คลิปน้ำท่วมใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เดือน ก.ย. 2568 ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมพิมายรอบที่ 4 ในเดือน พ.ย. 2568

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเก่าเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. 2568**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 พ.ย. 2568 บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Khuek J Bancha” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม พร้อมคำบรรยายในคลิปว่า “น้ำมารอบที่ 4 ของเดือนนี้ บ้านตะปัน ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย” คลิปนี้ถูกแชร์มากกว่า 300 ครั้ง (ณ วันที่ 25 พ.ย.) ต่อมาคลิปนี้ยังถูกโพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “มาดามปู Channel” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 65,000 บัญชี

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีติ๊กตอก “mookwifetiger” โพสต์คลิปนี้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 2568 คำบรรยายและแฮชแทกประกอบคลิประบุว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา

ในวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวชลบุรีวันนี้” โพสต์คลิปน้ำท่วมในสถานที่เดียวกัน พร้อมคำบรรยายว่า “วันที่ 27 กันยายน 2568 เวลา 06.15 น. ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา”

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมโดยนำสถานที่ในคลิปไปค้นหาใน Google Stree View พบว่าสถานที่ประสบอุทกภัยในคลิปอยู่บริเวณทางหลวงหมายเลข 2175 ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา จริง

วันที่ 24 พ.ย. โคแฟคสอบถามไปที่เทศบาลตำบลรังกาใหญ่ ได้รับคำยืนยันว่าคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 27 ก.ย. และสถานการณ์คลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

รู้เท่าทัน‘มีม’ เมื่อเรื่องตลกออนไลน์อาจเกินเลยไปสู่ความเข้าใจผิดและปั่นกระแสเกลียดชังs

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ภาพที่ 1 : ตัวอย่างภาพถ่าย , ฉากในภาพยนตร์ , การ์ตูน ฯลฯ ที่พบเห็นการนำไปใส่ข้อความเป็นมีม

เชื่อว่าหลายคนที่ท่องโลกอินเทอร์เน็ตน่าจะต้องผ่านตากันมาบ้างกับภาพวาดหรือภาพถ่าย ไปจนถึงฉากในภาพยนตร์ ซีรีส์ การ์ตูนแอนิเมชั่น ฯลฯ มาใส่ข้อความที่เอาจริงๆ แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ภาพต้นฉบับตั้งใจทำขึ้นแต่เดิม แต่หลายครั้งกลับกลายเป็นกระแสถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายด้วยความรู้สึกว่า มันตลกดี จากผู้พบเห็น กลายเป็นเรื่องสนุกสนานขำขันกันไป 

การทำแบบนี้มีคำเรียกว่า มีม (Meme)” แต่หากจะให้เข้านิยามจริงๆ ควรเจาะจงว่า อินเอร์เน็ตมีม (Internet Meme)” น่าจะตรงกว่า โดยพจนานุกรมฉบับเคมบริดจ์ (Cambridge Dictionary) อธิบายว่า มีม ในความหมายของ อินเตอร์เน็ตและโทรคมนาคม (Internet & Telecoms) หมายถึง ไอเดีย มุกตลก รูปภาพ วิดีโอ ฯลฯ ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับพจนานุกรมเมอร์เรียม-เวบสเตอร์ (Merriam-Webster) อธิบายว่า หมายถึงสิ่งที่น่าขบขันหรือน่าสนใจ (เช่น รูปภาพหรือวิดีโอพร้อมคำบรรยาย) หรือประเภทของสิ่งที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางทางออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)

ส่วนในประเทศไทย สำนักงานราชบัณฑิตสภา (หรือราชบัณฑิตสถาน) อธิบายว่า มีม หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และวรรคทองต่าง ๆ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนำมาเลียนแบบ ดัดแปลง สร้างเสริม และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง อาจเป็นแนวตลกในลักษณะของข้อความ การ์ตูน สัญลักษณ์ คลิปวีดิทัศน์ แอนิเมชั่น (animation) ฯลฯ

ภาพที่ 2 : ริชาร์ด ดอว์กินส์ ผู้ให้กำเนิดคำว่า “มีม” (และภาพของเจ้าตัวก็ยังถูกทำเป็นมีม)

– ที่มาของคำว่า มีม : แม้มีมจะเป็นวัฒนธรรมหรือกระแสยอดนิยมในยุคอินเตอร์เน็ต แต่ต้นกำเนิดของมันมีมาก่อนหน้านั้น ตามข้อมูลของสารานุกรมบริแทนนิกา (Encyclopedia Britannica) ระบุว่า มีม (Meme) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำว่า มิเมมา (Mimema)” แปลว่า เลียนแบบ โดย ริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) นักชีววิทยาชาวอังกฤษ อธิบายเกี่ยวกับมีมไว้ในหนังสือ “The Selfish Gene” อันเป็นผลงานที่ตีพิมพ์ในปี 2519 ว่า มีมเป็นเสมือนคู่ขนานทางวัฒนธรรมกับยีน (Gene) ทางชีววิทยา และมองว่ามีมนั้น คล้ายกับยีนเห็นแก่ตัว คือควบคุมการสืบพันธุ์ของตนเองและสนองความต้องการของตนเอง 

ในแง่นี้ มีมสามารถถ่ายทอดข้อมูล ทำซ้ำ และถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ และพวกมันมีความสามารถในการวิวัฒนาการ กลายพันธุ์แบบสุ่ม และผ่านกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะมีผลกระทบต่อสมรรถภาพของมนุษย์ (การสืบพันธุ์และการอยู่รอด) หรือไม่ก็ตาม ถึงกระนั้นแนวคิดของมีมส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียงทฤษฎี แนวคิดนี้ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากแนวคิดเรื่องความเห็นแก่ตัวและการนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้กับวิวัฒนาการของวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษาเกี่ยวกับมีม (Memetics)

ภายในวัฒนธรรมหนึ่ง มีมสามารถมีรูปแบบได้หลากหลาย เช่น ความคิด ทักษะ พฤติกรรม วลี หรือแฟชั่นเฉพาะอย่างหนึ่ง การทำซ้ำและการถ่ายทอดมีมเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งคัดลอกข้อมูลทางวัฒนธรรมที่ประกอบเป็นมีมจากบุคคลอื่น กระบวนการถ่ายทอดส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านการสื่อสารด้วยวาจา ภาพ หรืออิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่หนังสือและบทสนทนา ไปจนถึงโทรทัศน์ อีเมล หรืออินอร์เน็ต มีมที่ประสบความสำเร็จในการถูกคัดลอกและส่งต่อมากที่สุดจะกลายเป็นมีมที่แพร่หลายมากที่สุดในวัฒนธรรมนั้น

ส่วนอินเทอร์เน็ตมีมที่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 (ปี 2543 – 2642) แพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการเลียนแบบ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักเกิดขึ้นผ่านอีเมล สื่อสังคมออนไลน์ และเว็บไซต์ประเภทต่างๆ มักอยู่ในรูปแบบรูปภาพ วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ ที่มีข้อมูลทางวัฒนธรรม แต่แทนที่จะกลายพันธุ์แบบสุ่มกลับถูกเปลี่ยนแปลงโดยบุคคลอื่นโดยเจตนา ซึ่งขัดกับแนวคิดดั้งเดิมของดอว์กินส์เกี่ยวกับมีม ทำให้แม้จะมีความคล้ายคลึงกันโดยพื้นฐานกับมีมประเภทอื่นๆ แต่ดอว์กินส์และนักวิชาการบางคนมองว่าอินเตอร์เน็ตมีมเป็นการนำเสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป

ภาพที่ 3 ตัวอย่างมีมเสียดสีการเมือง (หรือมีมตลกที่ใช้ภาพนักการเมืองประกอบ)

– มีมกับการเมือง :: นักการเมืองหรือนโยบายจากฝ่ายการเมือง เป็นอีกส่วนที่มักถูกนำมาทำมีมอยู่เสมอ ทั้งที่เป็นการเสียดสีประชดประชัน (Satire) นักการเมืองหรือนโยบายอย่างตรงไปตรงมา หรือบ้างก็เป็นมีมตลกที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่ใช้ภาพอิริยาบถของนักการเมืองมาประกอบคำพูด (แคปชั่น) ที่นักการเมืองนั้นอาจไม่ได้พูด ดังที่เห็นในภาพประกอบนี้ อย่างในประเทศไทย มีการนำภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ไปทำให้คล้ายกับภาพของผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ ผู้คิดค้นสูตรไก่ทอดเคนตักกี้ (KFC) และทำให้แบรนด์ไก่ทอดนี้โด่งดังจากสหรัฐอเมริกาออกไปมีสาขาทั่วโลก 

หรืออย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่มักจะถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอยู่เสมอก็มีชาวเน็ตนำภาพของทักษิณมาใส่คำพูดประชดประชัน บอกว่ามีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้นให้โทษมาที่ตัวเอง (หมายถึงทักษิณ) ได้เลย แน่นอนว่าไม่มีข้อยืนยันว่าอดีตนายกฯ ทักษิณพูดประโยคตามที่ปรากฏในภาพ แต่ภาพนี้ก็ถูกแชร์อย่างแพร่หลายไม่เฉพาะแต่ในวงสนทนาการเมือง หากยังรวมไปถึงเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันที่คนคนหนึ่งอาจใช้มีมนี้แทนการประชดเรื่องที่ตนเองมักจะถูกกล่าวโทษว่าเป็นตัวปัญหาอยู่เสมอ 

หรือในระดับโลกก็มักปรากฏภาพมีมล้อบรรดาชาติมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา มีมหนึ่งที่พบบ่อยๆ จะเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิดบ้าง ภาพทหารบุกจู่โจมอาคารบ้านเรือนบ้างแล้วใส่ข้อความทำนอง ประชาธิปไตยส่งตรงถึงคุณ เสียดสีนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มักทำตัวเป็น ตำรวจโลก บุกเข้าไปในประเทศอื่นๆ อ้างว่าเพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตยของสหรัฐฯ หรืออย่าง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน มักจะเห็นภาพมีมที่เทียบกับตัวการ์ตูนอย่าง หมพูห์ (Winnie the Pooh)ขณะที่ภาพซึ่งยกมาเป็นตัวอย่าง มีการพูดถึง Flu หรือไข้หวัด ซึ่งพาดพิงกับการที่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาดจากประเทศจีน เป็นต้น 

งานวิจัย Psychological Perspectives on Participatory Culture: Core Motives for the Use of Political Internet Memes โดย แอนน์ เลเซอร์ (Anne Leiser) บัณฑิตวิทยาลัยสังคมศาสตร์นานาชาติเบรเมน มหาวิทยาลัยจาคอบส์ เมืองเบรเมน ประเทศเยอรมนี ซึ่งเผยแพร่ในปี 2565 ทำการศึกษาแรงจูงใจของผู้ผลิตและใช้มีมทางการเมือง พบว่า การใช้มีมทางอินเทอร์เน็ตมีแรงจูงใจจากการแสดงออก ความบันเทิง และอัตลักษณ์ทางสังคม รวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน 

การศึกษานี้วางตำแหน่งการใช้มีมทางการเมืองในฐานะกิจกรรมทางการเมือง แต่เตือนถึงบทบาทและผลกระทบของมีมต่อระบบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกไม่กล่าวถึงข้อมูลบางส่วน(Exclusionary Practices) การตีความหมายที่ง่ายเกินไปจนอาจทำให้เข้าใจผิด (Oversimplification)และข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation)” 

อย่างไรก็ตาม คำถามเกี่ยวกับมีมทางการเมือง การใช้งาน และผู้ใช้งานยังไม่ได้รับคำตอบทั้งหมด การทำความเข้าใจว่าบุคคลมีมุมมองต่อเนื้อหาทางการเมืองอย่างไรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจภูมิทัศน์ดิจิทัลร่วมสมัย การวิจัยเพิ่มเติมจำเป็นต้องอธิบายประเด็นเหล่านี้จากมุมมองทางวิชาการและสาขาวิชาที่แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่สื่อสารสาธารณะที่ถูกกำกับด้วยเทคโนโลยี (mediated public spaces) วาทกรรมที่ผ่านกระบวนการสื่อสารทางสังคมและการกำหนดความหมายร่วมกัน ( Collectively negotiated discourse) และรูปแบบความเป็นพลเมืองที่ไม่ถูกกำหนดด้วยกรอบเดิมๆ(Unconventional) ทั้งนี้การรวมผู้ใช้เข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามนี้ ทั้งจากมุมมองเชิงปฏิบัติและเชิงวิชาการ จะช่วยเสริมสร้างการศึกษาเกี่ยวกับสื่อที่แพร่กระจายได้ (spreadable  media) พลเมือง และวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม

ขณะที่งานวิจัยเรื่อง “Memeing Politics: Understanding Political Meme Creators, Audiences, and Consequences on Social Media” โดย 2 ผู้วิจัย คือ ออเดรย์ ฮัลเวอร์เซน (Audrey Halversen) จากมหาวิทยาลัยบริคแฮม ยัง (Brigham Young University) และ ไบรอัน อี วีคส์ (Brian E Weeks) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ในปี 2566 ศึกษาพฤติกรรมของชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2563 กับการผลิต (โพสต์) ส่งต่อ (แชร์) และรับมีมผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก

ซึ่งให้ข้อสรุปว่า ในสภาพแวดล้อมสื่อที่กระจัดกระจายมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าเนื้อหาทางการเมืองรูปแบบใหม่ๆ ที่ถูกปลูกฝังและสร้างขึ้นเพื่อยุคดิจิทัล ส่งผลต่อการรับข้อมูลทางการเมืองของผู้ชมอย่างไร มีมทางการเมืองถือเป็นหนึ่งในเนื้อหาทางการเมืองรูปแบบใหม่เหล่านี้ งานวิจัยฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่ามีมถูกใช้โดยผู้ใช้ที่มีระดับความสนใจทางการเมืองที่แตกต่างกันไป ควบคู่ไปกับกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ เพื่อล้อเลียนนักการเมือง และในบางกรณี เพื่อแจ้งข้อมูลและโน้มน้าวผู้อื่น  

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสกับมีมทางการเมืองเกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง กิจกรรมทางการเมือง และความโกรธแค้นที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่างานวิจัยในอนาคตควรศึกษาผลกระทบของมีมทางการเมืองเพิ่มเติมอย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยเสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องมีมทางการเมืองในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ นอกเหนือจากเฟซบุ๊ก หรือศึกษาเจาะลึกไปยังมีมแต่ละประเภท (ข้อความล้วน , ข้อความผสมวิดีโอ , วิดีโอล้วน) อีกทั้งย้ำว่างานวิจัยชิ้นนี้ทำการศึกษาเฉพาะในสหรัฐอเมริกา  ซึ่งประเทศอื่นๆ อาจมีบริบทที่แตกต่างกันออกไป

ภาพที่ 4 : (ซ้าย) มีมเปรียบเทียบชาวยิว (ใช้สัญลักษณ์ดาวหกแฉก) ในยุคสมัยที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กับผู้ที่เลือกไม่ฉีดวัคซีน , (ขวา) มีมอ้างไวรัสโควิด-19 ถูกสร้างในสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับจีน และการทาน้ำมันรัสเซีย (ใช้ภาพของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย) สามารถช่วยป้องกันเชื้อได้ 
ที่มา : Gavi , ASP

– มีมกับปัญหาข้อมูลบิดเบือน : แม้มีมโดยมากจะสื่อสารในเชิงตลกขบขัน แต่หลายครั้งก็เป็นการส่งต่อข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) หรือแม้แต่ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ทำให้ผู้รับสารหลงเชื่อได้ อาทิ บทความ “How memes became health disinformation super-spreaders”โดย GAVI องค์กรร่วมระหว่างรัฐกับเอกชนในการจัดหาวัคซีนสนับสนุนประเทศยากจน ฉายภาพของมีมที่ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ ด้านสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือการเชื่อใน ลัทธิต่อต้านวัคซีน (Anti – Vaccine) โดยระบุว่า ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 บรรดา อินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้มีบทบาทชี้นำบนโลกออนไลน์ที่เชื่อในลัทธิดังกล่าว ใช้มีมในการเผยแพร่ความเชื่อของตน ดังนี้ 

1.โจมตีรัฐและสถาบันทางสังคม เช่น อ้างว่ารัฐบาลปกครองอย่างกดขี่ มีปัญหาทุจริต ใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือควบคุมประชาชนและแสวงหากำไร 2.ให้ภาพ เหยื่อ กับผู้ที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีน อาทิ เปรียบเทียบว่าคนที่เลือกไม่ฉีดวัคซีนก็มีชะตากรรมเหมือนกับชาวยิวที่ถูกส่งเข้าค่ายกักกันและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงที่พรรคนาซีปกครองประเทศเยอรมนี 3.ให้ภาพ ผู้เข้มแข็งและตื่นรู้ กับผู้ที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีน โดยชี้นำว่าผู้ที่เลือกไม่ฉีดวัคซีนมีความแข็งแกร่ง มีเสน่ห์และมีสติปัญญาสูงกว่าผู้ที่เลือกฉีดวัคซีน 

มีมเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนที่ทรงพลัง เพราะเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถอ้างสิทธิ์ปฏิเสธได้อย่างน่าเชื่อถือ ภายใต้หน้ากากของอารมณ์ขันและการเสียดสี มีมสามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบข้อเท็จจริงและผู้ดูแลเนื้อหาได้ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการต่อต้านวัคซีนและการรักษาที่ไม่ได้รับอนุญาต

อินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งเสริมความลังเลต่อวัคซีนใช้มีมเพื่อสร้างฐานผู้ติดตามออนไลน์ สร้างความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานสาธารณสุข และแสวงหาผลประโยชน์จากการส่งเสริมยาที่ไม่ได้รับอนุมัติ ซึ่งช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านลบใดๆ ที่เกิดจากข้อความของพวกเขา มีมอาจดูไม่คุกคาม แต่นั่นคือเหตุผลที่พวกมันเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับบทความ Protecting Yourself from Disinformation in 2020 โดย American Security Project (ASP) องค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐฯ ที่ศึกษาประเด็นด้านความมั่นคงของชาติระบุว่า มีมเป็นหนึ่งในวิธีเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดย มีมคือรูปภาพหรือภาพถ่ายที่ออกแบบมาเพื่อให้สะดุดตาและก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ ซึ่งโดยปกติจะมีข้อความสั้นๆ ใช้เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้กดถูกใจ (Like) หรือส่งต่อ (Share) เพื่อให้เกิดการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว 

อย่าทำ (เชื่อ แชร์เว้นแต่คุณจะสามารถยืนยันได้จริงๆ ว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง อย่าเชื่อมีมที่มีคำพูดอ้างอิงข้างใบหน้าของบุคคลที่มีชื่อเสียง คำพูดเหล่านี้มักจะไม่ถูกต้องทั้งในแง่ของบริบท การระบุแหล่งที่มา หรือแม้แต่เนื้อหาทั้งหมด ควรศึกษาค้นคว้าเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของคำพูดนั้น อนึ่ง เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวมคำพูดอ้างอิงของบุคคลที่มีชื่อเสียงก็มักให้ข้อมูลและระบุแหล่งที่มาที่ไม่ถูกต้อง ลองค้นหาคำพูดที่คุณพบโดยอ้างอิงจากเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริง” 

ส่วนมุมมองจากนักวิชาการในไทย ดร.สังกมา สารวัตร อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายประสิทธิภาพของการสื่อสารผ่านมีมไว้ดังนี้ 1.มีมมีบทบาทสำคัญต่อการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่รวดเร็วและมีความเป็นไวรัล (virality) สูง เนื่องจากสามารถถูกส่งต่อหรือแชร์ได้อย่างง่ายดายคุณลักษณะดังกล่าวทำให้มีมกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงอิทธิพล อันเนื่องจากถ้อยคำที่กระชับ ผลิตผ่านการสร้างอารมณ์ขัน และการใช้ภาพที่ไม่เคร่งเครียด  สามารถดึงดูดความสนใจของผู้รับสาร  

เช่น การนำเสนอประเด็นสาธารณะหรือนโยบายสาธารณะมาล้อเลียนหรือขบขัน แต่กลับทำให้ผู้รับสารเข้าใจประเด็นได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น เราจะเห็นภาพที่มหาเศรษฐีบิล เกตส์ ถ่ายรูปสายไฟฟ้ายุ่งเหยิงกองเป็นชั้นๆบนเสาไฟฟ้าริมถนนของประเทศไทย เราจะเข้าใจประเด็นที่มีมต้องการจะสื่อทันทีว่ามันสะท้อนความยุ่งวุ่นวาย และไร้ระเบียบ ไร้การจัดการ แต่เมื่อผ่านการนำเสนอของมีม มันทำให้ผู้คนเข้าถึงประเด็นเชิงปัญหาระบบสำธารณูปโภคได้ชัดเจนและสนุกมากขึ้น  

2.สร้าง “ความคิดเห็นสาธารณะ (Public opinion)” ในสังคมขึ้นมาได้  โดยมีมสามารถสร้างกรอบการรับรู้  โหมกระพือเรื่องราวให้น่าสนใจกว่าอหาที่ปรากฏในข่าวรูปแบบทางการ ซึ่งอาจเป็นความคิดเห็นสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา “การสื่อสารในรูปแบบมีมยังเป็นการเปิดพื้นที่ในเชิงบวก คือ การใช้ความขบขันเข้าเสียดสีเพื่อให้เกิดการรับรู้เนื้อหาสารทางการเมือง (Political Message)” การแสดงความคิด ความเห็นได้อย่างไม่ต้องกังวลผลกระทบทางการเมืองที่จริงจัง   ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์การเมืองที่ฉ้อฉล ความประพฤติของฝ่ายผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด สถาบันการเมืองที่ไม่อาจวิจารณ์ได้

3.ผู้คนเปิดใจยอมรับเนือหา เนื่องจากมีมสร้างผลกระทบเชิงอารมณ์ความรู้สึก มีมมักถูกสร้างให้เกินจริง สร้างอารมณ์ให้ขึ้นสู่ระดับเหนือจริงเพื่อให้เกิดอารมณ์ขันและน่าติดตาม ผลกระทบในทางบวกจะ หากเนื้อหาในมีมสร้างความเป็นพวกเดียวกันในมิติทางสังคม พฤติกรรม หรือความชื่นชอบในปรากฏการณ์เดียวกันใน “วัฒนธรรมมีม Meme Culture) การสื่อสารจะยกระดับสู่การเป็น “วัฒนธรรมร่วม” ผ่าน Social Media จนเกิดปรากฎไวรัล เช่น หมูเด้ง มีมในรูปแบบวิดีโอสั้น ภาพมีมของหมูเด้งเป็นการสร้างการเชื่อมต่อและเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน 

 4.สร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม(Participatory Culture) โดยมีมกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความรู้สึกสนุกสนาน จนนำไปสู่การมีส่วนร่วมในระดับต่างๆเช่น การแสดงความคิดเห็น การส่งต่อ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต่างเป็นผู้ผลิตสื่อได้เอง (User generated content) พวกเขาเข้ามาร่วมสร้างเนื้อหา บางครั้งสามารถสร้างให้เกิดการกระตุ้นขยายสู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 

แต่อีกด้านหนึ่งก็มี ผลกระทบเชิงลบของมีมที่ต้องระวัง” นั่นคือ อาจก่อให้เกิดการบิดข้อเท็จจริงได้ เช่น ทำให้ประเด็นใหญ่เกินความเป็นจริง มีการสร้างข้อมูลปลอม การกลั่นแกล้งทางออนไลน์(Cyber Bullying) การสร้าง มีมที่เป็นพิษต่อผู้รับสารหรือผู้พบเห็น (Toxic Meme) ปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน(Echo Chambers) และการขาดความหลากหลายเชิงประเด็น

“เคยมีการทำงานวิจัยของ Zannettou นักวิชาการเมื่อปี คศ. 2018  (พ.ศ.2561) วิเคราะห์มีม 160ล้านภาพ ทั้งในทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือแพลตฟอร์ม X)  เว็บ Reddit (เว็บบอร์ดสนทนาออนไลน์ คล้ายกับ Pantip ของไทย) เพื่อแยกแยะเนื้อหาของมีม พบว่าส่วนใหญ่เป็นมีมที่มีเนื้อหาทางการเมือง การเหยียดเชื้อชาติ  และยังเป็นแหล่งกระจายมีมที่เป็นพิษออกไปยังสื่อโซเชียลต่างๆ อีกด้วย ในงานวิจัยหลายชิ้นพบการใช้มีมที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Meme) โดยกลุ่มการเมืองสุดโต่ง   การสร้างข่าวที่ขาดการตรวจสอบ  การเสียดสีดูหมิ่น การแยกขั้วแบ่งข้าง ( Polarization) เป็นต้น”ดร.สังกมา ยกตัวอย่าง    

นักวิชาการท่านนี้ ฝากคำแนะนำในการรับมือกับวัฒนธรรมมีมไว้ว่า 1.สนับสนุนวัฒนธรรมมีมที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ สนับสนุนให้เกิดการวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ ลึกซึ้ง โดยหากนำกรอบของ Soren  Kierkegaard นักปรัชญาชาวเดนมาร์กในศตวรรษที่ 19 มาประยุกต์อธิบาย เหมือนเขามองเห็นอนาคตของสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน ที่มองว่ามนุษย์มักหลีกเลี่ยงการแสวงหาความหมายที่ลึกซึ้งแต่กลับไปสนใจเพียงความฉาบฉวยที่อยู่ตรงหน้า(immediacy)

ด้วยเหตุนี้ ปัญญาแห่งมวลชน (Wisdom  of Crowds) จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะมนุษย์อยู่กับเนื้อหาที่ผิวเผิน ( superficial)  ความเป็นตัวตนที่ไม่ลึกซึ้ง สังคมที่อึกทึกครึกโครม ซึ่งเทียบได้กับความเป็นตัวตนของเราถูกลดเหลือเป็นเพียงเนื้อหา (Content)  ชีวิตคือการโพสต์ แชร์ สร้างมีมมีแต่เสียง (Noise) ภายนอกมารบกวน ทั้งนี้ อาจต้องผ่านการเรียนรู้ หรือการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) 

2.สร้างการเรียนรู้เรื่องความเป็นส่วนตัว(Privacy) และการรับผิดรับชอบ (Accountability) ต่อการกระทำในการท่องโลกออนไลน์ ให้ความรู้ก่อนจะสร้างมีม หรือแชร์เนื้อหาต่อ เข้าใจกลไกการชะลอการโพสต์ การติดระบบเตือนข้อความที่ไม่เหมาะสม

3.ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาสังคม ช่วยกันแจ้งเตือนเมื่อเจอเนื้อหา/มีม อันตราย ด้วยวิธีการ “Flag harmful” คือ ผู้ใช้ช่วยกัน ระบุ แจ้งเตือน /หรือรายงาน เนื้อหาที่อาจเป็นอันตราย (เช่น Toxic Meme) ผ่านกลไกที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เปิดไว้ให้แจ้ง ขณะเดียวกันก็จัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ในพื้นที่ออฟไลน์ เช่น โรงเรียนจัดกิจกรรมเพื่อนเตือนเพื่อนเมื่อพบการแขร์เนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยออนไลน์  หรืออย่างกิจกรรมที่โคแฟคทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีทักษะรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล

และ 4.แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรมีบทบาทในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่อมือคัดกรองเพื่อลด Flag harmful แต่ยังคงมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of expression) เป็นหลักการสำคัญควบคู่กันไป  มีกลไกหรือระบบทั้งด้านการับฟังความคิดเห็นสะท้อนกลับ  และระบบอัลกอริธึมที่สร้างให้เกิดความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น รวมทั้งการมีหลักคำแนะนำการใช้เพื่อออกสู่ประชาชนทั่วไปและเยาวชนอย่างเท่าทันเทคโนโลยี และวัฒนธรรมออนไลน์ที่ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/meme

https://www.merriam-webster.com/dictionary/meme

https://web.facebook.com/photo?fbid=3480081435383260&set=pcb.3480093202048750 (meme : มีม , เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานราชบัณฑิตยสภา” 18 ก.ย. 2563)

https://www.britannica.com/topic/meme (meme , cultural concept : Encyclopedia Britannica)

https://jspp.psychopen.eu/index.php/jspp/article/view/6377/6377.pdf (Psychological Perspectives on Participatory Culture: Core Motives for the Use of Political Internet Memes : JSPP 27 มิ.ย. 2565)

https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/20563051231205588 (Memeing Politics: Understanding Political Meme Creators, Audiences, and Consequences on Social Media : Sage Journal 16 ต.ค. 2566)

https://www.gavi.org/vaccineswork/how-memes-transformed-pics-cute-cats-health-disinformation-super-spreaders (How memes became health disinformation super-spreaders : GAVI 13 ก.พ. 2567)

https://www.americansecurityproject.org/protecting-yourself-from-disinformation-in-2020/ (Protecting Yourself from Disinformation in 2020 : ASP 28 ก.พ. 2563)

https://www.researchgate.net/publication/329237247_On_the_Origins_of_Memes_by_Means_of_Fringe_Web_Communitieshttps://www.researchgate.net/publication/329237247_On_the_Origins_of_Memes_by_Means_of_Fringe_Web_Communities (On the Origins of Memes by Means of Fringe Web Communities : Researchgate ตุลาคม 2561)

“โอโซนบำบัด” ยังไม่มีหลักฐานรองรับว่าป้องกันหรือรักษาโรคได้-อย.สหรัฐฯ สั่งห้ามใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โอโซนบำบัดช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและรักษาได้สารพัดโรค

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ยังไม่มีรายงานทางการแพทย์ที่ระบุว่าโอโซนบำบัดช่วยรักษาหรือป้องกันโรค**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: Ozone therapy หรือการทำโอโซนบำบัดด้วยวิธีการดึงเลือดออกจากผู้ป่วย แล้วนำมาปั่นผสมกับโอโซนก่อนฉีดกลับเข้าไปในร่างกาย กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียไทยในช่วงต้นเดือน พ.ย. 2568 หลังมีกระแสต่อต้านอินฟลูเอนเซอร์ที่แชร์เนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพแบบผิด ๆ โดยหนึ่งในโพสต์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือโพสต์เฟซบุ๊กของ “ท๊อป จิรายุส – Topp Jirayut” ที่เข้ารับการทำโอโซนบำบัดในคลินิกชะลอวัยแห่งหนึ่งในเดือน ส.ค. 2568 ในคลิประบุว่าเลือดที่ผ่านการเติมโอโซนแล้วจะมีสีสว่างขึ้น ถือเป็น “เลือดที่มีคุณภาพ” ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกาย มีประโยชน์ด้าน “การปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน, เสริม Brain Health ฟื้นฟูความจำและการทำงานของสมอง”

ภาพจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในเฟซบุุีก “ท๊อป จิรายุส – Topp Jirayut” ที่เข้ารับการทำโอโซนบำบัดในคลินิกชะลอวัยแห่งหนึ่งในเดือน ส.ค. 2568 ในคลิประบุว่าเลือดที่ผ่านการเติมโอโซนแล้วจะมีสีสว่างขึ้น ถือเป็น “เลือดที่มีคุณภาพ”

นอกจากนี้ ยังมีโพสต์ของคลินิกเสริมความงามอื่น ๆ ที่โฆษณาว่าการทำโอโซนบำบัดเป็นการ “เติมโอโซนบริสุทธิ์ให้เซลล์ในร่างกายฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างล้ำลึก” ต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ขับสารพิษตกค้างในร่างกาย โดยอ้างว่าเหมาะกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ หอบหืด งูสวัด และอีกสารพัดโรค

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ประกาศห้ามใช้โอโซนในการบำบัดรักษาทุกประเภท โดยระบุว่าโอโซนเป็นแก๊สพิษที่ไม่พบประโยชน์ทางการแพทย์แบบเฉพาะเจาะจง ช่วยเสริม หรือป้องกันโรคที่ทราบแน่ชัด และหากจะใช้โอโซนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ก็จำเป็นต้องใช้ในความเข้มข้นระดับมากพอซึ่งสูงเกินกว่ามนุษย์และสัตว์จะทนได้อย่างปลอดภัย

วารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยการแพทย์ชาฮิด เบเฮชตี ที่เผยแพร่ในเดือน ก.ย. 2568 รายงานว่ามีเคสหญิงวัย 36 ปี เกิดภาวะแทรกซ้อนและสมองขาดเลือดฉับพลันหลังทำการบำบัดด้วยโอโซน “เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” เนื่องจากฟองอากาศทะลุผ่านหัวใจเข้าไปอุดตันเส้นเลือดในสมองจนทำให้สมองเสียหาย ส่งผลกระทบด้านความสามารถในการพูด สมาธิ ความจำ และอาการไมเกรนในระยะยาว

นพ. ภาสกร วันชัยจิระบุญ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาและผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กล่าวกับโคแฟคเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 ว่า “ถ้าเราหวังว่าโอโซนนี้จะมาฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในเลือดเรา ตามประกาศของ FDA เองก็บอกว่ามันไม่พอหรอก ถ้าจะใช้มันต้องใช้เยอะมากซึ่ง ณ จุดนั้นเลือดเราก็เป็นพิษไปแล้ว” และอธิบายเพิ่มเติมว่าเลือดที่ถูกเจาะออกมาจากเส้นเลือดดำมีสีคล้ำเข้มเพราะเป็นเลือดที่ใช้ออกซิเจนแล้ว ไม่ได้แปลว่าร่างกายขาดภูมิคุ้มกันหรืออยู่ในสภาวะอ่อนแอ เมื่อเติมโอโซนหรือออกซิเจนกลับเข้าไปเลือดก็จะมีสีสดขึ้นตามปกติ ซึ่งกระบวนการนี้เป็นการฟอกเลือดเช่นเดียวกับการทำงานของปอดในมนุษย์

ส่วนที่มีการอ้างว่าการทำโอโซนบำบัดทำให้รู้สึกสดชื่นหรือแข็งแรงขึ้นทันทีอาจจะเป็น Placebo effect (การเชื่อว่าอาการดีขึ้นหลังได้รับการรักษา แม้ว่าการรักษานั้นจะเป็นยาหลอกหรือไม่มีฤทธิ์ใด ๆ) เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าการทำโอโซนบำบัดมีประโยชน์ในเชิงการรักษาอย่างไรบ้างหรือมีผลออกฤทธิ์ยาวนานแค่ไหน

ขณะนี้แพทยสภาอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าควรมีการออกระเบียบหรือประกาศเพื่อควบคุมการทำโอโซนบำบัดหรือไม่

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568

พายุแม่เหล็กโลก ส่งผลกระทบโดยตรง กับสุขภาพของคนบนพื้นโลก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2pb56jpyow4w1


มันหมู ถูกจัดให้อยู่อันดับ 8 อาหารที่ดีต่อสุขภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/168hewmckk2cf


ผลิตภัณฑ์ OlyLife THz Tera-P90 อุปกรณ์นวดบำบัดอัจฉริยะที่ใช้หลักการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2x62s3yxf4gi4\


สมุนไพร “ไล่งู” ออกจากบ้าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26opcd1urvxp


ห้ามกินน้ำหลังกินข้าว เพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/291mta0ay01yp


หูฟังไร้สายแบบบลูทูท ปล่อยรังสีทําให้เกิดโรคร้ายทำลายสมอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2iep09qcv3mty


กรมท่าอากาศยาน งดให้บริการเที่ยวบิน ระหว่างไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ii3l0mcjlmz3


เขื่อนภูมิพลปริมาณน้ำเกินความจุอ่าง-พบรอยแตก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2hgdhmf373joi


ห้ามหอพักเก็บค่าน้ำ-ไฟเกินจริง เก็บค่าเช่าล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/8x67gqo8yy66


20 พ.ย.2568 เรือข้ามเกาะกูดท้องแตกน้ำทะลักเข้าเรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1w2tuelmvatzd


รัฐบาล ประกาศปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม ท่วมนานรับสูงสุด 20,000 บาท

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nuqtclhlb8et


กินหมูกระทะ เสี่ยงติด “เชื้อไวรัสตับอักเสบ อี”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2gdl674sm1j45


ดื่มน้ำกระเจี๊ยบเยอะ เสี่ยงเลือดจาง และไตวาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10gfl7mukufqf

โพสต์เฟซบุ๊กนำคำพูดของ “โอ๊ค พานทองแท้” เมื่อ 7 ปีก่อนมาบิดเบือนว่าพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “โอ๊ค พานทองแท้” ประกาศหลังเยี่ยมทักษิณ “พร้อมนั่งนายกฯ ตั้งแต่เกิด”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ นำคำให้สัมภาษณ์เมื่อ 7 ปีที่แล้วมาใส่บริบทเท็จและบิดเบือดคำพูด**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 พ.ย. 2568 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “คันปากอยากเล่าข่าวสารบ้านเมือง” โพสต์ข้อความว่า “โอ๊ค พานทองแท้ ท้าชน ลั่น!! ‘พร้อมนั่งนายกฯ ตั้งแต่เกิด’ ชินวัตรส่งสัญญาณสานต่ออำนาจ!!” โดยอ้างว่าเป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองของพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายทักษิณ ชินวัตร หลังเข้าเยี่ยมบิดาซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ (ลิงก์บันทึก)

ข้อความในโพสต์อ้างคำพูดของพานทองแท้ว่า “ผมพร้อมตั้งแต่เกิดเป็นลูกของนายทักษิณ ชินวัตร” และพร้อมที่จะ “นั่งตำแหน่งนายกฯ ของไทยเสมอ ถ้าพรรคต้องการ” นอกจากนี้ยังมีภาพประกอบเป็นรูปพานทองแท้ ฝังข้อความว่า “เกิดเป็นลูกทักษิณต้องพร้อมตั้งแต่เกิด ผมพร้อมเป็นนายกคนที่ 33 ของไทย”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบบันทึกการให้สัมภาษณ์และรายงานข่าวของสื่อมวลชนพบว่า โพสต์ดังกล่าวมีทั้งส่วนที่เป็นเนื้อหาจริงและเท็จ และเป็นการนำคำให้สัมภาษณ์ของพานทองแท้ในอดีตมาประกอบกับเหตุการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้

▪ วันที่ 17 พ.ย. 2568 พานทองแท้และพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ น้องสาว เดินทางไปเยี่ยมบิดาที่เรือนจำกลางคลองเปรมจริง หลังเข้าเยี่ยม ทั้งสองคนได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวซึ่งถามถึงความรู้สึกกรณีที่มีรายงานว่าอัยการสูงสุดเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีที่ทักษิณเป็นจำเลยในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พานทองแท้ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ก็เป็นเรื่องที่ทำให้จิตตกพอสมควร แต่เราก็ขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้เรา”

▪ คำพูดที่ว่า “ผมพร้อมมาตั้งแต่รู้ว่าเกิดเป็นลูกทักษิณแล้ว” เป็นคำพูดของพานทองแท้จริง แต่เป็นการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. 2561 หรือ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวันที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดสอบปากคำจำเลยในคดีร่วมกันฟอกเงิน-ทุจริตการปล่อยกู้สินเชื่อธนาคารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานคร

ในวันนั้น ผู้สื่อข่าวถามพานทองแท้ถึงกระแสข่าวว่าจะมาเป็นผู้นำพรรคไทยรักษาชาติ เขาตอบว่า “ผมก็ยังไม่มีความชัดเจนอะไร แต่ผมสนับสนุนพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยทุกพรรค” ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าพร้อมจะเข้ามาทำงานการเมืองหรือไม่ พานทองแท้ตอบว่า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ จริง ๆ ผมพร้อมมาตั้งแต่รู้ว่าเกิดเป็นลูกทักษิณแล้วครับ ผมพร้อมตั้งแต่แรกแล้วครับ ตอนนี้ก็คือขอดูจังหวะก่อน”

📌 ข้อสรุปโคแฟค: โพสต์เฟซบุ๊กนี้เป็นการนำคำพูดที่พานทองแท้ตอบคำถามนักข่าวเมื่อ 7 ปีที่แล้วในประเด็นเรื่องการเข้ามาทำงานการเมืองมาบิดเบือนว่าเป็นคำพูดของพานทองแท้เกี่ยวกับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และให้ข้อมูลเท็จว่าเป็นการพูดหลังจากเยี่ยมบิดาที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ส่วนข้อความว่า “พร้อมนั่งนายกฯ ตั้งแต่เกิด” “พร้อมนั่งตำแหน่งนายกฯ ของไทยเสมอ ถ้าพรรคต้องการ” และ “ผมพร้อมเป็นนายกคนที่ 33 ของไทย” ไม่ใช่คำพูดของพานทองแท้ ไม่ปรากฏทั้งในการให้สัมภาษณ์ที่เรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อ 17 พ.ย. และการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ศาลอาญาเมื่อปี 2561

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สมรภูมิข่าวสาร’เนื้อหาเร้าอารมณ์โหมกระหน่ำรับเลือกตั้ง ขอสื่อนำเสนอรอบด้านเป็นหลักยึดให้สังคม

19 พ.ย. 2568 ที่สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ถ.วิภาวดีรังสิต หลักสี่ กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนาหัวข้อ “สกัดข่าวปลอม : เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ Fact-Check Thailand 2026 เสริมพลังสังคมสู้ข่ำวลวงรำยงำนข่ำวเลือกตั้ง จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ThaiPBS ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ยกคำเตือนจากปาฐกถาเมื่อเดือน ก.ย. 2568 ของ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ในเรื่องของ มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon) ที่หากไม่ตั้งหลักให้ดีก็จะปั่นป่วนมาก ในที่นี้ไม่ใช่วันสิ้นโลกแต่หมายถึงวันสิ้นสุดของข้อเท็จจริง ซึ่งการเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ สมรภูมิข้อมูลจะเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ และไม่เฉพาะรูปแบบข้อความ แต่รวมถึงคลิปวิดีโอและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

หรือแม้กระทั่ง ีม (Meme) ที่ถูกมองอย่างตลกขบขันหรือเป็นการเสียดสีล้อเลียน (Satire หรือ Parody) อันเป็นเฉดสี (Spectrum) ที่อ่อนที่สุดในการจัดประเภทของข่าวลวง แต่มีมก็อาจนำไปสู่การผลิตซ้ำอคติหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก ความตลกขบขันก็อาจเร้าอารมณ์ความรู้สึกโดยที่ไม่ต้องสนใจข้อเท็จจริงก็ได้ และนี่ก็เป็นความท้าทายของคนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Checking)เพราะคนไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงแต่สนใจในสิ่งที่ตนเองเชื่อ หรืออคติเพื่อยืนยันความคิดของตน (Confirmation Bias)

ทั้งนี้ ในช่วง 3 – 4 ปีล่าสุด สังคมไทยน่าจะไม่ต่างจากเยอรมนีหรืออีกหลายประเทศ ที่อารมณ์ความรู้สึกของคนเหมือนกับถูกบีบคั้นมากขึ้น ทั่วโลกมีปรากฎการณ์เอียงขวา ที่ไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนอำนาจนิยมหรือเผด็ตการทหาร แต่เป็นความรู้สึกต้องทนทุกข์ทรมาน (Suffer) กับภาวะที่ไม่มีทางเลือก ดังนั้นมีแนวโน้มที่สุดท้ายอาจเกิดปรากฏการณ์การตัดสินใจเฉพาะหน้าแบบรวมหมู่ 

และที่น่ากังวลคือ ปรากฏการณ์อารมณ์นำความรู้สึกซึ่งเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย (Generation) หรือหากใช้ภาษาวัยรุ่นก็คือการ ถูกปั่น อย่างในอดีตที่บอกกันว่าผู้สูงอายุ (คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์) มักจะแชร์ข่าวลือขณะที่คนรุ่นใหม่จะเป็นผู้ทัดทาน แต่ระยะหลังๆ เห็นทิศทางที่น่ากังวลใจ คืออาจปั่นกันจนงงไม่ว่าประชากรรุ่นไหน – วัยใด โดยเฉพาะเมื่อบวกกับการเมืองไทยที่ไม่ได้แบ่งขั้วชัดเจนหากเทียบกับเมื่อ 4 ปีก่อน กล่าวคือ ปัจจุบันมีการแบ่งกันเองภายในอีกทั้งฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ซึ่งเมื่อไม่รู้ว่าจะอยู่จุดไหน ความได้เปรียบ – เสียเปรียบตรงนี้ทำให้คนที่มีแนวคิดสุดโต่งมีที่ยืนในพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) คือไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของข้อมูลลวงหรือข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) แต่จะมาพร้อมกับถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ความสุดโต่งและเร้าอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนที่เป็นพลังเงียบส่วนหนึ่งเลือกที่จะปลีกตัว (Fade Out) ออกไปจากพื้นที่สาธารณะทางออนไลน์ ไม่ถกเถียงกับใครแล้วไม่ว่าในไลน์กลุ่มหรือในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เกิดภาวะเหนื่อยล้าและหลีกเลี่ยงการการรับข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาจริงจัง

ทำไมคนเป็นสิบล้านคนถึงไปตามอินฟลูฯ (Influencer – บุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์) ที่ทำ Content (เนื้อหา) ตลกๆ ไม่ได้มีแก่นสารอะไร? เพราะว่าคนเริ่มเหนื่อยล้ากับสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และแม้แต่เหนื่อยล้ากับการรับข่าวสารออนไลน์ด้วย โดยเฉพาะพวก Hard News (ข่าวที่มีเนื้อหาสาระจริงจัง) หรือ Debate (การถกเถียง) จริงจัง จนมีนักวิเคราะห์ว่าปีนี้การมานั่ง Debate เหมือน 4 ปีที่แล้วอาจไม่ได้รับความสนใจทั้งจากพรรคการเมืองและคนดู เพราะเหมือนกับทุกคนไปสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองแล้วก็จะทำทุกอย่างให้ดูขำขัน แต่ในความทำใหขำขันจะซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ อาจทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาพลิกล็อกผิดทิศผิดทาง ไม่มีทฤษฎีไปเลยก็ได้ สุภิญญากล่าว 

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่ร้ายกว่าข่าวลวงคือข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ที่ผู้ปล่อยอาจเป็นได้ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองหรือมวลชนผู้สนับสนุน เพื่อสร้างหรือทำลายคะแนนนิยม เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเท่าทันมากขึ้น ในมุมมองของตนเห็นว่าคนไทยเท่าทันข่าวลวงแล้ว แต่กับข้อมูลบิดเบือนยังเตาะแตะอยู่ โดยตัวอย่างของข้อมูลบิดเบือนที่เจอบ่อยๆเช่น ภาพประกอบข่าวหรือพาดหัวข่าวกับเนื้อหาข่าวเป็นคนละเรื่องกัน หรือนำภาพเก่ามาอ้างเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ เรารู้แล้วว่าสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทมากขึ้นกับการแพ้ – ชนะการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาแต่ครั้งนี้จะมากที่สุด ดังนั้นระหว่างที่สังคมไทยกำลังเรียนรู้ สื่อมวลชนก็ต้องเข้าใจว่าหน้าที่ของตนเองไม่ใช่เพียงการต่อต้านข่าวลวง แต่ต้องต่อต้านข่าวบิดเบือนด้วย คือกลไกการเลือกตั้งก็เหมือนกับทุกเรื่อง คือคนจำนวนมากจะรอดูว่าทิศทางของสังคมไปทางไหนแล้วก็ไปในทางเสียงที่เป็นกระแสนิยม (Popular) ไม่ต่างจากกลไกการทำงานของดาราหรือคนดัง หรือคนที่ไม่ควรจะดังกลับดังขึ้นมาได้ก็ด้วยบทบาทของสื่อ 

อนึ่ง การเลือกตั้งก็เหมือนกับการซื้อ – ขายสินค้า ที่ผู้บริโภคต้องมีข้อมูลเพียงพอจึงจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ดีที่สุด แต่ตลาดการเมืองจะได้เปรียบตรงที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองและนโยบายให้ผู้บริโภคได้เลือกอย่างครบถ้วน ขณะที่ตลาดสินค้าทั่วไปผู้บริโภคอาจไม่รู้ว่าสินค้าประเภทเดียวกันมีขายที่ไหนบ้าง แต่ความยากของตลาดการเมืองคือการหาเสียงแน่นอนว่าการขายสินค้าก็ต้องมีการโฆษณาให้ซื้อสินค้า ไม่ต่างจากพรรคการเมืองที่ก็ต้องโฆษณาให้ประชาชนเลือก แต่สิ่งสำคัญคือการสกัดสินค้าที่โฆษณาเกินจริงหรือของปลอมไม่ตรงปก 

สำหรับ การวางบทบาทของสื่อ ที่ต้องมีความเป็นกลาง หมายถึงในความเป็นบุคคลคนหนึ่ง ในใจเราอาจชอบนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดก็ได้ เวลาไปเลือกตั้งก็ได้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ (เลือก สส. แบ่งเขต กับ สส. บัญชีรายชื่อ) เหมือนกับประชาชนทั้งประเทศ แต่การทำหน้าที่สื่อต้องไม่นำความรู้สึกในใจมาเกี่ยวข้อง หากใครทำไม่ได้ตนก็เสนอว่าควรล้างมือออกไปจากวงการ เพราะประชาชนเจออิทธิพลของข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนมากพออยู่แล้ว และที่สิ่งเหล่านี้มีมากก็เพราะมีสื่อจำนวนหนึ่งเข้าไปร่วมเผยแพร่ด้วยไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม 

ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ สื่อมวลชนในการแข่งขันฟุตบอล หน้าที่คืออะไรตอนถ่ายทอดสด? คุณก็ต้องถ่ายทอดเหตุการณ์ทั้งหมดให้ครบถ้วนที่สุด ดูเหมือนว่าสื่อไทยในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจะเป็นแบบนี้ สื่อที่มีสีกจะถ่ายทีมฝ่ายตรงข้ามที่ตัวเองไม่ชอบ เล่นผิดเล่นโกงเล่นผิดกติกาก็จะย้ำอยู่นั่น แต่พอข้างที่ตัวเองเลือก ที่ตัวเองชอบผิดบ้างไม่ถ่าย ท่านเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า? แต่ที่ผ่านมาเรามีสื่อแบบนี้ตอนที่สื่อแบ่งสีเป็นเหลืองกับแดง นี่ยุคก่อนหน้าปี 2562 เรายังเป็นเหลืองกับแดงอยู่ 2562 ปุ๊บมันเกิดพรรคส้มขึ้นมามันก็เลยเกิดการเมืองแบบหลายฝ่ายในปัจจุบัน ซึ่งก็ทำให้เกิดความซับซ้อนมากขึ้น ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว

ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าว ThaiPBS กล่าวว่า ในขณะที่สังคมเรียกร้องหาความจริงหรือความถูกต้องจากสื่อ ก็ยังมีคำถามอีกว่า ความจริง (หรือความถูกต้อง) ของใคร?เพราะแต่ละคนก็จะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทัศนคติ ภูมิหลังและความเชื่อที่คนคนหนึ่งมีจะส่งผลต่อการรับรู้ความจริงและความถูกต้องของคนคนนั้น หรือคำถามที่ว่า ทุกวันนี้เราเสพข่าวเอาความถูกต้องหรือถูกใจ? การเลือกแหล่งข้อมูลในการตรวจสอบข่าวก็ทำให้มองเห็นได้แล้วว่าบุคคลนั้นมีทัศนคติภูมิหลังและความเชื่อเป็นอย่างไร  

โดยสื่อเป็นเพียงพาหนะนำข้อมูลไปส่ง แต่การตัดสินใจเสพสื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับสารที่ขณะนี้มีข้อมูลมหาศาลไหลเข้ามาถึง ดังนั้นอารมณ์ความรู้สึก ทัศนคติ ภูมิหลังและความเชื่อ เป็นคำสำคัญที่ต้องตระหนักถึง ความจริงที่ไม่ตรงกับความรู้สึกความเชื่อจะถูกบอกว่าไม่จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) หรือเป็นเครื่องมือของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยผู้ที่รับข่าวสารนั้นเองเป็นคนแยกแยะ 

เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อต้องพยายามหนักแน่นต่อการเสนอข้อเท็จจริงอย่างสมดุล ยึดความเป็นภววิสัย (Objection) ไม่ใช่ยึดตัวตน ซึ่งขัดแย้งกับค่านิยมของคนเสพสื่อในปัจจุบัน อย่างที่ได้ยินคำว่าอินฟลูเอนเซอร์ KOL หรือ Key Opinion Leader (ผู้นำทางความคิด) ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ตัวบุคคล ผู้คนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ต้องสถาปนาความน่าเชื่อถือโดยตัวบุคคล คิดแต่ว่าทำอย่างไรจะให้คนมาสนใจ และท้ายที่สุดพูดอะไรคนก็เชื่อ 

ซึ่งผู้ที่ทำแบบนี้ไมได้มีแต่นักการเมือง นักโฆษณาหรือนักการตลาด แต่รวมถึงสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งด้วย ตนไมได้บอกว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่ทั้งหมดยิ่งเพิ่มความสลับซับซ้อนและความยากในการเข้าถึงความจริงของคนในสังคม จนถึงขณะนี้ตนยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่ดี ที่จะทำให้สังคมโลกหรือใครก็ตามเข้าถึงความจริงที่เป็นจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องยาก หรือตนก็เพิ่งได้ยินว่ามีคนที่เบื่อหรือปฏิเสธการรับรู้ข้อมูลข่าวสารแล้วหันไปเสพเนิ้อหาตลกแทน แต่ในเนื้อหาตลกนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยค่านิยมให้เกลียดบุคคลอื่นอีกแล้วให้มาเลือกตนเองหรือซื้อสินค้าของตนเอง 

ส่วนท่าทีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ในส่วนของ ThaiPBS จะใช้หลักของสื่อทั่วๆไปในการนำเสนอ คือ 1.สิ่งที่ผู้คนอยากรู้ (Want to know) เช่น เกาะติดสถานการณ์พรรคการเมืองลงพื้นที่หาเสียง พื้นที่ใดพรรคไหนมีคะแนนนำ กับ 2.สิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องรู้ (Need to know) คือนโยบาย เพราะอุดมคติของการเลือกตั้งคือตนตัดสินใจเลือกด้วยนโยบายที่แต่ละพรรคนำมาขาย แต่จะขายแบบเกินจริงหรือไม่ตรงปกหรือไม่ผู้ชมก็ต้องช่วยกันดู 

ต้องถอยออกมาจากความเชื่อ ความรัก ความโกรธ ความเกลียดของตัวเอง ออกมาระยะหนึ่ง แล้วก็ดูว่าแต่ละพรรคเขาหาเสียงอย่างไร นโยบายควรจะเป็นกำหนดซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ที่เลือกกันไม่ได้คำนึงถึงประเด็นนี้ แต่ ThaiPBS จะเน้นเรื่องนี้มาก่าคุณขายนโยบายอะไร แล้วพอขายไปแล้วหลังจากเป็นรัฐบาลก็จะติดตามต่อว่าได้ทำตามที่พูดนั้นไว้หรือไม่ ที่ปรากฏก็คือ Policy Watch ที่เราทำอยู่ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราคิดว่าเราจะต้องให้ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อที่ให้ประชาชนได้เลือก ก่อเขต กล่าว 

สำหรับวงเสวนา “สกัดข่าวปลอม: เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง” รวมถึงพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ Fact-Check Thailand 2026 เสริมพลังสังคมสู้ข่ำวลวงรำยงำนข่ำวเลือกตั้ง สามารถรับชมย้อนหลังได่ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Unuj_d7U8Ls

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

รับมือ ‘มีม’ โลกออนไลน์ล้ำเส้นความฮาอาจกลายเป็นข่าวลวงสร้างความเกลียดชังผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องรู้เท่าทันก่อนแชร์

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 รายการโคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว คุยเรื่อง “เท่าทัน ‘มีม’ ล้อเลียน เสียดสี” ดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการล้อเลียนในโลกออนไลน์ ที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองได้แก่ ณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia editor, AFP Fact Check ,  สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค และ เฌอญดา สายตา (เจส) ตัวแทนคนรุ่นใหม่จากภาคีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดประเด็นว่า “มีม” (Meme) มักมาจากการล้อเลียนเสียดสีทางการเมืองและสังคม ซึ่งในมุมหนึ่งช่วยสร้างความขบขันคลายเครียด แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจก่อให้เกิดความเกลียดชังได้ โดยเฉพาะในยุคที่มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องล้อเล่นมีความก้ำกึ่ง ในระดับสากลจัดให้การล้อเลียนเสียดสี (Satire/Parody) เป็นหนึ่งใน 7 ประเภทของข้อมูลลวง แม้จะเป็นประเภทที่รุนแรงน้อยที่สุด แต่หากผู้รับสารไม่เข้าใจบริบท หรือนำไปใช้นอกบริบทเดิม ก็อาจสร้างความเข้าใจผิดขยายวงกว้างได้ ปัญหาสำคัญคือช่องว่างระหว่างวัย ที่ผู้ใหญ่บางคนอาจไม่เข้าใจบริบทของมีมและเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

ด้านเฌอญดา สายตา (เจส) ตัวแทนคนรุ่นใหม่ สะท้อนปัญหาว่าปัจจุบันในโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่มีมจำนวนมากจนแยกแยะยาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มักหลงเชื่อข้อมูลเหล่านี้ได้ง่าย จึงตั้งคำถามถึงวิธีการตรวจสอบว่าข้อมูลใดเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือน

ณัฐกร ปลอดดี อธิบายว่า ธรรมชาติของมีมในวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตคือการไปไวและเน้นความตลกขบขัน ซึ่งแบ่งได้เป็นการล้อเลียน (Parody), การเสียดสี (Satire) และโพสต์ดัก สิ่งเหล่านี้จะกลายสภาพเป็น “ข้อมูลเท็จ” (Disinformation) ก็ต่อเมื่อถูกแชร์ต่อไปโดยขาดบริบทสำคัญ หรือผู้รับสารไม่เข้าใจว่าเป็นมุกตลกสำหรับวิธีการตรวจสอบนั้น นายณัฐกรระบุว่าใช้วิธีเดียวกับการตรวจสอบข่าวลวงทั่วไป คือการหาต้นตอของภาพและคำกล่าวอ้างโดยสังเกตว่าเพจต้นทางระบุตัวตนว่าเป็นเพจตลกหรือเสียดสีหรือไม่

ณัฐกร ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ AFP เคยให้คะแนนว่าเป็นข้อมูลเท็จแต่ถูกท้วงติง คือกรณีเพจ “หลวงพ่อพุทธะอิสระ โซดาลาย” นำภาพจากเกมโปเกมอนโกในไต้หวันมาโพสต์ล้อเลียนการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งในตอนแรกผู้ตรวจสอบไม่เข้าใจบริบทมุกตลกจึงระบุว่าเป็นข่าวปลอม แต่ภายหลังได้แก้ไขเรตเป็นเนื้อหาเสียดสี เนื่องจากเพจระบุชัดเจนว่าเป็นเพจล้อเลียน อย่างไรก็ตาม ความยากอยู่ที่การตีความของแต่ละบุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับชุดความเชื่อและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ประเด็นเรื่องภาพตัดต่อของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น กรณีภาพ “ลิซ่าBLACKPINK” ในชุดข้าราชการ หรือภาพตัดต่อ “ปูติน” และ “กันจอมพลัง” นางสาวสุภิญญามองว่า หากเป็นเรื่องขำขันที่ไม่สร้างความเสียหายร้ายแรงอาจไม่จำเป็นต้องหักล้างข้อมูลทุกเรื่อง เพราะต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่มีจำกัด แต่หากเรื่องนั้นสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง หรือส่งเสริมความเกลียดชัง ก็จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ

ณัฐกรเสริมว่า AFP จะพิจารณาเป็นรายกรณี (Case by Case) โดยดูจากยอดแชร์ ผลกระทบต่อสังคม และเจตนาของผู้โพสต์ หากเพจระบุว่าเป็นตลก (Comedy) จะไม่เข้าไปแตะต้อง เว้นแต่จะมีการแอบอ้างความเป็นตลกเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือที่เรียกว่า “Mal-information”

ในช่วงท้าย นางสาวสุภิญญาได้ให้ข้อคิดว่า การเสพสื่อในยุคปัจจุบันต้องมีภูมิคุ้มกัน แม้มีมจะดูเป็นเรื่องสนุกสนาน แต่หากสะสมความเกลียดชังหรือการเลือกปฏิบัติ ก็เปรียบเสมือนขนมหวานเคลือบยาพิษ ดังนั้นหากไม่แน่ใจไม่ควรแชร์ต่อ เพื่อไม่ให้เป็นการขยายผลข้อมูลที่ไม่จริง

ขณะที่ณัฐกรเตือนให้ระวังเพจที่ใช้ข้ออ้างว่าเป็นเพจตลกในการปล่อยข่าวลวง ซึ่งผู้บริโภคสื่อต้องใช้วิจารณญาณอย่างมากในการแยกแยะ โดยนายสุชัย ผู้ดำเนินรายการ ได้สรุปทิ้งท้ายว่า แม้จะมีความสนุกคึกคะนองเพียงใด แต่หากการล้อเลียนนั้นไปทำร้ายผู้อื่นสังคม หรือละเมิดสิทธิ ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

เพจเฟซบุ๊ก Cambodia Weather โพสต์เท็จว่าปริมาณน้ำเขื่อนภูมิพลเกินความจุอ่าง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เขื่อนภูมิพลปริมาณน้ำเกินความจุอ่าง-พบรอยแตก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เจ้าหน้าที่เขื่อนภูมิพลยืนยันว่าปริมาณน้ำยังไม่เต็มความจุอ่างเก็บน้ำและไม่พบรอยแตกร้าว**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Cambodia Weather” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel พร้อมคำบรรยายภาษาเขมรแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ช่วงเย็นวันที่ 15 พ.ย. 68 น้ำในเขื่อนภูมิพลพุ่งเกิน 100% แล้ว แต่น้ำยังไหลเข้าเขื่อนอยู่เลย ได้ยินข่าวในติ๊กตอกว่ากำแพงเขื่อนมีรอยแตก… ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ?” ซึ่ง ณ วันที่ 17 พ.ย. คลิปนี้มีผู้รับชมแล้วมากกว่า 5.7 แสนครั้ง และมีการแชร์มากกว่า 400 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่เขื่อนภูมิพลยืนยันกับโคแฟคว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลยังไม่เกินความจุอ่างและไม่พบรอยแตกร้าว โดยทางเขื่อนมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทุกวัน

เจ้าหน้าที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์กรมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลด้านน้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันตรงกันว่าปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลยังไม่เกิน 100% ของความจุอ่าง

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากเพจเฟซบุ๊ก “เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก” ซึ่งเป็นเพจทางการของเขื่อนภูมิพล พบว่าในวันที่ 15 พ.ย. มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 13,393.55 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 99.49% ปริมาณน้ำพร้อมใช้งานอยู่ที่ 9,593.55 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99.29% 

เมื่อตรวจสอบปริมาณน้ำย้อนหลังระหว่างวันที่ 10 – 17 พ.ย. ไม่พบว่ามีปริมาณน้ำเกิน 100% ของความจุแต่อย่างใด โดยปริมาณน้ำพร้อมใช้งานอยู่ระหว่าง 98.68-99.42% ของความจุอ่าง โดยวันที่ 17 พ.ย. เพจเฟซบุ๊กเขื่อนภูมิพลระบุว่าอ่างเก็บน้ำสามารถรับน้ำได้อีก 96.41 ล้าน ลบ.ม.

 “กต. ยืนยันคณะทูต AOT ไม่ค้านไทยเปิดศึกใส่เขมร” เป็นเนื้อหาเท็จ-หยุดแชร์

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กระทรวงการต่างประเทศระบุคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ไม่ค้านให้ไทยเปิดศึกใส่เขมร

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นการนำรายงานข่าวของสื่อมวลชนมาบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิดต่อท่าทีของคณะทูตต่างประเทศ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “เกษตร นานา” โพสต์ภาพประกอบพาดหัวข่าวว่า “Breaking News ด่วน! กต. ยืนยันคณะทูต AOT ไม่ค้านให้ไทยเปิดศึกใส่เขมรได้เลย ไทยสามารถใช้สิทธิ์ดำเนินการตามความจำเป็น ในการปกป้องอธิปไตยไทยได้เต็มที่ ตามความเหมาะสม” โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 500 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

หลังจากนั้นไม่นาน บัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊กและ X หลายรายนำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อ เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก “บักดี้พาเพลิน” เผยแพร่ต่อในรูปแบบวิดีโอ Reel มียอดชมกว่า 1.6 ล้านครั้ง แชร์มากกว่า 17,000 ครั้ง และ เพจเฟซบุ๊ก “Bangkok I Love You” โพสต์ภาพพาดหัวข่าวว่า “Breaking News ด่วน! ก.ต่างประเทศ ยืนยันคณะทูต AOT ไม่ค้าน ให้ไทยเปิดศึกใส่เขมรได้เลย” โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 1,100 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊ก “เกษตร นานา” อ้างว่าเนื้อหานี้มีที่มาจากสำนักข่าวเนชั่นออนไลน์ที่รายงานเนื้อหาจากการแถลงข่าวของนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568 เกี่ยวกับการชี้แจงเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อคณะทูตานุทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 พ.ย. โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

โคแฟคตรวจสอบรายงานข่าวของเนชั่นออนไลน์โดยละเอียดพบว่า ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าคณะทูตและคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) “ไม่ค้านให้ไทยเปิดศึกใส่เขมรได้เลย” ตามที่เพจเฟซบุ๊กข้างต้นกล่าวอ้าง

เมื่อฟังคลิปย้อนหลังการแถลงข่าวของนายนิกรเดชที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศ ก็ไม่พบข้อความดังกล่าวเช่นกัน 

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายนิกรเดชพูดถึงท่าทีของคณะทูตต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทยซึ่งมีทั้งหมด 71 คน จาก 59 ประเทศ 1 องค์กรและ 4 องค์การระหว่างประเทศ ว่าคณะทูตได้ถามถึงแนวทางการดำเนินการของไทยหลังเกิดเหตุทหารเหยียบทุ่นระเบิดครั้งล่าสุด ซึ่งโฆษก กต. ระบุว่านายสีหศักดิ์ตอบคณะทูตว่า “ไทยขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามความจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และไทยจะดำเนินการตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่”

ในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวถามนายนิกรเดชว่า “มีคณะทูตท่านใดที่แสดงความกังวลหรือไม่เห็นด้วยต่อท่าทีของไทยที่ระงับถ้อยแถลงร่วมไทย-กัมพูชาที่ลงนามในมาเลเซียเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 หรือไม่” 

โฆษก กต. ตอบว่า “ไม่มีครับ ทุกคนแสดงความเข้าใจ…แน่นอนก็มีข้อห่วงกังวลว่าไม่อยากให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย อยากให้กลับเข้าสู่แนวทางการเจรจาพูดคุย แต่ว่าไม่มีใครแสดงความข้อห่วงกังวล แสดงความเข้าใจด้วยซ้ำ” 

เจ้าหน้าที่กรมสารนิเทศ กต. ยืนยันกับโคแฟคว่า กต. ไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับท่าทีของคณะทูตหรือคณะผู้สังเกตการณ์ตามที่เพจเฟซบุ๊กเหล่านี้อ้าง  

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

พบเมฆเตือนภัยรูปเครื่องบิน ให้เฝ้าระวังเครื่องบินตก 4 – 30 พ.ย. 68…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2mgbufh3l13ri


3-4 พย.68 ระวังน้ำล้นเขื่อนขุนด่านปราการชล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1oc3z8ix3c46m


ทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ได้ใน 2 วัน ไม่ต้องไปสอบที่ขนส่ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/33qe5hukxun3i


เริ่มแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต วันที่ 10 – 14 พ.ย. 68…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/e3kxw5snm803


ชาวยิวในประเทศไทยเป็นทหารรับจ้างฆ่าเด็กและสตรี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ssb35nbxl7xu


เพจคลินิกแจกวัคซีน HPV ฟรี ที่แท้ตัดแปะโลโก้-เอกสารเท็จ แต่ดันมี “ติ๊กถูกสีฟ้า”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zn5zmnclra8v


คลิปแรงงานเขมรลักลอบเข้าไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/8367joswyr9w


กองทัพบก” สั่งทหารเคลื่อน “กำลัง-อาวุธ” ประจำจุดเตรียมพร้อมบุก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/29l6fdbyjqwsr


คลิปจับกุมม็อบไล่ “ฮุนเซน”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/339fpv6lvd3rv


“สะพานภูมิพล 1” เตรียมปิดการจราจรชั่วคราว เริ่ม 15 พฤศจิกายนนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/309ubxt5vfajc


ปรากฏการณ์ “แสงสีทองยอดเขาแหลม”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2yxucgxgpzd52


โครงการคนละครึ่งพลัส ห้ามนำไปซื้อ สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1mhlyca4sxpc


เชื้อซิฟิลิสสามารถติดเชื้อขึ้นสมองได้จริง แพทย์ชี้หากมีความเสี่ยงให้รีบรักษา

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3t6qeld8eiljd


คนละครึ่งพลัสเฟส 2 รัฐบาลเพิ่มเงินให้เป็น 4,000 บาท คนเฟสแรกได้ด้วย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2deraecj5ya3e


เคาะแล้ว ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. นำร่อง 6 เดือน นั่งดื่มหลังเที่ยงคืนได้ 1 ชม….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4lshtqo6px38

‘สแกมเมอร์ – แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ภัยใหญ่ยุคดิจิทัลที่ต้องอาศัยความสามัคคีจากนานาชาติร่วมแก้อย่างจริงจัง

By : Zhang Taehun

ภาพที่ 1 : สถิติคดีในระบบแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
ที่มา : ThaiPBS สถานีประชาชน

ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยกับคำว่า ทะลุล้าน ในครั้งนี้ สำหรับสถิติการแจ้งความออนไลน์ซึ่งเปิดเผยโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2565 ที่เปิดระบบแจ้งความออนไลน์ จนถึง ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568 มีการแจ้งความทั้งหมด 1,058,056 เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหาย  100,408,016,872 บาท และเมื่อดูประเภทของการหลอกลวง จะพบว่า 4 ใน 5 อันดับ เป็นเรื่องของขบวนการฉ้อโกงทางโทรคมนาค (สแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์) ทั้งสิ้น 

โดยประเภทของคดีที่มีการแจ้งความออนไลน์ อันดับ 2 หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน จำนวน 125,853 คดี ความเสียหาย 14,608,150,915 บาทอันดับ 3 หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน จำนวน 95,305 คดี ความเสียหาย 3,915,177,731 บาท อ้นดับ 4 หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล  จำนวน 74,412 คดี ความเสียหาย 8,183,772,265 บาท และอันดับ 5 หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จำนวน 72,478 คดี ความเสียหาย 32,583,115,483 บาท

นอกจากจะหลอกเอาเงินจากเหยื่อแล้ว มิจฉาชีพประเภทนี้ในลักษณะขบวนการยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวด้วย ดังตัวอย่างของประเทศไทย ในช่วงเดือน ม.ค. 2568 ที่ดาราหนุ่มชาวจีน หวังซิง (หรือซิงซิง) ถูกล่อลวงโดยอ้างว่ามีงานในไทย ก่อนถูกพาตัวข้ามชายแดนไปยังประเทศเมียนมา ในบริเวณที่เป็นฐานปฏิบัติการของมิจฉาชีพ สร้างความไม่มั่นใจให้กับชาวจีน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนอันเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่เดินทางมาไทยลดลง เนื่องจากไทยถูกมองว่าเป็นทางผ่าน” ของเส้นทางการค้ามนุษย์

ไม่ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา การถูกนานาชาติระบุว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มมิจฉาชีพฉ้อโกงทางโทรคมนาคม ซึ่งเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ ล่อลวงผู้คนไปกักขังและบังคับให้เข้าออนไลน์หลอกลวงเหยื่อ ยิ่งทำให้ชาวต่างชาติไม่กล้าไปเยือนแพราะกังวลความปลอดภัย มีคำเตือนเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะล่าสุดที่ผุ้ประกอบการท่องเที่ยวในกัมพูชาถึงกับต้องประท้วงเกาหลีใต้ เมื่อทางการเกาหลีใต้ออกคำเตือนประชาชนในการเดินทางไปกัมพูชา รวมถึงสั่งห้ามเข้าไปในบางเมือง หลังชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวและทรมานจนเสียชีวิตในกัมพูชา

ภาพที่ 2 : 17 ธ.ค. 2567 เครื่อง Sim Box ซึ่งตำรวจพบขณะเข้าตรวจค้นห้องพักคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในย่านห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังพบพิรุธว่าห้องดังกล่าวมีการเช่าเพื่อพักอาศัยแต่กลับไม่เคยมีคนมาอยู่ 
ที่มา : ThaiPBS

– ทางการไทยทำอะไรบ้าง? : นอกจากการจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องกระจายสัญญาณ (Sim Box)สำหรับใส่และใช้งานซิมการ์ดโทรศัพท์เพื่อโทรศัพท์หรือส่ง SMS ได้ทีละมากๆ ที่ปรากฏในข่าวเป็นระยะๆ แล้ว ยังมีการออก พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ให้อำนาจธนาคารสามารถระงับบัญชีที่มีเจ้าทุกข์แจ้งว่าหลงเชื่อโอนเงินไป จากเดิมที่เจ้าทุกข์จะต้องไปแจ้งความก่อน หวังสกัดไม่ให้เงินถูกโอนถ่ายเป็นทอดๆ อย่างรวดเร็ว 

รวมถึงการกำหนดโทษผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารและซิมโทรศัพท์มือถือให้ผู้อื่นนำไปใช้กระทำความผิด (บัญชีม้า – ซิมม้า) โดยมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 300,000 บาท และมีการจับกุมดำเนินคดีในข้อหานี้อย่างต่อเนื่อง โดยรายงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา สามารถระงับบัญชีม้าได้ถึง 1,660,000 บัญชีและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าได้ 2,495 ราย

ต่อมามีการออกกฎหมายเพิ่มเติม คือ พ.ร.ก. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ครอบคลุมไปถึงผู้ให้บริการระบบการชำระเงินและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ และสถาบันการเงินต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามมาตรฐานหรือมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามที่กำหนด 

อีกทั้งยังยกฐานะของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ที่สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้มีสถานะเป็นศูนย์ปฏิบัติการตามกฎหมาย (Operation Center) และให้สามารถบริหารจัดการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกับ 15 หน่วยงาน เดินหน้าปฏิบัติการเชิงลึก 5 ด้านหลัก 

ได้แก่ 1.การบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือผู้สนับสนุนอยู่ข้างหลัง 2.การสร้างระบบประสานงานแบบบูรณาการเชื่อมโยงข่าวกรองและการสืบสวน 3.การยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทันทีตัดเส้นทางการเงินอาชญากรไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินได้อีกต่อไป 4.ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ในการตรวจจับเส้นทางเงินของมิจฉาชีพเพื่อสกัดก่อนที่จะเกิดเหตุ และ 5.การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนให้มีความรู้เท่าทัน

ภาพที่ 3 : ป้ายเตือนระวังถูกล่อลวงไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน ถูกติดตั้งที่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก (ซ้าย – 16 ม.ค. 2568) , บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา พื้นที่โค้งวงเวียนข้าง สภ.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว (ขวา – 16 พ.ค. 2565)
ที่มา : แนวหน้า

– อะไรบ้างที่ควรทำเพิ่มเติม : ที่ผ่านมามีข้อเสนอจากหลายฝ่าย เช่น กัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเป็นธรรม ในบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไท วันที่ 22 ต.ค. 2568 ตั้งข้อสังเกตกรณีฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศเมียนมา ว่า ไทยยังคงถูกใช้เป็นทางผ่านเหมือนเดิม เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับเส้นทางอื่นๆ โดยยังคงมีการใช้วิธีการเดิมๆ คือการเข้ามาโดย Free VISA ก่อนพาไปยังชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก และข้ามฝั่งไปเมืองเมียวดีของเมียนมา อย่างไรก็ตาม ระยะหลังๆ ฝ่ายความมั่นคงของไทยในพื้นที่ อ.แม่สอด คุมเข้มมากขึ้นหากเป็นการเดินทางของชาวต่างชาติ ทำให้เหยื่อที่พบมักจะเป็นคนไทย

กัณวีร์ เสนอแนะว่า 1.ตัดผู้บงการและสมุน ต้องสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับคนกลุ่มนี้ให้ได้ 2.ตัดเส้นทางการเงิน เพราะองค์กรหลอกลวงเหล่านี้อยู่ได้ด้วยเงิน 3.ตัดบุคลากร ต้องไม่ให้มีขบวนการค้ามนุษย์นำพาคนข้ามแดน  และ 4.ตัดสถานประกอบการ ซึ่งเรื่องนี้ทำยากเพราะฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่นอกเขตอำนาจอธิปไตยของไทย แต่ในบางกรณีรัฐไทยก็ต้องกล้าทำงานเชิงรุก เช่น เจรจากับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ปกครองพื้นที่ในเมียนมา จะทำกิจการโรงแรมหรือกาสิโนก็ทำไป แต่ห้ามปล่อยให้ตั้งฐานหลอกลวงโดยเด็ดขาด

โดย สส. พรรคเป็นธรรม ขยายความในส่วนนี้ว่า ตนเคยไปพูดคุยกับกองกำลังกลุ่ม DKBA และ BGFได้รับข้อมูลว่า กองกำลังดังกล่าวให้กลุ่มทุนเช่าพื้นที่ 90 ปี โดยไม่มีเงื่อนไขอะไร ไม่ได้เข้าไปยุ่ง นี่จึงเป็นสิ่งที่ไทยต้องเข้าไปบอกว่าอะไรทำได้- ไม่ได้ และกองกำลังติดอาวุธในฐานะเจ้าของพื้นที่ก็สามารถบอกกับกลุ่มทุนที่มาเช่าพื้นที่ได้ หากไม่ยอมทำตาม ไทยอาจใช้มาตรการการค้าชายแดนกดดัน เพราะว่าการค้าตลอดแนวไทย-เมียนมา กว่า 2,400 กม. มีมูลค่าสูงถึง 300,000 ล้านบาทต่อปี

ยุทธวิธีของไทยคือการขอความร่วมมือเป็นหลัก เพราะเขาเป็นเจ้าของพื้นที่ ขอความร่วมมือเสร็จ กองกำลังเหล่านี้ต้องไปปราบและกดดันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ได้ ถ้าเขามาเปิดในพื้นที่ของคุณ ก็ต้องจับ และถ้าสมมติว่าสอบสวนจนได้ข้อเท็จจริงว่าใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ก็ให้ส่งให้ฝ่ายความมั่นคงของไทยขยายผลการจับกุม และสอบสวนต่อ หากไม่ได้ก็ต้องมีมาตรการกดดัน กัณวีร์ กล่าว 

ขณะที่รายงานของ The Standard วันที่ 17 ต.ค. 2568 รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในประเด็น ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย (โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน)” ว่า คนที่อยู่แนวหน้าย่อมรู้ดีว่ารถขนคนจำนวนมากจากเอเชียใต้หรือแอฟริกาไม่อาจผ่านด่านได้หากไม่มีการอำนวยความสะดวกบางอย่าง คำถามคือ ผ่านไปได้อย่างไร ทั้งที่มีการตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยความมั่นคงอยู่ตรงนั้น

หากไทยต้องการชูบทบาทผู้นำและทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่า ประเทศไทยเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมีความจริงใจทางนโยบายในการจัดการเรื่องคอร์รัปชันอย่างเร่งด่วน เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นผู้เล่นที่สุจริตและพร้อมร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ รศ.ดร.ปิติ กล่าว

ภาพที่ 4 : พื้นที่ตั้งฐานปฏิบัติการมิจฉาชีพฉ้อโกงทางโทรคมนาคม (สแกมเมอร์ – แก๊งคอลเซ็นเตอร์)ในประเทศเพื่อนบ้านติดกับไทย 
ที่มา : UNODC

– วาระที่อาเซียนและทั้งโลกต้องร่วมมือ : ด้วยความที่การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม (สแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์) เป็นการประกอบอาชญากรรมที่เกี่ยวพันกับหลายประเทศ เช่น องค์กรอาชญากรรมเลือกตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบไทย โฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “งานสบายรายได้ดี” ให้เหยื่อหลงเชื่อ หากเป็นเหยื่อชาวต่างชาติจะอ้างว่าทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรืองานสำนักงานในไทย ส่วนเหยื่อที่เป็นคนไทยถูกหลอกด้วยข้ออ้างว่ามีงานบริการในโรงแรมหรือกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้าน แต่สุดท้ายถูกพาข้ามชายแดน ถูกกักขัง ทรมานและบังคับให้เข้าร่วมในกิจการหลอกลวงเงินจากเหยื่อด้วยการโทรศัพท์หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล 

ขณะที่เหยื่อซึ่งถูกหลอกสูญเสียเงินทองจนสิ้นเนื้อประดาตัวนั้นก็มีตั้งแต่ประเทศใกล้เคียงอย่างไทย สิงคโปร์ จีน ไปจนถึงประเทศที่ห่างไกลกันคนละซีกโลกอย่างสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ถึงขั้นที่รัฐบาลประเทศดังกล่าวต้องคว่ำบาตรและระงับธุรกรรมทางการเงินของบุคคลหรือองค์กรที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมประเภทนี้ รวมถึงมีการโยกย้ายถ่ายเทเงินข้ามแดนไปฟอกอย่างซับซ้อนแต่ที่ผ่านมา การปราบปรามเหมือนสถานการณ์ “แมวจับหนู” คือเมื่อประเทศใดเอาจริง กลุ่มแก๊งเหล่านี้ก็จะย้ายฐานไปประเทศอื่น หากยังตามมาปราบปรามอีกก็ย้ายหนีย้อนกลับไปในพื้นที่แรกที่การปราบปรามเบาลง หรืออาจไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้มแข็งนัก 

ดังเช่นเมื่อช่วงต้นปี 2568 ที่ไทยตัดไฟฟ้า อินเตอร์เน็ตและน้ำมันซึ่งเชื่อมกับเมืองขายแดนของเมียนมา มีรายงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานเข้าไปในกัมพูชา ต่อมาเมื่อไทยและกัมพูชาเกิดการสู้รบ มีสถานการณ์ตึงเครียดถึงขั้นปิดชายแดน ก็พบรายงานแก๊งเหล่านี้พยายามหนีกลับไปฟื้นตัวใหม่ในเมียนมา หรือบ้างก็ย้ายเข้าไปบริเวณชายแดนติดกับเวียดนาม และแม้กระทั่งในประเทศสมาชิกล่าสุดของอาเซียนอย่างติมอร์ – เลสเต (ติมอร์ตะวันออก)ก็มีรายงานพบร่องรอยปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เช่นกัน 

กัณวีร์ สส.จากพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า ไทยต้องสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ รัฐบาลต้องมีแถลงการณ์หรือประกาศอย่างชัดเจนว่าจะปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และดึงตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศมาทำงานร่วมกัน เช่น สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) สามารถให้ความรู้ทางการไทยเรื่องการประเมินสถานการณ์ และเชื่อมต่อทางการไทยและประเทศอื่นๆ ต่อยอดความร่วมมือได้ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ที่ให้ความสำคัญเรื่องขบวนการนำพาคนข้ามแดน และให้ความรู้ว่าจะมีวิธีการป้องกันเรื่องเหล่านี้ หรือตำรวจสากล (Interpol) ในการช่วยเหลือทางด้านการสืบสวนสอบสวน และออกหมายจับผู้บงการ

ภาพที่ 5 : 12 ก.พ. 2568 ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จ.ตาก โดย เจ้าหน้าที่ ฉก.ราชมนู กกล.นเรศวร รับตัวชาวต่างชาติ 20 สัญชาติ รวม 260 คน ที่ถูกส่งข้ามขายแดนจากฝั่งเมียนมา บริเวณท่าข้ามสินค้าหมายเลข 28 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก หลังไทยและจีนกดดันจนเกิดการปราบปรามฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในเมืองเมียวดีของเมียนมา 

ที่มา : แนวหน้า

หรือย้อนไปในช่วงที่มีปฏิบัติการตัดไฟฟ้า อินเตอร์เน็ตและน้ำมันซึ่งเชื่อมกับเมืองขายแดนของเมียนมา ซึ่งจีนก็เข้ามามีบทบาทสำคัญร่วมด้วย ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ของ The Matter เผยแพร่วันที่ 20 ก.พ. 2568 ว่า ไทยควรที่จะมีข้อเสนอไปยังรัฐบาลจีน ให้มีมาตรการซึ่งมีประสิทธิภาพ มีมาตรการในการกดดันตัวละครสำคัญหรืออาชญากร หรือมีเป้าหมายที่จะทำลายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นระบบมากกว่านี้โดยตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลระดับ บอสใหญ่” หลายรายในอาณาจักรสแกมเมอร์ไม่ได้ถูกทางการจีนคว่ำบาตร

ส่วนท่าทีของอาเซียน มีเพียงแถลงการณ์กว้างๆ ว่าจะร่วมมือกันในการหยุดยั้งอาชญากรรมข้ามชาติแต่ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม เช่น จะตัดตอนการค้ามนุษย์นำคนมาเป็นแรงงานในฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างไร นั่นหมายความว่า มาตรการในการตรวจคนเข้าเมืองของทุกประเทศในอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต้องขัดขวางไม่ให้ข้ามแดนเข้าไปยังพื้นที่ตั้งฐานของแก๊งเหล่านี้ได้โดยสะดวก รวมถึงต้องการตัดตอนเส้นทางการเดินทางของการฟอกเงิน การตัดตอนตลาด หรือการทำลายตลาดมืดในการค้าข้อมูลผิดกฎหมาย

ลูกศิษย์ (คนจีน) เล่าว่า เฟซไทม์คุยกับเพื่อนที่เมืองไทยอยู่ ผ่านไป 10 นาที มี SMS เข้ามาเลยว่า สายที่คุณกำลังคุยอยู่ไม่ปลอดภัย ผ่านไป 15 นาที คราวนี้ตำรวจโทรมาเองเลย เขาใช้อินเอร์เน็ตของโรงแรม แน่นอนจีนเขาทำอะไรแบบนี้ได้ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทโทรคมนาคมต้องลงทุนทำพวกนี้เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งนี่เป็นมาตรการที่ควรทำร่วมกันทั้งอาเซียน ในช่วงที่คุณต้องการจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์ ถ้าไม่มีมาตรการเหล่านี้ พูดแค่ว่าเราจะร่วมมือร่วมใจกันปราบแก๊งอาชญากรรม ส่วนตัวก็รู้สึกว่าเป็นแค่แถลงการณ์ศ.ดร.ปิ่นแก้ว กล่าว

ภาพที่ 6 : Starlink (ขวา) และ Meta (ซ้าย)

– แพลตฟอร์มโซเชียล  บิ๊กเทค” ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่านี้ : น่าจะเป็นประเด็นท้าทายที่สุดแล้วเพราะปัจจุบันหากไม่นับประเทศอย่างจีนที่มีระบบนิเวศแบบปิดซึ่งรัฐสามารถควบคุมกระแสได้ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ประเทศอื่นๆ ทั่วไป บริษัทใหญ่ๆ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีล้ำๆ ตลอดจนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ค่อนข้างมีอิทธิพลในด้านต่างๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐยากจะควบคุม แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของทุนใหญ่กลุ่มนี้ก็ตาม 

ดังตัวอย่างของ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla , SpaceX รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลอย่าง X (ทวิตเตอร์เดิม) ถูกฝ่ายการเมืองในสหรัฐฯ จับตามองอย่างต่อเนื่องกรณี “Starlink” บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ถูกนำไปใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการในเมียนมา โดยเริ่มมีรายงานตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 หลังไทยตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกับเมืองชายแดนของเมียนมา  อย่างไรก็ตาม ทาง SpaceX ได้ออกมายืนยันเมื่อเดือน ต.ค. 2568 ว่าระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ที่ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาใช้ไปแล้วมากกว่า 2,500 เครื่องท่ามกลางการสอบสวน อีลอน มัสก์ โดยสภาคองเกรสของสหรัฐฯ  

รวมถึงล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. 2568 สื่อหลายสำนักรายงานโดยอ้างสำนักข่าวรอยเตอร์ กรณีเอกสารภายในของ “Meta” บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram ประเมินรายได้ปี 2567 ว่าร้อยละ 10 หรือราว 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.9 แสนล้านบาท) มาจากโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวงหรือสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การลงทุนปลอม การพนันออนไลน์ ยาและสินค้าต้องห้าม นอกจากนั้น ผู้ใช้แพลตฟอร์มของ Meta ต้องเผชิญกับการเห็นโฆษณาหลอกลวงมากถึง 1.5 หมื่นล้านรายการต่อวัน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง แต่ระบบตรวจสอบของบริษัทกลับไม่สามารถจัดการได้อย่างทั่วถึง

อีกทั้งบางส่วนในเอกสารยังชี้ว่า Meta เคยตั้งเป้าลดรายได้จากโฆษณาผิดกฎหมายจากร้อยละ 10.1 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 7.3 ภายในสิ้นปี 2568 และค่อย ๆ ลดเหลือร้อยละ 6 ในปี 2569 ก่อนจะเหลือเพียงร้อยละ 5.8 ในปี 2570 แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการลดลงอาจช้ากว่าที่คาด เพราะแต่ละประเทศมีกฎระเบียบที่เข้มงวดไม่เท่ากัน และ Meta เองมักเน้นแก้ไขเฉพาะในตลาดที่มีแรงกดดันจากรัฐบาล” 

อนึ่ง แม้ Meta จะแย้งว่าข้อมูลของรอยเตอร์นั้นเกินจริง แต่ก็ยอมรับว่ามีการหารือภายในเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างรายได้และการบังคับใช้กฎ โดยในเอกสารระบุว่า ทีมตรวจสอบภายในปี 2568 ไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการใด ๆ ที่อาจทำให้บริษัทสูญเสียรายได้เกินร้อยละ 0.15 ของรายได้รวม หรือราว 135 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,000 ล้านบาท) ในครึ่งปีแรกของปีดังกล่าว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการจำกัดเพดานเช่นนี้เป็นการสะท้อนจุดยืนของ Meta ที่ยังให้ความสำคัญกับผลกำไรเหนือความปลอดภัยของผู้ใช้

ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่า ในเมื่ออาชญากรรมอย่าง สแกมเมอร์ – แก๊งคอลเซ็นเตอร์” กลายเป็น ภัยร้ายระดับโลก” ที่ไม่ว่าประเทศใดก็ล้วนเผขิญผลกระทบ นานาชาติจะสามารถร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อจัดการเรื่องนี้ได้หรือไม่? ขณะที่ประเทศไทยเอง MOU ที่ 15 หน่วยงานทำร่วมกันจะส่งผลเพียงใด หรือจะเป็นอย่างที่ผ่านๆ มา ที่เห็นกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพเคลื่อนย้ายหาพื้นที่วนไป – มาเรื่อยๆ ปราบไปก็ไม่ลดลง กลายเป็นความรับรู้ที่ชาชิน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.voathai.com/a/chinese-actor-s-abduction-to-myanmar-sign-of-growing-diversity-of-scams-/7938234.html (เผยสแกมเมอร์ยกระดับ หลังเหตุลักพาตัวดาราจีนไปเมียนมา : VOA Thai 16 ม.ค. 2568)

https://www.matichon.co.th/region/news_5020559 (อุ้มซิงซิง กระทบเที่ยวพัทยา ผู้ประกอบการโอด ‘ตรุษจีน’ ตลาดทัวร์ซบเซา เหงากว่าที่คิด : มติชน 27 ม.ค. 2568)

https://asianews.network/safe-kingdom-cambodias-reputation-marred-by-scamming-reports/ (‘Safe’ Kingdom: Cambodia’s reputation marred by scamming reports : ANN 11 ก.ค. 2567)

https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2025-10-14/national/socialAffairs/Hey-dont-blame-us-Cambodian-tourism-industry-officials-nonplussed-by-Korean-response-to-scam-crimes/2419831 (Hey, don’t blame us: Cambodian tourism industry, officials nonplussed by Korean response to scam crimes : Korea JoongAng Daily 16 ต.ค. 2568)

https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2025/Inflection_Point_2025.pdf (Inflection Point: Global Implications of Scam Centres, Underground Banking and Illicit Online Marketplaces in Southeast Asia : UNODC)

https://www.thaipbs.or.th/news/content/325650 (มีผลแล้ว พ.ร.ก.ป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ : ThaiPBS 17 มี.ค. 2566)

https://www.senate.go.th/view/386/News/จันทราLaw/320/TH-TH (ยกระดับมาตรการรับมือภัยไซเบอร์ ด้วย พ.ร.ก. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 : วุฒิสภา 18 มิ.ย. 2568)

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2839863 (ถูกจับกุมรวม 2,495 ราย “ดีอี” ลุยไฟระงับบัญชีม้า 1.66 ล้านบัญชี : ไทยรัฐ 4 ก.พ. 2568)

https://www.matichon.co.th/politics/news_5444068 (นายกฯ ปธ.ลงนาม MOU ผนึก 15 หน่วยงาน ประกาศสงครามสแกมเมอร์ ลั่นถ้าไม่ได้ทำคงตายตาไม่หลับ : มติชน 6 พ.ย. 2568)

https://prachatai.com/journal/2025/10/115181 (คุยกับ ‘กัณวีร์ สืบแสง’ เมื่อสแกมเมอร์พม่ายังไม่ตาย ชูข้อเสนอ ‘4 ตัด’ ปราบขบวนการ : ประชาไท 22 ต.ค. 2568)

https://prachatai.com/journal/2025/10/115104 (เปิดกลลวงงานสบายรายได้ดี หลอกวัยรุ่นเกาหลีใต้ไปเป็นแรงงานทาส ‘สแกมเมอร์’ ในกัมพูชา : ประชาไท 17 ต.ค. 2568)

https://www.dailynews.co.th/news/2845897/ (คนไทยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกไปเมียนมา219คน ช่วยได้แล้ว153ราย เดลินิวส์ 27 ต.ค. 2566)

https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/205658 (ผู้ว่าฯ ตราด เผยผลการตรวจสอบคนไทยถูกหลอกไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ตามกระบวนการ NRM พบเข้าข่ายค้ามนุษย์ 2 ราย พร้อมย้ำเตือนประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกไปทำงานต่างประเทศผิดกฎหมาย : สำนักข่าวกรมประขาสัมพันธ์ 12 ส.ค. 2566)

https://www.bbc.com/thai/articles/cr70v0nvk4xo (สหรัฐฯ คว่ำบาตรตัวบอสแก๊งสแกมเมอร์ในเมียวดี และเครือข่ายคนสนิท ฮุน เซน : BBCไทย 9 ก.ย. 2568)

https://www.naewna.com/likesara/860602 (เปิดปูม‘หม่องชิตตู’ผู้คุมกำลังBGF ร่วมเนรมิต‘ชเวโก๊กโก่’นิคมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ : แนวหน้า 11 ก.พ. 2568)

https://www.amarintv.com/news/crime/506471 (ไม่รอด! ตำรวจสกัดจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ายฐานจากเมียนมาสู่เขมร : อมรินทร์ทีวี 14 ก.พ. 2568)

https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2875110 (แฉแก๊งคอลฯ ปอยเปต ย้ายคนหนีเหตุปะทะชายแดนไทยไปเวียดนาม จับขัง-ห้ามติดต่อที่บ้าน : ไทยรัฐ 6 ส.ค. 2568)

https://www.pptvhd36.com/news/ต่างประเทศ/256980 (UN เตือนแก๊งคอลฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย้ายฐานไปติมอร์ : PPTV 12 ก.ย. 2568)

https://thematter.co/social/pinkaew-laungaramsri-on-scammers/238874 (ย้อนที่มา ‘ทุนจีนสีเทา’ เข้าใจปัญหา ‘เมืองสแกมเมอร์’ กับ ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี : The Matter 20 ก.พ. 2568)

https://www.prachachat.net/world-news/news-1903214 (Starlink พัวพันคอลเซ็นเตอร์ สหรัฐ สอบอีลอน มัสก์ คดีฉาว “เมียนมา-ไทย” : ประชาชาติ 17 ต.ค. 2568

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2890779 (SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง : ไทยรัฐ 22 ต.ค. 2568)

https://www.thaipbs.or.th/news/content/358316 (เอกสารลับเผย Meta ทำเงิน 1.6 หมื่นล้านเหรียญจาก “โฆษณาผิดกฎหมาย” : ThaiPBS 7 พ.ย. 2568)

Fact-check: ข้อหารือของ สส.เพื่อไทย “ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์” ว่าด้วยเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ ไทย-สหรัฐฯ

ทีมเฉพาะกิจ Cofact x The Momentum

[รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในรัฐสภา ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกองบรรณาธิการ Cofact และ The Momentum ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568] 

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หยิบยกเรื่องการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทย-สหรัฐอเมริกาว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “เอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ” มาหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2568 โดยระบุว่ารัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้โดย “ลับหลังปิดบังประชาชน”

“พวกเรามารับฟังรายละเอียดการลงนามเอ็มโอยูกับสหรัฐฯ จากเว็บไซต์ทำเนียบขาว ก่อนที่จะทราบจากรัฐบาลไทยเสียอีก” ศรีญาดาระบุ

“ทีมเฉพาะกิจ Cofact x The Momentum” ตรวจสอบแล้วพบว่า รัฐบาลอนุทินไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงนามและรายละเอียดของเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธตามที่ศรีญาดากล่าวจริง สาธารณชนและสื่อมวลชนรู้ว่าจะมีการลงนามเอ็มโอยูฉบับนี้จากการแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพียงไม่กี่นาทีก่อนการลงนาม 

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่เนื้อหาฉบับเต็มของเอ็มโอยูฉบับนี้หลังการลงนามเสร็จสิ้น กระทรวงการต่างประเทศของไทยเผยแพร่คำแปลอย่างไม่เป็นทางการของเอ็มโอยูเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 หรือกว่าหนึ่งสัปดาห์หลังการลงนาม

เนื้อหาที่ตรวจสอบ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 34 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันที่ 29 ต.ค. 2568 ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นหารือที่ประชุมเรื่องการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน (Memorandum of Understanding between the Government of the United States of America and the Government of the Kingdom of Thailand Concerning Cooperation to Diversify Global Critical Minerals Supply Chains and Promote Investments) ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 

ศรีญาดาอภิปรายเรื่องนี้ในสองประเด็น ประเด็นแรกเธอกล่าวหาว่ารัฐบาลปิดบังและไม่โปร่งใส่ในการลงนาม 

“ท่านนายกฯ ได้นำข้อตกลงที่มีความสำคัญระดับโลก นำเข้าสู่ ครม. นัดพิเศษโดยไร้การชี้แจงตั้งแต่ต้น ทั้ง ๆ ที่ในวันที่ 26 ต.ค. ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ท่านลงนามในปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ท่านได้มีโอกาสสื่อสารกับสาธารณะอย่างเปิดเผย แต่ท่านเลือกที่จะชี้แจงอย่างละเอียดเพียงแค่เรื่องกัมพูชาเท่านั้น ส่วนพวกเรามารับฟังรายละเอียดการลงนามเอ็มโอยูกับสหรัฐฯ จากเว็บไซต์ทำเนียบขาว ก่อนที่จะทราบจากรัฐบาลไทยเสียอีก” สส. เพื่อไทยระบุ

ประเด็นที่สอง เธอตั้งคำถามว่าการลงนามเอ็มโอยูฉบับนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่

“ตามรัฐธรรมนูญแรร์เอิร์ธคือสินทรัพย์ที่เป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ เป็นศักยภาพของประเทศ การให้ความร่วมมือในการสำรวจและส่งเสริมการลงทุน ย่อมเข้าข่ายหนังสือสัญญาอื่นที่อาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติตามมาตรา 178 วรรค 3 หรือไม่” ศรีญาดากล่าวและถามย้ำว่า “เอ็มโอยูฉบับนี้ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรก่อนหรือไม่”

ภาพประกอบข้อหารือของศรีญาดา ปาลิพันธ์ สส. เพื่อไทย แสดงความกังวลว่าความร่วมมือในการสำรวจแร่หายากระหว่างไทย-สหรัฐฯ ที่ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ประเด็นที่ 1: รัฐบาลปิดบังและไม่โปร่งใส่ในการลงนาม ประชาชนรู้รายละเอียดการลงนามเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธจากเว็บไซต์ทำเนียบขาวก่อนที่จะทราบจากรัฐบาลไทย ?

วันที่ 25 ต.ค. 2568 สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยถึงภารกิจของนายกฯ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียว่า ในวันที่ 26 ต.ค. นายกฯ จะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน, การประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง, พิธีมอบรางวัลอาเซียน, พิธีลงนามเอกสารรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน, เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อ “กระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค” และเข้าร่วมพิธีลงนามถ้อยแถลงร่วมสันติภาพไทย-กัมพูชา โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน 

คืนวันที่ 25 ต.ค. หลังจากเดินทางถึงมาเลเซีย อนุทินให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงกำหนดการพบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า จะลงนามในสัญญาทางการค้า การพิจารณาอัตราภาษี ความร่วมมือทางการค้า ความมั่นคง รวมถึงประเด็นเรื่องสแกมเมอร์ และจะเชิญประธานาธิบดีทรัมป์เยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยไม่ได้กล่าวถึงเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธแต่อย่างใด

เช้าวันที่ 26 ต.ค. อนุทินเฟซบุ๊กไลฟ์ก่อนร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการลงนามในถ้อยแถลงร่วมไทย-กัมพูชาเพื่อกำหนดแนวทางการสร้างสันติภาพโดยยืนยันว่าจะไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ ซึ่งในการไลฟ์ครั้งนี้นายกฯ ไม่ได้กล่าวถึงการลงนามเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธกับสหรัฐฯ อีกเช่นกัน

เวลา 11.35 น. เฟซบุ๊กและยูทูบของทำเนียบขาว “The White House” ถ่ายทอดสด พิธีลงนามถ้อยแถลงร่วมแนวทางสันติภาพไทย-กัมพูชาซึ่งมีผู้นำมาเลเซียและสหรัฐฯ เป็นสักขีพยาน โดยก่อนการลงนามประธานาธิบดีทรัมป์แถลงในตอนหนึ่งว่า “ในวันนี้ นอกจากปฏิญญากำหนดแนวทางสันติภาพฉบับนี้แล้ว เรายังได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าที่สำคัญกับกัมพูชาและลงนามในข้อตกลงว่าด้วยแร่ธาตุที่มีความสำคัญกับประเทศไทยด้วย”

นายกฯ ไทยออกมาแถลงเป็นลำดับสุดท้ายต่อจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย และนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา โดยกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา

“นอกจากนี้ เราจะลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลก ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” อนุทินกล่าว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยถึงการลงนามเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธกับสหรัฐฯ 

เวลาประมาณ 12.45 น. เว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน และราวสองชั่วโมงหลังจากนั้นก็เผยแพร่เอกสารสรุป (fact sheet) ภารกิจของผู้นำสหรัฐฯ ในการเยือนมาเลเซีย หนึ่งในนั้นคือการลงนามบันทึกเอ็มโอยูว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับแร่ธาตุหายากกับไทย 

นอกจากคำแถลงของอนุทินก่อนการลงนามแล้ว ทางรัฐบาลไทยก็ไม่ได้ให้ข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ สื่อไทยหลายสำนักที่รายงานข่าวเรื่องนี้ต่างอ้างอิงเนื้อหาเอ็มโอยูที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ของทำเนียบขาว มีเพียงสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์ The Standard สั้น ๆ หลังพิธีลงนามว่าเอ็มโอยูนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายและไทยจะได้ประโยชน์คือการเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในเรื่องแร่ธาตุสำคัญจากสหรัฐฯ

จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันที่ 27 ต.ค. เพจเฟซบุ๊ก “ไทยคู่ฟ้า” และ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล จึงได้เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ อนุทินในเรื่องนี้ว่า “แรร์เอิร์ธแปลว่าแร่ธาตุที่หายาก ซึ่งเป็นศัพท์ที่กว้าง เอ็มโอยูที่เซ็นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลใด ๆ อย่างที่หลายคนคิดเลย มันเป็นการลงนามว่า ทุกวันนี้มีแร่ธาตุต่าง ๆ มากมายที่สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้า ลดต้นทุน และทำให้เกิดประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพของสินค้าได้  แต่ถ้าเกิดมีแร่หายากแล้วสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก สหรัฐฯ ก็อยากจะขอมีส่วนร่วมในการร่วมพัฒนา ซึ่งเราก็ยินดี”

“อย่างไรก็ตาม มีการระบุไว้ในเอ็มโอยูอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้ความเป็นธรรม หลักธรรมาภิบาล และภายใต้กฎระเบียบกฎหมายของไทย ไม่ผิดต่อหลักรัฐธรรมนูญ” อนุทินกล่าว 

นายกฯ ย้ำว่าวัตถุประสงค์หลักของเอ็มโอยูฉบับนี้คือการแสวงหาความร่วมมือ “และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เมื่อถึงเวลาอันควร ดูแล้วไม่มีประโยชน์ที่จะเดินหน้ากันต่อไป คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็สามารถยกเลิกบันทึกข้อตกลงนี้ได้เลยโดยไม่ต้องรับการยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง” 

หลังพิธิลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 ไม่กี่ชั่วโมง เว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่เนื้อหาฉบับเต็มของ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน

วันที่ 28 ต.ค. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอ็มโอยูฉบับนี้ว่า มีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ คือ เสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานในเรื่องแร่หายาก, ส่งเสริมการค้าการลงทุนในอุตสาหกรรมการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล การกู้คืน รวมทั้งการดูแลรักษาแร่หายากทั้งห่วงโซ่อุปทาน, ส่งเสริมการลงทุนที่สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มและอุตสาหกรรมการสกัด และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาด โดยให้การใช้แร่แรร์เอิร์ธสามารถนำออกมาใช้สู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใสโดยให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมด้วย 

เอกนิติกล่าวว่า ขอบเขตความร่วมมือตามเอ็มโอยูฉบับนี้คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค แนวปฏิบัติสากลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และมีกลไกให้เจ้าหน้าที่รัฐของทั้ง 2 ประเทศจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือกฎระเบียบต่าง ๆ 

ข้อสรุป: เมื่อไล่ลำดับเหตุการณ์และการสื่อสารของรัฐบาลในช่วงก่อนและหลังการประชุมสุดยอดอาเซียนพบว่า รัฐบาลอนุทินไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงนามและเนื้อหาของเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ แต่สาธารณชนได้รับรู้เรื่องนี้จากเว็บไซต์ทำเนียบขาวจริงตามที่ สส.พรรคเพื่อไทยกล่าวในที่ประชุมสภา 

การตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยว่าจะมีการลงนามในเอ็มโอยูเกี่ยวกับแร่หายากกับสหรัฐฯ เพียงแต่แจ้งกำหนดการกว้าง ๆ ว่าจะมีการลงนามใน “สัญญาและความร่วมมือทางการค้า” กับสหรัฐฯ สาธารณชนได้รู้ว่าจะมีการลงนามเอ็มโอยูฉบับนี้จากการแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์และนายอนุทินที่ถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊กและยูทูบทำเนียบขาวก่อนการลงนามจริงเพียงไม่กี่นาที 

หลังการลงนามไม่นานนัก เว็บไซต์ทำเนียบขาวได้เผยแพร่เนื้อหาฉบับเต็มของเอ็มโอยูทางเว็บไซต์ พร้อมด้วยเอกสารสรุปภารกิจของประธานาธิบดีซึ่งรวมถึงการลงนามเอ็มโอยูความร่วมมือเรื่องแร่หายากกับนายอนุทินด้วย ขณะที่สำนักโฆษกของรัฐบาลไทยเผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ เกี่ยวกับเอ็มโอยูฉบับนี้ในวันรุ่งขึ้นคือช่วงบ่ายวันที่ 27 ต.ค. ซึ่งนายกฯ พยายามลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาแร่แรร์เอิร์ธ มากกว่าที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาของเอ็มโอยู

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ของเอ็มโอยูฉบับนี้เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 หรือกว่าหนึ่งสัปดาห์หลังการลงนาม 

ประเด็นที่ 2: การลงนามเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่?

ศรีญาดาตั้งคำถามว่าเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธเข้าข่ายหนังสือสัญญาอื่นที่อาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 178 วรรค 3 หรือไม่

รัฐธรรมนูญมาตรา 178 ระบุว่า หนังสือสัญญาที่อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาภายในระยะเวลา 60 วันนับตั้งแต่ได้รับเรื่อง หากมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นไปตามกรณีข้างต้นหรือไม่ ให้อำนาจกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอคำวินิจฉัยได้ โดยศาลฯ จะต้องให้คำวินิจฉัยภายใน 30 วัน

เอ็มโอยูแรร์เอิร์ธเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนไปลงนามหรือไม่นั้น ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันและยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน  ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเอ็มโอยูฉบับนี้เป็นกรอบความร่วมมือที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายจึงไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าแม้จะไม่มีผลผูกผันทางกฎหมาย แต่แร่ธาตุหายากเป็นทรัพยากรที่สำคัญและกระบวนการสำรวจและผลิตอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม การลงนามในเอ็มโอยูฉบับนี้จึงควรผ่านกลไกของรัฐสภา ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและรับรู้รายละเอียดก่อน 

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ