ผู้ใช้เฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับการช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้างจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไม่มีรัฐบาลของประเทศไหนใช้งบประมาณช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้างจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยกเว้นรัฐบาลไทย  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ประกาศรับผิดชอบค่าที่พักสำหรับชาวต่างชาติที่ตกค้าง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3-4 มี.ค. 2569 มีการโพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” และ “พรรคประชาชน” แสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยใช้งบประมาณในการช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้างในประเทศจากสถานการณ์ตะวันออกกลางวันละ 2,000 บาท โดยอ้างว่ามาตรการเช่นนี้ “เป็นสิ่งที่รัฐบาลต่างประเทศไม่ทำกัน” เพราะเป็นหน้าที่ของสายการบินที่จะต้องรับผิดชอบผู้โดยสารตกค้าง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 3 มี.ค. เว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยแพร่คำชี้แจงของนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว กรณีเงินเยียวยา 2,000 บาท สำหรับนักท่องเที่่ยวต่างชาติที่ตกค้างจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ดังนี้

▪️งบประมาณเยียวยามาจากกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบกลางให้ในแต่ละปี มีระเบียบและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินที่รัดกุมชัดเจน

▪️ในการจ่ายเงินเยียวยา กองทุนฯ จะจ่ายให้ผู้ประกอบการไทยที่รับภาระดูแลนักท่องเที่ยวตกค้างตามโรงแรมและสถานที่ต่าง ๆ โดยเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหารให้ผู้ประกอบการไทยในอัตราเฉลี่ยวันละ 2,000 บาท ไม่ได้จ่ายให้นักท่องเที่ยวโดยตรง 

▪️ขณะนี้ (4 มี.ค. 2569) ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นและยืดเยื้อจนผู้ประกอบการโรงแรมหรือภาคส่วนต่าง ๆ ไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ติดค้างได้จึงจะพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือ

สำหรับคำกล่าวอ้างที่ว่ารัฐบาลประเทศอื่นไม่มีการใช้งบประมาณของรัฐในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างนั้น โคแฟคพบว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากรัฐบาลในต่างประเทศ เช่น UAE และกาตาร์ ต่างมีมาตรการช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้าง

วันที่ 1-2 มี.ค. สื่อหลายสำนักใน UAE อาทิ Khaleej Times, The National และ Gulf News รายงานว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติประกาศรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านที่พักและอาหารทั้งหมดสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบและตกค้าง โดยเบื้องต้นมีผู้โดยสารตกค้างราว 2 หมื่นคน จากการเปลี่ยนแปลงตารางเที่ยวบิน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือทั้งการจัดหาที่พักชั่วคราว อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการจองตั๋วใหม่ตามแผนปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัติ 

The National และ Gulf News ยังรายงานด้วยว่า สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหน่วยงานระดับมลรัฐของรัฐอาบูดาบีใน UAE ออกหนังสือเวียนถึงผู้ประกอบการโรงแรม ขอให้ขยายเวลาเข้าพักของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถเดินทางกลับได้เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยทางการจะเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น   

ขณะที่สื่อของกาตาร์ อาทิ Doha News และ Qatar Living รายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งกาตาร์ (Qatar Tourism) ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงแรมขยายเวลาการเข้าพักของแขกที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 จนกว่าจะเปิดน่านฟ้าและสนามบินกลับมาดำเนินการตามปกติ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศกาตาร์จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งหมด

คลิประเบิดลงสถานีโทรทัศน์อิหร่านเป็นคลิปเก่าปี 68 และผู้ประกาศไม่ได้พูดท้าทายให้ทิ้งระเบิด

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิประเบิดลงสถานีโทรทัศน์อิหร่านหลังจากผู้ประกาศข่าวท้าทายให้สหรัฐฯ ทิ้งระเบิด

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นคลิปเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 และผู้ประกาศข่าวไม่ได้พูดท้าทายให้ทิ้งระเบิด

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bright TV” เผยแพร่คลิปวิดีโอภาพเหตุโจมตีสถานีโทรทัศน์อิหร่านทำให้ผู้ประกาศหญิงต้องหนีเอาชีวิตรอดขณะกำลังออกอากาศสด ในคลิปฝังข้อความ “พูดปุ๊บ ลงปั๊บ สื่ออิหร่านท้าทายระเบิดมะกัน ก่อนโดนสอยยับคาจอใน 5 วินาที” คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “สื่ออิหร่านคุยโวระเบิดทำอะไรไม่ได้ พริบตาเดียวขีปนาวุธลงกลางกบาลคาห้องส่ง” และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน คลิปนี้มียอดชมมากกว่า 3.2 ล้านครั้ง ณ วันที่ 4 มี.ค. (ลิงก์บันทึก)

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. บัญชีเฟซบุ๊ก “Thuethan Prasobchoke” เผยแพร่คลิปเดียวกันนี้พร้อมคำบรรยายว่า”สื่อของรัฐบาลอิหร่านกำลังบอกว่า ‘ไม่มีระเบิดลูกไหนส่งมาถึงพวกเราได้ เพราะอัลเลาะห์คุ้มครองเราอยู่’ ซักพักก็อย่างที่เห็น จังหวะซิทคอมมาก” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:  

▪️คลิปเก่าปี 2568 

ภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 ที่ห้องส่งของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่าน (Islamic Republic of Iran Broadcasting: IRIB) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสู้รบกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

สำนักข่าวหลายสำนัก เช่น BBC, Aljazeera, France24 และ euronews รายงานว่ากองทัพอิสราเอลโจมตีสถานีโทรทัศน์ IRIB ขณะที่ผู้ประกาศหญิงกำลังรายงานข่าวอยู่ในห้องส่ง ทำให้การออกอากาศต้องยุติลงชั่วคราว เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย หนึ่งในนั้นเป็นบรรณาธิการข่าว

▪️ ผู้ประกาศข่าวในคลิปไม่ได้พูดว่า “ไม่มีระเบิดลูกไหนส่งมาถึงพวกเราได้ เพราะอัลเลาะห์คุ้มครองเราอยู่”

สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่าขณะเกิดเหตุ ซาฮาร์ เอมามี ผู้ประกาศข่าวหญิงในคลิปนี้กำลังบรรยายเสียงของเครื่องบินรบและระเบิดที่ดังกระหึ่มอยู่ด้านนอก เธอพูดว่า “นี่คือเสียงของผู้รุกรานที่กำลังทำลายความจริง” จากนั้นไม่กี่วินาทีเสียงระเบิดก็ดังขึ้น ห้องส่งไฟดับลงชั่วคราว ฝุ่นคละคลุ้ง ทีมงานบอกให้เธอออกมา ซาฮาร์ลุกหนีเอาชีวิตรอด และมีเสียงทีมงานผู้ชายกล่าวคำสรรเสริญอัลเลาะห์

โคแฟคตรวจสอบคำพูดของผู้ประกาศข่าวด้วยการนำคำบรรยายแทนเสียง (closed caption) ในยูทูบไปเข้าเครื่องมือแปลภาษาพบว่ามีเนื้อหาตรงกับข้อความที่อัลจาซีรารายงาน 

คำพูดของผู้ประกาศข่าวสรุปความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เสียงที่คุณกำลังได้ยินเป็นเสียงของผู้รุกรานที่กำลังบุกรุกบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เสียงของผู้รุกรานที่กำลังทำลายเสียงแห่งความจริง เสียงของผู้รุกรานที่กำลังคุกคามความจริง”

เปิดโปงขบวนการไอโอ สงครามข้อมูลลวงที่คนไทยต้องรู้เท่าทัน

วันที่ 3 มีนาคม 2569 รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.31” ได้มีการเสวนาหัวข้อ “IO – OMG! ไอโอคืออะไร แล้วเราจะเท่าทันได้อย่างไร?” โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์เจาะลึกถึงเบื้องหลังปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่กำลังสร้างความปั่นป่วนในสังคมไทยและระดับสากล

ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ  นักวิชาการประจำสถาบัน German Institute of Global and Area Studies (GIGA) และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารถูกใช้เป็นอาวุธ โดยคำว่า IO หรือ Information Operation ในทางวิชาการเรียกว่า Influence Operation คือการตั้งใจปั่นข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างอิทธิพลต่อความรับรู้ของประชาชน ผ่านกลลวงทั้งในเชิงเนื้อหา (Content) ที่อาจไม่ใช่การโกหก 100% แต่เป็นการบอกความจริงเพียงครึ่งเดียวหรือบิดเบือนประวัติศาสตร์ และการฉวยใช้กลไกอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นปรากฏต่อสายตาสาธารณชนในวงกว้าง

ดร.จันจิรา ได้แนะวิธีสังเกตบัญชีไอโอว่ามักจะมีพฤติกรรมที่ผิดปกติเช่น การโพสต์เนื้อหาเดียวกันซ้ำๆ ในหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน(Cross-platform) การโพสต์ในช่วงเวลาที่คนปกติหลับนอน หรือบัญชีที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี AI หรือ Generative AI ในการสร้างรูปโปรไฟล์ที่ดูเหมือนคนจริงจน Google Reverse Image Search ก็จับไม่ได้ รวมถึงการใช้ AI ช่วยผลิตคำด่าทอที่ดูเป็นธรรมชาติเพื่อใช้ในการ “ทัวร์ลง” หรือโจมตีเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

ในประเด็นเรื่องงบประมาณภาษีของประชาชน ดร.จันจิรา ยอมรับว่ามีหลักฐานสาธารณะที่ชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ แม้จะไม่มีการระบุงบประมาณโดยตรงว่าใช้เพื่อทำ IO โจมตีผู้เห็นต่าง แต่สามารถสังเกตได้จากงบด้านความมั่นคงที่แฝงมาในรูปแบบการอบรม การใช้สื่อหรือการประชาสัมพันธ์ที่ผิดปกติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการฟ้องร้องของภาคประชาชนที่พบว่าผู้ถูกกระทำมักเป็นบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของรัฐ

ด้าน คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าในยุคที่สงครามข้อมูลข่าวสารรุนแรง การตั้งรับเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะยอดการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-check) มักตามไม่ทันยอดการปั่นข่าวลือ สิ่งที่ทำได้คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้พลเมืองมีความสงสัยและไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ดูรุนแรงเกินจริง ขณะเดียวกันก็ต้องผลักดันให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแสดงความรับผิดชอบในการจัดการกับบัญชีที่ถูกจัดตั้งมาเพื่อลวงการรับรู้

ท้ายที่สุด ดร.จันจิรา เสนอว่าสังคมไม่ควรยอมรับว่าการทำ IO เป็นเรื่องปกติของภาครัฐ และสเต็ปถัดไปคือการตรวจสอบผ่านกลไกรัฐสภาเพื่อตัดงบประมาณที่นำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงยุบหน่วยงานไซเบอร์ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากรัฐควรสร้างความชอบธรรมผ่านผลงานและการสื่อสารที่โปร่งใส ไม่ใช่อาศัยปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารมาสร้างความชอบธรรมแบบหลวมๆ เพื่อมอมเมาประชาชน

โคแฟคไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่าจีนส่งเรือรบ 100 ลำประชิดไต้หวัน ด้านกลาโหมไต้หวันรายงานพบเรือรบจีน 5 ลำ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เรือรบจีน 100 ลำ ประชิดช่องแคบไต้หวัน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ยังไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลจริง**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Paisal Puechmongkol” ผู้ติดตามกว่า 2 แสนบัญชี โพสต์ข้อความว่า “ด่วน จีนส่งเรือรบ 100 ลำประชิดน่านน้ำไต้หวัน” โดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่าความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์นของสหรัฐอเมริกาเคลื่อนย้ายจากทะเลจีนใต้ไปตะวันออกกลาง สหรัฐฯ จึงไม่มีกองเรือปกป้องไต้หวันในขณะนี้ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหารายงานข่าวของสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ในวันที่ 3 มี.ค. 2569 และย้อนหลัง 1 สัปดาห์ ไม่พบรายงานข่าวเรื่องจีนส่งเรือรบ 100 ลำประชิดไต้หวัน 

ขณะที่กระทรวงกลาโหมไต้หวันซึ่งมีระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวในน่านน้ำและน่านฟ้ารอบไต้หวันระบุในรายงานประจำวันที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ mnd.gov.tw ว่าตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 2 มี.ค. ถึง เวลา 06.00 น. ของวันที่ 3 มี.ค. 2569 พบความเคลื่อนไหวของเรือรบจีนจำนวน 5 ลำ

กระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยแพร่รายงานความเคลื่อนไหวในน่านน้ำและน่านฟ้ารอบไต้หวันประจำวันทางเว็บไซต์ โดยรายงานประจำวันที่ 3 มี.ค. 2569 ระบุว่าพบเรือรบของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army Navy: PLAN) จำนวน 5 ลำ

ส่วนความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัมลินคอล์นของสหรัฐฯ นั้น สำนักข่าวอย่างน้อย 2 แห่ง คือ South China Morning Post และ Newsweek รายงานเมื่อวันที่ 15-16 ม.ค. 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก NewsNation สถานีข่าวเคเบิลในสหรัฐฯ และภาพดาวเทียมว่าเรือยูเอสเอสอับราฮัมลินคอล์นที่มาประจำการชั่วคราวในทะเลจีนใต้ได้เคลื่อนออกจากทะเลจีนใต้ไปยังตะวันออกกลาง

วันที่ 3 มี.ค. 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่ภาพเครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์นในปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีอิหร่านจากตำแหน่งที่ไม่เปิดเผย

นักโภชนาการระบุยังไม่มีงานวิจัยว่าการดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวจะมีสรรพคุณต่อสุขภาพเป็นพิเศษ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวตอนท้องว่างช่วยลดน้ำหนักและลดการอักเสบในเซลล์

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน/เนื้อหาเกินจริง** ไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการรับประทานแยกกันตามปกติ

📝  เนื้อหาโดยสรุป: เนื้อหาเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันมะกอกผสมมะนาวถูกนำมาแชร์บนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2568 จนกลายเป็นกระแสนิยมในหมู่ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักหรือค้นหาวิธีชะลอวัยใหม่ ๆ จนถึงปัจจุบัน 

หนึ่งในโพสต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือวิดีโอติ๊กตอกเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2568 ของผู้ใช้งานชื่อ “tunyakarns” ซึ่งแนะนำให้ผสมน้ำมันมะกอกและมะนาวปริมาณราว 15-20 มล. เพื่อดื่มก่อนรับประทานอาหารเช้า เนื่องจากมีสรรพคุณต่อสุขภาพหลายประการไม่ว่าจะเป็นช่วยลดความหิว ลดไขมันเลว ปรับระดับฮอร์โมน ลดการอักเสบในระดับเซลล์ ทำให้ผิวสวยจากภายใน วิดีโอนี้มียอดรับชมมากกว่า 246,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 2,600 ครั้ง ณ วันที่ 3 มี.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่ามีการเผยแพร่คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับสรรพคุณของน้ำมันมะกอกในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2561 เช่น น้ำมันมะกอกผสมมะนาวล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดีได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้เคยออกมาหักล้างคำกล่าวอ้างนี้ในปี 2563 แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้คำกล่าวอ้างเรื่องน้ำมันมะกอกผสมมะนาวช่วยลดน้ำหนักได้กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง 

รศ.ดร. วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับโคแฟคว่าทั้งน้ำมันมะกอกและมะนาวต่างเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในปัจจุบันยังไม่มีเอกสารงานวิจัยทางคลินิกแบบเจาะจงที่ยืนยันว่าการผสมสองสิ่งนี้ดื่มตอนท้องว่าง “จะให้ผลลัพธ์ที่วิเศษหรือเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เหนือไปกว่าการรับประทานแยกกัน”

น้ำมันมะกอกชนิดสกัดเย็น (extra virgin olive oil) อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด และมีสารโอลีโอแคนทัล (Oleocanthal) ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้จริง ส่วนเลมอนหรือมะนาวนั้นมีกรดซิตริกที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของนิ่วในไตบางชนิดได้ รวมถึงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. วันทนีย์กล่าวว่าไม่มีความจำเป็นต้องฝืนดื่มขณะท้องว่างหากรู้สึกเลี่ยนหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร การดื่มน้ำมันมะกอกซึ่งให้พลังงานราว 130 กิโลแคลอรีต่อหนึ่งช้อนโต๊ะ อาจทำให้รู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น แต่ถ้าดื่มแล้วไม่ได้ควบคุมอาหารมื้ออื่น ๆ ก็อาจทำให้น้ำหนักขึ้นจากพลังงานที่เพิ่มมาได้ การรับประทานน้ำมันมะกอกผสมมะนาวจึงไม่สามารถช่วยลดน้ำหนักหากยังทานของทอด ของมัน ในมื้ออาหารปกติ และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

รศ.ดร. วันทนีย์แนะนำว่าหลักการที่ถูกต้องคือ “การทดแทน” ไม่ใช่ “การบวกเพิ่ม” หากต้องการลดไขมันเลว ก็สามารถใช้น้ำมันมะกอกประกอบอาหารแทนที่ไขมันเลวในชีวิตประจำวัน เช่น เปลี่ยนจากใช้น้ำมันปาล์มหรือเนยมาเป็นน้ำมันมะกอกแทน หรือสามารถรับประทานแยกกันหรือผสมในมื้ออาหารปกติในลักษณะของน้ำสลัดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานส่วนเกินโดยไม่จำเป็น

เกล็ดน้ำแข็งบนแก้วที่แช่เย็นจัด ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะจากการแช่เย็นจัด ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **กรมอนามัยระบุว่า หากแก้วถูกแช่ในช่องแข็งที่จัดไว้เฉพาะ มีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอก็ปลอดภัยสำหรับการบริโภค**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 ก.พ. 2569 บัญชีผู้ใช้ X แชร์คลิปวิดีโอเป็นภาพการนำแก้วที่แช่ไว้ในช่องแช่แข็งจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะหนามาใส่นมและกาแฟลงไป โดยให้ข้อมูลว่าเป็นภาพจากร้านกาแฟที่เสิร์ฟเมนูกาแฟเย็นในแก้วซึ่งแช่ไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ -86°C  

ผู้ใช้ X รายนี้ตั้งคำถามว่า การเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่แช่เย็นจัดจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะทั่วแก้วแบบนี้ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: การเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่ถูกนำไปแช่เย็นจัดที่อุณหภูมิติดลบจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะทั่วทั้งใบเป็นที่นิยมของร้านกาแฟทั้งในต่างประเทศและในไทย ปัจจุบันร้านกาแฟหลายร้านโฆษณาเมนูเครื่องดื่มที่เสิร์ฟในแก้วแช่เย็นที่อุณหภูมิ -86 หรือ -87 องศาเซลเซียส

ประเด็นที่บัญชีผู้ใช้ X รายนี้สงสัยคือ เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนแก้วปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่ 

โคแฟคตรวจสอบพบว่าเมื่อปี 2566 มีผู้เผยแพร่คลิปกินน้ำแข็งที่เกาะติดผนังช่องแข็งของตู้เย็น ซึ่งต่อมา ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเตือนว่าการกินน้ำแข็งที่เกาะในช่องฟรีซนั้นมีความเสี่ยงที่ได้จะได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่อาจสะสมอยู่ในตู้เย็นและไปรวมตัวอยู่ในเกล็ดน้ำแข็งในช่องฟรีซ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่ำแต่ก็ไม่ควรทำตาม 

ข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของการดื่มเครื่องดื่มจากแก้วที่แช่ในช่องฟรีซจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอาจมาจากคำเตือนเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อโรคในเกล็ดน้ำแข็ง

โคแฟคสอบถามกรมอนามัยได้ข้อมูลว่า หากเป็นช่องแช่แข็งที่จัดไว้ใช้เฉพาะสำหรับแก้วหรือภาชนะที่จะนำมาเสิร์ฟเครื่องดื่มหรืออาหาร แยกจากอาหารดิบหรือวัตถุดิบอื่นอย่างชัดเจน มีการทำความสะอาดและควบคุมสุขลักษณะอย่างสม่ำเสมอ แก้วที่ใช้ผ่านการล้างทำความสะอาดและทำให้แห้งก่อนนำไปแช่เย็นก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนได้  

กรมอนามัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ช่องแช่แข็งในตู้เย็นทั่วไปมักเก็บอาหารดิบ เช่น เนื้อสัตว์ ดังนั้น น้ำแข็งหรือเกล็ดน้ำแข็งที่เกิดขึ้นภายในช่องแช่แข็งของตู้เย็นอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจุลชีพ เช่น Salmonella, E. coli โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีการแยกพื้นที่จัดเก็บอย่างชัดเจน จึงไม่แนะนำให้นำน้ำแข็งที่เกิดขึ้นเองในช่องแช่แข็งทั่วไปมาบริโภคโดยตรง 

นอกจากนี้ กรมอนามัยยังเตือนว่าการนำแก้วที่แช่ในช่องแช่แข็งจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะมาใส่เครื่องดื่มที่มีความร้อนอาจทำให้แก้วแตกได้เพราะการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว แต่หากใส่ของเหลวอุณหภูมิห้องหรือที่แช่เย็นลงไปก่อนแล้วค่อยเติมของเหลวที่มีความร้อนก็จะไม่เกิดปัญหานี้ 

โดยสรุป กรมอนามัยแนะนำผู้ประกอบการที่เสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่แช่เย็นจัด ดังนี้

  1. ใช้ภาชนะที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
  2. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
  3. ใช้น้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำสะอาดตามมาตรฐาน
  4. ช่องแช่แข็งที่ใช้เก็บน้ำแข็งควรแยกจากการเก็บอาหารดิบอย่างชัดเจน มีภาชนะปิดมิดชิด
  5. ทำความสะอาดตู้แช่รวมถึงอุปกรณ์อื่นอย่างสม่ำเสมอ
  6. ควบคุมสุขลักษณะสถานที่ผลิตและจัดเก็บอาหารอย่างเคร่งครัด

เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาเท็จเรื่องไฟป่ากัมพูชา สร้างคำพูดปลอมทั้งของ รมว.กต. และ สว. อังคณา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต.ตอบโต้ สว.อังคณา ยืนยันไทยไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด ใครอยากช่วยให้ออกเงินเอง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ทั้งสีหศักดิ์และอังคณาไม่ได้พูด ให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความเห็นเช่นนี้ เป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างขึ้นมาจากเนื้อหาเท็จ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1-2 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กหลายเพจโพสต์ภาพนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ประกอบข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.กต. ว่า ทางการไทยจะไม่ช่วยกัมพูชาดับไฟป่าที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และตอบโต้อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและนักสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องให้ทางการไทยช่วยเหลือกัมพูชาเรื่องไฟป่า

▪️ เพจเฟซบุ๊ก “บันทึก ไว้” โพสต์ภาพสีหศักดิ์คู่กับอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ฝังข้อความ “ไปดับเอง” และคำบรรยายว่า “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วยืนยันไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด เพราะเขมรจุดเองก็ต้องดับเอง ไทยไม่มีหน้าที่ไปช่วยดับ คุณป้านักสิทธิคนไหนอยากช่วยก็ไปช่วยเอง หรือออกเงินเองไปเลย”

▪️เพจเฟซบุ๊ก “เบื่อลุง” โพสต์ภาพสีหศักดิ์และข้อความว่า “นักสิทธิคนไหนอยากช่วยก็ช่วยกันเองเลย เขมรจุดเองต้องดับเอง ไม่ใช่หน้าที่ไทยที่จะช่วย” โดยใช้คำบรรยายเดียวกันกับโพสต์ข้างต้น (ลิงก์บันทึก)

▪️เพจเฟซบุ๊ก “Chonburi Update : ชลบุรีอัพเดท” โพสต์ภาพสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและภาพอังคณาอยู่คนละมุมของภาพ และโพสต์ข้อความว่า “ฟาดนิ่มแต่เจ็บลึก ‘สีหศักดิ์’ ตอกพวกโลกสวยจี้ไทยช่วยเขมรดับไฟ ลั่นอยากช่วยก็ใช้เงินตัวเอง อย่าผลักภาระให้ชาติ!” (ลิงก์บันทึก)

เพจเหล่านี้มีผู้ติดตามหลายหมื่นถึงหลายแสนคน และโพสต์ที่อ้างว่าเป็นคำพูดของสีหศักดิ์ตอบโต้อังคณามียอดแชร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 2 มี.ค. กต. ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของ รมว.กต. เนื้อหาทั้งหมดเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง 

โคแฟคตรวจสอบรายงานข่าวของสื่อมวลชนก็ไม่พบข่าวหรือหลักฐานว่าสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์เช่นนี้

นอกจากนี้ ข้อความที่อ้างว่า สว.อังคณาเรียกร้องให้ทางการไทยช่วยกัมพูชาดับไฟป่าก็เป็นเนื้อหาเท็จ ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ได้ข้อสรุปว่าเป็นโควทคำพูดปลอม สว.อังคณาไม่เคยพูดหรือแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น 

ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.กต. ตอบโต้ สว.อังคณา จึงเป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างขึ้นมาจากเนื้อหาเท็จเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชนและสร้างความเข้าใจผิดต่อท่าทีของทางการไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

แนวทางการตรวจสอบ “โควทคำพูดปลอม”

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอมหรือไม่ 

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด ให้ค้นหาคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

โฆษก ศธ. ยืนยัน “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “สะเทือนใจที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ ระบุสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยืนยันรัฐมนตรีไม่เคยให้สัมภาษณ์ตามข้อความนี้ นฤมลเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเด็กชาวกัมพูชาที่ถูกส่งกลับเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2568 จริง แต่ไม่ใช่ข้อความตามที่อ้างนี้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 พบบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ และ X โพสต์ภาพนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมข้อความ “ดิฉันสะเทือนใจมาก ที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ พวกเขา น่าสงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศธ. (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ช่วงเดียวกับที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาวว่าด้วยสิทธิเด็กที่รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 27 ก.พ. โคแฟคได้รับคำยืนยันจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษก ศธ. ว่า รมว.ศธ. ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ตามข้อความที่กล่าวอ้าง 

ศธ. ยังได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” เมื่อวันที่ 24 ก.พ. โดยนำภาพข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศึกษาธิการมาติดป้ายว่าเป็น “ข่าวปลอม” พร้อมกับชี้แจงว่า “ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็นข่าวปลอม ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาในไทยเท่านั้น”

เพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” โพสต์ชี้แจงเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ว่าเนื้อหานี้เป็น “ข่าวปลอม”

ศธ. ระบุด้วยว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสาระสำคัญของ ประกาศ ศธ. เรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จึงชี้แจงดังนี้

  • ประกาศฉบับนี้เป็นฉบับที่ปรับปรุงจากประกาศเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 โดยได้ตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศและเดินทางเข้ามาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย “ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น
  • ศธ. ยึดหลักสวัสดิภาพเด็กตามหลักสากลและกฎหมายไทย การจัดการศึกษาดังกล่าวยังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่ารัฐต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย
  • แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษายังมีหน้าที่ประสานงานเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก หรือออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยืนยันว่าเด็กที่พำนักในไทยสามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย 

โคแฟคนำข้อความที่อ้างว่านฤมลสะเทือนใจและสงสารเด็กกัมพูชาที่ถูกส่งกลับไปค้นหา ก็ไม่พบว่ามีสื่อมวลชนหลักสำนักใดรายงานคำพูดนี้เช่นกัน โดยพบเพียงข่าวเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นเกิดกรณีนักเรียนชาวกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และกำลังจะถูกส่งกลับ 

เว็บไซต์ ศธ. 360 องศา ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความเห็นของนฤมลต่อกรณีดังกล่าวว่า ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย

นฤมลยังกล่าวด้วยว่า จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย 

นอกจากเว็บไซต์ ศธ. 360 องศา แล้ว สื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอสและเดลินิวส์ ก็รายงานความเห็นของ รมว.ศธ. ด้วยถ้อยคำเดียวกันเช่นกัน

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งลงนามโดยนฤมลเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569 พบการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดหลายกรณี เช่น คำกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี, คลิปวิดีโอนักเรียนชาวกัมพูชาข้ามชายแดนมาเรียนในประเทศไทย วันที่ 24 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นคลิปเก่าก่อนเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา ถูกนำมาโพสต์ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผลมาจากประกาศฉบับนี้ 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

 คลิปแนะนำวิธีล้างพัดลมฝุ่นเกาะโดยไม่ต้องถอดฝาและใบพัด ด้วยการฉีดน้ำยาผสมน้ำส้มสายชูที่ใบพัด นำถุงพลาสติกครอบแล้วเปิดพัดลมเบอร์แรงสุด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/9fpk3nctmtwr


Phiten power tape สติกเกอร์แปะตัวนักกีฬา เป็นแค่ตัวช่วยเสริม ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2huq770q7q3qm


รังสิมันต์ โรม เสนอให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนพิเศษให้ชาวเมียนมา ให้เข้าไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2xmh3eq5v5tf2


รัฐบาลอนุทินกำหนดวาระเร่งด่วน กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/34fijkmwak3pu


คลิปตา-ยาย หอบเงิน 10 ล้านบริจาค รพ….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/lqhgtrqlz94t


ครีม Firmax3 รักษาโรคครอบจักรวาล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/19txbnqd3e9ah


ปัจจุบันมีการเสนอแก้ไขมาตรา 7 ทวิวรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้ลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3w55x25kwkkv8


เตรียมความพร้อมยกเลิกการให้บริการบัตร MRT และ MRT Plus ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/21bcth1151gy9


3 มีนาคมนี้ ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สายทาง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1eh0n7fhtn4ks


ไม่มีแผ่นดินไหวขนาด 6.5 ที่ จ.เลย แท้จริงเป็นการรายงานผิดพลาดของเว็บไซต์ต่างประเทศ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2gc5y2ppouyby


ทางด่วนบูรพาวิถีใช้บัตรเครดิต-เดบิตจ่ายค่าผ่านทางได้ เริ่ม 25 ก.พ. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/171mt05nv59s8


ตั้งแต่เมษา 69 แอปฯ Messenger ไม่สามารถใช้ส่งข้อความได้อีกต่อไป…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/rb1auza5szn7


ประกันสังคม ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ฟอกเลือด-ปลูกถ่าย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/arxi5k3aq4zf

คลิป AI แนะวิธีล้างพัดลม ฉีดน้ำส้มสายชูแล้วเปิดเบอร์แรงสุด นักวิชาการเตือนอย่าทำตาม เสี่ยงไฟฟ้าช็อต

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปแนะนำวิธีล้างพัดลมฝุ่นเกาะโดยไม่ต้องถอดฝาและใบพัด ด้วยการฉีดน้ำยาผสมน้ำส้มสายชูที่ใบพัด นำถุงพลาสติกครอบแล้วเปิดพัดลมเบอร์แรงสุด

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและอาจก่อให้เกิดอันตราย หยุดแชร์และอย่าทำตาม** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ของเดือด” โพสต์คลิปวิดีโอสร้างด้วย AI ความยาว 15 วินาที แนะนำวิธีทำความสะอาดพัดลมที่ฝุ่นเกาะหนาโดยไม่ต้องถอดฝาและใบพัดออกมาล้าง ด้วยการฉีดน้ำยาผสมน้ำส้มสายชูแล้วนำถุงพลาสติกคลุมไว้ จากนั้นเปิดพัดลมด้วยความแรงระดับสูงสุด จะทำให้ฝุ่นที่เกาะอยู่หลุดลงถุงทั้งหมดจนพัดลมสะอาดเหมือนใหม่

ณ วันที่ 27 ก.พ. คลิปนี้มียอดการชมมากกว่า 20 ล้านครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 26,000 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนว่าวิธีนี้มีความเสี่ยงต่ออันตรายจากกระแสไฟฟ้า เนื่องจากพัดลมที่ใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปเป็นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ 220–230 โวลต์ ภายในประกอบด้วยมอเตอร์เหนี่ยวนำ ขดลวด คาปาซิเตอร์สตาร์ต/รัน และสวิตช์หรือแผงวงจร (ในรุ่นรีโมต) ดังนั้นหากของเหลวไหลซึมเข้าไปในขดลวด โครงมอเตอร์ชุดสวิตช์ หรือแผงวงจร อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร กระแสไฟฟ้ารั่ว และอาจนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้ได้ อีกทั้งความชื้นยังทำให้ค่าความต้านทานฉนวนลดลง ส่งผลต่ออายุการใช้งานของมอเตอร์ในระยะยาว

แม้ว่าในเชิงกลศาสตร์วิธีการดังกล่าวทำให้ฝุ่นบางส่วนหลุดได้จริง เนื่องจากเมื่อใบพัดหมุนด้วยความเร็วสูงจะเกิดแรงเหวี่ยง ทำให้น้ำและฝุ่นบางส่วนกระเด็นหลุดออกจากใบพัด และถุงที่ครอบไว้จะช่วยดักของเหลวและฝุ่นเหล่านั้นไว้ได้บางส่วน แต่ก็เป็นวิธีการที่ไม่ปลอดภัย

สำหรับวิธีการทำความสะอาดพัดลมอย่างปลอดภัย มีดังนี้

 1. ตัดกระแสไฟฟ้าก่อนเสมอ โดยการถอดปลั๊ก และรอประมาณ 5–10 นาที เพื่อให้คาปาซิเตอร์คายประจุ

 2. ถอดชิ้นส่วน ได้แก่ ตะแกรงหน้า–หลัง ใบพัด และแยกเฉพาะชิ้นส่วนพลาสติก

 3. ทำความสะอาดเฉพาะชิ้นส่วนที่ล้างน้ำได้ คือ ใบพัดและตะแกรง สำหรับตัวมอเตอร์ ชุดสวิตช์ แผงวงจร และคาปาซิเตอร์ ห้ามล้างน้ำโดยเด็ดขาด ให้ใช้แปรงแห้ง ลมเป่า หรือเครื่องดูดฝุ่นแทน

 4. หลังทำความสะอาด ชิ้นส่วนที่เปียกน้ำต้องผึ่งให้แห้งสนิท ตรวจสอบว่าไม่มีหยดน้ำตกค้าง ก่อนประกอบกลับและนำไปใช้งาน

โคแฟคพบว่าเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2563 รายการ “ชัวร์ก่อนแชร์” เคยตรวจสอบคำแนะนำให้ล้างพัดลมด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาสีฟัน เกลือและน้ำส้มสายชู ฉีดใบพัดแล้วครอบด้วยถุงพลาสติกก่อนเปิดให้พัดลมทำงาน ซึ่ง ผศ.ดร.ศิริชัย แดงเอม อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เตือนว่าวิธีนี้ “เป็นอันตรายอย่างมาก” เพราะการเปิดพัดลมซึ่งใช้กระแสไฟฟ้าหากน้ำกระเด็นเข้ามอเตอร์หรือไหลงลงสวิตซ์ก็อาจทำให้เกิดไฟฟ้าช็อตได้ 

เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาเท็จที่อ้างว่า สว.อังคณาเสนอให้ไทยช่วยกัมพูชาที่กำลังเดือดร้อนจากไฟป่า

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว.อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟป่า

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีวีพูล TVPool” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 10 ล้านบัญชี เผยแพร่ภาพอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ฝังข้อความ “อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟป่า” และคำบรรยายในโพสต์ว่า “ประเทศไทยเมื่อตัดงบเด็กนักเรียนกัมพูชาออกไป ก็ควรช่วยด้านอุทกภัยไฟไหม้ป่ากัมพูชา เพื่อไม่ให้ชาวโลกมองว่าประเทศไทยไร้เมตตาธรรม” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของอังคณา (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 1,000 ครั้งในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเผยแพร่ และมีการความคิดเห็นกว่า 14,000 ข้อความ ส่วนใหญ่เป็นข้อความโจมตี สว. อังคณา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 ก.พ. บัญชีเฟซบุ๊ก “Praw Naja” โพสต์คลิปสั้นมีภาพ สว.อังคณา ฝังข้อความ “เพื่อหลักสิทธิมนุษยชน สว.อังคณาแนะไทยควรช่วยเหลือเพราะกัมพูชาเดือดร้อนจากไฟไหม้” และเขียนบรรยายในโพสต์ว่า “สว. อังคณาแนะเพื่อหลักสิทธิมนุษยชน ไทยควรช่วยดับไฟป่าและให้เงินช่วยเหลือกัมพูชา ที่กำลังเดือดร้อนหนักในขณะนี้”

ช่วงเย็นของวันที่ 26 ก.พ. ภาพและข้อความดังกล่าวเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในเพจเฟซบุ๊ก เช่น “ข่าวชาวบ้าน” โพสต์เมื่อเวลา 18.31 น. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เฟซบุ๊กทีวีพูลโพสต์ และ “MC Withnews” โพสต์เมื่อเวลา 19.19 น. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 26 ก.พ. อังคณายืนยันกับโคแฟคว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของเธอ และเธอไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับกัมพูชาในช่วงเวลานี้ 

โคแฟคตรวจสอบเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” ซึ่งเป็นช่องทางที่อังคณามักแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ต่อสาธารณะ ไม่พบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่สื่อไทยเริ่มนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้ป่าในฝั่งกัมพูชา

สื่อมวลชนอื่น ๆ ก็ไม่มีการรายงานข่าวว่า สว.อังคณาให้ความเห็นเรื่องไฟป่ากัมพูชา

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ สว.อังคณาเสนอว่าไทยควรช่วยกัมพูชาดับไฟป่าและให้เงินช่วยเหลือ เป็นการแต่งคำพูดขึ้นมาและอ้างเท็จว่าเป็นความเห็นของ สว.อังคณา ซึ่งเท่าที่โคแฟคตรวจสอบได้ในขณะนี้ เนื้อหาเท็จนี้ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 25 ก.พ. แต่แพร่กระจายมากขึ้นหลังจากที่เพจเฟซบุ๊กทีวีพูลซึ่งเป็นสื่อที่มีผู้ติดตามจำนวนมากนำมาเผยแพร่เมื่อเวลา 18.31 น. ของวันที่ 26 ก.พ. 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

กสม. ชี้แจง ไม่ได้เสนอให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึง ป.ตรี แต่เสนอให้รัฐยึดหลักเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอเพียงการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิตามรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งเด็กทุกคนในประเทศไทยต้องเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 2.32 นาที ฝังข้อความ “พบแล้ว! ต้นตอ เด็กต่างด้าว เรียนฟรีในประเทศไทย” และพูดในคลิปช่วงหนึ่งว่า “พบแล้วต้นตอของการให้เด็กต่างด้าวมีสิทธิ์เรียนฟรีในประเทศไทยถึงปริญญาตรี มาจากนักสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึงปริญญาตรีในประเทศไทย คณะรัฐมนตรีก็เลยสั่งการลงมาให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงศึกษาธิการ ให้เด็กต่างชาติเข้าเรียนฟรี” 

ณ วันที่ 26 ก.พ. คลิปนี้มียอดการรับชมกว่า 3.4 แสนครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 5,700 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอดังกล่าวเผยแพร่หลังจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ชี้แจงเกี่ยวกับประกาศ ศธ. เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผู้กังวลว่าเป็นการนำภาษีของไทยไปดูแลเด็กต่างด้าวจนอาจกระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย 

ว่าที่ร้อยตรีธนุชี้แจงเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่าเรื่องนี้มีที่มาจากข้อเสนอแนะของ กสม. ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต่อมา ครม. มีมติวันที่ 28 ต.ค. 2568 รับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการศึกษา ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวทางของรัฐ พร้อมทั้งย้ำดังนี้

  • จะไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ และความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องปฏิบัติตามระเบียบและแนวปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่
  • การดำเนินการตามประกาศดังกล่าว ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีผู้สมัครเข้าเรียนไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สถานศึกษาจะใช้ รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เป็นฐานข้อมูลเพื่อการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น พร้อมทั้งประสานผู้ปกครองรวบรวมเอกสาร ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้การจัดทำทะเบียนเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงต่อการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • สำหรับข้อกังวลของประชาชนเรื่องภาษี การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นการทำให้ผู้เรียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและอยู่ในวัยเรียนเข้าสู่ระบบโรงเรียนที่สามารถตรวจสอบ ติดตาม และดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้อยู่นอกระบบโดยไม่มีการกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิม และยืนยันว่าจะไม่กระทบสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด

โคแฟคตรวจสอบข้อมูลพบว่าวันที่ 26 มิ.ย. 2568 กสม. มีหนังสือเลขที่ สม 0504/31 ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย” ลงนามโดยพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้

  1. ด้านการเข้าถึงการศึกษา: กรณีการเข้าศึกษาในสถานศึกษาของรัฐ รัฐควรกำหนดนโยบาย ปรับปรุงระเบียบ ประกาศและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่รัฐจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เด็กลูกหลานแรงงานและเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาสามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างทั่วถึง กรณีการเข้าศึกษาในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าว รัฐควรจัดให้มีระบบสารสนเทศเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน
  2. ด้านสถานะบุคคลและการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร: รัฐควรจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ให้เด็กลูกหลานแรงงาน และเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา โดยให้เด็กยังสามารถรายงานตัวได้แม้จะเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด และให้สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของบิดาหรือมารดาหรือภายในเขตพื้นที่ควบคุม
  3. ด้านสาธารณสุข: รัฐควรให้สิทธิผ่านระบบการซื้อประกันสุขภาพของรัฐ เอกชน หรือระบบร่วมจ่ายในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้เด็กลูกหลานแรงงาน และเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาเข้าถึงสิทธิด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุม

ฐานข้อมูลเว็บไซต์สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุวันที่ 28 ต.ค. 2568 ครม. มีการพิจารณาเรื่อง “ข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย” โดยมีมติดังนี้

  1. รับทราบข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) และมาตรา 42 ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอฃ
  2. มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

วันที่ 25 ก.พ. 2569 โคแฟคสอบถามไปยัง วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับคำชี้แจงว่า ข้อเสนอในภาพรวมของ กสม. คือการแก้ไขปัญหาสิทธิเด็กในกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยในการเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย โดยย้ำว่าเรื่องสถานะบุคคลหรือเรื่องการเข้าเมืองเป็นคนละส่วนกับสิทธิทางการศึกษา ซึ่งรัฐมีพันธกรณีที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศด้วย

กล่าวคือรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 54 และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ขณะที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กยังระบุด้วยว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลไทยก็มีพันธกรณีตามอนุสัญญาที่จะต้องดำเนินการให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งผู้ปกครองต้องการส่งเด็กเข้ารับการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็ต้องทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กที่มีสัญชาติไทย

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมติ ครม. วันที่ 5 ก.ค. 2548 เรื่อง “ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย)” หรือการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) ซึ่งกลายเป็นนโยบายด้านการศึกษาที่ประเทศไทยดำเนินการมาตลอดและได้รับคำชื่นชม ส่วนข้อเสนอของ กสม. คือการเน้นไปที่ปัญหาหรืออุปสรรคที่ทำให้เด็กยังเข้าไม่ถึงสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดและตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่าข้อเสนอในภาพรวมของ กสม. คือการแก้ไขปัญหาสิทธิเด็กในกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยในการเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย

“เรื่องสถานะของเด็กกับเรื่องสถานะบุคคล การเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนละกรณีกับสิทธิทางการศึกษา และควรกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการให้สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ให้มีการจัดทำประวัติและบัตรประจำตัวตามสถานะที่เป็นจริง อันนี้ไม่ได้แปลว่าให้สัญชาติ คือแทนที่จะอยู่ในภาวะที่ไม่มีความชัดเจน ก็จะต้องให้มีการจดแจ้งให้อยู่ในระบบ อยู่ในสายตา อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐ มีระบบสารสนเทศกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียน มีการจดแจ้ง มีการกำกับดูแล” วสันต์กล่าว

ทั้งนี้วสันต์ยืนยันว่า กสม. ไม่ได้เสนอให้บุตรของแรงงานด่างด้าวเรียนฟรีจนถึงระดับ ป.ตรี แต่เน้นย้ำเรื่องเด็กทุกคนควรมีสิทธิได้รับการศึกษาและการพัฒนาและขจัดอุปสรรค โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กล่าวถึงการที่รัฐภาคีต้องรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยในระดับประถมศึกษา แต่หากทำได้ถึงระดับมัธยมศึกษาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้บุคคลสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัวและสังคมได้

ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (มาตรา 43) และฉบับ 2550 (มาตรา 49) กำหนดสิทธิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายไว้ที่ 12 ปี โดยนับตั้งแต่ระดับ ป.1 – ม.6 (หรือเทียบเท่า คือ ปวช.3) แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 54 ระบุนิยามของ 12 ปี ไว้ว่า “ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ” โดยให้เหตุผลว่าช่วงก่อนวัยเรียนเป็นเวลาสำคัญของพัฒนาการทางสมอง จึงขยับลงมาเป็นอนุบาล 1 – ม.3

อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายรวม 15 ปี นับตั้งแต่อนุบาล 1 – ม.6 (หรือเทียบเท่า คือ ปวช.3 เนื่องจากในเวลานั้น ร่างรัฐธรรมนูญที่ต่อมาได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีการเผยแพร่และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานชั้นสูงสุดถูกลดจากมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6 หรือ ปวช.3) ลงมาที่มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ซึ่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าว ยังมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

“เราไม่ได้เสนอเรื่องให้เรียนฟรีไปจนถึง ป.ตรี เราพูดประเด็นเรื่องเด็กควรจะได้เรียน เด็กทุกคนเวลาเรานึกถึงเขาต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่เขาควรจะได้รับ เขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนา และควรขจัดอุปสรรค” วสันต์กล่าว

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง