ภาพเด็กกอดลูกสุนัขตากฝนบนหลังคาบ้านกลางน้ำท่วมที่หาดใหญ่ เป็นภาพจากคลิปที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพเด็กกอดลูกสุนัขบนหลังคาบ้านกลางน้ำท่วมที่หาดใหญ่  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพที่สร้างจาก AI**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “สตอรี่ สีดำ” โพสต์ภาพเด็กนั่งร้องไห้กอดลูกหมาตากฝนบนหลังคาบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงอยู่ลำพัง ฝังข้อความในภาพว่า “หาดใหญ่” และเขียนข้อความบรรยายในโพสต์ว่า “เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้​ #น้ำท่วมหาดใหญ่” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วกว่า 2,000 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบภาพชุดนี้แพร่หลายในโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. 2568 โดยไม่ระบุที่มาของภาพ ผู้โพสต์บางรายอ้างว่าเป็นภาพน้ำท่วมในเวียดนาม บางรายระบุว่าเป็นอุทกภัยจากไต้ฝุ่นติโนในฟิลิปปินส์ และล่าสุดผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวไทยนำมาเผยแพร่โดยสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในปัจจุบัน  

นอกจากนี้ยังมีคนนำภาพเหล่านี้ไปประกอบการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเซบูของฟิลิปปินส์ทางเว็บไซต์ระดมทุนชื่อดัง gofundme.com อีกด้วย  

ส่วนหนึ่งของภาพจากคลิปเด็กนั่งกอดสุนัขบนหลังคา ถูกนำไปประกอบการขอรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเซบูของฟิลิปปินส์ทางเว็บไซต์ระดมทุนชื่อดัง gofundme.com เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568

โคแฟคยังไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ภาพชุดนี้เป็นรายแรก แต่พบคลิปวิดีโอความยาว 9 วินาทีที่มีภาพตรงกันทุกประการ โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “vyphunhan” เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2568 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 2.6 ล้านครั้ง (ณ วันที่ 26 พ.ย.) และถูกแชร์ไปมากกว่า 2 หมื่นครั้ง

ผู้โพสต์ไม่ได้ให้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับคลิปและไม่ได้แจ้งว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างโดย AI แต่จากการตรวจสอบรายละเอียดของภาพในคลิปพบว่ามีความผิดปกติหลายประการที่บ่งชี้ว่าเป็นวิดีโอที่สร้างจาก AI เช่น นิ้วมือของเด็ก ผิวน้ำที่นิ่งผิดธรรมชาติ หยดน้ำบนใบหน้า สายฝนที่หายไปบางช่วง เม็ดฝนที่กระทบหลังคา ตลอดจนความไม่สมจริงของเหตุการณ์ที่เด็กนั่งบนหลังคาท่ามกลางน้ำท่วมสูงอย่างโดดเดี่ยว

คลิปวิดีโอความยาว 9 วินาที โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “vyphunhan” เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2568

จากการตรวจสอบการรายงานข่าวอุทกภัยในเวียดนามและฟิลิปปินส์ ไม่มีสื่อมวลชนที่น่าเชื่อถือเผยแพร่คลิปหรือภาพนิ่งชุดนี้

วันที่ 23 พ.ย. 2568 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนาม ได้โพสต์คำเตือนบนเพจเฟซบุ๊กเรื่องการเผยแพร่เนื้อหาเท็จและภาพที่สร้างจาก AI ในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วม โดยระบุว่าภาพเด็กชายนั่งอุ้มลูกสุนัขบนหลังคาเป็นภาพที่สร้างจาก AI ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง

โคแฟคนำภาพจากคลิปวิดีโอนี้มาเปรียบเทียบกับภาพชุดที่เผยแพร่โดยทางเพจเฟซบุ๊ก “สตอรี่ สีดำ” พบว่าภาพทั้งหมดตรงกับภาพในคลิป แต่มีหนึ่งภาพที่มีการตัดต่อเรือกู้ภัยสีแดง-ส้มคล้ายกับพาหนะของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปในภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพเหตุการณ์ในไทย

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “vyphunhan” เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2568 กับภาพจากโพสต์ในเฟซบุ๊ก “สตอรี่ สีดำ” เมื่อวันที่ 26 พ.ย. อ้างว่าเป็นน้ำท่วมที่หาดใหญ่ มีการเติมภาพเรือกู้ภัยเข้าไป

เมื่อนำภาพเหล่านี้ไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ตรวจจับ AI จำนวน 3 เว็บไซต์ ได้ผลตรงกันว่ามีความเป็นไปได้ 80-90% ว่าสร้างด้วย AI

สรุปได้ว่าภาพชุดนี้ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเป็นภาพที่นำมาจากคลิปวิดีโอที่สร้างจาก AI ซึ่งเป็นคลิปเก่าที่เคยโพสต์มาตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. หรือก่อนหน้าเกิดมหาอุทกภัยในภาคใต้ของไทยเกือบ 3 สัปดาห์ และเคยถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นเหตุอุทกภัยในฟิลิปปินส์และเวียดนามมาก่อนหน้านี้แล้ว

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

ภาพขบวนรถไฟขนเรือยาง-รถกู้ภัยจากเชียงใหม่ไปช่วยน้ำท่วมภาคใต้ เป็นภาพที่สร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟคและสำนักข่าวบริคอินโฟ

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพขบวนรถไฟขนรถกู้ภัย-เรือยางจากเชียงใหม่ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพที่สร้างจาก AI**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 พ.ย. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “พระราม เดินดง” โพสต์ภาพขบวนรถไฟของการ รถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บรรทุกรถกู้ภัย รถดับเพลิง และเรือกู้ภัยโดยอ้างว่าอาสาสมัครในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยเรือ รถยกสูง รถกู้ภัยกำลังเดินทางไปยังหาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมกับเช็คอิน “สถานีรถไฟเชียงใหม่” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2,600 ครั้ง ณ วันที่ 26 พ.ย. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักข่าวบริคอินโฟ ซึ่งเป็นเครือข่ายสื่อที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับโคแฟค ตรวจสอบภาพดังกล่าวแล้วพบหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างและปรับแต่งด้วย AI ดังนี้ 

◾️ มุมขวาล่างของภาพมีลายน้ำที่เป็นสัญลักษณ์ของ Gemini ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ของ Google

◾️ รายละเอียดในภาพผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น รางรถไฟบางส่วนที่จางหายไปตรงจุดสิ้นสุดอย่างไม่สมเหตุสมผล รวมถึงส่วนเชื่อมต่อด้านหน้าของหัวรถจักรและกระจกบางส่วนที่หายไป 

◾️  เพจเฟซบุ๊ก “ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของ รฟท. ไม่พบการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับขบวนรถไฟพิเศษที่ขนส่งยานพาหนะไปยังพื้นที่ประสบภัยตามที่เพจดังกล่าวอ้างถึง โดยขณะนี้ รฟท. เน้นการสื่อสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถและผลกระทบของน้ำท่วมต่อการเดินทางด้วยรถไฟให้ประชาชนทราบ  

◾️  การสืบค้นเพิ่มเติมพบว่าหัวรถจักรที่ถูกนำมาสร้างและปรับแต่งภาพด้วย AI นี้ เป็นหัวรถจักรรุ่น General Electric UM12C ซึ่งเป็นรุ่นที่ รฟท. นำเข้ามาใช้งานตั้งแต่ปี 2507 มีจำนวนทั้งสิ้น 40 คัน สร้างโดยบริษัท General Electric จากประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี แต่หัวรถจักรรุ่นนี้ยังคงมีประสิทธิภาพในการลากจูงขบวนรถโดยสาร รถสินค้า และเป็นรถสับเปลี่ยน ในปัจจุบัน

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

“ผู้หญิงการเมือง” ยังถูกบูลลี่หนัก แม้ย้ายจากถนนสู่โลกออนไลน์

โคแฟคไลฟ์ทอล์กชี้ความรุนแรงเชิงเพศออนไลน์ทำนักการเมืองหญิงท้อ ถอดใจลาออก

กรุงเทพฯ 25 พ.ย. 2568 – รายการ Cofact Live Talk “Woman, Myth and Politics” ดำเนินรายการโดย นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกสทช. และมี น.ส.ชมพูนุท เฉลียวบุญ ผู้จัดการโครงการภูมิภาค Westminster Foundation for Democracy (WFD) เป็นแขกรับเชิญ ได้เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจว่า นักการเมืองหญิงไทยยังเผชิญความรุนแรงทางเพศอย่างหนักหน่วง แม้รูปแบบจะย้ายจาก“ความรุนแรงกายภาพบนท้องถนน” มาสู่ “ความรุนแรงออนไลน์” ที่ร้ายกาจและต่อเนื่องกว่าเดิม

น.ส.ชมพูนุท กล่าวว่า จากรายงานที่ WFD ร่วมกับองค์กร Stop Online Violence เก็บข้อมูลหลังการเลือกตั้งปี 2566 พบข้อความที่เข้าข่ายคุกคามนักการเมืองหญิงในเฟซบุ๊กและเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) กว่า 458 ข้อความ โดยกว่า 50% เป็นการด้อยค่า ทำลายชื่อเสียงและเบี่ยงประเด็นจากนโยบายไปสู่เรื่องส่วนตัว, 16% เป็นการล้อเลียนรูปร่าง เสื้อผ้า หน้าผม และยังพบการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวครอบครัว รวมถึงความเสี่ยงจากการใช้ภาพตัดต่อหรือดีฟเฟคที่จะเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า

“หลายคนที่ยังเป็น ส.ส. อยู่ บอกว่าทนไม่ไหว ไม่อยากอยู่ต่อแล้ว” น.ส.ชมพูนุท ระบุ พร้อมย้ำว่า ความรุนแรงออนไลน์ทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจรุนแรง บางคนถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์ แต่การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตยังมีต้นทุนสูงทั้งเงินและเวลา

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวเสริมว่า ตนเคยถูกโจมตีด้วยอคติทางเพศสมัยเป็น กสทช. และเห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะนักการเมือง แต่รวมถึงนักกิจกรรม นักข่าวหญิง และผู้หญิงที่ออกหน้าสื่อทุกคน “พอเป็นผู้หญิง อายุ การแต่งตัว ครอบครัว จะถูกนำมาโจมตีทันที มันเจ็บลึกและสะสม”

ทั้งสองเห็นพ้องว่า การแก้ปัญหาต้องอาศัยหลายภาคส่วนร่วมกันได้แก่  

• แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องรับผิดชอบมากขึ้น มีระบบเฝ้าระวังและลบเนื้อหาคุกคามที่รวดเร็วกว่านี้  

• พรรคการเมืองต้องมีกลไกดูแลสมาชิกที่ถูกคุกคาม ทั้งรับเรื่องร้องเรียนและให้การสนับสนุนด้านจิตใจ  

• รัฐสภาควรจัดตั้งหน่วยให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสำหรับ ส.ส. และบุคลากร  

• สื่อมวลชนต้องลดการใช้ถ้อยคำรุนแรงและให้พื้นที่นโยบายมากกว่าดราม่าส่วนตัว  

• ประชาชนต้องช่วยกันไม่แชร์ ไม่มีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่บูลลี่หรือเหยียดเพศ

รายการจัดขึ้นเนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงสากล (25 พ.ย.) และเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ 16 วันนักกิจกรรมต่อต้านความรุนแรงทางเพศ โดย น.ส.ชมพูนุท ยังเชิญชวนร่วมงาน “พื้นที่ดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็ก” ในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ย.) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 13.00-17.00 น. ร่วมกับ UN Women, UNDP, UNFPA และสถาบันพระปกเกล้า

“ถ้าเราไม่ร่วมกันแก้ตอนนี้ พอถึงเลือกตั้งท้องถิ่นหรือเลือกตั้งครั้งหน้า คลิปตลกๆ ล้อเลียนผู้หญิงจะยิ่งท่วมท้น และเราจะสูญเสียนักการเมืองหญิงที่มีคุณภาพไปอีกมาก” นางสาวสุภิญญา กล่าวทิ้งท้าย

คลิปเด็กชายเกาะตอไม้กลางน้ำท่วมสูง เป็นวิดีโอที่สร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเด็กชายเกาะขอนไม้ร้องหาแม่ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านกลางน้ำท่วมสูง 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นคลิปที่สร้างจากเอไอ เผยแพร่โดยผู้ใช้ติ๊กตอกชาวเวียดนามตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 พ.ย. 2568 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “อั้มบ่าวอุบล คนพิบูล” โพสต์คลิปวิดีโอเด็กผู้ชายยืนเกาะขอนไม้กลางน้ำท่วมสูง ร้องไห้หาแม่ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้าน เขียนข้อความว่า “รอก่อนนะ กำลังไปช่วย #น้ําท่วมท่วม” คลิปนี้มียอดเข้าชมเกือบ 3 แสนครั้ง และยอดแชร์เกือบ 1 พันครั้ง

ขณะที่บัญชีเฟซบุ๊ก “นภารัตน์ อนันตพงศ์” โพสต์ภาพนิ่งจากคลิปวิดีโอนี้ พร้อมกับเขียนบรรยายให้เข้าใจว่าเป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปวิดีโอนี้ไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “nguyenthao.833” เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 พร้อมคำบรรยายภาษาเวียดนาม ผู้โพสต์ติดป้ายกำกับว่าเป็น “วิดีโอที่สร้างจากเอไอ” และยังมีคำแจ้งเตือนจากติ๊กตอกด้วยว่า “เนื้อหานี้สร้างจากเอไอ” แต่คลิปนี้ก็ยังถูกนำไปแชร์ต่อโดยผู้ใช้ติ๊กตอกทั้งชาวไทย เมียนมา และเวียดนามจำนวนมากโดยไม่ระบุว่าเป็นวิดีโอที่สร้างจากเอไอ

บัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “nguyenthao.833” เผยแพร่วิดีโอนี้เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 โดยแจ้งว่าเป็น “วิดีโอที่สร้างจากเอไอ” และยังมีคำแจ้งเตือนจากติ๊กตอกด้วยว่า “เนื้อหานี้สร้างจากเอไอ”

นอกจากป้ายกำกับที่ระบุชัดเจนทั้งจากผู้โพสต์วิดีโอและจากติ๊กตอกในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแล้ว ภาพในวิดีโอยังพบความผิดปกติที่เป็นจุดสังเกตได้ว่าเป็นวิดีโอที่สร้างจากเอไอ เช่น แสงเงา ลมและคลื่นบนผิวน้ำที่ไม่เป็นธรรมชาติ ใบหน้าและท่าทางของเด็กและผู้หญิงที่ไม่สมจริง รวมทั้งองค์ประกอบโดยรวมที่ไม่มีผู้คนหรือความเคลื่อนไหวอื่นเลย 

ทั้งนี้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากเข้ามาให้ข้อมูลว่าวิดีโอนี้สร้างจากเอไอ และแสดงความไม่เห็นด้วยที่นำวิดีโอเอไอผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาเผยแพร่ในช่วงที่หลายจังหวัดในภาคใต้ของไทยกำลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่และประชาชนจำนวนมากกำลังรอความช่วยเหลือ เนื่องจากทำให้เกิดความสับสนและเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย

ตรวจสอบโพสต์ X ของ “คำ ผกา” ระบุอนาคตใหม่-ก้าวไกลไม่ออกแถลงการณ์หลังถูกยุบพรรค

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  พรรคอนาคตใหม่-พรรคก้าวไกล ไม่ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนหลังถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลไม่ถูกต้อง ทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลมีแถลงการณ์ด้วยวาจาในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรค**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 พ.ย. 2568 “คำ ผกา” คอลัมนิสต์และพิธีกรโพสต์ข้อความในบัญชี X @kamphaka ว่า “ตอนยุบพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ก็ไม่เห็นออกแถลงการณ์อะไรนะคะ นอกจาก ยักไหล่แล้วไปต่อ จากนั้นก็ลบนโยบาย 112 ออกไปเงียบ ๆ” ซึ่งเป็นการตอบโต้ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ คอลัมนิสต์ที่เขียนบทความวิจารณ์พรรคเพื่อไทยที่เงียบเฉยต่อกรณีที่อัยการสูงสุดเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการที่ศาลฎีกาพิพากษาให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด

“หลักฐานง่ายๆ ว่าเพื่อไทย ‘หมอบ’ เต็มที่คือขนาดคุณทักษิณโดนอุทธรณ์ 112 ซึ่งทำให้ติดคุกยาว 1 ปีและโดนคดีภาษีหุ้น 1.7 หมื่นล้าน เพื่อไทยทั้งพรรคกลับไม่มีแถลงการณ์เรื่องนี้” ศิโรตม์ระบุในบทความเรื่อง “การเมืองสีเทาในคดีทักษิณและศึก สตช.” เผยแพร่ในเว็บไซต์มติชนสุดสัปดาห์วันที่ 21 พ.ย.

“คำ ผกา” โต้แย้งด้วยการโพสต์ข้อความใน X ว่าการออกแถลงการณ์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และตุลาการภิวัฒน์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ พรรคเพื่อไทยจึงเลือกที่จะเอาเวลาออกแถลงการณ์ไปทำงานอื่นและเตรียมการเลือกตั้ง และอีกโพสต์หนึ่งระบุว่าพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลว่าทั้งสองพรรคนี้ก็ไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัยให้ยุบพรรคเช่นกัน (ลิงก์บันทึก)  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประเด็นที่โคแฟคตรวจสอบคือ พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลไม่ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังถูกยุบพรรคจริงหรือไม่?

จากรายงานข่าวของสื่อมวลชนหลายสำนักและจากวิดีโอที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของอดีตพรรคก้าวไกล พบว่ากรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกลได้แถลงแสดงความคิดเห็นและจุดยืนต่อคำวินิจฉัยยุบพรรค ดังนี้

▪ วันที่ 21 ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี จากกรณีพรรคกู้เงิน 191.2 ล้านบาทจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ธนาธรและกรรมการบริหารพรรคเปิดแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กและยูทูบของพรรคและของสื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอส สื่อหลายสำนักก็รายงานข่าวการแถลงครั้งนี้ด้วย เช่น มติชนพาดหัวข่าวว่า “ปิยบุตร-กก.บห. แถลงไม่เห็นด้วยคำวินิจฉัย ยุบพรรคอนาคตใหม่”  The Momentum พาดหัวว่า “อนาคตใหม่แถลงหลังศาลฯ สั่งยุบพรรค ประกาศเดินหน้าต่อเพียงแต่เปลี่ยนวิธีเดิน”  

▪ วันที่ 7 ส.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการร่วมกันเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง

หลังศาลมีคำวินิจฉัย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและกรรมการบริหารพรรคได้แถลงข่าวที่พรรค โดยชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคอ่านแถลงการณ์ ตามด้วยคำแถลงจากพิธา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางโซเชียลมีเดียของพรรคและสื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอส และ The Standard

ประเด็นสำคัญในแถลงการณ์คือ พรรคก้าวไกลยืนยันว่าไม่ได้กระทำการล้มล้างหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยืนยันว่าตัวบทและการบังคับกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นมีปัญหาจริงและควรใช้กลไกของสภาในการหาทางออก

📌 ข้อสรุปโคแฟค: รายงานข่าวของสื่อมวลชนและวิดีโอบันทึกการแถลงข่าวที่เผยแพร่โดยทั่วไปในโซเชียลมีเดีย เป็นหลักฐานว่าพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลมีการแถลงการณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2563 และ 7 ส.ค. 2567 ตามลำดับ ดังนั้นข้อความของ “คำ ผกา” ที่ระบุว่า “ตอนยุบพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ก็ไม่เห็นออกแถลงการณ์อะไร…” จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง 

สำหรับข้อความในโพสต์ที่ระบุว่าพรรคก้าวไกลลบนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ออกจากเว็บไซต์ของพรรคนั้นเป็นความจริง แต่เป็นการนำออกจากเว็บไซต์หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2567 ว่าการกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกลในการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง เป็นการล้มล้างการปกครองฯ ซึ่งเลขาธิการพรรคก้าวไกลให้สัมภาษณ์ว่านำนโยบายนี้ออกจากเว็บไซต์ของพรรคจริงเนื่องจากฝ่ายกฎหมายเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญระบุในคำวินิจฉัยว่าการที่ยังมีนโยบายนี้อยู่บนเว็บไซต์ถือว่ามีเจตนาต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันกษัตริย์

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

คลิปน้ำท่วมใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เดือน ก.ย. 2568 ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมพิมายรอบที่ 4 ในเดือน พ.ย. 2568

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเก่าเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. 2568**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 พ.ย. 2568 บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Khuek J Bancha” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม พร้อมคำบรรยายในคลิปว่า “น้ำมารอบที่ 4 ของเดือนนี้ บ้านตะปัน ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย” คลิปนี้ถูกแชร์มากกว่า 300 ครั้ง (ณ วันที่ 25 พ.ย.) ต่อมาคลิปนี้ยังถูกโพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “มาดามปู Channel” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 65,000 บัญชี

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีติ๊กตอก “mookwifetiger” โพสต์คลิปนี้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 2568 คำบรรยายและแฮชแทกประกอบคลิประบุว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา

ในวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวชลบุรีวันนี้” โพสต์คลิปน้ำท่วมในสถานที่เดียวกัน พร้อมคำบรรยายว่า “วันที่ 27 กันยายน 2568 เวลา 06.15 น. ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา”

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมโดยนำสถานที่ในคลิปไปค้นหาใน Google Stree View พบว่าสถานที่ประสบอุทกภัยในคลิปอยู่บริเวณทางหลวงหมายเลข 2175 ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา จริง

วันที่ 24 พ.ย. โคแฟคสอบถามไปที่เทศบาลตำบลรังกาใหญ่ ได้รับคำยืนยันว่าคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 27 ก.ย. และสถานการณ์คลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

รู้เท่าทัน‘มีม’ เมื่อเรื่องตลกออนไลน์อาจเกินเลยไปสู่ความเข้าใจผิดและปั่นกระแสเกลียดชังs

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ภาพที่ 1 : ตัวอย่างภาพถ่าย , ฉากในภาพยนตร์ , การ์ตูน ฯลฯ ที่พบเห็นการนำไปใส่ข้อความเป็นมีม

เชื่อว่าหลายคนที่ท่องโลกอินเทอร์เน็ตน่าจะต้องผ่านตากันมาบ้างกับภาพวาดหรือภาพถ่าย ไปจนถึงฉากในภาพยนตร์ ซีรีส์ การ์ตูนแอนิเมชั่น ฯลฯ มาใส่ข้อความที่เอาจริงๆ แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ภาพต้นฉบับตั้งใจทำขึ้นแต่เดิม แต่หลายครั้งกลับกลายเป็นกระแสถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายด้วยความรู้สึกว่า มันตลกดี จากผู้พบเห็น กลายเป็นเรื่องสนุกสนานขำขันกันไป 

การทำแบบนี้มีคำเรียกว่า มีม (Meme)” แต่หากจะให้เข้านิยามจริงๆ ควรเจาะจงว่า อินเอร์เน็ตมีม (Internet Meme)” น่าจะตรงกว่า โดยพจนานุกรมฉบับเคมบริดจ์ (Cambridge Dictionary) อธิบายว่า มีม ในความหมายของ อินเตอร์เน็ตและโทรคมนาคม (Internet & Telecoms) หมายถึง ไอเดีย มุกตลก รูปภาพ วิดีโอ ฯลฯ ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับพจนานุกรมเมอร์เรียม-เวบสเตอร์ (Merriam-Webster) อธิบายว่า หมายถึงสิ่งที่น่าขบขันหรือน่าสนใจ (เช่น รูปภาพหรือวิดีโอพร้อมคำบรรยาย) หรือประเภทของสิ่งที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางทางออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)

ส่วนในประเทศไทย สำนักงานราชบัณฑิตสภา (หรือราชบัณฑิตสถาน) อธิบายว่า มีม หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และวรรคทองต่าง ๆ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนำมาเลียนแบบ ดัดแปลง สร้างเสริม และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง อาจเป็นแนวตลกในลักษณะของข้อความ การ์ตูน สัญลักษณ์ คลิปวีดิทัศน์ แอนิเมชั่น (animation) ฯลฯ

ภาพที่ 2 : ริชาร์ด ดอว์กินส์ ผู้ให้กำเนิดคำว่า “มีม” (และภาพของเจ้าตัวก็ยังถูกทำเป็นมีม)

– ที่มาของคำว่า มีม : แม้มีมจะเป็นวัฒนธรรมหรือกระแสยอดนิยมในยุคอินเตอร์เน็ต แต่ต้นกำเนิดของมันมีมาก่อนหน้านั้น ตามข้อมูลของสารานุกรมบริแทนนิกา (Encyclopedia Britannica) ระบุว่า มีม (Meme) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำว่า มิเมมา (Mimema)” แปลว่า เลียนแบบ โดย ริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) นักชีววิทยาชาวอังกฤษ อธิบายเกี่ยวกับมีมไว้ในหนังสือ “The Selfish Gene” อันเป็นผลงานที่ตีพิมพ์ในปี 2519 ว่า มีมเป็นเสมือนคู่ขนานทางวัฒนธรรมกับยีน (Gene) ทางชีววิทยา และมองว่ามีมนั้น คล้ายกับยีนเห็นแก่ตัว คือควบคุมการสืบพันธุ์ของตนเองและสนองความต้องการของตนเอง 

ในแง่นี้ มีมสามารถถ่ายทอดข้อมูล ทำซ้ำ และถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ และพวกมันมีความสามารถในการวิวัฒนาการ กลายพันธุ์แบบสุ่ม และผ่านกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะมีผลกระทบต่อสมรรถภาพของมนุษย์ (การสืบพันธุ์และการอยู่รอด) หรือไม่ก็ตาม ถึงกระนั้นแนวคิดของมีมส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียงทฤษฎี แนวคิดนี้ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากแนวคิดเรื่องความเห็นแก่ตัวและการนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้กับวิวัฒนาการของวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษาเกี่ยวกับมีม (Memetics)

ภายในวัฒนธรรมหนึ่ง มีมสามารถมีรูปแบบได้หลากหลาย เช่น ความคิด ทักษะ พฤติกรรม วลี หรือแฟชั่นเฉพาะอย่างหนึ่ง การทำซ้ำและการถ่ายทอดมีมเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งคัดลอกข้อมูลทางวัฒนธรรมที่ประกอบเป็นมีมจากบุคคลอื่น กระบวนการถ่ายทอดส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านการสื่อสารด้วยวาจา ภาพ หรืออิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่หนังสือและบทสนทนา ไปจนถึงโทรทัศน์ อีเมล หรืออินอร์เน็ต มีมที่ประสบความสำเร็จในการถูกคัดลอกและส่งต่อมากที่สุดจะกลายเป็นมีมที่แพร่หลายมากที่สุดในวัฒนธรรมนั้น

ส่วนอินเทอร์เน็ตมีมที่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 (ปี 2543 – 2642) แพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการเลียนแบบ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักเกิดขึ้นผ่านอีเมล สื่อสังคมออนไลน์ และเว็บไซต์ประเภทต่างๆ มักอยู่ในรูปแบบรูปภาพ วิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ ที่มีข้อมูลทางวัฒนธรรม แต่แทนที่จะกลายพันธุ์แบบสุ่มกลับถูกเปลี่ยนแปลงโดยบุคคลอื่นโดยเจตนา ซึ่งขัดกับแนวคิดดั้งเดิมของดอว์กินส์เกี่ยวกับมีม ทำให้แม้จะมีความคล้ายคลึงกันโดยพื้นฐานกับมีมประเภทอื่นๆ แต่ดอว์กินส์และนักวิชาการบางคนมองว่าอินเตอร์เน็ตมีมเป็นการนำเสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป

ภาพที่ 3 ตัวอย่างมีมเสียดสีการเมือง (หรือมีมตลกที่ใช้ภาพนักการเมืองประกอบ)

– มีมกับการเมือง :: นักการเมืองหรือนโยบายจากฝ่ายการเมือง เป็นอีกส่วนที่มักถูกนำมาทำมีมอยู่เสมอ ทั้งที่เป็นการเสียดสีประชดประชัน (Satire) นักการเมืองหรือนโยบายอย่างตรงไปตรงมา หรือบ้างก็เป็นมีมตลกที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่ใช้ภาพอิริยาบถของนักการเมืองมาประกอบคำพูด (แคปชั่น) ที่นักการเมืองนั้นอาจไม่ได้พูด ดังที่เห็นในภาพประกอบนี้ อย่างในประเทศไทย มีการนำภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ไปทำให้คล้ายกับภาพของผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ ผู้คิดค้นสูตรไก่ทอดเคนตักกี้ (KFC) และทำให้แบรนด์ไก่ทอดนี้โด่งดังจากสหรัฐอเมริกาออกไปมีสาขาทั่วโลก 

หรืออย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่มักจะถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอยู่เสมอก็มีชาวเน็ตนำภาพของทักษิณมาใส่คำพูดประชดประชัน บอกว่ามีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้นให้โทษมาที่ตัวเอง (หมายถึงทักษิณ) ได้เลย แน่นอนว่าไม่มีข้อยืนยันว่าอดีตนายกฯ ทักษิณพูดประโยคตามที่ปรากฏในภาพ แต่ภาพนี้ก็ถูกแชร์อย่างแพร่หลายไม่เฉพาะแต่ในวงสนทนาการเมือง หากยังรวมไปถึงเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันที่คนคนหนึ่งอาจใช้มีมนี้แทนการประชดเรื่องที่ตนเองมักจะถูกกล่าวโทษว่าเป็นตัวปัญหาอยู่เสมอ 

หรือในระดับโลกก็มักปรากฏภาพมีมล้อบรรดาชาติมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา มีมหนึ่งที่พบบ่อยๆ จะเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิดบ้าง ภาพทหารบุกจู่โจมอาคารบ้านเรือนบ้างแล้วใส่ข้อความทำนอง ประชาธิปไตยส่งตรงถึงคุณ เสียดสีนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มักทำตัวเป็น ตำรวจโลก บุกเข้าไปในประเทศอื่นๆ อ้างว่าเพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตยของสหรัฐฯ หรืออย่าง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน มักจะเห็นภาพมีมที่เทียบกับตัวการ์ตูนอย่าง หมพูห์ (Winnie the Pooh)ขณะที่ภาพซึ่งยกมาเป็นตัวอย่าง มีการพูดถึง Flu หรือไข้หวัด ซึ่งพาดพิงกับการที่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาดจากประเทศจีน เป็นต้น 

งานวิจัย Psychological Perspectives on Participatory Culture: Core Motives for the Use of Political Internet Memes โดย แอนน์ เลเซอร์ (Anne Leiser) บัณฑิตวิทยาลัยสังคมศาสตร์นานาชาติเบรเมน มหาวิทยาลัยจาคอบส์ เมืองเบรเมน ประเทศเยอรมนี ซึ่งเผยแพร่ในปี 2565 ทำการศึกษาแรงจูงใจของผู้ผลิตและใช้มีมทางการเมือง พบว่า การใช้มีมทางอินเทอร์เน็ตมีแรงจูงใจจากการแสดงออก ความบันเทิง และอัตลักษณ์ทางสังคม รวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน 

การศึกษานี้วางตำแหน่งการใช้มีมทางการเมืองในฐานะกิจกรรมทางการเมือง แต่เตือนถึงบทบาทและผลกระทบของมีมต่อระบบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกไม่กล่าวถึงข้อมูลบางส่วน(Exclusionary Practices) การตีความหมายที่ง่ายเกินไปจนอาจทำให้เข้าใจผิด (Oversimplification)และข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation)” 

อย่างไรก็ตาม คำถามเกี่ยวกับมีมทางการเมือง การใช้งาน และผู้ใช้งานยังไม่ได้รับคำตอบทั้งหมด การทำความเข้าใจว่าบุคคลมีมุมมองต่อเนื้อหาทางการเมืองอย่างไรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจภูมิทัศน์ดิจิทัลร่วมสมัย การวิจัยเพิ่มเติมจำเป็นต้องอธิบายประเด็นเหล่านี้จากมุมมองทางวิชาการและสาขาวิชาที่แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่สื่อสารสาธารณะที่ถูกกำกับด้วยเทคโนโลยี (mediated public spaces) วาทกรรมที่ผ่านกระบวนการสื่อสารทางสังคมและการกำหนดความหมายร่วมกัน ( Collectively negotiated discourse) และรูปแบบความเป็นพลเมืองที่ไม่ถูกกำหนดด้วยกรอบเดิมๆ(Unconventional) ทั้งนี้การรวมผู้ใช้เข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามนี้ ทั้งจากมุมมองเชิงปฏิบัติและเชิงวิชาการ จะช่วยเสริมสร้างการศึกษาเกี่ยวกับสื่อที่แพร่กระจายได้ (spreadable  media) พลเมือง และวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม

ขณะที่งานวิจัยเรื่อง “Memeing Politics: Understanding Political Meme Creators, Audiences, and Consequences on Social Media” โดย 2 ผู้วิจัย คือ ออเดรย์ ฮัลเวอร์เซน (Audrey Halversen) จากมหาวิทยาลัยบริคแฮม ยัง (Brigham Young University) และ ไบรอัน อี วีคส์ (Brian E Weeks) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ในปี 2566 ศึกษาพฤติกรรมของชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2563 กับการผลิต (โพสต์) ส่งต่อ (แชร์) และรับมีมผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก

ซึ่งให้ข้อสรุปว่า ในสภาพแวดล้อมสื่อที่กระจัดกระจายมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าเนื้อหาทางการเมืองรูปแบบใหม่ๆ ที่ถูกปลูกฝังและสร้างขึ้นเพื่อยุคดิจิทัล ส่งผลต่อการรับข้อมูลทางการเมืองของผู้ชมอย่างไร มีมทางการเมืองถือเป็นหนึ่งในเนื้อหาทางการเมืองรูปแบบใหม่เหล่านี้ งานวิจัยฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่ามีมถูกใช้โดยผู้ใช้ที่มีระดับความสนใจทางการเมืองที่แตกต่างกันไป ควบคู่ไปกับกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ เพื่อล้อเลียนนักการเมือง และในบางกรณี เพื่อแจ้งข้อมูลและโน้มน้าวผู้อื่น  

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสกับมีมทางการเมืองเกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง กิจกรรมทางการเมือง และความโกรธแค้นที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่างานวิจัยในอนาคตควรศึกษาผลกระทบของมีมทางการเมืองเพิ่มเติมอย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยเสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องมีมทางการเมืองในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ นอกเหนือจากเฟซบุ๊ก หรือศึกษาเจาะลึกไปยังมีมแต่ละประเภท (ข้อความล้วน , ข้อความผสมวิดีโอ , วิดีโอล้วน) อีกทั้งย้ำว่างานวิจัยชิ้นนี้ทำการศึกษาเฉพาะในสหรัฐอเมริกา  ซึ่งประเทศอื่นๆ อาจมีบริบทที่แตกต่างกันออกไป

ภาพที่ 4 : (ซ้าย) มีมเปรียบเทียบชาวยิว (ใช้สัญลักษณ์ดาวหกแฉก) ในยุคสมัยที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กับผู้ที่เลือกไม่ฉีดวัคซีน , (ขวา) มีมอ้างไวรัสโควิด-19 ถูกสร้างในสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับจีน และการทาน้ำมันรัสเซีย (ใช้ภาพของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย) สามารถช่วยป้องกันเชื้อได้ 
ที่มา : Gavi , ASP

– มีมกับปัญหาข้อมูลบิดเบือน : แม้มีมโดยมากจะสื่อสารในเชิงตลกขบขัน แต่หลายครั้งก็เป็นการส่งต่อข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) หรือแม้แต่ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ทำให้ผู้รับสารหลงเชื่อได้ อาทิ บทความ “How memes became health disinformation super-spreaders”โดย GAVI องค์กรร่วมระหว่างรัฐกับเอกชนในการจัดหาวัคซีนสนับสนุนประเทศยากจน ฉายภาพของมีมที่ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ ด้านสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือการเชื่อใน ลัทธิต่อต้านวัคซีน (Anti – Vaccine) โดยระบุว่า ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 บรรดา อินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้มีบทบาทชี้นำบนโลกออนไลน์ที่เชื่อในลัทธิดังกล่าว ใช้มีมในการเผยแพร่ความเชื่อของตน ดังนี้ 

1.โจมตีรัฐและสถาบันทางสังคม เช่น อ้างว่ารัฐบาลปกครองอย่างกดขี่ มีปัญหาทุจริต ใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือควบคุมประชาชนและแสวงหากำไร 2.ให้ภาพ เหยื่อ กับผู้ที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีน อาทิ เปรียบเทียบว่าคนที่เลือกไม่ฉีดวัคซีนก็มีชะตากรรมเหมือนกับชาวยิวที่ถูกส่งเข้าค่ายกักกันและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงที่พรรคนาซีปกครองประเทศเยอรมนี 3.ให้ภาพ ผู้เข้มแข็งและตื่นรู้ กับผู้ที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีน โดยชี้นำว่าผู้ที่เลือกไม่ฉีดวัคซีนมีความแข็งแกร่ง มีเสน่ห์และมีสติปัญญาสูงกว่าผู้ที่เลือกฉีดวัคซีน 

มีมเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนที่ทรงพลัง เพราะเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถอ้างสิทธิ์ปฏิเสธได้อย่างน่าเชื่อถือ ภายใต้หน้ากากของอารมณ์ขันและการเสียดสี มีมสามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบข้อเท็จจริงและผู้ดูแลเนื้อหาได้ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการต่อต้านวัคซีนและการรักษาที่ไม่ได้รับอนุญาต

อินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งเสริมความลังเลต่อวัคซีนใช้มีมเพื่อสร้างฐานผู้ติดตามออนไลน์ สร้างความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานสาธารณสุข และแสวงหาผลประโยชน์จากการส่งเสริมยาที่ไม่ได้รับอนุมัติ ซึ่งช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านลบใดๆ ที่เกิดจากข้อความของพวกเขา มีมอาจดูไม่คุกคาม แต่นั่นคือเหตุผลที่พวกมันเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับบทความ Protecting Yourself from Disinformation in 2020 โดย American Security Project (ASP) องค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐฯ ที่ศึกษาประเด็นด้านความมั่นคงของชาติระบุว่า มีมเป็นหนึ่งในวิธีเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดย มีมคือรูปภาพหรือภาพถ่ายที่ออกแบบมาเพื่อให้สะดุดตาและก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ ซึ่งโดยปกติจะมีข้อความสั้นๆ ใช้เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้กดถูกใจ (Like) หรือส่งต่อ (Share) เพื่อให้เกิดการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว 

อย่าทำ (เชื่อ แชร์เว้นแต่คุณจะสามารถยืนยันได้จริงๆ ว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง อย่าเชื่อมีมที่มีคำพูดอ้างอิงข้างใบหน้าของบุคคลที่มีชื่อเสียง คำพูดเหล่านี้มักจะไม่ถูกต้องทั้งในแง่ของบริบท การระบุแหล่งที่มา หรือแม้แต่เนื้อหาทั้งหมด ควรศึกษาค้นคว้าเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของคำพูดนั้น อนึ่ง เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวมคำพูดอ้างอิงของบุคคลที่มีชื่อเสียงก็มักให้ข้อมูลและระบุแหล่งที่มาที่ไม่ถูกต้อง ลองค้นหาคำพูดที่คุณพบโดยอ้างอิงจากเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริง” 

ส่วนมุมมองจากนักวิชาการในไทย ดร.สังกมา สารวัตร อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายประสิทธิภาพของการสื่อสารผ่านมีมไว้ดังนี้ 1.มีมมีบทบาทสำคัญต่อการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่รวดเร็วและมีความเป็นไวรัล (virality) สูง เนื่องจากสามารถถูกส่งต่อหรือแชร์ได้อย่างง่ายดายคุณลักษณะดังกล่าวทำให้มีมกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงอิทธิพล อันเนื่องจากถ้อยคำที่กระชับ ผลิตผ่านการสร้างอารมณ์ขัน และการใช้ภาพที่ไม่เคร่งเครียด  สามารถดึงดูดความสนใจของผู้รับสาร  

เช่น การนำเสนอประเด็นสาธารณะหรือนโยบายสาธารณะมาล้อเลียนหรือขบขัน แต่กลับทำให้ผู้รับสารเข้าใจประเด็นได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น เราจะเห็นภาพที่มหาเศรษฐีบิล เกตส์ ถ่ายรูปสายไฟฟ้ายุ่งเหยิงกองเป็นชั้นๆบนเสาไฟฟ้าริมถนนของประเทศไทย เราจะเข้าใจประเด็นที่มีมต้องการจะสื่อทันทีว่ามันสะท้อนความยุ่งวุ่นวาย และไร้ระเบียบ ไร้การจัดการ แต่เมื่อผ่านการนำเสนอของมีม มันทำให้ผู้คนเข้าถึงประเด็นเชิงปัญหาระบบสำธารณูปโภคได้ชัดเจนและสนุกมากขึ้น  

2.สร้าง “ความคิดเห็นสาธารณะ (Public opinion)” ในสังคมขึ้นมาได้  โดยมีมสามารถสร้างกรอบการรับรู้  โหมกระพือเรื่องราวให้น่าสนใจกว่าอหาที่ปรากฏในข่าวรูปแบบทางการ ซึ่งอาจเป็นความคิดเห็นสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา “การสื่อสารในรูปแบบมีมยังเป็นการเปิดพื้นที่ในเชิงบวก คือ การใช้ความขบขันเข้าเสียดสีเพื่อให้เกิดการรับรู้เนื้อหาสารทางการเมือง (Political Message)” การแสดงความคิด ความเห็นได้อย่างไม่ต้องกังวลผลกระทบทางการเมืองที่จริงจัง   ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์การเมืองที่ฉ้อฉล ความประพฤติของฝ่ายผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด สถาบันการเมืองที่ไม่อาจวิจารณ์ได้

3.ผู้คนเปิดใจยอมรับเนือหา เนื่องจากมีมสร้างผลกระทบเชิงอารมณ์ความรู้สึก มีมมักถูกสร้างให้เกินจริง สร้างอารมณ์ให้ขึ้นสู่ระดับเหนือจริงเพื่อให้เกิดอารมณ์ขันและน่าติดตาม ผลกระทบในทางบวกจะ หากเนื้อหาในมีมสร้างความเป็นพวกเดียวกันในมิติทางสังคม พฤติกรรม หรือความชื่นชอบในปรากฏการณ์เดียวกันใน “วัฒนธรรมมีม Meme Culture) การสื่อสารจะยกระดับสู่การเป็น “วัฒนธรรมร่วม” ผ่าน Social Media จนเกิดปรากฎไวรัล เช่น หมูเด้ง มีมในรูปแบบวิดีโอสั้น ภาพมีมของหมูเด้งเป็นการสร้างการเชื่อมต่อและเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน 

 4.สร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม(Participatory Culture) โดยมีมกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความรู้สึกสนุกสนาน จนนำไปสู่การมีส่วนร่วมในระดับต่างๆเช่น การแสดงความคิดเห็น การส่งต่อ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต่างเป็นผู้ผลิตสื่อได้เอง (User generated content) พวกเขาเข้ามาร่วมสร้างเนื้อหา บางครั้งสามารถสร้างให้เกิดการกระตุ้นขยายสู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 

แต่อีกด้านหนึ่งก็มี ผลกระทบเชิงลบของมีมที่ต้องระวัง” นั่นคือ อาจก่อให้เกิดการบิดข้อเท็จจริงได้ เช่น ทำให้ประเด็นใหญ่เกินความเป็นจริง มีการสร้างข้อมูลปลอม การกลั่นแกล้งทางออนไลน์(Cyber Bullying) การสร้าง มีมที่เป็นพิษต่อผู้รับสารหรือผู้พบเห็น (Toxic Meme) ปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน(Echo Chambers) และการขาดความหลากหลายเชิงประเด็น

“เคยมีการทำงานวิจัยของ Zannettou นักวิชาการเมื่อปี คศ. 2018  (พ.ศ.2561) วิเคราะห์มีม 160ล้านภาพ ทั้งในทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือแพลตฟอร์ม X)  เว็บ Reddit (เว็บบอร์ดสนทนาออนไลน์ คล้ายกับ Pantip ของไทย) เพื่อแยกแยะเนื้อหาของมีม พบว่าส่วนใหญ่เป็นมีมที่มีเนื้อหาทางการเมือง การเหยียดเชื้อชาติ  และยังเป็นแหล่งกระจายมีมที่เป็นพิษออกไปยังสื่อโซเชียลต่างๆ อีกด้วย ในงานวิจัยหลายชิ้นพบการใช้มีมที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Meme) โดยกลุ่มการเมืองสุดโต่ง   การสร้างข่าวที่ขาดการตรวจสอบ  การเสียดสีดูหมิ่น การแยกขั้วแบ่งข้าง ( Polarization) เป็นต้น”ดร.สังกมา ยกตัวอย่าง    

นักวิชาการท่านนี้ ฝากคำแนะนำในการรับมือกับวัฒนธรรมมีมไว้ว่า 1.สนับสนุนวัฒนธรรมมีมที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ สนับสนุนให้เกิดการวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ ลึกซึ้ง โดยหากนำกรอบของ Soren  Kierkegaard นักปรัชญาชาวเดนมาร์กในศตวรรษที่ 19 มาประยุกต์อธิบาย เหมือนเขามองเห็นอนาคตของสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน ที่มองว่ามนุษย์มักหลีกเลี่ยงการแสวงหาความหมายที่ลึกซึ้งแต่กลับไปสนใจเพียงความฉาบฉวยที่อยู่ตรงหน้า(immediacy)

ด้วยเหตุนี้ ปัญญาแห่งมวลชน (Wisdom  of Crowds) จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะมนุษย์อยู่กับเนื้อหาที่ผิวเผิน ( superficial)  ความเป็นตัวตนที่ไม่ลึกซึ้ง สังคมที่อึกทึกครึกโครม ซึ่งเทียบได้กับความเป็นตัวตนของเราถูกลดเหลือเป็นเพียงเนื้อหา (Content)  ชีวิตคือการโพสต์ แชร์ สร้างมีมมีแต่เสียง (Noise) ภายนอกมารบกวน ทั้งนี้ อาจต้องผ่านการเรียนรู้ หรือการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) 

2.สร้างการเรียนรู้เรื่องความเป็นส่วนตัว(Privacy) และการรับผิดรับชอบ (Accountability) ต่อการกระทำในการท่องโลกออนไลน์ ให้ความรู้ก่อนจะสร้างมีม หรือแชร์เนื้อหาต่อ เข้าใจกลไกการชะลอการโพสต์ การติดระบบเตือนข้อความที่ไม่เหมาะสม

3.ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาสังคม ช่วยกันแจ้งเตือนเมื่อเจอเนื้อหา/มีม อันตราย ด้วยวิธีการ “Flag harmful” คือ ผู้ใช้ช่วยกัน ระบุ แจ้งเตือน /หรือรายงาน เนื้อหาที่อาจเป็นอันตราย (เช่น Toxic Meme) ผ่านกลไกที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เปิดไว้ให้แจ้ง ขณะเดียวกันก็จัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ในพื้นที่ออฟไลน์ เช่น โรงเรียนจัดกิจกรรมเพื่อนเตือนเพื่อนเมื่อพบการแขร์เนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยออนไลน์  หรืออย่างกิจกรรมที่โคแฟคทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีทักษะรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล

และ 4.แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรมีบทบาทในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่อมือคัดกรองเพื่อลด Flag harmful แต่ยังคงมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of expression) เป็นหลักการสำคัญควบคู่กันไป  มีกลไกหรือระบบทั้งด้านการับฟังความคิดเห็นสะท้อนกลับ  และระบบอัลกอริธึมที่สร้างให้เกิดความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น รวมทั้งการมีหลักคำแนะนำการใช้เพื่อออกสู่ประชาชนทั่วไปและเยาวชนอย่างเท่าทันเทคโนโลยี และวัฒนธรรมออนไลน์ที่ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/meme

https://www.merriam-webster.com/dictionary/meme

https://web.facebook.com/photo?fbid=3480081435383260&set=pcb.3480093202048750 (meme : มีม , เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานราชบัณฑิตยสภา” 18 ก.ย. 2563)

https://www.britannica.com/topic/meme (meme , cultural concept : Encyclopedia Britannica)

https://jspp.psychopen.eu/index.php/jspp/article/view/6377/6377.pdf (Psychological Perspectives on Participatory Culture: Core Motives for the Use of Political Internet Memes : JSPP 27 มิ.ย. 2565)

https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/20563051231205588 (Memeing Politics: Understanding Political Meme Creators, Audiences, and Consequences on Social Media : Sage Journal 16 ต.ค. 2566)

https://www.gavi.org/vaccineswork/how-memes-transformed-pics-cute-cats-health-disinformation-super-spreaders (How memes became health disinformation super-spreaders : GAVI 13 ก.พ. 2567)

https://www.americansecurityproject.org/protecting-yourself-from-disinformation-in-2020/ (Protecting Yourself from Disinformation in 2020 : ASP 28 ก.พ. 2563)

https://www.researchgate.net/publication/329237247_On_the_Origins_of_Memes_by_Means_of_Fringe_Web_Communitieshttps://www.researchgate.net/publication/329237247_On_the_Origins_of_Memes_by_Means_of_Fringe_Web_Communities (On the Origins of Memes by Means of Fringe Web Communities : Researchgate ตุลาคม 2561)

“โอโซนบำบัด” ยังไม่มีหลักฐานรองรับว่าป้องกันหรือรักษาโรคได้-อย.สหรัฐฯ สั่งห้ามใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โอโซนบำบัดช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและรักษาได้สารพัดโรค

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ยังไม่มีรายงานทางการแพทย์ที่ระบุว่าโอโซนบำบัดช่วยรักษาหรือป้องกันโรค**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: Ozone therapy หรือการทำโอโซนบำบัดด้วยวิธีการดึงเลือดออกจากผู้ป่วย แล้วนำมาปั่นผสมกับโอโซนก่อนฉีดกลับเข้าไปในร่างกาย กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียไทยในช่วงต้นเดือน พ.ย. 2568 หลังมีกระแสต่อต้านอินฟลูเอนเซอร์ที่แชร์เนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพแบบผิด ๆ โดยหนึ่งในโพสต์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือโพสต์เฟซบุ๊กของ “ท๊อป จิรายุส – Topp Jirayut” ที่เข้ารับการทำโอโซนบำบัดในคลินิกชะลอวัยแห่งหนึ่งในเดือน ส.ค. 2568 ในคลิประบุว่าเลือดที่ผ่านการเติมโอโซนแล้วจะมีสีสว่างขึ้น ถือเป็น “เลือดที่มีคุณภาพ” ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกาย มีประโยชน์ด้าน “การปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน, เสริม Brain Health ฟื้นฟูความจำและการทำงานของสมอง”

ภาพจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในเฟซบุุีก “ท๊อป จิรายุส – Topp Jirayut” ที่เข้ารับการทำโอโซนบำบัดในคลินิกชะลอวัยแห่งหนึ่งในเดือน ส.ค. 2568 ในคลิประบุว่าเลือดที่ผ่านการเติมโอโซนแล้วจะมีสีสว่างขึ้น ถือเป็น “เลือดที่มีคุณภาพ”

นอกจากนี้ ยังมีโพสต์ของคลินิกเสริมความงามอื่น ๆ ที่โฆษณาว่าการทำโอโซนบำบัดเป็นการ “เติมโอโซนบริสุทธิ์ให้เซลล์ในร่างกายฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างล้ำลึก” ต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ขับสารพิษตกค้างในร่างกาย โดยอ้างว่าเหมาะกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ หอบหืด งูสวัด และอีกสารพัดโรค

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ประกาศห้ามใช้โอโซนในการบำบัดรักษาทุกประเภท โดยระบุว่าโอโซนเป็นแก๊สพิษที่ไม่พบประโยชน์ทางการแพทย์แบบเฉพาะเจาะจง ช่วยเสริม หรือป้องกันโรคที่ทราบแน่ชัด และหากจะใช้โอโซนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ก็จำเป็นต้องใช้ในความเข้มข้นระดับมากพอซึ่งสูงเกินกว่ามนุษย์และสัตว์จะทนได้อย่างปลอดภัย

วารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยการแพทย์ชาฮิด เบเฮชตี ที่เผยแพร่ในเดือน ก.ย. 2568 รายงานว่ามีเคสหญิงวัย 36 ปี เกิดภาวะแทรกซ้อนและสมองขาดเลือดฉับพลันหลังทำการบำบัดด้วยโอโซน “เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” เนื่องจากฟองอากาศทะลุผ่านหัวใจเข้าไปอุดตันเส้นเลือดในสมองจนทำให้สมองเสียหาย ส่งผลกระทบด้านความสามารถในการพูด สมาธิ ความจำ และอาการไมเกรนในระยะยาว

นพ. ภาสกร วันชัยจิระบุญ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาและผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กล่าวกับโคแฟคเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 ว่า “ถ้าเราหวังว่าโอโซนนี้จะมาฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในเลือดเรา ตามประกาศของ FDA เองก็บอกว่ามันไม่พอหรอก ถ้าจะใช้มันต้องใช้เยอะมากซึ่ง ณ จุดนั้นเลือดเราก็เป็นพิษไปแล้ว” และอธิบายเพิ่มเติมว่าเลือดที่ถูกเจาะออกมาจากเส้นเลือดดำมีสีคล้ำเข้มเพราะเป็นเลือดที่ใช้ออกซิเจนแล้ว ไม่ได้แปลว่าร่างกายขาดภูมิคุ้มกันหรืออยู่ในสภาวะอ่อนแอ เมื่อเติมโอโซนหรือออกซิเจนกลับเข้าไปเลือดก็จะมีสีสดขึ้นตามปกติ ซึ่งกระบวนการนี้เป็นการฟอกเลือดเช่นเดียวกับการทำงานของปอดในมนุษย์

ส่วนที่มีการอ้างว่าการทำโอโซนบำบัดทำให้รู้สึกสดชื่นหรือแข็งแรงขึ้นทันทีอาจจะเป็น Placebo effect (การเชื่อว่าอาการดีขึ้นหลังได้รับการรักษา แม้ว่าการรักษานั้นจะเป็นยาหลอกหรือไม่มีฤทธิ์ใด ๆ) เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าการทำโอโซนบำบัดมีประโยชน์ในเชิงการรักษาอย่างไรบ้างหรือมีผลออกฤทธิ์ยาวนานแค่ไหน

ขณะนี้แพทยสภาอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าควรมีการออกระเบียบหรือประกาศเพื่อควบคุมการทำโอโซนบำบัดหรือไม่

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568

พายุแม่เหล็กโลก ส่งผลกระทบโดยตรง กับสุขภาพของคนบนพื้นโลก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2pb56jpyow4w1


มันหมู ถูกจัดให้อยู่อันดับ 8 อาหารที่ดีต่อสุขภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/168hewmckk2cf


ผลิตภัณฑ์ OlyLife THz Tera-P90 อุปกรณ์นวดบำบัดอัจฉริยะที่ใช้หลักการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2x62s3yxf4gi4\


สมุนไพร “ไล่งู” ออกจากบ้าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26opcd1urvxp


ห้ามกินน้ำหลังกินข้าว เพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/291mta0ay01yp


หูฟังไร้สายแบบบลูทูท ปล่อยรังสีทําให้เกิดโรคร้ายทำลายสมอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2iep09qcv3mty


กรมท่าอากาศยาน งดให้บริการเที่ยวบิน ระหว่างไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ii3l0mcjlmz3


เขื่อนภูมิพลปริมาณน้ำเกินความจุอ่าง-พบรอยแตก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2hgdhmf373joi


ห้ามหอพักเก็บค่าน้ำ-ไฟเกินจริง เก็บค่าเช่าล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/8x67gqo8yy66


20 พ.ย.2568 เรือข้ามเกาะกูดท้องแตกน้ำทะลักเข้าเรือ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1w2tuelmvatzd


รัฐบาล ประกาศปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม ท่วมนานรับสูงสุด 20,000 บาท

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nuqtclhlb8et


กินหมูกระทะ เสี่ยงติด “เชื้อไวรัสตับอักเสบ อี”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2gdl674sm1j45


ดื่มน้ำกระเจี๊ยบเยอะ เสี่ยงเลือดจาง และไตวาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10gfl7mukufqf

โพสต์เฟซบุ๊กนำคำพูดของ “โอ๊ค พานทองแท้” เมื่อ 7 ปีก่อนมาบิดเบือนว่าพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “โอ๊ค พานทองแท้” ประกาศหลังเยี่ยมทักษิณ “พร้อมนั่งนายกฯ ตั้งแต่เกิด”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ นำคำให้สัมภาษณ์เมื่อ 7 ปีที่แล้วมาใส่บริบทเท็จและบิดเบือดคำพูด**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 พ.ย. 2568 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “คันปากอยากเล่าข่าวสารบ้านเมือง” โพสต์ข้อความว่า “โอ๊ค พานทองแท้ ท้าชน ลั่น!! ‘พร้อมนั่งนายกฯ ตั้งแต่เกิด’ ชินวัตรส่งสัญญาณสานต่ออำนาจ!!” โดยอ้างว่าเป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองของพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายทักษิณ ชินวัตร หลังเข้าเยี่ยมบิดาซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ (ลิงก์บันทึก)

ข้อความในโพสต์อ้างคำพูดของพานทองแท้ว่า “ผมพร้อมตั้งแต่เกิดเป็นลูกของนายทักษิณ ชินวัตร” และพร้อมที่จะ “นั่งตำแหน่งนายกฯ ของไทยเสมอ ถ้าพรรคต้องการ” นอกจากนี้ยังมีภาพประกอบเป็นรูปพานทองแท้ ฝังข้อความว่า “เกิดเป็นลูกทักษิณต้องพร้อมตั้งแต่เกิด ผมพร้อมเป็นนายกคนที่ 33 ของไทย”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบบันทึกการให้สัมภาษณ์และรายงานข่าวของสื่อมวลชนพบว่า โพสต์ดังกล่าวมีทั้งส่วนที่เป็นเนื้อหาจริงและเท็จ และเป็นการนำคำให้สัมภาษณ์ของพานทองแท้ในอดีตมาประกอบกับเหตุการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้

▪ วันที่ 17 พ.ย. 2568 พานทองแท้และพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ น้องสาว เดินทางไปเยี่ยมบิดาที่เรือนจำกลางคลองเปรมจริง หลังเข้าเยี่ยม ทั้งสองคนได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวซึ่งถามถึงความรู้สึกกรณีที่มีรายงานว่าอัยการสูงสุดเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีที่ทักษิณเป็นจำเลยในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พานทองแท้ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ก็เป็นเรื่องที่ทำให้จิตตกพอสมควร แต่เราก็ขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้เรา”

▪ คำพูดที่ว่า “ผมพร้อมมาตั้งแต่รู้ว่าเกิดเป็นลูกทักษิณแล้ว” เป็นคำพูดของพานทองแท้จริง แต่เป็นการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. 2561 หรือ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวันที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดสอบปากคำจำเลยในคดีร่วมกันฟอกเงิน-ทุจริตการปล่อยกู้สินเชื่อธนาคารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานคร

ในวันนั้น ผู้สื่อข่าวถามพานทองแท้ถึงกระแสข่าวว่าจะมาเป็นผู้นำพรรคไทยรักษาชาติ เขาตอบว่า “ผมก็ยังไม่มีความชัดเจนอะไร แต่ผมสนับสนุนพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยทุกพรรค” ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าพร้อมจะเข้ามาทำงานการเมืองหรือไม่ พานทองแท้ตอบว่า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ จริง ๆ ผมพร้อมมาตั้งแต่รู้ว่าเกิดเป็นลูกทักษิณแล้วครับ ผมพร้อมตั้งแต่แรกแล้วครับ ตอนนี้ก็คือขอดูจังหวะก่อน”

📌 ข้อสรุปโคแฟค: โพสต์เฟซบุ๊กนี้เป็นการนำคำพูดที่พานทองแท้ตอบคำถามนักข่าวเมื่อ 7 ปีที่แล้วในประเด็นเรื่องการเข้ามาทำงานการเมืองมาบิดเบือนว่าเป็นคำพูดของพานทองแท้เกี่ยวกับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และให้ข้อมูลเท็จว่าเป็นการพูดหลังจากเยี่ยมบิดาที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ส่วนข้อความว่า “พร้อมนั่งนายกฯ ตั้งแต่เกิด” “พร้อมนั่งตำแหน่งนายกฯ ของไทยเสมอ ถ้าพรรคต้องการ” และ “ผมพร้อมเป็นนายกคนที่ 33 ของไทย” ไม่ใช่คำพูดของพานทองแท้ ไม่ปรากฏทั้งในการให้สัมภาษณ์ที่เรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อ 17 พ.ย. และการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ศาลอาญาเมื่อปี 2561

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สมรภูมิข่าวสาร’เนื้อหาเร้าอารมณ์โหมกระหน่ำรับเลือกตั้ง ขอสื่อนำเสนอรอบด้านเป็นหลักยึดให้สังคม

19 พ.ย. 2568 ที่สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ถ.วิภาวดีรังสิต หลักสี่ กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนาหัวข้อ “สกัดข่าวปลอม : เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ Fact-Check Thailand 2026 เสริมพลังสังคมสู้ข่ำวลวงรำยงำนข่ำวเลือกตั้ง จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ThaiPBS ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ยกคำเตือนจากปาฐกถาเมื่อเดือน ก.ย. 2568 ของ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ในเรื่องของ มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon) ที่หากไม่ตั้งหลักให้ดีก็จะปั่นป่วนมาก ในที่นี้ไม่ใช่วันสิ้นโลกแต่หมายถึงวันสิ้นสุดของข้อเท็จจริง ซึ่งการเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ สมรภูมิข้อมูลจะเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ และไม่เฉพาะรูปแบบข้อความ แต่รวมถึงคลิปวิดีโอและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

หรือแม้กระทั่ง ีม (Meme) ที่ถูกมองอย่างตลกขบขันหรือเป็นการเสียดสีล้อเลียน (Satire หรือ Parody) อันเป็นเฉดสี (Spectrum) ที่อ่อนที่สุดในการจัดประเภทของข่าวลวง แต่มีมก็อาจนำไปสู่การผลิตซ้ำอคติหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก ความตลกขบขันก็อาจเร้าอารมณ์ความรู้สึกโดยที่ไม่ต้องสนใจข้อเท็จจริงก็ได้ และนี่ก็เป็นความท้าทายของคนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Checking)เพราะคนไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงแต่สนใจในสิ่งที่ตนเองเชื่อ หรืออคติเพื่อยืนยันความคิดของตน (Confirmation Bias)

ทั้งนี้ ในช่วง 3 – 4 ปีล่าสุด สังคมไทยน่าจะไม่ต่างจากเยอรมนีหรืออีกหลายประเทศ ที่อารมณ์ความรู้สึกของคนเหมือนกับถูกบีบคั้นมากขึ้น ทั่วโลกมีปรากฎการณ์เอียงขวา ที่ไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนอำนาจนิยมหรือเผด็ตการทหาร แต่เป็นความรู้สึกต้องทนทุกข์ทรมาน (Suffer) กับภาวะที่ไม่มีทางเลือก ดังนั้นมีแนวโน้มที่สุดท้ายอาจเกิดปรากฏการณ์การตัดสินใจเฉพาะหน้าแบบรวมหมู่ 

และที่น่ากังวลคือ ปรากฏการณ์อารมณ์นำความรู้สึกซึ่งเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย (Generation) หรือหากใช้ภาษาวัยรุ่นก็คือการ ถูกปั่น อย่างในอดีตที่บอกกันว่าผู้สูงอายุ (คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์) มักจะแชร์ข่าวลือขณะที่คนรุ่นใหม่จะเป็นผู้ทัดทาน แต่ระยะหลังๆ เห็นทิศทางที่น่ากังวลใจ คืออาจปั่นกันจนงงไม่ว่าประชากรรุ่นไหน – วัยใด โดยเฉพาะเมื่อบวกกับการเมืองไทยที่ไม่ได้แบ่งขั้วชัดเจนหากเทียบกับเมื่อ 4 ปีก่อน กล่าวคือ ปัจจุบันมีการแบ่งกันเองภายในอีกทั้งฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ซึ่งเมื่อไม่รู้ว่าจะอยู่จุดไหน ความได้เปรียบ – เสียเปรียบตรงนี้ทำให้คนที่มีแนวคิดสุดโต่งมีที่ยืนในพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) คือไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของข้อมูลลวงหรือข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) แต่จะมาพร้อมกับถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ความสุดโต่งและเร้าอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนที่เป็นพลังเงียบส่วนหนึ่งเลือกที่จะปลีกตัว (Fade Out) ออกไปจากพื้นที่สาธารณะทางออนไลน์ ไม่ถกเถียงกับใครแล้วไม่ว่าในไลน์กลุ่มหรือในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เกิดภาวะเหนื่อยล้าและหลีกเลี่ยงการการรับข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาจริงจัง

ทำไมคนเป็นสิบล้านคนถึงไปตามอินฟลูฯ (Influencer – บุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์) ที่ทำ Content (เนื้อหา) ตลกๆ ไม่ได้มีแก่นสารอะไร? เพราะว่าคนเริ่มเหนื่อยล้ากับสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และแม้แต่เหนื่อยล้ากับการรับข่าวสารออนไลน์ด้วย โดยเฉพาะพวก Hard News (ข่าวที่มีเนื้อหาสาระจริงจัง) หรือ Debate (การถกเถียง) จริงจัง จนมีนักวิเคราะห์ว่าปีนี้การมานั่ง Debate เหมือน 4 ปีที่แล้วอาจไม่ได้รับความสนใจทั้งจากพรรคการเมืองและคนดู เพราะเหมือนกับทุกคนไปสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองแล้วก็จะทำทุกอย่างให้ดูขำขัน แต่ในความทำใหขำขันจะซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ อาจทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาพลิกล็อกผิดทิศผิดทาง ไม่มีทฤษฎีไปเลยก็ได้ สุภิญญากล่าว 

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่ร้ายกว่าข่าวลวงคือข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ที่ผู้ปล่อยอาจเป็นได้ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองหรือมวลชนผู้สนับสนุน เพื่อสร้างหรือทำลายคะแนนนิยม เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเท่าทันมากขึ้น ในมุมมองของตนเห็นว่าคนไทยเท่าทันข่าวลวงแล้ว แต่กับข้อมูลบิดเบือนยังเตาะแตะอยู่ โดยตัวอย่างของข้อมูลบิดเบือนที่เจอบ่อยๆเช่น ภาพประกอบข่าวหรือพาดหัวข่าวกับเนื้อหาข่าวเป็นคนละเรื่องกัน หรือนำภาพเก่ามาอ้างเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ เรารู้แล้วว่าสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทมากขึ้นกับการแพ้ – ชนะการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาแต่ครั้งนี้จะมากที่สุด ดังนั้นระหว่างที่สังคมไทยกำลังเรียนรู้ สื่อมวลชนก็ต้องเข้าใจว่าหน้าที่ของตนเองไม่ใช่เพียงการต่อต้านข่าวลวง แต่ต้องต่อต้านข่าวบิดเบือนด้วย คือกลไกการเลือกตั้งก็เหมือนกับทุกเรื่อง คือคนจำนวนมากจะรอดูว่าทิศทางของสังคมไปทางไหนแล้วก็ไปในทางเสียงที่เป็นกระแสนิยม (Popular) ไม่ต่างจากกลไกการทำงานของดาราหรือคนดัง หรือคนที่ไม่ควรจะดังกลับดังขึ้นมาได้ก็ด้วยบทบาทของสื่อ 

อนึ่ง การเลือกตั้งก็เหมือนกับการซื้อ – ขายสินค้า ที่ผู้บริโภคต้องมีข้อมูลเพียงพอจึงจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ดีที่สุด แต่ตลาดการเมืองจะได้เปรียบตรงที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองและนโยบายให้ผู้บริโภคได้เลือกอย่างครบถ้วน ขณะที่ตลาดสินค้าทั่วไปผู้บริโภคอาจไม่รู้ว่าสินค้าประเภทเดียวกันมีขายที่ไหนบ้าง แต่ความยากของตลาดการเมืองคือการหาเสียงแน่นอนว่าการขายสินค้าก็ต้องมีการโฆษณาให้ซื้อสินค้า ไม่ต่างจากพรรคการเมืองที่ก็ต้องโฆษณาให้ประชาชนเลือก แต่สิ่งสำคัญคือการสกัดสินค้าที่โฆษณาเกินจริงหรือของปลอมไม่ตรงปก 

สำหรับ การวางบทบาทของสื่อ ที่ต้องมีความเป็นกลาง หมายถึงในความเป็นบุคคลคนหนึ่ง ในใจเราอาจชอบนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดก็ได้ เวลาไปเลือกตั้งก็ได้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ (เลือก สส. แบ่งเขต กับ สส. บัญชีรายชื่อ) เหมือนกับประชาชนทั้งประเทศ แต่การทำหน้าที่สื่อต้องไม่นำความรู้สึกในใจมาเกี่ยวข้อง หากใครทำไม่ได้ตนก็เสนอว่าควรล้างมือออกไปจากวงการ เพราะประชาชนเจออิทธิพลของข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนมากพออยู่แล้ว และที่สิ่งเหล่านี้มีมากก็เพราะมีสื่อจำนวนหนึ่งเข้าไปร่วมเผยแพร่ด้วยไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม 

ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ สื่อมวลชนในการแข่งขันฟุตบอล หน้าที่คืออะไรตอนถ่ายทอดสด? คุณก็ต้องถ่ายทอดเหตุการณ์ทั้งหมดให้ครบถ้วนที่สุด ดูเหมือนว่าสื่อไทยในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจะเป็นแบบนี้ สื่อที่มีสีกจะถ่ายทีมฝ่ายตรงข้ามที่ตัวเองไม่ชอบ เล่นผิดเล่นโกงเล่นผิดกติกาก็จะย้ำอยู่นั่น แต่พอข้างที่ตัวเองเลือก ที่ตัวเองชอบผิดบ้างไม่ถ่าย ท่านเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า? แต่ที่ผ่านมาเรามีสื่อแบบนี้ตอนที่สื่อแบ่งสีเป็นเหลืองกับแดง นี่ยุคก่อนหน้าปี 2562 เรายังเป็นเหลืองกับแดงอยู่ 2562 ปุ๊บมันเกิดพรรคส้มขึ้นมามันก็เลยเกิดการเมืองแบบหลายฝ่ายในปัจจุบัน ซึ่งก็ทำให้เกิดความซับซ้อนมากขึ้น ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว

ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าว ThaiPBS กล่าวว่า ในขณะที่สังคมเรียกร้องหาความจริงหรือความถูกต้องจากสื่อ ก็ยังมีคำถามอีกว่า ความจริง (หรือความถูกต้อง) ของใคร?เพราะแต่ละคนก็จะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทัศนคติ ภูมิหลังและความเชื่อที่คนคนหนึ่งมีจะส่งผลต่อการรับรู้ความจริงและความถูกต้องของคนคนนั้น หรือคำถามที่ว่า ทุกวันนี้เราเสพข่าวเอาความถูกต้องหรือถูกใจ? การเลือกแหล่งข้อมูลในการตรวจสอบข่าวก็ทำให้มองเห็นได้แล้วว่าบุคคลนั้นมีทัศนคติภูมิหลังและความเชื่อเป็นอย่างไร  

โดยสื่อเป็นเพียงพาหนะนำข้อมูลไปส่ง แต่การตัดสินใจเสพสื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับสารที่ขณะนี้มีข้อมูลมหาศาลไหลเข้ามาถึง ดังนั้นอารมณ์ความรู้สึก ทัศนคติ ภูมิหลังและความเชื่อ เป็นคำสำคัญที่ต้องตระหนักถึง ความจริงที่ไม่ตรงกับความรู้สึกความเชื่อจะถูกบอกว่าไม่จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) หรือเป็นเครื่องมือของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยผู้ที่รับข่าวสารนั้นเองเป็นคนแยกแยะ 

เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อต้องพยายามหนักแน่นต่อการเสนอข้อเท็จจริงอย่างสมดุล ยึดความเป็นภววิสัย (Objection) ไม่ใช่ยึดตัวตน ซึ่งขัดแย้งกับค่านิยมของคนเสพสื่อในปัจจุบัน อย่างที่ได้ยินคำว่าอินฟลูเอนเซอร์ KOL หรือ Key Opinion Leader (ผู้นำทางความคิด) ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ตัวบุคคล ผู้คนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ต้องสถาปนาความน่าเชื่อถือโดยตัวบุคคล คิดแต่ว่าทำอย่างไรจะให้คนมาสนใจ และท้ายที่สุดพูดอะไรคนก็เชื่อ 

ซึ่งผู้ที่ทำแบบนี้ไมได้มีแต่นักการเมือง นักโฆษณาหรือนักการตลาด แต่รวมถึงสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งด้วย ตนไมได้บอกว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่ทั้งหมดยิ่งเพิ่มความสลับซับซ้อนและความยากในการเข้าถึงความจริงของคนในสังคม จนถึงขณะนี้ตนยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่ดี ที่จะทำให้สังคมโลกหรือใครก็ตามเข้าถึงความจริงที่เป็นจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องยาก หรือตนก็เพิ่งได้ยินว่ามีคนที่เบื่อหรือปฏิเสธการรับรู้ข้อมูลข่าวสารแล้วหันไปเสพเนิ้อหาตลกแทน แต่ในเนื้อหาตลกนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยค่านิยมให้เกลียดบุคคลอื่นอีกแล้วให้มาเลือกตนเองหรือซื้อสินค้าของตนเอง 

ส่วนท่าทีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ในส่วนของ ThaiPBS จะใช้หลักของสื่อทั่วๆไปในการนำเสนอ คือ 1.สิ่งที่ผู้คนอยากรู้ (Want to know) เช่น เกาะติดสถานการณ์พรรคการเมืองลงพื้นที่หาเสียง พื้นที่ใดพรรคไหนมีคะแนนนำ กับ 2.สิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องรู้ (Need to know) คือนโยบาย เพราะอุดมคติของการเลือกตั้งคือตนตัดสินใจเลือกด้วยนโยบายที่แต่ละพรรคนำมาขาย แต่จะขายแบบเกินจริงหรือไม่ตรงปกหรือไม่ผู้ชมก็ต้องช่วยกันดู 

ต้องถอยออกมาจากความเชื่อ ความรัก ความโกรธ ความเกลียดของตัวเอง ออกมาระยะหนึ่ง แล้วก็ดูว่าแต่ละพรรคเขาหาเสียงอย่างไร นโยบายควรจะเป็นกำหนดซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ที่เลือกกันไม่ได้คำนึงถึงประเด็นนี้ แต่ ThaiPBS จะเน้นเรื่องนี้มาก่าคุณขายนโยบายอะไร แล้วพอขายไปแล้วหลังจากเป็นรัฐบาลก็จะติดตามต่อว่าได้ทำตามที่พูดนั้นไว้หรือไม่ ที่ปรากฏก็คือ Policy Watch ที่เราทำอยู่ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราคิดว่าเราจะต้องให้ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อที่ให้ประชาชนได้เลือก ก่อเขต กล่าว 

สำหรับวงเสวนา “สกัดข่าวปลอม: เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง” รวมถึงพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ Fact-Check Thailand 2026 เสริมพลังสังคมสู้ข่ำวลวงรำยงำนข่ำวเลือกตั้ง สามารถรับชมย้อนหลังได่ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Unuj_d7U8Ls

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

รับมือ ‘มีม’ โลกออนไลน์ล้ำเส้นความฮาอาจกลายเป็นข่าวลวงสร้างความเกลียดชังผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องรู้เท่าทันก่อนแชร์

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 รายการโคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว คุยเรื่อง “เท่าทัน ‘มีม’ ล้อเลียน เสียดสี” ดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการล้อเลียนในโลกออนไลน์ ที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองได้แก่ ณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia editor, AFP Fact Check ,  สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค และ เฌอญดา สายตา (เจส) ตัวแทนคนรุ่นใหม่จากภาคีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดประเด็นว่า “มีม” (Meme) มักมาจากการล้อเลียนเสียดสีทางการเมืองและสังคม ซึ่งในมุมหนึ่งช่วยสร้างความขบขันคลายเครียด แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจก่อให้เกิดความเกลียดชังได้ โดยเฉพาะในยุคที่มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องล้อเล่นมีความก้ำกึ่ง ในระดับสากลจัดให้การล้อเลียนเสียดสี (Satire/Parody) เป็นหนึ่งใน 7 ประเภทของข้อมูลลวง แม้จะเป็นประเภทที่รุนแรงน้อยที่สุด แต่หากผู้รับสารไม่เข้าใจบริบท หรือนำไปใช้นอกบริบทเดิม ก็อาจสร้างความเข้าใจผิดขยายวงกว้างได้ ปัญหาสำคัญคือช่องว่างระหว่างวัย ที่ผู้ใหญ่บางคนอาจไม่เข้าใจบริบทของมีมและเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

ด้านเฌอญดา สายตา (เจส) ตัวแทนคนรุ่นใหม่ สะท้อนปัญหาว่าปัจจุบันในโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่มีมจำนวนมากจนแยกแยะยาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มักหลงเชื่อข้อมูลเหล่านี้ได้ง่าย จึงตั้งคำถามถึงวิธีการตรวจสอบว่าข้อมูลใดเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือน

ณัฐกร ปลอดดี อธิบายว่า ธรรมชาติของมีมในวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตคือการไปไวและเน้นความตลกขบขัน ซึ่งแบ่งได้เป็นการล้อเลียน (Parody), การเสียดสี (Satire) และโพสต์ดัก สิ่งเหล่านี้จะกลายสภาพเป็น “ข้อมูลเท็จ” (Disinformation) ก็ต่อเมื่อถูกแชร์ต่อไปโดยขาดบริบทสำคัญ หรือผู้รับสารไม่เข้าใจว่าเป็นมุกตลกสำหรับวิธีการตรวจสอบนั้น นายณัฐกรระบุว่าใช้วิธีเดียวกับการตรวจสอบข่าวลวงทั่วไป คือการหาต้นตอของภาพและคำกล่าวอ้างโดยสังเกตว่าเพจต้นทางระบุตัวตนว่าเป็นเพจตลกหรือเสียดสีหรือไม่

ณัฐกร ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ AFP เคยให้คะแนนว่าเป็นข้อมูลเท็จแต่ถูกท้วงติง คือกรณีเพจ “หลวงพ่อพุทธะอิสระ โซดาลาย” นำภาพจากเกมโปเกมอนโกในไต้หวันมาโพสต์ล้อเลียนการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งในตอนแรกผู้ตรวจสอบไม่เข้าใจบริบทมุกตลกจึงระบุว่าเป็นข่าวปลอม แต่ภายหลังได้แก้ไขเรตเป็นเนื้อหาเสียดสี เนื่องจากเพจระบุชัดเจนว่าเป็นเพจล้อเลียน อย่างไรก็ตาม ความยากอยู่ที่การตีความของแต่ละบุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับชุดความเชื่อและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ประเด็นเรื่องภาพตัดต่อของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น กรณีภาพ “ลิซ่าBLACKPINK” ในชุดข้าราชการ หรือภาพตัดต่อ “ปูติน” และ “กันจอมพลัง” นางสาวสุภิญญามองว่า หากเป็นเรื่องขำขันที่ไม่สร้างความเสียหายร้ายแรงอาจไม่จำเป็นต้องหักล้างข้อมูลทุกเรื่อง เพราะต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่มีจำกัด แต่หากเรื่องนั้นสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง หรือส่งเสริมความเกลียดชัง ก็จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ

ณัฐกรเสริมว่า AFP จะพิจารณาเป็นรายกรณี (Case by Case) โดยดูจากยอดแชร์ ผลกระทบต่อสังคม และเจตนาของผู้โพสต์ หากเพจระบุว่าเป็นตลก (Comedy) จะไม่เข้าไปแตะต้อง เว้นแต่จะมีการแอบอ้างความเป็นตลกเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือที่เรียกว่า “Mal-information”

ในช่วงท้าย นางสาวสุภิญญาได้ให้ข้อคิดว่า การเสพสื่อในยุคปัจจุบันต้องมีภูมิคุ้มกัน แม้มีมจะดูเป็นเรื่องสนุกสนาน แต่หากสะสมความเกลียดชังหรือการเลือกปฏิบัติ ก็เปรียบเสมือนขนมหวานเคลือบยาพิษ ดังนั้นหากไม่แน่ใจไม่ควรแชร์ต่อ เพื่อไม่ให้เป็นการขยายผลข้อมูลที่ไม่จริง

ขณะที่ณัฐกรเตือนให้ระวังเพจที่ใช้ข้ออ้างว่าเป็นเพจตลกในการปล่อยข่าวลวง ซึ่งผู้บริโภคสื่อต้องใช้วิจารณญาณอย่างมากในการแยกแยะ โดยนายสุชัย ผู้ดำเนินรายการ ได้สรุปทิ้งท้ายว่า แม้จะมีความสนุกคึกคะนองเพียงใด แต่หากการล้อเลียนนั้นไปทำร้ายผู้อื่นสังคม หรือละเมิดสิทธิ ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง