เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับโคแฟค (ประเทศไทย) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (มจ.) และThaiPBS จัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัล – Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 33 หัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI (AI Hallucinations VS. Digital Resilience)” ที่โรงแรมวินทรี จ.เชียงใหม่
Harry Kofi Quakyi Cultural Affairs and Press Officer สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกสร้างขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีในเรื่องความสะดวกสบายและความรวดเร็ว แต่อีกด้านก็มีความท้าทาย เช่น ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข้อมูลหลอน (Hallucination) ที่ถูกส่งต่อและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในประเทศเยอรมนี ช่วงที่มีการเลือกตั้งมีการผลิตเนื้อหาโดยใช้ AI เช่น การรณรงค์หาเสียง และบางครั้งข้อมูลเพียง 1 ชิ้นสามารถแพร่กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม
“ปัญหาการใช้ AI สร้างเนื้อหาแล้วผลที่ได้คือข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลหลอน และยังเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบว่าอะไรคือข้อเท็จจริง ดังนั้นกระบวนการของมนุษย์ในการทำให้ข้อมูลโปร่งใสจึงยังจำเป็น การรับมือข้อมูลบิดเบือนในช่วงของการเลือกตั้งในยุคของ AI ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทำงานร่วมกันโดยไม่มีขอบเขต”Harry กล่าว
แต่ปัจจุบันมี “ช่องผี” ที่ทำได้ด้วยคนเก่งเทคโนโลยีเพียงคนเดียว ดังนั้น แม้ AI ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มีผลต่อการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือ “AI ไม่ได้เป็นกลางทางการเมือง” AI มีอำนาจในโลกออนไลน์และกำลังจะมีอำนาจในโลกจริง เพราะ AI เล่นกับข้อมูล เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดไม่อาจเก็บข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ AI สามารถทำได้ AI จึงมีข้อมูลที่มากกว่าสมองมนุษย์ แต่ความสามารถในการคาดการณ์ (Predict) ของ AI นั้นถูกต้องเพียงใด
ปัจจุบันมีการใช้ AI ทำลายล้างซึ่งกันและกันแล้วประชาชนก็เชื่อว่าเป็นความจริง เช่น การใช้ AI สร้างอวตาร มีการใช้เทคนิค Robocall หมายถึงใช้ AI แปลงเสียงให้เหมือนนักการเมือง ราวกับการกระทำของมิจฉาชีพ ใช้ AI สร้างคลิปวิดีโอที่ภาพและเสียงเหมือนกับบุคคลนั้นกำลังพูดอยู่จริงๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่งประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ AI ช่วยตัดสินใจว่าควรเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดมากกว่าจะใช้ความคิดของตนเอง
ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล อาจารย์คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้กล่าวว่าปรากฎการณ์ที่หลายคนผลิตเนื้อหาเผยแพร่บนสื่อออนไลน์โดยโชว์การใช้แพลตฟอร์ม AI สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ AI เป็นเรื่องสนุกและดูเท่นอกจากนั้น AI ยังทำให้เรารู้สึกถึงความง่ายหรือรู้สึกเก่งขึ้นทันที เพราะ AI ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบันที่ไม่อยากรอ แต่สิ่งที่หายไปคือ การคิดของเรา เมื่อใช้ AI เราอาจรู้สึกว่าเราฉลาดแม้เราจะยังไม่ได้ใช้ความคิดของตนเอง
“อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ผิดและการใช้ AI ก็ยังมีประโยชน์ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ความเท่ของการใช้ AI มันกระชากกระบวนการทางความคิดของเรา เมื่อใช้ AI จนติดมากๆ ด้วยปัจจัยด้านปริมาณงานล้นและต้องแข่งกับเวลาของคนยุคดิจิทัล ก็มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเรื่องของ การเรียนแบบมุ่งหาวิธีลัด (Shortcut Learning) ทำให้เราสมาธิสั้นลง และความรู้ของเราจะไม่ลุ่มลึก”ผศ.ดร.ณภัทร กล่าว
น.ส.กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ThaiPBS กล่าวว่า นับตั้งแต่ AI อย่าง ChatGPT เปิดตัวเมื่อปลายปี 2565 กระแสของ AI มีแต่จะเพิ่มขึ้น จากนั้นในปี 2566 พจนานุกรม Cambridge ยกคำว่า อาการหลอน (Hallucinate) เป็นคำแห่งปี มาจากการที่ AI ให้ข้อมูลแบบผิดๆ ล่าสุดในปี 2568 พจนานุกรม Merriam-Webster ได้ยกให้คำว่า “Slop” เป็นคำแห่งปี ซึ่งคำว่า Slop หมายถึงเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ผลิตด้วย AI ต้องไม่ลืมว่าแพลตฟอร์มออนไลน์มีระบบอัลกอริทึม โดยอะไรที่มีปริมาณมากๆ จะเบียดความสนใจ เนื้อหาที่ดีจะหายไป
ดร.กมลภพ ศรีโสภา อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลการศึกษาของ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนา ChatGPT เรื่อง อาการหลอนหรือการให้คำตอบมั่วๆ ของ AI เมื่อผู้วิจัยลองถาม AI ให้ทายวันเกิดของตนเอง แม้ AI จะไม่รู้แต่ก็ยังมั่วคำตอบมา เพราะมีโอกาส 1 ใน 365 ตามจำนวนวันใน 1 ปี ที่จะตอบถูก แต่การจะทำให้ปัญหาอาการหลอนของ AI หมดไปอาจจะเป็นไปไม่ได้ เพราะบางคำถามไม่ได้มีคำตอบแบบตายตัว ในขณะที่ AI ก็ถูกสอนให้รู้จักการเดาเพราะมีโอกาสที่จะตอบถูก
หรือตัวอย่างของ Grok ซึ่งเป็น AI ประจำแพลตฟอร์ม X ที่มีผู้ไปลองตั้งคำถามว่า ระหว่างปิดสมองของ อีลอน มัสก์ กับสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย ผลคือ AI เลือกสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย นั่นคือ AI ตอบโดยมีอคติเอียงไปทางชอบอีลอน มัสก์ จึงเป็นปัญหาหากเราจะไปถาม AI ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเลือกใคร หรืออคติที่เกิดจากจำนวนไม่เท่ากันของข้อมูลที่ AI รวบรวมได้
“ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ AI หลายแห่งพยายามที่จะลดอคติ (Bias) แล้วเพิ่มความ โปร่งใส (Transparent) ในรูปแบบ System Card หรือ Model Card ให้เราอ่านว่าข้อมูลเขามาจากไหน มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และเขียนพรอมพ์อย่างไรให้ดี เราก็สามารถเข้าไปศึกษาได้” ดร.กมลภพ กล่าว