ซอสหอยนางรม’บริโภคแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็งจริงไหม?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ซอสหอยนางรมก่อมะเร็งจริงไหม?” เป็นเนื้อหาที่ทางเครือข่าย จ.สุรินทร์ ส่งมาให้ทีมงานโคแฟคส่วนกลางช่วยตรวจสอบ โดยอ้างถึงบทความ ข่าวปลอม “ซอสหอยนางรม” ก่อมะเร็ง หมอเฉลย “เครื่องปรุง” นี้ต่างหากที่ต้องระวัง!” บนเว็บไซต์ sanook.com เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 ซึ่งบทความดังกล่าวเล่าเรื่องข่าวลือในประเทศจีน ที่มีการพูดกันว่าซอสหอยนางรมมีสารก่อมะเร็ง หากกินติดต่อกันนานๆ จะเป็นอันตราย แต่ก็มีคำชี้แจงจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร บอกว่าสารที่อยู่ในซอสหอยนางรมไม่ใช่สารก่อมะเร็ง ก่อนตบท้ายด้วยให้ระวังเครื่องปรุง 3 ชนิด คือเกลือ น้ำมันและน้ำตาล ซึ่งหากบริโภคมากไปจะเพิ่มความเสี่ยงป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อรื้อรัง (NCDs) ได้ 

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพบบทความที่คล้ายกันใน sannok.com คือ ทำอาหารคนเดียว กินแล้วทั้งบ้านเป็น “มะเร็ง” หมอเตือน เครื่องปรุง ควรใช้ให้น้อยที่สุด! เผยแพร่ในวันที่ 22 ธ.ค. 2567 เป็นเรื่องเล่าจากเมืองจีนเช่นกัน ซึ่งซอสหอยนางรมถูกระบุว่าเป็น 1 ใน 4 เครื่องปรุงนี้ด้วย โดยมีการอธิบายในบทความว่า เนื่องจากเป็นเครื่องปรุงที่สกัดจากหอยนางรมสด จึงมีปริมาณเกลือไอโอดีนค่อนข้างสูง การบริโภคในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการเจ็บ บวม และอาการไม่สบายอื่นๆ ที่ต่อมไทรอยด์ และอาจเร่งให้อาการของโรคต่อมไทรอยด์แย่ลง

– ประวัติศาสตร์ซอสหอยนางรม : เรื่องเล่าที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นต้นกำเนิดของซอสหอยนางรม คือเรื่องของ ลี กุม เชิง (Lee Kum Sheung) พ่อค้าอาหารชาวจีนในย่านหนานสุ่ย (Nanshui) เมืองจูไห่ (Zhuhai)

มณฑลกวางตุ้ง วันหนึ่งลีกำลังเตรียมซุปหอยนางรมไว้เสิร์ฟลูกค้าตามปกติ แต่ด้วยเหตุผลบางประการลีนั้นลืมดูหม้อเคี่ยวซุปจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทำให้สิ่งที่อยู่ในหม้อกลายเป็นของเหลวเหนียวข้นสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นซุปใสๆ 

แต่แทนที่จะเททิ้ง ลีกลับลองชิมดูแล้วพบว่ามันมีรสชาติอร่อยอย่างน่าประหลาด ด้วยความมั่นใจ ลีจึงผลิตเครื่องปรุงที่เขาค้นพบใหม่นี้ออกจำหน่าย ตั้งชื่อแบรนด์ว่า ลี กุม กี่ (Lee Kum Kee) ในปี 2431และ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวจีนและชาวโลกจึงได้รู้จักซอสหอยนางรม ทั้งยี่ห้อ Lee Kum Kee สูตรต้นตำรับที่ปัจจุบันยังคงมีจำหน่ายแม้จะผ่านมากว่า 130 ปีแล้วก็ตาม ตลอดจนแบรนด์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นอีกมากมาย

ภาพที่ 1 ซอสหอยนางรม 
ที่มา : Asian Inspiration

โดยทั่วไปแล้วซอสหอยนางรมจะทำจากการนำหอยนางรมมาต้มและเคี่ยวจนได้ซุปข้น แล้วปรุงด้วยส่วนผสมหลักอย่างเกลือ น้ำตาลและซีอี๊ว บางสูตรอาจเติมแป้งมันสำปะหลังหรือแป้งข้าวโพดเพื่อเพิ่มความข้นของซอส นอกจากนั้น ในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมยังมีการใช้สารแต่งกลิ่นและรสหอยนางรมเทียมเพื่อแทนการใช้หอยนางรมแท้ทั้งหมดหรือบางส่วน รวมถึงเติมสารกันเสียเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น 

– ซอสหอยนางรมกับสารก่อมะเร็ง : งานวิจัย การประเมินความเสี่ยงของสาร 3-MCPD ในอาหารต่อคนไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ช่วงปี 2547 – 2548 กล่าวถึงปี 2543 เมื่อสำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษ (FSA) รายงานการตรวจพบสาร 3-MCPD ปนเปื้อนในซอสปรุงรสที่ผลิตจากไทย จีน ฮ่องกงและไต้หวัน และได้เรียกเก็บซอสปรุงรสที่พบสารปนเปื้อนดังกล่าวออกจากท้องตลาด เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นก็มีรายงานว่าซอสปรุงรสจากไทยถูกเก็บออกจากตลาดในหลายประเทศ 

ทั้งนี้ อังกฤษได้มีการศึกษาด้านพิษวิทยา ของสาร 3-MCPD พบว่าเป็นสารก่อมะเร็งและ เมื่อให้ใน สารก่อการกลายพันธุ์ในหนูทดลอง ปริมาณสูงและระยะยาว ดังนั้นคณะกรรมการยุโรปว่าด้วยวิทยาศาสตร์อาหาร EC Scientific Committee for Food (SCF) แนะนำว่าระดับ 3-MCPD ในอาหารและส่วนประกอบอาหารควรลดลงให้ต่ำที่สุดที่วิธีตรวจวิเคราะห์สามารถทำได้ คือ 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 

เช่นเดียวกับในปี 2544 คณะกรรมการร่วมขององค์การเกษตรและอาหารโลก (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ด้านวัตถุเจือปนอาหาร (JECFA) ประเมินความเป็นพิษของสาร 3-MCPD ว่าทำให้เกิดพิษในระยะยาว และ เกิดมะเร็งที่ไตของหนูทดลอง ความรุนแรงของพิษขึ้นกับปริมาณสาร 3-MCPD ที่ได้รับแต่ไม่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในสิ่งมีชีวิต และได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่ยอมให้บริโภคได้ต่อวัน (provisional maximum tolerable daily intake, PMTDI) ที่ระดับ 2 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

ในเวลานั้น สหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดมาตรฐานสาร 3-MCPD ในซอสปรุงรสให้มีได้ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในขณะที่ประเทศแคนาดากำหนดมาตรฐาน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กำหนด 0.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสาร 3-MCPD เป็นสารกลุ่มคลอโรโพรพานอลที่เกิดจากปฏิกิริยาการรวมตัวของคลอไรด์ ไอออนกับไขมันในอาหารซึ่งสามารถเกิดได้หลาย สภาวะ รวมทั้งกระบวนการผลิต การปรุงและการ เก็บอาหาร 

สารนี้พบในอาหารและส่วนประกอบอาหารหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่พบมากใน acid hydrolysed vegetable protein (acid-HVP) และ ซอสปรุงรส สาร 3-MCPD เกิดขึ้นในระหว่าง กระบวนการผลิตที่ย่อยโปรตีนจากพืชผัก (เช่น ถั่วเหลือง) ด้วยกรดเกลือที่อุณหภูมิสูง กระบวนการ ผลิตนี้เป็นวิธีที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและรวดเร็วกว่า วิธีการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ แต่กรดเกลือที่ใส่ลง ไปนี้ไปทำปฏิกิริยากับไขมันในพืช และเกิดเป็นสาร 3-MCPD ขึ้น แต่วิธีการหมักวิธีธรรมชาตินั้นจะไม่พบสาร 3-MCPD หรือพบระดับต่ำมาก

ซึ่ง acid-HVP นิยมใช้กันแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ปรุงรส และเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารปรุงรส รวมถึงซอสหอยนางรม ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2553 จากนั้นในวันที่ 14 ธ.ค. 2553 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง คำชี้แจงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการตรวจพบสาร 3-MCPDว่าต้องไม่เกิน 0.4 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม

ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร และรักษาการแทนหัวหน้างานโภชนศาสตร์คลินิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลกับทีมงานโคแฟคว่า 3-MCPD เป็นสารปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอาหารบางประเภท เช่น ซอสปรุงรสจากโปรตีนพืชผ่านการย่อยด้วยกรด

โดยหลักฐานล่าสุดระบุว่า หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหาร เช่น European Food Safety Authority และ German Federal Institute for Risk Assessment (2022) ประเมินว่า 3-MCPD อาจมีความเสี่ยงต่อไตและระบบสืบพันธุ์ และมีศักยภาพก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตาม “ความเสี่ยงต่อมนุษย์ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับสะสม”  ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลอาหารในหลายประเทศ รวมถึง อย. ของประเทศไทย ได้กำหนดค่ามาตรฐานสูงสุดเพื่อควบคุมความปลอดภัยของผู้บริโภค

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับ 3-MCPD ในผลิตภัณฑ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค 1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและเลข อย. 2.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน3.บริโภคในปริมาณที่เหมาะสมไม่สะสมในระยะยาวโดยสรุปแล้ว 3-MCPD เป็นสารที่ต้องควบคุม แต่ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำเมื่อบริโภคตามปกติและอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ณัฐฐศรัณฐ์กล่าว

ทีมงานโคแฟคยังสอบถามคุณณัฐฐศรัณฐ์ เพิ่มเติมถึงสาร 2 ชนิดที่ปรากฏในบทความทั้ง 2 ของ sanook.com ด้วย ได้รับคำอธิบายดังนี้ 1.โซเดียมไพโรกลูตาเมต (Sodium Pyroglutamate) มีความเข้าใจว่าเมื่อซอสหอยนางรมหรือผงชูรส (MSG) ผ่านความร้อนสูง จะเกิดสาร Sodium pyroglutamate และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ Sodium pyroglutamate เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโนกลูตามิก สามารถเกิดขึ้นได้จากปฏิกิริยาทางความร้อนในอาหาร

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงระบาดวิทยาหรือพิษวิทยาในมนุษย์ที่ยืนยันว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารและสุขภาพระดับสากล เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้จัดให้สารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง และงานทบทวนวรรณกรรมด้านสารเติมแต่งอาหารในช่วงหลัง (ปี 2563 เป็นต้นมา) มุ่งเน้นความปลอดภัยของกลูตาเมตและอนุพันธ์ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเมื่อบริโภคตามปกติผลกระทบที่พบได้จริงคือ การลดลงของรสอูมามิเมื่อผ่านความร้อนเป็นเวลานาน

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ 
ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

และ 2.เกลือไอโอดีน ซอสหอยนางรมมีไอโอดีนจากวัตถุดิบทางทะเล ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อมะเร็ง ซึ่งจากหลักฐานปัจจุบัน ไอโอดีนเป็นสารอาหารจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์รายงานของ European Food Safety Authority (2023 หรือ พ.ศ.2566) ระบุว่า ความเสี่ยงต่อสุขภาพเกี่ยวข้องกับภาวะขาดหรือเกินมากกว่าความสัมพันธ์กับมะเร็ง ทั้งนี้ การได้รับไอโอดีนมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ มีอาการกำเริบในผู้ป่วยโรคไทรอยด์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการบริโภคไอโอดีนในระดับปกติจากอาหารเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ในทางปฏิบัติด้านโภชนาการ ความเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า คือ “ปริมาณซเดียมสูง” จากเครื่องปรุง ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด สรุปแล้วไอโอดีนไม่ใช่ปัจจัยก่อมะเร็ง แต่ควรระวังการบริโภคโซเดียมและไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสม ณัฐฐศรัณฐ์ ระบุ

ณัฐฐศรัณฐ์ ฝากทิ้งท้ายว่า จากการทบทวนหลักฐานทางวิชาการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ว่า 1.ซอสหอยนางรมไม่ใช่อาหารที่ก่อมะเร็งโดยตรง 2.สาร Sodium pyroglutamate ไม่ใช่สารก่อมะเร็ง 3.ไอโอดีนไม่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง แต่ควรบริโภคในระดับเหมาะสม และ 4.สาร 3-MCPD เป็นสารที่มีความเสี่ยงเชิงทฤษฎี แต่ถูกควบคุมตามมาตรฐานอาหาร

ประเด็นสาคัญในเชิงสาธารณสุขคือ “ความเสี่ยงไม่ได้มาจากสารใดสารหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปริมาณการบริโภคและพฤติกรรมการกินในระยะยาว” ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารที่หลากหลาย ลดการใช้เครื่องปรุงรสเค็ม และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยรวม

ภาพที่ 4 : สถิติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใน จ.สุรินทร์ (ข้อมูลล่าสุดเท่าที่หาได้คือปี 2566) 
ที่มา : gdcatalog.go.th (ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ , ค้นหา “จังหวัดสุรินทร์” และ “ความดันโลหิตสูง”)

ตามตัวเลขของฐานข้อมูลจังหวัดสุรินทร์ พบว่า จากสถิติช่วงปี 2563 – 2566 จ.สุรินทร์ พบจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 103,393 คนในปี 2563 เป็น 125,699 คนในปี 2566 หรือหากคิดเป็นสัดส่วน ปี 2563 จะอยู่ที่ร้อยละ 11.67 พบว่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.56 ในปี 2566 ขณะที่สถิติภาพรวมทั้งประเทศ ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562 – 2563) พบว่า ความชุกโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 25.4 หรือประมาณ 14 ล้านคน จากร้อยละ 24.7 หรือประมาณ 13 ล้านคน ในปี 2557 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ข้อมูลจากระบบรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 6 พ.ค. 2568 พบว่า มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7.4 ล้านคน และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแต่ยังควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้มีมากถึง 3.5 ล้านคน ถึงแม้โรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการแต่หากไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตวายเรื้อรัง ส่งผลให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตได้ นพ.ภาณุมาศ กล่าว 

ต่อมาในวันที่ 7 พ.ย. 2568 ในงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 ในหัวข้อ “สถานการณ์โรค NCDs ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” ภายใต้การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (National Health Examination Survey: NHES) ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบัน (ปี 2568) คนไทย 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 29.5 ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในปี 2563 ที่ขณะนั้นอยู่ที่ร้อยละ 25.4 

โดยสรุปแล้ว แม้ซอสหอยนางรมจะไม่ใช่เสี่ยงสำคัญต่อโรคมะเร็งอย่างที่กังวล แต่ด้วยความที่เป็นเครื่องปรุงที่ให้รสเค็มซึ่งหมายถึงมีส่วนประกอบของโซเดียม จึงต้องระมัดระวังไม่บริโภคมากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.sanook.com/news/9860590/ (ข่าวปลอม “ซอสหอยนางรม” ก่อมะเร็ง หมอเฉลย “3 เครื่องปรุง” นี้ต่างหากที่ต้องระวัง! : sanook.com 4 ธ.ค. 2568)

https://www.sanook.com/news/9673694/ (ทำอาหารคนเดียว กินแล้วทั้งบ้านเป็น “มะเร็ง” หมอเตือน 4 เครื่องปรุง ควรใช้ให้น้อยที่สุด! : sanook.com 22 ธ.ค. 2567)

https://www.bbc.com/storyworks/travel/specials/get-to-know-macao/accidental-sauce-of-inspiration/ (Accidental Sauce of Inspiration : BBC)

https://www.greatbritishchefs.com/features/oyster-sauce-origins-lee-kum-kee(Oyster sauce: the accident that launched a food empire : Great British Chefs 31 ม.ค. 2562)

https://uk.lkk.com/about-lee-kum-kee (ABOUT LEE KUM KEE : เว็บไซต์ทางการของแบรนด์ Lee Kum Kee)

https://asianinspirations.com.au/food-knowledge/the-origins-of-oyster-sauce/ (The Origins of Oyster Sauce : Asian Inspirations)

https://www.khonkaenlink.info/read/870495/ (ซอสหอยนางรม: เครื่องปรุงรสคู่ครัวเอเชีย :  Khon Kaen Link 21 มี.ค. 2568)

http://bqsf.dmsc.moph.go.th/bqsfWeb/wp-content/uploads/2017/Publish/Research/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202553/5-2553%20Risk%20Assessment%20of%203-MCPD%20in%20Food%20to%20Thais.pdf (การประเมินความเสี่ยงของสาร 3-MCPD ในอาหารต่อคนไทย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , พฤษภาคม 2553)

https://food.fda.moph.go.th/media.php?id=509349941370560512&name=53_Soybean.pdf (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง , ราชกิจจานุเบกษา 14 มิ.ย. 2553)

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_knowledge/fcm-6-2562-3-MCPD.pdf (สาร 3-monochloropropane-1,2-diol (3-MCPD) ในซอสปรุงรส , กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

https://mgronline.com/qol/detail/9540000005403 (อย.เข้ม!! ออกประกาศลดสารเสี่ยงก่อมะเร็งในซอสปรุงรส : ผู้จัดการ 14 ม.ค. 2554)

https://data.go.th/dataset/dataset_81_07 (ข้อมูลทรัพยากร : ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง , จังหวัดสุรินทร์ , กุมภาพันธ์ 2567)

https://data.go.th/dataset/dataset_81_08 (ข้อมูลทรัพยากร : ร้อยละของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต่อจำนวนประชากร , จังหวัดสุรินทร์ , กุมภาพันธ์ 2567)

https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=52652 (กรมควบคุมโรค รณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก ปี 2568 เน้นย้ำให้ประชาชนวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อและภาวะแทรกซ้อน : กรมควบคุมโรค 16 พ.ค. 2568)

https://www.hsri.or.th/news/1/4540 (สวรส. สานพลัง สสส.-รามาฯ เปิดผลสำรวจสุขภาพ คนไทยครั้งที่ 7 วิกฤตคนไทยป่วยภาวะน้ำหนักเกิน-โรคอ้วน พุ่ง! 27.4 ล้านคน จ่อเสี่ยงเบาหวาน อีก 5.7 ล้าน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 7 พ.ย. 2568)

‘โคแฟค’ยืนหยัดสู้ภัย‘ข่าวลวง’ หวังเป็นแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้-สร้างความตระหนักรู้สู่สุขภาวะที่ดี

ภาวะข้อมูลระบาด (Infodemic) คือการมีข้อมูลจำนวนมากเกินไป ซึ่งรวมถึงข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด (Fales & Misleading Information) ทั้งในสภาพแวดล้อมดิจิทัล(โลกออนไลน์และทางกายภาพ (โลกจริงในช่วงที่เกิดสถานการณ์โรคระบาด สิ่งนี้ก่อให้เกิดความสับสนและพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในหน่วยงานด้านสาธารณสุขและบั่นทอนการตอบสนองด้านสาธารณสุข

ภาวะข้อมูลระบาดสามารถทำให้การระบาดรุนแรงขึ้นหรือยืดเยื้อออกไปได้ เมื่อประชาชนไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไรเพื่อปกป้องสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง ด้วยการเพิ่มขึ้นของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และการใช้อินเตอร์เน็ต  ข้อมูลสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น ด้านหนึ่งสิ่งนี้สามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจขยายข้อความที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน

“องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวถึงคำว่า“ภาวะข้อมูลระบาด (Infodemic)” ที่มักมาพร้อมกับสถานการณ์โรคระบาด ดังตัวอย่างสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด – 19 ช่วงปี 2563 – 2564 แต่ในความเป็นจริงผู้คนเผชิญกับภาวะดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาผ่านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ รายงาน “Warning about sharp rise in illegal medicines sold in the EU” เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย. 2568 โดยสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA)ระบุถึงการพบโฆษณาขายยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1 receptor agonists เพิ่มขึ้นมากบนเว็บไซต์ปลอมและสื่อสังคมออนไลน์ 

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ปลอมและโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตและไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่จำเป็น ซึ่งสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน อาจไม่มีสารออกฤทธิ์ตามที่โฆษณาอวดอ้าง และอาจมีสารอื่นๆ ในระดับที่เป็นอันตราย ดังนั้น ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากต่อการรักษาล้มเหลว ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและไม่คาดคิด และปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายกับยาอื่นๆ ที่ผู้บริโภคใช้อยู่

เจ้าหน้าที่ได้ระบุบัญชีปลอมที่ปรากฏบนเฟซบุ๊ก โฆษณา และรายการสินค้าออนไลน์ปลอมหลายร้อยรายการ ซึ่งหลายแห่งตั้งอยู่นอกสหภาพยุโรป (EU) เว็บไซต์และโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์บางรายก็ใช้ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานทางการและใช้คำรับรองเท็จเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค รายงานของ EMA ระบุ 

ไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกา รายงาน “FDA Launches Crackdown on Deceptive Drug Advertising” โดยองค์การอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ (FDA) เมื่อเดือน ก.ย. 2568 กล่าวในตอนหนึ่งว่า ชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในยุคใหม่ของสื่อสังคมออนไลน์ การพึ่งพาช่องทางดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการโฆษณาโดยใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง (Influencer) โดยไม่เปิดเผยข้อมูล ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาบทความ เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น และโฆษณายาจากบริษัทยาเลือนหายไป ทำให้ผู้ป่วยแยกแยะข้อมูลที่อิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเนื้อหาโฆษณาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

บทความวิจัยปี 2567 ในวารสาร Journal of Pharmaceutical Health Services Research เปิดเผยว่า ในขณะที่โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับยา 100% เน้นถึงประโยชน์ของยา แต่มีเพียง 33% เท่านั้นที่กล่าวถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ 88% ของโฆษณายาที่ขายดีที่สุดนั้น โพสต์โดยบุคคลและองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ความสมดุลที่เป็นธรรมของ FDA” รายงานของ FDA กล่าว 

ขณะที่ประเทศไทยของเรา ในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “ปัจจัยทางการค้ากำหนดสุขภาพ : มองปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายด้วยกรอบคิดสากล” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เผยข้อมูลจาก “TaWai for Health” แพลตฟอร์มเฝ้าระวังกิจกรรมทางการค้าและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค พบว่า ช่วงปี 2565-2568 พบประชาชนรายงานผลิตภัณฑ์อันตรายในระบบ 9,635 รายการ แบ่งเป็นโฆษณาเกินจริง ร้อยละ 45.8 รายงานอาการไม่พึงประสงค์ ร้อยละ 44 และผลิตภัณฑ์ต้องสงสัย ร้อยละ 10.2 

ความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์ แม้จะมีข่าวผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อันตรายแล้วถึงขั้นเสียชีวิต แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ยังขายได้ – ขายดี เนื่องด้วยมีการใช้กลยุทธ์ เช่น “สร้างอุปสงค์เทียม” ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อที่เล่นกับความหวังและความกลัวของผู้บริโภค อาทิ การการันตีผลลัพธ์ว่าหายขาดในโรคเรื้อรัง หรือใช้ถ้อยคำว่าผอมภายใน 7 วัน เป็นต้น อีกทั้งยังมีการ ทั้งในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์และในกลุ่มปิด ทำให้หน่วยงานที่กำกับดูแลตรวจสอบได้ยาก


ภาพที่ 1 : หน้าเว็บ Cofact.org เมื่อครั้งก่อตั้งในปี 2563 
ที่มา : สสส.

ย้อนไปในเดือน เม.ย. 2563 ในช่วงที่ไวรัสโควิด – 19 ระบาดระลอกแรก สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดตัว โครงการ “โคแฟค (Collaborative Fact Checking : Cofact)” เปิดพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านเว็บไซต์ cofact.org และโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติ (Chatbot)ไลน์ @cofact เพื่อร่วมตรวจสอบข่าวลวงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นโควิด-19 เพื่อให้ประชาชนเปิดรับสื่ออย่างรู้เท่าทัน ร่วมตรวจสอบข่าว นำมาสู่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะเท่าทันสื่อของพลเมืองดิจิทัล ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศสื่อและสังคมสุขภาวะ

ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) สุภิญญา กลางณรงค์ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในเวลานั้นว่า โครงการโคแฟค เปิดพื้นที่ให้ช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงกับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงผู้รู้จริง เพราะบางครั้งข้อเท็จจริงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลาและเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องการสร้างพื้นที่กลางในการค้นหาความจริงร่วมกัน 

โครงการโคแฟคเชื่อว่า การแก้ปัญหาข่าวลวงในยุคดิจิทัลคือการทำให้ทุกคนกลายเป็นคนตรวจสอบข่าว และสร้างพื้นที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยเปิดเวทีให้มีตลาดทางความคิดเห็นที่หลากหลาย แยกแยะได้ระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็น โดยเชื่อมั่นในวิจารณญาณของสังคม สุภิญญา กล่าว 

การเดินทางที่ยาวนานร่วม 6 ปีของโคแฟค จากจุดเริ่มต้นที่การทำรายงานตรวจสอบข่าวลวงหรือช้อมูลบิดเบือนด้านสุขภาพ ได้ขยายไปถึงประเด็นอื่นๆ ตามความสนใจของสังคม ณ แต่ละช่วงเวลา เช่น ในปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความผันผวน มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายทั้งแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาซึ่งส่งผลสะเทือนมาถึงอาคารหลายแห่งในกรุงเทพฯ , สถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา , อุทกภัยครั้งร้ายแรงใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , การเลือกตั้ง , อคติต่อประชากรข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ และล่าสุดคือสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง 

ภารกิจที่ขยายออกไปนี้สอดคล้องกับรายงาน Global Risk Reprot 2024 โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่สอบถามผู้เชี่ยวชาญ 1,100 คนจาก 136 ประเทศ ได้ข้อสรุปว่า ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน (Misinformation or Disinformation) ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด และมากกว่าร้อยละ 80 กล่าวว่าสถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว รายงานยังชี้ว่าข้อมูลเท็จเป็นภัยคุกคามที่ประเทศต่างๆ รู้สึกว่าตนเองเตรียมพร้อมรับมือได้น้อยที่สุด

ข้อมูลเท็จสามารถทำลายสายใยที่ยึดเหนี่ยวสังคมไว้ด้วยกัน ในสภาพแวดล้อมที่มีความไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น มันสามารถนำพาสังคมไปสู่ความรุนแรงได้ นอกจากนี้ยังสามารถเซาะกร่อนบ่อนทำลายบรรทัดฐานของการถกเถียงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สังคมยึดถือเป็นเรื่องปกติได้อีกด้วย รายงานของ UN ระบุ

รายงานของ UN ยังแสดงความกังวลถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยยกตัวอย่างผู้สูงอายุวัย 85 ปี เห็นคลิปวิดีโอช้างกำลังเคลื่อนย้ายต้นไม้ ผู้สูงอายุบอกว่าน่ารักดี แต่หลานวัย 12 ปี ได้เตือนว่านั่นเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ตัวอย่างนี้อาจดูไม่เป็นอันตราย แต่ระบบที่สร้างเนื้อหาสังเคราะห์นั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจถูกใช้ทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น เช่น ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรง ทำลายสุขภาพและวิทยาศาสตร์ ทำลายความเชื่อมั่นซึ่งรวมถึงในการเลือกตั้ง ทำลายความน่าเชื่อถือของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและความพยายามอื่นๆ ที่รัฐบาลนำเพื่อเร่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ภาพที่ 2 : รายงานของ Cofact ว่าด้วยคลิปวิดีโอปลอมที่นำคลิปจากข่าวซึ่งนำเสนอผ่านสื่อมวลชนกระแสหลักมาตัดต่อเข้ากับเสียงพากย์ที่แนบเนียนราวกับเป็นรายงานข่าวโดยสื่อนั้นจริงๆ เจตนาเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คลิกเข้าไปดู และจำนวนมากมีวัตถุประสงค์เพื่อโปรโมทเว็บไซต์พนันออนไลน์

อ่านรายละเอียดได้ที่ 

ยังมีเรื่องการถูกหลอกเอาทรัพย์สิน ข้อมูลล่าสุดจาก Whoscall ที่พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา คนไทยเผชิญปัญหามิจฉาชีพทางโทรศัพท์ 39 ล้านครั้ง และทางข้อความสั้น (SMS) 134 ล้านข้อความ ที่ต้องเตือนกันคือ “Link อันตราย” ที่มิจฉาชีพมักส่งข้อความมาตามช่องทางต่างๆ (เช่น SMS) ที่กดแล้วจะพาเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอม (Phishing) หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (เช่น รหัสต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน) หรือให้ติดตั้งโปรแกรมประสงค์ร้าย (Malware) เพื่อดักรับข้อมูล มิจฉาชีพยังมีกลวิธีหลบเลี่ยงระบบคัดกรองของผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น ใช้อีโมจิหรืออักขระพิเศษในการส่ง SMS

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเปิดเผยของพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าตลอด 12 เดือนของปี 2568 มีการแจ้งความในระบบแจ้งความออนไลน์มากถึง 380,378 เรื่อง หรือเฉลี่ยวันละ 1,045 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 69 ล้านบาท ที่น่ากังวลคือพบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์เหยื่อ และจู่โจมโดยเลือกเป้าหมาย โดยนำข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลมาใช้ อีกทั้งยังเลือกกลอุบายให้เข้ากับเทศกาล เช่น ในช่วงตรุษจีนมิจฉาชีพจะหลอกล่อด้วยการส่งข้อความแจกอั่งเปาฟรี เพื่อหลอกให้คลิก Link หรือปัจจุบันที่มีสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนก็จะหลอกล่อด้วยการแจกน้ำมันฟรี แจกคูปองน้ำมัน เป็นต้น

ภาพที่ 3 : (คนที่ 5 นับจากซ้ายมือของภาพ) สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโตแฟค (ประเทศไทย) ในงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinker Forum #34 “ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verifications) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ซึ่งโคแฟคร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สถาบัน ChangeFusion และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบยืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์ (Caller ID) เป็นระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคัดกรองความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ
 
อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ : https://blog.cofact.org/th/forum690316/

รายงาน Global Risk Report 2026 (พ.ศ. 2569) จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ระบุว่า ข้อมูลคลาดเคลื่อน – บิดเบือน เป็นความเสี่ยงอันดับ 2 ในระยะสั้น (2 ปี) และอันดับ 5 ในระยะยาว (10 ปี) และผลกระทบจากเทคโนโลยี AI เป็นความเสี่ยงอันดับ 6 ในระยะยาว (10 ปี) รายงานฉบับนี้ยังอ้างผลการสำรวจจากสถาบันรอยเตอร์ ที่ระบุว่า ร้อยละ 58 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกกังวลเกี่ยวกับวิธีแยกแยะความจริงจากความเท็จในข่าวที่เผยแพร่ทางออนไลน์ 

รายงาน Reuters Institute Digital News Report 2025 (พ.ศ. 2568)โดยสถาบันรอยเตอร์ ยังกล่าวด้วยว่า ความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมในข่าวสารที่ต่ำเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสภาวะ “การหลีกหนีจากข้อมูลข่าวสาร (News Avoidance)” ซึ่งเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมข่าวสารที่มีทางเลือกมากมาย และข่าวสารมักสร้างความไม่สบายใจในรูปแบบต่างๆ กัน โดยเฉลี่ย 4 ใน 10 คน หรือร้อยละ 40 ยอมรับว่าตนเองได้หลีกเลี่ยงการติดตามข่าวสารเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ในการสำรวจเมื่อปี 2017 (พ.ศ. 2560) และให้ข้อสรุปว่า ในทุกประเทศ ผู้รับสารคาดหวังว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารจะมีความเป็นกลาง แม่นยำและโปร่งใสมากขึ้น

สำหรับการทำงานของโคแฟคฯ นั้นเล็งเห็นว่า เมื่อข้อมูลข่าวสารเต็มไปด้วยข่าวลวง ย่อมส่งผลต่อสุขภาวะทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ทางกายเช่น เมื่อหลงเชื่อข่าวลวงด้านสุขภาพ อาทิ สมุนไพรวิเศษ หรือการต่อต้านวัคซีนที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยทิ้งการรักษาหลัก หรือได้รับสารอันตรายเข้าสู่ร่างกาย , ทางจิต เช่น ความเครียดและภาวะตื่นตระหนก เพราะข่าวลวงมักใช้อารมณ์เป็นตัวนำ โดยเฉพาะอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัว ความโกรธ เพื่อให้เกิดการแชร์ 

และการได้รับข้อมูลลวงซ้ำๆ นำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้าและความวิตกกังวลสะสม จนเกิดภาวะสิ้นหวัง เกิดทัศนคติเชิงลบต่อโลกและสังคม เกิดความเครียด ลดทอนความสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน , ทางสังคม ข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนกระตุ้นให้ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ เกลียดชังและแตกแยกในสังคมร้าวลึกและรุนแรงขึ้น และท้ายที่สุดคือ ทางปัญญา ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าข้อมูลใดถูก – ผิด ทำให้ยากที่จะเลือกหรือออกแบบวิถีชีวิตที่สมดุลและเป็นสุข

ซึ่งเมื่อไปดุบทบาทของสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา อันเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใน สสส. และเป็นผู้สนับสนุนการทำงานของโคแฟคตลอดมา ก็ได้ระบุพันธกิจของสำนักฯ ไว้ว่า มีภารกิจในการพัฒนาคนทุกวัยให้เท่าทันชีวิต เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล (MIDL) โดยมุ่งเน้นให้คนไทยฉลาคใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่มีสุขภาวะ 

และส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศสื่อสุขภาวะที่เอื้ออำนวยให้มีความเป็นอิสระ วางใจ เป็นเจ้าของ ในการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการสนับสนุนให้ประชาชนเป็นผู้ใช้และผู้สร้างสรรค์สื่อ (Media Users and Creators) ที่มีความเท่าทันสื่อ ความรอบรู้ทางสุขภาพ เกิดจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่มีความมั่นคงภายใน และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีขีดความสามารถเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี

ขณะที่บทบาทของ สสส. ในภาพรวม ระบุว่า 2 ใน 3 ของโรคที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หลักการทำงานของ สสส.จึงมุ่งเน้นการ แก้ปัญหาด้วยหลักปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health) เพื่อมุ่งสร้างสุขภาวะที่ครอบคลุมทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญาให้คนไทยอย่างยั่งยืน

ภาพที่ 4 : โปสเตอร์งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2569 (International Fact Checking Day 2026)

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่าข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงสำคัญระดับโลก ทั้งเรื่องสุขภาพ ความเกลียดชัง และภัยจากมิจฉาชีพ จึงมีการกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็นวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) มาตั้งแต่ปี 2560 โดยเครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล(IFCN) เพื่อสร้างความตระหนักแก่สังคมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่ได้รับมา โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมหาศาลแพร่กระจายไหลเวียนในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ 

ำหรับการจัดงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2569 (International Fact Checking Day 2026) จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 2 เม.ย. 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยครังนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม Lost in Information disorder ในยุคดิจิทัลและ AI ที่ข่าวลวงมีเป็นจำนวนมากจนยากจะหาความเชื่อมั่นในข้อมูลใดๆ ได้ ยิ่งต้องลงมือทำให้มากขึ้นเพื่ดธำรงไว้ซึ่งการมีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ (Information Integrity) สร้างสังคมที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม (Facts and Fairnessและส่งเสริมพลเมืองให้มีสติ ทักษะ เท่าทัน ( Keep Calm and Fact Checkนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.who.int/health-topics/infodemic/the-covid-19-infodemic#tab=tab_1 (The COVID-19 infodemic : องค์การอนามัยโลก)

https://www.ema.europa.eu/en/news/warning-about-sharp-rise-illegal-medicines-sold-eu (Warning about sharp rise in illegal medicines sold in the EU : EMA 3 พ.ย. 2568)

https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/fda-launches-crackdown-deceptive-drug-advertising (FDA Launches Crackdown on Deceptive Drug Advertising : FDA 9 ก.ย. 2568)

https://www.thaihealth.or.th/สินค้าเถื่อนระบาดหนัก-เ/ (สินค้าเถื่อนระบาดหนัก! เตือนระวังสินค้าสุขภาพ-ยาชุด–ครีมปนสารอันตราย สสส.–ม.อ. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมตรวจสอบก่อนซื้อ : สสส. 12 ธ.ค. 2568)

https://www.thaihealth.or.th/เปิดตัวโคแฟค-ตัดวงจรข/ (เปิดตัว“โคแฟค” ตัดวงจรข่าวลวงที่ระบาดมากับโควิด-19 : สสส. 12 เม.ย. 2563)

https://www.thaipbs.or.th/verify/article/content/10200 (ไทยตกเป็นเป้าอันดับ 1 คอลเซนเตอร์ พบปี 68 โทรลวงคนไทย 173 ล้านครั้ง ! : TPBS 20 มี.ค. 2569)

https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/271385 (คดีออนไลน์ปี 68 พุ่ง! เสียหาย 2.5 หมื่นล้าน วัยทำงานเป็นเหยื่อมากสุด : PPTV 20 มี.ค. 2569)

https://un-dco.org/stories/disinformation-global-risk-so-why-are-we-still-treating-it-tech-problem (Disinformation Is a Global Risk. So Why Are We Still Treating It Like a Tech Problem? : สำนักงานประสานงานการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ 20 ส.ค. 2568)

https://reports.weforum.org/docs/WEF_Global_Risks_Report_2026.pdf (Global Risk Report 2026 : World Economic Forum)

https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/sites/default/files/2025-06/Digital_News-Report_2025.pdf (Reuters Institute Digital News Report 2025 : สถาบันรอยเตอร์)

https://www.thaihealth.or.th/wp-content/uploads/2022/07/682-2.pdf (สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา – สสส.)

https://www.thaihealth.or.th/สุขภาพดี-4-มิติ/ (สุขภาพดี 4 มิติ : สสส. 15 ธ.ค. 2565)

https://www.bangkokbiznews.com/news/996560 (ทำความรู้จัก “Fact Checking Day” วันตรวจสอบข่าวปลอมและความจริง : กรุงเทพธุรกิจ 2 เม.ย. 2565)

“อุโมงค์จักรยานใต้น้ำ” เป็นภาพ AI สถานทูตเนเธอร์แลนด์ระบุไม่มีอุโมงค์นี้และยังไม่มีแผนสร้าง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เนเธอร์แลนด์สร้างอุโมงค์จักรยานใต้ลำคลอง สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเพดานกระจก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและใช้ภาพประกอบที่สร้างด้วย AI**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 มี.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยจำนวนหนึ่งแชร์ภาพอุโมงค์ทางจักรยานใต้น้ำ ด้านบนเป็นหลังคาโค้งโปร่งใสเปิดให้แสงธรรมชาติสาดส่องลงมาและมองเห็นเรือที่แล่นอยู่ในคลองด้านบน ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “เนเธอร์แลนด์สร้างอุโมงค์จักรยานใต้ลำคลอง โดยติดตั้งหลังคากระจกเพื่อให้แสงธรรมชาติสาดส่องลงมาให้ความสว่างแก่ผู้ใช้เส้นทาง”

ส่วนหนึ่งของข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ในเนเธอร์แลนด์ซึ่งการปั่นจักรยานเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน วิศวกรได้พัฒนาอุโมงค์นวัตกรรมที่ช่วยให้นักปั่นจักรยานสามารถผ่านใต้คลองได้โดยไม่สูญเสียความงามของแสงธรรมชาติ อุโมงค์จักรยานเหล่านี้สร้างขึ้นต่ำกว่าระดับน้ำของคลอง แต่แทนที่จะรู้สึกมืดหรือปิดล้อม แต่มีส่วนของเพดานกระจกที่ช่วยให้แสงแดดส่องลงมา”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาและภาพประกอบนี้มาจากเพจเฟซบุ๊ก “Fact Fuel” คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศอินเดีย มีผู้ติดตามกว่า 3.4 แสนบัญชี ซึ่งโพสต์เนื้อหานี้เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 และยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 26 มี.ค. โดยมียอดแชร์มากกว่า 300 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคสอบถามสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยเกี่ยวกับ “อุโมงค์จักรยานเพดานกระจกใต้ลำคลอง” เจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐกิจยืนยันผ่านข้อความตอบกลับทางอีเมลว่า “เนเธอร์แลนด์ยังไม่มีอุโมงค์จักรยานใต้น้ำตามที่ปรากฏในภาพ และจากการตรวจสอบไม่พบว่ากำลังมีการก่อสร้างหรือมีโครงการจะสร้างทางจักรยานลักษณะนี้ในอนาคต คาดว่าภาพนี้เป็นภาพที่สร้างด้วย AI”

สถานทูตเนเธอร์แลนด์แนะนำด้วยว่า ผู้ที่สนใจเรื่องทางจักรยานในเนเธอร์แลนด์สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ dutchcycling.nl 

โคแฟคนำภาพอุโมงค์จักรยานใต้น้ำไปวิเคราะห์ด้วย SynthID ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจจับภาพ AI ได้ผลว่าเกือบทุกส่วนในภาพสร้างขึ้นหรือปรับแต่งด้วย Google AI  

ทั้งนี้เพจเฟซบุ๊ก “Fact Fuel” มักเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับสถานที่และนวัตกรรมแปลก ๆ ในประเทศและเมืองต่าง ๆ และใช้ภาพประกอบที่สร้างจาก AI 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ม.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยเคยแชร์เนื้อหาจากเพจนี้ที่อ้างว่า “ย่านเก่าในสิงคโปร์ติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมมาบริการฟรี 24 ชั่วโมง” พร้อมภาพผู้สูงอายุกำลังหยิบอาหารจากตู้แช่เย็นที่ตั้งอยู่ริมทางในชุมชนโดยมีพนักงานโรงแรมกำลังนำอาหารมาเติม ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI และได้ข้อมูลจากองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในสิงคโปร์ว่าไม่มีการติดตั้งตู้แจกอาหารส่วนเกินจากโรงแรมตามที่กล่าวอ้างในโพสต์

ภาพความเสียหายในเลบานอนจากการโจมตีของอิสราเอล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าอิสราเอลถูกโจมตี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “อิสราเอลป่นปี้หนัก”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ภาพในคลิปไม่ใช่อิสราเอลแต่เป็นกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนที่ถูกอิสราเอลโจมตี

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “พ่อ จัสมิน หากินทั่วไป” โพสต์คลิปวิดีโออาคารและรถยนต์ได้รับความเสียหาย ฝังข้อความและคำบรรยายว่า “อิสราเอลป่นปี้หนัก” และ “เป็นยังไงไปหาเรื่องอิหร่านเอง” คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 3,000 ครั้ง ณ วันที่ 26 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นภาพความเสียหายของอาคารในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนที่ถูกอิสราเอลโจมตีซึ่งเป็นคลิปที่เคยเผยแพร่โดยสำนักข่าว Al Jadeed ของเลบานอนเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยอ้างเท็จว่าเป็นความเสียหายในอิสราเอล (ซ้าย) กับภาพที่สถานีโทรทัศน์ Al Jadeed ของเลบานอนเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 โดยระบุว่าเป็นย่านหนึ่งในกรุงเบรุตที่ถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศ

นอกจากนี้สำนักข่าว AP ยังเผยแพร่ภาพความเสียหายของอาคารในจุดเดียวกันโดยรายงานว่าอยู่บริเวณย่าน Beir Hassan ของกรุงเบรุต ทางการอิสราเอลระบุว่าปฏิบัติการนี้เป็นการโจมตีเป้าหมายเฉพาะจุดในกรุงเบรุตและภาคใต้ของเลบานอนเพื่อสังหารแกนนำระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 รายและบาดเจ็บ 149 ราย 

คลิปรถถังระดมยิงใส่ฝ่ายตรงข้ามที่สร้างจาก AI ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพ “อิหร่านเปิดศึกเต็มพิกัด”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “อิหร่านเปิดศึกเต็มพิกัด” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปที่สร้างจาก AI

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “พ่อ จัสมิน หากินทั่วไป” โพสต์คลิปวิดีโอรถถังจำนวนมากระดมยิงอย่างหนักหน่วง ฝังข้อความในคลิปว่า”อิหร่านเปิดศึกเต็มพิกัดแล้ว” คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 3.7 ล้านครั้ง และแชร์ต่อกว่า 1,400 ครั้ง ณ วันที่ 25 มี.ค.  

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปที่มีภาพตรงกันถูกโพสต์เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 โดยช่องยูทูบ “@xingxing-u7h” ซึ่งเป็นช่องที่นำเสนอคลิปวิดีโอจากเกมแนวจำลองยุทธวิธีทางการทหาร โดยมีข้อความเตือนภาษาจีนและภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ภาพจำลองที่สร้างขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริง”

เจ้าของช่องยูทูบอธิบายในคลิปอื่นที่มีภาพตรงกับคลิปนี้ว่า ภาพจำลองการสู้รบนี้สร้างขึ้นโดย Jiemeng AI Seedance 2.0 model 

สำนักข่าว TNN รายงานเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ว่า AI Seedance 2.0 เป็น AI สร้างวิดีโอตัวใหม่ล่าสุดจากบริษัท ByteDance บริษัทแม่ของติ๊กตอก ปัจจุบันเปิดให้ทดลองใช้เฉพาะในประเทศจีนผ่านแอปพลิเคชัน Jimeng AI

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างเท็จว่าเป็นการ “เปิดศึกเต็มพิกัด” ของอิหร่าน (ซ้าย) กับภาพจำลองการต่อสู้ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ @xingxing-u7h โดยระบุว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI Seedance 2.0

“แพทองธารหนุนให้ทุนการศึกษานักเรียนกัมพูชาเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไทย-เขมร” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: แพทองธาร ชินวัตร หนุนให้ทุนนักเรียนกัมพูชา รักษาสัมพันธ์ไทย-เขมร

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ** เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 มี.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แม่ทัพภาคที่ 2” โพสต์ภาพแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฝังข้อความ “อุ๊งอิ๊งหนุนให้ทุนนักเรียนกัมพูชา รักษาสัมพันธ์ไทย-เขมร” และคำบรรยายว่า “คุณเห็นด้วยหรือเปล่าที่อุ๊งอิ๊งกล่าวว่าการให้ทุนการศึกษากับนักเรียนกัมพูชาเป็นเรื่องดี โดยบอกว่าปรึกษากับทุกภาคส่วนแล้ว เพื่อรักษาความสัมพัuธ์ไทย-เขมร คุณคิดว่าเงินภาษีของไทยควรใช้เพื่อสนับสนุนนักเรียนต่างชาติ หรือควรดูแลเด็กไทยก่อน” (ลิงก์บันทึก)

ต่อมาวันที่ 24 มี.ค. บัญชีติ๊กตอก “ครูพี่กุ้ง” นำเนื้อหาดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อโดยระบุในคลิปวิดีโอว่า “ล่าสุด อุ๊งอิ๊งออกมาหนุนรัฐบาลให้ทุนการศึกษาเด็กกัมพูชา…และที่บอกว่าปรึกษาทุกภาคส่วน เคยถามคนไทยส่วนมากหรือยังว่ามีใครอยากให้มั้ย” คลิปนี้มียอดการรับชมกว่า 1 แสนครั้ง แชร์ต่อมากกว่า 1,300 ครั้ง ณ วันที่ 25 มี.ค. และมีผู้มาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นข้อความด่าทอแพทองธาร (ลิงก์บันทึก)

นอกจากนี้ยังพบโพสต์ที่มีเนื้อหาเดียวกันนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊กทางการเมือง เช่น “เรวัช กลิ่นเกษร แฟนคลับ” ยูทูบและอินสตาแกรม ซึ่งมีการเผยแพร่มาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหารายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับแพทองธารในรอบเดือน มี.ค. 2569 ไม่พบที่มาหรือรายงานข่าวที่เชื่อถือได้ว่าเธอกล่าวสนับสนุนการให้ทุนนักเรียนกัมพูชาตามที่โพสต์เหล่านั้นอ้าง

บัญชีทางการของพรรคเพื่อไทยและบัญชีโซเชียลมีเดียของแพทองธารก็ไม่มีโพสต์ที่เป็นความเห็นของอดีตนายกฯ ในประเด็นกัมพูชา โพสต์ล่าสุดในอินสตาแกรม @ingshin21 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เธอใช้สื่อสารบ่อยที่สุด เป็นภาพบรรยากาศการสัมมนาพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 24 มี.ค.

โคแฟคส่งเนื้อหานี้ให้ทีมงานกองโฆษกพรรคเพื่อไทยตรวจสอบ และได้รับคำยืนยันเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่ความคิดเห็นของแพทองธาร

📌ข้อสังเกตโคแฟค: ประเด็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่เด็กกัมพูชาถูกนำมาสร้างเนื้อหาเท็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างคำพูดปลอมของนักการเมืองและนักสิทธิมนุษยชน เช่น โพสต์เท็จว่านฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้สัมภาษณ์ว่าสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน และโพสต์ที่อ้างเท็จว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี

2เมษา ชวนร่วมงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก:”Lost in Information: When Disinformation Becomes a Global Risk”  เมื่อ ‘ข้อมูลลวง’ กลายเป็นความเสี่ยงโลก 🌐⚠️

เมื่อคุณหลงทางในข้อเท็จจริง “Lost in Information: When Disinformation Becomes a Global Risk”
เมื่อ ‘ข้อมูลลวง’ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงระดับโลก 🌐⚠️

ขอเชิญร่วมกิจกรรมสัมมนา เนื่องในวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569

📅 วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

⏰ เวลา 12.30 – 18.30 น.

🔎 พบกับวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและนานาชาติ

• กล่าวต้อนรับโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact (ประเทศไทย)

• กล่าวเปิดงานโดย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส.

• กล่าวนำโดย วาเนสซ่า สไตน์เม็ทซ์ ผู้อำนวยการโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ

🌐 ปาฐกถาพิเศษระดับนานาชาติ

 “Lost in Information Disorder: How to Exist?” โดย อีธาน ตู จาก Taiwan AI Lab

• “Reality Check VS Deepfakes from Gen A to BB” โดย โนอา โฮริกูชิ จาก Classroom Adventure ประเทศญี่ปุ่น

🤝 ร่วมประกาศความร่วมมือ “From Alfa to BB รู้เท่าทันข่าวลวงยุค AI” โดยภาคีวิชาการ 

💡 Lightning Talk: “ทบทวนเรื่องเล่าเคล้าอคติสู่การแสวงหาความจริงร่วม”

• อรรวี แตงมีแสง (Natty loves Myanmar)

• กิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์ (Thai PBS World)

• ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี (โพควา โปรดักชั่น)

• พลอยรุ้ง สิบพลาง (EPIGRAM)

• สุภิญญา กลางณรงค์ (Cofact)

ดำเนินรายการโดย ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล

🌏 เวที “ปัญญารวมหมู่ จากภูมิภาคสู่นโยบายสาธารณะ”

• มะรูฟ เจะบือราเฮง (D4P) – Scammers ในชายแดนใต้

• กมล หอมกลิ่น – Hate Speech ชายแดนไทย-กัมพูชา

• ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล – AI and Integrity

• รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ – Information Armageddon

ดำเนินรายการโดย อังคณา พรมรักษา

🎤 อัปเดต “ไฮไลต์ข่าวลวงในรอบปี” จากภาคี Fact Checkers

• Thai PBS Verify

• ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท

• สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP)

• AFP ประเทศไทย

• Cofact ประเทศไทย

ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณรงค์

🎭 กิจกรรมพิเศษตลอดงาน

Exercise for Fact Checkers โดย อีสานโคแฟค

• หมอลำ “อย่าฟ้าวเชื่อ อย่าฟ้าวแชร์ อย่าฟ้าวโอน”

ฟังเพลงเพื่อสันติภาพ โดย วงแมวเศษเล็บ

กิจกรรมวัฒนธรรม เดินแบบรณรงค์  “Keep Calm & Fact Check”

✨ เพราะในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่า ‘ความจริง’
การตั้งคำถามและตรวจสอบ คือทักษะที่ทุกคนต้องมี
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันข่าวลวงในยุคเอไอไปด้วยกัน 🔍
ใจเย็น ตั้งสติ แล้ว เช็กก่อนเสมอ
Keep Calm & Fact Check ✌️

#InternationalFactCheckingDay2026 #Disinformation #FactCheck #MediaLiteracy #AI #ข่าวลวง #Cofact #รู้เท่าทันสื่อ #วันตรวจสอบข่าวลวงโลก2569 #FactFreeFair #KeepCalm #FactCheck

ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่นี่

ดาวน์โหลดกำหนดการ

ภาพในคลิปไม่ใช่เหตุการณ์ที่กรุงเทลอาวีฟแต่เป็นเหตุโจมตีคลังน้ำมันในซาอุดิอาระเบียเมื่อปี 2565

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปไฟไหม้ในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นเหตุการณ์กลุ่มกบฎฮูตีโจมตีคลังน้ำมันในซาอุดิอาระเบียเมื่อปี 2565

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mata Dunia” โพสต์คลิปวิดีโอสถานที่แห่งหนึ่งมีไฟลุกท่วม ฝังข้อความและเขียนคำบรรยายที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุไฟไหม้ในกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของประเทศอิสราเอล คลิปนี้ถูกแชร์มากกว่า 300 ครั้ง และมียอดรับชมมากกว่า 1.2 แสนครั้ง ณ วันที่ 25 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเดียวกันเคยถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2565 โดยสำนักข่าวรอยเตอร์สซึ่งรายงานข่าวว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มกบฎฮูตีในเยเมนโจมตีคลังน้ำมันของ Aramco ในเมืองเจดดาห์ของซาอุดิอาระเบีย 

เปรียบเทียบภาพจากโพสต์เท็จที่อ้างว่าเป็นเหตุการณ์ที่กรุงเทลอาวีฟของอิสราเอลเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 (ซ้าย) กับคลิปที่รอยเตอร์สนำมาประกอบข่าวเหตุโจมตีคลังน้ำมันในซาอุดิอาระเบียเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2565

สำนักข่าว TNN ของไทยก็รายงานข่าวนี้เช่นกันโดยระบุว่า “สื่อต่างประเทศเผยแพร่ภาพวินาทีที่ไฟลุกท่วมโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทซาอุดีอารามโก ในเมืองเจดดาห์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ และตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลแดง กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์ว่า กลุ่มกบฏฮูตีซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในเยเมน ระดมยิงขีปนาวุธและจรวดโจมตีส่งผลให้เกิดเพลิงลุกไหม้ที่คลังเก็บน้ำมันสองแห่ง”


โคแฟคเตือนภัย “Deepfake” ระบาดหนัก เปิดกลยุทธ์ “3ส.” สกัดข่าวลวง AI ก่อนโลกปั่นป่วน

COFACT จัดเสวนาออนไลน์ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าวEP.34″ เพื่อให้ความรู้ประชาชนในการรับมือกับข่าวลวงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความขัดแย้งสูงและเทคโนโลยีการปลอมแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยว่าปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น จนบางครั้งแยกไม่ออกว่าอะไรจริงหรือปลอม โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญวิกฤตความขัดแย้ง เช่น สงครามในตะวันออกกลาง ข้อมูลข่าวสารรูปแบบ”ปัญญาประดิษฐ์” ถูกนำมาใช้สร้างความสับสนอย่างเป็นระบบ บางกรณีเป็นการสร้างเนื้อหาปลอมทั้งหมด (Deepfake) หรือบางกรณีเป็นการใช้รูปภาพจริงมาบิดเบือนบริบทเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดซึ่งถือเป็นความเสี่ยงระดับโลก (Global Risk) ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้

ด้าน อาจารย์สุทธิมนัส ชินอัครพงศ์ จากภาควิชานิเทศศาสตร์ฯคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างข่าวปลอมยุคเก่าและยุคใหม่ว่า ในอดีตเรามักพบ”Cheapfake” หรือการปลอมแปลงแบบง่าย ๆ เช่น การตัดต่อภาพลวก ๆ หรือการนำภาพเก่ามาเล่าใหม่ในบริบทผิด ๆ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาสู่ “Deepfake” ที่ใช้กลไกซับซ้อน สามารถทำให้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงดูเหมือนเกิดขึ้นจริงได้ เช่น การทำให้ภาพนิ่งเคลื่อนไหวหรือสั่งให้คนพูดในสิ่งที่ไม่ได้พูดจริง ด้วยต้นทุนที่ถูกลงมหาศาลเหลือเพียงครั้งละไม่ถึง 100 บาท และใช้เวลาผลิตเพียงไม่กี่นาที ทำให้ปริมาณข่าวลวงพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับการตรวจสอบเบื้องต้น อาจารย์สุทธิมนัสได้แนะนำจุดสังเกตสำคัญ 3 องค์ประกอบ คือ 1. ภาพนิ่ง: ให้สังเกตความบิดเบี้ยวของตัวหนังสือที่มักจะซ้อนทับกันหรืออ่านไม่ออก รูปร่างของคนที่อยู่พื้นหลังอาจดูผิดปกติคล้ายซอมบี้ รวมถึงหลักฟิสิกส์ของแสงและเงาที่อาจไม่สัมพันธ์กัน 2. วิดีโอ: ให้ดูความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวเช่น การเดินที่ขาสลับข้างกันอย่างไม่เป็นธรรมชาติ การกะพริบตาที่ผิดปกติ และการขยับปากที่ไม่ตรงกับเสียง (Lip-sync) 100% และ3. เสียง: สังเกตจังหวะการหายใจและการเว้นวรรคตอนที่อาจจะต่อเนื่องกันเกินไปจนผิดธรรมชาติมนุษย์

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังได้ยกตัวอย่างกรณีคลิปเหตุการณ์ระเบิดในต่างประเทศที่ตรวจสอบพบว่าเป็น AI โดยสังเกตจากตึกที่ไม่ได้รับความเสียหายหลังการระเบิด และเศษวัตถุที่ลอยอยู่บนฟ้าหายวับไปก่อนจะตกถึงพื้น รวมถึงคลิปการลักลอบส่งน้ำมันที่พบว่าตัวหนังสือในคลิปมีการเปลี่ยนแปลงตัวสะกดไปมาระหว่างเล่น และรถบรรทุกบนเรือที่สามารถ “รวมร่าง” กันได้ ซึ่งผิดหลักฟิสิกส์อย่างชัดเจน ทั้งนี้ แนะนำให้ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ เช่น Google Lens เพื่อค้นหาที่มาของภาพ, เว็บไซต์ AI Detector ต่าง ๆ หรือการส่งรูปให้ Gemini AI ช่วยตรวจสอบลายน้ำดิจิทัล (SynthID) ที่Google ฝังไว้ในภาพจาก AI

ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรได้มอบหลักคิด “3ส.” เพื่อให้ประชาชนใช้ “ตั้งการ์ด” ป้องกันตนเอง คือ 1. สต็อป (Stop) หยุดคิดก่อนแชร์ว่าเนื้อหานั้นกระตุ้นอารมณ์โกรธหรือความกลัวเกินไปหรือไม่ 2. สังเกต (Look) จับผิดร่องรอยความไม่เป็นธรรมชาติตามจุดต่าง ๆ และ 3. สืบ (Search) ค้นหาแหล่งที่มาที่เป็นทางการว่ามีใครยืนยันข้อเท็จจริงนี้บ้าง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มที่หวังผลประโยชน์จากยอดวิวหรือความขัดแย้งทางการเมือง

สารพัดคลิป-ภาพเก่าถูกขุดมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพอิสราเอลถูกโจมตีในการสู้รบตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งในและต่างประเทศนำคลิปวิดีโอและภาพนิ่งของเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 มาเผยแพร่ซ้ำโดยให้ข้อมูลเท็จว่าเป็นภาพความเสียหายในอิสราเอลจากการโจมตีของอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

แม้ว่าอิสราเอลจะถูกโจมตีในการสู้รบในตะวันออกกลางครั้งนี้จริง แต่ภาพและคลิปจำนวนมากไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือเป็นภาพจากประเทศอื่น ผู้ที่นำภาพเหล่านี้มาสร้างความเข้าใจผิดอาจมีเจตนาจะเพิ่มยอดการเข้าชมเพื่อหารายได้จากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโดยอาศัยช่วงที่ผู้คนให้ความสนใจเรื่องวิกฤตตะวันออกกลาง 

ผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือแชร์เนื้อหาเท็จเหล่านั้น นอกจากจะไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว หลายคนยังให้ความเห็นในลักษณะที่เพิกเฉยต่อความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้น บางคนแสดงความเห็นในเชิงสะใจหรือล้อเล่นขำขันเป็นเรื่องตลก ทั้งที่ภัยจากการสู้รบหรือภัยพิบัติทั้งในปัจจุบันและในอดีตล้วนมีผู้คนเสียชีวิตและเดือดร้อนจำนวนมาก   

โคแฟครวบรวมเนื้อหาเท็จที่พบและตรวจสอบในเดือน มี.ค. 2569 ซึ่งมาไว้เป็นกรณีศึกษาถึงลักษณะการสร้างเนื้อหาเท็จในสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง

ภาพซากอาคารในฉนวนกาซา ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพกรุงเทลอาวีฟ

วันที่ 20 มี.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว​ TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน พร้อมคำบรรยายว่า “สภาพใจกลางเมืองหลวงเทลอาวีฟ อิสราเอล ณ ตอนนี้” และอ้างว่าภาพนี้ถ่ายโดยแรงงานชาวอีสานที่ไปรับจ้างปลูกผักในอิสราเอล (ลิงก์บันทึก)


🔎Fact-check: สถานที่ในภาพไม่ใช่กรุงเทลอาวีฟ แต่เป็นฉนวนกาซา ถ่ายโดยช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2568  คำบรรยายภาพระบุว่า “ชาวปาเลสไตน์เดินผ่านซากปรักหักพังของอาคารในเมืองกาซาที่ถูกอิสราเอลโจมตี” ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพชุด “กาซาเป็นอย่างไร หลังตกอยู่ในสงครามมานาน 15 เดือน” ที่รอยเตอร์สเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568

คลิปแผ่นดินไหวในตุรกีเมื่อปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอลเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน

ช่วงต้นเดือน มี.ค. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในต่างประเทศโพสต์คลิปวิดีโอสภาพเมืองที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยอ้างว่าเป็นกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอลถูกอิหร่านโจมตี โดยมีคำบรรยาย เช่น “ผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน อิหร่านเปลี่ยนเทลอาวีฟให้กลายเป็นนรก” และ “ความตายมาถึงอิสราเอล” 

🔎Fact-check: สถานที่ในคลิปไม่ใช่กรุงเทลอาวีฟแต่เป็นภาพความเสียหายในจังหวัดคาห์รามันมาราซ ประเทศตุรกี หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50,000 ราย

ภาพเมืองหลวงเลบานอนถูกอิสราเอลโจมตี ถูกนำมาอ้างเท็จว่าอิสราเอลถูกถล่มด้วยขีปนาวุธอิหร่าน

วันที่ 19 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mantanakorn Boonkrong” โพสต์คลิปวิดีโอซากอาคารและความเสียหายในเมืองแห่งหนึ่ง พร้อมข้อความบรรยายว่าที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเป็นเมืองในอิสราเอลหลังถูกขีปนาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงของอิหร่านโจมตี

🔎Fact-check: ภาพนี้ไม่ใช่เมืองในอิสราเอล แต่เป็นย่าน Haret Hreik ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ที่ถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569

ภาพผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ในสหรัฐฯ ถูกอ้างเท็จว่าอิหร่านโจมตีเครื่องบินอิสราเอล

วันที่ 1 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จอน เพชร” โพสต์คลิปวิดีโอเครื่องบินจอด มีกลุ่มควันและคนวิ่งหนีออกมา ฝังข้อความว่า “เครื่องบินอิสราเอลถูกโจมตีจากอิหร่าน” ด้านล่างมีคำบรรยายภาษาอาหรับ ใช้เครื่องมือแปลสรุปใจความได้ว่า เครื่องบินของอิสราเอลถูกโจมตีที่สนามบินเบน กูเรียนในอิสราเอล เพื่อล้างแค้นให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล

  
🔎Fact-check: เครื่องบินในภาพเป็นของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ไม่ใช่ “เครื่องบินอิสราเอล” สังเกตได้จากสัญลักษณ์ที่หางเครื่องบิน คลิปนี้เป็นเหตุการณ์ที่สนามบินเดนเวอร์ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568 เครื่องบินลำนี้เกิดไฟลุกไหม้จากเหตุผิดปกติของระบบฐานล้อ ทำให้ต้องอพยพผู้โดยสารด้วยการสไลด์ออกจากเครื่องบินลงมาที่รันเวย์

คลิปไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบปี 68 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีอิสราเอลในการสู้รบตะวันออกกลาง

วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชี X “มณีแดง” โพสต์คลิปวิดีโอผู้คนกำลังแตกตื่นวิ่งหนีออกมาจากอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ และบรรยายว่า “ดูไบในตอนนี้” (ลิงก์บันทึก)

จากนั้นในวันที่ 16 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Ridwan Munoh” โพสต์คลิปเดียวกัน ฝังข้อความ” อิสราเอล อัพเดทสถานการณ์วันนี้ โดนลูกยาวอีกแล้ว” และบรรยายว่า “อัพเดทสถานการณ์อิสราเอลอิหร่าน” ซึ่งมียอดรับชมกว่า 1.2 แสนครั้ง ณ วันที่ 18 มี.ค. (ลิงก์บันทึก)

🔎Fact-check: คลิปนี้ไม่เกี่ยวกับการโจมตีหรือการสู้รบ แต่เป็นภาพไฟไหม้ที่ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกชาวไทยอ้างว่าเป็นเหตุโจมตีอิสราเอลและดูไบในสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ซ้ายและกลาง) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในดูไบโพสต์เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 โดยระบุว่าเป็นเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ภาพเหตุระเบิด-ไฟไหม้บ้านในสหรัฐฯ เมื่อปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล

วันที่ 14 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” โพสต์คลิปวิดีโอบ้านหลังหนึ่งเกิดระเบิดและมีไฟลุกท่วม ฝังข้อความว่า “เกิดเหตุรุนแรงจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” และบรรยายว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอาคารในเมืองกาลิลี ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล คาดว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 58 คน (ลิงก์บันทึก)


🔎Fact-check: บ้านในคลิปนี้ไม่ได้อยู่ในอิสราเอลและไม่ได้ถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตี แต่เป็นเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บ้านในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2566 

เปรียบเทียบภาพที่บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” อ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล (ซ้าย) กับภาพที่สื่อสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ประกอบรายงานข่าวชายคนหนึ่งยิงปืนและจุดพลุในบ้านที่รัฐเวอร์จิเนีย ก่อนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้

คลิปอิหร่านโจมตีอิสราเอล รถไฟไหม้-อาคารเสียหายเป็นภาพเหตุการณ์เก่าเมื่อปี 2568

วันที่ 15 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 5 วินาที เป็นภาพรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ ฝังข้อความว่าอิหร่านโจมตีอิสราเอลอย่างหนักทำให้รถหลายคันเกิดไฟไหม้ และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีการสู้รบกันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ


🔎Fact-check: เป็นภาพเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงจรวดโจมตีอิสราเอลจริง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. 2568 ที่เมือง Beersheba ไม่ใช่การสู้รบในเดือน มี.ค. 2569

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” (ซ้าย) กับภาพจากคลิปที่สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568

ภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐฯ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล

วันที่ 10 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Mtoday” โพสต์คลิปเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่ง ฝังข้อว่า “บ้านพักเนทันยาฮูในกองเพลิง” และข้อความภาษาอาราบิกแปลเป็นไทยได้ว่าไฟไหม้บ้านของเนทันยาฮูคำบรรยายในโพสต์ระบุว่าบ้านพักของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลถูกโจมตีด้วยมิสไซล์ ทำให้พี่ชายของเขาเสียชีวิต ส่วนเนทันยาฮูยังไม่รู้ชะตากรรม 

🔎Fact-check: ไม่ใช่ภาพเพลิงไหม้บ้านพักของเนทันยาฮู แต่เป็นภาพเพลิงไหม้บ้านที่พาร์คเพลส เมืองกัลโลเวย์ แอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างว่าเป็นเหตุโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล (ซ้าย) กับภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในแอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “hcbphotography” เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569

คลิปเหตุชุลมุนในกรุงเทลอาวีฟปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวอิสราเอลวิ่งหนีการโจมตีของอิหร่าน


วันที่ 2 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Prakaikan Kumtap” (ลิงก์บันทึก) และบัญชี X “มณีแดง” (ลิงก์บันทึก) โพสต์คลิปวิดีโออ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอลกำลังแตกตื่นวิ่งหนีหาที่หลบภัยจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน


🔎Fact-check: ไม่ใช่ภาพอิสราเอลวิ่งหนีการโจมตีของอิหร่าน แต่เป็นภาพเหตุชุลมุนในงานวันวีรชน (Memorial Day) ที่จัตุรัสฮาบิมา ในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอลเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2568 เนื่องจากตำรวจใช้กำลังเข้าควบคุมตัวชายต้องสงสัยคนหนึ่งทำให้ประชาชนเกิดความแตกตื่น



Bitkub ยืนยันไม่มีแอปฯ Bitkub Desktop เตือนอย่าคลิกลิงก์ อย่าเข้าสู่ระบบ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โฆษณาชวนดาวน์โหลด Bitkub Desktop รับฟรี 50 KUB 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและหลอกลวง** Bitkub ยืนยันว่าไม่มีแอปพลิเคชัน Bitkub Desktop เตือนอย่าหลงเชื่อ เสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 มี.ค. 2569 มีประชาชนแจ้งเข้ามาในระบบตรวจสอบข่าวของโคแฟค ว่าพบเห็นโฆษณาบนเฟซบุ๊กเชิญชวนให้ดาวน์โหลด Bitkub Desktop โดยอ้างว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ “ปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถจัดการคำสั่งซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ” และเมื่อดาวน์โหลดแล้วจะได้รับเหรียญดิจิทัล 50 KUB เข้าบัญชีทันที 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: Bitkub Exchange ผู้ประกอบการด้านแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยืนยันกับโคแฟคเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ว่าบริษัทไม่มีแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Bitkub Desktop และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้จัดทำและเผยแพร่โฆษณาที่ชวนดาวน์โหลดแอปดังกล่าวเพื่อรับเหรียญดิจิทัล และเตือนประชาชนว่าอย่าเชื่อข้อความเชิญชวนให้ดาวน์โหลดหรือล็อกอินผ่านลิงก์หรือโฆษณา และตรวจสอบให้มั่นใจว่ามาจากช่องทางทางการของ Bitkub เท่านั้นโดยสังเกตเครื่องหมายถูกสีฟ้า (Verified Badge) หลังชื่อโปรไฟล์

โคแฟคพบว่าโฆษณานี้เป็นเนื้อหาหลอกลวงที่เผยแพร่มาตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก “Bitkub” ได้เคยโพสต์ข้อความเตือนภัยเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2568 ว่าโฆษณานี้มีเจตนาหลอกล่อให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมและชักชวนให้รับเหรียญ KUB ขอให้ประชาชนอย่าคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ และงดเว้นการให้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หรือรหัสผ่านแก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด

วันที่ 19 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bitkub” โพสต์แจ้งเตือนว่าโฆษณาหลอกลวงให้กดลิงก์ดาวน์โหลด Bitkub Desktop กลับมาระบาดอีกครั้ง “หากเห็นโฆษณาแจก 50 KUB อย่าคลิกลิงก์ อย่าเข้าสู่ระบบเด็ดขาด”

ไม่พบที่มาหรือรายงานข่าวที่เชื่อถือได้ว่านายกฯ อิตาลีแสดงความไม่พอใจ “ทรัมป์” อย่างรุนแรง

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: จอร์เจีย เมโลนี นายกฯ อิตาลี กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ฉันต้องการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าใจอย่างชัดเจนว่าอิตาลีจะไม่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับสงครามของคุณ”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่านายกฯ อิตาลีกล่าวถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางและตอบโต้ทรัมป์ด้วยถ้อยคำนี้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 มี.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Muhyiddin Yiding” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 74,000 บัญชี โพสต์ภาพจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี พร้อมข้อความว่าเมื่อวันที่ 20 มี.ค. เมโลนีแถลงข่าวแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำวิจารณ์ของทรัมป์ที่กล่าวหาว่าองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ไม่ยอมทำตามคำร้องขอให้ช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านควบคุมอยู่ (ลิงก์บันทึก)

ผู้โพสต์เผยแพร่ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของนายกฯ เมโลนี เช่น 

  • “ฉันต้องการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าใจอย่างชัดเจนว่า อิตาลีจะไม่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับสงครามของคุณ และเราจะไม่รับผลที่ตามมาจากการกระทำที่ประมาทของคุณ” 
  • “คุณต้องเข้าใจว่าคุณเป็นเพียงประธานาธิบดีของอเมริกา ไม่ใช่ประธานาธิบดีของอิตาลี ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี และคุณไม่มีอำนาจเหนืออธิปไตยของประเทศเหล่านี้ เราไม่ใช่ข้าราชบริพารของคุณ”
  • “เราเป็นประเทศอธิปไตยและการตัดสินใจของเรามาจากผลประโยชน์ของประชาชนของเรา ไม่ใช่จากทำเนียบขาว” 
  • “คุณ (ทรัมป์) นั่นแหละที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัย…คุณมีหน้าที่ต่อหน้าชาวโลกที่จะต้องฟื้นฟูช่องแคบให้กลับมาปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันเหมือนเดิม แก้ไขสิ่งที่คุณทำลายไปซะ”
  • “ยุโรปจะไม่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นถูกหรือผิด และอิตาลีปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสงครามนี้ ซึ่งเราจะได้รับแต่ความเสียหายเท่านั้น”

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 1,000 ครั้ง ณ วันที่ 23 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: อิตาลีมีขนาดเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และนาโต คำพูดของผู้นำอิตาลีเรื่องการสู้รบในตะวันออกกลางและการตอบโต้ผู้นำสหรัฐฯ ด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้ย่อมต้องถูกรายงานโดยสำนักข่าวทั่วโลก แต่เท่าที่โคแฟคตรวจสอบได้ คำพูดดังกล่าวไม่ปรากฏในรายงานข่าวของสื่อใดเลยรวมถึงสื่อในอิตาลี

เว็บไซต์ทางการของรัฐบาลอิตาลี (governo.it) ซึ่งเผยแพร่แถลงการณ์และถ้อยแถลงที่สำคัญของนายกฯ เมโลนี ก็ไม่มีข้อมูลนี้เช่นกัน ขณะที่เฟซบุ๊ก “Giorgia Meloni” ซึ่งเป็นบัญชีทางการของเธอที่มีผู้ติดตามมากกว่า 4.2 ล้านราย และมักเผยแพร่คลิปการให้สัมภาษณ์ แถลงข่าวหรือสารจากนายกฯ ก็ไม่มีคำพูดถึงทรัมป์ตามที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยกล่าวอ้าง

โพสต์ดังกล่าวระบุว่าเมโลนีแสดงความไม่พอใจทรัมป์ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าวันที่ 19-20 มี.ค. นายกฯ อิตาลีเข้าร่วมประชุมผู้นำสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม 

ช่วงเย็นวันที่ 19 มี.ค. เว็บไซต์รัฐบาลอิตาลีเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เธอให้สัมภาษณ์สื่อในประเด็นวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งเมโลนีกล่าวว่าประเทศสมาชิกอียูไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง แต่มุ่งมั่นที่จะใช้วิถีทางทางการทูตเพื่อลดระดับความตึงเครียด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

สำหรับประเด็นความปลอดภัยในการเดินเรือ อิตาลีได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับรัฐบาลอีก 6 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และแคนาดา ประณามอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและเรียกร้องให้ยุติการโจมตีหรือขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในช่องแคบทันที โดยเมโลนีย้ำในการแถลงข่าวว่า “ยังไม่มีการพิจารณาถึงการใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ”  

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มี.ค. เมโลนีแถลงต่อที่ประชุมสภาอิตาลีเกี่ยวกับวิกฤตตะวันออกกลางโดยเธอกล่าวในช่วงหนึ่งว่า “ดิฉันขอพูดให้ชัดว่าอิตาลีไม่มีส่วนร่วมกับการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และไม่มีเจตนาจะเข้าร่วม”

เมโลนีวิจารณ์การโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า “อยู่นอกเหนือกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ” และเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่อันตราย ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่าเป็นการวิจารณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพูด

โคแฟคไม่พบรายงานข่าวหรือข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าเมโลนีตอบโต้คำวิจารณ์ของทรัมป์ที่ตำหนินาโตว่าไม่ช่วยปกป้องช่องแคบฮอร์มุซนั้น แต่เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2569 ก่อนหน้าการโจมตีอิหร่าน เมโลนีได้ตอบโต้ทรัมป์ที่วิจารณ์นาโตว่าเอาแต่ “หลบอยู่ข้างหลัง” ในปฏิบัติการที่อัฟกานิสถาน 

เมโลนีกล่าวว่าเธอรู้สึก “ประหลาดใจ” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเช่นนั้น เพราะอิตาลีและประเทศพันธมิตรนาโตได้ร่วมต่อต้านการก่อการร้ายกับสหรัฐฯ อย่างเต็มกำลัง รวมทั้งส่งทหารหลายพันนายไปปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน จนทำให้ทหารอิตาลีเสียชีวิตถึง 53 นายและบาดเจ็บมากกว่า 700 นาย

“ด้วยเหตุนี้ คำวิจารณ์ว่านาโตไม่ทำอะไรในอัฟกานิสถานนั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นคำวิจารณ์จากประเทศพันธมิตรของเรา อิตาลีและสหรัฐฯ เป็นมิตรประเทศที่มีความร่วมมือกันมายาวนาน แต่มิตรภาพต้องมาพร้อมกับความเคารพซึ่งกันและกัน” เมโลนีระบุในถ้อยแถลงที่รัฐบาลอิตาลีเผยแพร่บนเว็บไซต์

📌 ข้อสรุปโคแฟค: แม้นายกฯ อิตาลีจะวิจารณ์การโจมตีร่วมของสหรัฐฯ-อิสราเอลในที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 11 มี.ค. และให้สัมภาษณ์สื่อระหว่างการประชุมผู้นำสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 19-20 มี.ค. โดยยืนยันว่าไม่มีการพิจารณาส่งทหารเข้าไปเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามคำร้องขอของทรัมป์ แต่ไม่มีถ้อยคำใดที่เมโลนีกล่าวถึงทรัมป์และสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางตามที่เฟซบุ๊ก “Muhyiddin Yiding” อ้างและมีผู้แชร์ต่อไปเป็นจำนวนมาก 

ถ้อยคำที่อ้างว่าเป็นคำพูดของเมโลนีก็ไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาชัดเจน และเป็นถ้อยคำที่รุนแรงผิดวิสัยที่ผู้นำประเทศจะแสดงความคิดเห็นหรือตอบโต้กันโดยเฉพาะในประเด็นวิกฤตการณ์ระดับโลก

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง