พรมแดนใหม่ของการตรวจสอบข้อเท็จจริง โคแฟคสนทนากับผู้เชี่ยวชาญจาก OASIIS
ในวันที่ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แถมยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา การตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องปรับตัวอย่างไร ? แล้วพรมแดนใหม่ของ Fact-Checking จะเป็นแบบไหน ?
รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊กและช่องยูทูปของโคแฟคเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2569 สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก The Oceania-Asia Society for Information Integrity & Safety (OASIIS) ถึงความท้าทายและโอกาสของการตรวจสอบข้อเท็จจริงในยุคนี้ พร้อมหาคำตอบว่า เราจะก้าวทันโลกข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร
รายการ Cofact Live Talk ครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงท้ายของการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 2–3 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่โคแฟคร่วมจัดกับ OASIIS สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF)
- อ่านเพิ่มเติม: ‘โคแฟค’ ผนึก OASIIS ยกระดับนักตรวจสอบข้อเท็จจริงไทยสู่มาตรฐานสากล รับมือ AI–ข้อมูลบิดเบือนท้าทายระบบนิเวศข่าวสาร
โคแฟคสรุปและเรียบเรียงประเด็นสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 ท่านที่ร่วมรายการ ได้แก่ ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ จาก ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS, เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ (Septiaji Eko Nugroho) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo องค์กรไม่แสวงกำไรที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเทศอินโดนีเซีย, ปารุล โกสวามี (Parul Goswami) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีทีมงานและส่งเสริมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเจนซี เจคอบ (Jency Jacob) บรรณาธิการบริหาร BOOM องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเทศอินเดีย

ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ, ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS
ศ.มาซาโตะเล่าถึงจุดมุ่งหมายของ OASIIS ว่าต้องการสร้างเครือข่ายองค์กรสื่อ นักข่าว นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศข้อมูลข่าวที่พึงประสงค์และสร้างภูมิคุ้มกันจากการหลอกลวงออนไลน ข้อมูลเท็จ และการสร้างความเกลียดชัง
สำหรับการทำงานของนักตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ fact-checker ศ.มาซาโตะเห็นว่ามีความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันสนทนาที่ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงยากขึ้น เพราะ fact-checker ไม่เห็นเนื้อหาที่ถูกส่งต่อกันในแอปฯ สนทนาเหล่านั้น ต่างจากเนื้อหาที่โพสต์ในโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มที่ทุกคนมองเห็นและ fact-checker หยิบมาตรวจสอบได้
ปัจจัยที่น่ากังวลอีกอย่างคือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีบทบาทในการป้อนข้อมูลเท็จให้ผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับ AI โดยที่ไม่มีใครสามารถช่วยตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่ AI ตอบนั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่ง AI ก็มีแนวโน้มที่จะป้อนข้อมูลผิดคลาดเคลื่อนหรือมีอคติเพื่อเอาใจผู้ใช้งานอยู่แล้ว นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่ AI นำมาตอบก็ถูกกำหนดโดยคำสั่ง (prompt) หรือพฤติกรรมการเสพรับข้อมูลของแต่ละคนอีกด้วย ดังนั้นการสร้างความตระหนักว่า AI มีข้อจำกัดอย่างไรและการผลักดันให้บริษัทพัฒนา AI ให้มีความรับผิดชอบต่อการปกป้องระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ศ.มาซาโตะย้ำว่าในโลกยุคนี้ทุกคนจะต้องมีความรู้เท่าทันเนื้อหาในโลกออนไลน์ มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ไม่เช่นนั้นก็จะถูกหลอกได้ง่าย ทั้งเสียทรัพย์สินเงินทองหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายหรือความยุ่งยากลำบากในชีวิตได้โดยง่าย
“ผมเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าทุกคนเป็น fact-checker ได้ และขอให้มองว่าทักษะนี้เป็นเรื่องสนุก เป็นเหมือนเกมกีฬาที่เล่นเพื่อความเพลิดเพลิน เหมือนบาสเก็ตบอลนั่นแหละ ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องเป็นนักบาสเก็ตบอลมืออาชีพระดับ NBA แต่ทุกคนเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้านได้ เริ่มจากการตรวจสอบข่าวลือเกี่ยวกับนักร้องคนโปรดของคุณก็ได้ว่ามันเป็นจริงมั้ย”
ศ.มาซาโตะกล่าวว่าความจริงที่ต้องยอมรับก็คือเนื้อหาเท็จไม่มีวันจะหมดไปหรอก มันจะยังคงอยู่ในระบบนิเวศข้อมูลข่าวสาร ไม่ต่างจากอาชญากรรมที่ไม่ว่าจะรณรงค์หรือมีกฎหมายเข้มอย่างไร คดีอาชญากรรมก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ดังนั้นคำถามสำคัญก็คือเราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรเพื่อให้ตัวเองปลอดภัยจากข้อมูลเท็จ การฉ้อโกงหลอกลวงเหล่านี้ นั่นก็คือต้องมีทักษะในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่หลงเชื่อง่ายและคิดวิเคราะห์ให้เป็น
เจนซี เจคอบ, บรรณาธิการ BOOM Fact-Check ประเทศอินเดีย
เจนซีย้ำว่าความจริงและข้อมูลที่ถูกต้องคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตย และบทบาทของ fact-checker ในการหักล้างข้อมูลเท็จพร้อมกับนำเสนอความจริงนั้นสำคัญยิ่งในห้วงเวลาที่สื่อกระแสหลักถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือและการถูกแทรกแซง ขณะที่นักการเมืองในหลายประเทศทั่วโลกต่างใช้ข้อมูลข่าวสารมาสร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามและยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนแตกแยกกันเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง
หากประชาชนไม่เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริงก็มักจะตัดสินใจผิดพลาด โดยเฉพาะในการเลือกตั้งซึ่งมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศแล้วที่ข้อมูลเท็จส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

“ไม่ว่าคุณจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหน สนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใด หรือลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนไหน ขอให้การตัดสินใจนั้นอยู่บนความจริงและข้อมูลที่ถูกต้อง ตราบใดที่ประชาชนให้ความสำคัญกับความจริง ประชาธิปไตยก็จะไปต่อได้” เจนซีกล่าวและเสริมว่า ดังนั้นองค์กร fact-check จึงต้องทำงานให้ดีมีคุณภาพเพื่อเสริมสร้างความรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารและทำให้สังคมตระหนักว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับความจริง ที่สำคัญคือองค์กร fact-check รวมถึงสื่อมวลชนต้องมีความน่าเชื่อถือและรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ให้ได้
สำหรับการทำงานของ fact-checker เจนซีมองว่าพวกเราเดินทางมาไกลแล้วจากจุดเริ่มต้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่เครื่องมือในการตรวจสอบยังมีจำกัดมาก แต่ปัจจุบันนี้มีเครื่องมือหลากหลายรวมถึงเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้ fact-checker ทำงานได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น และคนที่มาทำงานด้านนี้ก็มีมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ, ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย
เซ็ปเตียจีกล่าวว่าความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลายเป็นความรุนแรงในอินโดนีเซียช่วงปี 1990 ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิม และการโจมตีกันด้วยข้อมูลเท็จในช่วงการเลือกตั้ง ทำให้หลายภาคส่วนในอินโดนีเซียเห็นอันตรายของการใช้ข้อมูลเท็จในการยุยงปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังกัน นำมาสู่ความริเริ่มในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อสู้กับข่าวลวงและส่งเสริมความรู้เท่าทันเนื้อหาในโลกออนไลน์ ขณะนี้มีสำนักข่าวต่าง ๆ ที่เป็นเครือข่ายการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Mafindo มากกว่า 100 แห่ง และ Mafindo ก็พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับสื่อและ fact-checker ในไทยเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับข่าวลวง โดยเฉพาะในยุค AI ที่ข่าวลวงเพิ่มปริมาณมากขึ้น แพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้นและตรวจสอบยากขึ้น ตลอดจนรวมพลังกันผลักดันในระดับภูมิภาคเพื่อให้บริษัทผู้พัฒนาและเป็นเจ้าของ AI มีความรับผิดชอบมากขึ้น

เซ็ปเตียจีฉายภาพให้เห็นด้วยว่าขณะนี้เราอยู่ใน “เฟสที่ 2” ของสมรภูมิข่าวลวง (phase 2 of misinformation) ซึ่งมีการใช้ AI สร้างสื่อสังเคราะห์ (synthetic media) จำนวนมหาศาลโดยมีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นความท้าทายของ fact-checkers และสื่อมวลชน และการจะต่อสู้กับเนื้อหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ทั้งบริษัทเทคโนโลยี อินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงผู้นำทางจิตวิญญาณที่ประชาชนให้ความเชื่อถือด้วย เขาเสนอด้วยว่าประเทศต่าง ๆ ควรเรียนรู้ซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการออกกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ เพื่อกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโดยไม่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ปารุล โกสวามี, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย
ปารุลกล่าวแสดงความยินดีกับโคแฟคและองค์กรร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากลระหว่างวันที่ 2–3 ต.ค. 2569 ที่ผ่านไปด้วยดีและมีประโยชน์สำหรับผู้เกี่ยวข้อง แม้จะเธอจะเข้าร่วมในฐานะวิทยากรแต่กลับได้เรียนรู้และได้ขบคิดถึงการพัฒนางานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งได้เห็นความพยายามของสื่อมวลชนและ fact-checker ในไทยในการรับมือกับข้อมูลลวง
ปารุลยังเชิญชวนให้องค์กรสื่อในไทยพัฒนาศักยภาพการทำงาน fact-check และยื่นขอการรับรองจากเครือข่ายการตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล (International Fact-Checking Network: IFCN) เนื่องจากขณะนี้ในไทยยังไม่มีองค์กรใดที่ได้รับการรับรองจาก IFCN เลย ซึ่งองค์กรของเธอรวมทั้ง OASIIS พร้อมจะให้การสนับสนุน และเชื่อว่าการได้รับรองจาก IFCN จะสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาทักษะด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงในไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ปารุลทิ้งท้ายว่าในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ ขอให้ทุกคนไม่ประมาทและขอสนับสนุนข้อความบนเสื้อยืดของโคแฟคที่เขียนว่า “keep calm and fact-check” หรือตั้งสติและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องยากและจะช่วยให้เราคัดกรองข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้นได้อย่างดีและปลอดภัย
หมายเหตุ: รายงานชี้นนี้ถอดเสียงจากคลิปวิดีโอด้วยเครื่องมือ Google Pinpoint, แปล เรียบเรียง สรุปประเด็นและตรวจสอบความถูกต้องโดย กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค
