‘หมวก 1: 1’ คุ้มจริงหรือ? ราคาถูกได้ของเนียนเท่เหมือนแท้..แต่อาจต้องจ่ายแพงกว่าด้วย‘ชีวิต’

By: บัญชา จันทร์สมบูรณ์

นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นมา หากใครได้เข้าไปดูตามเพจหรือกลุ่มเฟซบุ๊กของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ จะเห็น ดราม่าหรือข้อถกเถียงเรื่อง หมวก 1 : 1” ที่หมายถึง หมวกกันน็อกเลียนแบบหมวกแท้แบรนด์ดังหน้าตาลวดลายเหมือนกันเป๊ะๆ แต่ราคาถูกกว่าของแท้ ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายที่เรียกร้องชาวไบค์เกอร์ทั้งหลายให้หลีกเลี่ยงการใช้หมวกประเภทนี้เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ใส่เท่ๆ หล่อๆ แต่ล้มมาเสี่ยงเสียชีวิตสูงเพราะไม่มีมาตรฐานใดๆ รับรองคุณภาพด้านความปลอดภัย และฝ่ายที่โต้แย้งว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งมองว่าหมวกกันน็อกไม่ว่าแท้หรือเทียมเกิดอุบัติเหตุมาก็ตายเหมือนกันหมด 

– ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ? : หากดูสถิติของกรมการขนส่งทางบก จะพบว่า มอเตอร์ไซคเป็นพาหนะหลักในการเดินทางของคนไทย” เช่น หากนับยอดจดทะเบียนรถสะสมนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลจนถึง ณ สิ้นปี 2568 ประเทศไทยมีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนมากถึง 23,275,589 คัน คิดเป็นร้อยละ 51.1 ของจำนวนรถทุกประเภทจดทะเบียนสะสมทั้งหมด 45,517,398 คัน และตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา มีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น 1,736,355 คันคิดเป็นร้อยละ 71.9 ของจำนวนรถทุกประเภทจดทะเบียนใหม่ในปีเดียวกัน 2,415,860 คัน

แต่อีกด้านหนึ่ง ชีวิตคนไทยก็สูญเสียด้วยอุบัติเหตุจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปมากเช่นกันดังข้อมูลในปี 2562 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์สูงที่สุดในโลก และตัวเลขประมาณการในปี 2564 องค์การอนามัยโลกชี้ว่า ร้อยละ 83.8 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะ และล่าสุดตามรายงานข่าวจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ร้อยละ 81.1 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งหมด 15,534 ราย เป็นผู้ใช้มอเตอร์ไซค์โดยในจำนวนนี้ ไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นส่วนใหญ่ ถึงร้อยละ 79.3

ภาพที่ 1 : ตัวอย่างสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานหมวกกันน็อกของแต่ละประเทศ (ซ้ายบน : DOT สหรัฐอเมริกา , ขวาบน : British Standard อังกฤษ , ซ้ายล่าง : PSC – SG – JIS ญี่ปุ่น , ขวาล่าง : มอก. 369 – 2557 ไทย)
ที่มา : NHTSA , whitedogbikes.com , jp.mercari.com , BigC

– มาตรฐานหมวกกันน็อก ปัจจุบันหมวกกันน็อกถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ตั้งแต่รถเล็กใช้งานในครัวเรือนไปจนถึงรถขนาดใหญ่ (บิ๊กไบค์) ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องผ่านการทดสอบเพื่อรับรองมาตรฐาน เช่น สหรัฐอเมริกา หมวกกันน็อกที่วางจำหน่ายจะต้องมีสัญลักษณ์ “DOT” ซึ่งหมายถึงผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ลำดับที่ 218 (FMVSS No.218) นอกจากนั้นยังมี สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐ (NHTSA) ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพของหมวกกันน็อกทั้งแบบสุ่มตรวจและตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชนเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ , 

อังกฤษ ปัจจุบันมีมาตรฐานรับรองหมวกกันน็อกอยู่ 3 มาตรฐาน คือ 1.British Standard BS 6658:1985 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อังกฤษกำหนดขึ้น โดยหมวกที่ผ่านการรับรองจะได้รับเครื่องหมายBSI Kitemark 2.UNECE Regulation 22.05 ซึ่งเป็นมาตรฐานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติประจำยุโรป (UNECE) และ 3. UNECE Regulation 22.06 ซึ่งเป็นมาตรฐานล่าสุดของ UNECE , 

ญี่ปุ่น หมวกกันน็อกที่วางจำหน่ายในท้องตลาดจะมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานภาคบังคับ 3 รูปแบบคือ “JIS” หรือ “PSC” หรือ “S” โดยหมวกกันน็อกที่มีเครื่องหมาย JIS จะมีเครื่องหมายใดเครื่องหมายหนึ่งจากสองเครื่องหมายนี้ (PSC หรือ S) กำกับอยู่ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าหมวกกันน็อกนั้นผลิตขึ้นเมื่อใด นอกจากนั้นยังมี “SG” ซึ่งเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจเพิ่มเติมเข้ามา , ไทย ต้องมีเครื่องหมาย “มอก. 369 – 2557” หมายถึงได้รับการรับรองจาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นต้น

 
มาตรฐาน มอก.369 – 2557 ของหมวกกันน็อกที่วางจำหน่ายในประเทศไทย 
ที่มา : สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม , นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์

– “หมวกเลียนแบบ” ได้ไม่คุ้มเสีย: นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ในประเด็นค่านิยมการใช้หมวกกันน็อกที่เรียกกันว่าหมวก 1 : 1 ซึ่งคุณหมอบอกว่า เป็นห่วง” เพราะหมวกที่ผลิตเลียนแบบแบรนด์ดัง แม้รูปทรงจะดูสวยดูเท่เหมือนกับหมวกของแท้แต่ไม่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานใดๆ 

มาตรฐานคือมีการตรวจที่สำคัญ คือการตรวจความแข็งแรง อย่างแรกคือทดสอบเปลือกนอกว่าแข็งแรงไหมโดยการเอาของแข็งมากระแทกว่ามันแตกไหม? อันที่สองคือทดสอบโฟม ดูการดูดซับ แล้วก็ทดสอบสายรัดคาง อันที่สี่คือทดสอบพวกช่องลมหรือการทำให้เกิดเสียง ถ้าหมวกก็อปละเลยมันก็จะทำให้มีเสียงรบกวนเวลาขับ ช่องเป็นการระบายลมที่เข้า พวกนี้จะทำให้ทั้งเรื่องของความร้อน เรื่องของเสียงที่ไม่ได้มาตรฐาน นพ.ธนะพงศ์ อธิบาย 

ผู้จัดการ ศวปถ. กล่าวต่อไปว่า หากผู้ใช้งานหมวก 1 : 1 เผลอคิดไปว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหมวกกันน็อกแบรนด์ดังที่เป็นของแท้ ก็จะทำให้ขาดความระมัดระวังในการขับขี่ ยังไม่ต้องนับว่าแม้กระทั่งหมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ในการทดสอบก็ทดสอบเพียงแรงปะทะที่เกิดจากการใช้ความเร็วระดับมาตรฐาน ดังนั้นการขับขี่ด้วยความเร็วสูงต่อให้สวมหมวกกันน็อกของแท้ยังเป็นอันตรายมาก เช่น การชนที่ความเร็ว 50 กม./ชม. จะเทียบได้กับการตกตึก 5 ชั้น หรือการชนที่ความเร็ว 80 กม./ชม. จะเท่ากับตกตึก 8 ชั้น เป็นต้น การใช้หมวกเลียนแบบที่ไม่มีมาตรฐานใดๆ รับรอง ความเสี่ยงย่อมต้องสูงขึ้นไปอีก

ภาพที่ 3 : เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างหมวกกันน็อกเลียนแบบ 1 : 1 กับหมวกกันน็อกผ่านการรับรองมาตรฐาน 
ที่มา : นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์

– ใส่หมวกแท้หรือหมวกเลียนแบบชนมาก็ตายเหมือนกัน ความเชื่อที่เป็นจริงเพียงบางส่วน : จริงอยู่ที่การขับขี่ด้วยความเร็วสูงไม่ว่าหมวกกันน็อกของแท้หรือหมวก 1 : 1 ที่เป็นของเลียนแบบ เมื่อเกิดการเฉี่ยวชนผู้ขับขี่ล้วนมีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิต แต่ในความเป็นจริงในช่วงก่อนเกิดเหตุผู้ขับขี่จะพยายามเบรก เช่น ขี่มาด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. แล้วเบรกก่อนชน แรงปะทะสุดท้ายอาจเหลือเพียง 30 – 40 กม./ชม. ก็ได้ หรือไม่มีการชนแต่มอเตอร์ไซค์ล้มหัวกระแทกพื้น จุดนี้หมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจะช่วยลดโอกาสสูญเสียลงได้ 

สิ่งที่มักจะเกิดเสมอเวลาที่เกิดอุบัติเหตุคือไม่ใช่ชนแบบปะทะอย่างเดียว มันจะทำให้เสียหลักแล้วหัวฟาดพื้น การเสียชีวิตที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์ครึ่งหนึ่งที่ตายมาจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ (Head Injuries) ก็คือการไม่ใส่หมวก ฉะนั้นที่เขาบอกใส่ๆ ไปก่อน อันนั้นก็อาจมีข้อดีส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่อยากให้มองตรงนี้ คือถ้าคุณจะใช้เงิน 2,000 ไปซื้อหมวก 1 : 1 คุณไปซื้อหมวกที่มีมาตรฐานแต่ก็ยังสวยอยู่ ผมอยากชวนให้มองประเด็นนี้ ราคา 2,000 มันมีหมวกที่มีมาตรฐาน มอก. นะ นพ.ธนะพงศ์ กล่าว 

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวเสริมว่า และแม้จะเป็นหมวกกันน็อกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เมื่อผ่านไปจุดหนึ่งก็ยังเสื่อมสภาพได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 3 – 5 ปี ดังนั้น ไม่ควรใช้หมวกกันน็อกใบเดิมเกิน 5 ปีเพราะโฟมในหมวกจะสูญเสียคุณสมบัติในการดูดซับแรง หรือ “หากระหว่างใช้งานแล้วเกิดอุบัติเหตุศีรษะกระแทกก็ให้เปลี่ยนหมวกใบใหม่ทันที” เพราะเนื้อโฟมถุกใช้เพื่อดูดซับแรงไปแล้ว  

สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อหมวกกันน็อก 1.ตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. และ QR Code :หมวกต้องมีตรา มอก. และตั้งแต่เดือนมกราคม2564 เป็นต้นมา สมอ. กำหนดให้ต้องมี QR Code บนตัวสินค้าเพื่อให้ประชาชนสแกนตรวจสอบข้อมูลผู้ผลิตและรุ่นที่ได้รับอนุญาตได้ทันที 2.เลือกจากร้านที่น่าเชื่อถือ (Certified Shop) : แนะนำให้ซื้อจากร้านที่ได้รับการรับรองจาก สมอ. หรือร้านค้าปลีกที่มีโครงสร้างพื้นฐานน่าเชื่อถือ

3.ความเหมาะสมกับศีรษะ : ควรเลือกหมวกที่มีขนาดพอดีกับศีรษะ ไม่หนักเกินไป และมีสายรัดคางที่แข็งแรง (กว้างอย่างน้อย 22 มม. ตามร่างมาตรฐานใหม่) และ 4.ระวังการสั่งซื้อออนไลน์ หากซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ตรวจสอบเอกสารรับรองของผู้ขาย และระวังสินค้าที่ราคาถูกผิดปกติซึ่งมักเป็นของไม่ได้มาตรฐาน หากพบสินค้าต้องสงสัยสามารถแจ้งผ่านระบบ “มอก. Watch”ได้

– รัฐต้องกวดขัน  แพลตฟอร์มต้องมีธรรมาภิบาล” ไม่ให้สินค้าไม่มีมาตรฐานไปถึงมือผู้บริโภค :นอกจากการแก้ไขค่านิยมส่วนบุคคลแล้ว นพ.ธนะพงศ์ ยังเรียกร้องไปถึงภาครัฐ เรื่องนี้ไม่ต่างกับสินค้าเลียนแบบที่ประเทศไทยถุกต่างชาติกดดันให้กวดขัน ยิ่งเป็นสินค้าเลียนแบบที่ส่งผลต่อชีวิตคนยิ่งต้องกวดขันอย่างจริงจัง” แต่สินค้าที่มีมาตรฐานอย่างน้อยก็ผ่านการทดสอบ ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเอาผิดแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปล่อยให้ขายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน อีกด้านหนึ่งแพลตฟอร์มก็ต้องมีธรรมาภิบาล ไม่ปล่อยให้ขายสินค้าไม่มีคุณภาพหรืออันตราย 

“ไม่ใช่ขายได้ทุกอย่าง หมวกปลอมก็ขายได้ ถ้าคุณเป็นแพลตฟอร์มอย่างนี้ผมว่าไม่ควร” ผู้จัดการ ศวปถ. ฝากทิ้งท้าย

ภาพที่ 4 : (ซ้าย) ฮิวจ์ แครนส์ , (ขวา) โธมัส เอ็ดเวิร์ด ลอว์เรนซ์
ที่มา : Wikimedia Commons , Royal College of Surgeons of England
 

– ประวัติศาสตร์หมวกกันน็อก : แม้ปัจจุบันหมวกกันน็อกจะมีความเป็นแฟชั่นผ่านการออกแบบลวดลายสีสันสวยงาม และมีความสินค้าแบรนด์เนมบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ แต่ต้องไม่ลืมว่าจุดประสงค์หลักที่หมวกกันน็อกถูกคิดค้นขึ้นมาก็เพื่อลดการบาดเจ็บรุนแรงของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ข้อมูลจากราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ (Royal College of Surgeons of England) ระบุว่า หมวกกันน็อกเริ่มปรากฏครั้งแรกในปี 2457 โดยเป็นการริเริ่มของ เอริค การ์ดเนอร์ (Eric Gardner) เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในสนามแข่งรถบรู๊คส์แลนด์ (Brooklands Race Track) ในอังกฤษ ทำจากผ้าใบเคลือบเชลแล็กโดยช่างฝีมือจากย่านเบธนัลกรีน (Bethnal Green) อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกหมวกกันน็อกยังถูกใช้เฉพาะในรายการแข่งขันท่านั้น 

จนกระทั่งในปี 2478 โธมัส เอ็ดเวิร์ด ลอว์เรนซ์ (T E Lawrence) นายทหารชาวอังกฤษซึ่งได้รับฉายา  “ลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย” เสียชีวิตในวัยเพียง 46 ปี จากอุบัติเหตุขณะขี่มอเตอร์ไซค์ ทำให้ ฮิวจ์ แครนส์(Hugh Cairns) ศัลยแพทย์ระบบประสาทชาวออสเตรเลีย และเป็นแพทย์ประจำตัวของลอว์เรนซ์ รู้สึกสลดใจและเชื่อว่าลอว์เรนซ์คงไม่ประสบชะตากรรมเช่นนั้นหากสวมหมวกกันน็อก จึงออกมารณรงค์ให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บนท้องถนนในอังกฤษสวมหมวกกันน็อกทุกครั้ง 

“2 เดือนหลังออกจากกองทัพ ลอว์เรนซ์ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ Brough Superior SS100 ไปในเมืองดอร์เซ็ต และหักหลบเด็ก 2 คนที่กำลังขี่จักรยาน ส่งผลให้ร่างของนายทหารผู้นี้ถูกเหวี่ยงจากแฮนด์มอเตอร์ไซค์ลงไปกระแทกกับพื้นถนนและบาดเจ็บกะโหลกศีรษะแตก สภาพหมดสติขณะถุกนำตัวส่งโรงพยาบาลทหารค่ายโบวิงตัน และเสียชีวิตในอีก 6 วันต่อมา ซึ่งผลชันสูตรศพพบบาดแผลฉีกขาดและสมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง บทความ “Sir Hugh Cairns and the origins of the motorcycle helmet” โดยราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ บรรยายเหตุการณ์การเสียชีวิตของ โธมัส เอ็ดเวิร์ด ลอว์เรนซ์

ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของแครนส์ ซึ่งเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (BMJ) ในเดือนตุลาคม 2484 หรือช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เก็บข้อมูลจากทหารที่ปฏิบัติหน้าที่พลนำสาร พบว่า พลนำสารที่ต้องทำภารกิจโดยใช้มอเตอร์ไซค์ 2,279 นาย เสียชีวิตในช่วง 21 เดือนแรกของสงคราม และสาเหตุที่พบบ่อยคือการบาดเจ็บที่ศีรษะ (Head Injuries) และมี 7 นายที่ประสบอุบัติเหตุแต่อาการไม่สาหัส ซึ่งทั้งหมดล้วนสวมหมวกกันน็อก ทำให้ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน การสวมหมวกกันน็อกขณะขี่มอเตอร์ไซค์จึงถูกกำหนดให้เป็นวินัยของกองทัพ 

งานวิจัยฉบับต่อมาของแครนส์ซึ่งเผยแพร่ในปี 2489 ชี้ให้เห็นว่า หลังจากที่กองทัพออกประกาศให้ทหารทุกนายสวมหมวกกันน็อก อัตราการเสียชีวิตโดยรวมของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในอังกฤษก็ลดลงอย่างมากและต่อเนื่อง จึงแทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า การกำหนดให้หมวกกันน็อกเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับพลเรือนทุกคนที่เดินทางด้วยมอเตอร์ไซคนั้นจะรักษาทั้งชีวิตของบุคคลนั้นเอง รวมถึงลดภาระงานและประหยัดเวลาของโรงพยาบาลได้อย่างมากด้วย บทความของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ ให้ข้อสรุป!!!

​-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://web.dlt.go.th/statistics/ (กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก)

https://www.who.int/thailand/our-work/road-safety (Road Safety: องค์การอนามัยโลก)

https://www.who.int/docs/default-source/documents/the-power-of-cities/bangkok-case-study-final.pdf?sfvrsn=790ce747_2 (bangkok-case-study-final, องค์การอนามัยโลก)

https://www.thaihealth.or.th/สัญญาณดี-ปี-68-เสียชีวิตจา/ (สัญญาณดี! ปี 68 เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลง 11% รองนายกฯ โสภณ ชูสร้างภูมิเด็กไทย ป้องกันอุบัติเหตุ-พนัน-ยาเสพติด พร้อมเดินหน้า 5 มาตรการ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนทั่วประเทศ : สสส. 19 ก.พ. 2568)

https://www.rcseng.ac.uk/library-and-publications/library/blog/sir-hugh-cairns-and-the-origins-of-the-motorcycle-helmet/ (Sir Hugh Cairns and the origins of the motorcycle helmet: ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ 4 พ.ค. 2561)

https://www.nhtsa.gov/motorcycle-safety/choose-right-motorcycle-helmet (Choose the Right Motorcycle Helmet: NHTSA)

https://www.gov.uk/motorcycle-helmet-law (Motorcycle helmets and safety equipment: GOV.UK)

https://www.en-standard.eu/bs-6658-1985-specification-for-protective-helmets-for-vehicle-users/ (BS 6658:1985 Specification for protective helmets for vehicle users, European Standards)

https://www.femamotorcycling.eu/consumer-information/motorcycle-helmets-what-are-the-rules/ (Motorcycle helmets: what are the rules? สหพันธ์สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งยุโรป -FEMA)

https://www.itarda.or.jp/english/itardainfomation/info39/next03.html (1-2. Wearing a crash helmet: Institute for Traffic Accident Research and Data Analysis)

https://www.tisi.go.th/data/standard/fulltext/TIS-369-2557m.pdf (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 369-2557: สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) 

เข้าใจเทรนด์ของ Gen Z เพื่อสื่อสารให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่แบบ Classroom Adventure

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

โปสเตอร์เตือนภัยการหลอกลวงออนไลน์ที่ติดในรถไฟฟ้า ลิงก์เว็บไซต์รณรงค์ให้รู้เท่าทันข่าวปลอม แผ่นพับที่วางแจกในที่สาธารณะ คลิปวิดีโอสอนวิธีป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ–ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการสื่อสารที่เข้าไม่ถึงคนรุ่นใหม่อีกต่อไป 

ในความเห็นของ โนอา โฮริกูชิ (Noa Horiguchi) นักออกแบบและพัฒนาเกมชาวญี่ปุ่นวัย 23 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Classroom Adventure เราจะสร้างภูมิคุ้มกันให้คน Gen Z ปลอดภัยจากการหลอกลวงออนไลน์สารพัดรูปแบบในยุค AI ได้ด้วยการสร้างประสบการณ์ตรงผ่านสื่อที่ถูกจริตคนวัยนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “เกม”

โนอาเป็นวิทยากรพิเศษที่โคแฟคเชิญมาบรรยายพิเศษเรื่อง “Building Trust in the Age of AI” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ภายใต้หัวข้อ “Lost in information: When Disinformation becomes a global risk” ร่วมจัดโดยโคแฟค ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก 11 องค์กร 

โนอาบรรยายพิเศษเรื่อง “Building Trust in the Age of AI” ในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

นอกจากจะเล่าเรื่องราวของ Classroom Adventure บริษัทธุรกิจเพื่อสังคมที่เขาทำร่วมกับเพื่อนมหาวิทยาลัยแล้ว โนอายังให้มุมมองในฐานะคน Gen Z ที่ทำงานสื่อสารกับคน Gen Z (เกิดระหว่างปี 1997-2012) ว่าคนรุ่นใหม่คิดอย่างไร มีพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์อย่างไร และหากต้องการสื่อสารกับคนวัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

รู้จักโนอาและ Classroom Adventure

โนอาเกิดและเติบโตในสหรัฐอเมริกา หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปลายในอเมริกาเขาย้ายกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นและจบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสารสนเทศจากมหาวิทยาลัย Keio เมื่อต้นปี 2569 ระหว่างเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เขากับเพื่อน ๆ ได้ริเริ่มโครงการ Classroom Adventure เพื่อพัฒนาเกมออนไลน์ที่สอนทักษะการตรวจสอบข่าวลวงและการรู้เท่าทันสื่อ

Classroom Adventure เป็นโปรเจกต์ที่โนอาร่วมทำกับเพื่อน ๆ มหาวิทยาลัย Keio พัฒนาเกมที่ให้ผู้เล่นพัฒนาทักษะการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ ปัจจุบันเกม Ray’s Blog มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษและจีน และนำไปให้เด็ก ๆ ในหลายประเทศได้เล่นและเรียนรู้

หนึ่งในเกมที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ Ray’s Blog ที่เขานำไปเล่นกับเยาวชนในโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วญี่ปุ่น และยังได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาและองค์กรภาคประชาสังคมในประเทศต่าง ๆ ที่ทำงานด้านการต่อต้านข่าวลวง รวมทั้งโคแฟค ประเทศไทย ที่ได้เชิญโนอามาแนะนำเกม Ray’s Blog ให้นักข่าวและภาคีเครือข่ายนักตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทดลองเล่นในช่วงปี 2568-2569

นอกจากการทักษะตรวจสอบข่าวลวงแล้ว Classroom Adventure ยังได้รับการสนับสนุนทั้งจากหน่วยงานรัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษาให้ออกแบบและพัฒนาเกมเพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันและมีภูมิคุ้มกันต่อข้อมูลเท็จ อาชญากรไซเบอร์ การหลอกลวงและพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่มีการสอนในหลักสูตรการศึกษา 

“เป้าหมายของเราคือทำให้การเรียนรู้ในห้องเรียนเป็นเรื่องสนุก เป็นเหมือนการผจญภัย เราถนัดในการออกแบบและพัฒนาเกม เราก็เลยใช้เกมเป็นเครื่องมือในการทำให้การเรียนรู้นั้นสนุกตื่นเต้น ไม่น่าเบื่อ” โนอากล่าว “ใครที่เคยได้เล่นเกมของเราอาจจะงงนิดหน่อยว่าตกลงนี่มันเป็นเกม เป็นหนัง หรือเป็นคอร์สบรรยายกันแน่ คำตอบก็คือเกมของเรารวมการสื่อสารในทุกแขนงไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด”   

จากโครงการของนักศึกษามหาวิทยาลัย Classroom Adventure ก่อตัวเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมด้านการศึกษาและส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ โดยมีโนอาเป็นซีอีโอของบริษัท  

ประเทศต่างกัน ปัญหาเดียวกัน

โนอาเล่าว่าคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นเผชิญภัยคุกคามในโลกออนไลน์ไม่ต่างจากคนไทยหรือประเทศอื่นทั่วโลก ปัญหาใหญ่ ๆ คือ

  • การหลอกลวงออนไลน์ เช่น ล่อลวงให้ทำงานผิดกฎหมาย การพนันออนไลน์ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ (e-commerce) ปลอม ในปี 2023 คนญี่ปุ่นเสียทรัพย์สินจากการถูกหลอกลวงออนไลน์เป็นเงินมากถึง 45,000 ล้านเยน (9,250 ล้านบาท) และมีสัญญาณว่าคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงานและมีรายได้ของตัวเองกำลังตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ  
  • การแพร่กระจายของเนื้อหาเท็จทั้งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเมือง การเลือกตั้ง และสุขภาพ มีการศึกษาพบว่า 20% ของข้อมูลอันดับต้น ๆ ที่ได้จากการค้นหา (top search) เป็นข้อมูลเท็จ (misinformation)  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิดีโอติ๊กตอกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต พบว่ามากกว่า 50% ของวิดีโอแนะนำ 100 อันดับแรกมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทางการแพทย์  
  • AI ทำให้การหลอกลวงออนไลน์ทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว น่าเชื่อ และสร้างความเสียหายได้มากกว่าเดิม เพราะการสร้างเว็บไซต์ปลอม วิดีโอปลอม การแพร่กระจายข้อความหลอกลวง ช่องทางการลงทุนปลอม ลิงก์บริจาคปลอม รวมทั้งอาชญากรรมทางไซเบอร์ทุกรูปแบบเกิดขึ้นได้ในพริบตาด้วยคำสั่ง (prompt) เดียว 

พฤติกรรมออนไลน์ของ Gen Z

โนอาเห็นถึงความพยายามของหลายฝ่ายในการสร้างภูมิคุ้มกันคนรุ่นใหม่ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวงและอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่มาในรูปแบบต่าง ๆ แต่ความพยายามเหล่านั้นจะสำเร็จได้ยาก หากไม่เข้าใจพฤติกรรมและความคิดของคนรุ่นใหม่

นี่คือ 3 เรื่องที่โนอาคิดว่าสังคมควรรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการเสพเนื้อหาออนไลน์ของคน Gen Z

1.ไม่สนใจเนื้อหาที่เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์

คนรุ่นใหม่มักจะเลื่อนผ่านเนื้อหาที่เป็นการโฆษณา คำแนะนำหรือแคมเปญรณรงค์ต่าง ๆ แต่ชอบคอนเทนต์ที่ “จริง”  

“เมื่อก่อนนี้ โฆษณาบนเว็บไซต์หรือในโซเชียลมีเดียดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ ตอนนี้ก็ยังใช้ได้อยู่สำหรับคนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่สำหรับคนรุ่นใหม่ ผ่านตาแวบเดียวเขาก็รู้แล้วว่าเป็นโฆษณาแล้วก็จะเลื่อนผ่านไปเลย สิ่งที่จะดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้คือคอนเทนต์ที่เป็นคอนเทนต์จริง ๆ ไม่ใช่ข้อความโฆษณาประชาสัมพันธ์” 

2.ไม่เข้าเว็บไซต์

ทุกวันนี้เว็บไซต์เป็นแค่หน้าบ้านให้คนที่อยากรู้จักองค์กรเข้ามาดูเท่านั้น แต่ไม่ใช่พื้นที่จุดประเด็นสนทนาในโลกออนไลน์ ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่คนรุ่นใหม่จะเข้ามาดู

การเข้าเว็บไซต์น้อยลงนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก AI ที่ทำให้พฤติกรรมการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไป จากเดิมที่ใส่คำค้นในกูเกิล เมื่อกูเกิลแสดงผลเว็บไซต์ขึ้นมาก็จะคลิกเข้าไปดูในเว็บไซต์เหล่านั้น แต่ทุกวันนี้คนดูแต่ “ข้อมูลภาพรวมโดย AI” (AI Overview) ที่ AI ของกูเกิลสรุปมาให้ 

สถิติบอกว่า AI Overview ของกูเกิลทำให้ปริมาณการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ (click through rate-CTR) ของผู้ใช้งาน search engine ลดลงถึง 42% และคาดว่าจะลดลงไปอีกในปี 2569

“พอคุณใส่คำค้นหาในกูเกิลแล้ว AI แสดงข้อมูลภาพรวมขึ้นมาเป็นอันดับแรก คนก็อ่านแค่ข้อมูลที่สรุปมาโดยไม่คลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ (zero click search) ซึ่งพฤติกรรมนี้เพิ่มขึ้นถึง 64.8%”

จากเดิมที่ผู้ผลิตเนื้อหาต้องให้ความสำคัญกับ Search Engine Optiminzation หรือการทำให้ search engine แนะนำเนื้อหาของตน สิ่งที่ต้องให้ความสนใจตอนนี้กลายเป็น GEO–Generative Engine Optimization เพื่อให้ AI มองเห็นเนื้อหาและนำไปแสดงผล  

3.เชื่ออินฟลูเอนเซอร์

อินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและความคิดความเชื่อของคนรุ่นใหม่

“บางทีพวกเขาอาจเชื่ออินฟลูฯ มากกว่าพ่อแม่หรือเพื่อนสนิทด้วยซ้ำ เมื่อก่อนนี้อินฟลูฯ เป็นเหมือนดาราคนดังคนหนึ่ง แต่ตอนนี้กลายเป็นคนที่เด็กรุ่นใหม่มองว่าเข้าใจความคิดความรู้สึกของเขามากกว่าใคร ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยขึ้นมาก่อน” โนอาตั้งข้อสังเกต

เพราะฉะนั้นเวลาที่อินฟลูฯ ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องน่ากังวล เช่น ปัจจุบันนี้มีอินฟลูฯ จำนวนมากออกมาพูดเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งถ้าสิ่งที่พูดนั้นไม่มีข้อมูลวิชาการรองรับก็อาจสร้างความเสียหายหรือความเข้าใจผิดได้ 

ท่ามกลางการหลอกลวงในโลกออนไลน์และการแพร่ระบาดของข้อมูลเท็จโดยมี AI ที่ทำให้อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นเรื่องง่าย การเข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นใหม่จะช่วยให้ภาคส่วนต่าง ๆ ออกแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องเยาวชนจากภัยออนไลน์ 

โนอามองว่าองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันการศึกษาหรือองค์กรภาคประชาสังคมมักประสบปัญหาในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z มักจะใช้วิธีการสื่อสารแบบเดิม ๆ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาใหม่ ๆ การสื่อสารนั้นจึงมักไม่ค่อยได้ผล

เกมของ Classroom Adventure เป็นตัวอย่างนวัตกรรมที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันสื่อและภัยออนไลน์จากประสบการณ์ตรง ซึ่งโนอาเชื่อว่าจะได้ผลดีมากกว่าการสั่งสอนหรือบอกให้เชื่อในรูปแบบเดิม ๆ


 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 11 เมษายน 2569

สส. พรรคประชาชน สร้างภาพในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/y6p9uricifbd


ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความ “ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อป้องกันไม่ให้ Meta นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10z8ckmywn3gh


ขายปืนฉีดน้ำติดหน้ารถยนต์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3hmwm8fg4kmpt


คลิป “เฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ถูกอิหร่านยิงตก”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1axanfnjre2mg


คิง เพาเวอร์ปิดทุกสาขาสิ้นเดือนนี้-เวทีมวยลุมพินีประกาศปิดไม่มีกำหนด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1u6u5whzb8icw


รัฐบาลจีนแนะนำให้นักศึกษาเลิกเรียนแล้วไปหาคู่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/79zekm1sgqm2


เตือนภัยมิจฉาชีพทำเว็บปลอมแอบอ้างโลตัส เนียนช่วงสงกรานต์หลอกทำกิจกรรมรับเงิน ห้ามกดลิงค์เด็ดขาด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2i47r0cmcgsjv


ไทยเสี่ยงวิกฤตแล้ง มีน้ำใช้ได้ 50% กลาง-ตะวันออก เหลือแค่ 42%

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/i165vb56z8v6


ไทยครองแชมป์เบอร์ 1 เอเชีย มิจฉาชีพถล่มสายโทร-SMS เร่งจี้รัฐ-กสทช. วางระบบคัดกรองพื้นฐานปกป้องประชาชน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/wiqn3r25g882


กรมอุตุฯ พยากรณ์อากาศช่วงสงกรานต์นี้ อากาศร้อนจัด-ฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/19bc4aoff6tju

ข้อความ “ไม่ยินยอมให้เฟซบุ๊กใช้ข้อมูลส่วนตัว” เป็นข่าวลวงวนซ้ำ และไม่มีผลทางกฎหมาย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความ “ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อป้องกันไม่ให้ Meta นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นข้อความเท็จที่ถูกเผยแพร่ไม่ต่ำกว่า 10 ปี และไม่มีผลทางกฎหมาย** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6-8 เม.ย. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากโพสต์ข้อความว่า Meta บริษัทผู้ให้บริการเฟซบุ๊กมีกฎใหม่ว่าด้วยการใช้งานรูปภาพของผู้ใช้งาน หากไม่ต้องการให้ Meta ใช้รูปภาพต้องโพสต์ข้อความยืนยันว่าไม่อนุญาตให้ใช้ภาพและข้อมูลส่วนตัว 

ข้อความที่โพสต์ระบุว่า “วันนี้จะเป็นการเริ่มต้นกฎใหม่ของ Facebook (หรือที่เรียกว่า Meta) ซึ่งอนุญาตให้พวกเขาใช้รูปภาพของคุณได้” และ “สมาชิกทุกคนต้องโพสต์โน้ตแบบนี้ หากคุณไม่เผยแพร่ข้อความอย่างน้อยหนึ่งครั้ง จะเข้าใจทางเทคนิคว่าคุณอนุญาตให้ใช้รูปภาพของคุณ รวมถึงข้อมูลที่อยู่ในอัปเดตสถานะโปรไฟล์ของคุณ ฉันขอประกาศว่าฉันไม่ได้ให้สิทธิ์การอนุญาตสําหรับ Facebook หรือ Meta เพื่อใช้ข้อมูลส่วนตัวของฉัน” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้เป็นเนื้อหลอกลวงที่ถูกแชร์วนซ้ำในต่างประเทศมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี สื่อต่างประเทศ เช่น CNN และ BBC รายงานว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กพากันโพสต์ข้อความนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าเฟซบุ๊กและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจะออกมาชี้แจงแล้วว่าข้อความนี้เป็นเท็จและไม่มีผลทางกฎหมาย

เฟซบุ๊กเคยโพสต์ข้อความชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความเท็จนี้เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2555 ว่า “ขณะนี้มีข่าวลือว่าเฟซบุ๊กเปลี่ยนกฎเกี่ยวกับสิทธิในการใช้ข้อมูลและเนื้อหาที่ผู้ใช้งานโพสต์ในเฟซบุ๊ก ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมเนื้อหาและข้อมูลที่ตนเองโพสต์ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการให้บริการ ผู้ใช้งานเป็นผู้ตั้งค่าการแชร์เนื้อหาและข้อมูลที่โพสต์ นี่คือนโยบายของเฟซบุ๊กที่เราใช้มาโดยตลอด”

การที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยนำข้อความนี้กลับมาโพสต์อีกครั้งอาจเกิดจากความกังวลเรื่องการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งตัวแทน Meta ประเทศชี้แจงกับ Thai PBS Verify เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ว่าข้อความที่ส่งต่อกันนี้เป็นข้อมูลเท็จ และอธิบายว่าการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานเป็นไปตามเงื่อนไขการให้บริการและนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Meta ที่ผู้ใช้งานได้ให้ความยินยอมตั้งแต่การสร้างบัญชีเฟซบุ๊ก 

ตามเงื่อนไขการให้บริการและนโยบายความเป็นส่วนตัว Meta จะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานจากกิจกรรมและข้อมูลที่ผู้ใช้ให้ไว้กับแพลตฟอร์มเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงบริการรวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม Meta ระบุว่าไม่มีการขายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานให้บุคคลภายนอก และผู้ใช้งานสามารถจัดการสิทธิความเป็นส่วนตัวได้จากการตั้งค่าบัญชีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และการตั้งค่าบนอุปกรณ์  

วันที่ 9 เม.ย. 2569 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ข้อมูลว่าการโพสต์ข้อความดังกล่าวบนเฟซบุ๊กไม่มีผลทางกฎหมายเนื่องจากทันทีที่สมัครใช้บริการจะถือว่าผู้ใช้งานได้กดยอมรับเงื่อนไขการให้บริการ (Terms of Service) ที่ทางแพลตฟอร์มกำหนดไว้แล้ว การโพสต์ข้อความประกาศส่วนตัวจึงไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทได้ 

สำหรับประเด็นที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กกังวลว่าข้อมูลของตนจะถูกนำไปใช้ในการเทรน AI นั้น Meta ชี้แจงในหน้าศูนย์ความเป็นส่วนตัวว่าข้อมูลที่เป็นสาธารณะ เช่น ข้อความที่โพสต์ ความคิดเห็น รูปภาพและคำบรรยายจะถูกใช้ในการปรับปรุงโมเดล AI แต่ผู้ใช้งานสามารถคัดค้านการนำข้อมูลไปใช้ในระบบ AI ของ Meta ด้วยการส่งแบบฟอร์มคัดค้านไปที่ Meta 

ขั้นตอนการส่งคำคัดค้านมีดังนี้: ไปที่การตั้งค่า (Settings) > ศูนย์ความเป็นส่วนตัว (Privacy Center) > ไปที่หัวข้อ “AI at Meta” > ยื่นคำร้องคัดค้าน (Submit an objection request) > คลิก “ข้อมูลที่คุณได้แชร์ไว้บนผลิตภัณฑ์ของ Meta” ระบบจะลิงก์ไปที่หน้าส่งแบบฟอร์มคัคค้าน > กดปุ่ม Submit 

Taiwan AI Labs กับการสร้าง “AI ที่ไว้ใจได้” เพื่อปกป้องประชาธิปไตยและความปลอดภัยของคนไต้หวัน

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

หากยังทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่บริษัทไมโครซอฟต์ในสหรัฐอเมริกา วันนี้อีธาน ตู คงมีตำแหน่งใหญ่โต ได้เงินเดือนสูงลิ่ว แต่เขาตัดสินใจลาออกกลับมาอยูไต้หวันบ้านเกิดเมื่อสิบปีก่อนและก่อตั้ง Taiwan AI Labs องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา AI  

“หลายคนสงสัยว่าทำไมผมถึงลาออกจากไมโครซอฟต์ทั้งที่เงินเดือนก็ดี การงานก็มั่นคง ผมตอบไปว่าเพราะผมต้องการทำให้ไต้หวันมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” อีธาน ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs กล่าวในช่วงหนึ่งของการบรรยายพิเศษในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

กิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Lost in information: When Disinformation becomes a global risk” ร่วมจัดโดยโคแฟค ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก 11 องค์กร  

เนื่องจากอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่กำลังเพิ่มขึ้นในทุกมิติ รวมถึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างข่าวลวง-ข้อมูลเท็จ โคแฟคจึงเชิญอีธาน ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs มาให้มุมมองเกี่ยวกับ AI และถ่ายทอดเรื่องราวการพัฒนา AI โดยองค์กรภาคพลเมืองซึ่งทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ในไต้หวันมี AI ที่ปลอดภัยใช้โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล

“อย่าไว้ใจ AI”

อีธานก่อตั้ง Taiwan AI Labs ขึ้นเมื่อปี 2017 เพราะรู้ดีว่าในอนาคตอันใกล้ AI คือเทคโนโลยีแห่งอำนาจ และ AI ที่สร้างขึ้นในประเทศใดก็ย่อมถูกออกแบบวางระบบมาให้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศนั้น เขาหยิบยกงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ChatGPT ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทในสหรัฐอเมริกาจะไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้อเมริกาดูแย่ ขณะที่ DeepSeek ของจีนก็จะไม่เสนอข้อมูลในทางลบเกี่ยวกับจีนแถมยังสอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อเพื่อยกย่องจีน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะมันถูกสอนมาให้ประมวลผลจากเนื้อหาที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐบาลจีน

“เพราะฉะนั้นอย่าไว้ใจ AI ที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันถูกสอนโดยบริษัทที่พัฒนามันขึ้นมา  และทำงานเพื่อแสวงหากำไรหรือไม่ก็เพื่อประโยชน์ของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่การปกป้องประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ”

นอกจากนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการ AI ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานได้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร โดยที่เราไม่รู้เลยว่าข้อมูลของเราจะถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้างหรืออาจรั่วไหลไปถึงมือมิจฉาชีพก็ได้

อีธาน ตู (Ethan Tu) ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs บรรยายพิเศษในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวง 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

AI ที่ไว้ใจได้ของไต้หวัน

เมื่อมีข้อกังขาต่อ AI ของบริษัทต่างชาติเหล่านี้ Taiwan AI Labs จึงพัฒนา AI โมเดลที่ชื่อว่า “FedGPT” โดยมีเป้าหมายให้เป็น AI ที่ “ไว้ใจได้และมีความรับผิดชอบ” ที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนไต้หวันสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทโทคโนโลยียักษ์ใหญ่

Fed มาจากคำว่า Federated approach ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนา AI แบบกระจายศูนย์ ซึ่งต่างจากการพัฒนา AI แบบรวมศูนย์ที่ผู้ใช้งานต้องส่งข้อมูลมาที่เซิร์ฟเวอร์กลางเพื่อใช้ในการฝึกฝนโมเดล 

อีธานอธิบายว่า FedGPT เปิดให้แต่ละองค์กรที่ใช้งานไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ธนาคาร สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษาหรือบริษัทเอกชนฝึกโมเดล AI ด้วยชุดข้อมูลของตัวเองโดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลนั้นเข้าเซิร์ฟเวอร์กลาง หลังจากนั้นจึงแชร์โมเดลที่ฝึกฝนเสร็จแล้วกลับมาเพื่ออัปเดตโมเดลกลาง เท่ากับว่าผู้ใช้งานแต่ละองค์กรร่วมกันเทรน AI โดยที่ไม่ต้องแชร์ข้อมูลขององค์กรกับใคร ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการรั่วไหลของข้อมูล 

“เราไม่นำข้อมูลมารวมศูนย์ แต่ละองค์กรมีส่วนในการเทรนอัลกอรึทึมและพัฒนาโมเดลกลางโดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลภายในที่แต่ละองค์กใช้ในการเทรน AI นี่คือหัวใจสำคัญ” อีธานกล่าว “ข้อมูลของผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือลูกค้าธนาคารยังคงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในฐานข้อมูลของโรงพยาบาลและธนาคารแต่ละแห่ง”   

ข้อดีของการพัฒนา AI ด้วย Federated Technology

  • ลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลและการที่ข้อมูลถูกใช้ไปในทางมิชอบ เนื่องจากผู้ใช้งานไม่ต้องแชร์ข้อมูลภายในเข้าระบบกลาง
  • พัฒนาทักษะและศักยภาพการทำงานด้าน AI ของคนในองค์กร ลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีภายนอก  
  • องค์กรสามารถสร้างรายได้จาก AI โมเดลที่ฝึกฝนสมบูรณ์แล้ว เพราะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทเดียวกันมักจะใช้งาน AI ในแบบที่คล้ายกัน 
  • เกิดความร่วมมือกันในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน/ผู้บริโภค เช่น ธนาคารเกือบ 40 แห่งในไต้หวันร่วมมือกันฝึกฝน AI โมเดลจนสามารถระบุพฤติกรรมการหลอกลวงทางการเงินได้ ทำให้ธนาคารสามารถยับยั้งธุรกรรมของมิจฉาชีพได้ก่อนที่การฉ้อโกงจะเกิดขึ้น
  • มีความหลากหลายของ AI โมเดลที่ตอบโจทย์งานด้านต่าง ๆ และลดความเสี่ยงจากการใช้โมเดลใดโมเดลหนึ่ง ปัจจุบันไต้หวันมี AI ที่ใช้ในภาคสาธารณสุขมากกว่า 400 โมเดล 
  • การฝึก AI แบบกระจายศูนย์ทำให้ข้อมูลที่ AI เรียนรู้มีความหลากหลาย การประมวลผลจึงมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและมีอคติน้อยที่สุด 

ที่มา: สรุปจากการบรรยายพิเศษของอีธาน ตู ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs วันที่ 2 เม.ย. 2569

“อธิปไตยทาง AI”

อีธานฉายภาพปัจจุบันและอนาคตของ AI ว่าเทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นความรวดเร็วในการประมวลผลของ AI ไปสู่การพัฒนา AI ที่ไว้ใจได้และกำกับดูแลโดยองค์กรภายในประเทศ (trustworthy and locally-governed AI) เพื่อมุ่งสู่ “AI ที่มีอธิปไตยและธรรมาภิบาล” (Soveign AI and Governance) 

ด้วยเทคโนโลยีการพัฒนา AI แบบกระจายศูนย์ที่ Taiwan AI Labs ริเริ่มขึ้นและได้รับการสนับสนุนทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชน อีธานเชื่อมั่นว่าวันนี้ไต้หวันกำลังมุ่งสู่การมีอธิปไตยทาง AI กล่าวคือมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี มีบุคลากรที่มีศักยภาพในการพัฒนา AI และองค์กรที่กำกับดูแลการใช้ AI ในไต้หวันให้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบสากล โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากต่างชาติ

การต่อสู้ในสงครามข้อมูลข่าวสาร

ไต้หวันกับจีนมีปัญหากันมานาน โลกออนไลน์เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิของความขัดแย้งนี้ Taiwan AI Labs เป็นองค์กรแรก ๆ ที่มองเห็นภัยคุกคามจากการครอบงำและแทรกแซงด้วยข้อมูลข่าวสารจากนอกประเทศ (Foreign Information Manipulation and Interference: FIMI) พวกเขาจึงพัฒนา AI โมเดลมาวิเคราะห์เนื้อหาและบัญชีผู้ใช้งานในโซเชียลมีเดียจนสามารถเปิดโปงขบวนการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียปลอมจำนวนมหาศาลที่ควบคุมโดยบอต

เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ปลอมเหล่านี้มีเป้าหมายให้คนสนับสนุนจีน มองจีนในแง่บวก ต่อต้านสหรัฐฯ และให้ข้อมูลผิด ๆ ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วนในสังคมไต้หวัน เช่น ในช่วงโควิด-19 พบบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียจากจีนจำนวนมากที่ปลอมเป็นคนไต้หวันโพสต์ข้อความโจมตีองค์การอนามัยโลกและเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 เพื่อทำให้คนไม่กล้าไปฉีดวัคซีน

สิ่งที่ Taiwan AI Labs ค้นพบในโครงการวิจัยต่อมาคือ การจัดการเนื้อหาของผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มนั้น “ไม่เป็นกลาง”

โครงการ Project Lutein ของ Taiwan AI Labs เปิดให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไต้หวันส่งเนื้อหาที่ถูกระงับการเผยแพร่เข้ามาที่ฐานข้อมูล เมื่อนำเนื้อหาทั้งหมดมาวิเคราะห์ก็พบว่าโพสต์ที่ถูกเซ็นเซอร์ส่วนมากมีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับจีน อินเดีย ไต้หวัน รัสเซีย สหรัฐฯ และฮ่องกง ในขณะที่โพสต์ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือ hate speech กลับไม่ถูกเซ็นเซอร์

“เราพบว่า 23% ของโพสต์ที่ถูกเซ็นเซอร์เป็นโพสต์ที่สนับสนุนรัฐบาลไต้หวัน และเมื่อนำเนื้อหาที่ถูกเซ็นเซอร์มาวิเคราะห์เทียบเคียงกับนโยบายด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของไต้หวัน เราพบว่า 98% ของเนื้อหาเหล่านี้ไม่ควรถูกเซ็นเซอร์หากยึดตามมาตรฐานของไต้หวัน” อีธานกล่าว 

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของ Taiwan AI Labs ทำการวิเคราะห์เนื้อหาที่เผยแพร่ในติ๊กตอก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของบริษัทจีน โดยสุ่มเลือกเนื้อหาและคอมเมนต์ที่เกี่ยวกับจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ และญี่ปุ่นอย่างละ 100 เรื่อง พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับจีนจะเป็นไปในทางบวก เช่น จีนเป็นประเทศที่แข็งแกร่งและสนับสนุนให้จีนผนวกรวมไต้หวัน ขณะที่เนื้อหาเกี่ยวกับประเทศที่เหลือจะเป็นไปในทางลบ

  • เนื้อหาเกี่ยวกับจีน: 62% เป็นไปในทางบวก เช่น ยกย่องสรรเสริญจีน, สนับสนุนให้จีนผนวกรวมไต้หวัน
  • เนื้อหาเกี่ยวกับไต้หวัน: 95% เป็นไปในทางลบ เช่น รัฐบาลของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party-DPP) กำลังทำลายไต้หวัน, ไต้หวันควรถูกผนวกรวมกับจีน, ไต้หวันควรหยุดยั่วยุจีน
  • เนื้อหาเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา: 100% เป็นไปในทางลบ เช่น สหรัฐฯ “ซื้อ” ไต้หวันไปแล้ว, นักการเมืองพรรค DPP ซุกซ่อนทรัพย์สินในสหรัฐฯ
  • เนื้อหาเกี่ยวกับญี่ปุ่น: 98% เป็นไปในทางลบ เช่น นักการเมืองพรรค DPP ทำงานให้ญี่ปุ่นและมีบรรพบุรุษเป็นชาวญี่ปุ่น, ไต้หวันควรยกเลิกการนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่นเพราะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี

การพัฒนา FedGPT และการเปิดโปงขบวนการปลุกปั่นครอบงำทางความคิดด้วยข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดียและชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาในโซเชียลมีเดียไม่ได้สะท้อนความจริงหรือความคิดเห็นที่แท้จริงของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่อีธานและ Taiwan AI Labs ทำในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้ไต้หวันพึ่งพาตัวเองได้ด้าน AI และทำให้ประชาชนรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร ไม่ตกเป็นเหยื่อของการยุยงปลุกปั่นด้วยข้อมูลเท็จที่ทำเป็นขบวนการ  

อีธานทิ้งท้ายว่าสิ่งที่ Taiwan AI Labs ทำมาทั้งหมดและยังเดินหน้าทำต่อไปนี้ไม่ได้เพื่อสร้างรายได้หรือกำไร แต่เพื่อปกป้องไต้หวันและคนไต้หวัน “เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือทำเท่านั้น” 


โคแฟคตรวจสอบแล้วไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่ารัฐบาลจีนแนะนำให้นักศึกษา “เลิกเรียนแล้วไปหาคู่”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลจีนแนะนำให้นักศึกษาเลิกเรียนแล้วไปหาคู่

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** ไม่พบข้อมูลหรือแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่ารัฐบาลจีนมีนโยบายนี้**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Human world” ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 300,000 บัญชี โพสต์ภาพกลุ่มคนหนุ่มสาวฝังข้อความ “รัฐบาลจีนแนะนำนักศึกษาเลิกเรียนแล้วไปหาคู่ ผลิตลูกออกมาเยอะ ๆ” และเขียนบรรยายว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งในจีนแนะนำให้นักศึกษา “พักการเรียนชั่วคราวเพื่อไปหาคู่ชีวิต” เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 

โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 8 เม.ย. มียอดแชร์มากกว่า 90 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบรายงานข่าวและเว็บไซต์ของทางการจีน ไม่พบข้อมูลว่ารัฐบาลจีนมีนโยบายแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดลดลงด้วยการให้นักศึกษาพักการเรียนเพื่อไปหาคู่ แต่พบว่าเมื่อปี 2566 วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งของจีนประกาศขยายวันหยุดในช่วงเทศกาลเชงเม้งและเชิญชวนให้นักศึกษาใช้ช่วงวันหยุดยาวนี้ออกไปสัมผัสความงามของฤดูใบไม้ผลิและเติมความรักให้ชีวิต ซึ่งกลายเป็นหัวข้อสนทนาของผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวจีนที่มองว่าเป็นความพยายามของสถาบันการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดลดลง

WWMT สื่อท้องถิ่นในมิชิแกน สหรัฐอเมริกา และเว็บไซต์  Asiana Times สื่อออนไลน์ในอินเดียรายงานข่าวนี้เมื่อวันที่ 30 มี.ค. และ 3 เม.ย. 2566 ว่าวิทยาลัยอาชีพ 9 แห่งในเครือฟ่านเหม่ (Fan Mei Education Group) ของจีนประกาศขยายวันหยุดเทศกาลเชงเม้งจาก 1 เป็น 7 วันในช่วงวันที่ 1-7 เม.ย. พร้อมกับอ้างอิงข้อความประชาสัมพันธ์ของ Vocational Flight College of Mianyang ที่ระบุว่าการขยายวันหยุดนี้มีจุดประสงค์ให้นักศึกษาออกไป “ชื่นชมธรรมชาติและตามหาความรัก” 

ข้อความในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวอาจนำรายงานข่าวและข้อความประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยมาบิดเบือนว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนที่ให้นักศึกษาหยุดเรียนเพื่อไปหาคู่ 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากทางสถานทูตจีนแต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ

จีนเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีบุตร รอยเตอร์สรายงานว่าในปี 2569 รัฐบาลจีนมีแผนใช้งบประมาณราว 180 ล้านหยวน (853 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มประชากรผ่านนโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดระหว่างตั้งครรภ์รวมไปถึงการทำเด็กหลอดแก้ว โครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 3,600 หยวน (17,000 บาท) ต่อปี/ต่อบุตรหนึ่งคน การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มถุงยางอนามัย-ยาคุมกำเนิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 รวมถึงเรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษาเพิ่มเนื้อหาที่ส่งเสริมให้นักศึกษามีมุมมองที่เป็นบวกต่อการแต่งงาน ความรัก การมีบุตร และครอบครัว

คิง เพาเวอร์-สนามมวยลุมพินีปิดบริการเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ช่วงโควิด-19

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คิง เพาเวอร์ปิดทุกสาขาสิ้นเดือนนี้-เวทีมวยลุมพินีประกาศปิดไม่มีกำหนด

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ-เป็นข่าวลวงวนซ้ำ** คิง เพาเวอร์และเวทีมวยลุมพินีเปิดให้บริการตามปกติ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Piyacheep S.Vatcharobo” โพสต์ข้อความสรุปเนื้อหาได้ว่า เศรษฐกิจของไทยกำลังย่ำแย่อย่างหนักส่งผลให้คิง เพาเวอร์เตรียมปิดให้บริการทุกสาขาสิ้นเดือนนี้ยกเว้นสาขาในสนามบิน และเวทีมวยลุมพินีประกาศปิดไม่มีกำหนด ทำให้นักมวย พี่เลี้ยงและพนักงานตกงานทันทีแบบไม่มีเงินชดเชย (ลิงก์บันทึก)

โพสต์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่าร้านอาหารบุฟเฟต์ของโรงแรมใบหยกสกายไม่มีลูกค้าจนต้องลดราคาลงเกือบครึ่ง ขณะที่ร้านขายเสื้อผ้าที่ศูนย์การค้าแพลทินัมขายได้น้อยลงมากจนรายได้ไม่พอค่าเช่าพื้นที่ 

ณ วันที่ 7 เม.ย. โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 4,400 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้เป็นข่าวลวงที่ถูกเผยแพร่ซ้ำมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งบริษัทคิง เพาเวอร์ชี้แจงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งว่าไม่เป็นความจริง

ข่าวลวงนี้กลับมาอีกครั้งในเดือน เม.ย. 2569 ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกรทบอย่างหนักจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยมีการเพิ่มเติมข้อความที่เกี่ยวกับรัฐบาลเศรษฐา ทวีสินเข้ามา  

โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อความดังกล่าวในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 

▪️คิง เพาเวอร์-เวทีมวยลุมพินีปิดบริการ

วันที่ 7 เม.ย. โคแฟคได้รับคำยืนยันทั้งจากคิง เพาเวอร์และสนามมวยลุมพินีว่ายังคงเปิดทำการตามปกติ ไม่ได้ปิดหรือมีแผนจะปิดให้บริการตามที่ข้อความในโพสต์กล่าวอ้าง

คิง เพาเวอร์ระบุว่าทุกสาขา ได้แก่ ซอยรางน้ำ, ซิตี บูทีก ณ วัน แบงค็อก, ภูเก็ต, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานภูเก็ต, ท่าอากาศยานอู่ตะเภา, ท่าอากาศยานเชียงใหม่และท่าอากาศยานหาดใหญ่ยังคงเปิดให้บริการและไม่มีแผนจะปิดสาขาตามที่ข้อความในโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวอ้าง

▪️รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายห้ามคิง เพาเวอร์ ที่ตั้งอยู่บริเวณผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้คิง เพาเวอร์ขาดรายได้จนต้องปิดสาขาในสนามบิน

แต่เดิม ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยสามารถซื้อสินค้าจากร้านปลอดอากรขาเข้าได้รวมทั้งสุราปริมาณไม่เกิน 1 ลิตร ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลเศรษฐามีมติเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2567 รับทราบการดำเนินงานของกระทรวงการคลังในการยกเลิกการยกเว้นอากรของที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ขาเข้าเพื่อส่งเสริมการบริโภคและการใช้สินค้าภายในประเทศ เนื่องจากการที่นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าในร้านปลอดอากรขาเข้านั้นทำให้โอกาสในการจับจ่ายในประเทศลดลง

คิง เพาเวอร์ชี้แจงทางเฟซบุ๊กว่า “ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการบริโภคและการใช้สินค้าภายในประเทศ การจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี Duty Free ในพื้นที่ขาเข้าทุกสนามบินได้ถูกยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2567 เป็นต้นไป โดยร้านค้า Duty Free คิง เพาเวอร์ ทุกท่าอากาศยาน เปิดให้บริการเฉพาะในพื้นที่ขาออกระหว่างประเทศ ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าในวันที่เดินทางออกนอกประเทศเท่านั้น ไม่สามารถซื้อสินค้า Duty Free บริเวณขาเข้าได้”

ส่วนข้อความที่ระบุว่านโยบายของรัฐบาลเศรษฐาส่งผลให้คิง เพาเวอร์ขาดรายได้และต้องปิดร้านลงนั้นเป็นความคิดเห็นของผู้เผยแพร่ข้อความ 

▪️ร้านอาหารบุฟเฟต์โรงแรมใบหยกสกายไม่มีลูกค้า ต้องลดราคาจาก 1,800 บาทเหลือ 650 บาท

แอดมินเพจ “Baiyoke Sky” ซึ่งเป็นเพจทางการของโรงแรมให้ข้อมูลกับโคแฟคว่ายังคงมีลูกค้าใช้บริการตามปกติ ส่วนการลดราคาบุฟเฟต์นั้น ทางโรงแรมได้จัดโปรโมชันลดราคาตามเทศกาลต่าง ๆ มาเป็นระยะ เช่น ราคาโปรโมชันบุฟเฟต์มื้อกลางวันช่วงวันหยุดสงกรานต์ลดเหลือ 790 บาท/คน 

▪️ประตูน้ำไม่มีคนเดิน ร้านเสื้อผ้าศูนย์การค้าแพลทินัม ขายได้น้อยลง รายได้ไม่พอค่าเช่าพื้นที่

วันที่ 7 เม.ย. 2569 เวลา 13.00 น. โคแฟคลงพื้นที่ศูนย์การค้าแพลทินัม ประตูน้ำพบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาเดินเลือกซื้อสินค้า โดยนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาแน่นในชั้น 1 และชั้น 2 ส่วนชั้น 3 และชั้นใต้ดินค่อนข้างบางตา ผู้ค้าส่วนหนึ่งให้ข้อมูลว่าขายได้เรื่อย ๆ บางวันขายดีบางวันขายไม่ดี ผู้ค้าบางรายกล่าวว่าลูกค้าลดลงจริง คาดว่าเป็นเพราะน้ำมันแพงทำให้คนไม่อยากเดินทางมาหรือใช้จ่ายน้อยลง และผู้ค้ายังได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงอีกด้วย  

ไทยครองแชมป์เบอร์ 1 เอเชีย มิจฉาชีพถล่มสายโทร-SMS เร่งจี้รัฐ-กสทช. วางระบบคัดกรองพื้นฐานปกป้องประชาชน

COFACT ร่วมกับ Gogolook เผยสถิติน่าตกใจ ไทยพุ่งทะยานอันดับ 1 ประเทศที่มิจฉาชีพพุ่งเป้าโจมตีสูงสุดในเอเชีย พบยอดสายโทรและ SMS ก่อกวนปี 2568 สูงถึง 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น16% ชี้กลโกงยกระดับเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติ ใช้จิตวิทยาเล่นกับความกลัว-ความรัก-ความโลภ หลอกได้ทุกวัยไม่เว้นแม้แต่นักศึกษา ขณะที่ภาคประชาชนจี้ กสทชเร่งจัดระเบียบSMS ภายในสิงหาคมนี้ ย้ำต้องเป็นบริการพื้นฐานที่ไม่ปล่อยให้เบอร์ผิดกฎหมายหลุดรอดมาถึงผู้ใช้บริการ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยในรายการ”โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” ถึงสถานการณ์ภัยไซเบอร์ที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างหนัก โดยระบุว่าข้อมูลจากรายงานของWhoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้า พบสถิติที่น่าตกใจว่าประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของมิจฉาชีพในเอเชียซึ่งตัวเลขความสูญเสียและจำนวนครั้งการก่อกวนไม่ได้ลดลงเลยแม้จะมีการปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มิจฉาชีพได้ทำการก่อกวนคนไทยผ่านสายโทรศัพท์และ SMS รวมกันกว่า173 ล้านครั้ง ปัญหานี้ถูกยกระดับจากอุตสาหกรรมครอบครัวกลายเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติที่มีการทำงานอย่างเป็นระบบ

ด้าน กชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท Gogolook Thailand ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall ให้รายละเอียดว่า สถิติ 173 ล้านครั้งนั้นเป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้บริการ Whoscall ในไทยจำนวน 35 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าหากรวมประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก โดยยอดการก่อกวนเพิ่มขึ้น16% จากปีก่อนหน้า จากการตรวจสอบพบว่ามิจฉาชีพทำงานในรูปแบบบริษัท มีทั้งนายทุน ผู้สรรหาพนักงาน (Recruit) ที่ใช้วิธีหลอกลวงคนไปทำงานหรือค้ามนุษย์ และทีมงานจัดหาข้อมูลส่วนบุคคลโดยมักใช้ SMS เป็นเครื่องมือด่านแรกในการ “ตกเบ็ด” เพื่อดึงข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน ผ่านลิงก์ปลอมที่เลียนแบบหน่วยงานรัฐ อาทิ กรมบัญชีกลาง กระทรวงสาธารณสุขหรือกรมที่ดิน โดยเน้นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ เช่น การอัปเดตเงินฌาปนกิจหรือการเสียภาษีที่ดิน

กชศรยังระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่ขยายกว้างขึ้นว่า ไม่ได้มีเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ แต่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของเหยื่อสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มิจฉาชีพมักใช้จิตวิทยาทำให้เด็กกลัว เช่น อ้างว่าบัญชีธนาคารของพ่อแม่กำลังถูกตรวจสอบ ทำให้เด็กยอมทำตามเพื่อปกป้องครอบครัว

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ “Romance Scam” ที่ปรับเปลี่ยนมาหลอกลวงกลุ่มผู้สูงอายุที่เหงา หรือแม้แต่เคสแม่บ้านต่างด้าวที่ถูกหลอกให้หลงรักจนต้องมาเบิกเงินเดือนล่วงหน้าจากนายจ้างเพื่อส่งไปให้มิจฉาชีพซึ่งความสูญเสียเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่มูลค่าเงิน แต่รวมถึงการสูญเสียโอกาสทางสังคม เช่น คนไม่กล้ารับสายแปลกหน้าจนพลาดการติดต่อเรื่องงาน หรือพลาดสายสำคัญจากสภากาชาดไทยเรื่องการรับบริจาคอวัยวะ

ในส่วนของแนวทางการแก้ไข นางสาวสุภิญญาได้เสนอแนะว่า ภาครัฐและ กสทช. ควรยกระดับการคัดกรองเบอร์โทรศัพท์และ SMS ให้เป็นบริการขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการจัดการเบอร์ Simbox หรือเบอร์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถตรวจสอบและบล็อกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจี้ให้ กสทช. รักษาสัญญาที่จะจัดระเบียบการลงทะเบียนผู้ส่ง SMS (Sender Name) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ เพื่อทำความสะอาดระบบ (Big Cleaning Day) และลดช่องว่างที่มิจฉาชีพจะเข้าถึงประชาชน เพราะในปัจจุบันการส่ง SMS มีต้นทุนต่ำและทำได้ในปริมาณมากมิจฉาชีพจึงสามารถปรับเปลี่ยนข้อความให้เข้ากับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

สำหรับมาตรการในระยะยาว กชศรเสนอ 3 เสาหลักในการรับมือคือ 1. การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งจากภาครัฐ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าในช่วงที่มีการตัดไฟตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตามชายแดน ยอดมิจฉาชีพจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด 2. การให้ความรู้ (Education) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน และ 3. เครื่องมือทางเทคโนโลยี(Tools) ที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่นางสาวสุภิญญากล่าวทิ้งท้ายว่าท้ายที่สุดประชาชนต้องพึ่งพาตนเองด้วยการ “ตั้งสติ” อย่าเพิ่งเชื่อและอย่าเพิ่งโอน รวมถึงสร้างระบบชุมชนและครอบครัวที่เข้มแข็งในการปรึกษาหารือกันก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมใดๆ เพื่อป้องกันความเจ็บปวดจากการถูกหลอกลวงที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยในยุคดิจิทัล

จริงหรือไม่? “ประกาศรับซื้อเหรียญหายาก มีค่ามัดจำล่วงหน้า”

  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย: อีสานโคแฟค
  • วันที่ตรวจสอบ: 7 เม.ย. 2569

คลิปนี้ไม่ใช่ภาพเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ถูกอิหร่านยิงตกแต่เป็นคลิปเหตุการณ์ในซีเรียเมื่อปี 63

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “เฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ถูกอิหร่านยิงตก” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตกในซีเรียเมื่อปี 2563 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4-5 เม.ย. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยทั้งในไทยและต่างประเทศแชร์คลิปวิดีโอเฮลิคอปเตอร์ระเบิดและมีไฟไหม้ลุกท่วมก่อนจะค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้น โดยอ้างว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐอเมริกาถูกกองทัพอิหร่านยิงตก เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก “Wanchai Rammasarn” บรรยายคลิปว่า “ภาพเฮลิคอปเตอร์ black hawk ลำที่ 2 ของสหรัฐที่ถูกอิหร่านยิงตกเมื่อวานนี้..ในภาพจะเห็นนักบินได้ดีดตัวออกทันซึ่งก็ปรากฏข่าวว่าชาวอิหร่านได้ออกติดตามค้นหานักบิน 2 คนนี้แต่ยังไม่พบเจอ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นคลิปเก่าที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2563 ไม่ใช่เหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางในปัจจุบัน

ช่องยูทูบ The Telegraph สื่ออังกฤษโพสต์วิดีโอนี้เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2563 พร้อมคำบรรยายว่า “วิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียบันทึกเหตุการณ์ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพซีเรียที่ถูกกลุ่มกบฏติดอาวุธยิงตกในจังหวัดอิดลิบของซีเรีย” 

บัญชี X “Shiv Aroor” ซึ่งเป็นบรรณาธิการและผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์อินเดียโพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2563 โดยระบุตรงกันว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ Mi-17 ของกองทัพอากาศซีเรียถูกยิงตกในจังหวัดอิดลิบ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งในไทยและต่างประเทศนำคลิปนี้มาสร้างเนื้อหาเท็จในช่วงที่ผู้คนสนใจเหตุการณ์เครื่องบินรบ F-15 ของกองทัพสหรัฐฯ ตกในอิหร่าน ซึ่งกองทัพอิหร่านอ้างว่าถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 เหตุการณ์นี้เป็นข่าวใหญ่ที่รายงานโดยสื่อหลายสำนัก รอยเตอร์สรายงานว่าสหรัฐฯ ส่งกำลังพลและเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk สองลำเพื่อค้นหานักบิน ล่าสุดนักบินทั้งสองนายได้รับการช่วยเหลือแล้ว

‘วันตรวจสอบข่าวลวง’69’ ปลุกสังคมตื่นตัว เมื่อมูลบิดเบือนเป็นความเสี่ยงลำดับ 2 ของโลก และชวนทบทวนอคติในสังคมไทยสู่การหาความจริงร่วม

2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย)  องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก  11 องค์กร จับมือจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 International Fact Checking Day 2026 Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลกจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 และได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วน และในปีนี้ World Economic Forum จัดให้ข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงระดับโลก อันดับ  2 

เราอยากให้ทุกคนตระหนักเรื่องข้อมูลลวงและตั้งสติ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง (Keep Calm and Fact Check) ซึ่งเป็นแนวคิดของ สสสด้วยที่ส่งเสริมเรื่องของระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ที่ทำให้ทุกคนตั้งหลักรู้เท่าทันคู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลง สุภิญญา กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า ในขณะที่เราถูกสอนกันมาว่าการโกหกเป็นเรื่องไม่ดี แต่กลับพบเห็นการโกหก เช่น เพื่อการขายสินค้า กลายเป็นเรื่องปกติที่การได้เงินมาจากเรื่องโกหก ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการโกหกแบบจริงปนเท็จ ซี่งในอดีต 1 คนโกหกอาจรู้กันเพียงเฉพาะในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบัน 1 คนโกหกสามารถรับรู้กันได้ทั้งโลกเนื่องจากข้อมูลถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และเรื่องราวที่มีการโกหก จากข้อมูลของโคแฟคพบว่าข้อมูลลวงมากถึงร้อยละ 36 เป็นเรื่องสุขภาพ อีกกลุ่มคือ การโกหกเพื่อขายสินค้า สินค้าที่โฆษณานั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้ ผู้ที่โฆษณาแต่งตัวแบบเดียวกับแพทย์แต่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ตัดต่อใบหน้าแพทย์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมแล้วโฆษณา เท่านี้คนก็เชื่อแล้ว

วันนี้น่าเศร้าเพราะคนที่เป็นเหยื่อมากที่สุดคือผู้สูงอายุ มีเงิน มีเวลา แต่อาจไม่สามารถเข้าถึงดิจิทัล ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่นักล่าจะรู้ว่าใครอ่อนแอก็จะวิ่งไปที่ตรงนั้นแล้วก็กินเหยื่อ ผมเจอเพื่อนของแม่ อายุแปดสิบกว่า เป็นข้าราชการบำนาญถูกหลอกเอาเงินไปล้านกว่าบาท หมดเลยที่มีอยู่ นั่นคือการล่าด้วยการใช้ข้อมูล การหลอกลวงทางออนไลน์ต่างๆ วันนี้เราต้องมารวมคัวปกป้อง เรียกว่าปัญญารวมหมู่ เราอาจไม่มีอำนาจแต่ถ้าเรารวมกันและใช้ความรู้ ใช้วิชาการเราจะมีพลังพอที่จะปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ในกิจกรรม Lightning Talk “ทบทวนเรื่องเล่าเคล้าอคติสู่การแสวงหาความจริงร่วม” อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty loves Myanmar กล่าวถึงอคติที่สังคมไทยมักพูดถึงบ่อยๆ เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะชาวเมียนมา พร้อมชวนตั้งคำถาม เรื่อง”แรงงานพม่าแย่งงานคนไทยจริงหรือไม่”  ในความเป็นจริงเป็นงานกลุ่ม 3D คือ สกปรก(Dirty) อันตราย (Dangerous) และยากลำบาก (Difficult) ที่แรงงานไทยไม่ทำ  หรือ “แรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติต้องเข้าระบบประกันสังคมหรือไม่ก็ซื้อประกันสุขภาพ ส่วนที่อยู่ตามแนวชายแดนจะมีองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) คอยสนับสนุนค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังมีปัญหาช่องว่างทางนโยบาย เช่น มีความเข้าใจผิดว่าแรงงานข้ามชาติไม่ต้องเข้าประกันสังคมก็ได้ ทำให้ภาครัฐต้องออกค่าใช้จ่ายและกลายเป็นเรื่องเล่าว่าแรงงานข้ามชาติเป็นภาระ เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่อยากให้เหมารวม

ข่าวลวงสร้างปัญหา ทำให้คนมองคนไม่เท่ากัน อยากให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ ไม่ใช่ว่าโพสต์ที่อัลกอริทึมดัน ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) เยอะเป็นโพสต์ที่เป็นความจริงเสมอไป แล้วจริงๆ คนที่เชื่อข่าวลวงไม่ใช่เขาโง่ บางคนเชื่อข่าวลวงอาจเกิดจากความชาตินิยมหรือไม่เคยรู้จักแรงงานข้ามชาติจริงๆ ก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะแชร์อะไร ขอฝากคำถาม 1.แหล่งข่าวคือใคร? 2.ข้อมูลอัปเดตแค่ไหน? 3.ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้บ้างไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเกลียดชังซ้ำโดยที่เราไม่รู้ตัวอรรวี กล่าว

กิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์ ผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการจาก Thai PBS World กล่าวถึง ประเด็นความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ทั้งในระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจากยุคสงครามครูเสดจนถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่ทำให้ภาพเชิงลบต่อศาสนาอิสลามถูกขยายมากขึ้น และในประเทศไทยที่พบชาวมุสลิมอยู่ร่วมกับสังคมไทยมาช้านาน มีชาวมุสลิมรับราชการในตำแหน่งระดับสูงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนกระทั่งปรากฎการณ์ Islamophobia มาเกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองแต่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับศาสนา ตัวอย่างข่าวลวงที่สร้างความรู้สึกเกลียดกลัวอิสลาม เช่น มีการปล่อยข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ นับถือศาสนาอิสลาม เพราะสนับสนุนชาวมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจย์ หรือข่าวการบังคับให้ทุกโรงเรียนต้องสอนศาสนาอิสลาม ข่าวเรื่องร่างกฎหมายว่าด้วยกิจการฮัจย์จะทำให้ศาสนาอิสลามเข้าควบคุมกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาข่าวลวงนี้ต้องมาจากทั้งคนต่างศาสนิกและชาวมุสลิมเองด้วย

ในมุมของคนต่างศาสนิก ควรส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) ความเข้าใจห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) และต้องสร้างความเข้าใจเรื่องความต่างไม่ใช่กลัวความต่าง   ส่วนชาวมุสลิมต้องเป็นตัวอย่างของมุสลิมที่ดี  แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้านความรุนแรง  เพื่อลดอคติความเกลียดกลัวนี้ลง กิติพัฒน์ กล่าว

ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี โพควา โปรดักชั่น ชวนคิดในประเด็นอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะความเข้าใจว่าวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเกี่ยวข้องกับการเผาป่าซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างมลพิษ แต่ข้อมูลอีกด้านที่คนภายนอกไม่ค่อยรับรู้หรือไม่ค่อยปรากฏผ่านสื่อ  คือคนในชุมชนที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลป่า เช่น การทำแนวกันไฟ การเข้าไปดับไฟป่าซึ่งบางครั้งก็จบลงด้วยความสูญเสียถึงชีวิต  ล่าสุดข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 29 มี.ค. 2569 พบจุดความร้อนในป่าอนุรักษ์ 3,859 จุด แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 2,009 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 1,348 จุด และป่าชุมชนที่คนในพื้นที่ช่วยกันดูแล 164 จุด ซึ่งชี้ว่าการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของชุมชนเข้มข้นมาก

“ความอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์  ทำให้สูญเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหา หรือแม้กระทั่งในการร่วมส่งเสริมร่วมพัฒนาประเทศนี้ หากลองถอดแว่นเก่าแล้วใส่แว่นใหม่ มองความแตกต่างคือพลัง จะเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น” ทินภัทร กล่าว

พลอยรุ้ง สิบพลาง บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM  ตั้งคำถามถึงการเข้าถึงข้อมูลโดยอ้างอิงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในภาคตะวันออกที่ใช้ชีวิตอยู่กับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีข้อมูลว่ามีและเคลื่อนย้ายสารเคมีชนิดใดบ้าง หรือไม่รู้ว่ามีกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาก – น้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเมื่อชุมชนลุกขึ้นมาเก็บข้อมูลกลับถูกภาครัฐปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าหลักฐานจากชุมชนไม่น่าเชื่อถือเมื่อเทียบกับหลักฐานจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทเอกชน 

เราจะเข้าถึงข้อเท็จจริงได้อย่างไรถ้าข้อเท็จจริงจากคนในพื้นที่ไม่นับเป็นข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่เขาก็มีราคาที่ต้องจ่าย สูญเสียวิถีชีวิต สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสียเงินหรือแม้แต่เวลาเพื่อจะมาต่อสู้เรื่องพวกนี้ จริงๆ ท้ายที่สุดแล้วไม่ได้จะบอกว่าอะไรเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง แต่คำถามคือถึงเวลาหรือยังที่เราจะช่วยกันเอาข้อเท็จจริงมาเปิดเผยอย่างมีอิสระ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อที่สุดท้ายแล้วเราจะได้ชวนกันตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงนั้นถูกต้องไหม บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM  กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ข่าวลวงด้านสุขภาพนอกจากอคติส่วนบุคคลแล้วยังเป็นปัญหาเชิงระบบด้วย คือช่องว่างที่ไม่สามารถเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ แม้จะมีระบบหลักประกันสุขภาพ อีกทั้งไม่มีฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้และเข้าถึงสะดวก

เราต้องเดินทาง 2 ชั่วโมงเพื่อไปคุยกับหมอไม่กี่นาที มีคำถามมากมายแต่ไม่สามารถคุยกับหมอได้ จึงต้องคุยกันในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทำให้เกิดการตีความไปต่อเนื่องมากมาย ดังนั้นหากจะค้นหาข้อมูลที่เป็น Open Data ที่หาง่ายๆ เชื่อถือได้จะดีมาก  แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าควรไปหาที่ไหน  อันนี้คือช่องว่างของสังคมไทยที่พบในประเด็นด้านสุขภาพ สุภิญญา กล่าว

คุยกับ‘Noa Horiguchi’ นวัตกรรม ‘Ray’s Blog’เรียนรู้ทักษะตรวจสอบข่าวลวงผ่านเกม

Cofact Live Talk โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ในหัวข้อ “AI Classroom Adventure in Japan” ชวนพุดคุยกับ Noa Horiguchi ซีอีโอของ Classroom Adventure จากประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วย “Ray’s Blog” นวัตกรรมเกมสร้างการรู้เท่าทันสื่อและทักษะการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ เนื่องในโอกาสที่คุณโนอาเดินทางมาร่วมงานวันตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล (International Fact-Checking Day) ที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา 

คุณโนอา อธิบายว่า ปัญหาข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องของความเท็จเชิงเทคนิค แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่การศึกษาแบบเดิมไม่สามารถรับมือได้เพียงลำพังแนวทางการรู้เท่าทันสื่อแบบดั้งเดิมมักเผชิญกับทางตันเมื่อเน้นเพียงการสอนให้สงสัยหรือหยุดคิด โปรแกรม “Ray’s Blog” จึงเข้ามาปฏิรูปกระบวนการนี้ด้วยการสร้างพลังในการจัดการข้อมูลผ่านประสบการณ์จริง

ในยุคที่ปริมาณข้อมูลขยายตัวในอัตราเร่งจนนักตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checkers) ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน การเปลี่ยนบทบาทของปัจเจกให้กลายเป็น ‘เซนเซอร์ตรวจสอบ(Individual as a Sensor)’ คือยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด การมอบทักษะการตรวจสอบเชิงรุกช่วยเปลี่ยนผู้บริโภคที่อ่อนไหวให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง 

นวัตกรรม “Ray’s Blog” มีจุดเด่นสำคัญ 1.เรียนรู้ประสบการณ์ผ่านเกม (Experiential Education & Gamification) การใช้กลยุทธ์เกมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบอนิเมะ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสนุก แต่เพื่อลดกำแพงการเรียนรู้และจำลองสถานการณ์การเผชิญหน้ากับข้อมูลลวงในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

2.มากกว่าทักษะการคิดวิเคราะห์คือการตรวจสอบยืนยัน (Beyond Critical Thinking to Verification Skills) ก้าวข้ามจากความสงสัย(Doubt) ไปสู่ทักษะการตรวจสอบยืนยัน(Verification Skills) ผู้เรียนจะได้รับเครื่องมือและกระบวนการ (Methodology) เพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นเพียงผู้รับข้อมูลที่รอให้คนอื่นมาบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ

และ

 3.กระบวนการเหนือผลลัพธ์ (Process overResult) การให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบมากกว่าผลลัพธ์สุดท้ายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ความจริงมักถูกปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทและเวลา

ในบริบทของสังคมญี่ปุ่น คุณโนอาเล่าถึงลักษณะเฉพาะ เช่น เดิมกำแพงภาษาญี่ปุ่นคือเกราะป้องกันจากอาชญากรรมไซเบอร์ภายนอก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ทำลายกำแพงดังกล่าวลง ชาวญี่ปุ่นจึงเผชิญกับวิกฤติเรื่องการขาดภูมิคุ้มกันต่อการหลอกลวง (Scam) เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยถูกฝึกให้รับมือกับข้อมูลลวงในภาษาของตนเองมาก่อน

นอกจากนั้น วัฒนธรรมการใช้ X (Twitter) โดยไม่ระบุตัวตนจริงและการแสดงออกเรื่องการเมืองเป็นสิ่งต้องห้าม (Taboo) ในพื้นที่สาธารณะ ทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งยากต่อการตรวจสอบจากภายนอก สภาพสังคมที่แบ่งแยกเป็นกลุ่มย่อยขนาดเล็กนับล้านกลุ่ม (Micro-bubbles) แทนที่จะเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ ทำให้การติดตามแนวโน้มและการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Tracking & Targeting) เป็นไปได้ยาก 

และแม้ชาวญี่ปุ่นยังคงเชื่อถือในสำนักข่าวหลักๆ ค่อนข้างสูง แต่ความไว้วางใจนี้อาจเป็นดาบสองคมหากสื่อหลักถูกแทรกซึมด้วยข้อมูลบิดเบือนที่ดูแนบเนียน ขณะที่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Gen Alpha กำลังละทิ้งการค้นหาผ่าน Google Search แบบเดิมที่ต้องวิเคราะห์จากหลายแหล่งข้อมูล ไปสู่การยอมรับคำตอบสำเร็จรูปจาก AI ซึ่งความเสี่ยงคือ “AI มักจะประมวลผลโดยขาดบริบท” และหากข้อมูลต้นทางถูกบิดเบือน AI ก็จะกลายเป็นเครื่องมือขยายผลความเท็จที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคโนโลยี AI ทำให้เกิด ‘ความเท่าเทียมในการสร้างความเท็จ (Democratization of Misinformation)’ การสร้างเว็บไซต์ปลอม ภาพ Deepfake หรือวิดีโอที่แนบเนียนสามารถทำได้ด้วย Prompt เดียว สิ่งนี้จะนำไปสู่การทลายกำแพงความน่าเชื่อถือของเนื้อหาคุณภาพสูงในอนาคตสังคมยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะ Critical Prompting หรือการป้อนคำสั่งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งาน AI จะไม่เป็นการเติมข้อมูลลวงเข้าระบบโดยไม่ตั้งใจและเป็นการเรียกร้องให้มี ‘ความรับผิดชอบของอัลกอริทึม (Algorithmic Accountability)’ จากผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม” 

คุณโนอาฝากข้อคิดถึงการใช้ชีวิตในยุค AI ว่า  1.ใช้เทคโนโลยีช่วยเสริมพลัง (Empowerment) :ใช้ความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการนำหน้าผู้ไม่หวังดี (Staying Ahead) และทำลายความกลัวด้วยความเข้าใจ 2.สร้างเส้นทางตอบโจทย์เฉพาะ (Niche Paths) : ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสร้างเส้นทางใหม่ๆ ในการสื่อสารความจริงที่โครงสร้างสังคมเดิมเข้าไม่ถึง

และ 3.ปัญญาเหนือเครื่องมือ (Wisdom over Tools) : การตระหนักว่าข้อมูลมีความหมายตามบริบท (Context-dependent) ดังเช่นกรณีศึกษาเรื่องชาเขียวมัทฉะ: แม้มัทฉะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องดื่มในปริมาณเท่ากัน ข้อมูลที่ดีสำหรับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับอีกคนหนึ่ง การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของบริบทเฉพาะบุคคล (Contextual Appropriateness) ด้วย

การยืนหยัดบนข้อเท็จจริงในยุค AI ไม่ใช่การปฏิเสธเครื่องมือ แต่คือการใช้ปัญญา(Wisdom) กำกับเทคโนโลยี” 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-