เปิดกฎหมายแรงงาน-รัฐธรรมนูญ แก้ความเข้าใจผิด “ต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุมในไทย”

“สวนกระแส”

เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” และ “เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์” โพสต์ข้อความกล่าวอ้างว่าคนต่างด้าว “ไม่มีสิทธิชุมนุมในประเทศไทย” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานและสิทธิแรงงาน โดยสำนักงานแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่าแรงงานต่างด้าวสามารถชุมนุมเรียกร้องสิทธิประโยชน์ด้านแรงงานได้ตามกฎหมายแรงงาน

ตัวอย่างโพสต์ที่สร้างความเข้าใจผิด เช่น วันที่ 25 ม.ค. 2568 เพจ “เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์” โพสต์ข้อความและโปสเตอร์เชิญชวนให้คนไทยออกมารวมตัวคัดค้านการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวเมียนมาในไทย มีข้อความระบุว่า “คนไทยปล่อยให้มันเหิมเกริมมากพอหรือยัง” และ “ที่นี่ประเทศไทย ต่างด้าวไม่มีสิทธิ์มาชุมนุม” (ลิงก์บันทึก) และโพสต์ข้อความลักษณะเดียวกันนี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2568 ว่า “ต่างด้าวไม่มีสิทธิ์จัดชุมนุมบนพื้นแผ่นดินไทย” (ลิงก์บันทึก)

วันที่ 5 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” ผู้ติดตามมากกว่า 57,000 ราย โพสต์ข้อความคัคค้านการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการรวมตัวและสิทธิในการเจรจา โดยอ้างว่าการรับรองอนุสัญญาสองฉบับนี้จะเปิดช่องให้แรงงานเมียนมาเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมคนไทย

“แอดไม่ติดถ้าเกี่ยวกับสิทธิของคนไทย แต่แรงงานพม่าต้องไม่มีสิทธิ์ออกมาเรียกร้องด้วย” แอดมินเพจระบุในโพสต์ (ลิงก์บันทึก)

เพจ “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์เนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับการสิทธิในการชุมนุมของของแรงงานต่างด้าวอีกครั้งในวันถัดมา โดยกล่าวหาวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงาน Bright Future ว่า “เคยโกหกแรงงานพม่าว่ามีสิทธิ์ที่จะชุมนุมทางการเมืองได้ ทั้งที่กระทรวงแรงงานยังไม่ได้เซ็นอนุสัญญาอนุญาตในเรื่องนี้” และ “วันหนึ่งแรงงานพม่าจะประท้วงต่อรองกับนายจ้างจนผู้ประกอบการไทยแข่งขันไม่ได้ อาจจะต้องปิดกิจการในอนาคต…แรงงานพม่าจะประท้วงเรียกร้องสิทธิ์ต่าง ๆ ให้เท่าเทียมกับคนไทย เช่น รักษาฟรี สวัสดิการคนแก่ ทั้งที่ตัวเองเป็นเพียงผู้เข้ามาทำงานไม่ใช่พลเมืองไทย”

ความจริงจากกระทรวงแรงงาน

การชุมนุมของแรงงานต่างด้าวในไทยที่เคยเกิดขึ้นมีทั้งการชุมนุมทางการเมืองและการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิประโยชน์แรงงาน ซึ่งมีกฎหมายรองรับคนละฉบับ

ผู้เขียนสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน เกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการชุมนุมของคนต่างด้าว และได้รับคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

● คนต่างด้าวในไทยชุมนุมด้านสิทธิแรงงานได้หรือไม่: ได้

สำนักงานแรงงานสัมพันธ์เผยว่า หากเป็นกรณีคนต่างด้าวใช้สิทธิเรียกร้องสิทธิประโยชน์ด้านแรงงาน เช่น การชุมนุมนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องขอปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างย่อมกระทำได้ตามขั้นตอนของกฎหมายที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยลูกจ้างมีสิทธินัดหยุดงานได้ตามมาตรา 22 แต่การชุมนุมต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 กำหนดให้สหภาพแรงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกัน แรงงานต่างด้าวที่มีสถานะเป็นลูกจ้างของนายจ้างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างรายวันหรือรายเดือนก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้ โดยจะได้รับการคุ้มครองและได้รับการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเท่าเทียมกับลูกจ้างคนไทย

● คนต่างด้าวชุมนุมทางการเมืองในไทยได้หรือไม่: ขึ้นอยู่กับการตีความรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีกฎหมายข้อใดห้ามไว้

ช่วงที่ผ่านมา มีการชุมนุมทางการเมืองของชาวเมียนมาในไทย เช่น การเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 ที่หน้าอาคารสหประชาชาติแลสถานทูตเมียนมาในกรุงเทพฯ ซึ่งจากภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนพบว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ นอกจากนี้ยังมีชาวเมียนมาบางกลุ่มเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่จัดโดยนักกิจกรรมชาวไทย  

กระทรวงแรงงานให้ข้อมูลว่า เสรีภาพในการชุมนุมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้การรับรองและคุ้มครอง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะไว้ในมาตรา 44 ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การกำจัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียกร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น”

แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนและเป็นประเด็นถกเถียงทางวิชาการมานานว่า เสรีภาพของบุคคลในการชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยนั้นครอบคลุมคนต่างด้าวด้วยหรือไม่ หรือคุ้มครองเฉพาะพลเมืองไทยเท่านั้น

เมื่อพิจารณามาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกอบก็จะพบว่ามีการพูดถึงการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ โดยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอภาคในกฎหมาย ได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน” โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะด้วยเหตุความแตกต่างทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความคิดเห็นทางการเมือง ฯลฯ อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใด

ขณะที่ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ก็ให้การรับรองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยไม่ได้ระบุชัดถึงเชื้อชาติหรือสัญชาติเช่นกัน โดยมาตรา 6 เขียนไว้ว่า “การชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ การใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุมในระหว่างการชุมนุมสาธารณะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระด้านสิทธิแรงงาน ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า ไม่มีบทบัญญัติข้อใดในกฎหมายไทยที่ห้ามไม่ให้คนต่างด้าวชุมนุมอย่างสงบ ทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

● ใครจะได้ประโยชน์หากไทยลงนามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98: คนทำงานทุกคน-ทุกสัญชาติในไทย

ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมสิทธิของคนทำงาน ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมสิทธิแรงงานและยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับหลักสากล ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาพื้นฐานของ ILO แล้วจำนวน 8 ฉบับ จากทั้งหมด 10 ฉบับ อนุสัญญา 2 ฉบับที่ไทยยังไม่ได้รับ ได้แก่ ฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการรวมตัว) และฉบับที่ 98 (เสรีภาพในการเจรจาต่อรอง)

กระทรวงแรงงานชี้แจงว่ากระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาและพิจารณาลงนามในอนุสัญญา ILO สองฉบับนี้มาต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยยืนยันว่าการลงนามในอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อแรงงานต่างด้าว แต่จะช่วยพัฒนาและปกป้องสิทธิของคนทำงานทุกคนในไทย

“การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างระบบการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของทั้งแรงงานและนายจ้างให้ครบถ้วนสมบูรณ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบแรงงานสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพ เป็นธรรม และสอดรับกับมาตรฐานแรงงานสากล อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว” เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานอธิบายกับโคแฟค

อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.ศ. 1948 มีสาระสำคัญในการให้นายจ้างและคนทำงานมีสิทธิจัดตั้งองค์กรด้านแรงงานและรวมตัวกันกระทำกิจกรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน โดยปราศจากการควบคุมและแทรกแซงของรัฐบาล เช่น รวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน นัดหยุดงานโดยสงบได้

จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายกับข้อกำหนดของอนุสัญญาฯ พบว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาฯ ได้แก่ การให้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซงกิจการขององค์กรด้านแรงงานได้ เช่น การให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้นายจ้างห้ามปิดงานและสั่งให้ลูกจ้างห้ามหยุดงาน หากเห็นว่าการปิดงานและการนัดหยุดงานนั้นอาจก่อความเสียหายแก่เศรษฐกิจหรือก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขในการจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นสถานประกอบกิจการประเภทเดียวกัน มีนายจ้างคนเดียวกัน และต้องมีสัญชาติไทย อีกทั้งยังไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิในการตั้งสหภาพฯ ของกลุ่มอาชีพอื่น เช่น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู พยาบาล ฯลฯ เป็นต้น

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับนี้แล้วจำนวน 158 ประเทศ โดยในอาเซียนมี 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ค.ศ. 1949 มีสาระสำคัญในการที่รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่รวมตัวกันเป็นสหภาพและร่วมกิจกรรมของสหภาพจากการแทรกแซงและการกระทำอันไม่เป็นธรรมของนายจ้าง

จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายกับข้อกำหนดของอนุสัญญาฯ พบว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีบทบัญญัติบางประการที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาฯ ได้แก่ ให้ความคุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมทางสหภาพแรงงานเฉพาะในระหว่างที่มีการจ้างงานรวมไปถึงการเลิกจ้าง แต่ไม่ได้ให้ความคุ้มครองในช่วงที่เริ่มก่อการจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือก่อนการจดทะเบียนสหภาพ

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับนี้แล้วจำนวน 168 ประเทศ โดยในอาเซียนมี 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

ข้อสรุป

ข้อความที่เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” และบัญชีเฟซบุ๊กของอัครวุธ บุรณพนธ์ ซึ่งตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “มือปราบต่างด้าว” รวมถึงบัญชีโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่มักเผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังแรงงานต่างด้าว โพสต์ว่าแรงงานต่างด้าว “ไม่มีสิทธิชุมนุมในประเทศไทย” นั้นเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิแรงงานในไทย

การชุมนุมของแรงงานต่างด้าวเพื่อเรียกร้องสิทธิด้านแรงงาน เช่น การชุมนุมนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องขอปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ย่อมกระทำได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 แต่ต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะเป็นลูกจ้างของนายจ้างโดยตรง ทั้งลูกจ้างรายวันหรือรายเดือนมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้ โดยจะได้รับการคุ้มครองและได้รับการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเท่าเทียมกับลูกจ้างคนไทย

สำหรับการชุมนุมทางการเมืองหรือการชุมนุมในเรื่องอื่น ๆ นั้น สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักสากลและรัฐธรรมนูญไทยให้การรองรับ โดยมาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” แต่ยังมีการตีความที่แตกต่างกันว่าคำว่า “บุคคล” มาตรานี้รวมถึงคนต่างด้าวด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตามนักวิชาการด้านแรงงานให้ความเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติข้อใดในกฎหมายไทยที่ห้ามไม่ให้คนต่างด้าวชุมนุมอย่างสงบ ทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะอนุญาต และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ