กินยาไมเกรนพร้อมกับยาต้านเอชไอวี อาจเสียชีวิต?

เราควรกินยาต้านเอชไอวีและ PrEP/PEP พร้อมกับยาไมเกรนได้หรือไม่?

ก่อนหน้านี้อาจจะมีข่าวที่ทำให้ประชาชนหลายท่านเกิดความไม่สบายใจและกังวล เมื่อมีข่าวออกมาเกี่ยวกับการทานยาต้านเอชไอวี ทั้งชนิดเพื่อรักษาเอชไอวี และชนิดที่เป็นยาต้านฉุกเฉิน (PEP – Post-Exposure Prophylaxis) และหลังจากนั้นก็ได้ทานยาไมเกรนบางชนิด ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงที่ขา หรือบางรายก็ทำให้เกิดการเสียชีวิตหลังจากนั้นทันที แล้วมันจริงหรือไม่ที่ไม่ควรทานยาไมเกรนบางชนิดในขณะที่ทานยาต้านเอชไอวี? บทความนี้มีคำตอบมาให้ติดตาม

สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย ได้ทำการเก็บข้อมูลและรวบรวมสถานการณ์การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาซึ่งก่อให้เกิดอันตรายขั้นรุนแรง ระหว่างยาต้านไวรัสเอชไอวี กลุ่ม Protease Inhibitor กับยากลุ่ม ergotamine ซึ่งพบ 2 เคสแรกที่มีการรายงานขึ้น ได้แก่

กรณีที่ 1 : ผู้ช่วยทันตแพทย์ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี แต่เกิดเหตุโดนเข็มตำ ทำให้ต้องทานยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (PEP) สูตร AZT/3TX/lopinavir/r โดยหลังได้รับประทานยาก็มีอาการปวดศีรษะ จึงได้ไปซื้อยารักษาอาการไมเกรนสูตร ergotamine และ caffeine และได้รับประทานไปหนึ่งเม็ด ต่อมามีอาการปลายมือปลายเท้าเขียว เย็นซีด เพลีย หน้ามืด ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษา แพทย์วินิจฉัยพบเกิดปลายอวัยวะขาดเลือดจนมีเนื้อตาย และต้องถูกตัดเท้าสองข้างในที่สุด

กรณีที่ 2 : ผู้ติดเชื้อเอชไอวี รับประทานยาต้านไวรัสสูตร lopinavir/r และได้มาโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดโดยให้ยาชาทางไขสันหลัง หลังจากการผ่าตัดคนไข้เกิดอาการปวดศีรษะ แพทย์ได้จ่ายยาหลายชนิดแต่อาการไม่ดีขึ้น แพทย์จึงสั่งยา Cafergot® ให้ ต่อมาคนไข้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง เพลีย หน้ามืด ความดันโลหิตลดลง ปลายแขนขาเขียวคล้ำ และเสียชีวิตในที่สุด

จากทั้ง 2 เคสนี้ทำให้สมาคมโรดเอดส์แห่งประเทศไทย และบุคลากรทางการแพทย์ได้ดำเนินการวิเคราะห์และสั่งห้ามให้ยาชนิดนี้ร่วมกับยาต้านเอชไอวีเด็ดขาด ซึ่งการรับประทานยาไมเกรนร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวีบางชนิดอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะยาต้านไวรัสกลุ่มโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ (Protease Inhibitors) เช่น Lopinavir/Ritonavir เมื่อใช้ร่วมกับยาไมเกรนกลุ่มเออร์กอตามีน (Ergotamine) ปฏิกิริยานี้อาจทำให้ระดับยาเออร์กอตามีนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดหดตัวรุนแรง (Ergotism) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ดังนั้น หากคุณกำลังรับประทานยาต้านเอชไอวีและต้องการใช้ยาไมเกรน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้ยาร่วมกันปลอดภัยและไม่มีปฏิกิริยาที่เป็นอันตราย ที่สำคัญที่สุดคืออย่าซื้อยาทานเองเด็ดขาด รวมไปถึงหากต้องไปพบแพทย์ให้แจ้งโรคประจำตัวและยาที่ทานปัจจุบัน เพื่อแพทย์และเภสัชกรสามารถจ่ายยาที่ไม่ขัดกับยาที่ทานอยู่ จนส่งผลเสีย หรือทำให้เกิดการเสียชีวิตได้นั่นเอง


แหล่งอ้างอิง

  • สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย

กินยาต้านแล้ว ต้องเว้นระยะ 2 ชั่วโมงเพื่อกินนม?

ผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี จะสามารถทานยาพร้อมนม หรือแอลกอฮอล์ได้หรือไม่?

ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีหลายคนอาจจะกังวลว่าเราสามารถดื่มนมหรืแอลกอฮอล์พร้อมกับยาต้านเอชไอวีได้หรือไม่? เนื่องจากหลายคนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการทานยาไม่เหมือนกัน บางคนมีหลักการที่จะเว้นการทานยากับนมไว้ บางคนก็คิดว่าอาจจะทานร่วมกันได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าในทางการแพทย์ไม่สามารถทานร่วมกันได้ แต่จะด้วยเหตุผลใดนั้น บทความนี้มีคำตอบ

สำหรับการรับประทานยาต้านเอชไอวีควรพิจารณาเรื่องอาหารและยาที่รับประทานร่วมกัน ดังนี้

  • นมและผลิตภัณฑ์จากนม : ยาต้านเอชไอวีบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับแคลเซียมในนม ทำให้การดูดซึมยาลดลง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาพร้อมกับนม หรือเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
  • แอลกอฮอล์ : การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาต้านเอชไอวีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงต่อตับและไต ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์

และเพื่อความปลอดภัย หากต้องทานยาหรืออาหารเสริมอย่างอื่นร่วมด้วย รวมถึงยาประจำตัวของตนเอง ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับอาหารและยาที่รับประทานร่วมกับยาต้านเอชไอวีเสมอ เนื่องจากยาบางตัวมีปฏิกิริยาตอบสนองกับยาต้านเอชไอวี และส่งผลเสียต่อสุขภาพร่วมด้วย

นอกจากนี้ การรับประทานยาต้านเอชไอวีอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมโรคและป้องกันการดื้อยา ซึ่งข้อควรระวังในการรับประทานยาต้านเอชไอวีมีดังนี้

  • รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา : การรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดช่วยรักษาระดับยาในเลือดให้คงที่และป้องกันการดื้อยา 
  • หลีกเลี่ยงการหยุดยาหรือปรับขนาดยาเอง : หากมีผลข้างเคียงหรือปัญหาใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ควรหยุดยาหรือปรับขนาดยาเอง 
  • ระวังปฏิกิริยากับยาอื่น : ยาต้านเอชไอวีอาจมีปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ เช่น ยาลดกรด วิตามิน หรือสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสริม 
  • ติดตามผลข้างเคียง : สังเกตอาการผิดปกติ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผื่น หรืออาการอื่น ๆ หากพบควรแจ้งแพทย์ทันที
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: เข้ารับการตรวจเลือดและประเมินการทำงานของตับและไตตามที่แพทย์นัดหมาย เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงและประสิทธิภาพของยา 

แน่นอนว่าการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจะช่วยให้การรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี แข็งแรงเฉกเช่นคนที่ไม่มีโรค รวมไปถึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาวอีกด้วย


แหล่งอ้างอิง

  • หน่วยคลังข้อมูลยา มหาวิทยาลัยมหิดล
  • คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  • มูลนิธิเพื่อรัก

มีเชื้อเอชไอวีไม่ควรทำอาหาร?

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ควรทำอาหารหรือไม่ควรสมัครงานร้านอาหาร

เพราะเอชไอวีจะติดได้จากอาหารที่ทำจากผู้ติดเชื้อจริงเหรอ?

สิ่งหนึ่งที่คนยังไม่ค่อยเข้าใจกับผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี คือการใช้ชีวิตร่วมกัน โดยเฉพาะการสมัครงานหรือการเข้าทำงานในร้านอาหาร เป็นเชฟ หรือเป็นผู้ปรุงอาหาร เพราะยังมีโรงแรมหรือสถานบริการบางแห่งมีนโยบายไม่รับผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีเข้าทำงานในสถานประกอบการ เพราะยังมีความคิดว่าเอชไอวีสามารถติดต่อผ่านการทำอาหารหรือปรุงอาหารได้ เรื่องนี้จริงหรือไม่ เรามีคำตอบให้ในบทความนี้

อันที่จริงแล้ว เชื้อเอชไอวี (HIV) ไม่สามารถแพร่กระจายผ่านการทำอาหารหรือการรับประทานอาหารสด รวมไปถึงการสัมผัสอาหารหรือการปรุงอาหารโดยผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ซึ่งเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย เช่น เลือด น้ำอสุจิ ของเหลวจากช่องคลอด หรือแม้แต่น้ำนมแม่

นอกเหนือจากนี้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวียังสามารถปรุงอาหารและทำงานในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย ดังนั้น การทำอาหารหรือเตรียมอาหารโดยผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น และยังปลอดภัยหากปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยทั่วไปในการเตรียมอาหารเฉกเช่นคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี เช่น ล้างมือก่อนและหลังการปรุงอาหาร ใช้อุปกรณ์ที่สะอาด และปรุงอาหารให้สุก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคอื่น ๆ

ดังนั้น การทำอาหารหรือรับประทานอาหารร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยทั่วไปในการเตรียมและรับประทานอาหาร และผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรดูแลสุขภาพของตนเอง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และปรุงสุก เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่น ๆ

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันยังคงมีสถานที่ทำงานหลายแห่ง ใช้เกณฑ์การตรวจหาเชื้อเอชไอวีและไม่ยอมรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าทำงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสถานที่ทำงานประเภทโรงแรมและร้านอาหารที่มักจะมีทัศนคติในด้านลบ เช่น กลัวเอชไอวีจะติดผ่านการทำงาน หรือการที่อาจจะต้องลาหยุดบ่อยๆ เนื่องจากไม่สบาย ซึ่งในปัจจุบันผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อไอวีไม่จำเป็นต้องลาบ่อยๆ อีกแล้ว หากมีร่างกายที่แข็งแรง และเชื้อเอชไอวีก็ไม่ได้ติดกันง่ายๆ อีกแล้วด้วย ดังนั้นสถานที่ทำงานก็ควรให้โอกาสรับผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีเข้าทำงาน เพื่อให้เขาสามารถพิสูจน์ผลงานผ่านความสามารถและความมุ่งมานะ มากกว่าจะตัดสินไม่รับเพียงเพราะกลัวติดเชื้อเอชไอวี


แหล่งอ้างอิง

  • ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล
  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 14 ธันวาคม 2567

วิธีเช็กว่าตับยังแข็งแรง สังเกตได้จากเล็บมือ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/gimmm49bcguf


ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถสอบถามรายละเอียดการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ผ่านเพจ กอ รมน ISOC News…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ld54zb6k96dt


ห้ามกินอาหารจากไมโครเวฟเด็ดขาด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2bbp6066qu0rp


เทน้ำร้อนใส่แอปเปิ้ลสารเคมีจะโชว์ทันที ล้วนเป็นสีสังเคราะห์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/y0llyk2jrolaท


นมผสมฟลูออไรด์อันตรายต่อเด็ก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2awlbanwao4yc


 เตือนภาคใต้เฝ้าระวังแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก จนถึงวันที่ 17 ธ.ค. 67

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3se3snaws3cni


เปิดช่องทางให้ตรวจสอบสิทธิ์ช่วยเหลือชาวนา ผ่านเว็บไซต์ www.efarmer.doae.go.th

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2k77rkef2bx3x


ธอส. แจกเงินให้กับลูกค้า คนละ 1,000 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ปี 68 ตามเงื่อนไขที่กำหนด

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1f3dbohemqlqv


ตรวจพบน้ำยาดองศพในบุหรี่ไฟฟ้า

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1qffy5m7nbee6


6 สัญญาณเตือนร่างกายกำลังขาดวิตามินซี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fa8fqjnocoum


ประกาศเตือนให้แรงงานต่างด้าว และกลุ่ม MOU ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องก่อนหมดอายุทำงานในวันที่ 13 ก.พ. 68

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2s0nsm4auiejn


HIV = AIDS?

มีเชื้อเอชไอวี เท่ากับเป็นโรคเอดส์จริงเหรอ?

ความกังวลของผู้ที่กำลังมีภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี นอกจากการกล้าไปตรวจแล้วก็คงจะเป็นทัศนคติและมุมมองของตนเอง รวมถึงคนรอบข้าง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า มีเชื้อเอชไอวีก็เท่ากับเป็นโรคเอดส์ไปแล้ว แต่แท้ที่จริงแล้ว เอชไอวี และ เอดส์ มีความแตกต่างกันมากพอสมควร ซึ่งบทความนี้จะนำท่านมาเรียนรู้กันว่าความแตกต่างของเอชไอวีกับเอดส์เป็นอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า เอชไอวี (HIV)  และ เอดส์ (AIDS) มีความแตกต่างกันมากพอสมควร โดย เอชไอวี (HIV) นั้นย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งเมื่อได้รับเชื้อเอชไอวี ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง

ในขณะที่ เอดส์ (AIDS) ซึ่งย่อมาจาก Acquired Immunodeficiency Syndrome เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี เมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ซึ่งหากมีการติดเชื้อเอชไอวีขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเอดส์ทันที ถ้าหากได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีได้ 

สำหรับเอดส์นั้น ปัจจัยที่บ่งชี้ว่าอาจจะเข้าสู่ภาวะเอดส์ได้นั้น สามารถพิจารณาได้จาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ระดับเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 หากลดลงต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง และการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบในผู้ป่วยนั้น มีหลักๆ ได้แก่ วัณโรค ซึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่ปอด ทำให้มีอาการไอเรื้อรังและหายใจลำบาก, ปอดอักเสบจากเชื้อรา โดยเชื้อราทำให้ปอดอักเสบและบวม อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต, เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อคริปโตคอคคัส โดยเป็นการติดเชื้อราที่ทำให้เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบ, การติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส ซึ่งทำให้เกิดปัญหาที่ดวงตาและอาจนำไปสู่การตาบอด และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เกิดจากการเกิดเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวม

ซึ่งเอดส์ (AIDS) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยถูกทำลายอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับการวินิจฉัยและเริ่มการรักษาแต่เนิ่น ๆ สามารถชะลอการพัฒนาไปสู่ระยะเอดส์และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ การรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอและการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมโรคและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นและมีอายุเทียบเท่ากับคนที่ไม่มีโรคได้เลยทีเดียว


แหล่งอ้างอิง

  • ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (คลินิกนิรนาม)
  • โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ

มีเชื้อเอชไอวี มีลูกไม่ได้?

จริงหรือไม่? มีเชื้อเอชไอวีแล้วจะไม่สามารถมีบุตรได้ หากมีบุตรจะติดเชื้อเอชไอวีด้วย?

หากพูดถึงเรื่องเอชไอวีแล้ว ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อหลายคนก็คงคิดว่าหากมีเชื้อแล้วก็ไม่ควรมีลูก เพราะหากมีลูกก็อาจจะติดเชื้อเอชไอวีตามไปด้วย และอาจจะต้องเจอปัญหาเหมือนกับตนเอง และทำให้ใครหลายๆ คนไม่มั่นใจในการที่จะเริ่มวางแผนครอบครัวแต่อย่างไร แต่เอาเข้าจริงแล้วผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีจะสามารถมีลูกโดยที่ลูกไม่ติดเชื้อเอชไอวีจากเราได้จริงเหรอ?

ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีสามารถมีลูกได้อย่างปลอดภัย โดยมีโอกาสที่ลูกจะไม่ติดเชื้อเอชไอวี หากมีการวางแผนและรับการรักษาอย่างเหมาะสม การรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ และการฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก 

โดยจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าอัตราการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกในประเทศไทยลดลงจากร้อยละ 10.3 ในปี 2546 เหลือเพียงร้อยละ 1.68 ในปี 2560 ซึ่งประเทศไทยยังเป็นประเทศแรกในเอเชีย และเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่สามารถยุติการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีและซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกได้สำเร็จ โดยสามารถลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ 2 ได้ และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน

แล้วถ้าผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีจะมีลูกควรทำอย่างไรบ้าง? ซึ่งจากคำแนะนำของแพทย์นั้นได้ให้ข้อมูลไว้ดังต่อไปนี้

  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านเอชไอวีและสูตินรีเวช เพื่อประเมินสุขภาพและวางแผนการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย
  • รับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ: การรับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องช่วยลดปริมาณไวรัสในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อไปยังบุตร 
  • ตรวจสุขภาพประจำ: ตรวจวัดปริมาณไวรัส (Viral Load) และระดับเม็ดเลือดขาว CD4 อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินสถานะภูมิคุ้มกันและความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อ 
  • วางแผนการตั้งครรภ์: เลือกวิธีการตั้งครรภ์ที่เหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องการรับประทานยา การตรวจสุขภาพ และการดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์

การเตรียมตัวและปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีไปยังบุตร และเพิ่มโอกาสในการมีบุตรที่สุขภาพแข็งแรง แต่แน่นอนว่าต้องเริ่มต้นจากการดูแลตัวเองและคู่ให้มีสุขภาพทั้งกายและใจที่สมบูรณ์ รวมถึงการมีวินัยอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถวางแผนครอบครัวและมีบุตรอย่างปลอดภัยได้แล้ว


แหล่งอ้างอิง

  • กระทรวงสาธารณสุข
  • องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย
  • โรงพยาบาลเวชธานี
  • ภาควิชาสูติ-นรีเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เป็นเกย์ = เสี่ยงเอชไอวี?

จริงหรือที่ LGBTIQ+ เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าเพศอื่น?

หลายคนอาจจะมองว่าเอชไอวีนั้นมีแค่กลุ่ม LGBTIQ+ เท่านั้นที่มีโอกาสติดเชื้อได้ ทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่ไปตรวจและเข้าสู่กระบวนการรักษาให้ทันท่วงที และนั่นทำให้โอกาสในการค้นพบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวียิ่งน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจตามไปด้วยเช่นกัน แต่คำถามที่ตามมาคือแล้วเพศไหนกันที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากที่สุดล่ะ?

จากข้อมูลของ ศ.พญ. ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล แพทย์จากสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลไว้น่าสนใจว่า คู่นอนที่นิยมมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักนั้นนอกจากคู่ชาย-ชายแล้ว ยังมีคู่ชาย-หญิงที่ปัจจุบันก็นิยมมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอีกด้วย ฉะนั้น ตัวเลขของฝ่ายรับไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักก็มีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีมากถึง 138:10,000 ครั้ง ส่วนฝ่ายรุกที่เป็นเพศชายมีความเสี่ยงเพียง 11:10,000 ครั้ง เท่านั้น

สอดคล้องกับผลงานวิจัยของคุณกิตติ กรุงไกรเพชร จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ได้ศึกษากรณีพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ประเทศไทย เมื่อปี 2554 พบว่า ในกลุ่มนิสิตชายที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิง มีประมาณ 3% ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักกับเพศตรงข้าม อย่างไรก็ดี ข้อมูลสถิติที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับอัตราการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักระหว่างชายและหญิงในประเทศไทยยังมีจำกัดอยู่ในขณะนี้

แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักและเป็นฝ่ายรับ ย่อมส่งผลทำให้ติดเชื้อเอชไอวีมากกว่า เพราะนั่นเกิดจากทวารหนักเป็นบริเวณที่บอบบาง มีเส้นเลือดอยู่จำนวนมาก และสามารถเกิดแผลได้ง่าย ทำให้เชื้อเอชไอวีสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลเหล่านี้ได้

จากข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ทำให้สามารถชี้ชัดได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้ทั้งนั้น หากคุณเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเพศไหนก็ควรใส่ใจ และสามารถฟันธงได้ว่า LGBTIQ+ ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีอย่างแน่นอน ซึ่งการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การใช้ยาเพร็พ (PrEP) ซึ่งเป็นยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน รวมถึงการไปตรวจเอชไอวีอย่าสม่ำเสมอก็สามารถป้องกันได้เช่นกัน


แหล่งอ้างอิง

  • มูลนิธิเพื่อรัก
  • คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

กินข้าวร่วมกัน ติดเอชไอวี?

ไขมายาคติที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี และการอยู่ร่วมกับเอชไอวี

ถ้าหากพูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่าง “เอชไอวี” แล้ว ภาพจำในอดีตของใครหลายคนคงมองไปในแง่ลบ เพราะสมัยก่อนสื่อมวลชน รัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ มักจะมุ่งเน้นการนำเสนอภาพจำที่น่ากลัวและทำให้คนหวาดกลัว เช่น การนำเสนอภาพแผลพุพองในกลุ่มผู้ที่เกิดภาวะโรคแทรกซ้อน หรือที่เรียกกันว่า “ภาวะเอดส์” จนส่งผลทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีในช่วงหลังๆ นั้นไม่สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นคนอื่นๆ ได้ เพราะสังคมมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับเอชไอวีว่าจะติดทางการอยู่ร่วมกัน ใช้สิ่งของเดียวกัน หรือแม้กระทั่งทำงานร่วมกันไม่ได้

อันที่จริงแล้ว เอชไอวี คือเชื้อไวรัสที่จะติดต่อผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่ง เช่น น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่น ซึ่งการติดต่อเอชไอวีในปัจจุบันจะติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ทั้งจากการใช้สารเสพติดและการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ไม่ปลอดภัย มีการวนใช้เข็มฉีดยาเก่า และจากช่องทางแม่สู่ลูก

โดยปกติแล้วเอชไอวีไม่ได้ติดจากการสัมผัสภายนอก เช่น การใช้สิ่งของร่วมกัน หรือการใช้ส้วมสาธารณะร่วมกัน เป็นต้น  เนื่องจากเอชไอวีนั้นใช้ลักษณะการติดต่อที่ปราศจากอากาศ โดยจำเป็นต้องมีช่องทางเข้าของเชื้อ เช่น การเกิดบาดแผลที่อวัยวะเพศ ช่องคลอด หรือบริเวณทวารหนัก และมีสารคัดหลั่งที่ออกมาขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ทำให้ติดเชื้อในที่สุด

อย่างไรก็ดี เอชไอวีจะไม่เจริญเติบโตทางอากาศ เนื่องจากตัวเชื้อเอชไอวีเมื่อสัมผัสกับอากาศแล้วจะทำให้ตัวเชื้อนั้นตายลง จึงไม่มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีจากการสัมผัสภายนอกแต่อย่างใด ฉะนั้นการรับประทานอาหารร่วมกัน การกอด หรือแม้กระทั่งการทำงานร่วมกัน ไม่ได้ส่งผลให้มีการติดเชื้อเอชไอวีแต่อย่างใด กลับกันหากคุณมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน คุณย่อมเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้เช่นกัน

ฉะนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุด คือการป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้ถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงคำนึงถึงความเหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของตนเอง เช่น การรับประทาน PrEP หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี การใส่ถุงยางอนามัย และการตรวจหาเชื้อเอชไอวีปีละ 2 ครั้ง ซึ่งรัฐจัดให้มีการตรวจฟรี ณ โรงพยาบาลและสถานบริการใกล้บ้านของท่านนั่นเอง


แหล่งอ้างอิง

  • มูลนิธิเพื่อรัก
  • ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (คลินิกนิรนาม)
  • สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย

เพิ่มภูมิ – เอชไอวีสงบ : อาหารเสริม-เสริมอาหาร แล้วเสริม CD4 ได้ด้วยจริงเหรอ?

หลายครั้งที่เรามักจะพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสรรพคุณในการ “สร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่ม CD4 ทำให้เอชไอวีสงบลง” อยู่บ่อยครั้ง ทั้งบนหน้าจอโทรทัศน์ ตามสื่อออนไลน์ หรือแม้กระทั่งในระบบวิทยุก็ตามที ทำให้ใครหลายคนหลงเชื่อและซื้อสินค้าเหล่านั้นไปรับประทานกันเป็นจำนวนมาก เพื่อหวังว่าจะสามารถทำให้เอชไอวีสงบ และไม่ต้องทานยาต้านไปตลอดชีวิต ซ้ำร้ายกว่านั้นบางคนถึงขนาดเลิกการรักษาแบบปกติ แล้วไปพึ่งพาการรักษาด้วยอาหารเสริมเหล่านี้แทนอีกด้วย

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้ให้ความหมายของคำว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ว่าหมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานนอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ ซึ่งมีสารอาหารหรือสารอื่นเป็นองค์ประกอบ รวมทั้งสารสังเคราะห์ที่เลียนแบบ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่อาหารโดยตรง แต่ใช้บริโภคเพื่อเสริมสร้างสุขภาพหรือเสริมความงาม เป็นต้น ส่วนคำว่า อาหารเสริม นั้น หมายถึง อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก คนไข้ คนชรา ที่รับประทานอาหารไม่ได้ เป็นอาหารที่ทำจากธัญพืช จากเนื้อสัตว์ จากผัก เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี เนื่องจากปัจจุบันผู้ผลิตสินค้าประเภทอาหารเสริม ได้มีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ซึ่งส่งผลเสียทั้งในเชิงความรู้ความเข้าใจ และส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม ซึ่งผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีหลายรายที่หลงเชื่อทานอาหารเสริมเข้าไปเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ส่งผลกระทบต่อตับและไต จนต้องมีการรักษากันเลยทีเดียว และยังส่งผลเสียต่อเนื่องในกลุ่มผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีที่ทำการลดปริมาณหรือไม่รับประทานยาต้านนั้น ก็ยังส่งผลทำให้เกิดการดื้อยาอีกด้วย

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาเอชไอวีว่าในปัจจุบันการรักษาด้วยการทานยาต้านทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับการดูแลสุขภาพกายและใจ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงการพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะยับยั้งปริมาณไวรัสในร่างกายได้แล้ว และเมื่อปริมาณไวรัสมีจำนวนน้อยจนไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ CD4 (เม็ดเลือดขาว) ก็จะมีปริมาณกลับสู่ภาวะปกติ และจะส่งผลให้ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีมีสุขภาพที่แข็งแรงเฉกเช่นผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีนั่นเอง

นอกเหนือจากนั้น หากรักษาจนไม่สามารถตรวจพบปริมาณไวรัสในเลือดแล้ว ก็จะสามารถเข้าสู่สถานะ ไม่พบเชื้อ = ไม่แพร่เชื้อ หรือ Undetectable = Untransmittable (U=U) นั่นเอง ซึ่งการทานยาต้านเชื้ออย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องก็เพีงพอแล้ว ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือเสริมอาหารที่มีการอวดอ้างนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยใดให้การรับรองผลใดๆ ทั้งสิ้น รวมไปถึงยังไม่ผ่านงานวิจัยทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลอีกด้วย จึงควรระมัดระวังและไม่หลงเชื่อเป็นอันเด็ดขาด


แหล่งอ้างอิง

  • รายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” โดย สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (ออกอากาศเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย)
  • ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (คลินิกนิรนาม)
  • สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 7 ธันวาคม 2567

ห้ามกินลูกพลับต่อด้วยนมเปรี้ยวและกล้วยหอม จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2l6i1ldo1st9h


อาการง่วงนอน ท้องอืดทุกครั้งหลังกินข้าวมักพบในผู้ที่เลือดไม่สมบูรณ์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3jpk4mayoq1ya


ลมพิษเกิดจากการบูดเน่าของอาหารในลำไส้ ในช่วงเวลาอากาศเปลี่ยน ทำให้ร่างกายเกิดความแปรปรวน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2zo4hko2eyimt


ใบหน้าบวม ปลายจมูกแดง เป็นสัญญาณเตือนว่าหัวใจกำลังทำงานหนักขึ้น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/i07175uugldy


 ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14zyhu0y3b3m8


 ครม.ไฟเขียวพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ เริ่ม ก.ย.68 ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/30fbtvomfpukq


 วางถังแก๊สหุงต้ม LPG นอนกับพื้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1pc9hntjpo62o


 สปส. เล็งปรับเงินประกันสังคมจ่ายเพิ่มสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sxq5xhhz4wge


 ประกาศแล้ว กฎหมายสมรสเท่าเทียม มีผลใช้บังคับ 22 ม.ค. 68

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14t34eg5tbbga


 ฉีดวัคซีนเอชพีวี 9 สายพันธุ์ ให้เด็กหญิง ป.5 ฟรี เริ่มเดือน ธ.ค. 67

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3fnuo3g1imrv2


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567

รับสมัครคนงานไปทำงานประเทศออสเตรเลีย ผ่านเพจ Job Peachy…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3pl94ud6zgtc9


แจกเงินดิจิทัล 10,000 รอบที่ 2 ในวันที่ 21 พ.ย67 นี้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/20sg58htk4b8g


น้ำมะนาวช่วยรักษา 3 โรคร้ายได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/236zssw2u7ts6


กฟภ. ส่ง SMS ให้ตรวจสอบสิทธิ์การรับเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าคืน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1yaaz2rzm1o4u


 บริการสายด่วนรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ศิริราช 1669 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/mjxax85jv3wo


 ผู้ป่วยโรคไตห้ามรับประทานผักโขม เนื่องจากมีกรดออกซาลิกในปริมาณสูง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2jcny6eh2lire


 หอมแดงมีส่วนช่วยลดอาการหวัด

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/uflf3ddlesgd


ใบน้อยหน่าสามารถช่วยกำจัดเหาได้

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/19qjxknmkl6vvy


กรุงโซลกำลังเผชิญกับหิมะที่ตกหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ117 ปี

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1nwud0r09kh0en


 กินยาคลายกล้ามเนื้อบ่อยอันตราย

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/n5ttvnvt2sz8


 ดมยาดมบ่อยเสี่ยงเป็นโพรงจมูกอักเสบ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ajy9ti2paxoc


 นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่ผลของการทำงานของสมองผิดไป…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2s76wnd24fe4dh


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 23 พฤศจิกายน 2567

ผงชูรสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางเพศได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3u6b9nsk7ohacn


ไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย ผ่านเพจ จัดส่งแรงงานไปต่างประเทศ ทั่วไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/wwme2l3w7zh6


ลักษณะของเมฆควันสีขาวเป็นเมฆเตือนภัย จะมีการเกิดเหตุคลังแก๊ส คลังน้ำมันระเบิดครั้งใหญ่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1xluyc7hhtqs5


หากเห็นรูปภาพเป็นแม่น้ำลำคลอง แสดงว่าสายตาไม่ดี สายตาเสีย สายตาพร่ามัว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1tkdkmm3he6y7#_=_


ประกันสังคมให้สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย สามารถล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องล้างไตอัตโนมัติ (APD)

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3d27ejwfwz1xs


รฟม. เปิดให้บริการลานจอดรถรายเดือนที่สถานีพระราม 9 และอีก 4 แห่ง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1qgapdf4d468t#_=_