‘น้ำ’ปัจจัยสำคัญหล่อเลี้ยงชีวิต..แต่ดื่มผิดวิธีก็มีความเสี่ยง

Byบัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 มีผู้ส่งคลิปวิดีโอเข้ามาสอบถามในระบบของโคแฟค เป็นคลิปแอนิเมชั่นที่สร้างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งพาดหัวว่า ‘น้ำเปล่า = ยาพิษ?’ เนื้อหาระบุผลเสียของการดื่มน้ำผิดวิธี กล่าวคือ ‘ซดน้ำอึกใหญ่ก่อนนอน’ ส่งผลให้ตื่นมาปัสสาวะกลางดึก ซึ่งหากทำบ่อยๆ จะส่งผลเสียต่อความดันโลหิต เพราะระบบกรองน้ำส่วนเกินของไตไปเก็บที่กระเพาะปัสสาวะเพื่อเตรียมระบายออกทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อตื่นนอนจึงมีสภาพหน้าตาบวมเพราะโซเดียมเสียสมดุล หรือหากอาการหนักกว่านั้น เมื่อปริมาณน้ำในร่างกายมีมากเกินไปจนเกลือแร่เจือจาง จะเกิดอาการปวดหัว มึนงง หรือถึงขั้นเซลล์สมองบวมและเสียชีวิตได้ 

อีกทั้งการถูกปลุกให้ตื่นมาปัสสาวะกลางดึกยังลดทอนคุณภาพการนอน หรือการหลับลึก (Deep Sleep) อันเป็นกลไกขจัดสารพิษและฟื้นฟูร่างกาย  ผู้โพสต์คลิปยังทำคลิปเนื้อหาเดียวกันแบบสั้นเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และแบบยาวเผยแพร่ผ่านยูทูบ โดยคลิปยาวจะมีเนื้อหาเพิ่มเติมคือแนะนำวิธีการดื่มน้ำ ไล่ตั้งแต่ 1 – 2 แก้วหลังตื่นนอนตอนเช้าเพื่อปลุกระบบเผาผลาญและทำความสะอาดไตที่เป็นระบบกรองน้ำ จากนั้นสามารถจิบน้ำได้ทั้งวันโดยเพื่อรักษาความชุ่มชื่นโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ หรือเวลาประมาณ 20.00 น. ให้ลดปริมาณการดื่มน้ำจากซดอึกใหญ่เหลือเพียงการจิบน้ำเพียงให้หายคอแห้ง เพื่อให้ไตและสมองได้มีเวลาพักผ่อน 

– เข้าใจการทำงานของไต : รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในบทความ เจาะลึกกับโรคไต ไขทุกความจริงของสุขภาพไต เผยแพร่ทางเว็บไซต์ Rama Channel ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงการทำงานของไต ดังนี้ 

1.กรองของเสียและน้ำส่วนเกิน ไตทำหน้าที่กรองของเสียและสารพิษจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะ ช่วยรักษาความสะอาดของเลือดและป้องกันการสะสมของสารพิษในร่างกาย​ 2.ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ไตช่วยรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย​

3.ควบคุมความดันโลหิต ไตมีบทบาทในการควบคุมความดันโลหิตโดยการปล่อยฮอร์โมนเรนิน (renin) ซึ่งช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม​ และ 4.สร้างฮอร์โมนที่สำคัญไตผลิตฮอร์โมนเอริโทรโพอิติน (erythropoietin) ซึ่งกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก และยังมีบทบาทในการเปลี่ยนวิตามินดีให้เป็นรูปแบบที่ร่างกายสามารถใช้งานได้ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและเสริมสร้างกระดูก

ขณะที่ พฤติกรรมเสี่ยงทำให้เกิดโรคไตประกอบด้วย 1.โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตที่สูงสามารถทำลายหลอดเลือดในไต ทำให้ไตเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ 2.พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เครื่องปรุงรส อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารกึ่งสำเร็จรูป แม้จะไม่รู้สึกเค็ม แต่ก็มีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตได้

3.การใช้ยาบางชนิด การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างต่อเนื่อง หรือการใช้ยาสมุนไพรที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพ อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไต

4.พันธุกรรมและโรคทางพันธุกรรม โรคถุงน้ำในไต เป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก และเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคไตเรื้อรัง5.การติดเชื้อและการอักเสบ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือการอักเสบของหลอดเลือดฝอยในไต เช่น โรคไตอักเสบจากโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ สามารถทำให้ไตเสียหายและนำไปสู่โรคไตเรื้อรังได้ และ 6.พฤติกรรมการใช้ชีวิต การดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย ความเครียดสะสม และการทำงานหนักโดยไม่พักผ่อนเพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ภาพที่ 1 : การตรวจภาพสมองหลังจากการอดนอนหนึ่งคืนเผยให้เห็นการสะสมของเบตา-อะไมลอยด์ (สีแดง) ในฮิปโปแคมปัสและบริเวณใกล้เคียง
ที่มา : Sleep deprivation increases Alzheimer’s protein , NIH


– การนอน
หลับให้เพียงพอและมีคุณภาพสำคัญอย่างไร? : ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุว่า การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะในร่างกายได้หยุดพักเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บันทึกความจำ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลของฮอร์โมนการนอนหลับอย่างเพียงพอและมีคุณภาพจึงมีประโยชน์ เช่น สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง สดชื่นแจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย และลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บ 

ขณะที่ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า การนอนหลับไม่เพียงพอจะก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด ความจำ  รวมไปถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ และอาจสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานด้วย ส่วนการหลับลึกนั้น ภาวะการหลับลึกที่ดีต่อสุขภาพจะอยู่ที่ร้อยละ 13 – 23 หรือประมาณ 55 – 97 นาที ต่อคืนต่อการนอน 7 – 9 ชั่วโมง

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น ‘The Neuroprotective Aspects of Sleep’ เผยแพร่ในเว็บไซต์หอสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา(National Library of Medicine) ตั้งแต่เมื่อปี 2558 กล่าวถึง ระบบไกลม์ฟาติก (Glymphatic System)’ ซึ่งเป็นระบบกำจัดของเสียในสมอง โดยระบบนี้จะทำงานได้ดีในขณะนอนหลับ มีหน้าที่กำจัดสารเบตา-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) ซึ่งสารนี้หากสะสมในปริมาณมากๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ 

ในปี 2561 สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) รายงานข้อค้นพบของนักวิจัย 2 ท่าน คือ โนรา ดี. วอลโคว์ (Nora D. Volkow) และ ยีน-แจ็ค หวัง (Gene-Jack Wang) ที่ทำการสแกนสมองของกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 20 – 72 ปี ซึ่งมีสุขภาพดี แล้วพบว่า การนอนหลับไม่เพียงพอ 1 คืน (ใช้เวลายาวนาน 31 ชั่วโมงโดยไม่นอน) ปริมาณสารเบตา-อะไมลอยด์ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 อีกทั้งการพบสารดังกล่าวยังอยู่ในบริเวณสมองส่วนทาลามัสและฮิปโปแคมปัส (Thalamus and Hippocampus) ซึ่งเป็นบริเวณที่เสี่ยงต่อความเสียหายเป็นพิเศษในระยะเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งปริมาณสารเบตา-อะไมลอยด์ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลทำให้อารมณ์ของกลุ่มตัวอย่างแย่ลงหลังอดนอนด้วย

ในปี 2565 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา (Yale School of Medicine) เผยแพร่บทความ ‘Sleep’s Crucial Role in Preserving Memory’ ระบุข้อค้นพบของ เฮเลน เบนเวนิสต์ (Helene Benveniste) แพทย์และศาสตราจารย์ด้านวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.เยล ว่า การนอนหลับอาจช่วยให้สมองมีเวลาและสภาวะที่เหมาะสมในการกำจัดของเสียจากกระบวนการเผาผลาญ ซึ่งการสะสมของสารเผาผลาญบางชนิดในสมอง โดยเฉพาะเบตา-อะไมลอยด์ และโปรตีนเทา (Tau protein) ที่ผิดปกติ ดูเหมือนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางด้านการรับรู้ เช่น โรคอัลไซเมอร์

ที่ผ่านมาบรรดานักวิจัยเคยคิดว่าจุดประสงค์หลักของการนอนหลับคือการพักผ่อนและประมวลผลความทรงจำ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าเรากำลังเข้าใจจุดประสงค์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการนอนหลับอาจเป็นการให้เวลาสมองได้ทำความสะอาดตัวเองเบนเวนิสต์ กล่าว 

– ตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนเกิดจากอะไรได้บ้าง? : รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในบทความ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจเผยแพร่ทางเว็บไซต์ Rama Channel ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า การตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆเป็นได้ทั้งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคเบาหวานและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง , โรคไตเรื้อรังและความเสื่อมของไต , โรคต่อมลูกหมากโต , ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน , โรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว , ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

แต่นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วย เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้ไตทำงานหนักและผลิตปัสสาวะมากขึ้น , การใช้ยาบางชนิด อาทิ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มขับปัสสาวะ ยารักษาโรคซึมเศร้า หรือวิตามินบางชนิด , การตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มดลูกที่ขยายตัวจะไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ , ความเครียดและวิตกกังวล แม้ระดับน้ำในร่างกายยังไม่เกิน แต่ภาวะทางจิตใจสามารถกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย , พฤติกรรมการดื่มน้ำ ที่ดื่มในปริมาณมากช่วง 2 – 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน 

การตื่นมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้เรื้อรังจะส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาหลักคือการรบกวนวงจรการนอนหลับ ทำให้ร่างกายไม่ได้เข้าสู่ระยะหลับลึกเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ผลกระทบที่ตามมาครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สมอง และอารมณ์ รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว 

– ดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต : มีคำเตือนเรื่องนี้อยู่จริง โดยข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า หากดื่มน้ำมากเกินไปคือ วันละ 6-7 ลิตร ส่งผลให้ร่างกายได้รับน้ำปริมาณมากเกินไปในเวลารวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะน้ำเกินหรือน้ำเป็นพิษ (Water Intoxication) จะมีอาการปวดศีรษะ ตะคริว ชัก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน บวม ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมอง ซึ่งอาจอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  

นอกจากนั้น การได้รับน้ำมากเกินกว่าอัตราการขับถ่ายของไตจะมีผลทำให้เกิดภาวะ Hypo-osmolarity ส่งผลให้มึนงง ความคิดสับสน หมดสติ ชักและอาจเสียชีวิตได้ แต่เป็นภาวะที่เกิดได้ยากในคนปกติที่มีสุขภาพดี เช่นเดียวกับคำเตือนจาก นพ.ปรัชญา พุมอุทัยวิรัตน์ แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ โรคไต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่ให้สัมภาษณ์กับรายการวันใหม่วาไรตี้ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS วันที่ 24 เม.ย. 2569 ว่า ในแต่ละวันร่างกายต้องการน้ำประมาณ 6 – 8 แก้ว หรือ 1.5 – 2 ลิตร ขณะที่ไตจะมีหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ 

ถ้าเราดื่มน้ำในปริมาณมากและดื่มอย่างรวดเร็ว จะทำให้สมดุลของเกลือแร่เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันนี้ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน พอปรับตัวไม่ทันสิ่งที่ตามมาก็คือเซลล์สมองเราซึ่งมีความสำคัญในเรื่องการสั่งงาน มันเกิดเซลล์สมองบวม เลยเกิดภาวะอันตรายที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นกลุ่มของคนไข้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ กลุ่มนี้จะขับน้ำออกมาได้ช้ากว่าปกติ พอดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะและรวดเร็วก็ส่งผลให้เกิดารขับน้ำส่วนเกินออกมาไม่ทัน ก็จะเกิดภาวะบวมน้ำหรือไตเสื่อมตามมาได้ นพ.ปรัชญา กล่าว

ภาพที่ 2 : คำแนะนำในการดื่มน้ำอย่างเหมาะสมต่อวัน 
ที่มา : กรมอนามัย

– ดื่มน้ำอย่างไรปลอดภัยและได้ประโยชน์ :นพ.ปรัชญา อธิบายว่า น้ำเป็นองค์ประกอบในการขับของเสียออกจากร่างกาย อีกทั้งยังรักษาสมดุลระหว่างน้ำและเกลือแร่ในร่างกายด้วย การดื่มน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายขาดตัวกลางในการขับปัสสาวะออกมาตามปกติและอาจนำไปสู่การเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ แต่หากดื่มมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะสมองบวมและเสียชีวิต อนึ่ง ในช่วงที่อากาศร้อนร่างกายจะต้องการน้ำเพิ่มขึ้นโดยส่งสัญญาณผ่านกลไกความรู้สึกกระหายน้ำ หรือรู้สึกริมฝีปากแห้ง

นอกจากนั้น การดื่มน้ำควรดื่มแบบกระจายตลอดทั้งวันให้สมดุล’ โดยเริ่มจากดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วหลังตื่นนอน เพราะระหว่างที่นอนหลับร่างกายจะมีอาการขาดน้ำอยู่บ้างเล็กน้อย การดื่มน้ำหลังตื่นนอนจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้ดีขึ้น จากนั้นในแต่ละช่วงของวันอาจจิบหรือดื่มน้ำ 1 – 2 แก้ว เช่น ก่อนรับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพราะน้ำจะช่วยเรื่องการย่อยอาหาร อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุแนะนำให้ลดการดื่มน้ำลงช่วงก่อนนอนเพื่อลดโอกาสที่จะต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน 

ข้อมูลข้างต้นยังสอดคล้องกับคำแนะนำของกรมอนามัย ว่า ระยะเวลาที่ควรดื่มน้ำคือ ตื่นนอน 1 แก้ว , 09.00 – 10.00 น. 2 แก้ว , 13.00 – 14.00 น. 2 แก้ว , 19.00 – 20.00 น. 2 แก้ว และก่อนนอน อีก 1 แก้ว ซึ่งน้ำ 1 แก้วจะมีปริมาณราว 250 มิลลิลิตร นอกจากนั้นยังแนะนำด้วยว่า ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากๆ หลังอาหารเย็น เพราะการปวดปัสสาวะกลางดึกจะรบกวนการนอนได้ ซึ่งในบทความของ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ว่าด้วยการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ก็แนะนำทำนองเดียวกัน คือควรงดดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ประมาณ 2-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะถูกกรองเป็นปัสสาวะ

โดยสรุปแล้ว..แม้น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่การดื่มน้ำอย่างไม่ถูกวิธีก็อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/เจาะลึกกับโรคไต-ไขทุกคว/ (เจาะลึกกับโรคไต ไขทุกความจริงของสุขภาพไต : Rama Channel 17 พ.ย. 2568)

https://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=32410 (การนอนหลับ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม : กรมการแพทย์ 18 มี.ค.2565)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/sleep-well-for-health/ (นอนหลับสนิท ชีวิตยืนยาว : กรมอนามัย 26 พ.ค. 2562)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info1044_sleep_11/ (หลับลึก หลับดี พอกี่โมง : กรมอนามัย 4 ก.ย. 2568)

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4651462/ (The Neuroprotective Aspects of Sleep : หอสมุดแห่งชาติการแพทย์สหรัฐอเมริกา , 2558)

https://www.nih.gov/news-events/nih-research-matters/sleep-deprivation-increases-alzheimers-protein (Sleep deprivation increases Alzheimer’s protein : NIH 24 เม.ย. 2561)

https://medicine.yale.edu/news-article/sleeps-crucial-role-in-preserving-memory/(Sleep’s Crucial Role in Preserving Memory : Yale SCHOOL OF MEDICINE : 10 พ.ค. 2565)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน-อ/(ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจ : Rama Channel 13 ก.พ. 2569)

https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/rrhlnews/209505  (ดื่มน้ำมากเกินไป อาจเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ ถึงตายจริงหรือ : สำนักโภชนาการ กรมอนามัย 31 ม.ค. 2565)

https://www.youtube.com/watch?v=qgMRfQQJiGM (“ดื่มน้ำเปล่า” ผิดวิธีเสี่ยงไตวาย ? | รู้ทันกันได้ | วันใหม่วาไรตี้ : ThaiPBS 24 เม.ย. 2569)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info569_water_10/ (ดื่มน้ำมากไปใช่ว่าจะดี : กรมอนามัย 12 ก.ย. 2566)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/video-knowledges/doh_workingage_sleep/(นอนหลับดี มีคุณภาพ : กรมอนามัย 13 ก.ค. 2562)

จริงหรือไม่? กสทช. สั่งค่ายมือถือคืนเงินลูกค้าจากการเปลี่ยนแพคเกจเสริมโดยพลการ

  • วันที่ตรวจสอบ: 13 พ.ค. 2569

อาหนิง นิรุตติ์ เตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมตัวหลอกขายของ แฉพฤติกรรมสุดแสบ จี้รัฐคุมเข้มแพลตฟอร์มรับผิดชอบ

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ในรายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.40 ภายใต้หัวข้อ”อาหนิงเตือนภัย ถูก AI ปลอมตัว“ ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท มีการพูดคุยถึงประเด็นปัญหาการใช้เทคโนโลยี Deepfake หรือการปลอมแปลงใบหน้าและเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อนำไปใช้ในการหลอกลวง ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน โดยมีพลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และนิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงอาวุโส ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

นิรุตติ์ ศิริจรรยา เปิดเผยถึงเหตุการณ์ล่าสุด ถูกมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมแปลงทั้งภาพและเสียงเพื่อนำไปโฆษณาขายสินค้าประเภทยาแก้ปวดเข่าปวดหลัง โดยระบุว่าสังเกตเห็นความผิดปกติได้จากน้ำเสียงและจังหวะการพูดที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ มีการเว้นวรรคที่เพี้ยนไป รวมถึงการเรียกชื่อนามสกุลที่ดูผิดปกติ นอกจากนี้ เนื้อหาในคลิปดังกล่าวยังมีลักษณะก้าวร้าว มีการดูหมิ่นและด่าทอเจ้าหน้าที่ในชุดขาวหรือกลุ่มแพทย์ ซึ่งนิรุตติ์ยืนยันว่าตนเองไม่มีทางรับโฆษณาที่มีลักษณะดูถูกผู้อื่นเช่นนี้แน่นอน และรู้สึกเสียใจที่ต้องเห็นภาพลักษณ์ของตนถูกนำไปใช้ในทางที่เสื่อมเสียต่อวิชาชีพแพทย์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เพื่อนฝูงและคนรู้จักจำนวนมากหลงเชื่อและโทรศัพท์มาสอบถามว่าสินค้าดีจริงหรือไม่ ซึ่งตนได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาเพื่อป้องกันตนเองตามกระบวนการกฎหมาย

นอกจากประเด็น AI แล้ว นิรุตติ์ยังเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยถูกนำรูปภาพไปตัดต่อโฆษณาสินค้าประเภทอื่นทันทีหลังถ่ายงานเสร็จ รวมถึงประสบการณ์ถูกหลอกให้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าที่มีเลข อย. ปลอม จนทำให้ตนเองต้องถูกปรับและต้องส่งทนายความไปดำเนินการ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยมีกรณีมิจฉาชีพใช้ชื่อและรูปภาพไปทำRomance Scam หลอกลวงทนายความหญิงท่านหนึ่งจนฝ่ายหญิงหลงรัก และถึงขั้นบุกรุกไปที่สวนส่วนตัวของตนในจังหวัดจันทบุรีเพื่อตามหาตัว ทั้งที่ขณะนั้นตนปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความหนักใจอย่างมากเนื่องจากกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา ทำให้ผู้ที่ถูกแอบอ้างต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความบริสุทธิ์และแจ้งความด้วยตนเองเพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางคดี

พลินี เสริมสินสิริ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเกี่ยวกับเรื่องAI กับ Media Freedom โดยระบุว่าปัจจุบันความจริงต้องทำงานแข่งกับ Algorithm ของแพลตฟอร์มแม้จะมีการรายงาน (Report) หรือตรวจสอบข่าวปลอมบ่อยครั้ง แต่แพลตฟอร์มมักไม่ออกมาตรการกำกับดูแลที่จริงจัง โดยอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพในการไม่บล็อกเนื้อหา แต่อาจไม่เข้าใจบริบทของสังคมไทยที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงเสนอว่ารัฐบาลควรมีกฎหมายหรือช่องทางสนับสนุนที่เข้มงวดกว่านี้ รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย เนื่องจากแพลตฟอร์มได้รับรายได้จากการโฆษณาและค่าธรรมเนียมจากมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องมี AI Literacy หรือความรู้เท่าทันเทคโนโลยี อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น ไม่แชร์ และไม่โอนเงินจนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัด

ในช่วงท้าย นิรุตติ์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือตำรวจดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการดักจับและป้องกันปัญหาไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยมาแจ้งความ พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีในต่างประเทศที่นักแสดงสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้มหาศาลหากมีการนำชื่อหรือรูปไปแอบอ้าง ซึ่งไทยควรมีมาตรการที่เด็ดขาดเช่นนั้น ทั้งนี้ นิรุตติ์ยืนยันว่าตนเองไม่มี Facebook หรือ Instagram ส่วนตัว มีเพียงผู้ที่ชื่นชอบช่วยดูแลให้เท่านั้น และปัจจุบันไม่ได้รับเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าใดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน หากจะมีโฆษณาต้องผ่านสื่อหลักที่เป็นกิจจะลักษณะเท่านั้น จึงขอให้แฟนๆ และประชาชนพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและอย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่หากินบนความสำเร็จของผู้อื่น

นพ.วรงค์ ตั้งผู้ช่วย สส. 5 คน เป็นข้อมูลเก่าของสภาผู้แทนฯ ชุดที่ 24 ปี 2554-2556 ไม่ใช่ชุดปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “หมอวรงค์” ตั้งผู้ช่วย สส. 5 คน 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง แต่เป็นข้อมูลเก่าของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดที่ 24 ช่วงปี 2554-2556 ซึ่งเมื่อนำมาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้บริบท ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 พ.ค. 2569 มีผู้โพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคภูมิใจไทย” ว่า “หมอวรงค์ตั้งผู้ช่วย 5 คน ไหนว่า 2-3 คนก็พอแล้ว” พร้อมภาพเอกสารระบุรายชื่อผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จำนวน 5 คน ในจำนวนนี้มีผู้นามสกุลเดียวกับ นพ.วรงค์ 3 คน (ลิงก์บันทึก)

ภาพเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่โดยปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และอธึกกิต แสวงสุข สื่อมวลชนอาวุโส ซึ่งโพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ว่า “อาจเป็นเอกสารเก่าสมัย [นพ.วรงค์] เป็น สส. พิษณุโลก” (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ในช่วงที่ นพ.วรงค์เรียกร้องเรื่องการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์ของนักการเมืองซึ่งรวมถึงข้อเสนอให้ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อประหยัดงบประมาณและเป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการช่วยงานของ สส. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นฐานข้อมูลรายงานและบันทึกการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นพ.วรงค์เป็น สส.บัญชีรายชื่อ เลขที่สมาชิก 322 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันคือชุดที่ 27 ขณะที่เอกสารที่นำมาเผยแพร่ประกอบโพสต์ดังกล่าวระบุว่า นพ.วรงค์เป็น สส. จังหวัดพิษณุโลก เลขที่สมาชิก 299  

เว็บไซต์ระบบฐานข้อมูลรายงานและบันทึกการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่ข้อมูลการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่ 2 วันที่ 19 มี.ค. 2569 ซึ่งมีการขานชื่อ สส. เป็นรายบุคคลเพื่อเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี บันทึกการประชุมระบุว่า นพ.วรงค์ เลขที่ 322

เจ้าหน้าที่กลุ่มงานทะเบียนประวัติและสถิติของรัฐสภาให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 ว่าเลขที่ 299 เป็นเลขที่สมาชิกของ นพ.วรงค์ เมื่อครั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 24 ซึ่งอยู่ในวาระระหว่างวันที่ 3 ก.ค. 2554 – 9 ธ.ค. 2556 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 5 ส.ค. 2554 เพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีโดยขานชื่อ สส. ทีละคนเรียงลำดับเลขประจำตัวตามตัวอักษรแรกของชื่อ พบว่า นพ.วรงค์อยู่ในลำดับ 299 ตรงกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่กลุ่มงานทะเบียนฯ

นพ.วรงค์ชี้แจงผ่านบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2569 ว่าข้อมูลการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. จำนวน 5 คน นั้นเป็นข้อมูลในอดีตสมัยที่เขาเป็น สส. พรรคประชาธิปัตย์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ส่วนการตั้งคนนามสกุลเดียวกับตนเป็นผู้ช่วย สส. ถึง 3 คนนั้น นพ.วรงค์ระบุว่าเป็นเพราะช่วยงานได้ดี ไม่ได้ทำอะไรให้เสียหายหรือผิดระเบียบ

นพ.วรงค์ยืนยันว่าปัจจุบันเขาตั้งผู้ช่วยเพียง 3 คน ตามที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 9 พฤษภาคม 2569

อีเมลแจ้งรับสิทธิ์โครงการ “น้ำมันคนละครึ่ง เฟส 1” แนบลิงก์ลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ofdd68parusq


โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เปิดให้ลงทะเบียน 2 พ.ค. 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/152f27m7j69zq


คนเกิดก่อนปี 2540 ไม่มีสูติบัตรออนไลน์ในแอปฯ ไทยดี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/8bhgi131os34


ปลาหมอคางดำ สามารถทำปลากระป๋องได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/265b5oy70i212


เงาบังแผงโซลาร์เซลล์มีผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1q58e09wrmvh5


ไขกระจ่างเม็ดขาวในปลากระป๋อง เป็นก้อนไขมันกินได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1yc2iwwi66cgw


กระทรวงการคลังเผย เตรียมเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” 25 พฤษภาคมนี้ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2xy2ha461f5ww


 มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว เตรียมเปิดวิ่งฟรีปลายปีนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1mo3po8lc3h00


ขณะเกิดแก๊สรั่ว ห้ามเปิดไฟ, ห้ามเปิดตู้เย็น, พัดลมดูดอากาศและห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ym0ouuskspyq


กระทะเทฟล่อนลอก ที่แท้มันมีสารก่อมะเร็ง…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/yxqnlcq77dc9

ถาม-ตอบ: “IO” ในมุมมองของ Fact-checker

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2568- 31 มีนาคม 2569 กองบรรณาธิการโคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงของเนื้อหาที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเกือบ 300 ชิ้น ในจำนวนนี้มีเนื้อหาเท็จหลายชิ้นที่น่าสงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO (Information Operation) โดยเฉพาะในประเด็นการเมือง ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปลายเดือนมีนาคม 2569 ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และผู้สื่อข่าวรายการ ข่าว 3  มิติ ออกมาร้องเรียนว่าเธอตกเป็นเป้าการโจมตีของ IO อย่างหนักหน่วงหลังจากเสนอข่าวการลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นคดีที่กองทัพถูกตั้งคำถามว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะรถที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นรถกระบะของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดนราธิวาส ส่วนหน้า  

นอกจากฐปณีย์แล้ว นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและ สส. ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือ “เคยมีคดี” กับกองทัพก็ถูกโจมตีด้วยเนื้อหาเท็จและการกล่าวหาใส่ร้ายพร้อมกันไปด้วย เช่น อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา, รอมฎอน ปันจอร์ สส. พรรคประชาชน, อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความสิทธิมนุษยชนและอดีตผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายมีหลักฐานและพยายามเปิดโปงว่าภาครัฐอยู่เบื้องหลัง IO ที่มุ่งโจมตีนักการเมืองฝ่ายค้าน นักสิทธิมนุษยชนและผู้เห็นต่างจากรัฐ แต่ทั้งรัฐบาลและกองทัพก็ปฏิเสธมาตลอด  

ปฏิบัติการปล่อยเนื้อหาเท็จและการกล่าวหาใส่ร้ายสื่อมวลชนและนักสิทธิมนุษยชนระลอกล่าสุด ทำให้คำว่า IO กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง และมีคำถามมาถึงโคแฟคว่าในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง เราพบอะไรและมองปฏิบัติการนี้อย่างไร

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในบทความถาม-ตอบนี้ ซึ่งผู้เขียนเรียบเรียงและเพิ่มเติมข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “ข่าวเจาะ ย่อโลก” ประเด็น “รู้จัก-รับมือ สงครามข้อมูลข่าวสาร” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส วันที่ 2 พ.ค. 2569

IO คืออะไร?

IO ย่อมาจากคำว่า Information Operation แปลว่า “ปฏิบัติการข่าวสาร” ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งสร้างอิทธิพลต่อความคิด การตัดสินใจและระบบสารสนเทศของฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันนิยามของ IO ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปฏิบัติการทางทหารอีกต่อไป แต่ใช้เรียกพฤติกรรมการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นขบวนการเพื่อมุ่งโจมตี สร้างความเกลียดชัง ทำลายชื่อเสียง และลดทอนความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เช่น นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักการเมือง แรงงานข้ามชาติ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ  

เนื้อหาของ IO มักเป็นเนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่ไม่ระบุตัวตนชัดเจน ระดมเผยแพร่เนื้อหาเดียวกันหรือคล้ายกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อโน้มน้าวความคิดเห็นของคนในสังคมไปในทางใดทางหนึ่ง

ใครเป็นคนทำ-ใครอยู่เบื้องหลัง IO ?

อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2563 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น นำหลักฐานมาแสดงว่าหน่วยงานรัฐใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งแน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธว่าไม่มี หรือการที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้พยายามพิสูจน์ว่ากองทัพอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ IO ที่ใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงพวกเขา แต่กองทัพก็ไม่เคยยอมรับเช่นกัน

แต่หากย้อนกลับไปในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) หรือ “คนเสื้อแดง” ในปี 2553 กองทัพบกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้นำปฏิบัติการ IO มา “ประยุกต์” ใช้กับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทั้งรัฐบาลและกองทัพในการปราบปรามกลุ่ม นปช. รายละเอียดการใช้ IO ในช่วงการชุมนุม นปช. ปรากฏในบทความเรื่อง “บทเรียนการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส.ในเมือง” ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 60 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2554 เขียนโดย พ.อ. บุญรอด ศรีสมบัติ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกรมยุทธศึกษาทหารบก (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)

พ.อ.บุญรอด ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก บรรยายว่าปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพในช่วงการชุมนุม นปช. แบ่งเป็น 5 ยุทธศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือ “ยุทธศาสตร์การตอบโต้การก่อการร้ายและเปิดเผยเครือข่ายล้มเจ้า”

“ภายหลังจากสำนักข่าวอัลจาซีราลงคลิปการปรากฏตัวของกลุ่มคนชุดดำปฏิบัติการก่อการร้ายเป็นครั้งแรก เป้าหมายของงานไอโอก็ได้เปลี่ยนไปเป็นการล็อกเป้าผู้ก่อการร้ายทันที นั่นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของงานไอโอที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเอาชนะกลุ่ม นปช. ได้ โดยเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวขึ้นไปอีก จากการที่มีการเชื่อมโยงของกลุ่มก่อการร้ายกับกลุ่มเครือข่ายล้มเจ้า” บทความระบุ

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์คือ “ยุทธศาสตร์การตอบโต้การจลาจล” ที่มีจุดประสงค์เพื่อ “ขยายผลเหตุการณ์การก่อการจลาจลเผายบ้านเผาเมือง โดยนำภาพคลิปการปราศรัยตามที่ต่าง ๆ ของแกนนำกลุ่ม นปช. มาตัดต่อใหม่ เรียงภาพ เล่าเหตุการณ์ให้เห็นว่ามีการชี้นำให้เผาบ้านเผาเมืองอย่างมีสระบบและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า” 

ในส่วนของ “ยุทธศาสตร์กระชับวงล้อม” พ.อ.บุญรอดระบุว่า “ช่วง 14-19 พฤษภาคม 2553 งานไอโอช่วงนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการทั้งเชิงรับและเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบทางทหารเลยทีเดียว โดยมีการตอบโต้ด้วยภาพคลิปหรือเรียกว่าทำ ‘สงครามคลิปรายวัน’ เลยก็ว่าได้ เป้าหมายสำคัญคือให้ภาพการปฏิบัติทางทหารที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ภาพของการสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหาร และต้องแสดงให้เห็นว่าทหารมิได้ฆ่าประชาชน” 

เขาขยายความ “สงครามคลิป” ว่า “สงครามคลิปภายใต้กรอบงานไอโอระดับยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ที่สุดคือการนำเสนอภาพ คลิปวิดีโอของโฆษณา ศอฉ. ซึ่งต้องใช้ทักษะของการตอบโต้กลุ่ม นปช. และต้องทำความเข้าใจกับสังคมไทยและสายตานานาชาติไปพร้อม ๆ กัน” และ “ภาพคลิปต่าง ๆ ที่นำเสนอได้ผ่านการกลั่นกรองจากคณะทำงานไอโอวงเล็กและวงใหญ่ของ ศอฉ. แล้ว” 

ข้อมูลในบทความนี้ทำให้เห็นว่ากองทัพได้นำ IO มาใช้ในความขัดแย้งทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2553 

บทความเรื่อง “บทเรียนการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส.ในเมือง” ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 60 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2554

อีกหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ชัดที่สุดถึงการมีอยู่ของบัญชี IO คือ การตรวจสอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม 

เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ทวิตเตอร์ได้รายงานผลการตรวจสอบและระงับบัญชีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ในไทยจำนวนกว่า 900 บัญชี ที่พบว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาลและกองทัพไทย ซึ่งบัญชีเหล่านี้สร้างขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันและเผยแพร่ข้อมูลคล้ายกันที่สนับสนุนรัฐบาลและกองทัพและโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

ในบรรดาบัญชีที่ถูกระงับมีบัญชีทวิตเตอร์ของหน่วยงานสำคัญแห่งหนึ่งด้วยเพราะทวิตเตอร์พบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่เป็นสแปม (โพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการร้องขอจำนวนมากโดยใช้ bot ซึ่งเป็นการรบกวนผู้ใช้งานคนอื่น)  

เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เฟซบุ๊กรายงานการตรวจสอบและระงับบัญชีผู้ใช้งานและแฟนเพจ รวมถึงบัญชีบนอินสตาแกรมรวม 185 บัญชี ที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพบก ซึ่งมีพฤติกรรม “ร่วมกันโจมตีหรือสร้างกระแสให้ไปในทิศทางเดียวกัน” (Coordinated Unauthentic Behavior) โดยบัญชีเหล่านี้เน้นการเผยแพร่ข้อมูลสนับสนุนรัฐบาล รวมถึงได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

แม้จะสรุปไม่ได้แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลัง IO แต่มีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้มีอำนาจรัฐและกองทัพคืออยู่เบื้องหลัง IO เช่น

  • IO มีลักษณะที่ทำเป็นขบวนการ ต้องใช้ทั้งเงินและกำลังคน หน่วยงานรัฐและกองทัพคือผู้ที่มีทั้งงบประมาณและกำลังคนที่จะทำสิ่งนี้ได้
  • ผู้ที่ตกเป็นเป้าการโจมตีของ IO มักเป็นผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจรัฐและกองทัพ
  • ประเด็นที่ IO หยิบมาโจมตีมักเกี่ยวข้องกับความมั่นคงซึ่งเกี่ยวข้องกับกองทัพและรัฐบาลโดยตรง เช่น ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้, ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา, สถาบันกษัตริย์ 
  • ควบคู่ไปกับการโจมตีฝ่ายตรงข้าม IO มักเผยแพร่เนื้อหาในเชิงบวก สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลและกองทัพ

เป็นไปได้ว่าอาจจะมีฝ่ายอื่น ๆ อีกที่ทำปฏิบัติการ IO แต่สิ่งที่เราสนใจมากที่สุดก็คือ IO ที่ทำโดยรัฐ/กองทัพ เพราะการใช้ภาษีประชาชนมาเผยแพร่เนื้อหาเท็จ ปลุกปั่นความเกลียดชัง สร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ปรากฏการณ์ของการใช้ IO ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2569 เป็นอย่างไร ?

เดือนมกราคม-มีนาคม 2569 เนื้อหาเท็จที่โคแฟคตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นประเด็นการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ตามด้วยประเด็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แต่พอถึงเดือนเมษายน เราพบว่ามีเนื้อหาเท็จที่มีลักษณะเป็น IO มุ่งโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักการเมือง และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวชายแดนใต้มากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ลอบสังหารคุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ซึ่งผู้เสียหายและสังคมตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากมีข้อมูลว่ารถกระบะสีขาวที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ คือรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า

จุดที่ทำให้เนื้อหา IO ท่วมท้นโซเชียลมีเดียคือหลังการแถลงข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เรื่องความคืบหน้าคดีเมื่อวันที่ 13 เม.ย. ซึ่งวันนั้นแม่ทัพพูดถึงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาว่าเป็นที่บ่มเพาะผู้ก่อเหตุความรุนแรง และยังปิดไมค์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในนามส่วนตัวว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ซึ่งคุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย ได้นำคลิปคำพูดของแม่ทัพภาค 4 มาเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก The Reporters 

หลังการแถลงข่าวในวันนั้น เราพบว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จที่โจมตีและกล่าวหาโรงเรียนสอนศาสนาและครูสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังพบว่าปฏิบัติการ IO มุ่งเป้าไปที่คุณฐปณีย์ โดยเผยแพร่เนื้อหาที่ใส่ร้าย โจมตี กล่าวหา ดูหมิ่นเหยียดหยามเธอในทุกรูปแบบ จนกระทั่งคุณฐปณีย์ต้องออกมาฟ้องสังคมและยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบการใช้ IO คุกคามสื่อมวลชน

ปฏิบัติการ IO ไม่หยุดอยู่แค่นั้น แต่ยังระดมผลิตเนื้อหาออกมาใส่ร้ายโจมตีทุกฝ่ายที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ เรียกได้ว่าเหวี่ยงแหไปหมด ไม่ว่าจะเป็นรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน, นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างคุณอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา, ภาคประชาสังคมเช่นมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและสมาคมด้วยใจ 

เนื้อหาเท็จในประเด็นชายแดนใต้ ส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับวันครบรอบ 22 ปี เหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะ 28 เม.ย. ด้วย เพราะการเผยแพร่เนื้อหาเท็จก็มักจะอาศัยสถานการณ์และบริบทด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่จะโผล่ขึ้นมาลอย ๆ

การรูปแบบการใช้ IO ในประเด็นสถานการณ์ชายแดนใต้รุนแรงแค่ไหน รูปแบบเปลี่ยนไปไหม ?

แถลงการณ์ร่วมของภาคประชาสังคมและนักวิชาการเรื่อง “เรียกร้องยุติปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคม” เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2569 ระบุว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เผชิญกับปฏิบัติการ IO มาอย่างต่อเนื่อง

เราสังเกตว่าในยามที่ไม่มีสถานการณ์อะไรเนื้อหาก็อาจจะเน้นการสร้างความรู้สึกดีต่อทหารและกองทัพ เร้าอารมณ์ความสงสารเห็นใจในความเสียสละของทหาร แต่พอมีเหตุการณ์รุนแรงก็จะปรับเนื้อหาไปตามสถานการณ์นั้น สำหรับรอบนี้ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลมาก เพราะเนื้อหามีความรุนแรงขึ้น หวือหวามากขึ้นด้วย AI และปริมาณก็เยอะขึ้นมาก

ส่วนรูปแบบมีทั้งแบบดั้งเดิม เช่น การสร้างคำพูดปลอม การเอาภาพเหตุการณ์เก่าในอดีตมาสร้างความเข้าใจผิด เช่น เอาภาพการจับกุมครูสอนศาสนาอิสลามเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้วมาเผยแพร่ซ้ำ ซึ่งเราวิเคราะห์ว่ามีเจตนาที่จะตอกย้ำสิ่งที่แม่ทัพพาดพิงโรงเรียนปอเนาะว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุ

ส่วนที่เป็นรูปแบบใหม่ก็แน่นอนว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ deepfake ที่ generate ภาพของผู้เห็นต่างจากรัฐเป็นปีศาจผีร้าย 

ที่ผ่านมีงานไอโอชิ้นไหน ในปรากฏการณ์ใดบ้าง ที่โคแฟคมองว่าสร้างความเกลียดชัง และเป็นอันตราย มีผลกระทบที่เห็นได้ชัด ?

เราคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นผลงาน IO หรือไม่ แต่ถ้าพูดถึงเนื้อหาเท็จที่สร้างความเกลียดชังและเป็นอันตรายเราพบมากในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา (พฤษภาคม 2568-ปัจจุบัน) ทั้งที่ผลิตและเผยแพร่โดยคนไทยและคนกัมพูชา ที่มุ่งสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดก็คือเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังเหล่านี้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงทางกายภาพหรือสร้างความชอบธรรมให้กับการทำร้ายร่างกายคนกัมพูชาในไทยหรือคนไทยในกัมพูชา หลายคนอาจเคยเห็นคลิปและเพจเฟซบุ๊กของ “อินฟลูเอนเซอร์” คนหนึ่งที่อัดคลิปการตามล่า ข่มขู่และทำร้ายร่างกายคนกัมพูชาในไทย 

อีกกรณีหนึ่งก็คือเนื้อหาเท็จในประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ใส่ร้าย โจมตี กล่าหา สร้างความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชน ทนายความ นักการเมือง สื่อมวลชนที่มีส่วนสำคัญในการสะท้อนปัญหาและสร้างสันติภาพในพื้นที่ เนื้อหาเท็จเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจพวกเขาอย่างมากซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และหากเนื้อหาเท็จเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คนเหล่านี้ทำงานด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

โดยสรุป โคแฟคมองว่าเนื้อหาเท็จที่อันตรายที่สุดคือเนื้อหาเท็จที่ปลุกปั่นและสั่งสมความเกลียดชังเพราะมันอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกายกันหรืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (hate crime)

พลังของการแชร์ข่าวจริงจะสู้ได้หรือไม่ สังคมจะรับมืออย่างไรกับการใช้ IO ?

พลังการแชร์ข่าวจริงคงไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับเนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดย IO มีอะไรอีกหลายอย่างที่เราต้องทำและต้องช่วยกัน 

อย่างแรกคือเราต้องช่วยกันสร้างสังคมที่อยู่บนพื้นฐานความจริง หรือ fact-based society เราจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอะไรก็ได้ วิจารณ์ใครก็ได้ อย่างไรก็ได้ แต่ขอให้อยู่บนฐานข้อมูลที่จริง ไม่ใช่การใส่ร้ายกล่าวหาโจมตีกันด้วยข้อมูลเท็จ

อย่างที่สอง เราต้องสร้างการเมืองที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะถ้าสมมติฐานของเราคือรัฐและกองทัพอยู่เบื้องหลัง IO เราก็ต้องช่วยกันสร้างระบบที่ตรวจสอบรัฐได้ ไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐใช้งบประมาณตามความพึงใจและไม่เปิดเผยว่าใช้ทำอะไร ไม่ใช่แค่กับงบ IO แต่งบประมาณทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ข้อดีของไอโอมีบ้างไหม ?

IO เป็นปฏิบัติการทางทางทหารเพื่อใช้ในสงคราม-การรบ ซึ่งถ้าการใช้ของมันจำกัดอยู่แค่ในทางการทหารมันก็คงจะตอบโจทย์ด้านยุทธวิธีอยู่ แต่เมื่อถูกนำมาใช้กับพลเรือน กับประชาชนที่เป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ ใช้ข้อมูลเท็จใส่ร้ายโจมตีเพื่อสร้างความโกรธเกลียดชังในสังคม เราไม่เห็นว่ามีข้อดีอะไรเลย และเมื่อเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนมาทำสิ่งนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นอกจากจะไม่มีข้อดีอะไรเลยแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างมากด้วย

คำแนะนำสำหรับประชาชนหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องรับมือกับข่าวสารที่ไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว จะตรวจสอบอย่างไร ?

เมื่อคลิปหรือข้อความอะไรในโซเชียลมีเดียหรือมีคนส่งมาทาง LINE แล้วทำให้เราโกรธ เกลียด โมโห เศร้า สงสาร กลัว ตกใจให้นิ่งไว้ก่อน อย่าเพิ่งคอมเมนต์ อย่าเพิ่งส่งต่อ นิ่งแล้วคิดดูว่ามันจริงมั้ย ใครโพสต์ น่าเชื่อถือหรือไม่ การหยุดทำให้อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเบาลง ถ้ามีเวลาก็หาข้อมูลหรือตรวจสอบเพิ่มสักหน่อย ถ้าเป็นผู้สูงอายุก็หันไปถามลูกหลานที่บ้านว่าเรื่องนี้จริงมั้ย นี่เป็นวิธีการรับมืออย่างง่ายที่สุด แต่ถ้าใครอยากจะช่วยตรวจสอบ ตอนนี้มีหลายองค์กร เช่น Thai PBS Verify โคแฟค และหน่วยงานภาครัฐเองก็ช่วยกันเผยแพร่ขั้นตอนง่าย ๆ ในการ fact-check ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้แน่นอน

ส่วนคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ไม่น่าห่วงเท่าไหร่แถมยังต้องฝากความหวังไว้กับพวกเขาด้วยซ้ำ เพราะเป็นรุ่นที่เท่าทันเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็น digital native ที่คุ้นเคยกับโลกออนไลน์ รู้ว่าจะค้นหาข้อมูลอย่างไร เนื้อหาไหนปลอม เนื้อหาไหนจริง คลิปไหน AI ขอเพียงแค่ให้พวกเขาสนใจเรื่องราวในสังคม ติดตามข่าวสารบ้านเมืองบ้าง และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก็จะทำให้รับมือกับข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลมาได้ดีขึ้น

 


เงาบังแผงโซลาร์เซลล์มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เงาบังแผงโซลาร์เซลล์มีผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือไม่ ? 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: เงาที่บังแผงโซลาร์เซลล์ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าลดลง และอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 เม.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “โซล่าเซลล์เพื่อการใช้งานเอง” โพสต์ภาพหลังคามีเงาสายไฟพาดผ่าน พร้อมตั้งคำถามว่าหากติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่มีเงาสายไฟบังแบบนี้จะมีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าหรือไม่ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ว่าเงาที่บังแผงโซลาร์เซลล์มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกเงาบังผลิตกระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่าเซลล์อื่น

ดร.สุพรรณอธิบายว่าปรากฏการณ์จุดร้อน (Hot-Spot) ในแผงเซลล์แสงอาทิตย์เกิดขึ้นเมื่อเซลล์บางส่วนของแผงถูกเงาบัง (Partial Shading) จากสิ่งต่าง ๆ เช่น ใบไม้ ฝุ่นสะสม ขี้นก หรือเงาจากวัตถุภายนอก ทำให้เซลล์บริเวณนั้นผลิตกระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่าเซลล์อื่นในชุดอนุกรมเดียวกัน เนื่องจากเซลล์ภายในโมดูลถูกต่อแบบอนุกรม เซลล์ที่ถูกเงาบังจึงอาจทำหน้าที่เสมือนเป็นโหลดและเข้าสู่สภาวะแรงดันย้อนกลับ (Reverse Bias) ส่งผลให้เกิดการสูญเสียกำลังในรูปความร้อนเฉพาะจุด ซึ่งเรียกว่า Hot-Spot

แม้เงาที่ตกกระทบบนแผงจะเป็นเพียงเส้นเล็ก ๆ เช่น เงาสายไฟ ก็สามารถทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าลดลงได้มากกว่าสัดส่วนพื้นที่เงาที่เห็นด้วยตา เนื่องจากระบบเซลล์แสงอาทิตย์มีความไวต่อ Partial Shading ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเงาพาดผ่านแนวการจัดเรียงเซลล์ (Cell Layout) จนอาจทำให้ไบพาสไดโอด (Bypass Diode) ทำงานและบายพาสเซลล์ส่วนนั้นออกจากวงจรผลิตไฟฟ้า เพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อน

หากอุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด อาจทำให้วัสดุภายในแผงเสื่อมสภาพ เกิดรอยไหม้ และสูญเสียคุณสมบัติการเป็นฉนวนไฟฟ้า ในกรณีรุนแรงยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาร์กไฟฟ้า (Arc Fault) ได้ ซึ่งมาตรฐานสากลสำหรับโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ เช่น IEC 61215 และ IEC 61730 กำหนดให้มีการทดสอบพฤติกรรมต่อ Hot-Spot และความปลอดภัยด้านฉนวน เพื่อลดโอกาสที่ความร้อนสะสมจะลุกลามเป็นความเสียหายจากความร้อนหรืออัคคีภัย

“ดังนั้น เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบ ควรออกแบบและติดตั้งแผงโดยหลีกเลี่ยงตำแหน่งที่อาจเกิดเงาบังถาวร รวมทั้งหมั่นทำความสะอาดและตรวจสอบสภาพแผงอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเพื่อรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและลดความเสี่ยงต่อความเสียหายในระยะยาว แนวทางปฏิบัตินี้สอดคล้องกับข้อกำหนดการออกแบบและการติดตั้งระบบ PV ตามมาตรฐานสากล เช่น IEC/TS 62548 และแนวทางของผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางไฟฟ้า” ดร.สุพรรณกล่าว 

อย่างไรก็ตาม แผงเซลล์แสงอาทิตย์สมัยใหม่ส่วนใหญ่มีการติดตั้งไบพาสไดโอด และผ่านมาตรฐานการทดสอบด้าน Hot-Spot ทำให้ความรุนแรงของปัญหานี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับแผงรุ่นเก่า

ปี 2569 เสรีภาพสื่อโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี ‘เอไอ-ไอโอ-คณะทัวร์’ปัจจัยคุกคามยุคออนไลน์ 

3 พ.ค. 2569 รายการ ‘COFACT Live Talk’ โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ Ubon Connect The Reporters ThaiPBS Verify มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) ถ่ายทอดสดทางเพจ ‘Cofact โคแฟค’ ชวนสนทนาในประเด็น ‘เสรีภาพสื่อ ความจริง ความเป็นธรรมและสันติภาพ’ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อโลก 3 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งในปี 2569  องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) เผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อใน 180 ประเทศและดินแดน โดยชี้ว่าเสรีภาพสื่อโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า เสรีภาพไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน ล้วนต้องพึ่งพาเสรีภาพสื่อ สังคมใดที่สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อเท็จจริงก็จะเป็นตัวชี้วัดที่นำไปสู่เสรีภาพของพลเมืองในด้านอื่นๆ ด้วย นอกจากนั้น องค์การยูเนสโกยังเน้นย้ำว่าสันติภาพยังเริ่มต้นด้วยความจริง เพราะการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว เป็นรากฐานในการสร้างสังคมที่สงบสุข ยุติธรรมและเข้มแข็ง 

ตอนนี้เราเจอทั้งภาวะสงครามในระดับโลกหรือเพื่อนบ้านของเรา หรือสงครามข้อมูลที่คุกรุ่นตลอดเวลาในโลกของออนไลน์และยิ่งมากมายขึ้นในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งองค์การสหประชาชาติด้านผู้หญิงระบุว่าผู้หญิงตกเป็นเป้าเสี่ยงถูกละเมิด ถูกคุกคามมากเป็นพิเศษ กระทบต่อความปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจ เนื่องจากการใช้ AI มีส่วนทำให้เกิดการละเมิดและคุกคามในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล เช่นเดียวกับสถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกและประเทศไทยที่ลดลง สุภิญญา กล่าว 

โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Recordปาฐกถา เสรีภาพสื่อ ความจริง และ ความเป็นธรรม’ พาย้อนกลับไปมองการเรียนการสอนด้านสื่อสารมวลชน เพื่อทบทวนว่าวิชาชีพสื่อยังยืนหยัดอยู่บนหลักการในวันแรกในห้องเรียนหรือไม่ ไม่ว่าเทคโนโลยีการสื่อสารจะเปลี่ยนแปลงจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล และแพลตฟอร์มการสื่อสารในอนาคตจะก้าวหน้าเพียงใด ในวันนี้คนหนุ่ม – สาวในห้องเรียนวันนั้นกับสังคมที่เปลี่ยนไป อุดมการณ์สื่อยังคงเดิมหรือไม่

แม้ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นความท้าทายใหม่ของสื่อสารมวลชนทั่วโลก แต่ทั้งหมดที่ผมกล่าวไม่ใช่การเรียกร้องเรื่องที่ใหญ่โต แค่เพียงขอให้กลับไปสู่หลักการที่ธรรมดาสามัญที่สุดของการเป็นสื่อสารมวลชน คือกลับสู่วิชาที่เราปล่อยให้ความเงียบ ความกลัวและกาลเวลาพรากมันไปโกวิท กล่าว  

ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาภาคีโคแฟค (ประเทศไทยกล่าวถึงรายงานเสรีภาพเสื่อ World Press Freedom Index 2026 ที่พบว่าเสรีภาพสื่อถดถอยลงทั้งในภาพรวมและรวมถึงประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีช่องทางสื่อสารและคนส่งเสียงมากขึ้นจากการมีสื่อออนไลน์ เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้มีอำนาจยิ่งสกัดกั้นมากขึ้น และเป็นคำถามกลับมายังผู้เกี่ยวข้องกับงานสื่อสารมวลชนทั้งวิชาการและวิชาชีพ ว่าจิตวิญญาณในการเป็นนักสื่อสารความจริง การเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคม คงเป็นเรื่องที่เราต้องทำกันมากขึ้น 

เราอาจต้องทำให้สังคมเห็นว่าถ้าเสรีภาพในการสื่อสารลดลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ประเด็นที่ถูกเปิดในวงกว้าง และได้รับการแก้ไขเป็นเพราะเรื่องนั้นได้รับการสื่อสารขยายวงมากขึ้น  ซึ่งจะเกิดผลดีกับสังคม และทำอย่างไรให้ความเชื่อและหลักการเชื่อมโยงกับรูปธรรม และทำให้สังคมรับรู้และเห็นผลว่าเราต้องช่วยกันผลักดันประเด็นที่สำคัญให้สังคมโดยเฉพาะสังคมไทยมีความรู้ตระหนักกับอันดับเสรีภาพในการสื่อสารของสื่อที่ลดถดถอยลงในขณะที่สื่อเปิดกว้างมากขึ้น ผศ.ดร.เอื้อจิต กล่าว 

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตถึงชัยชนะของพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมแทบทุกประเทศ ที่ทำให้ตนไม่แปลกใจกับความถดถอยของเสรีภาพสื่อ เพราะมีทฤษฎีว่าเสรีภาพสื่อจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองของประเทศนั้น อย่างในปี 2568 ที่เห็นอันดับของไทยดีขึ้นก็ยังแปลกใจว่าใช้ตัวชี้วัดอะไร แต่ในปี 2569 นี้เห็นภาพชัดเจนขึ้นจากปรากฏการณ์ทั่วโลกเกี่ยวกับระบอบการปกครองและวิธีคิดของผู้นำต่อเรื่องสื่อ 

เราเห็นวิธีคุกคามที่เปลี่ยนไป ระหว่างความกลัวกับความเงียบ ในอดีตมีการพูดถึงวงเกลียวแห่งความเงียบงัน ตอนนั้นยังไม่มีคำว่ากลัว แต่คำว่ากลัวมันเริ่มปรากฏมาพร้อมกับหลายๆ อย่างโดยเฉพาะคำว่าความมั่นคง แล้วเราจะอยู่อย่างไร? ชื่อว่าอยู่ได้ถ้าเกิดสื่อมวลชนเข้มแข็ง กล้าหาญ และสามัคคีรักใคร่กัน รศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว 

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วง 1 – 2 เดือนล่าสุด มีการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ ข้อมูลลวง ข้อมูลที่กล่าวหากัน ทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์และแพลตฟอร์มดั้งเดิม ซึ่งผู้ที่เผยแพร่บางครั้งทำไปโดยไม่รู้และไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าความจริงคืออะไร ขณะที่สื่อหรือผู้นำทางความคิดในพื้นที่เลือกที่จะไม่แตะต้อง ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้สนใจ หรืออาจเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะไม่อยากท้าทาย ‘ขบวนรถทัวร์’ ที่จะเข้ามา

 สื่อหลากลุ่มเซ็นเซอร์ตัวเองและเลือกที่จะไม่นำเสนอในบางประเด็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายต่อกระบวนการสร้างสันติภาพไม่ว่าจะในพื้นที่ใดก็ตาม ถ้าปราศจากความจริงที่หลากหลาย ปราศจากความจริงที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ หากมีแต่มายาคติ มีแต่เรื่องที่เราเข้าใจไปเอง ย่อมไม่มทางที่จะทำให้คนในสังคมมีความเข้าใจกันผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว  

ทักษ์ดนัย เกตุแก้ว เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) กล่าวว่า เสรีภาพสื่อจะนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หากสื่อมีเสรีภาพย่อมสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เมื่อเห็นอันดับเสรีภาพสื่อไทยปีนี้ตกลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ก็อาจบอกได้ว่าความเป็นประชาธิปไตยของไทยตอนนี้จะมีแนวโน้มไปทางไหนหรือไม่ เพราะเสรีภาพสื่อสะท้อนสภาพสังคมหรือรัฐบาลในช่วงเวลานั้น การที่ดัชนีเสรีภาพสื่อของไทยตกต่ำลงจะสร้างแนวโน้มไปไกลมากเพียงใด

ถ้าสื่อมีเสรีภาพสามารถนำความจริงมาสื่อสารกับสังคมได้ จะนำมาซึ่งเสรีภาพอื่นๆ ของทุกคนด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งใส ความแตกต่างทางด้านความเห็นทางประชาธิปไตย หรือความมั่นคงของหลักนิติธรรม เมื่อเห็นผลดัชนีออกมาเป็นอย่างนี้แล้ว  ค่อนข้างหนักใจและยังไม่รู้ว่าต้องทำงานไปทางด้านไหนอีกเพื่อจะทำให้คุณภาพและสภาพแวดล้อมการทำงานของสื่อมีความมั่นคงมากขึ้น เพื่อนำความจริงมาให้สังคมได้ ทักษ์ดนัยกล่าว 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ เล่าถึงผลกระทบจากข่าวลวงต่อตนเอง เช่น มีคนมาถามว่าถูกเลิกจ้าง หรือสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนจริงหรือไม่ ข่าวลวงเหล่านี้ยังคงถูกแชร์ซ้ำๆ แม้จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วก็ตาม รวมถึงอีกหลายคำถามที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบ นี่คือการที่คนทำสื่อถูกทำให้ลดทอนความน่าเชื่อถือ (Discredit) ในการทำงานและไม่มีโอกาสได้ชี้แจงความจริง ขณะที่รายงานของยูเนสโกก็พบว่า เสรีภาพสื่อลดลงเทียบเท่ากับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และสงครามเย็นช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่น่าห่วง คือการคุกคามออนไลน์กับนักข่าวโดยเฉพาะผู้หญิง ที่มีแนวโน้มนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในโลกจริง

ยูเนสโกระบุว่าในขณะที่ห้องข่าวทั่วโลกกำลังดิ้นรนหาเงินให้พอใช้จ่ายและกำลังเผชิญกับภัยคุกคามต่อการอยู่รอด แต่สื่อสังคมออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์กำลังแพร่ข้อมูลบิดเบือนในระดับและความเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สื่อมวลชนกลายเป็นแนวรับสุดท้ายสำหรับประชาชนในการต่อต้านการถูกคุกคามและการทำให้แตกแยก ข้อมูลที่แม่นยำ เป็นอิสระ และเป็นประโยชน์ ซึ่ง ผอ.ยูเนสโก เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกและภาคีได้ร่วมแก้ปัญหาเรื่องการลงทุนกับสื่อมวลชน เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นจุดคานงัด ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพฐปณีย์ กล่าว 

ธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard กล่าวถึง 3 ข้อที่ทำให้ปัญหาของสื่อหนักขึ้น คือ 1.อำนาจรัฐ เช่น กฎหมายความมั่นคง ท่าทีของผู้มีอำนาจต่อการทำงานเกาะติดตามหาความจริงของสื่อ 2.อำนาจแพลตฟอร์ม สื่อต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม และอัลกอริทึม นอกจากข่าวต้องมีคุณภาพแล้วยังต้องทำให้ถูกใจอัลกอริทึมด้วย ทำให้ข่าวเร้าอารมณ์มักมีการเข้าถึงมากกว่าข่าวสืบสวนที่มีข้อมูลซับซ้อน และ 3.อำนาจสังคม มีการแบ่งข้าง เกิดการตัดสินเรื่องต่างๆ เร็วขึ้น ไม่เปิดรับข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อของตนเอง ซึ่งทั้ง 3 อำนาจนี้ทำให้การทำงานของสื่อถูกทำให้ไร้น้ำหนัก 

อรรวี แตงมีแสง เพจ Natty loves Myanmarกล่าวถึงการถูกคุกคามเมื่อนำเสนอเนื้อหาที่ไม่ตรงกับความเชื่อของคนในวงกว้าง เช่น ประเด็นแรงงาน เพจของตนถูกโจมตีโดยไม่ใช้ความจริง หรือใช้ความจริงแต่เพียงครึ่งเดียว มีเรื่องเล่า (Narrative) ที่ทำให้ผู้สนับสนุนเพจของอีกฝ่ายหนึ่งเชื่อและมาโจมตี แต่บางครั้งสื่ออาจกลายเป็นคนเผยแพร่ข่าวลวงหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้เช่นกัน หากเน้นความรวดเร็ว ขาดการตรวจสอบ เป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อ

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS และ กองบรรณาธิการ ThaiPBS Verifyเล่าถึงประสบการณ์ถูกคุกคาม ทั้งในอดีตที่เคยถูกฟ้องปิดปากจนต้องสู้คดีกระทั่งอีกฝ่ายถอนฟ้อง และล่าสุดกับการนำภาพตนไปแขวนเมื่อช่วงต้นปี 2569 เพราะนำเสนอข่าวเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และคนที่เข้ามาโพสต์ข้อความโจมตี  ซึ่งน่าจะเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เพราะบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชีพบว่าเพิ่งถูกสร้างขึ้น ขณะที่งานตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่แชร์กันทางออนไลน์ 1 ชิ้นอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง สื่อที่เป็นเอกชนอาจมองว่างานแบบนี้ไม่คุ้มค่าในแง่การตลาด

ทำให้เหมือนเราเดินอยู่เดียวดายในโลกของการตรวจสอบ เวลาที่ตรวจสอบข่าวแล้ว ข่าวนั้นอาจหายไปพักหนึ่งแล้วกลับมาใหม่ รวมทั้งแพลตฟอร์มบางครั้งกลายเป็นปัญหาของการตรวจสอบ เพราะเป็นตัวขยายข่าวปลอมแม้จะผ่านการตรวจสอบไปแล้ว ณัฐพล กล่าว 

อับดุลรอซะ ยะหริ่ง กองบรรณาธิการภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชี้ปัญหาในขณะที่ข้อมูลบนแพลตฟอร์มมีเป็นจำนวนมาก คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Checker) กลับมีจำนวนน้อย นอกจากนั้นในบริบท 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลาย ซึ่งเมื่อตรวจสอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม ทำให้แม้จะพูดความจริงแต่จะไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือประเด็นความมั่นคง หากใช้ข้อมูลจากรัฐก็จะถูกอีกฝั่งมองว่าเป็นฝ่ายรัฐ เป็นต้น 

ในช่วงนี้ในพื้นที่ภาคใต้ AI ถูกแพร่กระจายเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่คนมักจะเชื่อมากกว่าสำนักข่าวหรือฝ่ายตรวจสอบ ยอมรับว่าทุกวันนี้การตรวจสอบ AI ยากลำบากขึ้น เพราะ AI เพิ่มประสิทธิภาพ มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น เราจึงต้องมีความเชี่ยวชาญและต้องตามให้ทันด้วย” อับดุลรอซะ กล่าว  

กมล หอมกลิ่น ผู้ประสานงานอีสานโคแฟค กล่าวถึงข้อจำกัดที่สื่อพลเมืองหาแหล่งทุนลำบาก  ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพราะถูกกลบด้วยกระแสสังคมที่ต้องการสื่อสารแบบรวดเร็วทันใจ อย่างสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ที่รัฐนำสังคมไปสู่กระแสรักชาติ ซึ่งแม้เป็นเรื่องที่ดี แต่การสื่อสารที่สวนกระแส เช่น ปัญหาของคนชายแดนที่ต้องอพยพหนีการสู้รบ ซึ่งหากมีการสื่อสารออกไป กระแสของรัฐที่นำสังคมไปสู่การขยายสงครามมากขึ้น ทำให้สื่อพลเมืองกลายเป็นอื่นท่ามกลางสื่อยุคใหม่ 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

รับชมถ่ายทอดสดย้อนหลัง คลิก

เมื่อเกิดแก๊สรั่ว ห้ามเปิดปิดสวิตช์ไฟ, ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า, งดใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ขณะเกิดแก๊สรั่ว ห้ามเปิดไฟ, ห้ามเปิดตู้เย็น, พัดลมดูดอากาศและห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือในขณะเกิดแก๊สรั่วอาจทำให้เกิดประกายไฟและการระเบิดได้  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 เม.ย. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายบัญชีแชร์ข้อความเตือนภัยว่าเมื่อเกิดแก๊สรั่วห้ามเปิดไฟ ตู้เย็น พัดลมดูดอากาศ รวมถึงห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ที่มีแก๊สรั่ว แต่ให้ออกมาด้านนอก และแนะนำให้ถอดหัวปรับแรงดังแก๊ส (regulator) บนถังแก๊ส และเปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้แก๊สระบายออก 

โพสต์นี้อ้างถึงเหตุแก๊สระเบิดที่บ้านหลังหนึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย พร้อมภาพความเสียหายของบ้านจากแรงระเบิด โดยระบุว่าเหตุที่แก๊สระเบิดเพราะคนที่อยู่ในบ้านได้กลิ่นแก๊สรั่วแล้วจึงเปิดสวิตช์ไฟ ทำให้เกิดประกายไฟและเกิดการระเบิดขึ้น    

ตัวอย่างโพสต์เตือนภัยและข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุแก๊สรั่วจากเพจ “ข่าวคนรักบ่อไทย”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คำแนะนำเมื่อเกิดเหตุแก๊สรั่วตามโพสต์ข้างต้นตรงกับคำแนะนำของหลายหน่วยงาน เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งระบุว่า เมื่อพบสถานการณ์แก๊สรั่ว ให้ปฏิบัติดังนี้

  • ห้ามเปิด-ปิดสวิตช์ไฟทุกชนิด รวมถึงห้ามใช้พัดลมหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าในการช่วยระบายอากาศโดยเด็ดขาด เพราะเสี่ยงทำให้เกิดประกายไฟ 
  • ปิดวาล์วที่ถังแก๊สและเตาแก๊สทันที
  • เปิดประตู-หน้าต่างเพื่อให้แก๊สระบายออก 

ส่วนการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะเกิดแก๊สรั่วนั้น ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ว่า โทรศัพท์มือถือมีความเสี่ยงต่ำมากในการเป็นต้นเหตุจุดระเบิดโดยตรงเนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประกายไฟภายนอกและพลังงานคลื่นวิทยุมีระดับต่ำ แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงหากอุปกรณ์มีความผิดปกติขณะใช้งาน เช่น อุปกรณ์ชำรุด แบตเตอรีมีปัญหาหรือตกกระแทกทำให้เกิดประกายไฟหรือไฟฟ้าสถิต 

“ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่แก๊สรั่วหรือปั๊มน้ำมันจึงเป็นมาตรการเชิงป้องกันไว้ก่อนเพื่อลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น” ดร.สุพรรณกล่าว 

ดร.สุพรรณย้ำว่าแนวปฏิบัติที่สำคัญเมื่อเกิดแก๊สรั่วคือการไม่เปลี่ยนสถานะของอุปกรณ์ไฟฟ้าใด ๆ คือไม่เปิดหรือปิดสวิตช์เพื่อลดโอกาสเกิดประกายไฟจากการตัดต่อวงจร ควบคู่กับการปิดวาล์วแก๊ส การเปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และการออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนใช้โทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือ  

สำหรับภาพความเสียหายของบ้านจากแรงระเบิดที่ประกอบในโพสต์ดังกล่าวนั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพบ้านที่เสียหายจากเหตุแก๊สรั่วเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2568 ที่หมู่บ้านแห่งหนี่งใน อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยสื่อมวลชน อาทิ ไทยรัฐ ไทยพีบีเอส และ สวพ.91 รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 7 ราย ขณะที่ข่าวสดรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า มีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดจากแก๊สระเบิดในครัว

กรมควบคุมโรคผนึกไทบ้าน เปิดตัวหนังสั้น “หมูดิบ หูดับ รู้ยัง” หวัง! เปลี่ยนพฤติกรรมเลิกกินหมูดิบ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.39” ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “เท่าทันสื่อผ่านหนังสั้น หมูดิบ หูดับ รู้ยัง” โดยมี พญ.อุบลพรรณ วีระโจง ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรคและ พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) โดยมี สุชัย เจริญมุขยนันท ดำเนินรายการ ร่วมพูดคุยเพื่อรณรงค์การป้องกันโรคไข้หูดับผ่านสื่อสร้างสรรค์

จากชื่อวิชาการสู่ “ไข้หมูดิบ”: กลยุทธ์การสื่อสารที่ชาวบ้านเข้าใจ

พญ.อุบลพรรณ เปิดเผยถึงที่มาของโครงการว่า ต้องการสื่อสารเรื่องสุขภาพให้เป็นเรื่องง่ายและสนุก โดยเลือกจัดการกับโรคติดเชื้อสเตปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไข้หูดับ” เนื่องจากพบจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มก้อนที่เกิดจากการจัดปาร์ตี้หมูกระทะหรือความเชื่อผิดๆ

ทางกรมควบคุมโรคจึงตัดสินใจใช้ชื่อเรียกใหม่ว่า “ไข้หมูดิบ” เพื่อให้ประชาชนจดจำได้ทันทีว่าสาเหตุหลักมาจากอะไร เช่นเดียวกับที่คนจดจำว่าโรคฉี่หนูมาจากหนู โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ชายวัยทำงานและผู้สูงอายุในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภค หมูดิบ ลาบเลือด ซกเล็ก หรือการปรุงอาหารที่ผิดวิธี

คอลแลบ “ไทบ้าน” แทรกซึมจักรวาลความสนุกเพื่อเซฟชีวิต

พญ.อุบลพรรณ เล่าว่าแรงบันดาลใจในการเลือกทีมงาน ไทบ้าน(ผู้สร้างภาพยนตร์สัปเหร่อ) มาจากยอดวิวระดับพันล้านและฐานแฟนคลับที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แม้ตอนแรกจะตั้งเป้าทำเพียงหนังโฆษณาสั้นๆ 30-45 วินาที เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่ทีมงานไทบ้านกลับมองเห็นความสำคัญและร่วมใจกันผลิตเป็นหนังสั้นความยาวกว่า 10 นาที เพื่อมอบเป็นของขวัญให้คนดู

เนื้อหาในหนังสั้นถูกนำเสนอในรูปแบบ “คอมเมดี้” เล่าเรื่องราวผ่านตัวละครในกองถ่ายที่อยู่ๆ ก็มีอาการหูดับ ไข้สูง และคอแข็ง โดยแทรกข้อมูลสำคัญที่ประชาชนมักเข้าใจผิด ได้แก่:

• ความเชื่อที่ว่าบีบมะนาวแล้วเชื้อจะตาย: ไม่เป็นความจริง มะนาวไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้

• ความเชื่อที่ว่าดื่มแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อได้: เป็นความเข้าใจที่ผิดและอันตราย

• พฤติกรรมการใช้ตะเกียบ: รณรงค์ให้แยกตะเกียบระหว่างคีบหมูดิบกับตะเกียบที่ใช้กิน

ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า: ตัวเลขผู้ป่วยลดลงและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบันยอดการเข้าชมสื่อชุดนี้ผ่านทุกแพลตฟอร์มพุ่งสูงกว่า 4 ล้านวิว พญ.อุบลพรรณระบุว่าผลตอบรับที่น่าประทับใจที่สุดคือการเกิดชุมชนออนไลน์ที่นักแสดงไทบ้านเข้าไปตอบคำถามแฟนคลับด้วยตัวเองถึงอันตรายของโรค

ในเชิงสถิติ พบว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ที่ผ่านมา การเจ็บป่วยแบบเป็นกลุ่มก้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนมีความรู้ในการสังเกตอาการและรีบไปพบแพทย์ไวขึ้น โดยเฉพาะการแจ้งประวัติการกินหมูดิบต่อแพทย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษา

คำเตือนจากคุณหมอ: “หูดับแล้วดับเลย” เสี่ยงตายถาวร

พญ.อุบลพรรณ ย้ำเตือนทิ้งท้ายว่า เชื้อตัวนี้จะเข้าไปทำลายสมองและระบบประสาทหู หากรักษาไม่ทันอาจทำให้หูดับถาวรหรือเสียชีวิตได้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เคยพบผู้ป่วยอายุยังน้อยต้องสูญเสียการได้ยินไปตลอดชีวิตเพียงเพราะการกินหมูดิบมื้อเดียว

“ความรุนแรงของโรคในแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือความดันจะมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันด้วยการไม่กินหมูดิบเลย” พญ.อุบลพรรณ กล่าวสรุป พร้อมแนะช่องทางสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ด้านพลินี จากโคแฟค กล่าวปิดท้ายว่าเรื่องสุขภาพเป็นประเด็นที่มีข่าวลวงเยอะ การที่หน่วยงานรัฐปรับตัวมาสื่อสารด้วยภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภค ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสังคมที่เท่าทันสื่ออย่างยั่งยืน

เตือนภัยอีเมลมิจฉาชีพหลอกให้กรอกข้อมูล-เลขที่บัญชี รับสิทธิ์โครงการ “น้ำมันคนละครึ่ง เฟส 1”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อีเมลแจ้งรับสิทธิ์โครงการ “น้ำมันคนละครึ่ง เฟส 1” แนบลิงก์ลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ อีเมลแอบอ้างศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนและแนบลิงก์หลอกลวงดูดข้อมูลและเงินในบัญชี**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 พ.ค. 2569 มีผู้ได้รับอีเมลหัวข้อ “ขั้นตอนการยืนยันตัวตนเพื่อรับสวัสดิการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน” เนื้อหาระบุว่า “เรียนประชาชนทุกท่าน ตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ ‘น้ำมันคนละครึ่ง เฟส 1’ เพื่อมอบส่วนลดค่าน้ำมันเกิน 2,000 บาทต่อเดือน โดยจำกัดสิทธิ์เพียง 5 ล้านท่านแรกเท่านั้น ท่านได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการในรอบสิทธิประโยชน์พิเศษ กรุณาดำเนินการลงทะเบียนเพื่อรับวงเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” พร้อมกับแนบลิงก์และ QR code ลงทะเบียน และคำแนะนำให้เตรียมบัตรประชาชนและข้อมูลบัญชีธนาคารเพื่อยืนยันตัวตน

อีเมลนี้ลงชื่อผู้ส่งว่า “ฝ่ายสนับสนุนโครงการพลังงานภาคประชาชน ศูนย์บริการข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ” เบอร์ติดต่อ 1111 และอีเมล contact_1111@gcc.go.th

🔎 สำนักข่าว Brickinfo News ตรวจสอบเนื้อหาและผู้ส่งพบว่าอีเมลฉบับนี้เป็นกลโกงของมิจฉาชีพเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชน มีรายละเอียดการตรวจสอบดังนี้

▪️ จากการตรวจสอบสรุปผลการประชุมมติคณะรัฐมนตรีและนโยบายด้านพลังงานย้อนหลัง ไม่พบว่ารัฐบาลมีโครงการ “น้ำมันคนละครึ่ง” ตามที่ผู้ส่งอีเมลกล่าวอ้าง

▪️ ที่อยู่อีเมลของผู้ส่งและลิงก์ลงทะเบียนที่แนบมามีความน่าสงสัย และไม่ได้มาจากเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานรัฐจึงมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์

▪️มิจฉาชีพสร้างความน่าเชื่อถือโดยนำรูปภาพและแอบอ้างชื่อ เบอร์โทรศัพท์และอีเมลของศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Government Contact Center: GCC 1111) มาประกอบ เพื่อให้ผู้รับหลงเชื่อว่าเป็นการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานจริง

โคแฟคสอบถามเจ้าหน้าที่ศูนย์ GCC 1111 ได้รับคำยืนยันว่า GCC ไม่มีการส่งอีเมลถึงประชาชนในลักษณะนี้ และไม่มีหน่วยงานที่ชื่อว่า “ฝ่ายสนับสนุนโครงการพลังงานภาคประชาชน ศูนย์บริการข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ”

Brickinfo News ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ารูปแบบการหลอกลวงแบบนี้เรียกว่า ฟิชชิ่ง (Phishing) หรือการหลอกเหยื่อให้ตายใจแล้วกรอกข้อมูลให้กับมิจฉาชีพด้วยตัวเองลงในเว็บปลอมที่คนร้ายสร้างขึ้นมา โดยภายในอีเมลมีการแจ้งให้เตรียมบัตรประชาชนและบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นข้อมูลที่มิจฉาชีพสามารถนำไปต่อยอดการหลอกลวงได้ ตั้งแต่การนำข้อมูลและรหัสต่าง ๆ ไปล็อกอินเพื่อขโมยเงิน หรือสวมตัวตนของเราเพื่อทำบัญชีม้าแล้วยืมเงินคนรอบตัวของเรา

ยุค‘โซเชียล-เอไอ’หวัง‘สื่อเชื่อถือได้’ต้องคลื่อนทั้งวงจร ชี้จุดบอดข้อมูลรัฐเปิดยาก-ไร้กำกับแพลตฟอร์ม

30 เม.ย. 2569 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนา “TRUST IN TRANSITION: ทางรอดสื่อใหม่ จะไปไหนต่อ” ณ ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวิทยากร ร่วมเจาะลึกและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการทำงานของสื่อในยุค AI

นันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อที่แต่ละรอบมีระยะเวลาสั้นลงเรื่อยๆ เช่น จากยุคหนังสือพิมพ์สู่ยุควิทยุใช้เวลาประมาณ 50 ปี แต่การเปลี่ยนจากวิทยุสู่โทรทัศน์ใช้เวลาสั้นลงกว่านั้น และยิ่งสั้นลงไปอีกในการเปลี่ยนจากยุคโทรทัศน์สู่ยุคออนไลน์ รวมถึงการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ใครๆ ก็ใช้เป็นพื้นที่สื่อสารได้ ทำให้มีผู้เล่นในสนามเพิ่มขึ้น เช่น จากเดิมโทรทัศน์ที่มีไม่กี่ช่อง พื้นที่โฆษณาต้องจองซื้อกันยาวข้ามปีแม้จะมีเงินมากก็ไม่ใช่จะได้มาโดยง่าย แต่ปัจจุบันยังมีกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ เม็ดเงินจึงถูกกระจายออกไป 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมขององค์กรที่ต้องการซื้อพื้นที่โฆษณาผ่านสื่อเปลี่ยนไป คือ ในอดีตการซื้อโฆษณาจะเน้นที่มียอดผู้ชมหรือผู้ติดตามมากที่สุด (Mass) แต่ในระยะหลังๆ แม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐก็เริ่มปรับเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างว่าการโฆษณาต้องให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สื่อซึ่งก็เป็นธุรกิจได้รับผลกระทบ เช่น กำลังคนผู้สื่อข่าวไม่เพียงพอสำหรับประจำหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม กลายเป็นข้อจำกัดในการหาข้อมูลเชิงลึกและหลากหลาย 

การเปลี่ยนแปลงของสื่อที่เกิดขึ้นเราไม่จำเป็นต้องรื้อใหม่เพราะเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ต้องปรับตัวใหม่ เช่น ในช่วงที่สื่อออนไลน์เกิดขึ้น  มีคนบอกว่าภาพนิ่งจะหายไปเพราะคนจะไปดูคลิปวิดีโอแทนหนังสือพิมพ์ แต่สุดท้ายภาพนิ่งไม่ได้หายไปไหนแต่เปลี่ยนที่ทางที่เหมาะสม หรือคำกล่าวที่ว่าคนไม่สนใจอ่านข่าวตรวจสอบเชิงนโยบาย แต่สำนักข่าวที่เน้นนำเสนอเนื้อหาแนวนี้อย่าง Next News เปิดมาแล้ว 4 เดือน กลับมียอดการอ่านสูงกว่า 40 ล้านครั้ง ดังนั้นยุคนี้สื่อยิ่งต้องยึดคุณภาพและจริยธรรม แต่อีกด้านหนึ่งผู้รับสารก็ต้องให้การสนับสนุนด้วย

ในฐานะผู้ชม ผู้บริโภคต้องการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ผู้ผลิตเนื้อหา (Content Creator) ที่เขาทำดีได้เพิ่มมากขึ้นบ้างหรือไม่  กดถูกใจ (Like) ให้กำลังใจบ้างหรือไม่ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่า คนทั่วไปชอบความสนุก บันเทิง ตลก ดราม่า แต่ในฐานะที่สื่อการทำเช่นนั้นไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของสื่อ  ในฐานที่เป็งผู้นำเสนอข่าว (Journalist)” นันทสิทธิ์ กล่าว

ระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงปัจจัยที่บีบคั้นคนทำงานสื่อ ได้แก่ 1.โลกเปลี่ยน ทั้งในแง่เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อพลังงานและราคาสินค้า 2.เทคโนโลยีเปลี่ยน  มีผลวิจัยพบคนไทยเชื่อคำตอบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากเป็นอันดับ 2 ของโลกจากทั้งหมด 140 ประเทศ รองจากอินเดีย คือชื่อไปทุกเรื่องตั้งแต่การเรียน การทำงาน แม้กระทั่งการดูดวงความรัก 3.พฤติกรรมผู้รับสาร ปัจจุบันตื่นเช้ามาผู้รับสารไม่ได้เข้าเว็บไซต์สำนักข่าวเพื่อไปอ่านเนื้อหาข่าว แต่ยึดคำตอบสำเร็จรูปที่ AI สรุปมาให้บนแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลอย่าง Google ที่น่าสนใจคือมีผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 60 ของยอดคลิกอ่านข่าวในเว็บไซต์สำนักข่าวทั่วโลกคือยอดที่เกิดจาก AI เพื่อประมวลผลเป็นคำตอบ 4.ผลิตภาพ (Productivity) ของคนทำงาน  ที่ผ่านมาจะเห็นนักข่าวกีฬาเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกเลิกจ้าง เพราะการรายงานผลการแข่งขันทำได้ตามเวลาจริง (Real Time) ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ และกรณีของประเทศไทยยังต้องซื้อคลิปวิดีโอ (Footage) จากต่างประเทศซึ่งไม่คุ้มทุน นักข่าวกีฬาที่ยังอยู่รอดจึงเป็นคนที่นำเสนอเนื้อหาแบบเชิงลึกได้  5.หมดยุคการทำสื่อเพื่อคนทั่วไปในวงกว้าง (Mass) สื่อบางสำนักได้รับความนิยมสำหรับคนเมือง แต่ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนต่างจังหวัด ดังนั้นองค์กรสื่อต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของตนคือใคร และบางครั้งไม่ได้อยู่ที่ปริมาณผู้ติดตามแต่อยู่ที่ผลสะเทือนจากชิ้นงาน เช่น สื่อบางสำนักยอดคนตามอาจไม่มากแต่เนื้อหาข่าวถูกนำเข้าไปใช้ประกอบการอภิปรายในรัฐสภา และ 6.อำนาจกำกับสื่ออยู่ในมือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ตั้งแต่ลดการมองเห็นไปจนถึงปิดบัญชีที่ใช้เผยแพร่เนื้อหา 

ส่วนเรื่องข่าวปลอม (Fake News) ตนมองว่าวันนี้มาไกลแล้ว กลายเป็นการสร้างโอกาส เช่น เหตุการณ์สู้รบไทย – กัมพูชาเมื่อปี 2568 พบบัญชีเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาอ้างมีเสียงระเบิดในจุดต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชายแดน และได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากเพราะเป็นเนื้อหาที่เผยแพร่โดยคนในพื้นที่ ขนาดผู้สื่อข่าวต้องขับรถเป็นระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตรเข้าไปดูในจุดที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนั้นกล่าวอ้าง แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบอะไร 

ทุกวันนี้มีคนได้รายได้จากการสร้างตัวเองจากการเป็นสื่อ  ช่วงไทย – กัมพูชารบกันเมื่อปีที่แล้ว เป็นมูลค่านับล้านบาท จากใครก็ไม่รู้ที่ก็เป็นสื่อได้ นี่คือความน่ากลัว เพราะการแสดงตัวตนแล้วมีแสงเมื่อไหร่จะมีรายได้เข้ามา  ดังนั้นทำทุกวันแรกๆ อาจจะดี แต่หลังๆ นำเสนอเนื้อหาอะไรก็ได้ ซึ่งอาจจะปลอมหรือจริง   แต่ที่สำคัญคือ เชื่อได้หรือไม่ แต่บางคนเชื่อ เพราะจะมีมนุษย์ประเภทใหม่ที่เรียกว่า ‘ชนเผ่า’ คือเป็นพวกเดียวกันแล้วก็จะเชื่อ ระวีกล่าว

ตรีนุช อิงคุทานนท์ Content Creator จากรายการ KEY MESSAGES สำนักข่าว The Standard เล่าถึงเนื้อหาที่ทำในรายการซึ่งหลากหลายทั้งการเมืองไทย การเมืองต่างประเทศ เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ ซึ่งตอนแรกทำแล้วก็ยังสงสัยว่าจะได้รับความสนใจเพียงใด แต่เมื่อนำเสนอไปแล้วก็พบว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนั้นๆ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น มีคลิปที่นำเสนอเรื่องทุนจีนบุกไทย ทำให้มีคนมาแสดงความคิดเห็นว่าบ้านของตนเองก็เจอปัญหานี้ถึงขั้นอยู่ไม่ได้แล้ว และให้ช่วยไปตรวจสอบข้อเท็จจริง   หรือเนื้อหาบางเรื่องนักการเมืองนำไปใช้ตั้งคำถามกับรัฐมนตรีหรือใช้ในคณะกรรมาธิการ แสดงให้เห็นว่าชิ้นงานที่ทำออกมานั้นส่งผลบางอย่างได้ หรือสารคดี Uncover ที่ใช้เวลาทำนานถึง 1 ปี เช่น เรื่องสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อทุกสำนักให้ความสนใจ ในทีมของ The Standard ก็ต้องระดมสมองว่าจะนำเสนอในมุมใด จนมาได้คำว่า ‘เหยื่อ’ คือตั้งคำถามว่าใครเป็นเหยื่อ? และเลือกแหล่งข่าวจากหลายมุม  เช่น แหล่งข่าวที่เป็นอดีตเคยทำงานกับสแกมเมอร์ เล่าว่าถูกหลอกข้ามแดนไปทำงานโดยหลงเชื่อว่าเป็นงานแอดมินเว็บไซต์การพนันซึ่งเป็นงานถูกกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อไปถึงก็ถูกบังคับให้หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากเหยื่อและหากทำไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ก็จะถูกทำร้ายร่างกาย เรื่องเล่านี้คล้ายกับมุมมองของแหล่งข่าวอีกรายที่เป็นนักวิชาการซึ่งติดตามปัญหาสแกมเมอร์มายาวนาน แต่เมื่อไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับแจ้งความ มุมของตำรวจจะบอกว่าเหยื่อตัวจริงคือคนที่ถูกหลอกสูญเสียทรัพย์สินต่างหาก ซึ่งบางคนถึงขั้นหมดตัวและฆ่าตัวตาย

สิ่งที่จะสื่อคือเราพยายามหาเส้นเรื่อง หาคนที่มีมุมมองต่างๆ ให้มารวมกันในคลิปเดียว ให้ความคิดเห็นมากมายมาชนกัน สุดท้ายแล้วคลิปนี้เราไม่ได้ตัดสินว่าใครถูก – ใครผิด ใครเป็นหรือไม่เป็นเหยื่อ เพราะหน้าที่ของสื่อไม่ควรใส่อคติส่วนตัว อาจเห็นใจคนนี้มาก เห็นด้วยกับคนนี้มาก แต่เมื่อนำเสนอทำได้แค่เอาความคิดเห็นของแหล่งข่าวมาชนกันให้ออกมาเป็นงาน 1 ชิ้นซึ่งเราทำอย่างเต็มที่ตรีนุช กล่าว

ธนิสรา เรืองเดช – CEO & Co-Founder จาก Punch Up และ WeVis ชี้อุปสรรคของสื่อในการนำเสนอข่าวคือ ‘การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ’ โดยยกตัวอย่างการทำงานของ AI ที่ต้องเรียนรู้จากข้อมูล (Machine Learning) เพื่อมาตอบคำถามของผู้ใช้งาน ซึ่งในต่างประเทศการพัฒนา AI อาจทำได้ง่ายเพราะมีข้อมูลพร้อมให้ AI ใช้เรียนรู้ เมื่อเทียบกับประเทศไทยพบว่าข้อมูลหลายอย่างไม่เปิด หรือเปิดแต่ไม่ทำให้เป็นดิจิทัล เช่น ต้องไปขอถ่ายเอกสาร งานของ WeVis จึงเป็นการไปขอข้อมูลต่างๆ แล้วมาทำให้อยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้ได้สะดวก แต่การทำงานในรูปแบบดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นสิ่งที่พยายามผลักดันคือการแก้ไขกฎหมายข้อมูลข่าวสาร สาระสำคัญคือเปลี่ยนจากการที่ประชาชนต้องไปร้องขอให้รัฐเปิดเผยข้อมูล เป็นการที่รัฐต้องอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูล รวมถึงปรับรูปแบบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นรูปแบบดิจิทัล เนื่องจากกฎหมายเดิมถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 2540 

บางข้อมูลเปิดแบบขอไปที บางข้อมูลไม่เปิดให้ประชาชนรู้เลย อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง เวลาเราทำข่าวสักชิ้นหนึ่ง อันนี้อาจเป็นแค่ 1 ใน 1,000 เรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม อีก 999 เรื่องอยู่ที่ไหนต้องใช้จ่าย (Afford) แค่ไหนในการได้มา ธนิสรา กล่าว  

นอกจากนี้ ศ. (กิตติคุณ) ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมสะท้อนมุมมอง เช่น หน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยยังถกเถียงกันเรื่องการกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่ให้บริการสื่อผ่านอินเตอร์เน็ตโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบดั้งเดิม หรือ OTT (Over-the-Top)หรือสตรีมมิ่ง (Streaming) ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อถือได้ (Trusted MediaEcosystem) เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่กำกับดูแลทั้งแพลตฟอร์ม OTT สื่อสังคมออนไลน์  รวมถึง AI และมีการลงโทษปรับผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง มีกรณีการสืบสวนแพลตฟอร์ม TikTok จากการออกแบบอัลกอริทึมให้เด็กเสพติด (Addictive Design) หรือกรณีของ Meta ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ถูกพบว่าไม่มีระบบคัดกรองที่เข้มข้นมากพอในการไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งาน ซึ่งก็เป็นกฎที่ Meta ตั้งขึ้นมาเองด้วย หรืออย่างออสเตรเลีย มีกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐเป็นคนกลางกำหนดให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ที่นำเนื้อหาจากสื่อมวลชนไปใช้ต้องจ่ายส่วนแบ่งคืนกลับมาให้สื่อด้วย ซึ่งในกรณีของไทยหากจะทำบ้าง เช่น การทำให้ช่องสื่อหลักๆ ในประเทศไปปรากฏเป็นตัวเลือกแรกบนโทรทัศน์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ หรือสมาร์ททีวี แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากรัฐไม่ขอต่อรอง ดังนั้นหากรัฐไทยต้องมีเป้าหมายและมีความเข้าใจร่วมกัน เรื่องนี้ต้องทำเพราะหากไม่ทำ ลองคิดดูว่าวันหนึ่งเราใช้สื่อกี่แพลตฟอร์ม และเรารับสื่อจากแหล่งใดบ้าง 

รู้สึกสะท้อนและสะเทือนใจกับคำว่า ‘ตลาดล่างของข่าวที่เป็นพวกขยี้ข่าวจริงๆ แล้วถ้าเราไม่ทำอะไร คนไทยในเมือง คนไทยที่มีการศึกษาก็จะไปดูสตรีมมิ่งกันหมด หรือแพลตฟอร์มตามความชอบหรือเหมาะสม (Platform of Choice) จะไปเข้าดูอะไรก็ได้ ซึ่งก็ต้องพึ่งพิงยูทูบ เฟซบุ๊ก แต่คนที่เป็นตลาดล่างก็ดูทีวีที่แข่งขันกันฉุดรั้งมาตรฐานให้ต่ำลง (Race to the Bottom) ไปเรื่อยๆ สังคมก็จะยิ่งเหลื่อมล้ำ (Asymmetry) เข้าไปอีก ศ. (กิตติคุณ) ดร.พิรงรอง กล่าว

ในช่วงท้ายยังมีข้อเสนอจากคณะนิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวารสารสนเทศและสื่อใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดีของสื่อในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ แบ่งเป็น 4 ด้านคือ 1.ผู้ผลิตเนื้อหาที่เชื่อถือได้ (Trusted Creators) เปลี่ยนคนเล่าข่าวเป็นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ผ่านระบบเครื่องหมายรับรองว่าผู้ผลิตเนื้อหานั้นดำเนินการภายใต้หลักจริยธรรม ตั้งแต่การเปิดลงทะเบียนยืนยันตัวตน จัดให้มีการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจ มีการตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อรักษาเครื่องหมายรับรอง และมีระบบเปิดรับการร้องเรียนจากประชาชน  2.ทำข่าวยากให้คนเข้าใจได้โดยไม่ต้องขายดราม่า (Human – Centric News Lab)ผ่านกระบวนการ 3 ระยะ  สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยน สร้างห้องข่าวทดลอง (News Room Sandbox)  และเปลี่ยนรูปแบบการวัดผล จากเน้นปริมาณแบบฉาบฉวย (Mass View) เป็นเชิงคุณภาพ (Quality Engagement) 3.ความรู้เกี่ยวกับสื่อเป็นวิชาที่ทุกคนต้องเรียน (Media Education Integration) โดยให้เป็นวิชาพื้นฐานของทุกคณะในมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการผลิต รับและส่งต่อสื่อหรือเนื้อหา เช่น กฎหมายและจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ พัฒนาหลักสูตรโดยมหาวิทยาลัยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ เช่น ด้าน AI ด้านแพลตฟอร์ม มีการบรรยายโดยวิทยากรจากสายงานต่างๆ ที่ใช้สื่ออย่างมีจริยธรรม ใช้การจำลองสถานการณ์ว่าผู้เรียนจะสามารถผลิตสื่ออย่างมีจริยธรรมและแห็นอกเห็นใจได้อย่างไร มีกิจกรรมระหว่างหลักสูตร เช่น มอบหมายให้ผู้เรียนไปสอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล (Fact – Checking) กับคนรอบตัว อาทิ ผู้สูงอายุ เพื่อลดช่องว่างความไม่เข้าใจในระบบนิเวศสื่อ  4.สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล (Truth Unfolds) จากปัญหาที่ผ่านมาคือรัฐมีข้อมูลแต่ประชาชนเข้าถึงได้ยากแม้จะมีสิทธิ์เข้าถึงอยู่แต่ใช้ไม่ได้จริง จึงมีข้อเสนอว่าควรมีระบบกลางสำหรับยื่นคำขอข้อมูลภาครัฐที่ทำให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่การยื่น การติดตามสถานะ หรือการตอบกลับซึ่งต้องกำหนดระยะเวลาและหากไม่ให้ข้อมูลต้องอธิบายเหตุผลที่ตรวจสอบได้ด้วย มีคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ภาคประชาชนและสื่อมวลชน  มีการจัดระดับการเข้าถึงข้อมูล ด้านหนึ่งช่วยให้รัฐเปิดข้อมูลได้มากขึ้น แต่อีกด้านคือการปกป้องข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยส่วนตัว และประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล