ผู้ใช้โซเชียลมีเดียแชร์เนื้อหาบิดเบือนข้อกฎหมาย สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ, จำเลยห้ามเดินทางออกนอกประเทศ, โกงกินมีโทษประหาร, บริหารประเทศเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี, เดินทางไปราชการห้ามนั่งเครื่องบิน First Class

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำบทบัญญัติในกฎหมายอื่นมาทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ระหว่างวันที่ 4-8 ม.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ว่ามีบทบัญญัติเรื่องการป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้นและกล่าวหาผู้ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าต้องการปกป้องผลประโยชน์ของนักการเมือง

ข้อความที่เผยแพร่อ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีวันหมดอายุ, ห้ามผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตเดินทางออกนอกประเทศ, การโกงกินมีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต, ร่ำรวยผิดปกติและความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์, บริหารประเทศจนเกิดความเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี และห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการโดยสารเครื่องบินชั้น First Class  

เพจและบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เผยแพร่เนื้อหานี้เช่น กลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” (ลิงก์บันทึก) เพจเฟซบุ๊ก “The Critics” และ “ข่าวเศรษฐกิจธุรกิจ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติ บทกำหนดโทษหรือข้อห้ามตามข้อความที่กล่าวอ้าง แต่บทบัญญัติเหล่านี้ปรากฏอยู่ในกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อกฎหมายที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

คดีทุจริตไม่มีอายุความ: พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ระบุว่าระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดีไม่ให้นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และถ้าจำเลยหลบหนีระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ไม่ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ 

▪ ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกประเทศ: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ. อาญา) มาตรา 108 ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว ซึ่งมีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุว่าเมื่อจำเลยร้องขอและศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่เพื่อป้องกันการหลบหนี รวมถึงการห้ามเดินทางออกนอกประเทศด้วย 

สำหรับคดีทุจริต พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 39 ระบุว่าให้นำ ป.วิ. อาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม คุมขังและการปล่อยชั่วคราวมาใช้บังคับ

▪ โกงกินมีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต: ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148, 149, 201 และ 202 กำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา จังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับ ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 201 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วย หน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 202 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

 

ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่มีโทษประหารชีวิต ขณะที่โทษจำคุกตลอดชีวิตมีอยู่ใน 2 มาตรา คือ มาตรา 173 และ 174 ระบุว่าเจ้าพนักงานของรัฐเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ มีโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 173 เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การ ระหว่างประเทศ ผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

มาตรา 174 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ ขององค์การระหว่างประเทศ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

▪ ร่ำรวยผิดปกติและความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์: รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-236 ระบุอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการดำเนินการเกี่ยวกับพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ แต่ไม่มีบทลงโทษ 

ส่วนโทษจำคุกจะอาศัยความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดฐานปกปิดทรัพย์สินหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 167 มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน

สำหรับความผิดฐานฟอกเงิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 ระบุว่าผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ข้อมูลเพิ่มเติม: พัฒนาการคดีร่ำรวยผิดปกติในระบบกฎหมายไทย

▪ บริหารประเทศเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี: บทกำหนดโทษจำคุกเจ้าพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติ ละเว้นหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560  แต่มีอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และอยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี 

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

กรณีนี้มีคดีตัวอย่าง เช่น คดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาวันที่ 27 ก.ย. 2560 ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เนื่องจากยิ่งลักษณ์ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและระงับยับยั้งจนทำให้เกิดการทุจริตขึ้น ลงโทษจำคุก 5 ปี (อ่านรายละเอียดจาก สำนักข่าวอิศรา และ บีบีซีไทย)

▪ ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการโดยสารเครื่องบินชั้น First Class: ข้อห้ามนี้ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แต่มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอยู่ใน พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2560 มาตรา 53 ที่กำหนดว่าผู้ที่สามารถโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่งในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ได้แก่ (1) หัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาล (2) ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภา (3) ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา (4) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร (5) รัฐมนตรี (6) ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า สมุหราชองครักษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

และมาตรา 53/1 ระบุว่าหากเป็นการเดินทางไปราชการต่างประเทศโดยเครื่องบินที่มีระยะเวลาในการเดินทางตั้งแต่ 9 ชั่วโมงขึ้นไป ผู้ที่สามารถโดยสารชั้นหนึ่ง ได้แก่ รองปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการ อธิบดีหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เอกอัครราชทูต ตำแหน่งวิชาการระดับทรงคุณวุฒิหรือเทียบเท่า ข้าราชการทหารยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก พลโท พลเรือโท พลอากาศโท ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก พลตำรวจโท

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลับมาแพร่หลายอีกครั้งในช่วงนับถอยหลังสู่การออกเสียงประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 8 ก.พ. 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้บทบัญญัติและบทลงโทษในคดีทุจริตหายไป ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่หลงเชื่อไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเกิดข้อกังขาต่อเจตนาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

กกต. ระบุ เผยแพร่เนื้อหาสร้างความสับสนเกี่ยวกับพรรคการเมืองและผู้สมัคร ผิดกฎหมายเลือกตั้งฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เลือกอนุทิน-ภูมิใจไทย กาเบอร์ 46

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: หลังการจับสลากหมายเลขพรรคการเมืองสำหรับการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ “เบอร์พรรค” เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งได้เผยแพร่ภาพและข้อความในเชิงตลกขบขันและเสียดสีว่า ถ้าต้องการเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ให้กาหมายเลข 46 ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เช่น ผู้ใชเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “ใครอยากให้อนุทินเป็นนายก กาเบอร์ 46” พร้อมด้วยภาพประกอบเป็นรูปเสื้อยืดสกรีนเป็นรูปเลข 46 แฝงอยู่ในชื่อ “อนุทิน” ขณะที่ ผู้ใช้ X  อีกรายโพสต์รูปเดียวกันนี้พร้อมข้อความว่า “อนุทิน 46 เท่านั้นค่ะ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หมายเลขของบัญชีรายชื่อหรือเบอร์พรรคของภูมิใจไทยคือ 37 ขณะที่หมายเลข 46 เป็นเบอร์ของพรรคประชาชน

การเผยแพร่เนื้อหาเท็จนี้ ผู้โพสต์อาจมีเจตนาเพื่อล้อเล่นให้ตลกขบขันหรือเสียดสีพรรคประชาชนที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แม้หลายโพสต์จะถูกลบไปแล้ว แต่ยังมีอีกหลายโพสต์ที่ยังคงเข้าถึงได้ในขณะนี้ทั้งในเฟซบุ๊ก ติ๊กตอกและ X  

ธัญเทพ ปาระมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 1 สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. ซึ่งดูแลเกี่ยวกับการกระทำความผิดและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง ให้สัมภาษณ์โคแฟคว่าการเผยแพร่เนื้อหาลักษณะนี้เข้าข่ายเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา 73 (5) ระบุว่าห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ผอ.ฝ่ายกฎหมาย กกต. อธิบายเพิ่มเติมว่าผู้ที่พบเห็นการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบและสั่งให้ลบหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้ และหากผู้กระทำความผิดเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สส. หรือไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กกต. ก็สามารถดำเนินคดีได้เพราะกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการดังกล่าว

วันที่ 7 ม.ค. ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวว่าพรรคจะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จที่สร้างความสับสนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนเนื่องจากพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเผยแพร่เนื้อหาที่จูงใจเข้าใจผิด แต่กลับไม่ได้ระงับยับยั้งการกระทำดังกล่าวซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 132 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.

มาตรา 132 ระบุว่า กกต. มีอำนาจสั่งให้พรรคการเมืองที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ระงับหรือดำเนินการเพื่อแก้ไขการกระทำนั้น หากไม่ดำเนินการตามคำสั่งของ กกต. โดยไม่มีเหตุอันควร ให้สันนิษฐานว่าพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทําดังกล่าว

ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยแสดงภาพจากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่สร้างความสับสนเกี่ยวกับเบอร์พรรค (ภาพ: The Reporter)

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชานำคลิปพนังกั้นน้ำพังมาให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนว่าเป็นเหตุ “เขื่อนแตก” ในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปภาษากัมพูชาอ้างเขื่อนแตกทำน้ำท่วมที่ประเทศไทย 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน** เป็นเหตุการณ์พนังกั้นน้ำพังใน จ.สิงห์บุรี เมื่อเดือน พ.ย. 2568 ไม่ใช่เขื่อนแตก 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Sothy Hov” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม พร้อมข้อความภาษาเขมรแปลเป็นภาษาไทยด้วยเครื่องมือ Google Translate ได้ความว่า “เขื่อนแตก ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในประเทศไทย” ซึ่ง ณ วันที่ 6 ม.ค. คลิปนี้มียอดการชมแล้วกว่า 1.3 แสนครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 930 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์พนังกั้นน้ำแตกเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 12 พ.ย. 2568 ในพื้นที่ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี โดยสื่อมวลชนหลายสำนักรายงานตรงกันว่าเป็น “พนังกั้นน้ำ” ไม่ใช่เขื่อนแตก

นอกจากใช้คำว่า “เขื่อนแตก” ซึ่งทำให้เหตุการณ์ดูรุนแรงกว่าความเป็นจริงแล้ว การนำภาพเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 มาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน อาจสร้างความเข้าใจผิดและตื่นตระหนกได้

คลิปเยาวชนคลุมผ้า-ประดับธงปาเลสไตน์ เป็นภาพกิจกรรมที่ รร.ตาดีกา บ้านบาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามจัดกิจกรรมสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กและบัญชี X “Army Military Force” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 30 วินาที เป็นภาพเยาวชนชายยืนเรียงแถว มีผ้าสีแดงคาดศีรษะ ระบายสีพลางใบหน้า ด้านหน้าเวทีมีชายราว 5 คนสวมชุดสีดำ คลุมศีรษะด้วยผ้าเคฟฟีเยห์ของชาวปาเลสไตน์ บางคนมีธงปาเลสไตน์ที่ทำจากกระดาษเหน็บไว้ด้านหลัง

ข้อความในโพสต์ระบุว่า “…โรงเรียนอิสลามแห่งหนึ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนแต่งกายเลียนแบบนักรบกลุ่มฮามาส พร้อมถือธงชาติปาเลสไตน์และธงสีดำที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม (IS) เป็นที่น่าสังเกตว่า ภายในงานดังกล่าวไม่มีการประดับธงชาติไทยหรือการบรรเลงเพลงชาติเหมือนกิจกรรมสถานศึกษาทั่วไป ขณะที่มีภาพปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารพรานขึ้นไปถ่ายภาพและเก็บข้อมูลอยู่บนเวทีเพื่อรายงานสถานการณ์ ซึ่งสร้างความฉงนสงสัยแก่ผู้พบเห็นว่ากิจกรรมในลักษณะนี้ได้รับอนุญาตให้จัดขึ้นได้อย่างไร”

โพสต์ในเฟซบุ๊กมียอดเข้าชมมากกว่า 2.6 ล้านครั้งและถูกแชร์มากกว่า 4,800 ครั้ง ส่วนโพสต์ใน X มียอดการเข้าชมมากกว่า 71,000 ครั้ง และถูกรีโพสต์มากกว่า 240 ครั้ง ในทั้งสองแพลตฟอร์มมีผู้เข้ามาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมลักษณะนี้โดยนำไปเชื่อมโยงกับการก่อเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบด้วย Google Lens พบภาพกิจกรรมเดียวกัน ทั้งภาพนิ่งและคลิปถูกเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “Persatuan Pemuda Pemudi Membalor กลุ่มเยาวชนบาโลยเพื่อการพัฒนา” เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2568 คำบรรยายในโพสต์เป็นภาษามลายูแปลสรุปความเป็นไทยได้ว่า “งานกีฬาสามัคคีที่ชุมชนบ้านบาโลย” ระหว่างวันที่ 19-22 ต.ค. มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแข่งขันของเด็กอนุบาล การบรรยายทางศาสนา วงเสวนาวิชาการ และการแสดงทางวัฒนธรรม (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคติดต่อ “กลุ่มเยาวชนบาโลยเพื่อการพัฒนา” ตามเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้เพจ สมาชิกกลุ่มให้ข้อมูลว่า คลิปดังกล่าวเป็นภาพกิจกรรมประจำปี 2568 ของโรงเรียนตาดีกาประจำสุเหร่าบาโลย บ้านบาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน โดยในวันแรกมีการเดินพาเหรดและการแสดงเพื่อให้กำลังใจชาวมุสลิมในปาเลสไตน์ กิจกรรมนี้มีเจ้าหน้าที่ทหารพราน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและ สส.ปัตตานีเข้าร่วมด้วย 

ภาพกิจกรรม “กีฬาสามัคคีชุมชนบ้านบาโลย” ที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “Persatuan Pemuda Pemudi Membalor กลุ่มเยาวชนบาโลยเพื่อการพัฒนา” เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2568 ซึ่งเป็นภาพกิจกรรมเดียวกับที่ปรากฏในคลิปที่เพจเฟซบุ๊กและบัญชี X “Army Military Force” เผยแพร่เมื่อ 3 ม.ค. 2569

สุกรี เจ๊ะและ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบาโลยขณะที่มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์ว่า กิจกรรมนี้เป็นงานประจำปีของโรงเรียนตาดีกา นะห์ฎอตุลอิสลามียะห์ สุเหร่าบาโลย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชนและระดมทุนเพื่อการศึกษาสำหรับโรงเรียนตาดีกา ซึ่ง อบต. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานด้วยแต่ไม่ทราบรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ 

สุกรีกล่าวว่าภายในงานมีการแต่งตัวและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้กำลังใจชาวมุสลิมในปาเลสไตน์จริง ภาพรวมของงานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและไม่ได้มีเนื้อหาส่งเสริมความรุนแรง 

ในฐานะผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สุกรียอมรับว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์นี้สร้างความไม่สบายใจให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งเขาได้ตักเตือนผู้นำชุมชนและผู้จัดกิจกรรมแล้วว่าหากมีกิจกรรมลักษณะนี้ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่และควรพิจารณาให้รอบคอบเพราะอาจถูกนำไปบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดได้

สาเหะมูหามัด อัลอิดรุส อดีต สส. ปัตตานี เขต 5 พรรคประชาชาติ เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมพิธีเปิดงาน ระบุตรงกันว่ามีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์จริง ซึ่งเขาไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน 

อดีต สส. ปัตตานีให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์ว่าเขาอยู่ร่วมงานไม่นานนัก แต่เท่าที่เห็นไม่พบว่ามีการปลุกระดมหรือสนับสนุนการใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ ทั้งสุกรีและสาเหะมูหามัดระบุว่าภายในงานมีการประดับธงชาติไทย และมีเจ้าหน้าที่ทหารพรานร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ข้อมูลที่ได้จากสมาชิกกลุ่มเยาวชนบ้านบาโลย อดีตนายก อบต. บาโลยและอดีต สส.ปัตตานี้ สรุปได้ว่า คลิปนี้เป็นภาพงานประจำปีของโรงเรียนตาดีกาประจำมัสยิดบาโลย หมู่บ้านบาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 ต.ค. ในวันแรกของงานมีกิจกรรมเดินพาเหรดและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้กำลังใจชาวมุสลิมในปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้เพจเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นำภาพกิจกรรมนี้มาเผยแพร่และโจมตีมาแล้วครั้งหนึ่งช่วงเดือน ต.ค. 2568 โดยอ้างว่าเป็นกิจกรรมที่บ่มเพาะความรุนแรงในกลุ่มเยาวชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่ “Army Military Force” จะนำคลิปนี้มาเผยแพร่อีกครั้งเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 3 มกราคม 2569

ห้ามกินวิตามินซีกับกุ้ง …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3jp07tlrjx15b


กินไข่ต้ม ที่ไข่แดง มีขอบสีเขียวอมเทา เสี่ยงมีพิษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zxzwmf9dwat9


“ผ่าตัดไส้เลื่อน” ทำให้เป็นหมัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2jrl1v6w4idm7


กรมการปกครองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26dwt57r1nng6


เกิดเหตุถังเก็บเศษอาหารระเบิดหลังตลาดใหม่ทุ่งครุ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2568

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2v7o00796gcik


หยุดปีใหม่นี้จอดรถฟรีที่ 5 สนามบิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jywfe6ajtevx


รถไฟฟ้าบีทีเอส – สายสีทอง ขยายเวลาให้บริการถึงตี 2 อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31bcv7klt7811


ประกันสังคม ให้สิทธิผู้ประกันตน อ้วนรุนแรง เข้าเกณฑ์ทุพพลภาพ รักษา-ตัดกระเพาะฟรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2v7o00796gcik


พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายล้างหนี้ “เป็นหนี้ 200,000 จ่ายแค่ 20,000″…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2n4gmx5jl23c8


 แก้วสเตนเลส ต้องเปลี่ยนทุก 6 เดือน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2n4gmx5jl23c8


กฎหมายเลือกตั้งเขียนไว้อย่างไรเรื่องการ “ถอนตัว-เปลี่ยนแปลง” ผู้สมัคร สส.

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน –  สมชัย ศรีสุทธิยากร” ถึงกรณีที่พรรคประชาชนประกาศเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. กทม. ที่ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน โดยให้ความเห็นว่ามีโอกาสที่จะถูกร้องว่าเป็นการรับสมัครโดยมิชอบหากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากพรรคประชาชนแถลงข่าวเรื่องการเปลี่ยนตัวบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เขตบางพลัด-บางกอกน้อย ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน ช่วงเช้าวันที่ 29 ธ.ค. 2568 อดีต กกต. โพสต์ข้อความว่า

“สมัครได้เบอร์แล้วถอนตัวไม่ได้  มีเหตุผลคือไม่งั้นจะมีการจ้างถอนตัวกัน ผู้สมัครหรือพรรคที่ส่งผู้สมัครแล้ว จะถอนการสมัครได้แค่ 3 กรณี คือ 1) ตาย 2) ขาดคุณสมบัติ และ 3) มีลักษณะต้องห้าม และต้องทำก่อนก่อนปิดรับสมัคร อ้างอิง: มาตรา 50 พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.” (ลิงก์บันทึก)

ต่อมาเขาได้โพสต์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “การถูกตำรวจจับกุม ยังไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม เพราะยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกของศาล  จึงไม่เป็นเหตุให้ถอนตัว ส่วนเรื่องคุณสมบัติ ที่นำมาใช้เป็นสาเหตุได้ คือ การขาดจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งอาจเกิดจากการถูกลงมติขับ หรือการลาออกก็ได้ ซึ่งต้องนำหลักฐานมาแสดง” (ลิงก์บันทึก)

“ทำให้ถูกต้อง สามารถเปลี่ยนผู้สมัครได้ แต่จะได้เบอร์เดิมหรือไม่ แล้วแต่ กกต. กทม. ที่จะมีความเห็น แต่หากทำผิดกฎหมายผู้สมัครรายอื่นในเขตเลือกตั้ง สามารถฟ้องว่า การรับสมัครเป็นไปโดยมิชอบได้” อดีต กกต. ระบุ

โคแฟคตรวจสอบ

มาตรา 50 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ระบุว่า 

“เมื่อผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งได้ออกหลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครตามมาตรา 46 แล้ว ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจะถอนการสมัครหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้เฉพาะกรณีผู้สมัครตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทำก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด”

สมชัยให้ความเห็นกับโคแฟคว่า บุญฤทธิ์ไม่เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด 

มาตรา 42  ของ พ.ร.ป. การเลือกตั้ง สส. กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส. ไว้ทั้งหมด 21 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ “เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุด” ว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งคดีของบุญฤทธิ์อยู่ในขั้นถูกออกหมายจับของตำรวจเท่านั้น

ส่วนการเปลี่ยนแปลงผู้สมัครด้วยเหตุ “ขาดคุณสมบัติ” จากการลาออกหรือถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น สมชัยมองว่า แม้จะใช้เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้ แต่ก็อาจเกิดคำถามว่าการลาออกหรือถูกขับออกจากพรรคภายหลังจากที่การรับสมัครเสร็จสิ้นแล้ว เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 50 หรือไม่

“เรื่องนี้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) จะต้องวินิจฉัยว่าจะยอมให้เปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้หรือไม่ ซึ่งต้องระมัดระวังมากเพราะอาจมีผู้สมัครคนอื่นร้องเรียน กกต. ว่าดำเนินการรับสมัครโดยมิชอบได้” สมชัยกล่าว

ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์  แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม. เห็นตรงกับสมชัยว่าผู้สมัครคนดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เขาเห็นว่าหากลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนแล้วก็ถือว่าขาดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. เรื่องการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่ง ผอ.กกต.กทม. เห็นว่าเป็นเหตุให้เปลี่ยนตัวผู้สมัครได้ตามมาตรา 50

ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 93 ระบุว่า ในกรณีที่พรรคการเมืองประสงค์จะถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัคร ผู้สมัครที่มาแทนจะต้องยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมด้วยเอกสาร หลักฐานและหนังสือขอถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตก่อนการปิดรับสมัคร คือ ภายในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. 

อย่างไรก็ตามว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์กล่าวว่า กกต. กทม. จะต้องพิจารณาเอกสารและหลักฐานจากพรรคประชาชนโดยละเอียดอีกครั้งว่าให้เหตุผลการขอเปลี่ยนตัวผู้สมัครว่าอย่างไร ขั้นตอนการส่งชื่อผู้สมัครคนใหม่มาแทนเป็นไปตาม พ.ร.ป. และระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หรือไม่

เวลาประมาณ 17.00 น. เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่าสมาชิกพรรคประชาชน กทม. ได้จัดประชุมทำไพรมารีโหวตเพื่อคัดเลือกผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 เขตบางพลัด-บางกอกน้อย แทนที่ผู้สมัครเดิมที่โดนออกหมายจับคดีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและยาเสพติด โดยที่ประชุมมีมติรับรอง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีต สส. ให้เป็นว่าที่ผู้สมัครด้วยคะแนน 88-0

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย 

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

โฆษกภูมิใจไทยระบุ นโยบาย “รั้วของชาติ” รวมถึงการสร้างกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อนุทินประกาศนโยบายสร้างกำแพงชายแดน 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเป็นจริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวเด็ดคลิปดัง” โพสต์ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ฝังข้อความว่า “อนุทินประกาศนโยบายสร้างกำแพงชายแดน เปิดรับทหารอาสา 1 แสนนาย รับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท” และให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่า

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศนโยบายพรรคภูมิใจไทย สร้างกำแพงความมั่นคง ปกป้องคนไทยจากภัยคุกคาม สกัดลักลอบนำเข้า เปิดรับสมัครทหารอาสา 1 แสนนาย เปลี่ยนจากทหารเกณฑ์ เป็นทหารอาสา เพื่อให้ได้คนที่เต็มใจเข้ามาปกป้องประเทศ รับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท พร้อมจะได้รับการฝึกทักษะ อาชีพ และมีโอกาสเติบโตในอาชีพทหารต่อไป ประเทศไทยจะมีกำลังพลและกองทัพที่เข้มแข็ง” (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหาที่เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวเด็ดคลิปดัง” เผยแพร่เป็นข้อความเดียวกับรายงานข่าวที่เพจเฟซบุ๊ก “เนชั่นสุดสัปดาห์ Nation Weekend” โพสต์ก่อนหน้าราวหนึ่งชั่วโมง ซึ่งถูกแชร์ไปมากกว่า 1,300 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นเกือบ 5,000 ครั้ง ส่วนใหญ่สนับสนุนการสร้างกำแพงที่ชายแดนไทย-กัมพูชา (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 24 ธ.ค. พรรคภูมิใจไทยจัดงานแถลงนโยบายเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง ในส่วนของนโยบายด้านความมั่นคง อนุทินกล่าวถึงการสร้าง “รั้วของชาติ” ว่า

“เดินไปไหนคนไทยบอกว่าเมื่อไหร่จะสร้างรั้ว พรรคภูมิใจไทยสร้างรั้วแน่นอนครับ แต่เป็นรั้วของชาติ รั้วที่จะทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยให้กับชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคน เราจะสร้างรั้วของชาติที่เป็นรั้วที่ป้องกันภัยครบทุกด้าน ทั้งภัยด้านการทหาร ภัยสงคราม ภัยยาเสพติด ภัยจากการลักลอบขนของเถื่อน ภัยจากการแอบนำพืชผลการเกษตรที่ไม่ได้ปลูกในไทยเข้ามาแล้วทำให้ราคาพืชผลการเกษตรของเราตกต่ำ ภัยจากแรงงานเถื่อน นอกจากนี้เราจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของเราที่เราจะป้องกันอาชญากรรมต่าง ๆ ทั้งเครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโนและทุนเทา…เราจะสร้างรั้วเพื่อปกป้องประเทศจากสิ่งเหล่านี้”

หากฟังเฉพาะถ้อยคำในการแถลงนโยบายจะเห็นได้ว่าอนุทินไม่ได้ใช้คำว่า “สร้างกำแพง” แต่ใช้คำว่า “รั้วของชาติ” ในเชิงเปรียบเปรยว่านโยบายด้านความมั่นคงของพรรคเสมือนการสร้างรั้วป้องกันประเทศและคนไทยจากภัยความมั่นคง โดยไม่ได้พูดเฉพาะเจาะจงถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม วันที่ 27 ธ.ค. เพจเฟซบุ๊กทางการของพรรคภูมิใจไทยได้เผยแพร่คลิปวิดีโอสั้นคำแถลงนโยบายด้านความมั่นคงของอนุทินพร้อมคำบรรยายว่า ภูมิใจไทยมีนโยบาย “สร้างกำแพงป้องกันภัยรุกราน แรงงานเถื่อน ยาเสพติด สินค้าเกษตรข้ามแดนผิดกฎหมาย”

โคแฟคสอบถามความชัดเจนจากแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทยว่านโยบายรั้วของชาติที่อนุทินกล่าวบนเวทีแถลงนโยบายนั้นหมายถึงการก่อสร้างกำแพงทางกายภาพบริเวณชายแดนด้วยหรือไม่

โฆษกภูมิใจไทยอธิบายว่าพรรคเลือกใช้คำว่า “รั้ว” และ “กำแพง” ในความหมายเดียวกันคือหมายถึงสิ่งที่ป้องกันประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหรือจุดอื่น ๆ ที่มีปัญหา ซึ่งปัจจุบันก็มีการก่อสร้างแล้วในหลายพื้นที่ 

“เราพูดถึงกำแพงทั้งในเชิงกายภาพ และการใช้เทคโนโลยีทางการทหารและความมั่นคงในการตรวจจับภัยคุกคามตามแนวชายแดน” โฆษกภูมิใจไทยระบุ

📌 ข้อสรุปโคแฟค: อนุทินไม่ได้ระบุชัดในเวทีแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ว่าพรรคมีนโยบายสร้างกำแพงที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เปรียบนโยบายด้านความมั่นคงของภูมิใจไทยว่าเป็นการสร้าง “รั้วของชาติ”

ต่อมาทางพรรคได้สื่อสารนโยบายนี้โดยใช้คำว่า “สร้างกำแพงเพื่อป้องกันภัยรุกราน” ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของโฆษกพรรคว่า “รั้วของชาติ” และ “กำแพง” มีความหมายเดียวกันคือนโยบายปกป้องประเทศจากภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดน การใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่น ๆ ด้วย

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 27 ธันวาคม 2568

สว.อังคณาระบุมีชาวกัมพูชา 750,000 คน ได้รับผลกระทบจากการสู้รบกับไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5w9dxp3iwcbl


ปธน. สี จิ้นผิง กล่าวว่าวิธีหยุดนักการเมืองทุจริตคือต้องประหารเท่านั้น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1klgeczh82ft


พบโดรนบินว่อน ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6bhmwiz6b2sk


คลิปเครื่องบิน F-16 ของไทยบินผาดโผนหลังทิ้งระเบิดโจมตีกัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3hgj3f9o97hjg


กรมอุทยานฯ มอบของขวัญสุดพิเศษ ฟรีค่าบริการผ่านเข้าอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ต้อนรับปีใหม่ 2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1qz8osu3g9mn5


มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน – นครราชสีมา เปิดวิ่งฟรี 7 ด่าน เริ่ม 26 ธันวาคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/13tygvhzq2hqq


6 สายการบิน มอบของขวัญปีใหม่ ลดค่าตั๋วทันที 30% กว่า 200 เที่ยวบิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/a2707mgf7f86


ตู้โชว์กระจกของชนิด “เทมเปอร์” แตกเอง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1eu6t6u08clnh


ขึ้นทางด่วนฟรี 7 วัน! ช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 30 ธ.ค. 2568 – วันที่ 5 ม.ค.2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fklgry34ja4j

หัวหน้าพรรคประชาชนพูดเรื่องมาตรา 112 ว่าอย่างไรในเวทีดีเบตของไทยรัฐ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนพูดในเวทีดีเบตไทยรัฐว่าจะแก้ไขมาตรา 112

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาคลาดเคลื่อน** หัวหน้าพรรคประชาชนพูดเรื่องมาตรา 112 จริง โดยระบุว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหาและหวังว่าสังคมจะร่วมกันหาทางปรับปรุงแก้ไข แต่ไม่ได้กล่าวว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการแก้ไข

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ธ.ค. 2568 สื่อหลายสำนักรายงานว่าอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โดยอ้างถึงรายการ “ดีเบตอีกสักตั้ง กับ ไทยรัฐ เลือกตั้ง 69” ออกอากาศทางช่องไทยรัฐทีวีเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ว่า

“ผมติดตามชมรายการไทยรัฐดีเบต ทราบว่าหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นคนเดียวบนเวทีที่ยังยืนยันว่าต้องแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถ้ายังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ร่วมด้วยแน่นอน พรรคไหนจะร่วมก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรค แต่เท่าที่ดูแคนดิเดตของทุกพรรค ไม่มีพรรคไหนตอบว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ยกเว้นพรรคประชาชน” (ที่มา: เว็บไซต์มติชน)

ต่อมาผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากได้โต้แย้งคำพูดของอนุทินว่า ในเวทีดีเบต หัวหน้าพรรคประชาชนตอบคำถามพิธีกรเรื่องการรวมนักโทษการเมืองที่ถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 112 ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการแก้ไขมาตรา 112

วันที่ 25 ธ.ค. ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้ากล่าวถึงประเด็นนี้ในรายการ The Standard Now ว่า “….คุณอนุทินคงจะเข้าใจผิด วันนั้นสิ่งที่คุณณัฐพงษ์แสดงจุดยืนไปก็คือเรื่องการนิรโทษกรรมทางการเมือง ไม่เกี่ยวอะไรกับมาตรานี้ [112] ศาลรัฐธรรมนูญก็ให้คำวินิจฉัยไว้แล้วว่าใช้เรื่องสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงไม่ได้ ดังนั้นคิดว่าเรื่องนี้คุณอนุทินคงจะเข้าใจผิด”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบคลิปรายการ “ดีเบตอีกสักตั้ง กับ ไทยรัฐ เลือกตั้ง 69” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “Thairath News – ข่าวไทยรัฐ” เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. โคแฟคพบว่าในช่วงท้ายของการดีเบต พิธีกรถามแคนดิเดตนายกฯ จากทั้ง 8 พรรคที่มาร่วมรายการว่า “ถ้าท่านเป็นนายกฯ ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่รวมนักโทษการเมืองที่โดนคดีมาตรา 112 ถ้าเห็นด้วยให้ยกมือขึ้น”

ณัฐพงษ์เป็นคนเดียวที่ยกมือว่าเห็นด้วย พิธีกรถามย้ำว่าพรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อในการผลักดันเรื่องนี้ใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชนตอบว่า 

“ก็พยายามผลักดันตามข้อจำกัดที่มีอยู่ กฎหมายนิรโทษกรรมก็ได้ผ่านสภาไปแล้ว ส่วนกระบวนการในการเดินหน้า ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เรายืนยันในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ไม่ควรมีใครจะต้องติดคุกเพราะคำพูด จริง ๆ ต้องอ้างอิงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันไม่มีพรรคการเมืองใดที่สามารถเอาประเด็นนี้มาเป็นนโยบายในการหาเสียงได้อีก แต่ผมอยากแสดงจุดยืนทิ้งท้ายไว้นิดเดียวว่า จริง ๆ เราต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่ากฎหมายฉบับนี้ยังมีปัญหาอยู่บางส่วน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของโทษขั้นต่ำ ซึ่งกรอบคำวินิจฉัยของศาลรรัฐธรรมนูญก็เปิดช่องให้แก้ไขได้ แต่จะแก้อย่างไร ภายใต้กรอบข้อจำกัดทางการเมืองที่มีอยู่ พรรคประชาชนก็หวังว่าสังคมไทยจะตกผลึกในเรื่องนี้ร่วมกันและหาทางในการปรับปรุงแก้ไขต่อไปในอนาคต

📌 ข้อสรุปโคแฟค: จากคำตอบของณัฐพงษ์ข้างต้น สรุปได้ว่าหัวหน้าพรรคประชาชนพูดถึงการแก้ไขมาตรา 112 ในเวทีดีเบตของไทยรัฐเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. จริง โดยยืนยันว่ากฎหมายมาตรานี้มีปัญหาและหวังว่าสังคมไทยจะร่วมกันหาทางในการปรับปรุงแก้ไขในอนาคต 

วันที่ 24 ธ.ค. ณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” เกี่ยวกับมาตรา 112 ในทำนองเดียวกันว่า “กฎหมายฉบับนี้เป็นปัญหาในสังคมไทยจริง ๆ เรามาทำงานการเมืองเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาในทุก ๆ เรื่อง ตราบใดที่เราไม่กล้าพูดคุยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา แล้วยังคงซุกมันไว้ใต้พรม สังคมก็ไม่มีทางออก”

อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ไม่ได้ระบุว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการแก้ไขมาตรา 112 และยังยืนยันทั้งในเวทีดีเบตไทยรัฐและในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถบรรจุเรื่องนี้เป็นนโยบายในการหาเสียงได้อีก ดังนั้นคำให้สัมภาษณ์ของอนุทินที่ว่า “ไม่มีพรรคไหนตอบว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ยกเว้นพรรคประชาชน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าพรรคประชาชนจะเดินหน้าแก้ไขมาตรา 112 หากได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 2569  

โคแฟคตรวจสอบเว็บไซต์นโยบายพรรคประชาชน เลือกตั้ง 2569 ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ซึ่งมีนโยบายมากกว่า 200 ข้อ ในส่วนของนโยบายด้านประชาธิปไตยและความมั่นคง ไม่พบว่ามีนโยบายใดที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ส่วนนโยบายเรื่องการนิรโทษกรรมประชาชนคดีการเมือง ทางพรรคะบุว่าจะ “ผลักดันนิรโทษกรรมคดีการเมืองประชาชนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน คืนสิทธิให้ผู้เห็นต่าง แต่ไม่นิรโทษคนทำรัฐประหาร เจ้าหน้าที่ที่สลายการชุมนุมเกินกว่าเหตุ”

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

5 เรื่องเด่น Cofact สนทนา “รวมพลคนเช็กข่าว” ปี 2568

รายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว เป็นรายการที่นำประเด็นข้อมูลจริงหรือข้อมูลลวงที่ประชาชนสงสัย และให้ตัวแทนเข้ามาสอบถามผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น  ด้วยตัวเอง โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และ สุชัย เจริญมุขยนันท UbonConnect ร่วมดำเนินรายการ

นำเสนอทางเพจ,ยูทูป Cofact Thailand UbonConnect และเครือข่าย

ทุกวันอังคารเวลา 19.00-19.30 .

ในปี 2568 ทางรายการได้คัดเรื่องเด่น 5 เรื่อง ตามความนิยมของผู้ชมดังนี้

1.ยาลดไขมัน Statin มีโทษมหันต์จริงหรือ ? นำเสนอเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

ผู้ตอบคำถามคือ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ (หมอหม่อง) หน่วยวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ คุณเมย์ เป็นคนเช็กข่าว ผู้สอบถาม

ในช่วงที่ผ่านมา กระแสต่อต้านยาลดไขมันในกลุ่มสแตติน (Statin) ได้สร้างความสับสนในสังคม ด้วยข้อมูลที่ระบุว่ายานี้อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต และกล้ามเนื้อ ทำให้หลายคนสงสัยว่ายาลดไขมันสแตตินเป็น “พระเอก” ที่ช่วยปกป้องหัวใจ หรือเป็น “ผู้ร้าย” ที่ก่อโทษต่อร่างกายกันแน่

คุณหมอหม่องได้ตอบคำถามใจความโดยสรุปว่า ยาลดไขมัน Statin ไม่ได้มีโทษมหันต์ อย่างที่ถูกกล่าวอ้างในโซเชียล ผลข้างเคียงมีจริงแต่พบได้น้อยมากและแพทย์เฝ้าระวังได้

ในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเคยเป็นโรคหัวใจ Statin ช่วยลดโอกาสหัวใจวายและอัมพาตได้ชัดเจน ประโยชน์มากกว่าโทษ

อันตรายที่แท้จริงคือ การหยุดยาเองจากข้อมูลผิด ๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์ซึ่งเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคอย่างรุนแรง

วอนอินฟลูเอนเซอร์ อย่าทำให้คนไข้เสี่ยงด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

2.ถั่วลิสงมีสารก่อมะเร็งจริงหรือ? นำเสนอเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 

ผู้ตอบคำถามนี้คือ นายณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ผู้สอบถามคือ น้องออม สุมัณฑิรา ศรีสังวาลย์

จากกระแสในโซเชียลมีเดียที่แชร์กันมาก ว่าถั่วลิสงมีสารก่อมะเร็งจริงหรือไม่ และถ้าทานได้ ควรบริโภคในปริมาณเท่าใด?” คำถามนี้สะท้อนความกังวลของประชาชนที่ติดตามข่าวสารและต้องการคำตอบที่ชัดเจน

นายณัฐฐศรัณฐ์ ตอบคำถามว่า ถั่วลิสง ไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็งโดยตัวมันเอง แต่เสี่ยงได้หากปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซินจากเชื้อรา เมื่อเก็บในที่ชื้นหรือร้อนนาน

ถั่วลิสงที่คัดคุณภาพดี ผ่านการคั่วหรืออบอย่างถูกวิธี ปลอดภัยและทานได้ไม่จำเป็นต้องงด

ควรบริโภคในปริมาณพอดี ไม่มากเกินไป หลีกเลี่ยงถั่วที่มีกลิ่นอับหรือรสผิดปกติ และเลือกแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้

3.มัตจะดื่มทุกวันเป็นอันตรายจริงหรือ นำเสนอวันที่ 23 กันยายน 2568

ผู้ตอบคำถามนี้คือ รองศาสตราจารย์ ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศอาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สอบถามคือ ธัญพิชชา สร้อยสุวรรณ์

ความนิยมในมัตจะที่กลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ราคาเครื่องดื่มมัตจะพรีเมียมอาจสูงถึงแก้วละ 80-300 บาท ตั้งข้อสังเกตว่า “มัตจะอาจเป็นอันตรายต่อกระเป๋าสตางค์!!” และแสดงความกังวลว่าการดื่มทุกวันอาจส่งผลต่อสุขภาพ เช่น การนอนไม่หลับจากคาเฟอีน หรือผลกระทบต่อผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาการนอนหลับ

ดร.วันทนีย์ ได้ตอบคำถามว่า การดื่มมัตจะ ไม่อันตรายหากดื่มในปริมาณเหมาะสม แต่มัตจะมีคาเฟอีนและสาร EGCG สูงกว่าชาเขียวทั่วไป

ดื่มมากหรือดื่มทุกวันหลายแก้ว อาจเสี่ยงนอนไม่หลับ รบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก และกระทบผู้ที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่ม

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ไม่เกินวันละ 1 แก้ว (ประมาณ 16 ออนซ์) และไม่จำเป็นต้องดื่มทุกวัน เพื่อความปลอดภัยและสมดุลสุขภาพ

4.ไขข้อข้องใจยาดมสมุนไพรมีเชื้อราจริงหรือ นำเสนอวันที่ 24 มิถุนายน2568

ผู้ตอบคำถามคือ ผศ.ดร.พัชรี กัมมารเจษฎากูล ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาคลินิก จากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ผู้สอบถามคือ น้องจอย

กระแสโซเชียลที่ระบุว่ายาดมสมุนไพรแบบกระปุกที่หลายคนใช้เป็นประจำอาจมีการปนเปื้อนเชื้อรา โดยมีผู้ป่วยบางรายพบเชื้อราในปอดและสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับยาดม หลังตรวจพบคราบสีดำที่ก้นกระปุกยาดม เรื่องนี้สร้างความกังวลในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ยาดมสมุนไพรที่เชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและปลอดภัย

ดร.พัชรี ชี้จากงานวิจัยพบว่า ยาดมสมุนไพรอาจมีเชื้อราปนเปื้อนจริง โดยเฉพาะชนิดสมุนไพรแห้ง แต่ยัง ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของเชื้อราขึ้นปอด เชื้อราที่พบส่วนใหญ่เป็น “เชื้อราฉวยโอกาส” ซึ่งมักไม่อันตรายในคนสุขภาพดี แต่เสี่ยงในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

ยาดม ไม่อันตรายหากเลือกที่ได้มาตรฐาน ใช้พอเหมาะ เก็บให้แห้งสะอาด และหยุดใช้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ

5.น้ำดื่มแถมจากปั๊มน้ำมันอันตรายจริงหรือ นำเสนอวันที่ 20 พฤษภาคม2568

ผู้ตอบคำถามคือ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ (อ.เจษฎ์) อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สอบถามคือ พลอยและน้าติ๊ก

มีคลิปไวรัลระบุว่า ขวดน้ำพลาสติกมีรูพรุนขนาดเล็ก ที่มองไม่เห็น อาจทำให้สารเคมี ฝุ่น หรือเชื้อโรคซึมเข้าไปได้เมื่อขวดถูกความร้อน ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้

อ.เจษฎ์ อธิบายว่า น้ำดื่มแจกฟรีจากปั๊มน้ำมันได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อการดื่ม ข่าวลือเรื่องสารเคมีซึมเข้า ทำให้มะเร็ง ฮอร์โมนเพี้ยน เป็นข้อมูลเกินจริง ขวด PET มีรูพรุนจริงแต่เล็กมาก เชื้อโรคหรือสารอันตราย แทบไม่สามารถซึมเข้าได้ในสภาพปกติ แม้ตากแดดช่วงสั้น

อย่างไรก็ตาม ควรดื่มให้หมดเร็ว ไม่เก็บนาน ไม่ใช้ซ้ำ และการชงนม ล้างแผล หรือทำอาหาร ควรใช้น้ำต้มสุกหรือน้ำปลอดเชื้อ เพื่อความปลอดภัย

กรมการปกครองยืนยัน เสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ ไม่ได้เปิดให้ลูกแรงงานต่างด้าวได้สัญชาติไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กรมการปกครองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทย  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน** กรมการปกครองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ เพื่อกำหนดว่าบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในไทยและได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็น “ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับลูกของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยที่ต้องได้สัญชาติตามพ่อแม่ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์ภาพหนังสือราชการที่สำนักทะเบียนกลาง สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ส่งถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงวันที่ 17 ธ.ค. 2568 และเขียนคำบรรยายในโพสต์ว่า 

“ปัจจุบันกำลังมีการเสนอ แก้ พ.ร.บ. สัญชาติ ให้มีการกำหนดว่าคนที่ได้สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ความหมายคือทุกกลุ่ม รวมไปถึงลูกแรงงาน จบ ป.ตรี ต่อไปในอนาคตลูกพม่าอาจจะได้เป็นนายกฯ จริง ๆ ก็ได้ใครจะไปรู้” (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์เกือบ 200 ครั้ง ผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เข้าใจว่าการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ จะเปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยทันที และวิจารณ์ว่าการแก้ไขกฎหมายนี้ “เอื้อให้ต่างด้าวยึดประเทศไทย” “อุ้มต่างด้าว” และ “ไม่ปกป้องคนไทย”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: หนังสือราชการที่เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” นำมาเผยแพร่ เป็นหนังสือที่สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองส่งถึง กกต. หลังจากพบว่ามีบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ. สัญชาติ ถูก กกต. ตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. 2569 เนื่องจาก กกต. อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2567 ที่ระบุว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ไม่เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” ขณะที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่เคยได้สัญชาติไทยและไม่มีหลักฐานว่าใช้สัญชาติอื่น สามารถขอมีสัญชาติไทยได้ โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การขอมีสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567 

ปัญหาการตีความมาตรา 7 ทวิ วรรคสองของ พ.ร.บ. สัญชาติ เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 23/2567 ลงวันที่ 2 ต.ค. 2567 ในกรณีที่มีผู้ร้องเกี่ยวกับการเพิกถอนสัญชาติไทยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ไม่เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด”

เมื่อพบปัญหาการตัดสิทธิทางการเมืองของบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ทั้งที่บางคนเคยสมัครได้และได้รับการเลือกตั้งแล้วในครั้งก่อน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองจึงทำหนังสือยืนยันความเห็นต่อ กกต. ว่า บุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” และให้ความเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีบริบทจำเพาะในคดีนั้น ไม่ควรนำมาขยายผลเสมือนเป็นบทบัญญัติกฎหมายใหม่ที่นำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นการตีความเกินขอบเขตคำวินิจฉัย

สำนักทะเบียนกลางระบุในหนังสือที่ส่งถึง กกต. ด้วยว่า กรมการปกครองอยู่ระหว่างเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ เพื่อกำหนดว่าการได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” ซึ่งเพจ “ต่างด้าวทำอะไร” นำข้อความนี้มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการเปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

นายบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ยืนยันกับโคแฟคว่าการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทยแก่ลูกของแรงงานต่างด้าว ด้วยเหตุผลดังนี้

▪️ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการให้สัญชาติไทยเฉพาะกลุ่มคนไร้สัญชาติคือบุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่มีสัญชาติเท่านั้น และกระบวนการให้สัญชาติไทยตามมาตรานี้จะต้องมีการสืบพยานบุคคล พยานเอกสาร และผ่านขั้นตอนการตรวจสอบอย่างรัดกุม เช่น กรณีของหม่อง ทองดี อดีตเด็กไร้สัญชาติที่มีชื่อเสียงจากการแข่งขันพับเครื่องร่อนกระดาษเมื่อปี 2552 ซึ่งต่อมาได้ยื่นขอสัญชาติไทยและได้รับสัญชาติไทยตาม มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

▪️ มติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ระบุว่ากลุ่มบุคคลที่สามารถขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ได้แก่ บุตรของชนกลุ่มน้อย และบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต 

▪️ บุตรของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยจะได้สัญชาติตามพ่อแม่ หากคนกลุ่มนี้ รวมทั้งบุคคลสัญชาติอื่นที่เกิดและเติบโตในประเทศไทยประสงค์จะขอสัญชาติไทย ต้องยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 หรือ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ และต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น กรณีของชเว ย็อง-ซ็อก หรือ “โค้ชเช” ผู้ฝึกสอนนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย ที่สละสัญชาติเกาหลีใต้เพื่อขอสัญชาติไทย 

ผอ.ส่วนสัญชาติและการทะเบียนชี้แจงด้วยว่า การแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติเพื่อระบุว่าผู้ที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ยังอยู่ในขั้นตอนการเสนอและยังไม่ทราบว่าจะได้รับการอนุมัติให้แก้ไขหรือไม่

หลักเกณฑ์การขอมีสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ที่ส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยกรมการปกครอง เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2568

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก-X เผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ “นโยบายล้างหนี้” ของพรรคเพื่อไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายล้างหนี้ “เป็นหนี้ 200,000 จ่ายแค่ 20,000” 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อนโยบายของพรรคเพื่อไทย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กและ X หลายบัญชีเผยแพร่ภาพนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฝังข้อความว่า “เอาไหม! เป็นหนี้ 2 แสน จ่าย 2 หมื่น นโยบายล้างหนี้เพื่อไทย” บางเพจมีข้อความบรรยายในโพสต์ว่า “…เป็นหนี้ 100% ใช้แค่ 10% นอกนั้นรัฐบาลจะใช้ให้” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 16 ธ.ค. พรรคเพื่อไทยจัดงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคเพื่อไทยคือ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์

นายจุลพันธ์กล่าวว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะสานต่อนโยบายล้างหนี้ หนึ่งในนั้นคือมาตรการล้างหนี้ให้ประชาชนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 200,000 บาท

“จะดีหรือไม่ครับหากรัฐบาลของเพื่อไทยจะทำให้คนที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท จะสามารถจ่ายเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่เกิน 20,000 บาท แล้วปลดหนี้ของท่านออกไปได้” นายจุลพันธ์กล่าว

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยแสดงวิสัยทัศน์ในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” เมื่อวันที่่ 16 ธ.ค. 2568 (ภาพ: YouTube พรรคเพือไทย)

โคแฟคตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ทีมสื่อสารนโยบายพรรคเพื่อไทย ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้

  • มาตรการล้างหนี้เสียที่เพื่อไทยเสนอครอบคลุมเฉพาะลูกหนี้ NPL ซึ่งหมายถึงลูกหนี้ที่มีปัญหาในการชําระเงินต้นและดอกเบี้ยเกินกว่า 3 งวดนับจากวันที่ครบกำหนดหรือหนี้ที่ค้างชําระดอกเบี้ยเกิน 3 เดือนขึ้นไป และมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสามารถในการชําระคืนเงินต้น
  • ผู้ที่เข้าข่ายจะได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการนี้จะต้องมียอดหนี้เสีย NPL ไม่เกิน 200,000 บาท 
  • มาตรการนี้กำหนดให้ลูกหนี้ชำระหนี้ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้ ที่เหลือรัฐจะ “ปิดจบ” ให้ ดังนั้น หากเป็นหนี้ต่ำกว่า 200,000 บาท ก็จะชำระไม่ถึง 20,000 บาท  

จากคำพูดของนายจุลพันธ์และคำอธิบายของทีมสื่อสารนโยบายพรรคเพื่อไทยสรุปได้ว่า ข้อความ “เป็นหนี้ 2 แสน จ่าย  2 หมื่น” ที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย เป็นการตัดทอนสาระสำคัญของนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ NPL ของพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายล้างหนี้ที่นายจุลพันธ์นำเสนอนั้นเป็นแบบไม่จำกัดกลุ่มลูกหนี้ นำไปสู่การวิจารณ์บนฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือสร้างความคาดหวังแบบผิด ๆ  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ