กรมการแพทย์-กรมควบคุมโรคยืนยัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ข้อความส่งต่อทางไลน์ระบุพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**  ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 2 ก.พ. 2569 กรมการแพทย์ยืนยันว่ายังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.พ. 2569 พบการส่งข้อความในกลุ่มไลน์ระบุว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในไทยหลายราย เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบำราศนราดูร และพบผู้ป่วย 6 รายในจังหวัดจันทบุรี พร้อมกับภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “อีซ้อขยี้ข่าว :อีซ้อ” เป็นข้อความว่า “เหมือนสัญญาณจะมาถึง ไทยแล้ว…. อธิบดีกรมการแพทย์ประกาศ โรงพยาบาลราชวิถีเตรียมพร้อมรับผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ตั้งแต่ระดับปานกลางยันหนัก” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กรมการแพทย์และกรมควบคุมโรคยืนยันกับโคแฟคเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (2 ก.พ.) ว่า ขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย 

ก่อนหน้านี้กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรคและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 28 และ 29 ม.ค. ว่าข้อความที่อ้างว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทยเป็นเนื้อหาเท็จ ขอความร่วมมือประชาชนหยุดส่งต่อ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 31 มกราคม 2569

อมเกลือใต้ลิ้นช่วยตัดสัญญาณความเจ็บปวดของอาการปวดหัวไมเกรน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/25hos6fylp7sk


ดูซีรี่ส์แนวตั้งผ่านแอปสะสมคะแนนสามารถแลกเป็นเงินได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/23la6gboxy3bk


กัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งตามแนวชายแดนเพื่อให้ไทยรักษา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3a2ypnz93wzeo


เปิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ ทำร้าย-ทารุณ มีโทษทั้งจำและปรับ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/27wko5jc2vh7g


พรรคประชาชาติหลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัยที่ จ.ปัตตานี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kxvojb7iqnhy


“วัคซีนงูสวัดอาจช่วยชะลอความแก่ งานวิจัยชี้ประโยชน์มากกว่าการป้องกันโรค”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1iwpiev9smhab


 ช่วงเดือน มิ.ย.–ก.ค. 2569 จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3frtbdciry6j3


ชาวบ้านผวา ค้างคาวแม่ไก่ นับพันตัว อาศัยในซอยพัทยานาเกลือ เป็นพาหะนำไวรัสนิปาห์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/wc59tjcxggq

ตรวจสอบคลิปดีเบตช่อง 7 ช่วงเคารพเพลงชาติ “ณัฐพงษ์” ยืนมือไพล่หลังจริง แต่มีช่วงที่ร้องเพลงชาติ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: หัวหน้าพรรคประชาชนยืนเอามือไพล่หลัง-ไม่ร้องเพลงชาติบนเวทีดีเบต

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** คลิปรายการเต็มแสดงให้เห็นว่าขณะที่เพลงชาติดัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนมือไพล่หลังจริง แต่มีช่วงที่ร้องเพลงชาติคลอตามไปด้วย  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก ติ๊กตอก และ X หลายรายโพสต์คลิปผู้แทนพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียืนเคารพเพลงชาติบนเวทีดีเบต โดยมีผู้ร่วมเวทีทั้งหมด 7 คน หนึ่งในนั้นคือณัฐพงษ์ แคนดิเดตนายกฯ ปชน.

คลิปนี้มีความยาวประมาณ 30 วินาที ผู้โพสต์เขียนข้อความบรรยายโจมตีณัฐพงษ์ที่ยืนเอามือไพล่หลังและไม่ร่วมร้องเพลงชาติ เช่น “จับโป๊ะ! เท้ง มือไขว้หลัง ไม่ร้องเพลงชาติ” “มือไขว้หลัง ปากไม่ขยับ ยืนตรงเคารพธงชาติยังทำไม่ได้ ร้องเพลงชาติก็ไม่ค่อยเต็มใจ” มีผู้เข้ามาวิจารณ์และโจมตีจำนวนมากว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แสดงถึงความไม่รักชาติ ไม่เหมาะสมกับการเป็นแคนดิเดตนายกฯ   

ตัวอย่างโพสต์ที่กล่าวหาและโจมตีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน เรื่องการยืนเคารพเพลงชาติและการร้องเพลงชาติ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปดังกล่าวเป็นภาพจากรายการประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” จัดโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เมื่อวันที่ 28 ม.ค. โคแฟคตรวจสอบคลิปรายการฉบับเต็มที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ Ch7HD News ได้ข้อมูลดังนี้

▪ รายการเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. เมื่อใกล้ถึงเวลา 18.00 น. พิธีกรแจ้งว่าขอขยายเวลาต่ออีก 10 นาที และขอให้แคนดิเดตและผู้แทนพรรคการเมืองทั้ง 7 คนบนเวที รวมทั้งผู้ชมในสตูดิโอยืนขึ้นเคารพธงชาติพร้อมกัน ขณะที่รายการ ““เช้านี้ที่หมอชิต”” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ในวันรุ่งขึ้น (29 ม.ค.) รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเคารพธงชาติว่า ผู้บริหารสถานีเพิ่มเวลารายการให้จบในเวลา 18.10 น. ทำให้ต้องผ่านช่วงเคารพธงชาติ ผู้บริหารจึงให้ทุกคนในห้องส่งเคารพธงชาติเพื่อ “ดูอากัปกิริยาของแคนดิเดตและแกนนำแต่ละพรรคว่าพอถึงช่วงเคารพธงชาติ ท่านจะทำยังไงกัน”

▪ จากคลิปถ่ายทอดสดเห็นได้ว่า ขณะเพลงชาติบรรเลง ผู้ร่วมประชันวิสัยทัศน์ทั้งหมดยืนตรงมือข้างลำตัว ยกเว้นณัฐพงษ์ที่ยืนเอามือไว้ข้างหลัง ส่วนการร้องเพลงชาตินั้น เนื่องจากกล้องไม่ได้จับภาพใบหน้าทุกคนตลอดเวลาทำให้ระบุไม่ได้แน่ชัดว่าตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 7 คน ร้องเพลงชาติตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ แต่ช่วงนาทีที่ 2.48.14-2.48.19 และ 2.48.34-2.48.40 มีภาพชัดเจนว่าณัฐพงษ์ขยับปากร้องเพลงชาติคลอตามไปด้วย รวมเวลาไม่ต่ำกว่า 10 วินาที และทุกคนโค้งคำนับเมื่อเพลงชาติจบลง

📌 ข้อสรุปโคแฟค: ข้อความที่ระบุว่าณัฐพงษ์ไม่ร้องเพลงชาติบนเวทีดีเบตนั้นเป็นเนื้อหาบิดเบือน โดยตัดคลิปช่วงสั้น ๆ ที่ภาพไม่ชัดเจนว่าเขาร้องเพลงชาติหรือไม่มาเผยแพร่ประกอบข้อกล่าวหา ซึ่งเมื่อดูจากคลิปรายการเต็มที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 พบว่ามีช่วงที่ณัฐพงษ์ร้องเพลงชาติด้วยไม่ต่ำกว่า 10 วินาที 

ส่วนท่าทางการยืนขณะเคารพเพลงชาตินั้น ณัฐพงษ์เอามือไว้ข้างหลังจริง ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตามโคแฟคได้ตรวจสอบระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529 ซึ่งระบุถึงการทําความเคารพธงชาติไว้ในข้อ 29 ว่าในกรณีที่ได้ยินเสียงเพลงชาติ “ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสํารวม” จนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง

เจาะลึก‘TikTok’ ผนึก‘COFACT’ กางแผนสู้ข่าวลวงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งย้ำกฎเหล็ก“ห้ามยิงแอดการเมือง” แต่เปิดกว้างคอนเทนต์ออร์แกนิกพร้อมแนะวิธีอุทธรณ์หากโดนลบ


(27 
มกราคม 2569) – รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.26” หัวข้อ “ฝ่าข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง” ดำเนินรายการโดย นายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้พูดคุยถึงประเด็นร้อนในช่วง 12 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป โดยเชิญแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง TikTok มาร่วมถกเถียงถึงมาตรการรับมือข่าวปลอม (Fake News) และการบิดเบือนข้อมูลที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง: ช่วงเวลาแห่งความหวังและความเสี่ยง

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยว่า บรรยากาศในช่วง 12 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจจะเริ่มฟันธงว่าจะเลือกใคร อย่างไรก็ตาม สุภิญญายอมรับว่าสถานการณ์ข่าวสารในช่วงนี้มีทั้งความหวังและความน่ากังวล โดยเฉพาะกระแสข่าวเชิงลบ (Negative Campaign)ที่มาในรูปแบบของการผสมผสานเรื่องจริงและเรื่องเท็จเข้าด้วยกัน ซึ่งภาคประชาสังคมต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

TikTok กางสถิติ ลบ 4.4 ล้านคลิปผิดกฎ ย้ำใช้ ‘คนไทย’ ตรวจสอบ

ทางด้าน สิริประภา วีระไชยสิงห์ (กานจิ) ผู้จัดการฝ่าย Outreach & Partnerships ของTikTok กล่าวถึงนโยบายความปลอดภัยว่าTikTok มีระบบตรวจจับเนื้อหาเชิงรุกที่ทำงานร่วมกันระหว่างระบบอัตโนมัติ (AI) และทีมงานตรวจสอบเนื้อหา (Human Moderator) ซึ่งเป็นคนไทยที่นั่งทำงานในประเทศไทย ทำให้เข้าใจบริบททางภาษาและวัฒนธรรมเป็นอย่างดี

สิริประภา เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา TikTok ได้ลบเนื้อหาที่บิดเบือนและละเมิดกฎชุมชนไปมากกว่า 4.4 ล้านวิดีโอ โดย 99.9% ถูกลบก่อนที่จะมีผู้ใช้งานรายงานเข้ามา ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจจับ

ระวัง “ข่าวลวงสายครีเอทีฟ” และภัยDeepfake

เมื่อถูกถามถึงประเภทของข่าวลวงที่ระบาดหนักกานจิระบุว่า ไม่สามารถเจาะจงช่วงอายุของผู้เสพข่าวลวงได้ เพราะเกิดขึ้นกับทุกวัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรูปแบบการนำเสนอที่มีความสร้างสรรค์ (Creative) สูง มีการตัดต่อและผูกเรื่องราวให้น่าสนใจจนคนหลงเชื่อและแชร์ต่อรวมถึงภัยคุกคามจากเทคโนโลยี Deepfake และ AI-generated content ที่ถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลเท็จ ซึ่งทางแพลตฟอร์มได้ให้ความสำคัญในการตรวจจับอย่างเข้มงวด

ประเด็นสำคัญที่ TikTok เน้นย้ำคือ นโยบายเกี่ยวกับบัญชีนักการเมืองและพรรคการเมืองโดยสิริประภาระบุชัดเจนว่า “TikTok ไม่อนุญาตให้มีการซื้อโฆษณาทางการเมือง (Paid Ads) หรือการ Boost Post สำหรับเนื้อหาการเมืองโดยเด็ดขาด” ไม่ว่าจะเป็นบัญชีของรัฐบาล พรรคการเมือง หรือนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครและพรรคการเมืองยังสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์แบบออร์แกนิก(Organic) เพื่อสื่อสารนโยบายหรือแสดงความคิดเห็นได้ตามปกติ ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎชุมชนข้ออื่น ๆ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)

ไขข้อข้องใจ “ปิดกั้นการมองเห็น” (Shadowban)

สำหรับข้อสงสัยเรื่องการถูกปิดกั้นการมองเห็นนางสาวสิริประภาชี้แจงว่า TikTok ไม่ได้ปิดกั้นเนื้อหาทางการเมือง แต่มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของผู้เยาว์และคุณภาพของฟีด (For You Feed) หากคลิปใดมีภาพรุนแรง สะเทือนขวัญ หรือเป็นคอนเทนต์คุณภาพต่ำ (ภาพเบลอสั่น) ระบบอาจจำกัดการนำส่งไปยังหน้าฟีดสาธารณะเพื่อรักษามาตรฐานชุมชน

แนะช่องทางสู้ข่าวลวงและวิธีอุทธรณ์

สำหรับผู้ใช้งานที่พบเห็นข่าวลวง TikTok ได้ร่วมมือกับ กกต., COFACT และ Thai PBS Verify ในการจัดทำ “ศูนย์ข้อมูลการเลือกตั้ง” บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจะปรากฏเป็นแบนเนอร์ในคลิปที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ให้ผู้ใช้กดเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องได้ทันที

ในกรณีที่ผู้ใช้งานถูกลบคลิปและมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดกฎ สิริประภาแนะนำว่า ห้ามลบคลิปวิดีโอนั้นทิ้งเด็ดขาด ให้กดปุ่มยื่นอุทธรณ์ผ่านการแจ้งเตือนใน Inbox เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบซ้ำ หากลบคลิปไปแล้วจะไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้

รายการได้สรุปถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์ม ภาคประชาสังคม และผู้ใช้งาน ในการช่วยกันตรวจสอบและรายงานข่าวลวง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

ภาพชาวเกาหลีใต้เชียร์ทีมชาติในฟุตบอลโลก 2002 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพคนสวมเสื้อแดงจำนวนมากชุมนุมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในประเทศเกาหลีใต้และ จ.นครราชสีมา

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพชาวเกาหลีใต้รวมตัวเชียร์ทีมชาติในฟุตบอลโลก 2002 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 – 27 ม.ค. 2569 มีผู้ใช้บัญชีแฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพฝูงชนจำนวนมากสวมเสื้อผ้าหรือสัญลักษณ์สีแดงรวมตัวกันในสถานที่แห่งหนึ่งพร้อมกับข้อความที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เช่น 

▪ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 26 ม.ค. พร้อมคำบรรยายว่า “คนไทยในประเทศเกาหลีใต้ออกมาชุมนุมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตกันทุกคน”

▪ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคเพื่อไทย FC” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 27 ม.ค. โดยระบุว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ตลาดเซฟวันโคราช จ.นครราชสีมา

▪  ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกหลายรายนำภาพนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้ระบุสถานที่ แต่มีข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าคนเสื้อแดงในภาพคือผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย เช่น “ลอยลำทั่วไทย” “แดงทั้งแผ่นดิน” และ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์”

ไพศาล พืชมงคล นักวิเคราะห์การเมืองซึ่งมีผู้ติดตามเฟซบุ๊ก “Paisal Puedmongkol” มากกว่า 2.15 แสนบัญชี เป็นคนหนึ่งทีโพสต์ภาพนี้ (ลิงก์บันทึก) โดยระบุว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ จ.นครราชสีมา แต่ต่อมาได้โพสต์ข้อความแก้ไขว่าเป้นภาพจากเกาหลี

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวปรากฏในเว็บไซต์หลายแห่งของเกาหลีใต้ รวมถึงสำนักข่าว Hankyoreh และเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พื้นบ้านของเกาหลีใต้ ตลอดจนสำนักข่าวต่างประเทศอย่าง BBC และเพจเฟซบุ๊ก “FIFA Museum” ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กีฬาฟุตบอลภายใต้การดูแลของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) โดยมีคำบรรยายว่าเป็นภาพชาวเกาหลีใต้รวมตัวกันที่ Seoul City Hall Square หรือ Seoul Plaza ในกรุงโซล เพื่อเชียร์ทีมชาติของตนในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002 (พ.ศ. 2545) ซึ่งเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น 

สื่อเกาหลีใต้และบทความวิชาการที่ใช้ภาพนี้ประกอบเนื้อหาให้เครดิตภาพว่าเป็นของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของประเทศเกาหลีใต้

ภาพส่งเชลยกัมพูชาป่วยกลับประเทศ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งที่ชายแดนให้ไทยรักษา

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งตามแนวชายแดนเพื่อให้ไทยรักษา 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 – 23 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพชายคนหนึ่งนอนอยู่ในเปลหาม รายล้อมด้วยทหารกัมพูชา มีข้อความอ้างว่ากัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งไว้ที่ชายแดนฝั่งไทย หวังให้โรงพยาบาลในไทยรับไปรักษาตัวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น เพจ “ติดตามสถานการณ์ชายแดน” ผู้ติดตามเกือบ 50,000 บัญชี โพสต์ภาพและข้อความว่า “ข่าวล่าสุด!! พวกเขมรน่าสมเพช เอาคนป่วยมาทิ้งชายแดนฝั่งไทย  มัดมือชกให้ รพ.รักษา แบบไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ไทยไม่รับรักษา เพราะไม่มีเอกสาร จึงส่งตำรวจจัดการตามขั้นตอนต่อไป” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 300 ครั้ง

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่ในสื่อมวลชนไทยหลายสำนักตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568  โดยรายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไทยส่งตัวทหารกัมพูชาที่ถูกจับเป็นเชลย ระหว่างการสู้รบช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 จำนวน 2 นาย จากทั้งหมด 20 นาย กลับประเทศกัมพูชา เนื่องจากทหาร 2 นายดังกล่าวมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งมีการส่งตัวกันที่ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์

ส่วนอีก 18 นายที่เหลือ ถูกปล่อยตัวในภายหลัง ในวันที่ 31 ธ.ค. 2568 

วันที่ 27 ม.ค. 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันกับโคแฟคว่าไม่มีรายงานกัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งไว้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตามที่เพจเฟซบุ๊กกล่าวอ้าง

มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ-พรรคประชาชาติปฏิเสธข้อกล่าวหา “หลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัย”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พรรคประชาชาติหลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัยที่ จ.ปัตตานี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “เสียงในพื้นที่” ผู้ติดตามกว่า 36,000 รายโพสต์ภาพผู้บริหารและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติ ถ่ายภาพกับครูสอนศาสนาอิสลาม และเขียนคำบรรยายว่า “ประชาชาติเล่นใหญ่ หลอกครูตาดีกาว่าอบรม เมื่อไปถึง โอละพ่อ โดนหลอกมาฟังปราศัยพรรคประชาชาติ”

แอดมินเพจอ้างว่าได้รับข้อมูลจากครูตาดีกาในจังหวัดชายแดนภาคใต้รายหนึ่งว่าได้รับการประสานให้นำตัวแทนครูตาดีกาไปอบรมที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี (มัจลิสปัตตานี) แต่เมื่อมาถึงพบว่าไม่ใช่การอบรมแต่เป็นการฟังปราศรัยของพรรคประชาชาติ

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 200 ครั้ง ณ วันที่ 27 ม.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้นำภาพจากงานพรรคประชาชาติพบปะผู้นำสถาบันปอเนาะและโต๊ะครู ซึ่งจัดที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 24 ม.ค. มาประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มัจลิสปัตตานีเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นคนละงานกัน รวมทั้งมีการบิดเบือนข้อมูลบางส่วน ทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดต่อกิจกรรมของมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ และพรรคประชาชาติ 

โคแฟคสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน รวมทั้งโฆษกและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติ ได้ข้อมูลดังนี้

▪  อับดุลรอณีย์ เด็งสาแล ประธานมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์โคแฟคว่า วันที่ 24 ม.ค. 2569 มูลนิธิฯ ได้จัดงานประชุมประจำปีโดยเชิญตัวแทนครูตาดีกาจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมงานที่มัจลิสปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครูและพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนตาดีกา โดยในช่วงบ่ายมีการแข่งขันฟุตบอลเพื่อสานสัมพันธ์ครูตาดีกา กิจกรรมนี้มีครูตาดีกาเข้าร่วมประมาณ 400 คน  และงานที่จัดขึ้นใช้งบประมาณของมูลนิธิฯ และชมรมครูตาดีกาในแต่ละจังหวัด ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองใด

อับดุลรอณีย์กล่าวว่าเนื่องจากที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ บางคนเป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชาติ ทางพรรคจึงทราบข่าวการจัดงานประชุมครั้งนี้และได้ส่งผู้แทนพรรคประชาชาติ เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติมานำเสนอนโยบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับครูและโรงเรียนตาดีกาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ครูที่มาเข้าร่วมฟัง 

ประธานมูลนิธิฯ ยืนยันว่าระบุว่ามูลนิธิฯ ยินดีรับฟังนโยบายของทุกพรรคที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตาดีกา และพรรคใดจะเข้ามานำเสนอนโยบายก็ได้ แต่ในวันนั้นมีเพียงพรรคประชาชาติที่มา ซึ่งเขายอมรับว่าอาจสร้างความไม่สบายใจให้ครูตาดีกาบางส่วน เนื่องจากทางมูลนิธิฯ ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าให้ผู้เข้าร่วมทราบว่าจะมีผู้แทนพรรคการเมืองมานำเสนอนโยบายด้วย ทำให้กำหนดการล่าช้า และครูตาดีกามาจากหลายจังหวัดก็อาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่ต่างกัน

▪ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ผู้สมัคร สส. ปัตตานี เขต 3 พรรคประชาชาติ ให้ข้อมูลว่าวันที่ 24 ม.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ และ พ.ต.อ.ทวี รวมทั้งตนได้เดินทางไปนำเสนอนโยบายของพรรคในที่ประชุมครูตาดีกาซึ่งจัดโดยมูลนิธิฯ และในวันที่ 25 ม.ค. ได้พบปะผู้นำสถาบันปอเนาะและโต๊ะครูกว่า 1,200 คน ที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทางเพจ “เสียงในพื้นที่” นำภาพงานวันที่ 25 ม.ค. มาประกอบโพสต์ที่พูดถึงงานวันที่ 24 ม.ค. ทำให้เกิดความสับสน 

▪  ดร.ต่วนอิสกันดาร์ ดาโต๊ะมูลียอ โฆษกพรรคประชาชาติ ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานประชุมครูตาดีกา และงานดังกล่าวไม่ใช่เวทีปราศรัยของพรรคประชาชาติ เพียงแต่พรรคส่งผู้แทนไปนำเสนอนโยบายเท่านั้น

โฆษกพรรคประชาชาติกล่าวเพิ่มเติมว่าทางพรรคมีความใกล้ชิดกับครูตาดีกาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง เพราะผู้สมัคร สส. ของพรรคบางคนก็เคยเป็นครูตาดีกามาก่อน อีกทั้งพรรคประชาชาติมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาโรงเรียนและครูตาดีกา แต่ไม่ได้หลอกครูตาดีกาให้มาฟังปราศรัยตามที่เพจเฟซบุ๊ก “เสียงในพื้นที่” กล่าวหา

เส้นแบ่ง‘สายสัมพันธ์ส่วนตัว-ประโยชน์สาธารณะ’ดราม่าการเมืองตั้งสติก่อนแชร์ลดเสี่ยงทำผิดกฎหมาย

By : บัญชาจันทร์สมบูรณ์

ภาพที่ 1 : 18 ม.ค. 2569 ศุภชัยใจสมุทรผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทยประกาศดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบ.อิตาเลียนไทยฯกับอนุทินชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 

นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 บรรยากาศการเมืองมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นไปอย่างคึกคัก แต่ก่อนจะไปถึงวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นวันเปิดคูหาให้ประชาชนไปลงคะแนน ในระหว่างนี้ที่หลายพรรคเร่งหาเสียงให้ผู้สมัครของตน สงครามข่าวสารทั้งที่มาจากผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและจาก กองเชียร์กองแช่ง แพร่กระจายไปทั่วทั้งพื้นที่สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งหลายเรื่องก็ได้รับคำยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แต่อีกบางเรื่องก็เป็นเรื่องยากในการตรวจสอบ 

อย่างในภาพข้างต้นนี้ เป็นข่าวที่รายงานเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569 โดย ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ประกาศจะดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ กรณีโพสต์ข้อความอ้างว่า นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งบริษัททอิตาเลียน-ไทย เป็นพี่ชายของมารดา อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินจึงเป็นหลานชายแท้ๆ ของ นพ.ชัยยุทธ 

ต่อมาในวันที่ 19 ม.ค. 2569 ศุภชัย ยังโพสต์เฟซบุ๊กเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ได้รับข้อมูลแจ้งเข้ามาเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการโพสต์และแชร์ข้อความอันเป็นเท็จในกรณีดังกล่าว มีผู้กระทำผิดนับร้อยราย แม้บางรายจะปิดเฟซบุ๊กหนีไปแล้ว แต่ทางทีมงานได้เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ทั้งหมด เพื่อเตรียมดำเนินคดี ขอเตือนให้ยุติการกระทำผิดนี้ เพราะผิดกฎหมาย ขออย่าแชร์เอาสนุก เอามัน แต่ติดคุกไม่สนุก

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นภายหลังโศกนาฎกรรมเครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงพังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษดีเซลราง (สปรินเตอร์) ขบวนที่ 21 ขณะกำลังมุ่งหน้าสู่ จ.อุบลราชธานี บริเวณ กม.รถไฟที่ 220 หลัก 9 บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย และบาดเจ็บ 69 ราย ตามด้วยเครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างทางยกระดับบนถนนพระราม 2 ถล่มเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 5 ราย

 ซึ่งทั้ง 2 โครงการ ถูกระบุว่าดำเนินการโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD นำไปสู่คำถามเรื่องการกำกับดูแลความปลอดภัยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภายใต้รัฐบาลที่มี อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ม.ค. 2569 ระหว่างลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียง อนุทินได้ยืนยันกับสื่อมวลชนว่า มารดาของตนแซ่เบ๊ เป็นคนกวางตุ้ง เกิดที่ตรอกสุริโยทัย แถววัดดอนยานนาวา และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับกรณีดังกล่าว 

ภาพที่ 2 : วิโรจน์ลักขณาอดิศรรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ขวา) เผยพรรคจ่อดำเนินคดีคนปล่อยข่าวเท็จขณะที่ชูวิทย์กมลวิศิษฎ์อดีตนักธุรกิจกลางคืนและอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย (ซ้าย) ท้าให้พรรคประชาชนฟ้องได้เลย
ที่มาภาพ : อมรินทร์ทีวี

อีกกรณีหนึ่งที่เป็นข่าวไล่เลี่ยกัน คือวิวาทะระหว่างพรรคประชาชนกับ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักธุรกิจกลางคืนและอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย สืบเนื่องจากช่วงวันที่ 16 – 18 ม.ค. 2569 ชูวิทย์ได้โพสต์เฟซบุ๊กรวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เรื่องราวแวดวงสีเทาๆ ที่พรรคการเมืองสีส้มนำมาอภิปรายนั้น  บิ๊กโจ๊ก – พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ส่งข้อมูลให้ อีกทั้งยังอ้างด้วยว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีข้อเสนอว่าจะช่วยให้พรรคประชาชนมี สส. ในภาคใต้สัก 10 คน แลกกับตำแหน่งรองนายกฯ ที่มีอำนาจคุมตำรวจ 

วันที่ 19 ม.ค. 2569 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตอบโต้ โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาของชูวิทย์นั้นไม่เป็นความจริง พร้อมกับตั้งคำถามว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เกี่ยวข้องกับนายทหารใหญ่ที่เป็นเพื่อนสนิทของชูวิทย์หรือไม่ อีกทั้งยังกางหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับเฟซบุ๊กที่มีการเผยแพร่และแชร์ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับพรรคประชาชน โดยฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมหลักฐานและนำไปสู่การฟ้องร้องเอาผิดตามกฏหมายเลือกตั้ง สส.  

ในวันเดียวกัน ชูวิทย์จัดแถลงข่าวที่โรงแรมเดอะ เดวิส ยืนยันว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสายสีส้ม มาตั้งแต่ปี 2562 – 2566 การกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีการรับงานทางการเมือง และย้ำว่า  บิ๊กแดง – พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกที่เป็นเพื่อนสนิทนั้นคบหากันมากว่า 30 ปีตั้งแต่อยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน 

ส่วนเรื่องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับข้อเสนอช่วยหาที่นั่ง สส. ภาคใต้ให้พรรคประขาชนสัก 10 คน ชูวิทย์อ้างว่า ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เพราะพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นอดีตรอง ผบ.ตร. ย่อมมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จำนวนมาก ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ สส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายกฯ 

ภาพที่ 3 : พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส. และประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท

จากทั้ง 2 กรณี พบว่ามีกฎหมายเกี่ยวข้อง เช่น ...ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร..2561 มาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด ให้งดเว้น การลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือก ผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ (5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ซึ่งในมาตรา 159 ระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี

หรือหากไม่ใช่ช่วงที่มีการเลือกตั้ง อาจเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 บาท อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามักจะมีคำถามว่า เราสามารถพูดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้แค่ไหน? เพราะหลายครั้งก็คาบเกี่ยวระหว่างเรื่องส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ระบุว่า หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์หากเรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 

เกิดผลแก้วเกิดทนายความ อธิบายเรื่องนี้ว่า คำว่าเรื่องส่วนตัวกับสาธารณะมักจะคาบเกี่ยวกัน หากบุคคลนั้นมีตำแหน่งหน้าที่ในลักษณะเป็นบุคคลสาธารณะ เช่น สส. หรือเจ้าหน้าที่รัฐ หากทำพฤติกรรมอื้อฉาวที่อาจไม่เหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่ง หรือคบหากับบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ของสังคม อาทิ ชาวต่างชาติที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล หากชัดเจนแบบนี้แม้เป็นเรื่องส่วนตัวก็อาจเป็นเรื่องสาธารณะได้ แต่จะผิดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะกฎหมายคุ้มครองสิทธิในการสมาคม แม้แต่คบกับโจรก็ยังทำได้ตราบใดที่พิสูจน์ได้ว่าตนเองไมได้ไปร่วมก่อเหตุร้ายด้วย 

การจะคบใครสักคนหนึ่งแล้วเป็นประเด็นให้เอามาโจมตีเขาต้องถามว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะตรงไหน? ถ้าคุณพิสูจน์ได้ว่าเขากับโจรคนนั้นหรือคนที่มีชื่อคนนั้นร่วมกันกระทำความผิดอันนี้ถึงจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้แต่ถ้าคุณพูดขึ้นมาแล้วไม่มีหลักฐานใครไปยืนถ่ายรูปกับใครใครซื้อข้าวให้ใครกินเพียงความสัมพันธ์ส่วนตัวมันไม่เป็นความผิดที่จะเป็นสาธารณะได้ ทนายเกิดผล อธิบาย

ภาพที่ 4 ทนายเกิดผลแก้วเกิด 

ทนายเกิดผล อธิบายต่อไปว่า หากกล่าวเจาะจงถึงตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น สส. หรือรัฐมนตรี แบบนี้ถือเป็นเรื่องสาธารณะ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับประชาชนเพราะเป็นผู้มีหน้าที่หรือจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเชื่อใจได้ แต่หากเป็นบุคคลภายนอกนั้นไม่เกี่ยวข้อง เว้นแต่ 1.บุคคลภายนอกนั้นจะเป็นอาชญากรอย่างชัดเจน ศาลตัดสินแล้วว่าผิดจริง  และ 2.บุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่แสเดงตัวปกป้องบุคคลที่เป็นอาชญากรนั้น แบบนี้สังคมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่เพราะเจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลาง แม้จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวแต่ไม่สามารถปกป้องได้  

แต่หากเป็นกรณีอื่นๆ เช่น นาย ก. เคยคบใคร หรือนาย ข. เคยทิ้งเมีย การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องทำนองนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายไม่ว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่าง อาทิ ตระกูลดังตระกูลหนึ่ง พี่ชายเคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นแต่ถูกชี้มูลความผิดนำไปสู่การถูกศาลตัดสินจำคุก ต่อมาน้องชายจะลงสมัครรับเลือกตั้งบ้างก็ยังสามารถทำได้เพราะไม่มีกฎหมายห้าม สังคมอาจวิพากษ์วิจารณ์พี่ชายได้เพราะมีความผิดจริง แต่การไปวิจารณ์น้องชายก็ต้องถามว่าแล้วเขาทำผิดเหมือนกันหรือไม่? 

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การเมืองต่อสู้แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ละฝ่ายมีผู้สนับสนุนมีกองเชียร์ มีการเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่บางครั้งก็พบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยทนายเกิดผลมองว่า เมื่อความเห็นไม่ตรงกันโอกาสที่จะไปสนับสนุนฝั่งตนเองแบบสุดโต่งก็เกิดขึ้นได้แล้วก็พยายามโจมตีอีกฝั่งหนึ่ง จนบางครั้งไปรับข้อมูลเท็จมาแล้วก็แชร์ต่อ แต่จะตระหนักเรื่องนี้กันหรือไม่ก็เป็นเรื่องของบุคคล ซึ่งเมื่อคนเราถูกอคติไม่ว่ารักหรือชังครอบงำแล้วใจก็จะไม่เป็นกลาง  สุดท้ายก็จะแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม 

มองว่าต้องตั้งสติก่อนดีกว่าคืออย่าไปก้าวก่ายกันคุณชอบก็เชียร์ของคุณไปจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันคุณชอบก็เชียร์เต็มที่เลยแต่อย่าไปใส่ร้ายคนอื่นเขามันมีหลายเคสนะที่ตัวเองไม่รู้อะไรเลยแล้วก็ไปแชร์ไปคอมเมนต์ด่าเขาแล้วก็ถูกฟ้องมาร้องห่มร้องไห้ เขากล่าว 

สำหรับ 2 กรณีข้างต้นผู้เขียนยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและมีการแชร์เนื้อหาต่อเป็นจำนวนมากไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกผิดซึ่งหากเป็นคดีที่มีการฟ้องร้องกันจริงก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่มีหน้าที่นี้แต่ในยุคดิจิทัลทุกวันนี้เราถูกกระตุ้นให้รับข้อมูลข่าวสารตามความสนใจอยู่ตลอดเวลาจากกลไกอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เมื่อประกอบกับอคติความชอบความชังที่มีอยู่เดิมแล้วจึงเป็นความเสี่ยงที่เราจะติดอยู่ในห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) จนส่งต่อข่าวลวงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และอาจต้องคดีไปด้วยหากตัดสินว่าเรื่องนั้นเป็นความผิดแม้จะไม่ใช่บุคคลต้นเรื่องที่กำลังมีปัญหากันเลยก็ตาม!!! 

//////////////////////////

อ้างอิง 

https://www.naewna.com/politic/941422 (‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’ : แนวหน้า 18 ม.ค. 2569)

https://www.kaohoon.com/news/807303 (ย้อนรอย 5 โศกนาฏกรรม ใต้เงื้อมมือ “อิตาเลียนไทย” : ข่าวหุ้นธุรกิจ 15 ม.ค. 2569) 

https://mgronline.com/politics/detail/9690000005729 (“บังซุป” จี้พรรคส้มสอบสมาชิกโพสต์เท็จ ซัดพฤติกรรมยิ่งกว่าเทา : ผู้จัดการ 19 ม.ค. 2569)

https://thestandard.co/anutin-blasts-fake-news-move-forward-party-italian-thai/ (เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน บอกนึกไม่ถึงคนมีการศึกษา จะเล่นเกมสกปรก หลังอดีตผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคก้าวไกล ปล่อยเฟคนิวส์โยงแม่เป็นน้องสาวผู้ก่อตั้งอิตาเลียนไทย : The Standard 19 ม.ค. 2569) 

https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/266245 (“ชูวิทย์” แฉ! “บิ๊กโจ๊ก” ดีลลับ “พรรคส้ม” กรุยทางเป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ : PPTV 16 ม.ค. 2569)

https://web.facebook.com/photo?fbid=1443664723791670&set=a.496460395178779 (โจ๊กกับส้ม : เฟซบุ๊ก ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ 18 ม.ค. 2569) 

https://www.thaipbs.or.th/news/content/501211 (“วิโรจน์” สงสัยเจตนา “ชูวิทย์” โจมตีพรรคประชาชน : TPBS 19 ม.ค. 2569) 

https://www.naewna.com/politic/941663 (ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน : แนวหน้า 19 ม.ค.2569) 

https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/068/40.PDF เช่น พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561

https://www.ect.go.th/web-upload/1xff0d34e409a13ef56eea54c52a291126/m_laws/2186/7548/file_download/m_laws_file_2186_202401291706538251.pdf พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566

https://www.senate.go.th/assets/portals/28/fileups/146/files/อาญา.pdf ประมวลกฎหมายอาญา

จากไทยรักไทยถึงเพื่อไทย! ข้อกล่าวหาโยง‘ขายชาติ’ศาลตัดสินอย่างไรบ้าง?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เอ่ยชื่อ “พรรคเพื่อไทย” หรือหากจะย้อนไปไกลกว่านั้นคือตั้งแต่ยุคของ “พรรคไทยรักไทย – พรรคพลังประชาชน” หนึ่งในคำที่หลายคนอาจนึกถึงพร้อมกันคือ “ขายชาติ” เพราะเป็นคำที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมักหยิบยกมาโจมตีทางการเมือง อย่างในช่วงที่ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณี “คลิปหลุด” เสียงสนทนากับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลังจากนั้นในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ก็สามารถพบความเห็นโดยอ้าง “ศาลตัดสิน” ว่าเพื่อไทยขายชาติได้อยู่เนืองๆ 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554 ให้นิยามคำว่า ขายชาติ ว่าหมายถึง ขยายความลับประเทศชาติของตนแก่ศัตรูหรือเอาใจออกหากไปเข้ากับศัตรู เพราะเห็นแก่สินจ้างหรือสิ่งตอบแทนเพื่อทำลายล้างประเทศชาติของตนขายบ้านขายเมือง ก็ว่า. ซึ่งนับตั้งแต่ยุคสมัยของพรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย มีหลายเรื่องราวที่รัฐบาลของขั้วการเมืองกลุ่มนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับต่างประเทศและกลายเป็นคดีความในศาล แต่คำถามสำคัญคือ มีคดีใดบ้างหรือไม่ที่คำตัดสินของศาลเข้าข่ายนิยามดังกล่าว 

– ทักษิณ ชินวัตร : ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย อดีตนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2544 – 2549 ก่อนจะถูกรัฐประหารและต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 จนเกิดกรณี นักโทษชั้น 14” เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณ มีคดีที่ศาลตัดสินแล้วว่าผิดจริง 3 คดี รวมโทษจำคุก 10 ปี แต่กระบวนการนับเวลารับโทษสรุปเป็นจำคุก 8 ปี และต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี 

อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯ ทักษิณ ถูกส่งไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพไม่เคยได้อยู่ในเรือนจำจนถึงวันได้รับอนุญาตให้พักโทษ เกิดการร้องเรียนกรณีนี้ขึ้น กระทั่งวันที่ 9 ก.ย. 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีคำสั่งบังคับโทษ ส่งกลับเข้าเรือนจำตามโทษจำคุก 1 ปี โดยไม่ให้นับเวลา 120 วันที่พักอยู่ รพ.ตำรวจ เนื่องจากไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเหตุวิกฤติจนต้องนำตัวออกมารักษานอกเรือนจำ ซึ่งใน 3 คดีดังกล่าว จะมีอยู่ 1คดี ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ดังนี้

ภาพที่ 1 : 18 ก.พ. 2567 ภาพถ่ายของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในสภาพใส่เฝือกคอและแขน ขณะพักผ่อนที่บ้านจันทร์ส่องหล้า หลังออกจากชั้น 14 รพ. ตำรวจ ตามคำสั่งพักโทษ 
ที่มา : ไทยโพสต์

คดี EXIM Bank ปล่อยกู้รัฐบาลเมียนมา ย้อนไปเมื่อปี 2546 มีการประชุมร่วมกันของ 4 ประเทศ คือไทย เมียนมา ลาวและกัมพูชา ในกรอบความร่วมมือ 5 ด้าน คือ การค้าและการลงทุน , การเกษตรและอุตสาหกรรม , การเชื่อมเส้นทางคมนาคมในภูมิภาค , ด้านการท่องเที่ยว , การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยไม่ได้กล่าวถึงความร่วมมือด้านโทรคมนาคมหรือการสื่อสารแต่อย่างใด แต่ในเวลาต่อมา ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สั่งการให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ปล่อยสินเชื่อให้รัฐบาลเมียนมา 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนของธนาคาร ซึ่งมีข้อสังเกตว่า บริษัทเอกชนของไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการนี้เป็นธุรกิจในเครือญาติของทักษิณ 

ภายหลังรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแห่งรัฐ (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบการกระทำต่างๆ ของรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งเมื่อ คตส. หมดวาระ ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ มีการส่งฟ้องคดี EXIM Bank ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนกระทั่งวันที่ 23 เม.ย. 2562 พิพากษาจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 3 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น

ส่วนอีก 2 คดี เป็นเรื่องภายในประเทศ คือ 1.คดีหวยบนดิน (สลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว) คดีนี้เกี่ยวข้องกับการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ระหว่างงวดวันที่ 1 ส.ค.2546 –  16 ก.ย.2549 แม้จะมีรายงานผลการศึกษาว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย แต่ทักษิณซึ่งเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ได้สั่งการให้เร่งรัดการดำเนินการโดยไม่แก้ไขกฎหมายเสียก่อน อีกทั้งเมื่อดำเนินการแล้วยังทำให้กองสลากขาดทุน 7 งวด กระทั่งในวันที่ 6 มิ.ย. 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 2 ปี ในความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

และ 2.คดีแปลงสัญญาสัมปทานหุ้นชินคอร์ป ว่าด้วยช่วงปี 2544 – 2549 ที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป โดยให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (2) ประกอบมาตรา 122 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ

นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีทักษิณเป็นนายกฯ ยังอนุมัติให้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ลงวันที่ 28 ม.ค. 2546 ให้ลดพิกัดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากอัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 และมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2546 เห็นชอบแนวทางให้คู่สัญญาภาคเอกชนนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้หรือค่าสัมปทานที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐได้

การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เชอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ DPC ซึ่งอยู่ในเครือชินคอร์ปได้ประโยชน์ จึงเข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น คดีนี้ในวันที่ 30 ก.ค. 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 5 ปี 

โดยสรุป..ข้อกล่าวหาที่ศาลตัดสินว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดและต้องโทษจำคุกนั้น ทั้งหมดเป็นคดีที่เกี่ยวกับ ผลประโยชน์ทับซ้อน” การใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องแต่ทำให้รัฐเสียหายทั้งสิ้น รวมถึงคดี EXIM Bank ซึ่งในปี 2561 ทาง EXIM Bank ได้ออกมาเปิดเผยว่า เงินกู้ 4,000 ล้านบาท ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ทางการเมียนมาได้ใช้คืนจนครบถ้วนไปตั้งแต่ปี 2559 แล้ว

ภาพที่ 2 : นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช 
ที่มา : เฟซบุ๊ก “Noppadon Pattama”

– นพดล ปัทมะ : หากจะมีใครที่เกี่ยวข้องกับขั้วการเมืองของทักษิณ ชินวัตร แล้วโดนข้อกล่าวหาที่ตรงกับนิยาม ขายชาติ” อย่างชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนพรรคการเมืองรุ่นที่ 2 สืบต่อมาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับต่างประเทศโดยตรง 

ย้อนไปในปี 2551 ประเทศไทยในยุคของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ซึ่งมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เผชิญความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างประเทศกัมพูชา เมื่อกัมพูชาต้องการนำ ปราสาทพระวิหาร ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกกับองค์การยูเนสโก นพดลซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น ได้ไปลงนาม แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา ในวันที่ 18 มิ.ย. 2551 

การกระทำดังกล่าวทำให้ถูก ป.ป.ช. ยื่นฟ้องตาม ป.อาญา ม.157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยชี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้ไทยเสียดินแดน แต่ไม่มีการนำเข้าที่ประชุมรัฐสภา ตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่บังคับใช้อยู่ในเวลานั้น  กระทั่งในวันที่ 4 ก.ย. 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีคำพิพากษา ยกฟ้อง โดยสรุปได้ดังนี้ 

1.ประเด็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ : ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลย (นพดล ปัทมะ) เข้ารับตำแหน่งและรับทราบข้อมูลต่างๆ ก็ได้จัดให้มีการเจรจาเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากกรณีที่ประสาทพระวิหารจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยไม่เสียดินแดน ซึ่งได้นำข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชามาหารือและข้อความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน จึงแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าได้คำนึงถึงผลประโยชน์และระมัดระวังรักษาสิทธิ์ในดินแดนของประเทศไทยเป็นอย่างดีแล้ว อีกทั้งเป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอมาเป็นลำดับ  

2.ประเด็นการเร่งรีบดำเนินการจนอาจทำให้เสียดินแดน : ศาลเห็นว่า การเสนอร่างคำแถลงการณ์ฯ เพื่อให้มีการลงนาม ไม่ได้เกิดจากการริเริ่มของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการเจรจาร่วม 3 ฝ่ายคือไทย กัมพูชา และผู้ที่เกี่ยวข้องจากยูเนสโกในการขอขึ้นมรดกโลก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นยูเนสโกได้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯ  ที่เห็นว่าปราสาทพระวิหาร ทรงคุณค่าและมีความโดดเด่นในการอนุรักษ์ แต่การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ต้องไม่กระทบปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก เคยมีคำวินิจฉัยไว้

ซึ่งก่อนที่จะลงนามแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว จำเลยได้ปรึกษาหารือกับคณะทำงาน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปด้วยกันอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เปิดเผยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ส่วนที่ต้องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 18 มิ.ย. 2551 ก็เพื่อให้ทันก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกระหว่างวันที่ 2-8 ก.ค.2551

ศาลยังระบุด้วยว่า เมื่อกัมพูชาจะยื่นคำขอพร้อมแผนผังเพื่อขอขึ้นทะเบียน กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ให้กรมแผนที่ทหารลงพื้นที่และใช้เทคโนโลยีตรวจสอบจุดเขตแดนว่ามีการรุกล้ำในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของตัวปราสาทที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทกันหรือไม่ ซึ่งก็ไม่พบ อีกทั้งเมื่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีที่มีผู้ฟ้องเกี่ยวกับการสนับสนุนขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ศาลปกครองห้าม รมว.ต่างประเทศ นำแถลงการณ์ร่วมไปใช้ดำเนินการใดๆ แล้ว จำเลย ก็ได้สั่งให้หยุดดำเนินการไว้ทันที 

และเสนอขอให้คณะกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเลื่อนการประชุมออกไปก่อน แต่ภายหลังที่มีการประชุมใหม่ก็สืบเนื่องจากที่ยูเนสโกพิจารณาว่าสามารถขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้โดยไม่กระทบปัญหาเขตแดน ดังนั้นการกระทำของจำเลย (นพดล ปัทมะ) จึงสมเหตุสมผลที่ข้าราชการต่างประเทศประเมินได้ ทั้งไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย

3.ประเด็นแถลงการณ์ร่วมฯ ต้องเข้าที่ประชุมรัฐสภา : ศาลเห็นว่า ได้ความจากอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พยานระบุว่า ร่างแถลงการณ์ไม่ใช่หนังสือสัญญา จึงไม่ได้เสนอผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยกรมสนธิสัญญาฯ มีหน้าที่เสมือนที่ปรึกษากฎหมาย โดยการจะพิจารณาเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและปัญหาเขตแดน จะมีกรมสนธิสัญญาฯ และกรมแผนที่ทหารช่วยในการตรวจสอบ จึงเห็นว่า การกระทำของจำเลยสมเหตุสมผลขณะนั้น ซึ่งฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่นำร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ

และ 4.ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนด้านทรัพยากรพลังงานในทะเล : มีการอ้างว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีผลประโยชน์เรื่องการขุดเจาะน้ำมันในทะเล นำมาซึ่งการเร่งรีบยอมรับแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า หลังลงนามแถลงการณ์ร่วมฯ ไม่มีบริษัทเอกชนที่อดีตนายกฯ ทักษิณ หรือนพดลซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศในขณะนั้นถือหุ้นอยู่ เข้าไปขุดเจาะน้ำมัน อีกทั้งคำให้การของพยานก็มาจากรายงานของสื่อแต่ไม่มีหลักฐานอื่นพอให้อนุมานได้ว่าทั้ง 2 จะได้รับผลประโยชน์ ทั้งหมดนี้ทำให้องค์คณะผู้พิพากษามีมติ 6 ต่อ 3 ให้ยกฟ้อง นพดล ปัทมะ พ้นข้อกล่าวหา

10 ปีผ่านไป ในเดือนสิงหาคม 2568 มีรายงานว่า นพดล ปัทมะ ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จกรณีกล่าวหาว่าตนทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนในคดีปราสาทพระวิหาร พร้อมกับว่าศาลตัดสินยกฟ้องตนในเรื่องนี้ไปตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. 2558 แล้ว  

อย่างไรก็ตาม แม้คำตัดสินของศาลจะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ปรากฏในห้วงเวลาดังกล่าวว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างผลประโยชน์ทับซ้อนด้านพลังงานในทะเลกับเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างตระกูลชินวัตร และตระกูลฮุน เรื่องนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา  ทวีสิน มาจนถึง นางสาว แพรทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ ได้บรรจุเรื่องการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย=กัมพูชา ให้เป็นหนึ่งในสิบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลฯ แต่การเจรจายังไม่ทันได้เริ่ม เพราะเกิดปัญหากระทบกระทังตามแนวชาแดนทางบกเสียก่อน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นางสาว แพรทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณี “คลิปเสียงคุยกับฮุน เซน

ภาพที่ 3 : 21 ส.ค. 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงหลุด
ที่มา : BBC ไทย

– แพทองธาร ชินวัตร : มาถึงพรรครุ่นที่ 3 ต่อจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน อย่างพรรคเพื่อไทย” คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2568 เมื่อปรากฏคลิปเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น กับ ฮุน เซน ประธารวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา โดยมีคำพูดของแพทองธาร สร้างความไม่พอใจและไม่สบายใจกับสังคมไทย เช่น บอกกับฮุน เซน ว่าอยากได้อะไรก็ให้บอกมา หรือเอ่ยถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยในขณะนั้นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามท่ามกลางสถานการณ์ของ 2 ประเทศที่ตึงเครียด หลังการปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่ายที่ช่องบก เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 และมีการปิดด่านชายแดน กระทั่งในวันที่ 29 ส.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย 2 ประเด็น ดังนี้ 

1.ข้อกล่าวหา ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ในส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่เข้าข่ายโดยให้เหตุผลว่า แม้จะมีการเจรจากันอย่างไม่เป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน แต่ไม่ปรากฏว่า แพทองธารได้ทำตามข้อเสนอใดๆ ของอดีตนายกฯ กัมพูชา ไม่มีการก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งในเวลานั้น ฮุน เซน เรียกร้องให้ฝ่ายไทยเปิดด่านชายแดน 

เมื่อผู้ถูกร้อง (แพทองธาร ชินวัตรยังคงมีเจตนายึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเพื่อปกป้องเพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงหรือเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อเอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย -กัมพูชา มิได้ยอมรับข้อเสนออันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ประเทศชาติ

การเจรจาของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหาและเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติและมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องจึงยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นข้อกล่าวหาไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์)

2.ข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนมาตรจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เข้าข่ายโดยให้เหตุผลว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง (แพทองธาร) ที่มีวัตถุประสงค์เจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชาจึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ และความประสงค์ของฮุน เซน มากกว่าประโยชน์ของความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับอดีตผู้นำกัมพูชา และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีศักยภาพรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติอันเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด

โดยเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว คือคะแนนนิยมและศักยภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง หรือยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอน หรือทำให้เสียหาย ซึ่งเกียรติภูมิ หรือเกียรติของนายกรัฐมนตรี และประเทศไทย เพราะความนิยม ซึ่งหมายความว่า เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ หรือการน่าเชื่อถือของประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนควรภาคภูมิใจ ขาดความภาคภูมิใจ และความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรี

ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศอันมีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 1 ข้อ 6 8 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่า มีลักษณะร้ายแรง (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง)

โดยสรุปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อ้างอิงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 170 (4) เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 โดยมาตรา 160 (5) ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องของการทำให้ตำแหน่งนายกฯ เสื่อมเกียรติ ไม่น่าเชื่อถือ โดยนำผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะยังไม่ถึงขั้นกระทำการอันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติ ยังไม่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) ที่ระบุว่ารัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ก็ตาม

ภาพที่ 4 : ปุรวิชญ์ วัฒนสุข
ที่มา : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 

แม้คำตัดสินในของศาลคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับขั้วการเมืองตระกูลชินวัตรตั้งแต่พรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย จะไม่ใช่ความผิดที่เข้าข่ายขายชาติในแง่กฎหมาย แต่ข้อกล่าวหานี้ยังคงถูกพูดถึงเสมอโดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่อยู่ในฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่ง ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปักป้ายว่าขายชาติมันได้ทำงานของมันแล้ว เรื่องนี้คือเรื่องการเชื่อและการถูกทำให้เชื่อ หากมีคนเชื่อก็ไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด ไม่ว่าอย่างไรก็มีคนเชื่อ 

ถึงแม้ข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาจะไม่จริงอย่างไร มันก็ไม่ได้ไปลบล้างสิ่งที่ถูกทำให้เชื่อไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงถูกหยิบยกมาใช้เป็นประเด็นโจมตีการเมืองเสมอ แล้วที่ยังใช้ได้ เพราะมีคนเชื่อ จริงๆ เขาก็พยายามลบล้างสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอด โดยก็นำเสนอว่าไม่จริง แต่เรื่องนี้มันกลับไปที่จุดเริ่มต้นว่ามันเป็นเรื่องการเชื่อและถูกทำให้เชื่อ เมื่อมีคนเชื่อไปแล้วแสดงว่าการปักป้ายแบบนี้ยังขายได้ อาจารย์ปุรวิชญ์ กล่าว 

ส่วนคำถามที่ว่า ในมุมของสื่อ ทั้งที่เป็นสื่อมวลชนกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจน ประชาชนในฐานะผู้รับสาร เรื่องนี้ให้บทเรียนหรือแง่คิดอะไรได้บ้าง อาจารย์ปุรวิชญ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นมาตลอดหลายสิบปี ทั้งทุกขั้วทุกฝ่าย ต่างฝ่ายต่างถูกปักป้าย แล้วฝ่ายตรงข้ามก็พร้อมจะเชื่อ ซึ่งเป็นความน่ากังวลเพราะจะทำให้ ารเมืองและสังคมแบ่งขั้วกันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีตรงกลาง

ก่อนจะจบบทความนี้ ผู้เขียนต้องขอบอกกล่าวมา ณ ทีนี้ด้วยว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่ใช่ นายแบก หรือแฟนคลับของพรรคเพื่อไทยหรืออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แต่ที่หยิบยกเรื่องนี้มาเขียนก็เพื่อทำให้เห็นว่าข้อกล่าวหาที่พูดกันเรื่องขายชาตินั้นข้อเท็จจริงที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมไปแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่ทางโคแฟคย้ำเสมอมาว่า แม้เราจะเห็นต่างกันได้ในความชอบหรือไม่ชอบ..แต่ขอให้ความเห็นนั้นตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง (Fact Base)” โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองที่การตัดสินใจของประชาชนมีผลต่อการเลือกตัวแทนเข้าไปใช้อำนาจบริหารประเทศ!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://dictionary.orst.go.th/ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554) ได้ปรึกษาหารือกับคณะทำงาน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปด้วยกันอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เปิดเผยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติhttps://www.thaipbs.or.th/news/content/356333 (เปิดคำสั่งศาลฯ “ฉบับเต็ม” บังคับโทษ “ทักษิณ” คดีชั้น 14 ให้นำตัวกลับเข้าเรือนจำ : ThaiPBS 9 ก.ย. 2568)

https://www.bangkokbiznews.com/politics/1198048 (ย้อนตำนาน 3 คดีฉาว ชนวนบังคับโทษจำคุก 1 ปี ส่ง ‘ทักษิณ’ เข้าเรือนจำ : กรุงเทพธุรกิจ 9 ก.ย. 2568)

https://www.thaipost.net/one-newspaper/537034/ (ทักษิณชิลนั่งรับแดด ออกรพ.ใส่เฝือกคอ-แขน ทวีชี้หมดหน้าที่ราชทัณฑ์ : ไทยโพสต์ 19 ก.พ. 2567)

https://www.isranews.org/main-issue/75872-report04_75872.html (ย้อนผลสอบคตส.-หนังสือ ‘สุรเกียรติ์’ มัดทักษิณสั่งปล่อยกู้ Exim Bank – ก่อนโดนคุก 3 ปี : สำนักข่าวอิศรา 23 เม.ย. 2562)

https://www.thaipost.net/main/detail/10374 (เอ็กซิมแบงก์เผยพม่าเคลียร์หนี้เงินกู้ยุคทักษิณหมดแล้ว : ไทยโพสต์ 31 พ.ค. 2561)

https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_330952 (ศาลฎีกานักการเมือง สั่งจำคุก “ทักษิณ” คดีชินคอร์ป อีก 5 ปี! รวมโทษคดีเก่า 10 ปี : มติชนสุดสัปดาห์ 30 ก.ค. 2563)

https://www.naewna.com/politic/418209 (ศาลฎีกาฯสั่งคุก 2 ปี’ทักษิณ’ไม่รอลงอาญา ปมออกหวยบนดิน : แนวหน้า 6 มิ.ย. 2562) 

https://www.bbc.com/thai/thailand-48541023 (หวยบนดิน : คดีล่าสุด สั่งจำคุก 2 ปี ทักษิณ ชินวัตร “เร่งรัด” ทำ แม้รู้ว่า “ขัดต่อกฎหมาย” , BBCไทย 6 มิ.ย. 2562)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1263619229127866&set=a.365200502303081 (หลายคนสงสัย “ทักษิณ ชินวัตร” ถูกจำคุกเพราะอะไร ? : Thai PBS News , 10 ก.ย. 2568)

https://mgronline.com/crime/detail/9580000100486 (ศาลฎีกาฯ มีมติ 6-3 ยกฟ้อง “นพดล ปัทมะ” ลงนามปราสาทพระวิหารไม่ผ่านสภา : ผู้จัดการ 4 ก.ย. 2558) 

https://www.isranews.org/content-page/item/41119-news02_41119_02.html (“นพดล”รอด! มติศาลฎีกาฯ 6:3 ยกฟ้องคดีเขาพระวิหาร-ปฏิบัติสมเหตุผล : สำนักข่าวอิศรา 4 ก.ย. 2558)

https://tpchannel.org/radio/news/30839 (สส.นพดล พรรคเพื่อไทย เตรียมฟ้องกลับผู้บิดเบือน ปมใส่ร้ายเท็จเรื่องเขาพระวิหาร ชี้ศาลยกฟ้องแล้ว : สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา 21 ส.ค. 2568)

https://www.isranews.org/article/isranews-news/126299-PM-Thailand-Energy-Executive-Forum-news-new.html (‘เศรษฐา’ยันเดินหน้าถก‘กัมพูชา’ ขุด‘ขุมทรัพย์พลังงาน’ 20 ล้านล. ในพื้นที่ทับซ้อนฯโดยเร็ว : สำนักข่าวอิศรา 14 ก.พ. 2567)

https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1148688 (เดิมพันขุมทรัพย์พลังงาน ‘ไทย-กัมพูชา’ เปิดชื่อผู้รับสัมปทานเดิม ‘เชฟรอน’ 5 แปลง : กรุงเทพธุรกิจ 11 ต.ค. 2567)

https://www.bbc.com/thai/articles/cyvn9r857ego(ย้อนข้อต่อสู้-ลำดับความเป็นมา “คดีคลิปเสียง” วัน แพทองธาร ขึ้นไต่สวนกลางศาลรัฐธรรมนูญ : BBCไทย 21 ส.ค. 2568)

https://www.naewna.com/politic/910665 (เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! ฟัน‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรง-ทำเสื่อมเสียเกียรติภูมิ : แนวหน้า 29 ส.ค. 2568)

https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/86663.pdf (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 17/2568 วันที่ 29 ส.ค. 2568)

บัญชีติ๊กตอกเผยแพร่คลิป AI ให้ข้อมูลเท็จว่าอมเกลือใต้ลิ้นช่วยแก้อาการปวดหัวไมเกรน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อมเกลือใต้ลิ้นช่วยตัดสัญญาณความเจ็บปวดของอาการปวดหัวไมเกรน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าเกลือช่วยลดอาการปวดศีรษะจากไมเกรนได้ และการรับประทานเกลือมากเกินไปจะยิ่งทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนแย่ลง

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ม.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอกที่อ้างว่าเป็นช่องให้ความรู้ชื่อ“chonglaoreuang2” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 3.3 หมื่นบัญชี โพสต์วิดีโอชื่อ “วิธีแก้อาการไมเกรนด้วยเกลือ” โดยใช้ภาพและเสียงที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) บรรยายว่าให้อมเกลือไว้ใต้ลิ้นและดื่มน้ำตามหากเริ่มมีอาการปวดหัวไมเกรน เนื่องจากเกลือจะช่วยฟื้นฟูสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในเลือด ช่วยลดการบวมของหลอดเลือดในสมอง และตัดสัญญาณความเจ็บปวดของอาการไมเกรนได้ ณ วันที่ 23 ม.ค. วิดีโอนี้มียอดรับชมมากกว่า 8.8 ล้านครั้ง และมียอดกดถูกใจมากกว่า 4.1 แสนครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่าความเชื่อลักษณะคล้ายกันนี้เริ่มเผยแพร่บนโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2562 ไม่ว่าจะเป็นการใช้เกลือ การดื่มน้ำเกลือ หรือแม้กระทั่งการดื่มน้ำผสมเกลือและน้ำมะนาวเพื่อรักษาอาการปวดหัวไมเกรน ซึ่งไม่พบหลักฐานทางวิชาการใดที่ยืนยันว่าเกลือสามารถรักษาอาการปวดหัวไมเกรนได้ตามคำกล่าวอ้าง

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้ข้อมูลผ่านเพจ Anti-Fake News Center Thailand เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ว่าไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เพื่อรักษาอาการ รวมถึงเตือนว่าการรับโซเดียมจากเกลือโดยไม่จำเป็นอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูงหรือโรคไตตามมาได้ 

นอกจากนี้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ระบุว่าภาวะเสียสมดุลอิเล็กโทรไลต์หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่าภาวะเสียสมดุลเกลือแร่ ก็เป็นอีกหนึ่งในตัวกระตุ้นอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน

บทความที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์ healthline.com เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2567 ระบุว่าหากอาการปวดศีรษะเกิดจากการขาดโซเดียมจริง การรับประทานเกลือหรือดื่มน้ำเกลือก็อาจช่วยบรรเทาอาการได้ อย่างไรก็ตาม เกลือแร่ในร่างกายมีหลายชนิด ดังนั้น การดื่มน้ำเกลือจึงไม่ใช่วิธีฟื้นฟูสมดุลของอิเล็กโทรไลต์เพราะร่างกายอาจขาดสมดุลของเกลือแร่ชนิดอื่น เช่น กลูโคส โพแทสเซียม หรือแมกนีเซียมก็เป็นได้ ในทางกลับกัน งานวิจัยปี 2564 และ 2566 พบว่าการรับประทานเกลือมากเกินไปยิ่งทำให้อาการจากไมเกรนแย่ลง

ด้านระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS) แนะนำว่าควรรับประทานยาแก้ปวดอย่างไอบูโพรเฟนหรือพาราเซตามอลเมื่อเกิดอาการปวดศีรษะจากไมเกรน รวมถึงนอนพักในห้องที่ไม่มีแสงรบกวน หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น และควรปรึกษาแพทย์หากเกิดอาการปวดศีรษะมากกว่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์หรือมีอาการรุนแรงขึ้นจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 24 มกราคม 2569

แรงงานต่างด้าว “ไม่มีสิทธิชุมนุมบนผืนแผ่นดินไทย”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vbhsfxp36wh3


โลกไร้แรงโน้มถ่วง 7 วินาที เพราะนาซ่าทำโครงการลับบังเกอร์ใต้ดิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/fffmvalglrf7


ผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล เขตลาดกระบัง “ถูกปล้นชัยชนะ” ในการเลือกตั้งปี 66…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1brabtkx7n9b5


ไอลอว์รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐธรรมนูญ 2560…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1g66tai3fxh0r


โรคไวรัสนิปาห์ ไม่ได้แพร่ระบาดไปทั่ว แบบโควิด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sm4agzvuzg89


16 ม.ค. 69 เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/7y32ki5ic4sn


งานวิจัยใหม่เผย!? พบนกเมืองเปลี่ยน “จะงอยปาก” ช่วงมนุษย์ล็อกดาวน์โควิด-19…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/lh9a209thg1v


ระวัง! ซีรีส์แนวตั้ง เสี่ยงโดนดูดเงิน-ข้อมูล แค่กดดูตอนต่อไปก็ตกเป็นเหยื่อได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pag6xgiv357x


กินเบบี้แครอท 7 อันก่อนนอน แล้วจะช่วยให้หลับสนิท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nb6pyhovcxgh


ยาแก้แพ้ 4 ชนิด กินประจำเร่งสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/17mkrutnxi5w7


สารเร่งลำไยระเบิด ทำให้ไฟไหม้บ้านได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1uyp9dsnk6eh2

เปิดกฎหมายแรงงาน-รัฐธรรมนูญ แก้ความเข้าใจผิด “ต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุมในไทย”

“สวนกระแส”

เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” และ “เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์” โพสต์ข้อความกล่าวอ้างว่าคนต่างด้าว “ไม่มีสิทธิชุมนุมในประเทศไทย” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานและสิทธิแรงงาน โดยสำนักงานแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่าแรงงานต่างด้าวสามารถชุมนุมเรียกร้องสิทธิประโยชน์ด้านแรงงานได้ตามกฎหมายแรงงาน

ตัวอย่างโพสต์ที่สร้างความเข้าใจผิด เช่น วันที่ 25 ม.ค. 2568 เพจ “เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์” โพสต์ข้อความและโปสเตอร์เชิญชวนให้คนไทยออกมารวมตัวคัดค้านการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวเมียนมาในไทย มีข้อความระบุว่า “คนไทยปล่อยให้มันเหิมเกริมมากพอหรือยัง” และ “ที่นี่ประเทศไทย ต่างด้าวไม่มีสิทธิ์มาชุมนุม” (ลิงก์บันทึก) และโพสต์ข้อความลักษณะเดียวกันนี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2568 ว่า “ต่างด้าวไม่มีสิทธิ์จัดชุมนุมบนพื้นแผ่นดินไทย” (ลิงก์บันทึก)

วันที่ 5 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” ผู้ติดตามมากกว่า 57,000 ราย โพสต์ข้อความคัคค้านการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการรวมตัวและสิทธิในการเจรจา โดยอ้างว่าการรับรองอนุสัญญาสองฉบับนี้จะเปิดช่องให้แรงงานเมียนมาเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมคนไทย

“แอดไม่ติดถ้าเกี่ยวกับสิทธิของคนไทย แต่แรงงานพม่าต้องไม่มีสิทธิ์ออกมาเรียกร้องด้วย” แอดมินเพจระบุในโพสต์ (ลิงก์บันทึก)

เพจ “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์เนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับการสิทธิในการชุมนุมของของแรงงานต่างด้าวอีกครั้งในวันถัดมา โดยกล่าวหาวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงาน Bright Future ว่า “เคยโกหกแรงงานพม่าว่ามีสิทธิ์ที่จะชุมนุมทางการเมืองได้ ทั้งที่กระทรวงแรงงานยังไม่ได้เซ็นอนุสัญญาอนุญาตในเรื่องนี้” และ “วันหนึ่งแรงงานพม่าจะประท้วงต่อรองกับนายจ้างจนผู้ประกอบการไทยแข่งขันไม่ได้ อาจจะต้องปิดกิจการในอนาคต…แรงงานพม่าจะประท้วงเรียกร้องสิทธิ์ต่าง ๆ ให้เท่าเทียมกับคนไทย เช่น รักษาฟรี สวัสดิการคนแก่ ทั้งที่ตัวเองเป็นเพียงผู้เข้ามาทำงานไม่ใช่พลเมืองไทย”

ความจริงจากกระทรวงแรงงาน

การชุมนุมของแรงงานต่างด้าวในไทยที่เคยเกิดขึ้นมีทั้งการชุมนุมทางการเมืองและการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิประโยชน์แรงงาน ซึ่งมีกฎหมายรองรับคนละฉบับ

ผู้เขียนสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน เกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการชุมนุมของคนต่างด้าว และได้รับคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

● คนต่างด้าวในไทยชุมนุมด้านสิทธิแรงงานได้หรือไม่: ได้

สำนักงานแรงงานสัมพันธ์เผยว่า หากเป็นกรณีคนต่างด้าวใช้สิทธิเรียกร้องสิทธิประโยชน์ด้านแรงงาน เช่น การชุมนุมนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องขอปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างย่อมกระทำได้ตามขั้นตอนของกฎหมายที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยลูกจ้างมีสิทธินัดหยุดงานได้ตามมาตรา 22 แต่การชุมนุมต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 กำหนดให้สหภาพแรงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกัน แรงงานต่างด้าวที่มีสถานะเป็นลูกจ้างของนายจ้างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างรายวันหรือรายเดือนก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้ โดยจะได้รับการคุ้มครองและได้รับการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเท่าเทียมกับลูกจ้างคนไทย

● คนต่างด้าวชุมนุมทางการเมืองในไทยได้หรือไม่: ขึ้นอยู่กับการตีความรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีกฎหมายข้อใดห้ามไว้

ช่วงที่ผ่านมา มีการชุมนุมทางการเมืองของชาวเมียนมาในไทย เช่น การเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 ที่หน้าอาคารสหประชาชาติแลสถานทูตเมียนมาในกรุงเทพฯ ซึ่งจากภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนพบว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ นอกจากนี้ยังมีชาวเมียนมาบางกลุ่มเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่จัดโดยนักกิจกรรมชาวไทย  

กระทรวงแรงงานให้ข้อมูลว่า เสรีภาพในการชุมนุมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้การรับรองและคุ้มครอง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะไว้ในมาตรา 44 ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การกำจัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียกร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น”

แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนและเป็นประเด็นถกเถียงทางวิชาการมานานว่า เสรีภาพของบุคคลในการชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยนั้นครอบคลุมคนต่างด้าวด้วยหรือไม่ หรือคุ้มครองเฉพาะพลเมืองไทยเท่านั้น

เมื่อพิจารณามาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกอบก็จะพบว่ามีการพูดถึงการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ โดยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอภาคในกฎหมาย ได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน” โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะด้วยเหตุความแตกต่างทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความคิดเห็นทางการเมือง ฯลฯ อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใด

ขณะที่ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ก็ให้การรับรองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยไม่ได้ระบุชัดถึงเชื้อชาติหรือสัญชาติเช่นกัน โดยมาตรา 6 เขียนไว้ว่า “การชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ การใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุมในระหว่างการชุมนุมสาธารณะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระด้านสิทธิแรงงาน ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า ไม่มีบทบัญญัติข้อใดในกฎหมายไทยที่ห้ามไม่ให้คนต่างด้าวชุมนุมอย่างสงบ ทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

● ใครจะได้ประโยชน์หากไทยลงนามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98: คนทำงานทุกคน-ทุกสัญชาติในไทย

ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมสิทธิของคนทำงาน ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมสิทธิแรงงานและยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับหลักสากล ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาพื้นฐานของ ILO แล้วจำนวน 8 ฉบับ จากทั้งหมด 10 ฉบับ อนุสัญญา 2 ฉบับที่ไทยยังไม่ได้รับ ได้แก่ ฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการรวมตัว) และฉบับที่ 98 (เสรีภาพในการเจรจาต่อรอง)

กระทรวงแรงงานชี้แจงว่ากระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาและพิจารณาลงนามในอนุสัญญา ILO สองฉบับนี้มาต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยยืนยันว่าการลงนามในอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อแรงงานต่างด้าว แต่จะช่วยพัฒนาและปกป้องสิทธิของคนทำงานทุกคนในไทย

“การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างระบบการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของทั้งแรงงานและนายจ้างให้ครบถ้วนสมบูรณ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบแรงงานสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพ เป็นธรรม และสอดรับกับมาตรฐานแรงงานสากล อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว” เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานอธิบายกับโคแฟค

อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.ศ. 1948 มีสาระสำคัญในการให้นายจ้างและคนทำงานมีสิทธิจัดตั้งองค์กรด้านแรงงานและรวมตัวกันกระทำกิจกรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน โดยปราศจากการควบคุมและแทรกแซงของรัฐบาล เช่น รวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน นัดหยุดงานโดยสงบได้

จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายกับข้อกำหนดของอนุสัญญาฯ พบว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาฯ ได้แก่ การให้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซงกิจการขององค์กรด้านแรงงานได้ เช่น การให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้นายจ้างห้ามปิดงานและสั่งให้ลูกจ้างห้ามหยุดงาน หากเห็นว่าการปิดงานและการนัดหยุดงานนั้นอาจก่อความเสียหายแก่เศรษฐกิจหรือก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขในการจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นสถานประกอบกิจการประเภทเดียวกัน มีนายจ้างคนเดียวกัน และต้องมีสัญชาติไทย อีกทั้งยังไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิในการตั้งสหภาพฯ ของกลุ่มอาชีพอื่น เช่น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู พยาบาล ฯลฯ เป็นต้น

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับนี้แล้วจำนวน 158 ประเทศ โดยในอาเซียนมี 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ค.ศ. 1949 มีสาระสำคัญในการที่รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่รวมตัวกันเป็นสหภาพและร่วมกิจกรรมของสหภาพจากการแทรกแซงและการกระทำอันไม่เป็นธรรมของนายจ้าง

จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายกับข้อกำหนดของอนุสัญญาฯ พบว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีบทบัญญัติบางประการที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาฯ ได้แก่ ให้ความคุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมทางสหภาพแรงงานเฉพาะในระหว่างที่มีการจ้างงานรวมไปถึงการเลิกจ้าง แต่ไม่ได้ให้ความคุ้มครองในช่วงที่เริ่มก่อการจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือก่อนการจดทะเบียนสหภาพ

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับนี้แล้วจำนวน 168 ประเทศ โดยในอาเซียนมี 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

ข้อสรุป

ข้อความที่เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” และบัญชีเฟซบุ๊กของอัครวุธ บุรณพนธ์ ซึ่งตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “มือปราบต่างด้าว” รวมถึงบัญชีโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่มักเผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังแรงงานต่างด้าว โพสต์ว่าแรงงานต่างด้าว “ไม่มีสิทธิชุมนุมในประเทศไทย” นั้นเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิแรงงานในไทย

การชุมนุมของแรงงานต่างด้าวเพื่อเรียกร้องสิทธิด้านแรงงาน เช่น การชุมนุมนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องขอปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ย่อมกระทำได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 แต่ต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะเป็นลูกจ้างของนายจ้างโดยตรง ทั้งลูกจ้างรายวันหรือรายเดือนมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้ โดยจะได้รับการคุ้มครองและได้รับการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเท่าเทียมกับลูกจ้างคนไทย

สำหรับการชุมนุมทางการเมืองหรือการชุมนุมในเรื่องอื่น ๆ นั้น สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักสากลและรัฐธรรมนูญไทยให้การรองรับ โดยมาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” แต่ยังมีการตีความที่แตกต่างกันว่าคำว่า “บุคคล” มาตรานี้รวมถึงคนต่างด้าวด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตามนักวิชาการด้านแรงงานให้ความเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติข้อใดในกฎหมายไทยที่ห้ามไม่ให้คนต่างด้าวชุมนุมอย่างสงบ ทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะอนุญาต และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ