูชาแต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ต้องดูแลพวกเขาอย่างเหมาะสม” ตามที่เพจ “ท่านเปา เล่าข่าว” และสมาชิกกลุ่มเฟซบุีก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” กล่าวอ้าง

โคแฟคตรวจสอบเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” และสอบถามอังคณาโดยตรงพบว่าเธอไม่ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ในช่วงเวลานี้

📌ข้อสรุปโคแฟค: สว.อังคณาเคยแสดงความเห็นต่อข้อเสนอเรื่องการตัดงบประมาณช่วยเหลือเด็กกัมพูชาเมื่อเดือน ส.ค. 2568 โดยอ้างอิงหลักการและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองเด็กจากความขัดแย้งทางอาวุธ ความเห็นของเธอในครั้งนั้นถูกนำมารวบรัดตัดทอน บิดเบือนถ้อยคำและนำมาเผยแพร่ซ้ำพร้อมภาพประกอบซึ่งเป็นการปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชนในบริบทที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ รับทำใบขับขี่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36ks80u4g2no5


พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย 12 ราย และมีผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราช 1 เคส…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2j6dvydtcnfcf


‘เกาหลีใต้’เจอวิกฤติ‘เด็กเกิดน้อย’เพราะกระแส ‘K-POP…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2m5bkpp6sv2dj


ภาพปฏิบัติการ IO ของพรรคประชาชน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2uizqlpan8rol


สื่อเกาหลีเหนือยกย่องสำนักข่าว Top News…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3fim7p7eqexnl


นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศชาวต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3s6bq0jrplf2i


ด่าน ตม.ดอนเมือง การท่าอากาศยานดอนเมือง ติดตั้งเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ (ABC) เฟสแรก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/eztk1707zrty


สวรส. เตือนอย่าเชื่อ! ตรวจยีนหาพรสวรรค์เด็ก ชี้ “ไม่จริง” ไร้งานวิจัยรองรับ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1y48jw88khkyv


มีการทำทองคำปลอม ผสมด้วย รีเนียม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s76mtxa8mgzw

โทษปรับและจำคุกผู้ที่ไม่ขออนุญาตเจาะหรือใช้น้ำบาดาล อยู่ใน พ.ร.บ.น้ำบาดาล มาตั้งแต่ปี 2535 ไม่ใช่ “กฎหมายใหม่”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  กฏหมายใหม่การขุดน้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตุมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000.-บาท 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** พ.ร.บ. น้ำบาดาลระบุว่าผู้ที่เจาะและใช้น้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000 บาทจริง แต่เป็นบทกำหนดโทษที่มีมาตั้งแต่ปี 2535 ไม่ใช่ “กฎหมายใหม่”

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่ม “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ข้อความว่า “กฎหมายใหม่การขุดน้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตุมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000 บาท” ซึ่งทำให้เข้าใจว่ามีการออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาล (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการน้ําบาดาลในเขตน้ําบาดาลเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ในปี 2535 โดยเพิ่มบทกำหนดโทษว่าผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท 

ปี 2554 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้กรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดเป็นเขตน้ำบาดาล และกำหนดให้น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกจากผิวดินลงไปเกินกว่า 15 เมตร เป็นน้ำบาดาลในเขตน้ำบาดาล นั่นหมายความว่าผู้ที่ประสงค์จะเจาะหรือใช้น้ำบาดาลจะต้องขออนุญาตก่อน

ตั้งแต่นั้นมากรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ประชาสัมพันธ์เป็นระยะ ๆ ให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเจาะหรือใช้น้ำบาดาลในทุกพื้นที่ขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายมิเช่นนั้นจะมีโทษจำคุกหรือปรับ เช่น

▪ ธันวาคม 2561  เว็บไซต์กองทุนพัฒนาน้ำบาดาล โพสต์ข้อความเตือน “แอบเจาะ/ใช้น้ำบาดาล โดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย” โดยอธิบายว่า พ.ร.บ.น้ำบาดาลกำหนดให้ผู้ที่มีความประสงค์ใช้น้ำบาดาล ไม่ว่าจะใช้ในการอุปโภคบริโภคทั่วไป การเกษตร หรืออุตสาหกรรม จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตเจาะบ่อน้ำบาดาล และใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลต่อพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่เขตน้ำบาดาลจังหวัดนั้น ๆ ให้ถูกต้อง หากฝ่าฝืนจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

▪ กรกฎาคม 2563 เพจเฟซบุ๊ก “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” โพสต์ข้อความว่า “กฎหมายกำหนดให้ กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัดในราชอาณาจักรไทยเป็นเขตน้ำบาดาล และกำหนดให้น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกจากผิวดินเกินกว่า 15 เมตรเป็นน้ำบาดาล ดังนั้นผู้ใช้น้ำจากบ่อน้ำบาดาลในทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มีความลึกจากผิวดินเกินกว่า 15 เมตรจึงต้องไปยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลให้ถูกต้องหากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เพจเฟซบุ๊กโพสต์คลิปสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลชาวต่างชาติของรัฐบาลญี่ปุ่น

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศชาวต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิ   

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**  รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ มีนโยบายทบทวนกฎหมายและระเบียบว่าด้วยคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายจริง แต่ไม่เคยประกาศว่าจะเนรเทศชาวต่างชาติด้วยเหตุผลด้านวัฒนธรรม และไม่ได้เจาะจงเฉพาะชาวมุสลิม

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bright TV” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 3 นาที ฝังข้อความ “นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้” พร้อมคำบรรยายว่า “ญี่ปุ่นเดือด! นายกฯ ทาคาอิจิ จ่อเนรเทศต่างชาติ ‘ขัดวัฒนธรรม’ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิโดยพลการ” คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 2.8 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 4,200 ครั้ง ณ วันที่ 18 ก.พ. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอและข้อความในโพสต์เป็นการนำเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้

▪ ช่วง 2 นาทีแรกของคลิปเป็นภาพของมิซุโฮะ อุเมมุระ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุข สวัสดิการ และแรงงานของรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 โดยตั้งคำถามถึงการฝังศพของชาวมุสลิมในญี่ปุ่น ซึ่งเธอมองว่าส่งผลกระทบทั้งด้านสุขอนามัยและการใช้ที่ดินซึ่งมีอยู่จำกัด เธอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทบทวนข้อกฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการจัดการสุสานของชาวมุสลิม คลิปการอภิปรายของ สว. มิซุโฮะกลายเป็นไวรัลและถูกนำไปบิดเบือนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามชาวมุสลิมฝังศพตามความเชื่อ

▪ ช่วง 1 นาทีหลังในคลิปเป็นภาพในห้องประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นในวันที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2569 และภาพการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 หลังจากที่เธอได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศเมื่อ 21 ต.ค. 2568

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 (ภาพ: Prime Minister’s Office of Japan)

▪ หลังการแถลงนโยบาย มีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จในโซเชียลมีเดียว่านายกฯ ซานาเอะมีนโยบายเนรเทศชาวต่างชาติครั้งใหญ่และยังมีคำสั่งตั้งกระทรวงใหม่เพื่อดำเนินการเนรเทศชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งสื่อหลายสำนัก เช่น Reuters, France24 และ Newsweek ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

โคแฟคตรวจสอบคำแถลงนโยบายของนายกฯ ซานาเอะที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพบว่า ไม่มีส่วนใดที่กล่าวถึงการเนรเทศชาวต่างชาติ แต่มีช่วงหนึ่งที่เธอกล่าวว่าชาวต่างชาติเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของญี่ปุ่นซึ่งกำลังประสบปัญหาการลดลงของประชากร แต่ชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งกำลังไม่สบายใจและรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่คนต่างชาติบางกลุ่มก่ออาชญากรรมและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 

เธอกล่าวว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่สร้างความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) แต่จะไม่นิ่งเฉยต่อการทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ และจะยกระดับนโยบายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ชาวต่างชาติปฏิบัติตามกฎหมายญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด พร้อมกับแต่งตั้งรัฐมนตรีให้มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

▪ วันที่ 18 ม.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในญี่ปุ่นได้แชร์คลิปละหมาดหมู่ของชาวมุสลิมบริเวณปราสาทฮิเมจิ ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลว่าเป็นการละหมาดเนื่องในวันฮารีรายอเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2568 และเจ้าหน้าที่ที่ปราสาทฮิเมจิยืนยันกับผู้สื่อข่าว AFP ว่ามีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในที่สาธารณะจริงในเดือน มี.ค. 2568 คลิปนี้กลายเป็นไวรัลและทำให้ชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจและตั้งคำถามต่อการใช้พื้นที่สาธารณะในการปฏิบัติศาสนกิจ

ภาพจากคลิปความยาว 29 วินาทีที่เผยแพร่โดยผู้ใช้ X ชาวญี่ปุ่น @shigeyuki696 เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569

▪ วันที่ 23 ม.ค. 2569 The Japan Times รายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายการเข้าเมืองและมาตรการกำกับดูแลชาวต่างชาติในญี่ปุ่นที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงเพิ่มงบประมาณในการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศ 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปวิดีโอและข้อความในโพสต์ที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก Bright TV เป็นการนำเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายเนรเทศชาวต่างชาติที่ไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยนำรายงานข่าวเรื่องรัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับความเข้มงวดของนโยบายการเข้าเมืองและเพิ่มงบประมาณในการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศมาเชื่อมโยงแบบผิด ๆ กับคลิปชาวมุสลิมละหมาดหมู่บริเวณปราสาทฮิเมจิซึ่งเป็นคลิปเก่าที่ถูกนำมาแชร์ซ้ำและกลายเป็นไวรัลในเดือน ม.ค. 2569  

จากการตรวจสอบคำแถลงนโยบายของนายกฯ ญี่ปุ่นและรายงานข่าวของสื่อมวลชนพบว่ารัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของซานาเอะมีนโยบายที่เข้มงวดต่อชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย และมีแผนเพิ่มงบประมาณการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศจริง แต่ไม่ใช่การเนรเทศครั้งใหญ่ (mass deportation) หรือการเนรเทศชาวต่างชาติด้วยเหตุผลว่าปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อชาวมุสลิมนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนหนึ่งถูกนำมาเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย ก่อนหน้านี้โคแฟคตรวจสอบพบเนื้อหาเท็จว่าประเทศญี่ปุ่น “แบนอิสลาม” และมีมาตรการหลายอย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิม เช่น ไม่ให้สัญชาติคนต่างชาติที่เป็นมุสลิม ไม่ให้คนมุสลิมพำนักอย่างถาวร ห้ามการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในญี่ปุ่น

คลิปที่มีเนื้อหาเท็จเกี่ยวกันนโยบายของญี่ปุ่นต่อชาวมุสลิมที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกในไทย

โคแฟคตรวจสอบจากฐานข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นและสื่อมวลชนญี่ปุ่นพบว่าเนื้อหาว่าด้วย “ญี่ปุ่น ‘แบน’ อิสลาม” ที่ถูกเผยแพร่ทั้งในรูปแบบของข้อเขียนและคลิปวิดีโอในโลกออนไลน์มานานนับสิบปี มีเนื้อหาที่เป็นเท็จ กล่าวคืออิสลามไม่ใช่ศาสนาต้องห้ามในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีผู้ที่นับถืออิสลามอยู่หลักแสนคน มีมัสยิดอยู่นับร้อยแห่ง มีตั้งศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศญี่ปุ่น (Islamic Center of Japan) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 มหาวิทยาลัยชั้นนำมีการสอนภาษาอาหรับ และรัฐบาลญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศมุสลิมหลายประเทศ และผู้นำระดับสูงของประเทศเหล่านั้นก็เคยมาเยือนญี่ปุ่น (อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่)