ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่อง “ฟอกไต (ไม่) ฟรี” ที่นายกฯ อนุทินพูดวันแถลงนโยบาย

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

โคแฟคตรวจสอบคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่เขากล่าวถึงนโยบาย “ฟอกไตฟรี” ว่า “รัฐบาลชุดที่แล้วเอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป เป็นฟอกไตฟรีบางส่วน” พบว่าเป็นคำพูดที่อาจทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 

จากการตรวจสอบหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสัมภาษณ์ นพ. จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. โคแฟคพบว่ารัฐบาลชุดที่แล้วที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการให้บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจริง คือ เปลี่ยนจากการให้ผู้ป่วยเลือกวิธีการฟอกไตได้เอง มาเป็นการใช้วิธีการล้างไตทางหน้าท้องเป็นทางเลือกแรก โดยสิทธิบัตรทองยังคงคุ้มครองการบำบัดทดแทนไตทั้ง 4 วิธีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คือ ปลูกถ่ายไต ล้างไตทางช่องท้อง ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการดูแลแบบประคับประคอง

เนื้อหาที่ตรวจสอบ

นายอนุทินแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 ซึ่งในช่วงหนึ่งนายอนุทินได้ลุกขึ้นกล่าวตอบคำอภิปรายของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว จากพรรคเพื่อไทยในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณสุข

นายอนุทินกล่าวว่า “…ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในการทำงานของรัฐมนตรีหลายสิบท่านที่ผ่านมา…ผมได้ใช้เวลา 4 ปี ประสานงานกับสปสช. ทำเรื่องทั้งฟอกไตฟรีทั้งหมด ซึ่งก็เสียดายมากว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว เอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป เป็นฟอกไตฟรีบางส่วน ผมจะเอากลับมาครับ ใน 4 เดือนนี้ ผมจะเอากลับมา แล้วสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ รมว.สธ. จะต้องทำให้ผมเห็นภายใน 2 เดือน”

คำพูดของนายอนุทินทำให้พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลชุดที่แล้วโพสต์ชี้แจงทางเพจเฟซบุ๊กทางการของพรรคเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ว่า รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้นำนโยบายฟอกไตฟรีออกไปตามที่นายอนุทินกล่าวและยืนยันว่า การให้บริการการล้างไตทั้ง 2 รูปแบบ (การล้างไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม) ยังอยู่ในสิทธิการรักษา 30 บาท โดยมีนโยบายล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก”

โคแฟคตรวจสอบ

“รัฐบาลชุดที่แล้ว” ที่นายอนุทินกล่าวถึงคือคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2567 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจนกระทั่งคณะรัฐมนตรีชุดนี้พ้นจากตำแหน่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งถอดถอน น.ส.แพทองธาร เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 จากกรณี “คลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน” ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง 

“ฟอกไตฟรี” ภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ข้อมูลจาก สปสช. และมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ระบุว่า การบำบัดทดแทนไตหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ฟอกไต” หรือ “ล้างไต” มีอยู่ 2 วิธี คือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD) และการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal dialysis: PD) ซึ่งในทางการแพทย์ทั้งสองวิธีมีประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกัน แต่มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายต่างกันไปขึ้นกับสภาวะร่างกาย โรคร่วม และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย

ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่เป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมีสิทธิเข้ารับการฟอกไตได้ฟรี โดย สปสช. กำหนดให้ผู้ป่วยเลือกวิธีการล้างไตทางช่องท้องเป็นอันดับแรก (PD First) เว้นแต่จะมีข้อห้าม และได้รับการอนุมัติจาก สปสช. จึงจะสามารถเบิกค่าฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) ได้ หากไม่ได้รับอนุมัติจาก สปสช. แต่ผู้ป่วยเลือกที่จะใช้วิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

ปี 2565 ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีนายอนุทินเป็น รมว.สธ. และเป็นประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีนโยบายให้ สปสช. ปรับแนวทางจากการให้ล้างไตทางช่องท้องเป็นอันดับแรกหรือ PD First เป็นการให้สิทธิผู้ป่วยเลือกได้เองว่าจะใช้วิธีล้างไตทางช่องท้องหรือการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Free Choice) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2565  

ปี 2567 HITAP ได้ทำการวิจัยถึงผลกระทบของนโยบาย Free Choice ที่ให้ผู้ป่วยเลือกวิธีฟอกไตเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผลการวิจัย พบว่ามีผลด้านลบหลายประการ คือ

  • จำนวนผู้ป่วยที่เลือกรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ และพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการฟอกเลือดสูงขึ้นมาก
  • มีปัญหาคอขวดในการเตรียมเส้นเลือดถาวรก่อนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ทำให้ผู้ป่วยจํานวนมากต้องใช้สายสวนหลอดเลือดดําชนิดชั่วคราวในระยะแรก ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง และประสิทธิภาพในการฟอกเลือดตํ่ากว่าเส้นเลือดชนิดถาวร
  • ค่าบริการรักษาทดแทนไตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตํ่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี เป็น 16,000 ล้านบาทในปี 2567 นอกจากนี้ค่ารักษาภาวะแทรกซ้อนจากการล้างไตก็เพิ่มขึ้นจาก 2,900 ล้านบาทต่อปี เป็น 3,900 ล้านบาทในปี 2566
  • ขีดความสามารถในการให้บริการล้างไตทางช่องท้อง (PD) ลดลงอย่างรวดเร็วจากการที่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการลดลงจนถึงจุดที่หน่วยบริการ PD อาจต้องปิดตัวลง ในที่สุดการบริการ PD จะหายไปจากระบบบริการสุขภาพ ส่งผลให้ประเทศสูญเสียขีดความสามารถและทางเลือกในการรักษาบําบัดทดแทนไต

นโยบายฟอกไตฟรียุครัฐบาลแพทองธาร

ในสมัยรัฐบาลแพทองธารที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทินเป็น รมว.สธ. (4 ก.ย. 2567-29 ส.ค. 2568) เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายบําบัดทดแทนไตอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบทางลบของนโยบาย Free Choice ที่ให้สิทธิผู้ป่วยเลือกวิธีฟอกไตเองที่ปรากฏในงานวิจัยของ HITAP

วันที่ 4 พ.ย. 2567 บอร์ด สปสช. ที่มีนายสมศักดิ์เป็นประธาน มีมติให้นำนโยบายล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก (PD First) กลับมาใช้ แต่หากมีความจำเป็น แพทย์สามารถเลือกใช้วิธีอื่นที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วย ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การปลูกถ่ายไต และการดูแลด้วยวิธีประคับคอง โดยทั้ง 4 วิธีนี้ ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  

หลังจากใช้เวลาเตรียมการและออกประกาศที่เกี่ยวข้องอยู่นานหลายเดือน สปสช. ก็เริ่มดำเนินการตามนโยบาย PD First รอบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2568 ซึ่งในช่วงนี้เองที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยสิทธิบัตรทองรายใหม่ที่เริ่มฟอกไตหลังจากวันที่ 1 เม.ย. 2568 จะต้องจ่ายค่าฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเอง ซึ่ง สปสช. ได้ชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง สิทธิบัตรทองคุ้มครองค่ารักษาผู้ป่วยไตทั้งหมด

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. อธิบายในการแถลงข่าวร่วมกับนายสมศักดิ์ รมว.สธ. เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 ว่า ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายรายเก่าทุกคนจะได้รับสิทธิบริการทดแทนไตด้วยวิธีเดิมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ป่วยรายใหม่จะมีระบบตรวจสอบเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีที่เหมาะสม โดยวิธีการล้างไตทางช่องท้องจะเป็นทางเลือกแรก 

นพ.จเด็จยืนยันว่าปัจจุบันหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมการบำบัดทดแทนไตทุกวิธี และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าขณะนี้มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่รับการบำบัดทดแทนไตในระบบจำนวน 84,750 ราย เป็นผู้ป่วยรับการฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียมจำนวน 64,515 ราย และผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องจำนวน 20,235 ราย

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สธ. ในขณะนั้นแถลงข่าวชี้แจงนโยบาย PD First ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 (ภาพ: สปสช.)

ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองบางรายถูกเรียกเก็บเงินค่าฟอกไตจริง จากปัญหาของระบบให้บริการ

ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2568 ซึ่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สธ. และประธานบอร์ด สปสช. คนใหม่เข้าร่วมประชุมด้วยเป็นครั้งแรก น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ผู้แทนองค์กรเอกชน รายงานว่าได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ป่วยสิทธิบัตรทองว่าต้องจ่ายค่าฟอกไตเองเนื่องจากโรงพยาบาลตามสิทธิมีศักยภาพจำกัดในการให้บริการฟอกไตหรือคิวยาวมาก จึงส่งตัวผู้ป่วยให้ไปฟอกไตที่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีการเรียกเก็บเงินผู้ป่วย

นพ.จเด็จ เลขาธิการ สปสช. ยอมรับว่ามีกรณีที่ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองบางคนถูกเรียกเก็บเงินค่าบำบัดทดแทนไตจริงจากหลายสาเหตุ เช่น การที่ผู้ป่วยมีจำนวนเกินศักยภาพที่โรงพยาบาลรับไหวจึงส่งตัวไปฟอกไตที่โรงพยาบาลเอกชนที่มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย 

“เราจะไปดูรายละเอียดว่าเกิดเหตุ (ผู้ป่วยถูกเรียกเงิน) มากขนาดไหน ถ้าจำเป็นก็จะดำเนินการทางกฎหมาย ขอประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยบริการในระบบด้วยว่าให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย” นพ.จเด็จให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังการประชุม

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. (ซ้าย) และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สธ. ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อ 6 ต.ค. 2568

เลขาธิการ สปสช. ยืนยันไม่มีการ “เอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป”

โคแฟคสอบถาม นพ.จเด็จถึงกรณีที่นายอนุทินกล่าวในที่ประชุมรัฐสภาว่า “รัฐบาลชุดที่แล้ว เอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป เป็นฟอกไตฟรีบางส่วน” เลขาธิการ สปสช. อธิบายว่า “ไม่ได้เอา (ฟอกไตฟรี) ออกไป แต่เป็นเรื่องของการปรับระบบการให้บริการที่แตกต่างจากเดิม…ตอนนี้ระบบสิทธิบัตรทองยังให้บริการทั้งฟอกเลือด ล้างไตทางหน้าท้องและการปลูกถ่ายอวัยวะโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เราจะไปดูว่าส่วนไหนของระบบที่เป็นจุดอ่อนทำให้มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย เราจะไปปิดจุดอ่อนเพราะเป็นนโยบายที่ต้องให้การรักษาฟรี”

ข้อสรุปโคแฟค

  • รัฐบาลชุดที่แล้วที่มี น.ส.แพทองธารเป็นนายกฯ และนายสมศักดิ์เป็น รมว.สธ. และประธานบอร์ดหลักประกันสุขภาพ ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการให้บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจริง คือ เปลี่ยนจากการให้ผู้ป่วยเลือกวิธีการฟอกไตได้เอง (Free Choice) มาเป็นวิธีการล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก (PD First) โดยบอร์ด สปสช. มีมติเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 และเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนมาเป็นการเรียกเก็บเงินค่าฟอกไต
  • ตามประกาศประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเรื่องการจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีบริการผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังด้วยการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2568 สิทธิบัตรทองยังคงคุ้มครองบำบัดทดแทนไตทั้ง 4 วิธีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คือ ปลูกถ่ายไต ล้างไตทางช่องท้อง ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งจะมีคณะกรรมการไตระดับเขตและระดับประเทศพิจารณาวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วย โดยให้วิธีการล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก ในกรณีที่คณะกรรมการไตเห็นว่าผู้ป่วยสามารถใช้วิธีล้างไตทางหน้าท้องได้ แต่ผู้ป่วยเลือกที่จะใช้วิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองและจะได้รับสิทธิรักษาฟรีเฉพาะบริการที่จำเป็น เช่น ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ถูกนำไปบิดเบือนว่าเป็นการยกเลิกการฟอกไตฟรี
  • ช่วงที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้มีผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ถูกเรียกเก็บค่าฟอกไตจริง ซึ่งเป็นปัญหาของระบบบริการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ สปสช. เช่น โรงพยาบาลของรัฐมีศักยภาพจำกัดจึงส่งผู้ป่วยไปฟอกไตที่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งเรียกเก็บเงินผู้ป่วย ซึ่งบอร์ด สปสช. มีมติให้แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนแล้ว

จากข้อมูลของ สปสช. งานวิจัยของ HITAP และการสัมภาษณ์ นพ.จเด็จ เลขาธิการ สปสช. ที่โคแฟครวบรวมและประมวลมานี้ทำให้สรุปได้ว่า คำพูดของนายอนุทินที่ระบุว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว “เอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป เป็นฟอกไตฟรีบางส่วน” เป็นข้อความที่ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อแนวทางการให้บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังของระบบหลักประกันสุขภาพหรือสิทธิบัตรทอง

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

 

คลิปลูกจ้างประท้วงในกัมพูชา ถูกนำมาบิดเบือนว่าชาวเขมรชุมนุมไล่ “ฮุน เซน”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปประท้วงขับไล่ “ฮุน เซน” ในกัมพูชา

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน นำภาพการประท้วงนายจ้างของแรงงานข้ามชาติในกัมพูชามาสร้างความเข้าใจผิด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 ต.ค. 68 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอ Reel ความยาว 14 วินาที เป็นภาพการชุมนุมประท้วงบริเวณอาคารแห่งหนึ่ง มีรถตำรวจเปิดสัญญาณไฟ  พร้อมข้อความบรรยายว่า “ไล่ฮุนเซน 5/10/68 แชร์ไปให้โลกรู้ว่าเขมรพัง หมดแล้ว” และ “ประท้วงไล่ฮุนเซน #ข่าวจริง” คลิปนี้มียอดการชมมากกว่า 2 ล้านครั้งและยอดการแชร์มากถึง 1.4 หมื่นครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปเหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในกัมพูชาหลายรายช่วงสัปดาห์ที่แล้ว บางโพสต์ให้ข้อมูลเป็นภาษาเขมร แปลสรุปใจความได้ว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่ลูกจ้างชาวต่างชาติ เช่น ปากีสถาน บังกลาเทศ ประท้วงและทำลายทรัพย์สินจากเหตุไม่พอใจที่นายจ้างชาวจีนดูหมิ่นศาสนา เหตุเกิดที่ไชน่าทาวน์ สีหนุวิลล์เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 68 

สื่อหลายสำนักในกัมพูชารายงานข่าวนี้ เช่น Troryorng News รายงานว่า เจ้าหน้าที่จับกุมชาวต่างชาติ 59 คน ประกอบด้วยชาวปากีสถานและบังกลาเทศ 57 คนและชาวจีน 2 คน ที่เกี่ยวข้องกับเหตุประท้วงและมีการทุบทำลายทรัพย์สินที่อาคารในย่านไชน่าทาวน์ ในเมืองสีหนุวิลล์ของกัมพูชาคืนวันที่ 4 ต.ค. 68  ตำรวจให้ข้อมูลว่าการประท้วงเกิดจากการโต้เถียงกันระหว่างลูกจ้างชาวปากีสถานกับผู้จัดการชาวจีน และมีการพาดพิงความเชื่อทางศาสนา แม้ผู้จัดการชาวจีนจะขอโทษคู่กรณีแล้ว แต่ลูกจ้างจำนวนหนึ่งไม่พอใจจึงก่อเหตุวุ่นวายขึ้น

โคแฟคตรวจสอบภาพประกอบข่าวของสำนักข่าว Troryorng News พบว่าลักษณะอาคารตรงกับที่ปรากฎในคลิปวิดีโอ จึงยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน 

นอกจากนี้ โคแฟคยังได้ส่งข้อความไปสอบถามสำนักข่าว CamboJANews ซึ่งเสนอข่าวนี้เช่นกัน ได้รับการยืนยันว่าคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์แรงงานชาวต่างชาติในสีหนุวิลล์ประท้วงและทำลายอุปกรณ์สำนักงานจากเหตุดูหมิ่นศาสนา

“สุทธิชัยหยุ่น” ถูกปลอมตัว Deep Fake เตือนภัยสังคม! แนะ ‘รหัสประจำบ้าน’ สู้มิจฉาชีพยุค AI

โคแฟคสนทนา : รวมพลคนเช็กข่าว EP.20 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ได้เปิดวงสนทนาในประเด็น “DEEP FAKE ปลอมตัวตน หลอกประชาชน โดยมี คุณสุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการร่วมด้วย คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และคุณสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส พร้อมด้วยคนเช็กข่าว สหโชค เพียรการ (ชาร์ป)

ด้วยยุคนี้เป็นยุคที่ต่อมการตรวจสอบความน่าเชื่อถือต้องทำงานหนัก เพราะภาพและเสียงที่เราคุ้นเคยอาจไม่ใช่ตัวจริงอีกต่อไปเนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ Deep Fake ที่เกิดจาก AI(ปัญญาประดิษฐ์) สามารถปลอมแปลงได้อย่างแนบเนียน จนกลายเป็นเครื่องมือหลอกลวงของมิจฉาชีพ ซึ่งกระทบไปถึงดารานักร้องอินฟลูเอนเซอร์ และแม้แต่สื่อมวลชนอาวุโสที่คนรู้จักกันทั้งประเทศก็ถูกปลอมตัวเช่นกัน

คุณสุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวถึงความรวดเร็วของ AI ที่เข้ามาในชีวิตและการทำงานเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก แม้จะมีงานวิจัยว่ามนุษย์จะต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษในการปรับตัวกับ AI แต่เพียงปี2568 (2025) ก็รู้สึกว่า AI ได้เข้ามาเร็วมากแล้ว ปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือมิติทางด้าน เศรษฐกิจ เนื่องจากทรัพย์สินอาจสูญหายเพราะการหลอกลวงโดยใช้ Deep Fake

คุณสุทธิชัย หยุ่น ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเองตกเป็นเหยื่อของการปลอมแปลงตัวตน Deep Fake หลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่มีเพื่อนไม่กล้าถามตรงๆ ว่าข่าวปลอมที่ระบุว่าตนเอง ตายแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไปจนถึงคลิปปลอมที่ดังที่สุดคือ บทสัมภาษณ์กับผู้ว่าแบงก์ชาติ ที่มีการชักชวนให้ลงทุน นอกจากนี้ยังมีโฆษณาขายยาแก้ความดัน, ข่าวปลอมว่าถูกจับ, และรูปที่ถูกชกตาบวม มิจฉาชีพจะใช้วิธีตัดต่อเอาคลิปสัมภาษณ์จริงไปใส่ประโยคที่ต้องการหลอกคน

ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้ที่หลงเชื่อ โดยเฉพาะ ผู้ใหญ่ หรือกลุ่ม เบบี้บูมเมอร์ ที่อยู่กับมือถือบ่อยและเห็นรูปแล้วเชื่อตามนั้นทันที 

คุณสุทธิชัยเล่าว่าเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจมีสถานะก็ยังหลงเชื่อสั่งซื้อยาแก้ความดันปลอมไป 900 กว่าบาท ปัญหาใหญ่คือเมื่อเสียเงินไปแล้วมักจะไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวเสียหน้า ทำให้มิจฉาชีพได้ประโยชน์ คุณสุทธิชัยจึงต้องใช้รายการของตนเองแจ้งเตือนสาธารณะว่าตนเอง ไม่ขายของ และ ไม่รับจ้างแบรนด์ไหน

จากการสอบถามไปยังตำรวจไซเบอร์กรณีของคุณสุทธิชัย สรุปได้ว่ามิจฉาชีพมีเป้าหมายคือต้องการให้คนคลิกเข้าไปดูให้มากที่สุด เพื่อนำเพจนั้นไปขายต่อ หรือไม่ก็เป็นการหลอกขายของ ส่วนกรณีหลอกให้ลงทุนก็จะมีเป้าหมายให้โอนเงินเข้าไป ซึ่งเกิดขึ้นกับนักธุรกิจใหญ่หลายคน อย่างไรก็ตาม ตำรวจไซเบอร์ระบุว่ามีเคสลักษณะนี้เยอะมากและไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดในกรณีของคุณสุทธิชัยได้

ในมุมมองของสื่อมวลชน คุณสุทธิชัยเห็นว่า AI เป็นสิ่งที่มาแรงและมาเร็ว แม้แต่การโคลนเสียงก็ทำได้เหมือนมาก สิ่งสำคัญคือการ รู้เท่าทัน และ ตรวจสอบต้นทาง ความน่าเชื่อถือ สื่อมวลชนต้องเอาน้ำดี‘ เข้าไปล้าง ‘น้ำเน่า‘” ด้วยการทำคอนเทนต์ที่สามารถตรวจสอบสิ่งที่ผิดได้

วิทยากรต่างเห็นพ้องว่าปัญหา Deep Fake เป็นเรื่องที่เกินกว่าปัจเจกชนจะรับมือได้ทัน จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน:

มาตรการจากแพลตฟอร์ม: คุณสุภิญญาเสนอว่าเมื่อมีการร้องเรียนหรือแจ้งไปที่แพลตฟอร์ม (เช่น Facebook, TikTok) ควรมีปฏิบัติการทันที เช่น การแบน หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ขึ้นเตือน (Flag)” ตัวเบ้งๆ ให้ประชาชนเห็นว่าคลิปนั้นถูกตรวจสอบแล้วว่าเป็น Deep Fake และควรมีการคุยกันระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อร่วมกันจัดการ

บทบาทภาครัฐและสังคม: รัฐบาลควรมีมาตรการเจรจาหรือกดดันแพลตฟอร์มต่างชาติโดยเอาเรื่องการ คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เป็นตัวตั้ง ต้องมีการจัดกระบวนการตั้งแต่นโยบาย และตั้งวงทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล เอกชน เพื่อจัดหลักสูตรการศึกษา การฝึกอาชีพ

การศึกษาและภูมิคุ้มกัน :         

• เริ่มสอนตั้งแต่วัยเด็ก ให้รู้จักการแยกแยะสิ่งที่จริงและปลอม ต้องเตือนเด็กๆ ว่าเจอหน้าเหมือนพ่อแม่ เสียงคล้ายกัน อย่าเพิ่งเชื่อ!และ เช็คก่อน

• สำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ (เบบี้บูมเมอร์) ที่เป็นเหยื่อเยอะ ควรใช้ “Community Support” หรือ ครอบครัวสนับสนุน ในการช่วยกันตรวจสอบ

ข้อแนะนำสำหรับทุกบ้านที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที :

• ตั้ง “รหัสประจำบ้าน” (Passcode): หากมีเสียงคล้ายคนในครอบครัวโทรมาขอความช่วยเหลือหรือโอนเงิน ให้ตั้งคำถามที่เป็น “รหัสลับ” ที่รู้กันเฉพาะคนในบ้าน เพื่อใช้ยืนยันตัวตนก่อนวิธีนี้จะช่วยให้เกิดความตื่นตัวและฝึกนิสัยให้คิดวิเคราะห์(Critical Thinking) ก่อนเชื่อ

• หลักการของ COFACT: สโลแกนสำคัญในการรับมือกับข้อมูลข่าวสารปลอมในยุคนี้คือ “อย่าเพิ่งเชื่ออย่าเพิ่งแชร์ อย่าเพิ่งโอน” เพราะการโอนเงินไปแล้วยากที่จะได้กลับคืนมา

ชวน นศ ร่วมกิจกรรม GenAsia Challenge 2025

ชวนมาร่วมกิจกรรม GenAsia Challenge 2025 ซึ่งเป็นกิจกรรมอบรมพัฒนาทักษะการตรวจสอบข่าวลวง และการตอบปัญหาทักษะการตรวจสอบข่าวลวงระดับอุดมศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจับกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน อาทิ การอบรมเชิงปฏิบัติการ และการแก้โจทย์การตรวจสอบข่าวลวงต่างๆ เพื่อค้นหาความจริงด้วยเครื่องมือดิจิทัลประเภทต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านเครื่องมือดิจิทัล และการรู้เท่าทันสื่อให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง และมิจฉาชีพ
.
กิจกรรมช่วงที่ 1: เวิร์คช็อประดับภูมิภาค
กิจกรรมช่วงที่ 2: การแข่งขันตอบปัญหาตรวจสอบข่าวลวงระดับประเทศ
รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ
⬤ ทีมชนะเลิศ เงินรางวัล 5,000 บาท
⬤ ทีมรองชนะเลิศ เงินรางวัล 3,000 บาท
⬤ ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 2,000 บาท
ทีมที่ได้รับคะแนนมากที่สุดจะเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันระดับเอเชีย
กิจกรรมช่วงที่ 3 การแข่งขันระดับนานาชาติ ตอบปัญหาตรวจสอบข่าวลวงแบบสด
รางวัลชนะเลิศระดับเอเชีย
⬤ ทีมชนะเลิศ เงินรางวัล 1,000 USD
⬤ ทีมรองชนะเลิศ เงินรางวัล 600 USD
⬤ ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 400 USD
ทุกทีมจะได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากผู้จัดการแข่งขัน GenAsia Challenge
.
ลงทะเบียนได้ที่นี่: https://forms.gle/aQtDbK4M5PdnSpL5A
เว็บไซต์หลักของกิจกรรม: https://www.genasiachallenge.com/thailand

คลิปบ่อโคลนในโปแลนด์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพ “โยนศพทหารกัมพูชาลงตม”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปโยนศพทหารกัมพูชาลงบ่อโคลน 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปจากช่องยูทูบชาวต่างชาติที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2567** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกในประเทศไทยแชร์คลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นการโยนศพทหารกัมพูชาลงไปในบ่อโคลน เพราะทางการไม่มีงบประมาณในการจัดการศพทหารเสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารไทย 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกแชร์อย่างกว้างขวางในหลายแพลตฟอร์มโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา บางคลิปมีความยาวมากกว่าคลิปที่อ้างว่าเป็นการ “โยนศพทหารกัมพูชา” ซึ่งทำให้เห็นว่าบุคคลในคลิปกระโดดลงไปในบ่อโคลนด้วยตัวเอง ไม่ใช่การถูกจับโยนลงไป

โคแฟคสืบค้นต่อไปจนพบวิดีโอฉบับเต็มที่มีความยาว 13.15 นาที เผยแพร่ทางช่องยูทูบ @BogGhoul เมื่อ 23 ก.ย.2567 ที่เขาตั้งกล้องบันทึกภาพตัวเองกระโดดลงบ่อโคลนในป่ามัสซูเรีย ทางตอนเหนือของประเทศโปแลนด์ เจ้าของช่องระบุว่าเป็นกิจกรรมที่เขาทำเพื่อความสนุกในฤดูร้อนและเขียนข้อความใต้วิดีโอว่า “กิจกรรมนี้กระทำโดยผู้มีประสบการณ์ และมีการเตรียมตัว ภาพที่เห็นเป็นการแสดง และผมไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย”  

คลิปไฟไหม้ใกล้ปั๊มน้ำมันที่ จ.ระยอง ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นเหตุการณ์ในกรุงเทพฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปไฟไหม้โกดังใกล้ปั๊มน้ำมันในกรุงเทพฯ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน นำคลิปเหตุไฟไหม้ที่ จ.ระยอง มาสร้างความเข้าใจผิดทั้งวันและสถานที่เกิดเหตุ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ต.ค. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mr.Thay” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุไฟไหม้ใกล้ปั๊มน้ำมันเชลล์ มีกลุ่มควันพวยพุ่งหนาแน่น ในคลิปฝังวันที่และข้อความภาษาเขมรแปลเป็นไทยได้ว่า “ไฟไหม้โกดังในประเทศไทย 6/10/25” ข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ไฟไหม้โกดังสินค้าใกล้ปั๊มน้ำมันในกรุงเทพฯ”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่าเป็นคลิปเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่องและเครื่องมือช่าง ริมถนนสุขุมวิท ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 68 โดยมีสื่อมวลชนไทยหลายสำนักรายงานข่าวและภาพเดียวกัน เช่น ข่าวช่อง 3 ข่าวช่อง 8 และ จส.100

เว็บไซต์ผู้จัดการรายงานว่าเหตุไฟไหม้เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 4 ชม. จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้และต้องฉีดน้ำเลี้ยงบริเวณถังน้ำมันใต้ดินของปั๊มน้ำมันที่อยู่ติดกันไว้เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2568 มีรายงานเหตุไฟไหม้โกดังของสถานบันเทิงย่าน RCA ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้อยู่ติดกับปั๊มน้ำมัน

สรุปว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้นำคลิปเหตุการณ์ไฟไหม้ใน จ.ระยองเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 68 มาบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานที่และวันที่เกิดเหตุไฟไหม้

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชานำคลิปน้ำท่วมเชียงรายปี 2567 มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปภาพมุมสูงน้ำท่วมในไทยวันที่ 4 ต.ค. 2568 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน นำภาพน้ำท่วมสะพานข้ามน้ำกก จ.เชียงราย เมื่อปี 2567 มาสร้างความเข้าใจผิด**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ต.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊กชาวกัมพูชาชื่อ “សារី ជួន” โพสต์คลิปภาพมุมสูงน้ำท่วมสะพานแห่งหนึ่ง ด้านข้างมีรูปธงชาติไทย ระบุวันที่ 4-10-2025 และฝังข้อความภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลได้ว่า “ภาพจากไทย”

ผู้โพสต์ไม่ได้รายละเอียดอื่น ๆ แต่จากข้อความ วันที่และเสียงบรรยายที่พูดถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในไทย ทำให้เกิดความเข้าใจว่าภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 1 หมื่นครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่าเป็นภาพพื้นที่ประสบอุทกภัยใน จ.เชียงราย เมื่อปี 2567 โคแฟคจึงสอบถามและส่งคลิปให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ. เชียงราย) และเทศบาลนครเชียงรายช่วยตรวจสอบ

ทั้ง ปภ. และเทศบาลนครเชียงรายยืนยันว่าคลิปนี้เป็นภาพน้ำท่วมสะพานข้ามแม่น้ำกก บ้านหนองด่าน (ฮ่องอ้อ) ถนนบายพาสฝั่งตะวันตกเมื่อเดือน ก.ย. 2567

ปภ.เชียงรายให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเดือน ต.ค. 2568 ยังไม่มีสถานการณ์น้ำกกล้นตลิ่ง

ดังนั้นคลิปน้ำท่วมสะพานที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กกัมพูชานำมาเผยแพร่เป็นเหตุการณ์เดือน ก.ย. 2567 ไม่ใช่ภาพปัจจุบัน

คลิปจากเหตุแผ่นดินไหว 28 มี.ค. 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าตึกสั่นไหวใกล้บริเวณที่เกิดหลุมยุบ

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเก่าจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68**

 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ก.ย. 68 ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพคนแตกตื่นวิ่งหนีพร้อมกับมองตึกสูงที่กำลังสั่นไหว มีคำบรรยายว่า เกิดเหตุตึกร้าวและสั่นในกรุงเทพฯ ใกล้กับหลุมยุบ

โพสต์เหล่านี้ถูกเผยแพร่หนึ่งวันหลังจากเกิดเหตุหลุมยุบและถนนทรุดตัวบริเวณ ถ.สามเสน หน้า รพ.วชิระพยาบาลเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 68

 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อใช้เครื่องมือ Google Lens ค้นหาภาพ พบว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Supawat Chartkaroon” ซึ่งเป็นครูที่ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา ระบุว่าอาคารฟอรั่ม ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างโรงเรียนเกิดการสั่นสะเทือนขณะเกิดแผ่นดินไหว

สอดคล้องกับข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “สพม.กท 2” ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ที่ระบุว่าเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 68 คณะทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่ติดตามความปลอดภัยของตึกฟอรั่ม ทาวเวอร์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 และส่งผลกระทบต่อโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 มีศูนย์กลางที่ภูมิภาคสะกาย ใกล้กับเมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมา แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงกรุงเทพฯ มีรายงานอาคารร้าวหลายแห่ง และอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างอยู่พังถล่มลงมา

โพสต์ที่นำภาพจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวมาเผยแพร่หนึ่งวันหลังเกิดเหตุหลุมยุบและถนนทรุดแสดงถึงเจตนาสร้างความตื่นตระหนกขณะที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจกับเหตุการณ์หลุมยุบ ซึ่งจุดที่เกิดเหตุนั้นอยู่ห่างจากอาคารฟอรั่มฯ และ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดากว่า 10 กิโลเมตร และในช่วงนั้นไม่มีรายงานเหตุหลุมยุบหรือถนนทรุดบริเวณ ถ.รัชดาภิเษก แต่อย่างใด

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2568

กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับน้ำอัดลมและมันเทศ เสี่ยงเสียชีวิตได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/263ubpn8oyw2k#_=_


พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีตายเป็นอันดับหนึ่งของขอนแก่น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s3ty8f3ltzn4


คลิปยิงจรวดในเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2l92o684k3mfv


คลิปทหารกัมพูชาโชว์ใช้ฟันลากรถขู่ทหารไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vc90vhyfw41y


คลิปทหารกัมพูชาขนอาวุธประชิดชายแดนไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ajbtkfuf3ifa


อ.เจษฎ์ เตือนอย่าหลงเชื่อ! โรคงูสวัด กับความเชื่อผิดๆ ย้ำไม่หายด้วยยางกล้วย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2tb2w2jpi9idv


“คนละครึ่งพลัส” เริ่มลงทะเบียน 20 ล้านสิทธิ 20-26 ต.ค.นี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4pa50i8ixawk


จังหวัดขอนแก่นเตรียมทุ่มงบประมาณ 1 พันล้านแก้ปัญหาน้ำท่วม

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/33yc888rv1dou


CAAT ประกาศ ห้ามบินโดรน พื้นที่มั่นคงชายแดน-สนามบิน ถึง 15 ต.ค. 68

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/35mtl80870tbz


มติสภาเห็นชอบ กฎหมายแรงงานใหม่ เสนอให้ลดชั่วโมงทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/34ejix5z1iocn


รมว.คมนาคม เตรียมชง รถไฟฟ้าสายสีแดง/ม่วง 20 บาทตลอดสาย ให้ไปต่อถึงพฤศจิกายนนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1tnvn5ukdg1n3


มีประกาศห้ามเร่ขาย ตั้งแผงลอย ใบกระท่อมและน้ำกระท่อม ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 50,000 บาท

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/180gkvqj3qsus


“พาณิชย์” เตรียมทำ MOU รพ.เอกชน ให้ผู้ป่วยซื้อยานอก รพ.

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3d3fdpo63t2ck


รฟท.เตรียมขยายขบวนท่องเที่ยว ‘MySawasdee’ ถึงสุราษฎร์ธานี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36ocv0f83hn52


สหพันธ์โลก สั่งแบนห้ามไทยจัดเปตองในกีฬาซีเกมส์ 2025…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/205rhzky1zf4u


คลิปน้ำท่วมใหญ่ในรัสเซียปี 2567 ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นอุทกภัยในประเทศไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมใหญ่ใน “ประเทศใกล้กัมพูชา” 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมรัสเซียเมื่อปี 67** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ก.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Daily Sabay” โพสต์คลิปวิดีโอบ้านเรือนหลายหลังถูกน้ำท่วมสูงเกือบถึงหลังคา พร้อมข้อความเป็นภาษาเขมรแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า น้ำท่วมบ้านประชาชนในประเทศที่อยู่ใกล้กับกัมพูชา…”

คลิปนี้มียอดการเข้าชมกว่า 2.6 แสนครั้ง ถูกแชร์เกือบ 800 ครั้ง (ณ วันที่ 3 ต.ค. 2568) และมีผู้เข้ามาตั้งคำถามว่า “ประเทศที่อยู่ใกล้กัมพูชา” นั้นหมายถึงประเทศไทยหรือไม่ บางคนด่วนสรุปว่าเป็นภาพอุทกภัยในไทยพร้อมกับเขียนข้อความซ้ำเติมผู้ประสบภัย  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ค้นหาภาพ พบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2567 โดยเพจเฟซบุ๊ก “Qazax-Ağstafa” ซึ่งระบุว่าเป็นสำนักข่าวออนไลน์ในประเทศอาเซอร์ไบจาน พร้อมข้อความภาษาอาเซอร์ไบจาน ใช้เครื่องมือแปลภาษาได้ว่า “เมืองโอเรนเบิร์กของรัสเซียจมบาดาล” สอดคล้องกับการรายงานของสำนักข่าวบีบีซีเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2567 ว่าเกิดอุทกภัยในเมืองโอเรนเบิร์กของรัสเซีย ระดับน้ำขึ้นสูงจนท่วมบ้านเรือนหลายหลัง ประชาชนมากกว่า 10,000 คนต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น พร้อมกับเผยแพร่ภาพมุมสูงของหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพในคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่ “ประเทศใกล้กัมพูชา”

โคแฟคพบว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกแชร์วนซ้ำมาแล้วหลายครั้ง โดยอ้างว่าเป็นเหตุน้ำท่วมในหลายประเทศ เช่น โปแลนด์ เคนยา เอธิโอเปีย รวมถึงประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2567 เพจเฟซบุ๊ก “Tom – Spirit Travelers” ได้โพสต์คลิปนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Bonjour Thaïlande” อ้างเท็จว่าเป็นอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย

คลิป “ทหารกัมพูชาใช้ฟันลากรถกระบะ” เป็นคลิปเก่าที่เคยเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2563

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชาโชว์ใช้ฟันลากรถขู่ทหารไทย 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน เป็นคลิปเก่าที่เคยเผยแพร่ตั้งแต่ปี 63** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ต.ค. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “เทพมนตรี วิลาสังข์” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพชายสวมชุดทหารแสดงพละกำลังด้วยการใช้ปากคาบเชือกลากรถกระบะที่บรรทุกคนหลายคน ในคลิปมีภาพธงชาติกัมพูชาและฝังข้อความว่า “ทหารเขมรโชว์พลังขู่ทหารไทยอีกแล้ว”

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” โพสต์คลิปเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 68 มีคำบรรยายประกอบว่า “30 ก.ย. – ทหาร BHQ โพสต์คลิปพร้อมระบุ ‘ความสามารถพิเศษของกำลังพล BHQ เขาสามารถใช้ฟันลากรถกระบะหนักเป็นตันๆ อย่างง่ายดาย เขายังพูดว่า แม้แต่รถถังเสียม เขาก็สามารถลากกลับฝั่งเราได้สบายๆ’” ซึ่งมีสื่อโทรทัศน์บางสำนักนำไปรายงานต่อ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วยเครื่องมือ Google Lens พบคลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์ตั้งแต่ช่วงต้นปี 63 เช่น

▪ วันที่ 21 ก.พ. 63 บัญชีเฟซบุ๊ก “Film Share & Media” โพสต์คลิปดังกล่าว พร้อมบรรยายเป็นภาษาเขมร ใช้เครื่องมือ Google Translate แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “แข็งแกร่งจริง ๆ ทหารจากกองพลทหารราบที่ 70 ใช้ฟันลากรถ ยกถังน้ำ และยกกระสอบข้าวสาร ทั้งหมดนี้ทำได้ในท่าเดียว” 

▪ วันที่ 9 มี.ค. 63 ช่องยูทูบ “Weapons Update” โพสต์คลิปเดียวกันพร้อมคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษผสมภาษาเขมร แปลเป็นไทยได้ว่า “ทหารกัมพูชาใช้ปากคาบเชือกลากรถที่บรรทุกคนนับสิบ” 

โคแฟคนำภาพอาคารในคลิปไปค้นหาเพิ่มเติมพบว่าเป็นภาพของหน่วยกองพลน้อยที่ 70 ในกรุงพนมเปญ ซึ่งพนมเปญโพสต์ สื่อภาษาอังกฤษของกัมพูชารายงานว่าเป็นหน่วยทหารที่เคยเป็นต้นสังกัดของกองบัญชาการองครักษ์บุคคลสำคัญรวมทั้งสมเด็จฮุน เซน  

เปรียบเทียบภาพจาก Khmer Times (บน) ที่ประกอบข่าวเมื่อปี 2564 ระบุว่าเป็นที่ตั้งของกองพลน้อยที่ 70 กับภาพจากคลิปที่เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” นำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 ก.ย.68 (ล่าง) เห็นได้ว่าเป็นสถานที่เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม โคแฟคไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับภาพในคลิปได้ว่าเป็นเหตุการณ์ใด เกิดขึ้นเมื่อใด และทหารกัมพูชาที่ทำการแสดงดังกล่าวใช่หน่วย Bodyguard Headquarters (BHQ) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “กองกำลังพิทักษ์ฮุน เซน” จริงหรือไม่ แต่ยืนยันได้ว่าเป็นภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ต้นปี 63 และไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในขณะนี้

ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)