สสส. ย้ำภาคธุรกิจต้องคิดถึงสุขภาพคน สภาผู้บริโภคหวั่นแก้กฎหมาย สสส.-ไทยพีบีเอส ทำลายการส่งเสริมสุขภาวะของภาคประชาชน

สสส. ย้ำผู้ประกอบการธุรกิจต้องใส่ใจสุขภาพของประชาชน เพราะหากประเทศไทยเต็มไปด้วยคนป่วย ระบบล่มสลาย ภาคธุรกิจก็ไม่สามารถสร้างกำไรได้ เสนอสร้างกติกาและแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจแข่งขันกันสร้างคุณค่าต่อสุขภาพ ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภคหวั่นการเสนอแก้กฎหมาย 4 ฉบับเกี่ยวกับที่มางบประมาณของ สสส.-ไทยพีบีเอสเท่ากับ “ตัดแข้งตัดขา” กระบวนการส่งเสริมสุขภาวะของภาคประชาชน 

วันที่ 5 ต.ค. 2569 ในวงเสวนา ‘อํานาจเชิงพาณิชย์และพื้นที่นโยบาย : กลยุทธ์ภาคอุตสาหกรรม ความรับผิดรับชอบ และธรรมาภิบาลตลาด’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพปี 2569 (NCDH 2026) ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาสุขภาพของคนไทยว่าไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไม่ดูแลสุขภาพ เช่น การไม่ออกกำลังกาย การกินหวานมัน เค็มจนป่วยเป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวานหรือความดันเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การขาดความรู้ รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาดของภาคธุรกิจที่กระตุ้นการบริโภคเพื่อทำเงินเข้าสู่ระบบธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม นพ.พงศ์เทพไม่เห็นด้วยกับการกล่าวโทษภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียวเพราะผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอด และเสนอว่าต้องเปลี่ยนหลักคิดจากเดิมที่มุ่งหาคนผิดและมองว่าจะควบคุมธุรกิจอย่างไร สู่หลักคิดใหม่เรื่องสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจแข่งขันกันสร้างคุณค่าต่อสุขภาพ และสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการส่งเสริมสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบเพื่อเอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ผู้จัดการ สสส. ยกตัวอย่างโครงการ ‘Happy 8 Workplace’ ที่ สสส. เข้าไปทำร่วมกับสถานประกอบการ โดยส่งเสริมให้นายจ้างมีส่วนร่วมดูแลสุขภาพบุคลากรในองค์กร สถานประกอบการบางแห่งที่เข้าร่วมโครงการมีตัวเลขชี้วัดชัดเจนว่าปัจจัยเสี่ยงป่วยกลุ่มโรค NCDs ของผู้บริหารและพนักงานลดลงอย่างน่าพอใจ ตนมองว่าผู้บริหารภาคเอกชนมีพลังและความยืดหยุ่น ขณะที่ภาครัฐก็สามารถสนับสนุนได้ เช่น ผ่านกลไกภาษี

“สิ่งที่ สสส. ทำมาตลอด และเจตจำนงของการมี สสส. คือรวมพลังทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ท้องถิ่น ประชาชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ มาทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าถ้าทำได้เศรษฐกิจก็จะไม่เป็นเพียงการสร้างความมั่งคั่ง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้คนมีชีวิตยืนยาว มีสุขภาวะและมีโอกาสเท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเป้าหมายเดียวกันกับภาคธุรกิจ เพราะถ้าประเทศนี้มีแต่คนป่วยแล้วระบบทั้งหมดล่มสลาย ธุรกิจจะได้กำไรจากใคร ดังนั้นการเอื้อประโยชน์แบบวิน-วินซึ่งกันและกันก็เป็นส่วนที่สำคัญ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อํานวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่าสถานการณ์โรค NCDs ไม่ไดเป็นประเด็นสาธารณสุขเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมีเป้าหมายเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะถูกประเมินจากคณะกรรมการทั้ง 25 ด้าน  

แม้ประเด็น NCDs จะไม่ได้ระบุโดยตรงในการพิจารณาว่าจะได้เข้าเป็นสมาชิก OECD หรือไม่ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ OECD เพิ่งเผยแพร่รายงานการศึกษา ‘ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพที่ได้รับจากการแก้ไขปัญหาโรค NCDs (The Health and Economic Benefits of Tackling Non‑Communicable Diseases)’ ซึ่งมีการศึกษาว่า NCDs ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

“OECD ไม่ได้บอกว่าเราต้องทำอย่างไรกับธุรกิจ แต่อย่างหนึ่งที่ OECD เขาตั้งคำถามไว้คือธุรกิจจะต้องไม่เฉพาะการขายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ (product) เท่านั้น แต่ธุรกิจต้องตั้งคำถามตัวเองด้วยว่าคุณขายความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือเปล่า? อันนี้คือสิ่งที่ OECD เขาถามและเขามีการศึกษาอยู่ เขามีการพูดถึงว่าการดำเนินธุรกิจอะไรก็ตามต้องไม่จบที่การผลิตสินค้าออกมา แต่ต้องดูว่าสินค้าตัวนั้นกระทบต่อความเสี่ยงสุขภาพอย่างไร โดยที่สิ่งหนึ่งที่เขาพูดมาก ๆ เลย คือเรื่องของการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ” ดร.ธัชไท กล่าว

วิชัย สุธรรมธารีกุล อาจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวเสริมว่า ผู้ร่วมก่อตั้ง OECD คือกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้ผ่านบทเรียนมายาวนานตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่แม้ด้านหนึ่งจะได้ประโยชน์จากความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้รับผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม ข้อพิพาทแรงงาน รวมถึงมีการใช้แรงงานเด็ก ดังนั้นองค์ความรู้จาก OECD จึงเป็นที่ยอมรับอย่างมาก

หลักการของ OECD ว่าด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC)กำหนดให้องค์กรต้องป้องกันความเสี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ สิทธิแรงงานและผู้บริโภค ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างรอบด้านตลอดห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมถึงคู่ค้าและซัพพลายเออร์ ดังนั้นผู้ประกอบการที่ยังมองว่าประเด็นเหล่านี้เป็นการเพิ่มต้นทุน ควรจะคิดใหม่ว่าการไม่ใส่ใจประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่จะกลายเป็นต้นทุนที่สูงยิ่งกว่า เพราะอาจต้องรับผลกระทบทั้งในแง่กฎหมายและแง่ตลาด กิจการจะอยู่ได้หรือไม่หากไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ เพราะธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

“คำพูดเดิม ๆ บอกว่าเราต้องเอากำไรมาก่อน แล้วมีคำคำหนึ่งว่า ‘คืนกำไรสู่สังคม’ การประกอบธุรกิจแบบรับผิดชอบบอกไม่ต้องคืน ตั้งแต่แรกเริ่มเลยก่อนที่จะมีกำไรเราคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจด้วย คือฝังไปใน 1.นโยบาย 2.การดำเนินกิจการ แรกเริ่มเลยมาคุยกันว่าการก่อตั้งบริษัทเราเพื่ออะไร 1.เพื่อหากำไร 2.แล้วธุรกิจเรามีความเสี่ยงไหม? มีผลกระทบเชิงลบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ผู้บริโภคและแรงงาน เอาเข้าไปเลย ปัจจุบันเรามีแผนกการเงิน แผนกตรวจสอบ แผนกกฎหมาย ตั้งแผนกใหม่ แผนกธรรมาภิบาล’ อาจารย์วิชัยกล่าว

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสํานักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ยกตัวอย่างความพยายามของภาคประชาสังคมในการต่อสู้กับภาคธุรกิจในการแทรกแซงการออกนโยบายสาธารณะเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี เช่น ฉลากสัญญาณไฟจราจรในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารก การเข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) ที่ภาคประชาสังคมกังวลว่าอาจกระทบต่องบประมาณการจัดซื้อยาที่จะมีราคาแพงขึ้น อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV1991) ที่เกษตรกรอาจไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้ เป็นต้น

สารีกล่าวว่าการทำนโยบายสาธารณะในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย มีอุปสรรคทุกขั้นตอน รวมถึงกรณีล่าสุดที่ 4 องค์กร คือ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ไทยพีบีเอส) กำลังถูกการเมืองเข้ามาแทรกแซง โดย สสส. ทำงานกับภาคีซึ่งมีทั้งนักวิชาการและคนทำงานกับชุมชนและประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ‘ปัจจัยทางการเมืองที่กำหนดสุขภาพ (Political Determinant of Health)’ จึงสำคัญมาก สำหรับตนเห็นว่านี่คือ ‘กระบวนการตัดแข้งตัดขาภาคประชาสังคม’

เลขาธิการสภาผู้บริโภคอธิบายเพิ่มเติมว่า สสส. มีโครงการนับหมื่นโครงการในประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องการลดความเสี่ยงบาดเจ็บรุนแรงจากการพลัดตกหกลุ้มในกลุ่มผู้สูงอายุ การปกป้องสิทธิของผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยในชุมชนแออัด ส่งเสริมและให้ความรู้แก่ประชาชนในการดูฉลากสินค้า พัฒนาศักยภาพของชุมชนที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมในการติดตามตรวจสอบผลกระทบจากโรงงาน ขณะที่ไทยพีบีเอสก็นำเสนอข่าวสารตรวจสอบผู้มีอำนาจ อาทิ ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ

“[กฎหมาย] ทั้ง 4 ฉบับเป็นประโยชน์กับประชาชน และโดยเฉพาะ สสส. ที่ไปทำงานสร้างดอกไม้เต็มแผ่นดิน แล้วกำลังจะถูกทำให้เป็น ‘กรมอนามัยแห่งที่สอง’ …เราพูดชัดเจน เรามีสภาองค์กรผู้บริโภค ไม่ใช่ สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) แห่งที่สอง สสส. ไม่ใช่คนใช้อำนาจรัฐ แต่เราคือศักยภาพของฝั่งประชาชน ฉะนั้นต้องทำหน้าที่นี้ให้ชัดเจน” สารีกล่าว