❤️ลุ้นรับของที่ระลึกจากโคแฟค!
🌸ลำดับ 1 – 20 ได้เสื้อ Summer collection ใหม่จาก cofact
🌸ลำดับ 21-50 ได้ สมุดโน๊ด cofact หนังสือและ sticker
🌸ลำดับ 51-150 ได้ของที่ระลึกเพื่อสุขภาพ
📍ร่วมตอบแบบสอบถามได้ที่ลิ้งด้านล่าง
❤️ลุ้นรับของที่ระลึกจากโคแฟค!
🌸ลำดับ 1 – 20 ได้เสื้อ Summer collection ใหม่จาก cofact
🌸ลำดับ 21-50 ได้ สมุดโน๊ด cofact หนังสือและ sticker
🌸ลำดับ 51-150 ได้ของที่ระลึกเพื่อสุขภาพ
📍ร่วมตอบแบบสอบถามได้ที่ลิ้งด้านล่าง
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไม่มีรัฐบาลของประเทศไหนใช้งบประมาณช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้างจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยกเว้นรัฐบาลไทย
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ประกาศรับผิดชอบค่าที่พักสำหรับชาวต่างชาติที่ตกค้าง
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3-4 มี.ค. 2569 มีการโพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” และ “พรรคประชาชน” แสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยใช้งบประมาณในการช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้างในประเทศจากสถานการณ์ตะวันออกกลางวันละ 2,000 บาท โดยอ้างว่ามาตรการเช่นนี้ “เป็นสิ่งที่รัฐบาลต่างประเทศไม่ทำกัน” เพราะเป็นหน้าที่ของสายการบินที่จะต้องรับผิดชอบผู้โดยสารตกค้าง (ลิงก์บันทึก)
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 3 มี.ค. เว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยแพร่คำชี้แจงของนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว กรณีเงินเยียวยา 2,000 บาท สำหรับนักท่องเที่่ยวต่างชาติที่ตกค้างจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ดังนี้
▪️งบประมาณเยียวยามาจากกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบกลางให้ในแต่ละปี มีระเบียบและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินที่รัดกุมชัดเจน
▪️ในการจ่ายเงินเยียวยา กองทุนฯ จะจ่ายให้ผู้ประกอบการไทยที่รับภาระดูแลนักท่องเที่ยวตกค้างตามโรงแรมและสถานที่ต่าง ๆ โดยเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหารให้ผู้ประกอบการไทยในอัตราเฉลี่ยวันละ 2,000 บาท ไม่ได้จ่ายให้นักท่องเที่ยวโดยตรง
▪️ขณะนี้ (4 มี.ค. 2569) ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นและยืดเยื้อจนผู้ประกอบการโรงแรมหรือภาคส่วนต่าง ๆ ไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ติดค้างได้จึงจะพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือ
สำหรับคำกล่าวอ้างที่ว่ารัฐบาลประเทศอื่นไม่มีการใช้งบประมาณของรัฐในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างนั้น โคแฟคพบว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากรัฐบาลในต่างประเทศ เช่น UAE และกาตาร์ ต่างมีมาตรการช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ตกค้าง
วันที่ 1-2 มี.ค. สื่อหลายสำนักใน UAE อาทิ Khaleej Times, The National และ Gulf News รายงานว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติประกาศรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านที่พักและอาหารทั้งหมดสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบและตกค้าง โดยเบื้องต้นมีผู้โดยสารตกค้างราว 2 หมื่นคน จากการเปลี่ยนแปลงตารางเที่ยวบิน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือทั้งการจัดหาที่พักชั่วคราว อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการจองตั๋วใหม่ตามแผนปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัติ
The National และ Gulf News ยังรายงานด้วยว่า สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหน่วยงานระดับมลรัฐของรัฐอาบูดาบีใน UAE ออกหนังสือเวียนถึงผู้ประกอบการโรงแรม ขอให้ขยายเวลาเข้าพักของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถเดินทางกลับได้เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยทางการจะเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่สื่อของกาตาร์ อาทิ Doha News และ Qatar Living รายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งกาตาร์ (Qatar Tourism) ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงแรมขยายเวลาการเข้าพักของแขกที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 จนกว่าจะเปิดน่านฟ้าและสนามบินกลับมาดำเนินการตามปกติ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศกาตาร์จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งหมด
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิประเบิดลงสถานีโทรทัศน์อิหร่านหลังจากผู้ประกาศข่าวท้าทายให้สหรัฐฯ ทิ้งระเบิด
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นคลิปเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 และผู้ประกาศข่าวไม่ได้พูดท้าทายให้ทิ้งระเบิด
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bright TV” เผยแพร่คลิปวิดีโอภาพเหตุโจมตีสถานีโทรทัศน์อิหร่านทำให้ผู้ประกาศหญิงต้องหนีเอาชีวิตรอดขณะกำลังออกอากาศสด ในคลิปฝังข้อความ “พูดปุ๊บ ลงปั๊บ สื่ออิหร่านท้าทายระเบิดมะกัน ก่อนโดนสอยยับคาจอใน 5 วินาที” คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “สื่ออิหร่านคุยโวระเบิดทำอะไรไม่ได้ พริบตาเดียวขีปนาวุธลงกลางกบาลคาห้องส่ง” และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน คลิปนี้มียอดชมมากกว่า 3.2 ล้านครั้ง ณ วันที่ 4 มี.ค. (ลิงก์บันทึก)
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. บัญชีเฟซบุ๊ก “Thuethan Prasobchoke” เผยแพร่คลิปเดียวกันนี้พร้อมคำบรรยายว่า”สื่อของรัฐบาลอิหร่านกำลังบอกว่า ‘ไม่มีระเบิดลูกไหนส่งมาถึงพวกเราได้ เพราะอัลเลาะห์คุ้มครองเราอยู่’ ซักพักก็อย่างที่เห็น จังหวะซิทคอมมาก”
🔎 โคแฟคตรวจสอบ:
▪️คลิปเก่าปี 2568
ภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 ที่ห้องส่งของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่าน (Islamic Republic of Iran Broadcasting: IRIB) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสู้รบกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน
สำนักข่าวหลายสำนัก เช่น BBC, Aljazeera, France24 และ euronews รายงานว่ากองทัพอิสราเอลโจมตีสถานีโทรทัศน์ IRIB ขณะที่ผู้ประกาศหญิงกำลังรายงานข่าวอยู่ในห้องส่ง ทำให้การออกอากาศต้องยุติลงชั่วคราว เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย หนึ่งในนั้นเป็นบรรณาธิการข่าว
▪️ ผู้ประกาศข่าวในคลิปไม่ได้พูดว่า “ไม่มีระเบิดลูกไหนส่งมาถึงพวกเราได้ เพราะอัลเลาะห์คุ้มครองเราอยู่”
สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่าขณะเกิดเหตุ ซาฮาร์ เอมามี ผู้ประกาศข่าวหญิงในคลิปนี้กำลังบรรยายเสียงของเครื่องบินรบและระเบิดที่ดังกระหึ่มอยู่ด้านนอก เธอพูดว่า “นี่คือเสียงของผู้รุกรานที่กำลังทำลายความจริง” จากนั้นไม่กี่วินาทีเสียงระเบิดก็ดังขึ้น ห้องส่งไฟดับลงชั่วคราว ฝุ่นคละคลุ้ง ทีมงานบอกให้เธอออกมา ซาฮาร์ลุกหนีเอาชีวิตรอด และมีเสียงทีมงานผู้ชายกล่าวคำสรรเสริญอัลเลาะห์
โคแฟคตรวจสอบคำพูดของผู้ประกาศข่าวด้วยการนำคำบรรยายแทนเสียง (closed caption) ในยูทูบไปเข้าเครื่องมือแปลภาษาพบว่ามีเนื้อหาตรงกับข้อความที่อัลจาซีรารายงาน
คำพูดของผู้ประกาศข่าวสรุปความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เสียงที่คุณกำลังได้ยินเป็นเสียงของผู้รุกรานที่กำลังบุกรุกบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เสียงของผู้รุกรานที่กำลังทำลายเสียงแห่งความจริง เสียงของผู้รุกรานที่กำลังคุกคามความจริง”
วันที่ 3 มีนาคม 2569 รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.31” ได้มีการเสวนาหัวข้อ “IO – OMG! ไอโอคืออะไร แล้วเราจะเท่าทันได้อย่างไร?” โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์เจาะลึกถึงเบื้องหลังปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่กำลังสร้างความปั่นป่วนในสังคมไทยและระดับสากล
ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิชาการประจำสถาบัน German Institute of Global and Area Studies (GIGA) และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารถูกใช้เป็นอาวุธ โดยคำว่า IO หรือ Information Operation ในทางวิชาการเรียกว่า Influence Operation คือการตั้งใจปั่นข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างอิทธิพลต่อความรับรู้ของประชาชน ผ่านกลลวงทั้งในเชิงเนื้อหา (Content) ที่อาจไม่ใช่การโกหก 100% แต่เป็นการบอกความจริงเพียงครึ่งเดียวหรือบิดเบือนประวัติศาสตร์ และการฉวยใช้กลไกอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นปรากฏต่อสายตาสาธารณชนในวงกว้าง

ดร.จันจิรา ได้แนะวิธีสังเกตบัญชีไอโอว่ามักจะมีพฤติกรรมที่ผิดปกติเช่น การโพสต์เนื้อหาเดียวกันซ้ำๆ ในหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน(Cross-platform) การโพสต์ในช่วงเวลาที่คนปกติหลับนอน หรือบัญชีที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี AI หรือ Generative AI ในการสร้างรูปโปรไฟล์ที่ดูเหมือนคนจริงจน Google Reverse Image Search ก็จับไม่ได้ รวมถึงการใช้ AI ช่วยผลิตคำด่าทอที่ดูเป็นธรรมชาติเพื่อใช้ในการ “ทัวร์ลง” หรือโจมตีเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
ในประเด็นเรื่องงบประมาณภาษีของประชาชน ดร.จันจิรา ยอมรับว่ามีหลักฐานสาธารณะที่ชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ แม้จะไม่มีการระบุงบประมาณโดยตรงว่าใช้เพื่อทำ IO โจมตีผู้เห็นต่าง แต่สามารถสังเกตได้จากงบด้านความมั่นคงที่แฝงมาในรูปแบบการอบรม การใช้สื่อหรือการประชาสัมพันธ์ที่ผิดปกติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการฟ้องร้องของภาคประชาชนที่พบว่าผู้ถูกกระทำมักเป็นบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของรัฐ
ด้าน คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าในยุคที่สงครามข้อมูลข่าวสารรุนแรง การตั้งรับเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะยอดการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-check) มักตามไม่ทันยอดการปั่นข่าวลือ สิ่งที่ทำได้คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้พลเมืองมีความสงสัยและไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ดูรุนแรงเกินจริง ขณะเดียวกันก็ต้องผลักดันให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแสดงความรับผิดชอบในการจัดการกับบัญชีที่ถูกจัดตั้งมาเพื่อลวงการรับรู้

ท้ายที่สุด ดร.จันจิรา เสนอว่าสังคมไม่ควรยอมรับว่าการทำ IO เป็นเรื่องปกติของภาครัฐ และสเต็ปถัดไปคือการตรวจสอบผ่านกลไกรัฐสภาเพื่อตัดงบประมาณที่นำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงยุบหน่วยงานไซเบอร์ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากรัฐควรสร้างความชอบธรรมผ่านผลงานและการสื่อสารที่โปร่งใส ไม่ใช่อาศัยปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารมาสร้างความชอบธรรมแบบหลวมๆ เพื่อมอมเมาประชาชน
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เรือรบจีน 100 ลำ ประชิดช่องแคบไต้หวัน
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ยังไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลจริง**
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Paisal Puechmongkol” ผู้ติดตามกว่า 2 แสนบัญชี โพสต์ข้อความว่า “ด่วน จีนส่งเรือรบ 100 ลำประชิดน่านน้ำไต้หวัน” โดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่าความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์นของสหรัฐอเมริกาเคลื่อนย้ายจากทะเลจีนใต้ไปตะวันออกกลาง สหรัฐฯ จึงไม่มีกองเรือปกป้องไต้หวันในขณะนี้ (ลิงก์บันทึก)
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหารายงานข่าวของสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ในวันที่ 3 มี.ค. 2569 และย้อนหลัง 1 สัปดาห์ ไม่พบรายงานข่าวเรื่องจีนส่งเรือรบ 100 ลำประชิดไต้หวัน
ขณะที่กระทรวงกลาโหมไต้หวันซึ่งมีระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวในน่านน้ำและน่านฟ้ารอบไต้หวันระบุในรายงานประจำวันที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ mnd.gov.tw ว่าตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 2 มี.ค. ถึง เวลา 06.00 น. ของวันที่ 3 มี.ค. 2569 พบความเคลื่อนไหวของเรือรบจีนจำนวน 5 ลำ

ส่วนความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัมลินคอล์นของสหรัฐฯ นั้น สำนักข่าวอย่างน้อย 2 แห่ง คือ South China Morning Post และ Newsweek รายงานเมื่อวันที่ 15-16 ม.ค. 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก NewsNation สถานีข่าวเคเบิลในสหรัฐฯ และภาพดาวเทียมว่าเรือยูเอสเอสอับราฮัมลินคอล์นที่มาประจำการชั่วคราวในทะเลจีนใต้ได้เคลื่อนออกจากทะเลจีนใต้ไปยังตะวันออกกลาง
วันที่ 3 มี.ค. 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่ภาพเครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์นในปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีอิหร่านจากตำแหน่งที่ไม่เปิดเผย
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวตอนท้องว่างช่วยลดน้ำหนักและลดการอักเสบในเซลล์
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน/เนื้อหาเกินจริง** ไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการรับประทานแยกกันตามปกติ
📝 เนื้อหาโดยสรุป: เนื้อหาเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันมะกอกผสมมะนาวถูกนำมาแชร์บนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2568 จนกลายเป็นกระแสนิยมในหมู่ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักหรือค้นหาวิธีชะลอวัยใหม่ ๆ จนถึงปัจจุบัน
หนึ่งในโพสต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือวิดีโอติ๊กตอกเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2568 ของผู้ใช้งานชื่อ “tunyakarns” ซึ่งแนะนำให้ผสมน้ำมันมะกอกและมะนาวปริมาณราว 15-20 มล. เพื่อดื่มก่อนรับประทานอาหารเช้า เนื่องจากมีสรรพคุณต่อสุขภาพหลายประการไม่ว่าจะเป็นช่วยลดความหิว ลดไขมันเลว ปรับระดับฮอร์โมน ลดการอักเสบในระดับเซลล์ ทำให้ผิวสวยจากภายใน วิดีโอนี้มียอดรับชมมากกว่า 246,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 2,600 ครั้ง ณ วันที่ 3 มี.ค. 2569
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่ามีการเผยแพร่คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับสรรพคุณของน้ำมันมะกอกในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2561 เช่น น้ำมันมะกอกผสมมะนาวล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดีได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้เคยออกมาหักล้างคำกล่าวอ้างนี้ในปี 2563 แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้คำกล่าวอ้างเรื่องน้ำมันมะกอกผสมมะนาวช่วยลดน้ำหนักได้กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง
รศ.ดร. วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับโคแฟคว่าทั้งน้ำมันมะกอกและมะนาวต่างเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในปัจจุบันยังไม่มีเอกสารงานวิจัยทางคลินิกแบบเจาะจงที่ยืนยันว่าการผสมสองสิ่งนี้ดื่มตอนท้องว่าง “จะให้ผลลัพธ์ที่วิเศษหรือเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เหนือไปกว่าการรับประทานแยกกัน”
น้ำมันมะกอกชนิดสกัดเย็น (extra virgin olive oil) อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด และมีสารโอลีโอแคนทัล (Oleocanthal) ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้จริง ส่วนเลมอนหรือมะนาวนั้นมีกรดซิตริกที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของนิ่วในไตบางชนิดได้ รวมถึงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. วันทนีย์กล่าวว่าไม่มีความจำเป็นต้องฝืนดื่มขณะท้องว่างหากรู้สึกเลี่ยนหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร การดื่มน้ำมันมะกอกซึ่งให้พลังงานราว 130 กิโลแคลอรีต่อหนึ่งช้อนโต๊ะ อาจทำให้รู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น แต่ถ้าดื่มแล้วไม่ได้ควบคุมอาหารมื้ออื่น ๆ ก็อาจทำให้น้ำหนักขึ้นจากพลังงานที่เพิ่มมาได้ การรับประทานน้ำมันมะกอกผสมมะนาวจึงไม่สามารถช่วยลดน้ำหนักหากยังทานของทอด ของมัน ในมื้ออาหารปกติ และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
รศ.ดร. วันทนีย์แนะนำว่าหลักการที่ถูกต้องคือ “การทดแทน” ไม่ใช่ “การบวกเพิ่ม” หากต้องการลดไขมันเลว ก็สามารถใช้น้ำมันมะกอกประกอบอาหารแทนที่ไขมันเลวในชีวิตประจำวัน เช่น เปลี่ยนจากใช้น้ำมันปาล์มหรือเนยมาเป็นน้ำมันมะกอกแทน หรือสามารถรับประทานแยกกันหรือผสมในมื้ออาหารปกติในลักษณะของน้ำสลัดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานส่วนเกินโดยไม่จำเป็น
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะจากการแช่เย็นจัด ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **กรมอนามัยระบุว่า หากแก้วถูกแช่ในช่องแข็งที่จัดไว้เฉพาะ มีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอก็ปลอดภัยสำหรับการบริโภค**
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 ก.พ. 2569 บัญชีผู้ใช้ X แชร์คลิปวิดีโอเป็นภาพการนำแก้วที่แช่ไว้ในช่องแช่แข็งจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะหนามาใส่นมและกาแฟลงไป โดยให้ข้อมูลว่าเป็นภาพจากร้านกาแฟที่เสิร์ฟเมนูกาแฟเย็นในแก้วซึ่งแช่ไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ -86°C
ผู้ใช้ X รายนี้ตั้งคำถามว่า การเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่แช่เย็นจัดจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะทั่วแก้วแบบนี้ปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: การเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่ถูกนำไปแช่เย็นจัดที่อุณหภูมิติดลบจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะทั่วทั้งใบเป็นที่นิยมของร้านกาแฟทั้งในต่างประเทศและในไทย ปัจจุบันร้านกาแฟหลายร้านโฆษณาเมนูเครื่องดื่มที่เสิร์ฟในแก้วแช่เย็นที่อุณหภูมิ -86 หรือ -87 องศาเซลเซียส
ประเด็นที่บัญชีผู้ใช้ X รายนี้สงสัยคือ เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนแก้วปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่
โคแฟคตรวจสอบพบว่าเมื่อปี 2566 มีผู้เผยแพร่คลิปกินน้ำแข็งที่เกาะติดผนังช่องแข็งของตู้เย็น ซึ่งต่อมา ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเตือนว่าการกินน้ำแข็งที่เกาะในช่องฟรีซนั้นมีความเสี่ยงที่ได้จะได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่อาจสะสมอยู่ในตู้เย็นและไปรวมตัวอยู่ในเกล็ดน้ำแข็งในช่องฟรีซ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่ำแต่ก็ไม่ควรทำตาม

ข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของการดื่มเครื่องดื่มจากแก้วที่แช่ในช่องฟรีซจนมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอาจมาจากคำเตือนเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อโรคในเกล็ดน้ำแข็ง
โคแฟคสอบถามกรมอนามัยได้ข้อมูลว่า หากเป็นช่องแช่แข็งที่จัดไว้ใช้เฉพาะสำหรับแก้วหรือภาชนะที่จะนำมาเสิร์ฟเครื่องดื่มหรืออาหาร แยกจากอาหารดิบหรือวัตถุดิบอื่นอย่างชัดเจน มีการทำความสะอาดและควบคุมสุขลักษณะอย่างสม่ำเสมอ แก้วที่ใช้ผ่านการล้างทำความสะอาดและทำให้แห้งก่อนนำไปแช่เย็นก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนได้
กรมอนามัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ช่องแช่แข็งในตู้เย็นทั่วไปมักเก็บอาหารดิบ เช่น เนื้อสัตว์ ดังนั้น น้ำแข็งหรือเกล็ดน้ำแข็งที่เกิดขึ้นภายในช่องแช่แข็งของตู้เย็นอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจุลชีพ เช่น Salmonella, E. coli โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีการแยกพื้นที่จัดเก็บอย่างชัดเจน จึงไม่แนะนำให้นำน้ำแข็งที่เกิดขึ้นเองในช่องแช่แข็งทั่วไปมาบริโภคโดยตรง
นอกจากนี้ กรมอนามัยยังเตือนว่าการนำแก้วที่แช่ในช่องแช่แข็งจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะมาใส่เครื่องดื่มที่มีความร้อนอาจทำให้แก้วแตกได้เพราะการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว แต่หากใส่ของเหลวอุณหภูมิห้องหรือที่แช่เย็นลงไปก่อนแล้วค่อยเติมของเหลวที่มีความร้อนก็จะไม่เกิดปัญหานี้
โดยสรุป กรมอนามัยแนะนำผู้ประกอบการที่เสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วที่แช่เย็นจัด ดังนี้
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต.ตอบโต้ สว.อังคณา ยืนยันไทยไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด ใครอยากช่วยให้ออกเงินเอง
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ทั้งสีหศักดิ์และอังคณาไม่ได้พูด ให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความเห็นเช่นนี้ เป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างขึ้นมาจากเนื้อหาเท็จ
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1-2 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กหลายเพจโพสต์ภาพนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ประกอบข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.กต. ว่า ทางการไทยจะไม่ช่วยกัมพูชาดับไฟป่าที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และตอบโต้อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและนักสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องให้ทางการไทยช่วยเหลือกัมพูชาเรื่องไฟป่า
▪️ เพจเฟซบุ๊ก “บันทึก ไว้” โพสต์ภาพสีหศักดิ์คู่กับอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ฝังข้อความ “ไปดับเอง” และคำบรรยายว่า “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วยืนยันไม่ช่วยเขมรดับไฟป่าเด็ดขาด เพราะเขมรจุดเองก็ต้องดับเอง ไทยไม่มีหน้าที่ไปช่วยดับ คุณป้านักสิทธิคนไหนอยากช่วยก็ไปช่วยเอง หรือออกเงินเองไปเลย”
▪️เพจเฟซบุ๊ก “เบื่อลุง” โพสต์ภาพสีหศักดิ์และข้อความว่า “นักสิทธิคนไหนอยากช่วยก็ช่วยกันเองเลย เขมรจุดเองต้องดับเอง ไม่ใช่หน้าที่ไทยที่จะช่วย” โดยใช้คำบรรยายเดียวกันกับโพสต์ข้างต้น (ลิงก์บันทึก)
▪️เพจเฟซบุ๊ก “Chonburi Update : ชลบุรีอัพเดท” โพสต์ภาพสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและภาพอังคณาอยู่คนละมุมของภาพ และโพสต์ข้อความว่า “ฟาดนิ่มแต่เจ็บลึก ‘สีหศักดิ์’ ตอกพวกโลกสวยจี้ไทยช่วยเขมรดับไฟ ลั่นอยากช่วยก็ใช้เงินตัวเอง อย่าผลักภาระให้ชาติ!” (ลิงก์บันทึก)
เพจเหล่านี้มีผู้ติดตามหลายหมื่นถึงหลายแสนคน และโพสต์ที่อ้างว่าเป็นคำพูดของสีหศักดิ์ตอบโต้อังคณามียอดแชร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 2 มี.ค. กต. ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของ รมว.กต. เนื้อหาทั้งหมดเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง
โคแฟคตรวจสอบรายงานข่าวของสื่อมวลชนก็ไม่พบข่าวหรือหลักฐานว่าสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์เช่นนี้
นอกจากนี้ ข้อความที่อ้างว่า สว.อังคณาเรียกร้องให้ทางการไทยช่วยกัมพูชาดับไฟป่าก็เป็นเนื้อหาเท็จ ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ได้ข้อสรุปว่าเป็นโควทคำพูดปลอม สว.อังคณาไม่เคยพูดหรือแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น
ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.กต. ตอบโต้ สว.อังคณา จึงเป็นเนื้อหาเท็จที่สร้างขึ้นมาจากเนื้อหาเท็จเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชนและสร้างความเข้าใจผิดต่อท่าทีของทางการไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอมหรือไม่
📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง
📌 หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด ให้ค้นหาคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่
📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด
📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ ระบุสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยืนยันรัฐมนตรีไม่เคยให้สัมภาษณ์ตามข้อความนี้ นฤมลเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเด็กชาวกัมพูชาที่ถูกส่งกลับเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2568 จริง แต่ไม่ใช่ข้อความตามที่อ้างนี้
📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 พบบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ และ X โพสต์ภาพนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมข้อความ “ดิฉันสะเทือนใจมาก ที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ พวกเขา น่าสงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศธ. (ลิงก์บันทึก)
เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ช่วงเดียวกับที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาวว่าด้วยสิทธิเด็กที่รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 27 ก.พ. โคแฟคได้รับคำยืนยันจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษก ศธ. ว่า รมว.ศธ. ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ตามข้อความที่กล่าวอ้าง
ศธ. ยังได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” เมื่อวันที่ 24 ก.พ. โดยนำภาพข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศึกษาธิการมาติดป้ายว่าเป็น “ข่าวปลอม” พร้อมกับชี้แจงว่า “ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็นข่าวปลอม ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาในไทยเท่านั้น”

ศธ. ระบุด้วยว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสาระสำคัญของ ประกาศ ศธ. เรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จึงชี้แจงดังนี้
โคแฟคนำข้อความที่อ้างว่านฤมลสะเทือนใจและสงสารเด็กกัมพูชาที่ถูกส่งกลับไปค้นหา ก็ไม่พบว่ามีสื่อมวลชนหลักสำนักใดรายงานคำพูดนี้เช่นกัน โดยพบเพียงข่าวเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นเกิดกรณีนักเรียนชาวกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และกำลังจะถูกส่งกลับ
เว็บไซต์ ศธ. 360 องศา ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความเห็นของนฤมลต่อกรณีดังกล่าวว่า ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย
นฤมลยังกล่าวด้วยว่า จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย
นอกจากเว็บไซต์ ศธ. 360 องศา แล้ว สื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอสและเดลินิวส์ ก็รายงานความเห็นของ รมว.ศธ. ด้วยถ้อยคำเดียวกันเช่นกัน
📌 ข้อสังเกตโคแฟค: นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งลงนามโดยนฤมลเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569 พบการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดหลายกรณี เช่น คำกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี, คลิปวิดีโอนักเรียนชาวกัมพูชาข้ามชายแดนมาเรียนในประเทศไทย วันที่ 24 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นคลิปเก่าก่อนเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา ถูกนำมาโพสต์ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผลมาจากประกาศฉบับนี้
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/9fpk3nctmtwr
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2huq770q7q3qm
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2xmh3eq5v5tf2
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/34fijkmwak3pu
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/lqhgtrqlz94t
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/19txbnqd3e9ah
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3w55x25kwkkv8
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/21bcth1151gy9
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1eh0n7fhtn4ks
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2gc5y2ppouyby
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/171mt05nv59s8
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/rb1auza5szn7
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/arxi5k3aq4zf