สสส.-โคแฟค-มช.-มจ.- ThaiPBS เปิดเวที “นักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 33”เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันประชาชน รับมือภัยคุมคามจาก “AI” พร้อมชวนใช้แพลตฟอร์มตรวจสอบข่าว “โคแฟค” เช็คให้ชัวร์ อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลวง

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับโคแฟค (ประเทศไทย) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (มจ.) และThaiPBS จัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัล – Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 33 หัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI (AI Hallucinations VS. Digital Resilience)” ที่โรงแรมวินทรี จ.เชียงใหม่ 

Harry Kofi Quakyi Cultural Affairs and Press Officer สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกสร้างขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีในเรื่องความสะดวกสบายและความรวดเร็ว แต่อีกด้านก็มีความท้าทาย เช่น ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข้อมูลหลอน (Hallucination) ที่ถูกส่งต่อและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในประเทศเยอรมนี ช่วงที่มีการเลือกตั้งมีการผลิตเนื้อหาโดยใช้ AI เช่น การรณรงค์หาเสียง และบางครั้งข้อมูลเพียง 1 ชิ้นสามารถแพร่กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม

ปัญหาการใช้ AI สร้างเนื้อหาแล้วผลที่ได้คือข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลหลอน และยังเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบว่าอะไรคือข้อเท็จจริง ดังนั้นกระบวนการของมนุษย์ในการทำให้ข้อมูลโปร่งใสจึงยังจำเป็น การรับมือข้อมูลบิดเบือนในช่วงของการเลือกตั้งในยุคของ AI ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทำงานร่วมกันโดยไม่มีขอบเขตHarry กล่าว

ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าวถึง 3 คำสำคัญ คือ 1.ปัญญารวมหมู่ ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจากการมีวีรชนหรือผู้นำที่เก่งคนเดียวแล้วผู้อื่นต้องเดินตาม สู่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเดินไปข้างหน้า หรือเปลี่ยนจากวัฒนธรรมแบบแนวดิ่งสู่วัฒนธรรมแบบแนวระนาบ ที่เป็นความสำคัญของคนที่คิดต่างจากเรา แต่จะทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยการฟังด้วยใจ (Deep Listening) 2.พลเมืองตื่นรู้ ความเป็นพลเมืองไม่ใช่หมายความเพียงการเป็นบุคคลที่ได้สัญชาติของประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่เท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นมนุษย์ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น  

3.ข้อมูลที่ขับเคลื่อนสังคม ข้อมูลที่ปรากฏอยู่จำนวนมากสามารถถูกหยิบฉวยข้อมูลบิดเบือนให้เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น ตั้งแต่ข้อมูลในโฆษณาที่ไม่จริง ทำให้บุคคลเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง และสูญเสียทรัพย์สินข้อมูลเหล่านี้กระจายไปทั่วและไม่มีใครสะสางว่าอะไรถูกและผิด แล้วจะบอกว่าเราอยู่ในสังคมที่สะอาดได้อย่างไร

ทั้งนี้ สสส. เชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ดีต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง อาจไม่ใช่เป็นสัจธรรมแต่ข้อมูลที่ถูกต้องในขณะนั้นที่พิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง ไม่มีเจตนาปรับแต่งให้บิดเบือนเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง แล้วข้อมูลที่ถูกต้องนั้นนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องของพลเมือง ดร.จิรพร กล่าว 

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม กรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส.  กล่าวว่า AI มีประโยชน์กับ 2 เรื่อง คือเราอยากได้ความรู้ และความคิด เช่น เมื่อเราบอกให้  AI ไปหาข้อมูล  AI จะควานหาทั่วทั้งอินเตอร์เน็ตแล้วสรุปมาให้เรา ดังนั้น วิธีการตรวจสอบคือขอ Link เว็บไซต์แหล่งข้อมูลอ้างอิง เพื่อจะไปดูต่อว่าเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ 

กระบวนการตรวจสอบจึงสำคัญว่าข้อมูลชุดที่ AI ยกมามีแหล่งอ้างอิงจริงหรือไม่ และแหล่งข้อมูลเหล่านั้นเชื่อได้มาก น้อยเพียงใดแล้วจึงนำไปใช้งาน แต่หากเราอยากได้ความคิด ความหลอนของ AI อาจเป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน  เช่น อยากได้สูตรอาหารคาวที่ผสมกับชีสและใส่สัปประรด เราอาจคิดว่าของคาวกับของหวานจะเข้ากันได้อย่างไร แต่ผลที่ออกมาคือพิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยน ดังนั้น ความหลอนบางครั้งคือความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) 

การเลือกใช้ความหลอนให้ถูก หากไม่ได้ใช้เป็นความรู้ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่หากต้องการสิ่งที่เป็นความรู้ก็ต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking Methodology) ก่อนนำไปใช้งาน กรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส.  กล่าว  

รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “AI กับสงครามข้อมูล : ใครจะได้เปรียบในสนามใหม่ของการเลือกตั้ง ว่า ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย มีการใช้เครื่องมือ AI ซึ่งรวมถึงภาพปลอมจำนวนมาก ท่ามกลางสับสนนี้จะบอกได้ว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งการทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสับสนอาจเป็นกลไกที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งในไทยในเร็วๆ นี้ ในทางรัฐศาสตร์มีคำว่าโฆษณาชวนเชี่อ (Propaganda) ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรมาก 

แต่ปัจจุบันมี ช่องผี ที่ทำได้ด้วยคนเก่งเทคโนโลยีเพียงคนเดียว ดังนั้น แม้ AI ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มีผลต่อการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือ “AI ไม่ได้เป็นกลางทางการเมือง” AI มีอำนาจในโลกออนไลน์และกำลังจะมีอำนาจในโลกจริง เพราะ AI เล่นกับข้อมูล เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดไม่อาจเก็บข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ AI สามารถทำได้ AI จึงมีข้อมูลที่มากกว่าสมองมนุษย์ แต่ความสามารถในการคาดการณ์ (Predict) ของ AI นั้นถูกต้องเพียงใด 

ปัจจุบันมีการใช้ AI ทำลายล้างซึ่งกันและกันแล้วประชาชนก็เชื่อว่าเป็นความจริง เช่น การใช้ AI สร้างอวตาร มีการใช้เทคนิค Robocall หมายถึงใช้ AI แปลงเสียงให้เหมือนนักการเมือง ราวกับการกระทำของมิจฉาชีพ ใช้ AI สร้างคลิปวิดีโอที่ภาพและเสียงเหมือนกับบุคคลนั้นกำลังพูดอยู่จริงๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่งประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ AI ช่วยตัดสินใจว่าควรเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดมากกว่าจะใช้ความคิดของตนเอง

ดังนั้น เมื่อเราได้รับข้อมูลและกำลังจะตั้งคำถาม จึงมีข้อแนะนำว่า แทนที่จะเริ่มถามว่าทำไม ให้ถามว่าใคร หมายถึงใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และเรื่องนั้นจะไปส่งผลกระทบกับใครบ้าง ในการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ประชาชนและมนุษย์คือคนคนเดียวกัน มักเน้นไปที่ผลการเลือกตั้ง นักการเมือง พรรคการเมือง หรือใครจะเป็นรัฐบาล แต่ยังไม่มีการตั้งคำถามว่าหาก AI เข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ประชาชนและมนุษย์จะได้รับผลกระทบอย่างไร รศ.ดร.ไพลิน กล่าว

นายอภิเดช เตปิน นักวิจัยจากทีม Neo Momentum นำเสนอข้อมูลเรื่อง บทเรียนสงครามข้อมูลการเลือกตั้ง 2566” ฉายภาพสถานการณ์บนโลกออนไลน์ 3 ช่วง คือ 1.ช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-14 มิ.ย. 2566 ซึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื้อหาทางการเมืองถูกผลิตและขยายผ่านแพลตฟอร์ม และบทสนทนาส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง เช่น โพสต์โจมตี ปลุกความโกรธ ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของพรรคการเมืองคู่แข่งหรือต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง 

2.ช่วงหลังการเลือกตั้ง มีการเก็บข้อมูลตลอดทั้งปี 2567 พบ ความตึงเครียดในโลกออนไลน์นอกจากจะไม่คลี่คลายลงแล้วกลับยังเข้มข้นขึ้น 3.ช่วงปัจจุบัน เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 พ.ย. 2568 เนื้อหาบนโลกออนไลน์ขยับไปสู่การเมืองเชิงอัตลักษณ์ เช่น ประเด็นแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ผลการศึกษาทั้ง 3 ช่วงพบสิ่งที่เหมือนกันคือ อารมณ์เป็นโครงสร้างหลักของข้อมูล ทุกเหตุการณ์ของความมั่นคงหรือความขัดแย้งจะถูกขยายฐานความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกกังวลว่ากำลังถูกคุกคามจากอะไรบางอย่าง และเห็นช่องว่างของความเชื่อมั่นสาธารณะที่กว้างและลึกอย่างต่อเนื่อง 

“ถ้าต้องการจะสลายวงจรข่าวลวงหรือวงจรของความเกลียดชัง เรามองว่ามันอาจต้องเริ่มจากการเปลี่ยนสภาวะของอารมณ์ในพื้นที่ดิจิทัลไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่แค่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่มันจะต้องเข้าใจอารมณ์ ความเจ็บปวด ความกลัว ที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านั้นที่คนแชร์ต่อกัน โจทย์ของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอาจไม่ใช่แค่ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง แต่คือเราจะออกแบบพื้นที่ที่ให้ทุกข้อมูลอยู่ร่วมกันได้อย่างไรโดยที่ความจริงมันจะไม่แพ้อารมณ์และเรื่องเล่าที่มันบั่นทอนสังคมของผู้รับรู้” นายอภิเดช กล่าว 

ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล อาจารย์คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้กล่าวว่าปรากฎการณ์ที่หลายคนผลิตเนื้อหาเผยแพร่บนสื่อออนไลน์โดยโชว์การใช้แพลตฟอร์ม AI สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ AI เป็นเรื่องสนุกและดูเท่นอกจากนั้น AI ยังทำให้เรารู้สึกถึงความง่ายหรือรู้สึกเก่งขึ้นทันที เพราะ AI ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบันที่ไม่อยากรอ แต่สิ่งที่หายไปคือ การคิดของเรา เมื่อใช้ AI เราอาจรู้สึกว่าเราฉลาดแม้เราจะยังไม่ได้ใช้ความคิดของตนเอง 

อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ผิดและการใช้ AI ก็ยังมีประโยชน์ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ความเท่ของการใช้ AI มันกระชากกระบวนการทางความคิดของเรา เมื่อใช้ AI จนติดมากๆ ด้วยปัจจัยด้านปริมาณงานล้นและต้องแข่งกับเวลาของคนยุคดิจิทัล ก็มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเรื่องของ การเรียนแบบมุ่งหาวิธีลัด (Shortcut Learning) ทำให้เราสมาธิสั้นลง และความรู้ของเราจะไม่ลุ่มลึกผศ.ดร.ณภัทร กล่าว 

..กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ThaiPBS กล่าวว่า นับตั้งแต่ AI อย่าง ChatGPT เปิดตัวเมื่อปลายปี 2565 กระแสของ AI มีแต่จะเพิ่มขึ้น จากนั้นในปี 2566 พจนานุกรม Cambridge ยกคำว่า อาการหลอน (Hallucinate) เป็นคำแห่งปี มาจากการที่ AI ให้ข้อมูลแบบผิดๆ ล่าสุดในปี 2568 พจนานุกรม Merriam-Webster ได้ยกให้คำว่า “Slop” เป็นคำแห่งปี ซึ่งคำว่า Slop หมายถึงเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ผลิตด้วย AI ต้องไม่ลืมว่าแพลตฟอร์มออนไลน์มีระบบอัลกอริทึม โดยอะไรที่มีปริมาณมากๆ จะเบียดความสนใจ เนื้อหาที่ดีจะหายไป 

เช่น ภาพที่ใช้ AI สร้างได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้จะดูสวยงามหรือสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสีสัน แต่ในอีกมุมคือไม่มีอะไรจรรโลงพัฒนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และจะอันตรายยิ่งขึ้นหากเป็นเนื้อหา Slop ที่ปรากฏในเหตุการณ์ เช่น ภาพสัตว์ต่างๆ ช่วยเหลือกันและกันในช่วงเกิดน้ำท่วม หรือภาพคนแบกช้างเดินบนถนน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ น.ส.กนกพร กล่าว 

ดร.กมลภพ ศรีโสภา อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลการศึกษาของ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนา ChatGPT เรื่อง อาการหลอนหรือการให้คำตอบมั่วๆ ของ AI เมื่อผู้วิจัยลองถาม AI ให้ทายวันเกิดของตนเอง แม้ AI จะไม่รู้แต่ก็ยังมั่วคำตอบมา เพราะมีโอกาส 1 ใน 365 ตามจำนวนวันใน 1 ปี ที่จะตอบถูก แต่การจะทำให้ปัญหาอาการหลอนของ AI หมดไปอาจจะเป็นไปไม่ได้ เพราะบางคำถามไม่ได้มีคำตอบแบบตายตัว ในขณะที่ AI ก็ถูกสอนให้รู้จักการเดาเพราะมีโอกาสที่จะตอบถูก 

หรือตัวอย่างของ Grok ซึ่งเป็น AI ประจำแพลตฟอร์ม X ที่มีผู้ไปลองตั้งคำถามว่า ระหว่างปิดสมองของ อีลอน มัสก์ กับสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย ผลคือ AI เลือกสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย นั่นคือ AI ตอบโดยมีอคติเอียงไปทางชอบอีลอน มัสก์ จึงเป็นปัญหาหากเราจะไปถาม AI ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเลือกใคร หรืออคติที่เกิดจากจำนวนไม่เท่ากันของข้อมูลที่ AI รวบรวมได้ 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ AI หลายแห่งพยายามที่จะลดอคติ (Bias) แล้วเพิ่มความ โปร่งใส (Transparent) ในรูปแบบ System Card หรือ Model Card ให้เราอ่านว่าข้อมูลเขามาจากไหน มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และเขียนพรอมพ์อย่างไรให้ดี เราก็สามารถเข้าไปศึกษาได้ ดร.กมลภพ กล่าว 

..สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยุคปัจจุบันนอกจากจะเจออาการหลอนของปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลจริง หรือไม่จริงแล้ว ยังต้องเจอกับภาวะข้อมูลล้นถาโถม (Information Overload) จนเกิดภาวะอ่อนล้าที่จะรับข่าวสาร (News Fatigue) หรือเจอแต่ด้านลบๆ จนไม่อยากแลกเปลี่ยนข้อมูลในโลกออนไลน์ อยากไปอยู่เงียบๆ ซึ่งก็ต้องดูแลจิตใจของตนเองด้วยการตั้งสติในปี 2569 โคแฟค จะส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศสื่อปลอดภัย ด้วยแนวคิด Keep Calm and Fact Check ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งเชื่อ” หากประชาชนเห็นรูปหรือคลิปอะไรที่ตรงกับอคติ มายาคติ หรือฉันทาคติอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเราอาจพลาดได้ง่ายๆ 

โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่จะมาถึง  และอยากจะชวนทุกคนมาเป็นอาสาสมัครกับโคแฟคจับตาข่าวลวงการเมือง หากเห็นข้อมูลข่าวสารอะไร ไม่แน่ใจว่าเป็น AI หรือ ข่าวลวงที่อยากให้ตรวจสอบสามารถส่งมาได้ที่โคแฟค cofact.org หรือเพจของโคแฟค น.ส.สุภิญญา กล่าว


โพสต์เฟซบุ๊กของ “สว. อังคณา” เรื่องผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบไทย-กัมพูชา ถูกบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว.อังคณาระบุมีชาวกัมพูชา 750,000 คน ได้รับผลกระทบจากการสู้รบกับไทย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **บิดเบือนข้อความที่ สว.อังคณาโพสต์เฟซบุ๊กอ้างอิงจำนวนพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบโดยไม่ระบุสัญชาติที่ประเมินโดยหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ของดีน่าซื้อ” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 47 วินาที มีเสียงและข้อความบรรยายว่า “อังคณามาแล้ว ปกป้องกัมพูชา อ้างสูญเสียหนักจากชายแดน เมินความทุกข์คนไทยที่ถูกถล่ม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันทีเมื่อ สว.อังคณา นีละไพจิตร ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้ทหารกัมพูชาต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ครอบครัวชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องกลายเป็นหม้ายและมีประชาชนชาวกัมพูชาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 750,000 คน…” 

จนถึงขณะนี้ (24 ธ.ค.) โพสต์นี้มีการรับชมมากกว่า 3.2 แสนครั้ง ถูกแชร์มากกว่า 500 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นมากกว่า 2,000 ข้อความ ส่วนใหญ่เป็นข้อความด่าทอว่าไม่รักชาติและไล่ให้ไปอยู่กัมพูชา

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 19 ธ.ค. 2568 อังคณาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” ว่า “สหประชาชาติประมาณการว่าความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้พลเรือน 750,000 คนต้องละทิ้งบ้านเรือนของพวกเขา และกลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศของตนเอง (Internal Displaced Persons #IDPs) ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของพวกเขาคือสิ่งสำคัญสูงสุด” พร้อมกับแชร์ลิงก์รายงานข่าวจากเว็บไซต์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. (ลิงก์บันทึก)

รายงานข่าวของ OHCHR ซึ่งอังคณาอ้างอิงข้อมูลมาระบุว่า โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแสดงความกังวลถึงความปลอดภัยของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาระลอกล่าสุดที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. และย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องปกป้องความปลอดภัยของพลเมืองไทยและกัมพูชา  

“ความขัดแย้งนี้ทำให้ประชาชนประมาณ 750,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในพื้นที่ชายแดน” รายงานของ OHCHR ระบุ

จากข้อความที่อังคณาโพสต์ในเฟซบุ๊กและรายงานข่าวของ OHCHR ที่เธออ้างอิงข้อมูล สรุปได้ดังนี้

  1. อังคณาไม่ได้ระบุว่าการสู้รบทำให้ชาวกัมพูชา 750,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น แต่ตัวเลขนี้มาจากการประเมินของ OHCHR ซึ่งก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นชาวกัมพูชา แต่เป็น “ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน” 
  2. นอกจากบิดเบือนข้อความในโพสต์เฟซบุ๊กของอังคณา คลิปนี้ยังกล่าวหาเธอว่า “ปกป้องกัมพูชา” และ “เมินความทุกข์คนไทย” ทั้งที่ในโพสต์ดังกล่าวอังคณาระบุถึง “การปกป้องพลเรือน” ซึ่งอังคณากล่าวกับโคแฟคว่าข้อความที่โพสต์หมายถึงพลเรือนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือสัญชาติใด

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย 

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สถานทูตจีนยืนยันว่าข้อความสนับสนุนการประหารชีวิตเพื่อแก้ปัญหาทุจริต “ไม่ใช่คำพูดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปธน. สี จิ้นผิง กล่าวว่าวิธีหยุดนักการเมืองทุจริตคือต้องประหารเท่านั้น

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: เดือน พ.ย. 2568 ในช่วงที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจกับข่าวเครือข่ายสแกมเมอร์และความเชื่อมโยงกับนักธุรกิจ-นักการเมืองไทย เพจเฟซบุ๊ก “Luckyim News” ได้เผยแพร่ภาพของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ที่ถูกตัดต่อใส่ข้อความว่า “ผู้นำจีนกล่าวไว้ว่า… วิธีหยุด นักการเมือง ข้าราชการ นายทุน เพื่อไม่ให้ทุจริต มีวิธีเดียวคือต้องให้เสียชีวิตเท่านั้น ต้องประหารสถานเดียว” โพสต์นี้มียอดเข้าชมมากกว่า 3.2 แสนครั้งและถูกแชร์ไปมากกว่า 2,600 ครั้ง ณ วันที่ 23 ธ.ค.

บัญชีผู้ใช้ X “Chad Fit&Travel” แชร์ข้อความเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 22 พ.ย. มียอดเข้าชมเกือบ 8 หมื่นครั้งและแชร์ต่อกว่า 1,500 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของนายสี จิ้นผิง สนับสนุนการประหารชีวิตข้าราชการ-นักการเมืองที่ทุจริต ถูกแชร์โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยมาตั้งแต่ปี 2567 แต่จากการตรวจสอบรายงานของสื่อมวลชนหรือเว็บไซต์ทางการไม่พบรายงานใด ๆ ที่เชื่อถือได้ที่ระบุว่านายสีเคยกล่าวข้อความนี้

โคแฟคยังได้ส่งอีเมลสอบถามสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยว่าคำพูดดังกล่าวเป็นของผู้นำจีนหรือไม่ ซึ่งสถานทูตได้ตอบกลับมาว่า จีนเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย และข้อความในโพสต์ต่าง ๆ นั้น “ไม่ใช่คำพูดของผู้นำจีน”

จากการสืบค้นรายงานข่าวของสื่อมวลชนพบว่า นายสี จิ้นผิง ดำเนินนโยบายปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่รายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2567 ระบุว่ามีเพียงไม่กี่กรณีที่เจ้าหน้าที่จีนจะถูกตัดสินประหารชีวิตในโทษฐานทุจริต เนื่องจากจะต้องเป็น “คดีที่ร้ายแรงอย่างยิ่งยวด” และก่อความเสียหายกับประเทศและประชาชนอย่างร้ายแรง

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย 

‘ทำไมนโยบายรัฐต้องเอื้อต่างด้าว?’ คำถามสะท้อน‘อคติต่อแรงงาน – ประชากรข้ามชาติ’ในสังคมไทย(จบ)

By : Zhang Taehun

อ่านตอนแรกได้ที่ https://blog.cofact.org/th/report92-68/

จากกรณีที่มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมากตั้งคำถามกับหน่วยงานรัฐไทยที่กำกับดูแล คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของแรงงานข้ามชาติว่าดำเนินโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แรงงานข้ามชาติมากเกินไปจนปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมายและสิทธิของคนไทย และนำไปสู่กระแสต่อต้านแรงงานข้ามชาติ และ เกลียดกลัวต่างชาติ อยู่เป็นช่วงๆในรอบปีที่ผ่านมา

โคแฟคจึงได้ลงไปตรวจสอบข้อมูลและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐไทยต้องมีนโยบายกำกับดูแลแรงงานข้ามชาติให้พวกเขาทำงานอยู่ได้โดยยึดหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติตามกฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยผูกพันอยู่ และได้ตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิทธิและการให้ความคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ โดยในตอนนี้เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทำไมประเทศไทยต้องคุ้มครองสิทธิประชากรข้ามชาติ

ภาพที่ 1 : (ซ้าย) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) , (กลาง) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) , (ขวา) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กโดยกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ)

– ทำไมประเทศไทยต้องคุ้มครองสิทธิประชากรข้ามชาติ? : ประเทศไทยได้ลงนามรับรองกติการะหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 2491 (Universal Declaration of Human Rights 1948) โดยองค์การสหประชาชาติ (UN)” ที่ระบุหลักการทั่วไปไว้ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ที่ระบุไว้ในปฏิญญานี้ โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ผิว เพศ ภาษา ศาสนาหรือสถานะใดๆ เช่น สังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือ ความคิดเห็นทางการเมือง

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)” ประเทศไทยได้รับรองอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับแรงงานแล้วหลายฉบับ ซึ่งรวมถึง อนุสัญญาฉบับที่ 100 ว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน , อนุสัญญาฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพ , อนุสัญญาฉบับที่ 122 ว่าด้วยนโยบายการทำงาน ซึ่งสาระสำคัญของอนุสัญญาเหล่านี้คือสภาพการจ้างงานที่ไม่เลือกปฏิบัติ , 

“อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ)” : รัฐภาคีจะเคารพและประกันสิทธิตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้แก่เด็กแต่ละคนที่อยู่ในเขตอำนาจของตน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติไม่ว่าชนิดใดๆ โดยไม่คำนึงถึง เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่นๆ ของเด็ก หรือบิดา มารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นบทบัญญัติในกฎหมายและแนวปฏิบัติของทางการไทย ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุใน มาตรา 27” (วรรคสาม) การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้ 

(วรรคสี่) มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพ ได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม , มาตรา 40 (วรรคหนึ่ง) บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ 

(วรรคสอง) การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกัน หรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็น (วรรคสาม) การตรากฎหมายเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพตามวรรคสอง ต้องไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษา , 

มาตรา 54 (วรรคหนึ่ง) รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย หรือจะเป็น...การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว.. 2560 ในมาตรา 7 ที่ว่าด้วยการออกประกาศอาชีพสงวน ก็ยังระบุว่าต้องคำนึงถึงความผูกพันหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติประกอบด้วย , 

...คุ้มครองเด็ก.. 2546 มาตรา 22 (วรรคหนึ่ง) ระบุว่า การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม รวมถึงกฎหมายลำดับรองที่เป็นแนวปฏิบัติ คือ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานวันเดือนปีเกิดในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา.. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย) เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548 ทำให้เด็กทุกคนในประเทศไทยไม่ว่าจะมีสถานะทางทะเบียนอย่างไรมีสิทธิ์เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน 

ภาพที่ 2 : ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

ที่มา : กองบริหารงานทั่วไปมหาวิทยาลัยมหิดล 

ยังมีมุมมองจากนักวิชาการ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับทีมงานโคแฟค ว่า 1.ภาวะ “เกิดน้อย – แก่พุ่ง” ทำให้เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์ (TFR) อยู่ที่ 1.0 และยังมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมกับการทดแทนประชากรคือ 2.1 นอกจากนั้น ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยเป็นประเทศที่มีคนตายมากกว่าจำนวนคนเกิด นั่นหมายถึงจำนวนประชากรที่ลดลง 

นั่นหมายถึง อัตราพึ่งพิง ที่หมายถึง คนวัยทำงานต้องแบกภาระดูแลผู้สูงอายุ จะมากขึ้น ในปี 2563 อัตราพึ่งพิงอยู่ที่ 3.6 ต่อ 1 หมายถึงคนวัยทำงาน 3.6 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในปี 2583 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.8 ต่อ 1 หมายถึงจะเหลือคนวัยทำงานเพียง 1.8 คน ต่อการดูแลผู้สูงอายุ 1 คน สิ่งที่ตามมาคือ รัฐจำเป็นต้องเก็บภาษีประชาขนเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับระบบงบประมาณอย่างที่เกิดขึ้นกับหลายประแทศในทวีปยุโรป แต่มีคำถามคือ คนไทยรับไหวหรือไม่?” เพราะรายได้เฉลี่ยของคนไทยต่ำกว่าชาวยุโรปมาก 

ครั้นจะใช้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรทดแทนแรงงานคนก็ยังทำได้เพียงบางส่วน เช่น อุตสาหกรรมในระบบโรงงานที่มีรูปแบบสายพานการผลิตซ้ำๆ (อาทิ ยานยนต์) แต่ในส่วนของภาคบริการ เช่น งานดูแลผู้สูงอายุ หรืองานในภาคท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องใช้การปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างคนด้วยกัน ต้องมีความใส่ใจดูแล รวมไปถึงแรงงานกลุ่มทักษะระดับกลางและระดับล่าง (Semi and Low Skill Labour) เช่น ก่อสร้าง ประมง อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็ต้องการ แรงงานกลุ่มทักษะสูง (High Skill)” อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรม 4.0 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S Curve) มาช่วงเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง 

2.นโยบายประชากรข้ามชาติต้องยืดหยุ่นหลากหลาย ไล่ตั้งแต่ 2.1 กลุ่มเด็กที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ปัจจุบันนโยบายของรัฐไทยสนับสนุนให้เด็กทุกคนบนแผ่นดินไทยไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนแบบใดเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งหากใครที่อยู่ในไทยมากกว่า 10 ปีและเรียนต่อจนจบถึงระดับปริญญาตรีจะมีโอกาสยื่นขอสัญชาติไทย แต่ในทางปฏิบัติเด็กกลุ่มนี้จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาในโรงเรียนของไทย 

ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย เช่น มีระบบส่งต่อจากศูนย์การเรียนรู้ที่เป็นการเตรียมความพร้อมให้เข้ามาสู่การเรียนในโรงเรียนของไทย หรือมีระบบค้ำประกันในการเข้าถึงกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำหรับเรียนต่อในระดับชั้นสูงๆ ซึ่งหากเด็กกลุ่มนี้ได้เรียนจนจบและได้วุฒิการศึกษาของไทย จะเป็นการเติมกำลังแรงงานของไทยเพราะหลายคนก็จะอยากอยู่ทำงานต่อในไทย อีกทั้งยังเป็นแรงงานที่มีการศึกษาสูงด้วย 

นอกจากนั้น “การได้เรียนในระบบการศึกษาของไทยเป็นเวลานานๆแม้จะมีเชื้อสายต่างชาติ แต่ท้ายที่สุดก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนไทยเพราะจุดแข็งของสังคมไทยคือการหลอมรวมวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน” ดังที่เคยเกิดขึ้นกับทายาทรุ่น 2 รุ่น 3 ของกลุ่มชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยเมื่อครั้งอดีต ซึ่งนโยบายแบบนี้ทำได้ง่ายกว่าการให้ความรู้กับแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทยตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

2.2 นักศึกษาชาวต่างชาติ มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยมาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย คนกลุ่มนี้มีความชอบประเทศไทยจึงตัดสินใจมาเรียน อย่างตนก็สอนในระดับบัณฑิตวิทยาลัย (สูงกว่าระดับปริญญาตรี) มีคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียน ทั้งชาวจีน ฮ่องกง เกาหลี เมียนมา อินโดนีเซีย  คนเหล่านี้ยังบอกด้วยว่าอยากอยู่ทำงานต่อในไทยแต่มีข้อจำกัดเรื่องวีซ่า เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ที่ชาวต่างชาติเรียนจบสูงๆ จะอนุญาตให้อยู่ทำงานได้เลย หากทำแบบนี้ได้ ในแต่ละปีไทยจะมีแรงงานเข้ามาเติมอีกหลายหมื่นคน 

เขาเรียนด้วยความพยายามของเขาเองเรามีแต่ได้ ทุกวันนี้เราลงทุนการศึกษาไปเท่าไร? แต่มันก็ยังผลิตคนได้ไม่พอดังนั้นคนที่เรียนสูงๆแล้วอยากมาทำงานในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต้องต้อนรับเป็นโอกาสของเราไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ ผศ.ดร.สักกรินทร์ กล่าว 

ภาพที่ 3 : 10 ชาติที่มาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยมากที่สุด (ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567)

ที่มา : ไทยรัฐ , กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 

2.3 แรงงานข้ามชาติกลุ่มทักษะสูง ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2 แสนคน แต่ประเทศไทยยังต้องการมากกว่านี้ อย่างในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก็มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวนมาก ในอนาคตก็จะมีกลุ่มแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ เช่น สายไอที สายวิศวกรรม เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น หรืออย่างวีซ่า DTV ของกลุ่มทำงานออนไลน์ (Digital Nomad) ที่พบว่าช่วยนำสินค้าไทยออกไปขายทางออนไลน์ด้วย 

ซึ่งปัจจุบันแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ชาวต่างชาติสามารถยื่นขอสิทธิการเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร (Permanent Residence) หรือขอสัญชาติไทย แต่ในทางปฏิบัตินั้นยากมาก 2.4 แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยมานานมาก หลายคนใช้ภาษาไทยได้คล่อง มีครอบครัวมีลูกเกิดในประเทศไทย และไม่ได้รู้สึกผูกพันใดๆ กับประเทศบ้านเกิดอีกแล้ว ก็น่าจะพิจารณาให้สัญชาติไทยได้ เป็นต้น 

3.ต้องมีนโยบายบูรณาการแรงงานหรือประชากรข้ามชาติให้อยู่ร่วมกับสังคมไทยได้ มีตัวอย่างจากประเทศในทวีปยุโรป เช่น เยอรมนี การจะขอวีซ่าพักอาศัยหรือแต่งงานก็ต้องผ่านการทดสอบความรู้ภาษาเยอรมัน หรือในทวีปเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สนับสนุนให้ชาวต่างชาติที่เข้าไปอยู่อาศัยได้เรียนภาษาเพื่อบูรณาการคนต่างชาติกับคนท้องถิ่นเข้าด้วยกันเพื่อลดปัญหาความรู้สึกแปลกแยกในสังคม แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีนโยบายทำนองนี้ อย่างตนเคยเจอฝรั่งชาวตะวันตกมาทำงานในไทย บอกว่าอยากเรียนภาษาไทยแต่ก็ไม่รู้จะไปเรียนที่ใด 

เราควรจะต้องส่งเสริมแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาอย่างเดียว วัฒนธรรมไทยด้วย ให้เขาเข้าใจวิถีชีวิตของไทย วิธีคิดแบบคนไทยแล้วก็บูรณาการได้ ผศ.ดร.สักกรินทร์ ระบุ 

และ 4.ต้องแก้ปัญหาชาวต่างชาติเข้ามาทำผิดกฎหมายซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐของไทยเองด้วย หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านชาวต่างชาติในสังคมไทย คือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของชาวต่างชาติ เช่น เข้ามารวมตัวตั้งกลุ่มแก๊งทำผิดกฎหมาย ทำธุรกิจสีเทา – สีดำ ที่ผ่านมาหากเป็นกลุ่มที่เข้ามาพักในโรงแรมยังพอติดตามได้เพราะมีกฎหมายให้โรงแรมต้องส่งข้อมูลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แต่ช่องโหว่ช่องว่างจะไปอยู่ที่กลุ่มซึ่งไปเช่าห้องพักหรือเช่าบ้านอยู่กันเอง จะเข้าไปตรวจสอบกลุ่มนี้ได้อย่างไร 

ในทางกลับกันเจ้าหน้าที่รัฐของไทยส่วนหนึ่งก็มีส่วนร่วมในปัญหาด้วย ดังที่มีข่าวจับกุมขบวนการสวมสิทธิ์ชาวต่างชาติให้ได้บัตรประชาชนไทยในพื้นที่ภาคเหนือ คดีนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านจนถึงนายอำเภอ ซึ่งหากภาครัฐของไทยแก้ปัญหานี้ได้การควบคุมก็จะทำได้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เรื่องเทาๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงก็จะน้อยลง ซึ่งก็จะช่วยลดกระแสต่อต้านชาวต่างชาติในหมู่คนไทย 

ผศ.ดร.สักกรินทร์ ฝากข้อคิดว่า ความเป็นคนไทยนั้นไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติแต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมและภาษาหากลองสืบสาวย้อนไปเชื่อได้ว่าแต่ละคนจะมีภูมิหลังไม่เหมือนกันเพราะมีการผสมกันไป – มาอย่างหลากหลาย ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด กระแสเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (Xenophobia) เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความคิดทางการเมืองแบบขวาจัด แต่กระแสนี้เป็นอันตราย อย่างในไทยมีแรงงานข้ามชาตินับล้านคน การสร้างความเกลียดชังจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การเผชิญหน้าและความรุนแรง ซึ่งไม่ควรให้เกิดขึ้น 

ผมเข้าใจว่าจุดยืนคนเราไม่เหมือนกันแต่อยากให้มองแบบก้าวไกลไปกว่าความรู้สึกและอารมณ์มองไปในภาพรวมว่านี่มันเป็นสังคมซึ่งเราต้องการสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรมมีความหลากหลายมีความเสมอภาคและมีความสมานฉันท์ไม่มีความขัดแย้งความขัดแย้งที่จะมีขึ้นกับเพื่อนบ้านก็ไม่ควรนำมาสู่ความขัดแย้งในประเทศด้วยมันควรแยกออกจากกัน ผศ.ดร.สักกรินทร์ กล่าว       

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/- 

อ้างอิง 

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/3ad8fb156a32cbb000e303125ced6af7.pdf (พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ((update ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2561) : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน) 

https://lms.nhrc.or.th/ulib/document/Fulltext/F03988.pdf (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน , สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) 

https://ils.labour.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8&Itemid=9 (อนุสัญญาที่ให้สัตยาบันแล้ว , กลุ่มงานมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) 

https://humanrights.mfa.go.th/wp-content/uploads/pdf/crct.pdf (อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก , ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน โดยกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ) 

https://law.m-society.go.th/law/view/33 (พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 : กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

https://resolution.soc.go.th/?prep_id=204015 (มติ ครม. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย) 5 ก.ค. 2548) 

https://www.naewna.com/likesara/853632 (‘เกิดน้อย-แก่เพิ่ม-ประชากรลด’ วิกฤติหรือโอกาส? : แนวหน้า 16 ม.ค. 2568)

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2838979 (ประเทศไทย ดินแดนของ “นักศึกษาจีน” ยอดเพิ่มปีละ 24% ทะลัก 28,052 คน “เกริก-ชินวัตร-แสตมฟอร์ด” TOP 3 : ไทยรัฐ 30 ม.ค. 2568) 

https://www.thaipbs.or.th/news/content/358710 (เปิดเบื้องหลังจับกุม “ปลัดอำเภอ-กำนัน-ผญบ.” ขบวนการสวมบัตรต่างด้าว : ThaiPBS 20 พ.ย. 2568)

‘ทำไมนโยบายรัฐต้องเอื้อต่างด้าว?’ คำถามสะท้อน‘อคติต่อแรงงาน – ประชากรข้ามชาติ’ในสังคมไทย (1/2)

ภาพที่ 1 : โพสต์ตั้งคำถามกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จัดอบรมความรู้กฎหมายกับแรงงานข้ามชาติ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 มีเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งแชร์ข่าวประชาสัมพันธ์จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ที่จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้แทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ สู่การเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงานข้ามชาติให้เข้าถึงความยุติธรรม เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 โดยตั้งคำถามว่า ก่อนจะสอนให้แรงงานต่างด้าวเป็นนิติกรชุมชน ควรสอนให้เคารพกฎหมายแรงงานและกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองก่อนหรือไม่? พร้อมทั้งชี้ปัญหาแรงงานข้ามชาติทำงานอาชีพสงวน ทำงานนอกเหนือไปจากใบอนุญาต และแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการจัดงานของกรมฯ รวมถึงมีผู้แสดงความเห็นว่า หน่วยงานราชการของไทยกำลังถูกแทรกแซงโดยองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) 

โคแฟคจึงได้ไปตรวจสอบข้อมูลและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ เนื้อหาการฝึกอบรม รวมถึงคำอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐไทยต้องมีนโยบายกำกับดูแลแรงงานข้ามชาติให้พวกเขาทำงานอยู่ได้โดยยึดหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติตามกฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยผูกพันอยู่ และได้ตอบคำถามหรือข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิและการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติดังต่อไปนี้

– งานนี้จัดขึ้นเพื่ออะไร? มีใครร่วมจัดบ้าง? :ตามข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมระบุว่า สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและทักษะการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้แทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ รวมถึงผู้ทำงานเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ โดยมุ่งหวังสามารถทำหน้าที่เชื่อมต่อให้กลุ่มแรงงานข้ามชาติได้รับการช่วยเหลือ เข้าถึงข้อมูล และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

นอกจากกรมฯ แล้ว ยังมีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามาร่วมจัดงาน คือ  มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ(FNF) มีผู้เข้าร่วมคือผู้แทนแรงงานข้ามชาติ ผู้ปฏิบัติงานด้านแรงงานข้ามชาติ และผู้ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนประมาณ 60 คน

แบ่งกิจกรรมเป็น “ช่วงเช้า” คือการระดมความคิดเห็นและเรียนรู้หลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน เน้นความเข้าใจตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ผ่านการทำงานกลุ่มแบบมีส่วนร่วม ซึ่งผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิที่พบในพื้นที่ เช่น การถูกเอารัดเอาเปรียบด้านแรงงาน การไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข หรือการถูกจำกัดเสรีภาพ ทำให้ได้บทสรุปที่สืบเนื่องมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และร่วมกันค้นหาวิธีการช่วยเหลือที่เหมาะสมสำหรับบริบทของแรงงานข้ามชาติ

ส่วน “ช่วงบ่าย” เป็นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม “เกมส์การ์ดพลังสิทธิ” ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้วิเคราะห์สถานการณ์สมมติของการละเมิดสิทธิ ตั้งแต่ปัญหาสิ่งแวดล้อม การถูกปฏิเสธสิทธิด้านเอกสาร การเข้าถึงการรักษาพยาบาล ไปจนถึงสิทธิในการศึกษาและความปลอดภัยของร่างกาย ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองตัดสินใจและกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน 

นอกจากนี้ วิทยากรยังให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเมื่อพบกรณีการละเมิดสิทธิ เช่น การประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลเบื้องต้น การให้คำแนะนำทางกฎหมาย และการส่งต่อกรณีไปยังกลไกที่เกี่ยวข้อง และยังได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์การให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทั้งด้านความสำเร็จ และข้อห่วงกังวลต่อการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายดังกล่าว

– กฎหมายกำกับการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทยอย่างไรบ้าง? : กฎหมายหลักคือ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ระบุไว้ใน “มาตรา 59 วรรคหนึ่ง” ว่า คนต่างด้าวซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองซึ่งมิใช่เพื่อการท่องเที่ยวหรือการเดินทางผ่านราชอาณาจักร จะทำงานได้ก็แต่เฉพาะงานที่มิได้มีประกาศห้ามคนต่างด้าวทำตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง และต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน

ขณะที่ “มาตรา 7” ระบุว่า (วรรคหนึ่ง) รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว อาจประกาศกําหนดให้ งานใดเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำก็ได้โดยจะห้ามเด็ดขาดหรือห้ามโดยมีเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ , (วรรคสอง) การกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความมั่นคงของชาติโอกาสในการประกอบอาชีพและวิชาชีพของคนไทย การส่งเสริมภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ไทย และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จําเป็นต่อการพัฒนาประเทศ รวมตลอดทั้งความผูกพันหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติประกอบด้วย

ภาพที่ 2 : 40 อาชีพสงวน (ทั้งที่ห้ามเด็ดขาดและที่อนุญาตให้ทำได้แบบมีเงื่อนไข) 

ที่มา : สำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร

จึงเป็นที่มาของการออก ประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 21 เม.ย. 2563 รวม 40 อาชีพ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ งานที่ห้ามชาวต่างชาติทำเด็ดขาด จำนวน 27 อาชีพ คือ 1.งานแกะสลักไม้ 2.งานขับขี่ยานยนต์หรืองานขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกลในประเทศ ยกเว้น งานขับขี่เครื่องบินระหว่างประเทศ หรืองานขับรถยก (Forklift) 3.งานขายทอดตลาด 4.งานเจียระไนหรือขัดเพชรหรือพลอย 5.งานตัดผม งานดัดผม หรืองานเสริมสวย 6.งานทอผ้าด้วยมือ 7.งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ปอ ฟาง ไม้ไผ่ เยื่อไม้ไผ่ พืชหญ้า ขนไก่ ก้านทางมะพร้าว เส้นใย ลวด หรือวัสดุอื่น 8.งานทำกระดาษสาด้วยมือ 9.งานทำเครื่องเขิน 10.งานทำเครื่องดนตรีไทย 11.งานทำเครื่องถม 12.งานทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก 13.งานทำเครื่องลงหิน 14.งานทำตุ๊กตาไทย 15.งานทำบาตร 16.งานทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมือ 17.งานทำพระพุทธรูป 18.งานทำร่มกระดาษหรือผ้า 19.งานนายหน้า หรืองานตัวแทน ยกเว้นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าหรือการลงทุน ระหว่างประเทศ 

20.งานนวดไทย 21งานมวนบุหรี่ด้วยมือ 22.งานมัคคุเทศก์หรืองานจัดนำเที่ยว 23.งานเร่ขายสินค้า 24.งานเรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ 25.งานสาวหรือบิดเกลียวไหมด้วยมือ 26.งานเสมียนพนักงานหรือเลขานุการ และ 27.งานให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี ยกเว้นงานดังต่อไปนี้ (ก) งานปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการ (ข) งานให้ความช่วยเหลือหรือทำการแทนในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ในกรณีที่กฎหมายซึ่งใช้บังคับแก่ข้อพิพาทที่พิจารณาโดยอนุญาโตตุลาการนั้นมีใช่กฎหมายไทย 

งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานได้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพันภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย จำนวน 3 อาชีพ คือ 1.งานควบคุม ตรวจสอบ ปฏิบัติงาน หรือให้บริการทางบัญชี ยกเว้นงานดังต่อไปนี้ (ก) งานตรวจสอบภายในเป็นครั้งคราว (ข) งานตามข้อตกลงระหว่างประเทศหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพัน โดยที่สภาวิชาชีพเป็นผู้ให้การรับรองคุณสมบัติ 

2.งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธาที่เกี่ยวกับงานให้คำปรึกษา งานวางโครงการ งานออกแบบและคำนวณ งานควบคุมการก่อสร้าง หรือการผลิต งานพิจารณาตรวจสอบ งานอำนวยการใช้ จัดระบบ วิจัย ทดสอบ ยกเว้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (MRA) รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวกับการ ให้บริการวิศวกรรมข้ามแดน หรือผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร 

และ 3.งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานศึกษาโครงการ งานออกแบบ งานบริหารและอำนวยการก่อสร้าง งานตรวจสอบ หรืองานให้คำปรึกษา ยกเว้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม และวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียนด้านบริการสถาปัตยกรรม (MRA) รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวกับการให้บริการสถาปนิกข้ามแดนจากสภาสถาปนิก หรือผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยสถาปนิก 

งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานฝีมือหรือกึ่งฝีมือนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้าง มี 8 อาชีพ คือ 1.งานกสิกรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง 2.งานช่างก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานช่างก่อสร้างอาคาร 3.งานทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม 4.งานทำมีด 5.งานทำรองเท้า 6.งานทำหมวก 7.งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย และ 8.งานปั้นหรือทำเครื่องปั้นดินเผา 

งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้างและได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ มี 2 อาชีพ คือ 1.งานกรรมกร 2.งานขายของหน้าร้าน 

นอกจากมาตรา 59 แล้ว ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ ยังกล่าวถึงแรงงานข้ามชาติกลุ่มอื่นๆ เช่น มาตรา 62” คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น , มาตรา 63/1 – 63/2” ซึ่งจะเกี่ยวข้องทั้งกลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้าเมืองแล้วได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยผ่านกลไกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)  และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ มาตรา 64” แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานตามฤดูกาล 

รายงาน สถิติจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร (มิ.. 2568)” โดยสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ตามข้อมูล ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2568 แบ่งแรงงานข้ามชาติออกตามกฎหมาย พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ดังนี้ มาตรา 59” มี 2 กลุ่ม คือ 1.ประเภททั่วไป จำนวน 132,621 คน กับ 2.นำเข้าตาม MOU (บันทึกความตกลง/ความเข้าใจ) จำนวน 692,312 คน , 

มาตรา 62” กลุ่มส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายอื่นๆ จำนวน 60,275 คน , มาตรา 63/1” ชนกลุ่มน้อย จำนวน 100,410 คน , มาตรา 63/2” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.มติ ครม. 24 ก.ย. 2567 (จดทะเบียนสถานะไม่ถูกกฎหมาย) จำนวน 1,010,592 คน กับ 2.มติ ครม. 24 ก.ย. 2567 และมติ ครม. 4 ก.พ. 2568 (ต่ออายุ) จำนวน 2,030,695 คน และ มาตรา 64” คนต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน ไป-กลับหรือตามฤดูกาล จำนวน 37,905 คน 

ภาพที่ 3 : จำนวนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยณวันที่ 25 มิ.ย. 2568 

ที่มา : สถิติจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน ทั่วราชอาณาจักร (มิ.ย. 2568) โดยสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว

– เปิดศูนย์การเรียนรู้แรงงานข้ามชาติ – จ้างชาวต่างชาติเป็นครูได้หรือไม่? : ทีมงานโคแฟคสอบถามไปยัง อดิศร เกิดมงคลผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้รับคำอธิบายว่า ประเด็นนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ใน “คู่มือสำหรับประชาชน: : การขอจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนตามสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน (เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย)” จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ 

คู่มือดังกล่าวอ้างอิงกฎหมาย 2 ฉบับคือ กฎกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน..2555 และ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน.. 2551 สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้ระบุเงื่อนไขการขอจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบศูนย์การเรียนองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในรูปแบบศูนย์การเรียน ซึ่งจะแตกต่างกันในรายละเอียดระหว่างองค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชนที่จดกับไม่จดทะเบียนในประเทศไทย รวมถึงการจัดทำแผนการศึกษา 

เช่น กรณีเป็นองค์กรที่จดทะเบียนในประเทศไทย หากเป็นองค์กรชุมชน 1.เป็นคณะบุคคลประกอบด้วยผู้ที่บรรลุนิติภาวะไม่น้อยกว่า 7 คน 2.มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในชุมชนหรือท้องถิ่นร่วมกัน 3.มีวัตถุประสงค์ขององค์กรร่วมกันเพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์และไม่แสวงหากำไร 4.มีที่ตั้งองค์กรอยู่ในท้องที่เดียวกันกับศูนย์การเรียนที่ขอจัดตั้ง 5.รายการตามข้อ 1 และข้อ 3 ต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกในชุมชนซึ่งเป็นผู้บรรลุนิติภาวะจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน 

แต่หากเป็นองค์กรเอกชน 1.เป็นสมาคม มูลนิธิ หรือองค์กรที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือเป็นส่วนงานหรือโครงการในองค์กรนิติบุคคล 2.มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์และไม่แสวงหากำไร 3.มีที่ตั้งหรือมีส่วนงานหรือโครงการรับผิดชอบอยู่ในท้องที่เดียวกันกับศูนย์การเรียน เป็นต้น 

กับ 2.การจัดหาครูและผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้ ในส่วนของครูนั้น แม้ไม่ได้จัดอยู่ในบัญชีอาชีพสงวนสำหรับคนไทยแต่อาชีพครูจัดเป็นวิชาชีพควบคุม ดังนั้นหากจะเป็นครูในระบบโรงเรียน (ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐหรือเอกชน) ก็ต้องผ่านการเรียนตามหลักสูตรและได้รับใบประกอบวิชาชีพตาม ...สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา.. 2546 โดยมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องดังนี้ 

มาตรา 43” (วรรคหนึ่ง) ให้วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม การกำหนดวิชาชีพควบคุมอื่นให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัตินี้ , (วรรคสอง) ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่กรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ 1.ผู้ที่เข้ามาให้ความรู้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษาเป็นครั้งคราวในฐานะวิทยากรพิเศษทางการศึกษา 

2.ผู้ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพหลักทางด้านการเรียนการสอนแต่ในบางครั้งต้องทำหน้าที่สอนด้วย 3.นักเรียน นักศึกษา หรือผู้รับการฝึกอบรมหรือผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ซึ่งทำการ ฝึกหัดหรืออบรมในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาซึ่งเป็นผู้ให้การศึกษาหรือฝึกอบรม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด 4.ผู้ที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย 

5.ผู้ที่ทำหน้าที่สอนในศูนย์การเรียนตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ หรือสถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด 6.คณาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาในระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา ทั้งของรัฐและเอกชน 7.ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา และ 8.บุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด 

ซึ่ง อดิศร ขยายความในส่วนนี้โดยระบุว่า ตามข้อกฎหมายข้างต้น ทำให้คนที่สอนในโรงเรียนกวดวิชา (ติวเตอร์) หรือคนที่สอนในศูนย์การเรียนรู้ เข้าข่ายได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู อย่างไรก็ตาม “โดยทั่วไปแล้วชาวต่างชาติหากจะทำงานในประเทศไทยต้องมีนายจ้าง” จึงจะสามารถยิ่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ได้ โดยในกรณีนี้ก็คือศูนย์การเรียนรู้เป็นผู้ว่าจ้าง

ภาพที่ 4 : อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG)

ที่มา : mwgthailand.org

ชาวต่างชาติทำงานเป็นล่ามแปลภาษาได้หรือไม่? : เนื่องจากล่ามไม่ได้อยู่ในกลุ่มอาชีพสงวนสำหรับคนไทย ชาวต่างชาติจึงสามารถทำงานนี้ได้หากมีนายจ้าง ซึ่ง อดิศร กล่าวว่า ในอดีตไทยเคยประสบปัญหาขาดแคลนล่ามในโรงพยาบาล ในขณะที่แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านก็ยังถูกกำหนดให้ทำได้เพียงงานกรรมกรกับงานรับใช้ในบ้านเท่านั้น จึงไม่สามารถเป็นล่ามได้เพราะถือเป็นอาชีพที่ใช้ทักษะ ในเวลาต่อมาจึงได้มีการออกแนวปฏิบัติให้แรงงานข้ามชาติมาทำงานเป็นล่ามในลักษณะผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ โดยมีโรงพยาบาลหรือองค์กรพัฒนาแอกชน (NGO) เป็นผู้ว่าจ้าง 

พอกฎหมายใหม่มามันไม่ได้อยู่ในงานห้ามก็ทำได้ตามปกติเพียงแต่ว่าคุณต้องมีนายจ้างใครเป็นคนจ้างคุณอย่างเช่นถ้าเกิดวันนี้เรามี NGO ไปจ้างไปช่วยงานตำรวจในโรงพักมันก็ชัดเจน NGO เป็นนายจ้างคุณแต่เขามอบหมายคุณไปทำงานเป็นล่ามให้โรงพักให้โรงพยาบาล อดิศร กล่าว 

ผู้เขียนยังได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานประสานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของไทย พบตัวอย่างที่ชัดเจน คือ พนักงานสาธารณสุขต่างด้าว (พสต.) – อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.)” โดยกระทรวงสาธารณสุข และมีการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพของกลุ่มประชากรข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ที่มักมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิต่างๆ 

(โปรดติดตามต่อในตอนที่ 2)

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/- 

อ้างอิง 

https://web.facebook.com/RLPD.PR.FANPAGE/posts/pfbid02SgYNryqEMqREjyx8NTGEVguDU6jyPo2ZHcSexUq26jf1BrrV5xyVCcqnLa3epBD8l (คุ้มครองสิทธิฯ จับมือ มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย IOM และมูลนิธิฟรีดิช เนามัน พัฒนาศักยภาพผู้แทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ สู่การเป็นนิติกรชุมชน นำความรู้ทางกฎหมายช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติให้เข้าถึงความยุติธรรมอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ : กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ 17 พ.ย. 2568) 

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/3ad8fb156a32cbb000e303125ced6af7.pdf (พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ((update ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2561) : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน) 

https://web.facebook.com/share/p/17uEVoBmv7/ (40 อาชีพสงวนสำหรับคนไทย : สำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร 20 ธ.ค. 2567) 

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/68c9bf9be8ce0073681f327e8455e35f.pdf (ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ) 

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/alien_th/c9b9dded69538324b212c16301f2d347.pdf (รายงาน “สถิติจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน ทั่วราชอาณาจักร (มิ.ย. 2568) : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน) 

https://web.cmi4.go.th/wp-content/uploads/2024/10/me-5-manual.pdf (คู่่มือสำหรับประชาชน: : การขอจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนตามสิทธิขององค์กรชุมชน และองค์กรเอกชน (เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย) : สพฐ.) 

https://www.moe.go.th/backend/wp-content/uploads/2020/10/1.-พรบ.-สภาครู.pdf (พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ) 

https://www.hfocus.org/content/2022/10/26301 (โฆษก สธ.เผยรายละเอียดข้อเสนอพัฒนา “พนักงานสาธารณสุขหรืออาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว” : Hfocus 30 ต.ค. 2565) 

https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1011820200514091130.pdf (หลักสูตร อบรมอาสาสมัครแรงงานต่างด้าว ด้านสุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (อสต อช.) : ศูนย์พัฒนาวิชาการอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสมุทรปราการ กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข) 

https://www.hss.moph.go.th/show_topic.php?id=5029 (คู่มืออาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าวและหลักสูตรครูฝึกอบรมมาตรฐานอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว : กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข) 

https://section09.thaihealth.or.th/2024/03/20/อาสาสมัครสาธารณสุขต่าง/ (เป็นเพื่อนบ้าน เป็นพี่เลี้ยง เป็นคนดูแล เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว นี่คือ ‘อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.)’ กลุ่มคนที่ทำงานเพราะอยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี : สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สสส. , 20 มี.ค. 2567) 

ญี่ปุ่นคว้าแชมป์ GenAsia Challenge 2025 ทีมไทยติด Top 10

ทีมเยาวชนจากประเทศญี่ปุ่นคว้าแชมป์การแข่งขันตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ GenAsiaChallenge 2025 ทีมจากไต้หวันคว้าอันดับ 2 และ3 ส่วนทีมเยาวชนไทยที่ทำผลงานได้ดีสุดอยู่อันดับ 7 จากทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 25 ทีมจาก 5 ประเทศ

การแข่งขัน GenAsia Challenge 2025 รอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นเมือวันที่ 13 ธ.ค. 2568 ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีทีมเยาวชนทั้งหมด 25 ทีม จาก 5ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ไทย มองโกเลีย และอินเดีย เข้าร่วมการแข่งขันทักษะด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งร่วมจัดโดย Taiwan FactCheckCenter (ไต้หวัน), Japan Fact-check Center(ญี่ปุ่น), Classroom Adventure (ญี่ปุ่น), CofactThailand (ไทย), Mongolian Fact-Checking Center (มองโกเลีย) และ DataLEADS (อินเดีย)

ในการแข่งขันซึ่งใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ประกอบด้วยโจทย์ 8 ข้อที่ให้ผู้เข้าแข่งขันใช้ทักษะในการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ การตรวจสอบภาพและวิดีโอที่สร้างด้วย AI การค้นหาแหล่งที่มาของเนื้อหา และการค้นหาสถานที่ (geo-locate) โดยทีมที่ตอบคำถามได้ถูกต้องและเร็วที่สุดจะได้คะแนนมากที่สุด ผลปรากฏว่าทีมเยาวชนจากประเทศญี่ปุ่น “YAYO-SAN” คว้าแชมป์ไปครอง ขณะที่สองทีมจากไต้หวัน “Do I Look Like Google?” และ “sumimasen” คว้าอันดับที่สองและสามตามลำดับ

การแข่งขัน GenAsia 2025 เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยแต่ละประเทศเปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขันซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทีมละ 3 คน ซึ่งในปีนี้มีเยาวชนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 800 คน โดยผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจะได้รับการอบรมทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเนื้อหาออนไลน์ ก่อนจะเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศเพื่อคัดเลือกทีมที่ได้คะแนนสูงสุด 5 ทีมที่จะเป็นตัวแทนเข้าไปแข่งขันนัดชิงชนะเลิศระดับนานาชาติ

สำหรับประเทศไทย Cofact Thailand ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดการแข่งขันระดับประเทศเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2568 และได้ทีมผู้ชนะ 5 ทีม คือ Football Thai Duo, Antifakenews, .JPG, Actually และ zzZ ซึ่งในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ตัวแทนประเทศไทยทั้ง 5 ทีม ซึ่งเป็นนักศึกษาจากหลากหลายสถาบัน ได้ตั้งใจและทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถ และทำผลงานได้น่าประทับใจ โดยมีสองทีมได้คะแนนสูงสุดใน 10 อันดับแรก ดังนี้

อันดับ 7 Football Thai Duo

อันดับ 8 Antifakenews

อันดับ 10 .JPG

อันดับ 13 Actually 

อันดับ 14 zzZ

สำหรับโจทย์ทั้ง 8 ข้อที่ใช้ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนั้นมาจากการออกแบบร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากองค์กรร่วมจัด มีทั้งการให้ค้นหาข้อมูลที่ผิดในรายงานข่าวเรื่องโลกร้อน, การตรวจจับรายละเอียดของภาพที่ถูกปรับแต่งด้วย AI, การค้นหาและระบุเวลาการเผยแพร่ของภาพและข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก, การค้นหาชื่อ ที่ตั้งและข้อมูลที่ถูกต้องของสถานที่ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น โดยผู้เข้าแข่งขันมีเวลา 2–5 นาทีในการทำโจทย์แต่ละข้อ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความถูกต้อง รวดเร็วและการทำงานเป็นทีม 

หลังการแข่งขัน คุณ Noa Horiguchi ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบเนื้อหาดิจิทัลจาก Classroom Adventure ประเทศญี่ปุ่น ได้เฉลยคำตอบของแต่ละข้อพร้อมกับแนะนำเทคนิกในการสืบค้นเพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้เรียนรู้และนำทักษะที่ได้จากการกิจกรรมนี้ไปต่อยอดเป็นทักษะที่ใช้ได้จริงในการตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาในโลกออนไลน์และพัฒนาทักษะทางดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพในอนาคต 

องค์กรร่วมจัดหวังว่าการแข่งขัน GenAsiaChallenge จะเป็นเวทีเชื่อมโยงเยาวชนทั่วเอเชีย ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ ความรับผิดชอบ และความสามารถในการรับมือกับข้อมูลเท็จและเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนประเทศและจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันเพื่อเปิดโอกาสและเสริมสร้างทักษะให้เยาวชนมีบทบาทเป็นผู้พิทักษ์ความน่าเชื่อถือของข้อมูลในยุคดิจิทัล

คลิปเครื่องบินบังคับวิทยุ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็น F-16 บินโชว์หลังทิ้งระเบิดโจมตีกัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเครื่องบิน F-16 ของไทยบินผาดโผนหลังทิ้งระเบิดโจมตีกัมพูชา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเครื่องบินบังคับวิทยุ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “ต้อม ฝานเจ็ด” โพสต์คลิปวิดีโอเครื่องบินรบในลักษณะบินผาดโผนความยาว 21 วินาที ฝังข้อความ “F-16 โชว์สกิลขั้นเทพ หลังจากวางไข่ให้เหมนรับประทาน” และบรรยายในโพสต์ว่า “ไม่ใด้ร่วงนะเหมนแค่โชว์สกิลขั้นเทพให้เหมนดู” คลิปนี้มียอดการชมมากกว่า 1.5 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 900 ครั้ง ณ วันที่ 22 ธ.ค.  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปไปตรวจสอบด้วย Google Lens และสืบค้นจากข้อมูลที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียให้ไว้ โคแฟคพบคลิปต้นฉบับความยาว 54 วินาที เผยแพร่ในบัญชีติ๊กตอกชื่อ “TOS1144” เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นบัญชีที่เผยแพร่คลิปวิดีโอการบังคับเครื่องบินเล็ก

เจ้าของบัญชี TOS1144 ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าคลิปนี้เป็นภาพเครื่องบินกริพเพนบังคับวิทยุที่เขาเป็นผู้บังคับด้วยตัวเองที่สนามบินเล็กคลอง 11 อาร์ซีคลับ จ.ปทุมธานี โดยผู้อื่นเป็นคนถ่ายคลิปและเขานำมาโพสต์ในบัญชีติ๊กตอก คลิปต้นฉบับมีเสียงผู้ชมพูดขณะชมการบังคับเครื่องบินที่สนามบินเล็ก แต่เพจเฟซบุ๊กที่นำคลิปนี้ไปอ้างเท็จได้ใส่เสียงเครื่องบินจริงทับเสียงต้นฉบับ 

เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีการนำคลิปเครื่องบินบังคับวิทยุไปอ้างเท็จว่าเป็นเครื่องบินรบจริงที่ปฏิบัติภารกิจในการสู้รบ จึงขอแนะนำให้ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียตรวจสอบให้ดีและอย่าหลงเชื่อโดยง่าย

คลิปน้ำท่วมหาดใหญ่ พ.ย. 2568 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นน้ำท่วมรอบใหม่ในเดือน ธ.ค.

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมหาดใหญ่วันที่ 18 ธ.ค. 2568

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเก่าเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568** 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “ช่างอัทนาปด อู่กาย ออโต้เซอร์วิส ตรัง” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุกาณ์น้ำท่วม ฝังข้อความในคลิปว่า “18/12/68 หาดใหญ่น้ำมาอีกแล้วครับ รอบเก่ายังตราตรึงใจอยู่เลย รอบใหม่มาอีกแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้ชาวหาดใหญ่ด้วยครับ” คลิปนี้มียอดการชมมากกว่า 1.3 ล้านครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 2,500 ครั้ง ณ วันที่ 22 ธ.ค. 2568

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้เวย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 โดยบัญชีติ๊กตอกชื่อ “daina.05” ซึ่งให้ข้อมูลว่าเป็นภาพความเสียหายจากน้ำท่วมหาดใหญ่ระหว่างวันที่ 22-27 พ.ย. 

เมื่อตรวจสอบด้วย Google Street View พบว่า คลิปนี้ถ่ายที่บริเวณหน้าร้านเจเจ แฟชั่นมอลล์หาดใหญ่ใน ริมถนนเพชรเกษม เยื้องกับธนาคารไทยพาณิชย์สาขาหาดใหญ่ใน และปั๊ม ปตท. ไปทางฝั่งตรงข้ามด้านขวา 

โคแฟคสอบถามไปยังศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา และกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ ฝ่ายบริการและเผยแพร่วิชาการ เทศบาลนครหาดใหญ่  ได้รับคำยืนยันว่า ช่วงวันที่ 18-22 ธ.ค. 2568 ไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ แต่อย่างใด 

‘AI’ทำไมหลอน? รู้เท่าทัน‘ปัญญาประดิษฐ์’ใช้อย่างไรเกิดประโยชน์ – ลดเสี่ยงหลงเชื่อข้อมูลผิดพลาด 

19 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยตณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะสารสนเทศและการสื่อสาร และ ThaiPBS จัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัล – Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 33 ในหัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI (AI Hallucinations VS. Digital Resilience)” ที่ห้องประชุม ชั้น 2 โรงแรมวินทรี อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

ผศ.ดร.สุริยจรัส เตชะตันมีนสกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาอย่างลึกซึ้งทั้งในการทำงาน การสื่อสาร การตัดสินใจทางสังคม ปรากฏการณ์ AI หลอนข้อมูล (Hallucinate) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิค ยังมีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความถูกต้องทางวิชาการและความรับผิดชอบต่อสังคมในวงกว้าง 

กิจกรรมในวันนี้มีความสำคัญยิ่งไม่ได้มุ่งอธิบาย AI เรื่องหลอนคืออะไรแต่มุ่งไปที่เรื่องของการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งการตั้งคำถามอย่างมีวิจารณญาณและการออกแบบแนวทางรับที่เหมาะสมในบริบททำงานจริงและโดยเฉพาะภาคการศึกษาภาคนโยบายแล้วก็ภาควิชาชีพ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าว 

นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ เล่าถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยี AI ตั้งแต่ยุค Rule-based หรือการออกแบบให้ทำตามกฏเกณฑ์ตายตัว ถัดมาเป็นยุค Machine Learning นำข้อมูลมาสอนให้ AI เรียนรู้ เช่น ข้อมูลผู้มาซื้อของในห้างสรรพสินค้าซึ่งมีเป็นล้านชุด เพื่อวิเคราะห์ว่าหากเป็นบุคคลลักษณะนี้ควรจะซื้อสินค้าชนิดใด จนมาถึงปัจจุบันที่เป็นยุค Generative AI คือการให้ AI สร้างสิ่งใหม่ขึ้น และยุคนี้เองที่เกิดการหลอนของข้อมูล คือสร้างออกมาเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ 

เราจะทำอย่างไรให้ไม่หลอนต้องมีกำแพงกั้น (Guardrail) ว่าจะให้ AI ไม่ออกนอกลู่นอกทางต้องมีขอบเขต (Scope) ให้ชัดว่าเราถามเรื่องอะไรทุกวันนี้ Google  ออกแนวปฏิบัติ (Guideline)วิธีการเขียนพร้อมพ์ให้ AI เป็นมืออาชีพ  1.เราต้องรู้ว่า AI  ถนัดเรื่องไหนเพราะไม่ได้มีแค่ Chat GPT อย่างเดียวบางคนอาจใช้ Claude ใช้ Gemini 2.ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดและ 3.ต้องถามซ้ำ  AI จึงจะรู้มากขึ้น นพ.ธีรพัฒน์ กล่าว 

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม กรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส.  มองว่า AI ยังเป็นประโยชน์กับเราอยู่ 2 เรื่อง คือเราอยากได้ความรู้ และความคิด เช่น เมื่อเราบอกให้  AI ไปหาข้อมูล  AI จะควานหาทั่วทั้งอินเตอร์เน็ตแล้วสรุปมาให้เรา ดังนั้นวิธีการตรวจสอบคือขอ Link เว็บไซต์แหล่งข้อมูลอ้างอิง เพื่อจะไปดูต่อว่าเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ กระบวนการตรวจสอบจึงสำคัญว่าข้อมูลชุดที่ AI ยกมามีแหล่งอ้างอิงจริงหรือไม่ และแหล่งข้อมูลเหล่านั้นเชื่อได้มาก – น้อยเพียงใด แล้วจึงนำไปใช้งาน 

แต่หากเราอยากได้ความคิด ความหลอนของ AI อาจเป็นประโยชน์ได้เช่นกัน  เช่น อยากได้สูตรอาหารคาวที่ผสมกับชีสและใส่สัปประรดด้วย เราอาจคิดว่าของคาวกับของหวานจะเข้ากันได้อย่างไร แต่ผลที่ออกมาคือพิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยน ดังนั้นความหลอน  บางครั้งคือความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การเลือกใช้ความหลอนให้ถูก หากไม่ได้ใช้เป็นความรู้ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่หากต้องการสิ่งที่เป็นความรู้ก็ต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – checking Methodology) ก่อนนำไปใช้งาน 

ความหลอนจะเป็นผลกับชีวิตมนุษย์ก็ต่อเมื่อมนุษย์เอาไปใช้ดังนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าความหลอนดีหรือไม่ความจริงหรือความลวงดีหรือไม่เพราะอยู่ที่เราจะเอาไปใช้งานสุดท้ายจบที่เรื่องเป้าหมายเราต้องเป็นผู้รับผลกรรมว่าสิ่งนั้นเอาไปทำแล้วเป้าหมายเป็นประโยชน์ต่อใครไหม? เป็นประโยชน์กับเราหรือเปล่า? ช่วยให้ดีขึ้นไหม? ต่อให้มันไม่จริงแต่เอาไปใช้แล้วเกิด ดร.พณชิต กล่าว 

ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล อาจารย์คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงปรากฎการณ์ที่หลายคนผลิตเนื้อหาเผยแพร่บนสื่อออนไลน์โชว์การใช้แพลตฟอร์ม AI คือทำให้เห็นว่าการใช้ AI เป็นเรื่องสนุกและดูเท่  นอกจากนั้น AI ยังทำให้เรารู้สึกถึงความง่ายหรือรู้สึกเก่งขึ้นทันที อะไรที่คิดไม่ออก – สรุปไม่ได้ก็ให้ AI เขียนสรุปมาให้ เลือกรูปแบบสำนวนภาษาได้ด้วย (เช่น ภาษาวิชาการ ภาษาการตลาด) นั่นเพราะ AI ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบันที่ไม่อยากรอ 

แต่สิ่งที่หายไปคือการคิดของเรา คือเมื่อใช้ AI เราอาจรู้สึกว่าเราฉลาดแม้เราจะยังไม่ได้ใช้ความคิดของตนเอง อย่างไรก็ตาม “AI ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ผิดและการใช้ AI ก็ยังมีประโยชน์ แต่ปัญหาจริงๆอยู่ที่ความเท่ของการใช้ AI มันกระชากกระบวนการทางความคิดของเรา เมื่อใช้ AI จนติดมากๆ ด้วยปัจจัยด้านปริมาณงานล้นและต้องแข่งกับเวลาของคนยุคดิจิทัล การใช้ AI จึงมาก่อนการใช้ความคิด เราจึงข้ามในส่วนของกระบวนการไป 

การใช้ AI ก็มีความเสี่ยงไม่ว่าจะเรื่องของการเรียนแบบมุ่งหาวิธีลัด (Shortcut Learning) ทำให้เราสมาธิสั้นลงความรู้ของเราจะไม่ลุ่มลึกโดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้จุดประกายทางปัญญาให้กับนักศึกษาของเราเราก็จะมีความฉาบฉวยมากขึ้นเราก็จะไม่สามารถใช้หรือไม่คุ้นชินกับการใช้ความคิดเชิง Critical (วิเคราะห์) เพราะเราเสพติดกับการถาม AI” ผศ.ดร.ณภัทร กล่าว 

กนกพรประสิทธิ์ผลผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ThaiPBS กล่าวว่า นับตั้งแต่ AI อย่าง ChatGPT เปิดตัวเมื่อปลายปี 2565 กระแสของ AI มีแต่จะเพิ่มขึ้น จากนั้นในปี 2566 พจนานุกรม Cambridge ยกคำว่า อาการหลอน (Hallucinate) เป็นคำแห่งปี มาจากการที่ AI ให้ข้อมูลแบบผิดๆ มั่วๆ และล่าสุดในปี 2568 พจนานุกรม Merriam – Webster ได้ยกให้คำว่า “Slop” เป็นคำแห่งปี ซึ่งคำว่า Slop หมายถึงเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ผลิตด้วย AI ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ไม่มีประโยชน์แต่เกิดขึ้นมาอย่างมหาศาลแล้วไปเบียดขับเนื้อหาดีๆ ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์มีระบบอัลกอริทึม กล่าวคือ อะไรที่มีปริมาณมากๆ จะเบียดความสนใจ เนื้อหาที่ดีๆ ก็จะตกลงไป เช่น ภาพที่ใช้ AI สร้างได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้จะดูสวยงามหรือสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสีสัน แต่ในอีกมุมคือไม่มีอะไรจรรโลงพัฒนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และจะอันตรายยิ่งขึ้นหากเป็นเนื้อหา Slop ที่ปรากฏในเหตุการณ์ เช่น ภาพสัตว์ต่างๆ ช่วยเหลือกันและกันในช่วงเกิดน้ำท่วม หรือภาพคนแบกช้างเดินบนถนน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ 

ทำไมข้อมูลหลอนถึงอันตรายมาจากปัจจัยไม่ใช่แค่คนเป็นมิจฉาชีพมันมาจากจิตวิทยาไม่ว่าจะเป็น 1.สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เติบโต 2.เทคโนโลยีปลอมแปลงใบหน้าและเสียง (Deepfake) มีความเก่งกาจมาก 3.เราไม่รู้เท่าทัน (Literacy) เพียงพอ 4.เป็นแหล่งหารายได้สร้างยอดชม (View) ได้ 5.แพลตฟอร์มไม่ได้มีกลไกที่ปกป้องพวกเราในขณะที่ใช้แพลตฟอร์ม Social Media และปัจจัยที่สำคัญมากๆคือในช่วงที่มีสภาวะหรือสถานการณ์สำคัญจิตวิทยาจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการแชร์โดยไม่มีสติ ผอ.สำนักสื่อดิจิทัล ThaiPBS กล่าว 

ดร.กมลภพ ศรีโสภา อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของ OpenAI ซี่งเป็นบริษัทผู้พัฒนา ChatGPT เรื่องอาการหลอนหรือการให้คำตอบมั่วๆ ของ AIเมื่อผู้วิจัยลองถาม AI ให้ทายวันเกิดของตนเอง แม้ AI จะไม่รู้แต่ก็ยังมั่วคำตอบมา เพราะมีโอกาส 1 ใน 365 ตามจำนวนวันใน 1 ปี ที่จะตอบถูก แต่ครั้นจะทำให้ปัญหาอาการหลอนของ AI หมดไปนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะบางคำถามไม่ได้มีคำตอบแบบตายตัว ในขณะที่ AI ก็ถูกสอนให้รู้จักการเดาเพราะมีโอกาสที่จะตอบถูก 

หรือตัวอย่างของ Grok ซึ่งเป็น AI ประจำแพลตฟอร์ม X ที่มีผู้ไปลองตั้งคำถามว่า ระหว่างปิดสมองของ อีลอน มัสก์ (เจ้าของแพลตฟอร์ม X) กับสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย ผลคือ AI เลือกสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย นั่นคือ AI ตอบโดยมีอคติเอียงไปทางชอบอีลอน มัสก์ จึงเป็นปัญหาหากเราจะไปถาม AI ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเลือกใคร หรืออคติที่เกิดจากจำนวนไม่เท่ากันของข้อมูลที่ AI รวบรวมได้ เช่น บอก AI ให้วาดภาพพยาบาล มักจะได้ภาพพยาบาลเพศหญิง หรือบอกให้วาดภาพวิศวกร ก็มักจะได้ภาพวิศวกรเพศชาย เป็นต้น 

ผู้ประกอบการ AI หลายแห่งพยายามที่จะลดอคติ (Bias) แล้วเพิ่มความโปร่งใส (Transparent) ในรูปแบบ System Card หรือ Model Card ให้เราอ่านว่าข้อมูลเขามาจากไหนมีข้อจำกัดอะไรบ้างและเขียนพรอมพ์อย่างไรให้ดีเราก็สามารถเข้าไปศึกษาได้ ดร.กมลภพ กล่าว 

จากนั้นเป็นการระดมสมองของผู้เข้าร่วมงาน ในหัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI” ดำเนินรายการโดยผศ.ดร.รดี ธนรักษ์ อาจารย์หลักสูตรนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ก่อนที่ช่วงท้าย สุภิญญากลางณรงค์ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดงาน ว่ายุคนี้นอกจากจะเจออาการหลอนของปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลจริง – ไม่จริงแล้วยังต้องเจอกับภาวะข้อมูลล้นถาโถม (Information Overload) จนเกิดภาวะอ่อนล้าที่จะรับข่าวสาร (News Fatigue) หรือเจอแต่ด้านลบๆ จนไม่อยากแลกเปลี่ยนข้อมูลในโลกออนไลน์ อยากไปอยู่เงียบๆ ซึ่งก็ต้องดูแลจิตใจของตนเองด้วย หลักๆ คือการตั้งสติ

“Theme ของโคแฟคปีหน้าคือ Keep Calm and Fact Check ใจเย็นๆอย่าเพิ่งเชื่อเห็นรูปเห็นคลิปอะไรที่ตรงกับอคติมายาคติหรือฉันทาคติอย่าเพิ่งเชื่อเพราะเราอาจพลาดได้ง่ายๆโดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่จะมาถึง  และอยากจะชวนทุกคนมาเป็นอาสาสมัครกับโคแฟคจับตาข่าวลวงการเมืองหากเห็นข้อมูลข่าวสารอะไรไม่แน่ใจว่าเป็น AI หรือข่าวลวงที่อยากให้ตรวจสอบสามารถส่งมาได้ที่โคแฟค cofact.org หรือเพจของโคแฟค สุภิญญา กล่าว 

                                                                       -/-/-/-/-/-/-/-/-/-/- 


จาก 2566-2569 ออนไลน์มาแรงในการเมืองหวั่น‘AI’ปั่นข่าวลวงตอกย้ำ‘อารมณ์-อคติ’กระทบตัดสินใจลงคะแนน

19 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะสารสนเทศและการสื่อสาร และ ThaiPBS จัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัล – Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 33 ในหัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI (AI Hallucinations VS. Digital Resilience)”  โรงแรมวินทรี  จ.เชียงใหม่ 

Harry Kofi Quakyi Cultural Affairs and Press Officer สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกสร้างขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีในเรื่องความสะดวกสบายและความรวดเร็ว แต่อีกด้านก็มีความท้าทาย เช่น ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข้อมูลหลอน (Hallucination) ที่ถูกส่งต่อและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว 

อย่างในประเทศเยอรมนี ช่วงที่มีการเลือกตั้งมีการผลิตเนื้อหาโดยใช้ AI เช่น การรณรงค์หาเสียง และบางครั้งข้อมูลเพียง 1 ชิ้นสามารถแพร่กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม  ปัญหาการใช้ AI สร้างเนื้อหาแล้วผลที่ได้คือข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลหลอน และยังเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบว่าอะไรคือข้อเท็จจริง ดังนั้นกระบวนการของมนุษย์ในการทำให้ข้อมูลโปร่งใสจึงยังจำเป็น 

ความท้าทายของการรับมือข้อมูลบิดเบือนในช่วงของการเลือกตั้งในยุคของ AI ต้องการมากกว่าความชำนาญในเรื่องเทคนิคหรือกระบวนการตรวจสอบโดยทั่วไปแต่สิ่งที่ต้องการคือต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทำงานร่วมกันโดยไม่มีขอบเขต  โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันในการรับมือกับ AI” Harry กล่าว 

   ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าวถึง 3 คำสำคัญ คือ 1.ปัญญารวมหมู่ ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจากการมีวีรชนหรือผู้นำที่เก่งคนเดียวแล้วผู้อื่นต้องเดินตาม สู่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเดินไปข้างหน้า หรือเปลี่ยนจากวัฒนธรรมแบบแนวดิ่งสู่วัฒนธรรมแบบแนวระนาบ ที่เป็นความสำคัญของคนที่คิดต่างจากเรา แต่จะทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยการฟังด้วยใจ (Deep Listening) ไม่ใช่เพียงการทนฟัง ขยายใจให้กว้างแล้วฟังว่าเขาต้องการอะไร 

2.พลเมืองตื่นรู้ ความเป็นพลเมืองไม่ใช่หมายความเพียงการเป็นบุคคลที่ได้สัญชาติของประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่เท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นมนุษย์ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น อย่างในเยอรมนีให้นิยามความเป็นพลเมืองไว้ว่าต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation) ไม่ใช่ให้ผู้อื่นนำแต่ต้องมาร่วมนำ หมายถึงมีสิทธิ์มีเสียงที่จะบอกว่าคนเป็นผู้นำควรจะนำเราอย่างไร แม้บางประเทศจะไม่มีบริบทให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากนัก แต่อย่างน้อยต้องไม่ดูดายปล่อยให้ใครชี้นำสังคมโดยไม่ฟังเสียงผู้อื่น

และ 3.ข้อมูลที่ขับเคลื่อนสังคม ข้อมูลที่ปรากฏอยู่จำนวนมากสามารถถูกหยิบฉวยข้อมูลบิดเบือนให้เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น  ตั้งแต่ข้อมูลในโฆษณาที่ไม่จริง 100%  แต่พูดไม่หมด พูดเฉพาะที่ทำให้เรารู้สึกอยากได้สินค้านั้น จนถึงข้อมูลที่ทำให้บุคคลเสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกเกลียดชัง หรือแม้แต่ข้อมูลที่ทำให้สูญเสียทรัพย์สิน ข้อมูลเหล่านี้กระจายไปทั่วและไม่มีใครสะสางว่าอะไรถูก ผิด จึงกลายเป็นสังคมที่ถูกกลบด้วยข้อมูลขยะส่งกลิ่นเหม็น แล้วจะบอกว่าเราอยู่ในสังคมที่สะอาดได้อย่างไร

สสส. เชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ดีต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องอาจไม่ใช่เป็นสัจธรรมแต่ข้อมูลที่ถูกต้องในขณะนั้นที่พิสูจน์ได้ว่าถูกต้องไม่มีเจตนาปรับแต่งให้บิดเบือนเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งแล้วข้อมูลที่ถูกต้องนั้นนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องของพลเมืองพลเมืองที่แวดล้อมไปด้วยข้อมูลเท็จก็เหมือนกับอยู่ในมลพิษมีแต่จะนำไปสู่การป่วยตายแน่นอน รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าว 

รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปาฐกถาหัวข้อ “AI กับสงครามข้อมูล : ใครจะได้เปรียบในสนามใหม่ของการเลือกตั้ง” กล่าวถึงสถานการณ์ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย มีการใช้เครื่องมือ AI ซึ่งรวมถึงภาพปลอมจำนวนมาก ท่ามกลางสับสนนี้จะบอกได้ว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งการทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสับสนอาจเป็นกลไกที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ 

ในทางรัฐศาสตร์มีคำว่าโฆษณาชวนเชี่อ (Propaganda) ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรมาก แต่ปัจจุบันมี ช่องผี (Anonymous Channel)” ที่ทำได้ด้วยคนเก่งเทคโนโลยีเพียงคนเดียว ดังนั้นแม้ AI ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง   แต่มีผลต่อการเลือกตั้ง และที่สำคัญคือ “AI ไม่ได้เป็นกลางทางการเมืองAI มีอำนาจในโลกออนไลน์และกำลังจะมีอำนาจในโลกจริง เพราะ AI เล่นกับข้อมูล เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดไม่อาจเก็บข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ AI สามารถทำได้ AI จึงมีข้อมูลที่มากกว่าสมองมนุษย์ แต่ความสามารถในการคาดการณ์ (Predict) ของ AI นั้นถูกต้องเพียงใด 

กล่าวคือ อัลกอริทึมของ AI ไม่เคยเป็นกลาง ทุกการคัดกรองของ AI ใช้อำนาจของ AI มากกว่าการตัดสินใจของมนุษย์บนฐานของศีลธรรม (Morality)  ดังนั้นการหยั่งรู้หรือตระหนักรู้ถึงข้อเท็จจริงของมนุษย์จึงสำคัญมากในการถ่วงดุลการทำหน้าที่ของ AI ในทางการเมือง นอกจากนั้น “AI ไมได้สื่อสารกับผู้คนแต่สื่อสารกับอารมณ์ความกลัวสถานการณ์และอคติของผู้คน ขึ้นอยู่กับการใช้คำสั่งในแต่ละครั้ง AI จะทำงานด้วยการกระตุ้นความรู้สึกของผู้คน คำถามคือเราได้สร้างเครื่องมือให้ประชาชนแยกแยะข้อเท็จจริงมาก – น้อยเพียงใด 

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ การใช้ AI ทำลายล้างซึ่งกันและกันแล้วประชาชนก็เชื่อว่าเป็นความจริงซึ่งในหลายประเทศได้เกิดขึ้นแล้ว เช่น การใช้ AI สร้างอวตาร มีการใช้เทคนิค Robocall หมายถึงใช้ AI แปลงเสียงให้เหมือนนักการเมือง ราวกับการกระทำของมิจฉาชีพ ใช้ AI สร้างคลิปวิดีโอที่ภาพและเสียงเหมือนกับบุคคลนั้นกำลังพูดอยู่จริงๆ (Deepfake) ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆเพื่อให้ AI ช่วยตัดสินใจว่าควรเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด มากกว่าจะใช้ความคิดของตนเอง (Twins Voter)

ดังนั้นเมื่อเราได้รับข้อมูลและกำลังจะตั้งคำถาม สำหรับตนมีข้อแนะนำว่า แทนที่จะเริ่มถามว่าทำไม? ให้ถามว่าใคร? หมายถึงใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และเรื่องนั้นจะไปส่งผลกระทบกับใครบ้าง ในการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ประชาชนและมนุษย์คือคนคนเดียวกัน มักเน้นไปที่ผลการเลือกตั้ง นักการเมือง พรรคการเมือง หรือใครจะเป็นรัฐบาล แต่ยังไม่มีการตั้งคำถามว่าหาก AI เข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง  ประชาชนและมนุษย์จะได้รับผลกระทบอย่างไร 

การหาเสียงตอนนี้ไม่ใช่แค่ป้ายรถแห่หาเสียงเคาะตามประตูบ้าน  หรือใบปลิวอีกต่อไปแล้วแต่กลไกของการใช้ AI โลกไปเร็วมากแต่องค์กรและโครงสร้างของรัฐยังย่ำอยู่กับที่และเดินล่าช้าไม่ทันการณ์ต่อการพัฒนาของเทคโนโลยีและดิจิทัล รศ.ดร.ไพลิน กล่าว 

อภิเดชเตปินนักวิจัยจากทีม Neo Momentum นำเสนอข้อมูลเรื่อง บทเรียนสงครามข้อมูลการเลือกตั้ง 2566” ฉายภาพสถานการณ์บนโลกออนไลน์ 3 ช่วง คือ 1.ช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 14 .. 2566  เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 14 มิ.ย. 2566ซึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน เนื้อหาทางการเมืองถูกผลิตและขยายผ่านแพลตฟอร์ม และบทสนทนาส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง เช่น โพสต์โจมตี ปลุกความโกรธ ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของพรรคการเมืองคู่แข่งหรือต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง 

พบการแย่งชิงเรื่องเล่า (Narrative) โดยช่วงก่อนเลือกตั้งจะพบการโจมตีใส่ร้าย สร้างข่าวลือ แต่เมื่อพ้นจากวันออกเสียงเลือกตั้งไปแล้ว เรื่องเล่าจะว่าด้วยความโปร่งใสของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง อาทิ การนับคะแนน ทั้งหมดเกิดขึ้นในระบบนิเวศออนไลน์ที่ซับซ้อน มีผู้เล่นมากมายทั้งนักการเมือง ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) บัญชีที่เคลื่อนไหวคล้ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) รวมถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่ติดตามการเมือง ศูนย์กลางข้อมูลจึงไม่ชัดเจนและกระจายจัดจาย กลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลบิดเบือนทำงานได้ง่าย  

2.ช่วงหลังการเลือกตั้งซึ่งมีการเก็บข้อมูลตลอดทั้งปี 2567 ความตึงเครียดในโลกออนไลน์นอกจากจะไม่คลี่คลายลงแล้วกลับยังเข้มข้นขึ้น แต่การแข่งขันได้ย้ายจากการหาเสียงเชิงนโยบายไปสู่การทำลายความชอบธรรมของตัวแสดงทางการเมือง ไม่ว่านักการเมือง พรรคการเมือง หรือแม้แต่สถาบันทางการเมือง เนื้อหาที่พบมากในช่วงนี้คือข้อมูลลวง ทฤษฎีสมคบคิด การโจมตีตัวบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ขณะที่แพลตฟอร์มกลั่นกรองเนื้อหาได้ช้าลงเมื่อเทียบกับช่วงที่มีการเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีการเกิดขึ้นของระบบการสร้างรายได้จากแพลตฟอร์ม การกำกับดูแลจึงทำได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับช่วงที่มีการเลือกตั้ง นอกจากนั้นยังพบการเพิ่มขึ้นของถ้อยคำสร้างความกลียดชัง (Hate Speech) ยกระดับจากการด่าทอไปสู่การลดทอนความเป็นมนุษย์และสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในโลกจริง รวมถีงพบภาพที่ถูกสร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้ประกอบในเรื่องเล่าบางอย่าง

3.ช่วงปัจจุบันเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 20 พ.ย. 2568 เนื้อหาบนโลกออนไลน์ขยับจากไปสู่การเมืองเชิงอัตลักษณ์ (Identity Politics) เช่น ประเด็นแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ผลการศึกษาทั้ง 3 ช่วงพบสิ่งที่เหมือนกันคืออารมณ์เป็นโครงสร้างหลักของข้อมูล ทุกเหตุการณ์ของความมั่นคงหรือความขัดแย้งจะถูกขยายฐานความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกกังวลว่ากำลังถูกคุกคามจากอะไรบางอย่าง เละเห็นช่องว่างของความเชื่อมั่นสาธารณะ (Public Trust) ที่กว้างและลึกอย่างต่อเนื่อง 

กล่าวคือ ผู้คนไม่ได้เพียงไม่เชื่อในข้อมูลแต่ยังไม่เชื่อในกระบวนการไม่เชื่อในสถาบันและแม้แต่ไม่เชื่อใจกันเองปรากฏการณ์เหล่านี้คือภูมิทัศน์ (Landscape) ของข้อมูลของการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปี 2569 และความปั่นป่วนจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ มาเป็นตัวจุดชนวน และการมาของ AI ที่ยิ่งซับซ้อนขึ้น ก็จะเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญ  

ถ้าต้องการจะสลายวงจรข่าวลวงหรือวงจรของความเกลียดชังเรามองว่ามันอาจต้องเริ่มจากการเปลี่ยนสภาวะของอารมณ์ในพื้นที่ดิจิทัลไปพร้อมๆกันไม่ใช่แค่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวแต่มันจะต้องเข้าใจอารมณ์ความเจ็บปวดความกลัวที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านั้นที่คนแชร์ต่อกันโจทย์ของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอาจไม่ใช่แค่ว่าอะไรจริงไม่จริงแต่คือเราจะออกแบบพื้นที่ที่ให้ทุกข้อมูลอยู่ร่วมกันได้อย่างไรโดยที่ความจริงมันจะไม่แพ้อารมณ์และเรื่องเล่าที่มันบั่นทอนสังคมของผู้รับรู้ อภิเดช กล่าว 

ภายในงานยังมีการประชุมโต๊ะกลม “ความท้าทายในการรับมือข่าวลวงเลือกตั้งในยุค AI” โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟคประเทศไทย เป็นประธานการประชุม ซึ่งจะมีการรวบรวมเสียงสะท้อนของผู้เข้าร่วมเป็นข้อเสนอต่อภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/- 


‘โพสต์เก่าวนซ้ำก็ยังมี-AIทำเนียนก็เริ่มมา’ 10รายงานตรวจสอบประจำปี2568โดยโคแฟค

By : Zhang Taehun

เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของปี 2568 หรือ 2025 กันแล้ว ซึ่งในช่วงส่งท้ายปีแบบนี้บรรดาสื่อต่างๆ ก็มักจะรวบรวม “เรื่องเด่นประจำปี” มานำเสนอ แน่นอนว่าโคแฟคเราก็เช่นกัน ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลากหลายหัวข้อทั้งสุขภาพ การเมือง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโดยเฉพาะเรื่องร้อนๆ อย่างความขัดแย้งที่กลายเป็นการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา คัดมานำเสนอ 10 เรื่อง ดังนี้

 ภาพที่ 1 โพสต์แชร์วนซ้ำ “มะนาวโซดารักษามะเร็ง”

1.ข่าวลวงวนซ้ำ “มะนาวรักษามะเร็ง” (รอบที่เท่าไรแล้วไม่รู้) : ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 จุดเริ่มต้นคือการตรวจสอบข่าวลวงด้านสุขภาพ และหนึ่งในข่าวลวงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “มะนาวรักษามะเร็ง” เพราะแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาเตือนหลายต่อหลายครั้งว่า “ไม่จริง” ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าน้ำมะนาวจะใช้รักษาโรคมะเร็งได้ แม้น้ำมะนาวหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสมจะมีประโยชน์ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการเจ็บคอและอุดมด้วยวิตามินซีก็ตาม แต่ข่าวลวงนี้ก็ยังถูกแชร์วนซ้ำอยู่ในพื้นที่ออนไลน์ 

อย่างล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. – ต้นเดือน ต.ค. 2568 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กจำนวนมากโพสต์ข้อความแนะนำให้ทำน้ำด่างหรือน้ำผสมมะนาวดื่มเนื่องจากน้ำด่างช่วยขจัดเชื้อโรคในร่างกาย และมะนาวมีฤทธิ์ทำลายมะเร็งเนื้อร้ายที่รุนแรงถึง 12 ชนิด แถมยังอ้างว่าเป็นคำแนะนำของ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อีกต่างหาก อย่างไรก็ตาม วันที่ 20 ต.ค. 2568 โคแฟคได้รับคำยืนยันจาก ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ว่าไม่ได้เป็นผู้เขียนบทความนี้และถูกนำชื่อไปแอบอ้าง

ภาพที่ 2 ดื่มน้ำแจกฟรีเมื่อเติมน้ำมันที่ปั๊ม

2.น้ำขวดแจกฟรีตามปั๊มน้ำมันเป็นอันตราย..ห้ามดื่ม : เป็นอีกข่าวที่มีการแชร์วนเป็นระยะๆ ว่าด้วยอันตรายจากน้ำดื่มแจกฟรีตามปั๊มน้ำมันเมื่อเราๆ ท่านๆ ขับรถเข้าไปเติมน้ำมันจนถึงราคาตามที่แต่ละปั๊มกำหนด ซึ่งในรายการ “รวมพลคนเช็กข่าว” อันเป็นความร่วมมือระหว่างโคแฟคกับ Ubon Connect แขกรับเชิญประจำวันที่ 20 พ.ค. 2568 รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงคลิปที่ระบุว่าขวดน้ำพลาสติกมีรูพรุนขนาดเล็ก ที่มองไม่เห็น อาจทำให้สารเคมี ฝุ่น หรือเชื้อโรคซึมเข้าไปได้เมื่อขวดถูกความร้อน ว่า 

ขวดน้ำดื่มส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติก PET (Polyethylene Terephthalate) ซึ่งมีความหนาแน่นสูง รูพรุนขนาดเล็ก (ประมาณ 2 นาโนเมตร) มีจริง แต่เล็กมากจนสารเคมี เช่น ไอระเหยน้ำมัน หรือเชื้อแบคทีเรีย (ขนาดใหญ่กว่ารูพรุนมาก) ซึมผ่านได้ยากและช้ามาก การที่น้ำในขวดจะปนเปื้อนจนเป็นอันตรายจึงแทบเป็นไปไม่ได้ในสภาวะปกติ ส่วนคลิปที่อ้างว่าน้ำดื่มที่ตากแดดในปั๊มน้ำมันอาจปล่อยสารเคมี เช่น BPA, Phthalates หรือสารก่อมะเร็ง เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง 

“ขวด PET มีโครงสร้างโมเลกุลที่เสถียร สารเคมีเหล่านี้ไม่หลุดออกมาง่ายๆ แม้ขวดจะถูกความร้อนที่ 40-60 องศาเซลเซียส (เช่น ในรถยนต์ที่จอดตากแดด) การวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และงานศึกษาในต่างประเทศ (เช่น อังกฤษ ปี 2012) พบว่า ต้องใช้ความร้อนสูงถึง 60 องศาเซลเซียสนาน 11 เดือน จึงจะมีสารเคมีหลุดออกมาในปริมาณที่เกินมาตรฐาน ซึ่งในชีวิตประจำวันแทบเป็นไปไม่ได้” รศ.ดร.เจษฎา ระบุ 

ภาพที่ 3 ชุมนุมเรียกร้อง สส. , สว. เคารพเสียงเลือกตั้งประชาชน ไม่ใช่ชุมนุมต้านกาสิโน

3.คลิปชุมนุมที่แยกอโศก ปี 2566 ถูกอ้างชุมนุมต้านกาสิโน ปี 2568 : ช่วงเดือน ก.ย. 2566 – ส.ค. 2568 อันเป็น

ช่วงเวลาที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล หนึ่งในนโยบายที่มีกระแสต่อต้านมากที่สุดคือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex)” หรือสถานบันเทิงครบวงจร เพราะอนุญาตให้มี กาสิโน หรือสถานที่เล่นการพนันอย่างถูกกฎหมาย การแสดงจุดยืนคัดค้านมีตั้งแต่วงเสวนาวิชาการไปจนถึงการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน 

อย่างไรก็ตาม วันที่ 7 เม.ย. 2568 มีผู้โพสต์คลิปวีดิโอบนแพลตฟอร์ม TikTok ระบุว่า “การชุมนุมวันนี้ที่อโศก” แต่ไม่ได้บอกว่าชุมนุมเรื่องอะไร ทำให้ผู้เข้ามาชมคลิปจำนวนมากต่างแสดงความคิดเห็นโดยเข้าใจไปว่าเป็นการชุมนุมต้านกาสิโนหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปเก่า โดยเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2566 เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง สว. และ สส. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 ไม่ใช่การชุมนุมคัดค้านกาสิโนแต่อย่างใด

ภาพที่ 4 : ‘ไอซ์ – รักชนก’ ถือป้ายแนะนำตัว ไม่ใช่ถือป้ายให้เลือกทหารหรือพรรคประชาชน

4.ภาพแนะนำตัวของ ‘ไอซ์ – รักชนก’ ถูกบิดเบือนว่าเป็นภาพถือป้ายจะเอาทหารหรือพรรคประชาชน : หากไม่นับบรรดาแกนนำตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน ก็ต้องบอกว่า ‘ไอซ์ – รักชนก’ ถือเป็นนักการเมืองระดับ ‘ตัวตึง’ เบอร์ต้นๆ ของกลุ่มพรรคสีส้ม ด้วยลีลาปราศรัยทั้งการอภิปรายในสภาและการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบดุเด็ดเผ็ดร้อน ซึ่งอีกมุมหนึ่งก็ทำให้กลายเป็นเป้าถูกโจมตีทางการเมืองไปด้วย 

ตัวอย่างหนึ่งคือช่วงปลายเดือน ต.ค. – ต้นเดือน พ.ย. 2568 จู่ๆ โลกออนไลน์ก็มีการแชร์ภาพของ ไอซ์ – รักชนก ถือป้ายกระดาษสีขาว มีข้อความเขียนว่า คุณคิดว่าประเทศชาติ ต้องการทหารหรือพรรคประชาชน ภาพนี้กระจายอย่างมากในเพจและกลุ่มเฟซบุ๊กของผู้ที่มีทัศนคติทางการเมืองตรงข้ามกับพรรคสีส้ม อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวเป็นของปลอมที่ถูกตัดต่อขึ้น” 

โดยทีมงานโคแฟคได้ค้นหาแล้วไปพบว่า ภาพต้นฉบับของเจ้าตัวถูกโพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2565 และข้อความในภาพต้นฉบับคือ “รักชนก ศรีนอก เขต 26 กทม.” เป็นการแนะนำตัวเนื่องจากกำลังจะลงสมัคร สส. แบบแบ่งเขต สังกัดพรรคก้าวไกลในเวลานั้น อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “การตัดต่อภาพครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)”ไม่ใช่เทคนิคหรือโปรแกรมตัดต่อภาพแบบดั้งเดิม โดยที่มุมขวาล่างจะเห็นโลโก้ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Gemini อันเป็นโปรแกรม AI ของ Google สะท้อนข้อกังวลว่า “AI อาจถูกใช้ในการสร้างเรื่องบิดเบือนมากขึ้นและทำได้แนบเนียนขึ้น” ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจออกเสียงเลือกตั้งของประชาชน

ภาพที่ 5 : คลิปรถไฟลุยน้ำท่วมทำโดย AI ถูกนำมารวมกับคลิปน้ำท่วมหาดใหญ่ของจริง

5.คลิป “รถไฟลุยน้ำท่วมหาดใหญ่” เมื่อเหตุการณ์จริงถูกผสมกับของปลอม : ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 ชาว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ต้องเผชิญเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ ข่าวลือ – ข่าวลวงก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันด้วย อย่างคลิปหนึ่งที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 ช่วงแรกเป็นภาพขบวนรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมท่ามกลางฝนตกหนัก ขณะที่ช่วงหลังเป็นสภาพเมืองที่ถูกน้ำท่วมสูง 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีทั้งที่จริงและเท็จ โดยส่วนที่เป็นเท็จคือภาพรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมและฝนตกหนัก ซึ่งเคยมีผู้โพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2568 หรือก่อนหน้าน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ เกือบ 2 เดือน และยังมีผู้โพสต์อีกครั้งวันที่ 16 พ.ย. 2568 หรือ 5 วันก่อนถึงวันที่ 21 พ.ย. 2568 ที่เริ่มมีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ อีกทั้งครั้งนี้ผู้โพสต์ยังติดป้ายเตือนว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างจาก AI ไว้ด้วย รวมถึงเมื่อนำภาพไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ 3 แห่งที่รับตรวจภาพว่าสร้างด้วย AI หรือไม่ ค่าเฉลี่ยยังชี้ความเป็นไปได้อยู่ที่ราว 70 – 80% ว่าคลิปน่าจะถูกสร้างขึ้นด้วย AI

ในขณะที่ภาพน้ำท่วมในเมืองเป็นเหตุการณ์จริงเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 โดยเป็นภาพบริเวณร้านอาหาร “ฮัจยีสัน” ตั้งอยู่บริเวณข้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ จุดเชื่อมระหว่างถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 1 ซอย 5 กับถนนรัถการ โดยเหตุที่ผู้เขียนเลือกคลิปนี้มาติด 1 ใน 10 รายงานข่าวลวงแห่งปีของโคแฟค เพราะ “ระยะหลังๆ ข่าวลวงเรื่องภัยพิบัติในรูปแบบคลิปวิดีโอ พบหลายชิ้นมีการนำคลิปจากหลากหลายเหตุการณ์ ต่างสถานที่และเวลามาตัดต่อรวมกัน รวมถึงตัดต่อผสมกันระหว่างคลิปเหตุการณ์จริงกับคลิปที่สร้างด้วย AI” ทำให้คนทำงาน Fact – Checking ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบมากขึ้นในการตรวจสอบ

ภาพที่ 6 : ยาดมเสี่ยงเชื้อราจริงไหม?

6.ยาดมเสี่ยงเชื้อราจริงไหม? : ย้อนไปในวันที่ 24 มิ.ย. 2568 รายการ ‘รวมพลคนเช็กข่าว’ ได้เชิญ ผศ.ดร.พัชรีกัมมารเจษฎากูล ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาคลินิกจากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มาให้ความรู้ สืบเนื่องจากช่วงเวลานั้นมีการแชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ว่า ยาดมสมุนไพรแบบกระปุกที่หลายคนใช้เป็นประจำอาจมีการปนเปื้อนเชื้อรา โดยมีผู้ป่วยบางรายพบเชื้อราในปอดและสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับยาดม หลังตรวจพบคราบสีดำที่ก้นกระปุกยาดม  

ซึ่ง ผศ.ดร.พัชรี เล่าถึงงานวิจัยที่เก็บตัวอย่างยาดมสมุนไพรจากแหล่งผลิตและร้านค้าทั่วไป รวมถึงยี่ห้อที่วางจำหน่าย แบ่งยาดมออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่1.ยาดมแบบแห้ง (เช่น ยาดมสมุนไพรแบบผง) 2.ยาดมแบบน้ำมัน (เช่น ยาดมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย) และ 3.ยาดมแบบผสม (ผสมทั้งแบบแห้งและน้ำมัน) แล้วพบว่า ยาดมแบบแห้ง มีการปนเปื้อนเชื้อรามากที่สุด เนื่องจากส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรแห้งมีโอกาสดูดซับความชื้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา

อีกทั้งยังแนะนำสำหรับผู้ที่ชอบใช้ยาดมด้วยว่า 1.เลือกยาดมที่มีเลขทะเบียนยา และตรวจสอบวันหมดอายุ รวมถึงสภาพบรรจุภัณฑ์ว่าสะอาด ไม่รั่วหรือแตก 2.สังเกตความผิดปกติ เช่น กลิ่นแปลก เนื้อสมุนไพรเปื่อยยุ่ย หรือมีคราบสีดำ หากพบให้หยุดใช้ทันที 3.หลีกเลี่ยงการจ่อยาดมใกล้จมูกเกินไป เพื่อลดโอกาสสูดดมเชื้อราหรือสารปนเปื้อน4.ปิดฝาให้สนิทหลังใช้ เพื่อป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน

5.กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภูมิแพ้ โรคโพรงจมูกอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ควรระวังเป็นพิเศษและปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ยาดม ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และ 6.หากมีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ระคายเคือง หรือแสบจมูก ควรหยุดใช้ 

ผ่านมาราว 4 เดือน ในวันที่ 17 ต.ค. 2568 มีการแชร์ข้อมูลกันในกลุ่ม ‘Thai Community in Perth Western Australia’ ว่า สนามบินเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำยาดมแบบกระปุกเข้าประเทศ โดยอนุญาตเฉพาะยาดมแบบน้ำหรือน้ำมันเท่านั้น ขณะที่บางความเห็นตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะยาดมกระปุกเป็นยาดมแบบแห้ง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อรา

ประเด็นนี้ทีมงานโคแฟคได้สอบถามไปยังกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ของออสเตรเลีย (DAFF) และได้รับคำชี้แจงในวันที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า ยาดมสมุนไพรแบบแห้งจากประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องหอม ดอกไม้แห้ง และสมุนไพรแห้ง (Potpourri) ซึ่งมีส่วนประกอบของเมล็ดพันธุ์ ฝัก และส่วนอื่น ๆ ของพืชซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงทางชีวภาพสูง ผู้โดยสารที่นำยาดมสมุนไพรแบบแห้งติดตัวมาด้วยจะต้องสำแดงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรของทุกสนามบินในออสเตรเลียตรวจสอบ

อนึ่ง ในวันที่ 28 ต.ค. 2568 เช่นกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เผยแพร่ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาดมผสมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2 เลขทะเบียนที่ G 309/62 รุ่นการผลิตที่ 000332) เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ระบุว่าพบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ยีสต์ และเชื้อราเกินมาตรฐาน พร้อมแนะประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ในรุ่นการผลิตที่ตรวจพบการปนเปื้อน โดยทางหงส์ไทยได้แถลงขอโทษพร้อมประกาศเรียกคืนสินค้าล็อตที่มีปัญหาดังกล่าว

ภาพที่ 7 : เพจดังโพสต์แนะนำวิธีปฐมพยาบาลจากแก๊สน้ำตาที่เป็นอันตรายกับชาวกัมพูชา

7.เพจดังโพสต์แนะนำชาวกัมพูชาถึงวิธีปฐมพยาบาลหากถูกแก๊สน้ำตา..แต่เป็นวิธีที่ผิดและเป็นอันตราย : ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “โม่งดำ-Black Hood Operator” ซึ่งเป็นเพจของผู้สนใจกีฬายิงปืนและยุทธวิธีทางการทหาร-ตำรวจ มีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนราย โพสต์ข้อความภาษาไทยและภาษาเขมรเรื่อง “วิธีการปฐมพยาบาลเมื่อถูกแก๊สน้ำตา” โดยอ้างว่าให้ใช้สารที่เป็นกรด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำส้มสายชู น้ำยาล้างจานหยอดที่บริเวณดวงตาเพื่อช่วยลดอาการแสบร้อน

โพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 17 ก.ย. 2568 ซึ่งมีเหตุการณ์ตำรวจควบคุมฝูงชนของไทยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางควบคุมผู้ชุมนุมชาวกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้วอย่างไรก็ตาม นั่นเป็นวิธีที่ผิดและเป็นอันตราย ส่วนวิธีการที่ถูกต้องซึ่ง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เคยเผยแพร่ไว้ คือ 1.นำผู้ถูกแก๊สน้ำตาออกมาอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก 2.หากถูกผิวหนัง ควรถอดเสื้อผ้าออก จากนั้นให้ล้างตัวด้วยน้ำประปาหรือน้ำสะอาด โดยให้น้ำไหลผ่านจำนวนมากอย่างน้อย 10-15 นาที 

3.หากมีการระคายเคืองตา ถ้าใส่คอนแทคเลนส์อยู่ ต้องถอดออกก่อน แล้วจึงล้างตาด้วยน้ำประปาหรือน้ำสะอาด โดยเอียงหน้าเทน้ำล้างให้ไหลจากหว่างคิ้วไปทางหางตา นานอย่างน้อย 10-15 นาที และ 4.บ้วนปากหลายครั้งด้วยน้ำสะอาด หลังจากนั้นสามารถดื่มน้ำหากรู้สึกระคายคอ และเหตุที่เลือกข่าวนี้มาอยู่ใน 10 ประเด็นข่าวลวงแห่งปี แม้จะเป็นเรื่องที่มีเจตนาล้อเล่นหรือสร้างความตลกขบขัน แต่การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิด ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตหากมีผู้หลงเชื่อ

อีกทั้งก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2568 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลลวง และข้อมูลอันเป็นเท็จทุกรูปแบบที่นำไปสู่การยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเจรจาทางการทูตและการสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน โดยขอให้ประชาชนรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ ตรวจสอบข้อมูลที่อาจเป็นเท็จทุกครั้ง ใช้สื่อทุกแพลตฟอร์มอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน

ภาพที่ 8 : นักวิชาการด้านความมั่นคง ‘ปณิธาน วัฒนายากร’ ถูกอ้างว่าได้ระบุถึงนักรบรับจ้างชาวอเมริกัน ช่วยทหารกัมพูชาบังคับโดรนสู้รบกับทหารไทย

8.เพจเฟซบุ๊กอ้างคำพูด “ปณิธาน วัฒนายากร”บอกว่ามีนักรบรับจ้างชาวอเมริกันเข้าไปช่วยทหารกัมพูชาบังคับโดรนสู้รบกับทหารไทย : ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ซึ่งสถานการณ์ตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ค. 2568 จากการปะทะเล็กๆ ที่ช่องบก ตามด้วยมาตรการจำกัดการเดินทางข้ามแดนทางบกของทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนเกิดการสู้รบกินเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 จากนั้นเป็นช่วงเวลาหยุดยิง กระทั่งเกิดการสู้รบกันอีกครั้งตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค. 2568 เป็นต้นมา ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งของ 2 ประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีความเชื่อว่าอาจเชื่อมโยงกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ว่าเป็นสงครามตัวแทนระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา 

และเมื่อเชื่อไปแล้วว่าสมรภูมิไทย – กัมพุชาแอบแฝงการประลองกำลังของมหาอำนาจไว้ด้วย ก็จะมีความพยายามมองหาอะไรก็ตามที่สนับสนุนความเชื่อนั้น ซึ่งรวมถึง ทหารรับจ้าง หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่รับงาน – รับเงินเข้าไปสนับสนุนทางยุทธวิธีรวมถึงร่วมรบไปกับกองกำลังท้องถิ่นด้วย ดังตัวอย่างที่มีเพจเฟซบุ๊กบางแห่งอ้างคำพูดของ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า มีนักรบรับจ้างชาวอเมริกันช่วยกัมพูชาสู้กับไทย 

อย่างไรก็ตาม ทีมงานโคแฟคตรวจสอบแล้ว พบว่า เพจเหล่านั้นโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 เมื่อลองนำข้อความไปค้นหา ที่ใกล้เคียงที่สุดคือกรณี รศ.ดร.ปณิธาน ไปให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Top News เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 แต่เมื่อฟังดูทั้งคลิปตลอดความยาว 19.06 นาที (ชื่อคลิป “อ.ปณิธานเชื่อ ปะทะครั้งนี้อาจมี ‘นักรบรับจ้างต่างชาติ’ ร่วม ชี้ไทยยังไม่กล้าถล่มลึกถึงฐานใหญ่เขมร”) แม้จะมีบางช่วงกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้าไปสนับสนุนปฏิบัติการด้วยโดรนของทหารกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงทหารรับจ้างชาวอเมริกัน 

รวมถึงเมื่อได้โทรศัพท์ไปสอบถาม อาจารย์ปณิธานก็ยืนยันอีกครั้งว่า “ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ ตนเองไม่เคยระบุสัญชาติของนักรบรับจ้างหรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปบังคับโดรนในกัมพูชา” แต่อาจเป็นการตีความหรือขยายความเพิ่มเติมจากเพจเฟซบุ๊กที่นำคำให้สัมภาษณ์ไปเผยแพร่ต่อ

ภาพที่ 9 : ภาพตัดต่อเลียนแบบโพสต์ของสื่อ “ข่าวสด” ใส่คำพูดที่อ้างว่าเป็นของ “กัน จอมพลัง” ทั้งที่โพสต์จริงของข่าวสดรายงานคำพูดของ “ไอซ์ – รักชนก”

9.โพสต์ปั่น “กัน จอมพลัง” ล้อเลียนเกินเลยจนเข้าข่ายสร้างข่าวลวง : ช่วงกลางถึงปลายเดือยเดือน ต.ค. 2568 ชื่อของ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยได้รับความสนใจจากสื่อต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งด้านหนึ่งได้รับเสียงสนับสนุนในเรื่องการระดมทุนบริจาคไปช่วยเหลือสังคม รวมถึงช่วยเหลือทหารหน้าแนวในสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา แต่อีกด้านหนึ่งก็ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ในขณะนั้น) ซึ่งเชื่อมโยงกับการได้รับสัญญาจ้างงานแบบเจาะจงในกระทรวงเกษตรฯ 

ช่วงเวลานั้นได้มีปรากฏการณ์ “สารพัดคนดังทั่วโลกร่วมชื่นชมและสนับสนุนกัน จอมพลัง” ภาพบุคคลสำคัญมากมายทั้งนักการเมือง ดารา ไปจนถึงตัวละครในสื่อบันเทิง มามอบเงินบริจาคให้กับอินฟลูฯ รายนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นแล้วก็ดูออกกันง่ายๆ ว่านี่คือ โพสต์ปั่น เล่นกันเอาสนุกขำขัน แต่กับบางกรณีก็ดูจะเลยเถิดกลายเป็นการสร้าง ข่าวลวง – ข้อมูลเท็จ” เพราะไปแอบอ้างปลอมโพสต์ให้เหมือนสำนักข่าวที่มีอยู่จริง 

ดังโพสต์ที่พบเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Menhealth Tha” โพสต์ภาพในกลุ่มเฟซบุ๊ก “เรารักพลโทบุญสิน” เป็นภาพของ กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ กับ ไอซ์ – รักชนก สส. พรรคประชาชน และมีโลโก้ของ “KHAOSOD” หรือ นสพ.ข่าวสด อยู่บริเวณหัวมุมด้านขวา พร้อมกับบรรยายคำพูดที่อ้างว่าเป็นของกัน จอมพลัง อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานโคแฟคสอบถามไปยังกอง บก. ข่าวสด ก็ได้รับคำยืนยันว่าไม่ได้ทำโพสต์ดังกล่าว ส่วนโพสต์จริงของข่าวสด แม้จะใช้ภาพเดียวกับโพสต์ปลอม แต่เป็นการอ้างคำพูดของไอซ์ – รักชนก ไม่ใช่กัน จอมพลัง 

อีกทั้งเมื่อตรวจสอบภาพประกอบ ก็พบว่ามาจากรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ทางช่องยูทูบ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว”เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2568 โดยเป็นคลิปความยาว 2 ชั่วโมง 49 นาที 57 วินาที ที่สัมภาษณ์กัน จอมพลัง พร้อมกับไอซ์ – รักชนก โดยตลอดทั้งคลิปนั้นไม่ปรากฏคำพูดของกัน จอมพลัง ตามที่โพสต์ปลอมกล่าวอ้าง ในขณะที่มีคำพูดของไอซ์ – รักชนก อยู่จริงตามรายงานจากโพสต์จริงของข่าวสด (สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่รายงานโคแฟค เรื่อง สารพัดคนดังชื่นชม-บริจาคเงินให้‘กัน จอมพลัง’ข่าวลวงปั่นขำขัน..แต่บ้างก็ยังเชื่อว่าจริง”) 

และนี่คือเหตุผลที่หยิบเรื่องนี้มารวมไว้ใน 10 ข่าวลวงแห่งปี ด้วยผู้เขียนต้องการย้ำว่า “ฝ่ายไหนก็มีโอกาสเจอข่าวลวงได้” ไม่ว่าจะทำขึ้นด้วยจุดประสงค์ใดก็ตาม ซึ่งทางโคแฟคเองก็พยายามทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะมีชุดความคิดหรืออุดมการร์แบบใด จุดร่วมที่อยากให้มีตรงกันคือ “การเมืองที่อยู่บนฐานข้อเท็จจริง” ทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง ไปจนถึงมวลชนผู้สนับสนุนหรือฐานเสียงของพรรค (ด้อม FC นักแบก ฯลฯ)

ภาพที่ 10 : ผู้ช่วย สส. พรรคเพื่อไทย ทำคลิปใช้ AI จนเนียนเหมือนกำลังลุยน้ำท่วมสูงในเหตุอุทกภัยที่หาดใหญ่  

10.คลิปผู้ช่วย สส. พรรคเพื่อไทย ลุยน้ำท่วมสูงในเหตุการณ์อุทกภัยหาดใหญ่ พบสร้างขึ้นด้วย AI : เรื่องนี้น่าจะเป็น “ที่สุด” คืออยู่ในอันดับ 1 ในบรรดารายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยโคแฟคประจำปี 2568 เพราะมาครบทั้งบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง เป็นภาพการลงพื้นที่ซึ่งกำลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ และแป็นคลิปที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประเดิษฐ์ (AI) ที่ทั่วโลกกำลังกังวลถึงความสามารถในการสร้างสื่อทั้งภาพ คลิปวิดิโอ เสียงและเนื้อหาที่เนียนราวกับเป็นของจริง เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผู้รับสารแยกแยะเรื่องเท็จ – ข้อมูลบิดเบือนไม่ออก 

รายงานนี้โคแฟคเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2568 บัญชีเฟซบุ๊กและ X ของ ชีพธรรม คำวิเศษณ์ ซึ่งระบุในโปรไฟล์ของตนเองว่าเป็นผู้ช่วยของ สุธรรม แสงประทุม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์คลิปวิดีโอตนเองยืนแช่อยู่ในน้ำที่กำลังท่วมสูง ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บรรยายความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตาม ทีมงานโคแฟคได้พบว่า คลิปนี้ถูกสร้างด้วย Sora ซึ่งเป็นโมเดล AI ของ OpenAI เจ้าของเดียวกันกับ AI แชทบอทที่โด่งดังอย่างChatGPT และยังเห็นสิ่งผิดปกติหลายจุดที่ทำให้เชื่อได้ว่าใช้ AI สร้างขึ้น 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาอยู่ใน 10 เรื่องราวตรวจสอบข้อเท็จจริงแห่งปี และยังยกให้เป็นอันดับ 1 ก็เพราะเมื่อรายงานถูกเผยแพร่ออกไปทางเพจเฟซบุ๊กของโคแฟค เจ้าตัวได้มาตอบชี้แจงทำนองว่ายังได้ใช้ AI ทำไว้อีกหลายคลิป ท่ามกลางคำถามจากหลายคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่กับการใช้ AI ผลิตเนื้อหาซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ที่ทำเป็นคนของพรรคการเมือง 

เรื่องนี้สะท้อนภาพปัญหาการขาดความเข้าใจเรื่องขอบเขตการใช้เครื่องมือ AI อย่างเหมาะสม หรือกรอบจริยธรรมการใช้ AI ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของแวดวงการเมืองหรือของประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วไปในโลกเมื่อเทคโนโลยีใหม่นี้เข้าถึงและใช้งานได้ง่ายแต่ความตระหนักรู้ยังตามไม่ทัน ครั้นจะปฏิเสธการพัฒนาและใช้งาน AI อย่างสิ้นเขิงคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นคำถามคือจะสร้างสมดุลอย่างไรระหว่างการใช้ประโยชน์กับการลดความเสี่ยงผลกระทบจาก AI (ค้นหารายงานการตรวจสอบเรื่องนี้ได้จากหัวข้อ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน”)

สำหรับปี 2568 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ประเทศไทยได้เผชิญเรื่องหนักๆ มาทั้งภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาที่แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ไกลถึงกรุงเทพฯ และน้ำท่วมเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้อย่างหาดใหญ่ รวมถึงภัยจากมนุษบ์อย่างความขัดแย้งชายแดนไทย –กัมพูชาที่นำไปสู่การสู้รบสูญเสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือน ตลอดจนความผันผวนทางการเมืองที่ 1 ปี มีรัฐบาล 2 ชุด และเพิ่งยุบสภาไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เข้าสู่ช่วงเตรียมการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 

ก็ต้องขออวยพรให้ทุกท่านโชคดีในปี 2569 ไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวลวง ได้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วยข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีความสามารถมาช่วยแก้ไขสารพัดปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://dis.fda.moph.go.th/detail-checkSureShare?id=536 (มะนาวโซดารักษามะเร็งได้ โม้มาก ไม่จริง : กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและบา , 18 ส.ค. 2560) ‘ 

https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/b556271a-bbcd-eb11-80ed-00155d09b41f (ข่าวลวงเรื่องมะนาวโซดารักษามะเร็ง/โควิด , ฐานข้อมูลสื่อสุขภาวะ สสส. , 15 มิ.ย. 2564)

https://sasuksure.anamai.moph.go.th/content?id=1876 (โซดา ช่วยฆ่า”เซลล์มะเร็ง” : สา’สุข ชัวร์ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข , 25 ก.ค. 2567)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-health-misinfo-20102025/ (อดีตคณบดีคณะแพทย์ศิริราชยืนยันไม่ได้เป็นผู้เขียนบทความ “มะนาวรักษามะเร็ง” , 20 ต.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/liveubonconnect680520/ (ไขข้อข้องใจ น้ำดื่มแถมจากปั๊มน้ำมัน อันตรายจริงหรือ? : 21 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/political-factcheck-casino-protest/ (​คลิปชุมนุมที่แยกอโศกปี 66 ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมต้านกาสิโนปี 68 , 8 เม.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-rakchanok-03112025/ (รูป “รักชนก ศรีนอก” ถูกนำมาตัดต่อใส่ข้อความเท็จ ถาม “ประเทศชาติต้องการทหารหรือพรรคประชาชน” , 3 พ.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-southern-flood-train-ai-28112025/ (คลิปรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมที่สร้างด้วย AI ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ , 28 พ.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/livetalk062468/ (ผู้เชี่ยวชาญไขข้อข้องใจ “ยาดมสมุนไพร” เสี่ยงเชื้อราจริงหรือ? , 29 มิ.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-health-inhaler-30102025/ (กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียระบุ ยาดมสมุนไพรเป็น “สิ่งของต้องสำแดง” ก่อนเข้าประเทศ , 30 ต.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-19092025/ (เพจเฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาเท็จวิธีปฐมพยาบาลเมื่อโดนแก๊สน้ำตา , 19 ก.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-12122025/ (“ปณิธาน วัฒนายากร” ยืนยันไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่ามี นักรบรับจ้างอเมริกันช่วยกัมพูชาใช้โดรนสู้กับไทย , 12 ธ.ค. 2568)

https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2891005 (สรุป 3 ประเด็นร้อน มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โยงนักการเมืองดัง : ไทยรัฐ 24 ต.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/report83-68/ (สารพัดคนดังชื่นชม-บริจาคเงินให้‘กัน จอมพลัง’ข่าวลวงปั่นขำขัน..แต่บ้างก็ยังเชื่อว่าจริง , 8 พ.ย. 2568)

https://web.facebook.com/photo?fbid=1152319237104594&set=a.407800974889761 (เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน , 2 ธ.ค. 2568)

ภาพ “ทหารหมวกฟ้า” รักษาสันติภาพ ถูกนำมาบิดเบือน ว่าเป็นทหารหญิงกัมพูชาที่ถูกส่งไปรบกับไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพทหารหญิงกัมพูชาเข้าแถวเตรียมถูกส่งไปรบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน เป็นภาพทหารหญิงที่กองทัพกัมพูชาส่งไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในนามองค์การสหประชาชาติ** 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Tool Yingcherdngam” โพสต์ภาพทหารหญิงชาวกัมพูชาในเครื่องแบบสนามลายพราง สวมหมวกเบเรต์และผ้าพันคอสีฟ้า มีข้อความบรรยายว่า “ทหารชายหมดแล้วหรือ เตรียมส่งชายแดน” (ลิงก์บันทึก) มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงล้อเลียนและเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกสองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. เป็นต้นมา 

ในวันเดียวกัน โคแฟคยังพบภาพดังกล่าวถูกโพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “PALY 2M” พร้อมคำบรรยายภาษาเขมร ใช้เครื่องมือของกูเกิลแปลเป็นไทยได้ว่า “เหล่าทหารหญิงผู้กล้าหาญต่อสู้กับผู้รุกรานเพื่อทำลายกัมพูชาและได้รับชัยชนะ” โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 2,100 ครั้ง และมีชาวกัมพูชาเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความกล้าหาญและอวยพรให่ได้รับชัยชนะ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่าภาพทหารหญิงและชายชาวกัมพูชาทั้ง 2 ภาพ เป็นภาพทหารรักษาสันติภาพหรือ “ทหารหมวกฟ้า” ที่กัมพูชาส่งไปร่วมปฏิบัติหน้าที่กับสหประชาชาติ ซึ่งเป็นภาพเก่าที่สื่อมวลชนกัมพูชาเคยเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2561 และ 2563 ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาในปี 2568 ทั้งสองรอบ (24-28 ก.ค. และ 7 ธ.ค.-ปัจจุบัน) มีรายละเอียดดังนี้ 

[ภาพบน]

วันที่ 18 ส.ค. 2563 ช่องยูทูบ “The Cambodia Daily TM” สำนักข่าวออนไลน์ในกัมพูชา โพสต์คลิปข่าวที่มีภาพเดียวกัน ระบุว่าฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในขณะนั้น ยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงกำหนดการการเดินทางกลับประเทศของ “ทหารหมวกฟ้า” และการส่งทหารชุดใหม่ไปแทน แม้ว่าจะมีการระบาดของโควิด-19 

“ทหารหมวกฟ้า” (Blue Helmet หรือ ប់របស់កងទ័ពមួកខៀវ) หมายถึงทหารที่เป็นตัวแทนจากชาติต่างๆ เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพในนามองค์การสหประชาชาติ 

[ภาพล่าง]

วันที่ 31 ต.ค. 2561 เว็บไซต์สำนักข่าว CNC ของกัมพูชา ใช้ภาพนี้ประกอบรายงานข่าวว่าฐานทัพอากาศโปเชนตง กรุงพนมเปญ จะมีพิธีส่งทหารกัมพูชาไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในนามองค์การสหประชาขาติ ณ ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกากลางในวันที่ 2 พ.ย. 2561 ซึ่งภาพที่เว็บไซต์ CNC โพสต์นั้น บุคคลในภาพหันหน้าไปทางซ้าย แต่ในโพสต์ที่นำไปบิดเบือนได้กลับภาพให้หันไปทางด้านขวา