ร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว. ถูกเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณจริง แต่ไม่เคยผ่านออกมาบังคับใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: บำนาญ สส. เริ่มต้นสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยเสนอร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว. แต่ไม่ผ่านออกมาบังคับใช้จริง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “สิทธิพล มหิธา” โพสต์ภาพทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฝังข้อความว่า “ต้นเหตุผลาญภาษี…บำนาญ สส. ออกโดยรัฐบาลทักษิณ มติ ครม. 23 พ.ย. 2547” (ลิงก์บันทึก) โพสต์นี้ถูกแชร์เกือบ 100 ครั้งและมีผู้นำไปโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc ” เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประเด็นเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นข่าวลวงวนซ้ำที่เผยแพร่มาหลายปี ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลออกมาชี้แจงหลายครั้งว่าเป็นข้อมูลเท็จโดยอ้างอิงจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

โคแฟคเคยเผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้เมื่อเดือน ก.ย. 2566 พบว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณได้มีการยกร่างได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) “เงินประจำตำแหน่งของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ….” เมื่อปี 2548 ที่กำหนดให้ สส. และ สว. มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพหรือพ้นจากตำแหน่งโดยคำนวณเงินบำเหน็จหรือบำนาญตามระยะเวลาที่เป็น สส. หรือ สว. แต่ร่างกฎหมายนี้ถูกวิจารณ์คัดค้านอย่างหนักและสุดท้ายก็ไม่มีการบังคับใช้ นับจากนั้นก็มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า สส. และ สว. ได้รับบำเหน็จบำนาญมาอย่างต่อเนื่องโดยอ้างถึงมติ ครม.และร่าง พ.ร.ฎ. ที่เสนอในช่วงปี 2547-2548  

ที่มา-ที่ไปยกร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว.

ปี 2542 

ข้อเสนอเรื่องการสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่สมาชิกรัฐสภาที่พ้นตำแหน่งเกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เช่น ในปี 2542 วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและนายกสโมสรรัฐสภาในขณะนั้นได้จัดงานจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2542 วัตถุประสงค์หนึ่งคือเพื่อหาทุนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาที่ประสบปัญหา   

ปี 2543

มีการออกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2543 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาด้านต่าง ๆ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษาของบุตร และสงเคราะห์ครอบครัว ซึ่งไม่ใช่การจ่ายเงินในลักษณะบำเหน็จบำนาญ โดยเริ่มจากเงินจำนวน 5.8 ล้านบาทที่ได้จากการจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภาเมื่อปี 2542  

ปี 2547

23 พ.ย. 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการคำนวณบำเหน็จบำนาญ และหลักการพิจารณากำหนดเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม รวมทั้งอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)

เสนอ และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณายกร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งต่อมาหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรโดยความเห็นชอบของประธานรัฐสภา กระทรวงการคลัง และสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการรวมหลายฉบับ โดยมีอัตราเงินเพิ่ม เงินประจำตำแหน่ง และสูตรการคิดบำเหน็จ บำนาญย้อนหลังแตกต่างกัน 

ปี 2548 

คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่าง พ.ร.ฎ. บำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. … แล้วเสร็จและส่งถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 4 เม.ย. 2548 

โดยในบันทึกประกอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอสูตรคำนวณบำเหน็จบำนาญสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ดังนี้ 

  • ดำรงตำแหน่ง 2-3 ปี มีบำเหน็จหรือนำนาญ 20%
  • ดำรงตำแหน่ง 3-7 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 30%
  • ดำรงตำแหน่ง 7-11 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 40%
  • ดำรงตำแหน่ง 11-15 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 50%
  • ดำรงตำแหน่ง 15-20 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 60%
  • ดำรงตำแหน่ง 20 ปีขึ้นไป มีบำเหน็จหรือบำนาญ 70%

21 มิ.ย. 2548 ครม. ที่มีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาบำเหน็จบำนาญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี พ.ศ. ….  อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่เคยได้ออกมาเป็นกฎหมายจริงเพราะถูกคัดค้านอย่างหนักจากกระแสสังคมในเวลานั้น 

ปี 2556

พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กฎหมายระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนดังนี้  (1) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ (2) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล (3) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ (4) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม (5) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (6) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด 

ที่มาของเงินกองทุน ได้แก่ (1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (3) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด (4) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 (5) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค (7) ดอกผลของเงินกองทุน 

17 ก.ย. 2556 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน โดยการหักเงินประจำตำแหน่งในอัตราตามที่คณะกรรมการกำหนด แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ของเงินประจำตำแหน่ง ทั้งนี้ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” เป็นรายเดือนจำนวนเงินขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา โดยจะได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ไม่ได้รับตลอดชีพ ทั้งนี้เงินที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบนี้เป็น “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “บำเหน็จบำนาญ” 

ปี 2558

สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ลงนามโดย ศ.(พิเศษ) พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา สาระสำคัญคือการกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ 9,000 – 35,600 บาทต่อเดือน ตามห้วงเวลาที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ว่าวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม  

ปี 2560

มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 ลงนามโดย ศ.(พิเศษ) พรเพชร ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาทําหน้าที่ประธานรัฐสภาและประธานกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยระเบียบนี้มีการแก้ไขนิยาม “สถานพยาบาลของเอกชน” จากฉบับที่ 2 และปรับปรุงขั้นตอนการขอรับเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาลจากกองทุน

ปี 2567

สมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2567 ลงนามโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา โดยได้ปรับการกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จากที่ระบุเป็นจำนวนเงินเปลี่ยนเป็นร้อยละของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย ตั้งแต่ร้อยละ 30 – 60 และเปลี่ยนจากการให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าเป็น 4 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ 

ข้อสรุปโคแฟค

แม้ร่าง พ.ร.ฎ.บำเหน็จบำนาญของ สส. และ สว. จะเคยถูกเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่ถูกวิจารณ์และคัดค้านอย่างหนักจนไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ นับจากนั้นก็มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า สส. และ สว. ได้รับบำเหน็จบำนาญมาอย่างต่อเนื่องโดยอ้างถึงมติ ครม.และร่าง พ.ร.ฎ. ที่เสนอในช่วงปี 2547-2548  

นอกจากนี้ยังมีการนำ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาและระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนนี้มาสร้างความสับสนว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ