‘หลักธรรมพุทธ’ในยุคดิจิทัล! รู้เท่าทันใจตนก่อนสื่อสารออกไป ลดปัญหา‘ข่าวลวง-ข้อมูลสร้างความแตกแยก’

27 ก.พ. 2567 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) จัดCofact Live Talk หัวข้อ “ธรรมะกับการรับมือข้อมูลยุค AI” เนื่องในโอกาสเทศกาลวันมาฆบูชาประจำปี 2567 ถ่ายทอดสดผ่านเพจ “Cofact โคแฟค” โดยมี พระมหานภันต์ สันติภัทโท ประธานกรรมการมูลนิธิ มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (มูลนิธิ สกพ.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นผู้นำสนทนา และมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) เป็นผู้ดำเนินรายการพร้อมด้วย เพชรี พรหมช่วย ผู้ดำเนินรายการธรรมในใจ ช่อง 33 , ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการมูลนิธิฟริดิชเนามัน ร่วมตั้งคำถาม เปิดประเด็นชวนคิดเพื่อรับมือปัญหาเส้นแบ่งความจริง-ความลวง ของข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลในยุคดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามา

พระมหานภันต์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง ศีลข้อ 4 (มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ)หมายถึง พึงงดเว้นจากการกล่าวคำเท็จ ส่อเสียด หยาบคายและเพ้อเจ้อ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการแชร์ข้อมูลเท็จ หรือแม้ไม่เชิงเท็จแต่เป็นการตีความจากเพียงบางมุมมองจนอาจกลายเป็นการเสี้ยมได้ ซึ่งคนที่แสดงความคิดเห็นอาจมองว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออกและมีคำถามว่าทำได้หรือไม่  

แม้สิทธิในการคิด การพูด หรือการนับถือศาสนา ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ แต่เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคมจะต้องคำนึงมากกว่ารัฐธรรมนูญ อย่างที่หลวงพ่อ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เคยเรียบเรียงหนังสือชื่อ ธรรมนูญชีวิตโดยภายในหนังสือจะมีธรรมะหลายหมวดที่แนะนำว่า “ธรรม” อย่างไรคนกับคนจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ทั้งนี้แนวคิดของศาสนาพุทธ เห็นว่า มุสาวาทหักรานประโยชน์ หมายถึงเมื่อกล่าวคำเท็จทำให้คนพลาดจากความจริง 

แม้แต่คำว่า “White Lie (โกหกสีขาว)” ทำไปด้วยเจตนาดีก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ดังตัวอย่างของ มะนาวโซดารักษามะเร็ง จริงอยู่ที่คนส่งต่อข้อความนี้อาจทำให้ไปด้วยความหวังดีไม่ได้คิดร้าย แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเสียชีวิตเพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี แต่ไปเชื่อข้อความที่ถูกส่งมาจากบุคคลที่ตนเองคิดว่าเชื่อถือได้ หรือหากขยายระดับผลกระทบให้รุนแรงขึ้น ในศาสนาพุทธมีคำว่า สังฆเภท หมายถึงทำให้คณะสงฆ์แตกแยกกัน ซึ่งจัดเป็น อนันตริยกรรม คือกรรมที่หนักที่สุด 

โดยมีเรื่องเล่าเป็นอุทาหรณ์ในพระธรรมบท ว่าด้วยพระสงฆ์ 2 รูป เคยรักใคร่กันมากเหมือนพี่น้อง ต่อมามีพระสงฆ์รูปที่ 3 เริ่มพูดจายุแยงทีละเล็กทีละน้อย เข้าทำนอง น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อนสุดท้ายพระทั้ง 2 รูปที่เคยรักกันก็แตกแยกกัน และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมศาสนาพุทธจึงย้ำเรื่องพึงงดเว้นจากการกล่าวคำเท็จ ส่อเสียด หยาบคายและเพ้อเจ้อ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็น วจีทุจริต ทั้งสิ้น 

ขณะที่ กาลามสูตร หลักธรรมเตือนสติที่ว่าด้วยการอย่าเพิ่งเชื่อเพราะเหตุต่างๆ รวม 10 ประการ ซึ่งตามบทกวีของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ได้เรียบเรียงจนจดจำได้ง่ายว่า หนึ่งฟังตามกันมาอย่าได้เชื่อ สองทำกันทุกเมื่อ เชื่อไม่ได้ สามตื่นข่าวป่าวมาอย่าเชื่อไป สี่อย่าไว้ใจแม้แต่ตำรา ห้าอย่าเชื่อเพราะเดาเอาเองเล่น หกกะเกณฑ์คาดคะเนไว้ล่วงหน้า เจ็ดเพราะนึกตรึกตรองหรือตรวจตรา แปดเพราะว่าต้องตามธรรมเนียมตน เก้าอย่าเชื่อเพราะเพื่อควรเชื่อเขา สิบครูเราแท้แท้มาแต่ต้น ก็ใช่จักเชื่อได้น้ำใจคน จงเชื่อผล เชื่อเหตุ สังเกตเทอญในส่วนท้ายที่ว่า จงเชื่อผล เชื่อเหตุ สังเกตเทอญ” จะมีข้อควรพิจารณา ดังนี้

1.เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น สิ่งที่แนะนำกันมา บัณฑิตหรือวิญญูชนมีความเห็นอย่างไรตำหนิติเตียนหรือไม่ กับ 2.เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง ลองปฏิบัติแล้วพบว่าเป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ ส่วนคำถามที่ว่า จะวางใจอย่างไรกับข้อมูลที่เข้ามา? ขอฝากข้อคิดไว้ว่า ผู้นำต้องวางตนเป็นแบบอย่าง อย่างพระสงฆ์สมัยโบราณ เมื่อมีใครจะเข้ามานินทาคนนั้นคนนี้ ท่านจะบอกว่าไม่ขอรับฟัง เพราะไม่ต้องการสนับสนุนวัฒนธรรมการนินทาลับหลัง แต่หากมาบอกด้วยความประสงค์ดี ถามว่าจะทำอย่างไรดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่เมื่อได้ยินได้ทราบข้อมูลแล้ว ตัวเราเองต้องเป็นอย่างที่คำโบราณว่าไว้ 1.พกหินในอกอย่าพกนุ่น จิตใจต้องหนักแน่น 2.ดีอยู่ที่ปาก-ทุกข์ยากอยู่ที่มือ หมายถึงได้รับข้อมูลอะไรมาก็ไม่ใช่ถึงกับต้องทิ้งไปเลยในทันที แต่ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนั้นก่อน นอกจากนั้น ยังมีหลักธรรมเรื่อง สาราณียธรรม ที่ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันได้ดีของคน ประกอบด้วย 1.เมตตากายกรรม แสดงออกต่อกันด้วยดี 2.เมตตาวจีกรรม พูดกันดีๆ 3.เมตตามโนกรรม คิดดีต่อกัน 4.สาธารณโภคี เอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน 5.สีลสามัญญตา ประพฤติเสมอกันไม่มีหลายมาตรฐาน และ 6.ทิฏฐิสามัญญตา ความเห็นความเข้าใจเสมอกัน

“3 ข้อแรก ปกติในพุทธศาสนาพูดถึงเรื่องใจก่อน แต่พอเป็นสาราณียธรรม พระพุทธเจ้าพูดเรื่องกายก่อน นี่คือน้ำหนักของลำดับที่เห็นว่าภายนอกต้องแสดงออกกันให้ดีก่อนนะ ต้องพูดกันดีๆ แล้วค่อยมาถึงใจ ไม่ได้เอาใจขึ้นก่อน” พระมหานภันต์อธิบาย

คำถามต่อมา ผู้ดูแลชุมชนออนไลน์ควรจะมีบทบาทอย่างไรบ้าง? เพราะปัจจุบันมีการตั้งชุมชนทำนองนี้จำนวนมาก เช่น เพจหรือกลุ่มในเฟซบุ๊ก พระมหานภันต์ให้ข้อคิดจากประสบการณ์ที่เป็นแอดมินกลุ่มแบบนี้เช่นกัน ว่า ที่ผ่านมาจะย้ำเสมอ โยมไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกับอาตมา แต่เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยจะไม่บล็อกผู้เห็นต่าง เว้นแต่ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำหยาบคายล้วนๆ โดยไม่ได้ฟังอะไรเลย แต่ก็จะให้โอกาสด้วยการเตือนก่อน หากยังทำซ้ำเป็นครั้งที่ 3 จึงจะบล็อก

หรือเมื่อเกิดกรณีสมาชิกใช้ถ้อยคำส่อเสียด ยุให้คนนั้นผิดใจกับคนนี้ ก็จะเตือนว่า อาตมาไม่อยากอยู่ในสังคมที่คนพร้อมแทงข้างหลัง แต่เราควรอยู่กันแบบกัลยาณมิตร โดยสรุปแล้ว การสื่อสารนั้นคือพลังการเปลี่ยนแปลงโลก และเราสามารถช่วยกันได้ เริ่มตั้งแต่ ในครอบครัว เช่น เมื่อลูกมาเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าไปโรงเรียนแล้วไปพูดอะไรที่เป็นการล้อเลียนกลั่นแกล้งรังแก (Bully) ผู้อื่น ก็อาจเตือนว่าไม่ควรพูดแบบนั้น แล้วก็จะค่อยๆ ขยายวงออกไป จนทุกคนรับรู้ได้ว่าสิ่งใดไม่สมควรทำ อย่างในอดีตที่เคยมีการล้อเลียนรูปร่างหน้าตากัน แต่ต่อมาเราก็ตระหนักได้ว่าไม่ควรไปสร้างเรื่องตลกโดยทำร้ายความรู้สึกใคร

“อาตมาเชื่อว่าวันนี้ประเทศไทยเติบโตมามาก เพราะหลายเรื่องที่สมัยก่อนย้อนกลับไปเราจะไม่กล้าพูดถึงกัน วันนี้เราพูดถึงกันแล้ว ด้วยความเคารพก็มี ด้วยความเข้าใจก็มี ด้วยความไม่เข้าใจก็มี แต่อาตมาเชื่อว่าอันนี้มันเป็นแนวทางที่เห็นแล้วว่าคนเริ่มเห็นทั้งเสรีภาพและความรับผิดชอบ และในมุมอาตมา ฝากหนังสือ ‘เมื่อวินัยไม่มีเสรีภาพก็หายไป’ ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ท่านยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าตรงนี้ทุกคนมีเสรีภาพ แต่ถ้าทุกคนไม่ฟังกันเลย เสรีภาพในการพูดนั้นไม่มีประโยชน์เลย คือถ้าไม่มีวินัย ไม่รักษากติกาว่าพูดทีละคนจะได้ฟังกัน ถ้าทุกคนนึกอยากจะพูดอะไรก็พูด ไม่ยกมือ ไม่ฟังใคร สุดท้ายต่อให้มีเสรีภาพในการพูดมันก็ไม่มีความหมายใด” พระมหานภันต์ กล่าว

พระมหานภันต์ ยังฝากข้อคิดโดยอิงไปกับชื่อหัวข้อการสนทนาในครั้งนี้อย่าง “ธรรมะกับการรับมือข้อมูลยุค AI” ว่า คำว่า “AI” ในที่นี้ไม่ใช่ “Artificial Intelligence” หรือปัญญาประดิษฐ์ แต่อยากเสนอให้เป็น “Arahat Intelligence” หรือปัญญาของพระอรหันต์ หมายถึง พระผู้ซึ่งปราศจากกิเลส กล่าวคือ เมื่อรู้อะไรก็เพียงรู้ โดยไม่มีคำว่าชอบหรือชังเข้ามาอยู่ด้วย เพราะเมื่อเรารับรู้ว่ามีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นหลากหลาย หากเราไม่ระวัง เราก็จะไม่ชอบกลุ่มที่เราไม่ชอบ 

และหากยิ่งตัวเราเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีอิทธิพลในสังคม การไม่ระวังแบบนี้ก็จะกลายเป็นตัวเราที่ทำให้คนในสังคมทะเลาะกัน เช่น เราไม่ชอบคนกลุ่มนี้ ก็ยุยงให้สมาชิกในกลุ่มเกลียดแบบเดียวกับตนเองด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เกิดมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ เข้าใจได้ว่าปุถุชนอย่างไรก็ต้องมีความรู้สึกอยู่บ้าง แต่อย่าใช้ความชอบหรือไม่ชอบไปสร้างผลดีหรือผลร้ายกับคนกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตาม การปล่อยวางก็ไม่ใช่การปล่อยปละละเลยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอนสามารถทักท้วงได้ แต่การทักท้วงก็ต้องมีศิลปะในการสื่อสารอีก อย่านำเรื่องการเป็นคนตรงหรือจริงใจไปปนกับการเป็นคนที่ไม่นึกถึงใจผู้อื่นหรือไม่รู้จักกาลเทศะ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสหลักไว้ในอภัยราชกุมารสูตร ความว่า ที่ตถาคตกล่าว 1.ต้องจริง 2.ต้องมีประโยชน์ 3.คนฟังชอบใจ-ไม่ชอบใจ พระองค์ไม่ได้ถือเป็นสำคัญ บางทีถ้าจริงและมีประโยชน์ อันสุดท้ายที่เป็นตัวพิจารณาสำคัญคือดูกาลเทศะ ถ้ามันจริงและมีประโยชน์ ต่อให้พูดไปแล้วคนฟังไม่ชอบ พระพุทธเจ้าพิจารณาแล้วว่ามันเป็นเวลาที่ควรจะพูดเรื่องนี้พระองค์ก็พูด แต่ในขณะที่ที่ประชุม ไม่พูดในที่ประชุมแล้วไปพูดกันข้างนอก มันจะแก้ปัญหาอะไรได้ หรือถ้าเกิดคิดว่าการนินทาหนึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสารไปถึงหัวหน้าหรือผู้บริหารก็ว่ากันไป แต่ถ้าถามอาตมา เราควรจะปลูกฝังวัฒนธรรมที่จริง มีประโยชน์ พระมหานภันต์ กล่าว

หมายเหตุ : สามารถรับชมคลิปการสนทนาธรรมCofact Live Talk หัวข้อ ธรรมะกับการรับมือข้อมูลยุค AI” ได้ที่ Link https://www.facebook.com/CofactThailand/videos/3364914970467853?locale=th_TH

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร สามารถติดต่อทางน้ำลายได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2hz5nmij6cx1w


จะมีพายุฤดูร้อนทั่วไทยตอนบน ช่วงวันที่ 24-26 กพ.67 นี้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1il3fch3x4gsm


จังหวัดระยองมีผู้ติดเชื้อ Vibrio Valnificus ที่มาจากหอยแครงและหอยแมลงภู่ 2 ราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3p7rvkrn1wabz


ดื่มน้ำโซดาช่วยให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1u7yk49eiotdy#_=_


ผลิตภัณฑ์ยาลม 300 จำพวก หรือยาอายุวัฒนะ ตราปานเทพ เป็นยาตำรับช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียน สร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีภูมิต่ำ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/oyvzabeq8aga#_=_


ระวังการสแกนจ่าย QR CODE เสี่ยงโดนดูดเงินหมดบัญชี …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2e400wfrc98ml#_=_


กฟภ. ส่ง SMS แจ้งมิเตอร์ไฟฟ้าเสี่ยงชำรุด คิดค่าไฟเกินจริง ให้ติดต่อเปลี่ยนมิเตอร์ฟรี พร้อมรับเงินคืน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1uu7xpkftqxy7


 ผู้มีบัตรทองสามารถจองคิวพบแพทย์ผ่านแอปฯ หมอพร้อมและเป๋าตังได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3a91okfmlxiui


 สธ. แจกถุงยางฟรี ผ่านตู้กดสินค้าอัตโนมัติ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/39iyndlbtv6ic


 ล้างจมูกเด็กด้วยน้ำเกลืออย่างถูกวิธี บรรเทาหวัด ขจัดเชื้อโรค

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4ri5azkuman#_=_


 สัญญาณภัยแล้ง ลำน้ำมูลแห้งขอด สันดอนดินทรายโผล่เห็นชัด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ltrvsux2cmec


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567

ดื่มน้ำยางจากกล้วย รักษาโรคกระเพาะและกรดไหลย้อนได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่

https://cofact.org/article/fldbs9um0juj


รัฐหลอกให้ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา เพื่อจะเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1qu23atd1ew6n


สธ. เปิดเพจเฟซบุ๊กศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ – ศอตช….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/126uvm5tagh20


ผู้บริหารสำนักงาน ก.ล.ต. ส่งแชทไลน์ชักชวนลงทุน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2d5f2zews1lm4


 สปสช. เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ด้านมะเร็ง 5 รายการ ปี 2567

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1bbfejzt92qq9


 สิทธิประกันสังคมสามารถผ่าตัดเส้นเลือดสำหรับฟอกไตได้ฟรี ที่ รพ. ลานนา

อ่านต่อได้ที่

https://cofact.org/article/1flyaz85jbqf1


 กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกัมพูชา จัดตั้ง Hotline แก้ปัญหาฝุ่นหมอกควันข้ามพรมแดน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2w3s0vijp6n0n


ดื่มกาแฟแล้วใจสั่นอันตราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2psh44g63zvcq


มอง‘AI’ในมุม‘คริสตศาสนา’ สิ่งสำคัญกว่าเครื่องมือคือ‘มโนธรรม’ของมนุษย์

13 ก.พ. 2567 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) จัด Live Talk หัวข้อ “สาส์นจากพระสันตปาปาว่าด้วย AI” ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพฯ พร้อมถ่ายทอดผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค(ประเทศไทย) ดำเนินรายการ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อต้นปี 2567 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ได้ออกสาส์นในวันสันติภาพสากล ว่าด้วยเรื่องปัญญาประดิษฐ์และสันติภาพ ข้อห่วงใย หลักธรรมของคาทอลิกที่มีต่อเรื่องพัฒนาทางการทางเทคโนโลยี ซึ่งมีความน่าสนใจและน่าศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

นอกจากนี้ หลายคนอาจเคยเห็นสื่อต่างประเทศพาดหัวข่าวตั้งคำถามว่าเหตุใดพระสันตะปาปาจึงกลายเป็นที่นิยมในการนำไปทำภาพที่สร้างด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น มีภาพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส สวมชุดแบรนด์เนมดัง ซึ่งไม่ใช่ภาพจริงแต่มีคนเชื่อด้วยความเข้าใจผิดเป็นจำนวนมาก นี่คือตัวอย่างหนึ่งของโลกเสมือนจริงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาของการพูดคุยในครั้งนี้

โดย บาทหลวงอนุชา ไชยเดช ผู้อำนวยการสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย กล่าวว่า วันสันติภาพสากล ตรงกับวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี หรือวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงออกสาส์นมาทุกปี และครั้งล่าสุดน่าจะเป็นครั้งที่ 57 ซึ่งเป็นสาส์นแห่งความห่วงใยทุกๆ คนไม่เฉพาะแต่ชาวคาทอลิกเท่านั้น เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ในปี 2024 (2567) เรื่องปัญญาประดิษฐ์เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จึงออกสาส์นนี้มาเพื่อจะบอกว่า แม้ปัญญาประดิษฐ์จะเป็นพัฒนาการของโลกและมนุษย์ แต่อย่าลืมคำนึงเรื่องสันติภาพ

จากนั้นในวันที่ 24 มกราคม 2567 ตรงกับวันสื่อมวลชนสากล สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ก็ทรงออกสาส์นมาอีกฉบับหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์และปรีชาญาณแห่งหัวใจ มุ่งไปสู่การสื่อสารของมวลมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นในความหมายของสาส์นที่พระองค์ทรงออกมาล้วนแสดงความห่วงใย ต้องการกล่าวถึงจิตวิญญาณของผู้คนที่ต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนกับพลวัติที่เคลื่อนตาม เป็นนวัตกรรมที่ต้องศึกษา แต่ขณะเดียวกัน เราจะใช้สิ่งนี้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างไร

ประเด็นสำคัญของสาส์นจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาจากมนุษย์ใช้ความช่วยเหลือจากเทคโนโลยี ไม่ว่าการเรียนรู้ ความเร็ว การรวบรวมข้อมูล ดังนั้นเราสามารถใช้เทคโนโลยีเดียวกันเพื่อสร้างสันติสุข ผลบวกและผลลบจากเทคโนโลยี เทคโนโลยีทำให้เราสื่อสารกันได้มากขึ้น ความเร็วของข้อมูล การรวบรวมประชากร แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ ดังนั้นอย่าลืมคำนึงถึงผลที่จะตามมาด้วย

เทคโนโลยีก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตคนในทุกมิติเช่น การสื่อสาร การบริหารราชการ การศึกษา การบริโภค การปฏิสัมพันธ์ และในความเปลี่ยนแปลงมีความหลากหลาย ดังนั้นเราต้องเข้าใจตัวตนของปัญญาประดิษฐ์ก่อน โดยสมเด็จพระสันตะปาปา ให้ข้อคิดว่า ปัญญาประดิษฐ์ทำได้เพียงการเลียนแบบและผลิตซ้ำการทำงานบางอย่างของปัญญามนุษย์หากเราไม่เข้าใจก็อาจไปยกย่องเทิดทูนสิ่งที่สร้างมาจากมือเรา 

“จริงๆ สาส์นที่เผยแพร่ในวันสื่อมวลชนสากลพูดชัดขึ้นไปอีก บอกว่าเราไม่ควรเรียกปัญญาประดิษฐ์ เพราะเราให้ค่ากับ AI เกินไป ท่านบอกว่าเราควรจะเรียกว่า การเรียนรู้ด้วยตนเองของคอมพิวเตอร์ การใช้คำว่า ปัญญาประดิษฐ์ ทำให้สื่อเหมือนว่ามีปัญญา (Intellectual) จริงๆ แล้วมันเป็นการเรียนรู้ที่คอมพิวเตอร์พัฒนามาจากมนุษย์ ท่านพูดแบบนั้น กลับมาที่เรื่องสาส์นวันสันติภาพสากล ที่สุดท่านก็ไล่เรียงให้เห็นถึงเทคโนโลยี ความรู้ ขีดจำกัดอะไรที่มันเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วที่สุดท่านก็พามาถึงประเด็นร้อนแรงของสื่อ ที่อาจจะเกิดขึ้นในด้านจริยธรรม” บาทหลวงอนุชา กล่าว

บาทหลวงอนุชา กล่าวต่อไปว่า สาส์นวันสื่อมวลชนสากลให้ข้อคิดที่สำคัญว่า แม้ปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเรา แต่สิ่งที่อยู่เหนือปัญญาประดิษฐ์คือหัวใจของมนุษย์หรือมโนธรรม ข้อมูลจากปัญญาประดิษฐ์คือข้อมูลที่มนุษย์ใส่เข้าไป แต่ข้อมูลที่เป็นชีวิต การปฏิสัมพันธ์ การพูดคุยสนทนากันจริงๆ เป็นของที่จริงกว่าและควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สมเด็จพระสันตะปาปา ยังตั้งคำถามมากมาย เช่น เราจะปกป้องอาชีพและศักดิ์ศรีของผู้ทำงานด้านข้อมูลและการสื่อสารทั่วโลกได้อย่างไร จะมั่นใจในการร่วมกันของแพลตฟอร์มได้อย่างไร เป็นต้น

ขณะที่ประเด็นคนรุ่นใหม่ซึ่งเกิดและเติบโตมากับเทคโนโลยี (Digital Native) ทางศาสนจักรก็เป็นห่วง ซึ่งเรื่องการดูแลเยาวชนเป็นภารกิจของหนึ่งใน 16 หน่วยงานของศาสนจักร ซึ่งความพยายามเข้าถึงคนรุ่นใหม่ไม่ได้หมายความว่าทำให้ศาสนาอ่อนลง แต่ทำให้เปิดกว้างมากขึ้น เข้าใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น อย่างสาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปา ก็ยังลงท้ายว่าสันติภาพให้แก่คนรุ่นถัดไปในอนาคต

ทั้งนี้ หากผู้ใช้เครื่องมือไม่มีมโนธรรม เครื่องมือก็จะถูกใช้เพื่อตนเอง เช่น เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ เพื่อการบิดเบือนข้อมูล อย่างก่อนหน้านี้มีคำว่าข่าวลวง (Fake News) แต่ปัจจุบันมีคำว่าดีปเฟค (Deep Fake) ที่ปลอมแปลงได้ลึกขึ้นไปอีก (ปลอมเสียง-ภาพวีดีโอ) เรามองเห็นด้านมืดหรือความเสี่ยงของเทคโนโลยี แต่ก็คงไปบอกให้เลิกหรือปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีไม่ได้ แต่ก็ต้องหาทางปิดหายนะที่จะตามมาจากสิ่งเหล่านี้

ถ้าในมุมของความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง แน่นอนระบบป้องกันในเชิงสื่อศึกษา การรู้ต้นตอของมันก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจเหมือนสังคมทั่วไป แต่ในเรื่องของจิตอารมณ์ สิ่งที่เราควรที่จะแชร์-พูดถึงก็คือความจริง เพราะจากคำสอนที่บอกว่า พระองค์เป็นหนทางความจริงและชีวิต’ เราคงไม่สามารถนำเรื่องที่ไม่เป็นความจริงมาเผยแพร่ได้ เพราะผิดกฎ แต่เพื่อจะเช็คว่าตรงไหนเป็นความจริง ในแง่ของสื่อมวลชนคาทอลิก เราก็พยายามให้ข้อมูลว่าต้องกลับไปที่ต้นคอ” บาทหลวงอนุชา ระบุ

บาทหลวงอนุชา ยกตัวอย่างเรื่องการกลับไปที่ต้นตอของข่าว เช่น มีข่าวการประกาศตำแหน่งบิชอป หรือสังฆราชที่สังฆมณฑลนครสวรรค์ กลับมีการแชร์กันไปว่าบาทหลวงท่านนั้นท่านนี้จะได้เป็นโดยไม่ได้ดูแหล่งข้อมูล ดังนั้นก็ต้องสอนให้ตามกลับไปดูว่าข่าวมาจากไหน อย่างเรื่องนี้ข่าวควรมาจากสังฆมณฑลนครสวรรค์ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ประชากรคาทอลิกมีจิตใจอยากช่วยเหลือสังคม รู้อะไรมาก็อยากจะเผยแพร่ ดังนั้นก็ต้องค่อยๆ บอก ค่อยๆ เรียนรู้กันไป การแบ่งปันคือเรื่องที่ดี แต่การแบ่งปันสิ่งที่ถูกต้องด้วยย่อมดีกว่า

หรือมีอีกตัวอย่างหนึ่ง เป็นคลิปวีดีโอบาทหลวงเหมือนกับมีอภินิหารทำให้คนป่วยลุกเดินได้ แต่ตนเป็นคนที่ดูภาพยนตร์มามาก เห็นคลิปทำให้รู้ทันทีว่าตัดมาจากภาพยนตร์เรื่องใด และบาทหลวงดังกล่าวไม่ได้ถูกสื่อในทางที่ดีด้วยเพราะอยู่ฝั่งปีศาจ อย่างแรกต้องเปิดใจก่อน ต้องรู้ว่าเทคโนโลยีคือสิ่งนี้ แม้แต่คนที่อยู่ในสนามสื่อก็ใช่ว่าจะรู้ทั้งหมด ต้องละเอียดอ่อนมากขึ้น ชัวร์ก่อนแชร์ ไม่ชัวร์ก็ใจเย็นๆ ไว้ก่อน

อีกด้านหนึ่ง การที่เรามองผู้คนเหมือนเป็นพี่-น้อง ก็เป็นอีกหลักการที่สำคัญ ซึ่งในศาสนาคริสต์มีคำสอนว่า ทุกคนเป็นภาพลักษณ์ (Image) ของพระเจ้า ดังนั้นเมื่อคนเรามองกันดี จะทำอะไรก็ต้องทำสิ่งดีออกมา แต่ก็ต้องใช้ข้อมูลมากขึ้น อย่างที่มีคำพูดว่าเหมือนโลกนี้จะอยู่ยากขึ้น จึงเป็นความพยายามของสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ต้องการให้กลับไปที่หัวใจ ที่การฟังที่มโนธรรมของแต่ละคน และก้าวไปด้วยกัน ซึ่งเมื่อเราก้าวไปด้วยกันอย่างเป็นพี่เป็นน้อง ก็เชื่อมั่นว่าสันติสุขมันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ส่วนคำถามที่ว่า ศาสนาคริสต์ให้คุณค่ากับคำว่าเสรีภาพอย่างมาก แต่อีกด้านของเสรีภาพก็มีด้านลบ ดังตัวอย่างก่อนหน้านี้ประมาณ 10-20 ปี หลายคนมองอินเตอร์เน็ตว่าเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพ แต่ระยะหลังๆ หลายคนถึงกับเลิกใช้ไปเลยก็มี เพราะทนไม่ไหวกับข้อมูลที่มีทั้งการหลอกลวงและความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันไม่อยากให้ต้องปิดกั้นเสรีภาพจนเกินไป เรื่องนี้ บาทหลวงอนุชา ให้ความเห็นว่า ในมุมศาสนา พระเจ้าให้เสรีภาพ แต่ทั้งตัวเราและผู้อื่นต่างก็มีเสรีภาพ เราจะไปก้าวก่ายผู้อื่นก็คงไม่ได้ ดังนั้นเสรีภาพต้องตามมาด้วยความรับผิดชอบ

บาทหลวงอนุชา กล่าวสรุปจากสาส์นวันสันติภาพสากล และวันสื่อมวลชนสากล ในปี 2567 ซึ่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีประเด็น 3 หัวข้อ 1.จับมือกันหน่วยงานอื่นๆ เช่น เราเป็นองค์กรศาสนา แม่นเรื่องศาสนาแต่อาจไม่แม่นเรื่องเชิงเทคนิค จึงต้องจับมือกันและสร้างความร่วมมือเพื่อทำให้เกิดสิ่งดีๆ กับสังคมและเรียนรู้ไปด้วยกัน 

2.สร้างคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันนี้เป็นเวลาของคนรุ่นใหม่แล้ว จะสร้างคนรุ่นนี้ได้อย่างไร ให้เข้าใจและส่งต่อโลกที่มีพัฒนาการและให้เข้าใจหลักศาสนาที่เราหลอมรวมกันมา และ 3.จะใช้เครื่องมือเทคโนโลยีอย่างไรให้เกิดสิ่งที่พัฒนาต่อไป ให้คนเข้าใจศาสนามากขึ้น ตอบโจทย์สังคมมากขึ้น เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้แต่ก็ไม่หลงลืมสิ่งเดิมๆ เช่น พระคัมภีร์ รูปภาพเก่าๆ ที่ทำให้เรามีความเชื่อและศรัทธามาตั้งแต่อดีต

ผมชอบประโยคที่อยู่ในสาส์นมาก เขาพูดคล้ายๆ ว่าปัญญาประดิษฐ์มันเกิดขึ้นจากปัญญาของเรา มันไม่ได้อยู่ดีๆ แล้วจะดีเลิศ เราก็ใส่ข้อมูลให้เขาไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่มีคือมโนธรรม เขาไปต่อไม่ได้ เขาวาดรูปจากสิ่งที่สั่งสม เขามีข้อมูลจากการสั่งสม แต่มันเป็นการที่เขาก็พัฒนาของเขาไป แต่มมนุษย์พัฒนาไปไกลมาก แต่บางทีเราไปหยุดแต่สิ่งที่เป็นเครื่องมือ วันนี้มีปัญญาประดิษฐ์ อนาคตไม่รู้มีอะไรประดิษฐ์ต่อ ผมอยากบอกให้เชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม แต่เมื่อมีชีวิตแล้วมันเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดก่อน แต่ชีวิตที่จะเจริญไป อาจเจอความยากลำบาก โรคภัยไข้เจ็บหรืออะไรต่างๆ ขอให้มองว่ามันเป็นของจริง มันเป็นสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว แต่ศาสนาจะช่วยเยียวยา” บาทหลวงอนุชา กล่าวในตอนท้าย

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

‘Bully-Hate Speech’  คำก่อวงจร ‘ความรุนแรง’สะสมบานปลาย ใช้สื่อออนไลน์พึงตระหนัก ‘ใจเขาใจเรา’

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย TikTok Thailand บริษัท เทลสกอร์ จำกัด  โคแฟค (ประเทศไทย) มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัย ประเทศไทย จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการประกวดคลิปสั้นติ๊กต๊อก (TikTok) รณรงค์เสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องการสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ภายใต้แคมเปญ “ฮักบ่Hate” ณ Creator House by TikTok ชั้น 4 สยามพารากอน กรุงเทพฯ

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวเปิดงาน โดยระบุว่า เนื่องในโอกาสที่เดือนกุมภาพันธ์ถือเป็นเดือนแห่งความรัก ขณะเดียวกัน ยังเป็นเดือนที่มีการรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ต (Safer Internet Day) ทั้งของประเทศไทยและสากล ซึ่งการส่งเสริมให้การใช้อินเตอร์เน็ตมีความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ และหนึ่งในความไม่ปลอดภัย คือการสร้างภาษาหรือถ้อยคำที่ไปทำร้ายผู้อื่น หรือสร้างความเกลียดชัง อย่างที่เรียกกันว่า “ประทุษวาจา (Hate Speech)” จึงอยากจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

“โครงการประกวดคลิปสั้นทาง TikTok นี้  จะเปิดให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะแบ่งปัน แชร์ประสบการณ์ หรือร่วมกันเสริมสร้างความตระหนักเกี่ยวกับเรื่องปัญหา Hate Speech หรือว่าการสร้างความเกลียดชังในสื่อสังคมออนไลน์” วสันต์ กล่าว

จากนั้นเป็นวงเสวนาหัวข้อ ฮักบ่Hate การสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง โดย วาเนสซ่า ชไตน์เม็ทซ์ ผู้อำนวยการโครงการประจำประเทศไทยและเมียนมา มูลนิธิฟรีดริช เนามัน กล่าวว่า ผลสำรวจในเยอรมนี เมื่อปี 2566 พบว่า ร้อยละ 76 ของชาวเยอรมัน เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับ Hate Speech และร้อยละ 98 ของคนรุ่นใหม่ ไม่เพียงแต่พบเห็นเท่านั้น แต่ยังมีประสบการณ์ตรงและเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ด้วย

ซึ่ง Hate Speech ถือเป็นภัยคุกคาม ทำให้เสรีภาพในการแสดงออกไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่เพราะคนจะรู้สึกกลัว และ Hate Speech ที่อยู่ในโลกออนไลน์ก็สามารถทำร้ายคนในโลกแห่งความเป็นจริงได้เช่นกัน ทั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องรักหรือโอบกอดคนที่เราไม่ชอบ แต่เราควรมีการถกเถียงและแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ โดยมีโครงการหนึ่งที่ทำอยู่อยากให้มีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น และเราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเหมือนกันหมด แต่แม้จะไม่เห็นด้วยก็ควรจะสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ เราควรมีวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม การที่ในเยอรมนีมีกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต้องนำเนื้อหาที่ถูกระบุว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังออกจากระบบภายใน 7 วัน มีข้อกังวล 3 ประการ 1.เหมือนกับการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออก 2.ผู้เผยแพร่เนื้อหาที่ถูกนำออกจากระบบไม่มีโอกาสได้ชี้แจง และ 3.เริ่มเห็นปรากฏการณ์ของฝ่ายขวาในเยอรมนี และเห็น Hate Speech ที่กลายเป็น HateCrime (อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง) ก่อให้เกิดความรุนแรงและความแตกแยกขึ้นมาได้นอกจากนั้น ระยะการพิจารณาที่สั้นยังมีผลต่อการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล

“กฎหมายล่าสุด ก็คือ EU European Digital Act 2024 ซึ่งได้รับการบัญญัติขึ้นมาในปีนี้ จะทำให้กฎหมายในแต่ละประเทศในยุโรปมีกฎหมายเดียวในการพิจารณาเรื่องนี้ อาจจะดีกว่าการมีกฎหมายแบบนี้ในแต่ละประเทศ” ผู้อำนวยการโครงการประจำประเทศไทยและเมียนมา มูลนิธิฟรีดริช เนามัน กล่าว

ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้ตนจะไม่ได้ทำงานเรื่อง Hate Speech โดยตรง แต่ก็ทำเรื่องการต่อต้านปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกกัน (Anti-Bullying) มาได้สักระยะหนึ่ง ซึ่งนิยามของการกลั่นแกล้งรังแก (Bully) มีคำสำตัญ (keyword) 3 คำ คือ 1.การกระทำใดๆ ก็ตาม ทั้งทางร่างกาย วาจาหรือความรู้สึก ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องอะไรก็ได้ 

2.ต่อผู้อื่น หมายถึงยึดผู้อื่นเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดที่ตัวเราซึ่งบอกว่าตนเองไม่ได้รังแก อย่างที่ในภาษาไทยมีสำนวนว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือคำว่า “Empathy” ในภาษาอังกฤษ ที่หมายถึงการจะทำอะไรให้คิดถึงผู้อื่นไว้ก่อน และ 3.ทำให้มีความคิดในเชิงลบ เช่น เสียใจ เจ็บใจ เศร้าใจ มีความทุกข์ คิดมาก ไม่สบายใจหรืออื่นๆ ขณะที่หากมองผลกระทบของการกลั่นแกล้งรังแก จะมีผู้เกี่ยวข้อง 3 คน 

1.ผู้กระทำ คนที่เติบโตมากับพฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่น จะเรียนรู้ว่าเมื่อใดที่ตนเองมีอำนาจหรือมีความสามารถในการทำร้ายผู้อื่นได้อย่างไม่ต้องรับผิดชอบก็มีแนวโน้มที่จะทำเช่นนั้น 2.ผู้ถูกกระทำ ซึ่งมีสุขภาพจิตที่แย่ลง ยังมีผลกระทบระยะยาวคือถูกทำให้อ่อนแอแล้วเหยียบซ้ำ เพราะเป็นการแสดงความแข็งแรงของคนบางกลุ่ม และในทางกลับกันก็ได้เรียนรู้เช่นกันว่า เมื่อใดตนเองมีอำนาจก็จะสามารถทำร้ายผู้อื่นได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบบ้าง และ 3.คนอื่นๆ ในสังคม ได้เรียนรู้ว่าใครก็ตามที่มีอำนาจจะทำร้ายผู้อื่น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย 

ทั้งนี้ หากถ้าเชื่อมโยงกับประเด็น Hate Speech ตนคิดว่าเติบโตขึ้นตามการเติบโตของCyberbullying (การกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์) ซึ่ง Cyberbullying มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ข้อดีคือการละเมิดทางกายอาจจะไม่ค่อยเกิดขึ้นเพราะเป็นช่องทางออนไลน์ หลักๆ ก็จะเป็นการละเมิดทางวาจาและทางสังคมเป็นหลัก แต่ข้อเสียที่สำคัญจะมี 2 เรื่อง คือ 1.ทำให้การกลั่นแกล้งรังแกไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่อีกต่อไป ในอดีตการรังแกมักเกิดขึ้นในโรงเรียน แต่ปัจจุบันทำกันในพื้นที่เปิดและเป็นพื้นที่สาธารณะ กระตุ้นให้เกิดความอยากแสดงอำนาจมากขึ้น

กับ 2.ความเท่าเทียมทำให้โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่สะสมความรุนแรงที่ตอบโต้ปะทะกัน หากเป็นการกลั่นแกล้งรังแกในพื้นที่ทางกายภาพ มักเป็นเรื่องของคนตัวใหญ่รังแกคนตัวเล็กหรือคนหมู่มากรังแกคนกลุ่มน้อย แต่บนโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถตอบโต้กันด้วยความรุนแรงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งในแง่นี้ความเท่าเทียมจึงไม่ได้มีความหมายในเชิงบวก แต่เป็นเชิงลบและมีผลกระทบมหาศาล

“ความยากของประเทศไทย เราเคยพยายาม Detect (ตรวจจับ) เรื่อง Hate Speech แต่ในสังคมไทยมันมีความซับซ้อน เช่น ถ้าในเฟซบุ๊กเขียนว่า ‘แหม! วันนี้เธอสวยจัง’ ไม่รู้ชมหรือด่า? หรือ ‘เพื่อนสนิทแกโพสต์แล้ว’ เพื่อนสนิทนี่แปลว่าคนที่แกชอบหรือไม่ชอบ? หรือถ้าบอกว่า ‘แหม! เรื่องนี้เก่งเป็นพิเศษเลยนะ’ เป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า? มันแยกไม่ได้จริงๆ พอบอกว่าวันนี้fเธอสวยจัง เฉพาะเขาและเพื่อนในกลุ่มเท่านั้นที่รู้ว่าคนนี้ด่าหรือชม แต่พอเราเป็นคนนอกเราจะไม่รู้เลยว่าด่าหรือชม” ผศ.ดร.ธานีกล่าว

ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า การใช้อินเตอร์เน็ตมีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า ต้องตระหนักว่าคนที่คุณสื่อสารด้วยบนโลกออนไลน์มีตัวตนอยู่จริงดังนั้นต้องเข้าใจด้วยว่าทำอะไรไปแล้วย่อมส่งผลกระทบกับคนจริงๆ แต่ปัจจุบันไม่แน่ใจว่ายังมีความตระหนักรู้แบบนี้เหลืออยู่มาก-น้อยเพียงใด เพราะเห็นสิ่งที่โพสต์หรือแชร์กันแบบ ใจร้าย จำนวนมาก 

อย่างเด็กบางคนถูกกระทำมาอย่างหนักแล้วในชีวิตจริง แต่ยังต้องมาเจอถ้อยคำเหยียดหยามบนโลกออนไลน์อีก ซึ่งคนโพสต์อาจมองว่าแค่คำคำเดียวพรุ่งนี้ก็ลืมแล้ว แต่คนที่มาเห็นนั้นอาจเจอมาเป็นคำที่ 1,000 ก็ได้ และกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายถึงขั้นฆ่าตัวตาย ขณะเดียวกัน ยังมีความเข้าใจว่าบางอย่างทำได้ไม่ผิดกฎหมาย เช่น โพสต์ข้อความรุนแรงที่เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ต่อท้ายว่าความเห็นส่วนตัว (คหสต.) 

อนึ่ง “Hate Speech อาจไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำหยาบคายเสมอไป แต่หมายถึงถ้อยคำที่นำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กีดกันหรือด้อยค่าก็ได้  เช่น มีการเสนอข่าวบุคคลหลากหลายทางเพศ (LGBT) ที่สวยที่สุด นำไปสู่ความเห็นฝ่ายหนึ่งบอกไม่สวยเลย ไปหาผู้หญิงแท้ดีกว่า แต่อีกฝ่ายก็ย้อนว่า LGBT จะสวยบ้างไม่ได้หรือ ทั้งนี้ การกลั่นแกล้ง รังแก (Bully) หรือที่ราชบัณฑิตใช้คำว่า ระราน แปลคำว่า Cyberbullying หรือการระรานทางออนไลน์ อาจเริ่มจากการแกล้งกันแบบ 1 ต่อ 1 หรือพาพวกไปรุม 

แต่เมื่อแกล้งกันไป-มา มีการล้อเลียนลักษณะทางกาย (Body Shaming) หรือล้อเลียนเรื่องเพศสภาพก็จะมีมวลมหาศาลลุกขึ้นมาสู้กันอีก ก็กลายเป็นการใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชังหรือ Hate Speech ดังนั้นการ Bully กับ Hate Speech จึงมีความสัมพันธ์แบบไป-กลับซึ่งกันและกัน เช่น จาก Hate Speech ที่เป็นทางวาจา อาจกลายเป็นการ Bully ทำร้ายกันทางกายได้

“ทำร้ายกันทางกายภาพ ถ่ายคลิปวีดีโอขึ้นมา ก็จะมีทางวาจามากระทำซ้ำอีก แชร์ไปบิดเบือน แล้วก็อาจมีการทำร้ายร่างกายแล้วก็ถ่ายขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นตัวเองคิดว่าไม่พูดถึงจำนวนว่ามันมากขึ้นหรือน้อยลง แต่พูดว่ามันบานปลายในแง่ที่ว่าการแกล้งหรือด่าว่าใครสักคนหรือทั้งกลุ่มก้อน พอขึ้นมาบนออนไลน์มันมีคนร่วมเยอะขึ้น แล้วเรื่องมันก็ไปไกลขึ้น ฉะนั้นการแก้ไขก็ยากขึ้น ผลกระทบก็หมู่มากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ตัวเองคิดว่า การใช้เทคโนโลยีทำให้เรื่องนี้มันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่มีใจเขาใจเรา” ศรีดา กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวสรุปความเห็นจากผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ท่าน ว่า รู้สึกสะท้อนใจในแง่เด็กและเยาวชนมีความทุกข์จากการถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นเพราะเด็กยุคนี้ใช้เวลากับโลกออนไลน์กันมากจึงมีปฏิกิริยาด้านลบมาก หรือหากเป็นผู้ใหญ่ก็อาจเจอปัญหาอีกแบบหนึ่ง แต่จะแก้ปัญหากันอย่างไร เช่น หากเป็นเรื่องที่มีความผิดชัดเจนก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงอาจต้องมีกฎหมายเพิ่มในบางกรณี อาทิ เรื่องเด็กและเยาวชน 

แต่สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้น คือคนทุกคนแม้จะไมได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ไมได้เป็นทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ หากนิ่งเฉยก็เท่ากับสมรู้ร่วมคิดด้วย ดังนั้นทุกคนต้องลุกขึ้นช่วยกันแก้ไข ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโคแฟคที่ทำงานด้านตรวจสอบข่าวลวง ที่เน้นย้ำว่านอกจากแต่ละคนจะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนแชร์ข้อมูลใดๆ ออกไปแล้ว ยังต้องช่วยแก้ไขข่าวลวงที่พบเห็นนั้นด้วย เรื่องของการใช้ Hate Speech หรือการละเมิดก็เช่นเดียวกัน ผู้พบเห็นต้องส่งเสียงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

นอกจากนี้ยังพบว่าการเตือนกันตรงๆ หากเป็นคนรู้จักก็อาจโกรธกัน หรือหากไม่รู้จักกันก็อาจเจอทัวร์ลงได้ ทำให้คนรู้สึกกลัว และจริงๆ ทุกวันนี้หลายคนอาจทยอยหายไปจากโลกออนไลน์แล้วก็ได้ เพราะเบื่อและเหนื่อย ซึ่งตรงกับข้อมูลที่บอกว่า Hate Speech เป็นอุปสรรคของเสรีภาพในการแสดงออก (Free Speech) เพราะหากมี Hate Speech มากๆ คนก็ไม่อยากคุยกัน เพราะคุยไปก็เหนื่อยและเบื่อ

ถ้าเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ลดความเกลียดชัง ทุกท่านก็พูดตรงกันก็คือกลับมาเข้าอกเข้าใจกัน เห็นใจคนอื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องลุกขึ้นมาเป็น Changemaker (ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง) ด้วย ในการแก้ไขหรือว่าโต้แย้ง หรือช่วยทำให้สิ่งที่มันไม่ถูกต้องเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนวิธีคิดหรือเปลี่ยนพฤติกรรม รวมไปจนถึง Culture (วัฒนธรรม) ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะจากที่ทำงานเรื่องสื่อ เรื่องโครงสร้างมานาน 2 ทศวรรษ เมืองไทยเราผลักดันกฎหมาย องค์กรอิสระ กองทุน คือเรามีทุกอย่างแต่คนก็ยังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของสื่อและพฤติกรรมการรับสื่อ เพราะส่วนหนึ่ง Culture ลึกๆ มันอาจยังไม่ได้เปลี่ยนแม้ว่าเราจะมีกลไกต่างๆ มากมาย สุภิญญา กล่าว

สำหรับกิจกรรมประกวดคลิปสั้น TikTokรณรงค์เสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องการสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ภายใต้แคมเปญ ฮักบ่Hate” มีกติกาโดยให้สร้างสรรค์คลิปความยาวไม่เกิน 1 นาที มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแบ่งปันมุมมอง ความเข้าใจ และความตระหนักต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเด็นการสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง หรือ Hate Speech ชิงรางวัลรวมมูลค่า 50,000 บาท 

ผู้สนใจมารถส่งคลิปเข้าร่วมการประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ – 8 มีนาคม 2567 และสามารถติดตามรายละเอียดและหลักเกณฑ์การประกวดเพิ่มเติมได้ที่ TikTok : สำนักงาน กสม. (@nhrc_thailand) และ Facebook Fanpage : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567

คำแนะนำใช้ไข่ขาวทาแผลไฟไหม้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1scuonzjdvxhc


เล่นมือถือในที่มืดนาน ทำให้เป็นมะเร็งตา หรือ ตาบอดถาวร…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2k9mlz6od25e


3 วิธีรักษาโรคมะเร็งด้วยตนเอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1yuwm18j2ydfx


ททท. แจกส่วนลดตั๋วเครื่องบิน 300 บาท จำนวน 5 แสนสิทธิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nkpxkzovaq8o


เงินฉุกเฉิน กู้ง่ายได้จริงไม่ยุ่งยาก ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ผ่านเพจสินเชื่อ ออมสิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/864jc4wyp44a


อันตรายการโทรทางไลน์เสี่ยงเกิดเนื้องอกในสมอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3s5gnh1wxixab


เอกสารหนังสือรับรองให้ยืนยันตัวตนเข้าระบบ เพื่อแก้ไขข้อมูลธนาคาร โดยการฝากเงินเข้าระบบกระเป๋าตังค์ จำนวน 30,000 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2okl167g6myka


 รถไฟฟ้าสายสีชมพู เปิดให้บริการเดินรถเต็มรูปแบบ 30 สถานี ตั้งแต่ 1 ก.พ. 67 เริ่มเก็บค่าโดยสาร 15-45 บาท

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sb1tj9eboku3#_=_


 ผู้ประกันตนป่วยหยุดหายใจขณะหลับ สามารถเบิกค่า Sleep test และเครื่อง CPAP ได้

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3vw5kgeugpre2


 ครม. อนุมัติหลักเกณฑ์ใหม่ ดื่มแล้วขับ ดื้อไม่เป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ ให้อำนาจ ตร. คุมตัวส่ง รพ. พร้อมตรวจหาแอลกอฮอล์จากปัสสาวะได้

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2xxst29vl34tb


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567

สบู่แดงรักษาโรคมะเร็ง และแผลติดเชื้อเรื้อรัง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28n6hufm12rlh


บัญชีไลน์ผู้วางแผนการลงทุน อยู่ภายใต้สำนักงาน ก.ล.ต….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10nzp3bn0yx93


วัคซีนโควิด-19 ทำให้เป็นโรคงูสวัด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vauit8yzrg5w


ดวงอาทิตย์คือสาเหตุของสภาวะโลกร้อน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/378613dnmzocy


วัคซีนโควิด-19 ทำให้เป็นโรคเรื้อน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3p7elzjfpkhdk


น้ำยาล้างจานจะช่วยให้น้ำมีอากาศเยอะ ปลาจะไม่ตายง่าย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/37dt11wrrgzs7


 สปสช. เปิดสายด่วน 1330 ให้ประชาชน 4 จังหวัดนำร่อง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2pmo7ku66jch5


 กองสลากฯ เพิ่มจำนวนสลากดิจิทัล เริ่มงวด 16 ก.พ. 67

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2qax6wfkpk7n4


 สปสช. แจ้งคนไทยต่างแดนสามารถใช้สิทธิบัตรทอง พบหมอออนไลน์ผ่าน 4 แอปพลิเคชัน ฟรี!

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3pg51wayhvnld#_=_


  ไทยเข้าสู่ฤดูร้อนปลายเดือน ก.พ. – พ.ค. 67 อุณหภูมิสูงสุด 44.5 องศา

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/98733ueduwog


10 สัญญาณเตือนโรคแพนิก…จริงหรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/11pukklc77n5i


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 27 มกราคม 2567

กินแล้วนอนทำให้เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งหลอดเลือด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/387wz3wscq7vz#_=_


น้ำเกลือ Normal Saline ใช้แช่คอนแทคเลนส์ได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/wbmnxjznrevp


สคร. ทำหนังสือประชาสัมพันธ์เชิญชวนเข้าร่วมกลุ่มการลงทุน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2docqxvd4j8ce


ดื่มน้ำใบมะละกอปั่นสด ช่วยป้องกันและรักษาโควิด 19…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/25jxdi0aq9eha


  รฟท. เปิดจองตั๋วรถไฟญี่ปุ่น 4 เส้นทาง Season of Love 200 ที่นั่ง ต้อนรับเดือนแห่งความรัก ก.พ. 67 ตลอดทั้งเดือน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3d2uup0gdrib8


 สปสช. อนุมัติวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์อยู่ในชุดสิทธิบัตรทอง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1noqsify8gs5w


 “ระวังติดเชื้อไข้หูดับ จากการกินหมูดิบ (เผลอใช้ตะเกียบคีบผิด)”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2tds0g99fkrp6

  เบิกค่า “Sleep Test” ผู้ประกันตน “ป่วยหยุดหายใจขณะหลับ”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2swdljea5nryk#_=_

  ตร.ซ้อนแผนจับ ศรีสุวรรณ คาบ้านพักย่านปทุมฯ ข่มขู่รีดเงินอธิบดีกรมการข้าว 3 ล้าน

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1uhmyxlgi7cmv


 ฝุ่นละออง PM2.5 ในอากาศ ทำให้การทำงานของระบบประสาทลดลง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1m9asuwqkhvwp#_=_


“เราจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย”  โดย พณชิต กิตติปัญญางาม  CEO, ZTRUS  กรรมการผู้ทรงคุณวุติ สถาบันเพื่อการยุติธรรมประเทศไทย

การปาฐกถาในหัวข้อ “เราจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย” โดย พณชิต กิตติปัญญางาม

 การปาฐกถาในหัวข้อ “เราจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย” โดย พณชิต กิตติปัญญางาม  CEO, ZTRUS กรรมการผู้ทรงคุณวุติ สถาบันเพื่อการยุติธรรมประเทศไทย ในงาน  Digital Thinkers Forum # เวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่ 26 “เราจะใช้เอไออย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย” ณ Siam Paragon NEXT TECH x SCBX ชั้น 4 สยามพารากอน วันที่ 17 ม.ค. 2567  ร่วมจัดงานโดย ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  Centre for Humanitarian Dialogue (HD) สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น มูลนิธิฟรีดริช เนามัน (ประเทศไทย) สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาองค์กรของผู้บริโภค สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Tellscore และ Creative Citizen

📌 รับชมเฉพาะออนไลน์ ได้ที่ #ThaiPBS

• YouTube : • YouTube : http://youtu.be/bLJwcvqUUI8

เสวนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 26 เปิดมุมมองผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จะรับมือและใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ 

​17 ม.ค. 2567 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Centre for Humanitarian Dialogue (HD) สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น มูลนิธิฟรีดริช เนามัน (ประเทศไทย) สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาองค์กรของผู้บริโภค สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Tellscore และ Creative Citizen จัดงาน Digital Thinkers Forum # เวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่ 26 “เราจะใช้เอไออย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย” ณ Siam Paragon NEXT TECH x SCBX ชั้น 4 สยามพารากอน พร้อมถ่ายทอดสดผ่านช่องยูทูป “Thai PBS” และเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และสภาองค์กรของผู้บริโภค 

นางเบญจมาภรณ์   ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดงาน ฉายภาพการทำงานของ สสส. ที่ประเด็นเกี่ยวกับสื่อเป็นอีกหนึ่งเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ-AI) ที่เป็นได้ทั้งบวกและลบ ซึ่ง สสส. มีแผนงานที่ทำงานด้านระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา

“ พื้นฐานของ AI คือเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบให้มีระบบทำงานเหมือนกับการทำงานของสมองมนุษย์  ปัจจุบันซอฟต์แวร์หลาย ๆ ตัวที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI  และพยายามทำให้มีความสามารถในการตอบโต้เหมือนกับมนุษย์ด้วยกันให้ได้มากที่สุด  ซึ่งส่งทั้งในทางบวกและทางลบ ในเวทีเสวนาวันนี้เราจะร่วมกันมองว่ามีหนทางที่ช่วยกันพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อหาทางป้องกันและพัฒนาให้เกิดการสื่อสาร พูดคุยกัน รู้จักและใช้ AIให้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์มากที่สุด” ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าว

จากนั้นเป็นการปาฐกถาในหัวข้อ “เราจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย” โดย พณชิต กิตติปัญญางาม CEO, ZTRUS กรรมการผู้ทรงคุณวุติ สถาบันเพื่อการยุติธรรมประเทศไทย เริ่มต้นด้วย “6 คำเตือนหรือข้อควรระวังเกี่ยวกับ AI” ได้แก่ 1.เลือกใช้อย่างระมัดระวัง 2.อย่าใส่ข้อมูลส่วนตัวเข้าไป 3.อย่าใช้เนื้อหาลอกเลียนแบบ (Plagiarized) 4.อย่าให้ระบบสนทนา (Chat) บันทึกข้อมูลที่เราพิมพ์ไว้ 5.ระวังทุกกิจกรรมที่อันตราย และ 6.อย่าเชื่อว่า AI จะแม่นยำ (Accuracy)  ซึ่งทั้งหมดนี้ “พูดง่ายแต่ทำยาก” เพราะในความเป็นจริงแต่ละคนแชร์ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์กันมาก อีกทั้ง “ปริมาณข้อมูลมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่ในทุกวินาทีจนยากที่มนุษย์จะตั้งสติรับมือได้ทัน” โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ “บอท (Bot)” หรือโปรแกรมอัตโนมัติช่วยสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูล ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ “เหตุที่ AI ดูฉลาด จริงๆ แล้วมาจากการเดาบนข้อมูลสถิติ” เมื่อใครคนหนึ่งจะพัฒนา AI ก็จะใช้หลักคิดว่า เมื่อมีการป้อนข้อมูลแบบหนึ่งเข้าไป สิ่งที่ AI ควรจะตอบโต้กลับมาคืออะไร และพยายามสะสมชุดคำตอบในคำถามเดียวกันให้มากที่สุด จากนั้นเลือกคำตอบที่คิดว่ามนุษย์อยากเห็นที่สุด เพราะหากเป็นคำตอบที่ไม่ถูกใจ มนุษย์ก็จะมองว่า AI ไม่ฉลาด

“ในการสร้าง AI นั้นเป็นศาสตร์ของของปลอม (Artificial Science) เรารู้ว่ากระเป๋าใบนี้เป็นแบรนด์เนมปลอมเพราะเรารู้ว่าของจริงหน้าตาเป็นอย่างไร ฉะนั้นก่อนเราจะรู้ของปลอมเราต้องเข้าใจของจริงก่อน เราถึงจะรู้ได้ว่าเราจะบริหารจัดการของปลอมนี้อย่างไร หลายคนอาจคิดว่า AI จะต้องคุ้มครองสร้างสรรค์ให้ปลอดภัย มันเป็นไปไม่ได้ถ้าเรายังไม่เคยทำความเข้าใจการรับรู้ของจริงในเรื่องต่างๆ ของมนุษย์อย่างจริงจัง” พณชิต กล่าว

ต่อมาเป็นการนำเสนองานวิจัยโคแฟค เรื่อง “AI กับข้อมูลข่าวสาร” โดย สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion รวบรวมหัวข้อ “ความเสี่ยง” ที่มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับ “เนื้อหาที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้น (Generative AI)” ไล่ตั้งแต่ 1.การเร่งขยายทั้งปริมาณและคุณภาพของเนื้อหาลวง ไม่ว่าภาพ เสียงหรือสื่อผสม ที่ทำได้เหมือนของจริงและมีต้นทุนต่ำ เช่น มีการปล่อยภาพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดังอย่าง บาเลนเซียกา (Balenciaga) ถูกแชร์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้นำศาสนาแต่ไม่เป็นแบบอย่างที่ดีด้านความสมถะ กระทั่งได้ทราบภายหลังว่าเป็นภาพที่แชร์กันนั้น AI ทำขึ้นไม่ใช่ภาพจริงแต่อย่างใด หรือ AI สามารถเขียนบทความด้วยสำนวนภาษาที่เหมือนกับนักเขียนตัวจริงคนนั้นได้ หากบทความหรือหนังสือของนักเขียนเป้าหมายถูกนำไปใส่ในฐานข้อมูลให้ AI เรียนรู้ 

AI ยังเขียนเนื้อหาในมุมมองของผู้มีความคิดแบบใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมุมของอาชญากร กลุ่มที่มีความคิดสุดโต่ง หรือมีแนวคิดแปลกๆ กลายเป็นสวรรค์ของนักทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ IO) ไม่ว่าฝ่ายรัฐ เอกชน ฯลฯ ที่สำคัญยัง โน้มน้าวให้คนเชื่อได้เพราะไม่รู้ว่ากำลังคุยกับโปรแกรม ซึ่งเคยมีการทดลองแล้วพบมนุษย์ไม่รู้ว่าคู่สนทนาเป็นบอทก็มี

2.ความน่าเชื่อถือของสื่อหรือข้อมูลต่างๆ ในสังคมจะลดลง เพราะคนเริ่มสับสนว่าอะไรจริง-ไม่จริง เพราะแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญบางครั้งก็แยกไม่ออก ซึ่งเมื่อถึงสถานการณ์ที่จำเป็นต้องทำให้เชื่อข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น โควิด-19 กับการฉีดวัคซีน ข้อมูลด้านสุขภาพหรือการเมือง ก็ไม่มีใครเชื่อ 

3.ควบคุมผลลบที่เกิดขึ้นรวดเร็วได้ยาก เคยมีกรณีสื่อในต่างประเทศแชร์ภาพระเบิดใกล้อาคารกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Pentagon) โดยไม่ได้แจ้งรายละเอียดที่มาของภาพ ผลคือทำให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตกไป 0.26% ในเวลาอันสั้น

4.เอื้อประโยชน์ให้คนโกหก เช่น บุคคลที่มีชื่อเสียง มีคลิปวีดีโอหรือภาพถูกเผยแพร่ออกมา บุคคลนั้นอ้างว่านั่นคือคลิปหรือภาพที่ AI สร้างขึ้น ท้ายที่สุดเรื่องอาจจะตกไปโดยไม่มีการตรวจสอบก็ได้ เพราะคนรู้ว่า AI สร้างเนื้อหาทำนองนี้ได้ แล้วก็ไม่รู้จะแยกแยะอย่างไรว่าเรื่องใดจริง-ไม่จริง 

5.ตอกย้ำ “ตัวกรองฟองสบู่ (Filter Bubble)” ขยายความเชื่อผิดๆ เคยมีการทดลองให้โปรแกรม AI ชื่อดังอย่าง Chat GPT ผลิตเนื้อหาอ้างเป็นบุคคลต่างๆ บอกว่าประเทศออสเครเลียไม่มีปัญหาเรื่องโลกร้อน และที่นี่ก็เจอไฟป่าเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้หากปล่อยเข้าไปในกลุ่มที่มีความคิดไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนอยู่แล้ว จะยิ่งตอกย้ำให้ไม่เชื่อมากยิ่งขึ้น

6.เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ เทคโนโลยีที่เรียกว่า “ดีฟเฟค (Deepfake)” ใช้ AI ปลอมได้ทั้งภาพและเสียง มีกรณีในสหรัฐอเมริกา แม่ได้รับโทรทัพท์จากคนร้ายอ้างว่าจับลูกสาวไว้เป็นตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่ โดยได้ยินเสียงลูกสาวจากปลายสายอย่างชัดเจน 

7.กระทบต่อการเมืองและเสรีภาพตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา ปลายปี 2566 มีการรณรงค์หาเสียง “BEAT BIDEN” จากพรรครีพับลิกัน ใช้ AI ผลิตเนื้อหาโดยตั้งโจทย์ว่า หากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหน้า โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ชนะอีกสมัย จะเกิดอะไรขึ้น ผลคือ AI สร้างภาพที่รถถังวิ่งเกลื่อนในเมือง อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น ฯลฯ โดยเขียนกำกับไว้ตัวเล็กๆ ตรงหัวมุมว่าเป็นภาพที่ใช้ AI สร้างขึ้น

ในทางกลับกัน บางประเทศเริ่มปิดกั้นการพัฒนา Generative AI หรือหันไปพัฒนาระบบของตนเอง เช่น ประเทศจีน สั่งห้ามบริษัทเทคโนโลยีของจีนไปเชื่อมต่อระบบกับ Chat GPT ขณะที่ยักษ์ใหญ่ไอทีของสหรัฐอเมริกาอย่าง แอปเปิล ต้องลบแอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องออกจาก Store ที่ให้บริการในจีน แต่จีนก็สร้าง ERNIE ของไปตู้ (Baidu) ขึ้นมา หรือที่ประเทศเวียดนาม รัฐบาลก็ออกมาเตือน

ทั้งนี้ หลายประเทศเริ่มออกแนวทางกำกับดูแล AI เช่น สหรัฐอเมริกา มีคำสั่งประธานาธิบดีในปี 2566 อาทิ การทดสอบ AI ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงหรือสุขภาพ ต้องรายงานผลการทดสอบให้รัฐบาล ต้องติดลายน้ำหรือฉลาก ให้ประชาชนทราบว่าเป็นเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้น , สหภาพยุโรป มี EU Code of Practice กลไกกำกับดูแลตนเองของผู้พัฒนา และมีการติดตามผลการปฏิบัติเป็นระยะๆ มีการออกกฎหมาย EU AI Act ที่ให้เวลาผู้เกี่ยวข้องเตรียมตัว 2 ปี หลังจากนั้นผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษปรับตั้งแต่ 1.5-7% ของยอดขายทั่วโลกของบริการนั้นๆ

อังกฤษ ตั้งสถาบันความปลอดภัย AI ของตนเอง และพยายามเชื่อมประเทศต่างๆ ในการกำกับดูแล AI โดยจัดประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 มี 27 ชาติเข้าร่วม รวมทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มีการลงนามคำประกาศ Bletchley มีเนื้อหายอมรับถึงความเสี่ยงของ AI ในมิติต่างๆ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ และความร่วมมือ ขณะที่ ประเทศไทย” ยังมี ความท้าทาย หลายประการตั้งแต่การสร้างความรู้เท่าทัน AI ให้กับประชาชน การส่งเสริมให้เกิดการประเมินและจัดการความเสี่ยงใน AI ที่เป็นภาษาไทย แนวทางการทดสอบ , การระมัดระวังอคติต่างๆ ในชุดข้อมูล เป็นต้น

“ขณะนี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังมีขึ้นทั่วโลก แต่สิ่งที่เรายังขาดมาก คือการวิจัยที่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้   เพื่อที่จะนำมาเป็นข้อมูลนำเข้าในการปกป้องและคุ้มครองประชาชน  อย่างในสหภาพยุโรปมีการวิจัยตลอดเวลาเพื่อบอกว่ากฎหมายต้องปรับอย่างไร จึงจะรับมือกับ AI ได้  รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันตรวจสอบว่าสิ่งไหนจริง หรือปลอม  เหมือนกับการทำงานของโคแฟคที่ชวนทุกฝ่ายร่วมกันหาความจริงร่วม” สุนิตย์กล่าว

นอกจากนี้ในวงเสวนา “ความจริง ความลวงในยุคเอไอ สื่อ/พลเมืองควรรับมืออย่างไร” โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค (ประเทศไทย) เป็นผู้ดำเนินรายการ

รณพงศ์ คำนวณทิพย์ กรรมการผู้จัดการ มายด์ เอไอ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นทีมพัฒนา AI รู้สึกเหมือน AI ตกเป็นจำเลยสังคม เช่น ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวง แต่บางอย่างก็ไม่เกี่ยวกับ AI อย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ไปหลอกเหยื่อแบบไม่ใช้ AI ก็มี  ทั้งๆที่  AI มีหลายองค์กรหันมาใช้ AI แล้วช่วยลดต้นทุนและย่นระยะเวลาการทำงานได้ ดังนั้นสิ่งที่ตนและเพื่อนๆ ในชุมชนผู้พัฒนา AI คือ “เราต้องเข้าใจและใช้เป็น” อย่าไปกลัวเทคโนโลยี

“จริงๆ แล้ว AI มันก็คือเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง เปรียบเสมือนยุคที่เราสร้างมีดขึ้นมาจากหินหรือจากโลหะ มีมีดเล่มหนึ่งผมถามว่ามันดีหรือไม่ดี มันมีประโยชน์หรือมีโทษ มันไม่ได้มีประโยชน์และไม่มีโทษด้วยตัวของมันเอง แต่มันอยู่ที่วิธีการใช้งานของมนุษย์ ถ้าใช้ดีไปทำกับข้าวก็มีประโยชน์ ถ้าไปทำร้ายคนก็เป็นโทษ AI ไม่ได้ผิดอะไรนะ และมันก็ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่หลายคนบอก” รณพงศ์กล่าว

กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาสื่อใหม่ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ระยะหลังๆ มีหลายวงเสวนาที่พูดถึง AI ว่าจะทำให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร  แต่สำหรับการพูดคุยในวันนี้  เน้นเรื่องภัยและข้อควรระวัง การรู้เท่าทัน เราพบว่าที่ผ่านมาไม่ใช่ทุกคนหรือทุกอุตสาหกรรมที่จะนำ AI มาใช้ได้ทั้งหมด ด้วยปัจจัยด้านงบประมาณ ทักษะคน ฯลฯ แต่สิ่งที่เข้าไปแทรกซึมแล้วในปัจจุบันคือการถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เป็นภัยกับประชาชน  และสิ่งที่น่ากังวลคือความรู้เท่าทัน (Literacy) จึงอยากให้มีการเตือนเรื่องนี้ในทุกวงเสวนาที่เกี่ยวกับ AI

“หากมองในมุมกระบวนการตรวจสอบข่าว เชื่อว่าทุกกองบรรณาธิการข่าวมีการตรวจสอบอยู่แล้ว เพียงแต่ปัจจุบันมีปริมาณเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีมีความเนียนมากขึ้น จึงต้องใช้กระบวนการตรวจสอบที่หลากหลายขึ้น สื่อต้องพัฒนาทักษะให้มากขึ้น   ต้องยอมรับว่าผ่านมาก็มีเหมือนกันที่เราพลาดเอง”กนกพรกล่าว

ธนบูรณ์ สมบูรณ์ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายพลเมืองสร้างสรรค์สังคม Creative Citizen กล่าวว่า เข้าไปสนใจเรื่องของ AI ในฐานะผู้ใช้งาน ตามกระแสที่บอกว่า ใครใช้ AI ไม่เป็นระวังจะโดนแย่งงานหลังจากไปอบรมก็ได้รับมุมมองว่า AI ก็เหมือนม้าเร็ว หากควบคุมมันได้เราจะสามารถขี่มันไปได้ไกลและเร็วขึ้น แต่หากควบคุมไม่ดีหรือเชื่อมากเกินไปก็อาจถูกสะบัดตกจากม้าบาดเจ็บได้ ดังนั้นจะต้องมีการตรวจสอบซ้ำ (Recheck) ไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรก ในฐานะผู้บริโภคต้องมีความตระหนักกันมากขึ้นเทคโนโลยีเป็นของดี แต่เราใช้มันอย่างระมัดระวัง

อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ในสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิทรงกลมดูน่ารัก แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ทราบว่าเป็นภาพจากบัญชีทวิตเตอร์ในประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ AI ทำขึ้นมา ซึ่งก่อนหน้านั้นตนได้แชร์ให้เพื่อนไปแล้วถึง 7 คน แต่หลังจากนั้นก็มีการตรวจสอบจนพบว่าเป็นของปลอม ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ตรวจสอบได้ยาก อย่างมิจฉาชีพโทรศัพท์มาหลอกแอบอ้างเรื่องต่างๆ ยังพอจับสังเกตได้ เช่น สำเนียงการพูดแปลกๆ สัญญาณเสียงไม่ชัด แต่พอเป็นภาพที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์นั้นเหมือนมากจนแยกแยะได้ลำบาก

สุวิตา จรัญวงศ์ ผู้ก่อตั้ง และ CEO, Tellscoreกล่าวว่า การทำงานของ Tellscore ที่ดูแลอินฟลูเอนเซอร์กว่า 1 แสนคน แผนงานในปี 2567 เบื้องต้นการยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน (KYC) ทำอยู่แล้ว แต่เมื่อ AI เข้ามา ก็ต้องทำมากขึ้น โดยจะให้นโยบายว่า อินฟลูเอนเซอร์คนใดผลิตเนื้อหาโดยใช้ AI ไม่ว่าทั้งหมดหรือผสมผสาน ขอให้แจ้งผู้รับสาร

ที่ผ่านมาพบว่าแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์ก็ยังถูกหลอก ดังนั้นในฐานะที่เป็นหน่วยงานเล็กๆ ไม่มีคำตอบ แต่มีข้อสังเกตที่ 3 ส่วน คือ ผู้ใช้งานต้องมีสติ  หน่วยงานรับแจ้งเรื่องร้องเรียนอาจมีมากขึ้น และสุดท้ายคือรัฐต้องมีกฎ  กติกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

“คนทำผิดกฎหมายเขาอาจไม่ได้ระบุออกมาว่านี่คือ AI ปัญหาที่มันเกิดเพราะเราไม่รู้ว่ามันไม่จริง เราไมได้กล่าวหาว่า AI มันไม่ดีทั้งหมด แต่มันปนมากับความจริง คนก็เลยกลัว แต่ถ้าเราเริ่มแยกออกได้มากขึ้น สิ่งที่ไม่ได้ Label มันจะต้องน่าสงสัยแล้ว ก็คือกลไกทั้ง 3 ตั้งแต่ตัวเราเอง หน่วยงานรับร้องเรียน หรือกติกาทางสังคม ก็น่าจะช่วยกันดูแลได้ดีขึ้น” สุวิตา กล่าว 

ในช่วงท้ายของงาน ยังมีกิจกรรม แนะนำโครงการ TikTok Safety Day ร่วมกับภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) โดย ชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy, TikTok Thailand กล่าวว่า TikTok ทำงานกับโคแฟคในเรื่องต่อสู้กับข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด (Misinformation) จนปัจจุบันเป็นปีที่ 3 แล้ว มีหัวข้อรณรงค์ตั้งแต่ พื้นที่ปลอดภัยในการไถฟีด , โปรดใช้วิจารณญาณในการไถฟีด ล่าสุดคือ พื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกการสร้างสรรค์  ซึ่งต้องการให้ทั้งผู้ใช้งาน ผู้ผลิตเนื้อหา และพันธมิตรต่างๆ ช่วยกันผลิตเนื้อหาเพื่อเตือนใจผู้ใช้ TikTok

สำหรับช่วงท้าย ได้รับเกียรติจากอาจารย์ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ประจำปี 2557 สรุปเนื้อหาการเสวนาทั้งหมดออกมาเป็นบทกวี เอไอ vs มนุษย์ ใครเป็นตัวร้าย  และประโยชน์ของ AI 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

‘เอไอ’เข้าใจและใช้เป็นคือผู้ช่วยชั้นดี แต่มนุษย์ยังต้องตรวจสอบความถูกต้องซ้ำ-สื่อจะใช้ต้องแจ้งผู้รับสาร

18 ม.ค. 2567 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Google News Initiative (GNI) และสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “รับมือการตรวจสอบข่าวในยุค AI” ที่ห้องประชุมชั้น 11 อาคารมงกุฎสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ในช่วงเช้า รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉายภาพขั้นตอนการผลิตเนื้อหา ที่ในอดีตอาจต้องเริ่มตั้งแต่การวิจัย การทำภาพ ทำกราฟฟิก การหาข้อมูล ทำโปรดักชั่น บันทึกภาพและเสียง การใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ-AI) ช่วยให้ขั้นตอนเหล่านี้มีต้นทุนต่ำและทำได้ง่ายเพียงการป้อนข้อมูลและใส่คำสั่งเข้าไป

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้น (Generative AI) ก็ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบ เช่น ผู้คนเชื่อถือข้อมูลข่าวสารน้อยลง เพราะไม่รู้แล้วว่าอะไรจริง-ไม่จริง หรือไม่รู้แล้วว่าเนื้อหาใดทำโดยมนุษย์หรือ AI แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังแยกแยะได้ยาก ยิ่งเนื้อหาที่ผู้สร้างมีเป้าหมายเพื่อการหลอกลวงก็ยิ่งพยายามสร้างให้แนบเนียน ขณะที่ในทางกลับกัน ปรากฏการณ์แบบนี้ยังเอื้อประโยชน์ให้กับคนโกหก เพราะเมื่อมีภาพหรือคลิปวีดีโอเกิดขึ้น บุคคลที่ถูกพาดพิงอาจอ้างว่าภาพหรือคลิปนั้นถูกสร้างโดย AI ก็ได้ แล้วคนอื่นๆ ก็อาจเชื่อโดยไม่ตรวจสอบ

“นอกจากนี้ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ ‘หลอนมโนเอาเอง’ เวลาที่ Generative AI สร้างเนื้อหาใหม่ที่ดูน่าเชื่อถือ เป็นไปได้ แต่ที่จริงแล้วเนื้อหามันไม่ได้เท็จหรือมันอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ว่าถูกนำเสนอให้เป็นข้อมูลความจริง ซึ่งลักษณะแบบนี้มันก็อาจจะมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เหมือนว่าจะเป็นจริงแต่ไม่จริง หรือเป็นการสร้างข้อมูลเท็จขึ้นมาเลย อย่างเช่นการสร้างเว็บไซต์ที่พูดถึงคน หรือพูดถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง แล้วก็มีการทำบรรณานุกรมไปยังบทความ หนังสือ หรืองานวิจัยที่ไม่มีอยู่จริง แต่สร้างให้ดูน่าเชื่อถือ” รศ.ดร.ปรีดากล่าว

ชวรงค์ ลิมปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติยังไม่ได้จัดทำแนวปฏิบัติเรื่องการนำ AI มาใช้ในงานข่าวแต่อย่างใด ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าอย่างนี้ควรจะทำอย่างไร ดังกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีการใช้ AI ทำภาพประกอบ ซึ่งทั้งๆ ที่มีภาพจริงแต่ไม่นำมาใช้เผยแพร่   โดยหลักแล้วหากนำ ภาพที่ถูกสร้างมาด้วย AI มาใช้ต้องแจ้งผู้รับสารด้วยเพื่อให้เกิดความชัดเจน ซึ่งนี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ และเข้าใจว่าจะเริ่มมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ในมุมของภาพถือว่าเห็นชัดเจนแล้วเพราะมีกรณีที่นำ AI มาใช้กันมาก แต่ในส่วนของเนื้อหาข่าวอาจมีแต่ยังไม่ทราบเพราะผู้จัดทำเนื้อหาไม่ได้บอก นอกจากนั้น AI ยังไม่สามารถทำงานร่วมกับข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้มากนัก พบว่ามีข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน 

“ความสามารถในการสร้างข้อมูลในภาษาไทย หากมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นในแวดวงสื่อ ถ้าคนที่ทำสื่อนำเอา Generative AI มาใช้โดยไม่บอกกับผู้อ่าน หรือไม่ได้ทำตามหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งในที่ประชุมของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติก็มีการเสนอกันแล้วว่า วันนี้ก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติก็จะต้องลงมากำกับดูแลเรื่องนี้เพื่อคุ้มครองผู้รับสื่อ” ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยผ่าน 3 ยุคก่อนหน้า คือยุคเกษตร ยุคอุตสาหกรรม และยุคคอมพิวเตอร์เบื้องต้นรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) แต่หลังจากนี้ไปจะยิ่งก้าวกระโดดมากขึ้นด้วยศักยภาพของเทคโนโลยี ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 มีการจัดงาน Digital Thinkers Forum # เวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่ 26 เราจะใช้เอไออย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย มีคำสำคัญคำหนึ่งคือ “At scale” หมายถึงผลผลิตและผลกระทบของเทคโนโลยีสามารถแผ่กระจายได้กว้างและรวดเร็ว จึงมีคำถามว่า ทักษะที่มีอยู่เดิมอย่างการตรวจสอบและรู้เท่าทันสื่อ เมื่อต้องสู้กับข้อมูลที่ถาโถมเข้ามา เราจะรับมืออย่างไร

ซึ่ง AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ มาจากการประมวลผลทางสถิติของระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีที่มาจากการรู้จักพฤติกรรมของเราเอง ทำให้ AI ก็อาจมีอคติ (Bias) ได้ ด้วยการแปลงข้อมูลที่สอดรับกับจริตความสนใจหรือความชอบของเรา อย่างในสื่อสังคมออนไลน์จะเรียกสิ่งนี้ว่า อัลกอริทึม (Algorithm) ดังนั้นเราจึงต้องตั้งสติก่อนเชื่อและแชร์ ทั้งนี้ ในเวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่ 26มีการถกเถียงกันใน 2 มุมมอง ระหว่างฝ่ายคนทำงานด้านเทคโนโลยีที่มองเห็นโอกาสมากมายจาก AI แต่ฝ่ายที่ทำงานด้านสังคมก็จะกังวลเรื่องความเสี่ยงของผลกระทบ เพราะขนาดที่เป็นอยู่ระดับในปัจจุบันยังมีคนถูกหลอก และมีข้อเสนอหลายเรื่องที่แต่ละฝ่ายต้องทำ

“แพลตฟอร์ม เช่น ยูทูบ เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) กูเกิล ก็อาจจะต้องพัฒนาเครื่องมือในการที่จะมาตรวจสอบข้อมูลลวง สิ่งที่มันสร้างโดย AI เพื่อเตือนผู้บริโภคมากขึ้น แล้วก็ตัวสื่อมวลชนเอง ผู้บริโภคเอง ก็จะต้องทำอะไรบางสิ่งบางอย่างด้วย ก็เป็นที่มาต่อเนื่องกับวงในวันนี้ เพราะสุดท้ายส่วนหนึ่งก็คาดหวังว่าสื่อมวลชนจะต้องช่วยประชาชนในการที่จะตรวจสอบ อย่างกรณีภาพรถการ์ตูน มิตซูบีบิ สื่อควรจะต้องช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่าสื่ออาจจะไปรายงานต่อเองด้วยไมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่รถมิตซูบิชิ แต่เป็นรถ AI เป็นต้น ในอนาคตมันอาจจะมีการพลาดแบบนี้ได้ง่ายๆ เมื่อวานก็มีข้อเสนอจาก ThaiPBS ว่าสื่อจะต้องมีการ Upskill-Reskill  เพื่อทำให้มีเครื่องมือในการตรวจสอบความถูกต้องก่อนการเผยแพร่” สุภิญญา กล่าว

รศ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉายภาพการทำงานของสื่อมวลชน จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเป็นผู้สื่อข่าวมาก่อน โดยในอดีตจะมีการประชุมกองบรรณาธิการในช่วงเช้า ก่อนแยกย้ายไปทำข่าวตามที่ได้รับมอบหมาย ในการสัมภาษณ์แหล่งข่าวจะเทปคาสเซ็ตต์บันทึกเสียงพร้อมกับจดรายละเอียดลงสมุด ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่นสื่อหนังสือพิมพ์เริ่มใช้ภาพประกอบข่าวมากขึ้นแทนการมีแต่ตัวหนังสืออย่างเดียว มีการทำอินโฟกราฟฟิกประกอบ ไม่แยกระหว่างข่าวเบา-ข่าวหนัก

หรือในอดีตจำนวนสื่อก็มีน้อย หนังสือพิมพ์มีสิบกว่าฉบับ โทรทัศน์มี 5 ช่อง ผู้รับสารก็ไม่ต้องตรวจสอบมากนักเพราะเชื่อว่าคนทำสื่อหรือกองบรรณาธิการจะดูแลให้ แต่ปัจจุบันผู้สื่อข่าวอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปฟังสัมภาษณ์ในสถานที่นั้นหรือไปหาแหล่งข่าว เพราะสามารถฟังหรือชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ หรือสัมภาษณ์แหล่งข่าวทางโทรศัพท์ ไปจนถึงใช้ AI ช่วยรวบรวมข้อมูลมาใช้เขียนข่าวโดยอ้างอิงว่าใช้ข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง จากเดิมที่ในอดีตการหาข้อมูลต้องไปที่ห้องสมุด 

ธนภณ เรามานะชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวสอบข้อมูล ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า AI ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ใช้กันมาเป็นสิบปีแล้ว อย่างเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลอย่างกูเกิล ก็ใช้ AI ช่วยปรับปรุงให้การแสดงผลการค้นหามีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่เป็นการใช้งานแบบหลังบ้านคือพัฒนาระบบกันภายในบริษัท ไมได้ใช้ในส่วนของผู้บริโภค แต่ผู้บริโภคจะได้รับผลการค้นหาที่แม่นยำขึ้น หรือช่องการค้นหาที่ใช้ AI มาช่วยคาดเดาว่าผู้ใช้งานต้องการพิมพ์คำใด เป็นตัวช่วยในกรณีที่ผู้ใช้งานสะกดคำนั้นไม่ถูก

ขณะที่ปัจจุบันมีฟังก์ชั่น “Bard” ใน Google Doc เป็น AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาได้โดยใส่คำสั่งเข้าไป เช่น ช่วยสร้างใบเสนอราคา จดหมายเชิญ หนังสือเอกสารของทางราชการ เท่าที่ตนลองทดสอบพบว่าร่างออกมาได้แม่นยำพอสมควร ซึ่งอาจบอกว่าได้ Bard คืออีกระดับหนึ่งของการค้นหาในกูเกิล กล่าวคือ Bard จะรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้แสดงผลการค้นหาเป็น Link เว็บไซต์อย่างการค้นกูเกิลแบบเดิม แต่สรุปมาเป็นตัวหนังสือที่ประมวลผลมาจากคลังข้อมูล หรือ Google Sheets ที่ช่วยเขียนสูตรให้ เนื่องจากหลายคนอาจไม่ถนัดในการใช้โปรแกรม Excel เป็นต้น 

“AI มันไม่ได้มีแค่ในส่วนที่เป็น Chat GPT Generative AI เท่านั้น ยังมีฟังก์ชั่นอื่นที่เราสามารถใช้งานได้ แล้วมันเกิดประโยชน์ในการทำงาน คือถ้าเกิดในมุมมองของนักข่าว ผมก็จะมองว่าอาจช่วยในการเขียนสคริปต์ ช่วยร่างสคริปต์ในเบื้องต้น ถ้ามันมีรายละเอียดอะไรค่อยมาใส่เพิ่ม มันก็จะช่วยได้ แต่สุดท้ายการทำงานในกองบรรณาธิการ เครื่องมือเหล่านี้มันมีอยู่แล้ว แต่เราต้องมี บก. หรือมีคนมาตรวจสอบเพื่อให้ข้อเท็จจริงมันถูกต้อง” ธนภณกล่าว

พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการมาของ Generative AI ในกรณีของต่างประเทศ เช่น การสร้างภาพลามกอนาจาร การสร้างบุคคลที่ไม่มีตัวตนขึ้นมามีบทบาททั้งการรีวิวสินค้า การโฆษณา ไปจนถึงอ้างว่าเป็นแพทย์ หรือการสร้างเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง พร้อมกับนำตัวอย่างภาพจริงและภาพที่ AI สร้างขึ้นมาให้ผู้ร่วมงานสัมมนาดู ซึ่งพบว่าหลายภาพ AI ทำได้เนียนมากจนแยกไม่ออก หรือทำคลิปวีดีโอที่ดูเหมือนคนจริงๆ กำลังพูด กระทั่งจับสังเกตได้ว่าใบหน้าเบี้ยวและนิ้วมือผิดรูป

ในเบื้องต้นปัจจุบันมีเว็บไซต์หลายแห่งจัดทำขึ้นเพื่อตรวจสอบเนื้อหาที่ใช้ AI ทำขึ้น เช่น deepware.ai สำหรับตรวจสอบคลิปวีดีโอ หรือเว็บไซต์ isitai.com สำหรับตรวจสอบภาพ แต่ก็ตรวจได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้นอาจต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติม โดยมีคำแนะนำจากต่างประเทศ เช่น สังเกตรอยต่อระหว่างหน้าผากกับเส้นผม ลักษณะของมือ เท้า ปาก ฟัน นิ้ว ว่าผิดปกติหรือไม่ ผิวเนียนเกินไปหรือไม่ หากเป็นคลิปวีดีโอคนในคลิปมีการกระพริบตาหรือเปล่า เพราะ AI จะไม่กระพริบตา แต่ AI ก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ คำเตือนนี้จึงใช้ไม่ได้ตลอดไป

ทั้งหมดนี้ผู้เชี่ยวชาญเขาก็ย้ำว่า มันใช้เครื่องมืออย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้ร่วมกับการตั้งคำถาม ต้องคิดก่อนแล้วต้องพิจารณาว่า AI มันทำอะไรได้หลายอย่างแล้ว ก็ต้องใช้ร่วมกับ Media Literacy (การรู้เท่าทันสื่อ) แล้วก็ชวนมองไปข้างหน้าว่าเรื่อง AI ก็ต้องมี AI Literacy (การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์) ด้วยเหมือนกัน พีรพล กล่าว

ส่วนกิจกรรมในช่วงบ่าย เป็นการบรรยายหัวข้อ “Tips and Trends สำหรับสื่อมวลชนในยุคเอไอโดย ผศ.ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เริ่มต้นด้วยการย้ำอีกครั้งต่อจากวิทยากรในช่วงเช้า ว่า สิ่งที่ AI ทำ คือการกวาดข้อมูลจำนวนมากจากคลังข้อมูลแล้วมาประมวลผลหาคำตอบที่คิดว่าตรงที่สุด เช่น ตนเคยทดลองถาม AI ยอดนิยมอย่าง Chat GPT ว่าอยากสอนในสิ่งที่ยังไม่เคยสอน ผลคือมีข้อมูลขึ้นมาให้อ่านเป็นจำนวนมาก แต่ข้อมูลบางส่วนเหมือนกับงานวิจัยที่เพิ่งอ่านไปก่อนหน้านั้นไม่นานนัก 

ดังนั้นแล้ว “AI จึงมีประโยชน์ในการช่วยค้นหาข้อมูลในเบื้องต้น แต่สุดท้ายการเรียบเรียงออกมาก็ต้องอาศัยมนุษย์ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง มีตัวอย่างการทดลองใช้ AI ของกูเกิลอย่าง Bard ช่วยเขียนบทความโปรโมทร้านอาหาร แต่ข้อความนั้นก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพราะมีรายละเอียดบางอย่างไม่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ เนื้อหาที่ AI ประมวลผลมาจึงให้ดูไว้เพียงเป็นแนวทาง หรือใช้ช่วยตั้งชื่อหัวข้องานสัมมนา ก็จะมีข้อความขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ต้องเอาไปให้เพื่อนที่เป็นครีเอทีฟช่วยเลือกข้อความที่น่าจะโดนใจคนมากที่สุด

แม้กระทั่งการทำคลิปวีดีโอ ถ่ายมาทั้งหมดยาว 1 ชั่วโมง จะตัดให้สั้นลง เช่น ตัดเหลือ 1 นาที สำหรับลงแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก ซึ่งหากทำเองทั้งหมดจะเหนื่อยมาก ก็มีโปรแกรมที่ให้ AI ช่วย แต่การเลือกช็อตวีดีโอของ AI อาจไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการนำเสนอ เช่น ผู้ใช้งานต้องการทำสารคดีวิถีชุมชนท้องถิ่น แต่ AI ไปตัดคลิปวีดีโอมาแต่ช็อตที่เป็นวิวสวยๆ AI จึงเป็นตัวช่วยย่นระยะเวลาและความเหนื่อยจากการต้องมาไล่สแกนฟุตเทจทีละช็อตทั้งชั่วโมง แต่สุดท้ายผู้ใช้งานก็ต้องตรวจสอบอีกครั้งก่อนนำไปเผยแพร่ 

มันมีคำหนึ่งเสมอ มนุษย์ต้องควบคุมดูแลการใช้ AI เป็น ดังนั้นการรู้เท่าทันที่ดีที่สุดคือต้องรู้ว่าเราจะใช้มันทำอะไร ในกระบวนการไหน มันมีโอกาสจะผิดพลาดอยู่ตรงไหน และเราเป็นคนจัดการมันจนได้ชิ้นงานสุดท้ายที่มีคุณภาพออกมาอย่างไร นั่นคือหน้าที่ของเรา ผศ.ดร.สกุลศรี กล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

เราจะป้องกัน และแก้ปัญหาความเสี่ยงของ generative AI ต่อประเด็นข่าวลวงได้อย่างไร 

เราจะป้องกัน และแก้ปัญหาความเสี่ยงของ generative AI ต่อประเด็นข่าวลวงได้อย่างไร : เอกสารประกอบงาน Digital Thinkers Forum #เวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 26 "เราจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย" ที่มีเป้าหมายเพื่อความรู้เท่าทันในยุคดิจิตอล | วันที่ 17 ม.ค. 67 | ณ SCBX NEXT TECH ชั้น4 สยามพารากอน

ความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยีผู้พัฒนา generative AI 

หลายๆความเสี่ยงที่ได้กล่าวถึง โดยเฉพาะในส่วนของ AI หลอน หรือการใช้ generative AI ในการสร้างเนื้อหา ภาพ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ตอกย้ำความเชื่อผิดๆ ข่าวลวง หรือการสร้างความเกลียดชังขัดแย้งในสังคมนั้น  ในแง่มุมนึงก็คือประเด็นความใหม่ของเทคโนโลยีที่เพิ่งเข้าสู่การใช้อย่างกว้างขวางไม่นาน ยังขาดการพัฒนาระบบป้องกันและการติดตามแก้ปัญหาให้เท่าทันกับสถานการณ์​ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มีระบบป้องกัน (guardrails) และแก้ปัญหาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลลวงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างระบบอย่าง ChatGBT หรือ Bard ก็สามารถสร้างเนื้อหาในประเด็นละเอียดอ่อนต่างๆได้ดีขึ้น ระบบได้รับการแก้ไขปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา  แต่อย่างไรก็ตามในทางหลักการแล้วนั้น เทคนิควิธีการของ LLM ส่วนใหญ่ก็ยังมีปัญหาในตัวของมันเอง เช่น การที่ไม่รู้ว่าอะไรจริงไม่จริง  อะไรคือประเด็นและความซับซ้อนของหัวข้อที่มีความละเอียดอ่อนต่างๆ  นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคในการใช้งานระบบเหล่านี้  หรือแม้แต่ความพยายามของกลุ่มที่ไม่หวังดีที่ตั้งใจจะใช้เป็นเครื่องมือในทางลบ   ล้วนเป็นประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนทั้งสิ้น  

หลายครั้งมักมีผู้กล่าวว่าเราควรใช้ระบบ AI เหมือนกัน ในการตรวจสอบว่าเนื้อหาใดๆถูกสร้างโดย generative AI หรือไม่  แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยากมากในปัจจุบัน แม้แต่ OpenAI ก็เคยเปิดตัวเครื่องมือ AI ที่มาใช้ตรวจสอบเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดย generative AI แต่ในเวลาไม่นานนักก็ต้องปิดตัวลง เพราะความแม่นยำในการตรวจสอบต่ำมาก อยู่ที่ราวยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็มีเครื่องมือ AI ที่กำลังพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวัง ดักจับ และตรวจสอบเนื้อหาว่าสร้างจาก AI อยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางได้สำเร็จ 

ดังนั้นการปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีต่างๆบอกว่าจะจัดการความเสี่ยงต่างๆของระบบด้วยตัวเองทั้งหมดนั้นอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพ เพราะมักขาดความชัดเจน โปร่งใส และแม้แต่แรงจูงใจในการพัฒนาระบบที่ปลอดภัย เมื่อเทียบต้นทุนที่ต้องใช้กับการเร่งพัฒนาระบบและตัวธุรกิจให้ได้กำไร บริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ก็ย่อมจะเลือกการทำกำไรเป็นหลัก ซึ่งหลายครั้งข่าวลวงหรือข้อมูลที่ไม่จริงแต่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงภาพ และ vdo ปลอมนั้นได้รับความสนใจจากผู้ใช้อย่างมากมาย เหนือกว่าข่าวจริงอย่างมาก ซึ่งก็ย่อมจะทำกำไรให้กับบริษัทมากขึ้นไปด้วย เช่น ผ่านการขายหรือวางโฆษณาอัตโนมัติ การจัดการเรื่องเหล่านี้โดยบริษัทเทคโนโลยีเองจึงมีความยากลำบาก ทั้งในมุมความซับซ้อนของเทคโนโลยี และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ   ในกระแสการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่รอบล่าสุดของเหล่าบริษัทเทคโนโลยีต่างๆในปี 2023 นั้น พบว่าพนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลควบคุมเนื้อหา และความปลอดภัยต่อผู้ใช้ หรือการต่อต้านเนื้อหาลวง เป็นกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างไปเป็นจำนวนมาก 

ความพยายามเชิงโนบายและการกำกับดูแล 

สหรัฐอเมริกา 

ในเดือน ก.ค. 2023 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 7 บริษัทประกอบด้วย Google, Microsoft, Meta (facebook), OpenAI, Amazon, Anthropic และ Inflection ได้พบกับประธานาธิบดีไบเดน  และได้มีข้อตกลงร่วมกันเบื้องต้นในการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยแต่ละบริษัทจะไปดำเนินการในลักษณะของอาสาสมัคร ไม่ได้มีกลไกบังคับโดยเฉพาะ เนื้อหาหลักของข้อตกลงนี้คือการให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย ความมั่นคง และความน่าเชื่อถือ (safety, security & trust)” ในการพัฒนาเทคโนโลยี AI 

ด้านความปลอดภัย  บริษัทจะทดสอบความปลอดภัยและศักยภาพของระบบ AI ของตน รวมถึงให้หน่วยงานภายนอกมาทดสอบ ประเมินความเสี่ยงในด้านต่างๆต่อสังคม ความเสี่ยงด้านชีวภาพ และความมั่นคงไซเบอร์  และเปิดเผยผลการทดสอบเหล่านั้นให้กับสาธารณะ 

ด้านความมั่นคง  บริษัทจะป้องกันระบบ AI จากการโจมตีทางไซเบอร์ และความเสี่ยงจากคนใน แล้วแบ่งปันองค์ความรู้ วิธีการ และมาตรฐานต่างๆในการป้องกันการใช้ที่ผิดทาง ลดความเสี่ยงต่อสังคม และปกป้องความมั่นคงของชาติ 

ความน่าเชื่อถือ  ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทต่างๆที่เข้าร่วมนั้นเห็นพ้องกันมากที่สุดก็คือการทำให้ผู้ใช้สามารถรับรู้ได้อย่างง่ายดายว่าข้อมูลหรือภาพที่เห็นนั้นถูกสร้างหรือปรับปรุงขึ้นโดย AI นอกจากนั้นก็มีประเด็นเรื่องการทำให้ AI ไม่ขยายการเหยียดหรืออคติ ป้องกันเด็กเยาวชนจากอันตราย และใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาสำคัญเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ และมะเร็ง 

หลังจากการหารือข้อตกลงดังกล่าว  ในเดือน ต.ค. 2023 ประธานาธิบดีไบเดนก็ออกคำสั่งประธานาธิบดีเรื่อง “ปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัย มั่นคง และน่าเชื่อถือ” ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สอดคล้องกับข้อตกลงความร่วมมือในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า 

 ในคำสั่งนี้ บริษัทด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI จะต้องให้ข้อมูลผลการทดสอบความปลอดภัยและประเด็นอื่นๆกับรัฐบาลก่อนที่จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการกับสาธารณะ  โดยรัฐบาลจะกำหนดมาตรฐานการทดสอบ โดยมีสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติเป็นแกนหลักในการพัฒนามาตรฐาน  

นอกจากนั้นยังมีประเด็นสำคัญอีกหลายอย่าง เช่น 

  • ข้อแนะนำอย่างเป็นทางการ (official guidance) เกี่ยวกับการใส่ลายน้ำ (watermark) หรือการกำหนดฉลากดิจิตอล (digital labeling) เพื่อให้ผู้ใช้รับรู้ว่าเนื้อหาใดถูกสร้างหรือปรับปรุงด้วย AI ซึ่งจะทำให้สามารถแยกแยะได้ง่ายขึ้น ป้องกันหรือลดการเผยแพร่ข่าวปลอมหรือเนื้อหาลวงในลักษณะต่างๆได้  สามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น 
  • บริษัทที่พัฒนาโมเดล AI ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ-เศรษฐกิจ หรือมีความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ต้องส่งผลทดสอบความเสี่ยงเหล่านั้นให้กับหน่วยงานของรัฐ 
  • รัฐจะกำหนดแนวปฏิบัติในการทดสอบระบบแบบ red-team testing หรือการที่ผู้ทดสอบจำลองสถานการณ์เป็นแฮกเกอร์เพื่อทดสอบระบบ 
  • มาตรฐานเกี่ยวกับการคัดกรองความเสี่ยงของโครงการ AI ที่เกี่ยวกับชีววิทยาและยีนส์ ที่อาจนำไปสู่การสร้างอาวุธชีวภาพได้ 
  • การพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการใช้ AI และ algorithm แล้วทำให้เกิดการการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มเฉพาะต่างๆในสังคม ทั้งในมุมของการจ้างงาน การรับสิทธิประโยชน์ของรัฐ  และการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นธรรม 
  • มาตรการต่างๆสำหรับหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้เกิดการใช้งานระบบ AI อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว  คำนึงถึงสิทธิของประชาชน 

(ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งประธานาธิบดีได้ที่ [https://www.whitehouse.gov/briefing-room/statements-releases/2023/10/30/fact-sheet-president-biden-issues-executive-order-on-safe-secure-and-trustworthy-artificial-intelligence/])

กลุ่มประเทศ G7 

ในเดือน พ.ค. 2023 มีการประชุมประจำปีผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น  โดยมีการจัดตั้ง “Hiroshima AI Process” ซึ่งเป็นคณะทำงานของ G7 ในการศึกษาโอกาสและความท้าทายของ AI  ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายที่ชัดเจนก็คือการแก้ปัญหาข้อมูลลวง (misinformation) โดยเฉพาะในบริบทของ generative AI 

และในเดือน ต.ค. 2023 ก็ได้มีการเปิดตัวแถลงการณ์ Hiroshima AI Process พร้อมด้วยหลักปฏิบัติ (code of conduct) และหลักการณ์สำคัญ​ (principles) เกี่ยวกับระบบ AI ที่มีความก้าวหน้า (advanced AI systems) 

ในหลักปฏิบัตินั้น กำหนดขั้นตอนการดำเนินการขององค์กรใดๆในการพัฒนาและใช้ระบบ AI  โดยเป็นแนวปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับหลักการ 11 ข้อ 

  • กระบวนการกำหนด ประเมิน และป้องกันความเสี่ยงของชั่วชิวิตของระบบ AI  ทั้งก่อนและหลังการเปิดตัวในตลาด 
  • กระบวนการค้นหาและป้องกันจุดอ่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ และการใช้ในทางที่ผิด เมื่อได้เปิดตัวในตลาดแล้ว 
  • รายงานต่อสาธารณะในเรื่องศักยภาพความสามารถของระบบ AI  ข้อจำกัด บริบทของการใช้งานที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม เพื่อความโปร่งใสและความรับผิดชอบ 
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลปัญหาต่างระหว่างองค์กรผู้พัฒนาระบบ AI ด้วยกันอย่างรับชอบ เพื่อการสร้างความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐาน เครื่องมือ กลไก และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความปลอดภัย มั่นคง และน่าเชื่อถือของระบบ AI 
  • พัฒนา ดำเนินการ และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบธรรมาภิบาล AI และนโยบายจัดการความเสี่ยง
  • ดำเนินการจัดการควบคุมความมั่นคงของระบบ ทั้งในเชิงกายภาพ ไซเบอร์ และการป้องกันความเสี่ยงจากคนใน 
  • พัฒนาและใช้งานกลไกสำหรับให้ผู้ใช้สามารถรับรู้ว่าเนื้อหาใดสร้างขึ้นโดย AI (เช่น มีข้อมูลระบุได้ว่าสร้างจากบริการหรือ AI model ใด) หรือกำลังปฏิสัมพันธ์กับระบบ AI อยู่ โดยจะต้องรับรู้ได้โดยง่ายและน่าเชื่อถือ 
  • ให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาความปลอดภัย ความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของระบบ  แก้ปัญหาและป้องกันความเสี่ยงสำคัญต่างๆ 
  • ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ AI เพื่อแก้ปัญหาสำคัญที่สุดของโลกต่างๆ โดยเฉพาะในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainabel Development Gaols -SDGs) วิกฤตสภาพอากาศ​ สุขภาพของโลกและการศึกษา เป็นต้น  และควรสนับสนุนการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จากระบบ AI 
  • พัฒนาและปรับใช้มาตรฐานทางเทคนิค และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด ในระดับระหว่างประเทศ  เช่น การใช้ลายน้ำ วิธีการทดสอบระบบ การตรวจสอบเนื้อหาว่าเป็นของจริง ฯลฯ 
  • ดำเนินการการนำเข้าข้อมูลอย่างเหมาะสม โปร่งใส ได้คุณภาพ ป้องกันอคติที่เป็นอันตราย  และมีการป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพยสินทางปัญญา 

สหภาพยุโรป 

ในยุโรปมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำกับดูแล AI ในหลากหลายลักษณะ  โดยเฉพาะในมุมของเนื้อหาลวง (misinformation)  ในปี 2022 มีการจัดตั้ง “หลักปฏิบัติของสหภาพยุโรปด้านเนื้อหาลวง (EU Code of Practice on Disinformation)” ซึ่งเป็นกลไกการกำกับดูแลตัวเองในหมู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมโฆษณา และภาคประชาสังคม โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ปัจจุบันมีหน่วยงานสมาชิกเข้าร่วมกว่า 44 องค์กร รวมบริษัทเช่น Meta (facebook), Google, Youtube, TikTok, OpenAI, LinkedIn  ฯลฯ   

โดยองค์กรสมาชิกร่วมกันพัฒนาหลักปฏิบัติที่ประกอบไปด้วยข้อตกลงดำเนินการ (committments) 44 ข้อ และมาตรการต่างอีก 28 ข้อ ในประเด็นสำคัญ เช่น การป้องกันระบบโฆษณาไม่ให้ถูกใช้เรื่องข้อมูลลวง  โฆษณาทางการเมืองต้องโปร่งใส  การป้องกันพฤติกรรมในการขยายข่าวลวงข้าม platforms ต่างๆ การดูแลผู้ใช้ให้สามารถรับรู้ว่าอะไรเป็นข้อมูลลวงหรือไม่ใช่ความจริงได้โดยง่ายรวมถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยเพื่อศึกษาและจัดการปัญหาข้อมูลลวงรวมถึงการให้การเข้าถึงชุดข้อมูลวิจัยที่สำคัญต่อเป้าหมายดังกล่าว  การสนับสนุนเครือข่ายการตรวจสอบข่าว (fact checking) การรายงานผลอย่างเป็นระบบและโปร่งใสเกี่ยวกับการปฏิบัติให้ code of practice นี้ผ่านระบบข้อมูลกลางที่เรียกว่า Transparency Centre ฯลฯ  

ในเดือนกันยายนได้มีการรายงานผลรอบ 6 เดือนในการประยุกต์ใช้หลักปฏิบัติฯนี้ในแต่ละ platform หรือระบบที่เกี่ยวข้อง และเป็นการรายงานที่ประชาชนหรือผู้สนใจสามารถไปติดตามข้อมูลผลรายงานได้อย่างโปร่งใส  

ในรายงานมีเนื้อหาเกี่ยวกับบริบทเฉพาะที่มีความสำคัญกับประเด็นข่าวลวงตามที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นสงครามยูเครน โดยมีการรายงานความคืบหน้าที่น่าสนใจเช่น  Youtube ได้ยุติช่องในะระบบกว่า 400 ช่องที่เกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เชื่อมโยงกับหน่วยงาน Internet Research Agency (IRA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซียในช่วงระหว่างเดือน ม.ค. ถึง เม.ย. 2023 และ Google ยังลบโฆษณาจากกว่า 300 เว็บไซต์ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ  Meta (facebook) ขยายความร่วมมือในการตรวจสอบข่าว (fact-checking) กับ 26 หน่วยงาน ครอบคลุม 22 ภาษาในสหภาพยุโรป  ขณะที่ TikTok มีการตรวจสอบข่าวในภาษารัสเซีย ยูเครน เบลารุส และอีก 17 ภาษาในยุโรป และมีความร่วมมือกับ Reuter ในการตรวจสอบข่าว ทำให้มีการตรวจสอบวิดิโอ 832 ชิ้น และมี 211 ชิ้นที่ถูกลบออกไปจากระบบ 

นอกจากนั้นยังมีการทำงานร่วมกับหน่วยวิจัย TrustLab ในการทดลองการวิเคราะห์เชิงลึกใน 3 ประเทศ คือ โปแลนด์, สโลวาเกีย และสเปน โดยมีการคัดกรองแล้ววิเคราะห์ข้อความจาก social media 6,155 ชิ้น และบัญชีผู้ใช้ 4,460 ราย จาก Facebook, Instagram, LinkedIn, TikTok, Twitter (ปัจจุบันคือ X) และ Youtube  เพื่อให้สามารถแสดงข้อมูลสำคัญในหลักปฏิบัติด้านข่าวลวงของ EU ที่เรียกว่า “ตัวชีัวัดเชิงโครงสร้าง (structural indiciators)” ที่จะทำให้การติดตามการปฏิบัติตามหลักปฏิบัตินั้นมีผลอย่างเป็นรูปธรรม  ซึ่งมีตัวชี้วัดสำคัญและผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ 

Discoverability หรือความสามารถในการค้นเจอ  คืออัตราส่วนระหว่างข้อมูลลวงและเนื้อหาที่ความอ่อนไหวในประเด็นต่างๆ ซึ่งพบว่า Twitter (X) มีอัตราสูงสุดคือ 0.428 รองลงมาคือ Facebook (0.313) ขณะที่ Youtube มีน้อยที่สุดคือ (0.082) 

Absolute post engagement คือค่าเฉลี่ยของปฏิสัมพันธ์ (engagement) ของเนื้อหาลวงแต่ละชิ้น  และ Relative post engagement คืออัตราส่วนระหว่างค่าเฉลี่ยของ Absolute post engagement ของเนื้อหาลวง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ abosolute post engagement ของเนื้อหาที่ไม่ใช่ข่าวลวง  ซึ่งยิ่งมีค่า relative post engagment สูงเท่าใดก็ย่อมแสดงว่าผู้ใช้ในระบบนั้นๆมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นอันตราย เพราะอาจเจอพื้นที่ที่ความปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาลวงมากกว่าเนื้อหาทั่วไปอย่างมาก  ซึ่งในส่วนของ absolute post engagement นั้นค่าสูงสุดคือ TikTok และ Youtube ตามลำดับ  แต่ในค่า relative post engagement กลายเป็น Twitter มีค่าสูงที่สุด รองลงมาจึงเป็น Youtube 

Ratio of disformation actors หรือสัดส่วนของผู้ตั้งใจเผยแพร่ข้อมูลลวงเมื่อเทียบกับผู้ใช้ทั่วไปที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิเคราะห์​   โดยพบว่า Twitter และ Facebook มีสัดส่วนผู้ตั้งใจเผยแพร่ข้อมูลลวงเทียบกับกลุ่มตัวอย่างทั่วไปถึง 8-9 % ขณะที่ Youtube นั้นต่ำสุดคือมีอัตราส่วนเพียง 0.8%  และพบว่าผู้ที่ตั้งใจจะเผยแพร่เนื้อหาลวงจะติดตามผู้ใช้มากกว่าผู้ใช้ทั่วๆไปมาก  และมักจะเพิ่งสมัครเข้าใช้ระบบต่างๆได้ไม่นาน 

จะเห็นได้ว่า Twitter หรือ X ในปัจจุบันนั้น หากดูข้อมูลเฉพาะ 3 ประเทศในยุโรปที่ทำวิจัย กลายเป็นระบบที่มีการเผยแพร่ข้อมูลลวงมากที่สุดเทียบในเชิงสัดส่วนเมื่อเทียบกับ platform อื่นๆ  และ X เลือกที่จะถอนตัวไม่เข้าร่วมกับ EU Code of Conduct ดังกล่าวอีกด้วย 

ในช่วงกลางปี 2023 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้ขอให้บริษัทเทคโนโลยีสำคัญเช่น Google, Meta, Microsoft, TikTok และสมาชิกของ Code of Conduct ให้ช่วยตรวจจับภาพ วิดิโอ และเนื้อหาที่สร้างขึ้นจาก AI และทำให้ผู้ใช้ทราบว่าเนื้อหานั้นๆถูกสร้างด้วย AI ด้วยการปิดป้ายที่ทำให้เข้าใจง่าย  

นอกจากแนวทางการกำกับดูแลกันเองในลักษณะ Code of Conduct ดังกล่าวแล้ว ในเดือน ส.ค. 2023 ได้มีการผ่านกฏหมาย Digital Services Act -DSA ในระดับสหภาพยุโรป ที่บังคับให้ platforms ที่มีผู้ใช้อย่างน้อย 45 ล้านคนต่อเดือนต้องมีการทำแผนประเมินและป้องกัน/จัดการความเสี่ยง  ต้องยินยอมให้หน่วยงานวิจัยเข้าไปวิเคราะห์ความเสี่ยงถึงอันตราย และความโปร่งใสของระบบต่างๆโดยเฉพาะ algorithms  รวมถึงการที่ต้องรับผิดชอบในการจัดการกับเนื้อหาอันตราย และเนื้อหาลวงต่างๆ   ซึ่งมีบทลงโทษที่หนักพอสมควรหากมีการฝ่าฝืน เพราะสามารถปรับเป็นเงินได้ถึง 6% ของรายได้ทั่วโลกของ platform นั้นๆ หรืออาจถูกแบนหรือยุติการใช้งานในสหภาพยุโรปได้ 

สหภาพยุโรปกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาร่างกฏหมายอีกหนึ่งฉบับที่เกี่ยวข้องที่เรียกว่า EU AI Act ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของสหภาพยุโรป โดยมีเนื้อหาที่จะกำกับดูแลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ในภาพรวม และส่งเสริมพัฒนาการในยุโรป  ในส่วนที่เกี่ยวกับ generative AI และข้อมูลลวงนั้น  จะมีเนื้อหาที่บังคับให้โมเดลพื้นฐาน (Foundation Module -FM) จะต้องถูกประเมินความเสี่ยงต่างๆ ทั้งในเรื่องความถูกต้อง การสร้างเนื้อหาลวง หรือความเสี่ยงเรื่องผลในเชิงการเลือกปฏิบัติหรืออคติต่างๆ และมีแนวทางการจัดการป้องกัน รวมถึงการทดสอบถึงความเสี่ยงต่างๆของ FM เหล่านี้ (FM หมายถึง LLM นั่นเอง) และการสร้างความโปร่งใสของความเสี่ยงและผลทดสอบต่างๆให้กับสาธารณะ  รวมถึงการไม่ละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลและสินทรัพย์ทางปัญญา โดยเฉพาะการนำเข้าชุดข้อมูลมาเทรน FM ต่างๆ 

และในเดือน ธ.ค. 2023 สหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับกฏเกณฑ์แนวทางสำคัญในการควบคุมดูแล AI ที่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในกฏหมาย AI ของสหภาพยุโรป ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจหรือโครงการด้าน AI ต่างๆทั่วโลก โดยมีหลักการสำคัญคือระดับการควบคุมดูแลจะต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงในระดับที่แตกต่างกัน แบ่งเป็น 

ความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับไม่ได้ (unacceptable risk) เป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อประชาชนและจะถูกห้ามใช้ 

  • การพยายามควบคุม/เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนและกลุ่มเสี่ยง (cognitive behavioural manipulation), การให้คะแนนเชิงสังคม (social scoring), การใช้ข้อมูลชีวมิติ (biometric) ในการระบุตัวตนและจัดกลุ่มผู้คน รวมถึงการใช้ภาพใบหน้าเพื่อระบุตัวตน  ซึ่งอาจมีข้อยกเว้นในส่วนของการบังคับใช้กฏหมายที่สำคัญและจำเป็นจริงๆเท่านั้น 

ความเสี่ยงสูง  คือระบบ AI ที่มีผลทางลบต่อความปลอดภัย และสิทธิขั้นพื้นฐาน จะต้องมีกระบวนการประเมินและจัดการความเสี่ยงก่อนที่จะเข้าสู่ตลาด และต้องดูแลตลอดอายุของสินค้าบริการนั้นๆ  โมเดล AI ที่อาจสร้างความเสี่ยงเชิงระบบในมิติสำคัญต่างๆจะต้องถูกประเมินและทดสอบอย่างต่อเนื่องและผลต่างๆจะต้องส่งให้กับคณะกรรมาธิการยุโรป 

Generative AI เช่น ChatGPT จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านความโปร่งใส 

  • การระบุให้ชัดเจนว่าเนื้อหานี้ถูกสร้างด้วย AI 
  • ออกแบบป้องกันไม่ให้สร้างเนื้อหาผิดกฏหมาย
  • เปิดเผยช้อมูลโดยสรุปถึงชุดข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ที่ถูกใช้ในการพัฒนา AI (training data) 

ความเสี่ยงจำกัด (limited risk) จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านความโปร่งใสเพื่อให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจต่างๆได้อย่างเหมาะสม หากผู้ใช้มีการปฏิสัมพันธ์กับ AI ก็ต้องแจ้งด้วย และผู้ใช้มีสิทธิที่จะหยุดใช้งานระบบได้ ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะร้องเรียนและได้รับคำอธิบายที่เหมาะสม 

ซึ่งหากหน่วยงาน องค์กร หรือบริษัทใดๆที่ไม่ดำเนินการตามกฏหมายสามารถจะถูกปรับได้ระหว่าง 1.5% – 7% ของยอดขายขององค์กรนั้นๆจากทั่วโลก (global sales turnover)  

ซึ่งคาดว่ากฏหมายจะผ่านสภายุโรปในปี 2024 นี้ และจะมีเวลา 2 ปีเพื่อให้องค์กรและบริษัทต่างๆเตรียมตัวเข้าสู่ระบบการควบคุมดูแลใหม่นี้

สหราชอาณาจักรและบทบาทการเชื่อมโยงพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยของ AI ระหว่างประเทศ 

ในเดือน พ.ย. 2023 สหราชอาณาจักรได้จัดงานประชุมสุดยอด AI ที่ปลอดภัย (AI Safety Summit) โดยมีตัวแทนจากประเทศต่างๆเข้าร่วม 27 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์   โดยได้จัดประชุมที่ Bletchley Park ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่อลัน ทัวริ่งนำทีมผู้เชี่ยวชาญเจาะโคัดสื่อสารลับของฝ่ายอักษะได้สำเร็จในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2   หลังจากการประชุมที่แลกเปลี่ยนประเด็นด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงต่างๆของ AI สองวันเต็ม จึงมีการเซ็นคำประกาศ Bletchley โดยมีทั้ง 27 ประเทศร่วมลงนาม  โดยมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการยอมรับถึงความเสี่ยงของ AI ในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาที่หลอกลวง ความมั่นคงไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านชีวภาพ  และความเสี่ยงที่จะใช้งานไปในทางลบ ทั้งที่จงใจและไม่ได้ตั้งใจ  ในคำประกาศมุ่งเน้นความไม่เข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและความสามารถของ AI ต่างๆที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการพูดถึง FM ที่มีความเสี่ยงในการสร้างผลลบได้อย่างมาก หากยังไม่มีความเข้าใจ หรือการประเมินและจัดการความเสี่ยงที่เพียงพอ  

คำประกาศฯ​เน้นว่าความปลอดภัยเชิง AI นี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องมีบทบาท ต้องมีความร่วมมือกันข้ามภาคส่วน และระหว่างประเทศ ผู้พัฒนาระบบ AI ต้องมีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและการใช้งานของระบบ และควรพัฒนาความร่วมมือในการที่จะกำหนดความเสี่ยงต่างๆร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงต่างๆอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจผลของ AI ที่จะมีต่อสังคม  รวมทั้งพัฒนานโยบายเพื่อตอบโจทย์ความเสี่ยงด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างความโปร่งใส การวัดผลที่มีตัวชี้วัดที่เหมาะสม เครื่องมือในการทดสอบระบบ และทำให้ภาครัฐและภาควิจัยมีศักยภาพเพียงพอ และมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไปพัฒนาแนวทางรองรับการพัฒนาความร่วมมือต่างๆ จะมีการประชุมครั้งต่อไปเพื่อติดตามความก้าวหน้าและพัฒนาให้เกิดความร่วมมือที่ชัดเจนขึ้น 

ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมย์ที่จะพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศที่ค่อนขว้างกว้างขวาง และย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดทิศทางของความปลอดภัยด้าน AI ระหว่างประเทศต่อไป  อย่างไรก็ตาม มีเครือข่ายประชาสังคม องค์กรเทคโนโลยี และภาควิชาการไม่น้อยที่กล่าวว่าการประชุมดังกล่าวยังขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม และภาคส่วนอื่นๆ เพราะมีแต่ตัวแทนของรัฐและบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก  และการให้ความสำคัญอย่างมากว่าอันตรายจาก AI จะมาจาก FM หรือ LLM อาจจะคับแคบไปอย่างมาก 

ในสหราชอาณาจักรเอง ก็เปิดตัวสถาบันความปลอดภัยด้าน AI ไปพร้อมกัน  โดยมีภารกิจสำคัญในการจัดการความเสี่ยงที่เป็นอันตรายของ AI ต่อประโยชน์ของสังคมและประเทศ โดยมีเนื้องานสำคัญคือการพัฒนาการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบ AI รวมถึงความผลต่อสังคมที่หลากหลาย, วิจัยด้านความปลอดภัยทาง AI โดยเฉพาะระบบธรรมาภิบาล AI การวัดผลและนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย, และประสานการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน 

บทเรียนสำหรับประเทศไทย 

ความก้าวหน้าเชิงนโยบายเกี่ยวกับการกำกับดูแลความเสี่ยงของ Generative AI ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างและเผยแพร่ข้อมูลลวงนั้น มีความก้าวหน้าอยู่พอสมควร ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้ ร่วมศึกษาและประยุกต์เข้าสู่บริบทของไทยได้ โดยเฉพาะประเด็นหลักๆเช่น 

  • การสร้างความรู้เท่าทันเชิง AI ให้กับประชาชนและผู้ใช้งาน  
  • การส่งเสริมให้เกิดการประเมินและจัดการความเสี่ยงใน AI models สำคัญๆที่เป็นภาษาไทย แนวทางการทดสอบ แล
  • การระมัดระวังความเสี่ยงในเรื่องอคติต่างๆในชุดข้อมูลเทรนนิ่ง  
  • การส่งเสริมร่วมกับเครือข่ายระหว่างประเทศให้ผู้พัฒนาต้องปิดป้ายหรือลายน้ำหรือมีวิธีให้ประชาชน และผู้เชี่ยวชาญสามารถแยกแยะได้ว่าเนื้อหาใดสร้างจาก AI
  • การกำหนดให้ platform ต่างๆต้องร่วมรับผิดชอบต่อเนื้อหาลวงที่อยู่ในระบบของตน 
  • การพัฒนาให้เกิด code of conduct ที่มีเนื้อหาเป็นสากลและมีกลไกการติดตามที่มีประสิทธิภาพ  
  • การศึกษาวิจัยอย่างมีข้อมูลประกอบชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ของการสร้างและกระจายข้อมูลลวง ทั้งที่เกี่ยวกับ AI โดยตรงหรือทางอ้อม 
  • การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรเทคโนโลยี ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนความปลอดภัยเชิง AI ให้เกิดขึ้นจริง 

บรรณานุกรม

Biden’s AI Directive Factsheet 

https://www.whitehouse.gov/briefing-room/statements-releases/2023/10/30/fact-sheet-president-biden-issues-executive-order-on-safe-secure-and-trustworthy-artificial-intelligence/

AI Safety Institute UK 

https://www.gov.uk/government/publications/ai-safety-institute-overview/introducing-the-ai-safety-institute

Hiroshima Process International Code of Conduct for Organizations Developing Advanced AI Systems https://www.mofa.go.jp/files/100573473.pdf

EU Code of Conduct Pilot study  https://disinfocode.eu/wp-content/uploads/2023/09/code-of-practice-on-disinformation-september-22-2023.pdf

The Bletchley Declaration 

https://www.gov.uk/government/publications/ai-safety-summit-2023-the-bletchley-declaration/the-bletchley-declaration-by-countries-attending-the-ai-safety-summit-1-2-november-2023

https://www.theguardian.com/technology/2023/oct/30/biden-orders-tech-firms-to-share-ai-safety-test-results-with-us-government

https://www.scientificamerican.com/article/bidens-executive-order-on-ai-is-a-good-start-experts-say-but-not-enough/

https://apnews.com/article/artificial-intelligence-chatgpt-europe-rules-906fc89d2561b200fa6eb40a06b946a5

https://www.bruegel.org/analysis/adapting-european-union-ai-act-deal-generative-artificial-intelligence

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/SPEECH_23_4645

https://disinfocode.eu/introduction-to-the-code/

EU Code of Conduct Pilot study  https://disinfocode.eu/wp-content/uploads/2023/09/code-of-practice-on-disinformation-september-22-2023.pdf

https://www.theguardian.com/technology/2023/nov/02/top-tech-firms-to-let-governments-vet-ai-tools-sunak-says-at-safety-summit

https://www.euronews.com/next/2023/11/01/a-world-first-ai-agreement-elon-musk-and-a-kings-speech-the-key-takeaways-from-the-uk-ai-s

https://theconversation.com/bletchley-declaration-international-agreement-on-ai-safety-is-a-good-start-but-ordinary-people-need-a-say-not-just-elites-217042

The Bletchley Declaration 

https://www.gov.uk/government/publications/ai-safety-summit-2023-the-bletchley-declaration/the-bletchley-declaration-by-countries-attending-the-ai-safety-summit-1-2-november-2023

http://lcfi.ac.uk/news-and-events/news/2023/oct/31/ai-safety-policies/

https://www.europarl.europa.eu/news/en/headlines/society/20230601STO93804/eu-ai-act-first-regulation-on-artificial-intelligence

https://www.technologyreview.com/2023/12/11/1084942/five-things-you-need-to-know-about-the-eus-new-ai-act/


*หมายเหตุ เอกสารประกอบงาน Digital Thinkers Forum #เวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 26 “เราจะใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย” ที่มีเป้าหมายเพื่อความรู้เท่าทันในยุคดิจิตอล | วันที่ 17 ม.ค. 67 | ณ SCBX NEXT TECH ชั้น4 สยามพารากอน

  • จัดโดยมูลนิธิฟรีดิช เนามัน ประเทศไทย ร่วมกับโคแฟค ไทยแลนด์

ติดตามออนไลน์ผ่าน ไลฟ์/ชมย้อมหลัง ได้ที่

#ThaiPBS

• Facebook

Thai PBS : http://fb.watch/pD9DsMrOaa

Cofact โคแฟค : http://fb.watch/pD9ALNeoSL

สภาองค์กรของผู้บริโภค : http://fb.watch/pD9BjdCNSD

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ : http://fb.watch/pD9BR1xNeB

• YouTube : http://youtu.be/bLJwcvqUUI8