ทางการไทยกำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการเฉพาะในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการของไทย

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลา 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ASEAN Skyline Rising” ซึ่งมียอดผู้ติดตามมากกว่า 53,000 บัญชี โพสต์ภาพแผนที่แสดงประเทศที่ทวีปเอเชียที่กำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดราชการ (public holiday) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ทางการไทยกำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการเฉพาะใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ดังนี้

▪ มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่  10 ม.ค. 2555 กำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสตูล ตามข้อเสนอของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จากนั้นในวันที่ 13 ส.ค. 2556 ครม. มีมติให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการในจังหวัดสงขลาเพิ่มอีก 1 จังหวัด รวมเป็น 5 จังหวัด ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอโดยอ้างอิงมติที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

▪ ในปี 2569 วันตรุษจีนตรงกับวันที่ 17 ก.พ. หน่วยงานราชการใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างมีการแจ้งว่าเป็นวันหยุดราชการ เช่น สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส เผยแพร่ประกาศจังหวัดนราธิวาส เรื่อง กำหนดวันหยุดราชการเนื่องในวันตรุษจีน ประจำปี 2569 โดยอ้างถึงมติ ครม. วันที่ 10 ม.ค. 2555 และ 13 ม.ค. 2556

กองบริหารทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยสงขลานครรินทร์แจ้งว่าวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันหยุดทำการ เฉพาะในวิทยาเขตหาดใหญ่และวิทยาเขตปัตตานี ส่วนวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ภูเก็ตและตรังเป็นวันทำการปกติ

‘14กุมภา2569’ มือถือรุ่นเก่า-ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นเก่า ใช้แอปฯธุรกรรมธนาคารไม่ได้อีกต่อไป

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี หนึ่งในวันสำคัญของเดือนนี้คือ “วันแห่งความรัก (Valentine Day)”14 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ มีเรื่องต้องย้ำเตือนว่า “ใครที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าจะไม่สามารถใช้แอปพลิเคชั่นทำธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคาร (Mobile Banking) ได้อีกต่อไป” โดยนิยามของรุ่นเก่าในที่นี้คือ “โทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฏิบัติการ iOS ต่ำกว่าเวอร์ชั่น 14 หรือระบบปฏิบัติการ Android ต่ำกว่าเวอร์ชั่น 10” โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป

– เริ่มมีการเตือนตั้งแต่เมื่อใด? : สมาคมธนาคารไทย เริ่มเผยแพร่เนื้อหาสร้างความตระหนักกับประชาชนตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. 2568 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สมาคมธนาคารไทย – The Thai Bankers’ Association” อธิบายความสำคัญของ “การอัปเดต(Update) ระบบปฏิบัติการ (OS) ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด” ว่า คือเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยอุดช่องโหว่จากเวอร์ชันเก่า ลดโอกาสถูกดักฟัง ปลอมแปลง หรือเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทำไมต้องอัปเดต OS? 1.ปกป้องข้อมูลสำคัญ – อัปเดต OS เพื่อป้องกันการดักฟัง แอบเข้าถึงหรือปลอมแปลงข้อมูลระหว่างทำธุรกรรม 2.ปิดช่องโหว่เวอร์ชั่นเก่า – ระบบเก่ามักขาดการเข้ารหัสหรือใช้กลไกที่อ่อนแอ ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย 3.เสริมเกราะให้ทั้งเครื่อง –iOS คือรากฐานความปลอดภัย กำหนดสิทธิ์และป้องกันแอปฯ ไม่ให้รบกวนหรือขโมยข้อมูลกัน4.แอปพลิเคชั่นของธนาคารต้องมีการอัปเดตให้ปลอดภัยอยู่เสมอ – ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นเก่า อาจไม่สอดคล้องกับการทำงานที่ปลอดภัยของแอปฯ ธนาคาร” 

ในวันที่ 27 พ.ย. 2568 สมาคมธนาคารไทย เผยแพร่เนื้อหาเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ 14 ก.พ. 2569 แอปฯ Mobile Banking ของทุกธนาคารจะรองรับเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ iOS14 และ Android10 ขึ้นไป เท่านั้นการอัปเดตระบบปฏิบัติการไม่เพียงช่วยปิดจุดเสี่ยงทางไซเบอร์ แต่ยังเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ ช่วยลดความเสี่ยงจากมัลแวร์ ฟิชชิง และการโจมตีข้อมูลส่วนตัว ให้ทุกธุรกรรมทางการเงินของคุณปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ในวันที่ 15 ม.ค. 2569 สมาคมธนาคารไทย ยังยกตัวอย่างโทรศัพท์มือถือแต่ละยี่ห้อ ว่ารุ่นใดบ้างที่เข้าข่าย “ไม่ได้ไปต่อ” เพราะไม่สามารถอัปเดตระบบปฏิบัติการที่สูงกว่า iOS13 และ Android9 ได้ เนื้อหาเดียวกันยังถูกนำมาย้ำอีกครั้งในวันที่ 19 ม.ค. 2569 บนเว็บไซต์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

ภาพที่ 1 : อินโฟกราฟิกอธิบายความสำคัญในการอัปเดตระบบปฏิบัติการบนโทรศัพท์มือถือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน 
ที่มา : สมาคมธนาคารไทย

– เป็นมาตรการใหม่หรือไม่? : เรื่องนี้ไม่ใช่มาตรการใหม่เสียทีเดียว โดยดำเนินการมาเป็นระยะๆ นับตั้งแต่หน่วยงานกลางที่กำกับดูแลสถาบันการเงินในไทยอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออก แนวนโยบาย เรื่อง การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงิน บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Guiding Principles for Mobile Banking Security) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ เมื่อปี 2563 

ซึ่งในส่วนของ มาตรการขั้นต่ำ” ได้กำหนดไว้ประการหนึ่งว่า ไม่อนุญาตให้อุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการล้าสมัย (Obsolete Operating System) มีช่องโหว่ร้ายแรงที่ประกาศจากหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เป็นสากลและกระทบการใช้งานของผู้ใช้บริการในวงกว้างเข้าใช้งานแอปพลิเคช ทั้งนี้ ในกรณีที่ obsolete OS มีช่องโหว่อื่น ที่ไม่กระทบผู้ใช้บริการในวงกว้าง ควรมีมาตรการรองรับเพื่อลดความเสี่ยงของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ตามความเหมาะสม เช่น การแจ้งเตือนผู้ใช้บริการ การจำกัดวงเงินธุรกรรม และการเพิ่มมาตรการยืนยันตัวตน

ผู้ให้บริการควรมีกระบวนการติดตามการประกาศ obsolete OS และช่องโหว่ร้ายแรงจากผู้พัฒนา ระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควรกำหนด เป็นนโยบาย มาตรฐานหรือแนวปฏิบัติว่า ระบบปฏิบัติการใดที่ผู้ให้บริการไม่สามารถยอมรับ ความเสี่ยงได้ ทั้งนี้ ผู้ให้บริการอาจหารือร่วมกับ สมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอภัย(security) เช่น กลุ่ม TEPA (สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทยหรือ TB-CERT (ศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร)เพื่อกำหนดมาตรฐานร่วมกัน” 

และที่ผ่านมา ธนาคารต่างๆ ในประเทศไทยปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น ปัจจุบันแอปฯ Krungthai NEXT ของธนาคารกรุงไทย รองรับระบบปฎิบัติการ iOS15 และ Android10 ขึ้นไป , แอปฯ SCB EASY ของธนาคารไทยพาณิชย์ รองรับระบบปฎิบัติการ iOS14 และ Android9 ขึ้นไป, แอปฯ K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย รองรับระบบปฎิบัติการ iOS15 และ Android9 ขึ้นไป , แอปฯ ของธนาคารกรุงเทพ รองรับระบบปฎิบัติการ iOS15 และ Android10 ขึ้นไป เป็นต้น

ภาพที่ 2 : ตัวอย่างการดำเนินการของธนาคารให้ผู้ใช้แอปพลิเคชั่น Mobile Banking ต้องใช้ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือที่ใกล้เคียงเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดScreenshot

– ในระดับโลกมีคำเตือนอย่างไร? : ปัจจุบัน(ข้อมูลจากการสืบค้น ณ วันที่ 6 ก.พ. 2569) ระบบปฏิบัติการ iOS (ซึ่งใช้กับโทรศัพท์มือถือ iPhone)เวอร์ชั่นล่าสุดคือ iOS26 ส่วน Android (ซึ่งใช้กับโทรศัพท์มือถือเกือบทุกยี่ห้อทั่วโลก) เวอร์ชั่นล่าสุดคือ Android16 ขณะที่ช่วงวันที่ 4 – 5 ก.พ. 2569 สื่อหลายสำนัก อาทิ นิตยสาร FORBES สหรัฐอเมริกา , นสพ. THE ECONOMIC TIMESของอินเดีย เผยแพร่คำเตือนจาก Google ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Android ว่า ร้อยละ 40 ของโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานกันอยู่เสี่ยงต่อภัยอันตรายทางไซเบอร์ 

ข้อมูลจาก Google ระบุว่า ณ เดือน ธ.ค. 2568 มีโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ใช้เวอร์ชั่น Android16 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพียงร้อยละ 7.5 รองลงมาคือ Android15 ร้อยละ 19.3 ส่วนอันดับ 3 Android14 ร้อยละ 17.9 ตามด้วยอันดับ 4  Android13 ร้อยละ 13.9 โดยทั้ง 4 เวอร์ชั่นนี้ซึ่งทาง Google ยังสนับสนุนอยู่ มีสัดส่วนใช้งานรวมร้อยละ 58.6 แต่ที่เหลือซึ่งใช้เวอร์ชั่น Android12 หรือต่ำกว่านั้น ซี่งหากเวอร์ชั่นใดที่ Google ไม่ได้ให้การสนับสนุนแล้ว ผู้ใช้งานย่อมเผชิญความเสี่ยงถูกโจมตีจากซอฟต์แวร์ประสงค์ร้าย (Malware หรือ Spyware) ชนิดใหม่ๆ เพราะไม่ได้รับการปรับปรุงระบบความปลอดภัย 

“Google แนะนำว่าหากโทรศัพท์ที่ใช้งานอยู่ไม่สามารถอัปเดตเป็น Android13 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่านั้นได้ก็ควรพิจารณาเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่เสียจะดีกว่า และการซื้อโทรศัพท์ระดับกลางรุ่นใหม่ที่มีการอัปเดตนั้นปลอดภัยกว่าการใช้โทรศัพท์ระดับสูงรุ่นเก่าที่ไม่ได้การสนับสนุน (การปรับปรุงระบบของซอฟต์แวร์) รายงานยังเปรียบเทียบสถานการณ์กับ Apple ซึ่งผู้ใช้โทรศัพท์มือถือiPhone ถูกผลักดันให้อัปเดตเป็น iOS26 อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ Apple เป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจาก iPhone ส่วนใหญ่จะได้รับการอัปเดตในเร็วๆ นี้” 

สืบเนื่องจากมีผู้สอบถามเข้ามาในระบบของ Cofact เป็นระยะๆ กรณีมีการแชร์เนื้อหากันในสื่อสังคมออนไลน์ ว่าในวันที่ 14 ก.พ. 2569 โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าจะไม่สามารถใช้แอปพลิเคชั่น Mobile Banking ได้อีกต่อไปนั้นเป็นข่าวจริงหรือไม่? ผู้เขียนจึงได้รวบรวมที่มาที่ไปของเรื่องราวนี้มาย้ำเตือนอีกครั้งเพื่อให้ผู้ใช้งาน Mobile Banking รีบอัปเดตเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ (หรืออาจต้องซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่หากไม่สามารถอัปเดตได้) เพื่อลดความเสี่ยง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10066149 (เตรียมตัวด่วน มือถือเก่า กำลังจะใช้ โมบายแบงกิ้ง ไม่ได้ เริ่ม 14 ก.พ.69 เผยวิธีแก้ไขง่ายๆ : ข่าวสด 19 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo?fbid=122128356530996978&set=a.122102275196996978 (ระบบปฏิบัติการเก่า = เสี่ยงทุกการทำธุรกรรม! : สมาคมธนาคารไทย 26 พ.ย. 2568)

https://web.facebook.com/photo?fbid=122134322366996978&set=a.122102275196996978 (อัปเดตระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ (OS) ก่อนเข้าใช้งานแอปฯ ธนาคาร! : สมาคมธนาคารไทย 27 พ.ย. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=122136303962996978&set=a.122102275196996978 (มือถือรุ่นเก่าแค่ไหน? ใช้แอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ไม่ได้ !! : สมาคมธนาคารไทย 15 ม.ค. 2569)

https://www.jsccib.org/news/detail/mobile-banking-apps-stop-working-on-old-phones-after-14-feb-2026 (เช็คด่วน มือถือรุ่นเก่า ระบบอะไรบ้าง หลัง 14 ก.พ. 2569 แอปธนาคาร (Mobile Banking) ใช้งานไม่ได้ : คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน 19 ม.ค. 2569)

https://www.bot.or.th/content/dam/bot/fipcs/documents/FOG/2563/ThaiPDF/25630200.pdf(แนวนโยบาย เรื่อง การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงิน บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Guiding Principles for Mobile Banking Security) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ : ธนาคารแห่งประเทศไทย 14 ส.ค. 2563)

https://www.bangkokbiznews.com/business/894364 (ธปท. ห้ามมือถือ ‘รุ่นเก่า’ ใช้โมบายแบงกิ้ง : กรุงเทพธุรกิจ 20 ส.ค. 2563)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1312551414245888&set=a.648552693979100 (แอปฯ Krungthai NEXT เวอร์ชันใหม่! พร้อมให้อัปเดตแล้ว !! : Krungthai Care 13 พ.ย. 2568)

https://www.scb.co.th/th/personal-banking/digital-banking/scb-easy/root-and-jailbreak.html (ระบบปฏิบัติการที่รองรับการใช้งานแอป SCB EASY : ธนาคารไทยพาณิชย์)

https://www.kasikornbank.com/th/kplus/start/ (สมัครใช้บริการ K PLUS : ธนาคารกสิกรไทย)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1467769758691710&set=a.611153044353390 (เพื่อความปลอดภัยและรองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ จากโมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ : Bangkok Bank 14 ม.ค. 2569)

https://www.android.com/articles/android-16-features/ (Android 16 features: What’s new in the latest Android version? : Android Magazine 10 มิ.ย. 2568)

https://support.apple.com/en-us/100100 (Apple security releases)

https://economictimes.indiatimes.com/news/international/us/google-warns-40-of-android-phones-are-at-risk-from-new-malware-what-you-must-do-now/articleshow/127912042.cms?from=mdr (Google warns 40% of Android phones are at risk from new malware – what you must do now : The Economics Times 4 ก.พ. 2569)

https://www.forbes.com/sites/zakdoffman/2026/02/05/google-confirms-40-of-all-android-phones-at-risk-from-new-attacks/ (Google Issues Android Update—40% Of All Phones Now At Risk : Forbes 5 ก.พ. 2569)

https://cofact.org/article/33b54028g1g1i

https://cofact.org/article/1945o4edck0

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

พรรคก้าวไกลเสนอลดบำนาญข้าราชการ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/cttovwc2cp69


ใส่หน้ากากอนามัยนานทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงและเลือดเป็นกรด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10onmn1wn2rlp


ข้อความส่งต่อทางไลน์ระบุพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1cx7pu5w7wp76


ภาพประชาชนเกือบล้านคนร่วมฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่พัทยา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qc08z5ppm8c7


“กต. ยืนยันคณะทูต AOT ไม่ค้านไทยเปิดศึกใส่เขมร” …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3i9srdir6694o


หากพรรคประชาชนถูกยุบ เงินภาษีที่ประชาชนอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองและเงินที่ กกต. จัดสรรให้ จะถูกโอนไปยังมูลนิธิก้าวหน้าซึ่งมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธานมูลนิธิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1a88o3rnorw3u


“นโยบายชายไทยจู๋ยาว ทำให้มีลูกง่าย ทำอวัยวะเพศชายให้ยาวขึ้น ช่วยให้มีลูกง่ายขึ้น”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1u5lhm0cdg0th


กรุงเทพมหานคร ออกประกาศใหม่ คุมเข้มการเลี้ยงสุนัขและแมว บังคับจดทะเบียนพร้อมฝังไมโครชิป

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14eauy0v8s2kp


ทอท.จ่อเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศใหม่ เป็น 1,120 บาท

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3qzebqum7o4ht


เตือนงดกินอินทผาลัมอินเดีย เสี่ยงติดเชื้อไวรัสนิปาห์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/a0zmtmxex1o9


หน่วยเลือกตั้ง สส. กับหน่วยออกเสียงประชามติอยู่คนละที่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2u8qnwuqwmyxd


”ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/hqmuj4qx7vpz

กกต. ยืนยันหน่วยเลือกตั้ง-ลงประชามติต้องเป็นที่เดียวกัน

กุลธิดา สามะพุทธิ: กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: หน่วยเลือกตั้ง สส. กับหน่วยออกเสียงประชามติอยู่คนละที่

📌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **หน่วยเลือกตั้ง สส. กับออกเสียงประชามติต้องเป็นที่เดียวกัน แต่เกิดความผิดพลาดของข้อมูลในระบบ ทำให้สถานที่ลงคะแนนเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 เขตเลือกตั้งที่ 9 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เป็นคนละที่กัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เขตจตุจักรระบุว่าแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ก.พ. 2569 สุทธิพงษ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ “ฮาร์ท” ศิลปินนักร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 9 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โพสต์คลิปวิดีโอในบัญชีเฟซบุ๊ก Suthipongse Heart Thatphithakkul ว่าเขานำเลขบัตรประชาชนไปตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งและลงประชามติ 8 ก.พ. ทางเว็บไซต์ของกรมการปกครองแล้วพบว่าหน่วยเลือกตั้งกับหน่วยลงประชามติเป็นคนละจุดกัน โดยสถานที่เลือกตั้ง สส. อยู่ที่เต็นท์บริเวณเซเวน-อีเลฟเวน ซ.พหลโยธิน 30 ส่วนสถานที่ลงประชามติอยู่ที่เต็นท์บริเวณอาคารสระว่ายน้ำ ซ.พหลโยธิน 30 ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร 

ต่อมาเวลา 8.14 น. วันที่ 6 ก.พ. สุทธิพงษ์โพสต์วิดีโออัพเดตข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจตุจักรได้โทรศัพท์มาชี้แจงว่าข้อมูลในระบบผิดพลาดทำให้หน่วยเลือกตั้งกับลงประชามติไม่ตรงกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แก้ไขข้อมูลแล้ว และยืนยันว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติจะอยู่ที่หน่วยเลือกตั้งเดียวกัน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:  

▪  ข้อมูลจากสำนักงานเขตจตุจักร

เบญจพิช กลมเกลียวญาติ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน ระบุว่าหน่วยเลือกตั้งและลงประชามติเป็นที่เดียวกัน แต่เกิดความผิดพลาดในกรณีของหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 ของเขตจตุจักรเนื่องจากทางเขตได้เพิ่มหน่วยเลือกตั้งสส. เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนมาก แต่เมื่อเพิ่มหน่วยเลือกตั้งแล้ว ไม่ได้แก้ไขข้อมูลหน่วยลงประชามติ ทำให้ระบบแสดงข้อมูลสถานที่เลือกตั้ง สส. และลงประชามติเป็นคนละที่กัน

“เดิมทีหน่วยเลือกตั้งที่ รร.ช่างฝีมือทหารมีทั้งหมด 3 หน่วย แต่จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเยอะ เราจึงเพิ่มอีก 1 หน่วย เป็น 4 หน่วย และย้าย 2 หน่วยคือหน่วยที่ 9 และ 10 ออกมาอยู่บริเวณหน้าเซเวน-อีเลฟเวน ซ.พหลโยธิน 30 แต่เมื่อเปลี่ยนสถานที่ตั้งหน่วยเลือกตั้งแล้ว ข้อมูลหน่วยลงประชามติไม่ได้เปลี่ยนตาม ก็เลยกลายเป็นใช้สิทธิคนละที่ ซึ่งตอนนี้เราแก้ไขฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นประชาชนที่มีชื่อในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 จะลงคะแนนเลือกตั้ง สส.และลงประชามติที่่จุดเดียวกันคือเตนท์หน้าเซเวน-อีเลฟเวน ซ.พหลโยธิน 30” หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตจตุจักรให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์ช่วงเช้าวันที่ 6 ก.พ. 

▪  ข้อมูลจาก กกต.

ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) ให้สัมภาษณ์โคแฟคเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่าในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติวันที่ 8 ก.พ. นี้ สถานที่เลือกตั้งและลงประชามติจะเป็นจุดเดียวกัน-เตนท์เดียวกัน ยกเว้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตที่หน่วยเลือกตั้งและลงประชามติจะเป็นคนละสถานที่กันตามที่ผู้ลงทะเบียนเลือกไว้  

“ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกเขต สถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งและออกเสียงประชามติจะเป็นที่เดียวกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้ง 6,530 หน่วยเลือกตั้งในกรุงเทพฯ หรือทั้งหมด 99,538 หน่วยทั่วประเทศ” ผอ.กกต.กทม. กล่าว

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: กรณีของ “ฮาร์ท สุทธิพงษ์” เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการเพิ่มหน่วยเลือกตั้งแต่ข้อมูลในระบบไม่อัพเดตสถานที่ออกเสียงประชามติให้ตรงกับหน่วยเลือกตั้ง สส. ซึ่งเจ้าหน้าที่เขตจตุจักรยืนยันว่าแก้ไขแล้วและชี้แจงว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเฉพาะหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 เขตเลือกตั้งที่ 9 เขตจตุจักร

อย่างไรก็ตาม วันที่ 6 ก.พ. เพจเฟซบุ๊ก iLaw ได้โพสต์สอบถามประชาชนว่ามีใครพบปัญหาแบบเดียวกันนี้บ้าง ซึ่งมีประชาชนจำนวนหนึ่งแจ้งว่าหน่วยเลือกตั้ง สส. และลงประชามติอยู่คนละที่กันจริง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานเขต กรมการปกครองและ กกต. ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องแน่ชัดว่าไม่เกิดความผิดพลาดลักษณะเดียวกันนี้ในพื้นที่อื่น ๆ และสถานที่เลือกตั้งและออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นจุดเดียวกัน ขณะที่ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานที่เลือกตั้งและลงประชามติได้ที่นี่ 

เลือกตั้ง 2569: “สินบน=บาปใหญ่” ป้ายปริศนาที่ปัตตานี ใครทำ? ทำเพื่ออะไร?

กุลธิดา สามะพุทธิ: กองบรรณาธิการโคแฟค

ปัตตานี–โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เขตเทศบาลเมืองปัตตานีเต็มไปด้วยป้ายหาเสียงทั้งของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง แต่มีป้ายหนึ่งที่แตกต่างสะดุดตาและชวนให้สงสัย ป้ายนั้นมีภาพชายมุสลิมปูเต็มพื้นหลัง ด้านบนมีของเหลวสีดำไหลย้อยลงมาปกปิดดวงตาและใบหน้าครึ่งบน บนพื้นสีดำนั้นมีคำว่า “ริชวะห์” ในภาษาอาหรับและภาษาไทย บรรทัดถัดมามีข้อความว่า “สินบน=บาปใหญ่”

ป้ายนี้มีไม่เยอะก็จริง แต่ตั้งอยู่ในจุดสำคัญที่ผู้สัญจรในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีต้องได้เห็น เช่น หน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีและถนนเจริญประดิษฐ์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนและแหล่งค้าขายหลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถามคนแถวนั้นได้ความว่าป้ายนี้เพิ่งมาติดไม่นาน ช่วงเดียวกับที่พรรคการเมืองมาติดป้ายหาเสียงเลือกตั้ง

คำใบ้เดียวเกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังป้ายปริศนานี้คือคำว่า “JUST HOME” ที่มุมขวาล่าง  

JUST HOME คือใคร

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องมนุษยธรรมตั้งกลุ่มเปิดเพจเฟซบุ๊ก JUST HOME ขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วเพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งและร่วมกันดูแลบ้านเมืองของเราเอง

“ไม่ต้องเป็นมุสลิมก็สามารถเห็นใจคนปาเลสไตน์ได้” เอ็มโซเฟียนหรือ “เอ็ม” ชายมุสลิมวัย 47 ปี หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Just Home กล่าวกับโคแฟค

เอ็มเป็นคนอำเภอปานาเระ หลังจากจบการศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคยะลา เขาเดินทางมาเรียนต่อด้านสถาปัตย์ที่กรุงเทพฯ จนจบปริญญาตรี จากนั้นก็ไปเรียนด้านศิลปะและการออกแบบต่อในฝรั่งเศสนาน 4 ปี กลับมาทำงานออกแบบอยู่สักพักจึงตัดสินใจกลับมาปักหลักทำงานที่ปัตตานีบ้านเกิด  

จากการสื่อสารผ่านเพจเฟซบุ๊ก Just Home เริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เช่น ช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้เมื่อปลายปี 2568 ทางกลุ่มก็จัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเอง

“เราขับเคลื่อนด้วยจิตสำนึกว่าจะไม่ปล่อยให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ถ้าเราเห็นคนทำไม่ดีกับคนอื่น เราก็ต้องตักเตือน เราต้องไม่ปล่อยผ่าน ต้องเป็นหูเป็นตาต่อสู้ให้คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม” เอ็มยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานของกลุ่ม Just Home

หลังจากน้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ปัตตานีเริ่มคึกคัก ผู้สมัคร สส. เปิดตัว หัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว ป้ายหาเสียงผุดขึ้นมากมาย จากคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมือง เอ็มเกิดความคิดขึ้นมาว่า “เราไม่สนใจการเมืองไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา เกี่ยวกับอนาคตของลูกเรา อยากให้ลูกเติบโตในสังคมที่ดีกว่านี้” และนี่คือจุดเริ่มต้นการรณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงหรือการไม่รับสินบนหรือ “ริชวะห์” ในคำสอนศาสนาอิสลาม   

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนในจังหวัดปัตตานี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Just Home และผู้ออกแบบป้ายรณรงค์ปฏิเสธการรับสินบน

ริชวะห์

เอ็มนิยามตัวเองว่านิยามตัวเองเป็นผู้ศรัทธาและต้องการเคร่งครัดในเรื่องศาสนา เขาเฝ้ามองความเป็นไปในสังคมมุสลิมปัตตานีอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นสิ่งใดที่ขัดบัญญัติกุรอานก็อยากนำเสนอตักเตือนให้มีการศึกษาคำสอนในอัลกุรอานอย่างจริงจัง   

ในบริบทของการเลือกตั้งที่การซื้อเสียงเกิดขึ้นเป็นปกติในชุมชน แม้ไม่เคยเจอกับตัว แต่คำบอกเล่าจากหลายฝ่ายรวมถึงพนักงานของเขาทำให้เอ็มนึกถึงคำ ๆ หนึ่งในพระคัมภีร์ นั่นคือคำว่า “ริชวะห์” ที่แปลว่า “สินบน” และคำสอนของอิสลามเรื่องการเลือกคน  

“ท่านนบีมูฮัมมัดบอกว่าผู้ใดที่ให้หรือรับสินบน หรือแม้แต่เป็นตัวประสานระหว่างผู้ให้และผู้รับสินบนนั้น พระเจ้าทรงสาปแช่ง ส่วนการเลือกคนต้องเลือกที่ความสามารถและความซื่อสัตย์”  

เขาอ้างอิงคำสอนดังนี้

  • กุรอาน อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:188 เขียนว่า “และพวกเจ้าอย่าได้กินทรัพย์สินของกันและกันโดยมิชอบ และอย่าได้นำมันไปมอบให้แก่ผู้ปกครอง (ผู้มีอำนาจ) เพื่อที่พวกเจ้าจะได้กินทรัพย์สินของผู้คนบางส่วนโดยอธรรม ทั้งที่พวกเจ้าย่อมรู้ดีอยู่แล้ว”
  • ท่านนบีมูฮัมมัด กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงสาปแช่ง ผู้ให้สินบน ผู้รับสินบน และคนกลาง”
  • ซูเราะฮฺ อัลก็อศ็อศ (28:26) “แท้จริง คนที่ดีที่สุดที่ท่านจะว่าจ้าง คือ ผู้ที่มีความสามารถ และผู้ที่ซื่อสัตย์”

“ปัญหาคือในสังคมมุสลิมบ้านเราไม่ค่อยมีใครพูดถึงริชวะห์ มุสลิมรู้จักคำว่าฮาลาล (สิ่งที่ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนาอิสลาม) รู้จักคำว่าฮารอม (สิ่งที่เป็นข้อห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม) แต่คนไม่รู้จักริชวะห์ เราอยากหยิบคำนี้ขึ้นมาย้ำเตือนว่าสินบนคือฮารอม” เอ็นให้ความเห็น

“เวลาพูดถึงข้อห้ามในศาสนาอิสลาม คนทั่วไปนึกถึงอะไร?” เขาตั้งคำถามพร้อมเฉลยคำตอบ “ห้ามกินหมู ห้ามกินเหล้า ห้ามคิดดอกเบี้ย…แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องการห้ามรับสินบน”

สร้างภาพจำใหม่: มุสลิม=ไม่รับสินบน

เอ็มมองว่าการสอนเรื่องฮารอมหรือข้อห้ามต่าง ๆ ในศาสนาอิสลามนั้นมีผลอย่างมากต่อความคิดความเชื่อและการปฏิบัติตัวของคนมุสลิม

“ถ้าจะบอกให้คนที่นี่ไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องเชื่อมโยงกับเรื่องบาปที่อยู่ในกุรอาน ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมาว่าสินบนเป็นบาป”  

แต่ปัญหาคือเวลาพูดถึงฮารอมหรือสิ่งต้องห้ามที่เป็นบาป ผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้สอนศาสนาอิสลามมักพูดถึงไม่กี่อย่าง ในชุมชนมุสลิมที่เขาอยู่ น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการห้ามรับและให้สินบน ทั้งที่สินบนก็เป็นข้อห้ามอย่างหนึ่งตามหลักศาสนา หรือไม่ก็สอนแบบเลี่ยง ๆ เพื่อเปิดช่องให้ทำได้   

“คนที่สอนเรื่องนี้ในสังคมมุสลิมก็คืออิหม่าม บาบอ ครู แต่ถ้าครูไม่เอ่ย บาบอไม่พูด ไม่กล้าฟันธง [ว่าการรับสินบนเป็นบาป] จะเกิดอะไรขึ้น”

เขาย้ำว่าการรับสินบนเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในทุกกรณี แต่มุสลิมบางคนกลับบอกว่ารับมาแล้วไปกาเบอร์อื่นก็ได้ บางคนก็อ้าง “อะมานะห์” หรือความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมายคือเมื่อรับเงินมาแล้วก็ต้องเลือกเบอร์นั้นตามที่รับปากไว้ ถ้าไม่เลือกเท่ากับไม่มีอะมานะห์

“ในความเห็นของผม ไม่มีอมานะห์ในการเริ่มต้นที่จะขัดบัญญัติอิสลาม ไม่สามารถอ้างมารยาทใด ๆ ในการเชื้อเชิญให้ดื่มเหล้าหรือรับประทานสิ่งฮารอมต้องห้าม สินบนก็เช่นกัน นี่ไม่ใช่อะมานะห์ บางคนก็ตีความไปว่าสินบนคือค่าจ้าง คือฮาดียะห์ (ของขวัญ) หรือซอดาเกาะห์ (เงินบริจาคทาน) ทั้งหมดนี้เป็นการตีความเพื่อเปิดช่องให้รับสินบนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

“มุสลิมต้องปฏิเสธสิ่งคลุมเครือ ถ้าไม่มั่นใจว่าฮาลาล เราต้องปฏิเสธไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย ริชวะห์จึงไม่สามารถอ้างเหตุผลเลี่ยงบาลีได้เลย ทุกสินน้ำใจ การให้ของขวัญหรือค่าตอบแทนต่าง ๆ แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย แต่หากตามมาด้วยการคาดหวังของผู้ให้ ย่อมเป็นริชวะห์หรือสินบนอย่างแน่นอน”

“ข้อห้ามอื่นมุสลิมปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวชัดเจนมาก อยากให้เรื่องสินบนเป็นแบบนั้น อยากให้เป็นภาพจำเลยว่าคนมุสลิมไม่รับสินบน”

ป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ บนถนนเจริญประดิษฐ์ เทศบาลเมืองปัตตานี

เพื่อ “บ้าน” และ “ลูกหลาน”

แคมเปญนี้อาจวัดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ยาก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครแสดงความไม่เห็นด้วยหรือโต้แย้งสิ่งที่กลุ่ม Just Home สื่อสาร — “สินบน=บาปใหญ่”

“ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะเราอ้างอิงจากคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา คนที่รับสินบนก็ไม่กล้าเถียง เพราะเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าศาสนาของเราสอนแบบนี้ และเอาเข้าจริงเรื่องเงินสินบน มีนักการเมืองคนไหนอยากจ่ายบ้าง ถ้าเรื่องนี้มันหมดไปได้ นักการเมืองก็ไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าเราสร้างค่านิยมใหม่ได้ นักการเมืองเองก็ได้ประโยชน์”

กลุ่ม Just Home มีเงินที่ได้รับบริจาคเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม ซึ่งทางกลุ่มได้อนุมัติให้นำเงินจำนวนหนึ่งไปผลิตป้ายไวนิลได้มาราว 30 ป้าย รวมทั้งจัดกิจกรรมขี่จักรยานเพื่อปฏิเสธการซื้อขายเสียง “Say No to Rishwah” ในเมืองปัตตานีวันที่ 6 ก.พ. 2569

เขาลงมือออกแบบป้ายเอง เลือกใช้ภาพชายมุสลิมที่สื่อถึงหัวหน้าครอบครัวและผู้นำสังคม ของเหลวสีดำที่ไหลย้อยลงมาเป็นสัญลักษณ์ของความสกปรมโสมมที่ยากจะล้างออก คราบดำปิดบังดวงตาให้มืดบอดแต่ปากยังคงพร่ำสอนศาสนา

ก่อนติดป้าย “สินบน=บาปใหญ่” เอ็มทำจดหมายขออนุญาตและบอกวัตถุประสงค์ถึงเทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ตระเวนติดป้ายโดยพาลูก ๆ ไปด้วย 

“อยากให้ลูกเห็นว่าพ่อได้พยายามทำอะไรบางอย่างแล้วเพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีให้พวกเขา” เอ็มกล่าว

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

รู้จัก!7 ประเภทข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News 

🗳️นับถอยหลังเลือกตั้ง ลงประชามติ ชวนทุกคนเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลลวง แบ่งได่ 7 ประเภท ข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News มีดังนี้ 🤡

1. Satire or Parody (การเสียดสีหรือล้อเลียน): ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร แต่อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริงได้

2. False Connection (การเชื่อมโยงมั่ว): พาดหัวข่าว รูปภาพ หรือคำโปรยไม่ตรงกับเนื้อหาจริง (เช่น พวก Clickbait)

3. Misleading Content (เนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด): นำข้อมูลจริงมาตัดต่อหรือบิดเบือนเพื่อโจมตีคนหรือประเด็นบางอย่าง

4. False Context (บริบทปลอม): ข้อมูลจริงแต่ถูกนำมาใช้ผิดกาลเทศะหรือผิดบริบทเพื่อให้คนเข้าใจไปอีกทาง

5. Imposter Content (สวมรอยแหล่งข่าว): การแอบอ้างชื่อบุคคลหรือโลโก้ของสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือมาสร้างข่าวเอง

6. Manipulated Content (การตัดต่อบิดเบือน): ข้อมูลจริง (เช่น ภาพหรือวิดีโอ) ถูกนำมาแก้ไข ตัดต่อ เพื่อหลอกลวงคนดู

7. Fabricated Content (ข่าวปลอม 100%): เนื้อหาที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยไม่มีมูลความจริง เพื่อหวังผลร้ายหรือหลอกลวงโดยเฉพาะ 

#ข่าวลวง #เลือกตั้ง #Cofact #เช็กให้ชัวร์ที่โคแฟค

 “การเมืองเรื่องรุ่น” คือความสวยงามของประชาธิปไตย/ครอบครัวเริ่มสมานฉันท์เรียนรู้ความต่าง/คนรุ่นใหม่ตื่นตัว!เชื่อพลังเสียงเปลี่ยนสังคมได้

(3 ก.พ. 2569) รายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว ในประเด็น “รื้อมายาคติ การเมืองเรื่องรุ่น” ดำเนินรายการโดยนายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นความตื่นตัวทางการเมืองของคนแต่ละเจเนอเรชันในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีวิทยากรหลักคือ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสุภิญญา กลางณรงค์ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนต่างวัยในสังคมไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดประเด็นด้วยการตั้งข้อสังเกตถึงบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งว่า มีความตื่นตัวสูงมาก แต่มีความเงียบผิดปกติในกลุ่มคนวัย “Gen X” (เจนเอ็กซ์) ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับตน ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยแสดงจุดยืนทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียมากนัก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน โดยหันไปสนใจเรื่องสุขภาพ การดูแลพ่อแม่และลูก แทนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในขณะที่คนรุ่น “Boomer” (บูมเมอร์) กลับมีความคึกคักในการส่งข่าวสารผ่านไลน์กลุ่ม และคนรุ่นใหม่ก็มีความตื่นตัวสูง จึงตั้งคำถามว่ามายาคติเรื่องรุ่นกับการเมืองยังคงมีอยู่จริงหรือไม่ หรือบริบทได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ทางด้าน รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ “รุ่น” (Generation) กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญทางการเมืองไทย โดยระบุว่าในประเทศไทยปัจจัยเรื่องรุ่นมีความสำคัญมากในการกำหนดทัศนคติทางการเมือง ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศ โดยเฉพาะการกลับมาตื่นตัวของคนรุ่นใหม่หลังการรัฐประหารปี 2557 และการชุมนุมใหญ่ในปี 2563 จนถึงปัจจุบันโดยมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่ทำให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเป็นพลังทางการเมือง ได้แก่

1.เงื่อนไขของระบอบเผด็จการที่ยาวนาน ทำให้คนรุ่นนี้เติบโตมากับการไม่มีสิทธิเสรีภาพและโหยหาการเปลี่ยนแปลง

2. ปัญหาประสิทธิภาพของกลไกรัฐและเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการเมืองกระทบกับชีวิตโดยตรง

3. ความรู้สึกว่า “เสียงของพวกเขาเปลี่ยนโลกได้” ซึ่งเริ่มจากการต่อสู้เรื่อง Single Gateway และผลการเลือกตั้งที่พรรคของคนรุ่นใหม่ชนะ ทำให้เกิดความมั่นใจและนำไปสู่การเคลื่อนไหวแบบ”DIY Activism” หรือการทำกิจกรรมทางการเมืองด้วยตัวเอง

รศ.ดร.กนกรัตน์ ยังได้นำเสนอข้อค้นพบใหม่ที่น่าสนใจว่า สิ่งที่สังคมเคยเรียกว่า “ความขัดแย้งระหว่างรุ่น” แท้จริงแล้วคือ”การเมืองที่สุขภาพดี” เพราะสะท้อนว่าคนทุกรุ่นตื่นตัวและลุกขึ้นมาพิทักษ์ผลประโยชน์และจุดยืนของตนเอง แม้ในช่วงแรกจะมีความรุนแรงทางอารมณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี สังคมและสถาบันครอบครัวได้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสมานฉันท์ มากขึ้น สมาชิกในครอบครัวเริ่มเคารพความเห็นต่าง ยอมรับว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้สังคมดีขึ้น เพียงแต่เชื่อในเครื่องมือและวิธีการที่แตกต่างกัน โดยคนรุ่นใหม่ต้องการความรวดเร็ว ในขณะที่คนรุ่นเก่าเชื่อในการค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ รศ.ดร.กนกรัตน์ ยังวิเคราะห์แนวโน้มการเลือกตั้งว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองกำลังเปลี่ยนไป โดยคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มอนุรักษนิยมเริ่มปรับตัวมาเลือกพรรคฝั่งเสรีนิยมหรือพรรคอนุรักษนิยมที่ประนีประนอมมากขึ้น เนื่องจากตัวเลือกในฝั่งอนุรักษนิยมสุดขั้วลดน้อยลงและอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องความโปร่งใส ทำให้เส้นแบ่งความขัดแย้งจางลงและมีความหลากหลาย (Mixed) ในการตัดสินใจเลือกตั้งมากขึ้น

ในประเด็นเรื่องข่าวลวง (Fake News) และโซเชียลมีเดีย นางสาวสุภิญญาและ รศ.ดร.กนกรัตน์ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะมีอัลกอริทึมที่ทำให้คนอยู่ในห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ของตัวเอง แต่คนรุ่นใหม่ที่เป็น”Digital Native” มีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันการสื่อสารในโลกดิจิทัลมากขึ้น ส่วนข่าวลวงที่รุนแรงอาจไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ปิด (Close Door) อย่างแอปพลิเคชันไลน์ของกลุ่มผู้สูงวัยมากกว่า 

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศโดยรวม ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งรุนแรงบนโลกออนไลน์ดูเหมือนจะลดลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆเพราะคนเริ่มเข้าใจชีวิตและปลงกับความคาดหวังทางการเมืองมากขึ้น

ในช่วงท้ายสุภิญญา ได้ฝากข้อคิดให้ประชาชนเปิดใจกว้าง รับฟังข้อมูลที่หลากหลายและนำมาวิเคราะห์ด้วยวิจารณญาณของตนเองเพื่อรับมือกับสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ รศ.ดร.กนกรัตน์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้มองปรากฏการณ์ความแตกต่างทางความคิดว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย เมื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างทางอุดมการณ์และผลประโยชน์ได้ สังคมไทยจะก้าวไปสู่การเมืองที่สวยงามและมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

คำให้สัมภาษณ์ของ “ธนาธร” เรื่องการอุปถัมภ์ศาสนาพุทธถูกนำมาตัดทอน-บิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ” 

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำภาพประกอบคำพูดที่เผยแพร่โดยนิตยสาร GM เมื่อปี 2562 มาตัดทอนและแต่งเติมคำพูดให้เกิดความเข้าใจผิด 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “กรกช วัฒนศาสตร์” โพสต์ภาพของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฝังข้อความในภาพว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ!! เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคประชาชน” ด้านล่างของภาพมีข้อความว่า “อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดแบบไม่ตัดตอน จากปากของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” มุมขวาบนมีโลโก GMLive และมุมซ้ายล่างมีโลโกพรรคประชาชน 

ผู้โพสต์ยังได้เขียนข้อความกล่าวหาและโจมตีธนาธร เช่น “ธนาธรไม่เอาศาสนา คนแบบนี้ถ้ามีอำนาจก็อันตราย” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 230 ครั้ง ณ วันที่ 3 ก.พ.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพประกอบคำพูดนี้มาจากบทสัมภาษณ์ธนาธรโดยนิตยสาร GM ซึ่งต่อมาได้นำคำให้สัมภาษณ์บางส่วนมาเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “GM Live” (ลิงก์บันทึก) พร้อมภาพประกอบคำพูดนี้เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2562 ซึ่งขณะนั้นธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 

คำให้สัมภาษณ์ของธนาธรที่ปรากฏในภาพต้นฉบับของ GM Live ระบุว่า “สิ่งที่ผมเชื่อก็คือศรัทธาทางศาสนาควรจะเป็นศรัทธาที่เปิดกว้าง และไม่ควรมีวัดหรือศาสนาหรือองค์กรใดมาบังคับหรือเชิดชูความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งให้มากกว่าความเชื่ออื่น ๆ”  

เพจ GM Live อธิบายในโพสต์ว่าหลังจากเผยแพร่บทสัมภาษณ์ธนาธรไป ได้มีผู้นำคำพูดของเขาไปตัดทอนและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทางเพจจึงได้นำคำให้สัมภาษณ์ของธนาธรในประเด็นเรื่องศาสนามาเผยแพร่แบบไม่ตัดต่อ 

โคแฟคตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของธนาธรที่เพจ GM Live นำมาเผยแพร่พบว่าธนาธรแสดงความเห็นว่ารัฐควรเป็นกลางทางศาสนา และรัฐกับศาสนาควรแยกออกจากกัน โดยยกตัวอย่างพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งธนาธรกล่าวว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรอุปถัมภ์ศาสนาใด ๆ เลย” 

ข้อสรุปโคแฟค: ในคำให้สัมภาษณ์เต็มของธนาธรมีข้อความว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ” จริง ซึ่งเป็นการพูดในบริบทที่ว่าการที่รัฐไทยสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในบางพื้นที่ เช่น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำคำพูดของธนาธรมาตัดทอนและแต่งเติมโดยขาดบริบทและคำอธิบาย พร้อมกับเขียนข้อความกล่าวหาโจมตี ซึ่งเป็นการนำประเด็นเรื่องศาสนามาปลุกปั่นความเกลียดชังและความเข้าใจผิด 

ภาพ “อนุทิน” จากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ถูกตัดต่อใส่เสื้อสีส้ม-โพสต์ข้อความว่าลาออกจากภูมิใจไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อนุทินโพสต์เฟซบุ๊กสวมเสื้อสีส้มติดหมายเลข 46 ระบุลาออกจากพรรคภูมิใจไทยแล้ว

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพตัดต่อและแอบอ้างบัญชีเฟซบุ๊กของอนุทิน ชาญวีรกูล   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 2 – 3 ก.พ. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” มีผู้เผยแพร่โพสต์จากบัญชีเฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” ของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีภาพอนุทินสวมเสื้อสีส้มติดหมายเลข 46 ซึ่งเป็นหมายเลขบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่ 8 ก.พ. 2569 และมีข้อความว่า “ลาออกจากพรรคภูมิใจไทยเป็นส้มเต็มตัว รักชาติต้องกาเบอร์ 46”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกดัดแปลงตัดต่อจากภาพต้นฉบับที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” ของอนุทินเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 โดยอนุทินสวมเสื้อสีน้ำเงินและติดหมายเลข 37 ซึ่งเป็นหมายเลขบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย และเขียนคำบรรยายว่า “อีตาหนูไปกินครัวตานิด”

ภาพต้นฉบับจากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul โพสต์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569

ภาพที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กแฟนข่าว TOP NEWS จึงเป็นเนื้อหาเท็จที่เกิดจากการตัดต่อดัดแปลงภาพและการแอบอ้างบัญชีเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าอนุทินเป็นผู้โพสต์ภาพและข้อความดังกล่าว

การเผยแพร่เนื้อหาเท็จลักษณะนี้ยังอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง

แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง

ในยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร ที่มีทั้งข้อมูลจริง ข้อมูลลวง และข้อมูลบิดเบือน การตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ 

COFACT โดย ดร. วศิน ปั้นทอง ร่วมจัดทำเอกสาร guideline แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง สร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวงที่อยู่รอบตัวเราในทุกวัน

สามารถอ่านเอกสาร guideline ได้ในลิงก์นี้ คลิก 

หรือ ดาวน์โหลดเอกสาร

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในเบื้องต้นและมุ่งหมายให้เกิดการอภิปรายถกเถียงและปรับปรุงแนวทางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ข้อมูลในการจัดทำเอกสารนี้มาจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการนำเสนองานของผู้เขียนและการประมวลข้อคิดเห็นจากวงเสวนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ Fact Checking

ภาพคอนเสิร์ต “เลดี้กาก้า” ในบราซิล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยฟังปราศรัยที่พัทยา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพประชาชนเกือบล้านคนร่วมฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่พัทยา

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพคอนเสิร์ตเลดี้กาก้าที่บราซิลเมื่อปี 2568 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc” เป็นภาพผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันบริเวณชายหาดในเวลากลางคืน พร้อมข้อความบรรยายว่า “ภาพการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่ชายหาดพัทยาครับ คนมาร่วมเกือบล้าน”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens ประกอบกับรายงานข่าวของสื่อมวลชน สรุปได้ดังนี้

▪ ภาพเล็กซ้ายมือ – เป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของเลดี้กาก้า ที่ชายหาดโคปาคาบานา เมืองริโอ เดอ จาเนโรของบราซิลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พ.ค. 2025 ซึ่งสื่อต่างประเทศ เช่น EuroWeekly รายงานว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้สร้างสถิติคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือราว 2.1 ล้านคน 

▪ ภาพใหญ่ขวามือ – เป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของ Alok ศิลปินและดีเจชื่อดังชาวบราซิล คอนเสิร์ตนี้จัดขึ้นที่ชายหาดในเมืองฟอร์ตาเลซาของบราซิลในคืนส่งท้ายปี 2023 มีผู้ชมมากกว่า 1 ล้านคน โดย Alok ได้โพสต์ภาพนี้ในอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2024  

“ใส่หน้ากากอนามัยนาน ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง” เนื้อหาเท็จที่ถูกแชร์ตั้งแต่ยุคโควิด-19

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ใส่หน้ากากอนามัยนานทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงและเลือดเป็นกรด

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Jompoj Pijitpakdeekul แชร์โพสต์ภาษาต่างประเทศที่เตือนให้หลีกเลี่ยงการใส่หน้ากากอนามัยพร้อมข้อความว่า “หากยังใส่อยู่  ถือว่าท่านช่วยลดประชากรโลก” โดยโพสต์ต้นทางระบุว่าการหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือลมหายใจออกของตัวเองกลับเข้าไปซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงจนเลือดมีสภาวะเป็นกรดได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการมึนงง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย สับสน หรืออาจถึงกับเสียชีวิต (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่าคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับอันตรายจากการใส่หน้ากากอนามัยเริ่มเผยแพร่บนโลกออนไลน์ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งแรกในปี 2563 และยังถูกแชร์ซ้ำจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต่อต้านการฉีดวัคซีนในหลายประเทศ

พล.ต.ต.นพ. ธนิต จิรนันท์ธวัช อายุรแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ กล่าวในรายการชัวร์ก่อนแชร์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2563 ว่าการหายใจผ่านหน้ากากอนามัยไม่ได้ทำให้ร่างกายได้รับก๊าซชนิดใดเพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากอัตราส่วนของก๊าซแต่ละอย่างในอากาศมีปริมาณคงที่ และยังอธิบายว่าภาวะเลือดเป็นกรดซึ่งเกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง (Hypercapnia) นั้นมีสาเหตุหลักมาจากโรคปอด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง โรคภาวะหายใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรง และการใช้ยากดการหายใจ และยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตจากภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือดเพราะการใส่หน้ากากอนามัยตามคำกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.นพ. ธนิต กล่าวว่าการใส่หน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้าจากการดึงรั้งของสายรัด โดยเฉพาะหน้ากากประเภท N95 ที่มักใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รวมถึงเพื่อใส่ป้องกันฝุ่น pm2.5 ทำให้ผู้สวมใส่ต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ จึงควรสังเกตตัวเองหากมีอาการปวดศีรษะและเหนื่อยล้า และควรออกไปพักสูดอากาศในที่ที่อากาศถ่ายเทจนหายเหนื่อยจึงกลับมาสวมใส่หน้ากากใหม่

ขณะที่รายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของรอยเตอร์สที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2563 อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมระหว่างใส่หน้ากากอนามัยนั้นอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับคนทั่วไป และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่การใส่หน้ากากอนามัยจะทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง