สำรวจ 5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ต่างด้าว” ในรอบปี 2568

ประเทศไทยมีคนต่างด้าวหลากหน้าหลายตา หลายคนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เขมร เวียดนาม และมากที่สุดคือคนจากประเทศเพื่อนบ้าน “เมียนมา” 

ปัญหาสงครามและความขัดแย้งยืดเยื้อ ทำให้คนเมียนมาจำนวนมากโยกย้ายมาอยู่ไทยช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งคนที่ข้ามฝั่งแม่น้ำ อพยพหนีการทิ้งระเบิดบริเวณชายแดนเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนกลับบ้านไป คนที่ย้ายมาอยู่ยาวเพื่อหางานทำหรือเรียนต่อ ทำให้สังคมไทยเริ่มมองเห็นคนกลุ่มนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลายคนกังวลว่าพวกเขาอาจจะมาแย่งงานและบริการพื้นฐานของคนไทย 

จริงอยู่ว่า ระบบกฎหมายของไทยนั้นซับซ้อน ไม่สมบูรณ์และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตในขั้นตอนต่าง ๆ แต่ในเวลาเดียวกัน การคุยกันเรื่องสิทธิของคนต่างด้าวก็อาจเต็มไปด้วยอคติหรือความเข้าใจผิด ทำให้เกิดภาพจำเหมารวมว่า พวกเขาเรียกร้องเกินกว่าเหตุไปเสียหมด หรือเกิดการโจมตีพรรคการเมืองบางพรรคว่าปกป้องแรงงานต่างด้าวมากกว่าผลประโยชน์ของคนไทย ทั้งที่จริงแล้วหลายอย่างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาพึงได้รับ

ในโอกาสวันโยกย้ายถิ่นสากล (International Migrants Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ธ.ค. ของทุกปี ผู้เขียนชวนสำรวจและแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้อพยพที่เกิดขึ้นปี 2568 ซึ่งอาจทำให้คนไทยมีความรับรู้แบบผิด ๆ กับคนต่างด้าวในระยะยาว

วันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day)

องค์การสหประชาชาติได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ค.ศ. 1990 และประกาศให้ทุกวันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day) เพื่อให้ประชาคมโลกตระหนักถึงสถานการณ์และปัญหาเกี่ยวกับผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นทุกปี และรณรงค์ให้ แรงงานข้ามชาติในประเทศต่าง ๆ ได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้องค์การสหประชาชาติ ให้คำจำกัดความว่า ผู้ย้ายถิ่นฐานหมายถึงบุคคลที่ย้ายออกจากสถานที่ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายในประเทศหรือออกนอกประเทศ การย้ายชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม ซึ่งผู้ย้ายถิ่นฐานนับรวมทั้งกลุ่มที่ย้ายแบบถูกกฎหมาย กลุ่มที่ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย และกลุ่มที่กฎหมายไม่ระบุสถานะของการย้ายไว้ว่าถูกหรือผิด เช่น นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

1. แรงงานพม่าเรียกร้องค่าแรง 700 บาท/วัน?

ช่วงต้นปี หลังจากไทยประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ได้ไม่นาน มีการเผยแพร่ข้อมูลว่าแรงงานพม่าเรียกร้องค่าแรง 700 บาท/วัน ซึ่งสร้างความโมโหเดือดดาลในชาวโซเชียลที่พากันด่าทอแรงงานพม่าว่าได้คืบเอาศอก 

นี่เป็นเรื่องบิดเบือน องค์กรที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่าง Cofact และ AFP Fact Check พบว่าเป็นการนำคลิปเก่าของผู้นำแรงงานพม่าในไทยที่ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่ไทยยังไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาเผยแพร่ซ้ำทั้งในเฟซบุ๊กและติ๊กตอกโดยขาดบริบท แถมยังนำไปโยงกับภาพการรวมตัวของชาวพม่าในไทยครั้งอื่น ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องค่าแรง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและปลุกปั่นความเกลียดชังว่าแรงงานพม่าเรียกร้องมาก

นอกจากจะนำคลิปเก่ามาเผยแพร่ผิดบริบทเพื่อสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อแรงงานพม่าแล้ว ยังมีการตัดต่อโลโกของพรรคประชาชนฝังลงไปในคลิปเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าพรรคประชาชนหนุนหลังข้อเรียกร้องนี้ 

วันนี้ แรงงานไทยและต่างชาติได้รับค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันตามหลักกฎหมายไทย ข้อมูลที่ระบุว่าแรงงานพม่ารวมตัวประท้วงในไทยเพื่อเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงเป็น 700 บาท/วัน จึงเป็นความเข้าใจผิด

2. ‘พ.ร.บ.ชาติพันธุ์’ เปิดช่องแจกที่ดินให้คนต่างด้าว 20 ไร่?

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 หรือ “พ.ร.บ.ชาติพันธุ์” ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา นับเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในไทยซึ่งมีอยู่มากกว่า 80 กลุ่ม เช่น ชาวกะเหรี่ยง ชาวเลทางใต้ ชาวกูยในอีสาน แต่กลับมีการเผยแพร่เนื้อหาบิดเบือนว่ากฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้มีการ “แจกที่ดินให้แรงงานต่างด้าว” 

พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ไม่มีข้อความใดเลยที่ระบุเรื่องการมอบที่ดิน 20 ไร่ แต่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการเชื่อมโยงแบบผิด ๆ–ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม–กับพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ” ที่ระบุถึงการจัดสรรที่ดินให้ “ผู้มีสัญชาติไทย” ที่พิสูจน์ได้ว่าทำกินอยู่บนที่ดินนี้มาอย่างต่อเนื่องครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ 

พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2567 มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ซ้อนทับกับพื้นที่อุทยานและป่าอนุรักษ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกฎหมายกำหนดให้กระบวนการจัดสรรที่ดินเป็นไปอย่างรัดกุม ไม่เปิดช่องว่างให้สวมสิทธิได้ง่ายๆ 

ประเทศไทยมีคนเชื้อชาติหลากหลาย โดยกลุ่มชาติพันธุ์หลายคนเกิดในไทยและมีสิทธิในสัญชาติไทย บางคนมีบัตรประชาชนแล้ว บางคนยังไม่มี เนื่องจากอาศัยอยู่พื้นที่ห่างไกลบนดอย ทำให้ตกหล่นจากการสำรวจและกำลังรอกระบวนการราชการเพื่อทำทะเบียน คนกลุ่มนี้ ไม่เหมือนกับแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นคนโยกย้ายมาไทยเพื่อทำงานในยุคสมัยใหม่ และกฎหมายไทยมอบสิทธิคนละชุด จึงต้องระวังการเหมารวมว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน

3. แรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุม?

ข่าวการชุมนุมของพนักงานบริษัทไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ที่ จ.ชลบุรี ช่วงต้นเดือน ธ.ค. ทำให้เห็นว่าสิทธิในการรวมตัวของแรงงานมีความสำคัญในการต่อรองกับนายจ้าง ซึ่งท้ายที่สุด สหภาพแรงงานกับโรงงานก็บรรลุข้อตกลงตามข้อเรียกร้องของพนักงาน  

ประชาชนไทยมี “สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ” ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลและกฎหมายไทย โดยไม่มีกฎหมายใดที่สั่งห้ามโดยตรง แต่เมื่อแรงงานข้ามชาติชุมนุมในไทยมักจะถูกมองว่าเหิมเกริม เรียกร้องมากไป หรือหากเป็นการชุมนุมทางการเมือ เช่น การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของชาวพม่าในไทยก็มักถูกมองว่าจะเป็นชนวนเหตุที่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยบางกลุ่มถึงกับเผยแพร่ข้อความที่สร้างความเข้าใจผิดว่า “ต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุม” 

ตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” ได้โพสต์ข้อความกล่าวหาผู้นำแรงงานพม่าในไทยว่า “โกหกแรงงานพม่าว่ามีสิทธิ์ที่จะชุมนุมทางการเมืองได้ ทั้งที่กระทรวงแรงงานยังไม่ได้เซ็นอนุสัญญาอนุญาตในเรื่องนี้”

เมื่อสำรวจกฎหมายเกี่ยวข้องกับการชุมนุม พบว่ากฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ  พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะและ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ รับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยไม่จำกัดเฉพาะพลเมืองไทย

ขณะที่พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวก็ไม่มีบทบัญญัติเรื่องห้ามชุมนุมโดยตรง แต่หากการชุมนุมนั้นนำไปสู่การหยุดงาน อาจถูกตีความว่าละเมิดใบอนุญาตทำงานหรือสัญญาจ้าง ซึ่งมีโทษปรับหรือส่งกลับประเทศ

แม้ไทยจะไม่มีกฎหมายห้ามการชุมนุมโดยตรง แต่ก็มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการรวมตัวของแรงงานซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดเงื่อนไขการทำงานหรือกฎหมายอื่น ดังนั้น การผลักดันของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการด้านแรงงานในไทยเพื่อให้ไทยรองรับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิต่อรองร่วมกัน จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของแรงงานทุกสัญชาติ รวมถึงแรงงานไทย ไม่ใช่เพียงเพื่อแรงงานต่างด้าวอย่างที่มีผู้พยายามสร้างความเข้าใจผิด

ปัจจุบัน กฎหมายแรงงานกำหนดให้ทั้งแรงงานไทยและต่างด้าวได้รับการปฏิบัติและสวัสดิการเท่าเทียมกันในมิติของแรงงาน เช่น ต้องได้รับค่าจ้างเท่ากันและไม่ถูกเลือกปฏิบัติรังแกในที่ทำงาน แต่ในความเป็นจริง พบว่าแรงงานต่างด้าวจำนวนมากยังคงถูกเลือกปฏิบัติ เช่น ได้ค่าแรงน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ดังนั้นการที่แรงงานต่างด้าวสามารถชุมนุมได้จึงเป็นหลักประกันสิทธิพื้นฐานว่าเมื่อถูกละเมิด แรงงานสามารถรวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองได้

4. คนไทยแบกค่ารักษาพยาบาลของประชากรข้ามชาติ?

รัฐไทยใช้ภาษีคนไทยรักษาพยาบาลแรงงานต่างด้าวในไทย เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่ถูกเผยแพร่เป็นวงกว้างในปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา  

สำนักข่าว Today สัมภาษณ์สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก พบว่าในปี 2567 แรงงานต่างด้าวเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐไทยและชำระเงินเอง 70% ส่วนที่เหลือเป็นการใช้สิทธิอื่น ๆ เช่น ประกันสังคมและประกันสุขภาพเอกชน​

ข้อมูลจากแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติพบว่ามีแรงงานต่างด้าวที่ชำระเงินได้เพียงบางส่วน 1,111 ครั้ง (0.09%) และไม่สามารถชำระเงินได้ 4,351 ครั้ง (0.38%) ตัวเลขนี้อาจสอดคล้องกับข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุขที่แบ่งปันประสบการณ์ในโซเชียลมีเดียว่าเจอกรณีที่แรงงานต่างด้าวไม่สบายมาหาหมอแต่ไม่สามารถจ่ายเงินได้ ซึ่งแพทย์ก็ได้ให้การรักษาตามจรรยาบรรณแพทย์

จริงอยู่ว่า ในทางปฏิบัติหน้างานอาจมีช่องว่างและมีประชากรข้ามชาติที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ แต่อาจเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมด สอดคล้องกับที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาแก้ไขตัวเลขในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2567 ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า ค่าใช้จ่ายที่ สธ. เรียกเก็บจากประชากรต่างด้าวไม่ได้นั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 ล้านบาทต่อปีใน 31 จังหวัด ไม่ใช่ 9.2 หมื่นล้านบาทตามที่ปรากฏในรายงานของสภาพัฒน์

ทางการไทยมีระบบประกันสุขภาพของประชากรต่างด้าว พวกเขาจึงมีสิทธิรักษาพยาบาลตามประกันสุขภาพที่มีอยู่หรือเลือกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง การหยิบปัญหาของแรงงานต่างด้าวกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้มาบิดเบือนหรือเหมารวม ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งต่อแรงงานต่างด้าวและการบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 

5. รัฐบาลไทยกำลังเปิดช่องให้ต่างด้าวได้สัญชาติไทย?

ช่วงที่ผ่านมา นโยบายของรัฐที่ส่งเสริมสิทธิคนไม่มีสัญชาติไทยและเด็กผู้ลี้ภัยถูกคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายสอดไส้ของนักการเมืองเพื่อเอื้อกลุ่มต่างด้าวสีเทา และสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรการหรือนโยบายของรัฐ เช่น มาตรการเหล่านี้จะนำไปสู่การมอบสัญชาติไทยให้คนต่างประเทศที่เข้ามาใหม่

นโยบายที่มักถูกนำมาบิดเบือนและสร้างสับสน คือ

1) มติคณะรัฐมนตรีเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ (มติ ครม. 29 ต.ค. 2567)

มติ ครม.ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติที่รัฐบาลไทยทำมาต่อเนื่องหลายสิบปี มติ ครม.นี้ให้ผู้ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น สงครามอินโดจีนและความขัดแย้งในพม่าซึ่งมีทั้งหมดราว 340,000 คน ซึ่งมีสิทธิขอถิ่นที่อยู่ถาวรในไทยและหลังจากอยู่ในไทยครบ 5 ปีจะแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ และลูกของคนกลุ่มนี้ที่เกิดในไทยซึ่งมีอยู่ราว 140,000 คน ก็มีสิทธิได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนตามกฎหมาย คนกลุ่มนี้ได้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมและมีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจในไทยแล้ว 

ที่ผ่านมา มีมติ ครม.รับรองสิทธิในสัญชาติไทยหลายครั้ง แต่ด้วยกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ประกอบกับพยานหลักฐานของบุคคลที่เลือนหายไปตามกาลเวลา รัฐบาลจึงได้ออกมติ ครม. นี้ขึ้นมาเพื่อลดเวลาในการดำเนินการ 

ประเด็นสำคัญคือ มติ ครม.นี้ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติแก่แรงงานต่างด้าวหรือผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอยู่ใหม่  

 2) การถอนข้อสงวนของไทยต่อข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 

วันที่ 30 ส.ค. 2567 นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยื่นตราสารถอนข้อสงวนของไทยต่อข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ต่อหัวหน้าฝ่ายสนธิสัญญา สำนักงานกฎหมายของสหประชาชาติ ซึ่งมีผลทันที

กระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อปี 2535 โดยขณะนั้นได้ตั้งข้อสงวนบางประการ และต่อมาได้ทยอยถอนข้อสงวนเหล่านั้น สำหรับการถอนข้อสงวนข้อ 22 ซึ่งว่าด้วยการคุ้มครองเด็กที่ร้องขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือที่ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ลี้ภัยตามกฎหมายหรือกระบวนการภายในหรือระหว่างประเทศที่ใช้บังคับ เป็นการถอนข้อสงวนข้อสุดท้ายของไทยต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และเป็นการปฏิบัติตามคำมั่นที่ไทยประกาศไว้ในการประชุมผู้ลี้ภัยโลก ครั้งที่ 2 เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ณ นครเจนีวา

ขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนชี้แจงว่า การยื่นถอนข้อสงวนของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อ 22 จะทำให้เด็ก 2 กลุ่ม คือ เด็กผู้หนีภัยจากการสู้รบจากประเทศเมียนมากว่า 30,000 คน และเด็กที่ได้รับการคัดกรองตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาได้จำนวน 1,800 คน ได้รับการคุ้มครองจากการถูกละเมิด การแสวงหาประโยชน์รูปแบบต่าง ๆ และอำนวยความสะดวกให้เด็กได้รับการจดทะเบียนเกิด เพื่อให้มีเอกสารรองรับตัวตนและเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทย  

หลายคนอาจกังวลว่า ระบบราชการไทยนั้นมีช่องว่างคอร์รัปชัน เอื้อให้คนต่างประเทศเข้ามาใช้นโยบายเหล่านี้ยื่นขอสัญชาติไทย ในจุดนี้ กระทรวงมหาดไทยยืนยันว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่รัดกุมรอบคอบ การอาศัยช่องว่างจึงทำได้ยาก นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดทุจริตนั้นเป็นสิ่งที่ไทยต้องทำเพิ่มผ่านการตรวจสอบและออกมาตราการป้องกัน เพื่อไม่ให้ความกังวลเรื่องการคอร์รัปชันปิดกั้นการมีนโยบายที่ดีขึ้น

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

คลิปเก่าที่โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในเปรู ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพทหารเขมรทัพแตก-หนีตาย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชา “ทัพแตกหนีตาย” ขณะสู้รบกับทหารไทย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพเหตุการณ์ในลาตินอเมริกา**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Tawan Paisopa” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 10 วินาที เป็นภาพรถกระบะสีขาวและกลุ่มคนเคลื่อนที่ไปบนถนนเลียบเขาท่ามกลางเสียงปืน มีข้อความฝังในคลิปว่า “พวก เหม็น ทัพแตกหนีตาย” และเขียนคำบรรยายในโพสต์ว่า “พวกเหม็น ทัพแตก สู้ๆ ทหารไทย✌️🇹🇭” ทำให้เข้าใจว่าคลิปนี้เป็นเหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบภาพด้วย Google Lens พบว่าภาพและคลิปวิดีโอนี้เคยถูกเผยแพร่โดยเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเปรูตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2568 ดังนี้

▪️ วันที่ 1 พ.ย. บัญชีเฟซบุ๊ก “Javier W. Rojas Cruces” ซึ่งให้ข้อมูลว่าเป็นผู้ที่อยู่ในเปรูระบุว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ในหุบเขาแม่น้ำอาปูรีมัค

สำนักข่าวและหน่วยงานหลายแห่งระบุตรงกันว่าบริเวณหุบเขาแม่น้ำอาปูรีมัคของเปรู หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อภาษาสเปนว่า VRAEM หรือ VRAE เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยเนื่องจากเต็มไปด้วยอาชญากรรมและการก่อการร้าย 

▪️ วันที่ 4 พ.ย. บัญชีเฟซบุ๊ก “Florian Sánchez La Voz Del Chimaycha” ซึ่งระบุว่าอาศัยอยู่ในเปรู โพสต์คลิปเดียวกันนี้พร้อมคำบรรยายภาษาสเปนว่า “เหตุการณ์ประจำวันที่ VRAE”

คลิปที่โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในเปรูเมื่อวันที่ 1 และ 4 พ.ย. 2568

นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อวันที่ 17 พ.ย. มีบัญชีเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเม็กซิโกนำคลิปนี้มาอ้างว่าเป็นภาพกองกำลังติดอาวุธใกล้เขตชุมชนบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งในรัฐเกร์เรโรของเม็กซิโก แต่ต่อมาโพสต์นี้ถูกหักล้างโดยสำนักข่าว ANews Acapulco ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการความปลอดภัยสาธารณะแห่งรัฐเกร์เรโรว่า เหตุการณ์ในคลิปไม่ได้เกิดขึ้นในเม็กซิโก แต่เกิดขึ้นที่ประเทศเปรู

โคแฟคยังไม่สามารถระบุต้นตอของคลิปนี้ได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด แต่หลักฐานจากการเผยแพร่คลิปในเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเปรูอย่างน้อย 2 บัญชีที่โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 1 และ 4 พ.ย. ยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดที่ทหารของทั้งสองฝ่ายสู้รบกันตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธ.ค.

ภาพพระสงฆ์และผู้ติดตามชาวอิตาลี ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็น “ชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พระสงฆ์และลูกศิษย์เป็นชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ พระสงฆ์และผู้ติดตามในภาพเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางมาปฏิบัติธรรม ณ ที่พำนักสงฆ์สาขาวัดหนองป่าพง ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “เฮีย แบงค์” โพสต์ภาพพระสงฆ์ชาวต่างชาติ 2 รูปขณะบิณฑบาตร โดยมีลูกศิษย์ชาวต่างชาติสองคนเป็นผู้ติดตาม เขียนข้อความบรรยายว่า “ตอนนี้มีข่าวให้จังหวัดนครราชสีมาช่วยกันดูแลสอดส่องชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ (แขกขาว) ลูกศิษย์ก็เป็นคนต่างชาติ ใส่บาตรเสร็จก็ไม่ให้พร เดินหนีไปเลย ไม่รู้มาจากไหนแต่เหมือนแขกขาวอยู่นะ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 6,000 ครั้ง ณ วันที่ 16 ธ.ค. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: หลังจากที่ภาพและโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ศูนย์พักฟื้นภิกษุอาพาธอโรคธรรม คณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ได้โพสต์ข้อมูลพร้อมภาพประกอบบนเพจเฟซบุ๊ก “อโรคธรรม” ว่าพระสงฆ์และลูกศิษย์ชาวต่างชาติในภาพนั้นเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางมาปฏิบัติธรรมในไทย โดยทั้งหมดพักอยู่ที่ที่พำนักสงฆ์อโรคธรรม 

เจ้าหน้าที่อโรคธรรมให้ข้อมูลกับโคแฟคว่า พระสงฆ์ทั้งสองรูปคือพระมหาโพธิ์และพระชยวีโร จากวัดสันตจิตตาราม สาขาวัดหนองป่าพง ประเทศอิตาลี ส่วนผู้ติดตามอุปัฏฐาค 2 คนคือนาย Antonino Molonia และ นาย Daniele Trasatti สัญชาติอิตาลี

เพจเฟซบุ๊ก “อโรคธรรม” เผยแพร่ภาพพระมหาโพธิ์และพระชยวีโร จากวัดสันตจิตตาราม สาขาวัดหนองป่าพง ประเทศอิตาลี ส่วนผู้ติดตามอุปัฏฐาค 2 คนคือนาย Antonino Molonia และ นาย Daniele Trasatti สัญชาติอิตาลีที่เดินทางมาศึกษาและปฏิบัติธรรมที่ จ.นครราชสีมา

วันที่ 12 ธ.ค. ทั้งหมดออกเดินทางธุดงค์เพื่อฝึกฝนตนตามข้อวัตรปฏิบัติ มีจุดหมายอยู่ที่วัดเขาวันชัยนวรัตน์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อร่วมกิจกรรมกับคณะสงฆ์ที่นั่น โดยใช้เส้นทางเดินจากที่พำนักสงฆ์อโรคธรรม ผ่านอ่างเก็บน้ำซับประดู่ บ้านใหม่สำโรง บ้านคลองไผ่ เขื่อนลำตะคลอง บ้านจันทึก ระหว่างทางได้แวะพำนักกางกลดค้างแรม และบิณฑบาตรตามปกติ

เจ้าหน้าที่ระบุว่าวันนี้ (16 ธ.ค.) พระสงฆ์และผู้ติดตามได้เข้าพำนักที่วัดเขาวันชัยนวรัตน์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมาแล้ว

นอกจากนี้ที่พำนักสงฆ์อโรคธรรมและวัดเขาวันชัยนวรัตน์ยังได้โพสต์ข้อความชี้แจงโดยละเอียดทางเพจเฟซบุ๊กว่าเจ้าหน้าตำรวจ สถานีตำรวจภูธรปากช่อง และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองโคราชได้เดินทางมาตรวจสอบซักถามพระสงฆ์ทั้งสองรูปและผู้ติดตามทั้งสองคนแล้วได้ข้อสรุปว่าเป็นพระและผู้สนใจในพระพุทธศาสนา ไม่ได้เป็นบุคคลต้องสงสัยหรือเป็นสายลับตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568

ภาพเมฆลักษณะเป็นลอนคล้ายคลื่น “เมฆแผ่นดินไหว”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2jzkf7adcvqvw


ไทยใช้ควันพิษพ่นใส่ทหารกัมพูชาที่ภูเขาผี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ju0q1itb2qnw


กัมพูชาเคารพข้อตกลง ไม่ได้เปิดฉากยิงใส่ประเทศไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sp8ft58txit8


อบ “โอโซน” นานเสี่ยงตาย นักวิชาการแนะใช้ต้องระวัง!

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3j9j62rufkcqh


กยศ.ผ่อนผันการชำระหนี้สูงสุด 2 ปี ไม่คิดดอกเบี้ย ช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1lvdracfm36xj


กองทัพภาคที่ 2 สั่งอพยพประชาชนแนวชายแดน 4 จังหวัด หลังกัมพูชาเปิดฉากยิงภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/39i1hmn4axekt


ชาวสมุทรปราการ อ่วมต่อเนื่องวันที่ 2 น้ำทะเลหนุนไหลท่วมถนนรถสัญจรไปมาลำบาก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/bp1bmt1gjrba


น้ำท่วมหาดใหญ่ นอกจากการขอรับเงินเยียวยา 9,000 บาทแล้ว ยังสามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือ รวม 65,500 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kx3v6wmgebm

“ปณิธาน วัฒนายากร” ยืนยันไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่ามี นักรบรับจ้างอเมริกันช่วยกัมพูชาใช้โดรนสู้กับไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊กอ้าง “ปณิธาน วัฒนายากร” ให้สัมภาษณ์ว่ามีทหารรับจ้างอเมริกันช่วยกัมพูชาใช้โดรนรบกับไทย

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน คำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร. ปณิธานไม่ได้ระบุถึงทหารรับจ้างชาวอเมริกัน**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 11 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ThaiTribune” และ “IMCT News Thai Perspectives on Global News” โพสต์ภาพ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมข้อความ “ทหารรับจ้างอเมริกันเข้าไปช่วยกัมพูชาใช้โดรนรบกับไทย”

ข้อความในโพสต์มีลักษณะเป็นรายงานข่าวซึ่งอ้างคำพูดของ รศ.ดร.ปณิธานว่าอาจมี “นักรบรับจ้าง” หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เข้าไปช่วยฝึกสอนการใช้โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ ให้กับทหารกัมพูชา รวมถึงร่วมบังคับโดรนกับทหารฝ่ายกัมพูชาเข้ามาโจมตีทหารฝ่ายไทย และยังกล่าวด้วยว่าผู้เชี่ยวชาญต่างชาตินั้นเป็นชาวอเมริกัน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นคำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ปณิธานในประเด็นการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดพบว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 ช่องยูทูบของสำนักข่าว Top News ได้เผยแพร่วิดีโอสัมภาษณ์ รศ.ดร.ปณิธาน ความยาว 19.06 นาที พร้อมคำโปรยว่า “อ.ปณิธานเชื่อ ปะทะครั้งนี้อาจมี ‘นักรบรับจ้างต่างชาติ’ ร่วม ชี้ไทยยังไม่กล้าถล่มลึกถึงฐานใหญ่เขมร”

ในช่วงนาทีที่ 3.54 – 5.54 มีการพูดถึงเรื่องการต่อสู้โดยใช้โดรนติดระเบิด ซึ่ง รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า ทหารกัมพูชาอาจไม่ได้ใช้โดรนด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่มีกลุ่มที่รับฝึกและรับคุมการปฏิบัติงาน ทำให้มีความพร้อมในการใช้งานโดรนมากขึ้น และเมื่อพิธีกรถามว่าหมายถึงนักรบรับจ้างใช่หรือไม่ รศ.ดร.ปณิธานตอบว่าสมรภูมิเปิดแบบนี้ก็เหมือนสมรภูมิทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีคนที่มีความชำนาญสูงกว่ากองกำลังท้องถิ่นที่ยังไม่ได้ฝึกการใช้ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่มากนัก

โคแฟคตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ปณิธานตลอดทั้งคลิป ไม่พบว่ามีการเอ่ยถึง “ทหารรับจ้างอเมริกัน” แต่อย่างใด

โคแฟคยังได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับ รศ.ดร.ปณิธาน ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันว่าในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ ตนไม่เคยระบุสัญชาติของนักรบรับจ้างหรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปบังคับโดรนในกัมพูชา แต่อาจเป็นการตีความหรือขยายความเพิ่มเติมจากเพจเฟซบุ๊กที่นำคำให้สัมภาษณ์ไปเผยแพร่ต่อ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thai Tribune และ IMCT

Thai Tribune

เว็บไซต์ Thaitribune.org ให้ข้อมูลว่า Thaitribune เป็น “กองทุนสื่อสาธารณะอิสระของประชาชน เป็นสื่อของประชาชนอย่างแท้จริง มุ่งปฏิบัติหน้าที่โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นหลัก ตามอาชีวปฏิญาณแห่งวิชาชีพที่เคยได้รับการยกย่องเป็นฐานันดร 5

Thaitribune International News Agency (TTIN) หนังสือพิมพ์ Thaitribune, เว็บไซต์ Thaitribune Online และ Facebook Thaitribune จึงได้ก่อกำเนิดขึ้น เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน ให้สามารถปฏิบัติภาระหน้าที่ได้อย่างอิสระ รับใช้ประเทศชาติและสังคมไทยหยัดยืนต่อสู้กับกระแสทุนธุรกิจสื่อ ทุนผูกขาด ทุนนิยมข้ามชาติ ที่บีบรัด บังคับ ควบคุม สร้างข้อจำกัด จนสื่อฯขาดอิสระในการนำเสนอ ข่าว สารข้อมูล ข้อเท็จจริง บทวิเคราะห์อย่างถูกถ้วน ที่ประชาชนควรได้รับรู้”

IMCT

เพจเฟซบุ๊ก IMCT News Thai Perspectives on Global News และเว็บไซต์ imctnews.com ดำเนินการโดยสมาคมสื่อมวลชนนานาชาติ ประเทศไทย (International Media Association of Thailand: IMCT) ข้อมูลบนเว็บไซต์สมาคมฯ ระบุว่า “สมาคมสื่อมวลชนนานาชาติ ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2023 จากการรวมตัวโดยคณะบุคคลที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยและนานาชาติและอีกหลากหลายอาชีพ ที่มองเห็นถึงความสำคัญของข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงจากทั่วโลก เปิดกว้างสำหรับสื่อมวลชนต่างประเทศโดยไม่มีข้อจำกัด สมาคมฯ มุ่งหวังนำเสนอทางเลือกให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากรอบด้าน ลดการผูกขาดข้อมูลจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

สมาคมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวมตัวและประสานงานสื่อมวลชนต่างประเทศในประเทศไทย “เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงจากทุกพื้นที่ทั่วมุมโลก เป็นทางเลือกให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากรอบด้าน ลดการผูกขาดข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

คลิปเหตุการณ์สู้รบรัสเซีย-ยูเครน ถูกนำมาอ้างเท็จ ว่าเป็นภาพ “ทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเก่าจากเหตุสงครามรัสเซีย-ยูเครน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” โพสต์คลิปความยาวเกือบ 20 วินาที เป็นภาพทหารคนหนึ่งกระโดดลงจากรถกระบะแล้ววิ่งหนีวัตถุคล้ายโดรน มีข้อความฝังในคลิปว่า “นาทีชีวิต ทหารไทยไหวตัวทัน วิ่งหนีโดรนพลีชีพ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2 พันครั้ง และมีจำนวนการเข้าชมมากกว่า 2.3 ล้านครั้ง ณ วันที่ 11 ธ.ค. และยังพบว่ามีการเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ทั้ง X ยูทูบและติ๊กตอก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในต่างประเทศจำนวนมากในช่วงเดือน พ.ย. 2568 โดยวันที่เก่าที่สุดที่พบว่ามีการเผยแพร่คือ 14 พ.ย. ทางเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Rossiyskaya Gazeta สื่อของทางการรัสเซีย ซึ่งพาดหัวข่าวว่า “โดรนระเบิดรถยนต์ขณะที่นักรบพยายามยิงทำลายใส่มัน”

รายงานข่าวระบุว่าคลิปนี้เผยแพร่ทางบัญชีเทเลแกรม @ChDambiev เมื่อวันที่ 14 พ.ย. โดยถ่ายจาก “ฝั่งศัตรู” ซึ่งหมายถึงยูเครน และบรรยายเป็นภาพเหตุการณ์ที่นักรบของฝ่ายตรงข้าม พยายามยิงปืนไรเฟิลใส่โดรนที่บินพุ่งมาที่เขา

โคแฟคตรวจสอบช่องเทเลแกรม @ChDambiev พบว่ามีผู้ติดตามเกือบ 1.2 แสนบัญชี และมักโพสต์วิดีโอการสู้รบพร้อมคำบรรยายภาษารัสเซีย และพบว่ามีการโพสต์คลิปวิดีโอนี้เมื่อวันที่ 14 พ.ย. จริงโดยเขียนคำบรรยายภาษารัสเซียว่า “โดรนของรัสเซียจู่โจมรถยนต์”

นอกจากนี้ช่อง The Sun สื่ออังกฤษได้เผยแพร่คลิปนี้เมื่อวันที่ 17 พ.ย. พร้อมคำบรรยายว่า “ทหารยูเครนวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของโดรนรัสเซีย”

(จากซ้ายไปขวา) เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” อ้างว่าเป็นทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ กับภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในบัญชีเทเลแกรม @ChDambiev และยูทูบ The Sun

แม้จะยังไม่สามารถยืนยันที่มาหรือสถานที่ในคลิปได้แน่ชัด แต่ข้อมูลจากสื่อของรัสเซียและสื่ออังกฤษระบุตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทหารยูเครนวิ่งหนีและพยายามยิงทำลายโดรนพลีชีพของรัสเซีย ซึ่งคลิปนี้ถูกเผยแพร่ทางช่องเทเลแกรมและถูกนำมาเผยแพร่ต่อโดยสื่อทางการของรัสเซียมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ย. 2568 หรือก่อนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. เกือบสามสัปดาห์ จึงสรุปได้ว่าคลิปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

ประเทศไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ฉบับ รวมทั้งหมดกี่ครั้ง ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประเทศไทยแก้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน ข้อมูลจากไอลอว์ระบุว่านับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ถึงปัจจุบัน มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งหมด 23 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งหมด 9 ฉบับ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 ธ.ค.2568 รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวาระพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 ซึ่งเธอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภายุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง

“เราแก้รัฐธรรมนูญมา 20 ฉบับแล้ว หากประเทศไทยเจริญจริงจากการแก้รัฐธรรมนูญ ป่านนี้เราคงเจริญไปแล้วจากรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับที่แก้กันมา” รัชนีกรกล่าว

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคประสังคมที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของไทยในบทความเรื่อง “แก้รัฐธรรมนูญ: รัฐธรรมนูญไทย 20 ฉบับ แก้สำเร็จมาแล้ว 22 ครั้ง” ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. 2562 ว่า นับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 22 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งหมด 8 ฉบับ

“หลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองและเริ่มใช้รัฐธรรนูญครั้งแรก รัฐธรรมนูญเคยถูกแก้ไขสำเร็จมาแล้ว 22 ครั้ง ต่างกรรมต่างวาระด้วยกัน โดยในยุคที่มีการเลือกตั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญไป 10 ครั้งส่วนเรื่องที่แก้ไขหลายครั้งเป็นอันดับต้นๆ เช่น ระบบเลือกตั้ง ส.ส. อำนาจ ส.ว. และวิธีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นต้น” ไอลอว์ระบุในบทความ

อย่างไรก็ตาม ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับโคแฟคเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ว่าบทความชิ้นนี้เผยแพร่ก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เมื่อปี 2564 ในประเด็นสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตจำนวน 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน /บัตรเลือกตั้ง /การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อรวมการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ด้วยจึงสรุปได้ว่า นับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงปัจจจุบัน (ธ.ค. 2568) ประเทศไทยมีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด 23 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 ฉบับ ดังนี้

  • รัฐธรรมนูญปี 2475 แก้ไข 3 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2490 แก้ไข 3 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2517 แก้ไข 1 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2521 แก้ไข 2 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2534 แก้ไข 6 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2540 แก้ไข 1 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2550 แก้ไข 2 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 แก้ไข 4 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2560 แก้ไข 1 ครั้ง

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้ง 20 ฉบับ และรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขได้ที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์รัฐสภา

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

ตรวจสอบภาพด้วยเอไอ เชื่อถือได้หรือใช้ยืนยันอคติ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียร่วมกันตรวจสอบภาพของภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขณะลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 หลังจากมีข้อกล่าวหาว่าระดับน้ำท่วมไม่ได้สูงจริงอย่างที่เห็นในภาพ

แม้ว่าหลักฐานต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกัน เช่น ภาพจาก Google Street View และคลิปสำรวจพื้นที่จริงจากเจ้าของบ้านที่อยู่ใกล้กับจุดน้ำท่วม จะสามารถยืนยันได้ว่าจุดที่ภคมนหรือ “สส.ลิซ่า” ช่วยผู้ประสบภัยอยู่นั้นระดับน้ำท่วมสูงจริง แต่สุรวิชช์ วีรวรรณ สื่อมวลชนอาวุโสและคอลัมนิสต์ได้ข้อสรุปที่ต่างออกไปโดยอ้างอิงการวิเคราะห์ภาพด้วยเอไอ

สุรวิชช์โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก “Surawich Verawan” เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ว่าหากใช้เอไอวิเคราะห์ภาพ “แบบมีหลักการ” จะพบว่า “ระดับน้ำจริงไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็น” โพสต์นี้มียอดกดถูกใจมากกว่า 3,100 ครั้ง และยอดแชร์มากกว่า 180 ครั้ง (ณ วันที่ 8 ธ.ค.) 

แม้ว่าเอไอจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้บางส่วน แต่นักตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checker) เห็นว่าเอไอมีข้อจำกัดและจุดอ่อนในการตรวจสอบเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือข้อความ การนำคำตอบของเอไอมาอ้างอิงจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังว่าจะกลายเป็นการหาหลักฐานมาสนับสนุนความคิดความเชื่อเดิมของตัวเองหรืออคติยืนยัน (confirmation bias)

ข้อจำกัดของเอไอในการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีอะไรบ้าง โคแฟควิเคราะห์ไว้ในบทความชิ้นนี้โดยใช้การตรวจสอบภาพ สส.ลิซ่า ช่วยน้ำท่วมเป็นกรณีศึกษา

ภาพต้นเหตุ

หลายจังหวัดในภาคใต้ของไทยเผชิญกับมหาอุทกภัยโดยเฉพาะใน จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 ราย จากตัวเลขทั้งหมด 267 ราย (ข้อมูลจากรายงานของไทยพีบีเอส อ้างอิงกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 2 ธ.ค. 68)  

ลิซ่าเป็น สส. คนหนึ่งที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่กลับตกเป็นเป้าโจมตีในโลกออนไลน์ว่าการลงพื้นที่ของเธอนั้นเป็นการสร้างภาพมากกว่าจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนจริง โดยมีผู้นำภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในบัญชี X ของนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พิธีกรข่าวและนักวิเคราะห์การเมือง  ซึ่งแสดงเหตุการณ์ขณะ สส.ลิซ่า ใส่เสื้อชูชีพพยุงตัวอยู่ในน้ำท่วมระดับอกระหว่างการเข้าช่วยเหลือประชาชนในซอย 17/1 ถนนกาญจนวนิช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 25 พ.ย. มา “จับผิด” ว่าระดับน้ำตรงจุดนั้นไม่ได้สูงถึงขั้นต้องใส่ชูชีพหรือ “ลอยคอ” เพราะซอยที่เชื่อมต่อกันก็มีชายคนหนึ่งยืนอยู่โดยไม่มีน้ำท่วมขัง

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างภาพเอไอมาเผยแพร่ว่าที่ระดับน้ำดูลึกมากเพราะ สส.ลิซ่า จงใจยืนย่อเข่าเพื่อให้ภาพออกมาดูยากลำบากกว่าความเป็นจริง

ตัวอย่างเนื้อหาที่โจมตีภคมน สส.พรรคประชาชนว่าสร้างภาพให้ดูเหมือนน้ำท่วมสูงกว่าที่เป็นจริง

ใช้ ChatGPT วิเคราะห์ภาพ

สุรวิชช์ คอลัมนิสต์ในเครือผู้จัดการ ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงของระดับน้ำท่วมด้วยการใช้เครื่องมือเอไออย่าง ChatGPT วิเคราะห์รูปของ สส.ลิซ่า ขณะลงพื้นที่ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า “หลายคนเห็นภาพนี้แล้วอาจเข้าใจว่าน้ำท่วมสูงถึง ‘คอ’ ของผู้หญิง แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างเป็นหลักการจากวัตถุที่อยู่ในภาพ จะพบว่าระดับน้ำจริง ‘ไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็น’” 

“ระดับน้ำในภาพนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 90–110 เซนติเมตรหรือประมาณเอวถึงอกของผู้ใหญ่ ไม่ได้ถึงคออย่างที่เข้าใจในแวบแรก” เขาระบุในโพสต์ (ลิงก์บันทึก)


สุรวิชช์ขยายความว่าเหตุที่ ChatGPT สรุปว่าระดับน้ำท่วมไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็นนั้นมาจากการวิเคราะห์ 3 ส่วน คือ 

1) ใช้รถยนต์เป็นหลักอ้างอิง รถ SUV ทั่วไปมีความสูงของฝากระโปรงหน้าอยู่ที่ประมาณ 85-100 ซม. ในภาพนี้ เส้นน้ำสูงกว่าฝากระโปรงเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงฐานกระจกหน้า นั่นหมายความว่าระดับน้ำจริงอยู่ราว 90-110 ซม. 

2) เหตุผลที่ดูเหมือนน้ำลึกถึงคอ เพราะเมื่อคนอยู่ในน้ำลึกเกินเอวมักจะงอเข่าเล็กน้อยเพื่อทรงตัวหรือลอยตัวบางส่วนหรือไม่ได้ยืนเต็มเท้า ทำให้ดูเหมือนระดับน้ำสูงถึงคอทั้งที่ระดับจริงอยู่ประมาณหน้าอกหรือลำตัวช่วงบนเท่านั้น

3) เช็กซ้ำด้วยสรีรศาสตร์ ระดับอกของผู้หญิงไทยโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 95-105 ซม. จากพื้นซึ่งสอดคล้องกับการประเมินจากตัวรถ

สุรวิชช์โพสต์วิเคราะห์ระดับน้ำโดยใช้ ChatGPT ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 และมีการเพิ่มรูปภาพคู่เปรียบเทียบในวันที่ 2 ธ.ค.

ข้อจำกัดของเอไอในการตรวจสอบภาพ

แม้ว่าเอไอจะพัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ และการนำเอไอมาใช้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-check) จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง การนำเอไอมาตรวจสอบระดับน้ำท่วมจากภาพ สส. ลิซ่า จึงควรพิจารณาถึงข้อจำกัดดังนี้

1.เอไอมีความรู้จำกัดและใช้ข้อมูลอ้างอิงเท่าที่ผู้ใช้งานป้อนให้

หากประเมินว่าผู้ใช้งานรายนี้อัปโหลดภาพเพียง 1-2 ภาพให้เอไอวิเคราะห์ เอไอจะมีข้อมูลจำกัดอย่างยิ่งที่จะประเมินว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร และเอไอก็ไม่สามารถค้นหาพิกัดทางภูมิศาสตร์หรือคลิปอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งจากเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียทั้งหมดมาเพื่อประกอบการวิเคราะห์ได้

ดังนั้น ในกรณีนี้ ChatGPT จึงไม่มีข้อมูลว่าพื้นที่ในคลิปมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ คือเป็นส่วนพื้นที่ต่ำสุดระหว่างทางลาดเอียงสองจุด รวมถึงบ้านบริเวณหัวมุมที่ปรากฏในคลิปซึ่งมีการถมดินยกพื้นสูงจากถนนอย่างน้อยหนึ่งเมตรจากคลิปและคำบรรยายของเพื่อนบ้าน

โพสต์เฟซบุ๊กของเจ้าของบ้านในคลิปที่ออกมาถ่ายวิดีโอบริเวณโดยรอบเพื่อยืนยันว่าพื้นที่ที่ปรากฏในคลิปอยู่ระดับต่ำกว่าจุดอื่น ๆ

เอไออาจประเมินโดยใช้ความสูงของรถเอสยูวีและสรีระของผู้หญิงไทยมาเปรียบเทียบกันตามที่ในโพสต์อ้าง โดยไม่มีข้อมูลจำเป็นอื่น ๆ มาใช้วิเคราะห์ จนทำให้ได้คำตอบที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

2.เอไอทำตามคำสั่ง (prompt) เป็นหลัก

สุรวิชช์ไม่ได้เปิดเผยคำสั่งที่ป้อนให้ ChatGPT แต่จากข้อความในโพสต์เฟซบุ๊กแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้เอไอหาคำตอบว่าระดับน้ำท่วมในจุดที่ สส.ลิซ่าช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้นสูงถึงคอจริงหรือไม่ และให้วิเคราะห์อย่างมีหลักการว่าระดับน้ำในภาพลึกเท่าที่ตาเห็นหรือไม่

โคแฟคทดลองให้ ChatGPT วิเคราะห์โดยใส่คำสั่งลักษณะนี้ประกอบกับภาพนิ่งสองภาพจากโพสต์เฟซบุ๊กของสุรวิชช์เป็นข้อมูลพื้นฐาน ผลคือ ChatGPT วิเคราะห์ว่า “ระดับน้ำที่เห็น ‘ไม่เท่ากัน’” และภาพแรก “ดูเหมือนถูกจัดมุมหรือเลือกเฟรมให้ดูน้ำสูงกว่าความจริง”

แต่เมื่อป้อนข้อมูลเพิ่มเติมไปว่า “ที่จริงแล้วระดับน้ำในภาพนั้นสูงถึงคอของผู้หญิงจริง” ChatGPT กลับอธิบายว่า “คำตอบก่อนหน้าไม่ได้ผิด แต่เป็นข้อจำกัดของการประเมินจากภาพนิ่งสองมุม”



คำตอบของเอไอที่เปลี่ยนไปตามคำสั่งและความคิดเห็นของผู้ใช้งาน

ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่าเอไอจะทำงานตามคำสั่งปัจจุบันของผู้ใช้งาน รวมถึงการอ้างอิงข้อมูลจากประวัติของคำสั่งหรือบทสนทนาในอดีต นอกจากนี้ เอไอมักไม่ยอมรับว่า “ไม่รู้” และเลือกที่จะให้คำตอบแบบผิด ๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้งาน ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการเทรนโมเดลเอไอ และถึงแม้ว่าเอไอจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องในทีแรก แต่ถ้าหากผู้ใช้งานถามย้ำ ๆ ว่านี่คือข้อมูลที่ถูกต้องจริงหรือ เอไอก็จะเปลี่ยนคำตอบกลับไปกลับมาตามลักษณะของคำถาม นี่แสดงให้เห็นว่าเอไอไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือเป็นความจริงเสมอไป แต่อาจให้ข้อมูลผิด ๆ เพื่อสนับสนุนอคติของผู้ใช้งานโดยเฉพาะเมื่อได้รับคำสั่งที่มีอคติหรือความเชื่อบางอย่างอย่างชัดเจน

3.ยากที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากเอไอ

เอไอสามารถช่วยค้นหา สรุปข้อมูล หรือทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดมากเกินกว่าจะนำมาอ้างอิงเป็นแหล่งข้อมูลหลักหรือเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียว โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเอไอเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ยังพบข้อผิดพลาดอยู่มาก นั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้งานจะต้องมีความรู้และความละเอียดรอบคอบมากพอที่จะตรวจสอบว่าข้อมูลหรือข้อสรุปจากเอไอนั้นถูกต้องจริงหรือไม่ก่อนที่จะนำเนื้อหานั้นไปใช้งานหรือเผยแพร่ต่อ เพราะอาจเป็นการกระจายข้อมูลหรือความเข้าใจผิด ๆ ออกไปในวงกว้างไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

อ้างอิง

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ





คลิปน้ำท่วมหมู่บ้านที่หาดใหญ่ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นอุทกภัย “ใกล้กรุงเทพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา **

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “มาดามปู Channel” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 6.5 หมื่นบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอหมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกน้ำท่วมสูง ระบุข้อความว่า “ใกล้กรุงเทพแล้ว ติดเกาะแล้วค่ะ” นอกจากนั้นในช่องแสดงความคิดเห็นเขียนข้อความที่ทำให้เข้าใจคลิปนี้เป็นภาพน้ำท่วมที่บริเวณ “รังสิตคลอง 5” จ.ปทุมธานี คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 1.7 หมื่นครั้ง ณ วันที่ 8 ธ.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพภูเขาในคลิปเป็นจุดสังเกตแรกที่บ่งชี้ว่าเหตุน้ำท่วมนี้ไม่ได้เกิดที่ย่านรังสิต จ.ปทุมธานี และเมื่อค้นหาภาพในคลิปด้วย Google Lens พบว่า คลิปวิดีโอเดียวกันถูกโพสต์เมื่อวันที่ 25 พ.ย. โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ปัญจวิชญ์ มงคลวัชราสิทธิ์” ซึ่งบรรยายว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่หมู่บ้านรุ่งทิวา ซึ่งอยู่ใกล้กับคลองระบายน้ำ ร.5 ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เมื่อตรวจสอบโพสต์ที่ตั้งค่าสาธารณะย้อนหลังพบว่าผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายนี้ได้โพสต์คลิปวิดีโอรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่หมู่บ้านรุ่งทิวาอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 22-27 พ.ย.

เมื่อค้นหาตำแหน่งด้วย Google Street View พบว่าหมู่บ้านรุ่งทิวา คลอง ร.5 ตั้งอยู่ใกล้กับซอยน้ำทอง ต.คอหงส์  อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จากภาพในแผนที่ยืนยันได้ว่าหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมในคลิปนี้คือหมู่บ้านรุ่งทิวา

ภาพจาก Google Street View (ซ้าย) ของหมู่บ้านรุ่งทิวา ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตรงกับภาพที่อยู่ในคลิป

โคแฟคยังได้สอบถามไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลคลองห้า จ.ปทุมธานี ได้รับคำยืนยันว่าในช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค. 2568 ไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่คลองห้าอย่างที่ปรากฏในคลิปวิดีโอนี้

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 6 ธันวาคม 2568

อาบน้ำเย็นตอนอากาศหนาว เส้นเลือดในสมองแตก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/aa7538455ufc


คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pbasvq033poy


ข้าวโพดหวานเป็น GMO และอันตรายต่อสุขภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/7uterk93a3wa


กทม.ขอรัฐ-เอกชน WFH 1 วัน/สัปดาห์ หลังค่าฝุ่นพุ่งสูงกระทบสุขภาพ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nwyt7swfisox


หญิงชาวไทย “ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ฟรี!” Walk in ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1638zyklgprk


การนอนน้อย อดนอน อันตรายกว่าที่คิด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2thul6039j2ti


กรุงเทพฯ มีฤดูฝุ่น เพราะภาวะฝาชีครอบ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1a7ujh8oix9bk


น้ำเริ่มลด แต่ลานีญา ยังไม่จบ แถมปีหน้า เตรียมเข้าเอลนีโญ อีก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1da30f1kxq3zm


โครงการ Quantum AI มีจริงหรือไม่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1nixp6o4efccj


ทอท. จ่อขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท เริ่มต้นปีหน้า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1p600rx3szbj0


จากชีพเฟคถึงเอไอ! ความท้าทายสู้ข่าวลวงระบาดต้องร่วมมือถึงระดับพื้นที่ เพื่อกำกับ‘แพลตฟอร์ม’

4 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital4Peace เทศบาลนครยะลา พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 32“สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร สื่อ สันติภาพ และความมั่นคงสมัยใหม่ (THE INFORMATION BATTLEFIELD)” ณ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลาอ.เมือง จ.ยะลา

ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉายภาพวิถีชีวิตมนุษย์ยุคปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และพึ่งพาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นอย่างมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทัศนคติ ความคิดและความเชื่อของผู้รับสาร ดังนั้นหากมองลึกลงไป บรรดาเจ้าของแพลตฟอร์มมีบทบาทเป็นผู้กำหนดวาระหรือระเบียบโลก เสมือนเป็นมือที่มองไม่เห็น แต่เราไม่รู้เลยว่าทัศนคติของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไร 

ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถูกนำไปใช้ทำคลิปวิดีโอ โดยเมื่อเร็วๆ นี้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผชิญภัยพิบัติจากพายุ ฝนตกหนักและน้ำท่วม ทางการเวียดนามมีการประกาศเตือนการระบาดของคลิป AI ที่สร้างขึ้นโดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ในเวียดนาม เช่นเดียวกับที่มาเลเซีย มีนักวิชาการออกมาเตือนการแชร์คลิป AI ที่อ้างว่าเป็นเหตุน้ำป่าไหลหลาก หรือในประเทศฟิลิปปินส์ สำนักข่าวดังอย่าง Rappler ได้เตือนคลิป AI ทำขึ้นแล้วอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ไต้ฝุ่นถล่มเมืองเซบู เป็นต้น

หรือแม้แต่ข่าวลวงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน (ชีพเฟค – Cheapfake) ยังคงมีให้เห็น อย่างในประเทศไทย มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์นำภาพเก่าที่เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมในเวียดนามมาโพสต์ให้ดูเหมือนเป็นเหตุอุทกภัยในไทย อย่างไรก็ตามความท้าทายสำคัญคือ กรณีเป็นภาพจาก AI จะตรวจสอบได้อย่างไร? เพราะเคยทดลองนำภาพที่สร้างจาก AI ไปตรวจสอบบนเว็บไซต์หลายแห่งที่ระบุว่าสามารถแยกแยะได้ แต่เมื่อตรวจแล้วกลับระบุว่าภาพนั้นไม่ได้สร้างจาก AI ส่วนการตรวจสอบภาพหรือคลิปวิดีโอจาก AI ยังมีข้อสงสัยว่าระบบที่ผู้ให้บริการนำมาให้ใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น สมรรถนะด้อยกว่าระบบที่ต้องเสียเงินค่าบริการหรือไม่ เช่นเดียวกับ AI ที่นำมาให้บริการเป็นผู้ช่วยตอบคำถามหรือค้นหาข้อมูลต่างๆ มีทั้งที่ให้ใช้ฟรีๆ และที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มซึ่งแบบหลังจะมีสมรรถนะสูงกว่า จึงสงสัยว่า คนเรามีสิทธิ์เข้าถึงความจริงได้ไม่เท่ากัน แม้กระทั่งความจริงยังเป็นสิ่งที่ต้องมีค่าใช้จ่าย 

ทั้งนี้ ในการรับมือข้อมูลข่าวสารยุค AI จำเป็นต้องทำร่วมกันในหลายภาคส่วน นับตั้งแต่ 1.บุคคลทั่วไป ในฐานะผู้ใช้งาน จะทำอย่างไรให้มีวิธีคิดแบบตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ที่ผ่านมาเราเชื่อกันว่าหากมีอคติแล้วเราก็มีแนวโน้มจะเชื่อสูง แต่ต่อมาก็มีผลการศึกษาพบว่า ในทางการเมืองแม้เราจะเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่หากได้หยุดคิดสักครู่หนึ่งเมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ มา บางครั้งก็ช่วยในการหยุดส่งต่อข้อมูลลวงได้แม้จะมาจากฝั่งเดียวกับที่ตนเองชื่นชอบก็ตาม มีการตรวจสอบก่อนตัดสินใจว่าจะแชร์หรือไม่

2.สถาบันการศึกษา ต้องมีวิชาหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องพลเมืองดิจิทัล การตรวจสอบข้อมูล สิ่งนี้ควรเป็นทักษะพื้นฐาน และรวมถึงต้องมีช่องทางเรียนรู้ตามอัธยาศัย สำหรับผู้ที่พ้นช่วงวัยเรียนมาแล้วด้วย เพราะความรู้ด้านเทคโนโลยีต้องปรับปรุงตลอดเวลา อย่างเรื่องภาพหรือคลิปวิดีโอที่ผลิตโดย AI วันนี้มีคำแนะนำให้สังเกตแบบนี้ แต่อนาคตเทคโนโลยีเปลี่ยนจะยิ่งมีความแนบเนียนยิ่งขึ้น 

3.ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการย้ำเตือนให้ประชาชนได้หยุดคิด ระมัดระวังเนื้อหาปลอมจากเทคโนโลยีเริ่มไตร่ตรองและมองถึงความถูกต้องมากขึ้น แต่ลำพังภาคประชาสังคม เช่น โคแฟค อาจกระจายข้อมูลได้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับสื่อมวลชนตลอดจนบรรดาผู้มีชื่อเสียงและอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) ภาคประชาสังคมก็ต้องทำงานร่วมกับสื่อและอินฟลูฯ เพื่อสื่อสารกับประชาชน 

4.ภาครัฐ ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มพยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ให้ต้องมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายและป้องกันกลุ่มเปราะบาง เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ เริ่มจำกัดอายุขั้นต่ำที่อนุญาตใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้นอกจากนั้นภาครัฐต้องมีบทบาทเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับข้อมูลลวง ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้

5.แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เป็นผู้ให้บริการ แต่ก็มีข่าวกรณีเอกสารตรวจสอบภายในของเมตา (Meta) ที่มีรายได้ร้อยละ 10 จากโฆษณาหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก แสดงว่าแพลตฟอร์มได้ผลประโยชน์จากการกระทำผิดกฎหมาย เช่น โฆษณาขายสินค้าปลอม โฆษณารับสมัครงานแต่สุดท้ายเป็นการล่อลวงไปเป็นเหยื่อค้ามนุษย์

เฟซบุ๊กหรือเจ้าของแพลตฟอร์มจะมองว่าเขาเป็นผู้ให้บริการ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้รัฐออกกฎหมายว่าเขาต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ผศ.ดร.ภีรกาญจน์กล่าว

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค และอดีตผู้สื่อข่าว นสพ.แนวหน้า กล่าวถึงบทบาทของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งานรวมถึงองค์กรสื่อต่างๆ เช่น เดิมทีคนเราก็มีแนวโน้มรับข้อมูลข่าวสารที่ตรงกับจริตความชอบของตนเองอยู่แล้ว เมื่อบวกกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มักจดจำพฤติกรรมการใช้งานและคัดเลือกเฉพาะเนื้อหาที่คนนั้นชอบหรือสนใจมาให้พบเห็น ยิ่งตอกย้ำซ้ำๆ ว่าสิ่งที่ตัวเราเชื่อนั้นถูกต้องที่สุดและไม่แม้แต่จะรับฟังข้อมูลชุดอื่นที่แตกต่างออกไป หรือการที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ให้คุณค่ารวมถึงรายได้โดยวัดจากปริมาณการมีส่วนร่วม (Engagement) โดยก่อนหน้านี้มีคำว่า Clickbait หรือการพาดหัวล่อเป้าให้คนสงสัยแล้วกดเข้าไปอ่าน จนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีคำว่า Ragebait หรือการพาดหัวยั่วให้โมโหเพื่อให้กดเข้าไปอ่าน ในอดีตเรื่องพวกนี้สื่อหลักเคยต่อต้าน เตือนกันว่าอย่าทำ แต่ปัจจุบันสื่อหลักเมื่อต่อต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมด้วยเสียเลย 

เช่นเดียวกับช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กำลังระอุ มีข้อสังเกตว่าหลายคนโพสต์ข่าวลวง โดยนำคลิปวิดีโอเหตุการณ์เก่าบ้าง เหตุการณ์สงครามอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องบ้างมาอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ไทย – กัมพูชา พร้อมกับติดแฮชแท็ก เช่น เปิดการมองเห็น คลิปสั้นสร้างรายได้ ครีเอเตอร์มือใหม่ แม้กระทั่งสื่อหลักบางครั้งก็ยังนำคลิปที่อ้างกันผิดๆ ไปเผยแพร่ต่อ เพื่อเรียกยอด Engagement มีผลกับรายได้ สื่อหลักสู้อินฟลูฯ ที่ผลิตเนื้อหาแรงๆ ไม่ไหว ก็เข้าร่วมทำบ้าง 

ส่วนคลิป AI นั้น มีตัวอย่างคลิปวิดีโอน้ำท่วมที่มีเด็กกอดสุนัขรอความช่วยเหลืออยู่บนหลังคาบ้าน คลิปนี้พบการแจ้งเตือนที่เวียดนาม แต่ก็ยังมีคนนำภาพจากคลิปดังกล่าวมาโพสต์เป็นภาษาไทยในช่วงเวลาที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กำลังเผชิญกับน้ำท่วม แม้ผู้โพสต์จะไม่ได้ระบุข้อความว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่เมื่อมาโพสต์ในห้วงเวลานั้นก็ทำให้ผู้พบเห็นหลายคนเข้าใจไปว่าเป็นเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ แต่ที่น่าห่วงคือภาพจากคลิปเดียวกันถูกนำไปเปิดรับบริจาคโดยอ้างเหตุพายุและน้ำท่วมที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพหรือไม่ 

มีข้อเสนอว่ารัฐควรออกกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ นั้นว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ในบริบทสังคมไทย เนื่องจากในความเป็นจริงดูเหมือนประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในภาครัฐเท่าใดนักไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม โดยกังวลว่ากฎหมายอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ขณะนี้ประเทศไทยน่าจะยังไม่มีกรอบกลาง ไม่ว่าในแง่กฎหมายหรือแนวปฏิบัติแนะนำ เกี่ยวกับการใช้ AI ทำให้แต่ละคนใช้กันอย่างเต็มที่โดยอาจไม่รู้ว่าอะไรควร – ไม่ควร 

อีกเรื่องหนึ่งคือ ผมเชื่อว่าทุกคนถ้าไม่ได้อยู่ในอาชีพที่ต้องมอนิเตอร์ข่าวเยอะๆ เราไม่สามารถรับรู้ได้ทุกเรื่อง ฉะนั้นถ้าเรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวกับเราก็ปล่อยผ่าน แต่ถ้าเรื่องไหนเกี่ยวกับเราจริงๆ อาจต้องลงทุนลงแรงในการสืบค้นข้อเท็จจริง ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายๆ อย่างข้อมูลก็เปิดมากขึ้น ก็จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอก บัญชา กล่าว

มูฮัมหมัดอ่ายุบ ปาทาน อดีตประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า หากจะสู้กับสิ่งเหล่านี้ การพัฒนาศักยภาพมีความจำเป็นมาก จะทำแบบเดิมไม่ได้ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์จะลามเต็มไปหมด ต้องมาคิดว่าจะพัฒนาศักยภาพกันอย่างไรเพื่อจะได้ไม่หลงเทคโนโลยี ขณะที่ในบริบท 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนกว่าที่อื่น เช่น เรื่องภาษาที่แตกต่าง และต้องคิดแบบยุทธศาสตร์ เช่น เมื่อรู้ว่าปัญหาเป็นอย่างนี้แล้วจะนำเรื่องนี้ไปจัดการในชุมชนอย่างไร จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยอย่างไร 

และการทำงานแบบต่างคนต่างทำไม่สามารถรับมือปัญหานี้ได้ โดยต้องมีทีมงานประกอบด้วยคนรุ่นใหม่ที่เก่งเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งได้รับการหนุนเสริมโดยสถาบันการศึกษา เช่น จะตรวจสอบภาพว่าทำขึ้นจาก AI หรือไม่ ได้อย่างไร เพราะคนที่ไม่ได้อยู่กับเรื่องนี้เป็นประจำอาจไม่รู้ อีกทั้งการสร้างความตระหนักรู้ต้องทำซ้ำๆ ไม่ใช่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วหาย ต้องมีกลไกทำงานระดับพื้นที่ เช่น สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน 

ต้องมีเครือข่ายในการช่วยกันตรวจสอบข้อมูล รวมถึงกลไกด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสื่อสารถึงคนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้จะมีการตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลใดปลอม แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้องสื่อสารเผยแพร่ถึงคนอื่นๆ ด้วย แม้กระทั่งกลุ่มผู้ผลิตเนื้อหาทางออนไลน์ (ครีเอเตอร์) อาจไม่รู้ก็ได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ส่งผลกระทบอย่างไร แต่เขาอาจมีความตั้งใจดี และแม้จะมีคนเก่งเทคโนโลยี แต่หากไม่สามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบข่าวปลอมในพื้นที่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ 

เชื่อว่าอันนี้เป็นผลบุญอย่างหนึ่ง ถ้าตรวจสอบข่าวปลอมได้ คนไม่หลงกับมัน ผลบุญได้โดยอัตโนมัติเลย เพราะนี่เป็นการป้องกันฟิตนะฮ์ (การล่อลวง) มันเป็นฟิตนะฮ์อย่างหนึ่ง ทำให้เกิดความสูญเสียด้วย อันนี้คิดว่าน่าจะเอามาใช้ คือเราจะต้องสร้างขบวการ แน่นอนมันเป็นเรื่องยากแต่ต้องทำ ถ้ากระบวนการข่าวปลอมมันทำมาเป็นขบวนแต่เราทำไม่เป็นขบวน เราจะแพ้ข่าวปลอม มูฮัมหมัดอ่ายุบ กล่าว

‘สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร’เรื่องใหญ่ยุคดิจิทัล ‘เอไอ-โซเชียล’ปั่นกระแส หวั่นรุนแรงออนไลน์ลามสู่โลกจริง

3 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital4Peace เทศบาลนครยะลา พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 32“สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร สื่อ สันติภาพ และความมั่นคงสมัยใหม่ (THE INFORMATION BATTLEFIELD)” ณ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลาอ.เมือง จ.ยะลา

มะรูฟ เจะบือราเฮง ประธานมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (Digital4Peace) ชวนย้อนคิดถึงภาพน้ำท่วม จ.ปัตตานี ที่เคยเป็นกระแสในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เมื่อหลายปีก่อน โดยเป็นภาพน้ำสีฟ้าสวยงาม ภาพนี้ถูกแชร์เป็นหมื่นครั้งพร้อมกับมีความเห็นจากคนพื้นที่อื่นๆ ว่าอยากมาเที่ยว จ.ปัตตานี เพราะขนาดน้ำท่วมยังมีสีเหมือนสระน้ำ แต่ท้ายที่สุดเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพที่ถูกตกแต่งด้วยแอปพลิเคชั่น 

เมื่อเร็วๆ นี้ มีภาพสุนัขคาบแมวหนีน้ำท่วมไปส่งเรือกู้ภัยถูกแชร์อย่างกว้างขวาง ถูกจับสังเกตได้ว่าเป็นภาพที่สร้างโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ในต่างประเทศ พบกรณีการแข่งขันทางการเมืองและมีการใช้ AI สร้างรูปปลอมขึ้นมา หัวข้องานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราอาจรู้สึกรักหรือเกลียดใครบางคนได้เพียงเพราะรับสื่อที่ถูกสร้างโดย AI 

ข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามาหาเรา หลายครั้งถูกตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อให้เรามีความรู้สึกอะไรบางอย่าง แล้วมันมีคำว่า Information Battlefield (สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร) บางทีเราอาจไม่รู้ตัวว่า TikTok ที่เราใช้มันไม่ใช่แค่พื้นที่ของความบันเทิง แต่เป็นพื้นที่ของการรบกันของใครบางคน และเราเป็นหนึ่งในคนที่อาจเป็นเหยื่อหรือเป็นคนหนึ่งที่ถูกทำให้เชื่อ ถูกทำให้โกรธ ถูกทำให้หลง มะรูฟ กล่าว

วิศาล จิรภาพงพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวว่า วันนี้หลายๆ แพลตฟอร์มที่เรารับข้อมูลนั้นแยกไม่ออก หากไม่ใช้วิจารณญาณก็จะทำให้เราตกเป็นเหยื่อของการเสพข้อมูลข่าวสาร ขณะที่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือความต่างระหว่างช่วงวัย (Generation) กล่าวคือ คนยุคเบบี้บูมเมอร์หรือเจนเอ็กซ์จะใช้เฟซบุ๊ก ขณะที่ Gen Yหรือ Gen Zmจะใช้อินสตาแกรมหรือ X ส่วน Gen Alpha จะใช้ TikTok อะไรที่รวดเร็ว อ่านไม่เกิน 10 วินาที เป็นต้น การจัดเวทีครั้งนี้เป็นประโยชน์และน่าจะมีคุณค่าในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 

การเรียนรู้ที่จะอยู่กับข่าวสารที่เป็นข่าวจริง ต้องแยกแยะให้ได้ เพราะวันนี้ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิต แล้วก็ต้องบอกว่า Fake News (ข่าวปลอม) เข้ามามีบทบาท สงครามข่าวสารวันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนรองนายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าว

Sweta Madhuri Kannan, First Secretary, Cultural Affairs and Press สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในประเทศเยอรมนี มีตัวอย่างข้อมูลบิดเบือนที่ทำลายความไว้วางใจต่อสถาบันต่างๆ ตลอดจนความเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง ขณะที่ประเทศไทยก็เผชิญกับความขัดแย้งและภัยคุกคาม ทำให้เราเหมือนกับอยู่ในห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ในข้อมูลข่าวสารของตนเอง 

ทั้งนี้ จากการผ่านบทเรียนสงครามโลกถึง 2 ครั้ง ชาวเยอรมันจึงเห็นความสำคัญของการปกป้องประชาธิปไตย มีการลงทุนอย่างมากในการให้การศึกษาภาคพลเมือง (Civic Education) ให้ความสำคัญต่อเสรีภาพสื่อ และจัดวางสมดุลไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจเหนือกลุ่มอื่นๆ อนึ่ง การที่สังคมจะเปิดกว้างได้นั้นประชาชนต้องรู้จักคิดวิเคราะห์ และสังคมประชาธิปไตยจะขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจ หากเราขาดความเชื่อมั่นใจสถาบันประชาธิปไตยหรือองค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตย ประชาชนก็จะมีความเปราะบางจากการเข้าถึงข้อมูล 

และในสถานการณ์ที่สังคมแบ่งขั้ว ลำพังการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลก็ยังไม่เพียงพอ อย่างในเยอรมนี เมื่อปี 2560 มีการออกกฎหมายกำหนดให้นำเนื้อหาสร้างความเกลียดชังออกจากพื้นที่ของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่กฎหมายที่ดีที่สุดแต่ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ ยังมีโครงการที่ทำร่วมกับนักศึกษาและครอบครัว สร้างความเข้าใจการทำงานของอัลกอริทึม รู้เท่าทันโลกดิจิทัล และจะตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลต่างๆ ได้อย่างไร 

จากประสบการณ์ที่มีความร่วมมือกับหลายๆ ประเทศ สิ่งหนึ่งก็คือเราไม่ควรควบคุม แต่ว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลมาทำร้ายสังคมได้ คือการเปิดกว้างดีกว่าการปิดกั้น รัฐบาลไม่สามารถต่อสู้ในสมรภูมิที่เปลี่ยนแปลงแบบนี้ได้เพียงลำพัง แต่แพลตฟอร์มจะต้องมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ด้วย รวมทั้งสื่อเองก็น่าจะต้องมีบทบาทที่จะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ Sweta กล่าว

ผศ.ดร.กุสุมา ภูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงคำว่า “Splinternet” ที่มาจาก 2 คำ คือ Splint+ Internet ที่หมายถึงก่อนหน้านี้เราเคยเชื่อว่าเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตจะทำให้โลกกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกคนเชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่าผู้คนไม่อยากเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) แต่อยากแยกตัวออกไปอยู่กันเอง อย่างประเทศจีนซึ่งสร้างกำแพงเมืองจีนทางออนไลน์ (The Great Firewall) มีประตูเปิด – ปิด (Gateway) เพื่อควบคุมการเข้า -ออกของข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก และใครที่เข้าไปในจีนต้องใช้ระบบออนไลน์ที่ถูกสร้างขึ้นไว้ใช้งานภายในของจีน เป็นภาพสะท้อนการแตกออกของภูมิทัศน์ (Landscape) ในส่วนต่างๆ ของโลกตามแรงจูงใจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ 

สถานการณ์แบบเดียวกันยังเกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย – ยูเครน ซึ่งมีการทำสงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) ดังนั้นสงครามทางกายภาพกับสงครามข้อมูลข่าวสารจึงดำเนินไปด้วยกัน ขณะที่เมื่อย้อนกลับมาดูสังคมไทย ประเทศที่ผู้คนมีความสุขกับความเร็วอินเตอร์เน็ตที่สูงกว่าอีกหลายประเทศในโลก เราไม่มีระบบป้องกันใดๆ ถึงกระนั้นก็ไม่เห็นด้วยกับการสร้างประตูเข้า – ออก ซึ่งจะมีโอกาสนำไปสู่การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการสื่อสาร 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่าภูมิทัศน์ของข้อมูลข่าวสารในประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าอ่อนแอ โดยมีคำถามว่าเหตุใดการกำหนดวาระข่าวสารจึงไปอยู่ที่ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) หรือในช่วง 2 – 3 ปีล่าสุด เกิดปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองบนพื้นที่ออนไลน์ หมายถึงผู้คนแปลงตนเองเป็นพลเมืองดิจิทัลเข้าไปวิจารณ์การเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมุมหนึ่งก็มีคำถามกลับมาว่าแล้วความเป็นพลเมืองในโลกจริงอ่อนแอลงหรือไม่ เช่น ปรากฏการณ์ทัวร์ลง การด่าทอในโลกออนไลน์เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการรวมตัวเพื่อช่วยเหลือกัน  

สื่อเองก็อ่อนแอ การทำงานของสื่อมวลชนที่เป็นระแสหลักหรือสื่อมวลชนที่มีการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร หลายสำนักก็ต้องพยายามปรับตัว เราก็จะเห็นทีวีก็ต้องรักษาเรตติ้ง ดังนั้นในแง่ของข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงมันสู้ไม่ทันกับข้อมูลข่าวสารที่เป็นข่าวลวง (Disinformation) หรือข่าวสารที่สร้างความเกลียดชัง ผศ.ดร.กุสุมา กล่าว

รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ข้อมูลที่มากทำให้เราแตกแยก มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น แม้กระทั่งตัวเราเองความคิดก็ยังไม่นิ่ง บางวันเป็นเสรีประชาธิปไตยแต่บางวันก็เป็นเผด็จการ หรือบางเรื่องตอบสนองแบบหัวก้าวหน้าแต่บางเรื่องก็ตอบสนองแบบดูโหดร้ายเหลือเกิน หลักคิดจึงเป็นหัวใจสำคัญ เรายอมรับความหลากหลายได้หรือไม่ว่าคนอื่นคิดไม่เหมือนเรา และการยอมรับก็ต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ไม่ระดมทัวร์จนนำไปสู่การอาฆาตมาดร้ายและเกิดการใช้ถ้อยคำที่สนับสนุนให้ทำร้ายกัน 

ขณะที่เมื่อมองดูบทบาทของผู้กำกับดูแลก็พบว่าไม่สามารถทำได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งมีคำว่า ทุนนิยมเหนือรัฐ หรือคำว่า ทุนนิยมยึดรัฐองค์กรกำกับดูแลไม่ดำเนินการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค หรือที่มีหลักจริยธรรมว่าผู้พิพากษาเมื่อออกจากอาชีพดังกล่าวไปแล้วห้ามไปเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทเอกชน แต่ก็พบว่ามีการไปอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ส่งผลกระทบตั้งแต่ค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภค – บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น การไหลเวียนของสินค้าและข้อมูลข่าวสารถูกทำให้เป็นหน้าเดียวกันหมด ความหลากหลายหรือการแข่งขันแบบการค้าเสรีก็ไม่เกิดขึ้นจริง 

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ผมคิดว่ามันเป็นรัฐที่ถูกกำกับดูแลด้วยแค่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นโดยผ่านกฎหมาย และสิ่งที่มันเกิดขึ้น ใครที่จะเติบโตภายใต้ระบบโครงสร้างแบบนี้ ฉะนั้นคนที่ดิ้นหลุดจากโครงสร้างออกมาทำแบบใหม่ก็ไม่มีกำลังจะต่อสู้ภายใต้โครงสร้างที่มันไม่เกิดการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่ รศ.เอกรินทร์ กล่าว

ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไล่เรียงประวัติศาสตร์ว่า หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 (ปี 2343 – 2442) เป็นยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับแผนที่และการลากเส้นเขตแดน แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) ที่ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตมีมุมมองต่อภูมิรัฐศาสตร์ว่าไม่ใช่เพียงเรื่องดินแดนแต่รวมถึงอุดมการณ์ด้วย ยุคนี้จะเริ่มพบการใช้โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) จากทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อทำให้รัฐชาติอื่นๆ เชื่อว่าข้อมูลของฝ่ายตนนั้นถูกและมองข้อมูลของอีกฝ่ายว่าผิด 

คำว่าภูมิรัฐศาสตร์ได้หายไปจากการรับรู้อยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ก่อนจะกลับมาในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด เนื่องจากโลกได้เกิดขั้วอำนาจขึ้นมาแข่งขันกันหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน รัสเซีย ยุโรป แม้กระทั่งโลกมุสลิม ขณะที่สงครามที่แม้จะยังมีการสู้รบด้วยอาวุธหรือกำลังทหารจริงๆ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการสู้รบด้วยข้อมูลข่าวสารและการโจมตีทางไซเบอร์ ปรากฏการณ์เหล่านี้แบ่งแยกคนออกจากกันมากขึ้นยิ่งกว่าในอดีต เพราะข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ สามารถเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น 

ในอดีตหากคนไม่ได้เข้าถึงสื่อโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ก็อาจไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือสื่ออย่างหนังสือพิมพ์ก็อาจถูกควบคุมโดยรัฐและประชาชนก็จะไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากนั้น แต่ปัจจุบันทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทางออนไลน์ แน่นอนว่ามีเรื่องของอัลกอริทึมที่จะจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคน เช่น การค้นหาหรือมีส่วนร่วมกับข้อมูลข่าวสาร ทำบ่อยๆ เข้าเราก็จะเชื่อว่าข้อมูลชุดนั้นถูกต้องที่สุด แต่หากเลือกรับหรือค้นหาข้อมูลชุดอื่นๆ บ้าง ก็อาจทำให้เรามีข้อมูลมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เชื่อได้ รวมถึงไม่ส่งต่อข้อมูลที่ผิด

ขั้นสุดของพีระมิดแห่งความเกลียดชัง (Pyramid of Hate) คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่กว่าที่มันจะขยับไปสู่เรื่องของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Baseline (พื้นฐาน) ที่สำคัญที่สุดก็คือ Bias (อคติ) การที่เรามีอคติต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง หลายครั้งยิ่งเราได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้น เราถูกสอนเพิ่มขึ้น สุดท้ายมันจะขยับขึ้นมาสู่สิ่งที่เริ่มเป็น Action (การกระทำ) จากแค่วิธีคิดเราเริ่มทำแล้ว เริ่ม Bully (เหยียดหยามรังแกสุดท้ายขยับขึ้นไปถึงการใช้ความรุนแรง อาจเป็นความรุนแรงที่เอามายิงกันได้ สุดท้ายมันเป็นความรุนแรงระดับที่ใหญ่มาก ผศ.ดร.ยาสมินกล่าว

ผศ.ดร.อับดุลรอนิง สือแต คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาอนี ยกตัวอย่างความขัดแย้งอิสราเอล – ปาเลสไตน์ ที่ข่าวมุ่งนำเสนอเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2566 เมื่อกลุ่มฮามาสบุกเข้าไปจับตัวประกันในอิสราเอลเพื่อใช้แลกเปลี่ยนกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลควบคุมตัวอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นจำนวนมากแต่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว แต่ในทางกลับกัน ภาพความรุนแรงที่กระทำต่อชาวปาเลสไตน์จากปฏิบัติการตอบโต้ของอิสราเอลถูกนำเสนอสู่สายตาชาวโลกจากฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐแต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการนั้น 

หรือการพยายายามสร้างภาพลักษณ์ของฮามาสหรือกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เมื่อสืบย้อนเรื่องราวกลับไปก็จะพบว่าอิสราเอลหรือยิวไซออนนิสต์เป็นผู้เข้ามายึดครองดินแดนของปาเลสไตน์ แต่ประเด็นเหล่านี้ไม่ถูกพูดถึง นี่คือเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่ปัจจุบันเป็นสงครามที่เกิดขึ้นทั้งที่มีฝักฝ่ายและที่เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยไม่สังกัดฝ่ายใด ซึ่งรวมถึงเราทุกคนที่ติดตามและเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ด้วย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือความเข้าใจว่าเราไม่ได้ถูกกำหนด

มันเหมือนกับทฤษฎีเรื่องของนกพิราบจิกข้าวจิกถั่วแล้วมันก็แปรขบวนไปตามจุดที่คนวางข้าววางถั่วให้มันเป็นไปตามรูปภาพที่เขากำหนด ตรงนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าหวาดกลัวในการที่จะต้องใช้ความพินิจพิจารณา วิเคราะห์ในสิ่งต่างๆ ว่ากระบวนการที่เรากำลังรู้สึกเกลียด – รู้สึกชอบ เรากำลังตกอยู่ในวังวนของการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือวัตถุประสงค์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยหรือไม่ผศ.ดร.อับดุลรอนิง กล่าว