‘The Future I Saw’เศรษฐกิจท่องเที่ยว‘ญี่ปุ่น’เสียหายหนัก เมื่อหนังสือการ์ตูนถูกเชื่อว่าเป็นคำทำนายภัยพิบัติ

By : Zhang Taehun

เป็นเรื่องบังเอิญโดยสิ้นเชิง ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ซึ่งทางการได้ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นข่าวลือที่ไร้เหตุผล

คำกล่าวของ อายาทากะ เอบิตะ (Ayataka Ebita) ตัวแทนจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ในรายงานข่าว Authorities say latest quake not connected to viral manga prediction โดยสื่อญี่ปุ่นอย่างสำนักข่าว Japan Today เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2568 เป็นการออกมาย้ำอีกครั้งว่า ข่าวลือ ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ถูกทำนายไว้ล่วงหน้าในหนังสือการ์ตูน (มังงะ  Manga)” นั้น ไม่เป็นความจริง แต่อย่างใด

ซึ่งในวันดังกล่าว มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.4 เกิดขึ้นที่บริเวณหมู่เกาะโทคาระ (Tokara Islands) ในพื้นที่ จ.คาโงะชิมะ (Kagoshima) ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.29 น. ที่ความลึกประมาณ 19 กิโลเมตร และไม่มีการออกคำเตือนสึนามิ และต่อมาขนาดและความลึกของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับการแก้ไขจาก 5.3 และ 20 กิโลเมตรตามลำดับ

นอกจากนั้น นับตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2568 เป็นต้นมา หมู่เกาะแห่งนี้ตรวจพบแผ่นดินไหวแล้วมากกว่า 1,300 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เอบิตะ ย้ำว่า “ในญี่ปุ่น แผ่นดินไหวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” ซึ่งวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่สามารถทำนายแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำ และแผ่นดินไหวใดๆ ที่ดูเหมือนจะตรงกับคำทำนายจากหนังสือการ์ตูนเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น

(ภาพ 01 “The Future I Saw” มังงะญี่ปุ่นที่เชื่อกันว่า “บอกใบ้” คำทำนายภัยพิบัติ)
ที่มา : Ebay

รายงานข่าวของ Japan Today ได้กล่าวถึงมังงะ หรือหนังสือการ์ตูนเรื่อง “The Future I Saw” ซึ่งเขียนโดย เรียว ทัตสึกิ (Ryo Tatsuki) นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น เนื้อหาว่าด้วยการพูดถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  และผลงานของนักเขียนหญิงท่านนี้เริ่มถูกพูดถึงอย่างมากในปี 2554 เมื่อญี่ปุ่นเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่ กับเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิที่ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ 

เนื่องด้วย The Future I Saw เป็นหนังสือการ์ตูนเก่าและอาจไม่คุ้นตาสำหรับแฟนๆ มังงะญี่ปุ่นในต่างประเทศ ทำให้ประวัติของเรียว ทัตสึกิ ในสื่อหลักที่เป็นภาษาอังกฤษค่อนข้างหาได้ยาก เท่าที่ลองค้นได้ อาทิ รายงานข่าว Japan’s doomsday prediction: July 5 comic book prophecy sparks panic, tourists flee, flights cancelled วันที่ 5 ก.ค. 2568 โดยสื่ออินเดียอย่าง นสพ. The Indian Express ระบุว่า ปัจจุบัน เรียว ทัตสึกิ อายุ 70 ปี และออกจากวงการการ์ตูนไปแล้ว ส่วนผลงานมังงะ The Future I Saw นั้นตีพิมพ์แบบรวมเล่มครั้งแรกในปี 2542 

โดยเรื่องราวที่เขียนนั้นอ้างมาจากความฝันของเธอเองที่ได้เห็นภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงเรื่องที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับเหตุภัยพิบัติฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 อย่างไรก็ตาม เรียว ทัตสึกิ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเธอไม่ใช่ศาสดาพยากรณ์ ในแถลงการณ์ผ่านสำนักพิมพ์ของเธอ นักเขียนท่านนี้ได้แสดงท่าทีในการขอแยกตัวออกจากการคาดเดาที่เพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางความตื่นตระหนกได้แพร่กระจายไปแล้วอย่างกว้างขวาง

รายงานพิเศษ ‘Prophetic Manga’ Predicts a Great Cataclysm Will Hit Japan in July 2025 ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นิตยสาร Tokyo Weekender ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 ระบุว่า  เรียว ทัตสึกิ อ้างว่าเธอฝันเห็นนิมิตมาเกือบ 50 ปีแล้ว โดยในช่วงต้นของทศวรรษ 1980 (ปี 2523 – 2532) เธอเริ่มบันทึกนิมิตและวันที่ฝันไว้ในสมุดบันทึก จากนั้นในปี2542 จึงได้หยิบบางส่วนจากบันทึกมาวาดเผยแพร่เป็นผลงานมังงะเรื่อง The Future I Saw หรือในชื่อภาษาญี่ปุ่นคือ  Watashi ga Mita Mirai 

ทัตสึกิ เล่าว่า ตนมักฝันถึงความตายอยู่บ่อยครั้ง และหลายครั้งดูเหมือนจะนำไปสู่เรื่องจริงอย่างเหลือเชื่อ เช่น มีครั้งหนึ่งฝันว่าอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งในถ้ำ เธอไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้น แต่ต่อมาก็มีข่าวพบหลุมหลบภัยที่สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2484 – 2488) ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเมืองโยโกฮามา หรือต่อมามีการพบศพผู้หญิงถูกฆาตกรรมแล้วมีการหั่นศพเพื่ออำพราง เสื้อผ้าที่หญิงเคราะห์ร้ายนั้นสวมใส่ก็ตรงกับผู้หญิงที่ทัตสึกิเห็นในความฝัน นอกจากนั้น เจ้าตัวยังอ้างว่าฝันเห็น เฟรดดี้ เมอร์คิวรี นักร้องนำวงควีนเสียชีวิต รวมถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา หลายปีก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ

หลังเกิดหายนะภัยครั้งใหญ่ในฟุกุชิมะเมื่อปี 2554  หนังสือการ์ตูน The Future I Saw กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง และด้วยความที่เป็นหนังสือเก่าหายาก ทำให้ราคาประมูลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  ก่อนจะที่ทางสำนักพิมพ์จะนำกลับมาตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปี 2564 ในครั้งนี้ ทัตสึกิได้ชี้แจงว่าความฝันเกี่ยวกับคลื่นสึนามิขนาดยักษ์ที่เธอฝันมาตั้งแต่ปี 2524 นั้นไม่เกี่ยวข้องกับลางสังหรณ์เกี่ยวกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเดือน มี.ค. 2554 ตามที่หลายคนคิดกันมาตลอดหลายปี

ทัตสึกิอธิบายว่าในฝันของเธอเป็นช่วงฤดูร้อนเพราะเธอสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อยืด ในขณะที่ 3.11 (มีนาคม 2554เกิดขึ้นในฤดูหนาว นอกจากนี้ คลื่นยักษ์ที่เธอเห็นยังมีขนาดใหญ่กว่าคลื่นที่ซัดถล่มภูมิภาคโทโฮคุ (ที่ตั้งของ จ.ฟุกุชิมะ) ถึง เท่า ซึ่งคลื่นสึนามิมีความสูงกว่า 40 เมตร รายงานของ Tokyo Weekender ระบุ 

การทำนายความฝันที่ระบุในปี 2564 คาดเดาจะเกิดภัยพิบัติในเดือน ก.ค. 2568 ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นกำเนิดของคลื่นสึนามิ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นผลจากการระเบิดครั้งใหญ่ เช่น ภูเขาไฟหรือระเบิดที่ระเบิดขึ้นระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ พื้นทะเลจะถูกดันขึ้นและสร้างแผ่นดินใหม่ในขณะที่คลื่นยักษ์จะกลืนกินพื้นที่ญี่ปุ่นหนึ่งในสามถึงหนึ่งในสี่ที่หันหน้าไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก

(ภาพ 02 ความเสียหายในภูมิภาคโทโฮคุของญี่ปุ่น จากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2554)
ที่มา : Tokyo Weekender

 

แม้จะกลายเป็นเรื่องร่ำลือกันอย่างกว้างขวาง แต่รายงานของ Tokyo Weekender ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดทั้งฉบับสมบูรณ์ของ Watashi ga Mita Mirai หรือ The Future I Saw ทัตสึกิพยายามหลีกเลี่ยงคำทำนายของเธอโดยบอกว่าความฝันของเธอหลายเรื่องเป็นสัญลักษณ์ เช่น ความฝันที่บอกว่าเธอเองจะตายในปี 2543 หรือความฝันเกี่ยวกับการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะแยกไม่ออกว่านิมิตไหนเป็นเรื่องจริงและนิมิตไหนไม่ใช่ คำถามแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามหันตภัยเดือนกรกฎาคมจะไม่ใช่อย่างหลัง?

สื่อญี่ปุ่นฉบับนี้ยังชี้ไปที่การใช้ถ้อยคำ อาจจะ (Maybe)” , “บางที (Perhaps)” , “ฉันไม่รู้ (I don’t know)” บ่อยมากของทัตสึกิด้วย รวมถึงวันอื่นๆ บนปกมังงะของเธอตั้งแต่ปี 2534 -2542 ดูเหมือนจะไม่ตรงกับภัยพิบัติใหญ่ๆ เลย ในขณะที่ผู้คนพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านี้กับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย รวมถึงการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ทุกอย่างกลับคลุมเครือเกินกว่าที่จะรับได้ ดังนั้น การคาดการณ์เดือน ก.ค. 2568 เป็นเรื่องแต่งขึ้นหรือไม่ย่อมไม่มีใครรู้ และเหตุใดถึงทำแบบนั้น

แต่ไม่ว่าคำทำนายจะเป็นของจริงหรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วแน่ๆ คือผลกระทบต่อภาคการเท่องเที่ยวของญี่ปุ่น รายงานเดียวกันของ Tokyo Weekender ระบุว่า มังงะ Watashi ga Mita Mirai กลายเป็นที่นิยมในประเทศจีน โดยแฟนๆ ต่างให้ความสำคัญกับคำทำนายเดือน ก.ค. 2568 อย่างจริงจัง จนต้องยกเลิกเที่ยวบินไปญี่ปุ่นหลายเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว อาทิ สายการบิน Greater Bay Airlines ต้องลดเที่ยวบินฤดูร้อนจากฮ่องกงไปญี่ปุ่นลง 3 – 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เนื่องจากความต้องการที่ลดลง

รายงานข่าว Manga doomsday prediction spooks tourists to Japan โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ วันที่ 4 ก.ค. 2568 ระบุว่า ในขณะที่ 4 เดือนแรก เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นค่อนข้างสดใส โดยข้อมูล ณ เดือน เม.ย. 2568 พบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเยือนที่ 3.9 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อเข้าสู่เดือน พ.ค. ปีเดียวกันกลับพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่เดินทางไปญี่ปุ่นลดลงถึงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

สตีฟ เฮือน (Steve Huen) จากบริษัททัวร์ EGL Tours ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง กล่าวหาว่าคำทำนายที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากเชื่อมโยงกับหนังสือการ์ตูนที่เล่าถึงความฝันเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และคลื่นสึนามิที่ถล่มญี่ปุ่นและประเทศเพื่อนบ้านในเดือน ก.ค. 2568 ข่าวลือดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมาก บริษัทของตนเห็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ส่วนลดและการทำประกันแผ่นดินไหวถูกนำมาใช้เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้การเดินทางไปยังญี่ปุ่นลดลงเหลือศูนย์

ท่ามกลางการร่ำลืออย่างกว้างขวาง เรียว ทัตสึกิ ผู้เขียนการ์ตูนเรื่อง The Future I Saw ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2542 และตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปี 2564พยายามระงับการคาดเดาดังกล่าว โดยระบุในแถลงการณ์ที่ออกโดยสำนักพิมพ์ว่าเธอไม่ใช่ผู้ทำนายอนาคต (Prophet) อนึ่ง บางคนยังคาดเดาแบบระบุวันที่อย่างชัดเจน คือวันที่ 5 ก.ค. 2568 แม้ตัวของทัตสึกิจะปฏิเสธเรื่องนี้ก็ตาม

รายงานของรอยเตอร์ ระบุว่า ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในพื้นที่ วงแหวนไฟ ของมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 900 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก บนเกาะต่างๆ นอกปลายสุดของเกาะคิวชูอย่างไรก็ตาม ศ.โรเบิร์ต เกลเลอร์ (Prof.Robert Geller) จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวมาตั้งแต่ปี 2514 ย้ำว่า แม้การทำนายแผ่นดินไหวโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ก็ยังเป็นไปไม่ได้.

นสพ. Australian Financial Review ของออสเตรเลีย รายงานข่าว Asian tourists are avoiding Japan. The reason might surprise youเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2568 ระบุว่า แม้เรียว ทัตสึกิ จะพยายามเตือนผู้อ่านว่าอย่าตีความคำทำนายจากเรื่องที่เธอเขียนขึ้นกันอย่างจริงจังเกินไป แต่ทุกอย่างก็ไปไกลเกินควบคุมแล้ว เมื่อคำทำนายถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในหลายแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Youtube , TikTok รวมถึงแพลตฟอร์มที่ใช้กันในประเทศจีนอย่าง Weibo , Redbook ขณะที่การจองตั๋วเครื่องบินจากฮ่องกงไปยังญี่ปุ่นลดลงถึงร้อยละ 83 ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนและต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ตามข้อมูลของ Bloomberg Intelligence ที่ใช้ข้อมูลของ ForwardKeys  

ในเมืองคาโงะชิมะซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟหลายลูก จำนวนการพักค้างคืนของนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงในเดือนพ.ค. 2568 ลดลงร้อยละ 66 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ตามรายงานของนสพ. Minami Nippon Shimbun ส่งผลให้สายการบิน Hong Kong Airlines ต้องระงับเที่ยวบินทั้งหมดระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม ผลกระทบดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเปิดเส้นทางปีนเขาโยชิดะยอดนิยมเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยผู้ประกอบการโรงแรมรายงานว่าแทบจะไม่มีนักปีนเขาชาวจีนเลย ในช่วงต้นฤดูกาล และการจองแบบกลุ่มใหญ่ถูกยกเลิกเป็นจำนวนมาก ตามที่ไกด์นำเที่ยวบอกกับ นสพ. Sankei Shimbun   ว่า ปกติแล้วช่วงนี้จะมีนักปีนเขาชาวจีนจำนวนมาก 

ในคำทำนายล่าสุดของเธอ ทัตสึกิทำนายว่าพื้นทะเลระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์จะแตกออก ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ทำลายล้างชายฝั่งแปซิฟิกและเชื่อมต่อฮ่องกงกับไต้หวันทางบก ซึ่ง เหลียง เหวิน-จง (Liang Wen-Tzong) นักธรณีวิทยาชาวไต้หวันจากสถาบันธรณีวิทยาแห่งสถาบัน Academia Sinica ในไทเป เรียกสถานการณ์นี้ว่าไร้สาระและไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ เลย

ญี่ปุ่นตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลประเมินว่ามีโอกาสถึงร้อยละ 80 ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ที่ร่องน้ำนันไก ซึ่งเป็นช่องเขาใต้น้ำทางตอนใต้ของญี่ปุ่นภายใน 30 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้พยายามระงับความตื่นตระหนกดังกล่าว อาทิ ในเดือน มิ.ย. 2568 เรียวอิจิ โนมูระ ()Ryoichi Nomuraหัวหน้าสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกมาย้ำผ่านสื่อว่า ไม่สามารถคาดเดาการเกิดแผ่นดินไหวได้โดยการระบุวันที่ เวลา สถานที่ และขนาด จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการทำนายดังกล่าว เพราะถือเป็นเรื่องหลอกลวง

บทสรุปของเรื่องนี้ ผู้เขียนนั้นเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ในชีวิตคนเราที่เผชิญกับความไม่แน่นอน การพยายามหาอะไรสักอย่างมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรไม่ใช่เรื่องแปลกโดยเฉพาะกับเรื่องความเป็นความตายอย่างภัยพิบัติต่างๆ แต่หลักหนึ่งที่ขอให้ยึดไว้เสมอคือ..ขอให้เลือกตัดสินใจจากข้อมูลที่สมเหตุสมผล มีหลักฐานหรือทฤษฎีจากผลการศึกษาเป็นที่ประจักษ์ก่อนเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะในยุคสื่อสังคมออนไลน์ที่อะไรๆ ก็ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วและกว้างขวาง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-


อ้างอิง

https://japantoday.com/category/national/update2-quake-not-connected-to-viral-manga-prediction-japan-weather-agency (Authorities say latest quake not connected to viral manga prediction : Japan Today 5 ก.ค. 2568)

https://indianexpress.com/article/entertainment/korean/japans-doomsday-prediction-july-5-comic-book-prophecy-sparks-panic-tourists-flee-flights-cancelled-10107352/ (Japan’s doomsday prediction: July 5 comic book prophecy sparks panic, tourists flee, flights cancelled : The Indian Express 5 ก.ค. 2568)

https://www.tokyoweekender.com/entertainment/anime-and-manga/prophetic-manga-predicts-a-great-cataclysm-will-hit-japan-in-july-2025/ (‘Prophetic Manga’ Predicts a Great Cataclysm Will Hit Japan in July 2025 : Tokyo Weekender 8 พ.ค. 2568)

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/manga-doomsday-prediction-spooks-tourists-japan-2025-07-03/ (Manga doomsday prediction spooks tourists to Japan : รอยเตอร์ 4 ก.ค. 2568)

https://www.afr.com/world/asia/asian-tourists-are-avoiding-japan-the-reason-might-surprise-you-20250702-p5mbxy (Asian tourists are avoiding Japan. The reason might surprise you : AFR 4 ก.ค. 2568)

“เช็กข่าวลือแผ่นดินไหวและสึนามิอย่างไร ให้ได้ข้อมูลจริง?”

ขอบคุณที่มาข้อมูล ubonconnect

ในรายการ *COFACT สนทนา รวมพลคนเช็กข่าว* ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2561  ได้หยิบยกประเด็นร้อนที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีข่าวลือเกี่ยวกับภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิแพร่สะพัดในโลกโซเชียลมีเดีย สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน รายการนี้จึงชวนผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนประชาชนมาร่วมถกประเด็น “เช็กข่าวลือแผ่นดินไหว, สึนามิอย่างไร ให้ได้ข่าวจริง?” เพื่อให้ความรู้และแนวทางในการรับมือกับข้อมูลเท็จ พร้อมสร้างความมั่นใจในระบบเตือนภัยของภาครัฐ

ผู้ร่วมสนทนา

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT

บุรินทร์ เวชบรรเทิง ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและสึนามิ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา

นุช คนเช็กข่าว ตัวแทนประชาชน

สุชัย เจริญมุขยนันท ดำเนินรายการ

ความกังวลจากข่าวลือและการทำนายภัยพิบัติ

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดประเด็นด้วยการเล่าถึงความกังวลของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เช่น จังหวัดกระบี่ ที่ญาติพี่น้องของเธอเองก็รู้สึกหวาดกลัวจากข่าวลือเรื่องสึนามิ ซึ่งมักถูกกระพือโดยการทำนายของหมอดูหรือข่าวลือในโซเชียลมีเดีย เป็นช่วงที่ต้องจับตาเรื่องแผ่นดินไหวและสึนามิเธอชี้ว่า ความกลัวเหล่านี้เกิดจากทั้งข้อเท็จจริง เช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอดีต และความไม่รู้ที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ สุภิญญาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติและการตรวจสอบข้อมูล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการตื่นตัวและการป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง

มุมมองจากประชาชน: ความท้าทายในการแยกแยะข่าวจริง-ข่าวลวง

นุช คนเช็กข่าว ในฐานะตัวแทนประชาชน เล่าถึงประสบการณ์ของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานี ที่ติดตามข้อมูลภัยพิบัติผ่านกลุ่มไลน์และสื่อต่างๆ เธอระบุว่า ข่าวลือมักถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกยอดวิวในโซเชียลมีเดีย ทำให้ประชาชนสับสนและไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือ นุชเสนอว่า ภาครัฐควรสื่อสารข้อมูลอย่างรวดเร็วและชัดเจนผ่านคลิปสั้นๆ ความยาวไม่เกิน 3 นาที เพื่อให้ทันกับกระแสข่าวลือ โดยเฉพาะเมื่อมีการทำนายจากหมอดูที่มักแพร่กระจายเร็วกว่าข้อมูลจากหน่วยงานราชการ

ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญ

บุรินทร์ เวชบรรเทิง ผู้เชี่ยวชาญจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลก โดยเฉลี่ยมีแผ่นดินไหวระดับ 6 ขึ้นไปปีละประมาณ 100 ครั้ง และระดับ7 ซึ่งอาจสร้างความเสียหายได้ ปีละประมาณ 10 ครั้ง ส่วนสึนามิมักเกิดจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในทะเล (มากกว่า 7.6) ที่มีการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งของเปลือกโลก ทำให้เกิดการแทนที่น้ำในมหาสมุทรอย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวระดับปานกลาง โดยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยคือขนาด 6.4 ที่จังหวัดเชียงรายในปี 2557 ซึ่งสร้างความเสียหายไม่มากนัก

สำหรับสึนามิ บุรินทร์ชี้ว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นคือมีชายฝั่งทั้งสองด้าน (อันดามันและอ่าวไทย) โดยฝั่งอ่าวไทยมีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ส่วนฝั่งอันดามันมีความเสี่ยงมากกว่า แต่จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น การขุดพบตะกอนสึนามิโบราณ พบว่าสึนามิครั้งใหญ่ในแถบนี้มีวงจรการเกิดซ้ำทุก 600 ปี โดยครั้งล่าสุดเกิดในปี 2547 ทำให้โอกาสเกิดซ้ำในระยะใกล้นี้มีน้อย อย่างไรก็ตาม ภัยธรรมชาติไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำ 100%

ระบบเตือนภัยของภาครัฐ

บุรินทร์ยืนยันว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีระบบเฝ้าระวังแผ่นดินไหวและสึนามิที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเครื่องมือตรวจวัด เช่น ทุ่นลอยในมหาสมุทรและสถานีวัดระดับน้ำทะเล ซึ่งสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำได้ทันที หากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 ขึ้นไปในทะเล ระบบจะแจ้งเตือนภายใน 10 นาที และคลื่นสึนามิใช้เวลาเดินทางถึงชายฝั่งประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

ทำให้มีเวลาเพียงพอในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย เขายังระบุว่า การเตือนภัยในประเทศไทยประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ข้อมูลถึงประชาชนอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เซลล์บรอดแคสต์(Cell Broadcast) ซึ่งเริ่มทดลองใช้แล้วและประสบความสำเร็จในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่

การรับมือข่าวลือและการสื่อสารในยุคดิจิทัล

สุภิญญาและนุชเห็นพ้องว่า การสื่อสารในยุคดิจิทัลเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในอดีต (เช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2555 ที่ภูเก็ต) การสื่อสารของภาครัฐล่าช้าและพึ่งพาสื่อทีวีเป็นหลัก แต่ปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนสามารถแชร์ข้อมูลได้ทันทีซึ่งนำไปสู่ปัญหาข้อมูลล้นเกินและข่าวลวง สุภิญญาแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา และฝึกเป็นพื้นฐานด้วยการหยุดคิดก่อนแชร์ข้อมูล

บุรินทร์แนะนำเพิ่มเติมว่า หากได้รับข่าวลือเกี่ยวกับสึนามิ ควรถามตัวเองว่าแผ่นดินไหวเกิดในทะเลแถบอันดามันและมีขนาดเกิน 7.6 หรือไม่ และพื้นที่ที่อยู่อาศัยเคยถูกคลื่นสึนามิท่วมถึงหรือไม่

พร้อมย้ำว่า ช่องทางการติดตามข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ (ค้นหาคำว่า “earthquake tmd” หรือ “กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว” )

รายการ *COFACT สนทนารวมพลคนเช็กข่าว* ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ข่าวลือเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและสึนามิเป็นปัญหาที่สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนโดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจากหมอดูหรือโซเชียลมีเดียแพร่กระจายเร็วกว่าข้อมูลจากภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวในระดับปานกลาง และสึนามิมีโอกาสเกิดซ้ำในรอบหลายร้อยปี อย่างไรก็ตาม ระบบเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยาทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถแจ้งเตือนได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์จริงประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเช่น กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว และมีสติก่อนแชร์ข้อมูล เพื่อลดการแพร่กระจายของข่าวลวง

คำแนะนำสำหรับประชาชน

– ตรวจสอบข้อมูลจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ผ่านเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย

– หยุดคิดก่อนแชร์ข่าวลือ โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสข่าวภัยพิบัติกำลังแพร่สะพัด

– หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ฝั่งอันดามัน ให้ทราบจุดอพยพที่ปลอดภัยและติดตามการซักซ้อมของหน่วยงานท้องถิ่น


ความจริงสร้างสันติภาพหรือจุดชนวนขัดแย้ง? Cofact Live Talk ชวนคนรุ่นใหม่ค้นหาคำตอบในวันพูดความจริง

วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 เนื่องในวันพูดความจริง (Truth Day) Cofact ประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายจากสามภูมิภาค จัดงานเสวนา “Cofact Live Talk: ความจริงร่วมจาก 3 ภูมิภาค” ผ่านช่องทาง Facebook และ YouTube ของ Cofact รวมถึงอุบล Connect และเพจ IBHAP Foundation เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงในยุคที่ข้อมูลเท็จแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโซเชียลมีเดียที่ท้าทายการแยกแยะระหว่างความจริงและความลวง

งานนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา นำโดย พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และประธานกรรมการมูลนิธิ สกพ. (IBHAP Foundation) ซึ่งชวนผู้ฟังพิจารณาว่า “ความจริงช่วยสร้างสันติภาพหรือความขัดแย้งกันแน่ แต่ความลวงนั้นทำร้ายสังคมแน่แท้” ท่านนำเสนอมุมมองทางพุทธศาสนา โดยอ้างถึงอริยสัจ 4 และมัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) ว่า ความจริงมีหลายระดับและมิติ การรับมือต้องใช้ปัญญาในการตรวจสอบและเมตตาในการปฏิบัติต่อผู้อื่น พร้อมแนะแนวคิดจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ว่า “ต่อสัจธรรมใช้ปัญญามนุษย์ใช้เมตตา” เพื่อสร้างสันติภาพในสังคม

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact ประเทศไทย กล่าวถึงที่มาของวันพูดความจริงว่า เป็นโอกาสรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงอันตรายของข้อมูลบิดเบือน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะเมื่อความจริงบางอย่างกลายเป็น “ความจริงที่ไม่สะดวก” (Inconvenient Truth) ที่คนไม่อยากยอมรับ เธอยกตัวอย่างกรณีข่าวลวงด้านสุขภาพและการเมืองที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย พร้อมชี้ว่า Cofact มุ่งส่งเสริมให้ทุกคนเป็น “Fact Checker” เพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อและแชร์

ผศ.ดร.รดี ธนารักษ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จากภาคเหนือ ร่วมนำเสนอกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ซึ่งถูกมองว่ามีทั้งความสามารถในการรับมือข้อมูลและความเสี่ยงจากข่าวลวง เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างทักษะการตรวจสอบข้อมูลในยุคที่สื่อมีความ “เทา” และเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับวาทกรรมเริ่มเลือนราง

ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จากภาคใต้ แบ่งปันประสบการณ์การทำงานกับนักศึกษาและชุมชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการตรวจสอบข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะในบริบทที่หลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งหากข้อมูลไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ

อังคณา พรมรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จากภาคอีสาน เล่าถึงกิจกรรมเวิร์กชอปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6-7 กรกฎาคม โดยชวนนักศึกษาและประชาชนทบทวนประสบการณ์เกี่ยวกับข้อมูลลวง เช่น การถูกหลอกโดยมิจฉาชีพผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมสอนการใช้เครื่องมือตรวจสอบ เช่น Google Lens และการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ผลจากกิจกรรมพบว่านักศึกษามีส่วนร่วมอย่างคึกคัก โดยเฉพาะการเปลี่ยนโปรไฟล์โซเชียลมีเดียเพื่อรณรงค์วันพูดความจริง และสร้างคอนเทนต์ผ่าน Instagram เพื่อส่งเสริมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

การเสวนาครั้งนี้ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ซึ่งช่วยเชื่อมโยงประเด็นและสร้างบรรยากาศการถกเถียงที่สนุกสนานและได้สาระ ผู้เข้าร่วมจากสามภูมิภาคยังได้แชร์กิจกรรมที่จัดขึ้นในพื้นที่ เช่น การอบรมนักศึกษาให้เป็น “Fact Checker” และการสร้างเครือข่ายนักข่าวรุ่นใหม่เพื่อต่อสู้กับข้อมูลบิดเบือน โดยเน้นว่า “ทุกคนคือผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง” และการชะลอการแชร์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือจะช่วยลดวงจรของข่าวลวง

บทสรุปการเสวนาวันนี้

  1. ตรวจสอบก่อนแชร์ – ใช้เครื่องมืออย่าง Google Lens หรือตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น COFACT เพื่อยืนยันความถูกต้อง
  2. เพิ่มทักษะการรู้เท่าทันสื่อ – ฝึกเป็น “Active Citizen” ที่ช่างสงสัยและไม่เชื่อข้อมูลง่ายๆ
  3. เลือกกาลเทศะในการพูดความจริง – พิจารณาว่าความจริงนั้นเป็นประโยชน์และเหมาะสมหรือไม่ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น
  4. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Fact Checker – เข้าร่วมกิจกรรมหรือชุมชนที่ส่งเสริมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

งานนี้ไม่เพียงชวนให้ตระหนักถึงความสำคัญของความจริงในยุคดิจิทัล แต่ยังจุดประกายให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปร่วมสร้างสังคมที่โปร่งใสและเท่าทันข้อมูล พูดความจริงทุกวัน ไม่ใช่เพียงวันนี้วันเดียว แคร์ข่าวแท้ ไม่แชร์ข่าวลวง


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2568

ยาดมสมุนไพร มีเชื้อรา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/lr4dll9ul5z0#_=_


เดือนกรกฎาคม 68 จะมีคนชุมพรและนราธิวาส เสียชีวิตเพราะสึนามิเป็นแสนคน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36nzjib8j0wxk


จะเกิด “สึนามิยักษ์” วันที่ 5 ก.ค. 68 เวลาตี 4 – 5 น….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/nwa936w3hn48


พบโดรนจากไทยถูกส่งไปกัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/odrqjhveimz3


มะเร็งคือธรรมชาติ เซลล์ปรับตัวเนื่องจากเลือดเป็นพิษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2hyiljeopbz3l


สีส้มในชาไทย มีอันตรายกว่าที่เราคิด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/m0t6n0l5w11q


ครม. ไฟเขียว! เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เริ่มจ่ายอัตราใหม่ 1 ต.ค. 2568

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jpdjqc0oqln7


ข้าวกัมพูชาแอบอ้างใช้ภาษาไทย และธงชาติไทย วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตจีน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1h08xl9a2io2c


เตือน! กินไข่ดิบเสี่ยงติดเชื้อโรค อันตรายถึงชีวิต

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3jen0r0goaedh


ห้ามกินทุเรียนกับโค้กเสี่ยงหัวใจวายตาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1kegnbdx8kt0h


ออสเตรเลียเตือนระวังการเดินทางเที่ยวภาคใต้ของการโจมตีของผู้ก่อการร้าย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3l9f8v32oyqx7#_=_


‘2572’นับถอยหลัง‘ทีวีดิจิตอล’สิ้นสุดใบอนุญาต ‘โทรทัศน์ภาคพื้นดิน’จำเป็นแม้คนดูน้อยลง

25 มิ.ย. 2568 รายการ Cofact Live Talk ทางเพจเฟซบุ๊ก Cofact โคแฟค ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชวนพูดคุยในประเด็น โทรทัศน์ไทย ครบ 70 ปี ไปต่อหรือพอแค่นี้ โดย ณตภณ ดิษฐบรรจง บรรณาธิการบริหาร THE F1RST (เดอะ เฟิร์สท์) เล่าถึงพัฒนาการที่เกิดขึ้นในวงการโทรทัศน์ช่วงเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ดิจิตอลตั้งแต่ในปี 2555 มีการจัดทำแผนแม่บทการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิตอล มีข้อถกเถียงเรื่องหลักเกณฑ์ต่างๆ 

กระทั่งเกิดการประมูลใบอนุญาตในปี 2556 โดยทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ได้รับเงินประมูลไป 5 หมื่นล้านบาท แต่ละช่องได้เตรียมการออกอากาศ และออกอากาศจริงในวันที่ 24 พ.ค. 2557 อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นยุครัฐบาลรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทีวีดิจิตอลบางช่อง เช่น Voice TV โดนจับตามองและถูกแทรกแซง เนื่องจากนำเสนอข่าวไม่ตรงกับนโยบายของ คสช. มากนักในเวลานั้น

ในปี 2557 ยังเป็นปีแรกที่เริ่มใช้กฎ Must Have และรายการที่มีปัญหาคือการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ซึ่งทาง RS ได้ซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดไว้เมื่อหลายปีก่อนหน้าจะมีกฎ Must Have เกิดขึ้น แต่ กสทช. บอกว่าต้องถ่ายทอดให้ครบทุกนัดตามกฎ Must Have เรื่องนี้เป็นคดีความฟ้องร้องในศาลและ RS เป็นฝ่ายชนะ และเกิดบรรทัดฐานใหม่ คือ กฎ Must Have ของ กสทช. สามารถบังคับใช้ได้ แต่การบังคับใช้ต้องไม่มีผลย้อนหลัง 

อย่างไรก็ตาม คสช. ได้ใช้งบประมาณ 427 ล้านบาท จากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ที่เก็บเงินจากผู้ประกอบการทุกรายทั้งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม เพื่อให้คนไทยได้ชมฟุตบอลโลกครบทุกนัด ในปีเดียวกัน กสทช. ยังต้องขึ้นศาลสู้คดีกับช่อง 3 ที่ยังคงออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ไม่ยอมนำมาออกอากาศคู่ขนานกับช่อง 3HD (หรือช่อง 33) ทำให้เวลานั้นช่อง 3 มี 4 ช่องคือช่อง 3 (อนาล็อก) ช่อง 13  (Family) ช่อง 28 (SD) และช่อง 33 (HD)

ซึ่งเหตุผลที่ไม่ยอมออกอากาศคู่ขนานในตอนแรก เนื่องด้วยช่อง 3 อ้างว่าเป็นคนละนิติบุคคลกัน กระทั่งในวันที่ 10 ต.ค. 2557 การเจรจาจบลงด้วยการที่ช่อง 3 ยอมออกอากาศผังรายการช่องอนาล็อกคู่ขนานกับช่อง 3HD จากนั้นในปี 2558 ThaiTV กับ Loca เป็น 2 ช่องแรกในช่องทีวีดิจิตอลที่ขอยุติการออกอากาศกลางคันเพราะไม่สามารถจ่ายเงินค่าใบอนุญาตงวดที่ 2 ได้ ต่อมาในวันที่ 1 มี.ค. 2564 ศาลตัดสินให้ ThaiTV ชนะคดี ดังนั้น กสทช. ต้องคืน Bank Guarantee ที่ยึดมาให้กับทาง ThaiTV ทั้งหมด

อนึ่ง เมื่อ ThaiTV เปิดเรื่องการคืนใบอนุญาต ส่งผลให้ผู้ประกอบการอีกหลายรายทำบ้าง จนวันที่ 11 เม.ย. 2562 คสช. ใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ได้เปิดช่องให้คืนใบอนุญาตและงดเว้นการชำระค่าใบอนุญาตอีก 2 งวดสุดท้าย จากที่ต้องแบ่งชำระทั้งหมด 6 งวด โดยกลุ่มที่คืนใบอนุญาตมี 7 ช่อง คือ 3Family 3SD MCOT Family Voice TV Spring26 Spring19 และ Bright TV ยื่นมาในวันที่ 10 พ.ค. 2562 ซึ่งการยื่นต้องมีแผนเยียวยาผู้ชมและพนักงานด้วย

ปี 2563 เกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 การเรียนการสอนต้องทำผ่านระบบทางไกล รัฐบาลได้ประสานกับทาง DLTV ซึ่งเป็นมูลนิธิการศึกษาทางไกล ขอ 15 ช่องของ DLTV มาออกอากาศชั่วคราวในทีวีดิจิตอลเป็นเวลา 6 เดือน และในปีนี้ยังมีการเกิดขึ้นของช่อง ALTV4 ซึ่งยังคงออกอากาศมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นในปี 2564 มีมติจาก กสทช. ที่อนุญาตให้ช่อง 5 เปลี่ยนจากเดิมช่องเลข 1 ใช้ช่องเลข 5 เป็นช่องเดียวในประเทศไทย และได้เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว

ในปี 2565 กสทช. ต้องใช้งบฯ 600 ล้านบาท จากกองทุน กทปส. ให้กับทางการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ไปร่วมกับภาคเอกชน จ่ายค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในปีดังกล่าว ที่มีราคาประมูลถึง 1,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ กสทช. ถูกฟ้อง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 เม.ย. 2568 ศาลตัดสินยกฟ้องกรรมการ กสทช. 4 คนในคดีนี้ จากนั้นในวันที่ 26 มี.ค. 2567 สมาคมทีวิดิจิตอล ยื่นคัดค้านการประมูลคลื่น 3500MHz เนื่องจากเป็นคลื่น C-Band ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน 10 ล้านครัวเรือน 

ตามด้วยวันที่ 7 เม.ย. 2567 กสทช. มีมติถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have แต่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 และล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) ได้ไปยื่นหนังสือกับ กสทช. เพื่อศึกษาอนาคตทีวีดิจิตอลภายใน 60 วัน ส่วนมุมมองอนาคตโทรทัศน์ไทย 1.โทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีความจำเป็น เพราะถือเป็นสาธารณูปโภคของประเทศ 

อย่างในญี่ปุ่น กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลมีการเตือนภัยพิบัติและบูรณาการกับทุกภาคส่วน ในขณะที่ประเทศไทยต้องมาเรียกร้องให้ทำระบบเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) ทั้งที่ทีวีดิจิตอลทำได้ง่ายกว่า และในเวลานั้นก็มีผู้ประกอบการหลายรายพยายามทำ แต่ กสทช. ในฐานะผู้กำกับดูแล อาจพลาดไปในการทำทีวีดิจิตอลให้เป็นสาธารณูปโภค 

2.โทรทัศน์ไทยต้องไปต่อ แต่จะไปอย่างไร? มีแนวคิดที่ กสทช. คงจะทำไปประมาณหนึ่งแล้วแต่ยังไม่เป็นรูปธรรม คือ OTT หรือแพลตฟอร์มระดับชาติ ซึ่งหากจะทำต่อไปก็ต้องให้ทีวีดิจิตอลเข้าไปอยู่ในนั้นเป็นบริการพื้นฐาน แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการเองก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าที่อยู่ได้เป็นเพราะเนื้อหาหรือสถานี อย่างในอดีตที่โทรทัศน์ในไทยมีเพียง 6 ช่อง โมเดลหนึ่งคือแบ่งเวลาให้คนอื่นมาเช่าออกอากาศ แต่ปัจจุบันทำแบบนั้นไม่ได้แล้วเพราะความเสี่ยงมีมาก ในขณะที่การถือลิขสิทธิ์ (IP) เนื้อหาจำเป็นและสำคัญในการต่อยอด เช่น ละคร

สุดท้ายทุกคนก็อยากไปต่อ เพียงแต่จะไปต่อในท่าไหน ผมว่าอย่างไรก้ต้องกลับมาทำการบ้านกันพอสมควร ต้องยอมรับว่าจนถึง ณ วินาทีนี้ กสทช. ก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าหลังปี 2572 (ปีที่ใบอนุญาตทีวีดิจิตอลจะหมดอายุ) จะไปไหน? แล้วสิ่งที่ กสทช. เคยอุดหนุนค่า MUX คุณรู้หรือเปล่าว่าโครงข่ายทีวีดิจิตอลหมดก่อนใบอนุญาตทีวีหลายเดือนเลยนะ แล้วถ้าปี 2571 โครงข่ายพวกนี้หมดใบอนุญาตแล้วเอาอย่างไรต่อ? ณตภณ กล่าว

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ อุปนายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากถามว่าโทรทัศน์ไทยยังมีอนาคตหรือไม่ ในมุมคนทำทีวีมองว่าไม่ว่าผู้ชมจะรับชมผ่านช่องทางใด ในฐานะผู้ผลิตก็ต้องไปให้ถึง อย่างในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ร้อยละ 65 – 70 ดูช่องโทรทัศน์แบบดั้งเดิมผ่านดาวเทียม ขณะที่การรับชมผ่านภาคพื้นดินเหลือเพียงร้อยละ 15 จากเดิมเมื่อ 10 ปีก่อนที่มีการประมูลทีวีดิจิตอลใหม่ๆ มีผู้รับชมผ่านภาคพื้นดินร้อยละ 30 ซึ่ง กสทช. คาดการณ์ว่าจะทำให้เป็น 100% ได้แบบยุคทีวีอนาล็อกที่คนส่วนใหญ่ดูโทรทัศน์ผ่านเสาอากาศ

แต่ในความเป็นจริง การรับชมโทรทัศน์ผ่านภาคพื้นดินลดลงเนื่องจากมีช่องทางใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น IPTV อินเตอร์เน็ตทีวี และปัจจุบันคือ OTT ซึ่งหากดูตามแผนภูมิทัศน์สื่อที่สมาคมฯ เคยทำไว้ ใช้ปีปัจจุบันโดยยึดตัวเลขจาก Nielsen จะพบว่าผู้รับชมช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอยู่ที่ร้อยละ 65 – 70 รับชมผ่านภาคพื้นดินที่ร้อยละ 15 และอีกเกือบร้อยละ 20 รับชมผ่านออนไลน์ แต่หากคาดการณ์ไปอีก 4 ปี จนถึงสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572 ดาวเทียมอาจไม่เพิ่มขึ้นแต่อยู่เท่าเดิม ขณะที่ภาคพื้นดินจะลดลงเหลือร้อยละ 10 ส่วนออนไลน์อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 30  

ดังนั้นอนาคตของโทรทัศน์จึงอยู่ที่ระบบ Streaming หรืออยู่ที่ OTT แต่ในแง่ผู้ผลิตคือผลิตให้ออกได้ทุกๆ ช่องทาง อนาคตก็ต้องไปตามผู้บริโภคว่ารับชมแบบไหน ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรตลาดหรือผู้บริโภคจะเป็นตัวกำหนด อย่างทุกวันนี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลแบบเดิมมองถึงอนาคต ว่าทำอย่างไรจะให้ผู้ชมในส่วนของ Streaming รับชมทีวีดิจิตอลที่ทำได้ เพราะตรงนั้นมีคนดูอยู่มาก 

ซึ่งก็ได้พูดคุยกับทาง กสทช. ว่ามีการศึกษาแนวทางนี้ไว้ เมื่อสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572 หากมีการต่อใบอนุญาตหรือประมูลใบอนุญาตใหม่ จะเพิ่มช่องทางนี้เข้าไปได้หรือไม่ ทั้งนี้ การส่งสัญญาณภาคพื้นดินยังคงมีอยู่ แต่ผู้รับชมสะดวกรับชมผ่าน OTT หรือในการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีผู้ประกอบการโครงข่ายยอมรับว่าการทำให้คนรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินนั้นขาดการสร้างแรงจูงใจ แรกๆ มีแจกกล่อง แต่หลังๆ ไม่มีการโฆษณา ไม่มีการบอกว่ารับได้ ผลคือคนหันไปรับชมผ่านช่องทางอื่น

แต่หากผู้ประกอบการโครงข่ายและ กสทช. ให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้กับประชาชนว่าช่องทางนี้รับชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย คือช่วงแรกๆ โครงข่ายยังไม่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันแม้โครงข่ายสมบูรณ์คนก็หันไปใช้ Smart TV ที่สามารถรับชมรายการต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตได้ คือคนยังดูโทรทัศน์แต่ไม่รู้ว่าตนเองดูผ่านช่องทางใด ซึ่งตนมองว่าคงยังไม่ถึงขั้นยกเลิกการออกอากาศภาคพื้นดิน เพียงแต่การออกอากาศในช่องทางนี้คุ้มหรือไม่ที่จะขยายให้เต็มพื้นที่ เพราะคนรับเขาไปเลือกรับในแบบอื่น

อนึ่ง ในการประชุมกลุ่มย่อย Road Map TV เมื่อเร็วๆ นี้ทำให้ทุกคนเห็นภาพชัดขึ้น คือไม่ได้พูดถึงว่าสิ้นสุดใบอนุญาตแล้วจะทำอะไร แต่พูดถึงคลื่นความถี่ที่ใช้กับ TV ซึ่งมี 2 คลื่น คือ 1.คลื่น 470 –700 MHz สำหรับภาคพื้นดิน กับ 2.คลื่น 3500 MHz สำหรับ C-Band ซึ่งคลื่น 3500 MHz เป็นที่ชัดเจนว่าหมดใบอนุญาตแล้วทางโทรคมนาคม หรือ กสทช. ก็อยากได้ไปประมูล โดยมีการประชุม 3 ฝ่าย คือไทยคม โทรคมนาคม และทีวีดิจิตอล จะเอาไปก็ได้แต่ต้องมีแผนเปลี่ยนผ่านจาก C-Band เป็น KU-Band 

ในขณะที่คลื่นภาคพื้นดินซึ่ง กสทช. ล็อกไว้สำหรับ 48 ช่อง ปัจจุบันมีเพียง 20 – 21 ช่อง แล้วทาง IMT ต้องการเอาไปใช้ส่วนหนึ่ง เพราะใช้ไม่หมดและเป็นย่านความถี่ที่ทั่วโลกใช้ ซึ่งในที่สุดก็ต้องแบ่งออกไป จากนั้นก็ต้องปรับช่องทีวีดิจิตอลกันใหม่ โดยทางสมาคมฯ ทำข้อเสนอไปว่าหากสิ้นสุดใบอนุญาตแล้วความคมชัดควรปรับเป็น HD ทั้งหมด ไม่มี SD อีกต่อไป โดยการปรับหมายถึงต้องใช้ช่องและโครงข่ายที่เหลือ คือ 3 ต่อ 1 เปลี่ยน SD เป็น HD แต่ไม่ต้องสนใจระดับ 4K ซึ่งควรปล่อยให้เป็นภาคสมัครใจของผู้ประกอบการ เพราะไม่ใช่ระดับความคมชัดของโทรทัศน์ที่คนส่วนใหญ่รับชม และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีเม็ดเงินลงทุนปรับปรุงให้ได้ขนาดนั้น

แต่การปรับเป็น HD ก็ต้องลดจำนวนช่องลง ซึ่งตอนนี้ช่องทีวีสาธารณะวางไว้ 6-7 ช่อง แต่ช่องเอกชน 15 ช่อง เป็น HD 7 ช่อง แล้วก็เป็น SD ก็จะยุบรวม มี 2 ทางเลือก ยุบเหลือ 10 + 7 หรือเหลือ 6  + 7 แล้วก็ประเมินว่าโครงข่ายที่เหลืออยู่ ที่ใช้ไม่เต็ม สามารถมาใช้กับการส่งของ HD ได้ เพียงพอไม่ต้องลงทุนเพิ่ม อันนี้เป็นแนว ส่วนที่บอกว่าทีวีดิจิตอลควรมีบทบาทมากกว่าแค่ส่งสัญญาณโทรทัศน์ เรื่องนี้ถูกต้อง 

แต่ที่ผ่านมาเนื่องจากการประมูลค่อนข้างสับสน คือช่องไม่ควรประมูลคลื่นความถี่ เพราะช่องบริหารเนื้อหาไม่ใช่คลื่นความถี่ ในขณะที่ใบอนุญาตโครงข่าย กสทช. ให้คลื่นความถี่แต่ไม่ได้ให้เขาทำอย่างอื่นนอกจากส่งสัญญาณทีวีดิจิตอลภาคพื้นดิน ทั้งที่คลื่นความถี่ในย่านนั้นทำได้ เช่น การแจ้งเตือนภัยพิบัติ แต่น่าจะเป็นแนวทางที่ กสทช. ฝั่งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์กำลังศึกษาอยู่ ว่าหากมีการประมูลครั้งต่อไป แทนที่จะให้ช่องประมูลก็ให้ทางโครงข่ายประมูล ก็จะเป็นการประมูลคลื่นอย่างแท้จริง ซึ่งทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย

ให้โครงข่ายประมูลแล้วก็ให้เขาทำอะไรมากกว่าการส่งสัญญาณภาคพื้นดิน เพื่อจะได้มีเงิน อย่างน้อยที่สุดทำให้ค่าใช้โครงข่ายทีวีดิจิตอลมันต่ำ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนสาธารณูปโภค เหมือนการไฟฟ้า การประปา ส่งไฟส่งน้ำไปเต็มที่ แต่คนใช้ไม่เต็มอันนั้นก็เป็นเรื่องของคนใช้ แต่แนวคิดคือระบบสาธารณูปโภคคือให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ก็เช่นเดียวกัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ผมก็คิดว่ามันก็ทำให้ทีวีมีโอกาสฟื้นตัวได้ อดิศักดิ์ กล่าว

หมายเหตุ : สามารถรับชมได้ทาง Link https://www.facebook.com/CofactThailand/videos/1050728880531583/ (ภายในเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันถ่ายทอดสด ตามข้อกำหนดของ Facebook)

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

รายงานพิเศษ: โลกออนไลน์โกรธเกลียดกันขนาดไหนในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชารอบล่าสุด

กองบรรณาธิการโคแฟค

27 มิถุนายน 2568

โคแฟคชวนสำรวจวาทกรรมและภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาก่อนและหลังการปะทะกันของเจ้าหน้าที่ทหารไทยและกัมพูชาที่ชายแดนใกล้ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568

แม้ปัญหาการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณช่องบก อันสืบเนื่องมาจากปมขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนจะยังไม่นำไปสู่สภาวะสงครามอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวล ทว่าร่องรอยของบทสนทนาและอารมณ์บนโลกโซเชียล รวมถึงการแสดงความคิดเห็นที่ท้าทายและดุดัน แผงด้วยอารมณ์โกรธ เกลียดและกังวลและปลุกปั่นด้วยแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งในห้วงเวลาดังกล่าว สามารถบ่มเพาะความเกลียดชัง ทลายความอดกลั้นต่อการสนับสนุนส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรง และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรถาพทางการเมืองของไทยได้

การทำความเข้าใจกับอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังบทสนทนาและพฤติกรรมการสื่อสารในโลกโซเชียลของผู้ใช้งานเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อการออกแบบกลไกเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของอารมณ์สาธารณะ และอาจช่วยในการพัฒนาแนวทางสื่อสารในช่วงวิกฤตที่มีความซับซ้อนทั้งทางอารมณ์และข้อมูล

ทีมนักวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลดิจิตอลของนีโอ โมเมนตัม* ได้เก็บรวบรวมการแสดงความคิดเห็นของผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม X ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568** โดยใช้ keywords ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา และได้จำแนกบทสนทนาออกเป็น 10 หัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

ผลการเก็บข้อมูล พบข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศรวมทั้งสิ้น 49,127 ข้อความ จำนวนข้อความแตะระดับสูงสุดในช่วงวันที่ 3–9 มิ.ย. โดยเฉพาะในวันที่ 4 มิ.ย. พบข้อความมากกว่า 6,000 ข้อความภายในวันเดียว และในช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์สำคัญหลายประการ ได้แก่ การที่รัฐสภากัมพูชามีมติยื่นเรื่องข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (2 มิ.ย.) การออกแถลงการณ์ของรัฐบาลไทย (4 และ 5 มิ.ย.) รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายของนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมาธิการการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร อาทิ ข้อเสนอ “10 ข้อยุทธศาสตร์ชนะโดยไม่ต้องรบ” เพื่อคลี่คลายข้อพิพาทผ่านแนวทางไม่ใช้ความรุนแรง

และในที่ 5 มิ.ย.ยังพบความเคลื่อนไหวหลากหลายบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งจากภาครัฐ โดยกองทัพบกได้เปิดแคมเปญ “#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องประเทศ และจากภาคประชาชน เช่น กลุ่มทะลุแก๊ซ (Thalugaz) ที่เคลื่อนไหวผ่านแฮชแท็ก “#NoWarThaiCambodia” และ “#สันติสู่ชายแดน” เพื่อสื่อสารจุดยืนด้านสันติภาพและสนับสนุนแนวทางการเจรจา สถานการณ์ในช่วงนี้จึงนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เข้มข้นในพื้นที่ออนไลน์ โดยมีทั้งแนวคิดเชิงชาตินิยม ข้อเสนอในกรอบการทูต และการรณรงค์เพื่อสันติภาพดำเนินไปควบคู่กัน

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยฯยังพบข้อความที่สะท้อนอารมณ์เชิงลบ(Negative Sentiment) ในสัดส่วนที่สูงถึง 32,698 ข้อความ (66.5%) ซึ่งข้อความจำนวนมากจัดอยู่ในประเภทที่สะท้อนความเกลียดชัง (Hate speech) ที่มีศักยภาพในการขยายระดับความขัดแย้งและลดพื้นที่ของการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ในช่วงวิกฤตทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปริมาณข้อความเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังเหตุการณ์ปะทะ และสัมพันธ์กับเหตุการณ์ระดับนโยบาย 

จำนวนข้อความในช่วง 30 วันแรกของสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำในช่วงต้น ก่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังวันที่ 28 พ.ค. 2568 ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์ปะทะที่บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี โดยจำนวนข้อความเพิ่มสูงสุดในช่วงวันที่ 3–9 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการแถลงท่าทีจากทั้งรัฐบาลไทยและกัมพูชา รวมถึงการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย การเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ออนไลน์ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพในการสะท้อนระดับความตึงเครียดทางสังคมในลักษณะที่ใกล้เคียงกับเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง

ข้อความส่วนใหญ่สะท้อนอารมณ์เชิงลบ โดยเฉพาะในหัวข้อที่เชื่อมโยงกับการเมืองและความมั่นคง 

• ร้อยละ 66.5 ของข้อความทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่ม Negative Sentiment โดยเฉพาะในหัวข้อ การเมืองภายในประเทศ(Domestic Politics) อธิปไตย พื้นที่และดินแดน (Sovereignty and Territorial) และอัตลักษณ์และวัฒนธรรม (Identity and Culture)

• ข้อความในหัวข้อ การเมืองภายในประเทศ (Domestic Politics)จำนวนมากหยิบยกสถานการณ์ชายแดนไปใช้ในการโต้แย้งหรือสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลโดยเฉพาะผ่านการตั้งคำถามต่อท่าทีและการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร 

• ในขณะที่หัวข้อ อธิปไตย พื้นที่และดินแดน มักสะท้อนความรู้สึกวิตกกังวลหรือไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

• ในหัวข้อ อัตลักษณ์และวัฒนธรรม พบข้อความที่โจมตีความเชื่อหรือวิถีชีวิตของทั้งสองฝ่าย ไปจนถึงการปฏิเสธความเป็นไปได้ของวัฒนธรรมร่วม ซึ่งอาจนำไปสู่การเสริมสร้างอคติและทัศนคติเชิงลบต่อกลุ่มอื่นในระดับสังคม

Hate Speech ปรากฏในปริมาณมาก โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่สะท้อนอคติและการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ 

จากการเก็บข้อมูล พบข้อความในกลุ่ม Negative Sentiment มากกว่าครึ่งหนึ่งมีลักษณะที่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มของ Hate Speech

• ระดับ 1 ที่พบมากที่สุด (59.89%) ซึ่งสะท้อนการใช้ถ้อยคำหยาบการดูถูกสติปัญญา หรือการสร้างความเป็นอื่นระหว่างกลุ่ม โดยเฉพาะต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และผู้ที่มีความเห็นต่างในประเด็นการเมือง

• ระดับ 3 (32.71%) สะท้อนรูปแบบของการสื่อสารที่อิงภาพจำทางลบ การแปะป้าย และการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ทัศนคติเชิงเกลียดชังสามารถแพร่กระจายได้ในวงกว้าง

• ระดับ 4 (5.92 %) ซึ่งแสดงออกถึงการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ หรือความเป็นพลเมือง 

• ระดับ 2 (0.89%) มีลักษณะของการคุกคามหรือล่วงละเมิดแบบเจาะจงบุคคลซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในระดับปัจเจก

• ระดับ 5 (0.59%) ที่มีความรุนแรงสูง เช่น การยุยงให้ใช้ความรุนแรงหรือทำให้ความรุนแรงดูเป็นสิ่งชอบธรรม ปรากฏในสัดส่วนน้อย แต่การปรากฏของข้อความในลักษณะดังกล่าวยังคงเป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าระวัง เนื่องจากอาจมีผลต่อการยกระดับความตึงเครียดหรือสร้างความเข้าใจผิดในระดับสาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อบริบทของข้อความเหล่านี้แทรกซึมอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเปราะบางเป็นทุนเดิม

จากผลการวิเคราะห์นี้ ชัดเจนว่าการปะทุของอารมณ์ในพื้นที่ออนไลน์ช่วงเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแสดงความไม่พอใจเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึงการเคลื่อนตัวของอารมณ์สาธารณะไปสู่การสื่อสารที่มีลักษณะเป็น HateSpeech ในระดับต่าง ๆ โดยเฉพาะในรูปแบบที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ และตอกย้ำอคติต่อกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

ความรุนแรงของถ้อยคำที่ปรากฏเหล่านี้จึงไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนของบรรยากาศทางอารมณ์ในช่วงวิกฤต หากยังอาจกลายเป็นปัจจัยเร่งที่ส่งผลต่อท่าทีและพฤติกรรมของผู้คนในโลกจริง หากไม่มีแนวทางจัดการหรือการเฝ้าระวังที่เหมาะสมและต่อเนื่อง

หัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่ชายแดน แต่ข้อความจำนวนมากมีลักษณะในเชิงลบ

• หัวข้อที่มีจำนวนข้อความมากที่สุดคือ “Life and Humanity (วิถีชีวิต และความเป็นมนุษย์)” (48.47%) ซึ่งครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แต่ ข้อความจำนวนมากในกลุ่มนี้กลับแสดงอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัว ความไม่มั่นคง หรือความรู้สึกไม่สบายใจต่อสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คน การตีความเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนผ่านกรอบของความเปราะบาง ความสูญเสีย หรือความทุกข์ร่วม จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้หัวข้อนี้กลายเป็นศูนย์รวมของความรู้สึกในช่วงเวลาวิกฤต และยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นชายแดนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความมั่นคงในระดับรัฐเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับมิติของชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่โดยตรง

• ในขณะเดียวกัน หัวข้อ “Domestic Politics (การเมืองภายในประเทศ)” (15.27%) และ “Sovereignty and Territorial(อธิปไตย พื้นที่และดินแดน)” (15.19%) ก็ได้รับการกล่าวถึงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหัวข้อแรกมีสัดส่วนข้อความเชิงลบสูงที่สุด (73.94%) โดยข้อความเหล่านี้สะท้อนการวิพากษ์วิจารณ์ต่อท่าทีหรือการตัดสินใจของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดน ทั้งในแง่ของความเหมาะสม การสื่อสารต่อสาธารณะ และแนวทางการดำเนินนโยบาย นอกจากนี้ ยังมีการใช้ประเด็นชายแดนเป็นจุดตั้งต้นในการแสดงความเห็นต่อประเด็นการเมืองภายในประเทศที่กว้างขึ้น เช่น บทบาทของกองทัพ หรือจุดยืนหรือท่าทีของรัฐบาล ส่วนหัวข้อที่สองสะท้อนการแสดงออกถึงความห่วงใยต่ออธิปไตยและเขตแดนของประเทศ โดยเฉพาะในลักษณะที่เน้นการยืนยันสิทธิของไทยเหนือพื้นที่พิพาท เช่น การอ้างถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือแผนที่ การใช้ถ้อยคำในเชิง “ต้องไม่ยอมอ่อนข้อ” หรือ “ไม่เสียพื้นที่แม้แต่ตารางนิ้วเดียว” รวมถึงการแสดงความไม่พอใจต่อการดำเนินการของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นฝ่ายรุกรานหรือท้าทายอธิปไตยไทย ขณะเดียวกันก็ปรากฏการวิจารณ์บุคคลหรือกลุ่มในประเทศที่ถูกมองว่า “อ่อนข้อ” หรือ “ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ” ทำให้หัวข้อนี้กลายเป็นพื้นที่ของการสื่อสารที่อ่อนไหวและเต็มไปด้วยการให้ความหมายเชิงอารมณ์ต่อคำว่า “แผ่นดิน” และ “ศักดิ์ศรีของชาติ”

• แม้พื้นที่ออนไลน์จะเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์ แต่ยังมีเสียงเรียกร้องสันติภาพอย่างต่อเนื่อง ในหัวข้อ “PeaceBuilding (การสร้างสันติภาพ)” ซึ่งมีสัดส่วน 7.85% โดยเนื้อหาเหล่านี้ประกอบด้วยข้อเสนอที่เน้นการใช้การเจรจา กลไกทวิภาคี ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการหลีกเลี่ยงความรุนแรง รวมถึงการแสดงความห่วงใยต่อประชาชนทั้งสองประเทศ การปรากฏของข้อความเหล่านี้ แม้จะมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับข้อความเชิงลบโดยรวม แต่สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่ออนไลน์ยังคงเปิดช่องให้กับการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และการแสวงหาทางออกโดยสันติ ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบทั้งในระดับนโยบายและการสื่อสารสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและลดการปะทะกันของอารมณ์ในช่วงวิกฤต

• หัวข้อ “Pro-War and Call for Violence (การเรียกร้องสงครามและการใช้ความรุนแรง)” แม้จะมีข้อความอยู่ในสัดส่วนเพียง 0.07% แต่มีนัยสำคัญ เนื่องจากแสดงให้เห็นการใช้ถ้อยคำที่เรียกร้องหรือสนับสนุนการใช้ความรุนแรง เช่น การแสดงความยินยอมต่อการทำสงคราม การมองว่าความรุนแรงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือการประณามแนวทางสันติภาพว่าอ่อนแอ ข้อความเหล่านี้แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ควรได้รับความสนใจเชิงนโยบายและการสื่อสารสาธารณะ เนื่องจากมีศักยภาพในการหล่อเลี้ยงเรื่องเล่าที่สร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง

พฤติกรรมของผู้ใช้งานสะท้อนบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางการสนทนา และการเคลื่อนไหวเชิงอารมณ์ 

การวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานในสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา พบว่า มีกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทสูงอย่างชัดเจนในช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 1–9 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณข้อความในระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้งานเหล่านี้มีลักษณะการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย ทั้งในด้านจำนวนโพสต์ การใช้แฮชแท็ก การกล่าวถึงผู้ใช้งานอื่น (mention) และท่าทีทางอารมณ์ที่แสดงผ่านข้อความ

• ผู้ใช้งานที่มีจำนวนโพสต์สูงและมีความถี่ โดยบางบัญชีมีบทบาทสูงในการโพสต์ แสดงความคิดเห็น และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ปริมาณข้อความเพิ่มสูงขึ้น บัญชีเหล่านี้ส่วนใหญ่มีข้อความในเชิงลบ แต่มีลักษณะการสื่อสารที่ต่อเนื่อง และใช้ฟังก์ชันของแพลตฟอร์ม เช่น การใช้ hashtag หรือ mention เพื่อกระจายข้อความในวงกว้าง 

• กลุ่มสื่อกระแสหลักเช่น ThaiPBSNews, naewna_news, PPTVHD36 และ newroom44 ทำหน้าที่ในการรายงานข่าวในลักษณะเป็นกลาง และยังมีผู้ใช้งานอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามผลักดันข้อเสนอเชิงบวก ซึ่งแม้จะมีบทบาทน้อยกว่าในเชิงปริมาณ แต่เป็นเสียงสำคัญในการรักษาสมดุลทางอารมณ์ในช่วงวิกฤต

• แม้ภาพรวมของข้อความในช่วงเวลาดังกล่าวจะโน้มเอียงไปในทางลบ แต่ยังพบผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทในการผลิตและเผยแพร่ข้อความเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง เช่น VoiceTVOfficial, SocialgazeTh, Goodstxxxxx, Tkhaxxxxxและ panyxxxxx ข้อความจากผู้ใช้งานกลุ่มนี้มักเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง สนับสนุนการเจรจา และแสดงความห่วงใยต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดนแม้จำนวนโพสต์จะน้อยกว่ากลุ่มที่แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่บทบาทของพวกเขามีความสำคัญในฐานะเสียงทางเลือกที่พยายามถ่วงดุลความตึงเครียด และรักษาพื้นที่สำหรับการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

โดยสรุป พฤติกรรมของผู้ใช้งานในสถานการณ์วิกฤตนี้แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของหลายกลุ่มที่มีบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจน บางกลุ่มผลิตข้อความอย่างเข้มข้นในเชิงวิพากษ์ บางกลุ่มทำหน้าที่เป็นสื่อกระจายข้อมูล ขณะที่บางกลุ่มพยายามผลักดันข้อเสนอเชิงบวกหรือสันติภาพ


ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.neomomentum.com  หรือติดต่อได้ที่ contact@neomomentum.co

*Neo Momentum เป็น เป็นองค์กรที่มุ่งมั่นในการให้บริการข้อมูล การวิจัย และการพัฒนา โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven) มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมที่ซับซ้อน (social enterprise) จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและมีประสบการณ์ในการศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมการสื่อสารทางการเมืองในช่วงการชุมนุมประท้วงของนักศึกษาและเยาวชนไทยเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและสังคม ช่วงปี 2020-2021

**ข้อมูลชุดแรกเป็นส่วนหนึ่งของการเก็บข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหา อารมณ์และพฤติกรรมของผู้ใช้งานในห้วงความตึงเครียดขัดแย้งตามแนวชายแดนและข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นมายับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2568 ภายใต้โครงการวิจัย ชื่อ Why is there so much anger?: Exploring emotional landscapes and online narratives amid Thai-Cambodian tensions


สังคมชินชา‘บิดเบือน-กระตุ้นเกลียดชัง’โจมตีทางการเมือง ‘ผู้หญิง’เหยื่อรุนแรง ถามหาบทบาท‘รัฐ-แพลตฟอร์ม’

10 มิ.ย. 2568 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ Westminster Foundation for Democracy (WFD) , Decode.plus , และ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) จัดงานเสวนา “Digital Duty: Tech vs Online Violence Against Women in Politics ความรับผิดชอบบนโลกดิจิทัลและความรุนแรงต่อผู้หญิงในพื้นที่การเมือง” ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อาคาร A ชั้น 1

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stoponlineharm.org บอกเล่าถึงงานวิจัยที่ตั้งโจทย์ว่า เมื่อช่วงเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้วยังมีการคุกคามนักการเมืองหญิงอยู่หรือไม่ โดยเก็บข้อมูล 2 รูปแบบ คือ 1.เชิงปริมาณ ใช้การเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อย่าง Facebook และ X จำนวน 456 กรณี กับ 2.เชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์นักการเมืองหญิง จำนวน 18 ท่าน พบว่า

1.รูปแบบการใช้แพลตฟอร์ม หากเป็น Facebook จะเน้นการโจมตีระยะยาว เช่น ใส่ความเห็นซ้ำๆ ใต้โพสต์หรือแชร์ข้อมูลเท็จ ในขณะที่ X จะเน้นโจมตีประเด็นร้อน ระยะสั้น ทำแฮชแท็กหรือโพสต์แบบไวรัล 2.รูปแบบการโจมตี สำหรับ 2 อันดับแรกที่พบมากที่สุด คือ 2.1 ทำลายชื่อเสียง (Discredit) ร้อยละ 31.7 เช่น กล่าวหาว่ารับเงินจากต่างชาติ ด่าทอว่าโง่ ไม่สมควรมารับตำแหน่ง กับ 2.2 ด้อยค่า (Devalue) ร้อยละ 20.7 เช่น ชี้ว่าได้รับตำแหน่งเพราะคนในครอบครัวไม่ใช่ความรู้ความสามารถของตนเองนอกจากนั้นยังพบรูปแบบอื่นๆ เช่น ทำให้เป็นเรื่องตลก (Mocking) ร้อยละ 13.3 และโจมตีที่เรื่องเพศ (Gender-based Attack) ร้อยละ 16.4 เป็นต้น

3.พฤติกรรมของการโจมตี เช่น ใช้บัญชีปลอมหรือบัญชีแบบไม่เปิดเผยตัวตนในสื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทหรือข้อความเท็จแบบเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ดูเหมือนเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ บวกกับใช้แฮชแท็กในลักษณะถ้อยคำเหยียดหยามเพื่อให้เกิดกระแสในเวลาอันรวดเร็ว มีการใช้การสะกดผิดหรือใช้สัญลักษณ์ Emoji ไปจนถึงการใช้ภาพตัดต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับและลบโพสต์นั้น และเมื่อเห็นบัญชีปลอมทำได้ คนทั่วไปที่ใช้บัญชีจริงระบุตัวตนได้ก็เข้าใจไปว่าตนเองก็สามารถคุกคามได้บ้างเช่นกัน

4.ผลกระทบที่นักการเมืองหญิงได้รับ พบว่า ร้อยละ 65 บอกเล่าถึงการคุกคามทางออนไลน์ที่ส่งผลต่อการทำงาน เช่น ต้องมาเสียเวลาแก้ข่าว  และอีกร้อยละ 20 เคยคิดจะออกไปจากแวดวงการเมือง นอกจากนั้น ร้อยละ 60 เล่าว่า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต เกิดความเครียดหรือซึมเศร้า เช่น มีกลุ่มตัวอย่างบางท่านบอกว่า บางทีการถูกทำร้ายร่างกายยังเจ็บน้อยกว่าการถูกนำภาพไปตัดต่อเป็นภาพลามกอนาจารเผยแพร่ทางออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การคุกคามจากในโลกออนไลน์ก็ลุกลามออกมาสู่การคุกคามในชีวิตจริงได้ เช่น มีการเผยแพร่พิกัดที่พักอาศัย ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย 

5.ไม่ได้กระทบเฉพาะตนเอง แต่รวมถึงคนใกล้ชิดด้วย เช่น ลูกถูกเพื่อนล้อเลียน หรือคู่ชีวิตก็ถูกโจมตีด้วยจนกระทบต่อความสัมพันธ์ และมีบางครอบครัวขอให้ออกจากแวดวงการเมืองเพราะรับสิ่งที่เกิดขึ้นไมได้ 6.วิธีการรับมือ พบว่า ปัจจัยที่ยังทำให้ผู้หญิงอยู่ในแวดวงการเมืองแม้จะถูกโจมตีหรือคุกคาม คือพลังของคนรอบข้างและเครือข่ายเพื่อน รวมถึงเครือข่ายนักการเมืองหญิงด้วยกันเอง ส่วนวิธีรับมือที่พบ เช่น กลับมาดูใจตนเอง หยุดใช้สื่อสังคมออนไลน์ ปรึกษาจิตแพทย์ ดำเนินคดีทางกฎหมาย และสื่อสารผ่านสื่อเพื่อทวงคืนพื้นที่

และ 7.ทำไมปัญหาการคุกคามออนไลน์จึงยังคงดำรงอยู่ สาเหตุหลักๆ คือไม่มีหน่วยงานมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ โดยหากเป็นภาครัฐจะเน้นไปในเรื่องการหลอกลวงออนไลน์ หรือเมื่อไปแจ้งความก็ถูกเจ้าหน้าที่พูดจาซ้ำเติม ขณะที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ก็ไม่ลบเนื้อหานั้นออก เนื่องจากเนื้อหายังไม่ถึงเส้นหรือล้ำเส้นที่ระบบตั้งไว้ว่าหากถึงจุดนั้นแล้วจึงจะลบให้

อันนี้อยากฝากทางพรรคการเมือง คือพรรคไม่ได้ช่วยเหลือด้านนี้เลย พอตอนเข้ามาในพรรคไม่มีการอบรม ที่ได้สัมภาษณ์บางท่านบอกว่าพรรคการเมืองอบรมทุกอย่างยกเว้นเรื่องรับมือกับการถูกละเมิดออนไลน์ หรือหลายคนก็บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเจอถ้าคุณเข้ามาในตำแหน่งนี้ ไม่ต้องคิดว่าเป็นปัญหา สายใจ กล่าว

ผศ.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงพื้นที่ออนไลน์ บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยี (Big Tech) จะมีบทบาทสูงมากจนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนได้ โดยโลกก่อนยุคดิจิทัล แม้รัฐจะพยายามควบคุมการแสดงออกของคน เช่น ออกกฎหมาย มีบทลงโทษ แต่รัฐก็ไม่มีอำนาจกรองสิ่งที่แต่ละคนสื่อสารออกมา ทำได้เพียงดำเนินการบางอย่างหลังคนคนนั้นสื่อสารออกไปแล้ว เช่น เชิญออกจากพื้นที่จัดงาน แตกต่างจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ บางคำที่ตั้งไว้ในระบบไม่ให้โพสต์ หากผู้ใช้งานโพสต์คำนั้น เนื้อหาที่โพสต์ก็จะถูกลบออกในทันทีเมื่อระบบตรวจจับได้ รวมถึงอาจถูกระงับการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวจะถูกมองใน 2 มุม ระหว่างการป้องกันถ้อยคำที่หากสื่อสารออกไปอาจเกิดอันตรายต่อสังคม กับความกังวลเรื่องอำนาจนี้อยู่ในมือบริษัทเทคโนโลยีมากเกินไปจนกลายเป็นการเซ็นเซอร์ ขณะที่วิธีคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เดิมทีเกิดจากการต่อสู้ระหว่างรัฐกับประชาชน จนเกิดเป็นกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้สิทธิต่างๆ ได้รับความคุ้มครองจากรัฐ รวมถึงมีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจหรือทรัพยากรของรัฐ เช่น การใช้งบประมาณหรือดุลพินิจ เป็นต้น

บริษัทเหล่านี้มีทั้งอำนาจในเชิงเทคโนโลยี มีความสามารถในเชิงเทคโนโลยีที่จะช่วยกำกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มได้ คำถามก็คือเราไว้ใจเขาแค่ไหน? อันนี้คิดว่าเป็นคำถามสำคัญเหมือนกัน เพราะบริษัทไม่เหมือนกับองค์กรของรัฐที่ไม่ว่าจะดีจะชั่วอย่างไรมันมีกระบวนการในการตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่การใช้อำนาจของบริษัทไม่ได้มีกลไกพื้นฐานหรือกลไกประชาธิปไตยใดๆ ที่จะเข้าไปตรวจสอบ ยกเว้นแต่ว่าคุณเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นจำนวนมากพอที่จะบอกเขาได้ว่ามันคืออะไรผศ.ฐิติรัตน์ กล่าว      

สัณหวรรณ ศรีสด ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า หลักเสรีภาพในการแสดงออกนั้นการจะยกเว้นเรื่องใดรัฐต้องออกมากฎหมายายกเว้นเรื่องนั้น เช่น ประเทศไทยมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่การออกกฎหมายต้องทำเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน รวมถึงเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ตามกติการะหว่างประเทศ (ICCPR) จะห้ามใน 2 เรื่อง คือ 1.ยุยงให้เกิดสงคราม กับ 2.ยุยงให้เกิดความเกลียดชังหรือความรุนแรง 

ตัวอย่างกรณีศึกษา คือตัวแทนชาวโรฮิงญา ยื่นฟ้อง Facebook ในข้อหาปล่อยให้มีการใช้แพลตฟอร์มเพื่อสร้างความเกลียดชังชาวโรฮิงญาในเมียนมา แต่เรื่องนี้ไปจบตรงที่คดีหมดอายุความก็เป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขในกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะความรุนแรงก่อความเสียหายขึ้นแล้วแต่ไปกำหนดอายุความไว้เพียง 1 – 2 ปี อนึ่ง ตามหลักการคือแพลตฟอร์มไม่ควรต้องรับผิดเรื่องใครเผยแพร่เนื้อหาอะไรเพราะไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็ต้องรับผิดชอบประมาณหนึ่งหากไม่มีการคัดกรองหรือนำเนื้อหาออกจากระบบ

แต่อีกด้านหนึ่ง  เมื่อจะให้รัฐมีอำนาจสั่งการหรือประสานบริษัทเทคโนโลยีให้ลบเนื้อหาออก(Takedown Order) สิ่งที่ต้องระมัดระวังคืออำนาจนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้จัดการกับฝ่ายตรงข้าม เช่น ตามหลักการอำนาจนี้ควรอยู่กับฝ่ายตุลาการที่เป็นอิสระ แต่ที่ประเทศอินเดียให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐคนใดก็ได้ ผลคือ X หรือเดิมคือทวิตเตอร์ ไปฟ้องศาลว่ากฎหมายของอินเดียไม่ถูกต้องเพราะให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่กว้างเกินไป 

คือต้องเจอกันตรงกลาง ต้องมีคนมาดู ต้องมีเจ้าหน้าที่ทางด้านกฎหมาย เป็นศาลเป็นคนมาคุม แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ช้า ต้องเร็วมากภายใน 24 ชั่วโมง ไทยก็มี Takedown Order แต่เป็นคล้ายๆ อินเดีย แต่ไม่ค่อยได้ใช้ คือเป็นเจ้าหน้าที่คนไหนก็ได้เอาลงได้ ไม่ได้ผ่านกระบวนการศาล อันนี้ก็ค่อนข้างน่ากังวลเหมือนกัน สัณหวรรณ กล่าว

กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า โลกออนไลน์หลังการเลือกตั้งในไทยเมื่อปี 2566 พบสถานการณ์การใช้ข้อมูลบิดเบือนรุนแรงยิ่งขึ้น รวมถึงถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ข้อมูลแฝงเจตนาร้าย (Malinformation) ที่มีพื้นฐานจากข้อเท็จจริงแต่ถูกให้ความเห็นเพิ่มเติมจนแยกแยะได้ยากว่าข้อมูลนั้นบิดเบือนอย่างไร และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์ม X นั้นโดยพื้นฐานเป็นแพลตฟอร์มที่สื่อสารด้วยอารมณ์อยู่แล้ว แต่สัดส่วนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักในช่วงก่อนกับหลังเลือกตั้ง เมื่อเทียบกับ Facebook ที่พบการเพิ่มขึ้นมากกว่าของการสื่อสารแบบใช้อารมณ์และข้อมูลบิดเบือนที่ซับซ้อน

ส่วนผู้เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนข้อมูลเหล่านี้ยังคงเป็นรูปแบบเดิม เช่น พรรคการเมือง สื่อ ผู้สนับสนุน สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่จนกลายเป็นวัฒนธรรมการสื่อสารที่ดูเหมือนการใช้ข้อมูลบิดเบือนหรือสร้างความเกลียดชังจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ประกอบกับเทคโนโลยีเอื้อให้คนผลิตเนื้อหาได้รวดเร็วและง่ายขึ้น ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ล้นหลามและการจัดการให้ข้อมูลถูกนำออกจากระบบก็ไม่ง่าย อย่างประสบการณ์ของโคแฟค หลายเรื่องแม้จะตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้ว แต่ข้อมูลเท็จนั้นก็ยังคงอยู่ในระบบ รวมถึงธรรมชาติของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เน้นอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง ทำให้การที่คนจะมาฟังว่าข้อมูลที่ถูกต้องเป็นอย่างไรนั้นน้อยลง

ทำอย่างไรสิ่งที่เราตรวจสอบไปจะถูกมองเห็นและแพร่กระจายไปในวงกว้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรเป็นความร่วมมือที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม ก็ยังไปไม่ถึงขั้นนั้นเสียทีเพราะว่าในเงื่อนไขของแพลตฟอร์มเองก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอน องค์กรที่รายงานเป็นพาร์ทเนอร์ของเขาไหม? ได้รับการรับรองมาตรฐานโดย IFCN หรือเปล่า? ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การทำงานร่วมกันไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควรกุลชาดา กล่าว 

หมายเหตุ : สามารถรับชมย้อนหลังได้ผ่านช่องยูทูบของ Thai PBS 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ผู้เชี่ยวชาญไขข้อข้องใจ “ยาดมสมุนไพร” เสี่ยงเชื้อราจริงหรือ?

ขอบคุณที่มา UBONCONNECT

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 รายการ “โคแฟคสนทนารวมพลคนเช็กข่าว” จัดเสวนาออนไลน์เพื่อคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับข่าวลือบนโซเชียลมีเดียที่ว่า “ยาดมสมุนไพร” อาจมีการปนเปื้อนเชื้อรา และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้น “เชื้อราขึ้นปอด” โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และ ผศ.ดร.พัชรีกัมมารเจษฎากูล ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาคลินิกจากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมให้ความรู้ พร้อมด้วย จอย คนเช็กข่าว โดยมี สุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ

ความกังวลจากข่าวลือ “ยาดมสมุนไพรปนเปื้อนเชื้อรา”

คุณจอย เปิดประเด็นจากกระแสโซเชียลที่ระบุว่ายาดมสมุนไพรแบบกระปุกที่หลายคนใช้เป็นประจำอาจมีการปนเปื้อนเชื้อรา โดยมีผู้ป่วยบางรายพบเชื้อราในปอดและสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับยาดม หลังตรวจพบคราบสีดำที่ก้นกระปุกยาดม เรื่องนี้สร้างความกังวลในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ยาดมสมุนไพรที่เชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและปลอดภัย

ดร.พัชรี ได้กล่าวถึง งานวิจัยระหว่างช่วงเดือนมีนาคมพ.ศ. 2556 จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 เก็บตัวอย่างยาดมสมุนไพรจากแหล่งผลิตในจังหวัดสมุทรปราการ โดยสุ่มตรวจ 15 ยี่ห้อ 35 ตัวอย่าง พบว่า ทุกขวดมีเชื้อราปนเปื้อน ซึ่งบ่งชี้ว่าการปนเปื้อนอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตหรือการเก็บรักษาอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อราในปอดนั้นเกิดจากการใช้ยาดมโดยตรง

ข้อมูลจากงานวิจัย: ยาดมสมุนไพรถูกตรวจสอบอย่างไร?

ดร.พัชรี อธิบายถึงงานวิจัยว่า ทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างยาดมสมุนไพรจากแหล่งผลิตและร้านค้าทั่วไป รวมถึงยี่ห้อที่วางจำหน่าย แบ่งยาดมออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่:

• ยาดมแบบแห้ง (เช่น ยาดมสมุนไพรแบบผง)

• ยาดมแบบน้ำมัน (เช่น ยาดมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย)

• ยาดมแบบผสม (ผสมทั้งแบบแห้งและน้ำมัน)

ผลการวิจัยพบว่า ยาดมแบบแห้ง มีการปนเปื้อนเชื้อรามากที่สุด เนื่องจากส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรแห้งมีโอกาสดูดซับความชื้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา

เชื้อราฉวยโอกาส” คืออะไรอันตรายแค่ไหน?

อาจารย์พัชรี อธิบายเพิ่มเติมว่า เชื้อราฉวยโอกาส พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่น ในดินหรืออากาศ แต่สามารถก่อโรคได้ในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุเด็ก หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน มะเร็ง) โดยเชื้อราบางชนิดอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดหรือโพรงจมูกได้ หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เชื้อราทุกตัวที่พบจะก่อโรคในคน บางตัวอาจไม่เป็นอันตรายต่อคนที่มีสุขภาพแข็งแรง

วิธีเลือกและใช้ยาดมให้ปลอดภัย

เพื่อให้ประชาชนใช้ยาดมสมุนไพรอย่างปลอดภัยอาจารย์พัชรี มีข้อแนะนำดังนี้:

• เลือกยาดมที่มีเลขทะเบียนยา และตรวจสอบวันหมดอายุ รวมถึงสภาพบรรจุภัณฑ์ว่าสะอาด ไม่รั่วหรือแตก

• สังเกตความผิดปกติ เช่น กลิ่นแปลก เนื้อสมุนไพรเปื่อยยุ่ย หรือมีคราบสีดำ หากพบให้หยุดใช้ทันที

• หลีกเลี่ยงการจ่อยาดมใกล้จมูกเกินไป เพื่อลดโอกาสสูดดมเชื้อราหรือสารปนเปื้อน

• ปิดฝาให้สนิทหลังใช้ เพื่อป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน

• กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภูมิแพ้ โรคโพรงจมูกอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ควรระวังเป็นพิเศษและปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ยาดม ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์

• อาการไม่พึงประสงค์ที่ควรหยุดใช้ : หากมีอาการระคายเคือง หรือแสบจมูก ควรรีบหยุดใช้

คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ยาดม

ดร.พัชรี ฝากถึงผู้ที่ชื่นชอบการใช้ยาดมว่า “ยาดมสมุนไพรไม่ใช่สิ่งที่อันตรายหากเลือกใช้อย่างถูกวิธีและจากแหล่งที่เชื่อถือได้ การใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและการเก็บรักษาที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนได้” 

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ผู้ใช้สังเกตพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง เช่น ไม่ใช้ยาดมมากเกินไปหรือบ่อยเกินความจำเป็น เพื่อลดโอกาสสัมผัสเชื้อที่อาจปนเปื้อน


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 28 มิถุนายน 2568

เตือนภัย ถุงเท้ารักษาสารพัดโรค หลอกขายมากว่า 10 ปี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/300tcdrx850


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้หลอดเลือดสมองอุดตัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nagp1o19izpv


ดื่มเบียร์ช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qq3nhtvwmucj


กาแฟลดน้ำหนักแบบชงดื่ม ลดพุงได้โดยไม่ต้อง ออกกำลังกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3eyze93v0wvi3


กฎใหม่! ผู้สมัครวีซ่าสหรัฐชั่วคราว ประเภท F, M หรือ J ต้องเปิดโซเชียลเป็นสาธารณะ มีผลบังคับใช้ทันที

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/23eqqd6y286r7


ผลชันสูตร ชายชาวลำปางเสียชีวิตบนรถทัวร์ เป็นโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ep9g6vs1238f


  ธ.กรุงไทย สามารถถอนเงินแบบไม่ใช้บัตรที่ตู้ ธ.กสิกรไทยได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jfe1jucgafvv


 ผอ. โรงเรียน 7 จังหวัด ชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถสั่งหยุดเรียนได้ หากมีสถานการณ์ไม่ปลอดภัย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1cvky8s9sdoak


ใช้หูฟังนานๆ ทำให้สมองเสื่อมได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/9s248ifdswnj


วิดีโอทดลองด้วยการเอาเนื้อทุเรียน มาผสมกับสารละลาย “เบตาดีน” กลายเป็นใส นี่คือฤทธิ์ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qi9tk57xzjn1


ถึงเวลาไทยต้องมีแนวปฏิบัติกำกับดูแล‘AI’เครื่องมือเอื้อ‘ง่าย-เร็ว’ยิ่งต้องสร้างความรู้เท่าทัน

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และ ThaiPBS จัดเสวนา Side-Event “UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025” ที่ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา อาคารมงกุฎสมมุติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในยุคที่บอท (Bot) กระจายข่าวได้เร็วกว่านักข่าว และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลอกเลียนเสียงมนุษย์ได้แม่นยำ บทบาทของนักข่าว ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและผู้ใช้สื่อไม่ได้ลดน้อยลงไป แต่ถูกนิยามด้วยอะไรบางอย่าง ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็ใช่เพียงการลบล้างข่าวปลอม แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันแห่งความเชื่อมั่น และสร้างพลังให้กับประชาชนคิดอย่างมีวิจารณญาณ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความแน่นอนจำลอง

“AI เองก็มีศักยภาพ ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยง ถ้าใช้อย่างรับผิดชอบก็จะช่วยยืนยันแหล่งข้อมูล ช่วยวิเคราะห์รูปแบบ และคุ้มครองนักข่าวจากอันตรายที่เกิดจากดิจิทัล แต่ถ้าเกิดปล่อยให้เป็นไปโดยไร้การควบคุมก็อาจบิดเบือนความจริงได้ เวทีในวันนี้จึงสะท้อนพันธะร่วมกันของเราทุกคนในการปกป้องสิทธิของสาธารณชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องความเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องทำงานอย่างลึกซึ้ง ซื่อสัตย์และรอบด้านด้วยรศ.ดร.ปรีดา กล่าว

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ มีการออกแนวปฏิบัติเรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีจริยธรรม มาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2567 ซึ่งเวลานั้นการใช้ AI ในงานสื่อมวลชนยังไม่แพร่หลายมากเท่าปัจจุบันที่ใช้กันในทุกมิติ เช่น จากที่ใช้เพียงการสร้างภาพสมมติเพื่อประกอบข่าว ก็ใช้ทั้งสรุปข่าว ย่อข่าว เขียนข่าว หาข้อมูล ทำกราฟิก ไปจนถึงสร้างเป็นผู้ประกาศมาอ่านข่าวแทนมนุษย์ 

ซึ่งสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติก็เตรียมที่จะทบทวน เพราะตอนออกแนวปฏิบัติก็ทำใจแล้วว่าน่าจะมีการปรับปรุงบ่อยที่สุด เพราะ AI ทั้งตัวเทคโนโลยีและการใช้งานมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นช่วง 6 เดือน จึงเวลาเหมาะสมที่จะต้องมาทบทวนกันรอบหนึ่ง โดยมอบโจทย์ให้ทางคณะกรรมการจริยธรรมไปดู อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้ก็เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่จะได้มาทบทวน

ขณะเดียวกันเราพบว่าตัวแพลตฟอร์มซึ่งมีการใช้ AI อยู่แล้ว ก็จะมีผลต่อการทำงานของเรา ทำอย่างไรที่เขาจะเอาข่าวของเราที่มีการตรวจสอบเป็นข่าวจริงต่างๆ มานำเสนอ หรือเขาจะไปเลือกเอาข่าวที่อาจมีความจริงแฝงมาเสนอด้วย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวแพลตฟอร์มว่าจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันด้วย ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าว

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ปาฐกถา เรื่อง “AI กับจริยธรรมสื่อมวลชน : เมื่ออัลกอริทึมมีอิทธิพลต่อความจริงกล่าวถึงประโยชน์ของ AI ในวงการสื่อ เช่น การผลิตหรือรวบรวมเนื้อหา (Content Creation/Curation) ทำวิดีโอ ตรวจจับข่าวปลอม (Detect Fake News) ทำระบบอัตโนมัติ (Automation) หลังบ้าน แปลภาษา วิเคราะห์ผู้รับสาร ฯลฯ

แต่อีกด้านหนึ่ง AI ก็มีผลกระทบเชิงลบ เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ (Copyright) การนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด อาทิ Deepfake (ปลอมใบหน้า – แปลงเสียง ซึ่งเชื่อมโยงกับการหลอกลวง) AI ทำงานผิดพลาด (Mistake) ซึ่งเป็นความผิดพลาดโดยไม่มีเจตนาโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐจะกลัวมากเรื่องความไม่สมบูรณ์ของ AI แล้วไปให้ข้อมูลผิดๆ กับประชาชน รวมถึงการที่ AI จะมาแย่งงานของมนุษย์ (Job Replacement) อย่างที่พูดถึงกันมากคือคนที่ใช้ AI เป็นจะมาแทนคนที่ใช้ไม่เป็น

ทั้งนี้ ในมุมมองของตน ประเด็นปัญญาประดิษฐ์กับจริยธรรมและธรรมาภิบาล (AI Ethics & Governance) แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ 1.ประเทศ ซึ่งมีการถกเถียงกันว่าจะไปทางใดระหว่างจริยธรรมกับกฎหมาย จึงมีการพูดถึงจุดกึ่งกลางของทั้ง 2 ด้าน คือ มาตรฐาน (Standard) หมายถึงหากผุ้ใช้งานเลือกใช้เครื่องมือ AI ที่มีมาตรฐาน ก็ทำให้แน่ใจได้ว่า AI จะไม่ผลิตเนื้อหาที่ผิดจริยธรรม  

โดยมาตรฐานแบ่งได้ 3 ด้านหลักๆ คือ 1.ความมั่นคงปลอดภัย (Safety & Security) ผู้ใช้งานใส่ข้อมูลลงไปในเครื่องมือ AI แล้วจะไม่หลุดออกไปที่อื่น 2.ความแม่นยำ (Precision) ไม่ใช่สร้างเนื้อหาผิดเพี้ยน (Hallucinate) และ 3.การใช้ข้อมูล (Data) เครื่องมือ AI นั้นฝึกโดยใช้ข้อมูลจากแหล่งใด เป็นข้อมูลที่มีอคติ (Bias) มาก – น้อยเพียงใด ละเมิดความเป็นส่วนตัว/ละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่

หรือหากสุดท้ายจำเป็นต้องไปที่กฎหมาย มีตัวอย่างกฎหมายของสหภาพยุโรป (EU) ที่แบ่งการควบคุมการพัฒนาและการใช้งาน AI ไว้ 4 ระดับ คือ 1.ไม่อาจยอมรับได้ ห้ามทำเด็ดขาด เช่น การให้คะแนนทางสังคม (Social Scoring) 2.ความเสี่ยงสูง ต้องประเมินให้ผ่านมาตรฐานตามที่กำหนดจึงจะอนุญาตให้ผลิตหรือใช้งานได้ 3.ความเสี่ยงปานกลาง ต้องแจ้งผู้ใช้งานว่าเครื่องมือ AI ปฏิบัติตามข้อกำหนดจริยธรรมอย่างไร มีข้อมูลกำกับ และ 4.เสี่ยงน้อย ก็ไม่ต้องมีข้อกำหนดใดๆ เหมือนกับ 3 ระดับข้างต้น   

2.ประชาคม เช่น แนวปฏิบัติของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ในหมวด 3 ว่าด้วยการใช้ AI ในระดับองค์กร และหมวด 4 ว่าด้วยการใช้ AI ในระดับบุคคลที่ประกอบอาชีพ ซึ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปคือองค์กรสื่อแต่ละแห่ง หากเป็นองค์กรที่ดีมีจริยธรรมก็จะต้องนำไปออกแนวปฏิบัติภายในของตนเอง และ 3.ปัจเจกบุคคล ก็ต้องเข้าใจและระมัดระวังกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กฎหมายลิขสิทธิ์ เป็นต้น

แต่โดยสรุปแล้วหากเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้ออกกฎหมายพิเศษเพิ่มเติม โดยยกตัวอย่างกฎหมายดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น ด้านการแพทย์ – สาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีหลักเกณฑ์ตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ที่เข้มงวดมาก ซึ่งรวมถึงเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ด้วย หากไม่ผ่านเกณฑ์ก็ไม่อนุญาตให้นำมาใช้ หรืออย่างเรื่องลิขสิทธิ์ก็มีกฎหมายอยู่ คำถามคือแล้ววงการสื่อเป็นอย่างไร มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้วหรือไม่ เพียงขยายให้ครอบคลุมสิ่งที่ AI จะมีขึ้นก็น่าจะเพียงพอ ไม่ต้องออกกฎหมายพิเศษ

สิ่งที่ควรจะเป็นทางออกในวันนี้ก็คือนโยบาย แนวปฏิบัติ ข้อกำหนดระดับประชาคม อย่างน้อยที่สุดสมาคมหรือสภาของทางสื่อมวลชนเอง กำกับดูแลตัวเองเช่นเดียวกับหลายๆ ภาคส่วน ภาคเอกชนหลายภาคส่วนก็ทำอย่างเดียวกัน ผมคิดว่าที่ดีมากๆ คือการสร้าง Best Practice (แนวปฏิบัติที่ดีผมยกตัวอย่าง ThaiPBS ใช้ AI เยอะมาก แล้วมีวิธีทำ AI Governance (ธรรมาภิบาล AI) อย่างไร ควบคุมได้จริงหรือไม่ ถ้าควบคุมได้จริงเอาขึ้นมาเป็น Best Practice ให้กับหน่วยงานอื่นๆ พิจารณาต่อ อันนี้ผมคิดว่าเป็นทางที่ดีมากๆ ผอ. NECTEC กล่าว 

จากนั้นเป็นการเสวนาหัวข้อ ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ ในประเด็นเรื่องสื่อและจริยธรรม AI” โดย น.ส.ชุตินธรา วัฒนกุล บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ ThaiPBS เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ThaiPBS ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)สนับสนุนงานข่าวในหลายเรื่อง เช่น แปลงเนื้อหาตัวอักษรเป็นเสียงบรรยาย (Text to Speech) เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการทางสายตา หรือผู้ติดตามข่าวสารแต่ไม่สะดวกที่จะอ่าน 

การทำหน้าจอแนวตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่รับชมผ่านโทรศัพท์มือถือ การทดลองทำผู้ประกาศแบบ Virtual เพื่อให้สื่อสารได้หลายภาษาเป็นต้น กระทั่งการเกิดขึ้นของเครื่องมืออย่าง ChatGPT เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ก็เริ่มคิดกันว่าหากในอนาคตจำเป็นต้องใช้ AI ในห้องข่าว (Newsroom) จะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งก็เป็นช่วงที่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติก็มีแนวปฏิบัติเรื่องการใช้ AI ออกมา ถือว่ามีประโยชน์มากและ ThaiPBS อาจต้องนำมาใช้เขียนแนวปฏิบัติของตนเอง

แต่ด้วยความที่ AI มีพลวัติและการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว จึงนำ AI มาใช้ใน 2 ส่วน คือ 1.งาน Production เช่น สร้าง Storyboard ช่วยหาแนวคิด พบว่าเกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น กับ 2.ใช้สนับสนุนการแปลภาษา อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า ไม่ได้ใช้ AI ให้มีบทบาทกับห้องข่าวทั้งหมด แต่ใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานข่าว แต่การใช้ AI ก็อาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องมีมนุษย์ช่วยดูแล หรืออย่างการให้ AI ช่วยสร้างกราฟิกเพื่ออธิบายข้อมูล หากทักษะไม่เพียงพอ สิ่งที่ AI สร้างขึ้นก็อาจผิดเพี้ยนได้ เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างสูงมาก

รอยเตอร์เพิ่งเผยแพร่รายงาน ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่รู้สึกสะดวกสบายกับการใช้ AI แล้วก็ไม่รู้สึกว่า AI เป็นความเสี่ยงในการใช้ พอเรามานั่งดูการใช้งานในชีวิตประจำวันจริงๆ เราก็พบว่าเป็นอย่างนั้น แต่จากการสำรวจก็พบว่าผู้ชมของเราเขาจะรู้สึกว่าถ้าเอา AI มาใช้เป็นหลักแล้วมนุษย์แค่ Approve (รับรองให้ถูกสร้างออกมาจาก AI คนที่เป็นผู้ชมอาจรู้สึกไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไร ในทางกลับกันถ้ามนุษย์เป็นคนนำแล้วเอา AI มาช่วยสนับสนุน ผู้ชมของเราจะรู้สึก Comfortable (สะดวกสบายหรือปลอดภัยมากกว่าใช้ AI เป็นตัวนำ ตรงนี้น่าสนใจว่าแล้วจริงๆ การใช้ AI ในห้องข่าวหรือในมุมมองของสื่อมวลชนเอง ผู้ชม – ผู้อ่านเขารู้สึกอย่างไร น.ส.ชุตินธรา กล่าว

นายจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การมาของ AI ทำให้คนทำงานคุณภาพออกจากอุตสาหกรรมสื่อไปเป็นจำนวนมากเพราะปรับตัวไม่ทัน ถ่ายรูป – ถ่ายวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือไม่เป็นบ้าง ใช้สื่อสังคมออนไลน์ไม่เป็นบ้าง หรือชอบที่จะฟังคลิปเสียงสัมภาษณ์แล้วแกะถอดความด้วยตนเองมากกว่าจะใช้ AI ช่วยถอดเสียงเป็นตัวหนังสือ จะทำอย่างไรที่จะเข็นให้คนกลุ่มนี้อยู่ในอุตสาหกรรมต่อไปได้ ซึ่งระยะหลังๆ ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคสื่อว่าเหตุใดคุณภาพข่าวจึงลดลง   

ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยพบคนที่ออกจากอุตสาหกรรมสื่อแล้วไปเปิดช่องทางออนไลน์ของตนเอง แล้วบอกว่าสนุกมากกับการใช้ AI มาช่วยทำงานเพราะแทบไม่มีต้นทุน มีข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ให้นำไปใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงใส่คำสั่งให้ AI เรียบเรียงเนื้อหาขึ้นมาใหม่ (Rewrite) เท่านั้น ได้เนื้อหาไปนำเสนอในช่องทางออนไลน์ เท่านี้ก็มีรายได้แล้ว หรือการแปลข่าวต่างประเทศก็แปลไปโดยที่ไม่รู้บริบทหรือความสะเอียดของภาษา ก็ไม่รู้ว่าที่แปลมานั้นถูก – ผิดอย่างไร

อย่างในงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก สื่อถูกตั้งคำถามว่าเหคุใดคุณภาพงานลดลง ที่ลดก็เพราะองค์กรปรับคนทำงานคุณภาพออกไปแล้วแทนที่ด้วย AI มองว่าจ่ายค่าบริการรายปีดีกว่าจ่ายเงินเดือนพนักงาน ส่วนคนที่ยังอยู่ในองค์กรก็จะเหมือนเป็ดที่ทำได้ทุกอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง หรือมีกรณีไปฟังแถลงข่าว นักข่าวพูดใส่โทรศัพท์มือถือตามที่แหล่งข่าวให้สัมภาษณ์โดยที่อาจไม่เข้าใจสิ่งที่แหล่งข่าวนำเสนอ ความลึกและความแม่นของข่าวจึงหายไป มีแต่ข่าวฉาบฉวย เน้นความง่ายและความเร็วหรือใช้ AI ถอดข้อความจากเอกสารเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์มือถือ หากไม่ตรวจก่อนก็จะไม่รู้ว่า AI อาจถอดให้มาแบบผิดๆ ก็ได้  

อีกมิติหนึ่งขอสะท้อน ในเชิงสมาคมนักข่าวฯ อบรมนักศึกษา คนที่จะเข้าสู่วิชาชีพนักข่าวทุกปีเลย สิ่งที่เราเจอเรื่องหนึ่งคือเหมือนคนใช้สมองคิดน้อยลง สมมติมีโจทย์ ผมว่าทั้งนักศึกษา ทั้งนักข่าวปัจจุบัน นักข่าวใหม่เอง ถ้าเขาอยากทำอะไรขาไม่ได้หาแหล่งข้อมูลเหมือนเราแล้ว ไม่มีความสามารถในการโทรเช็คกับแหล่งข่าว ไม่รู้ว่าต้นทางของข้อมูลฉบับนี้ต้องหาที่หน่วยงานไหน เขียนแค่ Prompt ว่าฉันต้องการสถิติใน AI มันเอามาจากไหนก็ไม่รู้ ถูก – ผิดก็ไม่รู้ ด้วยความง่าย สะดวก เร็ว ทำให้คุณภาพลดลง นายจีรพงษ์ กล่าว

นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า ตนเพิ่งได้เป็นสมาชิกของ World Association of Newspapers and News Publishers มีการแชร์ข้อมูลกัน ซึ่งมีข้อมูลที่พบว่าประเทศไทยเป็นดาวเด่นในการเชื่อและตื่นเต้นกับการใช้ AI เป็นลำดับแรกๆ ของโลก ในขณะที่อีกหลายประเทศไม่ได้ตื่นเต้น เพราะรู้ว่าการใช้ต้องมีจริยธรรมและการรู้เท่าทัน (Ethics & Literacy) คนไทยพร้อมจะเชื่อโดยไม่รู้ว่าข้อมูลที่ AI ใช้นั้นมาจากสำนักข่าวหรือไม่

หรืออย่างที่รอยเตอร์สำรวจความเชื่อมั่นสำนักข่าวแล้วไปพบนักเล่าข่าวในแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งข้อมูลชี้ว่าคนไทยอยู่ในเกณฑ์ที่เชื่ออะไรก็ได้ ไม่ได้สนว่าจะเป็นสำนักข่าวหรือไม่ อินฟลูเอนเซอร์หยิบข่าวจากสำนักข่าวไปเล่าแล้วมียอดคนดูมากกว่าตัวสำนักข่าวเจ้าของชิ้นงาน คือเราไม่มีการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) ซึ่งน่ากังวลและประเทศไทยยังขาดความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Quotient หรือ DQ) ว่าควรรู้เท่าทันและระมัดระวังในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไร 

ปัญหาอยู่ที่การศึกษาให้ข้อมูลความรู้ ถ้าภาษาเดิมเรียกว่ารู้เท่าทันสื่อ ประเด็นคือเรายังไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี เราใช้แต่ยังไม่รู้เท่าทันเนื้อหาของมันจริงๆ พอไม่รู้เท่าทันสุดท้ายพอเราได้รับเนื้อหาบางเนื้อหา มันจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอันนั้นจริง – ปลอม มันขึ้นอยู่กับใครส่งให้ มันยังเป็นวัฒนธรรม มันไม่เป็นการไตร่ตรอง มันก็เหมือนย้อนกลับไปที่พูดเรื่องข่าวปลอมบ่อยๆ ทำไมข่าวปลอมยังวิ่งอยู่ ทุกวันนี้ AI ก็ข่าวปลอมเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องไม่ได้อยู่ที่ผู้ผลิต ต้องไปเป็นระดับกระทรวงที่ต้องให้ความรู้ตั้งแต่เด็กจนไปถึงผู้ใหญ่เลย นายระวี กล่าว

นายนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าเรากำลังพูดถึงธุรกิจสื่อซึ่งมีเรื่องกำไร – ขาดทุน แต่ปัญหาของธุรกิจสื่อคือรายได้ไม่เพียงพอ ดังนั้นความจริงหนึ่งที่ค้นพบคือ สำนักข่าวผลิตเนื้อหาคุณภาพออกมานำเสนอ แต่มีอินฟลูเอนเซอร์หยิบเนื้อหานั้นไปเล่าในพื้นที่ออนไลน์แล้วได้ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงกว่าสำนักข่าว บริษัทโฆษณา (เอเจนซี่) กลับเลือกจ่ายเงินโฆษณากับอินฟลูฯ เพราะดูที่ยอด Engagement ดังนั้นคนที่อยู่ในธุรกิจสื่อจึงเลือกทำข่าวที่ได้ Engagement ดีก็เพื่อให้องค์กรยังอยู่ต่อไปได้

รวมถึงการมาของ AI จึงถูกมุ่งไปที่การหาข่าวหรือการพาดหัวที่สร้าง Engagement ดังนั้นหากจะทำให้สื่ออยู่ได้ก็ต้องมีเรื่องลิขสิทธิ์เข้ามา เพราะหากเนื้อหาต้นฉบับ (Original Content) ที่สร้างไว้มีมูลค่า และที่บอกว่าคนไทยเชื่อ AI เพราะทุกคนเอาข้อมูลไปเล่าเนื่องจากได้เงินง่าย และการใช้ AI ก็ไม่มีต้นทุน กวาดรวมข้อมูลหรือเนื้อหามาแล้วก็ได้เงิน แต่เงินนั้นมาจากเนื้อหาต้นฉบับที่คนอื่นสร้างไว้ ดังนั้นเรื่องลิขสิทธิ์ต้องมาก่อน คนทำแอปพลิเคชั่นใช้ AI กวาดข้อมูลต้องซื้อลิขสิทธิ์ เพื่อให้ผู้ผลิตเนื้อหาต้นฉบับอยู่ได้และ AI ก็ยังไปต่อได้  

ภายใต้ธุรกิจสื่อ สิ่งสำคัญคือรายได้ต้องอยู่ได้ด้วย จึงจะสามารถผลักดันออกไปได้ต่อ ฉะนั้นถ้าเราได้รับการสนับสนุนจากเอเจนซี่ ไม่ได้ให้คะแนนหรือตั้ง Engagement กับคนที่ผลิตเนื้อหาจาก AI หรือใช้การเล่าจาก AI เพียงอย่างเดียว ผมว่าอันนี้น่าจะช่วยสนับสนุนได้ เพราะอย่างหนึ่งผมก็เชื่อว่าเนื้อหาหรือข่าวหลายๆ เนื้อหามันไม่ได้ต้องการ Engagement แต่ต้องการ Awareness (สร้างความตระหนักรู้) ให้คนตื่นตัว อย่างข่าวการศึกษา แต่จะไปทำอย่างไรให้มัน Impact (ส่งผลมากกว่า ให้คนเข้าใจข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าว

รศ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า AI ช่วยทำให้งานของนักข่าวรวดเร็วขึ้นจากการช่วยรวบรวมข้อมูล หรือประกอบสร้าง (Generated) จากข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว แต่คำถามคือข้อมูลที่มีอยู่แล้วนั้นมาจากแหล่งใด ซึ่งการมาของ AI ก็เป็นการสอบทวนด้วยว่าเราได้ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Checking) ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานหรือไม่

แต่อีกด้านหนึ่ง ต่อให้คนทำข่าวตั้งใจตรวจสอบและทำอย่างมีจริยธรรม แต่ก็มีความท้าทายคือมักไปจบที่ความต้องการยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ซึ่ง AI ช่วยให้เกิด Engagement ได้ง่ายมาก ส่วนคำถามว่าเหตุใดคนจึงเชื่อ AI ได้ง่ายมาก อาจเป็นเพราะ AI เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น – จับต้องไม่ได้ แต่ทุกอย่างที่ส่งมาดูน่าเชื่อถือ หรือบางทีผู้รับสารอาจต้องการเพียงข้อมูล (Informational) ไม่ได้ต้องการองค์ความรู้ (Knowledge) หรือข่าว (News) ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้รับสารตั้งคำถาม หรือทำให้ผู้รับสารฉลาดขึ้น

หรือสิ่งที่กังวลมากๆ คือการกระจายของข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน (Spread of Misinformation) หรือข่าวที่ไม่ได้ถูกคัดกรอง หรือการที่มนุษย์ใช้เหตุผล (Reasoning) คิดเชิงวิเคราะห์น้อยลง คำถามคือคนที่ใช้ AI รู้สึกตรงนี้ด้วยหรือไม่ จำเป็นต้องกลับไปหาจุดกำเนิดของข้อมูล (Originate) หรือไม่ เพราะเพราะข้อมูลทั้งหมดที่ได้จาก AI ที่ Generated ก็คือข้อมูลที่ถูกผลิตมาแล้ว แล้วก็รีไซเคิลซ้ำกัน

อย่างถ้าวันนี้ผมบอกว่าสิ่งที่กำลังพูดมาจาก ChatGPT อาชีพผมจบเลย แต่บอกว่าคิดเอง คัดกรองเอง แต่ใช้ ChatGPT ในการ Generated เราจะไปถึงขั้นไหนการใช้ ผมคิดว่าคงปฏิเสธไม่ได้ เพราะ AI อยู่เป็นอวัยวะที่ 33 34 45 และอื่นๆของเรา คราวนี้การใช้อย่างมีจริยธรรม หรือแนวปฏิบัติ คงเป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน เพราะเราก็กังวลกับการได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่โปรงใส รศ.ดร.อลงกรณ์ กล่าว

ในช่วงท้ายยังมีการยื่นข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.ต่อรัฐบาล  ดังนี้ 1.1 กำหนเกรอบนโยบายแห่งชาติว่าด้วย AI กับภาคส่วนต่างๆ 1.2 เตรียมความพร้อมต่อการกำกับดูแลโดยกฎหมาย 1.3 ให้ความสำคัญกับกฎหมายลิขสิทธิ์ที่จะช่วยสร้างมูลค่าให้กับเนื้อหาดั้งเดิม 1.4 สร้างการมีส่วนร่วมจากภาคผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดความเสี่ยงจาก AI เพื่อนำไปสู่การกำกับดูแล 1.5 ส่งเสริมการร่วมมือระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัยและองค์กรสื่อ ในการพัฒนา AI ที่รับผิดชอบและให้ความสำคัญต่อนโยบายพัฒนาการรู้เท่าทัน AI ต่อประชาชน

2.ต่อ Global Platform และผู้สนับสนุนรายได้ (ทั้งค่าย AI สือสังคมออนไลน์และเอเจนซี่โฆษณา)ดังนี้ 2.1 ให้ความสำคัญกับเนื้อหาคุณภาพ แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ นอกเหนือจากความนิยมเพียงอย่างเดียว และ AI ควรเรียนรู้เรื่องจริยธรรมและสิ่งที่ควรระวังด้วย 2.2 ควรนำเข้าข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้นเข้าสู่ระบบ Machine Learning ไม่นำข้อมูลที่สร้างจาก AI มาเรียนรู้ซ้ำ

2.3 จัดให้มีระบบ Warning ที่จะป้องกันปัญหาจากข้อมูลบิดเบือน 2.4 ร่วมพัฒนาแนวทางการใช้ AI ตรวจสอบข่าวปลอมกับองค์กรสื่อ โดยยึดหลักโปร่งใส เปิดเผยโมเดล และไม่ลำเอียงต่อกลุ่มความเชื่อใดๆ 2.5 ให้ผู้ผลิตข่าวสามารถปิดกั้นการดัดแปลงโดย AI ได้ เช่น การห้าม Large Language Model (LLM) นำบทความไปฝึกโมเดลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือต้องมีการซื้อ – ขายข้อมูลให้ถูกต้องในเรื่องลิขสิทธิ์

3.ต่อองค์กรสื่อมวลชน ดังนี้ 3.1 สร้างแนวปฏิบัติและเครื่องมือการบังคับใช้แนวปฏิบัติการใช้ AI ในองค์กรข่าว ซึ่งถือเป็นระดับ Community Level ในการกำกับดูแลกันเองด้านการใช้ AI เช่น การตั้งคณะทำงานภายในองค์กร ตรวจสอบการใช้งาน AI อย่างสม่ำเสมอ 3.2 สร้างแนวปฏิบัติที่ดีของธรรมาภิบาล AI ในองค์กรสื่อ และแสวงหาแนวทางการรักษางานของมนุษย์ 3.3 อบรมสื่อมวลชนเรื่องการรู้เท่าทัน AI กำหนดนโยบายจริยธรรม AI เช่น การใช้ AI เรียบเรียงข่าว ตรวจคำผิด สร้างภาพ ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ 

ให้ความรู้เรื่องข้อจำกัดของ AI ความลำเอียงของโมเดล และการตรวจสอบข้อมูลจาก AI 3.4 ยึดถึงในคุณค่าของวารสารศาสตร์ รวมถึงระมัดระวังไม่ใช้ AI แทนมนุษย์ในกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม เช่น การพิจารณาเผยแพร่ข่าว่อ่อนไหวภาพรุนแรง หรือข้อมูลส่วนบุคคล 3.5 รณรงค์ให้สื่อมวลชนรักษาคุณภาพของเนื้อหา โดยระมัดระวังเรื่องการใช้ AI อย่างขาดการกำกับดูแลที่ดี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของสื่อ

และ 4.ต่อผู้บริโภคสื่อและภารวิชาการ ดังนี้ 4.1 พัฒนาทักษะของตนเองในการใช้และอยู่กับ AI 4.2 สร้างองค์ความรู้และพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัล และการรู้เท่าทัน AI แก่สื่อมวลชนและประชาชนที่เป็นทั้งผู้บริโภคสื่อและผู้สร้างเนื้อหาบนสื่อออนไลน์ได้ด้วยในเวลาเดียวกัน 4.3 ภาคประชาชนต้องรวมพลังกันเพื่อส่งเสริมสิทธิผู้บริโภคในการรับรู้ว่าเนื้อหานั้นมาจาก AI หรือมนุษย์ 4.4 เสริสร้างทักษะการรู้เท่าทัน AI แก่สาธารณะ ให้รู้เท่าทันการดัดแปลงเนื้อหา เช่น Deepfake , Chatbot , Voice clone 4.5 เรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องเปิดช่องทางร้องเรียนหรือรายงานเนื้อหา AI ที่ผิดจริยธรรม และให้แพลตฟอร์มหรือสื่อดำเนินการแก้ไขอย่างโปร่งใส.


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 21 มิถุนายน 2568

“บอแรกซ์” ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนทางเพศ และดีต่อสุขภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qvzcdr5t6s8e


ไข่ต้มไข่แดงขอบสีเขียวมีพิษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2d39l7s0ymwqa


ผงชูรสเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการก่อมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/29u3q7b75lx6p


กาแฟลดน้ำหนักแบบชงดื่ม ลดพุงได้โดยไม่ต้อง ออกกำลังกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3eyze93v0wvi3


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้หลอดเลือดสมองอุดตัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nagp1o19izpv


ดื่มเบียร์ช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qq3nhtvwmucj


 รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงศาลยา – ตลิ่งชัน – ศิริราช คาดพร้อมใช้งานปี 2573

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/tv7qwbcom6ye


 ไต้หวันฟรีวีซ่าให้คนไทยเพิ่มอีก 1 ปี เริ่ม 1 สิงหาคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nsfqv4icdfff


ใช้หูฟังนานๆ ทำให้สมองเสื่อมได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/9s248ifdswnj


วิดีโอทดลองด้วยการเอาเนื้อทุเรียน มาผสมกับสารละลาย “เบตาดีน” กลายเป็นใส นี่คือฤทธิ์ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qi9tk57xzjn1


‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’หรือ‘โรคหัวใจและหลอดเลือด’? เมื่อภาครัฐกลายเป็นต้นทางข้อมูลคลาดเคลื่อน

By : Zhang Taehun

ภาพที่ 1 : โพสต์ สสส. เตือนภัยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก

คนไทย 4 หมื่นคนเสียชีวิตจาก โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก พบมากในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป สังเกตอาการ เหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น เจ็บหน้าอก ให้รีบพบแพทย์” 

ข้อความพาดหัวจากโพสต์ในเพจเฟศบุ๊กของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 ซึ่งหลังจากนั้น นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แชร์ต่อทางเฟซบุ๊ก “Rungsrit Kanjanavanit” พร้อมกับท้วงติงว่า เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับประชาชน โดยอธิบายว่า โรคลิ้นหัวใจ เป็นคนละโรคกับ โรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่มีหลักฐานว่า สามารถป้องกันโดยการออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ หรือคุมอาหาร แต่อย่างใด

อีกทั้งตั้งคำถามด้วยว่า ตัวเลขเสียชีวิต 40,000 รายต่อปีนั้นไม่ทราบเอาสถิติมาจากที่ใด น่าจะเกินจริงไปมาก และโพสต์เพิ่มเติมในช่องความคิดเห็นด้านล่าง ว่า  เท่าที่ดูสถิติ การป่วย การตาย ที่ สสส ยกมาอ้าง เป็นขอโรคหัวใจโดยรวม ไม่ใช่ของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก และกล่าวด้วยว่า โรคหัวใจที่ป่วย และตายมากมาจาก โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ภาพที่ 2 : โพสต์ของ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม ในโพสต์ต้นทางของ สสส. ได้แชร์ข่าวห้วข้อ รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’ ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย โดยอ้างข้อมูลจาก อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุถึงรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้

1โรคลิ้นหัวใจ คือโรคเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจเอออร์ติก แบ่งอาการออกเป็นดังนี้ แบบที่ 1 คือ ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ลิ้นหัวใจมีลักษณะแคบลงเปิดไม่สุดและกีดขวางการไหลเวียนปกติของเลือด แบบที่ 2 ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิทและมีเลือดไหลย้อนกลับห้องหัวใจ สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวนี้มากถึง 4 หมื่นราย

2.ข้อมูลทางการแพทย์บ่งชี้ว่าอุบัติการณ์ของโรคหัวใจ โดยเฉพาะ “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยพบมากขึ้นในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้น ลิ้นหัวใจเอออร์ติกก็อาจเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมที่ลิ้นหัวใจ จนทำให้ลิ้นหัวใจหนาขึ้น แข็งขึ้น และเปิดได้ไม่เต็มที่ ส่งผลทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง

3.สำหรับอาการของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ จะมีอาการ เช่น เหนื่อยง่าย หน้ามืดเป็นลม มีอาการใจสั่นหรือเจ็บหน้าอก ข้อเท้า เท้าบวม และหัวใจเต้นผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะหากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ หาก ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจ แพทย์จะมีการพิจารณาในการเลือกชนิดของลิ้นหัวใจเทียมที่เหมาะสมสำหรับที่จะใส่ทดแทนลิ้นหัวใจเดิม ซึ่งจะให้เลือกด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ 1. ลิ้นหัวใจชนิดโลหะ (Mechanical valve) และ 2. ลิ้นหัวใจชนิดเนื้อเยื่อ (Tissue valve) ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันไป โดยจะพิจารณาเปลี่ยนลิ้นหัวใจตามมาตรฐานสากล

4.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ สามารถป้องกันได้มากถึง 80% โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยหลัก 4อ. 2ส. 1น. ดังนี้ อาหาร เลือกทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม อารมณ์ ควบคุมอารมณ์ ความเครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส ออกกำลังกาย ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ อากาศ หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศและอากาศที่มีฝุ่นควัน ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอนหลับ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อวันการตรวจสุขภาพประจำปีก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันหรือรักษาติดตามการเกิดโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบและหลอดเลือดได้ดีในระยะยาว

และ 5.ประชาชนกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 25-59 ปี สามารถตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ได้จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือประกันสังคมตามสิทธิการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ภาพที่ 3 : (ซ้าย) สสส. อ้างอิงข่าวจาก สวพ.91 หัวข้อ “พบคนไทยเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย ‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’” (ขวา) ข่าวเดียวกันที่ลงในเว็บไซต์รัฐบาลไทย

ซึ่งในวันดังกล่าว (4 พ.ค. 2568) มีการเผยแพร่ข่าวนี้ในเว็บไซต์ thaigov.go.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของรัฐบาลไทย รวมทั้งเว็บไซต์ของกรมประชาสัมพันธ์ และคาดว่าน่าสื่อสำนักต่างๆ ได้นำมาแชร์ต่อ อย่างไรก็ตาม จากการค้นหา (ณ วันที่ 9 พ.ค. 2568) เบื้องต้นไม่พบข้อมูลข้างต้นจากช่องทางของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการแพทย์หรือสถาบันโรคทรวงอก โดยหากนำคำว่า ลิ้นหัวใจเอออร์ติก ไปค้นหา จะมีแต่ Link ที่เชื่อมไปยังข่าวข้างต้น รวมถึง Link ที่เป็นคำอธิบายโรคจากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล จึงขอรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากหลายแหล่งมานำเสนอแทน ดังนี้

– ลิ้นหัวใจเอออร์ติกคืออะไร? ข้อมูลจาก รพ.บำรุงราษฎร์ ระบุว่า ลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายกับหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (aorta) มีหน้าที่ในการป้องกันการย้อนกลับของเส้นเลือดเข้ามายังหัวใจ หากจะทำการเปรียบเทียบ ลิ้นหัวใจเอออร์ติกก็เหมือนกับวาล์วน้ำที่อยู่ระหว่างปั๊มน้ำกับท่อเมนที่ส่งน้ำกระจายออกไปยังจุดต่างๆ เมื่อวาล์วเกิดปัญหาไม่เปิดหรือเปิดได้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้น้ำไหลออกไม่สะดวกและเกิดคั่งค้างอยู่ภายใน เช่นเดียวกัน เมื่อลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เลือดก็สูบฉีดออกไม่ได้ เกิดการคั่งในหัวใจ ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตเฉียบพลันตามมาได้

– โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกมีกี่ประเภท? : บทความ การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติ เขียนโดย รศ. พญ.นิธิมา รัตนสิทธิ์ สาขาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยพร่ในเว็บไซต์วารสารการแพทย์ CIM Journal ระบุว่า โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก (aortic valve disease) แบ่งได้เป็น 2 โรค คือ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ (aortic stenosis, AS) กับ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (aortic regurgitation, AR)

1.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ข้อมูลจาก พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เฉพาะทางการสวนหัวใจและหลอดเลือดรพ.MedPark อธิบายว่า โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เป็นโรคที่ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติจากภาวะลิ้นหัวใจระหว่างห้องหัวใจซ้ายล่างและหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้ามีพื้นที่ตัดขวางของลิ้นแคบลง ไม่สามารถเปิดปิดได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้การไหลเวียนของเลือดจากหัวใจไปยังส่วนที่ต่างๆ ของร่างกายลดลงโดยผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น เจ็บแน่นหน้าอกเมื่อออกกำลังกาย เวียนศีรษะ เป็นลมเมื่อออกกำลังกาย เหนื่อยง่ายขณะออกแรงหรือออกกำลังกาย อ่อนล้าเมื่อออกกำลังมากกว่าปกติ

สาเหตุของโรค ประกอบด้วย 1.1 เป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยปกติคนเราจะเกิดมาพร้อมกับลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่มีใบลิ้น 3 อัน แต่บางคนอาจมีใบลิ้นเพียง 2 อัน (congenital bicuspid aortic valve) (หรืออาจจะมี 1 อันหรือ 4 อัน แต่มักพบได้น้อย) ในเลือดของคนเรานั้นจะมีสารละลายแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจตกผลึกเป็นหินปูนเกาะสะสมบนลิ้นหัวใจได้ 1.2 หินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจเอออร์ติก ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยมักจะไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าจะถึงอายุราว 70-80 ปี แต่หากเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิดด้วยก็อาจมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย และ 1.3 โรคไข้รูมาติกทำให้เนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นแผล เกิดผิวขรุขระซึ่งทำให้หินปูนมาเกาะสะสมหรือทำให้ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบตัน

2.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ข้อมูลจาก พญ. พัชรี ภาวศุทธิกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และสรีระวิทยาหัวใจ รพ.นครธน อธิบายว่า โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Heart Valve Regurgitation) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่ทำให้ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่วหรือขาดเป็นสาเหตุให้เลือดไหลย้อนกลับ หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ คนที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วจะใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ เพราะจะทำให้เหนื่อยง่าย บางรายก็อาจเสียชีวิตได้เนื่องจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว

โดยลิ้นหัวใจมีทั้งหมด 4 ลิ้น คือลิ้นหัวใจไมทรัล ลิ้นหัวใจไตรคัสปิด ลิ้นหัวใจพัลโมนารี และลิ้นหัวใจเอออร์ติก ในกรณีลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic Valve Regurgitation) เกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่อยู่ระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและหลอดเลือดเอออตาร์ จากความผิดปกติแต่กำเนิดหรือลิ้นหัวใจมีการติดเชื้อ เมื่อหัวใจบีบตัวทำให้เลือดที่ไหลไปยังหลอดเลือดเกิดการไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หัวใจห้องล่างซ้าย

โรคลิ้นหัวใจรั่ว ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจมาแต่กำเนิด ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเสื่อมไวกว่าคนทั่วไป โดยอาจไม่มีอาการใดๆ ในวัยเด็ก หรือตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ แต่จะเริ่มเหนื่อยง่าย ใจสั่น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น รวมไปถึงสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ 2.1 ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ มักพบในวัยผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมสภาพ ซึ่งเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจมีความเสื่อมและมีหินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจ จนทำให้การเปิดหรือปิดของลิ้นหัวใจผิดปกติและนำไปสู่โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือ ทั้งรั่วและตีบ

2.2 โรคหัวใจรูมาติก มักพบในเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป สาเหตุเกิดหลังการติดเชื้อที่บริเวณคอแล้วเกิดอาการอักเสบตามมาซึ่งจะมีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ และลิ้นหัวใจ ทำให้มีลิ้นหัวใจรั่ว หรือถ้าเป็นเรื้อรังทำให้ลิ้นหัวใจตีบ 2.3 โรคลิ้นหัวใจรั่วจากการติดเชื้อ เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด และตัวเชื้อโรคไปเกาะกินที่ลิ้นหัวใจ2.4 ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายและเกิดลิ้นหัวใจรั่วตามมา กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้ว ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน สูบบุหรี่ กรรมพันธุ์ เป็นต้น

(หมายเหตุ : มีข้อสังเกตว่า จากการค้นหาในส่วนของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เบื้องต้นไม่พบบทความใดๆ ที่กล่าวถึงวิธีป้องกัน ในขณะที่หากเป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว จะพบคำแนะนำจากแพทย์หลากหลายโรงพยาบาลถึงวิธีป้องกันหากไม่ได้มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เช่น ไม่ควรสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีน้ำตาล ไขมัน และเกลือโซเดียมสูง หลีกเลี่ยงการฉีดยาเข้าเส้นเลือดโดยใช้เข็มที่ไม่สะอาด หลีกเลี่ยงสารเสพติด ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลการติดเชื้อ  ดูแลสุขภาพฟันไม่ให้ฟันผุ เพราะฟันผุอาจทำให้ติดเชื้อได้ เป็นต้น)

– โรคหัวใจและหลอดเลือดคืออะไร? : ข้อมูลจาก รศ.นพ.ทศพล ลิ้มพิจารณ์กิจ สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด (Heart Disease) คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของหัวใจ สามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลายกลุ่มโรค เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ

สำหรับสาเหตุของโรคหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด มีทั้ง ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม กับ ปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักตัวเกิน โรคความดันโลหิตสูงระดับไขมันในเลือดสูง ผู้เป็นโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การสูบบุหรี่เป็นประจำความเครียด การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การขาดการออกกำลังกาย ขยับร่างกายน้อย

– โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร? : ข้อมูลจาก ผศ.ดร.อภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ อาจารย์พยาบาลโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดหัวใจหนาตัวขึ้นเนื่องจากเกิดการสะสมของสารต่าง ๆ และคราบไขมัน (Plaque) ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบแคบลง การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดน้อยลงและอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ

มีสาเหตุจากทั้งปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม และปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น การสูบบุหรี่ มีไขมันในเลือดสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง ที่เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันมากเกินจำเป็น ภาวะความดันเลือดสูง โรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน มีอาการอ้วนลงพุงโรคเบาหวาน ที่เกิดจากมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงชนิดเรื้อรังส่งผลให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ

– ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตตามที่รัฐบาลแถลงมาจากไหน? : จากข้อมูลที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 ที่ระบุว่า สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวนี้มากถึง หมื่นราย” เป็นข้อมูลที่ทาง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เคยกล่าวถึง

โดยเป็นข้อมูลจากข่าวบนเว็บไซต์ ddc.moph.go.th ของกรมฯ หัวข้อ กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2567 เน้นย้ำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2567 ระบุว่า สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิต ด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 4 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน

อย่างไรก็ตาม ข่าวหรือบทความดังกล่าวของกรมควบคุมโรค ไม่มีการกล่าวถึงลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด ดังนั้นบทสรุปของเรื่องนี้จึงพอจะอนุมานได้ว่า เป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โดยหากดูในภาพรวมของการแถลงข่าว รัฐบาลน่าจะต้องการให้ความรู้กับประชาชนเรื่องโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกโดยเฉพาะความเสี่ยงในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ด้วยความที่นำสถิติผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่เป็นภาพรวมของโรคหัวใจและหลอดเลือด (ซึ่งเป็นกลุ่มโรค) มาต่อจากการอธิบายเรื่องโรคลิ้นหัวใจ จึงทำให้ผู้รับสารเข้าใจไปได้ว่าเป็นสถิติของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก

ซึ่งก็ไม่ได้มีแต่ สสส. เพียงองค์กรเดียวที่พลาดจะเห็นว่ามีสำนักข่าวหลายแห่งก็ไปพาดหัวในทำนองเดียวกัน (แม้กระทั่งเว็บไซต์ thaigov.go.th ของรัฐบาลเองก็ด้วย กับพาดหัว รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย”) นี่จึงเป็น บทเรียนสำคัญ ที่ต้องฝากให้ทีมสื่อสารของภาครัฐพึงระมัดระวัง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.facebook.com/share/p/1HXDBBmDca/ (โพสต์ต้นทางของ สสส.)

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10213637785975366&id=1725432152&mibextid=xfxF2i&rdid=lSg5Qmy65tA7IlWJ#(โพสต์ของ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์)

https://www.fm91bkk.com/newsarticle/49562 (พบคนไทยเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย ‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’ : สวพ.91 4 พ.ค. 2568)

https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/96050 (รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย : รัฐบาลไทย 4 พ.ค. 2568)

https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/386509 (รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย : กรมประชาสัมพันธ์ 4 พ.ค. 2568)

https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1178842 (สธ. เตือน โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก พบคนไทยเสียชีวิต ถึง 4 หมื่นราย : กรุงเทพธุรกิจ 4 พ.ค. 2568)

https://www.bumrungrad.com/th/conditions/aortic-valve-stenosis (โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ :รพ.บำรุงราษฎร์ , โพสต์เมื่อ 21 ก.ย. 2563 และปรับปรุงล่าสุด 21 ก.ย. 2564)

https://cimjournal.com/confer-update/aortic-valve-disease/ (การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก : CIM Journal , สรุปเนื้อหาจากงานประชุมการอบรมระยะสั้นโรคหัวใจและหลอดเลือดครั้งที่ 41 จัดโดย สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย วันที่ 21 ตุลาคม 2562)

https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/aortic-valve-stenosis (โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ : MedPark Hospital 9 ม.ค. 2566)

https://www.nakornthon.com/article/detail/heart-valve-regurgitation (เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมากขึ้น สัญญาณโรคลิ้นหัวใจรั่ว : รพ.นครธน)

https://www.bpk9internationalhospital.com/care_blog/content/รู้ทันระวังโรคลิ้นหัวใจรั่ว (รู้ทัน ระวัง โรคลิ้นหัวใจรั่ว : รพ.บางกะกอก 9 , 2 พ.ค. 2567)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/โรคลิ้นหัวใจรั่ว-เช็กให/ (โรคลิ้นหัวใจรั่ว เช็กให้ชัวร์ รู้ก่อนรักษาได้ : คณะแพทยศาสร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 13 ธ.ค. 2567)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ดูแลป่วยหัวใจ (ผู้ป่วยโรคหัวใจ ดูแลอย่างไรให้ใจแข็งแรง : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 2 มี.ค. 2568)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/หลอดเลือดหัวใจตีบ-อาการ/ (หลอดเลือดหัวใจตีบ อาการเริ่มต้นโรคหัวใจที่ต้องรู้ไว้ : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 5 ก.ย. 2567)

https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=46450&deptcode=brc (กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2567 เน้นย้ำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ : กรมควบคุมโรค 26 ก.ย. 2567)