คำให้สัมภาษณ์ของ “ธนาธร” เรื่องการอุปถัมภ์ศาสนาพุทธถูกนำมาตัดทอน-บิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ” 

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำภาพประกอบคำพูดที่เผยแพร่โดยนิตยสาร GM เมื่อปี 2562 มาตัดทอนและแต่งเติมคำพูดให้เกิดความเข้าใจผิด 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “กรกช วัฒนศาสตร์” โพสต์ภาพของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฝังข้อความในภาพว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ!! เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคประชาชน” ด้านล่างของภาพมีข้อความว่า “อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดแบบไม่ตัดตอน จากปากของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” มุมขวาบนมีโลโก GMLive และมุมซ้ายล่างมีโลโกพรรคประชาชน 

ผู้โพสต์ยังได้เขียนข้อความกล่าวหาและโจมตีธนาธร เช่น “ธนาธรไม่เอาศาสนา คนแบบนี้ถ้ามีอำนาจก็อันตราย” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 230 ครั้ง ณ วันที่ 3 ก.พ.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพประกอบคำพูดนี้มาจากบทสัมภาษณ์ธนาธรโดยนิตยสาร GM ซึ่งต่อมาได้นำคำให้สัมภาษณ์บางส่วนมาเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “GM Live” (ลิงก์บันทึก) พร้อมภาพประกอบคำพูดนี้เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2562 ซึ่งขณะนั้นธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 

คำให้สัมภาษณ์ของธนาธรที่ปรากฏในภาพต้นฉบับของ GM Live ระบุว่า “สิ่งที่ผมเชื่อก็คือศรัทธาทางศาสนาควรจะเป็นศรัทธาที่เปิดกว้าง และไม่ควรมีวัดหรือศาสนาหรือองค์กรใดมาบังคับหรือเชิดชูความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งให้มากกว่าความเชื่ออื่น ๆ”  

เพจ GM Live อธิบายในโพสต์ว่าหลังจากเผยแพร่บทสัมภาษณ์ธนาธรไป ได้มีผู้นำคำพูดของเขาไปตัดทอนและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทางเพจจึงได้นำคำให้สัมภาษณ์ของธนาธรในประเด็นเรื่องศาสนามาเผยแพร่แบบไม่ตัดต่อ 

โคแฟคตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของธนาธรที่เพจ GM Live นำมาเผยแพร่พบว่าธนาธรแสดงความเห็นว่ารัฐควรเป็นกลางทางศาสนา และรัฐกับศาสนาควรแยกออกจากกัน โดยยกตัวอย่างพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งธนาธรกล่าวว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรอุปถัมภ์ศาสนาใด ๆ เลย” 

ข้อสรุปโคแฟค: ในคำให้สัมภาษณ์เต็มของธนาธรมีข้อความว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ” จริง ซึ่งเป็นการพูดในบริบทที่ว่าการที่รัฐไทยสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในบางพื้นที่ เช่น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำคำพูดของธนาธรมาตัดทอนและแต่งเติมโดยขาดบริบทและคำอธิบาย พร้อมกับเขียนข้อความกล่าวหาโจมตี ซึ่งเป็นการนำประเด็นเรื่องศาสนามาปลุกปั่นความเกลียดชังและความเข้าใจผิด 

ภาพ “อนุทิน” จากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ถูกตัดต่อใส่เสื้อสีส้ม-โพสต์ข้อความว่าลาออกจากภูมิใจไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อนุทินโพสต์เฟซบุ๊กสวมเสื้อสีส้มติดหมายเลข 46 ระบุลาออกจากพรรคภูมิใจไทยแล้ว

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพตัดต่อและแอบอ้างบัญชีเฟซบุ๊กของอนุทิน ชาญวีรกูล   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 2 – 3 ก.พ. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” มีผู้เผยแพร่โพสต์จากบัญชีเฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” ของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีภาพอนุทินสวมเสื้อสีส้มติดหมายเลข 46 ซึ่งเป็นหมายเลขบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่ 8 ก.พ. 2569 และมีข้อความว่า “ลาออกจากพรรคภูมิใจไทยเป็นส้มเต็มตัว รักชาติต้องกาเบอร์ 46”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกดัดแปลงตัดต่อจากภาพต้นฉบับที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” ของอนุทินเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 โดยอนุทินสวมเสื้อสีน้ำเงินและติดหมายเลข 37 ซึ่งเป็นหมายเลขบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย และเขียนคำบรรยายว่า “อีตาหนูไปกินครัวตานิด”

ภาพต้นฉบับจากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul โพสต์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569

ภาพที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กแฟนข่าว TOP NEWS จึงเป็นเนื้อหาเท็จที่เกิดจากการตัดต่อดัดแปลงภาพและการแอบอ้างบัญชีเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าอนุทินเป็นผู้โพสต์ภาพและข้อความดังกล่าว

การเผยแพร่เนื้อหาเท็จลักษณะนี้ยังอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง

แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง

ในยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร ที่มีทั้งข้อมูลจริง ข้อมูลลวง และข้อมูลบิดเบือน การตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ 

COFACT โดย ดร. วศิน ปั้นทอง ร่วมจัดทำเอกสาร guideline แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง สร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวงที่อยู่รอบตัวเราในทุกวัน

สามารถอ่านเอกสาร guideline ได้ในลิงก์นี้ คลิก 

หรือ ดาวน์โหลดเอกสาร

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในเบื้องต้นและมุ่งหมายให้เกิดการอภิปรายถกเถียงและปรับปรุงแนวทางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ข้อมูลในการจัดทำเอกสารนี้มาจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการนำเสนองานของผู้เขียนและการประมวลข้อคิดเห็นจากวงเสวนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ Fact Checking

ภาพคอนเสิร์ต “เลดี้กาก้า” ในบราซิล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยฟังปราศรัยที่พัทยา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพประชาชนเกือบล้านคนร่วมฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่พัทยา

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพคอนเสิร์ตเลดี้กาก้าที่บราซิลเมื่อปี 2568 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc” เป็นภาพผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันบริเวณชายหาดในเวลากลางคืน พร้อมข้อความบรรยายว่า “ภาพการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่ชายหาดพัทยาครับ คนมาร่วมเกือบล้าน”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens ประกอบกับรายงานข่าวของสื่อมวลชน สรุปได้ดังนี้

▪ ภาพเล็กซ้ายมือ – เป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของเลดี้กาก้า ที่ชายหาดโคปาคาบานา เมืองริโอ เดอ จาเนโรของบราซิลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พ.ค. 2025 ซึ่งสื่อต่างประเทศ เช่น EuroWeekly รายงานว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้สร้างสถิติคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือราว 2.1 ล้านคน 

▪ ภาพใหญ่ขวามือ – เป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของ Alok ศิลปินและดีเจชื่อดังชาวบราซิล คอนเสิร์ตนี้จัดขึ้นที่ชายหาดในเมืองฟอร์ตาเลซาของบราซิลในคืนส่งท้ายปี 2023 มีผู้ชมมากกว่า 1 ล้านคน โดย Alok ได้โพสต์ภาพนี้ในอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2024  

“ใส่หน้ากากอนามัยนาน ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง” เนื้อหาเท็จที่ถูกแชร์ตั้งแต่ยุคโควิด-19

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ใส่หน้ากากอนามัยนานทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงและเลือดเป็นกรด

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Jompoj Pijitpakdeekul แชร์โพสต์ภาษาต่างประเทศที่เตือนให้หลีกเลี่ยงการใส่หน้ากากอนามัยพร้อมข้อความว่า “หากยังใส่อยู่  ถือว่าท่านช่วยลดประชากรโลก” โดยโพสต์ต้นทางระบุว่าการหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือลมหายใจออกของตัวเองกลับเข้าไปซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงจนเลือดมีสภาวะเป็นกรดได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการมึนงง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย สับสน หรืออาจถึงกับเสียชีวิต (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่าคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับอันตรายจากการใส่หน้ากากอนามัยเริ่มเผยแพร่บนโลกออนไลน์ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งแรกในปี 2563 และยังถูกแชร์ซ้ำจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต่อต้านการฉีดวัคซีนในหลายประเทศ

พล.ต.ต.นพ. ธนิต จิรนันท์ธวัช อายุรแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ กล่าวในรายการชัวร์ก่อนแชร์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2563 ว่าการหายใจผ่านหน้ากากอนามัยไม่ได้ทำให้ร่างกายได้รับก๊าซชนิดใดเพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากอัตราส่วนของก๊าซแต่ละอย่างในอากาศมีปริมาณคงที่ และยังอธิบายว่าภาวะเลือดเป็นกรดซึ่งเกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง (Hypercapnia) นั้นมีสาเหตุหลักมาจากโรคปอด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง โรคภาวะหายใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรง และการใช้ยากดการหายใจ และยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตจากภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือดเพราะการใส่หน้ากากอนามัยตามคำกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.นพ. ธนิต กล่าวว่าการใส่หน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้าจากการดึงรั้งของสายรัด โดยเฉพาะหน้ากากประเภท N95 ที่มักใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รวมถึงเพื่อใส่ป้องกันฝุ่น pm2.5 ทำให้ผู้สวมใส่ต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ จึงควรสังเกตตัวเองหากมีอาการปวดศีรษะและเหนื่อยล้า และควรออกไปพักสูดอากาศในที่ที่อากาศถ่ายเทจนหายเหนื่อยจึงกลับมาสวมใส่หน้ากากใหม่

ขณะที่รายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของรอยเตอร์สที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2563 อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมระหว่างใส่หน้ากากอนามัยนั้นอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับคนทั่วไป และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่การใส่หน้ากากอนามัยจะทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง

กรมการแพทย์-กรมควบคุมโรคยืนยัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ข้อความส่งต่อทางไลน์ระบุพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**  ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 2 ก.พ. 2569 กรมการแพทย์ยืนยันว่ายังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.พ. 2569 พบการส่งข้อความในกลุ่มไลน์ระบุว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในไทยหลายราย เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบำราศนราดูร และพบผู้ป่วย 6 รายในจังหวัดจันทบุรี พร้อมกับภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “อีซ้อขยี้ข่าว :อีซ้อ” เป็นข้อความว่า “เหมือนสัญญาณจะมาถึง ไทยแล้ว…. อธิบดีกรมการแพทย์ประกาศ โรงพยาบาลราชวิถีเตรียมพร้อมรับผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ตั้งแต่ระดับปานกลางยันหนัก” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กรมการแพทย์และกรมควบคุมโรคยืนยันกับโคแฟคเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (2 ก.พ.) ว่า ขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย 

ก่อนหน้านี้กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรคและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 28 และ 29 ม.ค. ว่าข้อความที่อ้างว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทยเป็นเนื้อหาเท็จ ขอความร่วมมือประชาชนหยุดส่งต่อ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 31 มกราคม 2569

อมเกลือใต้ลิ้นช่วยตัดสัญญาณความเจ็บปวดของอาการปวดหัวไมเกรน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/25hos6fylp7sk


ดูซีรี่ส์แนวตั้งผ่านแอปสะสมคะแนนสามารถแลกเป็นเงินได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/23la6gboxy3bk


กัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งตามแนวชายแดนเพื่อให้ไทยรักษา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3a2ypnz93wzeo


เปิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ ทำร้าย-ทารุณ มีโทษทั้งจำและปรับ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/27wko5jc2vh7g


พรรคประชาชาติหลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัยที่ จ.ปัตตานี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kxvojb7iqnhy


“วัคซีนงูสวัดอาจช่วยชะลอความแก่ งานวิจัยชี้ประโยชน์มากกว่าการป้องกันโรค”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1iwpiev9smhab


 ช่วงเดือน มิ.ย.–ก.ค. 2569 จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3frtbdciry6j3


ชาวบ้านผวา ค้างคาวแม่ไก่ นับพันตัว อาศัยในซอยพัทยานาเกลือ เป็นพาหะนำไวรัสนิปาห์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/wc59tjcxggq

ตรวจสอบคลิปดีเบตช่อง 7 ช่วงเคารพเพลงชาติ “ณัฐพงษ์” ยืนมือไพล่หลังจริง แต่มีช่วงที่ร้องเพลงชาติ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: หัวหน้าพรรคประชาชนยืนเอามือไพล่หลัง-ไม่ร้องเพลงชาติบนเวทีดีเบต

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** คลิปรายการเต็มแสดงให้เห็นว่าขณะที่เพลงชาติดัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนมือไพล่หลังจริง แต่มีช่วงที่ร้องเพลงชาติคลอตามไปด้วย  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก ติ๊กตอก และ X หลายรายโพสต์คลิปผู้แทนพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียืนเคารพเพลงชาติบนเวทีดีเบต โดยมีผู้ร่วมเวทีทั้งหมด 7 คน หนึ่งในนั้นคือณัฐพงษ์ แคนดิเดตนายกฯ ปชน.

คลิปนี้มีความยาวประมาณ 30 วินาที ผู้โพสต์เขียนข้อความบรรยายโจมตีณัฐพงษ์ที่ยืนเอามือไพล่หลังและไม่ร่วมร้องเพลงชาติ เช่น “จับโป๊ะ! เท้ง มือไขว้หลัง ไม่ร้องเพลงชาติ” “มือไขว้หลัง ปากไม่ขยับ ยืนตรงเคารพธงชาติยังทำไม่ได้ ร้องเพลงชาติก็ไม่ค่อยเต็มใจ” มีผู้เข้ามาวิจารณ์และโจมตีจำนวนมากว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แสดงถึงความไม่รักชาติ ไม่เหมาะสมกับการเป็นแคนดิเดตนายกฯ   

ตัวอย่างโพสต์ที่กล่าวหาและโจมตีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน เรื่องการยืนเคารพเพลงชาติและการร้องเพลงชาติ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปดังกล่าวเป็นภาพจากรายการประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” จัดโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เมื่อวันที่ 28 ม.ค. โคแฟคตรวจสอบคลิปรายการฉบับเต็มที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ Ch7HD News ได้ข้อมูลดังนี้

▪ รายการเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. เมื่อใกล้ถึงเวลา 18.00 น. พิธีกรแจ้งว่าขอขยายเวลาต่ออีก 10 นาที และขอให้แคนดิเดตและผู้แทนพรรคการเมืองทั้ง 7 คนบนเวที รวมทั้งผู้ชมในสตูดิโอยืนขึ้นเคารพธงชาติพร้อมกัน ขณะที่รายการ ““เช้านี้ที่หมอชิต”” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ในวันรุ่งขึ้น (29 ม.ค.) รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเคารพธงชาติว่า ผู้บริหารสถานีเพิ่มเวลารายการให้จบในเวลา 18.10 น. ทำให้ต้องผ่านช่วงเคารพธงชาติ ผู้บริหารจึงให้ทุกคนในห้องส่งเคารพธงชาติเพื่อ “ดูอากัปกิริยาของแคนดิเดตและแกนนำแต่ละพรรคว่าพอถึงช่วงเคารพธงชาติ ท่านจะทำยังไงกัน”

▪ จากคลิปถ่ายทอดสดเห็นได้ว่า ขณะเพลงชาติบรรเลง ผู้ร่วมประชันวิสัยทัศน์ทั้งหมดยืนตรงมือข้างลำตัว ยกเว้นณัฐพงษ์ที่ยืนเอามือไว้ข้างหลัง ส่วนการร้องเพลงชาตินั้น เนื่องจากกล้องไม่ได้จับภาพใบหน้าทุกคนตลอดเวลาทำให้ระบุไม่ได้แน่ชัดว่าตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 7 คน ร้องเพลงชาติตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ แต่ช่วงนาทีที่ 2.48.14-2.48.19 และ 2.48.34-2.48.40 มีภาพชัดเจนว่าณัฐพงษ์ขยับปากร้องเพลงชาติคลอตามไปด้วย รวมเวลาไม่ต่ำกว่า 10 วินาที และทุกคนโค้งคำนับเมื่อเพลงชาติจบลง

📌 ข้อสรุปโคแฟค: ข้อความที่ระบุว่าณัฐพงษ์ไม่ร้องเพลงชาติบนเวทีดีเบตนั้นเป็นเนื้อหาบิดเบือน โดยตัดคลิปช่วงสั้น ๆ ที่ภาพไม่ชัดเจนว่าเขาร้องเพลงชาติหรือไม่มาเผยแพร่ประกอบข้อกล่าวหา ซึ่งเมื่อดูจากคลิปรายการเต็มที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 พบว่ามีช่วงที่ณัฐพงษ์ร้องเพลงชาติด้วยไม่ต่ำกว่า 10 วินาที 

ส่วนท่าทางการยืนขณะเคารพเพลงชาตินั้น ณัฐพงษ์เอามือไว้ข้างหลังจริง ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตามโคแฟคได้ตรวจสอบระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529 ซึ่งระบุถึงการทําความเคารพธงชาติไว้ในข้อ 29 ว่าในกรณีที่ได้ยินเสียงเพลงชาติ “ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสํารวม” จนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง

เจาะลึก‘TikTok’ ผนึก‘COFACT’ กางแผนสู้ข่าวลวงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งย้ำกฎเหล็ก“ห้ามยิงแอดการเมือง” แต่เปิดกว้างคอนเทนต์ออร์แกนิกพร้อมแนะวิธีอุทธรณ์หากโดนลบ


(27 
มกราคม 2569) – รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.26” หัวข้อ “ฝ่าข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง” ดำเนินรายการโดย นายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้พูดคุยถึงประเด็นร้อนในช่วง 12 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป โดยเชิญแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง TikTok มาร่วมถกเถียงถึงมาตรการรับมือข่าวปลอม (Fake News) และการบิดเบือนข้อมูลที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง: ช่วงเวลาแห่งความหวังและความเสี่ยง

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยว่า บรรยากาศในช่วง 12 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจจะเริ่มฟันธงว่าจะเลือกใคร อย่างไรก็ตาม สุภิญญายอมรับว่าสถานการณ์ข่าวสารในช่วงนี้มีทั้งความหวังและความน่ากังวล โดยเฉพาะกระแสข่าวเชิงลบ (Negative Campaign)ที่มาในรูปแบบของการผสมผสานเรื่องจริงและเรื่องเท็จเข้าด้วยกัน ซึ่งภาคประชาสังคมต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

TikTok กางสถิติ ลบ 4.4 ล้านคลิปผิดกฎ ย้ำใช้ ‘คนไทย’ ตรวจสอบ

ทางด้าน สิริประภา วีระไชยสิงห์ (กานจิ) ผู้จัดการฝ่าย Outreach & Partnerships ของTikTok กล่าวถึงนโยบายความปลอดภัยว่าTikTok มีระบบตรวจจับเนื้อหาเชิงรุกที่ทำงานร่วมกันระหว่างระบบอัตโนมัติ (AI) และทีมงานตรวจสอบเนื้อหา (Human Moderator) ซึ่งเป็นคนไทยที่นั่งทำงานในประเทศไทย ทำให้เข้าใจบริบททางภาษาและวัฒนธรรมเป็นอย่างดี

สิริประภา เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา TikTok ได้ลบเนื้อหาที่บิดเบือนและละเมิดกฎชุมชนไปมากกว่า 4.4 ล้านวิดีโอ โดย 99.9% ถูกลบก่อนที่จะมีผู้ใช้งานรายงานเข้ามา ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจจับ

ระวัง “ข่าวลวงสายครีเอทีฟ” และภัยDeepfake

เมื่อถูกถามถึงประเภทของข่าวลวงที่ระบาดหนักกานจิระบุว่า ไม่สามารถเจาะจงช่วงอายุของผู้เสพข่าวลวงได้ เพราะเกิดขึ้นกับทุกวัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรูปแบบการนำเสนอที่มีความสร้างสรรค์ (Creative) สูง มีการตัดต่อและผูกเรื่องราวให้น่าสนใจจนคนหลงเชื่อและแชร์ต่อรวมถึงภัยคุกคามจากเทคโนโลยี Deepfake และ AI-generated content ที่ถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลเท็จ ซึ่งทางแพลตฟอร์มได้ให้ความสำคัญในการตรวจจับอย่างเข้มงวด

ประเด็นสำคัญที่ TikTok เน้นย้ำคือ นโยบายเกี่ยวกับบัญชีนักการเมืองและพรรคการเมืองโดยสิริประภาระบุชัดเจนว่า “TikTok ไม่อนุญาตให้มีการซื้อโฆษณาทางการเมือง (Paid Ads) หรือการ Boost Post สำหรับเนื้อหาการเมืองโดยเด็ดขาด” ไม่ว่าจะเป็นบัญชีของรัฐบาล พรรคการเมือง หรือนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครและพรรคการเมืองยังสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์แบบออร์แกนิก(Organic) เพื่อสื่อสารนโยบายหรือแสดงความคิดเห็นได้ตามปกติ ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎชุมชนข้ออื่น ๆ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)

ไขข้อข้องใจ “ปิดกั้นการมองเห็น” (Shadowban)

สำหรับข้อสงสัยเรื่องการถูกปิดกั้นการมองเห็นนางสาวสิริประภาชี้แจงว่า TikTok ไม่ได้ปิดกั้นเนื้อหาทางการเมือง แต่มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของผู้เยาว์และคุณภาพของฟีด (For You Feed) หากคลิปใดมีภาพรุนแรง สะเทือนขวัญ หรือเป็นคอนเทนต์คุณภาพต่ำ (ภาพเบลอสั่น) ระบบอาจจำกัดการนำส่งไปยังหน้าฟีดสาธารณะเพื่อรักษามาตรฐานชุมชน

แนะช่องทางสู้ข่าวลวงและวิธีอุทธรณ์

สำหรับผู้ใช้งานที่พบเห็นข่าวลวง TikTok ได้ร่วมมือกับ กกต., COFACT และ Thai PBS Verify ในการจัดทำ “ศูนย์ข้อมูลการเลือกตั้ง” บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจะปรากฏเป็นแบนเนอร์ในคลิปที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ให้ผู้ใช้กดเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องได้ทันที

ในกรณีที่ผู้ใช้งานถูกลบคลิปและมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดกฎ สิริประภาแนะนำว่า ห้ามลบคลิปวิดีโอนั้นทิ้งเด็ดขาด ให้กดปุ่มยื่นอุทธรณ์ผ่านการแจ้งเตือนใน Inbox เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบซ้ำ หากลบคลิปไปแล้วจะไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้

รายการได้สรุปถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์ม ภาคประชาสังคม และผู้ใช้งาน ในการช่วยกันตรวจสอบและรายงานข่าวลวง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

ภาพชาวเกาหลีใต้เชียร์ทีมชาติในฟุตบอลโลก 2002 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพคนสวมเสื้อแดงจำนวนมากชุมนุมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในประเทศเกาหลีใต้และ จ.นครราชสีมา

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพชาวเกาหลีใต้รวมตัวเชียร์ทีมชาติในฟุตบอลโลก 2002 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 – 27 ม.ค. 2569 มีผู้ใช้บัญชีแฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพฝูงชนจำนวนมากสวมเสื้อผ้าหรือสัญลักษณ์สีแดงรวมตัวกันในสถานที่แห่งหนึ่งพร้อมกับข้อความที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เช่น 

▪ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 26 ม.ค. พร้อมคำบรรยายว่า “คนไทยในประเทศเกาหลีใต้ออกมาชุมนุมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตกันทุกคน”

▪ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคเพื่อไทย FC” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 27 ม.ค. โดยระบุว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ตลาดเซฟวันโคราช จ.นครราชสีมา

▪  ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกหลายรายนำภาพนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้ระบุสถานที่ แต่มีข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าคนเสื้อแดงในภาพคือผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย เช่น “ลอยลำทั่วไทย” “แดงทั้งแผ่นดิน” และ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์”

ไพศาล พืชมงคล นักวิเคราะห์การเมืองซึ่งมีผู้ติดตามเฟซบุ๊ก “Paisal Puedmongkol” มากกว่า 2.15 แสนบัญชี เป็นคนหนึ่งทีโพสต์ภาพนี้ (ลิงก์บันทึก) โดยระบุว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ จ.นครราชสีมา แต่ต่อมาได้โพสต์ข้อความแก้ไขว่าเป้นภาพจากเกาหลี

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวปรากฏในเว็บไซต์หลายแห่งของเกาหลีใต้ รวมถึงสำนักข่าว Hankyoreh และเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พื้นบ้านของเกาหลีใต้ ตลอดจนสำนักข่าวต่างประเทศอย่าง BBC และเพจเฟซบุ๊ก “FIFA Museum” ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กีฬาฟุตบอลภายใต้การดูแลของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) โดยมีคำบรรยายว่าเป็นภาพชาวเกาหลีใต้รวมตัวกันที่ Seoul City Hall Square หรือ Seoul Plaza ในกรุงโซล เพื่อเชียร์ทีมชาติของตนในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002 (พ.ศ. 2545) ซึ่งเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น 

สื่อเกาหลีใต้และบทความวิชาการที่ใช้ภาพนี้ประกอบเนื้อหาให้เครดิตภาพว่าเป็นของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของประเทศเกาหลีใต้

ภาพส่งเชลยกัมพูชาป่วยกลับประเทศ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งที่ชายแดนให้ไทยรักษา

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งตามแนวชายแดนเพื่อให้ไทยรักษา 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 – 23 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพชายคนหนึ่งนอนอยู่ในเปลหาม รายล้อมด้วยทหารกัมพูชา มีข้อความอ้างว่ากัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งไว้ที่ชายแดนฝั่งไทย หวังให้โรงพยาบาลในไทยรับไปรักษาตัวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น เพจ “ติดตามสถานการณ์ชายแดน” ผู้ติดตามเกือบ 50,000 บัญชี โพสต์ภาพและข้อความว่า “ข่าวล่าสุด!! พวกเขมรน่าสมเพช เอาคนป่วยมาทิ้งชายแดนฝั่งไทย  มัดมือชกให้ รพ.รักษา แบบไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ไทยไม่รับรักษา เพราะไม่มีเอกสาร จึงส่งตำรวจจัดการตามขั้นตอนต่อไป” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 300 ครั้ง

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่ในสื่อมวลชนไทยหลายสำนักตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568  โดยรายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไทยส่งตัวทหารกัมพูชาที่ถูกจับเป็นเชลย ระหว่างการสู้รบช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 จำนวน 2 นาย จากทั้งหมด 20 นาย กลับประเทศกัมพูชา เนื่องจากทหาร 2 นายดังกล่าวมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งมีการส่งตัวกันที่ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์

ส่วนอีก 18 นายที่เหลือ ถูกปล่อยตัวในภายหลัง ในวันที่ 31 ธ.ค. 2568 

วันที่ 27 ม.ค. 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันกับโคแฟคว่าไม่มีรายงานกัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งไว้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตามที่เพจเฟซบุ๊กกล่าวอ้าง

มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ-พรรคประชาชาติปฏิเสธข้อกล่าวหา “หลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัย”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พรรคประชาชาติหลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัยที่ จ.ปัตตานี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “เสียงในพื้นที่” ผู้ติดตามกว่า 36,000 รายโพสต์ภาพผู้บริหารและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติ ถ่ายภาพกับครูสอนศาสนาอิสลาม และเขียนคำบรรยายว่า “ประชาชาติเล่นใหญ่ หลอกครูตาดีกาว่าอบรม เมื่อไปถึง โอละพ่อ โดนหลอกมาฟังปราศัยพรรคประชาชาติ”

แอดมินเพจอ้างว่าได้รับข้อมูลจากครูตาดีกาในจังหวัดชายแดนภาคใต้รายหนึ่งว่าได้รับการประสานให้นำตัวแทนครูตาดีกาไปอบรมที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี (มัจลิสปัตตานี) แต่เมื่อมาถึงพบว่าไม่ใช่การอบรมแต่เป็นการฟังปราศรัยของพรรคประชาชาติ

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 200 ครั้ง ณ วันที่ 27 ม.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้นำภาพจากงานพรรคประชาชาติพบปะผู้นำสถาบันปอเนาะและโต๊ะครู ซึ่งจัดที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 24 ม.ค. มาประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มัจลิสปัตตานีเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นคนละงานกัน รวมทั้งมีการบิดเบือนข้อมูลบางส่วน ทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดต่อกิจกรรมของมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ และพรรคประชาชาติ 

โคแฟคสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน รวมทั้งโฆษกและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติ ได้ข้อมูลดังนี้

▪  อับดุลรอณีย์ เด็งสาแล ประธานมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์โคแฟคว่า วันที่ 24 ม.ค. 2569 มูลนิธิฯ ได้จัดงานประชุมประจำปีโดยเชิญตัวแทนครูตาดีกาจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมงานที่มัจลิสปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครูและพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนตาดีกา โดยในช่วงบ่ายมีการแข่งขันฟุตบอลเพื่อสานสัมพันธ์ครูตาดีกา กิจกรรมนี้มีครูตาดีกาเข้าร่วมประมาณ 400 คน  และงานที่จัดขึ้นใช้งบประมาณของมูลนิธิฯ และชมรมครูตาดีกาในแต่ละจังหวัด ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองใด

อับดุลรอณีย์กล่าวว่าเนื่องจากที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ บางคนเป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชาติ ทางพรรคจึงทราบข่าวการจัดงานประชุมครั้งนี้และได้ส่งผู้แทนพรรคประชาชาติ เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติมานำเสนอนโยบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับครูและโรงเรียนตาดีกาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ครูที่มาเข้าร่วมฟัง 

ประธานมูลนิธิฯ ยืนยันว่าระบุว่ามูลนิธิฯ ยินดีรับฟังนโยบายของทุกพรรคที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตาดีกา และพรรคใดจะเข้ามานำเสนอนโยบายก็ได้ แต่ในวันนั้นมีเพียงพรรคประชาชาติที่มา ซึ่งเขายอมรับว่าอาจสร้างความไม่สบายใจให้ครูตาดีกาบางส่วน เนื่องจากทางมูลนิธิฯ ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าให้ผู้เข้าร่วมทราบว่าจะมีผู้แทนพรรคการเมืองมานำเสนอนโยบายด้วย ทำให้กำหนดการล่าช้า และครูตาดีกามาจากหลายจังหวัดก็อาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่ต่างกัน

▪ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ผู้สมัคร สส. ปัตตานี เขต 3 พรรคประชาชาติ ให้ข้อมูลว่าวันที่ 24 ม.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ และ พ.ต.อ.ทวี รวมทั้งตนได้เดินทางไปนำเสนอนโยบายของพรรคในที่ประชุมครูตาดีกาซึ่งจัดโดยมูลนิธิฯ และในวันที่ 25 ม.ค. ได้พบปะผู้นำสถาบันปอเนาะและโต๊ะครูกว่า 1,200 คน ที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทางเพจ “เสียงในพื้นที่” นำภาพงานวันที่ 25 ม.ค. มาประกอบโพสต์ที่พูดถึงงานวันที่ 24 ม.ค. ทำให้เกิดความสับสน 

▪  ดร.ต่วนอิสกันดาร์ ดาโต๊ะมูลียอ โฆษกพรรคประชาชาติ ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานประชุมครูตาดีกา และงานดังกล่าวไม่ใช่เวทีปราศรัยของพรรคประชาชาติ เพียงแต่พรรคส่งผู้แทนไปนำเสนอนโยบายเท่านั้น

โฆษกพรรคประชาชาติกล่าวเพิ่มเติมว่าทางพรรคมีความใกล้ชิดกับครูตาดีกาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง เพราะผู้สมัคร สส. ของพรรคบางคนก็เคยเป็นครูตาดีกามาก่อน อีกทั้งพรรคประชาชาติมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาโรงเรียนและครูตาดีกา แต่ไม่ได้หลอกครูตาดีกาให้มาฟังปราศรัยตามที่เพจเฟซบุ๊ก “เสียงในพื้นที่” กล่าวหา