คลิปปล่อยจรวดของ SpaceX เมื่อปี 66 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์สู้รบในสงครามตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิหร่านปล่อยจรวดในสงครามตะวันออกกลาง 2026

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปการปล่อยจรวดของบริษัท SpaceX บริเวณชายแดนสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกเมื่อเดือน พ.ย. 2566 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Joexsalader” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวเกือบ 1 นาที เป็นภาพการปล่อยจรวดขนาดใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝังข้อความในคลิปว่า “อิหร่านเล่นของใหญ่” และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “เสี่ย แพท บาร์เบอร์” โพสต์คลิปเดียวกันนี้แต่ความยาว 16 วินาที ฝังข้อความในคลิปและติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน

🔎โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีผู้ใช้ X “Jona C.” เคยโพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2566 ความยาวกว่า 2 นาที ระบุว่าเป็นการปล่อยจรวดของยาน Starship ของบริษัท SpaceX โดยถ่ายจากเมือง Bagdad ในรัฐ Tamaulipas ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเม็กซิโก ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นทะเลทราย และอยู่ติดกับรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Starbase ฐานปล่อยจรวดของ SpaceX

SpaceX ซึ่งพัฒนาและทดสอบจรวดสำหรับเดินทางไปยังดวงจันทร์และดาวอังคาร เผยแพร่คลิปการปล่อยจรวด Starship ทางช่องยูทูบเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2566 โดยระบุว่าเป็นการทดสอบการปล่อยครั้งที่ 2 เพื่อเก็บข้อมูลเพื่อการพัฒนาขั้นต่อไป 

สื่อมวลชนหลายสำนัก เช่น Reuters และ CNN รายงานตรงกันว่า การปล่อยจรวดเกิดขึ้นในวันที่ 18 พ.ย. 2566 แม้ว่าการทดสอบครั้งนี้ จรวดจะขึ้นไปได้ไกลกว่าการทดสอบครั้งแรก แต่สุดท้ายก็เกิดระเบิดเหนืออ่าวเม็กซิโก ทำให้การทดสอบครั้งนี้ล้มเหลวและยุติลง

จากโลกจริงถึงออนไลน์ หลายสิ่งยังต้องปรับเพื่อให้ผู้หญิงเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมp

8 มี.ค. 2569 ที่ SCBX NEXT STAGE @NEXT TECH ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย (FNF Thailand) มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ. หรือ IBHAP)และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)   ร่วมกันจัดเสวนาวิชาการวันสตรีสากล เรื่อง “Mrs.& Miss Information เรื่องเล่าที่หญิงเราควรรู้”

Screenshot

ดร.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องของผู้หญิงเป็นเรื่องของทุกคน แม้สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประมาณการว่าจะต้องใช้เวลาถึง 130 ปี ชายและหญิงจึงจะเท่าเทียมกันในทุกมิติ เราจึงไม่อาจปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นช้าๆ อย่างที่เป็นอยู่ได้  หากต้องการส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงให้มีบทบาทในการดูแลบ้านเมืองอย่างเต็มที่ สังคมต้องมีพื้นที่ปลอดภัย โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ครอบครัว ขณะนี้กำลังพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว จากเดิมที่เน้นการไกล่เกลี่ย แต่ต้องปรับการจัดการให้ผู้หญิงรอดพ้นจากสถานการณ์รุนแรงนั้นก่อน  เพื่อให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัย 2.สถานศึกษาและสถานที่ทำงาน  ที่มีความคิดว่าผู้หญิงยังไม่เติบโตอย่างเท่าเทียม นายจ้างบางรายอาจไม่ให้เกียรติหรือเหยียดเพศในบางตำแหน่ง แม้จะมีกฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมแต่ยังไม่เกิดผลในความเป็นจริงเนื่องจากอยู่ที่ทัศนคติ 3.โลกออนไลน์ ปัญหาการหลอกลวง เช่น มิจฉาชีพประเภทหลอกให้รัก (Romance Scam) หรือแม้กระทั่งปัญญาประดิษฐ์ที่พูดคุยโต้ตอบได้เหมือนมนุษย์ (AI Chatbot) ที่ถูกพัฒนาขึ้นจนทำให้ผู้หญิงตกหลุมรัก AI แล้วไม่อยากมีคนรักเป็นมนุษย์จริงๆ เป็นต้น 

สิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามผู้หญิงที่เราจะต้องช่วยกัน กฎหมายต้องออกมาคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อให้ผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่บ้าน อยู่ที่ทำงาน อยู่โรงเรียน หรืออยู่ในโลกออนไลน์ ทุกคนต้องปลอดภัยมีความสุข และสามารถนำศักยภาพของเขามาใช้อย่างเต็มที่ดร.รัชดา กล่าว 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เล่าย้อนไปในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งใน กสทช. ว่า ยุคนั้นมีประเด็นละครโทรทัศน์ที่ผลิตซ้ำความเชื่อที่มีผู้หญิงถูกกระทำ คือฉากที่พระเอกขืนใจนางเอกแล้วทำให้ทั้งสองคนรักกัน ซึ่งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนมาเรียกร้องให้ กสทช. กำกับดูแล เพราะในชีวิตจริงไม่มีทางที่ผู้หญิงจะรักผู้ชายที่ขืนใจตนเองได้ 

การเรียกร้องครั้งนั้นนำไปสู่การจัดวงพูดคุยกับผู้จัดละครและมีข้อถกเถียงกลับมาเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างช่วงวัย เช่น คนรุ่นก่อนตั้งคำถามว่าคิดมากเกินไปหรือไม่กับละครที่สร้างมาจากนิยายแนวประโลมโลก แต่คนรุ่นถัดมารับไม่ได้กับประเด็นดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ทำให้โฉมหน้าของละครไทยเปลี่ยนไปโดยละครที่มีเนื้อหาแบบนั้นคงไม่ได้รับความนิยมอีกแล้วในปัจจุบัน แต่ก็อาจมีเรื่องเล่าใหม่ๆ ที่สร้างอคติให้ต้องรื้อถอนกันต่อไป เช่น เสียงโต้แย้งที่ว่าผู้หญิงเรียกร้องสิทธิมากเกินไป ได้คืบจะเอาศอก เป็นต้น หรือในปัจจุบันที่โลกออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร มิติด้านเพศ (Gender Base) แทรกอยู่ในทุกมิติของการสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพราะอยู่ในระดับของวัฒนธรรม แต่สุดท้ายก็ต้องมีทางออกในเชิงระบบ เพราะถึงจุดหนึ่งเมื่อพยายามหักล้างข้อมูลลวงหรือมายาคติ แต่เนื้อหาที่ทำให้ผู้หญิงถูกด้อยค่าหรือทำให้ถูกกระทำความรุนแรงยังคงไหลเวียนในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อินเตอร์เน็ตยังมีมุมมืดที่ผู้หญิงถูกคุกคามไม่ว่าด้วยเหตุผลด้านธุรกิจหรือความพึงพอใจ เช่น ภาพโป๊เปลือย เป็นต้น

จุดสมดุลระหว่างการที่เรายังให้ผู้หญิงและทุกเพศสภาพได้แสดงออกอย่างเต็มที่  แต่ขณะเดียวกันยังคงเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ละเมิดกันและกันจะอยู่ตรงไหน สุดท้ายบทบาทองแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหลายต้องเคารพหลักการนี้อย่างจริงจังและช่วยกันสร้างระบบนิเวศของโลกออนไลน์ที่ทำให้เรื่องเล่าเพื่องเสริมศักยภาพผู้หญิงให้เกิดขึ้นได้อย่างสมดุล ซึ่งต้องลงมือทำร่วมกัน สุภิญญากล่าว 

ชมพูนุท เฉลียวบุญ ผู้จัดการโครงการภูมิภาค Westminster Foundation For Democracy(WFD) กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่ให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งและลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรก ในปี 2476 มีผู้หญิงลงสมัคร 2 คน จากนั้นในปี 2492 จึงมีผู้หญิงคนแรกได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ สส. ในสภาฯ ขณะที่ในปัจจุบัน แม้จำนวน สส. หญิงจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 19 ของจำนวน สส. ทั้งหมดในสภาฯ แต่ก็ยังน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่เรียกร้องกันว่าอย่างน้อยควรจะมีสัดส่วนที่ 1 ใน 3 ของสภาฯ สวนทางกับภาคธุรกิจที่มีผู้หญิงเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอยู่เป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 42  

สาเหตุที่มี สส.หญิงเข้ามาในแวดวงการเมืองน้อย  เนื่องจากปัจจัยด้านสถาบันทางการเมืองตลอดจนสังคมและวัฒนธรรม เช่น ผู้ชายเป็นผู้นำได้ดีกว่าผู้หญิง ต้นทุนการลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้นทุนการดำรงตำแหน่ง พรรคการเมืองสนับสนุนนักการเมืองชายมากกว่า หรือมอบหมายให้ สส. หญิงในพรรคทำงานขับเคลื่อนประเด็นอื่นๆ มากกว่าประเด็นที่เกี่ยวกับผู้หญิง อีกทั้งผู้หญิงยังคงถูกคาดหวังว่าต้องมีบทบาทในการดูแลบ้านและครอบครัว รวมไปถึงมีปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์ 

จะเห็นว่าผู้หญิงที่เป็นผู้นำทางการเมืองหลายคนเมื่อออกมาเคลื่อนไหวประเด็นที่อ่อนไหว ประเด็นท้าทายต่อสังคม หรือตรวจสอบองค์กรสำคัญๆ มักจะโดนโจมตี หลายครั้งเป็นการโจมตีในเรื่องภาพลักษณ์ โจมตีโดยขุดเอาเรื่องส่วนตัวมาเปิดเผยในที่สาธารณะ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย โจมตีโดยการใช้ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือการใช้เทคนิคปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ต่างๆ ทำให้ต้องมาแก้ต่างเรื่องเหล่านี้แทนที่จะมุ่งเน้นประเด็นที่เรียกร้องหรือคลื่อนไหวชมพูนุท กล่าว

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาต กล่าวถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัว ว่า หากดูข้อมูลของศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข มีผู้เข้ารับบริการกว่าหมื่นรายต่อปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง ขณะที่ตัวเลขของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีเป็นพันราย และตัวเลขการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเพียงหลักสิบหรือร้อยเท่านั้น ปัจจัยที่เห็นได้ชัด คือจำนวนพนักงานสอบสวนประจำมีตำรวจผู้หญิงน้อย และยังขาดห้องสอบสวนที่เป็นสัดส่วนที่ความคุ้มครองเรื่องความเป็นส่วนตัว และสำคัญที่สุดกฎหมายต้องถูกปรับเปลี่ยน 

Screenshot

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร และอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ความรุนแรงไม่ใช่เพียงการใช้กำลังทำร้ายหรือใช้คำพูดด่าทอกันเท่านั้น แม้กระทั่งความเงียบก็เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันแต่ต่างฝ่ายเงียบใส่กัน นับเป็นความรุนแรงสำหรับเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวแบบนี้ หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่เห็นคู่รักทะเลาะกันแล้วเพิกเฉย มองว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในการเข้าไประงับเหตุ ก็เป็นความรุนแรงเช่นกัน 

ส่วนเรื่องที่สถิติความรุนแรงในครอบครัวมีน้อย มาจากความคิดเรื่องการรักษาหน้าตาทางสังคมหรือคิดว่าต้องอยู่ไปแบบทนเพื่อลูก โดยเฉพาะในคนรุ่นก่อนๆ ที่แม้ในความเป็นจริงจะไม่สามารถอยู่กับคู่สมรสได้แล้วก็ตามแต่ก็ไม่หย่าร้างเพราะกลัวอาย ทั้งที่ความเป็นครอบครัวไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่เริ่มมีการใช้ความรุนแรงแล้ว 

สำหรับเพศหญิงที่ไม่ได้ทำงาน ดูแลครอบครัวอย่างเดียว  โดยได้เงินจากสามีเท่านั้น นับว่าผู้หญิงสูญเสียอำนาจทางการเงิน (Financial Authority) จะขาดอำนาจการต่อรอง  ังนั้นอยากให้เพศหญิงระลึกไว้ว่าบางทีการตกเป็นเหยื่อเป็นทาง (Choice) ที่เราเลือกเอง เป็นมายาคติที่ทำให้ผู้หญิงเชื่อว่าต้องทนอยู่ไป เลิกไม่ได้ อาจารย์ตฤณห์ กล่าว 

วาเนสซา สไตน์เม็ทซ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันสตรีสากลไม่ใช่เพียงวันเฉลิมฉลอง แต่เป็นช่วงเวลาที่ควรระลึกถึง สิทธิเสรีภาพของผู้หญิงในทุกวันนี้ล้วนเกิดจากความพยายามของผู้หญิงในอดีต ที่ทำให้ผู้หญิงมีอิสรภาพมากขึ้น คือ 1.สิทธิในการเลือกตั้ง 2.การเข้าถึงยาคุมกำเนิด และ 3.การขับรถซึ่งหมายถึงอิสระในการเดินทาง ขณะที่ในปัจจุบัน การต่อสู้ของผู้หญิงอาจเปลี่ยนไปบ้าง เช่น การเรียกร้องความเท่าเทียมทางโอกาส ค่าจ้างและการสนับสนุนของครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในสังคมและการเมือง 

ผู้หญิงทุกคนควรที่จะยืนเคียงข้างกันและสนับสนุนกัน สร้างเครือข่ายและช่วยกันเปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วย เพราะความสำเร็จของผู้หญิงคนเดียวไม่เพียงพอ แต่ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการเข้าถึงโอกาสอย่างแท้จริง วาเนสซา กล่าว 

ผลิน เทพทัตต์ ผู้อำนวยการศูนย์การมีส่วนร่วมเยาวชน สกพ. ซึ่งมาเป็นตัวแทนของ Hnin Oo Wai (Research and communication intern at IBHAP foundation) กล่าวว่า คุณ Hnin Oo Wai เป็นชาวเมียนมา ปัจจุบันศึกษาระดับ ปริญญาโท ที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เติบโตมาในพื้นที่เล็กๆ ในเขตมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เล่าว่า การเป็นผู้หญิงทำให้ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดต้องเรียนหนังสือสูงๆ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ไม่สามารถช่วยงานที่บ้านได้  ผู้หญิงต้องแต่งงานและมีสามีคอยดูแล และแม้บางคนจะบอกว่าปัจจุบันผู้หญิงได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากผู้หญิงยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงโอกาส

Nann Legal and Human Rights Research, Assistant Intern at IBHAP Foundation กล่าวว่า ตนเองมาจากประเทศเมียนมา โดยขอเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เงิน ชื่อเสียง ความสำเร็จ อำนาจ หรือบ้านที่หรูหรา แต่สำหรับตนแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือความเมตตากรุณาและปัญญา 

ผู้หญิงถือครองบางอย่างที่ทรงพลังไม่แพ้กันคือความเมตตากรุณาและปัญญา ดิฉันนึกถึงคุณย่า ท่านไม่ได้สอนผ่านคำปราศรัยแต่สอนผ่านการเสียสละอย่างเงียบๆ ผ่านการอดทนและการดูแลเอาใจใส่ ท่านคือผู้รักษาสันติในครอบครัว ผู้เจรจาอย่างเงียบงัน ผู้พิทักษ์ความกลมเกลียว แม่ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ พวกเธอปกป้องดูแล อดทน พวกเธอมอบแสงสว่างโดยไม่เรียกร้องการยอมรับ หากผู้ชายมักได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในยามวิกฤติ ผู้หญิงก็คือรากฐานที่ทำให้สังคมไม่พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง Nann กล่าว 

Thu Zar Win Digital Peacebuilding & Conflict Analysis Intern Institute of Buddhist Management for Happiness and Peace Foundation ตัวแทนผู้หญิงชาวเมียนมาอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า ตนเติบโตในรัฐฉานเหนือ ประเทศเมียนมา ซึ่งต้องเผชิญกับการปกครองของทหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมานานหลายปีโดยเฉพาะในชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งและการพลัดถิ่นต่อผู้หญิงในเมียนมา 

เนื่องในวันสตรีสากลขอยกย่องผู้หญิงชาวเมียนมาทุกคนที่ยังคงลุกขึ้นดูแลผู้อื่นและยืนหยัดต่อสู้แม้หลายครั้งจะเกิดขึ้นอย่างเงียบงันและมองไม่เห็น ขอส่งเสียงไม่ใช่เฉพาะเพื่อตนเองแต่เพื่อผู้หญิงอีกนับไม่ถ้วนที่เรื่องราวของพวกเธอถูกฝังอยู่ใต้เงาของความขัดแย้ง ความหวาดกลัวและการพลัดถิ่น เรื่องราวที่สมควรได้ยิน สมควรถูกจดจำและได้รับความเคารพ ความขัดแย้งได้พรากหลายสิ่งไปไม่ว่าจะเป็นบ้าน ความปลอดภัย ความมั่นคงในชีวิต อนาคตที่เคยจินตนาการไว้ 

วศินี พบูประภาพ ผู้สื่อข่าว BBC Thai และผู้แปลหนังสือ The Feminist City กล่าวถึงสิ่งที่ผู้เขียนหนังสือ The Feminist City ตั้งคำถามว่า ในเมืองที่มีประชากรครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิงและสาธารณูปโภคต่างๆ ก็มีผู้หญิงใช้บริการด้วย แต่ผู้หญิงกลับรู้สึกไม่สะดวกสบาย เพราะการออกแบบไม่ได้ผ่านสายตาหรือประสบการณ์ของผู้หญิง หรือหากมองในโลกออนไลน์ เช่น ค้นว่าใครคือนักกีฬาฟุตบอลที่ทำประตูในนามทีมชาติมากที่สุด ผลการค้นหาเบื้องต้นมักออกมาเป็นนักฟุคบอลเพศชายคือ คริสเตียโน โรนัลโด ที่ทำได้ 143 ประตูในนามทีมชาติโปรตุเกสในขณะที่นักฟุตบอลเพศหญิงอย่าง คริสติน ซินแคลร์ ที่ทำได้ 190 ประตูในนามทีมชาติแคนาดา มักไม่ค่อยปรากฏผลการค้นหาขึ้นมาเป็นลำดับแรกๆ ทั้งที่ทำสถิติได้สูงกว่า เว้นแต่จะต้องใส่คำค้นหาที่เจาะจงเพศสภาพด้วยว่าเป็นนักกีฬาฟุตบอลเพศหญิง

รวมถึงการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พบว่า เมื่อทดลองให้ AI สร้างรปภาพด้วยคำสั่ง “Housekeeper (พนักงานทำความสะอาด)” พบว่ามักได้เป็นภาพของผู้หญิง ซึ่งการทำงานของ AI นั้นอยู่บนฐานของข้อมูล (Data) ที่ถูกผลิตโดยผู้ใช้งานที่เป็นบุคคลหรือสถาบันใดๆ ก็ตามที่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง จึงเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่าข้อมูลที่คำนึงถึงมิติของผู้หญิง (Data Feminism)”มีกลุ่ม Correct the Internet ที่เฝ้าดูว่า AI ตอบเรื่องไหนเกี่ยวกับเรื่องเพศผิดบ้างแล้วรณรงค์ว่าหากค้นหาอะไรแล้วรู้ว่าคำตอบไม่ถูกต้องก็ให้รายงานเพื่อให้เกิดการแก้ไข”วศินีกล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

การคลอดลูกโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: การคลอดบุตรโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **สูตินรีแพทย์กล่าวว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่เป็นไปได้ยากที่จะไม่รู้ตัวเลยจนกว่าจะคลอดบุตร**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Catdumb” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่าสองล้านบัญชี โพสต์ภาพและข่าวจากสำนักข่าวออนไลน์ในออสเตรเลียและอินเดียที่ระบุว่าหญิงชาวอังกฤษวัย 21 ปี รู้สึกปวดท้องรุนแรงจึงเดินทางไปโรงพยาบาลและพบว่าอาการดังกล่าวเป็นการเจ็บท้องคลอด ก่อนที่เธอจะให้กำเนิดลูกสาวน้ำหนักตัว 2.9 กก. ในเวลา 10 ชม. ต่อมา โดยที่เธอไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ากำลังตั้งครรภ์ เนื้อหาข่าวระบุเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมาเธอใช้ยาคุมกำเนิดมาโดยตลอด และใช้ชีวิตปกติรวมทั้งเดินทางท่องเที่ยว ทำกิจกรรมผาดโผนรวมถึงดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผศ.พญ. สุภาเพ็ญ เลิศวุฒิวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่ากรณีการคลอดบุตรโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตั้งครรภ์อย่างเช่นในกรณีนี้ “เป็นไปได้ยากมาก” เนื่องจากมารดาจะรู้สึกว่าลูกดิ้นเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ หรือถึงแม้จะเป็นการตั้งครรภ์แรกก็จะเริ่มรู้สึกได้ในช่วง 20-22 สัปดาห์ ในช่วงแรกอาจจะมีบางกรณีที่มารดาไม่รับรู้ถึงการดิ้น แต่เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีโอกาสต่ำมากที่มารดาจะไม่สามารถรับรู้ถึงการดิ้นของลูกในท้องได้เลย

งานวิจัยที่ศึกษาภาวะตั้งครรภ์ซ่อนเร้นหรือภาวะปฏิเสธการตั้งครรภ์ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2545 ระบุว่ามีโอกาส 1 ใน 500 ที่มารดาจะไม่รู้ตัวในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ และโอกาสจะลดต่ำลงเหลือ 1 ใน 2,500 ที่จะไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งครรภ์จนกว่าจะคลอดบุตร ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับความเห็นของผศ.พญ. สุภาเพ็ญ จึงสามารถสรุปได้ว่าการตั้งครรภ์โดยที่ไม่รู้ตัวนั้นเป็นไปได้ แต่การคลอดบุตรโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตั้งครรภ์เลยนั้นมีโอกาสน้อยมาก

สว.อังคณาถูกปลอมประวัติในวิกิพีเดีย ใส่ข้อมูลเท็จว่าเกิดที่กัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประวัติ สว.อังคณา นีละไพจิตร ในเว็บไซต์วิกิพีเดียระบุว่าเกิดที่พนมเปญ ประเทศกัมพูชา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จที่เกิดจากการเข้าไปแก้ไขข้อมูลในวิกิพีเดีย**   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “หัวใจเดียวกัน หนึ่งเดียว” โพสต์ภาพอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นภาพที่ถูกดัดแปลงจากภาพจริง และภาพหน้าจอเว็บไซต์วิกิพีเดียที่ระบุว่าอังคณาเกิดที่จังหวัดพนมเปญ กัมพูชา ฝังข้อความว่า “อึ้งทั้งประเทศ ขุดประวัติ สว.อังคณา เกิดที่พนมเปญ เป็นเขมรโดยกำเนิด แล้วใครรองรับให้มาเป็น สว.ไทย” (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 2,700 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกว่า 13,000 ข้อความ ณ วันที่ 10 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประวัติของ สว.อังคณาในวิกิพีเดียถูกปลอมแปลงให้เป็นเท็จมาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเมื่อเดือน พ.ค. 2568 เป็นต้นมา ข้อมูลที่แก้ไขให้เป็นเท็จมีทั้งสถานที่เกิด ประวัติการศึกษา คู่สมรส ประวัติการทำงาน รวมทั้งใส่ข้อความหยาบคายและดูหมิ่นศาสนา 

จากการตรวจสอบประวัติคำขอแก้ไขในวิกิพีเดียพบว่า ตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. 2569 มีการส่งคำขอแก้ไขประวัติอังคณาหลายครั้ง เช่น แก้ไขสถานที่เกิดเป็นจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา  

แม้ภายหลังจะมีผู้เข้าไปแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากเว็บไซต์วิกิพีเดียสามารถเข้าไปดูประวัติการแก้ไขย้อนหลังได้ จึงมีผู้บันทึกภาพหน้าจอที่มีข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ต่อในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั้งติ๊กตอกและ X ทำให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ สว. อังคณาในวิกิพีเดียถูกเผยแพร่ไปในวงกว้างและยังคงเข้าถึงได้ในปัจจุบัน

วันที่ 8 มี.ค. 2569 อังคณาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” เกี่ยวกับการใส่ข้อมูลเท็จในวิกิพีเดียระลอกล่าสุดว่าเธอจะใช้สิทธิทางศาลดำเนินคดีหากผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาเท็จเพื่อสร้างความเกลียดชังยังไม่หยุดการกระทำนี้  

ก่อนหน้านี้โคแฟคเคยสัมภาษณ์ สว.อังคณาและสืบค้นประวัติชีวิตและการทำงานที่เผยแพร่โดยทั่วไปซึ่งยืนยันได้ว่า อังคณาเกิดที่เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ได้รับการศึกษาชั้นประถมและมัธยมจากโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ ธนบุรี ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และรับราชการเป็นพยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลศิริราช ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลังจากทนายสมชายผู้เป็นสามีถูกลักพาตัวและถูกบังคับสูญหาย 

อังคณาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องล้วนกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

คลิปงานรำลึกวันประกาศอิสรภาพซีเรียเมื่อปี 68 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการเตรียมรบเต็มรูปแบบในสงครามโลกครั้งที่ 3

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารซีเรียเตรียมความพร้อมในการรบเต็มรูปแบบ สัญญาณสงครามโลกครั้งที่ 3

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปรำลึกวันประกาศอิสรภาพของซีเรียเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Nat Natty” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 34 วินาที เป็นภาพขบวนทัพของทหารซีเรียพร้อมอาวุธ มีชาวซีเรียยืนโบกธงชาติริมทาง ฝังข้อความในคลิปว่า “มันได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ เริ่มแล้วสงครามโลกครั้งที่ 3 ทางทหารซีเรียเตรียมความพร้อมในการรบเต็มรูปแบบ” ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมกว่า 5.7 หมื่นครั้ง และแชร์มากกว่า 50 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเดียวกันเคยถูกโพสต์ในช่องยูทูบ “Syrianarabnewsagency” ของสำนักข่าว SANA สื่อของทางการซีเรีย เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 โดยเป็นคลิปความยาว 50 วินาที บรรยายใต้คลิปเป็นภาษาอาหรับแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ภาพบรรยากาศจากขบวนพาเหรดทางทหารที่จัดโดยกระทรวงกลาโหมในเมืองอเลปโป เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบการประกาศอิสรภาพ 

สำนักข่าว SANA รายงานเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 ว่า งานรำลึกถึงวันครบรอบการประกาศอิสรภาพจัดขึ้นทั่วประเทศซีเรียเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2568

คลิปวิดีโอเกม ARMA 3 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการสู้รบระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเครื่องบินรบบินหลบกระสุนปืนต่อสู้อากาศยานในการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปจากวิดีโอเกม ARMA 3 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Olukas021” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1 นาที เป็นคลิปเครื่องบินรบพยายามบินหลบกระสุนจากปืนต่อสู้อากาศยาน ฝังข้อความ “Israel vs Iran” พร้อมอิโมจิธงชาติของสองประเทศ  คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 2.7 ล้านครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 560 ครั้ง ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเดียวกันเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 ในช่องยูทูบ “Compared Comparison” โดยตั้งชื่อคลิปว่า “F-16 Fighter Jet ALMOST SHOT DOWN! – Military Simulation – ArmA 3” ซึ่ง ArmA 3 นั้นเป็นวิดีโอเกมแนวจำลองการทำสงครามแบบเสมือนจริง (Military Simulation) 

คลิปทหารกัมพูชาร่วมภารกิจสหประชาชาติในแอฟริกากลาง ถูกนำมาอ้างเท็จว่า “เขมรปลอมตัวเป็น UN”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชาปลอมตัวเป็นทหารสหประชาชาติ  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปทหารกัมพูชาที่ไปร่วมภารกิจรักษาสันติภาพในนามสหประชาชาติ ที่ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกากลาง 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา บัญชีเฟซบุ๊ก “Sittipong Booddapeng” โพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพขบวนพาหนะสีขาวมีตัวย่อองค์การสหประชาชาติ (UN) โดยมีชายในเครื่องแบบทหารสวมหมวกสีฟ้าที่มีตราสัญลักษณ์ UN เดินทางด้วย พร้อมกับฝังข้อความว่า “เขมรปลอมเป็น UN จ้างต่างชาติผิวสีมาร่วมแสดงด้วย” นอกจากนี้ยังมีข้อความภาษาอังกฤษและจีนแปลเป็นไทยได้ตรงกันว่ากัมพูชาลวงโลกแอบอ้างเป็น UN (ลิงก์บันทึก) 

ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 คลิปนี้ยังสามารถเข้าถึงได้ และยังมีการแชร์วนเป็นคลิป Reel แนะนำในหน้าฟีดของเฟซบุ๊กเป็นระยะ ๆ มียอดรับชมมากกว่า 1.5 แสนครั้ง และแชร์มากกว่า 320 ครั้ง 

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์โดยเพจเฟซบุ๊ก “Cambodian EOD UNIT 98-3” จำนวน 2 คลิป เมื่อวันที่ 31 ต.ค. และ 11 พ.ย. 2568 โดยระบุว่าเป็นการปฏิบัติภารกิจในประเทศสาธารณรัฐแอฟริกากลาง

เพจเฟซบุ๊ก “Cambodian EOD UNIT 98-3” เป็นช่องทางนำเสนอภารกิจของทหารกัมพูชาที่เข้าร่วมกับสหประชาชาติเป็นเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพในประเทศสาธารณรัฐแอฟริกากลาง 

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2568 ว่า กัมพูชาส่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพชุดใหม่จำนวน 355 นาย ไปปฏิบัติภารกิจภายใต้องค์การสหประชาชาติในซูดานใต้ สาธารณรัฐแอฟริกากลางและเลบานอน ขณะที่สื่อกัมพูชาก็รายงานความเคลื่อนไหวของทหารหน่วยนี้ด้วย เช่น Khmer Times รายงานเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2568 ว่า ทหารกัมพูชาหน่วย EOD UNIT 98-3 จัดงานฉลองวันปีใหม่ของชาวกัมพูชาขณะประจำการในสาธารณรัฐแอฟริกา  

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 8 มีนาคม 2569

น้ำมันประเทศไทยจะหมดภายใน 60 วัน จริงหรือ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/w3ri4jsty72


น้ำพุทราจีนผสมขิง และเห็ดหูหนูดำ เป็นยารักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/fq5qcco9ovp7


คลิประเบิดลงสถานีโทรทัศน์อิหร่านหลังจากผู้ประกาศข่าวท้าทายให้สหรัฐฯ ทิ้งระเบิด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/44w9tfgffwnv


คลิปหญิงชาวกัมพูชาขี่รถจักรยานยนต์โดยผูกธงชาติไทยไว้ท้ายรถ ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุล้ม …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/l9h8uen9e93a


ข่าวลือซากเสือที่ตายจากโรคระบาดถูกนำไปขายต่อ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2pxslv8k5nf1r


เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ของกองทัพสหรัฐอเมริกาถูกอิหร่านโจมตีเสียหาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1op77dqcvn6d2


ไทยเซ็นสัญญาอินโดแปซิฟิก สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานยิงจรวดได้เลย ไม่ต้องขออนุญาต…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3h20hmaa7ndzr


คลิปชาวอิสราเอลแตกตื่นหาที่หลบภัยการโจมตีของอิหร่าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2zmmsy9jbdora


อิสราเอลหนีตายหลังอิหร่านบอมบ์สนามบิน ที่จริงเป็นเหตุล้อเครื่องบินขัดข้องในสหรัฐฯ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ebt0n0ech1hu


สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต.ตอบโต้ สว.อังคณา ยืนยันไทยไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด ใครอยากช่วยให้ออกเงินเอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/x006u2cbb2fs


3 ร้านทอง ประกาศงดซื้อขายชั่วคราว หลังสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำราคาทองผันผวนหนัก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/d5aalljmoylk


 ไปรษณีย์ไทย ระงับส่งพัสดุ 7 ประเทศอาหรับ ชั่วคราวคราว และดีเลย์อีก 25 ประเทศ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/hajsi0k6ry0k

กต. ระบุไม่มีความตกลง “สัญญาอินโดแปซิฟิก” และไม่มีความตกลงใดที่ให้สหรัฐฯ ตั้งฐานยิงจรวดในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไทยเซ็นสัญญาอินโดแปซิฟิก สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานยิงจรวดได้เลย ไม่ต้องขออนุญาต

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ดึกสงัด” โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า “มีข้อกังวลว่าไทยอาจถูกดึงเข้าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ หากมหาอำนาจใช้ภูมิภาคนี้เป็นจุดตั้งกำลัง ไทยไปเซ็นสัญญาอินโดแปซิฟิก สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานยิงจรวดได้เลย ไม่ต้องขออนุญาต” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 700 ครั้ง ณ วันที่ 6 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 4 มี.ค. ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ชี้แจงระหว่างการแถลงข่าวประจำวันของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลางว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงและขัดกับนโยบายของไทย

“ประเทศไทยมีนโยบายที่ชัดเจนว่าอยากจะให้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายโดยเร็ว” รองโฆษก กต. กล่าว

โคแฟคสอบถาม กต.เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างไทย-สหรัฐฯ ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีสัญญาหรือความตกลงที่ชื่อว่า “สัญญาอินโดแปซิฟิก” และไทยไม่มีการลงนามในความร่วมมือหรือความตกลงใดที่เปิดช่องให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพหรือตั้งฐานยิงจรวดโดยไม่ต้องขออนุญาต

การตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในไทยเป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาโจมตีทางการเมืองในช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา แต่มักเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานหรือเป็นความเห็นส่วนบุคคล

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2566 โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยในขณะนั้นเปิดเวทีพบปะสื่อไทยเพื่อตอบข้อซักถามต่าง ๆ หนึ่งในนั้นมีคำถามเกี่ยวกับการตั้งฐานทัพในไทย ซึ่งโกเดคยืนยันว่า “[สหรัฐฯ] ไม่มีฐานทัพในประเทศไทย และไม่มีการเจรจาใด ๆ กับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐฯ ในไทย”

ภาพเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนามถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเรืออับราฮัมลินคอล์นถูกอิหร่านโจมตี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ของกองทัพสหรัฐอเมริกาถูกอิหร่านโจมตีเสียหาย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเรือ USS Forrestal CVA-59 ที่ได้รับความเสียหายในสงครามเวียดนาม ถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 1967  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Chuchart Phaengsara” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 11 วินาที พร้อมคำบรรยายว่าเป็นภาพเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัมลินคอล์นของสหรัฐฯ ที่ถูกอิหร่านใช้ขีปนาวุธ 4 ลูกถล่ม คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 4.5 แสนครั้งและแชร์ต่อมากกว่า 220 ครั้ง ณ วันที่ 5 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวปรากฏอยู่ในคลังซื้อขายภาพของ Getty Images คำบรรยายภาพระบุว่า “ไม่ระบุวันที่ – ค.ศ.1967: ทีมช่างกำลังซ่อมแซมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Forrestal CVA-59 ที่ได้รับความเสียหายในเหตุเพลิงไหม้บริเวณอ่าวตังเกี๋ยระหว่างสงครามเวียดนาม” ถ่ายโดย Dick Swanson 

ภาพนี้จึงไม่ใช่ภาพเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์น และเป็นภาพที่ถ่ายตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางขณะนี้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐอเมริกา (USCENTCOM) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก “U.S. Central Command” ว่า “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างว่ายิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์น นี่เป็นเรื่องโกหก” 

“[เรือ] ลินคอล์นไม่ได้ถูกโจมตี ขีปนาวุธไม่ได้เฉียดเข้าใกล้เลยด้วยซ้ำ ลินคอล์นยังคงสนับสนุนปฏิบัติการของกองบัญชาการกลางฯ ในการปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามของอิหร่าน” กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุ

คลิปเหตุชุลมุนในกรุงเทลอาวีฟปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวอิสราเอลวิ่งหนีการโจมตีของอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอิสราเอลแตกตื่นหาที่หลบภัยการโจมตีของอิหร่าน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปเหตุชุลมุนในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอลเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ไม่เกี่ยวข้องกับการสถานการณ์ระหว่างประเทศ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Prakaikan Kumtap” (ลิงก์บันทึก) และบัญชี X “มณีแดง” (ลิงก์บันทึก) โพสต์คลิปวิดีโออ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอลกำลังแตกตื่นวิ่งหนีหาที่หลบภัยจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน

🔎โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 โดยเพจเฟซบุ๊ก “Maoz Israel” ซึ่งเป็นองค์กรศาสนาในอิสราเอลระบุว่า เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเมื่อประชาชนที่มาร่วมงานวันวีรชน (Memorial Day) บริเวณจัตุรัสฮาบิมา ในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล ส่งผลให้มีการเหยียบกันได้รับบาดเจ็บ 20 ราย

สื่ออิสราเอล Israel Hayom รายงานข่าวเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ระบุว่า เหตุการณ์ชุลมุนนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 29 เม.ย. 2568 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณจัตุรัสฮาบิมา สถานที่จัดงานวันวีรชน ได้รับแจ้งจากประชาชนว่าพบบุคคลต้องสงสัยจึงได้เข้าไปตรวจสอบ แต่บุคคลดังกล่าวไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่จึงใช้กำลังควบคุมตัว ทำให้ผู้คนบริเวณนั้นแตกตื่นและพากันวิ่งหนีจนเกิดเหยียบกันได้รับบาดเจ็บ ตำรวจยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคง

✔️ร่วมด้วยช่วยปรับปรุง! โคแฟคขอเชิญชวนประเมินความพึงพอใจและให้ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาช่องทางสื่อสารของโคแฟคประเทศไทย 

❤️ลุ้นรับของที่ระลึกจากโคแฟค!

🌸ลำดับ 1 –  20   ได้เสื้อ Summer collection ใหม่จาก  cofact

🌸ลำดับ  21-50   ได้ สมุดโน๊ด cofact หนังสือและ sticker 

🌸ลำดับ  51-150 ได้ของที่ระลึกเพื่อสุขภาพ

📍ร่วมตอบแบบสอบถามได้ที่ลิ้งด้านล่าง

https://forms.gle/Jc3Jc1AGvNgr1Uyu6