เปิดแฟ้ม “Epstein Files” จากข่าวลือสู่ความจริงสุดอื้อฉาว: เมื่อคนดังระดับโลกถูกกระชากหน้ากากในคดีค้ามนุษย์

COFACT สนทนาเจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ “Epstein Files” ที่เปลี่ยนจากข่าวลือยาวนานหลายปีสู่หลักฐานจริงในชั้นศาล เผยความท้าทายในการกรองข้อมูลท่ามกลางรายชื่อบุคคลผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก พร้อมสะท้อนบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับอคติทางเพศและการตกเป็นเหยื่อซ้ำของสตรีและเด็ก

ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.33” สุภิญญากลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และพรวษา ภักตร์ดวงจันทร์(แตงไทย) ผู้สื่อข่าว TNN Online ได้ร่วมกันวิเคราะห์ประเด็น”Epstein Files” ที่กลายเป็นข่าวใหญ่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก สุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ

พรวษาได้ขยายความว่า เอกสารเหล่านี้คือชุดข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีของ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักการเงินชาวอเมริกัน ผู้ถูกกล่าวหาว่าสร้างเครือข่ายค้ามนุษย์ทางเพศ โดยเฉพาะกับเยาวชนหญิงอายุเพียง 14-16 ปี สาเหตุที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระดับโลกเนื่องจากในเอกสารกว่า 3.5 ล้านหน้านั้น ปรากฏรายชื่อบุคคลระดับชนชั้นนำ(Elite) มากมาย อาทิ โดนัลด์ ทรัมป์, บิล คลินตัน และเจ้าชายแอนดรูว์ อย่างไรก็ตาม พรวษาเน้นย้ำว่าการมีชื่อปรากฏไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นผู้กระทำผิดเสมอไป บางกรณีอาจเป็นเพียงการกล่าวถึงในอีเมล์หรือการติดต่อในบริบทอื่น

พรวษายังชี้ให้เห็นถึงความน่าสงสัยในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา โดยระบุว่า เอปสตีน เคยถูกจับในปี 2005 และรับสารภาพในปี2008 แต่กลับได้รับโทษเบาผิดปกติเพียง 18 เดือนและได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งอัยการในคดีนั้นต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีแรงงานในรัฐบาลทรัมป์ ยิ่งไปกว่านั้น การเสียชีวิตของเอปสตีนในเรือนจำเมื่อปี 2019 ที่ระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ยังคงเป็นปริศนาที่สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการฆาตกรรมเพื่อปิดปากหรือไม่ ในด้านความสำคัญของเอกสารชุดนี้ คุณพรวษามองว่าเป็นหลักฐานชั้นต้น (Primary Source) ที่ทำให้เห็นโครงสร้างการทำงานของเครือข่ายนี้อย่างชัดเจน และช่วยให้เสียงของเหยื่อที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวลือได้รับการรับฟังและเห็นใจมากขึ้น

ในแง่ของการคัดกรองข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนและประชาชนพรวษาแนะวิธีการแยกแยะว่าต้องตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียดว่ามาจากเอกสารกฎหมายจริงหรือเป็นเพียงการแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งต้องอ่านข้อมูลในบริบทให้รอบด้าน เช่น กรณีของ”อีลอน มัสก์” ที่มีชื่อปรากฏแต่พบว่าเป็นเพียงการตอบโต้ทางอีเมลทั่วไป ไม่ใช่การร่วมวงซื้อบริการทางเพศตามที่บางสื่อพาดหัว 

สุภิญญาเสริมว่า การทำงานของสื่อในยุคนี้ยากขึ้นเพราะต้องรักษาความสมดุลระหว่างการนำเสนอความจริงกับการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกพาดพิง ซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ผิดพลาดอาจกลายเป็นภาพจำที่ทำลายชีวิตคนได้

ประเด็นที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็ก โดยพรวษาระบุว่ากลุ่มนี้เป้าหมายที่เปราะบางที่สุด และสังคมมักมีอคติด้วยการ “โทษเหยื่อ” (Victim Blaming) เช่น การตั้งคำถามว่าทำไมไม่หนี หรือทำไมเพิ่งออกมาพูดหลังจากผ่านไปหลายสิบปี ซึ่งในความเป็นจริงเหยื่อต้องเผชิญกับอิทธิพลมืดและความบอบช้ำทางใจอย่างรุนแรง ทั้งนี้เธอยังเสนอแนะว่าควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น พ.ร.บ. การคุกคามทางเพศ และสื่อควรเลิกผลิตซ้ำความรุนแรงหรือการนำเสนอที่ทำให้การล่วงละเมิดดูเป็นเรื่องโรแมนติก

ในช่วงท้าย พรวษาได้ให้คำแนะนำในการติดตามข่าวต่างประเทศว่า ประชาชนควรดูแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อสร้างความสมดุล(Balance) ไม่ควรอ่านเพียงมุมมองจากสำนักข่าวตะวันตกเพียงอย่างเดียว และต้องระวังคลิปวิดีโอเก่าหรือภาพที่สร้างจาก AI ที่มักถูกนำมาแชร์ซ้ำในช่วงวิกฤต ด้านสุภิญญาสรุปปิดท้ายว่า ผู้บริโภคข่าวยุคนี้ต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการชั่งใจว่าข้อมูลนั้นแฝงไปด้วยอคติหรือมายาคติที่นำไปสู่ความเกลียดชังหรือไม่ เพื่อรักษาพื้นที่การสื่อสารให้ปลอดภัยและมีคุณภาพต่อไป

ภาพเหตุระเบิด-ไฟไหม้บ้านในสหรัฐฯ เมื่อปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีบ้านหลังหนึ่งในอิสราเอล  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บ้านในสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ธ.ค. 2566

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” โพสต์คลิปวิดีโอบ้านหลังหนึ่งเกิดระเบิดและมีไฟลุกท่วม ฝังข้อความว่า “เกิดเหตุรุนแรงจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” และบรรยายว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอาคารในเมืองกาลิลี ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล คาดว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 58 คน (ลิงก์บันทึก) 

ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดการชมถึง 3.2 แสนครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 250 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่งในอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีสื่อมวลชนหลายสำนักในสหรัฐฯ เช่น NBC, FOX 5 DC, NPR เผยแพร่คลิปนี้พร้อมรายงานข่าวว่าช่วงค่ำวันที่ 4 ธ.ค. 2566 เกิดเหตุชายคนหนึ่งยิงปืนและจุดพลุภายในบ้านพักจนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้ช่วงเวลาสองทุ่มเศษ เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในบ้าน 

เปรียบเทียบภาพที่บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” อ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล (ซ้าย) กับภาพที่สื่อสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ประกอบรายงานข่าวชายคนหนึ่งยิงปืนและจุดพลุในบ้านที่รัฐเวอร์จิเนีย ก่อนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้

ถึงเวลาไทยต้องมีฐานข้อมูลกลาง‘Caller ID’ยืนยันตัวตนเบอร์โทรศัพท์ สกัดมิจฉาชีพ-สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

16 มี.ค. 2569 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สถาบัน ChangeFusion และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinker Forum #34 “ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verifications) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” ณ ห้องประชุมอารีย์ โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ อารีย์ กรุงเทพฯ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโตแฟค (ประเทศไทย) และกรรมการนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยและโลกเผชิญปัญหามิจฉาชีพหลอกลวงทางออนไลน์หรือทางโครงข่ายโทรคมนาคมในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปอีกทั้งยังมีรูปแบบซับซ้อนแนบเนียน ทำให้ผู้บริโภคไม่เท่าทันมากขึ้น ที่ผ่านมาคาดหวังว่าทุกคนจะต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี  ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ท้ายที่สุดอาจยังไม่เพียงพอ ดังนั้นกลไกนโยบายต้องเข้ามายกระดับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้วย

อยากมุ่งเน้นประเด็นการพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคหรือเพื่อสังคมให้มากขึ้น วิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไป แน่นอนจำเป็นสำหรับประเทศชาติและสังคมในการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกการออกแบบเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ใช้งานให้มากที่สุด สุภิญญากล่าว 

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีระบบCaller ID เพียงแต่อยู่ในลักษณะแยกกันทำระหว่างผู้ให้บริการหรือหน่วยงานต่างๆ จึงยังเป็นปัญหาของผู้บริโภค ในขณะที่มิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ถือเป็นปัญหาสำคัญเพราะมีผู้ตกเป็นเหยื่อเสียเงินไปมากมาย เช่น มิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นตำรวจ การไฟฟ้า สำนักงานที่ดิน ฯลฯ ยังเป็นเรื่องที่พบเห็นได้อยู่  หรือแม้กระทั่งแอบอ้างว่าเป็นญาติสนิทมิตรสหายแต่ไม่บอกว่าเป็นใคร ทุกวันนี้การหลอกลวงแบบนี้ยังคงมีคนเชื่ออยู่

หลายคนอาจเก็บเบอร์โทร ตำรวจเก็บเบอร์โจร ธนาคารเก็บเลขที่บัญชีม้า คือต่างคนต่างมี หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (Operator) เก็บข้อมูลของตัวเอง ทุกหน่วยงานต่างเก็บข้อมูล ฉะนั้นเราจะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นระบบและเป็นฐานข้อมูลของประเทศอย่างไร เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว 

พ.ต.อ.ศราวุธ จันต๊ะวงศ์ ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ ศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า 3 อันดับแรกของพฤติกรรมการหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อันดับ 1 ข่มขู่ให้กลัว เช่น หลอกว่าพัวพันคดีฟอกเงิน ต้องโอนเงินในบัญชีให้ตรวจสอบ อันดับ 2 หลอกว่าโชคดีได้รับรางวัล เช่น มิจฉาชีพบอกเหยื่อว่าถูกรางวัลแต่ต้องโอนเงินมาก่อนเพื่อรับรางวัลนั้น และอันดับ 3 สวมรอยเป็นบุคคลอื่น เช่น มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นญาติสนิทมิตรสหายเพื่อขอยืมเงินเหยื่อ 

นอกจากนั้นยังพบว่า หากคัดแยกหมายเลขโทรศัพท์ที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ จะพบว่าส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่มที่ไม่ระบุว่ามาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใดมากที่สุด ทั้งที่จริงๆ แล้วหมายเลขโทรศัพท์ทุกหมายเลขที่ใช้งานในประเทศไทย ต้องสามารถระบุได้ แต่เมื่อไม่พบว่ามาจากผู้ให้บริการรายใดการสืบสวนจึงไม่สามารถจัดการปัญหาต่อได้  ทั้งนี้ ในช่วงเดือน พ.ค. 2568 – ม.ค. 2569 ระยะเวลา 5 เดือนมีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 17,771 ราย มูลค่าความเสียหายมากกว่า 9,200 ล้านบาท

สิ่งที่มากกว่ามูลค่าความเสียหาย จำนวนผู้เสียหายหนึ่งหมื่นกว่าคน มูลค่าความเสียหายเก้าพันกว่าล้าาทที่เกี่ยวกับโทรศัพท์   ซึ่งผู้เสียหาย เท่ากับ 1 ครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูก สามี ภรรยา ต้องรับผลกระทบไปด้วย ผู้เสียหายที่มาแจ้งความเป็นเงินเก็บทั้งชีวิต  เรียกได้ว่าหมดตัวทั้งครอบครัว พ.ต.อ.ศราวุธ กล่าว 

Screenshot

อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า แม้รัฐจะออกมาตรการมากมาย เช่น การลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ การยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านแบบใช้ได้เพียงครั้งเดียว (One Time Password : OTP) การลงทะเบียนและคัดกรองผู้ส่งข้อความสั้น (SMS Sender) และการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เรื่องภัยออนไลน์ แต่ก็ยังพบปัญหาการถูกหลอกทุกวัน  ตนเคยได้รับ SMS แจ้งว่าให้จ่ายค่าทางด่วนผ่านระบบ M – Flow เมื่อกด Link ที่แนบมากับ SMS พบว่าถูกนำเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์ของ M – Flow ซึ่งลักษณะนี้เป็นการหลอกลวงแบบหว่านแหไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Mass Phishing) ตนรอดพราะไม่ได้ใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล แต่หากเป็นคนที่ขับรถยนต์ส่วนตัวและใช้ทางด่วนก็อาจตกเป็นเหยื่อได้ 

เหตุใดจึงเกิดการปลอมชื่อผู้ส่ง SMS คำถามก็คือผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือตรวจสอบไม่เข้มข้นเพียงพอ หรือระบบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือทั่วโลกมันมีช่องโหว่อยู่เยอะ อันนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าวันนี้ได้รับเกียรติจากทั้งผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย น่าจะได้หาคำตอบร่วมกันว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะเหตุใด หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว 

ในเวทีเสวนามีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่มียืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์และแจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกใช้โดยมิจฉาชีพ หรือ CallerID มานำเสนอ ทั้งภาครัฐ เช่น ตำรวจไซเบอร์ ที่มีแอปพลิเคชั่น Cyber Check , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีแอปพลิเคชั่น DE – Fence และภาคเอกชนคือ Gogolook Thailand ที่มีแอปพลิเคชั่น Whoscall และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่มีระบบ Truecaller  และในเวทีมีการสะท้อนประเด็นที่เป็นความท้าทาย เช่น หมายเลขโทรศัพท์ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีข้อจำกัดในการแบ่งปันหรือเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานหรือผู้ให้บริการ , ผู้ให้บริการที่เป็นภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกระบุในทางคดีความแล้วว่าถูกใช้โดยมิจฉาชีพเพื่อนำมาเข้าฐานข้อมูลแจ้งเตือนประชาชน ,ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนที่ต้องใช้โทรศัพท์ประกอบสัมมาชีพ เช่น พนักงานขายทางโทรศัพท์ (Telesales) อาจถูกเหมารวมเป็นมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปด้วย , หมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกระบุในฐานข้อมูลว่าถูกใช้โดยมิจฉาชีพ เมื่อเวลาผ่านไปหมายเลขนั้นถูกนำกลับมาวนใช้กับซิมการ์ดใหม่แล้วไม่มีการปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันก็อาจส่งผลกระทบกับผู้บริโภคที่ซื้อหมายเลขนั้นไปใช้งานต่อ , เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถปลอมแปลงใบหน้าเคลื่อนไหวและเสียงของบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงอย่างแนบเนียน (Deepfake) , การแนบ Link ที่คลิกแล้วนำไปสู่การติดตั้งแอปพลิเคชั่นอันตราย เช่น แอปฯ ดูดข้อมูล , การตั้งข้อสังเกตถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งอยู่ต่างประเทศ อาจได้รับรายได้จากโฆษณา ทำให้แม้จะมีความพยายามปิดกั้นบัญชีหรือเพจที่เข้าข่ายหลอกลวงแต่ก็จะพบการเปิดใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวปิดวงเสวนาในภาคเช้า ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในระบบการสื่อสารของประเทศ ปัจจุบันประชาชนไม่รู้ว่าสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาเป็นธนาคาร บริษัทหรือหน่วยงานภาครัฐจริงหรือไม่ จึงไม่มีความมั่นใจ คำถามคือจะสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเทคโนโลยี 

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องมีระบบที่ยืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์ (Verified Caller ID) ที่เป็นระบบร่วมกัน เพราะเรามีหลายค่ายแต่ฐานข้อมูลก็ยังเป็นต่างคนต่างฐาน ฐานใหญ่ถึงจะช่วยประชาชนได้ ฐานสีเขียว (หมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลหรือองค์กรที่ยืนยันตัวตนแล้ว) โทรมาแล้วปลอดภัยฐานที่เป็นฐานโจร (หมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกใช้โดยมิจฉาชีพ) ต้องมีเพื่อช่วยประชาชนได้ คำถามเชิงนโยบายคือถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะมีVerified Caller ID ที่เป็นระบบกลาง ระบบใหญ่ของประเทศ ดร.ศรีดา กล่าว 

สำหรับกิจกรรมในช่วงบ่ายจะเป็นการประชุมโต๊ะกลมแบบวงปิด ระดมข้อเสนอจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอแนะระบบการยืนยันตัวตน (Caller ID) เพื่อป้องกันมิจฉาชีพในกิจการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสาระสนเทศ ซึ่งจะได้มีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดนโยบายที่คุ้มครองผู้บริโภคจากการหลอกลวงจากมิจฉาชีพต่อไป

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

คลิปอิหร่านโจมตีอิสราเอล รถไฟไหม้-อาคารเสียหายเป็นภาพเหตุการณ์เก่าเมื่อปี 2568

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิหร่านโจมตีอิสราเอล 

❌ ผลการตรสจสอบข้อเท็จจริง: **คลิปเก่า** เป็นภาพเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอลเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 5 วินาที เป็นภาพรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ ฝังข้อความว่าอิหร่านโจมตีอิสราเอลอย่างหนักทำให้รถหลายคันเกิดไฟไหม้ และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีการสู้รบกันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมมากกว่า 10,000 ครั้ง

เฟซบุ๊กนี้มีผู้ติดตามมากกว่า 34,000 บัญชี ข้อมูลในโปรไฟล์ระบุว่าเป็นช่องทางเผยแพร่สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลาง ช่วงที่ผ่านมาได้โพสต์คลิปหลายคลิปที่อ้างว่าเป็นภาพอิหร่านโจมตีอิสราเอล   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปและภาพเดียวกันนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568 โดยสื่อหลายหลายประเทศทั้งในอิสราเอล อัฟกานิสถาน คาซัคสถาน และรอยเตอร์ส ซึ่งรายงานตรงกันว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงจรวดโจมตีเมือง Beersheba ทางภาคใต้ของอิสราเอล เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย และอาคารเสียหายหลายหลัง 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” (ซ้าย) กับภาพจากคลิปที่สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568

รายงานข่าวระบุว่าเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายจุดในอิหร่าน โดยอ้างว่าเพื่อทำลายเป้าหมายสำคัญทางการทหารและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธนับร้อยลูก และต่อมาสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาร่วมกับอิสราเอลโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย ก่อนที่อิหร่านและอิสราเอลจะลงนามหยุดยิงในวันที่ 24 มิ.ย. 2568 กระทั่งกลับมาสู้รบกันอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นมา 

สรุปได้ว่าแม้คลิปนี้จะเป็นภาพอิหร่านโจมตีอิสราเอลจริง แต่เป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2568 ไม่ใช่การสู้รบในปัจจุบัน

ภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐฯ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปบ้านพักของ “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกฯ อิสราเอลถูกโจมตี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Mtoday” โพสต์คลิปเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่ง ฝังข้อความภาษาไทยว่า “บ้านพักเนทันยาฮูในกองเพลิง” และข้อความภาษาอาราบิกแปลเป็นไทยได้ว่าไฟไหม้บ้านของเนทันยาฮู 

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่าบ้านพักของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลถูกโจมตีด้วยมิสไซล์ ทำให้พี่ชายของเขาเสียชีวิต ส่วนเนทันยาฮูยังไม่รู้ชะตากรรม 

คลิปนี้มียอดการดูมากกว่า 14,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อจำนวนมาก เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก “จรณินทร์ พิมพา” นำคลิปนี้มาเผยแพร่ซ้ำพร้อมคำบรรยายว่าพี่ชายเนทันยาฮูโดนระเบิดเสียชีวิตในบ้าน มียอดการดูมากกว่า 88,000 ครั้ง ณ วันที่ 16 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเหตุไฟไหม้ดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 โดยเพจเฟซบุ๊ก “hcbphotography” ของช่างภาพสมาคมนักผจญเพลิงแอตแลนติกเคาน์ตี (Atlantic County Firefighters’ Association) ในรัฐนิวเจอร์ซีย โดยระบุว่าเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านที่พาร์คเพลส เมืองกัลโลเวย์ แอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี เมื่อวันที่ 9 ก.พ. เวลา 22.47 น.ตามเวลาท้องถิ่น

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างว่าเป็นเหตุโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล (ซ้าย) กับภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในแอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “hcbphotography” เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569

สื่อท้องถิ่นในแอตแลนติกเคาน์ตี เช่น เว็บไซต์ breakingac.com และสถานีวิทยุ WPG รายงานตรงกันว่าเหตุเกิดในคืนวันที่ 9 ก.พ. เจ้าหน้าที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ 

คลิปนี้ถูกนำไปอ้างเท็จโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศว่าเป็นเหตุโจมตีบ้านพักของเนทันยาฮู เช่น บัญชี X “Iran TV” โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 9 มี.ค.โดยฝังข้อความภาษาอาราบิก แปลเป็นไทยได้ว่าไฟไหม้บ้านพักของเนทันยาฮู (ลิงก์บันทึก) ซึ่งเป็นข้อความเดียวกับที่ปรากฏในคลิปที่เพจเฟซบุ๊ก Mtoday นำมาเผยแพร่

ภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพการสู้รบในตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิหร่านจมเรือรบสหรัฐอเมริกา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปจากเกม War Thunder 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “แก่ พาเพลิน” โพสต์คลิปวิดีโอเรือรบยิงต่อสู้กัน ฝังข้อความว่า “ด่วน อิหร่านทำลายเรือรบสหรัฐจมแล้ว” คลิปนี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 16 มี.ค.และมียอดรับชมมากถึง 6 แสนครั้ง และยอดแชร์ราว 250 ครั้ง  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ในช่องยูทูบ “Creator Comparison 3” ตั้งชื่อคลิปว่า USS Alaska Exchanges Massive Sea Firepower โดยระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นคลิปจากวิดีโอเกม War Thunder ที่นำมาเผยแพร่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น และจากการตรวจสอบสื่อต่างประเทศก็ไม่พบรายงานข่าวว่าอิหร่านจมเรือรบของสหรัฐฯ

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยอ้างเท็จว่าอิหร่านทำลายเรือรบสหรัฐฯ (ซ้าย) กับภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของ “Creator Comparison 3”

ℹ️ข้อสังเกตโคแฟค: ตั้งแต่อิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มสู้รบกันเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งมักนำภาพจากวิดีโอเกมที่เผยแพร่โดยเกมเมอร์ เช่น War Thunder และ Arma 3 มาประกอบข้อความและแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริงในวิกฤตตะวันออกกลาง 

คลิปที่โคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ได้แก่

▪️ 4 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จ่าตี้ ขี้ไก่ซิ่ง” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 17 วินาที เป็นคลิปเรือรบระดมยิงใส่เครื่องบินรบจนเกิดไฟลุกท่วมและร่วงตกสู่ทะเล มีข้อความฝังในคลิปว่า “เก่งแค่ไหนก็ไปไม่รอด” และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพจากการสู้รบในตะวันออกกลางปัจจุบัน ประกอบรูปธงชาติอิสราเอล สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ณ วันที่ 16 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 3.8 แสนครั้ง และแชร์ต่อ 40 ครั้ง 

จากการตรวจสอบพบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 โดยเพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” ซึ่งเป็นช่องที่ทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการเล่นวิดีโอเกม ตั้งชื่อคลิปว่า US Navy Auto-Defense vs Incoming Jet! โดยระบุชัดเจนว่าเป็นคลิปจากเกม War Thunder

▪️6 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จ่าตี้ ขี้ไก่ซิ่ง” และอินสตาแกรม “beer_jankaljang” โพสต์คลิปวิดีโอฝูงโดรนพลีชีพพุ่งโจมตีอาคารบ้านเรือนจนเกิดระเบิดและไฟไหม้ลุกท่วม โดยใส่ข้อความและติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ในสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เคยเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569  

เปรียบเทียบภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” โพสต์เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 (ซ้าย) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในไทยนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการโจมตีในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 14 มีนาคม 2569

มิจฉาชีพใช้ “ยาป้าย” หรือแตะตัวแล้วทำให้เหยื่อเบลอ ไม่มีสติ …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2yf0yhuajdpjk


คลิปอิหร่านถูกโจมตีในสงครามตะวันออกกลาง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/23ryoq3cghy79


คลิปฝูงโดรนพลีชีพโจมตีบ้านเรือนในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2tpohetkct77b


ธ.กรุงไทย เปิดให้กรอกแบบสอบถาม เพื่อรับเงิน 20,000 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2cmatgessfj0i


คลิปเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ถูกโจมตี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6w4xcf1mpvs5


คลิปอิหร่านปล่อยจรวดในสงครามตะวันออกกลาง 2026…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fe5rbq94hnjz


ประวัติ สว.อังคณา นีละไพจิตร ในเว็บไซต์วิกิพีเดียระบุว่าเกิดที่พนมเปญ ประเทศกัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2gs8bhtkgcznu


คลิปอิสราเอลหนีตายหลังอิหร่านบอมบ์สนามบิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/23bpkvvtxwjec


สนพ.เฝ้าระวัง โรคอีสุกอีใส ระบาด พบผู้ป่วยแล้ว 752 ราย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1c9pi205mvfde


มิจฉาชีพสามารถแฮกเงินได้ แค่กดลิงก์ดูรูปภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31ufzznen52hh


ธนาคารออกกฎใหม่! มีเงินติดบัญชีไม่ถึง 2,000 บาท ไม่สามารถโอน/ถอน เริ่ม 9 เม.ย. 69…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/h4hb6x40amfg


ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามส่งออกน้ำมัน ออกนอกราชอาณาจักร มีผลทันที…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3t1acovvxcrxo


ทาวน์อินทาวน์ มอ’ไซค์หลายคันดับ-สตาร์ทไม่ติด ต้องเข็นออกนอกจุดถึงติด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1f3mxylzwsc7u


“ฤดูร้อน” ปีนี้อันตรายมาก รังสี UV รุนแรง เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4a65mv7drscl


 ญี่ปุ่นอนุมัติร่างแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมการเข้าเมือง นักท่องเที่ยวต่างชาติรวมไทย ต้องลงทะเบียนข้อมูลส่วนตัว ผ่าน JESTA ก่อนเดินทาง หาก “ไม่อนุมัติ” จะขึ้นเครื่องไม่ได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/p4xevd7qnp45

ภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นฝูงโดรนพลีชีพในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปฝูงโดรนพลีชีพโจมตีบ้านเรือนในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปวิดีโอจากเกม War Thunder 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงเดือน มี.ค. 2569 มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งในไทยและต่างประเทศ โพสต์คลิปวิดีโอฝูงโดรนพลีชีพพุ่งโจมตีอาคารบ้านเรือนจนเกิดระเบิดและไฟไหม้ลุกท่วม โดยใส่ข้อความและติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ในสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล 

🔎โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้เป็นภาพจากวิดีโอเกมที่เคยเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 พร้อมคำบรรยายว่า “โดรนหลายร้อยลำรุมโจมตีเป้าหมาย”

เพจเฟซบุ๊กนี้เป็นของเกมเมอร์ชาวบังกลาเทศที่มีผู้ติดตามกว่า 6.5 ล้านบัญชีที่มักโพสต์คลิปจากวิดีโอเกม โดยเจ้าของบัญชีระบุชัดว่าคลิปนี้มาจากเกม War Thunder

เปรียบเทียบภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” โพสต์เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 (ซ้าย) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในไทยนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการโจมตีในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง

‘Fact – Check’แล้วไงต่อ? ย้อนดูตัวอย่าง5ข่าวเท็จ-บิดเบือน ตรวจสอบแล้วแต่แพลตฟอร์มยังไม่ลบ-แจ้งเตือน

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ บทความนี้สืบค้นข้อมูลและเขียนขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2569 ซึ่งหลังจากนี้รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่ Link ของโพสต์ที่ระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนซึ่งนำมาอ้างอิง ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะทำให้มีการเข้าไปกดติดตามมากขึ้น แต่ต้องการแจ้งให้ผู้ดูแลแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทราบและดำเนินการนำออกจากระบบหรือติดข้อความแจ้งเตือนให้ชัดเจน รวมถึงคาดหวังให้ผู้โพสต์ภาพหรือคลิปวิดีโอเท็จหรือบิดเบือนเหล่านี้อาจนำออกจากระบบด้วยตนเองโดยสมัครใจ

ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนจนกลายเป็นการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาถึง 2 ระลอก (24 – 28 ก.ค. และ 7 – 27 ธ.ค. 2568) , ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่สร้างความเสียหายรุนแรงคือเหตุการณ์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นต้น 

ในช่วงสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ ย่อมมีผู้ไม่ประสงค์ดีฉกฉวยสถานการณ์สร้างข่าวปลอม ข้อมูลบิด เป็นจำนวนมหาศาล และเป็นที่น่าสังเกตว่า หลายเรื่องแม้จะตรวจสอบแล้วว่าเท็จแต่ก็ยังอยู่ในระบบของแพลตฟอร์ม ทั้งโพสต์ดั้งเดิมที่เคยหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ โพสต์ๆ อื่นๆ ที่แชร์ข้อความ ภาพหรือคลิปวิดีโอเนื้อหาเดียวกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ตลอดจนเนื้อหาปลอมที่ตรวจสอบไปแล้วแต่ก็ยังคงถูกนำมาแชร์วนซ้ำ โดยผู้เขียนจะขอหยิบยกบางตัวอย่างมานำเสนอในที่นี้

ภาพที่ 1 : คลิปวิดีโออ้างเท็จว่าเป็นคลิปสร้างกำแพงชายแดนไทย – กัมพูชา , (บน) คลิปอ้างเท็จโดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Ornrapim PNi Kongcharond”โพสต์เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 แต่ ณวันที่ 7 มี.ค. 2569 ยังสามารถเข้าถึงได้ , (ล่างซ้าย) คลิปต้นฉบับจากเพจเฟซบุ๊ก “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” โพสต์วันที่ 22 ก.ย. 2569 ซึ่งโคแฟคสอบถามได้ความว่าเป็นงานรับจ้างลูกค้าใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา , (ขวาล่าง) เพจ “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” ได้แชร์โพสต์จากเพจเฟซบุ๊กของโคแฟค พร้อมยืนยันว่าคลิปของตนถูกนำไปอ้างในลักษณะเป็นข่าวปลอม
Link คลิปอ้างเท็จ :https://web.facebook.com/watch/?v=817342991010274
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-30092025/

– คลิปอ้างเท็จเรื่องสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย – กัมพูชา : ในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมากคือ “การสร้างรั้วหรือกำแพงตลอดแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ” และที่ผ่านมาก็มีภาพหรือคลิปวิดีโอจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่ถูกนำมาอ้างว่าทางการไทยเริ่มสร้างกำแพงแล้ว ดังตัวอย่างนี้ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปรับงานสร้างกำแพงคันดินให้ลูกค้าในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โพสต์เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2568 ถูกนำไปโพสต์ซ้ำโดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Ornrapim PNi Kongcharond” เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 อ้างว่าเป็นการสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา 

ซึ่งแม้จะมีการตรวจสอบและเผยแพร่รายงานไปแล้ว รวมถึงเพจเฟซบุ๊ก “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” ที่เป็นเจ้าของคลิปต้นฉบับยังช่วยแชร์โพสต์ของโคแฟคเพื่อยืนยันว่าคลิปของตนถูกนำไปโพสต์ใหม่เป็นข่าวปลอม แต่ ณ วันที่ 7 มี.ค. 2569 คลิปอ้างเท็จเรื่องสร้างรั้วไทย – กัมพูชา ที่โพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Ornrapim PNi Kongcharond” ก็ยังคงเข้าถึงได้และมียอดการรับชมแล้วกว่า 2.3 ล้านครั้ง โดยไม่ถูกนำออกจากระบบหรือติดข้อความแจ้งเตือนข้อเท็จจริง 

ภาพที่ 2 : (ซ้าย) คลิปอ้างเท็จในเฟซบุ๊กว่าเกิดน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 18 ธ.ค. 2568 , (ขวา) คลิปต้นฉบับถูกโพสต์ใน TikTok วันที่ 22 พ.ย. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดน้ำท่วมขึ้นจริงในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ 
Link คลิปอ้างเท็จ :https://web.facebook.com/reel/1562203138439990
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ : https://blog.cofact.org/th/fact-check-southern-flood-22122025/

– คลิปอ้างเท็จว่าเกิดน้ำท่วมที่หาดใหญ่ วันที่ 18 ธ.ค. 256: ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นช่วงที่เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รายงาน เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ วันที่ 21 – 28 พ.ย. 2568 ว่า ได้ประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ ทำให้สูญเสียรายได้ราว 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP) ของประเทศ ซึ่งผลเสียหายนี้จะหนักสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2569

ซึ่งในเวลาต่อมา บัญชีเฟซบุ๊ก “ช่างอัทนาปด อู่กาย ออโต้เซอร์วิส ตรัง” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม แล้วฝังข้อความในคลิปอ้างว่าน้ำมาอีกแล้วที่หาดใหญ่ ในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 แต่เมื่อโคแฟคตรวจสอบก็พบว่า คลิปเดียวกันกูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 โดยบัญชี TikTok “daina.05” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หาดใหญ่กำลังเผชิญกับน้ำท่วม และเมื่อตรวจสอบด้วย Google Street View ก็ยืนยันได้ว่าคลิปนี้ถ่ายในพื้นที่ อ.หาดใหญ่จริงๆ 

อีกทั้งเมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ก็ได้รับคำยืนยันว่าในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 ไม่ได้มีเหตุน้ำท่วมอย่างที่ปรากฏในคลิปวิดีโอที่ถูกนำมากล่าวอ้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านมากว่า 2 เดือนแล้ว คลิปอ้างเท็จที่โพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ช่างอัทนาปด อู่กาย ออโต้เซอร์วิส ตรัง” ก็ยังไม่ถูกนำออกจากระบบหรือติดเครื่องหมายแจ้งเตือน

ภาพที่ 3 (4 ภาพเล็กด้านซ้าย) คลิปวิดีโอบิดเบือนข้อมูล อ้าง สว.อังคณา นีละไพจิตร ออกมาแสดงความเห็นว่า ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ส่งผลให้ครอบครัวชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องกลายเป็นหม้ายและมีประชาชนชาวกัมพูชาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 750,000 คน , (ภาพใหญ่ด้านขวา) โพสต์จากบัญชีเฟซบุ๊กของ สว.อังคณา แชร์ข่าวของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่ระบุว่า ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ประชาชนประมาณ 750,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในพื้นที่ชายแดน โดยเป็นการกล่าวรวมๆ ไม่ได้เน้นว่าเป็นประชาชนสัญชาติใด 
Link คลิปอ้างบิดเบือน :https://web.facebook.com/share/r/1CBjuwQhHX/
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-24122025/

– คลิปอ้างอย่างบิดเบือนว่า สว.อังคณา กล่าวถึงชาวกัมพูชา 750,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นจากความขัดแย้งชายแดนกับไทย : วันที่ 21 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกับกัมพูชากำลังสู้รบทางทหาร (วันที่7 – 27 ธ.ค. 2568) เพจเฟซบุ๊ก “ของดีน่าซื้อ” โพสต์คลิปวิดีโอระบุว่า อังคณา นีละไพจิตรสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ทำให้ให้ครอบครัวชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องกลายเป็นหม้ายและมีประชาชนชาวกัมพูชาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 750,000 คน

แต่หากไล่ดูโพสต์จากบัญชีเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” จะพบว่า ในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 สว.อังคณา ได้แชร์ข่าวจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่ทาง OHCHR ได้ประเมินว่า ความขัดแย้งนี้ทำให้ประชาชนประมาณ 750,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในพื้นที่ชายแดน โดยไม่ได้ระบุเป็นการเฉพาะว่าหมายถึงประชาขนสัญชาติใด ซึ่ง ณ วันที่ 7 มี.ค. 2569 คลิปบิดเบือนนี้ยังสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีการแจ้งเตือนจากแพลตฟอร์ม โดยมียอดการรับชมมากกว่า 5.2 แสนครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 670 ครั้ง

ภาพที่ (ซ้ายบนและซ้ายล่าง) คลิปวิดีโออ้างบิดเบือน รังสิมันต์ โรม เสนอให้บัตรประชาชนพิเศษกับคนต่างด้าวเพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง เผยแพร่ช่วงเดือน ม.ค.  ก.พ. 2569 , (ขวา) คลิปเต็มการแถลงข่าว วันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่ง รังสิมันต์ โรมอธิบายเรื่องการออกบัตรประชาชนพิเศษว่าไม่ใช่การให้สถานะความเป็นคนไทย แต่เพื่อนำบุคคลที่หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาเข้ามาสู่ระบบติดตามตรวจสอบของไทย 

Link คลิปอ้างบิดเบือน 

https://web.facebook.com/watch/?v=1406383164432227

https://www.instagram.com/reel/DUM39ZlDBT1

https://www.tiktok.com/@thailove2566/video/7601761663515217173

https://web.facebook.com/share/p/1ZvTQmXkAk

อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-24022026/

– คลิปอ้างบิดเบือน รังสิมันต์ โรม เสนอออกบัตรประชาชนพิเศษให้ต่างด้าวเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง : ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์2569 ซึ่งเป็นช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พบคลิปวิดีโอสั้นถูกเผยแพร่บนเฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายแพลตฟอร์ม เป็นคลิปที่ รังสิมันต์ โรม นักการเมืองจากพรรคประชาชน เสนอว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นหนึ่งในมาตรการที่ควรนำมาใช้ในการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยความไม่สงบในเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย ฝังข้อความในคลิปว่า “จะให้พม่าตั้งชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิดเองแล้วให้บัตรประชาชนพิเศษเลยเพื่อให้ต่างด้าวเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องขออนุญาต” 

ซึ่งคลิปเก่าที่สุดเท่าที่สืบค้นได้ ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ชุ๊น อัพเดท’ มีการติด “#พรรคเพื่อพม่าและเขมร #ฐานเสียงชั้นดี”แม้ในคลิปจะได้ยินเสียงรังสิมันต์กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย”ก็ตาม โดยโคแฟคตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ขณะนั้น รังสิมันต์ โรม เป็น สส. พรรคก้าวไกล และเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวเรื่องข้อเสนอในการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา  


ภาพที่ 5 : (ภาพซ้ายสุด) เพจ “ศธ.360 องศา” ของกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงโพสต์อ้าง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ กล่าวว่า “สะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน ถูกเผยแพร่และแชร์จำนวนมาก” เป็นข่าวปลอม เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 แต่หลังจากนั้นก็ยังคงพบโพสต์บิดเบือนด้วยข้อความเดียวกันปรากฏทั้งในเฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ (3 ภาพนับจากขวามาซ้าย)
Link โพสต์อ้างบิดเบือน : 
https://www.youtube.com/shorts/YUwbx9h4y6Y 
https://web.facebook.com/share/p/176et3n6ui/ 
https://x.com/chanuttharu/status/2026844940912021608
อ่านรายงานการตรวจสอบที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-01032026/

– โพสต์อ้าง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ ระบุสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน ถูกเผยแพร่และแชร์จำนวนมาก หลังกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 : ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผู้เขียนพบการแชร์ภาพของ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับข้อความบรรยายว่า “สะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ พวกเขาน่าสงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน” เผยแพร่ในหลายแพลตฟอร์มทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบและ X 

ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวถูกเผยแพร่ช่วงเดียวกับที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาวว่าด้วยสิทธิเด็กที่รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ

เบื้องต้นผู้เขียนตรวจสอบจากข้อความข้างต้น พบว่าเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นเกิดกรณีนักเรียนชาวกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และกำลังจะถูกส่งกลับ โดยเว็บไซต์ ศธ. 360 องศา ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความเห็นของนฤมลต่อกรณีดังกล่าวว่า ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก 

หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นฤมลยังกล่าวด้วยว่า จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย ซึ่งจะเห็นว่า ไม่ใช่ข้อความลักษณะเดียวกับที่โพสต์บิดเบือนกล่าวอ้าง

ทีมงานโคแฟคยังได้สอบถามไปยังว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ได้รับคำยืนยันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อตามข้อความที่ถูกนำไปอ้างอย่างบิดเบือนข้างต้นแต่อย่างใด อีกทั้งก่อนหน้านั้น ในวันที่ 24 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” ได้นำภาพของ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมข้อความที่โคแฟคนำมาตรวจสอบนี้ ติดสัญลักษณ์ “ข่าวปลอม” แต่จนถึงวันที่ 7 มี.ค. 2569 ที่ผู้เขียนลงมือเขียนบทความนี้ ก็ยังสามารถพบเห็นภาพและข้อความบิดเบือนที่อ้างว่า รมว.ศธ. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นผู้กล่าว อยู่ในระบบของหลายแพลตฟอร์มโดยไม่มีการติดสัญลักษณ์แจ้งเตือนหรือนำออก

ทั้ง 5 เรื่องนี้เป็นตัวอย่างข่าวลวง  ข้อมูลบิดเบือนที่ผู้เขียนเลือกย้อนกลับไปตรวจสอบว่าเมื่อมีการเผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วมีการตอบสนองจากผู้โพสต์หรือแชร์ ตลอดจนแพลตฟอร์มหรือไม่ (เช่น นำออกจากระบบหรือติดสัญลักษณ์คำเตือน) แต่ในความเป็นจริงยังพบอีกเป็นจำนวนมากที่แม้จะตรวจสอบแล้วแต่ก็ไมได้มีการลบหรือแก้ไขใดๆ ดังนั้นก็ต้องฝากไปถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ทุกเจ้า ขอให้เอาจริงเอาจังกับการ ลดมลภาวะจากข้อมูลเท็จ – บิดเบือน” เพื่อให้ผู้รับสารได้อยู่ใน ภาพแวดล้อมของข้อมูลข่าวสารที่มีสุขภาวะ” ไม่ถูกยั่วยุหรือหลอกลวงจากข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดความครียด กังวล ตื่นตระหนก หรือเกลียดชังแตกแยกกันในสังคม!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2025-12.html (เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม : ธนาคารแห่งประเทศไทย 23 ธ.ค. 2568)https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2025-12.html

คลิปอิสราเอลโจมตีเลบานอนเมื่อปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพโจมตีอิหร่านในสงครามตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอาคารในอิหร่านถูกโจมตีในสงครามตะวันออกกลาง  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีเลบานอนเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “อาเซ็นฟาร์ม” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 11 วินาที เป็นภาพสถานที่แห่งหนึ่งถูกโจมตี มีแรงระเบิดและกลุ่มควัน โดยระบุว่าอิหร่านถูกโจมตีอีกแล้ว ซึ่ง ณ วันที่ 12 มี.ค. 2569 คลิปดังกล่าวยังสามารถเข้าถึงได้ มียอดรับชมกว่า 9.5 หมื่นครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 โดยช่องยูทูบของสถานีโทรทัศน์ Al Mayadeen ของเลบานอน ซึ่งในรายงานข่าวระบุว่า อิสราเอลได้โจมตีเมือง Mahrouna และ Jbaa ทางภาคใต้ของเลบานอน ขณะที่บัญชี X ของสำนักข่าว Anadolu Agency (AA) ของตุรกี ซึ่งโพสต์คลิปดังกล่าวเช่นกันระบุว่า อิสราเอลโจมตี 2 หมู่บ้านในเลบานอน

รายงานบนเว็บไซต์ของสื่อตุรกีระบุว่าโฆษกกองทัพอิสราเอลแจ้งเตือนผู้อยู่อาศัยใน 4 เมืองของเลบานอน คือ Jbaa, Mahrouneh, Mjadel และ Baraachit อพยพก่อนการโจมตีในวันที่ 4 ธ.ค. 2568 จะเริ่มขึ้น โดยอิสราเอลอ้างว่าการโจมตีครั้งนี้เพื่อขัดขวางความพยายามของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในการกลับมาเคลื่อนไหวทางภาคใต้ของเลบานอน 

นอกจากผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยจะนำคลิปนี้มาอ้างเท็จว่าเป็นภาพอิหร่านถูกโจมตี ยังมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศอื่น ๆ นำไปอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์ในสงครามตะวันออกกลางด้วย เช่น ผู้ใช้ยูทูบรายหนึ่งอ้างว่าสถานที่ในคลิปเป็นอาคารที่ถูกอิหร่านโจมตี

โคแฟคเตือนภัย “FIMI” สงครามข้อมูลข้ามชาติ ปั่นหัวคนไทยให้รักให้แคลงใจในยุค AI ครองเมือง

10 มีนาคม 2569 รายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าวEP.32” เจาะลึกประเด็นร้อน “สงครามข้อมูลตะวันออกกลาง” ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในสนามรบและในโลกดิจิทัลโดยผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า FIMI (Foreign Information Manipulation and Interference) หรือการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อครอบงำและแทรกแซงจากต่างชาติซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของประชาชนทั่วโลก

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดประเด็นว่า ในยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้เพียงมีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต สงครามข้อมูลได้ขยับจากการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิม เช่น ใบปลิว หรือวิทยุคลื่นสั้น เข้าสู่ยุคอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถชี้นำและสร้างความปั่นป่วนในระดับสากล ปัจจุบันเสรีภาพสื่อในระดับโลกเริ่มสั่นคลอน แม้แต่ในประเทศตะวันตก ข้อมูลมักถูกกำหนดโดยกลุ่มผู้ถือครองแพลตฟอร์มและโมเดลภาษาขนาดใหญ่(LLM) ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่เป็นธรรมของข้อมูลหนักข้อขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือยูเครน ประชาชนจะเริ่มมึนงงว่าคลิปไหนจริงหรือเท็จ ซึ่งอาจนำไปสู่ความกังวลเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ง่ายขึ้น

กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาโคแฟค อธิบายความหมายของ FIMI หรือ “ฟีมี่” ให้เข้าใจง่ายว่า คือความพยายามของต่างชาติที่เข้ามาแทรกแซงผ่านช่องทางข้อมูลรูปแบบต่างๆ ทั้งเนื้อหาบิดเบือนหรือจริงบางส่วน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง โดยมีเจตนาทำให้กลุ่มเป้าหมายชอบหรือเกลียดประเทศใดประเทศหนึ่ง โจมตีนโยบาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม สิ่งที่ทำให้ FIMI ต่างจากข้อมูลเท็จทั่วไปคือ “กระบวนการที่มีการวางแผน” มีการประสานงานกันผ่านเครือข่ายบัญชีปลอมหรือบอต (Bot) จำนวนมากเพื่อปั่นข้อความให้กระจายไปสู่คนหมู่มากในเวลาอันรวดเร็ว

กุลชาดายกตัวอย่างความแนบเนียนในปัจจุบันว่า มีการใช้ AI สร้างภาพเหตุการณ์ถล่มพื้นที่ในอิสราเอล หรือภาพเด็กที่เป็นเหยื่อสงครามเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความกลัว รวมถึงการใช้ AI สร้างข่าวลือเรื่องการลอบสังหารผู้นำ เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับในประเทศไทยFIMI เคยเกิดขึ้นชัดเจนในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการสร้างเพจปลอมเลียนแบบสำนักข่าวหลักของไทย เพื่อปล่อยข่าวเท็จเรื่องการอพยพประชาชน 7 จังหวัด สร้างความตื่นตระหนกซึ่งภายหลังพบว่าบัญชีเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากนอกประเทศ

สำหรับวิธีสังเกตเบื้องต้น กุลชาดายอมรับว่าทำได้ยากสำหรับประชาชนทั่วไป แต่ขอให้สังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น เพจที่ส่งข้อความแปลกๆ ดูไม่สมจริง หรือสร้างความตื่นตระหนกเกินเหตุหากพบข้อมูลที่น่าสงสัย สิ่งสำคัญคือ “ไม่ควรแชร์” และควรตรวจสอบกับสำนักข่าวหลักที่มีความน่าเชื่อถือ ขณะที่นางสาวสุภิญญาเสริมว่า ประชาชนต้องพยายามฝืนอัลกอริทึม ไม่ติดตามแต่เพจที่นำเสนอข้อมูลด้านเดียวที่ตรงกับความเชื่อตนเอง (Echo Chamber) เพื่อป้องกันคติยืนยัน (Confirmation Bias) และควรใช้เครื่องมือเช็กข้อจริงอย่าง COFACT หรือ Thai PBS Fact Check รวมถึงการกดรายงาน (Report) ต่อแพลตฟอร์มเมื่อพบข้อมูลที่ใช้ AI สร้างความเกลียดชัง

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมรายการเน้นย้ำว่าประชาชนไม่ควรฝากความหวังไว้ที่สื่อภาครัฐเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลจากทุกแหล่งต้องผ่านการตรวจสอบทั้งหมด การรับข้อมูลข่าวสารในยุคนี้จึงเหมือนกับการดูฉลากอาหารที่ต้องเช็กส่วนผสมและผู้ผลิตอย่างถี่ถ้วน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มลงทุนในการกลั่นกรองข้อมูลมากขึ้น และขอให้รัฐบาลเจาะลึกถึงการจัดการเนื้อหาที่ถูกจัดตั้งขึ้น (Coordinated Inauthentic Behavior) เพื่อไม่ให้ระบบนิเวศการสื่อสารของไทยถูกครอบงำโดยมหาอำนาจทางเทคโนโลยีหรือกลุ่มผลประโยชน์ข้ามชาติ

ภาพเรือบรรทุกน้ำมันชนกันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุโจมตีเรือสหรัฐฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ถูกโจมตี  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมันชนกันเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในตะวันออกกลางขณะนี้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Ridwan Munoh” โพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเรือขนาดใหญ่เกิดเพลิงไหม้ ฝังข้อความในคลิปว่า “ก็บอกแล้วว่าอย่าผ่านมาแถวนี้” และมีข้อความบรรยายว่าเรือบรรทุกน้ำมันสหรัฐโดนโจมตี ณ วันที่ 11 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดการรับชมกว่า 32,000 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปวิดีโอรวมถึงภาพนิ่งที่ถูกอ้างถึงข้างต้น เคยถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2568 โดยสื่อ Daily Mirror ของอังกฤษซึ่งรายงานว่าเป็นอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือ MV Adalynn และ MV Front Eagle ชนกันที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะกำลังแล่นผ่านจุดพักเรือ Fakkan ใกล้กับเมือง Fujairah ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้  

มีการตั้งสมมติฐานว่าเรือที่เกิดอุบัติเหตุอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือมืด (Dark Fleets)” ที่ลักลอบขนส่งและซื้อขายน้ำมันกับประเทศที่ถูกคว่ำบาตร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลางระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งในเวลานั้นอิหร่านขู่ว่าอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือสินค้าแล่นผ่าน 

ยังมีสื่ออื่นๆ ที่รายงานข่าวเรือบรรทุกน้ำมันชนกันในครั้งนี้ โดยใช้คลิปวิดีโอหรือภาพประกอบจากคลิปเดียวกับ Daily Mirror เช่น Ukrainian Shipping Magazine สำนักข่าวของยูเครนที่นำเสนอเนื้อหาแวดวงการเดินเรือทั่วโลก และสำนักข่าว VTV ของเวียดนาม