‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’หรือ‘โรคหัวใจและหลอดเลือด’? เมื่อภาครัฐกลายเป็นต้นทางข้อมูลคลาดเคลื่อน
By : Zhang Taehun

“คนไทย 4 หมื่นคนเสียชีวิตจาก โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก พบมากในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป สังเกตอาการ เหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น เจ็บหน้าอก ให้รีบพบแพทย์”
ข้อความพาดหัวจากโพสต์ในเพจเฟศบุ๊กของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 ซึ่งหลังจากนั้น นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แชร์ต่อทางเฟซบุ๊ก “Rungsrit Kanjanavanit” พร้อมกับท้วงติงว่า “เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับประชาชน” โดยอธิบายว่า “โรคลิ้นหัวใจ เป็นคนละโรคกับ โรคหลอดเลือดหัวใจ” ไม่มีหลักฐานว่า สามารถป้องกันโดยการออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ หรือคุมอาหาร แต่อย่างใด
อีกทั้งตั้งคำถามด้วยว่า ตัวเลขเสียชีวิต 40,000 รายต่อปีนั้นไม่ทราบเอาสถิติมาจากที่ใด น่าจะเกินจริงไปมาก และโพสต์เพิ่มเติมในช่องความคิดเห็นด้านล่าง ว่า “เท่าที่ดูสถิติ การป่วย การตาย ที่ สสส ยกมาอ้าง เป็นของโรคหัวใจโดยรวม ไม่ใช่ของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” และกล่าวด้วยว่า โรคหัวใจที่ป่วย และตายมากมาจาก โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

อย่างไรก็ตาม ในโพสต์ต้นทางของ สสส. ได้แชร์ข่าวห้วข้อ “รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย ‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’ ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย” โดยอ้างข้อมูลจาก อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุถึงรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้
1โรคลิ้นหัวใจ คือโรคเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจเอออร์ติก แบ่งอาการออกเป็นดังนี้ แบบที่ 1 คือ ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ลิ้นหัวใจมีลักษณะแคบลงเปิดไม่สุดและกีดขวางการไหลเวียนปกติของเลือด แบบที่ 2 ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิทและมีเลือดไหลย้อนกลับห้องหัวใจ สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวนี้มากถึง 4 หมื่นราย
2.ข้อมูลทางการแพทย์บ่งชี้ว่าอุบัติการณ์ของโรคหัวใจ โดยเฉพาะ “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยพบมากขึ้นในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้น ลิ้นหัวใจเอออร์ติกก็อาจเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมที่ลิ้นหัวใจ จนทำให้ลิ้นหัวใจหนาขึ้น แข็งขึ้น และเปิดได้ไม่เต็มที่ ส่งผลทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง
3.สำหรับอาการของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ จะมีอาการ เช่น เหนื่อยง่าย หน้ามืดเป็นลม มีอาการใจสั่นหรือเจ็บหน้าอก ข้อเท้า เท้าบวม และหัวใจเต้นผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะหากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
ทั้งนี้ หาก ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจ แพทย์จะมีการพิจารณาในการเลือกชนิดของลิ้นหัวใจเทียมที่เหมาะสมสำหรับที่จะใส่ทดแทนลิ้นหัวใจเดิม ซึ่งจะให้เลือกด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ 1. ลิ้นหัวใจชนิดโลหะ (Mechanical valve) และ 2. ลิ้นหัวใจชนิดเนื้อเยื่อ (Tissue valve) ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันไป โดยจะพิจารณาเปลี่ยนลิ้นหัวใจตามมาตรฐานสากล
4.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ สามารถป้องกันได้มากถึง 80% โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยหลัก 4อ. 2ส. 1น. ดังนี้ อาหาร เลือกทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม อารมณ์ ควบคุมอารมณ์ ความเครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส ออกกำลังกาย ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ อากาศ หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศและอากาศที่มีฝุ่นควัน ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอนหลับ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อวันการตรวจสุขภาพประจำปีก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันหรือรักษาติดตามการเกิดโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบและหลอดเลือดได้ดีในระยะยาว
และ 5.ประชาชนกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 25-59 ปี สามารถตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ได้จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือประกันสังคมตามสิทธิการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ซึ่งในวันดังกล่าว (4 พ.ค. 2568) มีการเผยแพร่ข่าวนี้ในเว็บไซต์ thaigov.go.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของรัฐบาลไทย รวมทั้งเว็บไซต์ของกรมประชาสัมพันธ์ และคาดว่าน่าสื่อสำนักต่างๆ ได้นำมาแชร์ต่อ อย่างไรก็ตาม “จากการค้นหา (ณ วันที่ 9 พ.ค. 2568) เบื้องต้นไม่พบข้อมูลข้างต้นจากช่องทางของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง” รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการแพทย์หรือสถาบันโรคทรวงอก โดยหากนำคำว่า “ลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ไปค้นหา จะมีแต่ Link ที่เชื่อมไปยังข่าวข้างต้น รวมถึง Link ที่เป็นคำอธิบายโรคจากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล จึงขอรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากหลายแหล่งมานำเสนอแทน ดังนี้
– “ลิ้นหัวใจเอออร์ติกคืออะไร? : ข้อมูลจาก รพ.บำรุงราษฎร์ ระบุว่า ลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายกับหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (aorta) มีหน้าที่ในการป้องกันการย้อนกลับของเส้นเลือดเข้ามายังหัวใจ หากจะทำการเปรียบเทียบ ลิ้นหัวใจเอออร์ติกก็เหมือนกับวาล์วน้ำที่อยู่ระหว่างปั๊มน้ำกับท่อเมนที่ส่งน้ำกระจายออกไปยังจุดต่างๆ เมื่อวาล์วเกิดปัญหาไม่เปิดหรือเปิดได้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้น้ำไหลออกไม่สะดวกและเกิดคั่งค้างอยู่ภายใน เช่นเดียวกัน เมื่อลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เลือดก็สูบฉีดออกไม่ได้ เกิดการคั่งในหัวใจ ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตเฉียบพลันตามมาได้
– โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกมีกี่ประเภท? : บทความ “การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” เขียนโดย รศ. พญ.นิธิมา รัตนสิทธิ์ สาขาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยพร่ในเว็บไซต์วารสารการแพทย์ CIM Journal ระบุว่า โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก (aortic valve disease) แบ่งได้เป็น 2 โรค คือ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ (aortic stenosis, AS) กับ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (aortic regurgitation, AR)
1.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ข้อมูลจาก พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เฉพาะทางการสวนหัวใจและหลอดเลือดรพ.MedPark อธิบายว่า โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เป็นโรคที่ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติจากภาวะลิ้นหัวใจระหว่างห้องหัวใจซ้ายล่างและหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้ามีพื้นที่ตัดขวางของลิ้นแคบลง ไม่สามารถเปิดปิดได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้การไหลเวียนของเลือดจากหัวใจไปยังส่วนที่ต่างๆ ของร่างกายลดลงโดยผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น เจ็บแน่นหน้าอกเมื่อออกกำลังกาย เวียนศีรษะ เป็นลมเมื่อออกกำลังกาย เหนื่อยง่ายขณะออกแรงหรือออกกำลังกาย อ่อนล้าเมื่อออกกำลังมากกว่าปกติ
สาเหตุของโรค ประกอบด้วย 1.1 เป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยปกติคนเราจะเกิดมาพร้อมกับลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่มีใบลิ้น 3 อัน แต่บางคนอาจมีใบลิ้นเพียง 2 อัน (congenital bicuspid aortic valve) (หรืออาจจะมี 1 อันหรือ 4 อัน แต่มักพบได้น้อย) ในเลือดของคนเรานั้นจะมีสารละลายแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจตกผลึกเป็นหินปูนเกาะสะสมบนลิ้นหัวใจได้ 1.2 หินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจเอออร์ติก ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยมักจะไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าจะถึงอายุราว 70-80 ปี แต่หากเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิดด้วยก็อาจมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย และ 1.3 โรคไข้รูมาติกทำให้เนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นแผล เกิดผิวขรุขระซึ่งทำให้หินปูนมาเกาะสะสมหรือทำให้ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบตัน
2.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ข้อมูลจาก พญ. พัชรี ภาวศุทธิกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และสรีระวิทยาหัวใจ รพ.นครธน อธิบายว่า โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Heart Valve Regurgitation) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่ทำให้ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่วหรือขาดเป็นสาเหตุให้เลือดไหลย้อนกลับ หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ คนที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วจะใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ เพราะจะทำให้เหนื่อยง่าย บางรายก็อาจเสียชีวิตได้เนื่องจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว
โดยลิ้นหัวใจมีทั้งหมด 4 ลิ้น คือลิ้นหัวใจไมทรัล ลิ้นหัวใจไตรคัสปิด ลิ้นหัวใจพัลโมนารี และลิ้นหัวใจเอออร์ติก “ในกรณีลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic Valve Regurgitation)” เกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่อยู่ระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและหลอดเลือดเอออตาร์ จากความผิดปกติแต่กำเนิดหรือลิ้นหัวใจมีการติดเชื้อ เมื่อหัวใจบีบตัวทำให้เลือดที่ไหลไปยังหลอดเลือดเกิดการไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หัวใจห้องล่างซ้าย
โรคลิ้นหัวใจรั่ว ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจมาแต่กำเนิด ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเสื่อมไวกว่าคนทั่วไป โดยอาจไม่มีอาการใดๆ ในวัยเด็ก หรือตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ แต่จะเริ่มเหนื่อยง่าย ใจสั่น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น รวมไปถึงสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ 2.1 ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ มักพบในวัยผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมสภาพ ซึ่งเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจมีความเสื่อมและมีหินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจ จนทำให้การเปิดหรือปิดของลิ้นหัวใจผิดปกติและนำไปสู่โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือ ทั้งรั่วและตีบ
2.2 โรคหัวใจรูมาติก มักพบในเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป สาเหตุเกิดหลังการติดเชื้อที่บริเวณคอแล้วเกิดอาการอักเสบตามมาซึ่งจะมีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ และลิ้นหัวใจ ทำให้มีลิ้นหัวใจรั่ว หรือถ้าเป็นเรื้อรังทำให้ลิ้นหัวใจตีบ 2.3 โรคลิ้นหัวใจรั่วจากการติดเชื้อ เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด และตัวเชื้อโรคไปเกาะกินที่ลิ้นหัวใจ2.4 ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายและเกิดลิ้นหัวใจรั่วตามมา กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้ว ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน สูบบุหรี่ กรรมพันธุ์ เป็นต้น
(หมายเหตุ : มีข้อสังเกตว่า จากการค้นหาในส่วนของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เบื้องต้นไม่พบบทความใดๆ ที่กล่าวถึงวิธีป้องกัน ในขณะที่หากเป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว จะพบคำแนะนำจากแพทย์หลากหลายโรงพยาบาลถึงวิธีป้องกันหากไม่ได้มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เช่น ไม่ควรสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีน้ำตาล ไขมัน และเกลือโซเดียมสูง หลีกเลี่ยงการฉีดยาเข้าเส้นเลือดโดยใช้เข็มที่ไม่สะอาด หลีกเลี่ยงสารเสพติด ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลการติดเชื้อ ดูแลสุขภาพฟันไม่ให้ฟันผุ เพราะฟันผุอาจทำให้ติดเชื้อได้ เป็นต้น)
– โรคหัวใจและหลอดเลือดคืออะไร? : ข้อมูลจาก รศ.นพ.ทศพล ลิ้มพิจารณ์กิจ สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า “โรคหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด (Heart Disease) คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของหัวใจ สามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลายกลุ่มโรค” เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ
สำหรับสาเหตุของโรคหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด มีทั้ง “ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้” เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม กับ “ปัจจัยที่ควบคุมได้” เช่น โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักตัวเกิน โรคความดันโลหิตสูงระดับไขมันในเลือดสูง ผู้เป็นโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การสูบบุหรี่เป็นประจำความเครียด การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การขาดการออกกำลังกาย ขยับร่างกายน้อย
– โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร? : ข้อมูลจาก ผศ.ดร.อภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ อาจารย์พยาบาลโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดหัวใจหนาตัวขึ้นเนื่องจากเกิดการสะสมของสารต่าง ๆ และคราบไขมัน (Plaque) ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบแคบลง การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดน้อยลงและอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ
มีสาเหตุจากทั้งปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม และปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น การสูบบุหรี่ มีไขมันในเลือดสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง ที่เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันมากเกินจำเป็น ภาวะความดันเลือดสูง โรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน มีอาการอ้วนลงพุงโรคเบาหวาน ที่เกิดจากมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงชนิดเรื้อรังส่งผลให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ
– ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตตามที่รัฐบาลแถลงมาจากไหน? : จากข้อมูลที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 ที่ระบุว่า “สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวนี้มากถึง 4 หมื่นราย” เป็นข้อมูลที่ทาง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เคยกล่าวถึง
โดยเป็นข้อมูลจากข่าวบนเว็บไซต์ ddc.moph.go.th ของกรมฯ หัวข้อ “กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2567 เน้นย้ำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ” เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2567 ระบุว่า สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิต ด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 4 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน
อย่างไรก็ตาม “ข่าวหรือบทความดังกล่าวของกรมควบคุมโรค ไม่มีการกล่าวถึงลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด” ดังนั้นบทสรุปของเรื่องนี้จึงพอจะอนุมานได้ว่า “เป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน” โดยหากดูในภาพรวมของการแถลงข่าว รัฐบาลน่าจะต้องการให้ความรู้กับประชาชนเรื่องโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกโดยเฉพาะความเสี่ยงในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ด้วยความที่นำสถิติผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่เป็นภาพรวมของโรคหัวใจและหลอดเลือด (ซึ่งเป็นกลุ่มโรค) มาต่อจากการอธิบายเรื่องโรคลิ้นหัวใจ จึงทำให้ผู้รับสารเข้าใจไปได้ว่าเป็นสถิติของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก
ซึ่งก็ไม่ได้มีแต่ สสส. เพียงองค์กรเดียวที่พลาดจะเห็นว่ามีสำนักข่าวหลายแห่งก็ไปพาดหัวในทำนองเดียวกัน (แม้กระทั่งเว็บไซต์ thaigov.go.th ของรัฐบาลเองก็ด้วย กับพาดหัว “รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย”) นี่จึงเป็น “บทเรียนสำคัญ” ที่ต้องฝากให้ทีมสื่อสารของภาครัฐพึงระมัดระวัง!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://www.facebook.com/share/p/1HXDBBmDca/ (โพสต์ต้นทางของ สสส.)
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10213637785975366&id=1725432152&mibextid=xfxF2i&rdid=lSg5Qmy65tA7IlWJ#(โพสต์ของ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์)
https://www.fm91bkk.com/newsarticle/49562 (พบคนไทยเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย ‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’ : สวพ.91 4 พ.ค. 2568)
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/96050 (รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย : รัฐบาลไทย 4 พ.ค. 2568)
https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/386509 (รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย : กรมประชาสัมพันธ์ 4 พ.ค. 2568)
https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1178842 (สธ. เตือน โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก พบคนไทยเสียชีวิต ถึง 4 หมื่นราย : กรุงเทพธุรกิจ 4 พ.ค. 2568)
https://www.bumrungrad.com/th/conditions/aortic-valve-stenosis (โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ :รพ.บำรุงราษฎร์ , โพสต์เมื่อ 21 ก.ย. 2563 และปรับปรุงล่าสุด 21 ก.ย. 2564)
https://cimjournal.com/confer-update/aortic-valve-disease/ (การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก : CIM Journal , สรุปเนื้อหาจากงานประชุมการอบรมระยะสั้นโรคหัวใจและหลอดเลือดครั้งที่ 41 จัดโดย สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย วันที่ 21 ตุลาคม 2562)
https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/aortic-valve-stenosis (โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ : MedPark Hospital 9 ม.ค. 2566)
https://www.nakornthon.com/article/detail/heart-valve-regurgitation (เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมากขึ้น สัญญาณโรคลิ้นหัวใจรั่ว : รพ.นครธน)
https://www.bpk9internationalhospital.com/care_blog/content/รู้ทันระวังโรคลิ้นหัวใจรั่ว (รู้ทัน ระวัง โรคลิ้นหัวใจรั่ว : รพ.บางกะกอก 9 , 2 พ.ค. 2567)
https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/โรคลิ้นหัวใจรั่ว-เช็กให/ (โรคลิ้นหัวใจรั่ว เช็กให้ชัวร์ รู้ก่อนรักษาได้ : คณะแพทยศาสร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 13 ธ.ค. 2567)
https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ดูแลป่วยหัวใจ (ผู้ป่วยโรคหัวใจ ดูแลอย่างไรให้ใจแข็งแรง : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 2 มี.ค. 2568)
https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/หลอดเลือดหัวใจตีบ-อาการ/ (หลอดเลือดหัวใจตีบ อาการเริ่มต้นโรคหัวใจที่ต้องรู้ไว้ : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 5 ก.ย. 2567)
https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=46450&deptcode=brc (กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2567 เน้นย้ำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ : กรมควบคุมโรค 26 ก.ย. 2567)
