By : Zhang Taehun
“ ในเมื่อโลกออนไลน์ของจีนมีข่าวลบเกี่ยวกับประเทศไทยมาก และเราไม่สามารถไปลบออกได้ นอกเสียจากคนลงคลิปเป็นคนลบออกเอง ททท.จึงต้องเติมเรื่องราวดีๆของประเทศไทย เสมือนเติมน้ำดี น้ำสะอาดลงไป ข่าวลบของประเทศไทยจะได้หมดไปจากโลกออนไลน์ของจีน ”
รายงานข่าวของ นสพ.ไทยรัฐ อ้างอิงคำกล่าวของ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในวันที่ 19 ต.ค. 2566 ซึ่งวันดังกล่าว ททท. ร่วมกับ 8 พันธมิตรบริษัทชั้นนำของจีน จัดพิธีลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ณ โรงแรม Kerry กรุงปักกิ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีของไทย เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation : BRF) ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
ที่มาที่ไปของความร่วมมือของ 8 องค์กรพันธมิตรของจีนกับ ททท. ส่วนหนึ่งมาจาก “ ข่าวลวง ” ที่ถูกแชร์กันอย่างล้นหลามในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ทำนองว่า หากมาประเทศไทยจะถูกลักพาตัว ถูกหลอกลวงมากมาย ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรุนแรงถึงขนาดถูกจับตัวไปขายอวัยวะ ขายไต ฯลฯ
เมื่อประกอบกับการที่คนจีนจำนวนมากไม่ได้เดินทางมาประเทศไทยเป็นเวลานานจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จึงกลายเป็นความเชื่อฝังใจว่าเป็นเรื่องจริงและเปลี่ยนจุดหมายเดินทางไปเที่ยวประเทศอื่นแทน
“39.9 ล้านคน ” เป็นจำนวนของ “ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย ณ ปี 2562 ” (สถิติโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) และเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2559 อยู่ที่ 32.5 ล้านคน ปี 2560 อยู่ที่ 35.5 ล้านคน และปี 2561 อยู่ที่ 38.1 ล้านคน ขณะที่ “10.9 ล้านคน ” เป็นจำนวนของ “ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย ณ ปี 2562 ” เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งมีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย 10.5 ล้านคน และปี 2560 มีนักท่องเที่ยวจีน 9.8 ล้านคน และปี 2559 มีจำนวน 8.7 ล้านคน
Research Cafe เว็บไซต์รวมบทความวิชาการหลากหลายสาขา ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยแพร่บทความ “ จีนมาเที่ยวไทยทำไม … เที่ยวอย่างไร ?” เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2564 เผยปัจจัยที่ทำให้ชาวจีนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย 1.ทะเลน่าเที่ยว หากเทียบกับประเทศจีนซึ่งทะเลไม่ค่อยมีทิวทัศน์สวยงาม สภาพอากาศผันผวน และครึ่งหนึ่งของชายฝั่งอยู่ในเขตหนาว บวกกับจีนมีประชากรมาก พื้นที่ใดที่พอจะลงเล่นน้ำได้คนก็หนาแน่น ทะเลไทยจึงกลายเป็นทางเลือกของชาวจีน โดยจังหวัดทางภาคใต้และภาคตะวันออก มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนมาเยือนทั้งหมดร้อยละ 29.79 ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด และมากกว่าเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เสียอีก
2.เที่ยวได้แทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ในตอนกลางวัน นักท่องเที่ยวสามารถดื่มด่ำกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการในยามค่ำคืน จึงเป็นที่นิยมของวัยรุ่นแดนมังกรที่ท่องเที่ยวกันเป็นหมู่คณะกับกลุ่มเพื่อน 3.วัฒนธรรมการกิน หรือก็คือ “ วัฒนธรรมอาหาร ” ซึ่งชาวจีนมาสำรวจและตามรอยเมนูเด็ดในเมืองไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่น ต้มยำกุ้ง หอยทอด ไปจนผลไม้ที่หลากหลาย ทั้งทุเรียน มะพร้าว มะม่วง ทั้งนี้ “ ระยะหลังๆ ชาวจีนนิยมท่องเที่ยวด้วยตนเองมากกว่าเดินทางกับทัวร์ ” โดยค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่นิยมในจีน
“ FIT นั้นย่อมาจาก Free Independe nt Travelers หมายถึง นักท่องเที่ยวที่วางแผนการท่องเที่ยวด้วยตนเอง ตรงข้ามกับการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันคนจีนเริ่มนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเองมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวแบบ FIT มากขึ้น เนื่องมาจากการ ที่คนจีนสามารถเข้า ถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น โดยประชากรจีน 1,400 ล้านคน มี 731 ล้านคนที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่ม FIT จะค้นหาข้อมูล ติดต่อจองตั๋วเครื่องบิน ห้องพักผ่านระบบออนไลน์
โดยเฉพาะช่องทาง Social Media ของจีน ไม่ว่าจะเป็น “Youku” ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ YouTube / “RenRen” ที่มีลักษณะคล้ายกับ Facebook / “Weibo” ที่คล้ายกับ Twit ter และ “WeChat” ที่คล้ายกับ LINE ขณะที่ Search Engine ที่คนจีนนิยมใช้ค้นหาข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลการท่องเที่ยว คือ “Baidu” แตกต่างจากในไทย ที่นิยมใช้ Google และถ้าเป็นเว็บไซต์สำ หรับท่องเที่ยวโดยเฉพาะ คนจีนจะนิยมเข้า “Mafengwo Qyer” ( หม่า-เฟิง-โว๋-ฉง-โหย๋ว-หว๋าง) ขณะที่คนไทยจะเข้า TripAdvisor” บทความของ Research Cafe ระบุ
วิกฤ ติความเชื่อมั่นต่อ เมืองไทย
แต่ก็อย่างที่ทราบกันว่า เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตมีด้านมืดคือการเป็นแหล่งรวมของข่าวลือ (Rumor) ข่าวลวง (Fake News) ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) ไปจนถึงทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) จากการเกิดและไหลของข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและกระจายอย่างกว้างขวางได้ง่าย ซึ่งในจีนก็เช่นกัน โดยหากย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 2566 เมื่อจีนกลับมาเปิดประเทศ รัฐบาลแดนมังกรยกเลิกมาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ที่ใช้อย่างเข้มงวดมาถึง 3 ปีเต็ม อนุญาตให้ประชาชนออกไปท่องเที่ยวในต่างแดนได้ ก็เกิดข่าวลือหนึ่งที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย
วันที่ 23 มี.ค. 2566 Global Times นสพ.ในเครือของ People’s Daily ซึ่งเป็น นสพ. ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เผยแพร่บทบรรณาธิการ “No reason for Thailand not to take good care of Chinese tourists ” ตอนหนึ่งอ้างถึงข่าวลือเกี่ยวกับ “ การค้าผู้หญิง ( Trafficking of Women ) ” และ “ การขโมยไ ต ( Removing of Kidney)” ที่เชื่อมโยงกับประเทศไทย ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยหากจะเดินทางไปท่องเที่ยว แต่บทความของ Global Times ก็ได้ย้ำว่า เนื้อหาข่าวเชิงลบเกี่ยวกับไทยที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์ก็ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์จากชาวจีนด้วยกันเอง โดยมองว่าคนที่เขียนเรื่องราวเช่นนั้นสร้างเรื่องราวข่าวลวงขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ
วันที่ 24 มี.ค. 2566 The China Project สำนักข่าวออนไลน์ที่มีสำนักงานในเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นเผยแพร่เนื้อหาเชิงลึกเกี่ยวกับประเทศจีนโดยเฉพาะสำหรับชาวตะวันตก เผยแพร่บทความ “ Chinese conspiracy theory about Thai human trafficking fuels tourism concern” ระบุว่า ในวันที่ 9 มี.ค. 2566 มีคลิปวีดีโอหนึ่งถูกโพสต์บนแพลตฟอร์มแชร์คลิปวีดีโอของจีนอย่าง Bilibili (เหมือนกับ Youtube ที่คนทั่วโลกใช้) ในคลิประบุว่า ที่ประเทศไทย มีการเปิดสถานบันเทิงบังหน้า ใช้ชายหนุ่มหน้าตาดีล่อลวงหญิงชาวจีนให้เข้าไปเที่ยว ก่อนที่หญิงชาวจีนจะตกเป็นเหยื่อถูกมอมยาเพื่อลักพาตัวไปทำงานฉ้อโกงทางโทรคมนาคม (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้น เหยื่ออาจถูกฆ่าเพื่อขโมยไตออกจากร่างกาย
“ ผู้เผยแพร่คลิปวี ดีโออ้างว่า เนื่องจากประเทศไทยไม่พบวิธีใหม่ๆ ในการขยายเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาธุรกิจผิดกฎหม ายที่ดำเนินกิจการอยู่ในพื้นที่สีเทา ทำไมบางคนถึงขอมให้ชายหนุ่มแต่งตัวแบบข้ามเพศ หากพวกเขาสามารถสร้างรายได้ด้วยวิธีที่ดีต่อสุขภาพ ในหลายช่วงของคลิปวีดีโอ ยัง มีการ อ้างด้ วยว่า มีกองกำลังตะวันตกที่ต่อต้านประเทศจีน (Anti-China Western Force) ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทย รวมถึงให้คำปรึกษาทางเทคนิคเพื่อทำร้ายชาวจีนเพื่อแบ่งผลกำไร ” บทความจาก The China Project ระบุ
ที่ดูจะเป็น “ ตลกร้าย ” เพราะบทความของ The China Project กล่าวว่า “ ทั้งที่ผู้โพสต์คลิปวีดีโอไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ เลย ที่น่าเชื่อถือ แต่มันกลับมีคนเข้ามาดูและแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง ” โดยก่อนที่คลิปจะถูกลบออกจากระบบของ Bilibili มียอดการดูสูงถึง 6.8 แสนครั้ง และคลิปเดียวกันที่โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Douyin (TikTok เวอร์ชั่นที่ใช้กันในจีน) มีจำนวนการกดถูกใจถึง 2 ล้าน ก่อนที่บัญชีผู้โพสต์คลิปจะถูกระงับการเข้าถึง
เมื่อไปดูความคิดเห็นของผู้ที่ชมคลิปดังกล่าว เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า เธอเกือบจะตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับคนขับแท็กซี่และพนักงานโรงแรมเมื่อเธอมาเยือนประเทศไทยในปี 2561 และยังกล่าวด้วยว่า เธอเคยได้ยินเรื่องตลาดมืดค้าอวัยวะมนุษย์ในประเทศไทย แต่ก็เชื่อว่าหากอยู่ในเมืองใหญ่คงจะปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ก็มีความเห็นจากชาวเน็ตจีนที่เป็นผู้หญิง กล่าวโทษนโยบายของรัฐบาลไทยเรื่องการปลดกัญชาพ้นจากสิ่งผิดกฎหมาย การไม่ควบคุมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ รวมถึงการไม่ดำเนินการใดๆ กับปัญหาการหลอกลวงข้ามประเทศ รวมถึงยังกล่าวกับชาวจีนคนอื่นๆ ที่ไปท่องเที่ยวที่ประเทศไทย ว่า โชคดีแล้วหากไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในประเทศไทย แต่การบอกคนอื่นว่าการไปเยือนยังปลอดภัยนั้นถือเป็นการขาดความรับผิดชอบ
จากข่าวลือทีเกิดขึ้น สถานทูตไทยประจำประเทศจีน ชี้แจงผ่านเพลตฟอร์ม Weibo ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลบิดเบือน และเน้นย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยได้รับความนิยมจากนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกมาโดยตลอด และหลายเมืองของไทยได้รับการจัดอันดับจากองค์กรต่างๆ ให้เป็นเมืองที่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย ทั้งนี้ ได้มีการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้สามารถยื่นรายงานและรับทราบข้อมูลในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที
ถึงกระนั้น “ สำหรับคนที่เชื่อ..ใช่ว่าจะเปลี่ยนความ คิด กันได้ง่าย ๆ ” การชี้แจงจากสถานทูตไทยก็ดี หรือการลบคลิปวีดีโอและระงับการใช้งานบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของผู้โพสต์รายนี้ ซึ่งเป็น “ อินฟลูเอ นเซอร์ ( Influencer)” หรือคนดังบนโลกออนไลน์ กลับยิ่งทำให้กลุ่มผู้ติดตามเชื่อหนักขึ้นไปอีกว่า อินฟลูเอนเซอร์รายนี้ถูกอิทธิพลมืด “ ปิดปาก ” ไม่ให้พูดความจริง โดยก่อนหน้าที่จะโพสต์คลิปเกี่ยวกับประเทศไทย ยังเคยโพสต์เกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิดว่าด้วย ไวรัสโควิด-19 ถูกคิดค้นจากชาติตะวันตกเพื่อกวาดล้างประชากรสูงอายุ รวมไปถึงการให้ความเห็นในประเด็นต่างๆ ทางการเมืองสังคมเป็นประจำ
ด้าน Sixth Tone สำนักข่าวออนไลน์ของรัฐจีน ซึ่งมีสำนักงานในเมืองเซี่ยงไฮ้ รายงานข่าว Dark Rumors on Chinese Social Media Alarm the Thai Gov’t เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2566 กล่าวถึงกรณีบล็อกเกอร์ชาวจีนที่เผยแพร่คลิปวีดีโอผ่านแพลตฟอร์ม Bilibili และ Douyin เช่นกัน โดยผู้โพสต์คลิปอ้างว่า องค์กรอาชญากรรมได้ย้ายฐานปฏิบัติการจากเมียนมาและกัมพูชาเข้าไปยังประเทศไทย โดยร่วมมือกับกองกำลังตะวันตกที่ต่อต้านประเทศจีน เล็งเหยื่อที่เป็นชาวจีน มีการอ้างถึงสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ใช้พนักงานเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ล่อลวงหญิงชาวจีนเข้าไปก่อนมอมยาเพื่อส่งไปบังคับค้าประเวณี และใช้ผู้หญิงล่อลวงชายชาวจีนมาที่ประเทศไทยเพื่อสังหารและขโมยอวัยวะ
รายงานของ Sixth Tone ยังอ้างถึงกรณี “ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงในท้องถิ่น” ที่มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน ออกประกาศเตือนประชาชนเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2566 ว่าไม่ควรเดินทางไปในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หากไม่มีเหตุจำเป็น แต่ต่อมาได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนต้องยกเลิกประกาศดังกล่าวพร้อมกับชี้แจงว่า ประกาศที่ออกมามุ่งเป้าไปที่ชาวจีนซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายในต่างประเทศเท่านั้น โดยอ้างถึงมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งมีฐานปฏิบัติการจำนวนมากอยู่ในกัมพูชา และแก๊งเหล่านี้เป็นองค์กรอาชญากรรมที่ขับเคลื่อนโดยชาวขีน แต่ถึงจะชี้แจงแล้ว ข่าวลือเกี่ยวกับประเทศไทยก็ยังคงมีคนเชื่อและแชร์ต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงอินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศไทย แล้วไม่ได้โพสต์อะไรบนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงกลางเดือน มี.ค. 2566 เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ชาวเน็ตจีนลือกันไปต่างๆ นานา ว่าทั้งหมดอาจถูกลักพาตัว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 มี.ค. 2566 สื่อท้องถิ่นในจีนได้รายงานข่าวว่า ทั้งหมดได้กลับมาใช้งานบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ โดยโพสต์ว่าพวกตนยังปลอดภัยดีและกลับถึงจีนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ข่าวลือได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ต้องการเดินทางไปประเทศไทย เช่น จากที่คิดว่าจะไปคนเดียวก็หันไปชวนเพื่อนฝูงเดินทางเป็นกลุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
จากโลกออนไลน์ สู่จอเงิน
No More Bets ภาพยนตร์จีนตีแผ่ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เรื่องของข่าวลือที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยของชาวจีน กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งภายหลังจากภาพยนตร์ “ No More Bets ” ที่เข้าฉายในจีนเมื่อเดือน ส.ค. 2566 และทำรายได้ถล่มทลายไปกว่า 3 พันล้านหยวน ภาพยนตร์จีนเรื่องนี้เนื้อหาว่าด้วยหนุ่ม-สาวชาวจีนที่ต้องการไปทำงานหาเงินในต่างแดน ก่อนตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ถูกบังคับให้เข้าร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ปัญหาคือ “ ในภาพยนตร์มีการอ้างถึงการลักพาตัว ชาวจีน ในประเทศไทยก่อนส่งข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ” ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นสถานที่อันตรายในสายตาชาวจีน
The Japan Times นสพ.เก่าแก่ของญี่ปุ่น รายงานข่าว “Hit Chinese movie raises fears of travel in Southeast Asia” วันที่ 5 ก.ย. 2566 อ้างถึงผลการสำรวจบนแพลตฟอร์มจีนอย่าง Weibo (ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับ Twitter ในประเทศอื่นๆ) พบว่าร้อยละ 85 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ลังเลที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
สื่อญี่ปุ่นข้างต้นยังกล่าวด้วยว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา ทางการจีนสามารถปิดคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงทางออนไลน์ได้ 464,000 คดี จับกุมสมาชิกองค์กรอาชญากรรมระดับหัวหน้าหรือผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าวได้ 351 ราย อีกทั้งในเดือน ส.ค. 2566 ทางการจีนยังประสานความร่วมมือกับทางการไทย เมียนมาและลาว เพื่อจัดการกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมในเมียนมา โดยมีการตั้งศูนย์ประสานงานใน จ.เชียงใหม่ ทางภาคเหนือของประเทศไทย
รายงานข่าว “ Blockbuster movie No More Bets scaring Chinese tourists away from Thailand over scam fears ” โดย นสพ.The Straits Times ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 ระบุว่า ภาพยนตร์จีนเรื่อง No More Bets ใช้คำว่า “ อ้างอิงจากเหตุการณ์จริง ( based on real events ) ” เนื้อหาเล่าเรื่องการค้ามนุษย์ในประเทศสมมติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งองค์ประกอบหลายๆ อย่างในฉากดูคล้ายกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม สื่อสิงคโปร์ได้ชี้ว่า แม้จะมีต้นตอจากคดีที่เกิดขึ้นจริง แต่เรื่องราวในภาพยนตร์ก็ไม่ใช่เรื่องจริงไปเสียทั้งหมด
“ การรายงานของสื่ออย่างกว้างขวางได้บันทึกว่ามีชาวจีนหลายพันคนถูกล่อลวงไปยัง ฐานปฏิบัติการ ต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเมียนมาและกัมพูชา เพื่อดำเนินการหลอกลวง เงินจากเหยื่อผ่านช่อง ทางออนไลน์ แต่ ผู้ถูกล่อลวงส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อจากโฆษณาชวนเชื่อเรื่องงานรายได้สูงที่ไม่มีอยู่จริง ( fake offers of lucrative work) ไม่ได้ถูกลักพาตัวจากท้องถนนใน ระหว่าง การพักผ่อนวันหยุด และ จนถึงขณะนี้ยังไม่พบ องค์ ประกอบ ของการ หลอกลวงดังกล่าวในประเทศไทย ” รายงานของ The Straits Times กล่าว
รายงานข่าว “#trending: Chinese ne tizens afraid of Southeast Asia travel after hit movie No More Bets shows human trafficking scams” จากสื่ออีกสำนักหนึ่งในสิงคโปร์ อย่าง นสพ.Today เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2566 กล่าวถึงการฉ้อโกงทางออนไลน์ที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งการหลอกให้รัก (Love Scam หรือ Romance Scam) หลอกให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ไปจนถึงล่อลวงให้เล่นการพนันออนไลน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกนำไปเล่าในภาพยนตร์ No More Bets ซึ่งสอดคล้องกับรายงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับพลเมืองจากหลายประเทศ ถูกล่อลวงเข้าสู่วงจรค้ามนุษย์ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีฐานปฏิบัติการในเมียนมาและกัมพูชา แต่ก็ย้ำว่า ผู้ตกเป็นเหยื่อมาจากการหลงเชื่อคำโฆษณาเรื่องงานรายได้ดี (แต่ไม่มีงานนั้นให้ทำจริงๆ)
สื่อสิงคโปร์ยังอ้างถึงรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. 2566 ซึ่งระบุว่า มีเหยื่ออย่างน้อย 120,000 รายในเมียนมา และ 100,000 รายในกัมพูชา ถูกบังคับโดยองค์กรอาชญากรรมให้เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ฟิลิปปินส์ และไทย ถูกมองว่าเป็นทางผ่านหรือปลายทางของเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์หลายหมื่นคน
ขบวนการค้ามนุษย์ ภัยมืดที่ม ีอยู่ จริง
สำหรับรายงานของ UN ที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ “ Online Scam Operations and Trafficking Into Forced Criminality in Southeast Asia : Recommendations for a Human Rights Response ” จัดทำโดย สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เผยแพร่พร้อมรายงานข่าว “Hundreds of thousands trafficked into online criminality across SE Asia” เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2566 ทางเว็บไซต์ news.un.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับประชาสัมพันธ์ข่าวสารของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด UN
รายงานของ OHCHR ระบุว่า เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งถูกบังคับให้ร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีพื้นเพมาจากหลากหลายประเทศ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ดินแดนใกล้เคียงอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน ภูมิภาคเอเชียใต้ และมีแม้กระทั่งเหยื่อที่เดินทางมาจากภูมิลำเนาที่ไกลออกไป อย่างทวีปแอฟริกาและภูมิภาคลาตินอเมริกา
เปีย โอเบรอย ( Pia Oberoi) ที่ปรีกษาอาวุโสด้านการโยกย้ายถิ่นฐานและสิทธิมนุษยชนในเอเชียแปซิฟิกo OHCHR กล่าวว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ขาดเส้นทางที่สม่ำเสมอและปลอดภัยไปสู่โอกาสในการทำงานที่ดี นั่นหมายความว่าประชากรมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาฟอรัมจัดหางานหรือคนกลางมากขึ้น มิจฉาชีพจึงมุ่งเป้าไปที่บุคคลมากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ โดยโฆษณาชวนเชื่อว่าเหยื่อจะได้เดินทางไปทำงานจริงๆ
“ สถานการณ์กำลังเผยให้เห็นในพื้นที่ที่กฎระเบียบอ่อนแอ เช่น ความขัดแย้งที่ส่งผลกระท บต่อพื้นที่ชายแดนในเมียนมา ซึ่ง มีหลักนิติธรรมเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย รวมไปถึง ในเขตอำนาจศาลที่มีการควบคุมอย่างหละหลวม เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษในลาวและกัมพูชา นอกจากนั้น ความสามารถของพลเมืองอาเซียนในการเดินทางข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องขอวีซ่า ยังหมายถึง การ ขาดการคัดกรองที่มีความละเอียดอ่อนในการป้องกัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อ ตอบสนองต่อ ความละเอียดอ่อนในการป้องกันเสมอไป ” โอเบรอย กล่าว
ด้าน โวลเกอร์ เติร์ก ( Volker Turk) ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด จำเป็นต้องเรียกร้องเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเสริมสร้างสิทธิมนุษยชน และปรับปรุงธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม รวมถึงผ่านความพยายามอย่างจริงจังและยั่งยืนเพื่อจัดการกับการทุจริต เพราะแนวทางแบบองค์รวมเท่านั้นที่สามารถทำลายวงจรของการไม่ต้องรับโทษ และรับประกันการคุ้มครองและความยุติธรรมแก่ผู้ที่ถูกทารุณกรรมเหล่านี้ได้
1 เดือนต่อมา วันที่ 29 ก.ย. 2566 เว็บไซต์ news.un.org เผยแพร่รายงานข่าว “UNODC joins regional crime fighters to tackle scams and human trafficking in SE Asia” อ้างข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ที่ระบุว่า การค้ามนุษย์เพื่อคัดเลือกเหยื่อเข้าสู่กิจกรรมผิดกฎหมายเป็นเพียงแง่มุมหนึ่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับการดำเนินงานของบ่อนคาสิโนบริเวณชายแดน การฟอกเงินขนาดใหญ่ อาชญากรรมในโลกไซเบอร์ และความผิดทางอาญาอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการทรมานและการขู่กรรโชกในปฏิบัติการเหล่านี้ในช่วงปีที่ผ่านมา
เจเรมี ดักลาส (Jeremy Douglas) ผู้แทนระดับภูมิภาคของ UNODC ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กล่าวว่า การค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับคาสิโนและการหลอกลวงที่ดำเนินการโดยกลุ่มอาชญากรได้ลุกลามไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในแถบลุ่มแม่น้ำโขง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อจัดการกับอาชญากรรมที่มีการบูรณาการและเชื่อมโยงกันมากขึ้นในภูมิภาคนี้ เช่นเดียวกับระบบนิเวศที่อาชญากรรมเหล่านี้มีอยู่
“ กลุ่มอาชญากรกำลังรวมตัวกันในภูมิภาคที่พวกเขามองเห็นช่องโหว่ การดำเนินการต่อต้านองค์กร อาชญากรรม ในบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ทำให้ บางส่วนโยกย้ายถิ่นฐาน และเราได้เห็น พวกเขา ย้ายโครงสร้างพื้นฐานไปยังสถานที่ที่มองเห็นโอกาส โดยพื้นฐ านแล้วคือที่ ที่ พวกเขาคาดหวังว่าจะสามารถใช้ประโยชน์และไม่ต้องรับผิดชอบ นั่นคือการ ไปยังพื้นที่ห่างไกลและชายแดนของแม่น้ำโขง ” ดักลาส กล่าว
ยังมีรายงาน “Trafficking in Persons Report” หรือรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศต่างๆ (TIP Report) ที่จัดทำและเผยแพร่ทุกปีโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งรายงานฉบับปี 2566 (2023 Trafficking in Persons Report) ระบุในตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นทั้งแหล่งที่มาและทางผ่านสำหรับองค์กรอาชญากรรมที่ดำเนินธุรกิจหลอกลวงทางไซเบอร์ในประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ ซึ่งมักอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งพวกเขาแสวงหาประโยชน์จากเหยื่อในการบังคับใช้แรงงาน การบังคับให้ร่วมก่ออาชญากรรม และการค้ามนุษย์ด้านการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
“มิจฉาชีพหลอกลวงทางไซเบอร์ ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านโดยการรับสมัครคนงานจากหลายประเทศ โดยสัญญาว่าจะได้งานที่มีค่าตอบแทนสูงในประเทศไทย จากนั้นจึงขนส่งพวกเขาไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งการดำเนินงานเหล่านี้ตั้งอยู่ และบังคับให้พวกเขาทำการหลอกลวงออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย และมีการทำร้ายร่างกายเหยื่อเหล่านี้” รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุ
โปสเตอร์จากเพจเฟซบุ๊ก “Royal Thai Embassy, Yangon” หรือสถานทูตไทยประจำเมียนมา เตือนคนไทยระวังถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมายในเมียนมา (เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2566)
วันที่ 10 พ.ย. 2566 รายงานข่าวของสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ประเทศไทย ระบุว่า สถานทูตไทยประจำเมียนมา เตือนคนไทยระวังตกเป็นเหยื่อกลุ่มทุนสีเทา ที่มีการโฆษณาชักชวนว่ามีงานรายได้สูงให้ทำในเมียนมา ซึ่งผู้หลงเชื่อจะถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมายอย่างการเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือไม่ก็ถูกบังคับค้าประเวณี และจะถูกทำร้ายร่างกายหากไม่สามารถทำยอดเงินได้ตามเป้าหมายที่กำหนดหรือปฏิเสธที่จะทำงาน รวมไปถึงถูกขายต่อเป็นทอดๆ และการช่วยเหลือออกมานั้นทำได้ยากมาก หรือแม้ช่วยออกมาได้ก็ยังถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในเมียนมาอีก
สรุปได้ว่า ลำพังหลอกคนไทยให้สูญเงินเป็นจำนวนมากไปหลายรายก็ว่าหนักแล้ว แต่ตอนนี้ ปัญหา “ แก๊งคอลเซ็นเตอร์-มิจฉาชีพออนไลน์ – ทุนสีเทาผิดกฎหมายที่ก่ออาชญากรรมข้ามแดน ” ยังทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ไทยในสายตาชาวจีน อันเป็นตลาดใหญ่และความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อีก
และนี่คือ “ ความท้าทาย ” ของทางการไทย ว่าจะทำอย่างไรเพื่อคุ้มครองคนไทย และเรียกความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลับมา
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://www.thairath.co.th/money/economics/analysis/2734707 (สร้างความมั่นใจตลาดท่องเที่ยวจีน ททท.บุกโลกออนไลน์สร้างภาพลักษณ์ไทย : ไทยรัฐ 23 ต.ค. 2566)
https://www.mots.go.th/news/category/585 (จำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ รายเดือน ปี 2559-2562R (ปรับปรุงจำนวนและรายได้ 2562) : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
https://www.isranews.org/content-page/item/84811-tourism.html (นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 62 โต 4.2% จีนเข้าไทยเฉียด 11 ล้านคน : สำนักข่าวอิศรา 23 ม.ค. 2563)
https://www.tcijthai.com/news/2019/2/scoop/8786 (คนไทยรู้ยัง: คาดปี 2562 นักท่องเที่ยวจีนมาไทย 10.80-10.99 ล้านคน : TCIJ 22 ก.พ. 2562)
https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ/1449418 (“นักท่องเที่ยว” จีน คนที่ 10 ล้าน มาจาก “คุนหมิง” มอบรางวัลล้น! : ไทยรัฐ 20 ธ.ค. 2561)
https://www.tcijthai.com/news/2017/31/scoop/6874 (คนไทยรู้ยัง: ปี 2559 นักท่องเที่ยวจีนยังมาเที่ยวไทยมากที่สุด : TCIJ 31 มี.ค. 2560)
https://researchcafe.tsri.or.th/chinese-tourists/ (จีนมาเที่ยวไทยทำไม…เที่ยวอย่างไร? : Research Café สกสว. 24 ก.ค. 2564)
https://www.globaltimes.cn/page/202303/1287884.shtml (No reason for Thailand not to take good care of Chinese tourists: Global Times editorial : 23 มี.ค. 2566)
https://thechinaproject.com/2023/03/24/chinese-conspiracy-theory-about-thai-human-trafficking-fuels-tourism-concern/ (Chinese conspiracy theory about Thai human trafficking fuels tourism concern : The China Project 24 มี.ค. 2566)
https://www.reuters.com/business/media-telecom/the-china-project-media-company-shuts-due-funding-problem-2023-11-07/ (‘The China Project’ media company shuts due to funding problem : รอยเตอร์ 7 พ.ย. 2566)
https://www.aljazeera.com/news/2023/11/7/the-china-project-media-shuts-blaming-politically-motivated-attacks (‘The China Project’ media shuts, blaming ‘politically-motivated attacks’ : Aljazeera 7 พ.ย. 2566)
https://thechinaproject.com/2023/11/06/some-sad-news/ (Some sad news : The China Project 6 พ.ย. 2566)
https://www.sixthtone.com/news/1012607 (Dark Rumors on Chinese Social Media Alarm the Thai Gov’t : Sixth Tone 30 มี.ค. 2566)
https://www.tnnthailand.com/news/trueinside/154102/ (No More Bets!! รายได้ทะลุ 3 พันล้านหยวน ขึ้นแท่นหนังจีนทำเงินสูงสุดปีนี้ : TNN Thailand 24 ส.ค. 2566)
https://www.japantimes.co.jp/news/2023/09/04/asia-pacific/crime-legal/china-cambodia-myanmar-tourism-cyberscams-trafficking/ (Hit Chinese movie raises fears of travel in Southeast Asia : The Japan Times 5 ก.ย. 2566)
https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/blockbuster-movie-no-more-bets-scares-chinese-tourists-away-from-thailand-over-scam-fears (Blockbuster movie No More Bets scaring Chinese tourists away from Thailand over scam fears : The Straits Times 26 ก.ย. 2566)
https://www.todayonline.com/world/no-more-bets-movie-chinese-tourists-2271816 (#trending: Chinese netizens afraid of Southeast Asia travel after hit movie No More Bets shows human trafficking scams : Today 2 ต.ค. 2566)
https://news.un.org/en/story/2023/08/1140187 (Hundreds of thousands trafficked into online criminality across SE Asia : องค์การสหประชาชาติ29 ส.ค. 2566)
https://www.state.gov/reports/2023-trafficking-in-persons-report/Thailand (2023 Trafficking in Persons Report: Thailand : กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา)
https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG231110105940591 (ย้ำเตือนคนไทยอย่าหลงเชื่อกลลวงเครือข่ายนายทุนสีเทา ทำงานในเมียนมามีรายได้งาม : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 10 พ.ย. 2566)
https://www.facebook.com/RoyalThaiEmbassyYangon/posts/pfbid0eCGFDf6qBUxpyjSov5FHNHu1qf2T1rqx3KeJe933KEuCFHekfMGvAJ9kNyP3oQSql (สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ขอย้ำเตือน คนไทยอย่าได้หลงเชื่อกลลวงเครือข่ายนายทุนสีเทา โฆษณาชวนเชื่อว่าพอไปทำงานในเมียนมาแล้ว จะได้รายได้หลักหมื่นหลักแสน : Royal Thai Embassy, Yangon : 7 พ.ย. 2566)