กต. ระบุไม่มีความตกลง “สัญญาอินโดแปซิฟิก” และไม่มีความตกลงใดที่ให้สหรัฐฯ ตั้งฐานยิงจรวดในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไทยเซ็นสัญญาอินโดแปซิฟิก สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานยิงจรวดได้เลย ไม่ต้องขออนุญาต

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ดึกสงัด” โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า “มีข้อกังวลว่าไทยอาจถูกดึงเข้าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ หากมหาอำนาจใช้ภูมิภาคนี้เป็นจุดตั้งกำลัง ไทยไปเซ็นสัญญาอินโดแปซิฟิก สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานยิงจรวดได้เลย ไม่ต้องขออนุญาต” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 700 ครั้ง ณ วันที่ 6 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 4 มี.ค. ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ชี้แจงระหว่างการแถลงข่าวประจำวันของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลางว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงและขัดกับนโยบายของไทย

“ประเทศไทยมีนโยบายที่ชัดเจนว่าอยากจะให้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายโดยเร็ว” รองโฆษก กต. กล่าว

โคแฟคสอบถาม กต.เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างไทย-สหรัฐฯ ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีสัญญาหรือความตกลงที่ชื่อว่า “สัญญาอินโดแปซิฟิก” และไทยไม่มีการลงนามในความร่วมมือหรือความตกลงใดที่เปิดช่องให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพหรือตั้งฐานยิงจรวดโดยไม่ต้องขออนุญาต

การตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในไทยเป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาโจมตีทางการเมืองในช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา แต่มักเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานหรือเป็นความเห็นส่วนบุคคล

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2566 โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยในขณะนั้นเปิดเวทีพบปะสื่อไทยเพื่อตอบข้อซักถามต่าง ๆ หนึ่งในนั้นมีคำถามเกี่ยวกับการตั้งฐานทัพในไทย ซึ่งโกเดคยืนยันว่า “[สหรัฐฯ] ไม่มีฐานทัพในประเทศไทย และไม่มีการเจรจาใด ๆ กับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐฯ ในไทย”

ภาพเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนามถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเรืออับราฮัมลินคอล์นถูกอิหร่านโจมตี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ของกองทัพสหรัฐอเมริกาถูกอิหร่านโจมตีเสียหาย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเรือ USS Forrestal CVA-59 ที่ได้รับความเสียหายในสงครามเวียดนาม ถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 1967  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Chuchart Phaengsara” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 11 วินาที พร้อมคำบรรยายว่าเป็นภาพเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัมลินคอล์นของสหรัฐฯ ที่ถูกอิหร่านใช้ขีปนาวุธ 4 ลูกถล่ม คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 4.5 แสนครั้งและแชร์ต่อมากกว่า 220 ครั้ง ณ วันที่ 5 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวปรากฏอยู่ในคลังซื้อขายภาพของ Getty Images คำบรรยายภาพระบุว่า “ไม่ระบุวันที่ – ค.ศ.1967: ทีมช่างกำลังซ่อมแซมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Forrestal CVA-59 ที่ได้รับความเสียหายในเหตุเพลิงไหม้บริเวณอ่าวตังเกี๋ยระหว่างสงครามเวียดนาม” ถ่ายโดย Dick Swanson 

ภาพนี้จึงไม่ใช่ภาพเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์น และเป็นภาพที่ถ่ายตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางขณะนี้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐอเมริกา (USCENTCOM) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก “U.S. Central Command” ว่า “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างว่ายิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์น นี่เป็นเรื่องโกหก” 

“[เรือ] ลินคอล์นไม่ได้ถูกโจมตี ขีปนาวุธไม่ได้เฉียดเข้าใกล้เลยด้วยซ้ำ ลินคอล์นยังคงสนับสนุนปฏิบัติการของกองบัญชาการกลางฯ ในการปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามของอิหร่าน” กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุ

คลิปเหตุชุลมุนในกรุงเทลอาวีฟปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวอิสราเอลวิ่งหนีการโจมตีของอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอิสราเอลแตกตื่นหาที่หลบภัยการโจมตีของอิหร่าน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปเหตุชุลมุนในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอลเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ไม่เกี่ยวข้องกับการสถานการณ์ระหว่างประเทศ

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Prakaikan Kumtap” (ลิงก์บันทึก) และบัญชี X “มณีแดง” (ลิงก์บันทึก) โพสต์คลิปวิดีโออ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอลกำลังแตกตื่นวิ่งหนีหาที่หลบภัยจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน

🔎โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 โดยเพจเฟซบุ๊ก “Maoz Israel” ซึ่งเป็นองค์กรศาสนาในอิสราเอลระบุว่า เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเมื่อประชาชนที่มาร่วมงานวันวีรชน (Memorial Day) บริเวณจัตุรัสฮาบิมา ในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล ส่งผลให้มีการเหยียบกันได้รับบาดเจ็บ 20 ราย

สื่ออิสราเอล Israel Hayom รายงานข่าวเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ระบุว่า เหตุการณ์ชุลมุนนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 29 เม.ย. 2568 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณจัตุรัสฮาบิมา สถานที่จัดงานวันวีรชน ได้รับแจ้งจากประชาชนว่าพบบุคคลต้องสงสัยจึงได้เข้าไปตรวจสอบ แต่บุคคลดังกล่าวไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่จึงใช้กำลังควบคุมตัว ทำให้ผู้คนบริเวณนั้นแตกตื่นและพากันวิ่งหนีจนเกิดเหยียบกันได้รับบาดเจ็บ ตำรวจยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคง

✔️ร่วมด้วยช่วยปรับปรุง! โคแฟคขอเชิญชวนประเมินความพึงพอใจและให้ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาช่องทางสื่อสารของโคแฟคประเทศไทย 

❤️ลุ้นรับของที่ระลึกจากโคแฟค!

🌸ลำดับ 1 –  20   ได้เสื้อ Summer collection ใหม่จาก  cofact

🌸ลำดับ  21-50   ได้ สมุดโน๊ด cofact หนังสือและ sticker 

🌸ลำดับ  51-150 ได้ของที่ระลึกเพื่อสุขภาพ

📍ร่วมตอบแบบสอบถามได้ที่ลิ้งด้านล่าง

https://forms.gle/Jc3Jc1AGvNgr1Uyu6

ผู้ใช้เฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับการช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้างจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไม่มีรัฐบาลของประเทศไหนใช้งบประมาณช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้างจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยกเว้นรัฐบาลไทย  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ประกาศรับผิดชอบค่าที่พักสำหรับชาวต่างชาติที่ตกค้าง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3-4 มี.ค. 2569 มีการโพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” และ “พรรคประชาชน” แสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยใช้งบประมาณในการช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้างในประเทศจากสถานการณ์ตะวันออกกลางวันละ 2,000 บาท โดยอ้างว่ามาตรการเช่นนี้ “เป็นสิ่งที่รัฐบาลต่างประเทศไม่ทำกัน” เพราะเป็นหน้าที่ของสายการบินที่จะต้องรับผิดชอบผู้โดยสารตกค้าง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 3 มี.ค. เว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยแพร่คำชี้แจงของนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว กรณีเงินเยียวยา 2,000 บาท สำหรับนักท่องเที่่ยวต่างชาติที่ตกค้างจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ดังนี้

▪️งบประมาณเยียวยามาจากกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบกลางให้ในแต่ละปี มีระเบียบและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินที่รัดกุมชัดเจน

▪️ในการจ่ายเงินเยียวยา กองทุนฯ จะจ่ายให้ผู้ประกอบการไทยที่รับภาระดูแลนักท่องเที่ยวตกค้างตามโรงแรมและสถานที่ต่าง ๆ โดยเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหารให้ผู้ประกอบการไทยในอัตราเฉลี่ยวันละ 2,000 บาท ไม่ได้จ่ายให้นักท่องเที่ยวโดยตรง 

▪️ขณะนี้ (4 มี.ค. 2569) ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นและยืดเยื้อจนผู้ประกอบการโรงแรมหรือภาคส่วนต่าง ๆ ไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ติดค้างได้จึงจะพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือ

สำหรับคำกล่าวอ้างที่ว่ารัฐบาลประเทศอื่นไม่มีการใช้งบประมาณของรัฐในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างนั้น โคแฟคพบว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากรัฐบาลในต่างประเทศ เช่น UAE และกาตาร์ ต่างมีมาตรการช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้าง

วันที่ 1-2 มี.ค. สื่อหลายสำนักใน UAE อาทิ Khaleej Times, The National และ Gulf News รายงานว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติประกาศรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านที่พักและอาหารทั้งหมดสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบและตกค้าง โดยเบื้องต้นมีผู้โดยสารตกค้างราว 2 หมื่นคน จากการเปลี่ยนแปลงตารางเที่ยวบิน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือทั้งการจัดหาที่พักชั่วคราว อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการจองตั๋วใหม่ตามแผนปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัติ 

The National และ Gulf News ยังรายงานด้วยว่า สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหน่วยงานระดับมลรัฐของรัฐอาบูดาบีใน UAE ออกหนังสือเวียนถึงผู้ประกอบการโรงแรม ขอให้ขยายเวลาเข้าพักของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถเดินทางกลับได้เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยทางการจะเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น   

ขณะที่สื่อของกาตาร์ อาทิ Doha News และ Qatar Living รายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งกาตาร์ (Qatar Tourism) ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงแรมขยายเวลาการเข้าพักของแขกที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 จนกว่าจะเปิดน่านฟ้าและสนามบินกลับมาดำเนินการตามปกติ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศกาตาร์จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งหมด

คลิประเบิดลงสถานีโทรทัศน์อิหร่านเป็นคลิปเก่าปี 68 และผู้ประกาศไม่ได้พูดท้าทายให้ทิ้งระเบิด

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิประเบิดลงสถานีโทรทัศน์อิหร่านหลังจากผู้ประกาศข่าวท้าทายให้สหรัฐฯ ทิ้งระเบิด

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นคลิปเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 และผู้ประกาศข่าวไม่ได้พูดท้าทายให้ทิ้งระเบิด

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bright TV” เผยแพร่คลิปวิดีโอภาพเหตุโจมตีสถานีโทรทัศน์อิหร่านทำให้ผู้ประกาศหญิงต้องหนีเอาชีวิตรอดขณะกำลังออกอากาศสด ในคลิปฝังข้อความ “พูดปุ๊บ ลงปั๊บ สื่ออิหร่านท้าทายระเบิดมะกัน ก่อนโดนสอยยับคาจอใน 5 วินาที” คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “สื่ออิหร่านคุยโวระเบิดทำอะไรไม่ได้ พริบตาเดียวขีปนาวุธลงกลางกบาลคาห้องส่ง” และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน คลิปนี้มียอดชมมากกว่า 3.2 ล้านครั้ง ณ วันที่ 4 มี.ค. (ลิงก์บันทึก)

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. บัญชีเฟซบุ๊ก “Thuethan Prasobchoke” เผยแพร่คลิปเดียวกันนี้พร้อมคำบรรยายว่า”สื่อของรัฐบาลอิหร่านกำลังบอกว่า ‘ไม่มีระเบิดลูกไหนส่งมาถึงพวกเราได้ เพราะอัลเลาะห์คุ้มครองเราอยู่’ ซักพักก็อย่างที่เห็น จังหวะซิทคอมมาก” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:  

▪️คลิปเก่าปี 2568 

ภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 ที่ห้องส่งของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่าน (Islamic Republic of Iran Broadcasting: IRIB) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสู้รบกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

สำนักข่าวหลายสำนัก เช่น BBC, Aljazeera, France24 และ euronews รายงานว่ากองทัพอิสราเอลโจมตีสถานีโทรทัศน์ IRIB ขณะที่ผู้ประกาศหญิงกำลังรายงานข่าวอยู่ในห้องส่ง ทำให้การออกอากาศต้องยุติลงชั่วคราว เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย หนึ่งในนั้นเป็นบรรณาธิการข่าว

▪️ ผู้ประกาศข่าวในคลิปไม่ได้พูดว่า “ไม่มีระเบิดลูกไหนส่งมาถึงพวกเราได้ เพราะอัลเลาะห์คุ้มครองเราอยู่”

สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่าขณะเกิดเหตุ ซาฮาร์ เอมามี ผู้ประกาศข่าวหญิงในคลิปนี้กำลังบรรยายเสียงของเครื่องบินรบและระเบิดที่ดังกระหึ่มอยู่ด้านนอก เธอพูดว่า “นี่คือเสียงของผู้รุกรานที่กำลังทำลายความจริง” จากนั้นไม่กี่วินาทีเสียงระเบิดก็ดังขึ้น ห้องส่งไฟดับลงชั่วคราว ฝุ่นคละคลุ้ง ทีมงานบอกให้เธอออกมา ซาฮาร์ลุกหนีเอาชีวิตรอด และมีเสียงทีมงานผู้ชายกล่าวคำสรรเสริญอัลเลาะห์

โคแฟคตรวจสอบคำพูดของผู้ประกาศข่าวด้วยการนำคำบรรยายแทนเสียง (closed caption) ในยูทูบไปเข้าเครื่องมือแปลภาษาพบว่ามีเนื้อหาตรงกับข้อความที่อัลจาซีรารายงาน 

คำพูดของผู้ประกาศข่าวสรุปความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เสียงที่คุณกำลังได้ยินเป็นเสียงของผู้รุกรานที่กำลังบุกรุกบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เสียงของผู้รุกรานที่กำลังทำลายเสียงแห่งความจริง เสียงของผู้รุกรานที่กำลังคุกคามความจริง”

เปิดโปงขบวนการไอโอ สงครามข้อมูลลวงที่คนไทยต้องรู้เท่าทัน

วันที่ 3 มีนาคม 2569 รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.31” ได้มีการเสวนาหัวข้อ “IO – OMG! ไอโอคืออะไร แล้วเราจะเท่าทันได้อย่างไร?” โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์เจาะลึกถึงเบื้องหลังปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่กำลังสร้างความปั่นป่วนในสังคมไทยและระดับสากล

ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ  นักวิชาการประจำสถาบัน German Institute of Global and Area Studies (GIGA) และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารถูกใช้เป็นอาวุธ โดยคำว่า IO หรือ Information Operation ในทางวิชาการเรียกว่า Influence Operation คือการตั้งใจปั่นข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างอิทธิพลต่อความรับรู้ของประชาชน ผ่านกลลวงทั้งในเชิงเนื้อหา (Content) ที่อาจไม่ใช่การโกหก 100% แต่เป็นการบอกความจริงเพียงครึ่งเดียวหรือบิดเบือนประวัติศาสตร์ และการฉวยใช้กลไกอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นปรากฏต่อสายตาสาธารณชนในวงกว้าง

ดร.จันจิรา ได้แนะวิธีสังเกตบัญชีไอโอว่ามักจะมีพฤติกรรมที่ผิดปกติเช่น การโพสต์เนื้อหาเดียวกันซ้ำๆ ในหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน(Cross-platform) การโพสต์ในช่วงเวลาที่คนปกติหลับนอน หรือบัญชีที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี AI หรือ Generative AI ในการสร้างรูปโปรไฟล์ที่ดูเหมือนคนจริงจน Google Reverse Image Search ก็จับไม่ได้ รวมถึงการใช้ AI ช่วยผลิตคำด่าทอที่ดูเป็นธรรมชาติเพื่อใช้ในการ “ทัวร์ลง” หรือโจมตีเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

ในประเด็นเรื่องงบประมาณภาษีของประชาชน ดร.จันจิรา ยอมรับว่ามีหลักฐานสาธารณะที่ชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ แม้จะไม่มีการระบุงบประมาณโดยตรงว่าใช้เพื่อทำ IO โจมตีผู้เห็นต่าง แต่สามารถสังเกตได้จากงบด้านความมั่นคงที่แฝงมาในรูปแบบการอบรม การใช้สื่อหรือการประชาสัมพันธ์ที่ผิดปกติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการฟ้องร้องของภาคประชาชนที่พบว่าผู้ถูกกระทำมักเป็นบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของรัฐ

ด้าน คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าในยุคที่สงครามข้อมูลข่าวสารรุนแรง การตั้งรับเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะยอดการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-check) มักตามไม่ทันยอดการปั่นข่าวลือ สิ่งที่ทำได้คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้พลเมืองมีความสงสัยและไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ดูรุนแรงเกินจริง ขณะเดียวกันก็ต้องผลักดันให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแสดงความรับผิดชอบในการจัดการกับบัญชีที่ถูกจัดตั้งมาเพื่อลวงการรับรู้

ท้ายที่สุด ดร.จันจิรา เสนอว่าสังคมไม่ควรยอมรับว่าการทำ IO เป็นเรื่องปกติของภาครัฐ และสเต็ปถัดไปคือการตรวจสอบผ่านกลไกรัฐสภาเพื่อตัดงบประมาณที่นำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงยุบหน่วยงานไซเบอร์ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากรัฐควรสร้างความชอบธรรมผ่านผลงานและการสื่อสารที่โปร่งใส ไม่ใช่อาศัยปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารมาสร้างความชอบธรรมแบบหลวมๆ เพื่อมอมเมาประชาชน

โคแฟคไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่าจีนส่งเรือรบ 100 ลำประชิดไต้หวัน ด้านกลาโหมไต้หวันรายงานพบเรือรบจีน 5 ลำ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เรือรบจีน 100 ลำ ประชิดช่องแคบไต้หวัน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ยังไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลจริง**  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Paisal Puechmongkol” ผู้ติดตามกว่า 2 แสนบัญชี โพสต์ข้อความว่า “ด่วน จีนส่งเรือรบ 100 ลำประชิดน่านน้ำไต้หวัน” โดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่าความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์นของสหรัฐอเมริกาเคลื่อนย้ายจากทะเลจีนใต้ไปตะวันออกกลาง สหรัฐฯ จึงไม่มีกองเรือปกป้องไต้หวันในขณะนี้ (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหารายงานข่าวของสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ในวันที่ 3 มี.ค. 2569 และย้อนหลัง 1 สัปดาห์ ไม่พบรายงานข่าวเรื่องจีนส่งเรือรบ 100 ลำประชิดไต้หวัน 

ขณะที่กระทรวงกลาโหมไต้หวันซึ่งมีระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวในน่านน้ำและน่านฟ้ารอบไต้หวันระบุในรายงานประจำวันที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ mnd.gov.tw ว่าตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 2 มี.ค. ถึง เวลา 06.00 น. ของวันที่ 3 มี.ค. 2569 พบความเคลื่อนไหวของเรือรบจีนจำนวน 5 ลำ

กระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยแพร่รายงานความเคลื่อนไหวในน่านน้ำและน่านฟ้ารอบไต้หวันประจำวันทางเว็บไซต์ โดยรายงานประจำวันที่ 3 มี.ค. 2569 ระบุว่าพบเรือรบของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army Navy: PLAN) จำนวน 5 ลำ

ส่วนความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัมลินคอล์นของสหรัฐฯ นั้น สำนักข่าวอย่างน้อย 2 แห่ง คือ South China Morning Post และ Newsweek รายงานเมื่อวันที่ 15-16 ม.ค. 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก NewsNation สถานีข่าวเคเบิลในสหรัฐฯ และภาพดาวเทียมว่าเรือยูเอสเอสอับราฮัมลินคอล์นที่มาประจำการชั่วคราวในทะเลจีนใต้ได้เคลื่อนออกจากทะเลจีนใต้ไปยังตะวันออกกลาง

วันที่ 3 มี.ค. 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่ภาพเครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์นในปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีอิหร่านจากตำแหน่งที่ไม่เปิดเผย

นักโภชนาการระบุยังไม่มีงานวิจัยว่าการดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวจะมีสรรพคุณต่อสุขภาพเป็นพิเศษ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวตอนท้องว่างช่วยลดน้ำหนักและลดการอักเสบในเซลล์

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน/เนื้อหาเกินจริง** ไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการรับประทานแยกกันตามปกติ

📝  เนื้อหาโดยสรุป: เนื้อหาเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันมะกอกผสมมะนาวถูกนำมาแชร์บนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2568 จนกลายเป็นกระแสนิยมในหมู่ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักหรือค้นหาวิธีชะลอวัยใหม่ ๆ จนถึงปัจจุบัน 

หนึ่งในโพสต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือวิดีโอติ๊กตอกเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2568 ของผู้ใช้งานชื่อ “tunyakarns” ซึ่งแนะนำให้ผสมน้ำมันมะกอกและมะนาวปริมาณราว 15-20 มล. เพื่อดื่มก่อนรับประทานอาหารเช้า เนื่องจากมีสรรพคุณต่อสุขภาพหลายประการไม่ว่าจะเป็นช่วยลดความหิว ลดไขมันเลว ปรับระดับฮอร์โมน ลดการอักเสบในระดับเซลล์ ทำให้ผิวสวยจากภายใน วิดีโอนี้มียอดรับชมมากกว่า 246,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 2,600 ครั้ง ณ วันที่ 3 มี.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่ามีการเผยแพร่คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับสรรพคุณของน้ำมันมะกอกในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2561 เช่น น้ำมันมะกอกผสมมะนาวล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดีได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้เคยออกมาหักล้างคำกล่าวอ้างนี้ในปี 2563 แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้คำกล่าวอ้างเรื่องน้ำมันมะกอกผสมมะนาวช่วยลดน้ำหนักได้กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง 

รศ.ดร. วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับโคแฟคว่าทั้งน้ำมันมะกอกและมะนาวต่างเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในปัจจุบันยังไม่มีเอกสารงานวิจัยทางคลินิกแบบเจาะจงที่ยืนยันว่าการผสมสองสิ่งนี้ดื่มตอนท้องว่าง “จะให้ผลลัพธ์ที่วิเศษหรือเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เหนือไปกว่าการรับประทานแยกกัน”

น้ำมันมะกอกชนิดสกัดเย็น (extra virgin olive oil) อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด และมีสารโอลีโอแคนทัล (Oleocanthal) ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้จริง ส่วนเลมอนหรือมะนาวนั้นมีกรดซิตริกที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของนิ่วในไตบางชนิดได้ รวมถึงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. วันทนีย์กล่าวว่าไม่มีความจำเป็นต้องฝืนดื่มขณะท้องว่างหากรู้สึกเลี่ยนหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร การดื่มน้ำมันมะกอกซึ่งให้พลังงานราว 130 กิโลแคลอรีต่อหนึ่งช้อนโต๊ะ อาจทำให้รู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น แต่ถ้าดื่มแล้วไม่ได้ควบคุมอาหารมื้ออื่น ๆ ก็อาจทำให้น้ำหนักขึ้นจากพลังงานที่เพิ่มมาได้ การรับประทานน้ำมันมะกอกผสมมะนาวจึงไม่สามารถช่วยลดน้ำหนักหากยังทานของทอด ของมัน ในมื้ออาหารปกติ และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

รศ.ดร. วันทนีย์แนะนำว่าหลักการที่ถูกต้องคือ “การทดแทน” ไม่ใช่ “การบวกเพิ่ม” หากต้องการลดไขมันเลว ก็สามารถใช้น้ำมันมะกอกประกอบอาหารแทนที่ไขมันเลวในชีวิตประจำวัน เช่น เปลี่ยนจากใช้น้ำมันปาล์มหรือเนยมาเป็นน้ำมันมะกอกแทน หรือสามารถรับประทานแยกกันหรือผสมในมื้ออาหารปกติในลักษณะของน้ำสลัดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานส่วนเกินโดยไม่จำเป็น

เกล็ดน้ำแข็งบนแก้วที่แช่เย็นจัด ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะจากการแช่เย็นจัด ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **กรมอนามัยระบุว่า หากแก้วถูกแช่ในช่องแข็งที่จัดไว้เฉพาะ มีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอก็ปลอดภัยสำหรับการบริโภค**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 ก.พ. 2569 บัญชีผู้ใช้ X แชร์คลิปวิดีโอเป็นภาพการนำแก้วที่แช่ไว้ในช่องแช่แข็งจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะหนามาใส่นมและกาแฟลงไป โดยให้ข้อมูลว่าเป็นภาพจากร้านกาแฟที่เสิร์ฟเมนูกาแฟเย็นในแก้วซึ่งแช่ไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ -86°C  

ผู้ใช้ X รายนี้ตั้งคำถามว่า การเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่แช่เย็นจัดจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะทั่วแก้วแบบนี้ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: การเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่ถูกนำไปแช่เย็นจัดที่อุณหภูมิติดลบจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะทั่วทั้งใบเป็นที่นิยมของร้านกาแฟทั้งในต่างประเทศและในไทย ปัจจุบันร้านกาแฟหลายร้านโฆษณาเมนูเครื่องดื่มที่เสิร์ฟในแก้วแช่เย็นที่อุณหภูมิ -86 หรือ -87 องศาเซลเซียส

ประเด็นที่บัญชีผู้ใช้ X รายนี้สงสัยคือ เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนแก้วปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่ 

โคแฟคตรวจสอบพบว่าเมื่อปี 2566 มีผู้เผยแพร่คลิปกินน้ำแข็งที่เกาะติดผนังช่องแข็งของตู้เย็น ซึ่งต่อมา ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเตือนว่าการกินน้ำแข็งที่เกาะในช่องฟรีซนั้นมีความเสี่ยงที่ได้จะได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่อาจสะสมอยู่ในตู้เย็นและไปรวมตัวอยู่ในเกล็ดน้ำแข็งในช่องฟรีซ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่ำแต่ก็ไม่ควรทำตาม 

ข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของการดื่มเครื่องดื่มจากแก้วที่แช่ในช่องฟรีซจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอาจมาจากคำเตือนเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อโรคในเกล็ดน้ำแข็ง

โคแฟคสอบถามกรมอนามัยได้ข้อมูลว่า หากเป็นช่องแช่แข็งที่จัดไว้ใช้เฉพาะสำหรับแก้วหรือภาชนะที่จะนำมาเสิร์ฟเครื่องดื่มหรืออาหาร แยกจากอาหารดิบหรือวัตถุดิบอื่นอย่างชัดเจน มีการทำความสะอาดและควบคุมสุขลักษณะอย่างสม่ำเสมอ แก้วที่ใช้ผ่านการล้างทำความสะอาดและทำให้แห้งก่อนนำไปแช่เย็นก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนได้  

กรมอนามัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ช่องแช่แข็งในตู้เย็นทั่วไปมักเก็บอาหารดิบ เช่น เนื้อสัตว์ ดังนั้น น้ำแข็งหรือเกล็ดน้ำแข็งที่เกิดขึ้นภายในช่องแช่แข็งของตู้เย็นอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจุลชีพ เช่น Salmonella, E. coli โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีการแยกพื้นที่จัดเก็บอย่างชัดเจน จึงไม่แนะนำให้นำน้ำแข็งที่เกิดขึ้นเองในช่องแช่แข็งทั่วไปมาบริโภคโดยตรง 

นอกจากนี้ กรมอนามัยยังเตือนว่าการนำแก้วที่แช่ในช่องแช่แข็งจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะมาใส่เครื่องดื่มที่มีความร้อนอาจทำให้แก้วแตกได้เพราะการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว แต่หากใส่ของเหลวอุณหภูมิห้องหรือที่แช่เย็นลงไปก่อนแล้วค่อยเติมของเหลวที่มีความร้อนก็จะไม่เกิดปัญหานี้ 

โดยสรุป กรมอนามัยแนะนำผู้ประกอบการที่เสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่แช่เย็นจัด ดังนี้

  1. ใช้ภาชนะที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
  2. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
  3. ใช้น้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำสะอาดตามมาตรฐาน
  4. ช่องแช่แข็งที่ใช้เก็บน้ำแข็งควรแยกจากการเก็บอาหารดิบอย่างชัดเจน มีภาชนะปิดมิดชิด
  5. ทำความสะอาดตู้แช่รวมถึงอุปกรณ์อื่นอย่างสม่ำเสมอ
  6. ควบคุมสุขลักษณะสถานที่ผลิตและจัดเก็บอาหารอย่างเคร่งครัด

เพจเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาเท็จเรื่องไฟป่ากัมพูชา สร้างคำพูดปลอมทั้งของ รมว.กต. และ สว. อังคณา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต.ตอบโต้ สว.อังคณา ยืนยันไทยไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด ใครอยากช่วยให้ออกเงินเอง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ทั้งสีหศักดิ์และอังคณาไม่ได้พูด ให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความเห็นเช่นนี้ เป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างขึ้นมาจากเนื้อหาเท็จ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1-2 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กหลายเพจโพสต์ภาพนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ประกอบข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.กต. ว่า ทางการไทยจะไม่ช่วยกัมพูชาดับไฟป่าที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และตอบโต้อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและนักสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องให้ทางการไทยช่วยเหลือกัมพูชาเรื่องไฟป่า

▪️ เพจเฟซบุ๊ก “บันทึก ไว้” โพสต์ภาพสีหศักดิ์คู่กับอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ฝังข้อความ “ไปดับเอง” และคำบรรยายว่า “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วยืนยันไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด เพราะเขมรจุดเองก็ต้องดับเอง ไทยไม่มีหน้าที่ไปช่วยดับ คุณป้านักสิทธิคนไหนอยากช่วยก็ไปช่วยเอง หรือออกเงินเองไปเลย”

▪️เพจเฟซบุ๊ก “เบื่อลุง” โพสต์ภาพสีหศักดิ์และข้อความว่า “นักสิทธิคนไหนอยากช่วยก็ช่วยกันเองเลย เขมรจุดเองต้องดับเอง ไม่ใช่หน้าที่ไทยที่จะช่วย” โดยใช้คำบรรยายเดียวกันกับโพสต์ข้างต้น (ลิงก์บันทึก)

▪️เพจเฟซบุ๊ก “Chonburi Update : ชลบุรีอัพเดท” โพสต์ภาพสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและภาพอังคณาอยู่คนละมุมของภาพ และโพสต์ข้อความว่า “ฟาดนิ่มแต่เจ็บลึก ‘สีหศักดิ์’ ตอกพวกโลกสวยจี้ไทยช่วยเขมรดับไฟ ลั่นอยากช่วยก็ใช้เงินตัวเอง อย่าผลักภาระให้ชาติ!” (ลิงก์บันทึก)

เพจเหล่านี้มีผู้ติดตามหลายหมื่นถึงหลายแสนคน และโพสต์ที่อ้างว่าเป็นคำพูดของสีหศักดิ์ตอบโต้อังคณามียอดแชร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 2 มี.ค. กต. ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของ รมว.กต. เนื้อหาทั้งหมดเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง 

โคแฟคตรวจสอบรายงานข่าวของสื่อมวลชนก็ไม่พบข่าวหรือหลักฐานว่าสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์เช่นนี้

นอกจากนี้ ข้อความที่อ้างว่า สว.อังคณาเรียกร้องให้ทางการไทยช่วยกัมพูชาดับไฟป่าก็เป็นเนื้อหาเท็จ ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ได้ข้อสรุปว่าเป็นโควทคำพูดปลอม สว.อังคณาไม่เคยพูดหรือแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น 

ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.กต. ตอบโต้ สว.อังคณา จึงเป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างขึ้นมาจากเนื้อหาเท็จเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชนและสร้างความเข้าใจผิดต่อท่าทีของทางการไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

แนวทางการตรวจสอบ “โควทคำพูดปลอม”

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอมหรือไม่ 

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด ให้ค้นหาคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

โฆษก ศธ. ยืนยัน “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “สะเทือนใจที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ ระบุสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยืนยันรัฐมนตรีไม่เคยให้สัมภาษณ์ตามข้อความนี้ นฤมลเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเด็กชาวกัมพูชาที่ถูกส่งกลับเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2568 จริง แต่ไม่ใช่ข้อความตามที่อ้างนี้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 พบบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ และ X โพสต์ภาพนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมข้อความ “ดิฉันสะเทือนใจมาก ที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ พวกเขา น่าสงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศธ. (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ช่วงเดียวกับที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาวว่าด้วยสิทธิเด็กที่รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 27 ก.พ. โคแฟคได้รับคำยืนยันจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษก ศธ. ว่า รมว.ศธ. ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ตามข้อความที่กล่าวอ้าง 

ศธ. ยังได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” เมื่อวันที่ 24 ก.พ. โดยนำภาพข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศึกษาธิการมาติดป้ายว่าเป็น “ข่าวปลอม” พร้อมกับชี้แจงว่า “ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็นข่าวปลอม ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาในไทยเท่านั้น”

เพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” โพสต์ชี้แจงเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ว่าเนื้อหานี้เป็น “ข่าวปลอม”

ศธ. ระบุด้วยว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสาระสำคัญของ ประกาศ ศธ. เรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จึงชี้แจงดังนี้

  • ประกาศฉบับนี้เป็นฉบับที่ปรับปรุงจากประกาศเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 โดยได้ตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศและเดินทางเข้ามาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย “ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น
  • ศธ. ยึดหลักสวัสดิภาพเด็กตามหลักสากลและกฎหมายไทย การจัดการศึกษาดังกล่าวยังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่ารัฐต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย
  • แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษายังมีหน้าที่ประสานงานเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก หรือออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยืนยันว่าเด็กที่พำนักในไทยสามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย 

โคแฟคนำข้อความที่อ้างว่านฤมลสะเทือนใจและสงสารเด็กกัมพูชาที่ถูกส่งกลับไปค้นหา ก็ไม่พบว่ามีสื่อมวลชนหลักสำนักใดรายงานคำพูดนี้เช่นกัน โดยพบเพียงข่าวเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นเกิดกรณีนักเรียนชาวกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และกำลังจะถูกส่งกลับ 

เว็บไซต์ ศธ. 360 องศา ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความเห็นของนฤมลต่อกรณีดังกล่าวว่า ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย

นฤมลยังกล่าวด้วยว่า จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย 

นอกจากเว็บไซต์ ศธ. 360 องศา แล้ว สื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอสและเดลินิวส์ ก็รายงานความเห็นของ รมว.ศธ. ด้วยถ้อยคำเดียวกันเช่นกัน

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งลงนามโดยนฤมลเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569 พบการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดหลายกรณี เช่น คำกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี, คลิปวิดีโอนักเรียนชาวกัมพูชาข้ามชายแดนมาเรียนในประเทศไทย วันที่ 24 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นคลิปเก่าก่อนเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา ถูกนำมาโพสต์ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผลมาจากประกาศฉบับนี้ 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง