ออกกำลังกายช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้จริงหรือ

ในปัจจุบัน โรคซึมเศร้ากลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเครียดและการแข่งขันสูง ทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในประเทศไทย หนึ่งในวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าที่ได้รับการพูดถึงคือการออกกำลังกาย แต่การออกกำลังกายจะสามารถช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้จริงหรือ?

การออกกำลังกายหรือการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องมีผลต่อสมองของเรา ทำให้สมองส่วนต่าง ๆ ได้รับการกระตุ้น ส่งผลให้เกิดการหลั่งสารเคมีกลุ่มสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน (Serotonin), นอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine), และโดปามีน (Dopamine) ซึ่งสารเหล่านี้เกี่ยวข้องภาวะอารมณ์ที่จะสามารถส่งผลทำให้สภาวะอารมณ์ดีขึ้น เมื่อเราทำเป็นประจำต่อเนื่อง เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นและเกิดการขยายตัว ช่วยเสริมสร้างความคิด ความจำ และสมาธิในระยะยาว จึงมีผลเชิงบวกต่อการบรรเทาอาการซึมเศร้า

นอกจากนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ค้นพบว่าการออกกำลังกายวันละประมาณ 35 นาที ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างหนัก สามารถเลือกกิจกรรมที่ชอบ เช่น วิ่ง โยคะ หรือการยืดเส้นยืดสายง่าย ๆ ได้ นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องประมาณ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้ถึง 17% ถือเป็นการป้องกันและบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ในระยะยาว 

ทั้งนี้ การออกกำลังเป็นเพียงวิธีการที่ช่วย “บรรเทาอาการซึมเศร้า หรือ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคซึมเศร้า” ไม่ใช่การรักษาที่หายขาด ดังนั้น ควรที่จะปรึกษาแพทย์ ควบคู่ไปด้วยเพื่อสังเกตความผิดปกติ ทางอารมณ์ และจิตใจ 

( ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช / สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. )

Cofact

https://cofact.org/article/dkjcy6d4sx08

กินหมูกระทะไม่แยกตะเกียบเสี่ยงโรคไข้หูดับจริงหรือไม่?

  หมูกระทะ อาหารยอดฮิตของคนไทยที่หากินได้ง่าย และหลายคนคงไม่ได้แยกตะเกียบที่ใช้คีบหมูดิบ อาหารทะเล เครื่องในต่างๆที่อยู่ในภาชนะเดียวกัน จริงหรือไม่ถ้าไม่แยกตะเกียบคีบหมูกระทะเสี่ยงเป็นโรคไข้หูดับ

โรคไข้หูดับ เกิดจากการกินเนื้อหมู หรือเลือดหมูสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้อสเตปโตค็อกคัส ซูอิส  (Streptococcus suis) ปนเปื้อนอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านทางบาดแผล รอยถลอก และทางเยื่อบุตาได้ 

อาการของโรคไข้หูดับ เริ่มต้นจากมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว หูหนวกหรือการได้ยินลดลงอย่างเฉียบพลัน ภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจลุกลามถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นพิษต่ออวัยวะต่าง ๆ จนเสียชีวิต ซึ่งหากไม่แยกตะเกียบที่คีบหมูดิบย่างบนกระทะและตะเกียบที่ใช้คีบหมูเข้าปากอาจทำให้ได้รับเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ 

กินหมูกระทะให้ปลอดภัย เพียงแค่ใส่ใจกับ “ความสะอาด”  

  • เลือกใช้ตะเกียบคีบเฉพาะ 
  • ก่อนรับประทาน หมู เนื้อ หมึก กุ้ง ต้องลวกนาน 5-10 นาทีให้สุก 
  • รับประทานแค่เนื้อสุก เพื่อความปลอดภัย  
  • ล้างมือด้วยสบู่ก่อนหยิบอาหาร และ หลังเข้าห้องน้ำ  

ดังนั้น การกินหมูกระทะแบบไม่แยกตะเกียบจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคไข้หูดับ

(ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข / สสส. / กรมควบคุมโรค)

Cofact

https://cofact.org/article/3bia5pr7fz8d3

Banner

น้ำข้าวผสมไข่ขาวช่วยรักษาโรคไตได้จริงหรือไม่?

น้ำข้าวผสมไข่ขาวมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายในด้านการบำรุงสุขภาพทั่วไป ซึ่งช่วยเสริมสร้างพลังงานและบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่หลายคนอาจสงสัยถึงความสามารถของน้ำข้าวผสมไข่ขาวในการรักษาหรือฟื้นฟูการทำงานของไต

การดูแลและรักษาโรคไตนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยการทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง การป้องกันโรคไตเสื่อมสามารถทำได้โดยการควบคุมการทานอาหาร และการหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับไต เช่น โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ อาหารเค็มจัด อาหารหวานจัด หรืออาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคที่ทำลายไตได้

ในกรณีที่มีภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (albuminuria) ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการที่ปัสสาวะมีฟองมากผิดปกติ หรือมีอาการบวมตามร่างกาย แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานไข่ขาวเพื่อทดแทนโปรตีนที่สูญเสียไปในกระบวนการขับถ่าย แต่ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ไตเสื่อมลงและนำไปสู่ภาวะไตวายได้

วิธีป้องกันโรคไต

  1. ไม่ควรทานโปรตีนในปริมาณมากเกินไปติดต่อกันหลายวัน เพราะอาจทำให้ไตทำงานหนักเกินไป
  2. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารเค็มจัด อาหารหวานจัด และอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
  3. การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้น

ดังนั้น น้ำข้าวผสมไข่ขาวเป็นอาหารที่สามารถบำรุงสุขภาพได้ แต่ไม่สามารถรักษาโรคไตเสื่อมได้ หากตรวจพบว่าเป็นโรคไต ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม และปรับพฤติกรรมการทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างสมดุล

(ข้อมูลจาก :   กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข /ศูนย์ต้านข่าวปลอม / ชัวร์ก่อนแชร์ )

Banner :

ลิงก์กระทู้Cofact : https://cofact.org/article/3rj2064ixyjd6

กินกระเทียมที่มีจุดดำอาจได้รับเชื้อราเสี่ยงเป็นมะเร็งจริงหรือไม่?

จุดสีดำ น้ำตาลบนเนื้อกระเทียม อาจเกิดจากรอยช้ำของกระเทียมที่ส่งผลให้เชื้อราหลากหลายชนิดปนเปื้อนหรือเข้าไปเจริญอยู่ในบริเวณรอยช้ำนั้น ๆ โดยมักพบในกระเทียมที่มีการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือเก็บไว้เป็นเวลานาน ซึ่งเชื้อราที่พบคือ แอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัส (Aspergillus flavus) และแอสเปอร์จิลลัส พาราซิติกัส (Aspergillus parasiticus) เป็นเชื้อราที่สามารถสร้างสาร อะฟลาทอกซิน  สารที่จัดเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่ง 

แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าพบสารอะฟลาทอกซินบริเวณรอยจุดสีน้ำตาลบนกระเทียม 

ดังนั้น ควรเลือกรับประทานกระเทียมที่มีความสดใหม่ เนื้อแน่น ไม่นิ่ม ไม่ฝ่อ ไม่มีรา จะดีที่สุดและควรเก็บรักษาไว้ในที่แห้งไม่อับชื้นและไม่เก็บไว้นานเกินไป หากพบรอยจุดสีน้ำตาลบนกระเทียมควรทิ้งไปทั้งกลีบหรืออาจหั่นบริเวณนั้นทิ้งและควรรับประทานกระเทียมที่ปรุงสุกเพื่อลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ

(ข้อมูลจากสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม / มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ / สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข / สำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัย (สสอป.))

Cofact

https://cofact.org/article/rjdldcak0ojo

Banner

รับประทานผักปริมาณมากทำให้ท้องอืดจริงหรือไม่

ผักนับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และให้คุณค่าแก่ร่างกาย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย และเป็นแหล่งของใยอาหารที่ช่วยร่างกายกำจัดสิ่งหมักหมมในลำไส้ แต่รู้หรือไม่ว่า หากรับประทานผักในปริมาณที่มากจนเกินไปจะทำให้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือแน่นท้องได้

เนื่องจากผักมี “เซลลูโลส” ที่เป็นสารประกอบของคาร์โบไฮเดรต พบได้ในผนังเซลล์พืช ธัญพืชและผักใบเขียวทั่วไป  ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์ไม่สามารถการย่อยสลาย เซลลูโลส ได้โดยตรง ใยอาหารหรือไฟเบอร์เหล่านี้ต้องใช้แบคทีเรียในการย่อย ทำให้เมื่อเรารับประทานผักในปริมาณมาก ร่างกายจะต้องส่งเส้นใยเหล่านี้ไปยังลำไส้  เพื่อให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ทำหน้าที่ย่อยเส้นใยอาหารบางส่วนผ่านกระบวนการหมัก เมื่อเกิดกระบวนการหมัก แบคทีเรียจะปล่อยก๊าซออกมา ซึ่งแก๊สเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องอืด แน่นท้อง หรือมีลมในกระเพาะอาหาร 

วิธีป้องกันอาการท้องอืดจากการกินผัก มีดังนี้

  • เริ่มกินผักทีละน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้น จะช่วยให้ลำไส้ปรับตัวและย่อยสลายกากใยในผักได้ดีขึ้น เลือกกินผักที่มีกากใยน้อย เช่น ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักโขม ผักบุ้ง ฯลฯ ปรุงผักให้สุกก่อนกิน จะทำให้ผักมีกากใยน้อยลง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยในการย่อยอาหารและขับถ่ายแก๊ส
  • หลีกเลี่ยงการกินผักที่มีกากใยสูง เช่น กะหล่ำปลี บร็อคโคลี ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว ผักกาดหอม ผักกาดขาว ฯลฯ ในช่วงที่มีอาการท้องอืด

สรุปคือ การรับประทานผักในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้  เนื่องจากร่างกายเราไม่สามารถย่อยเส้นใยเหล่านี้ได้โดยตรง ทำให้ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้เป็นตัวช่วยย่อยสลาย จึงทำให้เกิดแก๊สที่เป็นสาเหตุของท้องอืด  

( ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล / โรงพยาบาลพญาไท 2 / โรงพยาบาลรามคำแหง )

Cofact

https://cofact.org/article/1m370x79zj03r

Banner

การรับประทานลูกปลาช่อนสดช่วยให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้นจริงหรือไม่? 

การบริโภคลูกปลาช่อนสดเพื่อช่วยให้แผลหลังการผ่าตัดหรือคลอดหายเร็วขึ้นความเชื่อที่มีมานาน และได้มีการเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะใน TikTok ซึ่งบางกลุ่มคนแนะนำให้กลืนลูกปลาช่อนสดๆ ในปริมาณหลายร้อยตัวจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

การรับประทานปลาน้ำจืดดิบ เช่น ลูกปลาช่อนสด อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากพยาธิและแบคทีเรียต่างๆ เช่น พยาธิใบไม้ตับ พยาธิปากขอ หรือพยาธิตัวจี๊ด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ปวดท้อง หรือโรครุนแรง เช่น การอุดตันท่อทางเดินน้ำดี ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบหรือมะเร็งท่อน้ำดีได้ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่สามารถทำให้เกิดอาหารเป็นพิษและลำไส้อักเสบได้อีกด้วย

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การรับประทานลูกปลาช่อนสดดิบไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ดังนั้น การดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดหรือคลอดควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวและช่วยสมานแผลได้ดี เช่น การทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก ไข่ หรือผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี และแร่สังกะสีที่ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย

ดังนั้น การรับประทานลูกปลาช่อนสดไม่สามารถช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นตามที่มีการกล่าวอ้างในบางสื่อออนไลน์ และยังเสี่ยงเพิ่มโอกาสติดเชื้อพยาธิและแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ ควรเลือกทานอาหารที่ปรุงสุกและมีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างปลอดภัย และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองที่ดีที่สุดหลังการผ่าตัดหรือคลอด

(ข้อมูลจาก :  กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ / ศูนย์ต้านข่าวปลอมประเทศไทย)

Banner : 

ลิงก์กระทู้Cofact : https://cofact.org/article/3rb0elqguxrex

การรับประทานผงชูรสทำให้ผมร่วงจริงหรือไม่?

       ผงชูรสหรือที่รู้จักในชื่อวิทยาศาสตร์ว่า โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG) เป็นสารปรุงแต่งรสชาติให้กลมกล่อมที่ได้รับความนิยมโดยเฉพาะในอาหารไทยและเอเชีย มีส่วนประกอบหลักคือ โซเดียมที่ได้จากเกลือและกรดกลูตามิกซึ่งกรดอะมิโนที่พบได้ตามธรรมชาติในโปรตีนจากสัตว์และพืช

การบริโภคผงชูรสมีผลต่อสุขภาพอย่างไร?

  1. โซเดียมในผงชูรสทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้น
  2. อาหารที่มีผงชูรสอาจทำให้รสชาติอาหารเค็มน้อยลงในความรู้สึกของผู้บริโภค ส่งผลให้บริโภคโซเดียมมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  3. การบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็นในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตและความดันโลหิตสูง

สาเหตุของปัญหาผมร่วงส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดปกติของหนังศีรษะ กรรมพันธุ์ ความเครียดและการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก หรือโปรตีน

ตัวอย่างหนึ่งที่พบได้ในคลินิกผิวหนัง คือ ผู้ที่มาปรึกษาปัญหาผมร่วงมักระบุว่าได้หลีกเลี่ยงผงชูรสแล้ว แต่ผมก็ยังร่วงอยู่ นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ยืนยันว่า ผงชูรสไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผมร่วง

ดังนั้น ผงชูรสไม่ทำให้ผมร่วงและปลอดภัยหากบริโภคในปริมาณไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในทุกมื้อเพื่อลดการสะสมโซเดียมในร่างกาย การบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะช่วยป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคไต ควรรับประทานอาหารที่หลากหลายและสมดุลเพื่อสุขภาพที่ดี

(ข้อมูลจาก : โรงพยาบาลศิครินทร์ /คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล/ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์)

Banner :

ลิงก์กระทู้Cofact : https://cofact.org/article/3c0lfem1ln257 

เบตาดีน ช่วยรักษาสิวอักเสบภายใน 1 คืนจริงหรือไม่

เมื่อเราเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดแผลถลอก แผลสด จึงต้องทำความสะอาดแผลเพื่อฆ่าเชื้อสิ่งสกปรกและ เบตาดีน เป็นอีกหนึ่งยาฆ่าเชื้อที่หลายๆคนต้องนำมาใช้ล้างแผล แล้วเบตาดีนช่วยฆ่าเชื้อหรือรักษาสิวอักเสบได้จริงหรือไม่

เบตาดีน ยาประเภทใช้ภายนอก เป็นยาฆ่าเชื้อชนิดหนึ่ง (antiseptic)  ที่มีส่วนผสมของตัวยา โพวิโดน ไอโอดีน ที่ช่วยในการฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย มักใช้ทำความสะอาดผิวก่อนผ่าตัดหรือการทำแผล โดยสามารถใช้ตรงบริเวณที่เกิดแผลได้ ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง 

ซึ่งการเกิดสิว เกิดจากความผิดปกติของรูขุมขุนหรือต่อมเหงื่อ  (Pilosebaceousunit) เกิดได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักจะเกิดมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น โดยกลไกการเกิดสิวนั้น

 • การอุดตันของรูขุมขน 

• การผลิต sebum หรือไขมันจากต่อมไขมันที่มากผิดปกติ 

• เชื้อก่อโรค Cutibacterium acnes ที่ผิวหนัง

• การอักเสบของร่างกาย 

การรักษาสิว มีตั้งแต่การทายาและอาจให้ร่วมกับยารับประทานโดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิวเป็นหลัก ปัจจุบันไม่แนะนำให้รักษาสิวด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการดื้อยาได้  ส่วนเบตาดีนเป็นเพียงยาฆ่าเชื้อที่ครอบคลุมเชื้อได้หลายชนิด มักใช้ในการฆ่าเชื้อทำความสะอาดผิวก่อนผ่าตัด หรือใช้ในกระบวนการทำแผล

ดังนั้น เบตาดีน จึงไม่ใช่ยาหลักที่ใช้ในการรักษาสิวและยังไม่ได้มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่าสามารถใช้ในการรักษาสิวได้

(ข้อมูลจาก Betadine / สถาบันโรคผิวหนัง กรมหารแพทย์ สาธารสุข / กระทรวงศึกษาธิการ )

Cofact

https://cofact.org/article/2xhsuoaarm4fo

Banner

การโกนขนทำให้ขนงอกเร็วและหนาขึ้นจริงหรือไม่?

การโกนขนเป็นวิธีที่หลายคนเลือกใช้เพื่อกำจัดขนที่ไม่ต้องการจากบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการโกนขนขา รักแร้ หรือใบหน้า เนื่องจากเป็นวิธีที่รวดเร็วและสะดวกสบาย และมักถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดในการจัดการกับขนที่รบกวน บางครั้งคนอาจเลือกการโกนขนเพราะความสะดวกและความรวดเร็ว แต่ก็ยังมีคำถามและข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโกนขน ทั้งในแง่ของการเติบโตของขนและความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากการโกน

หลังการโกนขน ขนที่งอกใหม่มักมีลักษณะปลายทู่ เนื่องจากปลายขนถูกตัดในระนาบเดียวกับผิวหนัง การสัมผัสขนใหม่จึงอาจทำให้รู้สึกว่าขนหยาบหรือหนาขึ้น อย่างไรก็ตาม ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง และโครงสร้างของขนยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือผู้ที่ตัดผมสั้นหรือโกนศีรษะ ผมที่งอกใหม่ในช่วงแรกอาจดูหนาและแข็ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปและผมยาวขึ้น ความหยาบหรือความแข็งเหล่านั้นจะลดลง

ถึงแม้ว่าการโกนขนจะเป็นวิธีที่สะดวกในการกำจัดขน แต่ยังมีผลข้างเคียงบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยบางคนอาจพบว่า ขนที่งอกใหม่ทำให้ผิวบริเวณที่โกนเกิดการระคายเคือง โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวบอบบาง เช่น ใบหน้า รักแร้ หรือขา ขนที่ตัดปลายเป็นระนาบอาจทำให้รู้สึกว่าผิวไม่เรียบเนียนในช่วงแรกของการงอกใหม่ แต่เมื่อขนยาวขึ้น ขนจะรู้สึกนุ่มลง และความระคายเคืองจะลดลง

อีกหนึ่งผลข้างเคียงจากการโกนขนคือการเติบโตของขนบางเส้นที่ผิดทิศทาง ซึ่งอาจทำให้ขนฝังตัวอยู่ใต้ผิวหนัง ส่งผลให้เกิดตุ่มแดงหรือการอักเสบที่เรียกว่าขนคุด

คำแนะนำสำหรับการโกนขนอย่างปลอดภัย

  1. ใช้ใบมีดโกนที่สะอาดและคมเพื่อลดโอกาสการบาดเจ็บหรือการระคายเคือง
  2. ใช้ครีมโกนขนหรือเจลหล่อลื่นเพื่อช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างใบมีดกับผิวหนัง
  3. โกนขนในทิศทางเดียวกับการงอกของขนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดขนคุด
  4. บำรุงผิวหลังการโกนโดยใช้ครีมหรือโลชั่นที่เหมาะสมเพื่อลดการระคายเคือง

ดังนั้น การโกนขนไม่ได้ทำให้ขนเพิ่มจำนวนหรือหนาขึ้นตามความเข้าใจผิดที่มีการแพร่หลาย การโกนขนเป็นวิธีจัดการขนที่ง่ายและสะดวก แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังและดูแลผิวหลังการโกนอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น.

(ข้อมูลจาก : สถาบันโรคผิวหนังแห่งอเมริกา (American Academy of Dermatology) / ศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลนครธน )

Banner :

ลิงก์กระทู้Cofact : https://cofact.org/article/2s8gr06l71qx0

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 19 เมษายน 2568

ช็อก! พบรอยเลื่อนแก่งคร้อพาดผ่านชัยภูมิ-ขอนแก่น เสี่ยงแผ่นดินไหว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/18fn5meyfp5w5


ด่วน! รัฐบาลให้เวลา 1 สัปดาห์ ยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/37zep55a5ogdw


เตือนภัย! เสี่ยงสึนามิ 15, 17 และ 24 – 25 ก.ค. 68…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/7ovbbrzgn7m6


เตือน! พายุฤดูร้อนชุดใหญ่ 10-14 เม.ย. เสี่ยงฟ้าผ่า-ลูกเห็บ-ลมแรง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5lv0owq8pp0f


ไม่มีข้อมูลธุรกรรมการเงินจากไปรษณีย์ไทยรั่วไหลบน Dark Web

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2s08mpio2l3a6


กทม. เปิดให้ยื่นขอรับการเยียวยาเหตุแผ่นดินไหว ถึง 27 เม.ย. 68

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ko1v2x4fwk8o


กินลูกเนียงดิบ เสี่ยงไตวาย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zddrdqzzvubp


 ปรากฏการณ์ฝนดาวตกไลริดส์ จะเกิดขึ้นในวันที่ 22 เม.ย. 68

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1wzkub8mirxfy


‘Cofact’เช็คก่อนแชร์ ประชาสังคมสู้ภัยข่าวลวง

ปัจจุบันนี้งานของกองบรรณาธิการโคแฟค (Cofact) ที่ทำงานด้านตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Check) มีอยู่ด้วยกัน 4 ส่วนหลักๆ ส่วนแรกก็จะเป็นการจัดทำรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็คือการนำเนื้อหาออนไลน์มาตรวจสอบความถูกต้องและเผยแพร่รายงานของเราบนเว็บไซต์ ส่วนที่สองเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากภาคีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นอีสานโคแฟค Deep South Cofact และโคแฟคแสงเหนือ  

ส่วนที่สาม เป็นคล้ายๆ Fact Check Webboard ซึ่งอยู่บนเว็บไซต์ของเราเหมือนกัน ที่เราเปิดให้ประชาชนสามารถส่งความต้องสงสัยมาให้กอง บก. ของเราตรวจสอบได้ ส่วนสุดท้ายคือส่วนที่สี่ ก็เป็น Line Open Chat โคแฟคเช็คข่าว ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดให้ประชาชนส่งข้อความมาให้แอดมินของเราช่วยตรวจสอบความถูกต้อง

กุลธิดา สามะพุทธิ ตัวแทนภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวบนเวที Lightning Talks ยกระดับ รับมือ ข้อมูลบิดเบือน 4.0” โดย ภาคี Fact Checkers ภายในงาน วันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2568 (International Fact-Checking Day 2025)สงครามข้อมูล 2025: โจทย์แห่งความจริงในยุควิกฤตความเชื่อมั่น The Battle for Truth: Reclaiming Information Integrity in the Age of Distrust” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา ถึงงานที่ดำเนินการอยู่ของโคแฟค เครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่ไหลเวียนบนโลกออนไลน์

ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2563 ในงานเสวนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 11 เป็นครั้งแรกที่มีการเปิดตัวโคแฟค โดย สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวว่า โคแฟคเป็นนวัตกรรมทางสังคมในการนำแอพพลิเคชั่นไลน์ แชทบอท และฐานข้อมูลในเว็บไซต์ มาช่วยตรวจสอบข้อมูลว่าจริงหรือลวง 

แต่การจะขับเคลื่อนกลไกโคแฟคให้สำเร็จได้จริงนั้น จึงต้องขยายงานจากการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ ไปสู่การสร้างชุมชนเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือเป็นภารกิจการปฏิรูปสื่อในยุคดิจิทัลที่หันกลับมาสร้างความเข้มแข็งในภาคพลเมือง ให้การแก้ไขข่าวลวงด้วยหลักวารสารศาสตร์ เช่น การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือก่อนเสมอ กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของสังคม

ขณะที่ สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในขณะนั้น กล่าวว่า ประเทศไทยมีสถานการณ์การระบาดของข่าวลวง อาทิ การหลอกขายสินค้า ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาและหยุดยั้งการระบาดของข่าวลวงในยุคชีวิติวิถีใหม่ (New Normal) จึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มาแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน 

โดยจุดประกายด้วยนวัตกรรม โคแฟค (Collaborative Fact Checking : Cofact) บนเว็บไซต์ cofact.org และไลน์ @cofact พร้อมสานพลังขับเคลื่อนสังคมขยายผู้ใช้ไปยังภาคีเครือข่ายเกิดเป็นชุมชนโคแฟค สร้างค่านิยมใหม่โดยใช้พลังพลเมืองในการร่วมตรวจสอบข่าวลวงที่ทุกคนสามารถเป็น fact checker เกิดพื้นที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงประเด็นสุขภาวะร่วมกัน

กลับมาที่งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2568กุลธิดา เล่าว่า จากประสบการณ์ที่เข้ามาร่วมทำงานกับโคแฟคตั้งแต่เมื่อปี 2566 พบ ข้อสังเกตเกี่ยวกับข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือน คือ แม้จะถูกหักล้างแล้วไปแต่ก็พร้อมจะกลับมาถูกแชร์ใหม่ได้เสมอ โดยอาจต่างกันไปบ้างที่บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่นำเรื่องนั้นกลับมาแชร์ หรือช่องทางแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกนำเรื่องนั้นไปแชร์ นอกจากนั้นยังมีการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) รวมถึงการแทรกแซงทางข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศ ซึ่งต้องยกระดับการรับมือใน 3 ส่วน

1.กองบรรณาธิการของ Cofact ซึ่งไม่ได้ทำงานแบบสำนักงานแต่เป็นแบบเครือข่าย ที่ผ่านมาอาจประสานกันได้ไม่ดีพอ แต่เชื่อว่าหากการทำงานของกอง บก. Cofact สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลและเผยแพร่รายงานการตรวจสอบได้ถี่ขึ้น ก็น่าจะเป็นส่วนช่วยในการยกระดับการรับมือข่าวลวงได้ 2.ภาคีเครือข่ายของ Cofact ซึ่งเปรียบเสมือน เพื่อนบ้าน เช่น สำนักข่าว องค์กรวิชาชีพสื่อ สิ่งที่อยากเห็นคือการแบ่งปันเนื้อหาการตรวจสอบข้อเท็จจริงระหว่างสื่อด้วยกันให้ได้มากที่สุด 

เข้าใจดีว่าองค์กรสื่อมันมีการแข่งขันกันในระดับหนึ่ง แล้วก็การเอาเนื้อหาของเพื่อนมาเผยแพร่ต่อก็เป็นสิ่งที่ไม่โอเคเลย อันนี้เข้าใจดี แต่เป็นไปได้ไหมว่ายกเว้นสำหรับการทำรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นไปได้ไหมว่าเราจะทำงานกันในลักษณะเหมือนกับเป็นกองบรรณาธิการร่วม หรือมีถังกลางที่ทุกคนทุกสื่อทุกสำนัก สามารถที่จะเอารายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงไปนำเสนอในแพลตฟอร์ม ในช่องทางของตัวเองได้โดยมีการอ้างอิงที่เหมาะสม 

คือในส่วนการทำข่าวอื่นๆ ก็แข่งกันไปตามปกติเลย แต่พอเป็นตรวจสอบข้อเท็จจริงเราใช้ของกันและกันได้ อันนี้เป็นความฝัน เป็นสิ่งที่อยากเห็นมากๆ เลย เพราะถ้าเราทำได้มันก็จะทุ่นเวลา ประหยัดแรง แล้วก็ทำให้ประชาชนเข้าถึงรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเราได้มากที่สุดกุลธิดา กล่าว

กุลธิดา ยังกล่าวถึงอีกภาคส่วนที่สำคัญคือ 3.ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยความที่เป็นช่องทางเผยแพร่รายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลไปสู่สาธารณชน จึงอยากให้เอื้อต่อการมองเห็นเนื้อหาดังกล่าวให้ได้มากที่สุด รวมถึงพัฒนาระบบคัดกรองเพื่อไม่ให้แพลตฟอร์มกลายเป็นช่องทางระบาดของข้อมูลเท็จ ก็จะช่วยยกระดับการรับมือข้อมูลบิดเบือนในยุคนี้

ในการกล่าวเปิดงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2568 เบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร รองผู้จัดการกองทุน สสส. ยกตัวอย่างเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ อย่างแผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ซึ่งแม้ศูนย์กลางจะอยู่ที่เมียนมา แต่ส่งผลมาไกลถึงกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทย ว่า  ในวันดังกล่าวจะเห็นการสื่อสารอย่างมากแบบท่วมท้น ขณะที่ สสส. โดยแผนระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา มุ่งมั่นให้เกิดการสร้างปัจจัยแวดล้อมของระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ ทั้งนี้ World Economic Forum ชี้ว่า ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนยังเป็นสาเหตุสำคัญอันดับ 1 ติดต่อกันมาแล้ว 2 ปี นั่นหมายความว่ายังไม่สามารถแก้ไขได้ดีมากนัก

Cofact ไม่ได้เป็นของ สสส. คนเดียว เราร่วมกันทำงาน แล้วเราเห็นการเติบโตที่บอกว่าไม่ใช่ว่าพอโคแฟคเกิดขึ้นแล้วไม่ใช่ทุกคนไม่ต้องทำอะไร แต่ยิ่งโคแฟคเกิดขึ้นเท่าไรการทำงานภาคประชาชนเยอะขึ้นมากๆ เรามีฐานข้อมูลที่เป็นฐานข้อมูลองค์กรประมาณเป็นหมื่นข้อมูลที่เข้ามา ตอนนี้นับยอดเข้ามาสะสม เรามีคนที่เข้าดู 5 แสนคน/ครั้ง เป็นอันดับ 2  ต่อจากศูนย์ที่เป็นของภาครัฐจริงๆเบญจมาภรณ์ กล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ขอบคุณที่มาสำนักข่าวแนวหน้า

ภาพ พล.อ. ประยุทธ์เปิดการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ถูกบิดเบือนว่าเป็นภาพเปิดตึก สตง.

กองบรรณาธิการโคแฟค

ภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมพิธีเปิดการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเมื่อปี 2560 ถูกผู้ใช้เฟซบุ๊กนำมาบิดเบือนว่า อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทำพิธีเปิดโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ที่ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาและส่งผลกระทบถึงประเทศไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

เนื้อหาที่ตรวจสอบ

วันที่ 31 มีนาคม 2568 หรือ 3 วันหลังเหตุแผ่นดินไหวและตึก สตง. ถล่ม ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้แชร์ภาพ พล.อ. ประยุทธ์ถ่ายภาพร่วมกับชายสวมสูทอีก 4 คน ทุกคนสวมหมวกนิรภัย สวมถุงมือสีขาว และด้านหน้ามีพลั่ววางไว้ ลักษณะเป็นการถ่ายภาพในพิธีเปิดโครงการก่อสร้างแห่งหนึ่ง (ลิงก์บันทึก)

ผู้โพสต์เขียนข้อความว่า “[พล.อ.ประยุทธ์] ไปเปิดตึกเองกับมือ..” ส่วนข้อความที่ฝังในภาพระบุว่า “ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทั้งการเซ็นสัญญาก่อสร้างตึกของ สตง. ทั้งการเซ็นสัญญาสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ล้วนเกิดขึ้นในรัฐบาลรัฐประหารทั้งสิ้น”

โพสต์ดังกล่าว ซึ่งถูกแชร์ไปมากกว่า 300 ครั้ง ทำให้เกิดความเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์เคยร่วมพิธีเปิดโครงการก่อสร้างตึก  สตง. ในพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ที่ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย บาดเจ็บ 9 ราย และสูญหาย 67 ราย (ข้อมูลจากศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร วันที่ 11 เมษายน 2568)   

โคแฟคตรวจสอบ

โคแฟคตรวจสอบภาพดังกล่าวโดยใช้เครื่องมือค้นหาภาพย้อนกลับของกูเกิล (Reverse Image Search) ประกอบกับการอ้างอิงรายงานข่าวของสื่อมวลชนหลายสำนัก ผลการตรวจสอบพบว่านี่เป็นภาพถ่ายเก่าตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ร่วมพิธีเปิดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนระยะที่ 1 (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลจีนเข้าร่วมในพิธีด้วย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานของ สตง. ตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ไทยรัฐออนไลน์ เผยแพร่ภาพนี้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 (ลิงก์บันทึก) เป็นภาพประกอบรายงานข่าวพิธีเปิดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางไปเป็นประธานในพิธี ณ มอหลักหินรัชกาลที่ 5 ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

โคแฟคเปรียบเทียบภาพที่ปรากฏในโพสต์บนเฟซบุ๊กกับภาพจากรายงานข่าวของไทยรัฐ พบว่าเป็นภาพเดียวกัน

การค้นหาภาพเพิ่มเติมยังพบว่า ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานข่าวเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงผ่านช่องทางยูทูบ ในวิดีโอมีภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ร่วมพิธีเปิดกับตัวแทนรัฐบาลจีนเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นภาพจากมุมกล้องที่แตกต่างกัน แต่ก็ยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับภาพที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ (ลิงก์บันทึก)

รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย โดยเฉพาะเส้นทางสายกรุงเทพฯ-หนองคาย เป็นโครงการเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนเข้ากับเครือข่ายการคมนาคมของจีน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative หรือ BRI) ที่รัฐบาลจีนผลักดัน

คณะรัฐมนตรีของไทยมีมติเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ดำเนินการในระยะที่ 1 ครอบคลุมเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ภายใต้รูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยฝ่ายไทยรับผิดชอบการลงทุนทั้งหมดและดำเนินงานก่อสร้างโยธา ขณะที่ฝ่ายจีนให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การออกแบบระบบ และวิศวกรรม

โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560  ภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคม และ รฟท. ฝ่ายจีนมีบทบาทในด้านการออกแบบระบบและถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านบริษัท China Railway International Group (CRIC) และ China Railway Design Corporation (CRDC) ขณะที่ฝ่ายไทยรับผิดชอบด้านการลงทุนและก่อสร้างโยธา ขณะนี้โครงการยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยใช้งบประมาณราว 179,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2570

เซ็นสัญญาสร้างตึก สตง. สมัย “รัฐบาลรัฐประหาร”?

โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อความในภาพที่ระบุว่า การเซ็นสัญญาก่อสร้างตึก สตง. “เกิดขึ้นรัฐบาลรัฐประหาร” ซึ่งเข้าใจได้ว่าหมายถึงรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามาบริหารประเทศหลังการรัฐประหารปี 2557 และเป็นนายกฯ ต่อหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562

เอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ของ สตง. ลงวันที่ 30 มีนาคม 2568 หรือ 2 วันหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการก่อสร้างอาคารหลังนี้ว่า สตง. ได้เสนอขออนุมัติงบประมาณรายการค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน 2,560 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ต่อมาได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และได้ผู้ชนะการประกวดราคา ได้แก่ กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด) ซึ่งเป็นผู้เสนอราคารายต่ำสุด ด้วยวงเงิน 2,136 ล้านบาท

สำหรับพิธีลงนามทำสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารสำนักงาน สตง. กับกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี นั้น ไทยพีบีเอสรายงานว่ามีขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563

โคแฟคตรวจสอบสรุปผลการประชุม ครม. พบว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่ง ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณก่อสร้างอาคารสำนักงาน สตง. และเขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ สตง. จัดพิธีลงนามทำสัญญาก่อสร้างกับกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี

ข้อสรุปโคแฟค: ภาพจริงแต่ข้อความบิดเบือน

  1. ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำมาโพสต์บิดเบือนนั้น เป็นภาพเหตุการณ์เก่าเมื่อ 7 ปีที่แล้วขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ร่วมพิธีเปิดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ณ มอหลักหินรัชกาลที่ 5 ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ไม่ใช่พิธีเปิดการก่อสร้างอาคารสำนักงาน สตง. แห่งใหม่
  2. การอนุมัติวงเงินงบประมาณก่อสร้างอาคารสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ และพิธีเซ็นสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่าง สตง. กับ ครม. กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี เกิดขึ้นในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จริง กล่าวคือที่ประชุม ครม. ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์เป็นประธานมีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณกว่า 2 พันล้านบาทเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ส่วนพิธีเซ็นสัญญาจ้างก่อสร้างมีขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563  

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่อนุมัติงบประมาณหรือเซ็นสัญญาจ้างก่อสร้างกับเอกชนยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าบุคคลใดหรือรัฐบาลใดมีความผิด การสอบสวนกรณีอาคาร สตง. ถล่ม ต้องอาศัยข้อมูลหลักฐานอื่น ๆ อีกมาก ไม่ใช่เพียงแค่โครงการนี้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดใด  

เรื่องแนะนำ