สารพัดคลิป-ภาพเก่าถูกขุดมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพอิสราเอลถูกโจมตีในการสู้รบตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งในและต่างประเทศนำคลิปวิดีโอและภาพนิ่งของเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 มาเผยแพร่ซ้ำโดยให้ข้อมูลเท็จว่าเป็นภาพความเสียหายในอิสราเอลจากการโจมตีของอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

แม้ว่าอิสราเอลจะถูกโจมตีในการสู้รบในตะวันออกกลางครั้งนี้จริง แต่ภาพและคลิปจำนวนมากไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือเป็นภาพจากประเทศอื่น ผู้ที่นำภาพเหล่านี้มาสร้างความเข้าใจผิดอาจมีเจตนาจะเพิ่มยอดการเข้าชมเพื่อหารายได้จากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโดยอาศัยช่วงที่ผู้คนให้ความสนใจเรื่องวิกฤตตะวันออกกลาง 

ผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือแชร์เนื้อหาเท็จเหล่านั้น นอกจากจะไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว หลายคนยังให้ความเห็นในลักษณะที่เพิกเฉยต่อความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้น บางคนแสดงความเห็นในเชิงสะใจหรือล้อเล่นขำขันเป็นเรื่องตลก ทั้งที่ภัยจากการสู้รบหรือภัยพิบัติทั้งในปัจจุบันและในอดีตล้วนมีผู้คนเสียชีวิตและเดือดร้อนจำนวนมาก   

โคแฟครวบรวมเนื้อหาเท็จที่พบและตรวจสอบในเดือน มี.ค. 2569 ซึ่งมาไว้เป็นกรณีศึกษาถึงลักษณะการสร้างเนื้อหาเท็จในสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง

ภาพซากอาคารในฉนวนกาซา ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพกรุงเทลอาวีฟ

วันที่ 20 มี.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว​ TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน พร้อมคำบรรยายว่า “สภาพใจกลางเมืองหลวงเทลอาวีฟ อิสราเอล ณ ตอนนี้” และอ้างว่าภาพนี้ถ่ายโดยแรงงานชาวอีสานที่ไปรับจ้างปลูกผักในอิสราเอล (ลิงก์บันทึก)


🔎Fact-check: สถานที่ในภาพไม่ใช่กรุงเทลอาวีฟ แต่เป็นฉนวนกาซา ถ่ายโดยช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2568  คำบรรยายภาพระบุว่า “ชาวปาเลสไตน์เดินผ่านซากปรักหักพังของอาคารในเมืองกาซาที่ถูกอิสราเอลโจมตี” ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพชุด “กาซาเป็นอย่างไร หลังตกอยู่ในสงครามมานาน 15 เดือน” ที่รอยเตอร์สเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568

คลิปแผ่นดินไหวในตุรกีเมื่อปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอลเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน

ช่วงต้นเดือน มี.ค. 2569 ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในต่างประเทศโพสต์คลิปวิดีโอสภาพเมืองที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยอ้างว่าเป็นกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอลถูกอิหร่านโจมตี โดยมีคำบรรยาย เช่น “ผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน อิหร่านเปลี่ยนเทลอาวีฟให้กลายเป็นนรก” และ “ความตายมาถึงอิสราเอล” 

🔎Fact-check: สถานที่ในคลิปไม่ใช่กรุงเทลอาวีฟแต่เป็นภาพความเสียหายในจังหวัดคาห์รามันมาราซ ประเทศตุรกี หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50,000 ราย

ภาพเมืองหลวงเลบานอนถูกอิสราเอลโจมตี ถูกนำมาอ้างเท็จว่าอิสราเอลถูกถล่มด้วยขีปนาวุธอิหร่าน

วันที่ 19 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mantanakorn Boonkrong” โพสต์คลิปวิดีโอซากอาคารและความเสียหายในเมืองแห่งหนึ่ง พร้อมข้อความบรรยายว่าที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเป็นเมืองในอิสราเอลหลังถูกขีปนาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงของอิหร่านโจมตี

🔎Fact-check: ภาพนี้ไม่ใช่เมืองในอิสราเอล แต่เป็นย่าน Haret Hreik ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ที่ถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569

ภาพผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ในสหรัฐฯ ถูกอ้างเท็จว่าอิหร่านโจมตีเครื่องบินอิสราเอล

วันที่ 1 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จอน เพชร” โพสต์คลิปวิดีโอเครื่องบินจอด มีกลุ่มควันและคนวิ่งหนีออกมา ฝังข้อความว่า “เครื่องบินอิสราเอลถูกโจมตีจากอิหร่าน” ด้านล่างมีคำบรรยายภาษาอาหรับ ใช้เครื่องมือแปลสรุปใจความได้ว่า เครื่องบินของอิสราเอลถูกโจมตีที่สนามบินเบน กูเรียนในอิสราเอล เพื่อล้างแค้นให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล

  
🔎Fact-check: เครื่องบินในภาพเป็นของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ไม่ใช่ “เครื่องบินอิสราเอล” สังเกตได้จากสัญลักษณ์ที่หางเครื่องบิน คลิปนี้เป็นเหตุการณ์ที่สนามบินเดนเวอร์ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568 เครื่องบินลำนี้เกิดไฟลุกไหม้จากเหตุผิดปกติของระบบฐานล้อ ทำให้ต้องอพยพผู้โดยสารด้วยการสไลด์ออกจากเครื่องบินลงมาที่รันเวย์

คลิปไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบปี 68 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีอิสราเอลในการสู้รบตะวันออกกลาง

วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชี X “มณีแดง” โพสต์คลิปวิดีโอผู้คนกำลังแตกตื่นวิ่งหนีออกมาจากอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ และบรรยายว่า “ดูไบในตอนนี้” (ลิงก์บันทึก)

จากนั้นในวันที่ 16 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Ridwan Munoh” โพสต์คลิปเดียวกัน ฝังข้อความ” อิสราเอล อัพเดทสถานการณ์วันนี้ โดนลูกยาวอีกแล้ว” และบรรยายว่า “อัพเดทสถานการณ์อิสราเอลอิหร่าน” ซึ่งมียอดรับชมกว่า 1.2 แสนครั้ง ณ วันที่ 18 มี.ค. (ลิงก์บันทึก)

🔎Fact-check: คลิปนี้ไม่เกี่ยวกับการโจมตีหรือการสู้รบ แต่เป็นภาพไฟไหม้ที่ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกชาวไทยอ้างว่าเป็นเหตุโจมตีอิสราเอลและดูไบในสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ซ้ายและกลาง) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในดูไบโพสต์เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 โดยระบุว่าเป็นเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ภาพเหตุระเบิด-ไฟไหม้บ้านในสหรัฐฯ เมื่อปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล

วันที่ 14 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” โพสต์คลิปวิดีโอบ้านหลังหนึ่งเกิดระเบิดและมีไฟลุกท่วม ฝังข้อความว่า “เกิดเหตุรุนแรงจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” และบรรยายว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอาคารในเมืองกาลิลี ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล คาดว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 58 คน (ลิงก์บันทึก)


🔎Fact-check: บ้านในคลิปนี้ไม่ได้อยู่ในอิสราเอลและไม่ได้ถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตี แต่เป็นเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บ้านในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2566 

เปรียบเทียบภาพที่บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” อ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล (ซ้าย) กับภาพที่สื่อสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ประกอบรายงานข่าวชายคนหนึ่งยิงปืนและจุดพลุในบ้านที่รัฐเวอร์จิเนีย ก่อนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้

คลิปอิหร่านโจมตีอิสราเอล รถไฟไหม้-อาคารเสียหายเป็นภาพเหตุการณ์เก่าเมื่อปี 2568

วันที่ 15 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 5 วินาที เป็นภาพรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ ฝังข้อความว่าอิหร่านโจมตีอิสราเอลอย่างหนักทำให้รถหลายคันเกิดไฟไหม้ และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีการสู้รบกันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ


🔎Fact-check: เป็นภาพเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงจรวดโจมตีอิสราเอลจริง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. 2568 ที่เมือง Beersheba ไม่ใช่การสู้รบในเดือน มี.ค. 2569

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” (ซ้าย) กับภาพจากคลิปที่สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568

ภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐฯ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล

วันที่ 10 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Mtoday” โพสต์คลิปเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่ง ฝังข้อว่า “บ้านพักเนทันยาฮูในกองเพลิง” และข้อความภาษาอาราบิกแปลเป็นไทยได้ว่าไฟไหม้บ้านของเนทันยาฮูคำบรรยายในโพสต์ระบุว่าบ้านพักของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลถูกโจมตีด้วยมิสไซล์ ทำให้พี่ชายของเขาเสียชีวิต ส่วนเนทันยาฮูยังไม่รู้ชะตากรรม 

🔎Fact-check: ไม่ใช่ภาพเพลิงไหม้บ้านพักของเนทันยาฮู แต่เป็นภาพเพลิงไหม้บ้านที่พาร์คเพลส เมืองกัลโลเวย์ แอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างว่าเป็นเหตุโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล (ซ้าย) กับภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในแอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “hcbphotography” เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569

คลิปเหตุชุลมุนในกรุงเทลอาวีฟปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวอิสราเอลวิ่งหนีการโจมตีของอิหร่าน


วันที่ 2 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Prakaikan Kumtap” (ลิงก์บันทึก) และบัญชี X “มณีแดง” (ลิงก์บันทึก) โพสต์คลิปวิดีโออ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอลกำลังแตกตื่นวิ่งหนีหาที่หลบภัยจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน


🔎Fact-check: ไม่ใช่ภาพอิสราเอลวิ่งหนีการโจมตีของอิหร่าน แต่เป็นภาพเหตุชุลมุนในงานวันวีรชน (Memorial Day) ที่จัตุรัสฮาบิมา ในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอลเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2568 เนื่องจากตำรวจใช้กำลังเข้าควบคุมตัวชายต้องสงสัยคนหนึ่งทำให้ประชาชนเกิดความแตกตื่น



Bitkub ยืนยันไม่มีแอปฯ Bitkub Desktop เตือนอย่าคลิกลิงก์ อย่าเข้าสู่ระบบ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โฆษณาชวนดาวน์โหลด Bitkub Desktop รับฟรี 50 KUB 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและหลอกลวง** Bitkub ยืนยันว่าไม่มีแอปพลิเคชัน Bitkub Desktop เตือนอย่าหลงเชื่อ เสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 มี.ค. 2569 มีประชาชนแจ้งเข้ามาในระบบตรวจสอบข่าวของโคแฟค ว่าพบเห็นโฆษณาบนเฟซบุ๊กเชิญชวนให้ดาวน์โหลด Bitkub Desktop โดยอ้างว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ “ปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถจัดการคำสั่งซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ” และเมื่อดาวน์โหลดแล้วจะได้รับเหรียญดิจิทัล 50 KUB เข้าบัญชีทันที 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: Bitkub Exchange ผู้ประกอบการด้านแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยืนยันกับโคแฟคเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ว่าบริษัทไม่มีแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Bitkub Desktop และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้จัดทำและเผยแพร่โฆษณาที่ชวนดาวน์โหลดแอปดังกล่าวเพื่อรับเหรียญดิจิทัล และเตือนประชาชนว่าอย่าเชื่อข้อความเชิญชวนให้ดาวน์โหลดหรือล็อกอินผ่านลิงก์หรือโฆษณา และตรวจสอบให้มั่นใจว่ามาจากช่องทางทางการของ Bitkub เท่านั้นโดยสังเกตเครื่องหมายถูกสีฟ้า (Verified Badge) หลังชื่อโปรไฟล์

โคแฟคพบว่าโฆษณานี้เป็นเนื้อหาหลอกลวงที่เผยแพร่มาตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก “Bitkub” ได้เคยโพสต์ข้อความเตือนภัยเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2568 ว่าโฆษณานี้มีเจตนาหลอกล่อให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมและชักชวนให้รับเหรียญ KUB ขอให้ประชาชนอย่าคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ และงดเว้นการให้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หรือรหัสผ่านแก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด

วันที่ 19 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bitkub” โพสต์แจ้งเตือนว่าโฆษณาหลอกลวงให้กดลิงก์ดาวน์โหลด Bitkub Desktop กลับมาระบาดอีกครั้ง “หากเห็นโฆษณาแจก 50 KUB อย่าคลิกลิงก์ อย่าเข้าสู่ระบบเด็ดขาด”

ไม่พบที่มาหรือรายงานข่าวที่เชื่อถือได้ว่านายกฯ อิตาลีแสดงความไม่พอใจ “ทรัมป์” อย่างรุนแรง

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: จอร์เจีย เมโลนี นายกฯ อิตาลี กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ฉันต้องการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าใจอย่างชัดเจนว่าอิตาลีจะไม่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับสงครามของคุณ”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่านายกฯ อิตาลีกล่าวถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางและตอบโต้ทรัมป์ด้วยถ้อยคำนี้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 มี.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Muhyiddin Yiding” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 74,000 บัญชี โพสต์ภาพจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี พร้อมข้อความว่าเมื่อวันที่ 20 มี.ค. เมโลนีแถลงข่าวแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำวิจารณ์ของทรัมป์ที่กล่าวหาว่าองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ไม่ยอมทำตามคำร้องขอให้ช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านควบคุมอยู่ (ลิงก์บันทึก)

ผู้โพสต์เผยแพร่ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของนายกฯ เมโลนี เช่น 

  • “ฉันต้องการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าใจอย่างชัดเจนว่า อิตาลีจะไม่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับสงครามของคุณ และเราจะไม่รับผลที่ตามมาจากการกระทำที่ประมาทของคุณ” 
  • “คุณต้องเข้าใจว่าคุณเป็นเพียงประธานาธิบดีของอเมริกา ไม่ใช่ประธานาธิบดีของอิตาลี ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี และคุณไม่มีอำนาจเหนืออธิปไตยของประเทศเหล่านี้ เราไม่ใช่ข้าราชบริพารของคุณ”
  • “เราเป็นประเทศอธิปไตยและการตัดสินใจของเรามาจากผลประโยชน์ของประชาชนของเรา ไม่ใช่จากทำเนียบขาว” 
  • “คุณ (ทรัมป์) นั่นแหละที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัย…คุณมีหน้าที่ต่อหน้าชาวโลกที่จะต้องฟื้นฟูช่องแคบให้กลับมาปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันเหมือนเดิม แก้ไขสิ่งที่คุณทำลายไปซะ”
  • “ยุโรปจะไม่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นถูกหรือผิด และอิตาลีปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสงครามนี้ ซึ่งเราจะได้รับแต่ความเสียหายเท่านั้น”

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 1,000 ครั้ง ณ วันที่ 23 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: อิตาลีมีขนาดเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และนาโต คำพูดของผู้นำอิตาลีเรื่องการสู้รบในตะวันออกกลางและการตอบโต้ผู้นำสหรัฐฯ ด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้ย่อมต้องถูกรายงานโดยสำนักข่าวทั่วโลก แต่เท่าที่โคแฟคตรวจสอบได้ คำพูดดังกล่าวไม่ปรากฏในรายงานข่าวของสื่อใดเลยรวมถึงสื่อในอิตาลี

เว็บไซต์ทางการของรัฐบาลอิตาลี (governo.it) ซึ่งเผยแพร่แถลงการณ์และถ้อยแถลงที่สำคัญของนายกฯ เมโลนี ก็ไม่มีข้อมูลนี้เช่นกัน ขณะที่เฟซบุ๊ก “Giorgia Meloni” ซึ่งเป็นบัญชีทางการของเธอที่มีผู้ติดตามมากกว่า 4.2 ล้านราย และมักเผยแพร่คลิปการให้สัมภาษณ์ แถลงข่าวหรือสารจากนายกฯ ก็ไม่มีคำพูดถึงทรัมป์ตามที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยกล่าวอ้าง

โพสต์ดังกล่าวระบุว่าเมโลนีแสดงความไม่พอใจทรัมป์ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าวันที่ 19-20 มี.ค. นายกฯ อิตาลีเข้าร่วมประชุมผู้นำสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม 

ช่วงเย็นวันที่ 19 มี.ค. เว็บไซต์รัฐบาลอิตาลีเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เธอให้สัมภาษณ์สื่อในประเด็นวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งเมโลนีกล่าวว่าประเทศสมาชิกอียูไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง แต่มุ่งมั่นที่จะใช้วิถีทางทางการทูตเพื่อลดระดับความตึงเครียด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

สำหรับประเด็นความปลอดภัยในการเดินเรือ อิตาลีได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับรัฐบาลอีก 6 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และแคนาดา ประณามอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและเรียกร้องให้ยุติการโจมตีหรือขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในช่องแคบทันที โดยเมโลนีย้ำในการแถลงข่าวว่า “ยังไม่มีการพิจารณาถึงการใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ”  

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มี.ค. เมโลนีแถลงต่อที่ประชุมสภาอิตาลีเกี่ยวกับวิกฤตตะวันออกกลางโดยเธอกล่าวในช่วงหนึ่งว่า “ดิฉันขอพูดให้ชัดว่าอิตาลีไม่มีส่วนร่วมกับการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และไม่มีเจตนาจะเข้าร่วม”

เมโลนีวิจารณ์การโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า “อยู่นอกเหนือกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ” และเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่อันตราย ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่าเป็นการวิจารณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพูด

โคแฟคไม่พบรายงานข่าวหรือข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าเมโลนีตอบโต้คำวิจารณ์ของทรัมป์ที่ตำหนินาโตว่าไม่ช่วยปกป้องช่องแคบฮอร์มุซนั้น แต่เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2569 ก่อนหน้าการโจมตีอิหร่าน เมโลนีได้ตอบโต้ทรัมป์ที่วิจารณ์นาโตว่าเอาแต่ “หลบอยู่ข้างหลัง” ในปฏิบัติการที่อัฟกานิสถาน 

เมโลนีกล่าวว่าเธอรู้สึก “ประหลาดใจ” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเช่นนั้น เพราะอิตาลีและประเทศพันธมิตรนาโตได้ร่วมต่อต้านการก่อการร้ายกับสหรัฐฯ อย่างเต็มกำลัง รวมทั้งส่งทหารหลายพันนายไปปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน จนทำให้ทหารอิตาลีเสียชีวิตถึง 53 นายและบาดเจ็บมากกว่า 700 นาย

“ด้วยเหตุนี้ คำวิจารณ์ว่านาโตไม่ทำอะไรในอัฟกานิสถานนั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นคำวิจารณ์จากประเทศพันธมิตรของเรา อิตาลีและสหรัฐฯ เป็นมิตรประเทศที่มีความร่วมมือกันมายาวนาน แต่มิตรภาพต้องมาพร้อมกับความเคารพซึ่งกันและกัน” เมโลนีระบุในถ้อยแถลงที่รัฐบาลอิตาลีเผยแพร่บนเว็บไซต์

📌 ข้อสรุปโคแฟค: แม้นายกฯ อิตาลีจะวิจารณ์การโจมตีร่วมของสหรัฐฯ-อิสราเอลในที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 11 มี.ค. และให้สัมภาษณ์สื่อระหว่างการประชุมผู้นำสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 19-20 มี.ค. โดยยืนยันว่าไม่มีการพิจารณาส่งทหารเข้าไปเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามคำร้องขอของทรัมป์ แต่ไม่มีถ้อยคำใดที่เมโลนีกล่าวถึงทรัมป์และสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางตามที่เฟซบุ๊ก “Muhyiddin Yiding” อ้างและมีผู้แชร์ต่อไปเป็นจำนวนมาก 

ถ้อยคำที่อ้างว่าเป็นคำพูดของเมโลนีก็ไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาชัดเจน และเป็นถ้อยคำที่รุนแรงผิดวิสัยที่ผู้นำประเทศจะแสดงความคิดเห็นหรือตอบโต้กันโดยเฉพาะในประเด็นวิกฤตการณ์ระดับโลก

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

คลิปแย่งซื้อน้ำมันในศรีลังกาเมื่อ 4 ปีก่อน ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปคนทะเลาะวิวาทแย่งน้ำมันในปั๊มเพราะน้ำมันขาดแคลนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุการณ์ที่ศรีลังกาเมื่อปี 2565  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Bangdee Nara” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 12 วินาที เป็นเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ฝังข้อความว่า “ด่วน!! ศึกชิงน้ำมันเริ่มแล้ว ประเทศไหนจะรายต่อไป อย่าให้เกิดบ้านเราเลย” และติดแฮชแท็ก “เหตุแย่งซื้อน้ำมัน” 

คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 1.4 ล้านครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 5,000 ครั้ง ณ วันที่ 23 มี.ค. 2569  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าสำนักข่าว Gagana ในศรีลังกาเคยเผยแพร่ภาพเหตุการณ์เดียวกันนี้ทางช่องยูทูบ “Gagana” เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2565 เป็นคลิปความยาว 2.18 นาที มีข้อความบรรยายเป็นภาษาสิงหลแปลเป็นไทยได้ว่า “เหตุทะเลาะวิวาทที่ปั๊มน้ำมัน” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม 

ภาพนี้ยังปรากฏในรายงานของสำนักข่าว ABP News ของอินเดียในวันเดียวกันโดยรายงานว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาทในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเมือง Tellippalai ของศรีลังกาซึ่งกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคหลายอย่างขาดแคลน 

คลิปเหตุการณ์ในศรีลังกาเมื่อปี 2565 ถูกนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำโดยสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่านตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นและหลายประเทศหวั่นวิตกถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน 

สำหรับสถานการณ์น้ำมันล่าสุดในศรีลังกา สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 ว่า รัฐบาลศรีลังกาต้องใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื่อเพลิงด้วยการให้ประชาชนสลับวันเติมน้ำมันตามเลขคู่-เลขคี่ของป้ายทะเบียนรถ และให้สถานศึกษาและสถานที่ราชการปิดทำการทุกวันพุธเพื่อประหยัดพลังงาน

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 21 มีนาคม 2569

คลิปสหรัฐทิ้งระเบิดหนักกว่า 14,000 กิโลกรัม ใส่ฐานทัพอิหร่าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ixzhru8kowkj


คลิปอิสราเอลและดูไบถูกโจมตีในสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1koyjqytjj1nz


คลิปชาวอิสราเอลแห่หลบหนีออกนอกประเทศ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3f6pher3xk1ks


“พิธา” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอตัวเป็นผู้แทนไทยเจรจากับอิหร่าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5a3o7mq7izr8


คลิปบ้านพักของ “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกฯ อิสราเอลถูกโจมตี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/m7633p5wsxgy


คลิปอิหร่านจมเรือรบสหรัฐอเมริกา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wmhm93j0q88k


“อิหร่าน” เปิดทางเรือน้ำมัน “ไทย-จีน-รัสเซีย” ผ่านฮอร์มุซได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2f9lokl1osnco


อ้าง “รัสเซีย” หันใช้ “เงินบาท” ซื้อ-ขายน้ำมัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/30o6jchnb7qx9


คลิปอิสราเอลได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2cs7mf9b8672p


คลิปเครื่องบินอิสราเอลถูกอิหร่านโจมตี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/q0we9xfc28cp


บำนาญ สส. เริ่มต้นสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3c2ed241lmo9g


“ล้างแอร์ช่วยชาติ 69” รัฐบาลช่วยจ่าย 300 บาท เปิดลงทะเบียน 25 มีนาคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/38c2ikxs27131


กินโปรตีนมากทำให้ไตพัง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3q9dtpudf41p5


ททท. เสนอแคมเปญใหม่ “แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/17e2i940t7col

ภาพเมืองหลวงเลบานอนถูกอิสราเอลโจมตี ถูกนำมาอ้างเท็จว่าอิสราเอลถูกถล่มด้วยขีปนาวุธอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิสราเอลได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพความเสียหายในกรุงเบรุตของเลบานอนจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อ 14 มี.ค. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mantanakorn Boonkrong” โพสต์คลิปวิดีโอซากอาคารและความเสียหายในเมืองแห่งหนึ่ง พร้อมข้อความบรรยายว่าที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเป็นเมืองในอิสราเอลหลังถูกขีปนาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงของอิหร่านโจมตี คลิปนี้มียอดการรับชมราว 5,100 ครั้ง ณ วันที่ 20 มี.ค. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเดียวกันนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569 โดยสื่อเลบานอน เช่น MTV Lebanon และ Lebanon24 รายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีย่าน Haret Hreik ซึ่งเป็นชานเมืองทางใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน

สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น AFP, Al Jazeera และ Arab News ของซาอุดิอาระเบียเผยแพร่ภาพซากอาคารที่ถ่ายจากมุมเดียวกับในคลิป โดยรายงานตรงกันว่าเป็นภาพความเสียหายของอาคารที่อยู่อาศัยทางตอนใต้กรุงเบรุตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 มี.ค.

ภาพผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ในสหรัฐฯ ถูกอ้างเท็จว่าอิหร่านโจมตีเครื่องบินอิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเครื่องบินอิสราเอลถูกอิหร่านโจมตี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินในสหรัฐฯ จากเหตุไฟไหม้ที่ฐานล้อเมื่อเดือน ก.ค. 2568

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จอน เพชร” โพสต์คลิปวิดีโอเครื่องบินจอด มีกลุ่มควันและคนวิ่งหนีออกมา ฝังข้อความว่า “เครื่องบินอิสราเอลถูกโจมตีจากอิหร่าน” ด้านล่างมีคำบรรยายภาษาอาหรับ ใช้เครื่องมือแปลสรุปใจความได้ว่า เครื่องบินของอิสราเอลถูกโจมตีที่สนามบินเบน กูเรียนในอิสราเอล เพื่อล้างแค้นให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล 

ณ วันที่ 20 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 75,000 ครั้ง  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เกิดไฟไหม้ที่สนามบินเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ทำให้ต้องอพยพผู้โดยสารออกจากเครื่องเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568  สื่อมวลชนสหรัฐฯ หลายสำนัก เช่น NBC, CNN และ New York Times รายงานว่าผู้โดยสาย 173  คนบนเครื่องบินโบอิง 737 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ที่กำลังจะออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติเดนเวอร์ไปยังไมอามีต้องอพยพออกจากเครื่องบินลงมาที่รันเวย์หลังจากระบบฐานล้อมีปัญหาทำให้เกิดไฟลุกไหม้

คลิปประกอบรายงานข่าว CNN เรื่องผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ที่สนามบินเดนเวอร์เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568

ร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว. ถูกเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณจริง แต่ไม่เคยผ่านออกมาบังคับใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: บำนาญ สส. เริ่มต้นสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยเสนอร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว. แต่ไม่ผ่านออกมาบังคับใช้จริง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “สิทธิพล มหิธา” โพสต์ภาพทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฝังข้อความว่า “ต้นเหตุผลาญภาษี…บำนาญ สส. ออกโดยรัฐบาลทักษิณ มติ ครม. 23 พ.ย. 2547” (ลิงก์บันทึก) โพสต์นี้ถูกแชร์เกือบ 100 ครั้งและมีผู้นำไปโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc ” เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประเด็นเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นข่าวลวงวนซ้ำที่เผยแพร่มาหลายปี ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลออกมาชี้แจงหลายครั้งว่าเป็นข้อมูลเท็จโดยอ้างอิงจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

โคแฟคเคยเผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้เมื่อเดือน ก.ย. 2566 พบว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณได้มีการยกร่างได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) “เงินประจำตำแหน่งของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ….” เมื่อปี 2548 ที่กำหนดให้ สส. และ สว. มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพหรือพ้นจากตำแหน่งโดยคำนวณเงินบำเหน็จหรือบำนาญตามระยะเวลาที่เป็น สส. หรือ สว. แต่ร่างกฎหมายนี้ถูกวิจารณ์คัดค้านอย่างหนักและสุดท้ายก็ไม่มีการบังคับใช้ นับจากนั้นก็มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า สส. และ สว. ได้รับบำเหน็จบำนาญมาอย่างต่อเนื่องโดยอ้างถึงมติ ครม.และร่าง พ.ร.ฎ. ที่เสนอในช่วงปี 2547-2548  

ที่มา-ที่ไปยกร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว.

ปี 2542 

ข้อเสนอเรื่องการสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่สมาชิกรัฐสภาที่พ้นตำแหน่งเกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เช่น ในปี 2542 วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและนายกสโมสรรัฐสภาในขณะนั้นได้จัดงานจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2542 วัตถุประสงค์หนึ่งคือเพื่อหาทุนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาที่ประสบปัญหา   

ปี 2543

มีการออกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2543 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาด้านต่าง ๆ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษาของบุตร และสงเคราะห์ครอบครัว ซึ่งไม่ใช่การจ่ายเงินในลักษณะบำเหน็จบำนาญ โดยเริ่มจากเงินจำนวน 5.8 ล้านบาทที่ได้จากการจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภาเมื่อปี 2542  

ปี 2547

23 พ.ย. 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการคำนวณบำเหน็จบำนาญ และหลักการพิจารณากำหนดเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม รวมทั้งอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)

เสนอ และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณายกร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งต่อมาหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรโดยความเห็นชอบของประธานรัฐสภา กระทรวงการคลัง และสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการรวมหลายฉบับ โดยมีอัตราเงินเพิ่ม เงินประจำตำแหน่ง และสูตรการคิดบำเหน็จ บำนาญย้อนหลังแตกต่างกัน 

ปี 2548 

คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่าง พ.ร.ฎ. บำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. … แล้วเสร็จและส่งถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 4 เม.ย. 2548 

โดยในบันทึกประกอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอสูตรคำนวณบำเหน็จบำนาญสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ดังนี้ 

  • ดำรงตำแหน่ง 2-3 ปี มีบำเหน็จหรือนำนาญ 20%
  • ดำรงตำแหน่ง 3-7 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 30%
  • ดำรงตำแหน่ง 7-11 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 40%
  • ดำรงตำแหน่ง 11-15 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 50%
  • ดำรงตำแหน่ง 15-20 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 60%
  • ดำรงตำแหน่ง 20 ปีขึ้นไป มีบำเหน็จหรือบำนาญ 70%

21 มิ.ย. 2548 ครม. ที่มีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาบำเหน็จบำนาญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี พ.ศ. ….  อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่เคยได้ออกมาเป็นกฎหมายจริงเพราะถูกคัดค้านอย่างหนักจากกระแสสังคมในเวลานั้น 

ปี 2556

พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กฎหมายระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนดังนี้  (1) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ (2) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล (3) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ (4) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม (5) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (6) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด 

ที่มาของเงินกองทุน ได้แก่ (1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (3) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด (4) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 (5) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค (7) ดอกผลของเงินกองทุน 

17 ก.ย. 2556 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน โดยการหักเงินประจำตำแหน่งในอัตราตามที่คณะกรรมการกำหนด แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ของเงินประจำตำแหน่ง ทั้งนี้ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” เป็นรายเดือนจำนวนเงินขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา โดยจะได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ไม่ได้รับตลอดชีพ ทั้งนี้เงินที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบนี้เป็น “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “บำเหน็จบำนาญ” 

ปี 2558

สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ลงนามโดย ศ.(พิเศษ) พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา สาระสำคัญคือการกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ 9,000 – 35,600 บาทต่อเดือน ตามห้วงเวลาที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ว่าวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม  

ปี 2560

มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 ลงนามโดย ศ.(พิเศษ) พรเพชร ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาทําหน้าที่ประธานรัฐสภาและประธานกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยระเบียบนี้มีการแก้ไขนิยาม “สถานพยาบาลของเอกชน” จากฉบับที่ 2 และปรับปรุงขั้นตอนการขอรับเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาลจากกองทุน

ปี 2567

สมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2567 ลงนามโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา โดยได้ปรับการกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จากที่ระบุเป็นจำนวนเงินเปลี่ยนเป็นร้อยละของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย ตั้งแต่ร้อยละ 30 – 60 และเปลี่ยนจากการให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าเป็น 4 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ 

ข้อสรุปโคแฟค

แม้ร่าง พ.ร.ฎ.บำเหน็จบำนาญของ สส. และ สว. จะเคยถูกเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่ถูกวิจารณ์และคัดค้านอย่างหนักจนไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ นับจากนั้นก็มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า สส. และ สว. ได้รับบำเหน็จบำนาญมาอย่างต่อเนื่องโดยอ้างถึงมติ ครม.และร่าง พ.ร.ฎ. ที่เสนอในช่วงปี 2547-2548  

นอกจากนี้ยังมีการนำ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาและระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนนี้มาสร้างความสับสนว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

คลิป “สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพอิหร่าน” สร้างด้วย AI โดยใช้ภาพเหตุโจมตีในเยเมนปี 58

สุทธิมนัส ชินอัครพงศ์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สหรัฐทิ้งระเบิดหนักกว่า 14,000 กิโลกรัม ใส่ฐานทัพอิหร่าน” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปที่สร้างจาก AI โดยใช้ภาพต้นฉบับจากเหตุระเบิดในกรุงซานา ประเทศเยเมน เมื่อเดือน เม.ย.2558 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอก “webmaster.enginee” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวเกือบ 1 นาที เป็นภาพการระเบิดรุนแรงมีกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝังข้อความว่า “ข่าวด่วนที่สุด สหรัฐทิ้งระเบิดหนักสุดกว่า 14,000 กิโลกรัมใส่ฐานทัพอิหร่าน” เสียงบรรยายระบุว่าสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่โรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมฟอร์โดวและนาตันซ์ใต้ภูเขาทางตอนเหนือของอิหร่าน ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน 3 ริกเตอร์ในรัศมี 20 กิโลเมตร และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน (ลิงก์บันทึก)

วันเดียวกัน บัญชีเฟซบุ๊ก “Army Armed Forces ยุทโธปกรณ์กองทัพ” โพสต์ภาพระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งเป็นภาพเดียวกับที่ปรากฏในคลิป บรรยายด้วยข้อความเดียวกันว่าสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดขนาด 14,000 กก. ถล่มบังเกอร์อิหร่านที่อยู่ใต้ภูเขา โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 1,000 ครั้ง ณ วันที่ 18 มี.ค.

🔎โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่าสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น Al Jazeera, CNN, และ The Guardian เคยเผยแพร่ภาพเหตุระเบิดครั้งนี้เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2558 โดยรายงานว่าซาอุดิอาระเบียปฏิบัติการโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏฮูตีในเขต Faj Attan ทางตะวันออกของกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน

โคแฟคตรวจสอบสถานที่ในภาพด้วย Google Map และ Google Earth ยืนยันได้ว่าสถานที่ในภาพอยู่ในเยเมน ไม่ใช่อิหร่านอย่างที่คลิปกล่าวอ้าง

เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของภาพ พบว่าคลิปดังกล่าวนำภาพเหตุโจมตีที่เยเมนเมื่อปี 2558 มาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวด้วย AI โดยมีจุดสังเกตดังนี้

▪️สะเก็ดหรือวัตถุจากการระเบิดมีความคมชัดมากกว่าภาพด้านหลัง ซึ่งขัดแย้งกับระดับความคมชัดของคลิปโดยรวม

▪️เมื่อสะเก็ดระเบิดตกลงมาจนถึงบริเวณสันภูเขาก็ได้หายไปทันที ซึ่งเป็นความไม่สมจริงที่อาจเกิดจาก AI ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ผิดธรรมชาติหรือที่เรียกว่าอาการผิดเพี้ยนของฟิสิกส์ (Glitchy Physics) หรือเกิดจากปัญหาการหลอนของ AI (AI Hallucination) ที่สร้างผลลัพธ์แปลกประหลาด ไม่ตรงกับความจริง 

▪️เมื่อนำเสียงบรรยายของคลิปไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Hive Moderation ได้ผลวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 99.3% ที่เสียงบรรยายเป็นเสียงที่สร้างจาก AI หรือ Clone Vioce  

แม้ติ๊กตอกจะแจ้งเตือนว่าคลิปนี้สร้างด้วย AI แต่คำบรรยายประกอบคลิปยังคงสร้างความเข้าใจผิดได้ เนื่องจากปฏิบัติการที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่านนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2568 ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าสหรัฐฯ โจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน 3 แห่งรวมถึงฟอร์โดและนาตันซ์ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2568 โดยใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ GBU-57 ซึ่งมีน้ำหนัก 13,000 กก. ที่สามารถเจาะลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตรก่อนระเบิด 

คลิปไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบปี 68 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีอิสราเอลในการสู้รบตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิสราเอลและดูไบถูกโจมตีในสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อเดือน พ.ค. 2568  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชี X “มณีแดง” โพสต์คลิปวิดีโอผู้คนกำลังแตกตื่นวิ่งหนีออกมาจากอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ และบรรยายว่า “ดูไบในตอนนี้” (ลิงก์บันทึก)

จากนั้นในวันที่ 16 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Ridwan Munoh” โพสต์คลิปเดียวกัน ฝังข้อความ” อิสราเอล อัพเดทสถานการณ์วันนี้ โดนลูกยาวอีกแล้ว” และบรรยายว่า “อัพเดทสถานการณ์อิสราเอลอิหร่าน” ซึ่งมียอดรับชมกว่า 1.2 แสนครั้ง ณ วันที่ 18 มี.ค. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีอินสตาแกรม “adeelrajpoot47” โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 โดยบรรยายว่าเป็นภาพเหตุไฟไหม้ที่ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ยังพบคลิปเหตุการณ์เดียวกันแต่ถ่ายจากคนละมุมเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกันอีกหลายคลิป 

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกชาวไทยอ้างว่าเป็นเหตุโจมตีอิสราเอลและดูไบในสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ซ้ายและกลาง) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในดูไบโพสต์เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 โดยระบุว่าเป็นเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เมื่อใช้ Google Street View ตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของร้านอาหารแห่งนี้พบว่าตั้งอยู่บนถนน Halim ย่าน Al Barsha 1 ในนครดูไบ  

สื่อมวลชนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น Khaleej Times และ Gulf News รายงานว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงค่ำของวันที่ 13 พ.ค. 2568 สาเหตุจากแก๊สรั่ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 

สรุปว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบเมื่อปี 2568 ไม่ใช่เหตุโจมตีดูไบหรืออิสราเอลในการสู้รบที่ตะวันออกกลางตามที่ผู้ใช้ X และเฟซบุ๊กในไทยกล่าวอ้าง

คลิปเก่าที่โพสต์โดยผู้ใช้ติ๊กตอกในเนปาล ถูกอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวอิสราเอลหนีการโจมตีของอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอิสราเอลแห่หลบหนีออกนอกประเทศ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** คลิปเก่าปี 68 คาดว่าเป็นภาพการขุดหาถั่งเช่าในเนปาล

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Midnight Unsolved” โพสต์คลิปวิดีโอผู้คนจำนวนมากบนภูเขา ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ตอนนี้ที่อิสราเอล ผู้คนพากันอพยพออกจากบ้าน” พร้อมกับติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นสถานการณ์ล่าสุดของการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน 

ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 1.5 แสนครั้ง และแชร์มากกว่า 370 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในเนปาลทั้งเฟซบุ๊ก, ติ๊กตอก, อินสตาแกรม และ  X ช่วงปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือน มิ.ย. 2568 มีข้อความบรรยายในภาษาเนปาลและอังกฤษว่าชาวเนปาลกำลังค้นหาถั่งเช่า (caterpillar fungus) ในเขตโดลปาในเนปาล

คลิปที่คาดว่าเป็นต้นฉบับโพสต์เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “Nedo Yatri” อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวธรรมชาติชาวเนปาลซึ่งโพสต์คลิปบันทึกภาพการเดินทางของชาวบ้านในฤดูกาลขุดหาถั่งเช่าบนภูเขาของเนปาล

ช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย. ชาวเนปาลจำนวนมากโดยเฉพาะชุมชนบนเทือกเขาสูงจะออกขุดหาถั่งเช่าซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาครอบจักรวาล และมีราคาแพงมาก จึงเป็นแหล่งรายได้ของชาวบ้านในฤดูกาลนี้ 

คลิปนี้ถูกนำไปอ้างเท็จโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศ มีทั้งที่อ้างว่าเป็นชาวอิสราเอลอพยพหนีจรวดอิหร่าน และชาวอิหร่านหนีการโจมตีของอิสราเอล 

องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายแห่งตรวจสอบแล้วได้ข้อสรุปตรงกันว่าวิดีโอนี้เป็นคลิปเก่าที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2568 และไม่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ไม่เคยประกาศว่าสนิทกับอิหร่านและไม่เคยเสนอตัวเป็นผู้แทนไทยเจรจากับอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “พิธา” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอตัวเป็นผู้แทนไทยเจรจากับอิหร่าน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักข่าวสยามจริง” โพสต์รูปพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝังข้อความ “พิธาประกาศชัด ขอเสนอตัวเป็นตัวแทนคนไทยในการเจรจากับประเทศอิหร่าน เนื่องจากสนิทกัน” และเขียนคำบรรยายที่อ้างว่าเป็นคำพูดของพิธาว่า “ผมขอทางรัฐบาลพิจารณา ให้ผมช่วยเหลือประเทศไทยในยามวิกฤตครั้งนี้ โดยผมมีความสนิทสนมกับทางอิหร่าน ซึ่งคุณสมบัตินี้ ผมสามารถเป็นตัวแทนของประเทศไทยได้อย่างดี”

ภาพและข้อความเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “พรรคภูมิใจไทย” (ลิงก์บันทึก) “รวมไทยสร้างชาติ” (ลิงก์บันทึก) และ “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โดยบางโพสต์เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้าของไทยบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 11 มี.ค. แต่ละโพสต์มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นข้อความด่าทอและโจมตีพิธา

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคส่งภาพและข้อความนี้ให้พิธาตรวจสอบผ่านทีมงานของเขา และได้รับคำยืนยันว่าเป็นเนื้อหาเท็จอย่างสิ้นเชิง ข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของพิธาแต่เป็นข้อความที่กุขึ้นมาและแอบอ้างชื่ออดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล

สื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ก็ไม่มีการรายงานเรื่องนี้ และจากการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของพิธานับตั้งแต่วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ไม่พบโพสต์ที่แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้

ℹ️ แนวทางการตรวจสอบโควทคำพูดปลอม

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอมหรือไม่ 

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 เนื้อหาที่เชื่อถือได้ควรระบุวันที่และอ้างอิงแหล่งที่มาของคำพูดนั้น เช่น ให้สัมภาษณ์สื่อ กล่าวในเวทีเสวนา หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย เพื่อความแน่ใจควรตามไปดูคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ เนื้อหาที่เขียนขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่อ้างอิงที่มา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอม 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ