4 ข่าวลวงวนซ้ำ‘มาตรการเยียวยาประชาชนโดยรัฐ’ในสถานการณ์โควิด-19 : COFACT Special Report #36

บทความโดย : Zhang Taehun

ย้อนไปเมื่อเดือน ม.ค. 2564 โคแฟคเคยนำเสนอประเด็น “5 ข่าวลวงแชร์วนซ้ำเกี่ยวกับโควิด-19” ซึ่งในเวลานั้นเนื่องจากโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่จากไวรัสที่เพิ่งค้นพบครั้งแรก จึงนำไปสู่ความกังวลและพยายามหาวิธีป้องกันและรักษา ซึ่งหลายวิธีก็ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าใช้ไม่ได้จริง หรือการอ้างแหล่งข่าวคนมีชื่อเสียง บุคคลที่ถูกอ้างถึงก็ยืนยันว่าไม่ได้พูดเรื่องนั้น แต่ในเวลาต่อมา ข่าวลวงเหล่านี้ก็ยังถูกแชร์วนซ้ำอยู่เป็นระยะๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม นอกจากข่าวลวงด้านสุขภาพแล้ว “เศรษฐกิจ” ก็เป็นอีกประเด็นที่มีการแชร์ข่าวลวงแบบวนซ้ำในหลายเรื่อง โดยเฉพาะมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์โควิด-19 ดังนี้

1.กู้ยืมเงินผ่านแอปฯ เป๋าตัง : ปัจจุบันคนไทยคงคุ้นเคยกับแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ที่ดำเนินการโดย ธนาคารกรุงไทย เนื่องจากในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพอย่าง “คนละครึ่ง” นั้นใช้งานผ่านแอปฯ ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2565 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวที่แชร์กันว่า “แอปพลิเคชันเป๋าตัง ให้ยืม 10,000 บาท ผ่อนเดือนละ 217 บาทต่อเดือน” เพราะเป็นข่าวที่ไม่เป็นความจริง

“จากกรณีที่มีผู้โพสต์ในเฟซบุ๊กระบุว่าแอปพลิเคชันเป๋าตัง ให้ยืม 10,000 บาท ผ่อนเดือนละ 217 บาทต่อเดือน ทางธนาคารกรุงไทย ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ ธนาคารไม่มีบริการให้สินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งเป็นการแอบอ้างนำโลโก้ของธนาคารไปใช้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเกิดความสับสน และแนบลิงก์สำหรับเพิ่มเพื่อนในไลน์ เพื่อเชิญชวนให้บริการกู้เงิน โดยธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่แอบอ้างแต่อย่างใด” (คำชี้แจงเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2565)

เชื่อหรือไม่ว่าข่าวทำนองนี้มีมาแล้วหลายครั้ง ไล่ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค. 2564 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ กล่าวถึงการแชร์ข้อมูล “แอปพลิเคชันเป๋าตัง สามารถยืมเงินสดได้ 5,000 บาท ใช้ระยะเวลาอนุมัติเพียง 3 นาที” ว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากทางธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่าธนาคารไม่มีนโยบายให้สินเชื่อ หรือยืมเงินสดผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังแต่อย่างใด 

วันที่ 12 พ.ค. 2564 มาอีกแล้วกับ “แอปพลิเคชันเป๋าตังเปิดช่องทางไลน์ และเพจเฟซบุ๊ก ให้กู้เงินได้ทุกอาชีพ” ซึ่งทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ก็ได้สอบถามไปยัง ธ.กรุงไทย ได้รับคำตอบว่าไม่เป็นความจริงเช่นเคย เนื่องจากธนาคารไม่มีนโยบายให้สินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และไม่ได้เปิดเพจเฟซบุ๊ก หรือกลุ่ม และ Line Official เพื่อโฆษณาชี้ชวนการขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังแต่อย่างใด วันที่ 9 ส.ค. 2565 หายไปปีกว่าๆ ก็กลับมาอีกแล้วกับข่าวลวงเรื่องกู้เงินผ่านแอปฯ เป๋าตัง คราวนี้แชร์กันว่า “แอปพลิเคชันเป๋าตัง ให้ยืม 100,000 บาท สามารถถอนเงินจาก ATM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” แน่นอนว่าไม่เป็นความจริงอีกแล้ว และวันที่ 16 ส.ค. 2565 คราวนี้อ้างไปถึง ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (TTB) อีกต่างหาก โดยระบุว่า “แอปเป๋าตัง ร่วมมือกับ TTB ให้ยืม 10,000 บาท ถอนได้เลยที่ ATM” ซึ่งทางธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้รับผิดชอบแอปฯ ก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่เป็นความจริงและไม่มีนโยบายให้กู้ยืมเงินผ่านแอปฯ เป๋าตังแต่อย่างใด

2.กู้ยืมเงินกับธนาคารออมสินผ่านช่องทางออนไลน์ : แม้จะไม่ได้ดูแลแอปฯ กลางสารพัดประโยชน์แบบเป๋าตัง แต่ด้วยความที่ธนาคารออมสินนั้นเป็นสถาบันการเงินของรัฐเช่นเดียวกับธนาคารกรุงไทย จึงเป็นอีกธนาคารที่เจอข่าวลวงประเภทให้ประชาชนกู้ยืมเงินได้และต้องชี้แจงหลายต่อหลายครั้งว่าไม่เป็นความจริง เช่น ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2565 มีการแชร์ข้อความว่า “ธ. ออมสินปล่อยกู้ 5,000 – 300,000 บาท ผ่านไลน์” ผ่านเพจเฟซบุ๊กแห่งหนึ่ง ซึ่งทางกระทรวงการคลังได้ชี้แจงดังนี้..

“กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่าเพจดังกล่าวไม่ได้เป็นของธนาคาร เนื่องจากธนาคารไม่มีนโยบายให้แอดไลน์ หรือกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความเชิญชวนให้กู้เงิน อีกทั้งเพจดังกล่าวยังแอบอ้างใช้สื่อโฆษณาของธนาคาร และตราสัญลักษณ์ของธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้หลงเชื่อว่าธนาคารมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่งผลต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของธนาคารออมสิน เป็นการทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้” (คำชี้แจง 27 ส.ค. 2565)

ก่อนหน้านั้นมีข่าวลวงทำนองเดียวกันกับธนาคารออมสิน อาทิ 7 ก.พ. 2565 มีกรณีแชร์ข้อความ “ออมสิน ส่ง SMS ให้ประชาชนกดรับสิทธิ์ขอสินเชื่อ GSB จำนวน 60,000 บาท” ซึ่งทางธนาคารได้ชี้แจงว่าไม่เป็นนความจริง โดยข้อความที่ปรากฎนั้น ไม่ใช่ข้อความที่ส่งไปจากธนาคารออมสิน และธนาคารยังพบอีกว่ามีข้อความสั้นหรือ SMS ที่แอบอ้างชื่อธนาคารออมสิน หรือ GSB ส่งข้อความลักษณะเชิญชวนให้คลิกลิงก์กลับส่งไปถึงประชาชนจำนวนมาก ซึ่งธนาคารขอยืนยันว่าไม่ใช่ข้อความที่ส่งไปจากธนาคารออมสิน และธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งข้อความลักษณะดังกล่าวแต่ประการใด (และข่าวลวงเรื่องออมสินส่ง SMS รับสิทธิ์นี้ก็กลับมาอีกครั้งในวันที่ 28 ต.ค. 2565 แถมคราวนี้เพิ่มจำนวนวงเงินเป็น 1 แสนบาทอีกต่างหาก…แน่นอนว่าก็ไม่เป็นความจริง) , 

นอกจาก SMS แล้ว แอปพลิเคชั่น “MyMo” ของธนาคารออมสิน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกอ้างว่ามีบริการปล่อยสินเชื่อ เช่น วันที่ 10 พ.ค. 2565 มีการกล่าวถึงข้อความที่แชร์กันว่า “ธ. ออมสินปล่อยสินเชื่ออิ่มใจ ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo วงเงินสูงสุด 100,000 บาท” ซึ่งทางธนาคารชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง เพราะธนาคารออมสินได้ทำการปิดให้บริการยื่นกู้สินเชื่ออิ่มใจไปตั้งแต่เมื่อปลายปี 2564 เนื่องจากได้ปล่อยกู้ครบตามวงเงินของโครงการแล้ว

ข่าวทำนองเดียวกันได้กลับมาอีกครั้งในวันที่ 25 ต.ค. 2565 กับข้อความว่า “ออมสินให้กู้ยืม วงเงิน 15,000 – 300,000 บาท ดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน” โดยเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “Mymo by gsb banking” อีกต่างหาก ซึ่งทาง ธ.ออมสิน ชี้แจงว่า นาคารออมสิน ไม่มีเพจเฟซบุ๊กชื่อ Mymo by gsb banking และเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับธนาคารแต่อย่างใด ซึ่งการนำตราสัญลักษณ์ของธนาคารออมสินไปใช้ประกอบสื่อโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นสร้างความเข้าใจผิดให้กับลูกค้า

แอปพลิเคชั่นไลน์ ยังเป็นอีกช่องทางที่ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ใช้เป็นพื้นที่สื่อสารกับประชาชนหรือลูกค้า ทำให้หลายครั้งมีผู้แอบอ้างสร้างบัญชีปลอมของหน่วยงานขึ้นมา เช่น ในวันที่ 31 ส.ค. 2565 ธนาคารออมสิน ชี้แจงเรื่องบัญชีไลน์ “สินเชื่อออมสิน” ซึ่งลงทะเบียนเป็นบัญชีทางการ (Official) เพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่ทางธนาคารยืนยันว่า ไลน์ดังกล่าวไม่ใช่ของธนาคารออมสิน ซึ่งทางธนาคารไม่มีไลน์ปล่อยสินเชื่อ และไม่มีนโยบายปล่อยกู้ผ่านไลน์ โดยไลน์ดังกล่าวได้นำภาพตราสัญลักษณ์ธนาคารออมสิน และภาพโลโก้ mymo GSB ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันทางการเงินของธนาคารไปแอบอ้าง โดยไม่ทราบเจตนาการนำไปใช้ ด้วยหวังสร้างความน่าเชื่อถือ หรือมีวัถุประสงค์เป็นอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารออมสินแต่อย่างใด

3.รัฐบาลแจกเงินช่วยเหลือประชาชน: ในสถานการณ์โควิด-19 คนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง กิจการปิดตัวบ้าง ตกงานบ้าง ในบางครั้งรัฐบาลจึงออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น “เราไม่ทิ้งกัน” จ่ายเงินสดผ่านบัญชีธนาคาร เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 หรือ “โครงการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชากรวัยแรงงาน ผ่านกลไกประกันสังคม ทั้ง ม.33 ม.39 และ ม.40” โดยทยอยจ่ายให้แรงงานอาชีพต่างๆ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564-มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งแรงงานที่ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบสิทธิ์แล้วจะได้เท่ากันเป็นเงินสดคนละ 5,000 บาท 

ถึงกระนั้น ยังคงมีข่าวลวงเรื่องรัฐบาลแจกเงินเยียวยาตามมาอยู่เป็นระยะๆ อาทิ ในวันที่ 12 พ.ค. 2565 ลัดดา แซ่ลี้ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (ในขณะนั้น) ต้องออกมาเตือนประชาชนว่า กรณีการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ เรื่องผู้ประกันตน มาตรา 33, 39, 40 ยังมีสิทธิรับเงินเยียวยาจากรัฐบาลอีกคนละ 5,000 บาท และสำนักงานประกันสังคม พร้อมโอนเงินเข้าบัญชีภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2565 ว่า ในเรื่องดังกล่าว สำนักงานประกันสังคม ขอชี้แจงว่า เป็นข้อมูลเท็จ ผู้ประกันตนอย่าหลงเชื่อเด็ดขาดสำนักงานประกันสังคมไม่มีนโยบายแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท ให้ผู้ประกันตน มาตรา 33, 39, 40 ดังกล่าวแล้ว

“ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมได้เคยมีโครงการเยียวยาอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ โครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบ จากมาตรการของรัฐในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด,โครงการเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 และโครงการเยียวยาผู้ประกันตนในกิจการสถานบันเทิง และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้ได้สิ้นสุดการดำเนินงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมาไปแล้ว” (คำชี้แจง 12 พ.ค. 2565)

ข่าวลวงเรื่องประกันสังคมกลับมาอีกครั้งในวันที่ 30 ส.ค. 2565 โดยทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ กล่าวถึงเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 โพสต์ข้อความระบุว่า ด่วนมาก รัฐบาลแจกเงินคนละ 15,000 บาท เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เป็นแรงงานนอกระบบประกันสังคม กว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อสอบถามไปยังสำนักงานประกันสังคม ได้รับคำยืนยันกลับมาว่าไม่เป็นความจริง เพราะโครงการดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานประกันสังคม อีกทั้งเว็บไซต์ดังกล่าวยังแอบอ้างใช้สื่อโฆษณาของสำนักงานประกันสังคม โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้หลงเชื่อว่าสำนักงานประกันสังคมมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่งผลต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของสำนักงานประกันสังคม เป็นการทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

ในวันที่ 29 ต.ค. 2565 ยังมีข่าวการแชร์ข้อความ ลงทะเบียนรับค่าตอบแทนจากรัฐบาล 50,000 บาท เพื่อช่วยเหลือการว่างงานสำหรับทุกครอบครัว งานนี้ถึงขั้นทางตำรวจต้องออกมาเตือนเอง โดย พ.ต.ท.หญิง ณพวรรณ ปัญญา รองโฆษก ตร. อ้างถึง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ที่สอบถามไปยังสำนักงานประกันสังคม และได้รับการยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอม และผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจัง 

ยังมีอีกข่าวลวงที่ได้รับการยืนยันว่าไม่เป็นความจริงในเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือในวันที่ 1 ก.ย. 2565 ทางกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีการแชร์ข้อความบนโลกออนไลน์ว่า รัฐบาลแจกเงินคนละ 1,000 – 5,000 บาท สามารถกดเป็นเงินสดใช้ได้ โดยเรื่องดังกล่าวเป็นการแอบอ้างจากผู้ไม่หวังดี ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด 

4.ประกันสังคมให้กู้ยืมเงินได้ : นอกจากจะมีข่าวลวงเรื่องแจกเงินเยียวยาโควิด-19 แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกัน สำนักงานประกันสังคมยังเจอข่าวลวงเรื่องเป็นแหล่งเงินกู้สำหรับประชาชนด้วย โดยทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2565 ว่า มีเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งไปโพสต์ข้อความว่า ประกันสังคมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ทุกอาชีพ คนละ 60,000 บาท ซึ่งสำนักงานประกันสังคม ยืนยันว่าเป็นการแอบอ้างไม่ใช่เรื่องจริง

ก่อนหน้านั้นในวันที่ 24 พ.ค. 2565 สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงกรณีมีเพจเฟซบุ๊กแชร์ข้อมูลว่า ประกันสังคมเปิดโครงการรัฐ ม.40 ปล่อยสินเชื่อผ่อนสบายสูงสุด 36 เดือน ใช้บัตรประชาชนใบเดียวและไม่เช็คเครดิตบูโร ว่าไม่เป็นความจริง สำนักงานประกันสังคมไม่มีโครงการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 แต่อย่างใด อีกทั้งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเพจดังกล่าว โดยมีแต่เพียงสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเท่านั้น

“สำนักงานประกันสังคม ได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจจากโรคโควิด-19 โดยได้ดำเนินการโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 2 (พ.ศ. 2563 – 2564) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในสถานการณ์ดังกล่าว สามารถนำเงินกู้ที่ได้รับจากการขอสินเชื่อไปรักษาการจ้างงานของลูกจ้างในสถานประกอบการ โดยมีเงื่อนไขให้สถานประกอบการรักษาจำนวนผู้ประกันตนให้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของจำนวนผู้ประกันตน ณ วันที่ได้รับสินเชื่อตลอดอายุสินเชื่อ” (คำชี้แจง 24 พ.ค. 2565)

ยังมีข่าวเรื่องประกันสังคมปล่อยสินเชื่อแต่เป็นข่าวลวง ถูกเปิดเผยในวันที่ 2 ส.ค. 2565 โดยมีการแชร์ข้อความว่า สำนักงานประกันสังคม ร่วมมือกับเอกชน ให้สินเชื่อเงินก้อน ต้านภัยโควิด ถูกกฎหมาย ให้กู้ 5,000-500,000 บาท อีกทั้งโพสต์ภาพโฆษณาชวนเชื่อด้วยว่า ไม่ต้องไปกู้นอกระบบ ถูกกฎหมายไม่โดนหลอก ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า การลงทะเบียนดังกล่าวไม่ใช่โครงการของสำนักงานประกันสังคม

แม้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จะคลี่คลายลงแล้ว แต่ตราบเท่าที่สภาพเศรษฐกิจยังซบเซาฝืดเคืองอยู่ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐทั้งทางตรง (แจกเงินเยียวยา) และทางอ้อม (ให้สินเชื่อเงินกู้) เชื่อว่าคงจะยังเป็นความหวังของใครหลายคนต่อไป และแน่นอนว่าย่อมต้องมีผู้อาศัยประโยชน์จากความทุกข์อย่างแบบนี้สร้างข่าวลวงขึ้นมา ซึ่งผลร้ายอย่างเบาๆ ก็คงเป็นการเสียความรู้สึกเพราะตอนหลังรู้ว่าฝันสลายไม่ใช่เรื่องจริง แต่ที่อันตรายกว่านั้นคืออาจถูกล้วงข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว (เช่น ข้อมูลที่นำไปสู่การทำธุรกรรมทางการเงิน) หรือถูกหลอกให้โอนเงิน จนสูญเสียทรัพย์สินได้  ดังนั้นแล้ว “โปรดระวัง” มีสติ “เช็คก่อนเชื่อ (หรือแชร์)” ทุกครั้ง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://blog.cofact.org/presscofact100164/ (โคแฟค เผย 5 ข่าวลวงโควิดวนซ้ำระบาดรอบใหม่ แนะสังคมร่วมสกัดไวรัสข่าวสารด้วยความจริงร่วม : 11 ม.ค. 2564)

https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1033997 (ข่าวปลอม! แอปพลิเคชันเป๋าตัง ให้ยืม 10,000 บาท ผ่อนเดือนละ 217 บาทต่อเดือน : กรุงเทพธุรกิจ 24 ต.ค. 2565)

https://mgronline.com/factcheck/detail/9640000043541 (ข่าวปลอม! แอปพลิเคชันเป๋าตัง สามารถยืมเงินสดได้ 5,000 บาท ใช้ระยะเวลาอนุมัติเพียง 3 นาที : ผู้จัดการ 6 พ.ค. 2564)

https://www.antifakenewscenter.com/การเงิน-หุ้น/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-แอปพลิเคชันเป๋าตังเปิดช่องทางไลน์-และเพจเฟซบุ๊ก-ให้กู้เงินได้ทุกอาชีพ/ (ข่าวปลอม อย่าแชร์! แอปพลิเคชันเป๋าตังเปิดช่องทางไลน์ และเพจเฟซบุ๊ก ให้กู้เงินได้ทุกอาชีพ : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 12 พ.ค. 2564)

https://www.antifakenewscenter.com/การเงิน-หุ้น/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-แอปพลิเคชันเป๋าตัง-ให้ยืม-100000-บาท-สามารถถอนเงินจาก-atm-ได้ตลอด-24-ชั่วโมง/ (ข่าวปลอม อย่าแชร์! แอปพลิเคชันเป๋าตัง ให้ยืม 100,000 บาท สามารถถอนเงินจาก ATM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 9 ส.ค. 2565)

https://www.springnews.co.th/news/fact-check/828555 (ข่าวปลอม! แอปฯเป๋าตัง ร่วมมือกับ TTB ให้ยืม 10,000 บาท สามารถถอนเงินจาก ATM ได้ : สปริงนิวส์ 16 ส.ค. 2565)

https://www.antifakenewscenter.com/การเงิน-หุ้น/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-ธ-ออมสินปล่อยกู้-5000-300000-บาท-ผ่านไลน์/(ข่าวปลอม อย่าแชร์! ธ. ออมสินปล่อยกู้ 5,000 – 300,000 บาท ผ่านไลน์ : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 27 ส.ค. 2565)

https://www.thaipost.net/economy-news/80354/ (อย่าแชร์! ข่าวปลอม ออมสิน ส่ง SMS ให้ประชาชนกดรับสิทธิ์ขอสินเชื่อ GSB จำนวน 60,000 บาท : ไทยโพสต์ 7 ก.พ. 2565)

https://www.antifakenewscenter.com/การเงิน-หุ้น/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-ออมสินส่ง-sms-ให้กดรับสิทธิ์จากลิงก์-เพื่อขอสินเชื่อ-gsb-จำนวน-100000-บาท/(ข่าวปลอม อย่าแชร์! ออมสินส่ง SMS ให้กดรับสิทธิ์จากลิงก์ เพื่อขอสินเชื่อ GSB จำนวน 100,000 บาท : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 28 ต.ค. 2565)

https://mgronline.com/factcheck/detail/9650000044234 (ข่าวปลอม! ธ. ออมสินปล่อยสินเชื่ออิ่มใจ ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo วงเงินสูงสุด 100,000 บาท : 10 พ.ค. 2564)

https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1034274 (ข่าวปลอม! “ออมสิน” ให้กู้ยืม วงเงิน 15,000 – 300,000 บาท ดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน : กรุงเทพธุรกิจ 25 ต.ค. 2565)

https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/538629 (ข่าวปลอม อย่าแชร์! ไลน์ Official สินเชื่อธนาคารออมสิน : ฐานเศรษฐกิจ 31 ส.ค. 2565)

https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220512193923920 (เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หยุดแชร์ ผู้ประกันตน ม.33,39,40 รับเงินเยียวยาคนละ 5,000 บาท : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 12 พ.ค. 2565)

https://www.bangkokbiznews.com/news/news_update/1023803 (ข่าวปลอม อย่าแชร์! รัฐบาลอนุมัติ แจกเงินคนละ 15,000 บาท : กรุงเทพธุรกิจ 30 ส.ค. 2565)

https://siamrath.co.th/n/395004 (ข่าวปลอม! ลงทะเบียนรับค่าตอบแทนจากรัฐบาล 50,000 บาท ช่วยเหลือการว่างงาน : สยามรัฐ 29 ต.ค. 2565)

https://www.antifakenewscenter.com/การเงิน-หุ้น/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-รัฐบาลแจกเงินคนละ-1000-5000-บาท-สามารถกดเป็นเงินสดใช้ได้/ (ข่าวปลอม อย่าแชร์! รัฐบาลแจกเงินคนละ 1,000 – 5,000 บาท สามารถกดเป็นเงินสดใช้ได้ : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 1 ก.ย. 2565)

https://www.antifakenewscenter.com/นโยบายรัฐบาล-ข่าวสาร/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-ประกันสังคมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ทุกอาชีพ/ (ข่าวปลอม อย่าแชร์! ประกันสังคมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ทุกอาชีพ : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 3 พ.ย. 2565)

https://mgronline.com/factcheck/detail/9650000049360 (ข่าวปลอม! ประกันสังคมเปิดโครงการรัฐ ม.40 ปล่อยสินเชื่อผ่อนสบายสูงสุด 36 เดือน : ผู้จัดการ 24 พ.ค. 2565)

https://www.antifakenewscenter.com/การเงิน-หุ้น/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-สำนักงานประกันสังคม-ร่วมมือกับเอกชน-ให้สินเชื่อเงินก้อน-ต้านภัยโควิด-ถูกกฎหมาย-ให้กู้-5000-500000-บาท/ (ข่าวปลอม อย่าแชร์! สำนักงานประกันสังคม ร่วมมือกับเอกชน ให้สินเชื่อเงินก้อน ต้านภัยโควิด ถูกกฎหมาย ให้กู้ 5,000 – 500,000 บาท : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 2 ส.ค. 2565


ไขข้อข้องใจ ‘ห้ามนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปไต้หวัน’ ข่าวนี้มีที่มาอย่างไร? COFACT Special Report #35

บทความโดย : Zhang Taehun

“ไปไต้หวันอย่าพกมาม่า” เป็นข้อความเขียนบนภาพที่เพจเฟซบุ๊กแห่งหนึ่งเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2565 (เท่าที่สืบค้นได้)  แล้วมีการส่งต่อกันอย่างต่อเนื่องพร้อมกับคำถามว่า “จริงหรือ?” ซึ่งก็ต้องบอกว่าข่าวนี้เป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากไต้หวัน หรือจีนไทเปนั้นออกประกาศ “ห้ามนำเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากหมูของประเทศไทยเข้าไต้หวันโดยเด็ดขาด” เพจดังกล่าวจึงมีการโพสต์เพื่อแจ้งเตือนชาวไทยที่จะเดินทางไปไต้หวันทั้งไปเที่ยวและทำงาน

ที่มาที่ไปของการเตือนนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2565 เว็บไซต์ Focus Taiwan ซึ่งอยู่ในเครือ สำนักข่าวแห่งชาติไต้หวัน (CNA) เป็นองค์กรของรัฐที่มีภารกิจคล้ายกับสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ (PRD-NBT) ของไทย เสนอข่าวระบุว่า  ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินกลาง (CEOC) เกี่ยวกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) ออกประกาศเตือนว่า หากตรวจพบการนำเนื้อหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมูจากประเทศไทยเข้าไต้หวัน จะถือว่ามีความผิดโดยจะถูกลงโทษปรับอย่างน้อย 2 แสนเหรียญไต้หวัน หรือ 7,218 เหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2 แสนบาท) ตามมาตรการสกัดกั้นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่กำลังระบาดอยู่ในไทย

ก่อนหน้านั้นในวันที่ 9 ม.ค. 2565 เว็บไซต์ Taipei Times หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของไต้หวัน รายงานข่าวโดยอ้างคำเตือนของกระทรวงแรงงานไต้หวัน ระบุว่า แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไต้หวัน หากถูกจับกุมข้อหานำเข้าผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร รวมถึงแรงงานที่ได้รับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้วไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นอกจากจะถูกลงโทษปรับแล้ว ยังต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและส่งกลับประเทศด้วย

รายงานข่าวจาก Taipei Times กล่าวต่อไปว่า กุนเชียงหมูที่ส่งมาจากประเทศไทย ถูกพบโดยสำนักงานไปรษณีย์ไถหนานของไต้หวัน ว่าปนเปื้อนไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF หลังจากส่งตรวจในห้องปฏิบัติการเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2564 และมีการยืนยันผลตรวจอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค. 2564  อย่างไรก็ตาม สำหรับความผิดฐานลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ตามกฎหมายไต้หวันมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับสูงสุด 3 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 108,342 เหรียญสหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3 ล้านบาท)

สำหรับพัสดุที่มีผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่ญาติหรือเพื่อนส่งมาให้จากต่างประเทศ ควรส่งไปที่สำนักตรวจสอบและกักกันสุขภาพสัตว์และพืช หรือสำนักงานคุ้มครองสัตว์ในท้องถิ่นเพื่อทำลาย หากฝ่าฝืนจะถูกปรับไม่เกิน 150,000 เหรียญไต้หวัน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.7 แสนบาท) ตามกฎหมายบริการจัดหางาน (the Employment Service Act) อีกทั้งยังกำชับให้นายจ้างไม่ส่งต่อเศษอาหารจากหอพักของแรงงานต่างด้าวไปยังฟาร์มเลี้ยงหมูด้วย ทั้งนี้ ไต้หวันยังมีกฎหมายกำหนดให้ขยะเศษอาหารจากครัว ต้องผ่านการอบไอน้ำที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 90 องศาเซลเซียสเพื่อฆ่าเชื้อ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

ในวันที่ 11 ม.ค. 2565 Taipei Times ยังรายงานข่าวอีกว่า ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินกลาง (CEOC) เกี่ยวกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) ออกประกาศห้ามนำผลิตภัณฑ์จากหมูที่มีแหล่งที่มาจากประเทศไทยเข้าไต้หวัน โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษปรับ หากเป็นความผิดครั้งแรกค่าปรับจะอยู่ที่ 2 แสนเหรียญไต้หวัน หรือประมาณ 2 แสนบาท และหากกระทำผิดซ้ำโทษปรับจะเพิ่มเป็น 1 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือประมาณ 1 ล้านบาท ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นชาวต่างชาติ หากไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้จะถูกห้ามเข้าไต้หวันและถูกส่งตัวกลับประเทศทันที

ขณะที่ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2565 (แจ้งซ้ำอีกครั้งวันที่ 11 ก.พ. 2565 )  บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ออกประกาศงดการฝากส่งเนื้อสุกร/ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร ที่อาจปนเปื้อนอหิวาต์แอฟริกาไปยังปลายทางไต้หวัน  ยกเว้นผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรที่ผ่านการแปรรูปด้วยอุณหภูมิสูง และอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดผนึกหนาแน่น เช่น ในรูปแบบอาหารกระป๋องหรือ ถุง/ซองพลาสติกสุญญากาศ (Retort Pouch)

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 23 ส.ค. 2565 (แจ้งซ้ำอีกครั้งวันที่ 7 ก.ย. 2565) ไปรษณีย์ไทย ออกประกาศงดการฝากส่งเนื้อสุกร/ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรทุกรูปแบบไปยังปลายทางไต้หวัน (จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง) ซึ่งสืบเนื่องจาก ไปรษณีย์ไทย ได้รับแจ้งจากไปรษณีย์ไต้หวัน (Chunghwa Post) ให้งดฝากส่งเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากหมูดังกล่าว ตามมาตรการป้องกันการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยประกาศฉบับนี้ถือเป็นการ “ยกระดับความเข้มงวด” จากประกาศฉบับก่อนหน้าในเดือน ก.พ. 2565 ที่มีข้อยกเว้นผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรที่ผ่านการแปรรูปด้วยอุณหภูมิสูง และอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดผนึกหนาแน่น เป็นการงดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรทุกรูปแบบ

ประกาศเรื่องงดการฝากส่งเนื้อสุกร/ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรทุกรูปแบบไปยังปลายทางไต้หวัน (จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง) ยังได้รับการกำชับเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย. 2565 จาก ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ว่า จากกรณีที่การไปรษณีย์ไต้หวัน (Chunghwa Post) แจ้งงดการฝากส่งผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรทุกรูปแบบไปยังปลายทางไต้หวัน เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ African Swine Flu : ASF นั้น 

ในส่วนของไปรษณีย์ไทย จึงขอประกาศงดฝากสิ่งของที่ภายในบรรจุเนื้อสุกร/ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรทุกรูปแบบ อาทิ กุนเชียง แคปหมู หมูกระจก หมูหยอง หมูแผ่น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมู” “ผงปรุงรสหมู” ไปยังปลายทางไต้หวันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หากตรวจพบสิ่งของที่บรรจุเนื้อสุกร/ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรทุกรูปแบบในเส้นทางการขนส่งของไปรษณีย์ระหว่างประเทศ จะถูกส่งคืนไปยังไปรษณีย์ที่ฝากส่ง

หากตรวจพบในขั้นตอนการนำเข้าจะถูกทำลายหรือกักโดยกรมตรวจสอบสุขอนามัย และการกักกันพืชและสัตว์ หรือ Bureau of Animal and Plant Health Inspection and Quarantine : BAPHIQ  ของไต้หวัน ทั้งนี้ ผู้รับที่มีชื่อตามจ่าหน้าสิ่งของที่ฝากส่งจะต้องระวางโทษปรับ ในกรณีตรวจพบครั้งแรก อัตราค่าปรับสูงสุด 2 แสนเหรียญไต้หวัน หรือ ประมาณ 2.4 แสนบาท กรณีตรวจพบครั้งต่อไป อัตราค่าปรับสูงสุด 1 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ ประมาณ 1.2 ล้านบาท

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ของไทย  ระบุว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF)  เป็นโรคไวรัสที่ติดต่อร้ายแรงในสุกรที่แพร่กระจายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ถึงแม้ว่าโรคนี้จะไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนแต่ก็ถือว่าเป็นโรคที่สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากมีการระบาดของโรคนี้ในประเทศแล้วจะกำจัดโรคได้ยาก เพราะในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันและควบคุมโรค ในขณะที่เชื้อไวรัสที่ก่อโรคมีความทนทานในผลิตภัณฑ์จากสุกรและสิ่งแวดล้อมสูง สุกรที่หายป่วยแล้วจะเป็นพาหะของโรคได้ตลอดชีวิต และยิ่งกว่านั้นโรคนี้เป็นโรค ที่มีความความรุนแรงทำให้สุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบ 100%

โดยประเทศไทยนั้นเริ่มมีกระแสข่าวว่า พบผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูในไทยปนเปื้อนเชื้อก่อโรค ASF ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2564  ซึ่งเป็นรายงานจากไต้หวัน พบกุนเชียงเนื้อหมูปนเปื้อนเชื่อดังกล่าว แต่ในเวลานั้น กรมปศุสัตว์ของไทย ชี้แจงว่า เนื้อหมูที่นำมาใช้ผลิตกุนเชียงน่าจะมีการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากยังไม่พบผลทางห้องปฏิบัติการจากการเฝ้าระวังภายในประเทศ กระทั่งวันที่ 11 ม.ค. 2565 จึงมีการรายงานยืนยัน พบเชื้อ ASF  เป็นครั้งแรก จากตัวอย่างที่เก็บจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นครปฐม

สรุปแล้ว “ข่าวนี้เป็นเรื่องจริง” แต่ต้องระบุให้ชัดว่า “ห้ามนำมาม่า” หรือภาษาทางการคือ “ห้ามนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ในกลุ่ม “รสหมู” ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นหมูสับ หมูต้มยำ หมูน้ำตก ฯลฯ ไปไต้หวันโดยเด็ดขาด!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://focustaiwan.tw/society/202201110028 (Fines to be imposed for bringing Thai pork into Taiwan : Taiwan Focus 11 ม.ค. 2565)

https://www.taipeitimes.com/News/front/archives/2022/01/09/2003771016 (Illegal pork may lead to deportation, ministry warns : Taipei Times 9 ม.ค. 2565)

https://www.taipeitimes.com/News/taiwan/archives/2022/01/13/2003771287 (Illegal Thai pork imports face NT$200,000 fine : Taipei Times 11 ม.ค. 2565)

https://international.thailandpost.com/thp_announcement_taiwan/ (ประกาศงดการฝากส่งเนื้อสุกร/ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร ที่อาจปนเปื้อนอหิวาต์แอฟริกา ไปยังปลายทางไต้หวัน ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป : 4 และ 11 ก.พ. 2565)

https://www.thailandpost.co.th/un/article_detail/product/550/24735 (ประกาศงดการฝากส่งเนื้อสุกร/ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรทุกรูปแบบไปยังปลายทางไต้หวัน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง : 23 ส.ค. และ 7 ก.ย. 2565)

https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1026228 (ปณท งดส่ง ‘หมู’ ปลายทางไต้หวันทุกผลิตภัณฑ์ : กรุงเทพธุรกิจ 12 ก.ย. 2565)

https://www.prachachat.net/ict/news-1042363 (“ไปรษณีย์ไทย” งดส่งเนื้อสุกร-ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร ไปไต้หวัน : 8 ก.ย. 2565)

https://dld.go.th/th/images/stories/hotissue/asf/ContingencyPlanAndCPG2.pdf (แผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Contingency plan) และแนวทางเวชปฏิบัติของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Clinical Practice Guideline) : กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

https://www.bangkokbiznews.com/business/979173 (ปศุสัตว์ ยันหมูไทยปลอด ASF ที่ไต้หวันเจอ คือ ลักลอบ : กรุงเทพธุรกิจ 24 ธ.ค. 2564)

https://www.prachachat.net/prachachat-top-story/news-839139 (อธิบดีปศุสัตว์ยอมรับเป็นทางการครั้งแรก พบโรค ASF ในหมู : 11 ม.ค. 2565)

https://dld.go.th/th/index.php/th/newsflash/341-news-hotissue/25151-hotissue-25650722-2 (“อธิบดีกรมปศุสัตว์แจงอภิปรายฝ่ายค้านชัดทุกประเด็น ชี้ ร่วมทุกภาคส่วนคุม ASF ในหมู อย่างเปิดเผย โปร่งใส มีประสิทธิภาพ” : 22 ก.ค. 2565)

https://www.taiwantourism.org/th/tourism-informations/visa/#menus

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

รู้จักโมเดลโคแฟคชุมชน ค้นหาความจริงร่วม

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565

ฉีดวัคซีนโควิดเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2bethlijsxbzi


เม็ดบอลสีส้มวางขายแทนไข่ปลาแซลมอน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/27vvsijgn0n5p


‘แอปพลิเคชันทางรัฐ’ ทางลัด ติดต่อรัฐ ผ่านแอปพลิเคชันเดียว ช่องทางเดียว ด้วยบัญชีเดียว

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2c79n1cyrxo9i


เช็คสิทธิประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 ด้วยบัตรประชาชนผ่านเว็บไซต์ได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/15p7v4ehel444


“ปัสสาวะ” สามารถบ่งบอกถึง สุขภาพ และการเป็น “โรคไต”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2b5puav3b64ud


กินกระเทียมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/jl5z7lz39q8h


อ่านต่อได้ที่

อ่านต่อได้ที่

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2565

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่เสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินถึง 30,000 บาท จากกระทรววง พม. …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/381kx4v966pnp


ปิดถนนแยกอโศก-แยกรัชดา-คลองเตย 14-19 พ.ย.ประชุมเอเปค

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3plid1sq4nwo0#_=_


“บางกอกแอร์เวย์” เตรียมเปิดบินเส้นทาง บริการ “หาดใหญ่-เบตง”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2y485bz2io2k1#_=_


 “ไทย ไลอ้อน แอร์” ยันไม่มีนโยบายส่งข้อความหรือโทร.แจ้งสิทธิแก่ลูกค้า หลังพบมีมิจฉาชีพแอบอ้าง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1mqnkmmfcu30k


ดื่มกาแฟดำ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคตับแข็ง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1atkqemli2pbq


มะเร็งช่องปาก ติด 1 ใน 10 โรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/379sxpu72bfgr


สปสช. ให้ผู้ถือบัตรทอง 30 บาท เปลี่ยนสถานพยาบาลตามสิทธิผ่านไลน์ สปสช….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1nhaxrx86kcsw#_=_


มองเหตุกราดยิงจากสหรัฐฯถึงไทย สื่อมวลชนจะมีบทบาทป้องกัน-แก้ไขปัญหาความรุนแรงได้อย่างไร

27 ต.ค. 2565 โคแฟค (ประเทศไทย) จัดบรรยายออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” ในหัวข้อ “Mass shooting in Thailand and the Lesson-learned from the U.S.:  Violence Prevention and Ethics of Fact-based reporting. (บทเรียนโศกนาฎกรรมกราดยิง จากสหรัฐฯ ถึง หนองบัวลำภู บทบาทสื่อที่ควรเป็น และ การป้องกันความรุนแรงในสังคม)” โดยมีวิทยากรคือ แฟรงค์ สมิธ (Frank Smyth) นักข่าวสืบสวนอิสระดีกรีรางวัล ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านสงคราม อาชญากรรมข้ามชาติ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ รวมถึงการเคลื่อนไหวประเด็นอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกา และมี ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค (ประเทศไทย) เป็นผู้แปลสรุปเป็นภาษาไทย

คุณแฟรงค์ เริ่มต้นด้วยการยอมรับว่าตกใจมากกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากอีกทั้งไม่ใช่เหตุอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในไทย ขณะที่ในสหรัฐฯ เมื่อทศวรรษที่แล้วที่เคยเกิดขึ้นที่รัฐคอนเนกติคัต หรือเมื่อไม่นานที่รัฐเท็กซัส อย่างไรก็ตาม การค้นหาแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเป็นเรื่องยากในการระบุ แต่เมื่อไม่นานนี้เพิ่งมีการศึกษาแล้วพบว่า แรงจูงใจอาจไม่ได้มาจากปัญหาทางสภาพจิตใจเสมอไป แต่ยังประกอบด้วยปัจจัยอื่นๆ อีกหลายด้าน 

อย่างเช่นวิกฤติปัญหาชีวิต เหตุการณ์อย่างเช่นถูกเลิกจ้างงาน คู่ครองเลิกรา มีคนเสียชีวิต ปัญหาวิกฤติชีวิตที่สิ่งที่มันทำให้ผู้ก่อเหตุรู้สึกท่วมท้น/อัดอั้นตันใจ แล้วผู้ก่อเหตุ อย่างที่เคยเกิดขึ้นที่สหรัฐฯ และตอนนี้ก็เกิดขึ้นที่ไทย ก็ตัดสินใจที่จะไปก่อเหตุที่ธนาคาร ออกจากบ้านไปข้างนอก แสดงการกระทำให้คนอื่นในสังคมเห็นถึงความขัดข้องใจ/ขุ่นเคือง สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขา ไปยิงธนาคาร ไปยิงคนบริสุทธิ์ แล้วก็ยิงตัวตาย เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่สหรัฐที่เดียว เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว” 

เมื่อถามต่อไปถึงปัจจัยของความรุนแรง ตุณแฟรงค์ค่อนข้างให้น้ำหนักไปที่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย แต่ประเด็นนี้จะแตกต่างกัน ในขณะที่หลายรัฐของสหรัฐฯ ใครก็ตามที่มีใบขับขี่หรือเอกสารยืนยันตัวตนที่การออกให้ เดินไปที่ร้านแล้วก็ซื้อปืนได้ ภายในเวลา 30 นาที แม้ปัจจุบันจะมีการกำหนดให้มีการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออาวุธปืน แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพียงมีอายุมากกว่า 18 ปี ตรวจประวัติเพียงเล็กน้อย แล้วก็เดินออกจากร้านพร้อมกับอาวุธได้เลยตั้งแต่ปืนสั้นไปจนถึงปืนอัตโนมัติอย่าง AR15 ซึ่งเป็นปืนไรเฟิลกำลังสูง

ส่วนประเทศไทย สำหรับคนทั่วไปค่อนข้างเข้าถึงอาวุธปืนได้ยากเมื่อเทียบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ที่แม้ภายหลังจะไม่ได้ทำงานในอาชีพดังกล่าวแล้วก็ยังครอบครองอาวุธปืนได้ เรื่องนี้ตนไม่ได้ตำหนิใคร แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ปืนที่อยู่ในความครอบครองของผู้ก่อเหตุในไทยเป็นอาวุธที่ขายให้โดยเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต หรืออดีตเจ้าหน้าที่ที่เข้าถึงปืน นำมาครอบครองส่วนตัวแล้วขายต่อในภายหลัง ดังนั้นหากจะแก้ปัญหานี้ก็ต้องยุติพฤติกรรมการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ที่ปล่อยให้มีการนำอาวุธปืนของทางการมาขายต่อในตลาดมืด อย่างไรก็คาม แม้ไทยจะมีอัตราความรุนแรงจากอาวุธปืนค่อนข้างสูงเกือบเท่าสหรัฐฯ แต่ก็ยังน้อยกว่าประเทศแถบลาตินอเมริกา (อเมริกากลางและใต้)

“ลาตินอเมริกามีช่องว่างความเหลื่อมล้ำสูงมาก ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูงมาก มันส่งผล โครงสร้างทางสังคมมีส่วนทำให้อาชญากรรมมีอัตราที่สูงและความรุนแรงจากอาวุธปืนที่สูงด้วย ที่ไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน ผมมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะสัญญาณเตือนให้รัฐบาลไทยมองเห็นปัญหานี้ ปัญหาคือการเข้าถึงอาวุธปืน ปัญหาคือการมีเจ้าหน้าที่ที่คอร์รัปชั่น ที่เอาปืนไปขายในตลาดมืด”

ประเด็นต่อมา จากเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นใน จ.หนองบัวลำภู ประเทศไทย มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็น “การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน” ซึ่งคุณแฟรงค์ยกตัวอย่างกรณีผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว CNN เข้าไปในสถานที่เกิดเหตุซึ่งถูกกั้นไว้เป็นเขตหวงห้ามตามกฎหมาย ว่า เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด ไม่ควรทำ และในฐานะที่เคยทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนมาก่อน ต้องย้ำว่า สื่อมวลชนไม่ได้มีสถานะพิเศษกว่าคนอื่นในการฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ประเทศใดก็ตาม เพราะกฎหมายต้องใช้ปฏิบัติกับทุกคน

แต่ในเรื่องของข้อมูล ไม่มีใครมีสิทธิมาบอกผู้สื่อข่าวหรือนักข่าวว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริงอะไรไม่ใช้ นั่นเป็นเรื่องของผู้รับสารที่จะเป็นคนกำหนดว่าการรายงานข่าวนั้นมีความยุติธรรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง หรือจริงแท้แม่นยำแค่ไหน เพราะว่าทันทีที่บอกว่าเป็นการรายงานข้อเท็จจริงมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่สิ่งที่กำลังพยายามทำอยู่จริงๆ คือการมีอิทธิพลหรือส่งผลต่อรูปแบบ-วิธีการการนำเสนอข้อมูล แล้วเสรีภาพของสื่อไม่อยากให้รัฐเข้ามาแทรกแซง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวควรปฏิบัติหน้าที่อย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ ต้องยึดมั่นเรื่องนี้อยู่ทุกห้วงขณะ แต่ผู้สื่อข่าวก็มีสิทธิที่จะรายงานข่าวตามที่ตนเองเห็นสมควรเหมาะสม หลายกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่คนไม่รู้อย่างถ่องแท้ ดังนั้นหน้าที่ของสื่อคือการรายงานให้ทราบข้อเท็จจริงที่ตัวผู้สื่อข่าวรู้ บอกเรื่องราวที่ผู้รับสารไม่รู้ให้ได้รับรู้ แล้วก็ให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจว่าอะไรที่พวกเขาคิดเป็นเรื่องจริง ถูกต้องแม่นยำ หรืออะไรที่พวกเขาคิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องจริง นอกจากนั้น สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าวารสารศาสตร์หรือการรายงานข่าวเป็นกระบวนการที่ไม่ได้สมบูรณ์เสมอไป แต่เป็นเรื่องกระบวนการที่จะค้นพบข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลา 

“ผมเชื่อว่าผู้สื่อข่าวควรมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว ไม่ควรมีใครมาบอกผู้สื่อข่าวอะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรไม่ใช่ ถ้ามีใครอยากคัดค้านข้อมูลเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คัดค้านสิ่งที่รายงานออกมาได้ แต่แนวความคิดที่ว่ามีใครมาทำหน้าที่เป็นเหมือนตำรวจคอยกำกับว่าอะไรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง อะไรที่ถูกต้องแม่นยำ อะไรเป็นข้อเท็จจริง อันนี้เป็นปัญหา เพราะว่าเราทุกคนในสังคมมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดเองว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่มีแค่คนที่มีอำนาจที่ออกมาบอกว่าผู้สื่อข่าวรายงานข่าวบิดเบือน เพราะนั่นเป็นการบ่อนทำลายเสรีภาพของสื่อ” 

อนึ่ง มีข้อถกเถียงว่า ในเหตุความรุนแรงสื่อควรสัมภาษณ์ญาติของผู้สูญเสียหรือไม่ เนื่องจากมีมุมมองว่าการที่สื่อไปสัมภาษณ์ก็เท่ากับเป็นการทำให้พวกเขาโศกเศร้าพราะต้องเล่าเรื่องราวนั้นซ้ำๆ คุณแฟรงค์ ให้มุมมองว่า เมื่อผู้สื่อข่าวรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์แบบนี้ต้องพยายามไม่สร้างบาดแผลหรือความบอบช้ำนั้นอีก ซึ่งมีเทคนิคในการระมัดระวัง หนึ่งในวิธีนั้นคือ การให้ครอบครัวได้มีโอกาส หมายถึงไม่ใช่การยื่นไมค์ใส่ปากแล้วถามใส่ไม่ยั้ง แต่ควรบอกว่า เสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น แล้วถามว่าอยากบอกอะไรหรือไม่ หากไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร 

โดยตนไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูกในการสัมภาษณ์คนหลังเกิดเหตุ แต่จะเป็นเรื่องผิดหากยื่นไมค์จ่อปากแล้วก็ต้อนพวกเขาจนมุมในลักษณะที่พวกเขาไม่ได้คาดหวัง บางทีพวกเขาอาจกำลังแสดงอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่อยากให้มีการเผยแพร่ออกไปก็ได้ ดังนั้นการถามขออนุญาตก่อนสัมภารณ์เป็นเรื่องที่เหมาะสมควรทำ บางคนอาจจะตอบตกลง บางคนอาจปฏิเสธ เพราะว่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสำคัญ ความน่าสยดสยองของเหตุการณ์ก็สำคัญ และไม่ควรนำภาพร่างของผู้เสียชีวิตมานำเสนอ แม้กระทั่งภาพกราฟฟิกที่ทำขึ้น

คุณต้องมีความละเอียดอ่อนในการหาทางจะเล่า/นำเสนอเรื่องราวที่เกิดชึ้นยังไง ผู้สื่อข่าวที่มีประสบการณ์รายงานข่าวเหตุกราดยิงมาก่อน พวกเขาเรียนรู้วิธีการที่จะนำเสนอข่าวยังไงโดยไม่ต้องเข้าไปใกล้ยังที่เกิดเหตุได้ คุณรายงานข่าวจากข้างนอกได้ ภาพบรรยากาศของญาติของเด็กที่เสียชีวิตที่พากันร้องไห้เสียใจหน้าโรงเรียนด้วยกันได้ บอกเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กที่เสียชีวืตในโรงเรียนได้ โดยไม่ต้องเดินเข้าไปภายในพื้นที่ของโรงเรียนก็ได้ 

ผมคิดว่าเราก็ต้องรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ผู้สื่อข่าวก็ต้องใช้ความละเอียดอ่อนต่อวิธีการที่รายงานหรือบอกเล่าเรื่องราว ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่ต้องมีการรายงานเกี่ยวกับญาติหรือบุคคลอันเป็นที่รักของผู้เสียชีวิตหรือผู้รอดชีวิต รวมถึงผู้ที่ก่อเหตุด้วย เพราะผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อเหตุก็มีครอบครัวเหมือนกัน อาจเป็นลูกหรือน้องชายหรือสามีของใครสักคน ดังนั้น เราก็ต้องมีความเคารพหรือเห็นใจทุกครั้งที่เราสัมภาษณ์บุคคลอันเป็นที่รักหรือญาติของผู้เสียชีวิต เรื่องราวความรุนแรงคือสิ่งที่เราต้องรายงาน ใครที่ต้องออกมารับผิดชอบเรื่องนี้

คุณแฟรงค์ ยังกล่าวถึงประเด็นเหตุดการดยิงที่ จ.หนองบัวลำภู อีกว่า การลงไปพื้นที่ก่อเหตุไปถามญาติผู้เสียชีวิตว่ารู้สึกอย่างไรไม่ใช่การรายงานข่าวที่ดี และการนำเสนอภาพปฏิกิริยาของญาติผู้เสียชีวิตมันเป็นการรายงานที่คุณภาพต่ำ (Cheap Way) ทางที่ดีคือการสร้างความไว้วางใจจากครอบครัว แล้วก็ให้เขาพาไปที่บ้าน พาไปดูเตียงนอน หนังสือเรียน ของเล่นของเด็กที่เสียชีวิต กระเป๋า สัตว์เลี้ยง เพื่อสื่อให้ผู้ฟังหรือผู้ชมเข้าใจถึงความสูญเสีญอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นจะดีกว่า 

ส่วนสิ่งที่สื่อมวลชนควรตั้งคำถามคือ แม้ผู้ก่อเหตุจะลงมือจากปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต แต่เหตุใดผู้ก่อเหตุถึงสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ นั่นหมายถึงคนที่เป็นเจ้าหน้าที่เข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายใช่หรือไม่ นอกจากนั้น หากมองไปยังคนอื่นๆ ที่ก่อเหตุความรุนแรงด้วยอาวุธปืน ในไทย ซึ่งเป็นทราบกันว่าไทยมีอัตราเหตุฆาตกรรมต่อประชากรที่สูงมากกว่าที่อื่นและเกือบเท่าที่สหรัฐฯ คำถามคืออะไรทำให้สถิติสูง มาจากการที่เจ้าหน้าที่ที่ทุจริตลักลอบนำอาวุธปืนของทางการไปขายข้างนอกหรือไม่ เหตุใดจึงไม่มีการควบคุมเรื่องเหล่านี้

อีกด้านหนึ่ง ในยุคดิจิทัลที่ใครๆ ก็สามารถเผยแพร่และส่งต่อเนื้อหาได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ดังนั้นทุกคนในสังคมต้องตระหนักอะไรอย่างไรบ้าง คุณแฟรงค์ มองว่า ตอนนี้ทุกคนมีอุปกรณ์ เข้าถึงอินเทอร์เน็ต เป็นผู้สื่อข่าวพลเมืองกันได้ซึ่งเป็นประโยชน์ แพลตฟอร์มสื่อ (Media Platforms) มีบทบาททั้งดีและไม่ดีต่อสังคม การเผยแพร่ข้อมูลก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่พื้นที่สื่อก็ต้องติดตามเฝ้าสังเกตตนเองด้วย ไม่ควรนำเข้าข้อมูลเท็จโดยไม่ได้มีการอธิบายว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่เชื่อถือหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า แม้แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ขนาดใหญ่อย่างทวิตเตอร์กับเฟซบุ๊กก็เริ่มมีการดำเนินการแบบนี้แล้ว แต่ว่าเป็นการเริ่มดำเนินการภายใต้การถูกกดดันให้ทำ ไม่ได้สมัครใจแต่แรก แต่นี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้มีการจำกัดข้อมูลเท็จหรือการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ที่เผยแพร่โดยกล่าวอ้างว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริงถูกต้อง ไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่มีการบอกให้ทราบด้วยการทำข้ออธิบายกำกับ ตนนั้นไม่อยากให้มีการเซ็นเซอร์ แต่ควรมีการทำคำอธิบายกำกับซึ่งสำคัญมาก 

เรื่องของข้อมูลภาพเหมือนกัน ที่มีความรุนแรง อย่างภาพผู้ถูกยิงที่เป็นเด็กที่โรงเรียน หรือภาพการกระทำความรุนแรงของอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (Hate rime) ที่คุณไม่อยากให้มีการเผยแพร่ส่งต่อ เพราะว่ามันเป็นการเติมเชื้อไฟให้แก่ความุรนแรงเช่นว่า เพราะมันมีคนที่อยากเห็นคนชนกลุ่มน้อยถูกโจมตีแบบนั้น ดังนั้น คุณก็ไม่อยากเห็นอะไรแบบนี้เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม 

คุณไม่อยากให้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นพื้นที่ของการเผยแพร่ข้อมูลหรือถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง ข้อมูลเท็จ ข้อมูลลวง รวมทั้งความรุนแรง ผมคิดว่าแพลตฟอร์มบางแพลตฟอร์มทำได้ดีขึ้น แพลตฟอร์มใหญ่ๆ ก็มีการเฝ้าสังเกตตัวเองในเรื่องนี้ด้วย ผมคิดว่ามันเป็นการฝ่าฟันที่ยังเกิดขึ้นอยู่ที่ทุกคนจะต้องมาหาทางแก้ไข มันเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ผมคิดว่าเราต้องมาร่วมกันสะท้อนในเรื่องนี้

ในช่วงท้ายของการสนทนา คุณแฟรงค์ ให้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยอาจจะเผชิญกับการกราดยิงอีก แต่ก็หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์โหดร้ายแบบที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็กๆ เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนในไทยก็เกิดขึ้นมากอยู่แล้ว ส่วนผู้สื่อข่าวก็ควรรู้ตัวได้แล้วว่าไม่ควรผลิตข่าวคุณภาพต่ำที่เน้นเรื่องราวกระตุ้นอารมณ์ แต่ควรถอยมาก้าวนึง แล้วลงทุนผลิตข่าวสารที่กระตุ้นความสนใจ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ที่ให้เกียรติผู้เสียชีวิต ผู้รอดชีวิต ญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งตนมองว่าสำคัญมาก ในขณะเดียวกันก็ต้องรายงานข่าวที่ผู้สื่อข่าวจะรู้สึกภาคภูมิใจ 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1033424 (งามไส้ “ดาบตำรวจ” ขโมย “ปืนหลวง” ไปขาย-จำนำ กว่า 150 กระบอก : กรุงเทพธุรกิจ 20 ต.ค. 2565)

https://www.voathai.com/a/dead-including-gunman-in-cincinnati-bank-shooting/4560563.html (เสียชีวิต 4 ราย! เหตุยิงกราดที่ธนาคารกลางเมืองซินซินเนติ : Voice of America 7 ก.ย. 2561)

https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/WNFOR6109070020003 (มีเหตุยิงกันเกิดขึ้นภายในธนาคารย่านใจกลางเมืองซินซินเนติรัฐโอไฮโอของสหรัฐ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 7 ก.ย. 2561

https://www.bbc.com/thai/articles/clm8lx797gyo (เหตุกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู ติดอันดับกราดยิงสังหารในโรงเรียนร้ายแรงสุดในโลก : BBC 8 ต.ค. 2565)

https://thestandard.co/nongbua-lamphu-shooting/ (ผบ.ตร. แถลงอดีตตำรวจกราดยิง คาดเมายา เครียดต้องขึ้นศาล ปืนก่อเหตุซื้อเองถูกกฎหมาย : The Standard 6 ต.ค. 2565)

https://www.thaipbs.or.th/news/content/320242 (ผบ.ตร.เผยผลตรวจ อดีต ตร. “กราดยิงหนองบัวลำภู” ไม่พบสารเสพติด – เตรียมตรวจซ้ำ : ThaiPBS 7 ต.ค. 2565)

https://www.thairath.co.th/news/politic/2028231 (ครบรอบ 1 ปี เหตุสะเทือนขวัญ กราดยิงโคราช : ไทยรัฐ 8 ก.พ. 2564)


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2565

ยาฆ่าเชื้อ เช่น ด็อกซีไซคลิน ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ เพราะยากลุ่มนี้อาจมีผลทำให้สีของฟันมีสีเหลืองหรือเทาอย่างถาวร

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1pkhz6kyanhf


ชาวบ้านอ่วม เวนคืน 3.2 พันไร่ สร้างสนามบินบึงกาฬ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vrpst19krtb0


กรมอุตุฯ คาด 29 ต.ค.นี้ ไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ อากาศเย็นกว่าปีที่แล้ว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/20qagak2gdxcn


ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าถึง 40 บาทต่อดอลลาร์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sdclmytgdwnq


ถ้าโอนเงินผิดบัญชี ไม่ต้องตกใจเพียงแค่ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ก็ได้เงินคืน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2dum8wt2lw5u0


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2565

9 Steps บริหารดวงตาด้วยวิธีธรรมชาติ บอกลาสายตาสั้น-ยาวใช้ได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2hihd7vf349l0


เข้าห้องน้ำสาธารณะเสี่ยงติดฝีดาษลิง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/f5bckfd9wcg4


 เด็กเคี้ยวใบกวักมรกต เกิดอาการแสบคอ ตัวสั่น ชัก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/g7zhaj0i382z


“โรคไข้ดิน” ระบาด! ที่ อ.เทพา จ.สงขลา ป่วย 7 ตายแล้ว 5 ราย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14c3rxdg9d9h1


แนะสวมหน้ากากต่อ ป้องกันสายพันธุ์ XBB เหตุแพร่เร็ว – ดื้อต่อภูมิคุ้มกัน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2k9ae5by193xi


ลงโปรแกรมเถื่อน นอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงให้เครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jvdzu6xlzfx3


 ระวัง! คนร้ายสุ่มเลขบัตรเครดิต/เดบิต ชำระเงินออนไลน์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2x34tu4suyzqs


มูลนิธิกระจกเงา และนิ่ม เอ็กเพรส #รับบริจาคเสื้อผ้ามือสอง ตั้งแต่วันนี้ – 29 ธ.ค. 65

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1tzl8foz1a9j1


“กล้วย” ช่วยให้ผมสวยน้ำมะนาวนั้น มีประโยชน์ยิ่งในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1sg36t7di4dve


มีงานวิจัยพบว่าเฟซบุ๊กมีส่วนทำให้คนปฏิเสธเรื่องโลกร้อน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3a15yggddinzm


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2565

กด *3370# ช่วยเพิ่มแบตเตอรี่โทรศัพท์ 50 เปอร์เซ็นต์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wltc6kpyyigb


กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ 1 ต.ค. 65 เป็นต้นไป ยกเลิก “โควิด-19” จากโรคติดต่ออันตรายให้เป็นโรคติดต่อต้องเฝ้าระวัง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1ifrb1e3g8f69


อย.เรียกคืนบะหมี่ “Mie Sedaap” ในไทยเสี่ยงพบสารเอทิลีนออกไซด์ ที่พบเป็นส่วนประกอบของยาฆ่าแมลง ไม่สามารถใช้สำหรับอาหารได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4cngpgdtxy7s


เตือนนักท่องเที่ยวเข้าไปในโพรงต้นไม้ใหญ่เสี่ยงติดเชื้อราจากมูลค้างคาว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24qqyk8sm29ag#_=_


หมอมนูญ เตือนฟันผุ อย่าปล่อยไว้ อาจส่งผลเกิดหนองในช่องเยื่อหุ้มปอด อาจทำให้ป่วยเป็นโรคฮิสโตพลาสโมซิส (Histoplasmosis)

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/16ptrulcdp3at#_=_


สมุนไพรใส่ขวดสุดอันตราย ยอดยาจีน โสมกลั่น กระดูกเสือ ยาดองสองเพศ ยาแก้ซางตานขโมย และยาธาตุเสริมคุณ เข้าข่ายเป็นยาปลอมที่ไม่ได้รับอนุญาต สรรพคุณทำตับพัง อันตรายถึงชีวิต…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1603jf31d5h34#_=_


โทรสายด่วน เบอร์ 112 ผ่าวิกฤตเหตุฉุกเฉินไทยได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2v09bsqhh1b5l


ขายยาผ่านเน็ตผิดกฎหมาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2lklxng819w2z


ยาสามัญประจำบ้าน สามารถวางขายในร้านขายของชำได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s0zlzwf0k0bo


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2565

หากขึ้นรถต้องลดกระจกเพื่อระบายสารพิษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/37o8s76i8dt6e


กระเทียมป้องกัน Covid-19 ได้เหมือนวัคซีน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/30jioi4e524ed


ยื่นภาษีมีปัญหาผ่านเว็บไซต์กรมสรรพกร โดยเว็บไซต์นี้ https://www.afdw7.com…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2vf7zy00lynmk


 ‘ดีอาร์คองโก’ ประกาศการแพร่ระบาดครั้งใหม่ของเชื้ออีโบลา

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3bvi7rai86beu


หวีผมมีส่วนช่วยเสริมการไหลเวียนเลือดบริเวณศีรษะ ลดความเครียดทำให้จิตใจเบิกบาน ป้องกันและรักษาอาการปวดศีรษะ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1386lhnxah671


อันตรายจากสารปยเปื้อนเมื่อใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันของทอด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31kzqj70l4qrb


ความดันสูงให้กินข้าวโอ๊ต งดบุหรี่ และความเค็ม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31jqy06a53573


เมื่อคนไร้เสียงลุกขึ้นมาส่งเสียงจากการทำงานแสวงหาความจริงร่วม ในงาน Trusted Media Summit APAC 2022

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565 Google News Initiative ร่วมกับโคแฟค (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จัดการประชุม Trusted Media Summit APAC 2022 ประจำประเทศไทย ซึ่งมีเจตจำนงในการรวมตัวของคนทำงานด้านสื่อ เพื่อค้นหาแนวทางและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ข่าวออกไป และทำให้ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย โดยอีกช่วงที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือช่วง Voice of the Voiceless: เสียงสะท้อนจากภาคสังคมในการแสวงหาความจริงร่วม ซึ่งเป็นการรวมพลังเสียงของภาคประชาสังคมและคนที่ไม่ได้มีโอกาสเปล่งเสียง ให้มีพื้นที่เพื่อส่งเสียงไปยังสื่อมวลชน นักการศึกษา และนักวิชาการให้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสื่อสารประเด็นอื่นๆ มากขึ้น

เริ่มต้นด้วย กมล หอมกลิ่น – อีสานโคแฟค เริ่มต้นกล่าวว่า เสียงของคนไร้เสียงมีอยู่จริง แต่เราพยายามที่จะสร้างผู้บริโภคที่รู้เท่าทันสื่อและเป็นนักสื่อสารไปพร้อมๆ กันได้ เราเจ็บปวดเหลือเกินเวลาที่ไปตามชุมชนต่างๆ เห็นผู้สูงวัยใช้โทรศัพท์มือถือเล่นไลน์ ซึ่งเป็นเครื่องมือใหม่ของเขา และจากที่เขาเคยเชื่อรัฐบาลในวันนั้น วันนี้เขาเชื่อโทรศัพท์มือถือ แต่เขาก็โดนหลอกอยู่ดี ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาที่เราต้องลุกขึ้นมาร่วมกันทำงาน มันเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นไม่น้อยกว่าการเมือง เพราะสื่อก็มีทั้งข่าวลวง และการหลอกหลวง นั่นคือความจำเป็นที่เราต้องออกมาทำงาน ย้ำว่าทุกคนจงเชื่อว่าเราสามารถดึงคนที่ไร้เสียงขึ้นมาเป็นผู้บริโภคได้ในที่สุด

เชลศ ธำรงฐิติกุล – ผู้ใหญ่บ้านชุมชนหนองหญ้าไซ กล่าวว่า ชุมชนของตนเองนั้นทำวิทยุชุมชนในกลุ่มประเภทไม่แสวงหาผลกำไร เน้นการทำวิทยุเพื่อเข้าถึงชุมชนและสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ควรรับทราบให้ประชาชนในพื้นที่ สิ่งสำคัญในการทำวิทยุคือการส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันในทุกๆ เรื่อง โดยการสร้างคุณค่าให้กับสื่อนั้นใช้เวลามามากกว่า 19 ปี เราใช้เครื่องมือวิทยุชุมชนในการส่งเสริมให้ประชาชนออกมาตรวจสอบข่าวลวง เพื่อปกป้องตนเองและครอบครัว รวมถึงการใช้ประเพณีในการส่งเสริมและหนุนเสริมร่วมกันสำหรับคนที่เข้าไม่ถึงสื่อใหม่ ยิ่งเราสามารถสร้างและทำหน้าที่สื่อชุมชนอย่างเข้มแข็ง ก็จะยิ่งได้รับความร่วมมือมากขึ้นเท่านั้น

มะรูฟ เจะบือราเฮง – Digital4Peace (Deep South Cofact) กล่าวว่า ความรุนแรงในสังคมแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือความรุนแรงโดยตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม เราในฐานะของคนทำสื่อจะทำอย่างไรที่ทำให้เขามีพลังในการออกไปใช้ชีวิตและไม่ต้องพบเจอกับความรุนแรงทั้ง 3 ประเภทได้ เช่น การที่ประชาชนสามารถใช้เครื่องมือในการแบ่งปันสื่อ และสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นได้ด้วยมือของเขาเอง ซึ่งการสร้างสรรค์สื่อให้ทรงพลังไม่ได้เกิดได้แค่คนเดียว แต่เกิดขึ้นจากหลากหลายพลังร่วมกัน

กฤษณเดช โสรส – สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย จังหวัดเลย กล่าวต่อว่า เรามีความเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุถ้าเขาได้รับการเรียนรู้ที่ดี และในขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกหลอกหลวงในเรื่องสุขภาพเช่นเดียวกัน โดยผมและภาคีเครือข่ายและ สสส. ได้ริเริ่มการจัดหลักสูตร “สูงวัยเท่าทันสื่อ” เพื่อวิเคราะห์สื่อและสร้างการรู้เท่าทันสื่อ โดยได้กลั่นออกมาเป็น 3 ข้อที่เป็นคาถาป้องกันข่าวลวง คือจำเป็นไหมในการนำเสนอ หาข้อมูลมาประกอบการู้เท่าทัน และเดือดร้อนใครไหมในการนำเสนอข่าว โดยจากการอบรมนี้จะส่งผลทำให้เกิดการเฝ้าระวังสื่ออย่างน้อย 20 จังหวัดๆ ละ 20 คน รวมกันประมาณ 400 คน

อิงฟ้า ชัยยุทธศุภกุล – ผู้แทน Girls in Tech Detecthron กล่าวว่า สื่อในปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าสมัยก่อน แต่ด้วยความที่ง่าย เราก็ต้องระมัดระวังในการค้นหาข้อมูลมากขึ้นเหมือนกัน ซึ่งเราในฐานะผู้เสพสื่อก็ต้องใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ข่าวลุงพลที่สื่อมีการกระพือในการนำเสนอจนหลุดจากต้นทางที่ควรนำเสนอ สิ่งนี่เองทำให้ตนเองรู้สึกว่าสื่อไม่ได้มีความซื่อตรงขนาดนั้น กลับกันตนเองยังตั้งคำถามว่าจริยธรรมสำคัญอย่างไรในวันที่เรตติ้งก็สำคัญเช่นกัน

พระมหานภันต์ สนติภทโท – มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ.) กล่าวปิดท้ายในงานว่า เราเวลาทำเรื่องดีๆ สื่อมักจะไม่สนใจ และพอเราไม่ระวังเรื่องสันติภาพกับเสรีภาพ ก็อาจจะส่งผลต่อการนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้ ฉะนั้น Trusted Media ในความหมายที่แท้จริงคือมันไม่มีอยู่จริง เพราะมันสร้างปัญหาจากการที่เรามัวแต่สนใจว่าแบรนด์ไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน วันนี้เรามีแต่ Trusted Mindset คือตั้งหลักก่อนที่จะเชื่อมั่นอะไรก็ตาม ใช้หลักกาลามสูตร 10 ประการในการรู้เท่าทันตนเองและสื่อได้ แน่นอนว่าทุกท่านสามารถช่วยกันได้ในการสร้างสันติภาพและการรู้เท่าทันสื่อให้ได้


มอง3ข้อมูลผิดปรกติในสังคมไทย‘สุขภาพ-การเมือง-อาชญากรรมไซเบอร์’ผลร้ายมีมากแต่จัดการไม่ง่าย

21 ก.ย. 2565 วิทยากรจากสถาบันพระปกเกล้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมสรุปประเด็น “ข้อมูลผิดปรกติ (Information Disorder) ในสังคมไทย” ในเวทีประชุมสุดยอด APAC Trusted Media Summit ประจำปีครั้งที่ 5ในประเทศไทย ซึ่งจัดโดย โคแฟค (ประเทศไทย) และ Google News Initiative (GNI) ที่ชั้น 6 อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค สุขุมวิท 101/1 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ


ญาณี รัชต์บริรักษ์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา คนไทยเผชิญกับปัญหาข่าวลวง (Fake News) อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีคำ 2 คำเดินทางมาพร้อมกัน คือ Pandemic ที่แปลว่าโรคระบาด กับ Infodemic ที่หมายถึงการระบาดของข่าวลวง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นช่วงวิกฤติของการสื่อสาร และเน้นย้ำความสำคัญของการเปิดพื้นที่เพื่อค้นหาข้อมูลร่วมของสังคม


ซึ่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เป็นทักษะที่จะช่วยให้คนไทยมีชีวิตแบบมีสุขภาวะ รอดพ้นภยันตรายจากข้อมูลลวงด้านสุขภาพ โดยองค์ประกอบของความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง การวิเคราะห์และประเมินสื่อ สามารถตัดสินใจจัดการกับตนเองในเรื่องของสุขภาพ ตลอดจนการเท่าทันสื่อและสื่อสารข้อมูล ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ที่มีหลักคิดว่า ต้องไม่เชื่อไว้ก่อนจนกว่าจะหาข้อมูลมายืนยันได้ว่าเรื่องนั้นถูกต้อง


ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีข่าวลวงด้านสุขภาพเกิดขึ้นหลายประเด็น เช่น โควิด-19 วัคซีน ฟ้าทะเลายโจรและสมุนไพรรักษาโรค กัญชา รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ ซึ่งมีทั้งข่าวลวง (Fake News) และข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) โดยมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น การสื่อสารในพื้นที่ปิด ปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) วัฒนธรรมเกรงใจไม่กล้าเตือนกัน ไปจนถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง (Influencer) เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลผิดๆ เสียเอง


อนึ่ง สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น เคยสรุปข้อค้นพบเกี่ยวกับข่าวลวงด้านสุขภาพในรอบปีที่ผ่านมา พบว่า แม้จะมีความถี่ของข่าวลวงมากในแพลตฟอร์มเปิดเป็นสาธารณะ แต่เจ้าของแพลตฟอร์มก็พยายามใช้อัลกอรึทึมเพื่อปิดกั้นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่ที่น่าห่วงคือในกลุ่มปิด เช่น กลุ่มไลน์ กลุ่มเฟซบุ๊ก ซึ่งมีข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือนอย่างสูง เนื่องจากเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบ ส่วนผู้เผยแพร่ข่าวลวงก็มีตั้งแต่พวกทำเพราะสนุก พวกที่หวังผลทางธุรกิจบ้างการเมืองบ้าง หรือพวกแอบอ้างว่าเป็นคนวงใน

ประเด็นข่าวลวงที่ต้องระวังคือเรื่องที่อาจสร้างความแตกแยกในสังคม เช่น โรคฝีดาษลิงกับกลุ่มชายรักชาย วัคซีนโควิด-19 กับศาสนา ข่าวลวงยังมีแนวโน้มเผยแพร่แบบข้ามพรมแดน มีการแปลจากภาษาหนึ่งไปเป็นภาษาอื่นๆ สุดท้ายคือการมีพื้นที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและแสวงหาความจริงร่วม แต่มีความท้าทายคือ บางอย่างก็ไมได้เป็นเท็จหรือจริงทั้งหมด โดยเป็นข้อมูลที่ซับซ้อนละเอียดอ่อน เช่น การรักษาโรคด้วยสมุนไพร หากภาครัฐไปบอกว่าเป็นข่าวลวงโดยไม่ระมัดระวัง อาจผลักให้ประชาชนไปสู่การเชื่อในโฆษณาชวนเชื่อได้

“ทางออกในการแก้ข้อมูลผิดปรกติในสังคมไทย รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดระบบข้อมูลที่เป็น Open Data (ข้อมูลเปิด) ควบคู่ไปกับการสร้างแพลตฟอร์ม เรียกว่าการสนับสนุนของแพลตฟอร์มในการสร้างแพลตฟอร์มที่มีอัลกอริทึมที่จะช่วยบล็อกข้อมูลข่าวลวงต่างๆ รวมถึงการที่สื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อจะทำหน้าที่ในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบข้อมูลแล้วก็เป็นที่พึ่งของสังคม และสร้าง Solution (แนวทางแก้ไขปัญหา) ให้กับสังคมได้ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของประชาชน ให้เป็นประชาชนที่เป็นพลเมืองดิจิทัล ช่วยกันตรวจสอบข้อมูล และสร้างวัฒนธรรทในการตรวจสอบข้อมูลร่วม เพื่อที่จะนำไปสู่สังคมแห่งปัญญาและสังคมแห่งสุขภาวะ” ญาณี กล่าว


สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การบิดเบือนข้อมูลเพื่อหวังผลทางการเมือง (Political Disinformation) หนึ่งในกรณีอื้อฉาวคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ครั้งล่าสุด มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทรัมป์เป็นฝ่ายแพ้ ทำให้ในวันที่ โจ ไบเดน ผู้ชนะเลือกตั้ง ปธน. ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดดังกล่าว ประกอบพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ก็เกิดเหตุจลาจลขึ้นบริเวณอาคารรัฐสภา


การบิดเบือนข้อมูลกับการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่พบได้ปกติมาก เช่น ในช่วงเลือกตั้งที่พบการใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งกับการโอ้อวดตนเองเกินจริง แต่พฤติกรรมเหล่านี้ยังสามารถถูกควบคุมได้โดยกฎหมาย ที่น่าห่วงกว่าคือการที่ข้อมูลชุดเดียวกันแต่มองได้หลายมุม และไม่สามารถฟันธงได้ว่าบิดเบือนหรือไม่ เช่น เมื่อพูดถึวอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอย่าง ทักษิณ ชินวัตร จะมีทั้งฝ่ายที่มองว่าเป็นนายกฯ ที่ดำเนินนโยบายทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี กับฝ่ายที่บอกว่าเป็นนายกฯ ที่ดำเนินนโยบายประชานิยมและมีผลประโยชน์ทับซ้อน


หรือเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 ก็มีทั้งฝ่ายสนับสนุนที่นำดอกไม้ไปให้ทหาร และฝ่ายต่อต้านที่ถึงขั้นขับรถแท็กซี่ชนกับรถถัง มาจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ กับเหตุการณ์ยุบพรรคอนาคตใหม่ นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่เป็นนักเรียน-นักศึกษา ครั้งนี้ประเด็นข้อมูลค่อนข้างอ่อนไหวกว่าครั้งก่อนๆ เพราะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่น ซึ่งคนเราจะเติบโตมากับชุดความรู้หนึ่ง และเมื่ออายุมากขึ้นชุดความรู้นั้นก็กลายเป็นความเชื่อและเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับคนอีกรุ่นหนึ่งที่ตีความอะไรใหม่ๆ แตกต่างไปจากเดิม


“ปัญหาของข้อมูลที่ไปใช้เพื่อหวังผลทางการเมือง คือเราใช้คำว่าการตีความกฎหมาย จริงๆ ปกติการตีความกฎหมายน่าจะเป็นทางออกให้กับข้อมูลที่มันหลากหลายชุดความคิด หลากหลายการตีความ ให้มันได้ความจริงเพียงหนึ่งเดียวและเป็นที่ยอมรับ แต่ปัจจุบันท่านก็จะเห็น กฎหมายอะไรก็ไม่รู้ เรื่องแค่ว่า 8 ปีหรือไม่ 8 ปี อธิบายกันได้อย่างน้อยๆ 3 แบบ 3 ทาง ซึ่งจริงๆ อาจจะ 4 หรือ 5 ว่ามันครบ 8 ปีเมื่อไร


แล้วบทสรุปของมันอาจจะกลายเป็นว่า การตีความจนเป็นคำตอบมันอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับก็ได้นะ แต่มันน่ากลัวตรงที่มันมีสภาพบังคับทุกองค์กร ไม่มีใครล่วงละเมิดได้ อันนี้น่ากลัว มันเป็นชุดความจริงที่ใช้เครื่องมือที่ชอบธรรมมากในทางการเมือง มาจัดการให้มันถูกต้องชอบธรรมโดยที่มันไมได้รับความชอบธรรมทางสังคม” ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า

ภัทรกร ทีปบุญรัตน์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ผู้บริโภคแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop service) สภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดเผยว่า นับตั้งแต่การก่อตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค เรื่องที่ได้รับร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งคือการถูกหลอกขายสินค้าทางออนไลน์ หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชั่นหลอกลวงก็ยังเข้าไปอยู่ในสโตร์ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งประชาชนไม่สามารถไว้วางใจแพลตฟอร์ม และหากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มยังเห็นแก่เม็ดเงินโฆษณาของคนเหล่านี้ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้


นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังมีการพัฒนากลยุทธ์ในการหลอกลวง ตั้งแต่การหลอกให้กดลิงค์ต่างๆ ซึ่งเมื่อเหยื่อหลงเชื่อมิจฉาชีพก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลสำหรับทำธุรกรรมทางการเงินได้ หรือมีแม้กระทั่งมิจฉาชีพรู้ว่าผู้สูงอายุรายหนึ่งมีเงินเก็บจำนวนมาก ก็ทำทีลงทุนซื้อโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนให้ใช้แทนโทรศัพท์แบบปุ่มกด แถมยังสอนการใช้แอปพลิเคชั่นธุรกรรมการเงินอีก แต่ผู้สูงอายุรายนี้ไม่รู้เลยว่า มือถือสมาร์ทโฟนที่ได้มาใช้นั้นฝังโปรแกรมที่สามารถมองเห็นและควบคุมเครื่องจากระยะไกลไว้ มารู้อีกทีก็ถูกถอนเงินไปเกลี้ยงบัญชีแล้ว เป็นต้น


โดยข้อมูลจาก ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Thai Police Online-สอท.) ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-11 ก.ย. 2565 พบว่า มีการแจ้งความออนไลน์กันกว่า 8 หมื่นเรื่อง โดยมีการหลอกลวงให้ทำงาน และหลอกลวงให้กู้เงินมาเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเรื่องการหลอกลวงให้กู้เงินแต่เหยื่อนอกจากจะไม่ได้เงินแถมยังเสียเงินเพิ่มไปอีก ซึ่งมิจฉาชีพอ้างว่าอนุมัติเงินกู้แล้วแต่ต้องจ่ายค่าดำเนินการบางอย่าง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะโอนให้ 500 บาทบ้าง 1,000 บาทบ้าง จนบางรายเสียหายไปเป็นหลักหมื่นบาท
และการจะอายัดเงินให้ทันก่อนที่มิจฉาชีพจะโอนย้ายถ่ายเทไปหมดนั้นก็เป็นไปได้ยากมาก ดังข้อมูลจากทางตำรวจที่ระบุว่า ยอดเงินที่ขออายัดมีรวมกันมากกว่า 3 พันล้านบาท แต่อายัดได้ทันจริงๆ เพียงร้อยละ 7.6 ของจำนวนเงินดังกล่าว อนึ่ง ขณะนี้มีความพยายามทำความร่วมมือกันระหว่างตำรวจกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อนำรายชื่อบัญชีที่ถูกอายัดเนื่องจากมีพฤติกรรมเป็นมิจฉาชีพออกมาเปิดเผย


“ทุกวันนี้โจรมันพัฒนาเป็นดิจิทัลไปหมดแล้ว มีการอัพเลเวลในการที่จะโกงต่างๆ แต่ระบบราชการ กว่าจะไปแจ้งความได้ ไปท้องที่ที่เกิดเหตุ เสร็จปุ๊บท้องที่บอกว่ามันเป็นงานออนไลน์ ต้องไปที่ สอท. ผู้เสียหายก็ไปที่ สอท. แจ้งความเรียบเร้อยเสร็จ ด้วยความเข้าใจว่าเราถูกหลอกลวงเงินก็อยากจะได้เงิน จะเอาใบแจ้งความไปอายัดบัญชี ก็กลับไปที่ สน.อีก บอกว่าคุณไม่ได้แจ้งความที่นี่” ภัทรกร กล่าว


-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-