สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 23 พฤษภาคม 2569

“ผักต้มค้างคืน” อุ่นซ้ำเสี่ยงมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nt94qyymqjqr


“ชัยวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เดินเข้าไปหาเรื่อง “ชัชชาติ” หวังทำร้ายร่างกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3pup787acu4m7


ภาพปืนและอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้ที่บ้านพักของชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/m4ttx3lpow82


ภาพรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างในจันทบุรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3fgc9g548hjte


“ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.69 ใช้สิทธิวันละ 200 บาท เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/11zjcgih9zjn9


“ไอร์แลนด์” ประณาม “อิสราเอล” จับตัวน้องสาวประธานาธิบดี ล่องเรือมนุษยธรรมช่วยกาซ่า

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1r00tyxonzi59


เด็กเขียนหนังสือไม่ได้ อาจไม่ใช่เรียนไม่เก่ง แต่เป็นภาวะ LD

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3h674ywin5aso


กปน ยกเลิกบิลทางไปรษณีย์ เปลี่ยนเป็น e-Bill แทน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/di7edxuv38eo


อียูปรับใช้กฎวีซ่าเชงเก้นใหม่ อนุมัติ “Visa Cascade” คนไทยประวัติเดินทางดี มีโอกาสได้วีซ่านานขึ้น

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/s440iwpnfirv


เปิดปมใหม่ DNA ‘ปลาหมอคางดำ’ อาจเกิดจากหลายการนำเข้า ไม่ใช่เหตุหลุดรอดครั้งเดียว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2anukxbjl3u3z

มองอคติ-ความรุนแรงต่อ‘แรงงานข้ามชาติ-กลุ่มชาติพันธุ์’ : มากกว่าแก้ไขกฎหมาย ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจ

By : Zhang Taehun

ย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคม 2569 มีข่าวหนึ่งที่สังคมให้ความสนใจ กรณีกลุ่มคนรวมตัวกันไปทำร้ายร่างกายชายหนุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยง โดยอ้างว่าชายคนดังกล่าวเป็นบุคคลต่างด้าวและมีพฤติกรรมหาเรื่องคนไทย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ถูกทำร้ายที่เข้าแจ้งความได้ยืนยันว่าตนเองเป็นชาวกะเหรี่ยงที่เกิดและเติบโตใน จ.กาญจนบุรี เช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านห้วยน้ำขาว หมู่ 15 ตำบลบ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ก็ยืนยันว่า หนุ่มชาวกะเหรี่ยงรายนี้เกิดและเติบโตในประเทศไทย มีพยานรับรองและอยู่ระหว่างดำเนินการขอมีบัตรประชาชนไทย 

ในด้านของคดีความก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้มากล่าวถึงก็เพราะหลังจากได้เข้าไปไล่อ่านความคิดเห็นของประชาชนที่ติดตามข่าวดังกล่าว พบว่าบางส่วนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับบัตรประจำตัวของผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย มีข้อสงสัยว่าชาวกะเหรี่ยงมาขอมีบัตรประชาชนไทยได้อย่างไร รวมถึงเหมารวมกันไปว่าชาวกะเหรี่ยงทั้งหมดเป็นต่างด้าวไม่ใช่คนไทย ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ในการตรวจสอบและอธิบายข้อเท็จจริง (Fact – Checking) ของข้อมูลข่าวสารที่ถูกแชร์กันบนพื้นที่ออนไลน์ด้วย

ภาพที่ 1 ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ที่มา : แนวหน้า

– ชาวกะเหรี่ยงเป็นใครมาจากไหน? เข้ามาอยู่ในอาณาเขตประเทศไทยเมื่อใด? : มีข้อเขียนและผลการศึกษามากมายที่กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันเป็นพื้นที่เมืองหรือจังหวัดชายแดนไทย – เมียนมา มาหลายร้อยปี อาทิ บทความ กะเหรี่ยง ความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทย โดย สุรพงษ์ กองจันทึก ที่เผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เล่าถึงชาวกะเหรี่ยงในเมืองศรีสวัสดิ์ (ปัจจุบันคือ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี) มีบันทึกว่าได้จ่ายส่วย (ภาษี) และเข้าเป็นทหารทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของพม่าให้กับกรุงศรีอยุธยา 

เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีชาวกะเหรี่ยงอพยพเข้ามาในเมืองกาญจนบุรี และได้รับอนุญาตให้ไปตั้งรกรากที่เมืองสังขละบุรี (ปัจจุบันคือ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี) หลังจากนี้ชาวกะเหรี่ยงยังคงยอมรับการปกครองและเข้าเป็นทหารของฝ่ายไทย จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรับปรุงการปกครองให้เป็นแบบรัฐสมัยใหม่ ชาวกะแหรี่ยงถูกกำหนดสิทธิและหน้าที่ต่อรัฐไม่ต่างจากคนไทย อาทิ ต้องเสียภาษีเข้ารัฐส่วนกลาง ต้องเข้ารับราชการทหารในรูปแบบกองทัพส่วนกลางมิใช่ในระบบไพร่สังกัดมูลนายแบบเดิม  

รวมถึงเมื่อมีการตั้งกองตำรวจภูธร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็รับสั่งว่า ชาวกะเหรี่ยงที่เคยรับราชการในสังกัดกองอาทมาต (ทหารหน่วยพิเศษในระบบกองทัพแบบเดิมก่อนหน้าการปฏิรูป) สามารถเข้ารับราชการต่อในสังกัดหน่วยงานใหม่นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในสายตาของคนไทยโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ มักมองชาวกะเหรี่ยงในแง่ลบอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิถีชีวิตด้านเกษตรกรรมของชาวกะเหรี่ยงถูกมองว่าเป็นการบุกรุกทำลายป่า ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงตลอดจนผู้สนใจศึกษาวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง โต้แย้งว่าวิถีดังกล่าวคือ “ไร่หมุนเวียน” นอกจากจะไม่ทำลายป่าแล้วยังช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติเสียด้วยซ้ำไป

ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า การเข้ามาอยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงบนแผ่นดินที่ปัจจุบันคือประเทศไทย มีตั้งแต่การถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย การอพยพหนีการกวาดล้างของอาณาจักรพม่าที่รบชนะอาณาจักรมอญซึ่งชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ร่วมกับชาวมอญก็ต้องหลบหนีออกมาด้วย จนถึงยุคหลังอาณานิคมที่ดินแดนพม่าก็ยังมีปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงเลือกที่จะอพยพข้ามชายแดนมายังฝั่งไทย 

โดยปัจจุบันมีชุมชนชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยถึง 15 จังหวัด คือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ อนึ่ง นอกจากชาวกะเหรี่ยงแล้ว ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ยังระบุว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมกันมากถึง 60 กลุ่ม

ภาพที่ 2 ตัวอย่างบัตรประจำตัวและเลขประจำตัวบุคคลที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ทั้งที่เป็นคนไทยและบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย

(3 ภาพด้านซ้าย ขอบคุณภาพจากเพจ “คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา”)

– กลุ่มชาติพันธุ์บนแผ่นดินไทยกับสถานะทางกฎหมาย : บุคคลที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ตาม หากเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของทางการไทย จะได้รับเลขประจำตัว หรือที่คุ้นเคยในชื่อ เลข 13 หลักโดยข้อมูลจากที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อธิบาย ตัวเลขหลักที่ 1 หรือเลขตัวแรก บนบัตรประจำตัวบุคคล (ทั้งในบัตรประชาชนของคนไทย และบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) ไว้ดังนี้ 

เลข 1 หมายถึงคนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2527 เป็นต้นมา , เลข 2 หมายถึงคนที่เกิดและมีสัญชาติไทย แต่แจ้งเกิดเกินเวลาที่กำหนด ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2527 เป็นต้นมา , เลข 3 หมายถึงคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีที่อยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (1 ม.ค. – 31 พ.ค.2527) , เลข 4 หมายถึงคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 ม.ค. – 31 พ.ค. 2527) , 

เลข 5 หมายถึงคนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ, เลข 6 หมายถึงผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว , เลข 7 หมายถึงบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 (ผู้ถือบัตรเลข 6) ซึ่งเกิดในประเทศไทย และ เลข 8 หมายถึงคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว – คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย

นอกจากเลข 1 – 8 ข้างต้นแล้ว ในคู่มือการจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยโดยสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงเลขตัวแรกของบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ไว้อีก 2 กลุ่ม คือ เลข 0” หมายถึง คนซึ่งไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ ครม. 18 ม.ค. 2548 และคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.13) ตาม มาตรา 38 วรรคสอง

และ เลข 00 แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยเป็นบุคคลสัญชาติพม่า (เมียนมา) ลาวและกัมพูชา ที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามมติ ครม. รวมถึงผู้ติดตามแรงงาน ส่วนที่มาของการกำหนดปี 2527 ไว้ในการออกเลขตัวแรกของชุดเลขประจำตัวบุคคล 13 หลัก เนื่องด้วยเป็นปีแรกที่ประเทศไทยจัดทำฐานข้อมูลเลขประจำตัว 13 หลักในระบบคอมพิวเตอร์แทนระบบเขียนด้วยมือแบบเดิม

บัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองอธิบายว่า ระบบเลขประจำตัว 13 หลักของไทย กำหนดโดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย  ถูกออกแบบให้แสดงสถานะทางทะเบียนราษฎรของบุคคล โดยกรณีเลขตัวแรกเป็นเลข 6 จะหมายถึงบุคคล 2 กลุ่ม คือ 

1.กลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มที่แสดงว่าบุคคลนั้นได้ผ่านกระบวนการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติ ได้แก่ บุคคลที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ได้รับการยกเว้นให้อยู่ในลักษณะชั่วคราว เช่น ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งยังไม่มีสัญชาติไทย และมีกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่บรรพบุรุษแต่ยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์การเกิดเพื่อลงรายการสัญชาติไทยได้ ซึ่งปัจจุบันไม่มีการทำทะเบียนเลข 6 เพิ่มแล้ว  มีเพียงคนที่ได้เลขประจำตัวแล้วบัตรประจำตัวหมดอายุหรือสูญหายก็จะมาทำบัตรใหม่โดยใช้เลขเดิม

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตกหล่นจากการสำรวจ จึงได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนในภายหลัง โดยสำรวจเพิ่มเติมเมื่อปี 2548 – 2554 กลุ่มเหล่านี้จะได้รับเลข กลุ่ม 89 หมายถึงบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหา และสถานะสิทธิของบุคคล ซึ่งมีความเกี่ยวพันธุ์กับชนกลุ่มน้อยเดิมที่ได้รับการสำรวจเป็นเลข 6” 

กับ 2.คนต่างด้าวเข้าเมือง คือ บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายคนเข้าเมืองแบบชั่วคราวตามระยะเวลาที่ได้รับ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ให้นึกถึงเวลาไปเที่ยวต่างประเทศเราก็จะไปเที่ยวได้ตามระยะเวลาวีซ่าที่กำหนดให้อยู่ได้ ซึ่งหากอยู่เกินกำหนดก็จะถูกจับ ดังนั้น หากบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่แบบชั่วคราวโดยถูกต้องก็สามารถมาขอทำทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวเป็นบุคคลเลข 6 ได้ตลอดเวลา   แต่สิทธิการอยู่อาศัยต่าง ๆ ยังเป็นไปตามระยะเวลาหนังสือเดินทางวีซ่า เป็นต้น ส่วนเลข 7  ให้สำหรับบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยมีบิดามารดาที่ถือบัตรเลข 6

ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ถือบัตรเลข 6 และ 7 ที่ดำเนินการยื่นขอสัญชาติไทย ขั้นตอนต่างๆ จึงยุ่งยากและล่าช้ามาก บางคนยื่นเรื่องตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม – สาว กว่าจะได้ก็แก่ชราอายุมาก ประเด็นนี้ บัณฑิต อธิบายว่า ความยาก – ง่ายต่างกันอยู่ที่ว่าเป็นการขอสัญชาติกรณีแบบใด ซึ่งหลักการขอสัญชาติไทยที่ง่ายที่สุด คือ การขอสัญชาติไทยเพราะเกิดในประเทศไทยและมีบิดามารดาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์   ด้วยเหตุที่ว่าบุคคลเหล่านี้เกิดและอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว 

โดยหากดูตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 จะให้สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน แต่ในทางปฏิบัติอาจมีระยะเวลาที่ต้องรอคิวในการยื่นขอสัญชาติ , เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน , ทำบัตรประจำตัวประชาชน ระยะหนึ่งซึ่งปกติก็จะไม่เกิน 60 วัน ในกรณีเด็กเล็กที่เกิดในประเทศไทยและมีใบเกิดนั้นก็สามารถดำเนินการได้เร็วเพราะมีหลักฐานครบถ้วนซึ่งหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือสูติบัตร 

เด็กเล็กๆ มักจะแจ้งการเกิดมาหมดแล้วจึงรวดเร็วในการขอสัญชาติไทย ในส่วนเด็กที่โตขึ้นมาก็จะใช้เวลาในการดำเนินการ โดยเฉพาะในการขอหนังสือรับรองการเกิด เพราะกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้มีการแจ้งการเกิดไว้ และส่วนใหญ่มักจะระบุว่าเกิดจากหมอตำแย ซึ่งต้องพิสูจน์ตามระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต” 

ในส่วนบุคคลที่พิสูจน์การเกิดในประเทศไทยไม่ได้ หรือผู้ที่อายุเยอะซึ่งไม่ได้เกิดในประเทศไทย ก็จะต้องขอสัญชาติไทยในกรณีอื่นๆ ซึ่งมักจะเรียกว่าขอสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ กรณีนี้จะใช้ระยะเวลานานถึง 3 ปี ขึ้นไป ในการรวบรวมหลักฐาน และขอสัญชาติไทย เพราะมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีหลักฐานการทำงานและเสียภาษีในประเทศไทย 3 ปี หากไม่มีก็จะไม่สามารถขอได้ เป็นต้น เพื่อให้คนที่จะเป็นคนไทยนั้นได้รับการคัดเลือกมาจากบุคคลที่มีศักยภาพตามความเหมาะสม ไม่เกิดภาระแก่รัฐไทย

ส่วนเลขประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยเลข 00 นั้น บัณฑิตอธิบายว่า หมายถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติอื่นตามที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางประกาศกำหนด ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการตรวจพิสูจน์สัญชาติและได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายหรือเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับการผ่อนผัน ให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานตามกฎหมาย 

ดังนั้นแล้ว แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาโดยถูกกฎหมายผ่านบันทึกความตกลง MOU ระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา ลาว และกัมพูชา จะได้รับหมายเลขประจำตัว 13 หลัก อย่างไรก็ตาม เลขขึ้นต้น 00 ไม่ได้จำกัดแค่แรงงานต่างด้าวเท่านั้น แต่รวมถึงบุตรของบุคคลต่างด้าวด้วย

ภาพที่ 3 เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน’ (เสื้อขาวคนกลาง) ผู้ก่อเหตุร่วมกันทำร้ายร่างกายคู่กรณีที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กล่าวขอโทษผ่านรายการ โหนกระแส’ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ยอมรับตนเองไม่มีความรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย

ชมคลิปได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=60keb0mT1DM (นาทีที่ 31.50 – 32.20)

– นอกจากกฎหมายแล้วยังต้องสร้างความรู้ความเข้าใจกับสังคมไทย : นอกจากประเด็นทางกฎหมายเรื่องสถานะบุคคลแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจกับสังคมไทยเรื่องการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ดังที่ผู้ร่วมก่อเหตุทำร้ายร่างกายหนุ่มกะเหรี่ยงกล่าวกับสื่อ ยอมรับว่าตนเองไม่มีความรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์และเข้าใจว่าเป็นบุคคลต่างด้าว รวมถึงหลายคนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ ๆ ก็มีความเข้าใจในลักษณะเดียวกัน 

ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ข้อมูลกับทีมงานโคแฟคเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ว่า นับตั้งแต่ตนเข้ามารับตำแหน่ง กสม. ช่วงปี 2564 – 2569 ได้รับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ประมาณ 20 เรื่อง อันดับ 1 เป็นเรื่องปัญหาสถานะบุคคลหรือสถานะทางทะเบียน รองลงมาเป็นข้อพิพาทเรื่องที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน เช่น ระหว่างชุมชนกับพื้นที่ป่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก รวมถึงเรื่องการถูกด้อยค่า อาทิ กรณีหนุ่มชาวกะเหรี่ยงถูกทำร้ายตามที่ปรากฏเป็นข่าว 

ซึ่งก่อนที่ตนจะมาเป็น กสม. เคยทำงานที่มูลนิธิชุมชนไทมาก่อน โดยเข้าไปทำงานกับกลุ่มชาวเลที่ถูกเบียดขับหลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มภาคใต้ฝั่งอันดามันเมื่อปี 2547 แล้วพบว่าชาวเลเป็นเหมือนกับพลเมืองชั้น 2 ในหมู่ประชากรที่อาศัยในพื้นที่ชายฝั่งอันดามันทั้งที่อยู่มาก่อนคนกลุ่มอื่นๆ สอดคล้องกับที่ รศ.ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยกล่าวว่า สังคมไทยยังมีอคติกับกลุ่มคนชายขอบโดยข้อค้นพบของตนจากกรณีชาวเล คือคนกลุ่มนี้ถูกเบียดขับอย่างรุนแรงเพราะอยู่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

เช่นเดียวกับช่วงลงพื้นที่สำรวจปัญหาของชาวเล ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งร่วมลงพื้นที่ด้วย ได้กล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลถูกกระทำไม่ให้เขาภูมิใจหรือมั่นใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขา และเมื่อมองมายังยุคปัจจุบันที่การสื่อสารทำได้กว้างขวางและรวดเร็วขึ้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) กรณีการไปคุกคามหนุ่มกะเหรี่ยงด้วยความเข้าใจว่าเป็นแรงงานข้ามชาติ  ก็เป็นภาพสะท้อน รากทางความคิดของคนไทยที่ยังมองคนต่างด้าวเป็นอื่น ไม่ใช่คนที่มาช่วยเหลืออะไรให้ประเทศไทย 

จากการแก้ปัญหาชาวเล นำมาสู่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล วันที่ 2 มิ.ย. 2553 และมติ ครม. ว่าด้วยแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง วันที่ 3 ส.ค. 2553 จนกระทั่งปัจจุบันมีกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 ทั้งหมดนี้คือความพยายามทำให้ประเทศไทยยอมรับว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ แต่ตลอดเส้นทางก็มักจะพบกระแสต่อต้าน หรือ ‘ทัวร์ลง’ ในพื้นที่ออนไลน์อยู่เสมอ ว่าบุคคลหรือองค์กรที่สนับสนุนแนวทางนี้ห่วงใยคนต่างด้าวมากกว่าคนไทย 

นอกจากนั้น กสม. อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อทำข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงระเบียบหรือกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ลำพังการแก้ไขกฎหมายยังไม่เพียงพอหากไม่ทำความเข้าใจกับสังคมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยสนอให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีกหลายหน่วยงาน ช่วยกันคิดว่าจะสื่อสารเชิงบวกอย่างไรเพื่อให้สังคมไทยเข้าใจกลุ่มประชากรเหล่านี้ แต่ก็มีความท้าทายจากจำนวนสื่อที่มากขึ้นและอยู่นอกเหนือการควบคุม รวมถึงบรรดาผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) ด้วย

หน่วยงานที่กำกับต้องแข็งแรงและต้องกำกับเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย คือ กสม. ก็มีหน้าที่จี้ไปที่หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องที่จะสื่อสารให้คนในสังคมได้เข้าใจด้วย คือคนในสังคมโดยรวมอาจไม่เข้าใจว่าการที่เรามีแรงงานเพื่อนบ้านจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่เช่นนั้นเราจะแข่งขันกับตลาดโลกไม่ได้’ 

ปรีดา ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมเรื่อง ในอดีตสังคมไทยเคยมีอคติต่อคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด (สลัม) อย่างรุนแรง ในยุคหนึ่งถึงกับเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่าเป็นแหล่งวิกฤติบ้าง แหล่งเสื่อมโทรมบ้าง แหล่งรวมบุคคลและสิ่งของผิดกฎหมายบ้าง ซึ่งหลายครั้งก็นำไปสู่การใช้ความรุนแรงอย่างการไล่รื้อหรือเผาไล่ที่ กระทั่ง มุมมองของสังคมได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากงานศึกษาทางวิชาการที่ชี้ให้เห็นว่า คนในชุมชนแออัดมีบทบาทสำคัญในฐานะแรงงานผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ 

การเปลี่ยนมุมมองของสังคมไทยต่อผู้อาศัยในชุมชนแออัดจึงถือเป็นบทเรียนได้เช่นกัน ว่าต้องมีทั้งงานวิชาการและงานสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมว่าด้วยเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งในแง่สิทธิมนุษยชนต้องเข้าใจก่อนว่า คนทุกคนเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน’ ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามหรือสร้างความเกลียดชังกับกลุ่มชายขอบ’ หากสื่อหรือนักสื่อสารเข้าใจเรื่องนี้การสื่อสารที่ออกไปก็จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายสังคม!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.thairath.co.th/news/crime/2919120 (“เฮียตี๋ไทยไม่ทน” งานเข้า หนุ่มกะเหรี่ยง แจ้งจับกักขัง ทำร้ายร่างกาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ : ไทยรัฐ 10 มี.ค. 2569)

https://www.thairath.co.th/news/local/2919099 (ผู้ใหญ่บ้าน เปิดข้อมูล “น้องเดช” หนุ่มกะเหรี่ยงถูก “เฮียตี๋” สั่งสอน พบถือสัญชาติไทย : ไทยรัฐ 10 มี.ค. 2569)

https://web.facebook.com/share/p/1C5ua1CovX/ (‘เต้ อาชีวะ-เฮียตี๋’ ยกมือไหว้ขอโทษสังคม แฉแหลก หนุ่มชาติพันธุ์สุดกร่าง ยืนยันมีพยานหลักฐาน : โหนกระแส 11 มี.ค. 2569)

https://www.silpa-mag.com/history/article_45371 (“กะเหรี่ยง” เป็นใคร? มาจากไหน? มีความสัมพันธ์ กับไทยอย่างไร? : ศิลปวัฒนธรรม 30 ธ.ค. 2564)

https://www.geocities.ws/klity_creek/kareninthai1.htm (“กะเหรี่ยง” ความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทย : สุรพงษ์ กองจันทึก , ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา)

https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/187 (ปกาเกอะญอ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)

https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic (กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)

https://www.naewna.com/likesara/745665 (สัมผัส’วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร’บ้านสะเนพ่อง ‘ครู-นักเรียนช่วยกันทำนา’ : แนวหน้า 24 ก.ค. 2566)

http://www.kkdopa.go.th/p7/1007–13-.html (ความหมายของเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก :ที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่น)

https://www.bora.dopa.go.th/wp-content/uploads/2025/01/การจัดทำทะเบียนและบัตรคนซึ่งไม่มีสัญชาติ.pdf (การจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย : สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย)

https://www.isranews.org/content-page/item/57989-news012.html (คนเกิดปี27พ้นทุกข์!ปค.สั่งแก้ปัญหาเลขบัตรทั้งระบบแล้ว-รับพลาดช่วงเปลี่ยนเขียนมือสู่คอมฯ : สำนักข่าวอิศรา 14 ก.ค. 2560)

https://www.tvpoolonline.com/content/2496053 (“ตี๋กระทะร้อน” ยกมือไหว้ขอโทษคนเมืองกาญจน์ ปมบุกตX “หนุ่มชาติพันธุ์” เข้าใจผิดคิดว่าเป็นต่างด้าว : TVpoolonline 11 มี.ค. 2569)

https://www.youtube.com/watch?v=60keb0mT1DM (LIVE โหนกระแส เสียงแตก! “ตี๋กระทะร้อน” สวมบทโหด บุกยำหนุ่มกะเหรี่ยงเลือดสาด : โหนกระแส 11 มี.ค. 2569 นาทีที่ 31.50 – 32.20)

https://book.culture.go.th/newbook/book/other/nation.pdf (ชาติพันธุ์และมายาคติ : สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม , 2546 – หน้า 103)

https://www.chumchonthai.or.th/sites/default/files/ebooks/22_chao-la_crisis/22_chao-la_crisis.pdf (วิกฤติ วิถีชาวเล , ปรีดา คงแป้น และคณะ , มูลนิธิชุมชนไท 2555)

วิกฤตไซเบอร์กลืนกินเด็ก! จี้คลอดกฎหมายคุมเข้ม-แนะพ่อแม่เลิกใช้มือถือเลี้ยงลูก ก่อนสมองพัง-ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม AI

ปัญหาภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ล่าสุดในเวทีเสวนาโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.41 ภายใต้หัวข้อ “ป้องกันเด็กอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโลกไซเบอร์” ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้ร่วมพูดคุยกับ พลินี เสริมสินสิริผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิชกรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ถึงสถานการณ์ความรุนแรงและแนวทางการรับมือกับภัยไซเบอร์ในเด็กที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน

พลินี เปิดเผยถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมว่า ปัจจุบันเด็กไม่ได้เติบโตมากับสนามเด็กเล่นในหมู่บ้านเหมือนในอดีต สนามเด็กเล่นหลายแห่งถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่สนามเด็กเล่นของเด็กยุคนี้ได้ย้ายไปอยู่ในจอภาพและโลกออนไลน์แทน สิ่งที่น่ากังวลคืออันตรายไม่ได้มาในรูปแบบของคนแปลกหน้าตรงๆ อีกต่อไป แต่มาในรูปของเพื่อนในเกม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้กระทั่งอัลกอริทึมที่คอยจัดสรรเนื้อหาจนโลกออนไลน์สามารถรู้ใจเด็กมากกว่าพ่อแม่เสียอีก การใช้เวลาบนสื่อออนไลน์ที่มากเกินไปทำให้เด็กต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งข่าวลวง ข่าวปลอม การหลอกลวง พนันออนไลน์การคุกคามทางเพศ การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) และเนื้อหาที่บั่นทอนสุขภาพจิต ซึ่งในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลง สังคมจึงต้องหันมาคำนึงว่าจะสร้างวัคซีนและภูมิคุ้มกันอย่างไรให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

ดร.ศรีดา ได้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ทั่วโลกว่ามีความรุนแรงและส่งผลกระทบชัดเจนจนหลายประเทศต้องตื่นตัวออกกฎหมายควบคุมอย่างจริงจัง เช่น การลดเวลาหน้าจอ การตรวจสอบและจำกัดอายุผู้ใช้งาน (Age Verification) เนื่องจากสมองส่วนคิดและควบคุมเหตุผลของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่ หากปล่อยให้ใช้งานโดยไม่มีวิจารณญาณย่อมตกเป็นเหยื่อได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ภาคธุรกิจนำแนวคิด Safety by Design หรือการออกแบบระบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่แรกมาใช้ ไม่ใช่ปล่อยแอปพลิเคชันหรือเกมออกมาโดยเน้นแต่กลยุทธ์การตลาดแต่ไม่มีระบบป้องกันภัย ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มบังคับใช้มาตรการเด็ดขาด เช่น ฝรั่งเศสที่งดนำมือถือไปโรงเรียนตั้งแต่ปี 2018 ออสเตรเลียที่มีการออกกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนอาจถูกถอดใบอนุญาต สวีเดนที่สั่งงดใช้มือถือในห้องเรียนและนำกระดาษกลับมาใช้แทนเพราะพบว่าเด็กคิดวิเคราะห์ลดลง รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่มีมาตรการเข้มงวดขึ้นเช่นกัน

ดร.ศรีดา ยังได้ยกตัวอย่างนิทรรศการใจกลางกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่จัดร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยแสดงหน้าจอ 50 จอเป็นภาพเด็ก 50 คนที่เคยมีความสุขกับครอบครัวแต่ต้องเสียชีวิตไปแล้วจากการฆ่าตัวตายเพราะถูกไซเบอร์บูลลี่ โดนแบล็กเมล์ทางเพศจากการถูกหลอกเอาภาพหลุดในอินสตาแกรม (Sextortion) หรือติดเกมและพนันออนไลน์ ซึ่งสะท้อนว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเข้าสู่ขั้นวิกฤตเหมือนมะเร็งระยะสุดท้ายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยด่านแรกที่สำคัญที่สุดคือ “พ่อแม่” ซึ่งเป็นผู้หยิบยื่นมือถือ ค่าเน็ต และไวไฟให้ลูก แต่กลับพบว่าพ่อแม่จำนวนมากยังใช้มือถือเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพื่อให้ลูกนิ่ง โดยขาดความรู้ว่าเด็กต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรอยู่กับหน้าจอเลย เนื่องจากเป็นช่วงที่โครงข่ายใยประสาทกำลังพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยการสัมผัสจริงในวิถีธรรมชาติและการโอบกอดจากครอบครัวการนั่งดูจอเฉยๆ ทำให้เซลล์สมองทำงานน้อยกว่าการไปทำกิจกรรมจริง เช่น การทอดไข่ หรือการปฏิสัมพันธ์กับคน

สำหรับแนวทางปฏิบัติในครอบครัว ดร.ศรีดา แนะนำว่าพ่อแม่ต้องร่วมตั้งกฎกติกากับลูกอย่างชัดเจน ทั้งการจำกัดเวลาใช้งาน เช่น วัยปฐมวัย (4-6 ขวบ) ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง และต้องใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่โยนให้เด็กเล่นเอง ส่วนเด็กโตสามารถใช้เพิ่มขึ้นได้แต่ต้องไม่มากเกินไป หากเล่นเกมติดต่อกันเกินวันละ 3 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน จะเพิ่มโอกาสเสพติดเกมถึง3.5 เท่า สังเกตอาการได้จากการโยนกระเป๋าทิ้งเพื่อวิ่งเข้าหาจอหงุดหงิดก้าวร้าวเมื่อให้เลิก การเรียนตกต่ำ ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกบรรจุเป็น “โรคติดอินเทอร์เน็ตและโรคติดเกม” ในตำราแพทย์แล้วเนื่องจากส่งผลต่อสมองในส่วนวงจรรางวัล (Reward Circuit) ทำให้เด็กเสพติดความสุขทางลัดจากการกดไลก์หรือชนะเกม จนไม่สามารถมุมานะทำงานเหมือนผู้ใหญ่ในอนาคตได้ พ่อแม่จึงต้องกำหนดเนื้อหาที่ห้ามเข้าถึง เช่น เว็บพนัน อาวุธ ยาเสพติด สื่อลามกพร้อมทั้งสอนเรื่องกฎหมาย ศีลธรรม และการไม่ไปบูลลี่คนอื่น

ในระดับนโยบาย ดร.ศรีดา ระบุว่าตนเองได้ร่วมงานกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในการเตรียมออกแนวทาง (Guideline) สำหรับเด็กเล็กเพื่อรณรงค์งดจอต่ำกว่า 2 ขวบ ขณะเดียวกันในระดับชุมชนและโรงเรียน ทั้งครูและผู้ปกครองต่างเห็นพ้องว่าอยากเห็นกฎหมายหรือนโยบายจากส่วนกลางที่ห้ามนำมือถือไปโรงเรียนอย่างเด็ดขาด แทนที่จะปล่อยให้เป็นสิทธิ์การตัดสินใจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่งเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากผลสำรวจพบว่าเด็กไทยไม่ถึง 1 ใน 3 ที่มีสมาธิจดจ่อกับการเรียนได้เกิน 20 นาทีเพราะจิตใจพะวงอยู่กับยอดไลก์และเสียงแจ้งเตือนตลอดเวลา

นอกจากนี้ ดร.ศรีดา ยังได้เตือนถึงภัยรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ทวีความน่ากลัวขึ้น โดยในมูลนิธิฯ มีฮอตไลน์รับสายร้องเรียนพบเคสวิดีโอคอลปลอมที่ใช้ AI เลียนแบบหน้าและเสียงของญาติมาขู่หรือชวนลงทุน ซึ่งปัจจุบัน AI พัฒนาจนเนียนมาก ไม่สามารถจับผิดด้วยการให้เอามือเสยผมหรือทัดหูได้อีกต่อไป รวมถึงมีการใช้ AI สร้างภาพลามกอนาจารเด็ก (AI-generated Child Sexual Abuse Material) การใช้แอปพลิเคชัน Deepfake ถอดเสื้อผ้าภายในคลิกเดียว (Undress app) หรือการสร้างแชตบอต AI เป็นเพื่อนคุยกับเด็กจนเด็กซึมเศร้าและหลงเชื่อคำแนะนำที่ผิดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งในต่างประเทศมีการฟ้องร้องชนะคดีและสั่งปรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปแล้ว

ดร.ศรีดา เสนอแนะว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการผลักดันนโยบายเสริมสร้างความรู้เท่าทัน (Digital and AI Literacy) บรรจุในหลักสูตรโรงเรียน สอนเรื่องการเคารพสิทธิ์และการขอความยินยอม (Consent) ด้านกฎหมายต้องมีการควบคุมแพลตฟอร์มเอกชนอย่างจริงจัง เช่น บังคับให้ใส่ลายน้ำถาวรในภาพ AI เพื่อป้องกันการบิดเบือน มีฐานข้อมูลคัดกรองภาพโป๊เด็ก รวมถึงการออกมาตรการเชิงเลือก เช่น “ซิมเด็ก” หรือ eSIM ที่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะเว็บไซต์สีขาวที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และบล็อกคำค้นหาที่เป็นอันตราย พร้อมกันนี้ต้องปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันภัยยุคใหม่ เช่นกฎหมายเอาผิดพฤติกรรมการล่อลวงออนไลน์ (Grooming) ตั้งแต่ขั้นตอนการแชตหว่านล้อมโดยไม่ต้องรอให้เกิดการกระทำอนาจารขึ้นจริง ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพของสายด่วนและการแจ้งความคดีออนไลน์ให้มีมาตรฐานและครอบคลุมกลุ่มคนพิการ เช่น ผู้พิการทางการได้ยินหรือการมองเห็น ให้สามารถเข้าถึงระบบได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการปกป้องเด็กจากโลกไซเบอร์นี้จะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือประสาทความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครอบครัวโรงเรียน รัฐบาล ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับโลก

ย้อนมอง ‘พฤษภา 35’ จุดกำเนิด รธน.40 นักวิชาการชี้สังคมไทยยังขาด ‘ฉันทามติ’ ร่วม

17 พ.ค. 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีการจัดเสวนา “เดินหน้าประชาธิปไตย การเมืองไทยไม่ไร้ความหวัง?” เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภา 2535 หรือ “พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ก่อนนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนเหตุการณ์พฤษภา 2535 การเมืองไทยยังอยู่ในยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” แม้มีรัฐสภา แต่เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง กระทั่งแรงเรียกร้องหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 นำไปสู่รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและ สว. ต้องมาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปลี่ยนหลักการสำคัญหลายประการกลับไปสู่ยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งการเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. และให้ สว. ไม่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงการเปิดบทบาทให้ทหารเข้ามามีส่วนในการเมืองผ่านกลไกต่างๆ

สิริพรรณระบุว่า แม้การทำประชามติรอบแรกเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผู้เห็นชอบกว่า 21 ล้านเสียง หรือร้อยละ 65 แต่คำถามสำคัญคือ สังคมไทยยังมีพลังร่วมแบบเดียวกับช่วงก่อนเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือไม่ พร้อมชี้ว่า สิ่งที่สังคมไทยขาดในปัจจุบันคือ “ฉันทามติร่วม” ต่อทิศทางประเทศ

ด้าน สมภพ รัตนวลี ผู้ดำเนินรายการ “ติ่งข่าว” ช่องเวิร์คพอยท์ 23  และอดีตผู้ร่วมชุมนุมพฤษภา 2535 กล่าวว่าจุดเริ่มต้นของพลังประชาชนคือการรวมตัวของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน หรือคนในชุมชนเมือง หากสามารถเชื่อมโยงปัญหาร่วมกันได้ ก็อาจผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เช่นเดียวกับยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้หลังรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา จะมีการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น แต่ระบบการเมืองยังมีความเปราะบาง ทั้งเรื่องการตรวจสอบและการไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ขณะที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 2540 จะไม่ได้ผ่านประชามติ แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีรัฐประหารปี 2549 ประเทศไทยอาจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรายมาตราแทนการร่างฉบับใหม่

ปริญญาเสนอว่า หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นแบบ แล้วปรับแก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหา พร้อมย้ำว่า ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 สังคมไทยยังไม่แตกแยกรุนแรงเหมือนปัจจุบัน จึงอยากเห็นการสร้าง “ฉันทามติร่วม” ภายใต้กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ

ทั้งนี้ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 อีก 3 วันต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก (หรือฉบับชั่วคราว) ซึ่งในคำปรารภระบุว่า ‘โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินเพื่อบ้านเมืองจะเจริญขึ้น และโดยที่ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยมาตราต่อไปนี้ มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ประชาธิปก ป.ร. ประกาศ ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2475’ เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับการเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือฝ่ายหัวก้าวหน้า (Progressive) เพราะประชาชนได้เป็นเจ้าของประเทศไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว 

‘เราทั้งหลายได้กลายเป็นเจ้าของประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 2475 ดังนั้นการทะเลาะกัน เห็นต่างก็ทะเลาะในขอบเขตของความเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน กติกาซึ่งไม่ใช่ของประชาชน ก็กลับไปหากติกาที่เป็นของประชาชน เกิดความขัดแย้งอย่างไรก็อยู่ภายใต้กติกาของเราเอง นั่นคือระบอบประชาธิปไตย’ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว     

ด้าน ยุทธนา บุญอ้อม หรือ “ป๋าเต็ด” อดีตนักจัดรายการวิทยุ เล่าย้อนบรรยากาศสื่อในยุคพฤษภา 2535 ว่า ขณะนั้นสถานีวิทยุหลายแห่งยังอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพ ทำให้มีความพยายามควบคุมการนำเสนอข่าวสารและปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ผ่านสื่อหลัก ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็น “ดาบสองคม” แม้ช่วยกระจายข้อมูลได้รวดเร็ว แต่ก็ทำให้เกิดความแตกแยกและข่าวลวงจำนวนมาก จนส่งผลต่อการสร้างฉันทามติในสังคม มองว่าพลังของสื่อกระแสหลักสำคัญมาก ดังนั้นควรทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและโต้ตอบข่าวปลอมอย่างรวดเร็ว

หน้าที่ของสื่อคือสะท้อนความจริง และช่วยสร้างฉันทามติในสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการทางออกร่วมกัน” ยุทธนากล่าว

ภาพประกอบโพสต์เฟซบุ๊กเรื่องคดียึดอาวุธสงครามที่บ้านพักชายชาวจีนใน จ.ชลบุรี เป็นภาพที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพปืนและอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้ที่บ้านพักของชาวจีนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพที่สร้างจาก AI** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15-17 พ.ค. 2569 เพจและบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดอาวุธปืนที่เข้าข่ายเป็นอาวุธสงครามจำนวนมาก พร้อมข้อความบรรยายที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ตำรวจตรวจยึดอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดที่บ้านพักของซุน หมิงเฉิน ชายชาวจีน ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ช่วงกลางดึกของวันที่ 8 พ.ค. 

คำบรรยายประกอบภาพที่บัญชีผู้ใช้และเพจเฟซบุ๊กเหลานี้เผยแพร่ เป็นข้อความเดียวกันทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่า “ตอนแรกบอกเป็นแค่คนรักการสะสมอาวุธ สืบไปสืบมากลายเป็นตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ แถมได้สัญชาติไทย มาครองแบบเอ็กซ์คลูซีฟ” (ลิงก์บันทึก 1,2)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพอาวุธปืนจำนวนมากที่นำมาประกอบโพสต์เป็นภาพที่สร้างด้วย AI สังเกตได้จากสัญลักษณ์ของ Gemini ที่มุมขวาล่าง และเมื่อตรวจสอบด้วย Google Reverse Image Search ได้ผลลัพธ์ว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI ของ Google 

โคแฟคยังได้ส่งภาพและข้อความให้ สภ.นาจอมเทียน ตรวจสอบ ได้รับคำยืนยันว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่ภาพการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาชาวจีนเมื่อวันที่ 8 พ.ค. อีกทั้งสถานที่ จำนวน และชนิดของอาวุธในภาพก็ไม่ตรงกับรายการของกลางที่ตำรวจเปิดเผย และไม่ตรงกับภาพเหตุการณ์จริงที่สื่อมวลชนเผยแพร่

การตรวจค้นบ้านพักของชายชาวจีนรายนี้เกิดขึ้นหลังจากรถยนต์ที่เขาขับมาประสบอุบัติเหตุ ตำรวจพบอาวุธปืนสั้นยี่ห้อกล็อก 1 กระบอก กระสุนขนาด 9 มม. และซองกระสุนปืน M16 อยู่ภายในรถ จึงขยายผลนำไปสู่การตรวจค้นและยึดอาวุธ เครื่องกระสุนและอุปกรณ์ทางยุทธวิธีได้อีกหลายรายการที่บ้านพัก 

สื่อมวลชน อาทิ ไทยรัฐ ข่าวสด รายงานว่าของกลางที่ยึดได้จากบ้านพักของผู้ต้องหา ได้แก่ 1) ปืนเล็กยาว M16 จำนวน 2 กระบอก 2) ซองกระสุนปืน M16 จำนวน 9 อัน 3) กระสุนปืน 5.56 มม. 763 นัด 4) ดินระเบิด C4 จำนวน 1 กล่อง 5) ดินระเบิด C4 จำนวน 2 แท่ง 6) กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 รัสเซีย 4 ลูก 7) ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ BA/WA จำนวน 4 ลูกระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ K75 เกาหลี 1 ลูก 9) ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้างแบบ M6/01 พม่า 1 ลูก 10) เชื้อปะทุไฟฟ้า 7 ดอก 11) เรือนชนวนกับดักระเบิด PONZ2 จำนวน 3 เรือน 12) เซฟตีพิน PONMZ2 จำนวน 2 ชิ้น 13) ชุดรีโมทภาครับ-ส่ง 2 อัน 14) เสื้อเกราะกันกระสุน 3 ตัว 15) หน้ากากกันแก๊สพิษ 2 อัน 16) ไส้กรองหน้ากากกันแก๊สพิษ 6 อัน 17) น้ำเบนซินถังละ 20 ลิตร 4 ถัง

จากตำนานโทะบีข่า ถึง แนวปฏิบัติเรื่องไฟ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ

ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน คือ ฤดูการเตรียมไร่เพาะปลูก ของระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ตั้งแต่การตัด ฟัน เผา เป็นระบบเกษตรโบราณที่สืบเนื่องมาหลายร้อยปี แต่เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ภาคเหนือเกิดวิกฤติปัญหาหมอกควัน ตั้งแต่ PM 10 จนกระทั่งมาถึง PM 2.5 ฝุ่นทีมีอนุภาคเล็กลง แต่ทรงพลังทำลายล้างปอด 

สถานการณ์นี้ถูกผูกติดเข้ากับการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นไฟที่มีคนจุด(เจ้าของไร่) และไฟกองใหญ่และแรง เนื่องจากเผาในช่วงบ่ายโมง แต่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็มอดดับ ในขณะที่ ปัญหาของไฟป่าหมอกควันเป็นเรื่องซับซ้อน มีทั้งไฟที่มองไม่เห็น เช่น ไฟในอุตสาหกรรม ไฟข้ามแดน ไฟจากพืชเชิงเดี่ยว เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้โดยคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรหนึ่ง หากแต่ต้องบูรณาการความร่วมมือไปพร้อมกับทิศทางการพัฒนาของรัฐอย่างจริงใจ เพื่อทำความเข้าใจและลดกำแพงอคติไฟป่าของชุมชนที่ทำไร่หมุนเวียน และชี้ให้เห็นถึงพลังทางวัฒนธรรมในการจัดการไฟ ผู้เขียนจึงนำเสนอบทความเรื่องตำนานโทะบีข่า ถึง แนวปฏิบัติเรื่องไฟ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ 

#โทะบีข่ากับความเชื่อเรื่องไฟ

วิถีปฎิบัติของมนุษย์เป็นผลมาจากการยึดโยงความเชื่อหรืออุดมการณ์ เช่นเดียวกับการความเชื่อปกาเกอะญอเรื่อง “ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของ มนุษย์เป็นเพียงผู้อาศัย ไม่นานก็ต้องจากไป” ความเชื่อดังกล่าวก่อเกิดความสัมพันธ์ 3 ระดับ คือ 1.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน 2.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 3.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ  เรื่องราวของ “โทะบีข่า” นกพญาไฟ หรือนกขวัญข้าว คือสัตว์ปีกที่ผูกกับความเชื่อเรื่องระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียนโดยเฉพาะ “ไฟ”

#ตำนาน

มีเรื่องเล่าว่า “โทะบีข่า” คือหญิงชราที่ไม่มีครอบครัว (พ่อ แม่) โดยหญิงชราคนนี้ได้ไปช่วยเด็กกำพร้า ทำไร่หมุนเวียน ด้วยพลังวิเศษของโถ่บิข่าที่ทำให้ข้าวไร่ของเด็กกำพร้างอกงาม และได้ผลผลิตที่ดี จนทำให้ชีวิตของเด็กกำพร้าดีขึ้น เมื่อช่วยเด็กกำพร้าทำไร่เสร็จแล้ว โถ่บิข่าก็บินจากไป ทุกฤดูกาลทำไร่หมุนเวียน ชาวกะเหรี่ยงมักจะเห็นโถ่บิข่าลงมาจากสวรรค์มาอยู่กับชาวบ้าน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อย เปรียบเสมือนว่าโถ่บิข่าได้ช่วยชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน เช่นเดียวกับที่โถ่บิข่าเคยช่วยเหลือเด็กกำพร้า

ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD) ให้สัมภาษณ์ถึงความเชื่อเรื่อง “โทะบีข่า” ว่า เป็นจิตวิญญาณของเทพข้าว เทพจากฟ้ามาดูแลกระบวนการทำไร่หมุนเวียน และดูแลผู้คนที่ทำไร่หมุนเวียนด้วย โทะบีข่าจะลงมาตั้งแต่หลังจากที่เผาไร่เสร็จ (ตอไม้ดำ)

ดร.ประเสริฐเล่าว่า การทำพิธีแต่ละขั้นตอนก็จะเอ่ยชื่อ“โทะบีข่า”และในช่วงปลายปี จะมีพิธีเกาะท่อโทะ หรือพิธีเชิญนกขึ้นสู่ฟ้า  คือการปล่อยให้เขาไปพักไปอยู่ พอถึงฤดูใหม่ก็จะเวียนลงมาใหม่ หลักคิดคือ การทำไร่หมุนเวียนจะมีผลผลิตที่มากมาย เพียงพอสำหรับหญิงม่ายและกำพร้า และแขกที่จะมาเยี่ยมเยียน รวมไปถึงสรรพพรรณสรรพสัตว์ต่างๆ ในการแบ่งปันสิ่งเหล่านี้

“โทะบีข่า” จึงได้รับการสถาปนาจากกลุ่มวัฒนธรรมกะเหรี่ยงว่าเป็น “เทพแห่งไฟ” เพราะ“โทะบีข่า” จะเป็นเทพที่คอยกำหนดแนวทางการใช้ไฟผ่านการทำพิธีกรรม และเป็นเทพที่บ่งบอกถึงผลผลิต การทำไร่ปีนั้นๆ หากมีนกพญาไฟบินวนหลังการเผาไร่ แสดงว่าปีนั้นผลผลิตจะดี มีมากพอที่จะแบ่งปัน ไปถึงแม่ม่าย เด็กกำพร้า และคนยากจน

#แนวปฏิบัติการใช้ไฟ

แนวปฏิบัติเรื่องแนวกันไฟ พัฒนามาจากพิธีเลี้ยงผีไฟก่อนการเผาไร่ เพื่อบอกกล่าวกับสรรพสิ่งที่อยู่ ในไร่หมุนเวียนให้ออกจากไร่ก่อนจะทำการเผาไร่ ก่อนการเผาไร่ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟสองชั้น แนวที่หนึ่ง แนวดิน ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟรอบไร่หมุนเวียนแปลงที่จะเผา ความกว้าง 3-5 เมตร เพื่อควบคุมไฟไม่ให้ลามไปพื้นที่อื่น แนวที่สอง แนวกันไฟต้นไม้ ชาวบ้านจะเผื่อต้นไม้รอบๆไร่ เป็นแนวกันชนไฟ กรณีที่ไฟแรงและลมพัดขึ้นสูง ไฟก็จะไปติดกับแนวต้นไม้ที่ออกแบบไม้ ไม่ให้ลามไกลเกินขอบเขต แนวกันไฟสองระดับ ทั้งบนดิน และต้นไม้ คือกรอบป้องกันไม่ให้ไฟลาม และอยู่ในการควบคุม 100% ภายหลังแนวคิดนี้ถูกนำไปปรับใช้ในการทำแนวกันไฟของหมู่บ้าน

#สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่อิงกับธรรมชาติ 100% หากธรรมชาติเปลี่ยนฤดูกาลย่อมส่งผลต่อ การผลิตไม่มากก็น้อย ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่ใช้น้ำจากฝน และใช้ปุ๋ยจากการเผา หากฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาล ผลผลิตจะน้อยและอาจส่งผลต่ออาหารของคนพื้นที่สูง หากไร้ไฟ ในการผลิต ปุ๋ยจะน้อยหรือไม่มี ทำให้มีวัชพืช และอาจต้องพึ่งยาฆ่าย่า และท้ายสุดอาจนำไปสู่ หนทางการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวิตในระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน 

ดังนั้น ตราบใดที่ไร่หมุนเวียนยังคงใช้ไฟ ความมั่นคงทางอาหารจะยั่งคงอยู่พร้อมกับความหลากหลาย ทางชีวภาพ ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ข้อ 15 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งเน้น “ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน

นกพญาไฟ กับไร่หมุนเวียน เป็นสองสิ่งที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง กับความสมดุลของระบบนิเวศ 3 ประการคือ

1. นกพญาไฟ (Minivet) เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ การพบเห็นนกพญาไฟ ในพื้นที่ป่ารอบๆ ไร่หมุนเวียน คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ เพราะในไร่เหล่านี้หรือไร่พักฟื้นจะกลายเป็นแหล่ง อาหาร และบ้านของสัตว์ป่านานาพรรณ

2. ไร่หมุนเวียน ไม่ใช่การทำลายป่า แต่คือระบบการผลิตบนแนวคิดใช้พื้นที่ระยะสั้น ปล่อยพักฟื้น ระยะยาว โดยอาศัยกลไกธรรมชาติเป็นเงื่อนไขการฟื้นสภาพพื้นที่ไร่หมุนเวียน อย่างน้อย  5-10 ปี 

3. ไฟ เป็นตัวแปรความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ไฟคือการสร้างแร่ธาตุในดิน ในการเพาะปลูก ข้าวไร่ และพืชพรรณกว่า 100 ชนิด โดยการผลิตแบบอินทรีย์เป็นมิตรและถูกสุขภาวะกับทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า และเมื่อถูกปล่อยพักฟื้นเป็นเวลานาน ไร่เหล่านั้น จะกลายเป็นแหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยของนกและ สัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงนกพญาไฟ 

จากความเชื่อเรื่อง“โทะบีข่า” นกพญาไฟแห่งไร่หมุนเวียนกับการใช้ไฟในวัฒนธรรมกะเหรี่ยงผู้ทำไร่หมุนเวียน อาจตอบคำถามว่าทำไมคนทำไร่หมุนเวียนจึงต้องใช้ไฟ และการใช้ไฟอย่างเข้าใจจะสร้างคุณูประการต่อสรรพชีวิตให้ยั่งยืนได้อย่างไร “ไฟจำเป็น” จะต้องมีเจ้าของหรือผู้ควบคุม ซึ่งต้องรู้จักนิเวศของไฟจึงจะสร้างประโยชน์ แต่ “ไฟไม่จำเป็น” และไม่มีเจ้าของ แบบนี้อันตรายเพราะมักเกิดขึ้นในพื้นที่ป่า สร้างความเดือดร้อน และอาจเรียกว่า “ไฟการเมือง”ที่หาตัวจับยาก อย่างไรก็ตามรายงานนี้ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่มุ่งสะท้อนให้เห็น ปัญหาเชิงโครงสร้างของการใช้ไฟ และพลังร่วมในการจัดการไฟป่าหมอกควันบนฐานนิเวศวัฒนธรรม 

มื่อเรามองความแตกต่างทางวัฒนธรรมคือพลังในการแก้ไขปัญหา เราอาจจะได้พลังร่วมในการแก้ไข ปัญหาไฟป่าหมอกควันที่ต้นตอได้อย่างแท้จริง 


อ้างอิง

1.มาลี สิทธิเกรียงไกร. ภูมิปัญญาการจัดการไฟและความมั่นคงทางอาหารในชุมชนชาติพันธุ์. เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2569.

2. กฤษฎา บุญชัย. “ไร่หมุนเวียน สิทธิทางวัฒนธรรมเพื่อความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคม.” มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 25 กุมภาพันธ์ 2564. 

3. “วิจัยล้างบาป ‘ไร่หมุนเวียน’ ไม่ใช่ตัวการก่อมลพิษ.” The Active, 7 มิถุนายน 2567. เข้าถึงจาก https://www.facebook.com/watch/?v=387713433665465

สัมภาษณ์

ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD)

“จาก ‘จำเลยฝุ่นควัน’ สู่ ‘ผู้โอบอุ้มป่าใหญ่’: ความจริงอีกด้านที่บ้านเฮาะ”

ฤดูไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธุ์ยาวไปถึงสิ้นเดือนเมษายน คือช่วงเวลายากลำบากที่ชาวเชียงใหม่และ ภาคเหนือต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ และเมื่อใดก็ตามที่เกิดไฟบนภูเขา อารมณ์และความรู้สึกที่ต้องทนฝุ่น ทำให้ผู้คนมักชี้และตัดสินว่า คนดอยคือต้นเหตุของปัญหามลพิษทางอากาศ  

แต่บางครั้งการด่วนสรุปด้วยความรู้สึกหรือข้อมูลด้านเดียวอาจทำให้เราเสียโอกาสที่จะร่วมแก้ปัญหาหมอกควันไปด้วยกัน ดังนั้นบทความนี้จึงจะพาผู้อ่านทุกคนเดินทางไปยังอยู่บ้านหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม เพื่อสำรวจวิถีชีวิต แนวคิดการจัดการทรัพยากร รวมถึงฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างรับฟัง 

#การเดินทางจากเชียงใหม่สู่บ้านเฮาะ

ไกลออกไปจากเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปทางทิศตะวันตก 162 กิโลเมตร ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง บนถนนคดเคี้ยว จนมาถึงปลายทางคือบ้านเฮาะ ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อินจัน ศักดิ์โชถิติกุล ผู้ใหญ่บ้านชาวลั๊วะ พร้อมชาวบ้านและ อบต. มารอต้อนรับพวกเราในฐานะนักท่องเที่ยวทดลองของชุมชน และนี่คือประวัติศาสตร์ใหม่ของชุมชนคือ การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยใช้วัฒนธรรมของชุมชนซึ่งประกอบไปด้วยลั๊วะ และปกาเกอะญอ และผลลัพธ์ของการจัดการทรัพยากรธรรมคือ ป่าชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ ท่องเที่ยวเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ของคนพื้นที่สูง พร้อมกับการสร้างเศรษฐกิจจากชุมชน 

#ปฐมบท ภูมิศาสตร์การตั้งชุมชนบ้านเฮาะ

ผู้ใหญ่บ้านอินจัน นำผู้เขียนมายังจุดที่ตั้งของหมู่บ้าน บ้านเฮาะตั้งอยู่บนเนินเขาล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไร่หมุนเวียนเก่าถูกปล่อยให้เป็นป่ามาเป็นเวลากว่า 30 ปี ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายและกำลังคนของชุมชน 

ณ จุดที่เรายืนอยู่คือไร่ข้าวโพดที่เพิ่งถูกเผา เกษตรทุนนิยมรูปแบบใหม่ที่สะท้อนการปรับตัวของคนพื้นที่สูง และการปรับตัวภายใต้เงื่อนไขที่โครงสร้างกฏหมายไม่เป็นธรรม ชาวบ้านหลายคนจึงตกอยู่ในวังวนของมายาคติ อย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามจุดที่ยืนอยู่เหนือหมู่บ้านเรายังเห็นผืนป่าใหญ่ด้านหลังซึ่งเป็นป่าโบราณที่ชุมชนยังคง รักษาไว้  และเป็นป่าจิตวิญญาณที่อยู่คู่ชุมชนมายาวนานเป็นร้อยปี

#ประวัติศาสตร์ชุมชนของลูกหลานขุนหลวงวิลังคะ

ในมุมของประวัติศาสตร์ ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาติพันธุ์ลั๊วะ และปกาเกอะญอ สองกลุ่มชาติพันธุ์อยู่อาศัยร่วมกัน หมู่บ้านเก่าแก่นี้อายุราว 700 ปี มีความสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์กับ “ระมิงค์นคร” โดยมีขุนหลวงวิลังคะ กษัตริย์ชาวลั๊วะผู้ครองนครหรือแถบเชียงใหม่ปัจจุบัน หลังยุคขุนหลวงวิลังคะ อำนาจของชาวลั๊วะค่อย ๆ ถูกแทนที่โดยรัฐแบบมอญจากหริภุญชัย เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การรับพุทธศาสนาแบบหริภุญชัย การขยายอำนาจของรัฐเมือง การกลืนกลายทางวัฒนธรรม ทำให้ชาวลั๊วะถอยร่นขึ้นพื้นที่ภูเขา

และที่นี่บริเวณเนินเขาคือที่ตั้งของชุมชนลั๊วะ ต่อมามีกลุ่มปกาเกอะญอเข้ามาอาศัยร่วม ความเชื่อของชุมชนบางส่วนยังคงนับถือบรรพบุรุษ และมีพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

#ป่าจิตวิญญาณ 

หลังจากรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ชุมชน เรานั่งรถมาสู่จุดที่สอง ซึ่งที่นี่คือผืนป่าใหญ่บนสันเขา ผู้ใหญ่อินจันทร์เรียกว่า “ป่าดึกดำบรรพ์” โดยอธิบายว่าเป็นพื้นที่ป่าโบราณ เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า มีต้นไม้นานาพรรณ และยังเป็นป่าความเชื่อของชุมชน เมื่อเดินทางเข้าสู่พื้นที่ป่า อากาศเริ่มเปลี่ยนจากร้อนสู่เย็น ร่างกายผ่อนคลาย มีเสียงจักจั่นร้องก้องกังวาน และเสียงนั้นค่อย ๆ จางไปเมื่อเดินขึ้นที่สูง 

ที่นี่เป็นป่าอยู่บนสันเขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร เช่น พืช ผัก สมุนไพร แต่มีข้อห้ามคือ ห้ามตัดไม้ในพื้นที่ป่าจิตวิญญาณแห่งนี้ ซึ่งต่อมามีการปรับเปลี่ยนชื่อให้สอดล้องกับการสำรวจพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านเรียกป่าแห่งนี้ว่า “ป่าชุมชน” และป่าผืนนี้เต็มไปด้วยความเชื่อ เรื่องเล่า ตำนานมากมาย สมกับชื่อชนเผ่าลั๊วะ กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชื่อมากที่สุดในประเทศไทย

#ตำนานผีขาด้วนกินคน 

เมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่ง มีร่องรอยขุดเป็นร่องที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ผู้ใหญ่อธิบายว่า นี่คือร่องรอยของบรรพบุรุษที่ขุดไว้ด้วยความเชื่อว่า เมื่อชาวลั๊วะตั้งหมู่บ้านจะต้องขุดร่องไว้ เพื่อกันผีปีศาจที่จะมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน เป็นความเชื่อโบราณเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีขาข้างเดียวที่กินคนเป็นอาหาร ชาวลั๊วะเรียกผีขาข้างเดียว จึงขุดร่องนี้ตามดอยแล้วใช้กาบไม้ไผ่มาวางในร่องเพื่อดักผี เมื่อผีขาข้างเดียวเดินผ่านมา จะลื่นล้ม จากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันแทงให้ตาย แต่ปัจจุบันไม่ได้ขุดแล้วเพราะไม่มีผีขาข้างเดียว

#ไผ่ต้องห้ามกับทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 

ผ่านมาอีกราว 100 เมตร บริเวณนี้เป็นป่าพุ่ม มีต้นไผ่แซมบางส่วน มีเรื่องเล่าว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารญี่ปุ่นที่เดินผ่านทางนี้เข้าไปตัดไม้ไผ่เพื่อมาทำเป็นไม้หาบของ แล้วก็เดินต่อแต่ปรากฏว่าแม้จะเดินไปไกลแค่ไหน ทหารญี่ปุ่นก็พบว่าเดินทางมาถึงจุดเดิม หลายวันหลายคืนจึงตัดสินใจทิ้งไม้หาบ จากนั้นก็เดินทางต่อไปได้ปกติ

#นกจิกตา

ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังอีกเรื่องว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีชายชื่อ “ปัน” มายิงนกที่มีลักษณะหางยาวบริเวณนี้ หลังจากยิง นกตัวนั้นก็ร่อนตัวมาจิกตา ทำให้เจ็บตาไปหลายวัน ไม่กล้ามายิงนกและไม่กล้ามาตัดไม้บริเวณนี้อีก เรื่องนี้ถูกเล่าต่อในชุมชนและกลายเป็นแนวทางปฏิบัติในการเข้าป่า คือ ห้ามยิงนก

#แนวกันไฟ

ผ่านมาเกือบ 1 กิโลเมตร บริเวณนี้คือแนวกันไฟขนาดกว้าง ความยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ป้องกันไฟป่า โดยเป็นกิจกรรมประจำปีของชุมชนที่จะช่วยกันทำแนวกันไฟ เพื่อปกป้องผืนป่าชุมชนแห่งนี้ไว้ ผู้ใหญ่อินจัน เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า นี่คือพลังของชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจปกป้องผืนป่านี้ไว้ ช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดไฟป่า และยังมีกฎระเบียบชุมชนรวมถึงกฎจารีตที่เป็นกลไกหนุนแรงใจให้เราช่วยกันรักษาป่า 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีครหาทางสังคมว่าคนที่อยู่บนดอยคือคนทำให้เกิดไฟป่า แต่คำอธิบายของผู้ใหญ่อาจช่วย คลี่คลายความสงสัยได้ไม่มากก็น้อย และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ประจักษ์คือ ผืนป่าโบราณแห่งนี้คือพยานของชุมชนว่า พวกเขารักและดูแลผืนป่าด้วยจิตวิญญาณ

#พื้นที่ประกอบพิธีกรรม

บริเวณลานกว้างมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ 5 คนโอบ คือพื้นที่ทางพิธีกรรมที่ใช้สำหรับการขอเจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแล สรรพชีวิตของคนในชุมชนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่บวชป่าที่รวมทั้ง 3 ความเชื่อ คือ ความเชื่อดั้งเดิม พุทธ และคริสต์ ร่วมกัน แม้ต่างศาสนาแต่ผืนป่าแห่งนี้คือหัวใจสำคัญของชุมชนทุกคน

ตลอดระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรในป่าโบราณของชุมชนบ้านเฮาะ นอกจากความเย็นที่ชโลมร่างกายในช่วงปลาย ฤดูร้อนของต้นเดือนพฤษภาคมเช่นนี้ เรายังพบนานาพืชพันธุ์ ได้ยินเสียงสัตว์ป่า เช่น นก กระรอก และเต็มไปด้วยเรื่องราวตำนานความเชื่อของชาวลั๊วะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์การมองโลกว่าสรรพสิ่งมีเทพเจ้า เป็นเจ้าของ การอยู่ การใช้ ต้องรักษาผ่านพิธีกรรมความเชื่อ นอกจากนี้ในเชิงนิเวศวิทยา ตำนานและความเชื่อเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่า เช่น ชะนี

#ไร่หมุนเวียนลั๊วะ

ออกจากเส้นทางป่าโบราณ เรานั่งรถต่อมายังพื้นที่การเกษตรของชุมชน พื้นที่ตรงหน้ามีทั้งไร่หมุนเวียน พืชเชิงเดี่ยว และสวนผสมผสานกระจายปะปนกัน ภาพเหล่านี้สะท้อนการดิ้นรนปรับตัวของชาวบ้านในยุคที่ระบบเกษตรดั้งเดิม กำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น เมื่อรอบหมุนเวียนของไร่สั้นลง ดินไม่มีเวลาฟื้นตัว ผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจึงต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมากขึ้น ขณะเดียวกัน พืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดยังถูกมองว่าเป็น “ความหวัง” ทางเศรษฐกิจ แม้ในความจริงหลายครัวเรือนกลับต้องเผชิญหนี้สินจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือภาพของระบบเกษตรภายใต้แรงกดดันของทุนนิยมในพื้นที่ห่างไกลที่ชาวบ้านแทบไม่มีทางเลือกมากนัก 

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ยังมีสวนขนาดเล็กบางแห่งที่กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากไร่หมุนเวียนไปสู่

พืชทางเลือก แต่อนาคตก็ยังไม่แน่นอนเพราะแม้จะปลูกได้ ผลผลิตจะขายได้หรือไม่ ราคาจะคุ้มต้นทุนหรือเปล่า ล้วนขึ้นอยู่กับตลาดที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไร่หมุนเวียน พืชเชิงเดี่ยว หรือสวนทางเลือก ทั้งหมดต่างเป็นพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัย “ไฟ” ในการจัดการพื้นที่ และเมื่อไฟคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การใช้ไฟจึงต้องมาพร้อมกับกฎเกณฑ์ ความรับผิดชอบ และพิธีกรรม ก่อนการเผาไร่หมุนเวียนหนึ่งวัน ชาวลั๊วะจะประกอบพิธี “โนก ไก ปา” แปลว่าพิธีเลี้ยงผีไฟ โดยแต่ละตระกูลจะทำพิธีแยกกัน กิ่งไม้ 5 ต้นพร้อมเครื่องบูชาถูกปักไว้หน้าไร่ พิธีนี้จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ก่อนเริ่มเผาไร่ผ ทั้ง 5 ตระกูลจะทำพิธีพร้อมกัน มีการใช้ไก่ หมู หรือวัวเป็นเครื่องเซ่นไหว้ และอาหารจากพิธีก็จะถูกนำมาแบ่งปันเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงาน

ความเชื่อของชาวบ้านคือเมื่อบูชาผีไฟแล้ว ไฟจะอยู่ในความควบคุม ไม่ลุกลามไปยังพื้นที่อื่น แต่ในอีกความหมาย พิธีกรรมนี้ได้ทำหน้าที่รวมผู้คนทั้งหมู่บ้านเข้าด้วยกัน เพราะเมื่อถึงเวลาจุดไฟ ทุกคนจะออกมาช่วยกันดูแลแนวกันไฟ และควบคุมเปลวเพลิงร่วมกัน จนการเผาไร่เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมง 

ไฟในไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการเกษตร หากยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ความเชื่อ และความร่วมมือของคนในชุมชนที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และไฟที่มีเจ้าของและมีผู้รับผิดชอบ จึงไม่สร้างหายนะหรือความสุญเสียต่อระบบนิเวศแต่อย่างใด

#วัฒนธรรมอาหารและผ้าทอ

ในช่วงบ่ายมีกิจกรรม Workshop ที่เตรียมไว้สำหรับทริปนี้คือ 1. ออปปิโตะ หรือข้าวปุกงา เริ่มตั้งแต่นำข้าวเหนียวมาตำรวมกับงาให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปทานกับแกงไข่ น้ำตาล หรือน้ำอ้อยแห้งตามความชอบ โดยข้าวปุกงามีเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชาวลั๊วะคือใช้สำหรับงานมงคล เช่น งานบุญ งานแต่ง และการต้อนรับผู้มาเยือน เพราะมีความหมายถึงความรักใคร่สามัคคี ดังข้าวเหนียวที่กลมเกลียวกัน และ 2. ผ้าทอมือของชาวลั๊วะ มีการปักลูกเดือย เย็บผ้า และการสาธิตการทอผ้าโดยกลุ่มแม่บ้าน ผู้เขียนสังเกตเห็นลวดลายหนึ่ง สอบถามได้ความว่าเป็นลายของฐานที่ใช้สำหรับวางภาชนะพิธีกรรม ลายนี้มีความสวยงามและมงคล จึงนำมาเป็นลายบนเสื้อผ้าของชาวลั๊วะ

#พลบค่ำกับอาหารท้องถิ่น

ในช่วงค่ำ ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านได้เตรียมอาหารของชนเผ่าลั๊วะต้อนรับ ซึ่งประกอบด้วย 1. เต้าแบ๊วด (หรือทางแม่ฮ่องสอนเรียกว่า สะเบือก) ลักษณะเป็นยำหมูสมุนไพรสูตรดั้งเดิมของลั๊วะ 2. ผัดผักแตงกวาใส่ไข่ 3. ต้มส้มไก่ 4. น้ำซุปต้มหมู 5. พริกมะเขือตำ และข้าวที่ปลูกเอง ก่อนจะชิมอาหาร หนึ่งในวัฒนธรรมของคนปลูกข้าวคือต้องดื่มเหล้าต้มก่อนเพื่อเปิดต่อมรับรส และนี่คือเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมจากยอดข้าวของชุมชนนี้ จากนั้นก็เริ่มมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อย ผู้เขียนขอบคุณแม่ครัวด้วยการเติมข้าวไป 3 จาน อาจเป็นเพราะใช้พลังงานในการเดินป่ามาทั้งวัน การได้กินอาหารชนเผ่ารสชาติอร่อยเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม

การเดินทางมาในฐานะนักท่องเที่ยวทดลอง ในชื่อโครงการทริปท่องเที่ยวเชิงนิเวศ Hiking Homestay จัดขึ้นโดยชุมชนบ้านเฮาะและบ้านปางหินฝน สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า โครงการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนตำบลปางหินฝน โครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือ การส่งเสริมให้ชุมชนมีประสบการณ์การ จัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน วัฒนธรรมลั๊วะและปกาเกอะญอ ในการอยู่อาศัย  ดูแลป่า และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นการเปิดพื้นที่เรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างสวัสดิการชุมชนเพื่อนำรายได้มาจัดการดูแลไฟป่าหมอกควัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวบ้านคือแนวหน้าสู้ไฟ และหลายครั้งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ก่อไฟทำลายป่า การดิ้นรนปรับตัวจากไร่หมุนเวียนสู่พืชเชิงเดี่ยวภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมภาคบังคับมีเหตุและความจำเป็นที่ต้องทำ แม้จะตระหนักถึงผลกระทบด้านชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่อยู่ในฐานะผู้ไร้อำนาจกำหนดนโยบาย และกลายเป็น ปลายเหตุของปัญหาไฟป่าหมอกควัน

ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวมีลักษณะซับซ้อนเกินกว่าที่จะชี้ว่าใครเป็นต้นเหตุ หากแต่ต้องทำความเข้าใจระบบโครงสร้างของ กฎหมายและความเข้าใจทางสังคมต่อวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อมองหาจุดร่วมในการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน อย่างแท้จริง แม้ในอดีตที่ผ่านมาได้สร้างบทเรียนมากมายแก่ชุมชน

ผู้ใหญ่บ้านอินจันเล่าถึงอคติที่ส่งผลต่อการดำรงวิถีว่า อคติเรื่องไร่หมุนเวียนที่บางคนเชื่อว่าทำลายป่า ทั้งที่เป็นระบบเกษตรพื้นที่สูงที่รักษาระบบนิเวศ ประกอบกับกฎหมายนโนบายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต จึงทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยน ชาวบ้านบางส่วนต้องเข้าสู่เกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่จัดการเรื่องที่ดิน มีเงื่อนไขว่าต้องทำกินทุกปี แต่ไร่หมุนเวียนมันต้องปล่อยพักฟื้น ดังนั้นที่นี่จึงมีทั้งคนที่ยังทำไร่หมุนเวียน และไร่ข้าวโพด และสิ่งหนึ่งที่ยังต้องใช้คือไฟ ทั้งในไร่หมุนเวียนและไร่ข้าวโพด สำหรับไร่หมุนเวียนเมื่อมีนโยบายห้ามเผา ภูมิปัญญาในการจัดการไฟตามวิถี ที่ดูลม ดูความร้อน ที่ค่อยๆหายไปพร้อมกับการห้ามเผา ไร่หมุนเวียนจึงต้องปรับตัว บางส่วนต้องใช้ยาจำกัดวัชพืช ขณะที่ข้าวโพด ก็ต้องใช้ไฟ หากไม่ปลูกข้าวโพด ก็ไม่รู้จะปลูกอะไร ไม่มีรายได้ ชาวบ้านอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำและปรับตัว ประกอบกับอคติที่เข้าใจว่าพวกเขาเป็นสาเหตุของไฟป่า การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาจึงน้อยลง ลูกหลานก็เข้าสู่เมือง หาอาชีพใหม่ ไม่มีใครสานต่อวิถีวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ชุมชนริเริ่มขึ้นในครั้งนี้เป็นอีกก้าวที่จะสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ให้ชุมชน โดยเฉพาะอาชีพทางเลือกนอกจากพืชเชิงเดี่ยว และอาจเป็นโอกาสในการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ กลับบ้านมาร่วมพัฒนาชุมชน โดยใช้วัฒนธรรมและป่าชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2569

อดีต สส. และ สว. ได้บำนาญตลอดชีวิต-เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jh9azezyr7lk


รัฐบาลประกาศให้วันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติมกรณีพิเศษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vicf1q28fz0


ฝรั่งเศสล็อกดาวน์ พบเป็นเพียงการกักบริเวณเรือเพื่อตรวจสอบ”โนโรไวรัส”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/13ztc8qoud55t


ทรัมป์เปิดเอกสารสีจิ้นผิง ที่แท้เป็นภาพ AI…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ekukg6u6rva3


กสทช. สั่งค่ายมือถือ คืนเงิน “ลูกค้า” ปมยัดโปรฯ-เปลี่ยนแพ็กเกจ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2hkwdqi7yw9fv


โรงพยาบาลศิริราชกลับมาจ่ายยาตามปกติแล้ว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vr0x3d9z63b5


อย่าเพิ่งทำแบบนี้ถ้าเผลอดื่มน้ำมันเชื้อเพลิง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/i5gp6gz2hioc


สธ.ประกาศเขตโรคติดต่ออันตราย ‘อีโบลา’ ออก 2 มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fhosag8wgj59


ครม.อนุมัติให้ 16 ต.ค. 69 เป็นวันหยุดพิเศษ ในกทม. รับประชุมใหญ่ธนาคารโลก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1t4567799qwxu


ไม่มีกัญชาเสรี ขายหรือเสพเท่ากับผิดกฎหมาย จับได้ทันที…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s3yuxpgf615k


เซเว่นสามารถสแกนจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดได้แล้ว…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/loyvqzfrp29s


สธ. ยกระดับไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่ออันตราย กักตัวเสี่ยงสูง 42 วัน…จริงหรือ? 

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3pilb63gmcwvw


 ถ้าไม่ใช่ทองคำเปลว ที่ทำจากทองคำแท้ .. ห้ามไม่ให้เอามาประกอบอาหาร…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/jbdaexyr49ei

ภาพข่าวชัยวัฒน์-ชัชชาติ “ชนหมัด” ถูกนำมาบิดเบือนใส่ร้ายว่าที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม.

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ชัยวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เดินเข้าไปหาเรื่อง “ชัชชาติ” หวังทำร้ายร่างกาย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 พ.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว​ TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาชน ยืนอยู่กับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม. โดยชัยวัฒน์กำมือหลวม ๆ ขณะที่ชัชชาติทำท่าคล้ายโบกมือ มีข้อความบรรยายว่าผู้สมัครจากพรรคส้มเดินเข้ามาหาเรื่องชัชชาติหวังทำร้ายร่างกาย และเรียกร้องให้คนกรุงเทพฯ ไม่เลือกชัยวัฒน์ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพชุด 3 ภาพที่ถ่ายโดยช่างภาพข่าวไทยรัฐออนไลน์และเผยแพร่ในบัญชีโซเชียลมีเดียของไทยรัฐ เช่น X และอินสตาแกรม เมื่อวันที่ 14 พ.ค. คำบรรยายภาพระบุว่า “ชนหมัด🤜🏻🤛🏻 2 ตัวเต็งผู้ว่าฯ กทม. หลังเจอกันครั้งแรก”

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชนหมัดกับ ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ ในนามพรรคประชาชน หลังได้พบเจอกันครั้งแรกพร้อมกับชนหมัดกัน โดยทั้งคู่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมแอโรบิกมักม่วนหน้าฮ้าน ณ ลานแอโรบิกสวนจตุจักร” ไทยรัฐรายงาน

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากภาพการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวกิจกรรมแอโรบิก “หน้าฮ้านกลางเมือง” ทางช่องยูทูบ @thairathnews วันที่ 14 พ.ค. พบว่าภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ประมาณ 2 นาทีที่ชัยวัฒน์เดินเข้ามาทักทายชัชชาติในงาน ทั้งสองจับมือทักทายกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นผู้สื่อข่าวไทยรัฐได้ขอให้ทั้งสอง “ชนหมัด” กันให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ 

ธนัท ชยพัทธฤทธี ช่างภาพไทยรัฐออนไลน์ผู้ถ่ายภาพนี้ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าเป็นจังหวะที่ชัยวัฒน์เอามือลงหลังจากชนหมัดกับชัชชาติ ก่อนที่ทั้งสองจะจับมือร่ำลากัน

ธนัทให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชัยวัฒน์และชัชชาติพบกันในบรรยากาศที่เป็นมิตร มีการชักชวนกันถ่ายรูปและไม่มีช่วงใดที่ชัยวัฒน์เดินเข้าไปหาเรื่องหวังทำร้ายร่างกาย ตามที่มีผู้นำภาพไปบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด  

“ครม. เพิ่มวันหยุดกรณีพิเศษ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 69” เป็นข้อมูลเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลประกาศให้วันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติมกรณีพิเศษ

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 พ.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายโพสต์ข้อความว่า “ครม. ไฟเขียวเพิ่มวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 2 วัน เพื่อให้มีวันหยุดยาว 5 วันติดกัน” คือ 

-วันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างวันหยุดชดเชยวันวิสาขบูชา (1 มิ.ย.) และวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระบรมราชินี (3 มิ.ย.) ซึ่งเมื่อรวมกับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 30-31 พ.ค. จะทำให้มีวันหยุดยาวรวม 5 วัน

-วันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (28 ก.ค.) และวันอาสาฬหบูชา (29 ก.ค.) และวันเข้าพรรษา (30 ก.ค.) ซึ่งเมื่อรวมกับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 1-2 ส.ค. จะทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องรวม 6 วัน (ลิงก์บันทึก 1,2)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 14 พ.ค. 2569 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ปัจจุบันยังไม่มีการหารือหรือประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติม พร้อมทั้งเผยแพร่ภาพอินโฟกราฟิกแสดงวันหยุดประจำปี 2569 ซึ่งไม่มีวันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 

ℹ️ข้อสังเกตโคแฟค: ข้อมูลเท็จชิ้นนี้อาจมีที่มาจากข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนหลายสำนักที่รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวาระพิจารณาเรื่องการประกาศให้วันที่ 2 มิ.ย. และ 31 ก.ค. 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติม แต่เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นว่าหากประกาศเพิ่มอาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการและการจ้างงาน ที่ประชุม ครม. จึงให้ถอนเรื่องนี้ออกไป (ลิงก์ข่าว ประชาชาติ, ไทยรัฐ, ไทยพีบีเอส)

โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องสวัสดิการ สส.- สว. สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อดีต สส. และ สว. ได้บำนาญตลอดชีวิต-เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ประสบการณ์ของพี่ทอมเองครับ” โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสวัสดิการของผู้ที่เคยเป็น สส. และ สว. ว่ามีสิทธิเบิกค่าเล่าเรียนบุตรที่ศึกษาในโรงเรียนนานาชาติและได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต โดยระบุว่าอ้างอิงข้อมูลจากการอภิปรายของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569

ข้อความบางส่วนในโพสต์ระบุว่า “สส. หรือ สว. บางคนดำรงตำแหน่งแบบสั้นกุดแค่ 1 ปี แต่กลับได้รับสิทธิเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต” และ “ในขณะที่ชาวบ้านต้องวิ่งเข้าโรงรับจำนำ ดิ้นรนหาเงินจ่ายค่าเทอมลูกช่วงเปิดภาคเรียน แต่ลูกของอดีตท่านทรงเกียรติ กลับสามารถเบิกค่าเล่าเรียนระดับโรงเรียนนานาชาติได้ตั้งแต่ชั้นประถมยาวยัน ม.ปลาย” (ลิงก์บันทึก)  

ณ วันที่ 14 พ.ค. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 5,500 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาหรืออดีต สส.-สว. มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือด้านต่าง ๆ จาก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งที่มาของเงินกองทุนหลัก ๆ มาจากทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้, เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือนโดยหักจากเงินประจำตำแหน่ง สส. และ สว.

กองทุนนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาในด้านต่าง ๆ เช่น เงินทุนเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล และการศึกษาของบุตร โดยการขอรับเงินช่วยเหลือจะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 และ “ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือระเบียบฉบับที่ 6 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569

🔹ค่าเล่าเรียนบุตร

ในส่วนของการขอรับเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ระบุไว้ในหมวด 9 เรื่อง “การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร” ว่าผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าเล่าเรียนของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงบุตรคนที่ 1 และ 2 ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น

โดยเงินช่วยเหลือจะแตกต่างกันตามประเภทสถานศึกษา (สถานศึกษาของทางราชการ, สถานศึกษาเอกชน) ระดับชั้น (ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า, อนุปริญญา, ไม่เกินมัธยมปลาย) อัตรา (เต็มจำนวนที่จ่ายไปจริง, ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายไปจริง) เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ให้คำจำกัดความ “สถานศึกษาของเอกชน” ว่าหมายถึง 1) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ 2) โรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาในระบบโรงเรียน และให้รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ

ทั้งนี้ บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในระดับไม่สูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจะได้รับเงินค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนที่จ่ายไปจริง ส่วนบุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจะได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งของจํานวนที่จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

สำหรับอัตราค่าเล่าเรียนของสถานศึกษาเอกชนที่กระทรวงการคลังกำหนดนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าอ้างอิงตามหนังสือกรมบัญชีกลางลงวันที่ 28 มิ.ย. 2559 ดังนี้ 

  • สถานศึกษาเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุน: ค่าเล่าเรียนชั้นอนุบาลไม่เกิน 13,600 บาทต่อปีการศึกษา, ประถมศึกษา ไม่เกิน 13,200 บาท, มัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกิน 15,800 บาท, มัธยมศึกษาตอนปลายไม่เกิน 16,200 บาทต่อปีการศึกษา 
  • สถานศึกษาเอกชนที่รับเงินอุดหนุน: ชั้นอนุบาล ไม่เกิน 4,800 บาทต่อปีการศึกษา, ประถมศึกษา ไม่เกิน 4,200 บาท, มัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกิน 3,300 บาท, มัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่เกิน 3,200 บาทต่อปีการศึกษา 

ขณะที่อัตราค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติ สื่อมวลชน เช่น อมรินทร์ทีวี และการเงินการธนาคาร รายงานว่าอยู่ระหว่าง 200,000-900,000 บาทต่อปี บางแห่งสูงกว่า 1 ล้านบาทต่อปี (ข้อมูลปี 2567-2568) 

การที่โพสต์ดังกล่าวระบุว่าอดีต สส.-สว. เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน กล่าวคือแม้จะเบิกค่าเล่าเรียนสำหรับบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติได้จริง แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ และต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด

🔹เงินทุนเลี้ยงชีพ

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ระบุว่าผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน จำนวนเงินและระยะเวลาที่ได้รับคำนวณจากระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ทั้งนี้เงินที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบนี้เรียกว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “บำนาญ”

ปี 2558 มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ฉบับที่ 2 โดยกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนขึ้นคือตั้งแต่ 9,000-35,600 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และเพิ่มข้อความว่า “ให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ”

ข้อความที่ระบุว่าอดีต สส.-สว. ได้รับบำนาญตลอดชีพจึงเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

หลายภาคส่วนเรียกร้องกำกับ ‘อัลกอริทึม-เอไอ’ ชี้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)   คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดเวทีเนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2026 ภายใต้หัวข้อ “AI & Media Freedom เมื่อความจริงต้องทำงานแข่งกับอัลกอริทึม” ที่คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อระดมความเห็นต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัลกอริทึมต่อระบบข้อมูลข่าวสาร เสรีภาพสื่อ และสังคมประชาธิปไตย

รศ.ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ คณบดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงานว่า ปัจจุบัน AI สามารถสร้างภาพและวิดีโอปลอมได้สมจริงมากขึ้น จนผู้รับสารจำนวนมากแยกไม่ออกว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ ส่งผลให้สื่อมวลชนต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากในการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างสำนักข่าว BBC ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาตรวจสอบคลิปวิดีโอต่างๆ ว่าเป็นคลิปจริงในเหตุการณ์ที่อ้างถึงนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงสงคราม  พร้อมชี้ว่า “ธรรมาภิบาล AI” เป็นประเด็นสำคัญที่หลายประเทศเริ่มกำกับอย่างจริงจัง

ด้านทักษ์ดนัย เกตุแก้ว ผู้แทนมูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) ระบุว่า การมาของ AI และเทคโนโลยี Deepfake ทำให้สังคมเผชิญ “สงครามข้อมูล” รุนแรงขึ้น ขณะที่ดัชนีเสรีภาพสื่อไทยลดลงมาอยู่อันดับ 92 ซึ่งค่อนข้างน่ากังวล ในสถานการณ์แบบนี้สังคมไทยจะยิ่งหาความจริงยากขึ้น  โดยเฉพาะสังคมที่มีแต่มายาคติและมีข้อมูลเท็จมากขึ้น  ยิ่งสะท้อนความเปราะบางของระบบข้อมูลข่าวสารในประเทศ

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพการทำงานของอัลกอริทึม (Algorithm) ของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่ 1.การจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งมาจากการจดจำและประมวลผลพฤติกรรมของผู้ใช้งาน 2.การจัดประเภท โดยจัดตามอัตลักษณ์ผู้ใช้งาน เช่น อายุ ชาติพันธุ์ ศาสนา ฯลฯ ซึ่งอาจนำไปสู่อคติได้  3.การเชื่อมโยง ซึ่งจะพบเห็นจากการป้อนคำถามให้ AI แล้ว AI จะตอบกลับมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ลักษณะนี้ คือการที่อัลกอริทึมเชื่อมโยงเนื้อหา และ 4.การคัดกรองเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาบางส่วนถูกทำให้ชัดเจนขึ้นขณะที่บางส่วนถูกนำออกไป 

การทำงานทั้ง 4 ด้านนี้ส่งผลต่อข้อมูลข่าวสารที่เราพบเห็นเมื่อใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และมีข้อเสนอแนะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.มีการแจ้งเตือนอย่างชัดเจน เช่น มีลายน้ำบอกว่าสิ่งนี้สร้างโดย AI 2.จัดทำแนวปฏิบัติทางธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ – ส่วนเสีย จะทำอย่างไรให้การใช้อัลกอริทึมและ AI มีความโปร่งใส และ 3.สถาปนาสิทธิในความโปร่งใสของอัลกอริทึม ผู้บริโภคมีสิทธิ์รับรู้ว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร 

“หนึ่งในวิธีการจัดการให้เกิดผลจริงๆ ก็คือการตั้งกลไกที่เรียกว่าคณะทำงานจับตาตรวจสอบความโปร่งใสของอัลกอริทึม (Algorithm Watch) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากคือจะต้องเป็นทีมงานที่เป็นมนุษย์ที่มีความเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ พร้อมกับผลกระทบของผู้บริโภคหรือผลกระทบต่อสังคม ที่สำคัญคือจะต้องเป็นหน่วยงาน Algorithmic Transparency Standard หรือมาตรฐานการใช้อัลกอริทึมอย่างโปร่งใส”ดร.วศิน กล่าว

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าปัจจุบันคนทำงานสื่อกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ตั้งแต่ 1.การถูกคุกคามทั้งทางกายภาพอย่างการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือใช้กฎหมายความมั่นคง หรือส่งคนแวะเวียนไปหาถึงที่ทำงาน หรือทางออนไลน์อย่างการปั่นกระแสให้คนมาโจมตีด่าทอ (ทัวร์ลง) ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ถูกกระทำ รวมถึงการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่ยุคนี้ใครๆ ก็ทำได้ง่ายจากการผลิตเนื้อหาด้วย AI จนทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจไปว่าสิ่งนั้นเป็นความคิดเห็นสาธารณะ 2.ความจริงวิ่งช้ากว่าคำโกหก..และอัลกอริทึมมักให้รางวัลกับเนื้อหาเร้าอารมณ์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงใช้เวลานาน ต้องทุ่มเทสรรพกำลังมาก ในขณะที่การทำ IO หรือสร้างเนื้อหาด้วย AI ใช้ต้นทุนถูกกว่า 3.คนเลือกอยู่เงียบๆ เซ็นเซอร์ตัวเองดีกว่าเห็นต่างจากกระแสแล้วเสี่ยงทัวร์ลง ซึ่งอาจเป็น ‘ทัวร์ทิพย์’ ที่เป็น IO ก็ได้ 4.วิกฤติทางการเงิน แม้แต่สื่อใหญ่ๆ ระดับชั้นนำยังต้องรัดเข็มขัด และ 5.ความเหลื่อมล้ำในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่สื่อพยายามนำเสนอข้อเท็จจริง แต่ยังมีประชาชนอีกมากที่ยังขาดทักษะรู้เท่าทันและแยกแยะข้อมูลได้ 

ยังมีปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) แม้จะรู้ว่าเรื่องที่รับมาอาจไม่จริงแต่อยากเชื่อเพราะสอดคล้องกับความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งมีความท้าทายอย่างมาก สุดท้ายมีข้อเสนอแนะที่ออกมาในหลายภาคส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแพลตฟอร์มที่เราเรียกร้องให้ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งนี้ผู้รับสารต้องมีส่วนร่วมในการอุดช่องว่างนี้ด้วยเช่นกันผศ.ดร.เจษฎา กล่าว

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค กล่าวว่า แม้จะมีการตรวจสอบข่าวปลอมอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลตรวจสอบกลับเข้าถึงผู้คนได้จำกัด เพราะอัลกอริทึมมักผลักดันเนื้อหาที่สร้างความกลัว ความโกรธ หรือความเกลียดชังมากกว่า จึงมีข้อเสนอ 1.ต้องมีกลไก Algorithm Watch มีภาคีเครือข่ายช่วยจับตาและประเมินระบบแนะนำเนื้อหาว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร2.แพลตฟอร์มต้องเปิดช่องทางให้มีเจ้าหน้าที่ประสานรับเรื่องจากองค์กรที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Checking) รวมถึงผู้เสียหายจากข่าวลวงหรือเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง เพื่อระงับเนื้อหานั้นได้อย่างทันท่วงทีไม่ให้แพร่กระจายเป็นวงกว้าง เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีการรายงานตามปกติของระบบ แต่มักได้รับการตอบกลับว่าไม่ขัดกับมาตรฐานของแพลตฟอร์ม 

3.ควรมีโครงสร้างการกำกับดูแลผ่าน Oversight Board ประกอบด้วยผู้แทนหลายภาคส่วนทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากล เกิดการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยแต่ต้องไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกโดยมิชอบ เพื่อให้การตัดสินใจของแพลตฟอร์มมีความชอบธรรมและโปร่งใส 4.เสนอให้มีเจ้าภาพร่วมในระดับสากลเพื่อให้มีข้อกำหนดว่าผู้ที่ใช้ AI ผลิตเนื้อหาต้องแจ้งให้สาธารณชนทราบ 5. ต้องมีมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ และให้มีความเข้มข้นขึ้น ในกรณีที่พบเพจหรือบัญชีที่จงใจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อบุคคล การบูลลี่  การละเมิดความเป็นส่วนตัว  หรือเผยแพร่เนื้อหาที่ทำร้ายจิตใจ แพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกับเพจที่มีพฤติกรรมละเมิดหรือกระทำผิดซ้ำซาก

อรรวี แตงมีแสง Content Creator เพจ “Natty loves Myanmar” สะท้อนว่า ผู้ผลิตเนื้อหายุคปัจจุบันต้องทำหน้าที่ทั้งนักข่าว นักตรวจสอบข้อเท็จจริง และรับมือกับการโจมตีบนโลกออนไลน์ ขณะเดียวกันยังพบข้อจำกัดด้านภาษาในระบบของแพลตฟอร์ม ซึ่งส่งผลให้บางเนื้อหาด้านสิทธิมนุษยชนถูกลดการมองเห็นหรือถูกลบ

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย แสดงความกังวลต่อการใช้ AI ของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากข้อมูลอันตราย การเสพติดแพลตฟอร์ม และการถูกชักจูงผ่านอัลกอริทึม พร้อมเสนอแนวคิด “Child-Centered AI Governance” ที่ให้ความปลอดภัยของเด็กเป็นศูนย์กลางของนโยบาย AI

เด็กมีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกชักจูง (Manipulate) ไม่ถูกแสวงประโยชน์ (Exploit) โดยอัลกอริทึม ไม่ทำให้เสพติด ไม่ทำร้ายด้วยข้อมูลที่เป็นพิษ ฉะนั้นสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีของเด็กต้อเงป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครอง นั่นคือความปลอดภัยต้องมาก่อน จึงเสนอว่าต้องเป็นธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Center AI Governance) นโยบายทุกอันที่เกี่ยวกับ AI ควรต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินก่อนว่าปลอดภัยดร.ศรีดา กล่าว 

ขณะที่ มลฤดี โพธิ์อินทร์ จากสภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้แก้กฎหมายเพื่อให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องมีนิติบุคคลในประเทศไทย และต้องร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ศักดา เสมอภพ รองเลขาธิการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สะท้อนปัญหาการสูญเสียอำนาจของสื่อในการเลือกประเด็นนำเสนอข่าวในยุคแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ที่สื่อต้องมุ่งเน้นจำนวนการเข้าถึง  

“หลังจากนี้เราจะต้องปรับตัว แล้วทางสมาคมนักข่าวฯ ต้องเดินสายพูดคุยและหาแนวร่วม ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาการ และองค์กรแนวร่วมต่างๆ เพื่อกำหนดให้เรามีแรงต่อรองกับแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น” ศักดากล่าว

ด้านเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ยื่นข้อเสนอแนะถึงรัฐและภาคส่วนต่างๆ ดังนี้ 1.รัฐต้องหยุดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบเก่า และมุ่งเน้นเตรียมรับมือภัยคุกคามแบบใหม่ที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมในแผนก่อเหตุ 2.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  ควรมีบทบาทคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน 3.ต้องมีคณะกรรมาธิการข่าวกรองในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายความมั่นคงให้เกิดความโปร่งใส 4.จัดตั้งกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารต่างๆ ปัจจุบันยังขาดกลไกป้องกันและจัดการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ซึ่งปราศจากการครอบงำของรัฐและทุน 5.การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเรียนรู้และพัฒนาจิตสำนึก มากกว่าส่งเสริมข่าวความรุนแรง ซึ่งควรมีในระบบการศึกษา 6.ควรมีการสร้างแพลตฟอร์มของไทย เพราะปัจจุบันแม้แต่แพลตฟอร์มบริการสาธารณะก็ยังเป็นของต่างชาติ เม็ดเงินจำนวนมากถูกโอนออกไปต่างประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มข่าวสารสาธารณะที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐและทุน   7.รัฐควรสนับสนุนและเพิ่มงบประมาณของภาครัฐต่อการจัดการข้อมูลข่าวสารโดยภาคประชาชน เช่น ThaiPBS และ 8.สร้างความร่วมมือของสถาบันและศูนย์กฎหมายและนโยบายของคณะนิติศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับขบวนการประชาสังคมทุกภาคส่วนให้สามารถตั้งรับในยุคโลกาภิวัตน์ใหม่

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดการประชุมว่า สถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจาก AI สงครามข้อมูล และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ พร้อมชวนทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน “สิทธิพลเมืองดิจิทัล” เพื่อสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ เสรีภาพ และความเป็นธรรม

“วงการสื่อต้องรวมกันเพื่อต่อรองกับแพลตฟอร์ม หากในอนาคตไม่มีโทรทัศน์ดิจิทัลหรือฟรีทีวีอีกต่อไป เพราะ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากถึงวันใบอนุญาตฉบับปัจจุบันหมดอายุแล้วจะดำเนินการอย่างไร ทุกคนอาจต้องรับชมรายการต่างๆ ผ่านระบบสตรีมมิง ผู้ได้ผลประโยชน์มีเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อที่รับชมทางออนไลน์เท่านั้น”   สุภิญญากล่าว