เที่ยวต่างประเทศช่วงนี้ ต้องเตรียมอะไรบ้าง Cofact Special Report #9

Cofact Special Report #9

Fact-Check เที่ยวต่างประเทศช่วงนี้ ต้องเตรียมอะไรบ้าง

English Summary

Holiday season is here, and some Thais are eager to travel abroad again. With the current COVID-19 situation and many countries put their border restriction back, we look at the latest travel and health measures in Singapore, UAE, the US, and the UK. These countries are among dozens of countries that allow Thais who live in Thailand within the past 14 days to travel without quarantine. However, getting all the travel documents ready, including all the COVID tests are not as simple as it once was before COVID. 

ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกที่ประชาชนฉีดวัคซีนได้เป็นจำนวนมากเริ่มปรับมาตรการให้ประชาชนใช้ชีวิตกับโควิด-19 ให้ได้ และเริ่มเปิดประเทศรับนักเดินทางต่างชาติอีกครั้ง อย่างไรก็ตามแทบทุกประเทศยังคงใช้มาตรการควบคุมการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะการตรวจหาเชื้อนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศ บางประเทศยังคงใช้มาตรการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ถึงแม้ไทยเราจะเปิดประเทศและอนุญาตให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้แล้ว แต่การจะเดินทางต่างประเทศแต่ละครั้งจะต้องเตรียมเอกสารการเดินทางมากกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้การเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้สะดวกสบายเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเดินทางไม่ได้ หากเราต้องการเดินทางท่องเที่ยวช่วงนี้ เราต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง

1. สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่คนไทยนิยมไปเที่ยว เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่สูง สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ในระยะเวลาสั้นๆ ล่าสุดรัฐบาลสิงคโปร์ประกาศให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศ VTL หรือ Vaccinated Travel Lane นั่นคือชาวไทยและชาวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดส และอาศัยอยู่ในไทยไม่ต่ำกว่า 14 วันสามารถเดินทางไปสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งผู้ที่จะเดินทางไปสิงคโปร์จะต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้:

  • ใบรับรองการฉีดวัคซีนครบตามจำนวนโดสของบริษัทผู้ผลิตยา และต้องเป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (วัคซีนที่ใช้ในไทยทุกตัวได้รับการรองรับจากองค์การอนามัยโลก) หากเป็นการฉีดสูตรไขว้ วัคซีนที่ใช้ฉีดทุกตัวจะต้องได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกเช่นกัน
  • ลงทะเบียนผ่านระบบ Vaccinated Travel Lane ที่เว็บไซต์: https://safetravel.ica.gov.sg/vtl/requirements-and-process#Application 
  • ผู้โดยสารจะต้องเดินทางด้วยเที่ยวบินที่สามารถรับส่งผู้โดยสาร VTL เท่านั้น โดยสังเกตจากตัวอักษร VTL หรือ Vaccinated Travel Lane ขณะทำการจอง หรือสอบถามจากสายการบิน
  • มีเอกสารยืนยันผลตรวจโควิด-19 เป็นลบ ด้วยวิธี RT-PCR จากสถานพยาบาลชั้นนำเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เกิน 48 ชั่วโมงก่อนเดินทาง
  • มีประกันการเดินทางครอบคลุมการรักษาโควิด-19 วงเงินไม่ต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
  • มีใบจองโรงแรมสำหรับพักรอผลตรวจ RT-PCR เมื่อเดินทางถึงสิงคโปร์ อย่างน้อย 1 คืน โดยโรงแรมที่เข้าพักจะต้องผ่านมาตรฐาน SHA ดูรายชื่อโรงแรมได้ที่: https://sha.org.sg/hotel-accommodation 

เมื่อผู้โดยสารเดินทางถึงสิงคโปร์แล้ว จะต้องปฏิบัติตัวดังนี้:

  • เข้ารับการตรวจ RT-PCR ที่สนามบินชางงี สิงคโปร์ ผู้โดยสารสามารถเข้ารับการตรวจแบบ Walk-In หรือจองคิวก่อนเพื่อความสะดวกได้ที่เว็บไซต์: https://safetravel.changiairport.com/ ค่าบริการ 125 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน
  • เมื่อตรวจ RT-PCR เสร็จ จะต้องเดินทางไปยังโรงแรมทันทีด้วยรถแท็กซี่ หรือ Grab ห้ามโดยสารรถโดยสารสาธารณะ และไม่แวะระหว่างทาง
  • เมื่อถึงโรงแรมแล้วจะต้องเข้าพักในห้องพัก และอยู่ในห้องจนกว่าจะได้รับผลตรวจ RT-PCR เป็นลบทาง SMS หรืออีเมล จึงจะสามารถออกจากห้องพัก และเที่ยวตามปกติได้
  • ประกาศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา กำหนดให้ผู้ที่เดินทางเข้ามายังสิงคโปร์ทุกคนจะต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ ATK (หรือ RT-PCR) วันที่ 3 และ 7 หลังจากที่เดินทางมาถึง สามารถตรวจด้วยตนเองที่บ้าน และส่งผลการตรวจผ่านแอปพลิเคชั่น Trace Together หากอยู่ไม่ถึง 7 วัน สามารถส่งผลการตรวจ ATK เฉพาะวันที่ 3 และ/หรือก่อนเดินทางกลับไม่เกิน 72 ชั่วโมง

2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

ยูเออีเปิดให้ชาวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสเดินทางเข้าประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเข้าชมงานนิทรรศการระดับโลก Dubai Expo 2020 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2021 ไปจนถึง 31 มีนาคม 2022 ผู้โดยสารชาวไทยสามารถเดินทางเข้ายูเออีด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว (e-Visa) แบบสมัครทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของสายการบินเอมิเรตส์ และเอธิฮัต เมื่อจองตั๋วเครื่องบินและได้รับวีซ่าเรียบร้อยแล้ว จะต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ผลการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยเอกสารแสดงผลการตรวจจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ ออกโดยสถานพยาบาลชั้นนำ
  • นำผลการตรวจ RT-PCR ไปแสดงที่เคาท์เตอร์สายการบินเพื่อเช็คอิน

เมื่อผู้โดยสารเดินทางถึงสนามบินดูไบ หรืออาบูดาบี สามารถเดินทางออกจากสนามบินไปยังที่พัก หรือเดินทางท่องเที่ยวในรัฐต่างๆ ของยูเออีได้ทันที อย่างไรก็ตามผู้ที่จะเข้าชมงาน Dubai Expo 2020 จะต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดส (วัคซีนชนิดใดก็ได้) แสดงให้กับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าชมงาน นักท่องเที่ยวไทยสามารถใช้ Vaccine Passport (เล่มสีเหลือง) หรือแอปพลิเคชั่นหมอพร้อมแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ได้

3. สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาเปิดให้นักท่องเที่ยวไทย รวมทั้งผู้ที่ถือวีซ่านักเรียน นักศึกษา วีซ่าทำงาน และผู้ที่มีบัตรพำนักถาวร (กรีนการ์ด) เข้าประเทศได้ โดยผู้ที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ จะต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • เอกสารแสดงผลการฉีดวัคซีนที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แบบครบโดสตามที่บริษัทผู้ผลิตยากำหนด จะเป็นรูปแบบดิจิทัล (หมอพร้อม) หรือ Vaccine Passport (เล่มสีเหลือง) ก็ได้
  • ผลการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางไม่เกิน 24 ชั่วโมงเป็นภาษาอังกฤษ ออกโดยสถานพยาบาลชั้นนำ สำหรับผู้ที่มีเหตุผลด้านสุขภาพ หรือไม่สามารถตรวจ RT-PCR ได้ ให้แจ้งเหตุผลความจำเป็นต่อสถานทูตสหรัฐฯ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่: https://th.usembassy.gov/th/waiver-process-for-cdc-order-on-pre-flight-testing-th/ 

เมื่อเดินทางถึงสหรัฐฯ ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องกักตัว แต่ให้สังเกตอาการตัวเองและเข้ารับการตรวจหาเชื้อหากมีอาการป่วย ทั้งนี้บางรัฐ และบางเมืองของสหรัฐฯ จะมีแอปพลิเคชั่นสำหรับติดตามตัว และแสดงผลการฉีดวัคซีนโดยเฉพาะ ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการของเมืองปลายทาง และดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นเหล่านั้นให้พร้อมก่อนเดินทาง 

4. สหราชอาณาจักร (อังกฤษ, เวลส์, สกอตแลนด์, ไอร์แลนด์เหนือ)

สหราชอาณาจักรอนุญาตให้คนไทย ทั้งนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา และผู้พำนักถาวรที่ฉีดวัคซีนครบโดสเดินทางเข้าได้โดยไม่ต้องกักตัว เอกสารที่จะต้องเตรียมได้แก่:

  • หลักฐานการฉีดวัคซีนครบโดสมาไม่ต่ำกว่า 14 วัน โดยจะต้องเป็นวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรรับรอง ได้แก่:
    • ไฟเซอร์ 2 เข็ม
    • โมเดอร์นา 2 เข็ม
    • แอสตราเซเนกา 2 เข็ม
    • ซิโนแวก หรือ ซิโนฟาร์ม 2 เข็ม
    • จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน 1 เข็ม
    • สูตรไขว้ ระหว่างแอสตราเซเนกา กับ ไฟเซอร์ หรือ โมเดอร์นา
    • สูตรไขว้ ระหว่างซิโนแวก หรือ ซิโนฟาร์ม กับ แอสตราเซเนกา ไฟเซอร์ หรือ โมเดอร์นา
  • กรอกข้อมูลการฉีดวัคซีนก่อนเดินทางที่เว็บไซต์: https://www.gov.uk/provide-journey-contact-details-before-travel-uk
  • หลักฐานการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางไม่เกิน 48 ชั่วโมง https://www.bbc.com/news/business-59517823 และหลักฐานการจองตรวจ RT-PCR อีกครั้งภายใน 2 วันหลังจากเดินทางถึง https://www.gov.uk/find-travel-test-provider

เมื่อเดินทางถึงสหราชอาณาจักร ผู้โดยสารจะต้องปฏิบัติตัวดังนี้:

  • เข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR ภายใน 2 วัน โดยเดินทางไปตรวจยังสถานพยาบาลที่ทำการจองไว้ จากนั้นให้กักตัวในที่พัก (บ้าน หรือ โรงแรม) จนกว่าจะทราบผล
  • หากผลการตรวจเป็นลบ สามารถออกมาท่องเที่ยวตามปกติได้
  • หากผลตรวจเป็นบวก ให้กักตัวดูอาการในที่พักเป็นเวลา 10 วัน หากอาการไม่ดีขึ้น ให้โทรศัพท์แจ้งสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) เพื่อเข้ารับการรักษาตัวต่อไป

เตรียมความพร้อมก่อนเดินทางกลับ

สิงคโปร์ ยูเออี สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ล้วนเป็นประเทศที่รัฐบาลไทยจัดอยู่ในกลุ่มสีเขียว ซึ่งชาวไทยและต่างชาติที่มาจากสี่ประเทศดังกล่าว และอีกกว่าหกสิบประเทศสามารถเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว ดูรายชื่อประเทศทั้งหมดได้ที่: https://www.mfa.go.th/th/content/updatelist301064-2?page=5f2105b4a014f20ab74ef9c3&menu=5f59b22cc565c81d9874ee62 

อย่างไรก็ตาม คนไทยที่เดินทางกลับมาจากประเทศเหล่านี้จะต้องเตรียมเอกสาร และปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ดังนี้:

  • ลงทะเบียนเข้าระบบ Thailand Pass และได้รับการอนุมัติให้เข้าประเทศ ลงทะเบียนที่: https://tp.consular.go.th/ 
  • ใบรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโดส สำหรับคนไทยสามารถใช้แอปพลิเคชั่นหมอพร้อม หรือใบรับรองแบบกระดาษที่ออกให้โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ (ไม่ต้องใช้ Vaccine Passport เล่มเหลือง)
  • มีผลตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR จากสถานพยาบาลชั้นนำไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง
  • เอกสารการจองห้องพักโรงแรม SHA+ พร้อมค่าตรวจ RT-PCR หลังเดินทางกลับ ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการจะมีแพคเกจ Test & Go สำหรับผู้ที่เดินทางมาไทย สามารถสอบถามรายละเอียดและจองได้จากโรงแรมโดยตรง

เตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อม และแสดงต่อเจ้าหน้าที่สายการบินเพื่อทำการเช็คอิน จากนั้นเมื่อถึงไทยจะต้องแสดงเอกสารเหล่านี้อีกครั้งให้กับเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคที่สนามบินในไทย เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว จะต้องนั่งรถที่โรงแรมจัดเตรียมมาให้ไปยังที่พักและเข้ารับการตรวจ RT-PCR ที่สถานพยาบาลเครือข่ายที่ได้จองไว้ จากนั้นจะต้องอยู่ในห้องพักจนกว่าจะได้รับผลการตรวจเชื้อเป็นลบ จึงจะสามารถออกจากห้องพัก และเดินทางต่อ หรือกลับบ้านได้ โดยปกติจะทราบผลการตรวจไม่เกินหนึ่งวัน

อย่างไรก็ตามมาตรการต่างๆ ทั้งฝั่งไทยและต่างประเทศอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศ ดังนั้นก่อนจะเดินทางเราจะต้องตรวจสอบมาตรการล่าสุดของประเทศปลายทางอีกครั้ง

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม

https://th.usembassy.gov/health-alert-u-s-embassy-bangkok-thailand-3/

เกี่ยวกับผู้เขียน

ธนภณ เรามานะชัย (ไมค์) Fact-checker และ คอลัมนิสต์ประจำ Cofact Thailand 

ปัจจุบันทำหน้าที่วิทยากรด้านการตรวจสอบข้อมูลข่าวและเครื่องมือดิจิทัลด้านข่าวให้กับ Google News Initiative ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ประกาศข่าวเทคโนโลยีให้กับสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (Voice TV) และอดีตกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT)  https://www.damikemedia.com

7 ธค. 10โมง รับชมงานแถลงข่าวเปิดตัวเครือข่ายตรวจสอบความจริงระดับภาค ทางเพจ FB Cofact, UbonConnect, พะเยาทีวี

 

แถลงข่าว : เปิดตัวเครือข่ายตรวจสอบความจริงระดับภาค

วันที่ 7 ธันวาคม 2564 เวลา 10.00 – 12.00 น. 

การแถลงข่าวผ่านระบบ zoom 

___________________________________

10.00 – 10.30 น.     กล่าวเปิดการแถลงข่าว

  • คุณญาณี รัชต์บริรักษ์     รักษาการผอ.สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทาง

ปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

10.30 – 11.30 น.        ทิศทางตรวจสอบความจริง 7 เครือข่าย

  • คุณสุชัย  เจริญมุขยนันท์        ผู้ก่อตั้ง Ubon Connect จังหวัดอุบลราชธานี
  • คุณจักรกฤชณ์ แววคล้ายหงส์    นายกสมาคมสื่อสารมวลชน จังหวัดตราด
  • คุณเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว        ผู้ประสานงานเครือข่ายอันดามันโคแฟค

เครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่น  จังหวัดภูเก็ต

  • คุณชัยวัฒน์  จันธิมา        พะเยาทีวี  ทีวีชุมชน  จังหวัดพะเยา
  • ผศ.ดร. ณภัทร  เรืองนภากุล        คณะสารสนเทศและการสื่อสาร 

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

  • รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์    อาจารย์ประจำหลักสูตรนิเทศศาสตร์บัณฑิต 

มหาวิทยาลัยบูรพา  จังหวัดชลบุรี

  • อาจารย์ชโลม  เกตุจินดา        กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครอง

ผู้บริโภคภาคใต้   จังหวัดสงขลา

            สะท้อนมุมคิดจาก Fact Checker  มืออาชีพ 

  • คุณพีรพล  อนุตรโสตถิ์     ผู้จัดการ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ. อสมท

ความร่วมมือจาก Global สู่ Local 

  •   คุณธนภณ  เรามานะชัย   Trainer, Google News Initiative (GNI)

    ดำเนินการอภิปราย  โดย    

ผศ.ดร.เอื้อจิต  วิโรจน์ไตรรัตน์     ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย)

11.30 -11.45 น.          สรุปปิดการแถลงข่าว โดย

            คุณสุภิญญา  กลางณรงค์   ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค  

11.45 – 12.30 น.    อบรมเชิงปฏิบัติการการเพิ่มข้อมูลในระบบโคแฟค  

            โดย กองบรรณาธิการโคแฟค

_________________________

ถ่ายทอดสดทางเพจ Cofact . Ubon Connect , พะเยาทีวี  

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2564

จริงหรือไม่…? Vernon Coleman อ้างว่า วัคซีนโรคโควิด-19 นั้น กำลังถูกนำมาใช้เพื่อกำจัดมวลมนุษย์

ไม่จริง

เพราะ…เป็นวิดีโอที่สร้างโดยผู้ที่มีประวัติโจมตีวัคซีน และไม่ได้มีหลักฐานว่าวัคซีนโควิด-19 ได้ทำให้คนที่ฉีดล้มตายจำนวนมาก

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/31r3ds09i8epl#_=_


จริงหรือไม่…? วัคซีนหลายชนิดมีเกลืออลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบทำให้สมองเสื่อม

ไม่จริง

เพราะ…ชัวร์ก่อนแชร์ ตรวจสอบพบว่า วัคซีนโควิด-19 ที่ใช้งานกันอยู่ไม่มีส่วนผสมใดๆ ที่จะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กได้

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/2y71oyp04j03a


จริงหรือไม่…? วิกฤติ “ขาดแคลนเลือด” เพราะเลือดผู้บริจาคที่ฉีดวัคซีนดำ

ไม่จริง

เพราะ…ตรวจสอบพบว่า ภาพเลือดสีแดงสด และ เลือดสีเข้ม ไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ดังที่แชร์กัน

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/3cfdfvmhc1kwd


จริงหรือไม่…? สารกันบูดที่อยู่บนผิวปลาทูนึ่ง หากสัมผัสโดนทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง

ไม่จริง

เพราะ…ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลวิชาการที่บ่งชี้ว่าการสัมผัสสารกันบูดส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/279vd4sad9r07


จริงหรือไม่…? ให้ผู้ที่เดินทางมาจาก 8 ประเทศทางใต้ของทวีปแอฟริกา มารายงานตัวกับ ศบค. ด่วน

จริง

เพราะ…คนไทยและคนต่างชาติ ทั้ง 252 คน ที่มาจากกลุ่มเสี่ยงสูง 8 ประเทศ ในทวีปแอฟริกาใต้  ขอให้มารายงานตัว เพื่อให้รับการตรวจ RT-PCR กับทางโรงพยาบาลของรัฐฟรี

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/nz9myekh8zy6


จริงหรือไม่…? กระทรวงต่างประเทศ ระงับการลงทะเบียน Thailand Pass ผู้เดินทางจาก 8 ประเทศแอฟริกา ชั่วคราว

จริง

เพราะ…พร้อมมาตรการดูแลผู้เดินทางเข้า-ออกไทยกับอีก 8 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เบรกบุคคลเดินทางเข้าไทย ยกเว้นคนไทยบินเข้ามาได้ทุกวันพุธ

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/2cxtsdox4zadu


จริงหรือไม่…? 13 หน้ากากอนามัยที่ผ่านเกณฑ์

จริง

เพราะ…สภาองค์กรของผู้บริโภค แนะ หน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ ต้องมีเลขทะเบียนของ อย.

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/8vmg8i7ple93


จริงหรือไม่…? ทวิตเตอร์ ปรับนโยบายใหม่ ห้ามลงรูปเปิดเผยตัวตนหากเจ้าตัวไม่ยินยอม

จริง

เพราะ…เพื่อป้องกันการทำร้ายจิตใจและความรู้สึกของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม เว้นในกรณีของบุคคลสาธารณะ ถ้าหากภาพ วิดีโอคลิปหรือโพสต์ดังนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/9bamdmukmfxz


จริงหรือไม่…? หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ทำลายกระดูก

ข่าวจริงบางส่วน

เพราะ…ไม่มีอาหารที่ทำลายกระดูกโดยตรง แต่กระดูกมีการสลายตัวทุกวัน แต่ทำให้สลายช้าลงได้ ด้วยโปรตีน แร่ธาตุ

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/3gxirvs4rygs8

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในยุโรปและสหรัฐฯ ล่าสุด จะกระทบไทยหรือไม่? Cofact Special Report #8

Cofact Special Report 8

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในยุโรปและสหรัฐฯ ล่าสุด จะกระทบไทยหรือไม่?

English Summary

Many countries in Europe and the US have been facing the newest surge of COVID-19. Some countries such as Germany and Austria face the highest daily new cases ever. Most of the new cases come from the unvaccinated population and those who had their last COVID vaccine shot more than 6 months ago. This prompts many countries to put more restrictions back, including partial lockdown and mask mandate. The new COVID surge worries many countries that have loosened restrictions, and now they are watching Europe closely on how they handle the situation. In this article, we also answer some of the questions on misinformation about the latest COVID surge in Europe and why the vaccine booster shot may be the solution to solve this crisis.

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งสหรัฐฯ ประสบกับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีกระลอก บางประเทศมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ถึงแม้ประชาชนจะฉีดวัคซีนเยอะแล้วก็ตาม ทั่วโลกต่างเฝ้าจับตาสถานการณ์ล่าสุดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลงตามระยะเวลาที่ฉีดว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้หรือไม่

คำถาม: สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ล่าสุดในประเทศแถบตะวันตกเกิดจากอะไร?

คำตอบ: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดในยุโรป และสหรัฐฯ ระบุตรงกันว่า สาเหตุการระบาดของโควิด-19 ล่าสุดมาจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่อัตราการฉีดวัคซีนที่เริ่มต่ำลง ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ภูมิคุ้มกันที่เริ่มลดลงในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง และอากาศที่เริ่มหนาวเย็นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้ประชาชนใช้เวลาในอาคารมากขึ้น เมื่อประชาชนจำนวนมากอาศัยในพื้นที่ปิดร่วมกันเป็นเวลานานๆ ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อก็มีมากขึ้นกว่าในช่วงฤดูร้อนที่ประชาชนมักจะใช้ชีวิตกลางแจ้ง หรือในพื้นที่โล่งมากกว่า

คำถาม: ยอดผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรป และสหรัฐฯ มาจากโควิดสายพันธุ์ใหม่หรือไม่?

คำตอบ: ไม่ใช่ ผู้ป่วยโควิด-19 ในยุโรป และสหรัฐฯ ณ ขณะนี้เกือบทั้งหมดเป็นผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า

คำถาม: ประเทศเหล่านี้ล้วนมีอัตราการฉีดวัคซีนสูง แล้วทำไมยอดผู้ติดเชื้อล่าสุดจึงสูงเช่นนี้?

คำตอบ: ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดในยุโรป และสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาที่ไปในแนวทางตรงกันว่า วัคซีนโควิด-19 ที่ประชาชนในประเทศเหล่านี้ฉีดไปตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีในตอนนี้ผ่านมากว่า 6 เดือนแล้ว ประสิทธิภาพของวัคซีนจะเริ่มลดลง ทำให้ภูมิคุ้มกันของพวกเขาลดลงตามมา ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อล่าสุดจำนวนหนึ่งเป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มมานานกว่า 6 เดือน แต่ก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยกว่าผู้ป่วยที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเลยแม้แต่เข็มเดียว

คำถาม: ดังนั้นการฉีดวัคซีน 2 เข็มก็ไม่ได้ช่วยให้เราไม่ติดหรือไม่ป่วยจากโควิด-19?

คำตอบ: ไม่จริง การฉีดวัคซีนครบเข็ม หรือครบตามจำนวนที่ผู้ผลิตยากำหนด ยังคงช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และอาการป่วยหนักจากโควิด-19 อยู่ แต่ภูมิคุ้มกันของผู้ที่ฉีดวัคซีนครบสองเข็มจะเริ่มลดลงหลังจากฉีดไปได้ 6 เดือน ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ฉีดเข็มที่สามเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 

สำหรับประเทศไทยเอง ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งจะได้รับการฉีดเข็มที่สอง และเข็มที่สามสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตาย หากเราเทียบกับผลการศึกษาในสหรัฐฯ และยุโรป ก็พอจะสรุปได้ว่าการระบาดระลอกใหม่ในไทยอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศยังมีภูมิคุ้มกันในระดับสูง

คำถาม: ในยุโรป และสหรัฐฯ มีการฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยวัคซีนชนิดใดบ้าง?

คำตอบ: เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA อนุญาตให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยไฟเซอร์ และโมเดอร์นาเป็นเข็มกระตุ้น หรือเข็มที่สามให้กับประชากรผู้ใหญ่ทุกคนในประเทศ ขณะที่ในสหภาพยุโรปก็อนุญาตให้มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ทั้งไฟเซอร์ โมเดอร์นา และแอสตราเซเนกา

คำถาม: ในยุโรป และสหรัฐฯ มีมาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่อย่างไร? 

คำตอบ: เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ออสเตรียเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ออกมาตรการล็อกดาวน์ห้ามประชาชนออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น ทั้งผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วและผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เนื่องจากออสเตรียเป็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่มียอดผู้ติดเชื้อต่อวันเพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ออสเตรียเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มียอดการฉีดวัคซีนน้อยที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงมองว่าการล็อกดาวน์ 10 วันเพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อถือเป็นวิธีการแก้ปัญหาระยะสั้นที่ดีที่สุด หลังจากครบกำหนดแล้วรัฐบาลจะอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วเท่านั้นที่จะออกมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนจะไม่อนุญาตให้เข้าใช้บริการร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และบริการสาธารณะต่างๆ 

ขณะที่เยอรมนี และอิตาลี และประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ยังไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ แต่จะบังคับใช้เฉพาะกับผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือผู้ที่ไม่มีผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบ โดยประชาชนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าใช้บริการร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ บาร์ และสถานออกกำลังกายในร่ม มาตรการลักษณะนี้ยังใช้ในเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ บางเมือง เช่นนครนิวยอร์ก และซานฟรานซิสโก

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า หลังจากสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรปเริ่มอนุญาตให้มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชาชนผู้ใหญ่ทั้งหมดแล้ว ก็น่าจะช่วยให้ยอดผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงในอีกไม่นาน

คำถาม: การแพร่ระบาดระลอกใหม่ในยุโรป และสหรัฐฯ จะส่งผลต่อการเปิดประเทศของไทยอย่างไร? 

คำตอบ: ปัจจุบันประเทศไทยยังคงอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐฯ เดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว แต่พวกเขาต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบสองเข็ม หรือครบตามจำนวนโดสที่บริษัทผู้ผลิตยากำหนด นอกจากนี้พวกเขาจะต้องมีผลตรวจโควิดด้วยวิธี RT-PCR ก่อนเดินทางไม่เกิน 72 ชั่วโมงจึงจะสามารถเดินทางมาไทยได้ เมื่อเดินทางมาถึง นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องได้รับการตรวจโควิดด้วยวิธี RT-PCR ซ้ำอีกครั้ง เท่ากับว่าภายในระยะเวลา 3-4 วัน พวกเขาจะต้องโดนตรวจหาเชื้อถึง 2 ครั้ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าเป็นวิธีที่เข้มงวด และปลอดภัย 

อย่างไรก็ตาม จากมาตรการล็อกดาวน์ และสถานการณ์การแพร่ระบาดในยุโรป ก็อาจเป็นไปได้ที่ประชาชนบางส่วนอาจจะเลื่อนแผนการเดินทางออกไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศของตนจะดีขึ้น 

ที่มา:

https://apnews.com/article/coronavirus-pandemic-lifestyle-health-europe-restaurants-9627ef468fa8484796d33e8dc656e989

https://www.reuters.com/markets/stocks/austria-enters-fourth-lockdown-covid-cases-soar-anew-europe-2021-11-22/

https://www.theguardian.com/world/2021/nov/21/icu-is-full-of-the-unvaccinated-my-patience-with-them-is-wearing-thin

https://apnews.com/article/europe-coronavirus-vaccinated-vs-unvaccinated-eca483dc933075818334c74de26fb9c0

https://www.cnbc.com/2021/11/19/austria-announces-national-lockdown-as-covid-cases-surge.html

เกี่ยวกับผู้เขียน

ธนภณ เรามานะชัย (ไมค์) Fact-checker และ คอลัมนิสต์ประจำ Cofact Thailand 

ปัจจุบันทำหน้าที่วิทยากรด้านการตรวจสอบข้อมูลข่าวและเครื่องมือดิจิทัลด้านข่าวให้กับ Google News Initiative ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ประกาศข่าวเทคโนโลยีให้กับสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (Voice TV) และอดีตกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT)  https://www.damikemedia.com

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2564


จริงหรือไม่…? หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ แล้ว เกิดการตั้งครรภ์

ไม่จริง

เพราะ…ไม่มีหลักฐานการทางแพทย์ว่าเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การฉีดวัคซีน” จะไปส่งผลต่อ “ยาคุม” ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ ทั้งๆ ที่มีการคุมกำเนิดด้วย

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/sdcq2g8w5qaq


จริงหรือไม่…? วัคซีนไฟเซอร์  แท้จริงคืออาวุธทางชีวภาพ

ไม่จริง

เพราะ…ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการ หรือทฤษฎีใด ๆ ที่สามารถนำมายืนยันเรื่องดังกล่าวได้

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/296pli71bx268#_=_


จริงหรือไม่…? โรคงูสวัด หากขึ้นวนรอบตัวจะทำให้เสียชีวิต

ไม่จริง

เพราะ…โรคงูสวัดจะเกิดตามแนวยาวของเส้นประสาทเพียงซีกเดียวของร่างกาย ไม่ถือเป็นโรคร้ายแรง ยกเว้นในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอหรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำมาก ๆ อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนเป็นสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/2szlarr3vnodk


จริงหรือไม่…? น้ำมะนาวร้อนรักษาโรคมะเร็ง

ไม่จริง

เพราะ…ดื่มน้ำอุ่นแช่มะนาวฝานไม่ได้มีคุณสมบัติในการที่จะไปยังยั้งหรือฆ่าเซลล์มะเร็งแต่อย่างใด

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/30e04dra066x7


จริงหรือไม่…? ต้นไมยราบ ดื่มแทนน้ำ ช่วยรักษาโรคมะเร็งเต้านม

ไม่จริง

เพราะ…ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าการดื่มน้ำต้มไมยราบสามารถรักษาโรคมะเร็งเต้านมในมนุษย์ได้

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/31sdi14evl1gt


จริงหรือไม่…? เฟซบุ๊ก บอกให้ ผู้ใช้ คัดลอก ข้อความ เพื่อส่งต่อในกรณีไม่ให้ Facebook /Meta นำข้อมูลและรูปภาพทั้งหมดไปใช้

ไม่จริง

เพราะ…Facebook ยืนยัน ให้ความสำคัญการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ผู้ใช้งานทุกคนสามารถตรวจสอบและตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ตลอดเวลา 

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/3mz5gea386hkm


จริงหรือไม่…? กระทรวงพาณิชย์ส่ง SMS เชิญชวนประชาชนทำงานเสริมที่บ้าน และให้เพิ่มเพื่อนในไลน์เพื่อสมัคร

ไม่จริง

เพราะ…เป็นการแอบอ้างนำชื่อของกระทรวงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวถึงประชาชน อีกทั้งไลน์ ID : 669844 ไม่ใช่ไลน์ทางการของกระทรวงพาณิชย์

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/2euzxcsjnaddx#_=_


จริงหรือไม่…? EU เตรียมออกกฎใหม่ หากรับวัคซีนครบ 9 เดือนต้องฉีดกระตุ้นก่อนเดินทาง

จริง

เพราะ…สหภาพยุโรปกำลังพยายามเสนอออกกฎใหม่ เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการในรูปแบบเดียวกัน

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/3k5nq1dg4v6p0


จริงหรือไม่…? ศิริราช เตือน ธ.ค. เสี่ยงโควิดระลอกใหม่ หลัง “ยุโรป” กลับมาระบาดซ้ำ

ข่าวจริงบางส่วน

เพราะ…ศิริราชออกมาเตือนจริง ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนว่า เป็นช่วงเวลาความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ อย่างไรก็ตามต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/2kie8qiq2mdqv


จริงหรือไม่…? วัคซีนคุ้มกันการติดเชื้อในกระแสโลหิตสำหรับวัย 65 ปีขึ้นไป เข็มเดียวป้องกันตลอดชีวิต

ข่าวจริงบางส่วน

เพราะ… ชัวร์ก่อนแชร์ ตรวจสอบพบว่า การติดเชื้อในกระแสเลือด ไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อรุนแรง และวัคซีน Pneunococci vaccine เป็นวัคซีนป้องกันติดเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนีย หรือ นิวโมคอคคัส ไม่สามารถป้องกันจากเชื้ออื่นได้

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/2znzm0t80ukjs


จริงหรือไม่…? กินโกโก้เย็นกับไอติมช็อกโกแลต ช่วยลดอาการทอนซิลอักเสบ

ข่าวจริงบางส่วน

เพราะ…แต่ต้องเป็นไอติม หรือโกโก้ที่เป็น “ดาร์ก ช็อกโกแลต” เพราะในช็อกโกแลตมีสารที่ชื่อ “ฟลาโวนอยด์” ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/1n2lf8zs48ee6


วงเสวนาชี้เทคโนโลยีล้ำหน้าคนยิ่งต้องรู้เท่าทันข้อมูลจริง-ลวง

24 พ.ย. 2564 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ  จัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัลส่งท้ายปลายปี 2564 ครั้งที่ 19 “จากข้อมูลลวงสู่โลกเสมือน : แนวทางการหาความจริงร่วม” ณ รร.โนโวเทล สยาม กรุงเทพฯ โดยการสนับสนุนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิฟรีดริชเนามัน ประเทศไทย  Centre for Humanitarian Dialogue (HD)  โคแฟค (ประเทศไทย) และสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น  

ภายในงานมีพิธีการมอบรางวัลให้กับ 5 ทีมที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดมสมองเชิงลึก “FACTkathon: Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จ แสวงหาความจริงร่วม” โดย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “บอท” จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “TU Validator” จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “New Gen Next FACTkathon” มหาวิทยาลัยพายัพ รางวัลชมเชย มี 2 รางวัล ได้แก่ ทีม “ออนซอน Online” จากมหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด และทีม “Friends for Facts” จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้

นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเปิดงานครั้งนี้ ว่า ทั้ง 5 ทีมได้เข้าร่วมระดมสมองเพื่อสืบค้นข้อมูล หาแนวคิดและพัฒนานวัตกรรมการตรวจสอบข่าวและข้อมูลสุขภาพต่างๆ ตั้งแต่ช่วงวันที่ 8-10 ต.ค. ที่ผ่านมา  โดยเป็นการแข่งขันโดยทางออนไลน์ โดยความประทับใจ คือเห็นการทำงานข้ามมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่ข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาวิชา  นำมาบูรณาการได้อย่างลงตัว   จากการเข้าร่วมติดตามการแข่งขันพบว่าทั้ง 5 ทีมล้วนมีความเป็นเลิศ และมั่นใจว่าทั้ง 5 ทีม จะต่อยอดและพัฒนาแนวคิดที่ระดมสมองออกมาให้เป็นจริงในทางปฏิบัติได้ 

นายเฟรเดอริค สปอร์ (Mr.Frederic Spohr) หัวหน้าสำนักงานประจำประเทศไทยและเมียนมา มูลนิธิฟรีดริชเนามัน กล่าวว่า ความจริงร่วมเกิดจากการที่แต่ละคนมีมุมมองความคิดที่แตกต่างกัน  แล้วเราจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้หรือไม่ว่า ที่ทุกคนยอมรับกันได้ในแต่ละเรื่องมีประเด็นอะไรบ้าง เพราะความจริงร่วมนั้นมีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์และสร้างสังคมร่วมกัน

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรมการแข่งขันระดมสมองเชิงลึก “FACTkathon: Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จ แสวงหาความจริงร่วม” เป็นโครงการแรกที่มีการแข่งขัน Hackathon ทางออนไลน์เพื่อค้นหานวัตกรรมการแก้ปัญหาข่าวลวง  เป็นความท้าทายทั้งผู้ร่วมแข่งขัน ผู้จัดการแข่งขันและคณะกรรมการตัดสิน อีกทั้งยังต้องประชุมทางออนไลน์เนื่องด้วยข้อจำกัดในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และกว่าจะประกาศผลรางวัลต่างๆ คณะกรรมการต้องลงมติกันหลายรอบ เนื่องจากผลงานของทั้ง 5 ทีมอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน  และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่เราได้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้   

จากนั้น รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย          เจ้าของเพจ “อ่อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง By เจษฎ์”   และอาจารย์ยังได้รับรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ประจำปี 2564 มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ จากข้อมูลลวงสู่โลกเสมือน : แนวทางการหาความจริงร่วมว่า สังคมไทยเคยชินกับการเชื่อตามๆ กันมา เชื่อตามวัยวุฒิ  คุณวุฒิ  เมื่ออยู่ในโลกที่ความจริงไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น แต่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลต่างๆ ตั้งแต่เพื่อความสนุกสนาน เช่น จดหมายลูกโซ่หรือฟอร์เวิร์ดเมล ไปจนถึงบิดเบือนเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น กรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 ที่มีเพียงกระป๋องเปล่ากับเสาอากาศ แต่กลับเชื่อว่าใช้งานได้จริง  เป็นต้น

การเชื่อตามกันแบบไม่ตั้งคำถามยังเกิดขึ้นแม้กระทั่งในแวดวงการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทั้งที่หัวใจสำคัญของวิทยาศาสตร์คือการพิสูจน์ความเชื่อดั้งเดิมที่ดำรงอยู่มาก่อนหน้าว่าจริงหรือเท็จ อีกทั้งวิทยาศาสตร์พร้อมจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อได้เสมอ เช่น วันนี้เชื่อว่าผีไม่มีจริงเพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามี แต่หากในอนาคตมีผู้พิสูจน์ได้ว่าผีมีจริงวันนั้นวิทยาศาสตร์ก็พร้อมจะเชื่อว่ามีจริง ดังนั้นต้องระบบการศึกษาต้องถูกรื้อ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะแม้จะรู้ว่าเด็กควรเป็นอย่างไรแต่คนเป็นครูบาอาจารย์ก็ถูกสอนมาอีกอย่าง

ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งพบข่าวปลอมจำนวนมากนั้น มีได้ตั้งแต่ทฤษฎีสมคบคิดซึ่งเชื่อมโยงกับความเชื่อดั้งเดิม เช่น ความไม่ไว้ใจรัฐ ประเทศหรือการแพทย์ จนถึงความพยายามส่งต่อข้อมูลเพื่อช่วยเหลือกัน เช่น ช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีข่าวโรคระบาดแล้วยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อ ก็มีการส่งต่อว่าให้ลองกลั้นหายใจ 10 วินาที หากใครทำไม่ได้แสดงว่าติดเชื้อแล้ว ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง เป็นต้น โดยข่าวปลอมนั้นกระจายไปได้พราะตรงกับใจของผู้รับสารที่ต้องการความรวดเร็วแต่ให้ไม่ทัน แต่เมื่อรัฐจะมีมาตรการบางอย่างก็จะไปมองว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด

รศ.ดร.เจษฎา กล่าวต่อไปถึง เมตาเวิร์ส (Metaverse)” พื้นที่ออนไลน์แห่งอนาคตที่สามารถจำลองโลกเสมือนอีกใบหนึ่งแล้วให้ผู้คนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ว่า ในอีกมุมหนึ่งก็มีประเด็นน่าห่วง คือ ในโลกนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นๆ ที่อยู่ด้วยจะเป็นตัวจริงหรือมีการปลอมแปลงหน้าตาเป็นบุคคลอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้คนเราเชื่อสิ่งที่เห็นด้วยตา ต่อมาก็เชื่อสิ่งที่เห็นในภาพ และต่อมาอีกก็เชื่อสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์ 

กระทั่งล่าสุดเมื่อเข้าสู่ยุคของเมตาเวิร์ส คนเข้าไปอยู่ในโลกนั้นไม่ต้องออกจากบ้าน และเราก็จะเชื่อสิ่งที่อยู่ในนั้น คำถามคือเราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าข้อมูลหรือเนื้อหาที่เราเชื่อไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา ขณะเดียวกันระบบการเงินในอนาคตก็จะไม่ใช่เงินที่ประเทศรับรอง เช่น เงินบาท แต่เป็น เงินคริปโต (Cryptocurrency)” ซึ่งก็มีหลายสกุลเงินอีก และเมื่อหันไปมองผู้ให้บริการนั้นก็อยากให้เราเชื่อในสิ่งที่เขาต้องการ ดังนั้นอนาคตเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะถูกควบคุม (Manipulate) มากเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ลำพังสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันโดยเฉพาะ เฟซบุ๊ก (Facebook)” โครงสร้างที่เป็นอยู่ก็ทำให้เราติดอยู่กับภาวะ ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber)” เช่น เมื่อผู้ใช้งานเลือกเป็นเพื่อนกับบุคคลที่มีมุมมองแบบใด หรือเลือกกดดูเนื้อหาแบบใด หลังจากนั้นอัลกอริทึมของเฟซบุ๊กก็จะทำให้ผู้ใช้งานมองเห็นแต่บุคคลหรือเนื้อหาในทำนองเดียวกัน และกรองบุคคลหรือเนื้อหาที่มีมุมมองแตกต่างออกไปจากการรับรู้ ปรากฏการณ์นี้ทำให้แต่ละคนเชื่อในมุมใดมุมหนึ่งอย่างจริงจัง

ปิดท้ายด้วยวงเสวนา “จากข่าวลวงสู่ความฉลาดยุคดิจิทัล : มุมมองจากเยาวรุ่นถึงบูมเมอร์” โดยมีผู้ร่วมเสวนาหลายท่าน อาทิ ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า มีผู้ใช้งานสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ข้อมูลข่าวสารจึงเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่อยากมองว่าเป็นสถานการณ์เลวร้าย โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ โคแฟคไม่ใช่แพลตฟอร์มสำเร็จรูปในการตรวจสอบข่าว   แต่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้สังคมสนใจ สร้างการมีส่วนร่วม และเชื่อมโยงกับภาคีต่างๆ 

โดยนอกจากโคแฟคแล้ว ยังมีอีก 2 กลไกที่ทำงานเรื่องข่าวปลอม คือศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักงานข่าวไทย อสมท. และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ซึ่งทั้ง 3 กลไกแม้จะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายแหมือนกันคือสร้างความรับรู้แก่สังคม ในการสนใจพินิจพิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา และไม่ส่งต่อข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ยังไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่

น.ส.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความฉลาดในยุคดิจิทัล หมายถึงการที่เราจะรู้เท่าทันสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลมากน้อยเพียงใด ซึ่งนอกจากการรู้จักว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นคืออะไรแล้ว ต้องรู้ถึงนัยเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย แต่หากไม่มีการตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็จะไม่สามารถนำไปสู่ความรู้ได้  

นายธนภณ เรามานะชัย Trainer Google News Intiative (GNI) กล่าวว่า ในฐานะที่เคยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวมาก่อน ยืนยัน การรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)” เป็นทักษะที่สำคัญ เพราะเราไม่สามารถพึ่งบริษัทเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียวได้ บริษัทก็ต้องดำเนินการให้มีผลกำไร แม้จะสนใจจริยธรรมแต่ก็คงไม่ใช่เป้าประสงค์สูงสุด ดังนั้นคนเราจำเป็นต้องแยกให้ออกว่าอะไรจริง-ไม่จริง ใช่-ไม่ใช่ 

และการได้ความรู้มานั้นก็ต้องรู้ให้จริงไม่ใช่เพียงรู้เพราะเชื่อตามกันมา  จึงต้องมีกระบวนการศึกษาและการตั้งคำถามตั้งแต่วัยเด็ก  นอกจากเข้าใจการทำงานของแพลตฟอร์ม เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางนำเสนอแล้ว ก็ต้องให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่นำเสนอผ่านแพลตฟอร์มด้วย เพราะผู้พัฒนาแพลตฟอร์มกับผู้ผลิตเนื้อหาเผยแพร่ผ่านแพลคฟอร์มอาจเป็นคนละส่วนกัน

นายพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเมตาเวิร์ส ความพร้อมก็มี 2 ด้าน คือระบบพร้อมหรือไม่ โดยหากวันหนึ่งสามารถทำให้เทคโนโลยีซูเปอร์คอมพิวเตอร์อยู่ในมือคนทั่วไปได้ และคนพร้อมจะเข้าไปหรือเปล่า แต่ประเด็นนี้ยังไม่สามารถบอกได้เพราะปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากพอ ว่าผู้ให้บริการเมตาเวิร์สจะมีกฎหรือข้อกำหนดต่างๆ อย่างไร ถึงกระนั้น ก็มีความพยายามสร้างการรู้เท่าทันมากขึ้น หากสามารถทำได้เร็วพอ ในวันที่เทคโนโลยีมาถึงคนก็อาจจะพร้อมก็ได้

ในวงเสวนายังมีตัวแทนจาก 2 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันระดมสมองเชิงลึก “FACTkathon: Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จ แสวงหาความจริงร่วม” คือ น.ส.สุธิดา บัวคอม จากทีม “บอท” เล่าถึงผลงานของทีมที่คิดค้นให้มีเครื่องมือส่วนขยาย (Extension) ในเว็บเบราเซอร์ ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลขององค์กรต่างๆ ที่ตรวจสอบข่าวปลอม  โดยกล่าวว่าทีมไม่ต้องการสร้างนวัตกรรมใหม่ เพราะมีของที่ทำอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องคิดคือจะทำให้กลไกตรวจสอบข่าวปลอมมาถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายได้อย่างไร

การทำงานของเครื่องมือนี้ เมื่อดาวน์โหลดมาติดตั้ง เมื่อผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตพบข้อความที่สงสัยหรือไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวปลอมหรือไม่ สามารถใช้งานได้เพียง คลุมดำ กดลากทับข้อความนั้นและ คลิกขวา ระบบก็จะเชื่อมไปยังฐานข้อมูลขององค์กรตรวจสอบข่าวปลอม โดยจะต้องมีการทำบันทึกความตกลงร่วม (MOU) กับองค์กรเหล่านั้นด้วย อีกทั้งย้ำว่า ไม่ว่าคนรุ่นไหนก็อาจตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมได้ ผู้สูงวัยอาจตกเป็นเหยื่อในรูปแบบหนึ่ง แต่คนรุ่นใหม่ก็อาจพลาดในอีกรูปแบบเช่นกัน และการรับมือของคนแต่ละรุ่นก็ต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกัน

ด้าน น.ส.ไอริณ ประสานแสง จากทีม “New Gen Next FACTkathon” ที่เลือกใช้ “การ์ตูน” เป็นสื่อในการสร้างความตระหนักถึงการรู้เท่าทันสื่อและไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมโดยสร้างระบบให้ผู้อ่านมีส่วนรวม เพราะเห็นว่าวัยรุ่นนั้นโตมากับการ์ตูนอยู่แล้ว ให้ความเห็นว่า ข่าวปลอมเองก็มีการพัฒนารูปแบบให้ดูแนบเนียนขึ้น หากวันหนึ่งเทคโนโลยีตรวจสอบข่าวปลอมตามไม่ทันจะทำอย่างไร ท้ายที่สุดก็ต้องกลับไปที่คนที่ต้องประมวลผลให้ได้ว่าอะไรคือข่าวจริง-ข่าวปลอม แม้อาจต้องใช้เวลานานในการบ่มเพาะปลูกฝังก็ตาม

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนายังมีความเห็นตรงกันในประเด็นการแสวงหาความจริงร่วม ว่าต้องมีพื้นที่ให้คนแต่ละรุ่น-แต่ละฝ่ายได้พูดคุยกันโดยไม่มีช่องว่างทางอำนาจไม่ว่าแบบใดมากดทับ และแต่ละฝ่ายควรเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งอาจไม่มีถูก-ผิด ขณะเดียวกัน ต้องแยกแยะระหว่างข้อมูล ความรู้และความเห็น อีกทั้งมองว่าการเปลี่ยนแปลงความคิด-ความเชื่อตามข้อเท็จจริงนั้นสามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

สรุปข่าวลวงประจำวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564


จริงหรือไม่…? ฉีดวัคซีนแล้ว มีแม่เหล็กที่แขน

Xไม่จริง

เพราะ… จากการแชร์กันว่าในร่างกายมีเหล็กจนเหรียญติดแขนได้นั้น ไม่เป็นความจริง ที่สามารถติดได้เป็นเพราะเหงื่อ

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/2guo12it4vycm


จริงหรือไม่…? วัคซีน #Pfizer เป็นวัคซีนที่มีสารพิษ หลังจากฉีดเข็มแรกแล้ว

Xไม่จริง

เพราะ…ข้อความดังกล่าวมาจากกลุ่มต่อต้านวัคซีน การฉีดวัคซีนสามารถลดอัตราการป่วยหนัก #วัคซีน ลดการเสียชีวิตได้จริง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1q2xmkfx1kjkm


จริงหรือไม่…? กระโดดแรงสามารถรักษาอาการปัสสาวะลำบากสำหรับผู้สูงอายุ

Xไม่จริง

เพราะ…AFP ตรวจสอบพบว่าคำกล่าวอ้างนี้เป็น “ข่าวปลอม 100%” และ “อันตรายมาก” เนื่องจากอาจจะส่งผลให้ผู้สูงอายุได้รับบาดเจ็บ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/12412k6m3o7ue


จริงหรือไม่…? โปรไบโอติก และสมุนไพรจีน รักษามะเร็งได้

Xไม่จริง

เพราะ…ชัวร์ก่อนแชร์ ตรวจสอบพบว่า ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ที่คิดว่าจะสามารถรักษามะเร็งได้ และสมุนไพรแม้จากธรรมชาติไม่ได้เหมาะกับทุกคนสามารถส่งผลให้กับตับและไตได้

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/3moj7oilr7vxc

24 พย. นี้ เสวนานักคิดดิจิทัล “จากข้อมูลลวงสู่โลกเสมือน : แนวทางการหาความจริงร่วม”

เวทีเสวนานักคิดดิจิทัลส่งท้ายปลายปี 2564 ครั้งที่ 19
จากข้อมูลลวงสู่โลกเสมือน : แนวทางการหาความจริงร่วม

Year-End Digital Thinkers Forum #19
Beyond Misinformation to Metaverse : How to Define Reality


วันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 เวลา 08.30-14.00 น.
ติดตามถ่ายทอดสดออนไลน์ ทางเพจ Cofact Thailand

08.30-09:00 น.
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน

09.00-09.15 น.
กล่าวเปิดงาน โดย
ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
คุณมัทนา ถนอมพันธุ์ หอมลออ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม โดย
คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

09.15 -09.45 น.
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลผู้ชนะการแข่งขันการระดมสมองเชิงลึก หักล้างข้อมูลเท็จ แสวงหาความจริงร่วม Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic
โดย ดร. พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย)
รางวัลที่ 1 ทีมบอท
รางวัลที่ 2 ทีม TU Validator
รางวัลที่ 3 ทีม New Gen Next FACTkathon
รางวัลชมเชย ทีม ออนซอนออนไลน์ และทีม Friends for Facts
รางวัล Popular Vote 2 รางวัล

09.45 -10.30 น.
ปาฐกถาพิเศษ “จากข้อมูลลวงสู่โลกเสมือน : แนวทางการหาความจริงร่วม”
โดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์
อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเพจ “อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง By เจษฎ์”
ผู้ได้รับรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ประจำปี 2564 มหาวิทยาลัยมหิดล
ดำเนินรายการ โดย อ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง
อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Q&A จากผู้แทนทีม
TU Validator
ออนซอนออนไลน์
Friends for Facts

10.30 -12.45 น.
เวทีเสวนานักคิดดิจิทัล
“จากข่าวลวงสู่ความฉลาดยุคดิจิทัล : มุมมองจากเยาวรุ่นถึงบูมเมอร์”
Beyond Fake News to Digital Literacy : Views From the Millennials to Boomers
คุณสุธิดา บัวคอม หัวหน้าทีมบอท
คุณไอรีณ ประสานแสง Next Gen Next FACTkathon
คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ. อสมท
คุณธนภณ เรามานะชัย Trainer, Google News Initiative (GNI)
ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย)
ผศ.ดร. เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษา Cofact (ประเทศไทย)
ดำเนินรายการ : คุณรณพงศ์ คำนวณทิพย์ ผู้ก่อตั้ง Media Oxygen
คุณชุติกาญจน์ สุขมงคลไชย Project Associate Centre for Humanitarian Dialogue (HD)

12.45-13.00 น.
กล่าวสรุปปิดงาน
โดย คุณสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น และผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact (ประเทศไทย)

เปิดตัวแคมเปญ “ท่องโลกดิจิทัลให้ปลอดภัยจากนักหลอกลวงออนไลน์”

Facebook from Meta ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โคแฟคประเทศไทย (Cofact โคแฟค) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA Thailand) และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa Thailand) เปิดตัวแคมเปญ “ท่องโลกดิจิทัลให้ปลอดภัยจากนักหลอกลวงออนไลน์” ที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งจะทำให้ทุกคนได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการหลอกลวงออนไลน์ประเภทต่างๆ กลโกงของพวกเขา และคำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและสามารถท่องโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย

ท่านสามารถเยี่ยมชมไมโครไซต์ Staying Safe Online เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการหลอกลวงประเภทต่างๆ และวิธีท่องโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย ได้ที่ https://wethinkdigital.fb.com/th/th-th/stayingsafeonline/ สำหรับภาษาไทย และ https://wethinkdigital.fb.com/th/en-th/stayingsafeonline/ สำหรับภาษาอังกฤษ

โดยทุกคนสามารถร่วมติดตามเพิ่มเติมได้ตลอดแคมเปญที่นี่ #WeThinkDigitalThailand #WeThinkDigital #โลกดิจิทัลที่ดีเริ่มที่เรา

In partnership with Chulalongkorn University, Cofact Thailand (Cofact โคแฟค), Electronic Transactions Development Agency (ETDA Thailand) and Digital Economy Promotion Agency (depa Thailand), Facebook from Meta has launched an online campaign called “Staying Safe Online from Scammer” to raise awareness about and provide tips against the most common kinds of online scams. This includes helping people understand the different kinds of scammers out their, their tricks, and ways to stay safe online.
Visit our Staying Safe Online website to learn more about the different types of scams out there and tips to stay safe, by visiting

https://wethinkdigital.fb.com/th/th-th/stayingsafeonline/ for Thai language and

https://wethinkdigital.fb.com/th/en-th/stayingsafeonline/ for English language.
You can also learn more about our wider education campaigns at We Think Digital Thailand. https://fb.watch/9jnhgIOMsv/

ถาม-ตอบ ข่าวจริง-ลวง #โควิด19 หลังเปิดประเทศ COFACT SPECIAL REPORT #7

ตรวจสอบข้อมูลเท็จ-ลวง โควิด-19 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2021

English Summary

On November 1, Thai government opens its border to fully vaccinated travelers from more than 60 countries. While daily new positive cases in the country is still in the thousands, some Thai people worry that welcoming tourists would cause another new wave of infections. In this edition of Cofact Special Report, we answer most frequently asked questions regarding international tourists, vaccine misinformation, and how to live with COVID-19 and still be able to keep the economy running.

เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นเดือนที่ถึงแม้รัฐบาลจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ สำหรับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเสี่ยงต่ำที่ฉีดวัคซีนครบโดยไม่ต้องกักตัว แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงรู้สึกกังวลกับนโยบายดังกล่าว และในช่วงนี้เองที่หลายประเทศ รวมถึงไทยเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับเด็ก และเริ่มอนุมัติการใช้ยารักษาโควิด-19 ชนิดรับประทานกันแล้ว เราได้รวบรวมข้อมูลและคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโควิด-19 ล่าสุด เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน และอยู่ร่วมกันกับเชื้อได้โดยไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป

1) การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นจนต้องกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง?

คำตอบ: ข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ศบค. ระบุว่า นับตั้งแต่ที่มีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวตามโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่าน รวมถึงการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำที่ฉีดวัคซีนแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึงที่ผลการตรวจ RT-PCR หลังจากเดินทางมาถึงไทยเป็นบวก แต่ก็ยังคงเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อตรวจพบแล้วสามารถส่งต่อจากโรงแรมที่พักไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลต่อได้ทันทีโดยที่ผู้ติดเชื้อไม่ได้ไปพบปะกับประชาชนทั่วไป ดังนั้นรัฐบาลจึงมองว่าการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านมายังไม่ส่งผลต่อการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) อย่างมีนัยสำคัญ จำนวนนักท่องเที่ยวติดเชื้อน้อย ควบคุมได้ และถ้าสามารถควบคุมภายใต้มาตรการเช่นนี้ได้เช่นนี้ การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวก็ยังคงทำได้ต่อไป 

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญก็ยังแสดงความวิตกกังวลต่อการนำเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่เข้ามายังประเทศโดยนักท่องเที่ยว แต่รัฐบาลยืนยันว่า นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องฉีดวัคซีนครบแล้ว พร้อมกับมีผลตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR เป็นลบทั้งก่อนขึ้นเครื่อง 72 ชั่วโมง และทันทีที่เดินทางถึงไทยจะต้องได้รับการตรวจ RT-PCR ที่สนามบิน จากนั้นทุกคนจะต้องพักในโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ หรือ AQ จนกว่าจะได้รับผลตรวจเป็นลบจึงจะสามารถออกมาเที่ยวหรือเดินทางต่อได้ (ใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นมาตรการที่รัดกุมและมีความปลอดภัยสูง

2) การฉีดวัคซีนแบบไขว้ไม่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ และส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าการฉีดชนิดเดียวกัน?

คำตอบ: ไม่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานระดับโลกหลายแห่งเริ่มอนุญาตให้มีการฉีดวัคซีนไขว้ได้แล้ว เช่นองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) อนุญาตให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งเป็นวัคซีนประเภท Viral Vector คล้ายกับแอสตราเซเนกา สามารถฉีดสูตรไขว้ด้วยวัคซีนประเภท mRNA เช่นไฟเซอร์และโมเดอร์นาเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันได้ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็อนุญาตให้ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตายคล้ายกับซิโนแวก สามารถฉีดวัคซีนจากไฟเซอร์เพื่อกระตุ้นภูมิได้เช่นกัน นอกจากนี้ในยุโรปหลายประเทศมีการฉีดวัคซีนไขว้สูตรแอสตราเซเนกาและไฟเซอร์ ซึ่งเป็นสูตรที่องค์การอาหารและยาในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) อนุมัติ และยังเป็นสูตรที่ในไทยใช้เช่นกัน

3) คนที่ฉีดวัคซีนก็ยังคงมีสิทธิ์ติดเชื้อได้ แล้วเราจะฉีดวัคซีนไปทำไม?

คำตอบ: เราควรฉีดวัคซีน เพราะวัตถุประสงค์หลักของการฉีดวัคซีน คือการ “ลดความเสี่ยง” ของอาการป่วยหนักที่เกิดจากเชื้อไวรัส ถึงแม้วัคซีนจะมีคุณสมบัติในการป้องกันการติดเชื้อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำนวนเชื้อจะไม่เข้าสู่ร่างกาย ไม่ใช่การฉีดวัคซีนจะช่วยให้ร่างกายไม่ติดเชื้อเลย แต่เมื่อเราติดเชื้อแล้ว ความรุนแรงของอาการจะไม่มากเมื่อเทียบกับผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีน

4) การฉีดวัคซีนกระตุ้นหลายๆ เข็ม อาจทำให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง?

คำตอบ: เป็นข้อมูลบิดเบือน ปัจจุบันยังไม่มีผลการศึกษาใดที่ออกมาระบุว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนตั้งข้อสังเกตว่า หากเราฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหลายๆ เข็ม ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันอาจจะไปกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำงานหนักจนเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ อย่างไรก็ตามเรายังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 และมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจจะต้องรอ 2-3 ปีกว่าเราจะทราบผล ดังนั้นเราควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตามจำนวนโดสที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานด้านสาธารณะสุขแนะนำเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยต่อตัวเรามากที่สุด แพทย์แนะนำให้ฉีดวัคซีนตามสูตร (1 หรือ 2 เข็ม ขึ้นอยู่กับชนิด) และฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ระยะเวลา 3-6 เดือนหลังจากได้รับเข็มที่สอง จากนั้นให้รอไปก่อนจนกว่าจะมีการแนะนำจากแพทย์อีกครั้ง 

5) มะนาวกับขมิ้นมีคุณสมบัติป้องกันโควิด-19?

คำตอบ: ปัจจุบันยังไม่มีผลการศึกษาใดที่ระบุว่ามะนาวกับขมิ้นมีคุณสมบัติป้องกันโควิด-19 แต่วิตามินซีที่อยู่ในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม และมะนาวมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่แล้ว

6) สถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบัน โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า ถึงแม้จะสวมหน้ากาก ล้างมือ หรือเว้นระยะห่างระหว่างกันก็ช่วยอะไรไม่ได้?

คำตอบ: ไม่ถูกต้อง เพราะการสวมหน้ากากและเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การล้างมือช่วยฆ่าเชื้อที่อาจจะติดมากับมือหลังจากไปสัมผัสสิ่งของต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งสามสิ่งนี้เรายังควรปฏิบัติอยู่เนื่องจากเราไม่รู้ว่ารอบตัวเรามีคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนหรือไม่ และหากเราเป็นคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว และได้รับเชื้อเข้าไปจำนวนมากก็มีสิทธิ์ที่จะป่วยจากโควิด-19 ได้ ถึงแม้จะฉีดวัคซีนมาแล้ว แต่โอกาสที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิตจะน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนมาก

7) สิงคโปร์กำลังประสบกับการแพร่ระบาดอย่างหนักของโควิด-19 ถึงแม้จะมีมาตรการที่เข้มแล้วก็ตาม?

คำตอบ: ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้นส์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่ามียอดผู้ติดเชื้อ 3,397 ราย เสียชีวิต 12 ราย อย่างไรก็ตามรัฐบาลสิงคโปร์เผยว่าผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตเกือบทั้งหมดเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว และอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รัฐบาลสิงคโปร์ย้ำว่าวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิต และสถานพยาบาลยังคงรองรับผู้ป่วยได้ รัฐบาลสิงคโปร์จึงไม่กังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังคงเดินหน้าเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลียแบบไม่ต้องกักตัวต่อไป โดยผู้ที่จะเดินทางเข้าสิงคโปร์แบบไม่ต้องกักตัวจะต้องฉีดวัคซีนที่องค์การอนามัยโลกรับรองครบจำนวนเข็ม และมีผลตรวจ RT-PCR เป็นลบไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง

8) วัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรับมือกับสายพันธุ์เดลต้าพลัส และ อัลฟาพลัสได้?

คำตอบ: วัคซีนปัจจุบันที่ใช้ในไทย ได้แก่ แอสตราเซเนกา ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา มีคุณสมบัติป้องกันการติดเชื้อ และอาการป่วยหนักจากโควิด-19 ทั้งสายพันธุ์เดลต้าพลัส และอัลฟาพลัส แต่ยังไม่มีตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อและการป่วยหนักได้มากน้อยเท่าไร ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าลักษณะทางพันธุกรรมของสายพันธุ์เดลต้าพลัส และอัลฟาพลัสนั้นคล้ายคลึงกันกับสายพันธุ์เดลต้า และอัลฟา แตกต่างกันเพียงแค่หนามโปรตีนหนึ่งจุด ดังนั้นวัคซีนปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพอยู่ และปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งสองสายพันธุ์ยังมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลต้าปกติ

9) หากเรายังไม่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ เราก็ยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้?

คำตอบ: ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาในหลายประเทศเริ่มมองเห็นว่า โควิด-19 กำลังเปลี่ยนจากโรคระบาด เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) เนื่องจากการพัฒนาสายพันธุ์ และพฤติกรรมของมนุษย์ ทำให้เป็นไปได้สูงที่โควิด-19 จะกลายเป็นโรคที่จะอยู่กับเราต่อไปในระยะยาวคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นเราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 ให้ได้จนกว่าจะมียารักษาที่มีประสิทธิภาพ การทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ ณ จุดนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายและทำได้ยาก หลายประเทศจึงเปลี่ยนวิธีเป็นการเร่งฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนให้มากที่สุด ควบคู่ไปกับมาตรการทางสุขอนามัยส่วนบุคคล และการใช้ชุดตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง หรือ ATK ดีกว่าการปิดประเทศหรือหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลเสียต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปมากกว่า 

ที่มา:

https://www.nature.com/articles/d41586-021-01359-3

https://www.schengenvisainfo.com/news/travel-to-eu-which-eu-countries-accept-mixed-covid-19-vaccine-doses/

https://theconversation.com/whats-the-delta-plus-variant-and-can-it-escape-vaccines-an-expert-explains-163644

https://www.yalemedicine.org/news/5-things-to-know-delta-variant-covid

https://factcheckthailand.afp.com/http%253A%252F%252Fdoc.afp.com%252F9QY8PU

https://www.straitstimes.com/singapore/dine-in-pilot-to-allow-team-sports-for-fully-vaccinated-persons-from-nov-10

ชัวร์ก่อนแชร์ https://youtu.be/032IrZAyiIw 

ชัวร์ก่อนแชร์ https://youtu.be/dqQFWam8PP4 

เกี่ยวกับผู้เขียน

ธนภณ เรามานะชัย (ไมค์) Fact-checker และ คอลัมนิสต์ประจำ Cofact Thailand

ปัจจุบันทำหน้าที่วิทยากรด้านการตรวจสอบข้อมูลข่าวและเครื่องมือดิจิทัลด้านข่าวให้กับ Google News Initiative ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ประกาศข่าวเทคโนโลยีให้กับสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (Voice TV) และอดีตกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) https://www.damikemedia.com

Alternative fact ,Anecdotal evidence , Bias, Circular reporting กับ COFACT VOCAB

Cofact Vocab วันนี้มาแล้ว มารู้ 4 ศัพท์ใหม่กัน

Alternative fact  
ความจริงทางเลือก คือการเลือกเสนอความจริงเพียงบางส่วน หรือเลือกเสนอความจริงในมุมของตน ซึ่งไม่ตรงกับความจริงที่ปรากฏ ความจริงทางเลือกจึงไม่ใช่ความจริงแต่เป็นความเท็จ

Anecdotal evidence  
หลักฐานโดยเรื่องเล่า เป็นเพียงหลักฐานในเชิงทฤษฎีและความคิดเห็น หรือเป็นเพียงแค่การสังเกต ไม่ใช่เป็นหลักฐานที่มาจากการวิจัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะแตกต่างจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นหลักฐานจากข้อเท็จจริงที่ได้รับจากการสังเกตการสอบสวนหรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว

Bias
อคติ แนวโน้ม ความโน้มเอียง ความรู้สึกหรือความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คิดไว้ล่วงหน้าหรือไม่มีเหตุผล ความรู้สึกหรือความคิดเห็นที่เป็นศัตรูอย่างไม่มีเหตุผลเกี่ยวกับกลุ่มสังคม

Circular reporting  
รูปแบบการรายงานข่าวแบบต่อๆ กันไป เช่น เมื่อแหล่งข่าว A รายงานข่าวที่เป็นเท็จออกไป แหล่งข่าว B ก็นำข่าวจากแหล่งข่าว A ไปเสนอข่าวต่อ จากนั้นก็จะมีแหล่งข่าวอื่นๆ ที่นำข่าวจากแหล่งข่าว B ไปเผยแพร่ต่อไปอีกเป็นทอดๆ จนข้อมูลเท็จแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วจากแหล่งข่าวหลายแห่ง 

การแพร่กระจายข้อมูลสิ่งแวดล้อมปลอม อันตรายกว่าที่คุณคิด Cofact Special Report #6

Cofact Special Report #6

การแพร่กระจายข้อมูลสิ่งแวดล้อมปลอม อันตรายกว่าที่คุณคิด

English Summary
The effect of global warming and climate change is now visible everywhere we go. Scientists agree that the severe storms and floods we have seen in the past few years prove that we need to do something quick to save the Earth from getting warmer. However, many fossil fuel companies and heavy industries still believe that climate change are not the cause of the natural disasters that become more severe and more frequent. These companies, along those who benefit from them are driving to spread misinformation on climate change. We look into most common misinformation and the facts on climate change.


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติที่พบเห็นบ่อยขึ้นอย่างพายุ น้ำท่วม หรืออากาศหลงฤดู นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากบอกว่า สภาพอากาศที่ผิดเพี้ยนเหล่านี้มาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอันเนื่องมาจากอุณหภูมิของพื้นผิวโลกที่สูงขึ้น

บทวิเคราะห์ของ The Momentum เมื่อวันที่ 7 มกราคมปี 2020 ระบุว่า ประเทศไทยถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศมากเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ และจีน แต่ไทยเป็นหนึ่งในสิบประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างสรุปตรงกันว่า ก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ถึงแม้นานาประเทศจะพยายามหาวิธีการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มของอุณหภูมิพื้นผิวโลกได้ โดยข้อมูลจากจาก ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาโลกมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้นกว่ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรมถึงกว่า 1.1 องศาเซลเซียส ถึงแม้ตัวเลขจะดูไม่สูง แต่ก็สามารถทำให้ระบบนิเวศเสียหายได้

ถึงแม้ข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะสรุปตรงกัน แต่การเผยแพร่และกระจายข้อมูลข่าวสารเท็จเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศบนโลกออนไลน์ก็มีมากเช่นกัน จากรายงานของสำนักข่าวเอพี เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมาระบุว่า ผู้ให้บริการสื่อโซเชียลเช่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูบยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการจัดการกับเนื้อหาเท็จ และเนื้อหาลวงเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเมื่อเทียบกับการจัดการกับเนื้อหาลวงเกี่ยวกับวัคซีนโควิด หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งๆ ที่ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสร้างความเสียหายในชีวิตของประชาชนมากกว่า

รายงานของเอพียังบอกด้วยว่า ในสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วมักจะเจอการแพร่กระจายข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศจากนักการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยมที่ยังคงเห็นความสำคัญของบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ และบริษัทพลังงานที่ยังคงหารายได้จากแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก อย่างน้ำมันและถ่านหิน พวกเขาจะพยายามแสดงข้อมูลที่ระบุว่าการผลิตพลังงานสะอาด เช่นพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ หรือกังหันลมกลางทะเลเป็นตัวการทำลายฝูงนกท้องถิ่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนปราศจากแหล่งที่มาทางวิชาการที่อ้างอิงได้

ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่เรามักพบเห็นบ่อยครั้ง

เว็บไซต์กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF รวบรวม 10 ความเชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เรามักเข้าใจผิดบ่อยครั้ง ได้แก่

  1. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นเรื่องปกติ
    ความจริง: ปัจจุบันอุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงที่สุดนับตั้งแต่เคยมีการบันทึกมา สาเหตุหลักมาจากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่มากขึ้นนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และปัจจุบันยังไม่มีทีท่าว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่จะลดลงแต่อย่างใด
  2. พืชล้วนต้องการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นปริมาณ CO2 มากไม่ได้มีผลต่อพืช
    ความจริง: จริงอยู่ที่พืชล้วนต้องการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสง แต่ปัจจุบันมนุษย์ได้ตัดไม้ทำลายป่า ทำลายระบบนิเวศของพืชอย่างต่อเนื่องจนระบบนิเวศไม่สามารถดูดซึม CO2 ได้ทัน ส่งผลให้ปริมาณ CO2 คงค้างในชั้นบรรยากาศในปริมาณมาก
  3. สภาวะโลกร้อนไม่มีอยู่จริง มิเช่นนั้นทำไมเรายังเจอกับอากาศหนาวอยู่?
    ความจริง: อุณหภูมิพื้นผิวโลกที่สูงขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น แต่ยังส่งผลให้สภาวะอากาศแปรปรวน และเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น เช่นพายุฝนฟ้าคะนอง ไต้ฝุ่น และพายุหิมะที่เกิดบ่อยขึ้น และหลายครั้งพายุเหล่านี้กินเวลานานหลายวันกว่าจะสลายตัว
  4. สภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาไกลตัว อีกนานกว่าเราจะเห็นผลกระทบในชีวิตประจำวัน
    ความจริง: อุณหภูมิพื้นผิวโลกที่สูงขึ้นเกือบแตะ 1.5 องศาเซลเซียสในปัจจุบัน ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวน ประชาชนในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากปัญหานี้แล้ว เช่น ประเทศในแถบแอฟริกาและตะวันออกกลางที่ประสบกับภัยแล้ง ไม่สามารถทำมาหากินในบ้านเกิดตัวเองได้ จนต้องอพยพย้ายถิ่นไปยังยุโรป และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ปัญหาขาดแคลนพืชผลทางการเกษตรบางชนิด และปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรจนเกิดการสู้รบกันในบางพื้นที่
  5. การผลิตพลังงานทางเลือกมีต้นทุนสูง
    ความจริง: หลายคนมีความเชื่อว่าการผลิตพลังงานทางเลือกมีต้นทุนสูง แต่ที่จริงแล้วการผลิตพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสดงอาทิตย์ และพลังงานลมใช้ต้นทุนต่ำกว่าการผลิตพลังงานจากฟอสซิล (เช่น น้ำมัน และ ถ่านหิน) บางประเทศบริษัทพลังงานไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตพลังงานฟอสซิลได้ และจำเป็นต้องให้รัฐบาลอุ้มธุรกิจของพวกเขา เช่นสหภาพยุโรปที่รัฐบาลอังกฤษต้องอุ้มธุรกิจพลังงานฟอสซิลถึงกว่า 1 หมื่นล้านปอนด์ หรือกว่า 4.5 แสนล้านบาท
  6. ประชากรหมีขั้วโลกเพิ่มขึ้น
    ความจริง: อุณหภูมิพื้นผิวโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือละลายอย่างรวดเร็ว แผ่นน้ำแข็งเหล่านั้นเป็นแหล่งที่อยู่ของหมีขั้วโลก เมื่อพื้นที่อาศัยของพวกมันลดลง พวกมันก็ไม่สามารถหาอาหารได้เหมือนแต่ก่อน ทำให้ประชากรหมีขั้วโลกอดตายมากขึ้น WWF คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ประชากรหมีขั้วโลกจะลดลงจากปัจจุบันถึง 30%
  7. พลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถใช้ได้ในพื้นที่ที่มีเมฆมาก หรือไม่มีลม
    ความจริง: เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถปรับรูปแบบการกักเก็บ และจ่ายพลังงานสะอาดได้ดีขึ้น ถึงแม้วันไหนที่ไม่มีแสงแดด หรือไม่มีลม ระบบการจ่ายพลังงานก็ยังคงทำงานได้ดี
  8. สัตว์สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้
    ความจริง: จริงอยู่ที่ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน จะระบุว่าสัตว์สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงอยู่ของสายพันธุ์ตนได้ แต่ผลการศึกษาของ WWF พบว่า ไม่ใช่สัตว์หรือพืชทุกชนิดที่สามารถปรับตัวได้ พฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การสร้างเขื่อน และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว เป็นตัวกระตุ้นให้สิ่งมีชีวิตบางประเภทไม่สามารถปรับตัวได้ตามธรรมชาติอย่างที่พวกมันควรจะเป็น
  9. การลดประชากรมนุษย์จะช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้
    ความจริง: จริงอยู่ที่มนุษย์เป็นตัวการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนมองตรงกันว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์จะช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ดีที่สุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด และลดการใช้ทรัพยากรที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แต่การจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ให้ไปสู่จุดนั้นได้จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการเมือง และภาคธุรกิจที่จะต้องมีความจริงจังและจริงใจต่อการปรับเปลี่ยนธุรกิจของตนเองให้ไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย
  10. จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด
    ความจริง: รายงานจากเว็บไซต์ USA Today ระบุว่า ในปี 2018 จีนเป็นประเทศที่มีการผลิตพลังงานถ่านหิน และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมพลังงานมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามจีนกลับเป็นประเทศที่มีการลงทุนด้านพลังงานทางเลือก และพลังงานสะอาดมากที่สุดในโลก ต่างจากสหรัฐฯ ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับสอง แต่ปริมาณการปล่อย CO2 สะสมของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมีประมาณมากกว่าจีนหลายเท่า และนโยบายเรื่องการผลิตพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาดยังน้อยและล่าช้ากว่าจีนมาก

ที่มา:
https://www.wwf.org.uk/updates/10-myths-about-climate-change


https://www.cbsnews.com/news/climate-change-myths-what-science-really-says/


https://www.usatoday.com/story/money/2019/07/14/china-us-countries-that-produce-the-most-co-2-emissions/39548763/

https://apnews.com/article/joe-biden-wildfires-climate-change-misinformation-climate-d5909c4ddfb13e82174dafcef4af94ff
https://themomentum.co/5-environmental-issue-in-thailand-in-2020/

เกี่ยวกับผู้เขียน
ธนภณ เรามานะชัย (ไมค์) Fact-checker และ คอลัมนิสต์ประจำ Cofact Thailand
ปัจจุบันทำหน้าที่วิทยากรด้านการตรวจสอบข้อมูลข่าวและเครื่องมือดิจิทัลด้านข่าวให้กับ Google News Initiative ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ประกาศข่าวเทคโนโลยีให้กับสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (Voice TV) และอดีตกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) https://www.damikemedia.com