เจาะลึกประเด็น Generative AI และข่าวลวง

เจาะลึกประเด็น Generative AI และข่าวลวง : เอกสารประกอบงาน Digital Thinkers Forum #เวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 26 "เราจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย" ที่มีเป้าหมายเพื่อความรู้เท่าทันในยุคดิจิตอล | วันที่ 17 ม.ค. 67 | ณ SCBX NEXT TECH ชั้น4 สยามพารากอน

Generative AI คืออะไรทำงานอย่างไร 

อลัน ทัวริง หนึ่งในผู้ให้กำเนิดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ได้สร้างแบบทดสอบที่เรียกว่าทัวริงเทสในปี 1950 ที่บอกว่าเครื่องกลจะมีระดับปัญญาแบบมนุษย์ได้ต่อเมื่อสามารถทำให้มนุษย์ไม่สามารถแยกแยะว่าคุยกับคนหรือคอมพิวเตอร์อยู่ ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของนักพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกมากว่า 7 ทศวรรษ   และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเครื่องกล  เพราะเป็นช่วงที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) ก้าวผ่านทัวริงเทสแทบจะเรียกได้ว่าโดยสมบูรณ์  การพูดคุยกับ chatbot อย่าง ChatGPT หรือ Bard หากไม่ได้บอกว่าเป็น AI แต่แรก คนส่วนใหญ่คงแยกยากว่าคุยกับระบบเครื่องกลอยู่  

เทคโนโลยีสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ทางเทคโนโลยีเช่นนี้เกิดขึ้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า Generative AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างใหม่ ซึ่งมีความพิเศษแตกต่างจากระบบ AI ทั่วไปคือการมุ่งเน้นที่จะสร้างเนื้อหาใหม่ขึ้นมาได้โดยคำสั่งของมนุษย์เพียงไม่กี่คำหรือประโยค (prompt)  และเนื้อหาที่สร้างขึ้นใหม่นั้นก็ไม่ใช่การคัดลอกเนื้อหาที่มีอยู่เดิมมาใช้แบบตรงไปตรงมา แต่มีการเรียบเรียง ปรับเปลี่ยน ผสมผสานเป็นผลงานชิ้นใหม่ ดุจมีมนุษย์เป็นผู้สร้างสรรค์   ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาแบบอักษร ภาพ เสียง หรือ เนื้อหาภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ลื่นไหล และมีคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว 

Generative AI เกิดการการผูกโยงเทคโนโลยีหลายส่วนเข้าด้วยกัน โดยมีองค์ประกอบหลักคือ Machine Learning (ML) ที่มีโมเดลให้เครื่องกลสามารถเรียนรู้จากชุดข้อมูลมากมายมหาศาลที่มักนำมาจากทุกอย่างที่อยู่บนระบบอินเทอร์เน็ต หรือชุดข้อมูลเฉพาะของหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ  แล้วนำมาสร้างใหม่ผ่าน generative models ที่หลากหลายเมื่อได้รับ prompt หรือคำสั่งในลักษณะภาษาธรรมชาติ (natural language -NL)   

ตัวอย่างวิธีการในระยะแรกๆ generative AI มักใช้ระบบ deep learning  ที่เรียกว่า generative adversarial networks (GANs) ในการสร้างเนื้อหาใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นภาพ (image generation) ซึ่งมี neural networks อยู่สองส่วนประกอบกัน คือ generator หรือโมเดลที่สร้างข้อมูลใหม่ และ discriminator หรือโมเดลที่ประเมินค่าของข้อมูลที่สร้างขึ้นว่าถูกตรงหรือตรงเป้าเพียงใด เป็นวงจรเรียนรู้ที่ทำให้เนื้อหาใหม่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนระดับคุณภาพเทียบเท่าชุดข้อมูลเดิมที่นำมาใช้ให้ AI เรียนรู้  ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ปัจจุบันทั้ง GANs และ generator-discriminator แทบจะไม่ได้ใช้แล้ว แต่ไปใช้โมเดลอื่นๆที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

โดยทั่วไป Generative AI ที่ได้รับความนิยมมักจะมีอยู่สามลักษณะ และการผสมผสานของทั้งสามส่วน 

อักษรหรือข้อความ (text)  มักจะสร้างจาก large language models (LLM) ที่สามารถเข้าใจและสร้างเนื้อหาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากชุดข้อมูลภาษามหาศาล  LLM ที่เป็นที่นิยมเช่น GPT-3, GPT-4 ก็เป็นระบบฐานของ ChatGPT นั่นเอง  และยังมีโมเดลการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (natural language processing – NLP) อีกหลายโมเดลที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยหน่วยงานทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานวิจัย  

(ภาพจาก Stockholm Resilience Centre – มีความก้าวหน้าไปมากกว่าในภาพแล้ว เช่น GPT-4 ไม่มี waitlist แล้ว) 

ภาพ (images) สามารถสร้างภาพใหม่จากภาพเดิมที่อยู่ในชุดข้อมูลเดิม (training set) เช่น การสร้างภาพหน้าของผู้คน หรือภาพวิวทิวทัศน์  AI โมเดลที่ได้รับความนิยมมีหลายโมเดล เช่น DALL-E ของ OpenAI เป็นต้น 

เสียง (audio)  สามารถสร้างเสียงใหม่ได้อย่างหลากหลาย เช่น เสียงคนใหม่เลย หรือเลียนเสียงบุคคลโดยเฉพาะ ดนตรี และเสียงอื่นๆ 

นอกจากนี้ยังสามารถผลิตเนื้อหาที่ผสมผสานอักษร ภาพ และเสียงเข้าด้วยกัน และสร้างสิ่งอื่นๆได้ เช่น การเขียนโปรแกรม (coding) หรือสร้างอัลกอริทึ่มใหม่ๆอีกด้วย 

ความเสี่ยงและตัวอย่างปัญหาข่าวลวงที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI 

เป็นเครื่องมือที่ทำให้การขยายตัวของปริมาณและคุณภาพของเนื้อหาลวงอย่างรวดเร็วและต้นทุนต่ำและมีความสามารถในการชักจูงให้เชื่อได้มากขึ้นเรื่อยๆ (persuasion) 

Generative AI กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการสร้างข้อความ ภาพ เสียง วิดิโอ และยังใช้ได้ง่ายขึ้น มีคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ  จากเดิมที่ต้องใช้แรงงานมนุษย์จำนวนไม่น้อยในการเขียนบทความ ทำการวิจัยข้อมูลต่างๆ ทำภาพกราฟิกหรือถ่ายภาพ หรืออัดเสียงเพื่อเอาไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานการสื่อสาร ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ที่อาจมีต้นสูง หน่วยงาน กลุ่ม หรือบุคคลที่พยายามจะสร้างข่าวลวงเพื่อเป้าหมายต่างๆก็มักจะติดเรื่องต้นทุนบุคคลดังกล่าวเสมอมา ทำให้การผลิตข่าวลวงที่ดูน่าเชื่อถือใช้เวลาและทรัพยากรพอสมควร แต่หากพวกเขาสามารถใช้เครื่องมือ generative AI ในการสร้างเนื้อหาลวงใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพพอสมควร มีภาพ เสียง หรือ video ประกอบที่ดูน่าเชื่อถือที่ล้วนสร้างจากเครื่องมือใหม่นี้ ก็ย่อมจะทำให้ความรวดเร็วของการผลิตและเผยแพร่ข่าวลวงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล  การแชร์กันหรือใช้เครื่องมืออัตโนมัติอย่างบอตเพื่อเผยแพร่ข่าวลวงก็ยิ่งจะขยายให้ผลเสียที่เกิดจากเนื้อหาลวงจาก AI มีอัตราเร่งที่ยากต่อการตรวจสอบและการจำกัดวงความเสียหายไม่ให้ขยายเป็นวงกว้างได้ 

ตัวอย่างหนึ่งของภาพข่าวลวงที่ถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว และผู้คนจำนวนมากก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ คือกรณ๊ภาพปลอมของโปํปฟรานซิสที่ใส่เสื้อหนาวแฟชั่นราคาแพงเหมือนของแบรนด์​ Balenciaga จนได้รับการวิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม  ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องจริง 

ในปลายปี 2012 Meta (เจ้าของ Facebook) เปิดตัว Galactica เป็นเครื่องมือที่คล้ายกับ GPT-3 ที่เน้นในการสรุปและเขียนงานวิชาการด้านวิทยาศาสตร์   พัฒนาขึ้นจากการที่โมเดล LLM เรียนรู้บทความวิทยาศาสตร์ เว็บไซต์ หนังสือเรียน บันทึกการสอน และเอนไซโคลปิเดีย กว่า 48 ล้านชิ้น    แต่เมื่อเทียบกับ ChaptGPT แล้ว Galactica ขาดระบบคัดกรองเนื้อหาที่ไม่ดีเป็นพิษ (toxicity filters)  สุดท้าย Meta ต้องปิดการเข้าถึงภายในเวลาแค่ 3 วัน เพราะเริ่มถูกนำไปใช้ในการสร้างบทความวิทยาศาสตร์ที่ไม่จริงและเป็นอันตราย ซึ่งอาจจะถูกนำไปใช้ในการขยายข่าว/บทความลวงได้อย่างกว้างขวาง เช่น บทความวิชาการการแพทย์ที่ไม่จริงแต่ดูน่าเชื่อถือ เช่น ประโยชน์ของการรับประทานแก้วที่แตกเป็นต้น  

นอกจากนั้นยังสร้างบทความที่นำเสนอเรื่องที่ไม่จริงเสมือนว่าเป็นความจริงพร้อมกับไปเชื่อมโยงกับนักวิชาการหรือผู้เขียนที่มีอยู่จริง ทั้งๆที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันใดๆ  บทความที่มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวถึงที่สร้างจาก Galactica ก็คือ “ประวัติศาสตร์ของหมีอวกาศ” ที่อ้างว่ามาจาก wikipedia ซึ่งไม่มีอยู่จริง เป็นต้น  ส่วนสาเหตุสำคัญนอกจากระบบคัดกรองแล้วก็คือการที่ระบบ LLM โดยทั่วไปไม่รู้ว่าข้อมูลที่นำมาเรียนรู้ใดเป็นความจริงหรือไม่เพียงใด เวลาสร้างเนื้อหาจึงผสมผสานเนื้อหาต่างๆที่อาจมีเรื่องที่ไม่จริงอยู่ได้อย่างง่ายดาย 

ด้วยเหตุนี้ การสร้างและเผยแพร่เนื้อหาลวงที่ตั้งใจให้เชื่อมโยงกับข่าวลวง ทฤษฏีสมคบคิด จึงทำได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือขึ้นอย่างมาก  จากเดิมที่ผู้เผยแพร่ข่าวลวงอาจจะก็อบปี้แล้วแปะ แล้วปรับเนื้อหาแบบไม่ค่อยลื่นไหล พอจะดูออกว่าไม่ใช่เรื่องจริง หรือเป็นความพยายามลักษณะปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations -IO) หากมาใช้เทคโนโลยี generative AI ก็จะมีความสามารถในการทำให้ได้คุณภาพมากขึ้น ดูยากขึ้นว่าเป็นข่าวลวง   ในระบบในลักษณะเช่น ChatGPT สามารถสั่งให้เขียนเนื้อหาใหม่ในมุมมองของคน, กลุ่ม, หรือองค์กร ที่เป็นที่รู้จักได้ รวมถึงผู้ที่เป็นแหล่งที่มาของข่าวลวง หรือสื่อสารตอกย้ำความเชื่อผิดๆ ลัทธิอันตราย หรือขยายผลความเกลียดชัง  ให้เนื้อหาใหม่มีลักษณะเดียวกับการให้เหตุผลหรือข้อมูลของกลุ่มคนเหล่านี้ได้โดยง่าย  ในมิตินี้จึงมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะถูกเอาเครื่องมีไปใช้ผิดทาง 

นอกจากนั้น generative AI ที่อยู่ในลักษณะ Chatbot ตอบโต้อัตโนมัติที่ไม่ได้บอกว่าเป็นระบบ AI  อาจจะนำไปสู่การชักจูงโน้มน้าวจิตใจให้ผู้คนเชื่อข่าวลวง หรือเนื้อหาที่มีความเสี่ยงต่างๆได้ เพราะอาจจะเข้าใจว่ากำลังคุยกับคนอยู่จริงๆ   มีงานวิจัยที่พบว่าเมื่อนำโมเดล LLM ที่เอาไปเชื่อมโยงกับ AI Agents หรือระบบเสมือนตอบโต้กับมนุษย์จริงๆ ที่เน้นการพูดคุยหารือโดยเฉพาะ เช่น Cicero นั้นสามารถชักจูงโน้มน้าวมนุษย์ที่พูดคุยอยู่ได้พอสมควร  มีผลการศึกษาทดลองที่เจาะจงว่าเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นโดยเฉพาะนั้นสามารถชักจูงมนุษย์ได้มากกว่าเนื้อหาที่มนุษย์สร้างขึ้นเสียอีก 

ทำให้สังคมนั้นมีความเชื่อถือต่อสื่อและข้อมูลต่างๆลดลงเพราะไม่รู้ว่าอะไรจริงไม่จริงอย่างไร  และยากต่อการควบคุมผลทางลบที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อ Generative AI สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ๆได้ตลอดเวลา ในต้นทุนที่ต่ำ และทำได้รวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาที่ว่าผู้คนจำนวนมากไม่สามารถแยกสิ่งที่สร้างจาก AI ออกจากที่มนุษย์เป็นคนทำได้ แยกไม่ออกว่าเนื้อหา ภาพ เสียงใดเป็นของจริง หรือถูกสร้างจาก AI  แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญเองถ้าไม่มีเครื่องมือเฉพาะก็แทบจะแยกไม่ออก   โดยเฉพาะหากเนื้อหานั้นถูกสร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายที่จะหลอกลวงผู้คน คือไม่ใช่แค่ misinformation แต่เป็น disinformation (ข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อหลอกคนหรือทำให้เกิดความเสียหาย) 

ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารกระจายไปอย่างรวดเร็วผ่าน social media ต่างๆ เนื้อหาลวงที่สร้างจาก AI ที่ผู้คนแยกไม่ออกว่าจริงหรือไม่ ย่อมสามารถก็ผลเสียได้อย่างรวดเร็ว การตรวจสอบข่าวทำได้ไม่ทัน ย่อมทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ กระจายความเชื่อผิดๆที่เป็นอันตรายหรือตอกย้ำความแบ่งแยกฝักฝ่ายในสังคม หรือกระทบต่อประชาธิปไตยหรือผลการเลือกตั้งได้ 

ในช่วงกลางปี 2023 สำนักข่าวของรัฐบาลรัสเซีย RT.com ได้เผยแพร่ภาพและข่าวลวงผ่านทวิตเตอร์ เป็นภาพไฟไหม้ใกล้ๆกับเพนตากอนหรือสำนักงานกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา และมีข้อความอธิบายว่ามีระเบิดติดๆกับตึกเพนตากอน  ซึ่งได้รับการแชร์ต่อไปทั่วโลกออนไลน์ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐตกในทันทีไป 0.26% ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันภาพดังกล่าวน่าจะสร้างจาก generative AI 

NewsGuard ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ประเมินระดับความน่าเชื่อถือของเว็บข่าวต่างๆ พบว่ามีเว็บไซต์ข่าวที่มีผู้ใช้พอสมควรกว่า 300 เว็บไซต์ที่สามารถระบุได้ว่าข่าวต่างๆนั้นสร้างขึ้นจาก generative AI และขาดความน่าเชื่อถือ  เว็บเหล่านี้มักมีชื่อที่ดูเป็นเว็บข่าวจริงจัง แต่เนื้อหามักเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวลวง ข่าวปลอม และข้อมูลเท็จ 

ปรากฏการณ์เอื้อประโยชน์ให้คนโกหก (Liar dividends) 

ในโลกที่เต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่จริง และผู้คนเริ่มยอมรับว่าทุกๆอย่างนั้นปลอมขึ้นมาได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นข่าว ภาพ เสียง หรือ video ย่อมจะทำให้ความไว้ใจกับสื่อต่างๆที่เห็นได้ออนไลน์ลดลงไปอย่างมาก จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมที่คนที่ทำผิด หรือพูดเท็จ แล้วโดนจับได้ มีหลักฐานเป็นเอกสาร ภาพ เสียง หรือวิดีโอ จะอ้างว่าเป็นที่สิ่งปลอมขึ้นด้วย AI  และผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยจะคล้อยตามเพราะเห็นสื่อปลอมจาก AI จนชิน โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือมีผู้ติดตาม มีความน่าเชื่อถือมาก สถานการณ์เช่นนี้ย่อมจะเอื้อประโยชน์ให้คนเหล่านี้มีข้ออ้าง และปัดตกหลักฐานต่างๆที่ปรากฏในกระแสสังคมว่าเป็นของปลอมอย่างง่ายดาย กล่าวคือเป็นมุมกลับของปัญหาที่ว่านอกเหนือจากสื่อปลอมจาก AI จะทำให้คนเชื่อโดยง่ายแล้ว ในมุมกลับกัน เนื่องจากสื่อปลอมเกลื่อนโลกออนไลน์จนคนชาชิน ทำให้ผู้มีความน่าเชื่อถือสามารถใช้ทุนทางสังคมของตน รวมถึงเครือข่ายผู้ติดตาม หรือสื่อที่อยู่ข้างตน มาปฏิเสธว่าทุกหลักฐานเป็นของปลอมได้โดยง่าย  ในประเทศไทยเอง เราพบว่าหลักฐานในคดีต่างๆที่เป็นเสียง และภาพ หรือแม้แต่เอกสาร มักจะโดนปฏิเสธว่าเป็นของที่ปลอมขึ้นโดย AI ทั้งๆที่สุดท้ายพบว่าเป็นของจริง  แต่มีการปั่นกระแสใน social media จนผู้คนสับสนว่าเป็นของจริงหรือของปลอมจนทำให้กระแสตกไป หรือผู้คนเลิกสนใจไปเพราะความไม่แน่ใจในความถูกต้องของหลักฐานต่างๆ 

การตอกย้ำตัวกรองฟองสบู่ (filter bubble) ของความคิดความเชื่อกลุ่มตัวเอง  และการขยายความเชื่อผิดๆอคติที่สร้างความไม่พอใจความเกลียดชังหรือเหยียดกลุ่มต่างๆในสังคม

แม้ในการวิจัยส่วนใหญ่จะมีข้อสรุปเบื้องต้นตรงกันว่าข่าวลวงต่างๆมีผลจำกัดกับการเปลี่ยนใจผู้คนที่มีความคิดความเชื่อไปในทางตรงข้ามกับข่าวลวงนั้นๆ  เช่น ในเรื่องศาสนาหรือการเมือง กลุ่มที่มีความเชื่ออยู่แล้วจะไม่คล้อยตามหรือเชื่อตามข่าวลวงที่ไปในทางตรงข้ามกับความเชื่อของตน อย่างไรก็ตาม เนื้อหาลวงที่สร้างขึ้นโดย generative AI ที่ไปตอกย้ำความเชื่อ อคติ หรือการแบ่งแยกผู้คนออกเป็นฝ่ายๆ มักจะมีผลในการกระจายและตอกย้ำให้ความเชื่อนั้นๆมีความลึกขึ้น ซึ่งย่อมเป็นอันตรายหากเรื่องดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม  

มีงานวิจัยที่ทดลองสร้างเนื้อหาใหม่บน GPT-3 โดยสั่งให้สร้างเนื้อหาบนทวิตเตอร์ในเรื่องไฟไหม้ป่าในออสเตรเลียในแนวการแสดงออกของกลุ่มที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ (climate denying opinions)  ซึ่งในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ก็สามารถสร้างข้อความสั้นๆที่ดูมีเหตุผลขึ้นมาได้จำนวนมาก เช่น “ออสเตรเลียไม่ได้กำลังเจอปัญหาอะไรหนักหนาขนาดนั้นเพราะสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ​ เรื่องไฟป่านั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของที่นี่ ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลกันไป”   ซึ่งการเผยแพร่ข้อความลักษณะนี้แม้อาจจะไม่มีผลกับกลุ่มที่ยอมรับเรื่องโลกร้อนอยู่แล้ว แต่ย่อมอาจจะมีผลบ้างกับกลุ่มที่ยังตัดสินใจไม่ได้ และมีผลตอกย้ำความเชื่อกับกลุ่มที่ไม่เชื่อเรื่องสภาวะโลกร้อนให้มั่นใจมากขึ้น  ซึ่งหากมีความตั้งใจจะใช้ generative AI สร้างเนื้อหาเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ก็ย่อมอาจจะมีความเสี่ยงกับผลการสนับสนุนหรือต่อต้านนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนได้    การเหยียดเพศหรือประเด็นเพศสภาพ  หรือการสร้างความเกลียดชังกับประชากรกลุ่มเฉพาะ ย่อมเป็นประเด็นที่สามารถอาจได้รับผลกระทบจากการใช้งานเทคโนโลยีนี้ในทางลบ 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่  ในปี 2016 ไมโคซอฟท์ยุติบริการ AI แชตบอท Tay ในเวลา 24 ชม หลังจากที่เปิดตัวไปบนระบบทวิตเตอร์เพราะถูกผู้ใช้สอนระบบให้เผยแพร่ข้อความเหยียดเชื้อชาติ  และต่อต้านคนต่างชาติ  หรือในปัจจุบันที่มีนักวิจัยที่ทดลองให้ ChatGPT พูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงที่ปาร์คแลนด์ในอเมริกาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 ราย แต่ให้ใช้มุมมองของ อเล็ก โจนส์ นักทฤษฏีสมคบคิด (conspiracy theorist) ซึ่งผลทำให้ระบบสร้างเนื้อหาเท็จอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการที่สื่อมวลชนกระแสหลักสมคบคิดจับมือกับรัฐเพื่อให้เกิดการควบคุมอาวุธปืนมากขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการไปจ้างนักแสดงมาทำการแสดง ไม่ใช่เรื่องจริง  

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นความเสี่ยงที่ชัดเจนถึงการใช้เครื่องมือใหม่นี้ไปตอกย้ำขยายผลตัวกรองฟองสบู่ (filter bubbles) ของกลุ่มต่างๆในโลกออนไลน์ให้มีความแข็งแรง รุนแรง สุดโต่งไปได้มากขึ้น รวมถึงการขยายความเกลียดชัง หรืออคติต่างๆอีกด้วย 

ปรากฏการณ์ AI หลอน/มโน (hallucinations) 

ในช่วงแรกๆที่เราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ ChatGPT เรามักจะได้ยินเรื่องที่เวลามีคนให้ระบบสร้างบทความหรือเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติผู้คนหรือบริษัททั่วๆไป มักจะมีความผิดพลาดแปลกๆ คือมีการกล่าวว่าคนนั้นคนนี้เคยมีประวัติหรือตำแหน่งต่างๆที่ไม่เคยมีอยู่จริง หรือแม้แต่มีประวัติอาชญากรรมซึ่งไม่เป็นความจริง ซึ่งคนทั่วไปก็มักจะไม่ได้คิดอะไรต่อ อาจจะรู้สึกขันด้วยซ้ำกับ AI ที่พยายามจะสร้างเนื้อหาที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า “มโน” ขึ้นมา  

ปรากฏการณนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า AI หลอน หรือ มโน  ซึ่งมักหมายถึงเมื่อ generative AI สร้างเนื้อหาใหม่ที่ดูน่าเชื่อถือ ดูเป็นไปได้ แต่จริงๆแล้วเนื้อหามีข้อมูลเท็จหรือไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด แต่ถูกนำเสนอในฐานะเป็นข้อมูลความจริง  Generative AI  เช่น Bard ของค่าย Google ซึ่งเป็นคู่แข่งของ ChatGPT ก็มักจะถูกเรียกว่าเป็นพวกชอบโกหกแบบโรคจิต (pathological liar) เพราะหลายๆครั้งก็สร้างเนื้อหาที่เป็นคำแนะนำที่แย่ หรืออันตรายในเรื่องต่างๆ เช่น การจอดเครื่องบิน หรือการดำน้ำ ซึ่งในเนื้อหามีข้อมูลที่ไม่เป็นจริง หรือ มโนขึ้นมาอยู่พอสมควร 

เหตุผลสำคัญคือระบบ LLM ที่เป็นฐานของเครื่องมือเช่น ChatGPT นั้นถูกเทรนให้สร้างคำตอบหรือเนื้อหาที่ดูน่าจะถูกต้อง เป็นไปได้ น่าเชื่อถือ  แต่ระบบไม่ได้รู้ว่าอะไรคือเรื่องจริงหรือไม่จริงจากชุดข้อมูลมหาศาลที่เทรน LLM เหล่านี้ขึ้นมา  เมื่อประกอบข้อมูลมาเป็นเนื้อหาจึงไม่ได้มีเกณฑ์ว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่มุ่งเน้นให้ดูว่าเหมือนจะเป็นคำพูดหรือบทความที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้ผลคล้ายกับตัวอย่างชุดข้อมูลที่นำมาเทรนให้มากที่สุด  หลายครั้งจึงสร้างการอ้างแหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ เช่น การอ้างถึงหนังสือหรือบทความบนเว็บข่าวสำคัญอย่าง The Guardian แต่ล้วนเป็นเท็จหรือมีจริงแค่เพียงบางส่วน  กล่าวคือนอกจากมโนขึ้นมาแล้วยังสร้างสิ่งที่เป็นเท็จขึ้นมาอีกด้วย  คล้ายกับคนที่โกหกตลอดเวลาได้อย่างน่าเชื่อถือ ดูดี ดูมีเหตุผล แต่ไม่ได้มีความถูกต้องอยู่แต่อย่างใด   จึงเป็นที่มาของคำว่า AI หลอน หรือ มโน ดังกล่าว  ซึ่งอาจพอแบ่งได้เป็นกลุ่มดังนี้  

1. ข้อมูลไม่ถูกต้อง (factual inaccuracies)  ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยที่สุด ที่สร้างเนื้อหาที่เหมือนจะจริง แต่เป็นเท็จ  การให้เหตุผลอาจจะตั้งอยู่บนความเป็นจริง แต่มีองค์ประกอบที่แท้จริงเป็นเท็จ  เช่น ในปี 2023 Google Bard สร้างเนื้อหาว่าภาพแรกของของกล้องถ่ายอวกาศ​ James Webb นั้นเป็นดาวเคราะห์อยู่นอกระบบสุริยะจักรวาล ซึ่งถ่ายในปี 2004 แต่ในความเป็นจริงนั้นกล้องถ่ายอวกาศดังกล่าวเพิ่งเปิดตัวในปี 2021 เป็นต้น   หรือการที่ Microsoft Bing AI วิเคราะห์งบการเงินของ Gap และ Lululemon สองบริษัทแฟชั่น และสรุปผลออกมาผิด ไม่เป็นความจริง แต่หากนักวิเคราะห์การเงินเอาไปใช้จริงก็ย่อมส่งผลกับการลงทุน หรือสื่อสารข้อมูลการเงินที่ผิดพลาดได้ 

2. การสร้างข้อมูลเท็จ (fabricated information)  บ่อยครั้งที่ระบบสร้างเนื้อหาที่เป็นเท็จ และไม่ตั้งอยู่บนข้อมูลความจริงใดๆ เช่น การสร้าง URL ของเว็บ หรือพูดถึงคน ที่ล้วนไม่มีตัวตน  ทำบรรณานุกรมไปยังบทความ หนังสือ หรืองานวิจัยที่มโนขึ้นมา  ในปี 2023 มีอัยการจาก New York ที่ใช้ ChatGPT ในการทำสำนวนคดี ที่ให้ไปรวบรวมข้อมูลทางกฏหมาย ความคิดเห็นของศาลต่างๆ รวมถึงกรณีคดีต่างๆที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายถูกปรับเพราะข้อมูลที่นำมาใช้จากคำตอบของ ChatGPT มีข้อมูลเท็จอยู่จำนวนมาก รวมถึงการสร้างคดีขึ้นมาที่ไม่มีอยู่จริงได้อย่างน่าเชื่อถือ

ในวงการสุขภาพ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford พบว่าเมื่อให้ AI ตอบสนองต่อ 64 กรณีต่างๆของคนไข้ในคลินิก พบว่ามีอัตราหลอนอยู่ราว 6%  หรืออีกงานวิจัยหนึ่งมีการเปรียบเทียบผลแนะนำของ AI กับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเกี่ยวกับกรณีโรคต่างๆ พบว่า ChatGPT มีความเห็นตรงกับผู้เชี่ยวชาญเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

3.  ข้อมูลเท็จที่เป็นอันตรายต่อชื่อเสียง   ระบบเหล่านี้สามารถสร้างเนื้อหาเกี่ยวกับบุคคลหรือองค์กร ประกอบทั้งข้อมูลจริงและเท็จขึ้นมาอย่างดูเป็นมืออาชีพ และผู้ใช้จำนวนไม่น้อยอาจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง   เช่น เมื่อให้ ChatGPT สร้างเนื้อหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ​ในวงการกฏหมาย  ระบบสร้างเนื้อหาเกี่ยวอาจารย์กฏหมายท่านหนึ่งที่มีอยู่จริงว่าไปละเมิดนักเรียนในการทัศนศึกษาครั้งหนึ่ง  ซึ่งในความเป็นจริงการทัศนศึกษาดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น อาจารย์คนดังกล่าวก็ไม่เคยถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ แต่เขาเคยทำงานเกี่ยวกับการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ​ ระบบจึงดึงชื่อเขาขึ้นมาตามความเชื่อมโยงกับคำสำคัญที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ​  อีกกรณีหนึ่งคือ ChatGPT สร้างเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับผู้ว่าเมืองแห่งหนึ่งในออสเตรเลียว่ามีความผิดในคดีทุจริตในช่วงปี 1990s ทั้งๆที่เขาเป็นคนเปิดโปงคดีนั้นเอง กล่าวคือกลายเป็นตรงข้ามกับความเป็นจริง  ซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงกับชื่อเสียงของผู้คนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นและเป็นเท็จ ซึ่งมีกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นมากพอสมควรจน คณะกรรมการค้าของสหรัฐฯ (U.S. Federal Trade Commission) กำลังสอบสวน OpenAI เจ้าของ ChatGPT ว่าเนื้อหาเท็จที่เกิดขึ้นเหล่านี้สร้างความเสียหายในเชิงชื่อเสียงกับผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด 

นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีแนวที่ generative AI หรือ chatbot มีคำตอบที่แปลกประหลาดหรือไม่เหมาะสมหรือน่ากลัวกับผู้ใช้  เช่น Bing chatbot บอกว่าตัวมันเองตกหลุมรักนักเขียนของ New York Times ที่ชื่อ Kevin Roose หรือมีข้อมูลจากหลายแหล่งว่า AI พูดจากไม่เหมาะสมหรือกระทบกับสภาพจิตใจผู้ใช้จนเหมือนตั้งใจ  

AI ตบทรัพย์  (AI scam) 

สถานการณ์การล่อลวงตบทรัพย์ในประเทศไทยจาก call center ในต่างประเทศ หรือแม้แต่ประเทศไทยเองนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา   และ Generative AI จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ดังกล่าวทวีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นได้อีก  เพราะปัจจุบันมักจะเป็นคนปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ธนาคาร ฯลฯ และต้องสร้างเรื่องราวอย่างมากเพื่อให้การหลอกลวงสำเร็จ  แต่ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้รับโทรศัพท์จากเสียงของคนที่เรารู้จัก หรือแม้แต่ video ที่เหมือนขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มจะเป็นการใช้งานแบบ real time หรือแปลงเสียง ภาพ video แบบทันที เพื่อสื่อสารในการล่อลวง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความตกใจ กังวลใจ จนขาดสติ จนไม่ทันได้ตรวจสอบสถานการณ์​ หรือรีบโอนเงินไปอย่างรวดเร็ว   เทคโนโลยีที่เรียกว่า Deep Fake กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และสามารถใช้ได้โดยง่าย ใครก็ใช้ได้จากระบบที่โหลดได้จากระบบอินเทอร์เน็ต หรือเป็นบริการออนไลน์เลย 

(ภาพ เจอนนิเฟอร์ เคอสเตฟาโน่ ที่ถูก AI SCAM ขุ่มขู่เรียกค่าไถ่ลูกสาว) 

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ซึ่งระบบ AI เข้าใจภาษาอย่างดี เช่น ในอเมริกา  เจนนิเฟอร์ เดอสเตฟาโน่ ได้รับโทรศัพท์ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2022  เป็นเบอร์โทรศัพท์ที่เธอไม่รู้จัก แต่เมื่อรับสายจึงได้ยินเสียงปลายสายขอความช่วยเหลือจากลูกสาวของเธอเอง  เธอได้ยินเสียงร้องให้ และเรียกเธอ ขอให้ช่วยเหลือ ลูกสาวพูดไปด้วยเสียงสั่นเครือว่าคนไม่ดีพวกนี้จับเธอมา  จากนั้นก็ได้ยินเสียงผู้ชายที่อธิบายกับเธอว่าได้จับลูกสาวเธอมาเรียกค่าไถ่  ห้ามบอกตำรวจหรือใครไม่งั้นลูกสาวของเธอจะเป็นอันตราย ซึ่งเจนนิเฟอร์ตกใจอย่างมาก และเชื่อจริงๆในตอนนั้นว่าลูกสาวของเธอถูกเรียกค่าไถ่ เพราะเสียงเหมือนลูกสาวเธอมากๆ    แต่สุดท้ายเจนนิเฟอร์ก็ตั้งสติและแอบติดต่อตำรวจระหว่างที่กำลังเจรจากับคนร้าย  ซึ่งทางตำรวจบอกเธอว่ามีสิ่งที่เรียกว่า AI Scam ที่สามารถเลียนแบบเสียงได้เหมือน และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเธอบอกตำรวจว่าเสียงที่เธอได้ยินเหมือนลูกเธอจริงๆและไม่เชื่อว่าจะเป็น AI แต่ในที่สุดเธอก็สามารถติดต่อลูกสาวของเธอได้ว่าปลอดภัย ไม่ได้ถูกลักพาตัวอย่างไร   เหตุการณ์จึงคลี่คลายลง ข้อสังเกตุที่น่าสนใจคือลูกสาวเธอไม่มีได้ social media   แต่ในเว็บไซต์โรงเรียนมีคลิปสัมภาษณ์เธออยู่หลายคลิป จึงแสดงให้เห็นว่าคนร้ายสามารถใช้คลิปเหล่านี้ในการสร้างเสียงใหม่ที่เหมือนลูกสาวเธอและแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกเหมือนจริงจนแม้แต่แม่แท้ๆก็แยกไม่ออก  เจนนิเฟอร์จึงไปให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการเรื่อง AI ของรัฐบาล เพื่อเป็นข้อมูลและขอให้หาแนวทางป้องกัน หรือให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับความเสี่ยงลักษณะนี้กับครอบครัวคนทั่วไปที่มักไม่คาดคิดมาก่อน 

ความเสี่ยงต่อการเมืองและเสรีภาพ

การต่อสู้เพื่อจะได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง เป็นพื้นที่สำคัญซึ่งเครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆถูกใช้เสมอมา   ตั้งแต่การใช้ภาพสลักหินให้ร้ายหรือสร้างโฆษณาชวนเชื่อตั้งแต่สมัยอียิปต์ หรือการใช้ภาพเคลื่อนไหวและเทคโนโลยีสื่อล้ำสมัยมาใช้ในยุคนาซี  การใช้ generative AI ก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองนี้ 

ในรายงานวิจัยของ Freedom House ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน  พบว่ามีหลักฐานอย่างชัดเจนถึงการใช้ generative AI ใน 16 ประเทศเพื่อที่จะ “สร้างความสงสัยไม่ไว้ใจ โจมตีฝ่ายตรงข้าม และพยายามมีอิทธิพลต่อการถกเถียงประเด็นสาธารณะ”  

ในปี 2023 คณะกรรมการแห่งชาติของพรรครีพับบลิกันในสหรัฐอเมริกา ใช้โฆษณาที่สร้างจาก generative AI มาโจมตีประธานาธิบดีไบเดน เนื้อหาแสดงถึงโลกอนาคตที่แสนยากลำบากและผุพังหากไบเดนจะได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง  มีทั้งภาพที่ผู้อพยพจำนวนมหาศาลทะลักเข้ามาในอเมริกา  ภาพสงครามโลกและทหารกำลังเดินตรวจตราในเมืองต่างๆที่ถูกทิ้งร้าง  และบนมุมซ้ายมือของวิดิโอมีข้อความเล็กๆบางๆเขียนว่า “ทั้งหมดสร้างขึ้นจากภาพ AI” นอกจากนั้นยังมีการสร้างวิดิโอที่ไบเดนพูดเหยียดเพศที่สามเพื่อที่จะทำให้ฐานผู้เลือกตั้งที่สนับสนุนไบเดนในประเด็นอิสระทางเพศเกิดความไม่ไว้ใจ 

ในประเทศเวเนซุเอล่า สำนักข่าวของรัฐเผยแพร่วิดีโอของนักข่าวระหว่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษที่พูดสนับสนุนรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆที่นักข่าวต่างชาตินั้นไม่มีอยู่จริงและถูกสร้างขึ้นด้วย AI จากบริษัทที่ชื่อ Synthesia ที่รับจ้างสร้างสื่อโดยใช้ AI ผสมผสานกับการจ้างนักแสดงเพื่อนำภาพ/เสียงจาก AI มาสวมอีกที และมีลูกค้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลในหลายประเทศ 

รายงานยังกล่าวอีกว่า generative AI มักจะถูกใช้ในช่วงเลือกตั้งหรือช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง เช่นในเดือน พ.ค. 2023 นั้น ประเทศปากีสถานกำลังเผชิญวิกฤตการเมืองที่ทวีความรุนแรงระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี อิมราน ข่าน และรัฐบาลที่มีทหารสนับสนุน   โดยข่านแชร์วิดิโอที่สร้างจากเอไอ เป็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งเผอิญหน้ากับตำรวจปราบจราจลอย่างไม่เกรงกลัว  ข่านพยายามจะแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงของปากีสถานอยู่ข้างเขา 

ในเดือน ก.พ. 2023 ระหว่างการเลือกตั้งของประเทศไนจีเรีย มีการปล่อยคลิปเสียงปลอมของผู้สมัครประธานาธิบดีฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลขณะนั้น เป็นเสียงพูดเกี่ยวกับความพยายามที่จะโกงระบบการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งในมุมการโจมตีไปที่ตัวผู้สมัครของพรรคฝ่ายค้าน และทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจในความถูกต้องเป็นธรรมของระบบการเลือกตั้งไปพร้อมกัน  

แม้คลิป ภาพ หรือเสียงที่สร้างขึ้นจาก AI อาจจะดูชัดเจนว่าเป็นของปลอม หรือถูกตรวจสอบอย่างรวดเร็วว่าไม่ใช่ของจริง ก็ยังอาจมีผลสำคัญต่อความการเสื่อมลงของพื้นที่ข้อมูลในสังคม  ทำให้ผู้คนมีความเชื่อถือต่อกระบวนการประชาธิปไตยน้อยลง  ทำให้ข่าวหรือเนื้อหาปลอมท่วมข่าวหรือข้อมูลจริง   สื่อปลอมจาก AI ที่มุ่งเน้นสร้างความโกรธเกลียดแบ่งแยกในสังคมก็ยังมีการผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ในกรณีที่เลวร้ายก็คือไปกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงต่อบุคคลหรือประชากรกลุ่มเฉพาะ  จากเหตุการณ์และตัวอย่างต่างๆจะเห็นได้ว่าผลทางลบของ generative AI ต่อประชากรกลุ่มเฉพาะที่ถูกเหยียดหรือมีอคติในสังคมอยู่แล้วนั้น ผลจะยิ่งทวีคูณมากกว่ากลุ่มทั่วๆไปในสังคม เพราะกลายเป็นเครื่องมือใหม่ของการสื่อสารของผู้มีเป้าหมายที่จะโจมตีกลุ่มประชากรเฉพาะเหล่านี้ ซึ่งสามารถทำได้อย่างน่าเชื่อถือขึ้น ถูกลง เร็วขึ้น และถูกแชร์ในเครือข่ายได้มากขึ้นยิ่งหากเนื้อหาเหล่านั้นได้รับการพูดคุย ติดตาม คอมเม้น ซึ่งย่อมจะทำให้ค่าการมองเห็นใน platform ต่างๆสูงขึ้นตามเกณฑ์ของแต่ละระบบ (platform algorithm)  

คลิปวิดีโอทางเพศปลอมจำนวนมากถูกทำขึ้นเพื่อหวังผลในการโจมตี ลดความน่าเชื่อถือ และทำให้อับอาย โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ต่อต้านผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือนักข่าวที่เน้นการสืบสวน  เช่น ในอินเดีย นักข่าวหญิงชื่อ รานา อายุบ ถูกใช้เครื่องมือ generative AI มาสร้างคลิปโป๊ปลอมมาตั้งแต่ปี 2018  แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลลวงอย่าง นิน่า เจนโควิช จากสหรัฐฯก็ถูกเป็นเป้าหมายในการสร้างวิดิโอทางเพศปลอมเพราะงานของเธอพยายามจะเคลื่อนไหวต่อต้านประเด็นดังกล่าว 

(ภาพจากรายงานของ Freedom House ว่าพบการใช้ Generative AI ที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับการเมืองและสังคม)

รัฐบาลของประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็เริ่มที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม จัดการ และใช้ประโยชน์จาก generative AI  โดยเริ่มจากการปิดและไม่ยอมให้เกิดการใช้งานระบบ LLM อย่าง ChatGPT เพราะข้อมูลจำนวนมากที่เทรนระบบนั้นย่อมมีบางส่วนที่ไม่ตรงกับเป้าหมายการควบคุมข้อมูลข่าวสารของประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย  ในเดือน ก.พ. 2023 หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลจีนได้สั่งห้ามไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน เช่น Tencent และ Ant Group เชื่อมโยงระบบอย่าง ChatGPT เข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริการตัวเอง  แม้แต่บริษัทอย่าง Apple ก็จำเป็นต้องลบแอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับ ChatGPT นับร้อยจากหน้าร้านดิจิตอลของตนในประเทศจีน (app store)  เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเวียดนามก็ออกมาเตือนประชาชนว่าเนื้อหาจาก ChatGPT นั้นบิดเบือนและต่อต้านรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม 

ในทางตรงกันข้าม  รัฐบาลเหล่านี้เริ่มสนใจจะใช้ระบบในลักษณะเดียวกันเพื่อเผยแพร่เนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อ หรือขยายผลการเซนเซอร์ข้อมูลต่างๆให้กว้างขวางได้ประสิทธิภาพมากขึ้น 

ในรัสเซียก็มีหลายบริษัทที่อาจเชื่อมโยงกับรัฐ ได้เปิดตัวระบบคล้าย ChatGPT ออกมา  ขณะที่รัฐบาลจีนได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการควบคุมชุดข้อมูลที่เอาไปเทรน LLM เหล่านี้ให้ตรงกับแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เช่น ERNIE ของ Baidu หรือ Tongyi Qianwen ของ Anilababa ก็อยู่ในความควบคุมในลักษณะนี้  เมื่อผู้ใช้ให้สร้างเนื้อหาที่มีความเสี่ยงทางการเมือง อย่างเรื่องเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ระบบเหล่านี้จะปฏิเสธการให้ข้อมูล  หรือหากให้สร้างข้อมูลเกี่ยวกับไต้หวัน ระบบก็จะสร้างเนื้อหาต่างๆที่เป็นการกล่าวหาไต้หวันในเรื่องต่างๆเช่นเดียวกับแนวทางของรัฐบาลจีนเป็นต้น 

เหตุการณ์เหล่านี้และความเสี่ยงของการใช้ generative AI ในทางลบเพื่ออำนาจทางการเมือง และการบ่อนทำลายเสรีภาพของประชาชนนั้น ทำให้ generative AI กลายเป็นสิ่งที่รายงานความเสี่ยงด้านภูมิการเมืองระหว่างประเทศโดย The Eurasia Group กล่าวว่าเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงอย่างมากถึงเป็นอันดับสาม รองจากเพียงบทบาทของประเทศจีนและรัสเซียต่อภูมิการเมืองของโลก ด้วยเหตุว่า generative AI มีความสามารถที่จะ “กัดกร่อนความเชื่อถือในสังคม ให้พลังกับเผด็จการและระบอบอำนาจนิยม และทำให้ธุรกิจและระบบตลาดเกิดความโกลาหลได้” 


บรรณานุกรม

https://www.weforum.org/agenda/2023/02/generative-ai-explain-algorithms-work/

https://www.cnet.com/news/misinformation/ai-misinformation-how-it-works-and-ways-to-spot-it/

https://mashable.com/article/ai-deepfake-image-pentagon-explosion-hoax

https://www.stockholmresilience.org/news–events/climate-misinformation/chapter-6-a-game-changer-for-misinformation-the-rise-of-generative-ai.html

https://www.nytimes.com/2023/04/08/technology/ai-photos-pope-francis.html

https://time.com/6255162/big-tech-ai-misinformation-trust/

https://globalnews.ca/news/9386554/artificial-intelligence-democracy-misinformation-eurasia-group/

https://www.nytimes.com/2023/02/08/technology/ai-chatbots-disinformation.html

https://www.cnet.com/news/misinformation/ai-misinformation-why-it-works-and-how-to-spot-it/

https://www.technologyreview.com/2023/10/04/1080801/generative-ai-boosting-disinformation-and-propaganda-freedom-house/

https://freedomhouse.org/report/freedom-net/2023/repressive-power-artificial-intelligence

https://builtin.com/artificial-intelligence/ai-hallucination

https://www.healthleadersmedia.com/technology/ai-may-be-its-way-your-doctors-office-its-not-ready-see-patients

https://www.theguardian.com/us-news/2023/jun/14/ai-kidnapping-scam-senate-hearing-jennifer-destefano

https://www.dailymail.co.uk/news/article-12192741/Arizona-mom-fell-victim-deepfake-kidnapping-scam-gives-gripping-testimony.html


*หมายเหตุ เอกสารประกอบงาน Digital Thinkers Forum #เวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 26 “เราจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย” ที่มีเป้าหมายเพื่อความรู้เท่าทันในยุคดิจิตอล | วันที่ 17 ม.ค. 67 | ณ SCBX NEXT TECH ชั้น4 สยามพารากอน

  • จัดโดยมูลนิธิฟรีดิช เนามัน ประเทศไทย ร่วมกับโคแฟค ไทยแลนด์

📍ติดตามออนไลน์ผ่าน ไลฟ์/ชมย้อมหลัง ได้ที่

#ThaiPBS

• Facebook

Thai PBS : http://fb.watch/pD9DsMrOaa

Cofact โคแฟค : http://fb.watch/pD9ALNeoSL

สภาองค์กรของผู้บริโภค : http://fb.watch/pD9BjdCNSD

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ : http://fb.watch/pD9BR1xNeB

• YouTube : http://youtu.be/bLJwcvqUUI8

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 20 มกราคม 2567

ต้องกักตุนยาปฏิชีวนะ รับมือโรคปอดอักเสบจากแบคทีเรีย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/16byw7k5cmlck


เตือนภัยมิจฉาชีพแอบอ้าง สคร. ชวนดูคลิป-โหลดแอป-หลอกแจกเงินแสน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/30574bbst4s6s#_=_


ฟันผุติดต่อกันได้ผ่านการหอมหรือจูบ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/rob90co1tufh


รัฐสั่งเก็บภาษีสินสอดงานแต่ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/z28eqijepz2h


คำแนะนำใช้ไข่ขาวทาแผลไฟไหม้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/11lij2k07knv2


ผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 ตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 67

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/1zw1wz2duqp4m


 กพท. ปรับปรุงหลักเกณฑ์ตรวจบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่อง

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/3j2xhwq0k7p5b


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 13 มกราคม 2567

รับประทานไข่ทำให้แผลเป็นนูน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vcuc8hzo6l7z


นวดศีรษะของตัวเอง วันละ 1-2 นาที ช่วยป้องกันเส้นเลือดสมองตีบได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/sgyl29y9zgq8


 น้ำมะละกอรักษามะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qeevta9101g8


กินเผ็ดเพิ่มระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ผอมเร็ว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3k4kulo56n8g7


 เว็บไซต์กรมสรรพากรเพิ่มหัวข้อ My Tax Account สามารถตรวจสอบข้อมูลทางภาษีตนเองได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2alxt39z80i94


สธ. เพิ่มสิทธิบัตรทองให้ผู้ป่วยมะเร็ง ฝังแร่รักษา-ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์-ฉายรังสีโปรตอน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2calz8paplaql


มอเตอร์เวย์ M6 เปิดให้ใช้ฟรีตลอดปี 2567
1. ทางหลวงหมายเลข (ทล.) 2 ถนนมิตรภาพ กม.65 บริเวณหน้าศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดนครชัยบุรินทร์ อ.ปากช่อง
2. ทล.201 ถ.สีคิ้ว-ชัยภูมิ กม.5+500
3. วงแหวนนครราชสีมา ทล.290 กม.14+775 อ.ขามทะเลสอ
4. จุดเชื่อมต่อ ทล.204 ถ.เลี่ยงเมืองนครราชสีมา กม.3+230

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/3m6qfk4alp6mn


#สปสช. อนุมัติระบบบริการ การแพทย์ทางไกลดูแลสุขภาพคนไทยสิทธิบัตรทองในต่างประเทศ เริ่ม 15 ม.ค. 67

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/3mh9e3l8zh1k0


เปลี่ยนยางรถยนต์ไฟฟ้า หนึ่งเส้นเริ่มต้นที่ 10,000 บาท…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/gbwa8bszn98h


บทเรียนข่าวลวง จากเลือกตั้งไทยสู่เลือกตั้งใหญ่ในไต้หวัน-อินโดฯ COFACT Special Report 29/67

กุลชาดา ชัยพิพัฒน์

ที่ปรึกษาโคแฟค ประเทศไทย

การเลือกตั้งทั่วไปของไทยเมื่อกลางปี 2566 ผ่านไปพร้อมกับอารมณ์ที่ค้างคาของผู้คนจำนวนมากที่คาดหวังให้ผลของการเลือกตั้งฯ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อใจและประชาธิปไตย ทั้งยังทิ้งอาการกระอักกระอ่วนของการพัฒนา “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ไว้เป็นบทเรียน

ในมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อมูลเท็จหรือข้อมูลบิดเบือนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ถือว่าการปล่อยให้ข้อมูลเหล่านี้ทำงานโดยไม่มีกลไกคัดง้าง และถูกผู้ที่มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปิดปากหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน หรือใช้เพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง ย่อมส่งผลเสียต่อประชาธิปไตยที่ถ่วงดุล ทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน และไม่สามารถพูดคุยกันได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล 

ในขณะเดียวกัน หากดึงเอาอำนาจรัฐเข้าไปกำกับดูแลหรือแทรกแซงมากเกินไป ก็อาจไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ซ้ำร้ายอาจเป็นการสร้างแรงกดดันหรือบรรทัดฐานใหม่ที่ถูกนำมาใช้ เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงออกยิ่งขึ้นไปอีกได้เช่นกัน

“แล้วอย่างไรถึงจะเรียกว่าเหมาะสมและเพียงพอต่อสถานการณ์?” นี่คือคำถามและความท้าทายใหม่ที่ถกเถียงกันอย่างมากในเวทีพูดคุยในประเทศและต่างประเทศที่ “โคแฟค” ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ข่าวลวงในประเทศไทย และประสบการณ์การตรวจสอบข้อเท็จจริงตลอดปีที่ผ่านมา

ในเวที Bali Civil Society and Media Forum (BCSMF) ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นที่เกาะบาลี ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 28-30 พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา มีการพูดคุยกันถึงสภาพปัญหาและมาตรการจัดการกับข้อมูลลวงอย่างจริงจัง โดยตัวแทนจาก ภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการพัฒนาการเมืองและสังคม นักกิจกรรมทางการเมือง นักสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชน ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิก ต่างแสดงความวิตกกังวลต่อปัญหาข้อมูลลวงที่อาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในหลายๆประเทศทั่วโลก รวมทั้งไต้หวันและอินโดนีเซียซึ่งจะจัดขึ้นวันเสาร์ที่ 13 มกราคม และวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้เผยแพร่รายงานผลสำรวจความเห็นของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ 8,000 คน ใน 16 ประเทศที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในปีนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นร่วมกับ IPSOS ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญเรื่องการวิจัยการตลาดและความสำรวจเห็นสาธารณะทั่วโลก ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 87 ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีความกังวลว่าข่าวลวงจะส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง โดยในจำนวนนี้รู้สึก “กังวลมาก” ถึงร้อยละ 47 

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มองว่าสื่อสังคมออไลน์เป็นแหล่งที่มีการเผยแพร่ข่าวลวงมากที่สุด และพบข้อความที่สร้างความเกลียดชังมากที่สุดในเฟซบุ๊ก

อีกประเด็นหนึ่งที่ความเห็นส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามพูดถึง คือต้องการให้มีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการในเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มในช่วงการเลือกตั้ง

เวที BCSMF จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดย Westminster Democracy Foundation องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย โดยในครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางรูปรอยของการเติบโตหรือการฟื้นคืนของอำนาจนิยมในหลายประเทศ หรือที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งเรียกว่า “กระแสประชาธิปไตยถดถอย”  ซึ่งในหลายๆกรณี กลุ่มการเมืองที่มีลักษณะอำนาจนิยมได้อาศัยการเลือกตั้งเป็นกลไกในการเข้าสู่อำนาจหรือรักษาอำนาจไว้ และมีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ เพื่อให้ได้รับชัยชนะในระดับที่ส่งผลต่อความสุจริตการเลือกตั้ง

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองหลายชาติต่างแสดงความกังวลว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในไต้หวันและอินโดนีเซียจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลดีต่อประชาธิปไตย  เช่นในกรณีของไต้หวันนับเป็นการเลือกตั้งที่เดิมพันสูงมาก เพราะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 โดยพรรครัฐบาล Democratic Progressive Party (DPP) ซึ่งมีนโยบายแข็งกร้าวต่อจีน กับพรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมคู่แข่งที่มีนโยบายส่งเสริมความสัมพันธ์แนบแน่นกับจีน มีคะแนนสูสีกันในโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทำให้เป็นที่วิตกกังวลกันว่า การปล่อยข้อมูลลวงหรือข้อมูลเท็จในเรื่องที่อ่อนไหวเกี่ยวกับความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง อาจทำให้คะแนนเสียงพลิกผันเทไปข้างใดข้างหนึ่งในพริบตา

ส่วนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอินโดนีเซียครั้งนี้ นอกจากความท้าทายในการจัดการกับปัญหาข้อมูลลวงซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ที่ความรู้เท่าทันสื่อและการสื่อสารดิจิตอลของประชาชนมีจำกัดและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ไม่เท่าเทียมกัน สืบเนื่องจากสภาพประเทศที่เป็นเกาะกว่า 18,000 เกาะและมีประชากรกว่า 280 ล้านคนในปี 2566 แล้ว กระแสความนิยมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จากพรรคฝ่ายอำนาจเก่า คือ นายพล ปราโบโว ซุเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลผสมปัจจุบันของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด โดยปราศจากคู่แข่งที่สูสี 

หากนายพลปราโบโว ซึ่งในเป็นอดีตเคยผู้นำทหารในรัฐบาลเผด็จการของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตที่ลงจากอำนาจในปี 2541 และเสีบชีวิตในเวลาต่อมา ได้รับชัยชนะพร้อมกับกิบรัน รากาบูมิง รากา คู่สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโซโลและบุตรคนโตของโจโควี ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมฟื้นคืนกลับสู่อำนาจอย่างเต็มรูปแบบ และอาจทำให้อินโดนีเซียสิ้นสุดยุคประชาธิปไตยแบบถ่วงดุล เนื่องจากระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลในสภาผู้แทนราษฎรก็ถูกกุมอำนาจโดยส.ส.จากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่อยู่เป็นทุนเดิม

จากประสบการณ์ของไทยสู่อินโดนีเซีย

ประเทศไทยมีบทเรียนในการจัดการกับข้อมูลลวงในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่น่าสนใจ คือ การตื่นตัวแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของภาคประชาสังคม ประชาชน และสื่อมวลชนในการตรวจสอบการทำการงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จับตาการทุจริตเลือกตั้งและข้อมูลลวง รวมทั้งบทบาทของแพลตฟอร์มทั้งในการให้ข้อมูลการเลือกตั้งที่ถูกต้องแก่ประชาชน และการเฝ้าระวังที่เข้มข้นมากขึ้นในการคัดกรองข้อมูลบนแพลตฟอร์มช่วงการเลือกตั้ง

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราได้เห็นทั้งมาตรการเชิงรับและเชิงรุกของภาคประชาชน เช่น (1) การส่งอาสาสมัครลงพื้นที่ครบทุกหน่วยเลือกตั้งเพื่อสังเกตุการณ์การเลือกตั้งของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ (iLaw) และแนวร่วมทั้งในและต่างประเทศ (2) การตรวจสอบข่าวลวงการเมืองโดยโคแฟค การตรวจสอบการละเมิดจรรยาบรรณการใช้สื่อสังออนไลน์ในการหาเสียงที่พรรคการเมือง 37 พรรค ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ลงนามไว้ก่อนการเลือกตั้ง โดยกลุ่มนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และสื่อสารมวลชน นักวิเคราะห์ข้อมูลดิจิตอลขนาดใหญ่จากทีม Digital Election Analytic Lab (DEAL) และทีมอาสาสมัครของกลุ่ม WeWatch และ (3) การติดตาม “สัญญาว่าจะทำ” ที่พรรคการเมืองให้ไว้เพื่อเรียกคะแนนเสียง โดยกลุ่ม WeVis ที่ทำงานรณรงค์ในเรื่อง open governance ทั้งหมดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรับ

สำหรับมาตรการเชิงรุกได้แก่ (4) การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะข่าวเชิงสื่อสารทางออกให้สังคม (solution journalism) ทั้งในการเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองต่างๆได้สื่อสารกับสังคมและชี้แจงนโยบายพรรคอย่างกว้างขวาง และ (5) การตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชาวเน็ต โดยการใช้แพลตฟอร์มสื่อสารและติดตามการหาเสียงหรือตรวจสอบข่าวลวงที่หวังผลทำลายพรรคการเมืองและผู้สมัครที่ตนเองชื่นชม ยังเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้กระบวนการเผยแพร่ข้อมูลลวงตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายผู้รับสาร ทางทำงานได้ยากขึ้น 

ด้วยมาตรการเหล่านี้ ประกอบกับกระแสความนิยมในพรรคก้าวไกลที่สูงมากอย่างต่อเนื่องในช่วงสามเดือนสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ผลกระทบของข้อมูลลวงที่มุ่งทำลายความสุจริตของการเลือกตั้งอยู่ในวงจำกัด และทำให้พรรคก้าวไกลได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างท่วมท้นและคาดไม่ถึง

ข้อค้นพบที่สำคัญจากการตรวจสอบข้อมูลลวงและการหักล้างข้อเท็จจริงของโคแฟคและภาคประชาสังคมอื่น ๆที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ พรรคการเมืองหลักๆมีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์เพื่อสร้างความนิยมให้กับพรรคและผู้สมัครของตนในระดับที่ต่างกัน แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อสกัดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลลวง ตลอดจนการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลดิจิตอลเพื่อหาตัวผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ รวมทั้งต้นตอของการกระทำนั้นและเนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานชุมชนของแพลตฟอร์มหรือจรรยาบรรณการหาเสียงฯ  ทำได้ยากในเวลาจำกัด และยังต้องอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มทั้งในระดับนโยบายและภาคปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อสกัดกั้นหรือจำกัดการเผยแพร่ของข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที 

นอกจากนี้ บทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าสู่ระบบนิเวศน์การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหักล้างข้อมูลเท็จยังทำได้จำกัดเนื่องจากกำลังคนที่ไม่เพียงพอและสภาวะการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองแบบสุดขั้ว (polarization) ในขณะที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งเรื่องเนื้อหา ผู้ใช้งาน และเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิตอลและการสร้างคอนเทนต์โดย AI (AI-generated content)[a] ที่จับเท็จได้ยากยิ่งขึ้น แต่แพร่ง่ายและรวดเร็ว เช่นกรณีการนำคลิปเสียงของผู้ที่วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรงมาปลอมเป็นเสียงของนายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยที่ทางโคแฟคได้ตรวจสอบไปในช่วงการเลือกตังปี ‘66’ อีกทั้งการตระหนักรู้ของประชาชนในการแยกแยะข้อมูลจริงหรือเท็จยังอยู่ในวงจำกัด

แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทั้งบรรยากาศและภูมิทัศน์การเมืองภายหลังการเลือกตั้ง จากการติดตามข้อมูลลวงในโลกออนไลน์และตรวจสอบข้อเท็จจริงของโคแฟคและกลุ่มต่างๆ มีข้อสังเกตที่ตรงกันคือ ขบวนการและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนให้ “ระบอบประยุทธ์” ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากว่า 8 ปี กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ถูกฉวยใช้อย่างเข้มข้นและเป็นระบบในจังหวะที่เหมาะสม ตลอดช่วงหลังการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการทางรัฐสภาและการใช้กฎหมายอาญาและความมั่นคงในการสกัดกั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกลในขณะนั้น ไม่ให้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในที่สุด ทั้งยังส่งผลให้พรรคก้าวไกลในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้านเจออุปสรรคมากมายในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

‘ข้อมูลจริงที่เจตนาร้าย’

สิ่งท้าทายการตรวจสอบข้อมูลลวงทางการเมืองอย่างมาก คือ การใช้ข้อมูลจริงที่มีเจตนามุ่งร้ายต่อเป้าหมายของคนบงการ ผู้ผลิตข้อมูลและผู้เผยแพร่ หรือที่เรียกว่า “malinformation” ซึ่งร้ายลึกยิ่งกว่าข้อมูลบิดเบือน เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต หรือเหตุการณ์ต่างกรรมต่างวาระ แต่ถูกขุดขึ้นมาและนำมาเชื่อมโยงกับความคิดเห็นและความเชื่อส่วนตัวหรือนำมาใช้ในบริบทที่บิดเบือนไป เพื่อทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย 

ตัวอย่างที่ชัดเจนของ malinformation คือโยงเอาข้อมูลต่างๆ มาสร้างเป็นทฤษฎีสมคบคิด เช่น กรณีการสร้างชุดข้อมูลเพื่อกล่าวหาว่า ทางการสหรัฐแทรกแซงการเลือกตั้งของไทยผ่านภาคประชาสังคมและพรรคก้าวไกล โดยมีขบวนการปล่อยข้อมูลอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง หรือหลังการเลือกตั้ง, กรณีการประโคมข่าว “ตั๋วปารีส” ซี่งเป็นชุดข้อมูลที่กล่าวหาว่าบุคคลในพรรคก้าวไกลและผู้ก่อตั้งพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับการสนับสนุนจาก “ขบวนการล้มเจ้า” ในต่างประเทศ อันประกอบไปด้วยเครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาสังคมที่ทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนแลประชาธิปไตย เพื่อมาเร่งแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

อีกทั้งยังมีกรณีการกล่าวอ้างว่า พรรคเป็นธรรม ซึ่งอยู่ในแนวร่วม 8 พรรคฝ่ายค้านเดิมที่จับมือกันจัดตั้งรัฐบาลในขณะนั้น มีนโยบายสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดงของกลุ่มมุสลิมติดอาวุธในภาคใต้  

กระบวนการในการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ มักมีขั้นตอนคล้ายๆกัน โดยเริ่มจากเพจหรือผู้ใช้งานเฟซบุ๊กและบัญชีทวิตเตอร์ (เอ็กซ์) ที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ทั้งสายการเมืองและสายเอนเทอร์เทนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม จากนั้นสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งที่มีแนวคิดเดียวกันก็จะนำไปขยายความหรือเผยแพร่ต่อ (หรือบางทีก็ดำเนินการกลับกัน)

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นการเปิดตัวของเพจ “วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร” และกลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านพรรคก้าวไกล เช่นทีม Reach ทางเฟซบุ๊กในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในระยะแรกดูเสมือนเป็นตัวแทนของ “แนวร่วมประชาชน” ที่รณรงค์ต่อต้านการกระทำรุนแรงต่อสตรี และส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ โดยเน้นการแฉพฤติกรรมของส.ส.พรรคก้าวไกลที่ตกเป็นข่าวเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนจะขยายวงเป็นการติดตามและเปิดโปงพฤติกรรมส่วนตัวอื่นๆและพฤติกรรมทางการเมืองที่ไม่เหมาะสม เช่น การตั้งคนใกล้ชิดเป็นผู้ช่วยส.ส.

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เราได้เห็นรูปแบบและการกระบวนการผลิตข้อมูลในลักษณะ malinformation ที่แตกต่างไปจากเดิม มีการใช้ขุดข้อมูลส่วนตัวในโลกออนไลน์และเกาะติดการทำงานของส.ส.หรือทีมงานสนับสนุนของพรรคก้าวไกลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำภาพหรือกิจกรรมของบุคลคนเหล่านี้มาเผยแพร่ในทางที่มุ่งทำลายภาพลักษณ์ของบุคคลและพรรค เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การตื่นตัวของภาคประชาสังคมและประชาชนเริ่มลดลงภายหลังการเลือกตั้ง และการจัดการกับข้อมูลประเภท malinformation ยังทำมีข้อจำกัดอยู่มาก ด้วยปัจจัยเรื่องทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของบุคลากรที่จะมาตรวจสอบข้อมูลประเภทนี้ นอกจากนี้วิธีการหักล้างข้อมูลที่มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับรูปแบบและความซับซ้อนของข้อมูลลวง เช่นการทำ “prebunking” ซึ่งเป็นการตรวจสอบข่าวลวงและการหักล้างข้อมูลที่ช่วยสกัดกั้นการแพร่ลุกลามของข้อมูลลวงที่ส่งผลในวงกว้างและมีประสิทธิภาพกว่าวิธีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั่วไป ยังมีผู้ชำนาญการอยู่น้อยมาก

ข้อท้าทายอีกประการที่สำคัญคือ ความขัดแย้งทางการเมืองขั้วตรงข้ามแบบสุดโต่งในสังคมไทย ทำให้มุมมองในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ยังเป็นข้อถกเถียงที่หาข้อสรุปไม่ได้

สมดุลของเสรีภาพกับความปลอดภัย 

การจัดการกับข้อมูลลวงที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้อมูลลวงที่มีความซับซ้อน ต้องอาศัยทั้งมาตรการตอบโต้และป้องกันที่สมดุลกันและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เพียงเพื่อลดผลกระทบของข้อมูลลวงต่อความสุจริตของการเลือกตั้ง แต่เพื่อจัดการกับต้นตอของปัญหาเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นบ่อนทำลายความสงบสุขของสังคมยิ่งขึ้นไปอีก

ข้อเสนอที่สำคัญของที่ประชุม BCSMF คือ การจัดสรรทรัพยากรมาสนับสนุนการศึกษาให้กับประชาชนในเรื่องการรู้เท่าทันสื่อและการสื่อสารในโลกดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันภาครัฐ ภาคประชาสังคมและเอกชน รวมทั้งสื่อมวลชนและแพลตฟอร์มต้องทำงานร่วมกันมากขึ้นเพื่อสร้างกลไกที่มีความยืดหยุ่นและเครื่องมือในการตรวจสอบข่างลวงและวิธีการตรวจสอบข้อเท็จที่ก้าวหน้าและเท่าทันเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลลวงหรือบิดเบือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายปลายทางที่สำคัญคือ การสร้างกลไกร่วมที่สอดคล้องกันในทุกภาคส่วน เพื่อยับยั้งต้นทางการผลิตข้อมูล มาตรการการคัดกรองข้อมูลของแพลตฟอร์มใช้งานได้จริง ในขณะเดียวกันเพื่อให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มีความชาญฉลาดในการเลือกใช้หรือรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น และทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงสามารถดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องในฐานะที่เป็นหน้าด่านของการต่อต้านข้อมูลลวง

ที่ประชุมยังเห็นพ้องต้องกันว่า ควรแยกให้ชัดเจนระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ไม่ผิดมาตรฐานชุมชนหรือกฎหมาย ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก และการปั่นหรือบิดเบือนข้อมูล และการสร้างความเกลียดชังในโลกออนไลน์ ที่มุ่งทำลายหรือคุกคามผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองหรือผู้นำชุมชนเพศหญิงที่เข้าสู่เส้นทางผู้นำทางการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไม่ควรเพิกเฉย

บทสรุปคือ การผดุงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพทางความคิด และมาตรฐานความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญควบคู่เท่ากัน ไม่สามารถตัดทิ้งอันใดอันหนึ่ง

ความท้าทายในปีนี้สำหรับประเทศไทยคือ ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนต้องไม่ “การ์ดตก” และต้องทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันมากยิ่งในการตรวจสอบข่าวลวง คอยกระตุ้นเตือนภาครัฐและแพลตฟอร์ม ให้ส่งเสริมการสื่อสารและการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและไว้ใจได้ พร้อมๆไปกับการติดอาวุธทางความคิดและเทคโนโลยีให้กับคนในสังคมเพื่อระวังภัยจากข้อมูลลวงและการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง และตั้งรับอย่างมีสติและความเข้าใจ

หมายเหตุ: ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากงานนำเสนอในที่ประชุม BCSMF ของผู้เขียน

ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม:

Elections & social media: the battle against disinformation and trust issues 

The first nail-biter election of 2024: Taiwan

Indonesians head to the polls in February. Here are key issues dominating the elections

ข่าวลือข่าวลวงในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล : เป็นข่าวลือเรื่องอะไร กล่าวหาพรรคไหน ประเด็นใดมากที่สุด

เกิดอะไรในทวิตภพ DEAL พลเมืองรวมพลังจับตาพฤติกรรมชวนสงสัยเลือกตั้ง 66


                                                                 

เอ๊ะก่อนงับ: 6 วิธีรับมือ ‘ข่าวลวง’ ในปี 2024 ที่สื่อไทยต้องรู้ COFACT Special Report 28/67

โดย ธีรนัย จารุวัสตร์ สมาชิกโคแฟค

หลายคนบอกว่า อะไรที่ลงท้ายด้วยคำว่า “งับ” ก็น่ารักไปหมด แต่เวลาสื่อมวลชน “งับ” หรือพลาดเอาข่าวลวง-ข่าวบิดเบือนมาเผยแพร่ต่อ คงไม่ใช่เรื่องน่ารักอย่างแน่นอน บทความนี้ขอนำเสนอ 6 รูปแบบข่าวลวง-ข่าวบิดเบือนที่สื่อมวลชนต้องคอยจับตา เพื่อที่จะได้ฉุกคิด หรือ “เอ๊ะ” ก่อนที่จะเอามาเล่นเป็นข่าว 

หรือพูดอย่างน่ารักก็คือ ตลอดปี 2024 นี้ สื่อต้อง “เอ๊ะก่อนงับ” 

“ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน พึงระมัดระวังกระบวนการหาข่าวหรือภาพจากสื่อสังคมออนไลน์ ควรมีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน รอบด้าน และอ้างอิงแหล่งที่มาเมื่อนำเสนอ เว้นแต่สามารถตรวจสอบและอ้างอิงจากแหล่งข่าวได้โดยตรง” – ข้อความจาก “แนวปฏิบัติการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของสื่อมวลชน พ.ศ. ๒๕๖๒” (ข้อที่ ๑๘) ออกโดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ 

ข้อความข้างต้น เป็นเพียงหนึ่งในความพยายามของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมสื่อ และองค์กรวิชาชีพสื่อ ที่พูดย้ำมาโดยตลอดว่า สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะนำเสนอข่าวสารใดๆออกไป แต่ในความเป็นจริง เรายังเห็นกรณีสื่อมวลชนเอาเรื่องที่ไม่มีมูลในโซเชียลมีเดียหรืออินเทอร์เน็ตมาเผยแพร่ต่อ โดยไม่ตรวจสอบใดๆ จนหลายคนก็รู้สึกเอือมระอา

หรือถ้าใช้ภาษาอินเทอร์เน็ต ก็คือการรีบ “งับ” เอาเรื่องไม่จริง มาเล่นเป็นข่าวใหญ่โต โดยไม่นึกสงสัย หรือ “เอ๊ะ” แม้แต่นิดเดียวนั่นเอง

วัฒนธรรมการ “งับโดยไม่เอ๊ะ” ของสื่อไทย ถือเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะถึงแม้เราจะมีเครือข่ายผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (factcheck) อย่างโคแฟคหรือ AFP Factcheck ประจำประเทศไทย คอยตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงเวลาสื่อไทย(หรือสื่อโซเชียลมีเดีย)เอาเรื่องไม่จริงมาเผยแพร่ต่อ แต่องค์กรเช่นนี้ยังถือว่ามีจำนวนค่อนข้างน้อย และกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน หลายครั้งๆก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว 

(อ่านเพิ่มเติม: มองตัวอย่าง ‘5 + 2 ข่าวลวงปี 2566’ ปัจจัยเดิมทำ ‘เชื่อชังชอบ-แชร์’ ยังอยู่ แต่ ‘ข้อท้าทายใหม่’ ทำตรวจสอบยากก็กำลังมา)

ดังนั้น ผู้เขียนมองว่าการ factcheck ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ควรจะเริ่มจากสื่อมวลชน ตั้งแต่ก่อนที่จะนำข้อมูลใดๆมานำเสนอเป็นข่าว เพื่อเป็นการป้องกันตั้งแต่ที่ต้นทางของกระบวนการผลิตข้อมูลข่าวสาร 

ในบทความนี้ ผู้เขียนได้สรุป 6 แหล่งที่มาของข่าวปลอม-ข่าวบิดเบือนยอดฮิตในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งสื่อไทยมักจะ “งับ” เอามาเล่นเป็นข่าวบ่อยๆ พร้อมคำแนะนำวิธีการ “เอ๊ะ” สำหรับคนทำงานสื่อมวลชน 

ด้วยความหวังว่าสื่อมวลชนไทยในปี 2024 จะช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรม factcheck และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอข่าวให้เข้มแข็งอย่างจริงจัง

แทนที่จะใช้วิธี “รีบๆเล่นข่าวไปก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง” และผลักภาระการ factcheck ให้ไปตกอยู่กับภาคประชาชนแต่เพียงฝ่ายเดียว แบบที่เกิดขึ้นเป็นประจำในปีก่อนๆ 

  1. เพจดัก-เพจปั่น (Parody and satire accounts) 

ในปัจจุบัน บุคคลสาธารณะและองค์กรต่างๆ มักจะมีช่องทางในโซเชียลมีเดียไว้สื่อสารกับประชาชนเป็นเรื่องปกติ แต่ขณะเดียวกัน ก็มักจะมีเหตุการณ์ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอื่นๆทำกัน “สวมรอย” บุคคลหรือองค์กรดังกล่าว ด้วยการเปิด “เพจปลอม” เช่นกัน 

สาเหตุของการกระทำดังกล่าวก็แตกต่างกันไป ในบางครั้งเป็นการแอบอ้างสวมรอยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือต้มตุ๋น เช่น ทำเพจปลอม อ้างว่าเป็นฝ่ายการตลาดของธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อหลอกลวงโฆษณาให้ประชาชนเอาเงินมาลงทุน 

แต่ในบางครั้งก็เป็นการทำเพจปลอม เพื่อล้อเลียนบุคคลชื่อดังหรือเหตุการณ์ในข่าว เป็นการเล่นตลกกันภายในกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ตามที่เรียกว่า “parody” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนจะขอเรียกโดยรวมว่า “เพจดัก-เพจปั่น”

ยกตัวอย่างเช่น เพจที่อ้างตัวว่าเป็นทนายความของดาราหรือบุคคลผู้มีชื่อเสียง เพจที่อ้างตัวเป็นบุคคลในข่าวฉาว เพจที่อ้างว่าเป็นตำรวจปราบปรามเว็บพนัน (แต่จริงๆ มีจุดประสงค์ล้อเลียนอินฟลูเอนเซอร์) เพจที่อ้างว่าเป็นของสมาคมคนขับรถแท็กซี่ และล่าสุด ก็มีเพจที่อ้างตัวว่าเป็นของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่เผยแพร่อินโฟกราฟิกส์เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ในท่าต่างๆ จนกลายเป็นที่ฮือฮาและเข้าใจผิดกันว่า เป็นของโรงเรียนแห่งนั้นจริงๆ เป็นต้น 

ซึ่งแน่นอนว่าเคยมีกรณีสื่อมวลชน “งับ” เอาคอนเทนต์เชิงล้อเลียนของ “เพจดัก-เพจปั่น” มารายงานเป็นข่าวขึ้นมาจริงๆ หรือถ้าใช้ภาษาอินเทอร์เน็ตก็เรียกว่า “โดนดัก” นั่นเอง

สื่อควร “เอ๊ะ” ยังไง?

  • ตรวจสอบว่าเพจดังกล่าวเป็นของบุคคลมีชื่อเสียงหรือองค์กรนั้นๆจริงหรือไม่ เช่น สะกดชื่อถูกต้อง มีเครื่องหมายติ๊กถูก มีประวัติการใช้งานมานาน ไม่ใช่เพิ่งเปิดเพจตอนที่เป็นข่าว (ทั้งนี้ คำต่อท้ายว่า “เฟซจริง” ไม่ได้แปลว่าเพจนั้นเป็นของจริงเสมอไป)
  • เพจที่เป็นของทางการ มักจะมีจำนวนผู้ใช้สูงกว่าเพจปลอมหลายเท่าตัว
  • เพจดัก-เพจปั่น มักจะใช้สำนวนหรือคำที่เป็นมุขตลกในโซเชียลมีเดีย เช่น “พรุ่งนี้ตอนเที่ยงๆ” หรือ “จงวิเคราะห์” เป็นต้น 
  • หรือทางที่ดีที่สุด คือติดต่อสอบถามไปยังบุคคลหรือองค์กรนั้นๆด้วยตัวเอง เพื่อยืนยันว่าเพจหรือบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียของพวกเขาคืออันไหนกันแน่ 
  1. ภาพ-คลิปวิดิโอผิดบริบท (Out-of-context photos and videos) 

ข่าวปลอมรูปแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ (โดยเฉพาะในข่าวต่างประเทศ) เช่น สื่อไปเจอภาพที่อ้างว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่ง แล้วสื่อเอามารายงานต่อ จริงๆแล้วเป็นเหตุการณ์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยในอีกประเทศหนึ่ง หรือคลิปที่อ้างว่าแสดงให้เห็นเหตุการณ์หนึ่ง แต่ตามจริงแล้วเป็นการเอาคลิปแค่บางส่วนมาแสดง ทำให้ไม่เห็นเหตุการณ์หรือบริบททั้งหมด 

ยิ่งถ้าเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ-ศาสนา ยิ่งสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นข่าวลวงที่สร้างความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงหรือลดทอนความเป็นมนุษย์ด้วย ดังเช่นกรณีสื่อแห่งหนึ่งในประเทศไทย เสนอข่าวว่าปาเลสไตน์จ้าง “นักแสดง” มาแกล้งเจ็บหรือเสียชีวิต โดยอ้างว่าชายชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งถูกตัดขา ทั้งที่จริงๆแล้ว เป็นคลิปคนละบุคคลและคนละเหตุการณ์กัน 

ดังนั้น ผู้เขียนมองว่า ข่าวปลอมลักษณะนี้ถือว่าน่ากังวลที่สุด และมักจะ “หลอกตา” สื่อมวลชนได้บ่อยครั้งที่สุด เพราะความ ทำให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งกว่าภาพตัดต่อที่ทำขึ้นเสียอีก ตามที่มีสำนวนในวงการสื่อมวลชนต่างชาติไว้ว่า “คำโกหกที่ฟังดูน่าเชื่อถือที่สุด คือคำโกหกที่มีพื้นฐานอยู่บนความจริง” (The most convincing lies are based on some truth) สื่อมวลชนจึงยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

“เอ๊ะ” ยังไง?

  • พึงระลึกว่าภาพหรือคลิปที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้ระบุที่มาชัดเจน มีความเสี่ยงว่าเป็นภาพหรือคลิปผิดบริบท ดังนั้น ควรเลือกใช้ภาพและคลิปจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เช่น สำนักข่าวต่างประเทศที่มีนโยบายเผยแพร่ภาพและคลิปเฉพาะที่ได้รับการตรวจสอบแล้วอย่าง AP, AFP, Reuters เป็นต้น 
  • ใช้วิธี “ค้นหาย้อนกลับ” (reverse image search) ของกูเกิ้ลหรือโปรแกรมอื่นๆ เพื่อตรวจสอบว่าภาพหรือคลิปดังกล่าว มีที่มาจากไหน และเผยแพร่ครั้งแรกในปีใด อ่านเพิ่มเติม: ตรวจสอบภาพลวง ด้วยวิธี “ค้นหาย้อนกลับ” ง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้
  • หากเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ สำนักข่าวหรือเว็บไซต์ที่ factcheck มักจะคอยติดตามและรายงานกรณีภาพหรือคลิปวิดิโอบิดเบือนบริบทเป็นระยะๆ  ดังนั้น สื่อควรตรวจสอบรายงานข่าวและเว็บไซต์ factcheck เหล่านี้ เพื่อดูว่าเหตุการณ์ที่ภาพหรือคลิปวิดิโอนั้นๆ อ้างถึง เป็นความจริงหรือไม่ 
  • หากไม่มีข้อมูลว่าภาพหรือคลิปนั้นๆ แสดงเหตุการณ์ตามที่อ้างจริงหรือไม่ ควรชะลอไว้ก่อนและอย่าเพิ่งเผยแพร่จนกว่าจะพิสูจน์ทราบได้
  1. คอนเทนต์ที่ทำขึ้นโดย AI (AI-generated content) 

ที่ผ่านมาเราได้เห็นกรณีการเผยแพร่ภาพตัดต่อเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงกันมาแล้วหลายครั้ง และในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจำนวนหนึ่งได้ส่งเสียงเตือนว่าเทคโนโลยี AI จะยิ่งทำให้การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารซับซ้อนขึ้น และตรวจสอบยากขึ้นด้วย ซึ่งภายในปี 2024 นี้ เราอาจจะได้เห็นตัวอย่างในลักษณะดังกล่าวมากขึ้นตามมาด้วย เป็นอีกหนึ่งรูปแบบข่าวลวงที่สื่อมวลชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด 

“เอ๊ะ” ยังไง?

  • ภาพที่ AI ทำขึ้นยังมีข้อจำกัดและบกพร่องอยู่หลายประการ ซึ่งสามารถเอามาเป็นจุดสังเกตได้ เช่น หน้าผู้คนคล้ายกัน, หน้าผู้คนเบลอในพื้นหลังเบลอบิดเบี้ยว, เหตุการณ์ผิดบริบท (อย่างกรณี ThaiPBS ใช้ AI สร้างภาพฉลองสงกรานต์ แต่กลับกลายเป็นเทศกาลโฮลี), ตัวหนังสือบิดเบี้ยว, นิ้วมือหรือร่างกายของมนุษย์บิดเบี้ยว เป็นต้น
  • เช่นเดียวกัน คลิปที่ AI ทำขึ้น (อย่าง deepfake) ยังมีข้อจำกัดในเรื่องใบหน้าของมนุษย์ โดยให้สังเกตว่าสีหน้า ใบหน้า และการขยับปากของผู้พูดจะไม่ค่อยตรงหรือสอดคล้องกับคำพูด หรือมักจะเป็นการใช้โทนเสียงเดียวตลอด ทำให้ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ 
  • อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ ถ้าหาที่มาหรือพิสูจน์ทราบความถูกต้องของคอนเทนต์นั้นๆไม่ได้ ก็ไม่ควรนำมารายงานเป็นข่าวแต่แรก 

หมายเหตุ: ผู้เขียนไม่แนะนำให้ใช้บรรดาเว็บไซต์ที่อ้างว่าตรวจสอบได้ว่าคอนเทนต์ใด AI ทำขึ้น เพราะเท่าที่ผู้เขียนเคยทดลองใช้งาน ผลการตรวจสอบของเว็บไซต์เหล่านี้เชื่อถือไม่ค่อยได้ 

  1. ‘ชาวเน็ต’ เขาเล่าว่า… (Online anecdotes) 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสำนักข่าวทุกวันนี้ มักจะเอาโพสต์จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เล่าเหตุการณ์หรือประสบการณ์ของตนมาลงเป็นข่าว เช่นในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ (เอ็กซ์) หรือ TikTok แต่ในหลายๆครั้ง คำบอกเล่าของผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สื่อนำมารายงานเป็นข่าวใหญ่โต ก็กลับกลายว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือเล่าเหตุการณ์ไม่หมด หรือไม่มีหลักฐานใดๆบ่งชี้ว่าเกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด 

ถ้าหากใช้ภาษาสื่อมวลชนแบบเก่าหน่อย ก็คงต้องเรียกว่า “กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ” หรือถ้าใช้ภาษาอินเทอร์เน็ตสมัยใหม่ ก็คือ “คดีพลิก” นั่นเอง ซึ่งผู้ที่มักจะเสียเครดิตหรือความน่าเชื่อถือ ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสื่อมวลชนที่รีบ “งับ” เอาเรื่องแบบนี้มารายงานแต่แรก โดยไม่ได้ตรวจสอบเสียก่อน

“เอ๊ะ” ยังไง?

  • ใช้คำในการรายงานข่าวอย่างระมัดระวัง ใครเป็นคนพูด มีหลักฐานใดยืนยันบ้าง สื่อสามารถยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้หรือไม่ แทนที่จะรีบด่วนสรุป และรายงานราวกับว่าเหตุการณ์นั้นๆ ได้รับการยืนยันหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสื่อแล้ว 
  • ติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีผู้ใช้ต้นเรื่องโดยตรง เพื่อสัมภาษณ์และขอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ภาพหรือคลิปในโพสต์ ถ่ายเองหรือไม่ เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นเมื่อใด  มีหลักฐานใดๆ ที่สามารถยืนยันเหตุการณ์ได้บ้างหรือไม่ มีข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ ที่จะช่วยให้เข้าใจบริบทเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากขึ้นบ้างหรือไม่ เป็นต้น
  1. ข่าวพาดหัวยั่วให้คลิกและข่าวหวือหวาจากต่างประเทศ (Clickbait and tabloid content)

นอกจากสื่อไทยจะมีประวัติรายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศตัวเองถูกบ้างผิดบ้าง เวอร์หรือคลิกเบตบ้าง ปัญหาดังกล่าวยังลามไปถึงข่าวต่างประเทศด้วย เพราะมีหลายกรณีที่สื่อไทยมักเอาข่าวหวือหวาจากสื่อที่ไม่มีความน่าเชื่อถือในต่างประเทศ มาแปลและรายงานต่ออีกที ทำให้ประชาชนที่อ่านหรือดูข่าวนั้นๆ รับเอาข้อมูลเท็จหรือความเข้าใจผิดไปอีกต่อด้วย 

ยกตัวอย่างเมื่อปีที่แล้ว สื่อไทยจำนวนหนึ่งรายงานข่าวใหญ่โตว่า เกิดรัฐประหารที่ประเทศจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงถูกควบคุมตัว กรุงปักกิ่งและเมืองสำคัญในจีนห้ามเครื่องบินและรถไฟเข้าออกอย่างสิ้นเชิง ฯลฯ แต่เมื่อตรวจสอบดู กลับพบว่าที่มาของข่าวดังกล่าวมาจากข่าวแทบลอยด์ในประเทศอินเดีย และบัญชีทวิตเตอร์จำนวนหนึ่งเท่านั้น

และเมื่อไม่นานมานี้ สื่อแทบลอยด์ในตะวันตกจำนวนหนึ่งรายงานว่า ‘คิมจองอึน’ ผู้นำเกาหลีเหนือ ร่ำไห้ขณะกล่าววิงวอนให้ผู้หญิงเกาหลีเหนือมีลูกให้เยอะขึ้น แต่หากตรวจสอบคลิปวิดิโอการประชุมดังกล่าว จะพบว่าคิมจองอึนร้องไห้ในช่วงที่ฟังข้อมูลเกี่ยวกับวีรกรรมและความเสียสละของผู้หญิงเกาหลีเหนือในช่วงสงครามเกาหลี ไม่ได้ร้องไห้ขณะพูดถึงนโยบายส่งเสริมการมีลูกแต่อย่างใด

“เอ๊ะ” ยังไง?

  • หลีกเลี่ยงการนำเอาข่าวจากสำนักข่าวเชิงแทบลอยด์ในต่างประเทศ เช่น The Sun, Daily Mail, Telegraph ฯลฯ มาแปลเป็นข่าวและเผยแพร่ต่อ เนื่องจากสำนักข่าวเหล่านี้มีประวัติเผยแพร่ข่าวที่เป็นเท็จ ไม่มีที่มาหรือหลักฐานยืนยันชัดเจน และมักจะใส่สีตีไข่ให้ “เวอร์” เกินความเป็นจริงอยู่บ่อยครั้ง
  • สื่อมวลชนควรเลือกแปลข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความเคร่งครัดต่อจริยธรรมและความถูกต้องของข้อมูลอย่างสูง เช่น สำนักข่าวประเภท wire service อย่าง AP, AFP, Reuters หรือสำนักข่าวมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงการวิชาชีพสื่อสากลอย่าง BBC, New York Times, The Guardian เป็นต้น
  • พึงระลึกว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ระดับ “เขย่าโลก” สื่อต่างประเทศประเภท wire service มักจะรายงานอย่างฉับไวเป็นประจำ ดังนั้น ถ้าหากเจอคลิป หรือภาพ หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าเกิดเหตุการณ์สำคัญในต่างประเทศ แต่สื่อประเภท wire service มิได้รายงานหรือพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเลย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า คำกล่าวอ้างนั้นๆ ไม่น่าเชื่อถือ และไม่ควรเอามารายงานเป็นข่าว
  • พึงระลึกว่าในปัจจุบัน บัญชีทวิตเตอร์ (เอ็กซ์) ที่มีเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้า (bluecheck) ไม่ได้แปลว่ามีความน่าเชื่อถือเสมอไป ซ้ำร้าย บัญชีเหล่านี้มักจะเอาข่าวลวงหรือข่าวบิดเบือนมาเผยแพร่ต่อด้วย เพราะใครๆก็สามารถ “ซื้อ” เครื่องหมายดังกล่าวได้ ต่างจากทวิตเตอร์สมัยก่อนที่จะให้เครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้าเฉพาะกับสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
  1. คำอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง (Pseudoscience) 

ถึงแม้ประเทศไทยเราอาจจะยังไม่ได้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เทียบเท่ากับหลายชาติมหาอำนาจ และยังไม่เคยมีคนไทยชนะรางวัลโนเบลแม้แต่คนเดียว 

แต่เรากลับเห็นกรณีบุคคลหรือธุรกิจบางประเภทที่อ้างว่าได้ค้นพบนวัตกรรมที่ท้าทายความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในโลกสากลอยู่บ่อยครั้ง เช่น ประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน, ผลิตยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง, อาหารเสริมที่ทำให้ลดความอ้วนได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ฯลฯ และสื่อไทยมักจะเอาคำอวดอ้างเช่นนี้มารายงานต่อโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อนอยู่เป็นประจำ นับว่านอกจากจะขัดต่อหลักจริยธรรมพื้นฐานของวิชาชีพสื่อมวลชนแล้ว ยังอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนจำนวนมากด้วย

“เอ๊ะ” ยังไง?

  • ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ตั้งข้อสังเกตว่าคำกล่าวอ้างนั้นๆ ฟังดูสมเหตุสมผลหรือเป็นไปได้หรือไม่ หรือใช้กูเกิ้ลตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น 
  • ติดต่อไปยังบุคคลหรือธุรกิจที่กล่าวอ้าง เพื่อขอหลักฐานเชิงประจักษ์ งานวิจัย และเอกสารการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ ทำงานตามอ้างได้จริง  
  • ติดต่อไปยังผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความเห็นหรือคำอธิบายเกี่ยวกับคำอวดอ้างนั้นๆ พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ 
  • หากเป็นคำอวดอ้างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ยา หรือการรักษาโรค สื่อมวลชนควรใช้วิจารณญาณไม่เผยแพร่คำอวดอ้างนั้นๆต่อโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพราะอาจจะสุ่มเสี่ยงสร้างความเสียหายในวงกว้างต่อสาธารณชนได้ 

สรุปส่งท้าย 

สังเกตได้ว่าไม่ว่าข่าวลวงหรือข่าวบิดเบือนจะมาในรูปแบบใด จะเป็นแบบเก่าหรือแบบใหม่ จะเป็นภาพผิดบริบทหรือคอนเทนต์ที่ AI ทำขึ้น วิธีการรับมือที่ง่ายและชัวร์ที่สุดสำหรับสื่อมวลชนก็คือ ใช้เวลาตรวจสอบที่มาและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเสียบ้าง แทนที่จะรีบลงข่าวทันทีเพื่อแข่งขันกันอย่างเดียว

ดังที่นักวิชาการด้านสื่อมวลชนท่านหนึ่ง เคยให้คำแนะนำกับผู้เขียนไว้ว่า ผลงานของสื่อมวลชนที่มีคุณภาพและยึดมั่นตามหลักจริยธรรม มักจะเป็นงานที่ให้โอกาสคนทำงานได้ใช้เวลา ขณะที่กรณีความผิดพลาดและละเมิดหลักจริยธรรมของสื่อมวลชน มักจะเกิดจากความรีบร้อน 

ดังนั้น สื่อมวลชนควรพึ่งระลึกว่านอกจาก “ความฉับไวของข่าว” แล้ว ยังต้องมี “ความถูกต้องของข่าว” เป็นหลักด้วย

ท้ายนี้ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานสื่อทุกคนให้หมั่นตรวจสอบข้อเท็จจริง ยึดมั่นในหลักวิชาชีพพื้นฐาน และช่วยกันเสริมสร้างวัฒนธรรม factcheck ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ในกองบรรณาธิการ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด หรือเผยแพร่ข่าวลวง-ข่าวบิดเบือนให้ได้มากที่สุด 

นะงับ


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 6 มกราคม 2567

 ใช้น้ำนมแม่หยอดตา ช่วยรักษาอาการเจ็บตา เคืองตา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3perasyajjv2v


ใช้โรลออนทำให้เป็นมะเร็งเต้านม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3p5lgqkx577qb


 เจาะ “โควิดพันธุ์ระบาดปี 2024” แพร่เร็ว ไม่ได้ลงแค่ปอด-ลามเกาะลำไส้!!

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/15l3coqf5vhie


กรมควบคุมโรค ผลักดันยาทากันยุงเป็นเวชภัณฑ์โรงพยาบาล เบิกจ่ายให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกสิทธิ์บัตรทองฟรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/beacgdxd1wwx


กรมควบคุมโรค ผลักดันยาทากันยุงเป็นเวชภัณฑ์โรงพยาบาล เบิกจ่ายให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกสิทธิบัตรทองฟรี

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/3epwhcu2p3ium


WHO เตือน! ห้ามเหยียบแมลงสาบโดยตรง เสี่ยงอันตรายกว่าที่คิด

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/2vn2s8daq1php


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2566

ฉีดวัคซีน mRNA แล้วเป็นมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1yabsjqwndekt#_=_


มะเร็งระยะสุดท้ายหายได้ เพียงใช้ใบมะละกอต้มดื่ม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3rxi6oyxkdatc#_=_


(ผลไม้)กีวี่ป่วยเป็นโควิด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/334wl0pviq79i


มีมติเห็นชอบพักหนี้ช่วงวิกฤติโควิด ตรึงค่าไฟฟ้าไม่เกิน 4.20 บาท/หน่วย และราคาดีเซล 30 บาท

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/2767kpxpdxz4


เคลียร์ดราม่าเติมน้ำมันไม่เต็มลิตร ส่งดำเนินคดีเติมเกิน-เติมขาด

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/3kqp3vat691hl


ชวนอ่าน! Cofact Journal สื่อกระดาษสู่สื่อกระจก กับการสื่อสารในสังคมไทย

1/2566

‘ยาความดัน’ กินแล้วเสี่ยงมะเร็ง  เชื่อได้จริงหรือ? COFACT Special Report 27-66

By : Zhang Taehun

“เกือบเสียแม่ เพราะไลน์กลุ่มสวัสดีวันจันทร์ ปกติแม่จะเป็นโรคความดัน ไขมัน อยู่แล้ว ต้องกินยาควบคุมประจำ อยู่มาวันหนึ่งมีไลน์กลุ่มเพื่อนๆ แม่ส่งข้อความต่อๆ กันมาว่า ถ้ากินยาลดความดัน ลดไขมันมากๆ จะเสี่ยงเป็นมะเร็ง หลังจากได้อ่านแม่ผมหยุดกินยาเองเลยโดยไม่ปรึกษาใครทั้งสิ้น เมื่อคืน 9 ธันวาคม 2566 เกิดอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่ออกถูกนำส่ง รพ วัดความดันได้เกือบ 250 และมีอาการหัวใจขาดเลือดกระทันหัน (ถ้าส่ง รพ ช้าไป มีสิทธิ์หัวใจล้มเหลวเสียชีวิตได้) ปัจจุบันต้องอยู่ในห้อง icu เพราะความดันยังไม่ลง อันตรายมาก”

เรื่องเล่าข้างต้นเป็น อุทาหรณ์ จากผู้ใช้เฟซบุ๊กท่านหนึ่งที่มีคุณแม่ป่วยเป็นโรคความดันและไขมันต้องกินยาเป็นประจำ แต่อยู่ดีๆ ก็ไปเชื่อข้อความที่แชร์กันต่อมาในกลุ่มไลน์ กินยาความดันมากๆ เสี่ยงป่วยเป็นมะเร็ง แล้วก็หยุดกินยาเอง ส่งผลให้ความดันขึ้นสูงมากจนต้องถูกส่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และนี่เป็นอีกครั้งที่ “การส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง” ส่งผลกระทบต่อผู้คนในระดับถึงชีวิต 

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจก่อนว่า โรคความดันคืออะไร? โรคความดัน หรือชื่อเต็มๆ คือ โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)” ข้อมูลจาก กรมควบคุมโร อธิบายว่า เป็นโรคที่ตรวจพบได้จากการวัดความดันโลหิต ได้ในระดับที่สูงกว่าปกติอย่างเรื้อรังอยู่เป็นเวลานาน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2542 ว่า ผู้ใดก็ตามที่มีความดันโลหิตวัดได้มากกว่า 140/90มม.ปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง 

ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่รักษาให้ถูกต้องจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคอัมพาตจากหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดในสมองแตก โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจวาย โรคไตวาย หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง เป็นต้น โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยปัจจุบันสำรวจพบว่าคนไทยประมาณร้อยละ 20 เป็นโรคความดันโลหิตสูง 

คนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรค แม้เมื่อรู้ตัวว่าเป็น ส่วนมากจะไม่ได้รับการดูแลรักษา ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไม่มีอาการทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจและรักษา ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร การควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้อย่างชัดเจน เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

สำหรับความดันโลหิตสูง แบ่งระดับความรุนแรงของโรคไว้ดังนี้ ระดับ 1 ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ค่าความดันโลหิต ระหว่าง 140 – 159/90 – 99 มม.ปรอท , ระดับ 2 ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง ค่าความดันโลหิต ระหว่าง 160 – 179/100 – 109 มม.ปรอท และ ระดับ 3 ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง ค่าความดันโลหิต มากกว่า 180/110 มม.ปรอทขึ้นไป

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคความดัน คือ อายุ –ช่วงเวลา –สุขภาพจิต – เพศ – พันธุกรรม – สิ่งแวดล้อม – เกลือ

อายุ ส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้น ช่วงเวลา “ หากวัดความดันหลายครั้งตลอดทั้งวัน อาจเห็นค่าความดันขึ้นๆ ลงๆ ก็ได้ สุขภาพจิต ความเครียดทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ในทางกลับกันเมื่อพักผ่อนค่าความดันที่สูงนั้นก็ลดลงไปสู่เกณฑ์ปกติได้ พศ พบผู้ชายเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้บ่อยกว่าผู้หญิง

พันธุกรรม เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่ออายุมากขึ้นมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบว่า ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (ชาวอเมริกันผิวดำ) มีความดันโลหิตสูงมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว “สิ่งแวดล้อม” หากเอื้อให้เกิดภาวะเคร่งเครียด ก็เป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ซึ่งก็พบว่า ผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองจะพบภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่อยู่ในสังคมชนบท และ เกลือ ผู้ที่กินเกลือมากจะมีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่กินเกลือน้อย

ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร อาจารย์สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายไว้ในบทความ รู้แล้วรอดโรค ความดันเลือดสูง ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม ว่า แม้โรคความดันเลือดสูงจะเป็นโรคที่อันตราย แต่ก็เป็นโรคที่สามารถควบคุมได้ในระยะยาว หากได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โดยเบื้องต้นจะรักษาด้วยวิธีการให้ยาลดความดันเลือด เพื่อรักษาระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากการรับประทานยาแล้ว ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้

สิ่งที่ควรทำ 1.หมั่นตรวจวัดความดันเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 2.รับประทานอาการให้ครบ 5หมู่ เน้นผักและผลไม้ชนิดที่ไม่หวาน 3.ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 4.ออกกำลังเป็นประจำ5.พักผ่อนให้เพียงพอ และ 6.รักษาสุขภาพจิตให้ดีอยู่เสมอ ไม่เครียด

สิ่งที่ไม่ควรทำ 1.สูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ ส่งผลให้เกิดการอักเสบ การตีบตันของหลอดเลือดต่าง ๆ รวมทั้งหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดไต 2.ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้มีโอกาสเป็นโรคความดันเลือดสูงถึงร้อยละห้าสิบ3.กินอาหารที่มีรสเค็ม หรืออาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป เช่น กะปิ นํ้าปลา ของหมักดอง 4.กินอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อติดมัน หนังสัตว์ ไข่แดง หอยนางรม อาหารประเภทผัดหรือทอด และ 5.กินอาหารที่มีรสหวานหรือมีน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน ขนมหวาน

ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้วผู้ที่มีความดันเลือดปกติจะวัดค่าความดันได้ 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่ผู้ที่มีความดันเลือดสูงจะวัดค่าความดันได้ตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และถือว่าเป็นสภาวะที่ต้องได้รับการควบคุมตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากอาจนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนและโรคต่างๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดในสมอง โรคไตเสื่อม เป็นต้น

มาถึงคำถามสำคัญของเรื่องราวนี้ กินยาควบคุมความดันมากๆ เสี่ยงเป็นมะเร็งจริงหรอ?รศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อธิบายเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2566 ว่า ยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ใดที่สรุปชัดเจนว่า การทานยาลดความดันโลหิตสูงและยาลดไขมันมากๆ เป็นเวลานานๆ จะเสี่ยงเป็นมะเร็งมีแต่ข้อมูลที่เคยระบุว่า

1) ยาลดความดันโลหิตสูงที่เรียกว่า “เออบีซาแทน” (Irbesartan) ได้ถูกตรวจสอบและเฝ้าระวังเนื่องจากพบการปนเปื้อนสารที่อาจก่อมะเร็งเอแซดบีที (Azidomethyl biphenyl tetrazole; AZBT) ในวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยา ซึ่งทั้งหมดได้ถูกเรียกคืนแล้ว ปัจจุบันจึงไม่มีข้อมูลเรื่องเสี่ยงเป็นมะเร็งอีก

2) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ชี้ว่าการกินยารักษาความดันโลหิตสูง กลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (calcium channel blockers) ในระยะยาว อาจทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมได้ แม้การศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ โดยเมื่อปี 2014 Intermountain Heart Institute ในประเทศสหรัฐอเมริกา เผยผลการศึกษาว่า ยากลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ไม่สัมพันธ์กับมะเร็งเต้านม

3) ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตติน (statins) ที่มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจและสมองขาดเลือดในผู้ที่ดังกล่าวหรือผู้ที่มีภาวะแอลดีแอล-โคเลสเตอรอล (LDL-cholesterol) ในเลือดสูงมาก อย่างไรก็ตาม ยานี้มีผลไม่พึงประสงค์ต่อกล้ามเนื้อจนอาจทำให้ผู้ใช้ยาบางรายเกิดความกังวลหรือเลิกใช้ยา ยาในกลุ่มสแตตินอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติเกี่ยวกับกล้ามเนื้อได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการที่ยาลดไขมันจะทำให้เกิดมะเร็ง

สรุปการทานยาลดความดันโลหิตสูงและยาลดไขมัน มากๆ เป็นเวลานานๆ จะเสี่ยงเป็นมะเร็ง หรือไม่ เป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงทางการแพทย์รองรับ แต่ที่ชัดเจนคือการหยุดยาลดความดันโลหิตสูงและยาลดไขมันด้วยตนเอง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเมื่อมีข้อสงสัยหรือมีอาการไม่พึประสงค์ ก่อนที่จะหยุดทานยา นะครับ  รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าว

อนึ่ง ผู้เขียนสันนิษฐาน (ย้ำว่าเป็นเพียงข้อสันนิษฐานโดยส่วนตัว) ว่าการโพสต์และแชร์ข้อมูลเรื่องหากกินยาลดความดัน ลดไขมันมากๆ แล้วจะเสี่ยงเป็นมะเร็ง อาจมาจากข่าวที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบและเรียกเก็บคืนยาความดันที่พบการปนเปื้อนสารก่อมะเร็งอยู่เป็นระยะๆ เช่น ในเดือน ก.ค. 2561 มีการเรียกเก็บคืนยา วาลซาร์แทน (Valsartan)” จำนวน 5 ตำรับ ซึ่งสืบเนื่องจากบริษัทผู้ผลิตยาในยุโรปมีการตรวจสอบพบว่า มีสารก่อมะเร็งในหนูทดลอง จึงได้ประกาศเก็บยาดังกล่าวออกจากท้องตลาด และแจ้งเตือนไปยังเครือข่าย อย.ทั่วโลก อย.ไทยก็ได้รับแจ้งและดำเนินการสั่งเก็บออกจากท้องตลาด

อย่างไรก็ตาม นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. (ในขณะนั้น) ก็ให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาดังกล่าวอยู่ 1.ไปเปลี่ยนยา ณ โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานพยาบาลที่ได้รับการจ่ายยา 2.หากยังไม่สามารถไปเปลี่ยนยาได้ในระยะนี้ ขออย่าได้หยุดการใช้ยา เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทน (กลุ่ม Angiotensin II Receptor Blocker: ARB) เป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องซึ่งสารปนเปื้อนที่พบในผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าว จากการศึกษาข้อมูลความปลอดภัยย้อนหลัง ยังไม่พบว่าผู้ป่วยมีประเด็นการเกิดมะเร็งจากยานี้ที่ใช้วัตถุดิบจากจีน

3.ผู้ป่วยที่เคยได้รับผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทนในการรักษามาอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงตัวอื่น โดยยังคงสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทน เลขทะเบียนตำรับอื่นที่ไม่มีการปนเปื้อนได้ และ 4.สามารถใช้ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ในยายี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ใน 5 ตำรับดังกล่าว ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว มีบริษัทผู้รับอนุญาตผลิตหรือสั่งยาวาลซาร์แทนเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 7 บริษัท และมีทะเบียนตำรับยาที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย จำนวนทั้งสิ้น 16 ชื่อการค้า ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีบริษัทผู้รับอนุญาตที่ใช้วัตถุดิบจากบริษัทในปรแทศจีน เพียง 2 ราย รวมเลขทะเบียนตำรับยาของทั้ง 2 รายนี้คือ 5 ตำรับ

มีข่าวการตรวจสอบเกิดขึ้นอีกครั้งในเดือน ต.ค. 2566 คราวนี้ อย. เรียกเก็บคืนยา เออบีซาแทน(Irbesartan)” ที่ใช้สำหรับรักษาโรคความดันโลหิตสูง ใน 42 รุ่นการผลิต เนื่องจากพบว่ามีวัตถุดิบปนเปื้อนสารที่อาจก่อมะเร็ง เอแซดบีที(Azidomethyl biphenyl tetrazole; AZBT)” ในวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยาเกินเกณฑ์สากลที่ยอมรับได้อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิชเลขาธิการ อย. (ขณะนั้นยังเป็นรักษาราชการแทน) ได้แนะนำว่า สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาเออบีซาแทนอยู่ไม่ควรหยุดยาทันที เนื่องจากยารักษาโรคความดันโลหิตสูงเป็นยาที่จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง และขอให้ตรวจสอบยาที่ใช้อยู่ หากพบว่าเป็นรุ่นการผลิตที่เรียกเก็บคืน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และขอเน้นย้ำว่าผู้ป่วยยังคงสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ยาเออบีซาแทนยี่ห้อเดิมในรุ่นการผลิตอื่นที่ไม่มีการปนเปื้อนได้

ขณะที่ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตยาที่ถูกตรวจพบสารดังกล่าว ชี้แจงว่า ปัญหาอยู่ที่วัตถุดิบที่นำมาทำเป็นยา น่าจะมีการซื้อรวมจากบริษัทเดียวกัน เป็นสารกลุ่มไนโตซามีน เดิมจะไม่มีตัว AZBT อยู่ในรายการที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ทาง อย.เฝ้าระวังความปลอดภัยในการใช้ยาอยู่ตลอดและทราบว่ามีปัญหานี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ จึงได้เพิ่มการตรวจสอบสาร AZBT เพิ่มเติมในประเทศไทย และพบว่าน่าจะมีในบางลอตการผลิต โดยวัตถุดิบที่นำมาทำยานั้น เป็นการนำเข้ามาจากจีนและอินเดีย

ซึ่งจะเห็นว่า คำแนะนำจาก อย. ทั้ง 2 ครั้ง เน้นย้ำว่า แม้จะมีคำสั่งเรียกเก็บยาที่เสี่ยงอันตราย แต่หากผู้ป่วยกำลังใช้ยานั้นอยู่ก็ใช้ไปก่อน อย่าเพิ่งหยุดยาในทันที แล้วค่อยรีบนำยานั้นไปขอเปลี่ยนที่โรงพยาบาล เพราะโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ต้องกินยาต่อเนื่อง แต่ผ็เขียนขอสันนิษฐานว่า ผู้ที่เผยแพร่รวมถึงแชร์ต่อข้อมูลดังกล่าว อาจทำไปด้วยความกลัว ไม่ว่าจะด้วยการอ่านเฉพาะแต่พาดหัวข่าวแล้วรีบแชร์ หรือแม้แต่อ่านเนื้อข่าวแล้วก็ยังรู้สึกไม่เชื่อในคำแนะนำของแพทย์ก็ตาม 

และพอยิ่งถูกแชร์กันใน กลุ่มไลน์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ 1.คนในกลุ่มมักรู้จักคุ้นเคยกัน เช่น เป็นเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ ก็ทำให้เชื่อโดยง่ายเพราะเห็นว่าเป็นคนรู้จักไม่ใช่คนอื่นไกล กับ 2.เป็นกลุ่มปิด ทำให้ตรวจสอบได้ยาก ยิ่งบวกกับคนในกลุ่มรู้จักกัน ทำให้บางคนแม้รู้ความจริงแล้วก็ไม่อยากหักหน้าคนที่เผยแพร่เพราะห่วงเรื่องสัมพันธภาพในกลุ่มก็อาจปล่อยเลยตามเลย ช้อมูลลวงจึงไม่ถูกหักล้างและยังแชร์กันต่อไป

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=52(โรคความดันโลหิตสูง (Hypertention) : กรมควบคุมโรค)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/โรคความดันเลือดสูง/ (รู้แล้วรอดโรค ความดันเลือดสูง ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล)

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9660000112455 (“หมอหมู” ยันยังไม่มีข้อเท็จจริงทางการแพทย์ กรณีคนไข้กินยาลดความดัน-ลดไขมัน เป็นเวลานานแล้วเสี่ยงมะเร็ง : ผู้จัดการ 15 ธ.ค. 2566)

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=867252395403182&set=a.471900284938397&type=3&ref=embed_post (กินยาลดความดัน ลดไขมัน มากๆ นานๆ เสี่ยงเป็นมะเร็ง? : เพจเฟซบุ๊ก หมอหมู วีระศักดิ์)

https://workpointtoday.com/อย-เตือน-5-ยาความดันอันต/ (อย.เตือน “5 ยาความดันอันตราย” ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง เปลี่ยนคืน รพ.ได้ตามสิทธิ : Workpoint Today 16 ก.ค. 2561)

https://www.thansettakij.com/health/579213 (เช็คชื่อ “ยาลดความดัน” เสี่ยงก่อมะเร็ง 42 รุ่น อย.เรียกเก็บ : ฐานเศรษฐกิจ 23 ต.ค. 2566)

https://www.thairath.co.th/news/local/2734677(อย.ขอคืนยาความดัน ปนเปื้อนสารมะเร็ง 8 พันกล่อง ในท้องตลาด-คลินิก-โรงพยาบาล : ไทยรัฐ 22 ต.ค. 2566)

https://blog.cofact.org/cofact-press-may-27-21/(งานวิจัยพบ‘ข่าวลวง’เสี่ยงระบาดหนักใน‘กลุ่มปิด’ แนะแพลตฟอร์มหาวิธีแก้ไข-สร้างอาสาฯร่วมตรวจสอบ : Cofact 27 พ.ค. 2564)


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 23 ธันวาคม 2566

วิธีการตรวจมะเร็งง่าย ๆ โดยการเอาน้ำมันพืชมาทาแขน แล้วเอาเล็บขูด ๆ เกา ๆ…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/11juhokvni806


ผู้ที่เป็นโรคไมเกรน เสี่ยงเส้นเลือดสมองแตกมากกว่าคนปกติถึง 46%…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3sl0i7hddgx6z


ผู้ที่กระเพาะมีปัญหา กินของเย็น ผลไม้ให้น้ำมาก อาการจะยิ่งรุนแรง ทำให้ใจสั่น และเต้นแรง…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4njp5jdnlpd4


 กรมทรัพย์สินฯ ขึ้นทะเบียนปลานิลกระชังแม่น้ำโขงหนองคายเป็นสินค้า GI จริง

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/2dw0qi2wi44ps


กิ้งกือหากโดนกัดจะเกิดผลกระทบ…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/n3n16btmrtcr


ขึ้นภาษีน้ำมัน จูงใจใช้รถไฟฟ้า…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/mx0hj18wwco9


มองตัวอย่าง‘5 + 2 ข่าวลวงปี2566’ ปัจจัยเดิมทำ‘เชื่อ ชัง ชอบ- แชร์’ยังอยู่ แต่‘ข้อท้าทายใหม่’ทำตรวจสอบยากก็กำลังมา

COFACT Special Report 26-66

By : Zhang Taehun

วันคืนผ่านไปเร็วเหลือเกิน!..เผลอแปบเดียวปี 2566 ก็กำลังจะผ่านไปแล้ว หลายคนคงกำลังเตรียมวางแผนเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนหรือกลับไปพบหน้าครอบครัวในภูมิลำเนา แน่นอนว่าสำหรับ Cofact สิ่งที่ทำกันเป็นประเพณีช่วงท้ายปีแบบนี้คือการ “ทบทวน” กันว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เราเจอ “ข่าวลวง” อะไรกันมาบ้าง สำหรับในปีนี้ก็มีหลายเรื่องเช่นกันจากหลากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ภาพที่ 1 : แชทไลน์อ้างเว็บไซต์กรมการปกครอง ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 เป็นเว็บไซต์ปลอม

– ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (จากเว็บไซต์จริงแต่ถูกกล่าวหาว่าปลอม) : ปี 2566 นี้ สำหรับการเมืองไทยถือเป็นปีที่สำคัญเพราะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรกันในวันที่ 20 มี.ค. 2566 ก่อนหน้าครบวาระ 4 ปี เพียง 3 วัน (23 มี.ค. 2566) จากนั้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศให้จัดการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 14 พ.ค. 2566

ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากทางสำนักงานเขตหรืออำเภอจะส่งเอกสารมาที่บ้าน อันเป็นขั้นตอนแบบดั้งเดิมแล้ว ทาง กกต. ได้จับมือกับ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ใช้เว็บไซต์ https://www.bora.dopa.go.th ของสำนักบริหารการทะเบียน ในการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเตรียมตัวให้พร้อม ดูว่าตนเองต้องไปลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้งใดจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปผิดสถานที่

แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็มีการแชร์กัน (ซึ่งจากตามภาพน่าจะเป็นการแชร์ทางแอปพลิเคชั่นไลน์) เป็นข้อความที่บอกว่า “ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้แล้วตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2566 อย่าตรวจนะ มันให้กรอกเลขบัตรประชาชน เดี๋ยวเขตส่งมาให้เราเอง (เว็บไซต์อันตราย)” อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จบลงได้รวดเร็ว เพราะ Link https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/ ที่ถูกอ้างว่าเป็นเว็บไซต์ปลอมนั้น ได้รับการยืนยันจากทั้ง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมาย​ประชาชน (iLaw) ในวันที่ 21 เม.ย. 2566 ว่าเว็บนั้นเป็นของจริง สามารถเข้าไปตรวจสอบได้จริง

ภาพที่ 2 : Steepling Hands ท่ามือเสริมบุคลิก ถูกโยงว่าเป็นสัญลักษณ์ขององค์กรลับ “อิลลูมินาติ”

– เหล่าผู้นำระดับโลกล้วนเป็นสมาชิก อิลลูมินาติ” โดยดูได้จากท่ามือที่พวกเขาแสดง : เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ อิลลูมินาติ (Illuminati)” องค์กรลับที่ว่ากันว่าประกอบด้วยชนชั้นนำ (Elite) ในแวดวงต่างๆ ทั้งการเมือง ธุรกิจ สื่อมวลชน บันเทิง ฯลฯ เพื่อบงการความเป็นไปของโลกอยู่ในเงามืด นี่คือหนึ่งใน ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)” ที่มีคนเชื่อมากที่สุดในโลก แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยมีหลักฐานใดๆ ที่ชื้ชัดได้เลยว่าองค์กรอิลลูมินาติมีอยู่จริงก็ตาม

สำหรับประเทศไทย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 นอกจากจะเกิดเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดอย่าง พรรคก้าวไกล ได้ที่นั่ง สส. ในสภา มากเป็นอันดับ 1 แล้ว ชื่อขององค์กรอิลลูมินาติก็กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อมีการแชร์ภาพ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ในเวลานั้น) และภาพผู้นำของอีกหลายประเทศ เช่น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ , อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล , ประธานาธิบดีตุรกี (ทูร์เคีย) เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน เป็นต้น ทำท่ามือในลักษณะที่คล้ายกัน โดยอ้างว่านั่นเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างขององค์กรลับดังกล่าว

แต่จริงๆ ท่ามือที่เห็นไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร โดยมันถูกเรียกว่า The Hand Steeple (หรือ The Hand Steeple Gesture , Steepling Hands) และได้รับการอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและบุคลิกภาพ ว่าเป็นท่าที่บรรดาผู้นำทั้งแวดวงการเมืองและธุรกิจชอบใช้เพื่อแสดงความมั่นใจของตนเอง อาทิ บทความ 5 body language behaviors from a retired FBI agent to help improve your confidence เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2561 อ้างอิงเนื้อหาจากหนังสือ The Dictionary of Body Language (ฉบับแปลไทยใช้ชื่อว่า “พจนานุกรมอ่านคนตั้งแต่หัวจรดเท้า”)  

หนังสือเล่มดังกล่าวซึ่งเขียนโดย โจ นาวาร์โร (Joe Navarro) อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ได้อธิบายความหมายของ The Hand Steeple ไว้ว่า The Hand Steeple คือการทำท่ามือโดยวางประกบปลายนิ้วของมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน กางฝ่ามือสองข้างออก แล้วงอมือเพื่อให้ปลายนิ้วมือดูเหมือนยอดแหลมของโบสถ์ นี่เป็นการแสดงความมั่นใจแบบสากลและมักใช้โดยผู้ที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำ และท่ามือนี้ยังเป็นท่าที่ อังเกลา แมร์เคิล ผู้นำเยอรมนี มักใช้บ่อยครั้ง

หรือบทความ 7 HAND GESTURE BODY LANGUAGE TIPS TO INFLUENCE COMMUNICATION บนเว็บไซต์ sandygerber.com ของ แซนดี เกอร์เบอร์ (Sandy Gerber) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารชาวแคนาดา อธิบายไว้ว่า Steepling Hands เป็นคำที่บัญญัติโดย ศ.เรย์ เบิร์ดวิสเทล (Prof.Ray Birdwhistell) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาภาษากายของมนุษย์ ว่า เป็นท่าที่นิ้วของมือข้างหนึ่งกดเบาๆ กับนิ้วของมืออีกข้างและก่อตัวเป็นยอดแหลมของโบสถ์ 

โดย ศ. เบิร์ดวิสเทล ตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มองว่าตัวเองมีชื่อเสียงและอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงจะใช้ท่าทางที่เรียบง่าย และมักจะใช้ตำแหน่งนิ้วชี้ที่จำกัดเพื่อแสดงทัศนคติที่มั่นใจ อีกทั้ง ท่า The Hand Steeple ยังมี 2 รุปแบบ คือ “Raised Steeple” เมื่อยกนิ้วขึ้นที่ด้านหน้าของหน้าอก ผู้พูดกำลังแสดงความคิดเห็นและความคิด ขอแนะนำให้ใช้ท่านี้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากท่านี้อาจสื่อถึงความเย่อหยิ่งหรือทัศนคติที่รู้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากศีรษะของบุคคลนั้นเอียงไปด้านหลัง กับ “Lower Steeple” เมื่อนิ้วอยู่ในตำแหน่งท่อนล่างรอบเอว บุคคลนั้นมักจะฟังมากกว่าพูด ที่น่าสนใจคือ การวิจัยระบุว่าผู้หญิงมักจะใช้ท่า Lower มากกว่า Raised

ภาพที่ 3 : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง วอนหยุดแชร์ข่าวลวงวนซ้ำเรื่องแบคทีเรียกินเนื้อคน


– ระยองกับข่าวลวงวนซ้ำเรื่องแบคทีเรียกินเนื้อคน 
: อย่างที่ทราบกันดีว่าระยองเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนรักการพักผ่อนริมชายหาดและกินอาหารทะเล และข้อมูลข่าวสารนั้นก็ถือเป็นเรื่องอ่อนไหวอาจกระทบต่อการท่องเที่ยวได้ ซึ่งในปี 2566 ทางสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองชี้แจงติดต่อกันทั้งในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากยังมีการแชร์วนซ้ำ

โดยเนื้อหาข่าวลวงนั้นคือ เชื้อ vibrio valnificus ระยองมีแล้ว 2 ราย เสียชีวิตทั้ง 2 ราย รพ.ระยอง 1 ราย รพ.แกลง 1 ราย แบคทีเรียในนํ้าทะเลกำลังบูม ช่วงนี้งดทานพวกหอยสดทุกชนิด โดยเฉพาะหอยนางรมสด หอยแครง และอาหารทะเลสุกๆดิบๆ พร้อมกับภาพผู้ป่วยดูน่าสยดสยอง ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน จ.ระยอง ก็ชี้แจงในวันที่ 13 ก.ย. และ 6 ต.ค. 2566 ย้ำว่า ภาพที่แชร์นั้นเป็นภาพผู้ป่วยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จากการถูกของทิ่มแทง ได้รับการรักษาช้าจนมีเนื้อเยื่อตาย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข่าวแบคทีเรียกินเนื้อคนของ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) หรือสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบัน จ.ระยอง ยังไม่พบผู้ป่วยเสียชีวิตจากเชื้อ vibrio valnificus ตามที่เป็นข่าว อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือประชาชนที่มีบาดแผลเปิด งดลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด เพราะแผลอาจติดเชื้อได้

ส่วนที่มีการอ้างถึง CDC นั้น เนื่องจากในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน (1 ก.ย. 2566) ทาง CDC ได้เผยแพร่บทความ Severe Vibrio vulnificus Infections in the United States Associated with Warming Coastal Waters : Emergency Preparedness and Responseเนื่องจากช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. 2566 สหรัฐฯ เผชิญกับอุณหภูมิพื้นผิวทะเลชายฝั่งที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยและคลื่นความร้อนที่แผ่กว้าง และบรรดามลรัฐชายฝั่งตะวันออกหลายแห่ง เช่น คอนเนตทิคัต นิวยอร์ก และนอร์ทแคโรไลนา พบรายงานการติดเชื้อ Vibrio valnificus ซึ่งจำนวนมากเกิดขึ้นหลังจากบาดแผลเปิดสัมผัสกับน่านน้ำชายฝั่ง หรือบางส่วนเกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารทะเลดิบหรือปรุงไม่สุก หรือมีสาเหตุที่ไม่ชัดเจน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ประเทศไทย) ระบุว่า Vibrio valnificus เป็นเชื้อแบคทีเรีย อยู่ในตระกูล (Family) Vibrionaceae ติดสีแกรมลบ รูปร่างแท่ง เชื้อนี้ทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษ พบอัตราการป่วยตายสูงถึงร้อยยละ 75 โดยธรรมชาติเชื้อนี้อาศัยอยู่ในน้ำทะเลและน้ำกร่อย ผู้ป่วยได้รับเชื้อจากการกินอาหารทะเลดิบ (โดยเฉพาะหอยนางรม) และทางบาดแผลที่สัมผัสกับเชื้อในแหล่งน้ำ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารทะเลดิบ และการสัมผัสน้ำทะเลและน้ำกร่อยเมื่อมีบาดแผล

 ภาพ 04 : หลากหลายเหตุการณ์ (ทั้งจริงและลวง) ที่อ้างว่าเกิดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 3 ต.ค. 2566 
 

– “3 ตุลา 2566 วันสยาม (สแควร์) วิปโยคเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นพร้อมกัน : ตามภาพจะเห็นการแชร์กันถึง 5 เหตุการณ์ แต่ในความเป็นจริง มีเพียงเหตุกราดยิงที่สยามพารากอน เพียงเหตุการณ์เดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้นในวันที่ 3 ต.ค. 2566 และเกิดขึ้นในสถานที่ที่ถูกเรียกว่าสยามสแควร์อย่างชัดเจนในขณะที่เหตุการณ์อื่นๆ ไล่ตั้งแต่ สามย่านมิตรทาวน์มีคนเอามีดไล่แทง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันอื่นก่อนหน้าวันที่ 3 ต.ค. 2566 , 

สยามไฟไหม้ ในวันที่ 3 ต.ค. 2566 ไม่มีสำนักข่าวใดรายงานข่าวนี้ มีเพียงกรณีที่ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง (MBK) ชี้แจงภาพกลุ่มควันบริเวณอาคารของห้างที่ถูกแชร์กันไปว่าเกิดไฟไหม้ ว่าเกิดจากการทำงานของเครื่อง Cooling Tower ที่ทำให้เกิดกลุ่มไอน้ำในอากาศ , สยามน้ำท่วม เรื่องนี้เป็นได้ทั้งข่าวลวง หรือจะว่าข่าวจริงบางส่วนก็ได้ เพราะคำว่าสยาม (หรือสยามสแควร์) ไม่ได้แหล่งข้อมูลใดระบุไว้ชัดเจนว่าครอบคลุมถึงไหนบ้าง 

โดยในวันดังกล่าว ทางสำนักงานเขตปทุมวัน ส่งเจ้าหน้าที่เข้าแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมขังในบริเวณ(1) ถนนพระรามที่ 4 ตั้งแต่เเยกมหานคร ถึงบ่อนไก่ (2) ถนนพระรามที่ 1 บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ (3) ถนนพญาไท บริเวณหน้าศูนย์การค้า MBK (มาบุญครอง) และ (4) ถนนสายรอง บริเวณซอยรองเมือง 5 , อินดอร์สเตเดียมหัวหมากถล่ม แม้จะเกิดขึ้นจริงในวันที่ 3 ต.ค. 2566 แต่สถานที่ดังกล่าวอยู่ในเขตบางกะปิ ไม่ใช่บริเวณที่ถูกเรียกว่าสยาม (หรือสยามสแควร์) ที่อยู่ในเขตปทุมวันแต่อย่างใด

ภาพ 05 : ‘สวีเดน’ บรรจุ ‘เซ็กซ์’ เป็นกีฬา ข่าวที่ลือกันสนั่นช่วงเดือนมิถุนายน 2566 แต่สุดท้ายแค่เข้าใจคลาดเคลื่อน

– เซ็กซ์” ก็เป็นกีฬาได้นะสวีเดนเขารับรองแล้ว : ย้อนไปในเดือน มิ.ย. 2566 มีข่าวที่ฮือฮากันมากคือ ประเทศสวีเดนบรรจุให้ เซ็กซ์ หรือการมีเพศสัมพันธ์ เป็นกีฬาแล้วอย่างเป็นทางการ โดยอ้างถึงการแข่งขันเซ็กซ์ชิงแชมป์ยุโรป (European Sex Championship) แถมมีการก่อตั้ง สหพันธ์เซ็กซ์แห่งสวีเดน (The Swedish Sex Federation หรือ Svenska Sexförbundet) เพื่อเป็นสมาคมกีฬาดังกล่าวของแดนไวกิ้งอีกต่างหาก จนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่สื่อมวลชนไทยก็ยังแปลมาเผยแพร่ต่อ

อย่างไรก็ตาม แอนนา เซ็ทซ์แมน (Anna Setzman) โฆษกของสมาพันธ์กีฬาสวีเดน (Swedish Sports Confederation) องค์กรกลางในแวดวงกีฬาของสวีเดนที่รับจดทะเบียนสมาคมกีฬาชนิดต่างๆ (เช่นเดียวกับในไทยที่มีการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. เป็นองค์กรกลางรับจดทะเบียน) ที่ออกมายืนยันว่าข่าวดังกล่าวเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน และสวีเดนยังไม่มีการรับรองเซ็กซ์เป็นกีฬาอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน (Misinformation) เพราะด้านหนึ่งมีการจัดการแข่งขันที่ว่านี้ไหม? คำตอบคือมี แต่ถูกจัดโดยสหพันธ์เซ็กซ์แห่งสวีเดน ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ได้รับการรับรองจากสมาพันธ์กีฬาสวีเดน (ให้อธิบายง่ายๆ คือมีองค์กรและองค์กรนั้นพยายามจัดแข่ง แต่องค์กรที่ว่าไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่) ส่วนความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็น่าจะเกิดมาจากกรณี The Times of India หนังสือพิมพ์ชื่อดังฉบับหนึ่งในอินเดีย พาดหัวข่าว Sweden Will Soon Host the European Sex Championship ในวันที่ 4 มิ.ย. 2566 

ปัญหาคือบรรทัดแรกของข่าวนี้เริ่มบรรยายว่า Sweden has formally recognised sex as a sport and will stage its first-ever sex tournament the following week. (สวีเดนยอมรับการมีเพศสัมพันธ์เป็นกีฬาอย่างเป็นทางการและจะจัดการแข่งขันการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในสัปดาห์หน้า) มีการใช้คำว่า “formally” ที่แปลว่า “อย่างเป็นทางการ” ขยายความคำว่า “recognise” ที่แปลว่า “ยอมรับ” ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าทางการสวีเดนยอมรับเซ็กซ์เป็นกีฬาแล้ว

“มิตซูบิชิ (Mitsubishi)” หรือ “มิตูบิชิ (Mitubishi)”

– รถไฟฟ้าทรงกลมๆ น่ารัก ไม่ได้ผลิตโดยมิตซูบิชิ : เรื่องนี้ขอแถมให้เพราะเป็นเรื่องที่ผู้เขียนค้นหาข้อมูลแล้วพบว่าซับซ้อนกว่าที่คิด (อ่านได้ที่บทความ ‘รถไฟฟ้า2ที่นั่งรูปทรงน่ารัก’ไม่ได้ผลิตโดย‘มิตซูบิชิ’ โปรดสังเกต‘โลโก้-ชื่อ’ดูให้ชัวร์ก่อนแชร์) เริ่องราวเริ่มต้นเมื่อสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งโพสต์ข้อความอ้างถึงงาน Motor Expo 2023 ว่า มิตซูบิชิเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 2 ที่นั่ง รัศมีการมอง 360 องศา สีหวานพาสเทล 

แน่นอนข่าวนี้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งผู้เขียนเองยังเกือบแต่งตัวออกจากที่พักไปดูตัวจริงที่งาน แต่ก็สะดุดตากับตัวหนังสือเหนือโลโก้ และเมื่อลอง Crop ภาพมาซูมดู ก็พบว่า “ตัวอักษร S หลังตัวอักษร T” หายไป ดังนั้นแทนที่จะอ่านว่า “มิตซูบิชิ (Mitsubishi)” ก็เลยต้องอ่านว่า “มิตูบิชิ (Mitubishi)” แทน สุดท้ายเรื่องก็กระจ่างมาประการหนึ่งคือมิตซูบิชิไมได้ผลิตรถรุ่นนี้แน่นอน เพราะคงไม่มีผู้ผลิตรายใดยอมให้สะกดชื่อบริษัทตัวเองผิดแล้วนำสินค้ามาโชว์แบบนี้แน่ๆ 

อีกทั้งหากมาเปิดตัวจริง เพจเฟซบุ๊กของมิตซูบิชิ (ประเทศไทย) มีหรือจะไม่ถ่ายภาพมาโปรโมท เพราะก็บอกอยู่ว่าเปิดตัว และงานอย่าง Motor Expo ก็คือเวทีแสดงศักยภาพของบรรดาค่ายรถต่างๆ อยู่แล้ว และยิ่งชัดขึ้นเพราะสำนักข่าวออนไลน์แห่งนั้นน่าจะลบข่าวทิ้งไปแล้วเนื่องจากกลับไปไล่ค้นในเพจเฟซบุ๊กแต่ไม่เจอ (คงทราบภายหลังว่าเข้าใจผิด) เรื่องนี้สำหรับผู้เขียนมองว่าน่าสนใจใน 2 ประเด็น 

1.เป็นอุทาหรณ์ทั้งต่อสื่อมวลชนและคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะแชร์อะไรคงต้องรอบคอบมากๆ ดูกันแบบละเอียดสุดๆ ซึ่งก็น่าเป็นห่วงเพราะปัจจุบันคนใช้อินเตอร์เน็ตผ่านจอโทรศัพท์มือถือมากกว่าจอคอมพิวเตอร์ ภาพตัวหนังสือจะดูเล็กกว่าการเปิดในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้สังเกตสิ่งผิดปกติได้ยากกว่า กับ 2.การตรวจสอบข้อมูลจริง –ลวง มีแนวโน้มยากขึ้นในอนาคต เพราะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การปลอมแปลงเนียนยิ่งขึ้น อย่างภาพรถคันนี้ก็มีการกล่าวอ้างว่าใช้ AI ทำขึ้น แต่ผู้เขียนเองก็ไม่ทราบว่าจะตรวจสอบในประเด็นนี้ได้อย่างไร ยังดีว่าเขียนชื่อยี่ห้อผิดเลยรู้ว่าเป็นข่าวลวง ถ้าเขียนถูกขึ้นมานี่น่าเป็นห่วงเลยทีเดียว

นักการเมืองได้บำนาญเป็นกอบเป็นกำ (จริงหรือ?)

– บำนาญของนักการเมือง : เรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้ค้นหาข้อมูลเอง เป็นงานของคุณกุลธิดา สามะพุทธิที่ผู้เขียนอ่านแล้วน่าสนใจดีเลยอยากแถมให้อีกเรื่อง (ค้นหาได้ในชื่อบทความ “ชำแหละข่าวลวงวนซ้ำเรื่อง “บำเหน็จบำนาญ สส.” ตัวเลข (เท็จ) นี้มีที่มา) สรุปคร่าวๆ คือนี่เป็นหนึ่งในข่าวลวงที่ถูกแชร์วนซ้ำมากที่สุด (ซึ่งอาจเป็นเพราะภาพจำของนักการเมืองในสายตาคนไทยค่อนข้างไปทางลบอยู่แล้ว เลยอารมณ์ขึ้นทันทีเมื่อเห็นข้อมูลนี้แล้วก็อาจแชร์ต่อกันโดยไม่ตรวจสอบ) และที่น่าสนใจคือ เป็นข่าวที่ผสมกันระหว่างข้อมูลจริงกับเท็จ อย่างแนบเนียน

โดยข้อมูลตามภาพเป็นนำส่วนที่เป็นเรื่องจริง (เป็นกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้จริง) คือ พ.ร.ฎ.เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการ พ.ศ. 2555 มาผสมกับส่วนที่ไม่ใช่เรื่องจริง (เป็นเพียงร่างกฎหมายแต่ถูกตีตกไปแล้วไม่ได้ออกมาบังคับใช้) คือ “(ร่างพ.ร.ฎ.บำเหน็จบำนาญ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธาน และรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. .. ซึ่งร่างกฎหมายนี้มีสูตรคำนวณบำนาญนักการเมือง และเมื่อนำสูตรนี้ไปคำนวณจากรายได้ต่อเดือนตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ ก็ได้เป็นจำนวนบำนาญตามที่ปรากฏในข้อมูลที่แชร์กันนั่นเอง

บทสรุปจากตัวอย่าง 5 + 2 เรื่อง ที่ยกมานี้ ผู้เขียน (Zhang Taehun) มองเห็นทั้ง ข้อกังวลเดิม คือ ข่าวลวงจะเก่าแค่ไหน  แปลกเพียงใด ก็มีคนพร้อมจะแชร์เสมอหากเข้ากับอารมณ์ขณะนั้น ไม่ว่าความโกรธ – ความชัง (ข่าวที่เกี่ยวกับการเมือง เช่น อิลลูมินาติ , เช็คสิทธิ์เลือกตั้ง , บำนาญนักการเมือง ซึ่งคนแชร์อาจไม่ชอบหรือไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว เมื่อมีข่าวที่เห็นแล้วไม่พอใจเข้ามาก็แชร์ทันที) ความกลัว (ข่าวเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ กรณีโรคเนื้อเน่าที่ระยอง หรือข่าวเหตุร้ายต่างๆ แถวสยาม อาจแชร์ด้วยความห่วงใยคนที่รัก อยากให้ระมัดระวัง) แม้กระทั่งความสนุกสนานตลกขบขัน (ข่าวเรื่องสวีเดนรับรองเซ็กซ์เป็นกีฬา , ข่าวรถไฟฟ้ามิตซูบิชิ) 

แต่ขณะเดียวกันก็มี ความท้าทายใหม่” คือ “AI จะทำให้การปลอมแปลงข้อมูลทำได้แนบเนียนขึ้น” และเชื่อว่าหลังจากนี้คงเป็น งานหนัก  งานยาก” ของบรรดานักตรวจสอบข้อมูลทั้งหลายอย่างแน่นอน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://ilaw.or.th/node/6428 (เลือกตั้ง 66: เปิดปฏิทินการเลือกตั้งอย่างช้า เมื่อนายกฯ ยุบสภา 20 มี.ค. : iLaw 20 มี.ค. 2566)

https://www.bbc.com/thai/articles/c108pq06mp8o(เลือกตั้ง 2566 : เปิดปฎิทินเลือกตั้ง หลัง กกต. เคาะ 14 พ.ค. เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป : BBC 21 มี.ค. 2566)

https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG230417201557885 (กกต. แจ้งให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ส. สามารถตรวจสอบรายชื่อของตัวเองได้แล้ว ตั้งแต่ 18 เมษายนนี้ : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 17 เม.ย. 2566)

https://www.antifakenewscenter.com/นโยบายรัฐบาล-ข่าวสาร/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-อย่ากรอกข้อมูลตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง-เนื่องจากเว็บไซต์อันตราย/ (ข่าวปลอม อย่าแชร์! อย่ากรอกข้อมูลตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เนื่องจากเว็บไซต์อันตราย : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 21 เม.ย. 2566)

https://twitter.com/iLawclub/status/1649293737632358400 (ทวิตเตอร์ iLaw 21 เม.ย. 2566)

https://www.insider.com/body-language-how-to-improve-confidence-2018-8#hand-steepling-2 (5body language behaviors from a retired FBI agent to help improve your confidence : Insider 29 ส.ค. 2561)

https://sandygerber.com/7-hand-gesture-body-language-tips-to-influence-communication/ (7 HAND GESTURE BODY LANGUAGE TIPS TO INFLUENCE COMMUNICATION)

https://www.naewna.com/likesara/761237(‘สสจ.ระยอง’วอนโซเชียล หยุดแชร์ข่าวปลอม‘แบคทีเรียกินเนื้อคน’ : แนวหน้า 6 ต.ค. 2566)

https://www.facebook.com/Rayonghandmade/videos/1299717640907660/ (คลิปวีดีโอคำชี้แจงจาก นพ.สุนทร เหรียญภูมิการกิจ นายแพทย์สาธารณสุข จ.ระยอง : เพจ รู้เรื่องเมืองระยอง 13 ก.ย. 2566)

https://www.dailynews.co.th/news/2715942 (ข่าวเก่า! ยันแชร์ว่อน ‘แบคทีเรียกินเนื้อ’ เป็นเรื่องจริง แต่เป็นเหตุการณ์เมื่อ 5 ปีก่อน : เดลินิวส์ 13 ก.ย. 2566)

https://emergency.cdc.gov/han/2023/han00497.asp(Severe Vibrio vulnificus Infections in the United States Associated with Warming Coastal Waters : Emergency Preparedness and Response , CDC 1 ก.ย. 2566)

http://nih.dmsc.moph.go.th/login/showimgdetil.php?id=866 (ภัยร้ายจากเชื้อ Vibrio vulnificus : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 4 ก.ย. 2561)

https://blog.cofact.org/specialrrport18-66/ (‘3 ตุลาคม 2566’หลากหลายข่าวร้ายเกิดขึ้น แต่ก็มีทั้ง‘จริง’และ ‘ลวง’ : Cofact 4 ต.ค. 2566)

https://blog.cofact.org/specialreport6610/ (‘สวีเดน’ บรรจุ ‘เซ็กซ์’ เป็นกีฬา! จากเนื้อหาคลาดเคลื่อน (MISINFORMATION) สู่ข้อมูลผิดพลาดที่ถูกแชร์ไวแบบไฟลามทุ่ง : Cofact 21 มิ.ย. 2566)

https://factcheckthailand.afp.com/doc.afp.com.33JQ42C (สมาพันธ์กีฬาแห่งสวีเดนปฏิเสธคำขอให้เซ็กส์เป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ : AFP 10 ก.ค. 2566)

https://blog.cofact.org/specialreport25-66/(‘รถไฟฟ้า2ที่นั่งรูปทรงน่ารัก’ไม่ได้ผลิตโดย‘มิตซูบิชิ’ โปรดสังเกต‘โลโก้-ชื่อ’ดูให้ชัวร์ก่อนแชร์ : Cofact 14 ธ.ค. 2566)

https://blog.cofact.org/fake-news-on-parliamentarians-pension/ (ชำแหละข่าวลวงวนซ้ำเรื่อง “บำเหน็จบำนาญ สส.” ตัวเลข (เท็จ) นี้มีที่มา : Cofact 25 ก.ย. 2566)


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2566

คนเป็นโรคเบาหวานกินยาเป็นจำนวนมากเสี่ยงเป็นโรคไต…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5ir6zcmr15yl


เติมน้ำมันดีเซลบนเรือกลางแม่น้ำโขงที่รับมาจากบริษัท ปตท. ถูกกว่าไทยลิตรละ 10 บาท…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5nswgofubzjj


ยาปลุกเซ็กซ์ทำให้ผู้ป่วยเอดส์เป็นมะเร็ง…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/208yzbxc6xzpv


มะระขี้นกต้มรัอน แก้โรคมะเร็งได้…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/c4jduji7yxwd


น้ำตาลปี๊บ”ปลอม” ระบาดหนัก ระวังกันด้วย…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/goclzhug0os3#_=_


ท่าบิดกระดูกสันหลัง ทำให้หลับสบาย

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/3shq6c1c938jj


ข่อย แก้โรคฟัน รักษาฟันให้แข็งแรง แก้ปวดฟัน ใน 5 นาที…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2trnram3ejofa#_=_