สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 6 ธันวาคม 2568

อาบน้ำเย็นตอนอากาศหนาว เส้นเลือดในสมองแตก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/aa7538455ufc


คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pbasvq033poy


ข้าวโพดหวานเป็น GMO และอันตรายต่อสุขภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/7uterk93a3wa


กทม.ขอรัฐ-เอกชน WFH 1 วัน/สัปดาห์ หลังค่าฝุ่นพุ่งสูงกระทบสุขภาพ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nwyt7swfisox


หญิงชาวไทย “ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ฟรี!” Walk in ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1638zyklgprk


การนอนน้อย อดนอน อันตรายกว่าที่คิด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2thul6039j2ti


กรุงเทพฯ มีฤดูฝุ่น เพราะภาวะฝาชีครอบ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1a7ujh8oix9bk


น้ำเริ่มลด แต่ลานีญา ยังไม่จบ แถมปีหน้า เตรียมเข้าเอลนีโญ อีก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1da30f1kxq3zm


โครงการ Quantum AI มีจริงหรือไม่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1nixp6o4efccj


ทอท. จ่อขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท เริ่มต้นปีหน้า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1p600rx3szbj0


จากชีพเฟคถึงเอไอ! ความท้าทายสู้ข่าวลวงระบาดต้องร่วมมือถึงระดับพื้นที่ เพื่อกำกับ‘แพลตฟอร์ม’

4 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital4Peace เทศบาลนครยะลา พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 32“สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร สื่อ สันติภาพ และความมั่นคงสมัยใหม่ (THE INFORMATION BATTLEFIELD)” ณ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลาอ.เมือง จ.ยะลา

ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉายภาพวิถีชีวิตมนุษย์ยุคปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และพึ่งพาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นอย่างมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทัศนคติ ความคิดและความเชื่อของผู้รับสาร ดังนั้นหากมองลึกลงไป บรรดาเจ้าของแพลตฟอร์มมีบทบาทเป็นผู้กำหนดวาระหรือระเบียบโลก เสมือนเป็นมือที่มองไม่เห็น แต่เราไม่รู้เลยว่าทัศนคติของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไร 

ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถูกนำไปใช้ทำคลิปวิดีโอ โดยเมื่อเร็วๆ นี้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผชิญภัยพิบัติจากพายุ ฝนตกหนักและน้ำท่วม ทางการเวียดนามมีการประกาศเตือนการระบาดของคลิป AI ที่สร้างขึ้นโดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ในเวียดนาม เช่นเดียวกับที่มาเลเซีย มีนักวิชาการออกมาเตือนการแชร์คลิป AI ที่อ้างว่าเป็นเหตุน้ำป่าไหลหลาก หรือในประเทศฟิลิปปินส์ สำนักข่าวดังอย่าง Rappler ได้เตือนคลิป AI ทำขึ้นแล้วอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ไต้ฝุ่นถล่มเมืองเซบู เป็นต้น

หรือแม้แต่ข่าวลวงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน (ชีพเฟค – Cheapfake) ยังคงมีให้เห็น อย่างในประเทศไทย มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์นำภาพเก่าที่เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมในเวียดนามมาโพสต์ให้ดูเหมือนเป็นเหตุอุทกภัยในไทย อย่างไรก็ตามความท้าทายสำคัญคือ กรณีเป็นภาพจาก AI จะตรวจสอบได้อย่างไร? เพราะเคยทดลองนำภาพที่สร้างจาก AI ไปตรวจสอบบนเว็บไซต์หลายแห่งที่ระบุว่าสามารถแยกแยะได้ แต่เมื่อตรวจแล้วกลับระบุว่าภาพนั้นไม่ได้สร้างจาก AI ส่วนการตรวจสอบภาพหรือคลิปวิดีโอจาก AI ยังมีข้อสงสัยว่าระบบที่ผู้ให้บริการนำมาให้ใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น สมรรถนะด้อยกว่าระบบที่ต้องเสียเงินค่าบริการหรือไม่ เช่นเดียวกับ AI ที่นำมาให้บริการเป็นผู้ช่วยตอบคำถามหรือค้นหาข้อมูลต่างๆ มีทั้งที่ให้ใช้ฟรีๆ และที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มซึ่งแบบหลังจะมีสมรรถนะสูงกว่า จึงสงสัยว่า คนเรามีสิทธิ์เข้าถึงความจริงได้ไม่เท่ากัน แม้กระทั่งความจริงยังเป็นสิ่งที่ต้องมีค่าใช้จ่าย 

ทั้งนี้ ในการรับมือข้อมูลข่าวสารยุค AI จำเป็นต้องทำร่วมกันในหลายภาคส่วน นับตั้งแต่ 1.บุคคลทั่วไป ในฐานะผู้ใช้งาน จะทำอย่างไรให้มีวิธีคิดแบบตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ที่ผ่านมาเราเชื่อกันว่าหากมีอคติแล้วเราก็มีแนวโน้มจะเชื่อสูง แต่ต่อมาก็มีผลการศึกษาพบว่า ในทางการเมืองแม้เราจะเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่หากได้หยุดคิดสักครู่หนึ่งเมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ มา บางครั้งก็ช่วยในการหยุดส่งต่อข้อมูลลวงได้แม้จะมาจากฝั่งเดียวกับที่ตนเองชื่นชอบก็ตาม มีการตรวจสอบก่อนตัดสินใจว่าจะแชร์หรือไม่

2.สถาบันการศึกษา ต้องมีวิชาหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องพลเมืองดิจิทัล การตรวจสอบข้อมูล สิ่งนี้ควรเป็นทักษะพื้นฐาน และรวมถึงต้องมีช่องทางเรียนรู้ตามอัธยาศัย สำหรับผู้ที่พ้นช่วงวัยเรียนมาแล้วด้วย เพราะความรู้ด้านเทคโนโลยีต้องปรับปรุงตลอดเวลา อย่างเรื่องภาพหรือคลิปวิดีโอที่ผลิตโดย AI วันนี้มีคำแนะนำให้สังเกตแบบนี้ แต่อนาคตเทคโนโลยีเปลี่ยนจะยิ่งมีความแนบเนียนยิ่งขึ้น 

3.ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการย้ำเตือนให้ประชาชนได้หยุดคิด ระมัดระวังเนื้อหาปลอมจากเทคโนโลยีเริ่มไตร่ตรองและมองถึงความถูกต้องมากขึ้น แต่ลำพังภาคประชาสังคม เช่น โคแฟค อาจกระจายข้อมูลได้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับสื่อมวลชนตลอดจนบรรดาผู้มีชื่อเสียงและอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) ภาคประชาสังคมก็ต้องทำงานร่วมกับสื่อและอินฟลูฯ เพื่อสื่อสารกับประชาชน 

4.ภาครัฐ ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มพยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ให้ต้องมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายและป้องกันกลุ่มเปราะบาง เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ เริ่มจำกัดอายุขั้นต่ำที่อนุญาตใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้นอกจากนั้นภาครัฐต้องมีบทบาทเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับข้อมูลลวง ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้

5.แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เป็นผู้ให้บริการ แต่ก็มีข่าวกรณีเอกสารตรวจสอบภายในของเมตา (Meta) ที่มีรายได้ร้อยละ 10 จากโฆษณาหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก แสดงว่าแพลตฟอร์มได้ผลประโยชน์จากการกระทำผิดกฎหมาย เช่น โฆษณาขายสินค้าปลอม โฆษณารับสมัครงานแต่สุดท้ายเป็นการล่อลวงไปเป็นเหยื่อค้ามนุษย์

เฟซบุ๊กหรือเจ้าของแพลตฟอร์มจะมองว่าเขาเป็นผู้ให้บริการ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้รัฐออกกฎหมายว่าเขาต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ผศ.ดร.ภีรกาญจน์กล่าว

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค และอดีตผู้สื่อข่าว นสพ.แนวหน้า กล่าวถึงบทบาทของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งานรวมถึงองค์กรสื่อต่างๆ เช่น เดิมทีคนเราก็มีแนวโน้มรับข้อมูลข่าวสารที่ตรงกับจริตความชอบของตนเองอยู่แล้ว เมื่อบวกกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มักจดจำพฤติกรรมการใช้งานและคัดเลือกเฉพาะเนื้อหาที่คนนั้นชอบหรือสนใจมาให้พบเห็น ยิ่งตอกย้ำซ้ำๆ ว่าสิ่งที่ตัวเราเชื่อนั้นถูกต้องที่สุดและไม่แม้แต่จะรับฟังข้อมูลชุดอื่นที่แตกต่างออกไป หรือการที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ให้คุณค่ารวมถึงรายได้โดยวัดจากปริมาณการมีส่วนร่วม (Engagement) โดยก่อนหน้านี้มีคำว่า Clickbait หรือการพาดหัวล่อเป้าให้คนสงสัยแล้วกดเข้าไปอ่าน จนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีคำว่า Ragebait หรือการพาดหัวยั่วให้โมโหเพื่อให้กดเข้าไปอ่าน ในอดีตเรื่องพวกนี้สื่อหลักเคยต่อต้าน เตือนกันว่าอย่าทำ แต่ปัจจุบันสื่อหลักเมื่อต่อต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมด้วยเสียเลย 

เช่นเดียวกับช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กำลังระอุ มีข้อสังเกตว่าหลายคนโพสต์ข่าวลวง โดยนำคลิปวิดีโอเหตุการณ์เก่าบ้าง เหตุการณ์สงครามอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องบ้างมาอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ไทย – กัมพูชา พร้อมกับติดแฮชแท็ก เช่น เปิดการมองเห็น คลิปสั้นสร้างรายได้ ครีเอเตอร์มือใหม่ แม้กระทั่งสื่อหลักบางครั้งก็ยังนำคลิปที่อ้างกันผิดๆ ไปเผยแพร่ต่อ เพื่อเรียกยอด Engagement มีผลกับรายได้ สื่อหลักสู้อินฟลูฯ ที่ผลิตเนื้อหาแรงๆ ไม่ไหว ก็เข้าร่วมทำบ้าง 

ส่วนคลิป AI นั้น มีตัวอย่างคลิปวิดีโอน้ำท่วมที่มีเด็กกอดสุนัขรอความช่วยเหลืออยู่บนหลังคาบ้าน คลิปนี้พบการแจ้งเตือนที่เวียดนาม แต่ก็ยังมีคนนำภาพจากคลิปดังกล่าวมาโพสต์เป็นภาษาไทยในช่วงเวลาที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กำลังเผชิญกับน้ำท่วม แม้ผู้โพสต์จะไม่ได้ระบุข้อความว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่เมื่อมาโพสต์ในห้วงเวลานั้นก็ทำให้ผู้พบเห็นหลายคนเข้าใจไปว่าเป็นเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ แต่ที่น่าห่วงคือภาพจากคลิปเดียวกันถูกนำไปเปิดรับบริจาคโดยอ้างเหตุพายุและน้ำท่วมที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพหรือไม่ 

มีข้อเสนอว่ารัฐควรออกกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ นั้นว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ในบริบทสังคมไทย เนื่องจากในความเป็นจริงดูเหมือนประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในภาครัฐเท่าใดนักไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม โดยกังวลว่ากฎหมายอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ขณะนี้ประเทศไทยน่าจะยังไม่มีกรอบกลาง ไม่ว่าในแง่กฎหมายหรือแนวปฏิบัติแนะนำ เกี่ยวกับการใช้ AI ทำให้แต่ละคนใช้กันอย่างเต็มที่โดยอาจไม่รู้ว่าอะไรควร – ไม่ควร 

อีกเรื่องหนึ่งคือ ผมเชื่อว่าทุกคนถ้าไม่ได้อยู่ในอาชีพที่ต้องมอนิเตอร์ข่าวเยอะๆ เราไม่สามารถรับรู้ได้ทุกเรื่อง ฉะนั้นถ้าเรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวกับเราก็ปล่อยผ่าน แต่ถ้าเรื่องไหนเกี่ยวกับเราจริงๆ อาจต้องลงทุนลงแรงในการสืบค้นข้อเท็จจริง ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายๆ อย่างข้อมูลก็เปิดมากขึ้น ก็จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอก บัญชา กล่าว

มูฮัมหมัดอ่ายุบ ปาทาน อดีตประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า หากจะสู้กับสิ่งเหล่านี้ การพัฒนาศักยภาพมีความจำเป็นมาก จะทำแบบเดิมไม่ได้ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์จะลามเต็มไปหมด ต้องมาคิดว่าจะพัฒนาศักยภาพกันอย่างไรเพื่อจะได้ไม่หลงเทคโนโลยี ขณะที่ในบริบท 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนกว่าที่อื่น เช่น เรื่องภาษาที่แตกต่าง และต้องคิดแบบยุทธศาสตร์ เช่น เมื่อรู้ว่าปัญหาเป็นอย่างนี้แล้วจะนำเรื่องนี้ไปจัดการในชุมชนอย่างไร จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยอย่างไร 

และการทำงานแบบต่างคนต่างทำไม่สามารถรับมือปัญหานี้ได้ โดยต้องมีทีมงานประกอบด้วยคนรุ่นใหม่ที่เก่งเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งได้รับการหนุนเสริมโดยสถาบันการศึกษา เช่น จะตรวจสอบภาพว่าทำขึ้นจาก AI หรือไม่ ได้อย่างไร เพราะคนที่ไม่ได้อยู่กับเรื่องนี้เป็นประจำอาจไม่รู้ อีกทั้งการสร้างความตระหนักรู้ต้องทำซ้ำๆ ไม่ใช่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วหาย ต้องมีกลไกทำงานระดับพื้นที่ เช่น สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน 

ต้องมีเครือข่ายในการช่วยกันตรวจสอบข้อมูล รวมถึงกลไกด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสื่อสารถึงคนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้จะมีการตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลใดปลอม แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้องสื่อสารเผยแพร่ถึงคนอื่นๆ ด้วย แม้กระทั่งกลุ่มผู้ผลิตเนื้อหาทางออนไลน์ (ครีเอเตอร์) อาจไม่รู้ก็ได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ส่งผลกระทบอย่างไร แต่เขาอาจมีความตั้งใจดี และแม้จะมีคนเก่งเทคโนโลยี แต่หากไม่สามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบข่าวปลอมในพื้นที่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ 

เชื่อว่าอันนี้เป็นผลบุญอย่างหนึ่ง ถ้าตรวจสอบข่าวปลอมได้ คนไม่หลงกับมัน ผลบุญได้โดยอัตโนมัติเลย เพราะนี่เป็นการป้องกันฟิตนะฮ์ (การล่อลวง) มันเป็นฟิตนะฮ์อย่างหนึ่ง ทำให้เกิดความสูญเสียด้วย อันนี้คิดว่าน่าจะเอามาใช้ คือเราจะต้องสร้างขบวการ แน่นอนมันเป็นเรื่องยากแต่ต้องทำ ถ้ากระบวนการข่าวปลอมมันทำมาเป็นขบวนแต่เราทำไม่เป็นขบวน เราจะแพ้ข่าวปลอม มูฮัมหมัดอ่ายุบ กล่าว

‘สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร’เรื่องใหญ่ยุคดิจิทัล ‘เอไอ-โซเชียล’ปั่นกระแส หวั่นรุนแรงออนไลน์ลามสู่โลกจริง

3 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital4Peace เทศบาลนครยะลา พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 32“สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร สื่อ สันติภาพ และความมั่นคงสมัยใหม่ (THE INFORMATION BATTLEFIELD)” ณ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลาอ.เมือง จ.ยะลา

มะรูฟ เจะบือราเฮง ประธานมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (Digital4Peace) ชวนย้อนคิดถึงภาพน้ำท่วม จ.ปัตตานี ที่เคยเป็นกระแสในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เมื่อหลายปีก่อน โดยเป็นภาพน้ำสีฟ้าสวยงาม ภาพนี้ถูกแชร์เป็นหมื่นครั้งพร้อมกับมีความเห็นจากคนพื้นที่อื่นๆ ว่าอยากมาเที่ยว จ.ปัตตานี เพราะขนาดน้ำท่วมยังมีสีเหมือนสระน้ำ แต่ท้ายที่สุดเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพที่ถูกตกแต่งด้วยแอปพลิเคชั่น 

เมื่อเร็วๆ นี้ มีภาพสุนัขคาบแมวหนีน้ำท่วมไปส่งเรือกู้ภัยถูกแชร์อย่างกว้างขวาง ถูกจับสังเกตได้ว่าเป็นภาพที่สร้างโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ในต่างประเทศ พบกรณีการแข่งขันทางการเมืองและมีการใช้ AI สร้างรูปปลอมขึ้นมา หัวข้องานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราอาจรู้สึกรักหรือเกลียดใครบางคนได้เพียงเพราะรับสื่อที่ถูกสร้างโดย AI 

ข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามาหาเรา หลายครั้งถูกตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อให้เรามีความรู้สึกอะไรบางอย่าง แล้วมันมีคำว่า Information Battlefield (สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร) บางทีเราอาจไม่รู้ตัวว่า TikTok ที่เราใช้มันไม่ใช่แค่พื้นที่ของความบันเทิง แต่เป็นพื้นที่ของการรบกันของใครบางคน และเราเป็นหนึ่งในคนที่อาจเป็นเหยื่อหรือเป็นคนหนึ่งที่ถูกทำให้เชื่อ ถูกทำให้โกรธ ถูกทำให้หลง มะรูฟ กล่าว

วิศาล จิรภาพงพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวว่า วันนี้หลายๆ แพลตฟอร์มที่เรารับข้อมูลนั้นแยกไม่ออก หากไม่ใช้วิจารณญาณก็จะทำให้เราตกเป็นเหยื่อของการเสพข้อมูลข่าวสาร ขณะที่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือความต่างระหว่างช่วงวัย (Generation) กล่าวคือ คนยุคเบบี้บูมเมอร์หรือเจนเอ็กซ์จะใช้เฟซบุ๊ก ขณะที่ Gen Yหรือ Gen Zmจะใช้อินสตาแกรมหรือ X ส่วน Gen Alpha จะใช้ TikTok อะไรที่รวดเร็ว อ่านไม่เกิน 10 วินาที เป็นต้น การจัดเวทีครั้งนี้เป็นประโยชน์และน่าจะมีคุณค่าในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 

การเรียนรู้ที่จะอยู่กับข่าวสารที่เป็นข่าวจริง ต้องแยกแยะให้ได้ เพราะวันนี้ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิต แล้วก็ต้องบอกว่า Fake News (ข่าวปลอม) เข้ามามีบทบาท สงครามข่าวสารวันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนรองนายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าว

Sweta Madhuri Kannan, First Secretary, Cultural Affairs and Press สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในประเทศเยอรมนี มีตัวอย่างข้อมูลบิดเบือนที่ทำลายความไว้วางใจต่อสถาบันต่างๆ ตลอดจนความเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง ขณะที่ประเทศไทยก็เผชิญกับความขัดแย้งและภัยคุกคาม ทำให้เราเหมือนกับอยู่ในห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ในข้อมูลข่าวสารของตนเอง 

ทั้งนี้ จากการผ่านบทเรียนสงครามโลกถึง 2 ครั้ง ชาวเยอรมันจึงเห็นความสำคัญของการปกป้องประชาธิปไตย มีการลงทุนอย่างมากในการให้การศึกษาภาคพลเมือง (Civic Education) ให้ความสำคัญต่อเสรีภาพสื่อ และจัดวางสมดุลไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจเหนือกลุ่มอื่นๆ อนึ่ง การที่สังคมจะเปิดกว้างได้นั้นประชาชนต้องรู้จักคิดวิเคราะห์ และสังคมประชาธิปไตยจะขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจ หากเราขาดความเชื่อมั่นใจสถาบันประชาธิปไตยหรือองค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตย ประชาชนก็จะมีความเปราะบางจากการเข้าถึงข้อมูล 

และในสถานการณ์ที่สังคมแบ่งขั้ว ลำพังการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลก็ยังไม่เพียงพอ อย่างในเยอรมนี เมื่อปี 2560 มีการออกกฎหมายกำหนดให้นำเนื้อหาสร้างความเกลียดชังออกจากพื้นที่ของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่กฎหมายที่ดีที่สุดแต่ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ ยังมีโครงการที่ทำร่วมกับนักศึกษาและครอบครัว สร้างความเข้าใจการทำงานของอัลกอริทึม รู้เท่าทันโลกดิจิทัล และจะตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลต่างๆ ได้อย่างไร 

จากประสบการณ์ที่มีความร่วมมือกับหลายๆ ประเทศ สิ่งหนึ่งก็คือเราไม่ควรควบคุม แต่ว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลมาทำร้ายสังคมได้ คือการเปิดกว้างดีกว่าการปิดกั้น รัฐบาลไม่สามารถต่อสู้ในสมรภูมิที่เปลี่ยนแปลงแบบนี้ได้เพียงลำพัง แต่แพลตฟอร์มจะต้องมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ด้วย รวมทั้งสื่อเองก็น่าจะต้องมีบทบาทที่จะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ Sweta กล่าว

ผศ.ดร.กุสุมา ภูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงคำว่า “Splinternet” ที่มาจาก 2 คำ คือ Splint+ Internet ที่หมายถึงก่อนหน้านี้เราเคยเชื่อว่าเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตจะทำให้โลกกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกคนเชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่าผู้คนไม่อยากเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) แต่อยากแยกตัวออกไปอยู่กันเอง อย่างประเทศจีนซึ่งสร้างกำแพงเมืองจีนทางออนไลน์ (The Great Firewall) มีประตูเปิด – ปิด (Gateway) เพื่อควบคุมการเข้า -ออกของข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก และใครที่เข้าไปในจีนต้องใช้ระบบออนไลน์ที่ถูกสร้างขึ้นไว้ใช้งานภายในของจีน เป็นภาพสะท้อนการแตกออกของภูมิทัศน์ (Landscape) ในส่วนต่างๆ ของโลกตามแรงจูงใจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ 

สถานการณ์แบบเดียวกันยังเกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย – ยูเครน ซึ่งมีการทำสงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) ดังนั้นสงครามทางกายภาพกับสงครามข้อมูลข่าวสารจึงดำเนินไปด้วยกัน ขณะที่เมื่อย้อนกลับมาดูสังคมไทย ประเทศที่ผู้คนมีความสุขกับความเร็วอินเตอร์เน็ตที่สูงกว่าอีกหลายประเทศในโลก เราไม่มีระบบป้องกันใดๆ ถึงกระนั้นก็ไม่เห็นด้วยกับการสร้างประตูเข้า – ออก ซึ่งจะมีโอกาสนำไปสู่การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการสื่อสาร 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่าภูมิทัศน์ของข้อมูลข่าวสารในประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าอ่อนแอ โดยมีคำถามว่าเหตุใดการกำหนดวาระข่าวสารจึงไปอยู่ที่ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) หรือในช่วง 2 – 3 ปีล่าสุด เกิดปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองบนพื้นที่ออนไลน์ หมายถึงผู้คนแปลงตนเองเป็นพลเมืองดิจิทัลเข้าไปวิจารณ์การเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมุมหนึ่งก็มีคำถามกลับมาว่าแล้วความเป็นพลเมืองในโลกจริงอ่อนแอลงหรือไม่ เช่น ปรากฏการณ์ทัวร์ลง การด่าทอในโลกออนไลน์เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการรวมตัวเพื่อช่วยเหลือกัน  

สื่อเองก็อ่อนแอ การทำงานของสื่อมวลชนที่เป็นระแสหลักหรือสื่อมวลชนที่มีการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร หลายสำนักก็ต้องพยายามปรับตัว เราก็จะเห็นทีวีก็ต้องรักษาเรตติ้ง ดังนั้นในแง่ของข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงมันสู้ไม่ทันกับข้อมูลข่าวสารที่เป็นข่าวลวง (Disinformation) หรือข่าวสารที่สร้างความเกลียดชัง ผศ.ดร.กุสุมา กล่าว

รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ข้อมูลที่มากทำให้เราแตกแยก มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น แม้กระทั่งตัวเราเองความคิดก็ยังไม่นิ่ง บางวันเป็นเสรีประชาธิปไตยแต่บางวันก็เป็นเผด็จการ หรือบางเรื่องตอบสนองแบบหัวก้าวหน้าแต่บางเรื่องก็ตอบสนองแบบดูโหดร้ายเหลือเกิน หลักคิดจึงเป็นหัวใจสำคัญ เรายอมรับความหลากหลายได้หรือไม่ว่าคนอื่นคิดไม่เหมือนเรา และการยอมรับก็ต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ไม่ระดมทัวร์จนนำไปสู่การอาฆาตมาดร้ายและเกิดการใช้ถ้อยคำที่สนับสนุนให้ทำร้ายกัน 

ขณะที่เมื่อมองดูบทบาทของผู้กำกับดูแลก็พบว่าไม่สามารถทำได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งมีคำว่า ทุนนิยมเหนือรัฐ หรือคำว่า ทุนนิยมยึดรัฐองค์กรกำกับดูแลไม่ดำเนินการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค หรือที่มีหลักจริยธรรมว่าผู้พิพากษาเมื่อออกจากอาชีพดังกล่าวไปแล้วห้ามไปเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทเอกชน แต่ก็พบว่ามีการไปอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ส่งผลกระทบตั้งแต่ค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภค – บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น การไหลเวียนของสินค้าและข้อมูลข่าวสารถูกทำให้เป็นหน้าเดียวกันหมด ความหลากหลายหรือการแข่งขันแบบการค้าเสรีก็ไม่เกิดขึ้นจริง 

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ผมคิดว่ามันเป็นรัฐที่ถูกกำกับดูแลด้วยแค่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นโดยผ่านกฎหมาย และสิ่งที่มันเกิดขึ้น ใครที่จะเติบโตภายใต้ระบบโครงสร้างแบบนี้ ฉะนั้นคนที่ดิ้นหลุดจากโครงสร้างออกมาทำแบบใหม่ก็ไม่มีกำลังจะต่อสู้ภายใต้โครงสร้างที่มันไม่เกิดการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่ รศ.เอกรินทร์ กล่าว

ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไล่เรียงประวัติศาสตร์ว่า หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 (ปี 2343 – 2442) เป็นยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับแผนที่และการลากเส้นเขตแดน แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) ที่ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตมีมุมมองต่อภูมิรัฐศาสตร์ว่าไม่ใช่เพียงเรื่องดินแดนแต่รวมถึงอุดมการณ์ด้วย ยุคนี้จะเริ่มพบการใช้โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) จากทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อทำให้รัฐชาติอื่นๆ เชื่อว่าข้อมูลของฝ่ายตนนั้นถูกและมองข้อมูลของอีกฝ่ายว่าผิด 

คำว่าภูมิรัฐศาสตร์ได้หายไปจากการรับรู้อยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ก่อนจะกลับมาในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด เนื่องจากโลกได้เกิดขั้วอำนาจขึ้นมาแข่งขันกันหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน รัสเซีย ยุโรป แม้กระทั่งโลกมุสลิม ขณะที่สงครามที่แม้จะยังมีการสู้รบด้วยอาวุธหรือกำลังทหารจริงๆ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการสู้รบด้วยข้อมูลข่าวสารและการโจมตีทางไซเบอร์ ปรากฏการณ์เหล่านี้แบ่งแยกคนออกจากกันมากขึ้นยิ่งกว่าในอดีต เพราะข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ สามารถเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น 

ในอดีตหากคนไม่ได้เข้าถึงสื่อโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ก็อาจไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือสื่ออย่างหนังสือพิมพ์ก็อาจถูกควบคุมโดยรัฐและประชาชนก็จะไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากนั้น แต่ปัจจุบันทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทางออนไลน์ แน่นอนว่ามีเรื่องของอัลกอริทึมที่จะจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคน เช่น การค้นหาหรือมีส่วนร่วมกับข้อมูลข่าวสาร ทำบ่อยๆ เข้าเราก็จะเชื่อว่าข้อมูลชุดนั้นถูกต้องที่สุด แต่หากเลือกรับหรือค้นหาข้อมูลชุดอื่นๆ บ้าง ก็อาจทำให้เรามีข้อมูลมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เชื่อได้ รวมถึงไม่ส่งต่อข้อมูลที่ผิด

ขั้นสุดของพีระมิดแห่งความเกลียดชัง (Pyramid of Hate) คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่กว่าที่มันจะขยับไปสู่เรื่องของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Baseline (พื้นฐาน) ที่สำคัญที่สุดก็คือ Bias (อคติ) การที่เรามีอคติต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง หลายครั้งยิ่งเราได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้น เราถูกสอนเพิ่มขึ้น สุดท้ายมันจะขยับขึ้นมาสู่สิ่งที่เริ่มเป็น Action (การกระทำ) จากแค่วิธีคิดเราเริ่มทำแล้ว เริ่ม Bully (เหยียดหยามรังแกสุดท้ายขยับขึ้นไปถึงการใช้ความรุนแรง อาจเป็นความรุนแรงที่เอามายิงกันได้ สุดท้ายมันเป็นความรุนแรงระดับที่ใหญ่มาก ผศ.ดร.ยาสมินกล่าว

ผศ.ดร.อับดุลรอนิง สือแต คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาอนี ยกตัวอย่างความขัดแย้งอิสราเอล – ปาเลสไตน์ ที่ข่าวมุ่งนำเสนอเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2566 เมื่อกลุ่มฮามาสบุกเข้าไปจับตัวประกันในอิสราเอลเพื่อใช้แลกเปลี่ยนกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลควบคุมตัวอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นจำนวนมากแต่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว แต่ในทางกลับกัน ภาพความรุนแรงที่กระทำต่อชาวปาเลสไตน์จากปฏิบัติการตอบโต้ของอิสราเอลถูกนำเสนอสู่สายตาชาวโลกจากฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐแต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการนั้น 

หรือการพยายายามสร้างภาพลักษณ์ของฮามาสหรือกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เมื่อสืบย้อนเรื่องราวกลับไปก็จะพบว่าอิสราเอลหรือยิวไซออนนิสต์เป็นผู้เข้ามายึดครองดินแดนของปาเลสไตน์ แต่ประเด็นเหล่านี้ไม่ถูกพูดถึง นี่คือเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่ปัจจุบันเป็นสงครามที่เกิดขึ้นทั้งที่มีฝักฝ่ายและที่เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยไม่สังกัดฝ่ายใด ซึ่งรวมถึงเราทุกคนที่ติดตามและเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ด้วย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือความเข้าใจว่าเราไม่ได้ถูกกำหนด

มันเหมือนกับทฤษฎีเรื่องของนกพิราบจิกข้าวจิกถั่วแล้วมันก็แปรขบวนไปตามจุดที่คนวางข้าววางถั่วให้มันเป็นไปตามรูปภาพที่เขากำหนด ตรงนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าหวาดกลัวในการที่จะต้องใช้ความพินิจพิจารณา วิเคราะห์ในสิ่งต่างๆ ว่ากระบวนการที่เรากำลังรู้สึกเกลียด – รู้สึกชอบ เรากำลังตกอยู่ในวังวนของการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือวัตถุประสงค์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยหรือไม่ผศ.ดร.อับดุลรอนิง กล่าว

Fact-check: พรรคประชาชน “ไม่เอาทหาร” ? 

ทีมเฉพาะกิจ Cofact x The Momentum

[รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในรัฐสภา ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกองบรรณาธิการ Cofact และ The Momentum ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568]

คำกล่าวอ้างว่าพรรคประชาชน “ไม่เอาทหาร” กลับมาอีกครั้งในช่วงที่ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งทั่วไปตามข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนที่กำหนดเงื่อนไขให้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยุบสภาภายใน 4 เดือน นับแต่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 29 ก.ย. 2568

“เขาบอกว่าพรรคประชาชนตรวจสอบทหารและเป็นลักษณะว่าไม่เอาทหาร…อยากถามพรรคประชาชนว่าวันนี้กับเมื่อวานที่ท่านพูดว่าไม่เอาทหาร วันนี้ยังยืนหยัดในแนวทางเดิมหรือไม่” ผู้สื่อข่าวจาก จ.อุบลราชธานี ถามผู้แทนจากพรรคประชาชนในเวที Policy Checking Forum “เมื่อ ‘นโยบาย’ ต้องเผชิญหน้า ‘ข้อเท็จจริง’” ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ตอบคำถามด้วยการเรียกร้องให้สื่อมวลชนตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพรรคประชาชนเคยพูดว่าไม่เอาทหารจริงหรือไม่ ก่อนจะยืนยันว่า “เราไม่เคยพูดแน่นอนว่าเราไม่เอาทหาร”

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเวที Policy Checking Forum “เมื่อ ‘นโยบาย’ ต้องเผชิญหน้า ‘ข้อเท็จจริง’” ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 

“พรรคประชาชนเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหาร เราทำงานร่วมกับทหารเป็นหลักมาตลอด 2 ปีนี้ นโยบายชุดแรกที่เราทำเป็นเอกสารเสร็จสมบูรณ์คือนโยบายเกี่ยวกับทหาร ซึ่งเราทำร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารหลายคนทั้งระดับสูงและระดับปฏิบัติงาน ว่าต้องการนโยบายที่จะช่วยเหลือหรือติดอาวุธให้เขาในแบบไหนบ้าง” ศศินันท์กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมาพรรคได้ชี้แจงหลายครั้งว่า “ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร” ซึ่งเป็นหนึ่งนโยบายที่พรรคก้าวไกลประกาศก่อนการเลือกตั้งปี 2566 กับ “ยกเลิกทหาร” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน  

“ทีมเฉพาะกิจ Cofact x The Momentum ตรวจสอบข้อเท็จจริงในสภา” ตรวจสอบนโยบายย้อนหลังตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชนว่านโยบายเกี่ยวกับทหารและกองทัพที่พรรคเคยสื่อสารต่อสาธารณะนั้นเป็นอย่างไร ไม่เอาทหารจริงหรือไม่ 

Timeline: จากพรรคอนาคตใหม่ถึงพรรคประชาชน

15 มี.ค. 2561 พรรคอนาคตใหม่ยื่นจดแจ้งชื่อจัดตั้งพรรคต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

24 มี.ค. 2562 เลือกตั้งทั่วไป พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่สาม รวมจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 80 ที่นั่ง

21 ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี จากกรณีพรรคกู้เงิน 191.2 ล้านบาทจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

6 มี.ค. 2563 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองการเปลี่ยนชื่อพรรคและกรรมการบริหารพพรรคร่วมพัฒนาชาติไทยเป็น “พรรคก้าวไกล” อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่เข้ามาสังกัดพรรคก้าวไกล ที่มีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค

14 พ.ค. 2566 พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง ได้ สส. เข้าสภา 151 คน

7 ส.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการร่วมกันเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง

9 ส.ค. 2567 แถลงเปิดตัวพรรคประชาชน โดยมีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรคประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล เป็นรองหัวหน้าพรรค และศรายุทธ ใจหลัก เป็นเลขาธิการพรรค 

พรรคอนาคตใหม่

วันที่ 16 ธ.ค. 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เปิดตัว “12 นโยบายพรรคอนาคตใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต” ประกอบด้วย โดยนโยบาย “ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล เลิกเกณฑ์ทหาร ซื้ออาวุธโปร่งใส” เป็น 1 ใน 8 นโยบายเสาหลักของพรรค

สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานตรงกันว่าพรรคอนาคตใหม่มีนโยบายปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย

The MATTER รายงานว่าพรรคอนาคตใหม่ต้องการปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย ยกเลิกเกณฑ์ทหาร หันมาใช้วิธีสมัครยกเว้นเมื่อเกิดศึกสงคราม รวมทั้งปรับลดกำลังพลประจำการลงครึ่งหนึ่งให้เหลือเพียง 1.7 แสนนาย และลดนายพลให้เหลือ 400 คน จากปัจจุบัน 1,600 คน

The Standard อ้างคำพูดของ พล.ท. พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่ยืนยันหลักการกองทัพต้องอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน ลดขนาดกองทัพให้เล็กลงและทันสมัยขึ้น โดยลดกำลังพลลง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดอัตรานายพลลงเหลือ 1 ใน 4 ยกเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ ลงทุนในงานวิจัยเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ให้อำนาจการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของกองทัพอยู่กับกระทรวงกลาโหม

The Momentum เผยแพร่บทความ ประชันนโยบายพรรคการเมือง EP 09: กองทัพ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายด้านกองทัพของพรรคอนาคตใหม่ว่า “รัฐบาลพลเรือนควบคุมกองทัพ เลิกบังคับเกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณกองทัพ วิทยาการด้านการป้องกันประเทศ และการผสานระหว่างระบบอุปถัมภ์กับคุณธรรม”

ธนาธรย้ำนโยบายปฏิรูปกองทัพอีกครั้งด้วยการโพสต์เฟซบุ๊ก “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2561 ว่าพรรคอนาคตใหม่เสนอนโยบาย “ปฏิรูปกองทัพให้เป็นกองทัพสมัยใหม่ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ใช้วิธีสมัคร ยกเว้นเวลาเกิดศึกสงคราม, ปรับลดกำลังพลประจำการลงครึ่งหนึ่ง ให้เหลือเพียง 1.7 แสนนาย, ลดจำนวนนายพลจากปัจจุบัน 1,600 คน ให้เหลือเพียง 400 คน” (ลิงก์บันทึก)

ในโพสต์นี้ ธนาธรยังได้จัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นโดยให้เลือกระหว่าง “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” กับ “ยังอยากเกณฑ์ทหาร” ซึ่งมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก 7.8 หมื่นบัญชีร่วมโหวต ผลคือร้อยละ 92 เลือก “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” และร้อยละ 8 เลือก “ยังอยากเกณฑ์ทหาร”

พรรคก้าวไกล

ก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 พรรคก้าวไกลเสนอชุดนโยบายในชื่อ “300 นโยบายเปลี่ยนประเทศ”  ในส่วนของนโยบายปฏิรูปกองทัพประกอบด้วย 15 ข้อเสนอ ได้แก่  

  1. เอาทหารออกจากการเมือง: ห้ามทหารยศนายพลดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 7 ปีหลังออกจากราชการเพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองโดยอดีตนายพลที่ยังมีสายสัมพันธ์ในกองทัพ
  2. กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน ยกเลิกสภากลาโหม
  3. ตั้งผู้ตรวจการกองทัพที่มาจากสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตรวจสอบการทำงานของกองทัพ
  4. ยกเลิกศาลทหารในสถานการณ์ปกติ ให้มีได้เฉพาะช่วงการประกาศสงครามเท่านั้น ให้คดีเกี่ยวกับวินัยทหารและคดีอาญาที่ทหารเป็นคู่ความเข้าสู่ศาลปกครองและศาลยุติธรรม
  5. ลดขนาดกองทัพ 30-40% 
  6. ลดจำนวนนายพลเหลือ 400 นาย และสร้างความเป็นธรรมระหว่างข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือน
  7. ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร
  8. ปฏิรูปการศึกษาทหาร
  9. การนำเข้ายุทโธปกรณ์ต้องมีการจ้างงานและถ่ายโอนเทคโนโลยี (Defence Offset)
  10. คืนที่ดินกองทัพให้ประชาชน
  11. คืนธุรกิจกองทัพให้รัฐบาล
  12. เพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อยให้ปลอดภัย มั่นคง และมีอนาคต
  13. ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) 
  14. ยกเลิกกาประกาศกฎอัยการศึกในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  15. ยกเครื่องกฎหมายความมั่นคงพิเศษซึ่งรวมถึงกฎอัยการศึก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

วันที่ 18 มี.ค. 2566 พิธาขึ้นปราศรัยบนเวทีเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครพรรคก้าวไกลที่ จ.กาญจนบุรี โดยในช่วงหนึ่งเขาได้ตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม”

“…ทหารมีไว้ทำไม พวกคุณจะไปรบกับใคร สมมติจะมีคนมารุกรานคุณ ผมก็ไม่เชื่อว่าคุณจะรบชนะด้วย แล้วอีกอย่าง ตอนนี้มันเป็นเรื่องของอาวุธ ประเทศที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ที่เคยทะเลาะกันก็ไม่ทะเลาะกันแล้ว ทุกวันนี้ลดกองทัพได้ บางประเทศไม่ต้องมีกองทัพด้วยซ้ำไปถ้าผู้นำฉลาดพอ มันคือเรื่องกฎกติกาสากล เรื่องระเบียบโลก ยิ่งประเทศเล็ก ๆ แบบพวกเรายิ่งต้องฉลาด สามารถที่จะทำให้ประหยัดงบกองทัพไปเยอะ ทหารมีไว้ทำไม วันนี้เราจะมาชวนหาคำตอบนี้” พิธากล่าว 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” บนเวทีปราศรัยที่ จ.กาญจบุรี เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2566

การตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ของพิธาบนเวทีปราศรัยในวันนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะจากผู้สนับสนุนกองทัพว่าสะท้อนถึงการไม่เห็นความสำคัญของทหารและกองทัพ 

ข้อความนี้ยังถูกนำมาประกอบเนื้อหาเท็จโจมตีพรรคก้าวไกลว่าไม่เอาทหารและต้องการยกเลิกกองทัพ โดยเฉพาะในช่วงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือน พ.ค. 2568 ซึ่งพิธาได้ให้ความเห็นในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ของสรยุทธ สุทัศนะจินดาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 ว่าเป็นการตัดคำพูดเพียงบางส่วนมาเผยแพร่โดยขาดบริบท 

พิธาอธิบายว่าคำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นการพูดบนเวทีปราศรัยเมื่อปี 2566 ใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “เขตทหาร” และมีประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้ที่ดินของกองทัพ อีกทั้งในช่วงนั้นยังมีประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายทหารด้วย 

เมื่อพิธีกรถามพิธาว่า “ทหารมีไว้ทำไม” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลตอบว่า “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ได้มีไว้ปกครอง ถ้าจะให้ตอบแบบไม่เหมือนเดิมก็คือ ทหารมีไว้ป้องกันการคุกคามจากต่างประเทศ แต่ไม่ยุ่งกับการเมืองภายในประเทศ…มีไว้ระมัดระวังภัยความมั่นคงทุกรูปแบบจากนอกประเทศ แต่ไม่ยุ่งการเมืองในประเทศ”

“มุมมองของผมต่อทหารคือ ผมต้องการให้ทหาร smart ทหารเป็นมืออาชีพ ลดจำนวนทหารลงเพื่อที่จะได้มียุทโธปกรณ์มาสู้กับภัยความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ที่มาจาก hybrid warfare ไม่ได้เป็นสงครามแบบดั้งเดิม” พิธากล่าว

พรรคประชาชน  

เนื่องจากพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ก่อตั้งขึ้นหลังจากพรรคก้าวไกลถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2567 นโยบายของพรรคจึงเป็นการสานต่อจากพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตามแนวคิดและนโยบายด้านทหารของพรรคประชาชนภายใต้การนำของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สามารถประมวลได้จากร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนผลักดันและจากชุดนโยบายที่ณัฐพงษ์นำเสนอในการประชุมวิสามัญพรรคประชาชนเมื่อ 25 ต.ค. 2568

เว็บไซต์พรรคประชาชน รายงานความคืบหน้าร่างกฎหมายที่พรรคก้าวไกล/พรรคประชาชนเสนอ ซึ่ง ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรรวม 134 ฉบับ ในจำนวนนี้มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับทหาร  ในจำนวนนี้มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับทหาร ได้แก่

  • ร่าง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร 2 ฉบับ
  • ร่าง พ.ร.บ. รับราชการทหาร (ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร) 2 ฉบับ
  • ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ปรับขอบเขตอำนาจศาลทหาร)
  • ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร)
  • ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (ยุบ กอ.รมน.)
  • ร่างแก้ไข พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ระเบียบราชการกลาโหม)
  • ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2559 เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. ลงวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559 

ร่างกฎหมายแต่ละฉบับมีความคืบหน้าแตกต่างกันไป บางฉบับถูกตีตกไปเนื่องจากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน เช่น ร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร (ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร) แต่ยังเหลืออีกฉบับหนึ่งซึ่งเป็นร่างที่ไม่เกี่ยวด้วยการเงิน และร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (ยุบ กอ.รมน.) บางฉบับอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ บางฉบับได้รับการบรรจุวาระแล้วและอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 

นอกจากการผลักดันกฎหมายตามนโยบายปฏิรูปกองทัพแล้ว ในการประชุมสภา สส. พรรคประชาชนยังได้อภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการทำงานของกองทัพ เช่น การตรวจสอบเรื่องปฏิบัติการmางอข้อมูลข่าวสาร (IO) ของกองทัพ ตรวจสอบนโยบายปฏิรูปกองทัพของพรรคเพื่อไทย และการติดตามคดีการเสียชีวิตของภคพงศ์ ตัญกาญจน์ อดีตนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ของคณะกรรมาธิการการทหาร ซึ่งเดิมมีวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชนเป็นประธาน ก่อนจะลาออกและให้เอกราช อุดมอำนวย จากพรรคเดียวกันมารับช่วงต่อ 

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี 2569 นโยบายปฏิรูปกองทัพยังคงเป็นหนึ่งในชุดนโยบายและแผนงานของพรรคประชาชนตามที่ณัฐพงษ์นำเสนอในการประชุมวิสามัญพรรคประชาชนเมื่อ 25 ต.ค. 2568  


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำเสนอหัวข้อ “มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง 2569” ในการประชุมวิสามัญพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2568 โดยเปิดเผยชุดนโยบายบางส่วน ซึ่งนโยบายปฏิรูปกองทัพเป็นหนึ่งในนั้น

ข้อสรุป

จากการตรวจสอบนโยบายพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนที่เผยแพร่ในช่องทางที่เป็นทางการของพรรค รวมทั้งถ้อยคำที่หัวหน้าพรรคคือธนาธร (อนาคตใหม่) พิธา (ก้าวไกล) และณัฐพงษ์ (ประชาชน) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหรือพูดต่อสาธารณะระหว่างปี 2561-2568 พบว่ามีการนำเสนอนโยบายปฏิรูปกองทัพจริง แต่ไม่มีเนื้อหาใดที่ระบุว่า “ไม่เอาทหาร” หรือ “ยกเลิกกองทัพ”  

นโยบายปฏิรูปกองทัพถูกจัดอยู่ในหมวดนโยบายด้านการสร้างประชาธิปไตยเต็มใบของพรรคก้าวไกล/พรรคประชาชน ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอหลายข้อ เช่น ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร, ลดจำนวนทหารยศนายพล, ลดจำนวนพลทหาร, ยกเลิกศาลทหารในสถานการณ์ปกติ, ยุบ กอ.รมน., โอนการถือครองที่ดินกองทัพกลับมาเป็นของกรมธนารักษ์เพื่อให้การจัดสรรที่ดินเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่, โอนถ่ายธุรกิจกองทัพทั้งหมดมาให้กระทรวงการคลังดูแล, เพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย เป็นต้น 

ประชาชนมีสิทธิที่จะแสดงความไม่เห็นด้วย คัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์นโยบายปฏิรูปกองทัพและข้อเสนอของพรรคการเมืองนี้ได้อย่างเต็มที่ แต่การสรุปว่าพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน “ไม่เอาทหาร” นั้นเป็นการบิดเบือนและเป็นข้อสรุปที่ไม่ตรงกับนโยบายที่พรรคเสนออย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ




กรรมการมูลนิธิธรรมนัสฯ ระบุ ร.อ.ธรรมนัส มอบอำนาจให้แจ้งความหมิ่นประมาทผู้ใช้เฟซบุ๊กจริง

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ใช้เฟซบุ๊กระบุโดน ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า แจ้งความหมิ่นประมาท 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง**

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Suphaphorn Phosri โพสต์ข้อความว่าได้รับหมายเรียนจากพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา ในคดีที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งความเธอในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (ลิงก์บันทึก)

ภาพหมายเรียกที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้นำมาเผยแพร่ระบุว่าเป็นหมายเรียกครั้งที่ 1 ออกที่ สภ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ลงวันที่ 20 พ.ย. ในคดีความอาญาระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส โดยนายอาทิตย์ มานัสสา เป็นผู้รับมอบอำนาจ เป็นผู้กล่าวหา กับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Suphaphorn Phosri หรือ น.ส.สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี ผู้ต้องหา จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “ซึ่งเป็นข้อความหมิ่นประมาทผู้เสียหายในเฟซบุ๊กสาธารณะ ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง” และกำหนดให้ผู้ต้องหาไปพบ ร.ต.อ. สุชาติ วงศ์ประกาย พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีที่ สภ.เมืองพะเยา ในวันที่ 4 ธ.ค.

ทั้งนี้ ในตอนท้ายของหมายเรียกสะกดชื่อผู้ต้องหาผิดเล็กน้อย ประกอบกับการที่สุภาภรณ์โพสต์เลขที่บัญชีเพื่อขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน จึงมีผู้เข้ามาตั้งข้อสงสัยว่าหมายเรียกฉบับนี้เป็นเอกสารของทางราชการจริงหรือไม่

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: นายอาทิตย์ มานัสสา ซึ่งหมายเรียกระบุว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจาก ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ว่า ร.อ.ธรรมนัสได้มอบหมายให้เขาแจ้งความดำเนินคดีกับสุภาภรณ์จริง เนื่องจากพบว่าเธอโพสต์ข้อความที่สร้างความเสียหายและสร้างความเข้าใจผิดต่อ ร.อ.ธรรมนัส 

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอาทิตย์กล่าวว่าเขามีตำแหน่งเป็นกรรมการมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า และเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจาก ร.อ.ธรรมนัสร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้ที่เผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาท ร.อ.ธรรมนัสจำนวนหลายราย แต่ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดว่าขณะนี้มีบุคคลที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งหมดกี่คน

โคแฟคติดต่อไปที่ สภ.เมืองพะเยา เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า ร.ต.อ. สุชาติ วงศ์ประกา  เป็นพนักงานสอบสวนประจำ สภ.เมืองพะเยาจริง แต่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับหมายเรียกในคดีนี้

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

คลิปผู้ช่วย สส. เพื่อไทย ยืนแช่น้ำท่วมระดับหน้าอกในเมืองหาดใหญ่ เป็นคลิปที่สร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นคลิปที่สร้างจากเอไอ โดยมีบางส่วนที่เป็นภาพจริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: คลิป “น้ำท่วมหาดใหญ่ น้ําท่วมภาคใต้ พรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน หรือยัง ” ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 บนบัญชีเฟซบุ๊ก X และอินสตาแกรมของนายชีพธรรม คำวิเศษณ์ ซึ่งระบุในโปรไฟล์ของตัวเองว่าเป็นผู้ช่วยนายสุธรรม แสงประทุม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) 

ในคลิปความยาว 15 วินาที (ลิงก์บันทึก) มีภาพนายชีพธรรมพูดว่า “ผมยืนอยู่กลางน้ำท่วมกลางเมืองหาดใหญ่เลยครับ น้ำสูงเกือบถึงเอว บ้านร้านค้าปิดกันหมด คนต้องอพยพขึ้นเรือแบบนี้กันทั้งเมือง พี่น้องประชาชนเดือดร้อนขนาดไหน ภาพมันชัดหมดแล้ว” และถามหาความรับผิดชอบจากพรรคประชาชนว่าได้ตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยอย่างไรบ้าง  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพเกือบทั้งหมดในคลิปนี้สร้างจาก Sora ซึ่งเป็นโมเดลเอไอของ OpenAI เจ้าของเดียวกันกับ ChatGPT สังเกตได้จากโลโกและชื่อแอปพลิเคชันที่ปรากฏอย่างชัดเจนตลอดทั้งคลิป รวมถึงยังพบความผิดปกติหลายจุด เช่น ป้ายชื่อร้านค้าในเมืองเป็นกลุ่มคำที่ไม่มีความหมาย ป้ายกระทรวงสาธารณสุขที่สะกดผิดทั้งภาษาอังกฤษและไทย ครุฑสีทองหน้าอาคารที่มีลักษณะต่างกับตราครุฑของจริง และระดับน้ำท่วมที่ไม่สอดคล้องกันโดยเปรียบเทียบจากคำบรรยายว่า “น้ำท่วมเกือบถึงเอว” แต่บริเวณพื้นหลังน้ำท่วมสูงแค่ระดับข้อเท้า 

จุดสังเกตว่าบางส่วนของคลิปนี้สร้างจาก AI เช่น ป้ายชื่อร้านค้าในเมืองเป็นกลุ่มคำที่ไม่มีความหมาย ป้ายกระทรวงสาธารณสุขที่สะกดผิดทั้งภาษาอังกฤษและไทย ครุฑสีทองหน้าอาคารที่มีลักษณะต่างกับตราครุฑของจริง ระดับน้ำท่วมที่ไม่สอดคล้องกันโดยเปรียบเทียบจากคำบรรยายว่า “น้ำท่วมเกือบถึงเอว” แต่บริเวณพื้นหลังน้ำท่วมสูงแค่ระดับข้อเท้า และโลโก “Sora” โมเดล AI ของ OpenAI

อย่างไรก็ตามมีบางส่วนของคลิปที่ใช้ภาพจริง เช่น ช่วงที่นายชีพธรรมนั่งพูดอยู่ในห้อง

สำหรับประเด็นที่เสียงในคลิปตั้งคำถามพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าได้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอนุทินเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมหรือยัง รายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ออกอากาศสดบนช่องยูทูบ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” ในวันที่ 2 ธ.ค. สัมภาษณ์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้า ปชน. ขณะลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในประเด็นว่าความโกลาหลในการรับมือวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ร้ายแรงพอที่พรรคประชาชนจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าทั้ง ปชน. และ พท. มีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ตนมองว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดขณะนี้คือความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา จึงไม่อยากนำเงื่อนไขทางการเมืองอย่างเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวกำหนด และอยากให้วาระเร่งด่วนอย่างวิกฤตน้ำท่วมได้รับการแก้ไขก่อน

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

‘เสวนานักคิดดิจิทัล’เยือนอีสาน  ปลุกรู้เท่าทัน‘ข่าวลวงปั่นเกลียดชัง’หวังสร้างสันติในสังคมออนไลน์

25 พ.ย. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) อีสานโคแฟค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Ubon Connect และมูลนิธิสื่อสร้างสุข จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 31 “บทบาทของสื่อและอินฟลูฯ สู่สังคมออนไลน์สันติประชาธรรม (Role of Media & Influencers to debunk disinformation, promote Peace & Democracy)” ณ ห้องปทุมวัน ชั้น 5 โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

กมล หอมกลิ่น หัวหน้าโครงการอีสานโคแฟคกล่าวว่า งานเสวนานักคิดดิจิทัล หรือ Digital Thinkers Forum ครั้งนี้   อีสานโคแฟคเป็นเจ้าภาพร่วมกับภาคีทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ โดยมีการออกแบบให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนประเด็นเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อให้ทุกคนที่เข้าร่วมงานได้แสดงความคิดเห็น ระดมสมอง นำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่มีมาพูดคุยกัน ในหัวข้อ “บทบาทของสื่อและอินฟลูฯ สู่สังคมออนไลน์สันติประชาธรรม” (Role of Media & Influencers to debunk disinformation, promote Peace & Democracy)เกี่ยวข้องกับบทบาทของสื่อ ต่อมาในสื่อโซเชียลมีเดียเกิด “อินฟลูเอนเซอร์” จำนวนมากที่เข้ามามีบทบาทต่อการนำสังคม

บทบาทของสื่อและอินฟลูฯ จะนำไปสู่การสร้างข้อมูลจริง – ข้อมูลลวงหรือไม่ สำคัญอย่างไร เราจึงตั้งหัวข้อนี้ขึ้นมา ประกอบกับในเวลาอันใกล้นี้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งเทศบาล อบต. และการเลือกตั้งใหญ่ของปรทศไทย  การรณรงค์หาเสียง  สุ่มเสี่ยงกับการเกิดถ้อยคำที่นำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง(Hate Speechในเวทีนี้น่าจะทำให้ได้ทิศทางการทำงานการตรวจสอบข้อมูลและบทบาทหน้าที่ของสื่อที่ควรจะเป็น หัวหน้าโครงการอีสานโคแฟค กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้เปลี่ยนจากยุคข้อมูลลวงเข้าสู่ยุคข้อมูลหลอน หมายถึงเราอาจไม่รู้ว่าอะไรจริง – ไม่จริง เนื่องจาก AI สามารถผลิตเนื้อหาทั้งบทความ ภาพและคลิปวิดีโอได้เสมือนจริง ทำให้เป็นเรื่องยากในการแยกแยะ เนื่องจากสิ่งที่ AI สร้างขึ้นนำมาจากข้อมูลที่มีเค้าโครงข้อเท็จจริง ลำพังการรับมือข้อมูลว่าอะไรจริง – เท็จมีความยากอยู่แล้ว แต่ข้อมูลหลอนมีทั้งจริงบ้าง – ไม่จริงบ้าง เป็นความซับซ้อนของข้อมูลข่าวสารที่มีคำถามว่าจะรู้เท่าทันได้อย่างไร 

ในประเด็นนี้ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ได้กล่าวในการประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถึง “มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon)”โดยคำว่า Armageddon ให้ความรู้สึกถึงวันสิ้นโลก แต่ในที่นี้หมายถึงการสิ้นสุดของข้อเท็จจริงหรือความจริง ซี่งอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตหากเราไม่ทำอะไร ดังนั้นทุกฝ่ายต้องลุกขึ้นมารับมือ 

โดยเฉพาะบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมุมหนึ่งได้ประโยชน์จากการได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน แต่อีกมุมก็ปล่อยให้คนที่ทำไม่ถูกต้องหรือมิจฉาชีพเข้ามาใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ จ.อุบลราชธานี เพิ่งผ่านภาวะสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) ด้วยความที่เป็นจังหวัดชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีปัญหาความขัดแย้งและการสู้รบ ในโลกออนไลน์ก็มีการสู้รบทางข้อมูลข่าวสารอย่างหนักหน่วงจากทั้ง 2 ฝ่าย 

หนทางที่จะรับมือกับมหาสงครามข้อมูล ต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Information Integrity ที่ต้องทำให้ข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือ ศักดิ์ศรีของข้อมูล ความถูกต้อง ความสร้างสรรค์ ถ้าเปรียบเทียบกับคน คือต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ไม่เป็นอันตรายกับคนอื่น เรียกว่าธรรมาภิบาลหรือคุณธรรมก็ได้ คุณธรรมของข้อมูลคืออะไร? แน่นอนที่สุดต้องถูกต้องเชื่อถือได้ แต่ต้องอยู่บนระบบโครงสร้างที่เอื้อด้วย สุภิญญา กล่าว 

ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวปาฐกถาหัวข้อ การรับมือข้อมูลเท็จเพื่อสร้างสันติภาพและความปลอดภัย เล่าย้อนไปในยุคเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีการใช้คำพูด ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และคนพูดเป็นพระ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด หรืออินฟลูเอนเซอร์ คือ บุคคลที่พูดออกไปแล้วมีพลัง 

ทั้งนี้ สื่อสามารถทำให้คนรู้สึกรักหรือเกลียดชังได้หรือหากคนพูดมีอิทธิพล เช่น ผมเป็นแพทย์ด้านโรคไต หากบอกว่ากินยาตัวหนึ่งแล้วรักษาโรคไตได้ ขายยาจนร่ำรวย แต่นี่เป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะหากมียารักษาโรคไตได้จริงคงไม่ต้องเปิดศูนย์ไตเทียมหรือผ่าตัดเปลี่ยนไต นี่คือตัวอย่างของการรับสื่อแล้วมีอารมณ์ร่วม และยุคนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารปริมาณมาก (Big Data) เรื่องข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ปฏิเสธ แต่จะทำอย่างไรให้คนสามารถแยกแยะข้อมูลเหล่านั้น และสื่อจะทำอย่างไรที่ไม่ใช่เพียงการบอกข้อมูล แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้เท่าทันด้วย

สำหรับเรื่องการเมืองนั้นเกี่ยวข้องกับเราทุกคนเช่น ข้าวของชาวนาจะขายได้ราคาหรือไม่ แต่สังคมไทยเกลียดนักการเมืองเพราะคิดว่านักการเมืองโกง แต่ถามว่าประเทศอื่นๆ มีนักการเมืองโกงหรือไม่ คำตอบคือมี ดังนั้นอย่ายึดตัวบุคคล นักการเมืองเลวจริงแต่ก็มีโอกาสจะดีได้หากประชาชนรู้เท่าทัน แต่การเมืองเป็นสิ่งที่จำเป็นและประชาชนต้องเรียนรู้ สังคมไทยถูกสอนกันว่าอย่าไปยุ่งกับการเมือง คิดแต่ว่านักการเมืองชั่ว แต่สิ่งที่ชั่วก็คือคน และคนก็มีความหลากหลาย 

หรืออย่างคำว่า “ชาตินิยม” เป็นคำที่ดี แต่สิ่งที่ผิดคือ การกลายเป็นชาตินิยมแบบสุดโต่ง เช่น มองว่าประเทศไทยมีเพียงเชื้อชาติเดียว แต่ในความเป็นจริงคนไทยมีหลายเชื้อชาติ อย่างภาคอีสานมี 20 – 30 ชาติพันธุ์ และการที่สังคมมีความหลากหลายก็ต้องยอมรับการพูดคุยที่มีความหลากหลาย ยอมรับการพูดคุยกับคนที่เห็นต่าง อย่าให้ทะเลาะกัน และหาข้อสรุปที่ทำให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกันให้ได้

ประเด็นที่จะต้องคุยกัน ในฐานะเป็นผู้ผลิต ผู้ทำสื่อ ผู้บริโภคสื่อ บทบาทเราคืออะไร อย่าให้เป็นผู้ถูกกระทำ แต่ต้องลุกขึ้นมาเป็นคนที่เปลี่ยนแปลง 1.คุณต้องการพัฒนาในทฤษฎี คือมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย – กฎหมาย 2.เปลี่ยนความเชื่อ และ3.สื่อสารใหม่ นพ.นิรันดร์ กล่าว 

สำหรับกิจกรรมในช่วงเช้า เป็นการจัดประชุมโต๊ะกลม เพื่อระดมสมองประเด็น ความกังวลและการรับมือข่าวลวงเลือกตั้ง / รู้ทัน ‘Hate Speech’ ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง คู่มือฉบับประชาชน โดยมีทีมอีสานโคแฟค รับหน้าที่วิทยากรกระบวนการ

Fact-check: พนักงานสอบสวนคดี “ส่วยเว็บพนันออนไลน์” ออกหมายเรียก-หมายจับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ได้หรือไม่ ?

ทีมเฉพาะกิจ Cofact x The Momentum

[รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในรัฐสภา ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกองบรรณาธิการ Cofact และ The Momentum ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568]

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำลังถูกตั้งคำถามถึงการใช้ “สองมาตรฐาน” และ “เลือกปฏิบัติ” ในการดำเนินคดีกับข้าราชการตำรวจระดับสูงและพวก ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกันเว็บพนันออนไลน์ 2 คดี คือคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)  กับคดีของ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.

นอกจาก พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ที่ออกมาร้องเรียนและกล่าวหา ตร. ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และเลือกปฏิบัติระหว่างคดีของตนเองกับคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ แล้ว พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เป็นอีกคนหนึ่งออกมาตั้งคำถามในประเด็นนี้

วันที่ 13 พ.ย. 2568 กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ซึ่งมีรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชนเป็นประธาน เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงกรณีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กรณีส่วยขบวนการเว็บพนันออนไลน์ 

พ.ต.อ. วิรุตม์ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีผู้ร้องเรียนกล่าวโทษข้าราชการตำรวจระดับสูงว่ากระทำผิดอาญา พนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนโดยไม่ชักช้าภายใน 30 วัน ก่อนจะส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วน ก.ร.ตร. ก็จะต้องเร่งพิจารณาโทษทางวินัย 

พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของพนักงานสอบสวนในคดี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. ในที่ประชุม กมธ. เมื่อ 13 พ.ย. 2568

พ.ต.อ. วิรุตม์กล่าวว่าในส่วนของโทษทางวินัย ก.ร.ตร. สามารถมีมติพักราชการ สำรองราชการ หรือให้ข้าราชการตำรวจที่ถูกกล่าวหาออกจากราชการไว้ก่อนได้ ในส่วนของคดีอาญา พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกและหมายจับได้ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการในกรณีของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ 

ทีมเฉพาะกิจ “Cofact x The Momentum ตรวจสอบข้อเท็จจริงในสภา” เปิดข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนว่าเป็นไปตามที่ พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวหรือไม่อย่างไร

ลำดับเหตุการณ์ข้อกล่าวหา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และพวก

1 เม.ย. 2567 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ เข้าแจ้งความ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์และพวกในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินที่ สน.เตาปูน ตามด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ก.ร.ตร. เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2567

30 ก.ค. 2567 พนักงานสอบสวน สน.เตาปูนส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.

16 ธ.ค. 2567 คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารายงานการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีกล่าวหา พล.ต.อ. ต่อศักดิ์กับพวกเรียกรับเงินหรือทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ พบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอจึงมีมติ รับเรื่องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน

22 ต.ค. 2568 ก.ร.ตร. มีมติว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และพวกที่เป็นตำรวจกว่า 200 นายมีมูลความผิดจริง และอยู่ระหว่างการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง ซึ่ง ก.ร.ตร. จะนำคำชี้แจงนั้นมาพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อตัดสินและกำหนดโทษทางวินัย

เนื้อหาที่ตรวจสอบ

พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวในที่ประชุม กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ว่าเมื่อมีผู้ทำหนังสือร้องเรียนกล่าวโทษถึง ผบ.ตร. หัวหน้าพนักงานสอบสวนหรือผู้รับหนังสือจะต้องรายงานดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชักช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะข้อกล่าวหานี้ไม่ใช่เรื่องความผิดทางวินัยอย่างเดียว แต่เป็นคำกล่าวโทษทางอาญาด้วย โดยพนักงานสอบสวนจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานส่ง ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน 

“…ใน 30 วัน ท่านออกหมายเรียกได้ (ออก) หมายจับได้ด้วยซ้ำไป แต่ท่านก็ไม่ได้ทำ” พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว

พ.ร.ป. ป.ป.ช. เขียนไว้ว่าอย่างไร?

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป. ป.ป.ช.) มาตรา 28 (2) ระบุว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอํานาจในการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งรวมถึงข้าราชการตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งการเรียกรับสินบนเป็นหนึ่งในฐานความผิดที่ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบ ดังนั้น ป.ป.ช. จึงมีอำนาจและหน้าที่ในการไต่สวนคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และพวก 

มาตรา 61 ระบุว่าเมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานของรัฐหรือบุคคลอื่นใดในข้อหาที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. “ให้พนักงานสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ”

สำหรับประเด็นการออกหมายเรียกและหมายจับที่ พ.ต.อ.วิรุตม์ระบุว่าพนักงานสอบสวนสามารถทำได้ในช่วงการสอบสวนก่อนส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. นั้น เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) ที่ระบุว่าพนักงานสอบสวนสามารถออกหมายเรียกให้บุคคลใดมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนได้ 

ส่วนการออกหมายจับนั้น ป.วิ.อาญา มาตรา 66 ระบุเหตุที่จะออกหมายจับได้ คือ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ (2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

ตัวอย่างเช่นในคดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ที่พนักงานสอบสวน สน.สายไหม ได้ขอศาลออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และศาลอนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2567 โดยให้เหตุผลว่ามีหลักฐานเชื่อว่ากระทำผิดเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์และมีพฤติการณ์หลบเลี่ยงหมายเรียกของพนักงานสอบสวน 

พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. กล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า “เลือกปฏิบัติ” ในการทำคดีของเขากับคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร.

แต่ในคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์นั้นแหล่งข่าวในชุดสอบสวนคดีให้ข้อมูลว่า พนักงานสอบสวน สน.เตาปูน ไม่ได้ออกหมายเรียกและหมายจับเนื่องจากสามารถติดต่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ได้และผู้ต้องหายังได้ทำคำให้การเป็นหนังสือ จึงไม่มีเหตุให้ต้องออกหมายเรียกหรือหมายจับ 

การที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกและขอศาลออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ แต่ไม่ดำเนินการเช่นเดียวกันในกับ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์เช่นกัน เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ร้องเรียนว่า ตร. เลือกปฏิบัติ

ข้อสรุป

ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. และกฎหมาย ป.วิ.อาญา เมื่อมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษข้าราชการตำรวจระดับสูงอย่าง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ อดีต รอง ผบ.ตร. ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งรวมถึงการรับสินบน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิด โดยพนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้นและส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน ซึ่งระหว่างนั้น พนักงานสอบสวนสามารถออกหมายเรียกหรือขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ป.วิ.อาญา สำหรับการออกหมายจับนั้น ต้องมีหลักฐานว่าผู้ต้องหาน่าจะกระทำความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกเกิน 3 ปี มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือไม่มาตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุอันควร

ในคดีของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ที่ถูกกล่าวหารับสินบนจากเว็บพนันออนไลน์นั้น พนักงานสอบสวนไม่ได้ออกหมายเรียกและหมายจับจริง โดยให้เหตุผลว่าสามารถติดต่อผู้ต้องหาได้และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งชัดเจน จึงไม่มีเหตุให้ต้องออกหมายเรียกหรือหมายจับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์นั้น พนักงานสอบสวน สน.เตาปูนได้ส่งสำนวนไปที่ ป.ป.ช. แล้วตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. 2567 และ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2567 คดีนี้จึงอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาตรา 39 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ระบุว่า “ในระหว่างการไต่สวน หรือเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่าผู้ใดกระทําความผิดและความผิดนั้นมีโทษทางอาญา หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนี ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายมีอํานาจดําเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอํานาจออกหมายจับและควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาไว้”

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

‘ปัญญารวมหมู่’สู้ข่าวลวง! ‘คนรุ่นใหม่’ เลือกเสพข้อมูล ‘มีสติ’ไม่ชัวร์อย่าแชร์ต่อ

สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) อีสานโคแฟค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Ubon Connect และมูลนิธิสื่อสร้างสุข จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 31 “บทบาทของสื่อและอินฟลูฯ สู่สังคมออนไลน์สันติประชารรรม (Role of Media & Influencers to debunk disinformation, promote Peace & Democracy)” ณ ห้องปทุมวัน ชั้น 5 โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคโคแฟค (ประเทศไทย) อ้างถึง มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ได้กล่าวในการประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา  ว่าเราต้องรับมือกับ “มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon)” โดยทำให้มีข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพราะหลายครั้งข้อมูลลวงนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเกลียดชัง และปัจจุบันผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงสื่อสารออกมาได้จากทุกคนไม่เฉพาะแต่องค์กรสื่อเท่านั้น แต่ผู้รับสารคาดหวังให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ หลายคนที่ใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ แม้ไม่ได้เป็นสื่อมวลชนมืออาชีพแต่มีผู้ติดตามจำนวนมาก กลายเป็นผู้ทรงพลัง หรือเรียกว่า ผู้นำทางความคิดในโลกออนไลน์ KOL (Key Opinion Leader)  มีการคาดการณ์ว่าในประเทศไทยมี KOL 3 – 9 ล้านคน ตั้งแต่ระดับนาโนที่มีผู้ติดตามหลักร้อยหลักพัน ไปจนถึงผู้ที่มีคนติดตามหลักล้าน 

การที่ใครๆ สามารถเป็นสื่อได้นั้นจริงหรือไม่ เพราะการเป็นสื่อต้องมีหลักในการข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว จึงได้เห็นบทบาทของอินฟลูฯ มากมายทั้งทางบวกและลบ นอกจากนั้นเรายังเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เช่น สั่ง AI ให้สร้างภาพหรือคลิปวิดีโอตัวเราไปอยู่ที่ไหนก็ได้โดยง่าย แต่อีกด้านก็ทำให้เกิดความสับสนว่าภาพที่เห็นจริงหรือไม่ 

การที่เรารับข่าวสารมาและติดตามกับเนื้อหาสาระเรื่องนั้นอย่างเต็มที่ ก่อให้เกิดความเครียดเหมือนกัน คือห้ามเชื่ออะไรใดๆ ทั้งสิ้นเลย แม้แต่เหตุการณ์ที่น้ำท่วมภาคใต้ มีเปิดรับบริจาคมากมายที่เป็นเพจ AI เพจมิจฉาชีพบ้างอะไรบ้าง การใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้มันยากขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งสติมากๆ ดังนั้นหากเป็นอินฟลูฯ มีคนติดตามจำนวนมาก ยิ่งต้องระวังมากขึ้น สุภิญญากล่าว

จากนั้นเป็นการเสวนาหัวข้อ “บทบาทของสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ต่อการรับมือข้อมูลเท็จเพื่อสร้างสันติภาพและความปลอดภัย (Role of Media & Influencers to debunk disinformation, promote peace & Safety)”  โดย สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ก่อตั้ง Ubon Connect บอกเล่าถึงบทบาทของสื่อท้องถิ่นในการลดความเข้าใจผิด เช่น การพยากรณ์อากาศ จากที่ได้ทำระบบ Open Chat เตือนภัยร่วมกับหลายฝ่าย โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ภาครัฐที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านอยู่ในระบบ  เพื่อเตือนและช่วยกันแจ้งเรื่องที่ส่งผลกระทบกับเรากันเอง  ในขณะที่สื่อส่วนกลางอาจไม่ได้ติดตามสถานการณ์เพื่อรายงานข่าว สิ่งนี้เรียกว่า “ปัญญารวมหมู่” ใน Open Chat มีการเตือนภัย อย่างกรณีมีพายุเข้ามาจะมีเว็บไซต์ให้ติดตามเส้นทางของพายุแบบวันต่อวัน จากพายุเริ่มก่อตัวจนถึงใกล้สลายตัว หรือการให้ AI ช่วยคำนวณทิศทางและปริมาณน้ำที่คาดว่าจะไหลเข้าท่วมพื้นที่ เมื่อรู้แล้วจะได้เตรียมตัวรับมือ

“ผมว่าเริ่มต้นจากมีคนที่จริงใจ เกาะติด ติดตามและเสียสละมารวมตัวกัน ผมว่าสมัยนี้บางทีความสนใจของผู้คนจะแยกเป็นเรื่องๆ ไป บางคนสนใจเรื่องน้ำท่วม สัตว์เลี้ยง ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไร ก็รวมกันเป็นหมู่แล้วสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ในทุกเรื่อง” สุชัย กล่าว

นพภา พันธุ์เพ็ง ประธานมูลนิธิสื่อสร้างสุข กล่าวถึงผลกระทบของข่าวลวง ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลคือเกิดความเครียดและสับสน เช่น ดูภาพหนึ่งแล้วไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ หรือมีกรณีคนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพถูกหลอกสูญเสียเงินจนกลายเป็นคนไม่กล้ารับโทรศัพท์ และที่น่าเจ็บปวดคือช่องทางการสื่อสารอย่างเฟซบุ๊กปล่อยให้มีการหลอกลวงเพราะมีผลประโยชน์ หรือตัวอย่างระดับชุมชน กรณีที่เคยมีข่าวออกมาว่าอาวุธจากฝั่งกัมพูชายิงได้ไกล 130 กิโลเมตร ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จแต่ทำให้คนเกิดความหวาดกลัวแล้ว หรือการตั้งคำถามว่าจะยกระดับจากสงครามชายแดนเป็นสงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น  หรือมีคำถามว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ และเมื่อเกิดข่าวแบบนี้แล้วคนจะกล้าลงทุนหรือไม่ หากไม่กล้าลงทุนก็จะไม่มีการจ้างงาน คนก็ไม่มีงานทำและไม่มีรายได้ แล้วเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ไม่โตอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร อีกทั้งยังมีคนเผยแพร่ภาพที่ไม่รู้ว่าจริงหรือปลอม อ้างว่าโรงงานในไทยย้ายไปประเทศอื่น ก็อาจมีความคิดว่าเป็นเรื่องจริง ทำไมเขาย้ายหนี กลายเป็นยิ่งตอกย้ำ

ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงมากคือ ปัญหาชายแดน เราไม่ได้ห่วงว่าสงครามจบแล้วมันจะจบ มันยังมีความรู้สึกอคติที่ฝังลึก แล้วเราต่างคนต่างปั่นกระแสให้เกิดความเกลียดชังกัน จริงๆ แล้วพี่น้องชายแดนเป็นพี่น้องกัน แต่ตอนนี้กลายเป็นคนละพวกกันเพราะคนหนึ่งเป็นเขมร อีกคนเป็นสุรินทร์ เป็นบุรีรัมย์ แล้วความรู้สึกอย่างนี้มันจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนความเป็นมิตรจึงจะกลับคืนมาประธานมูลนิธิสื่อสร้างสุข กล่าว

อังคณา พรหมรักษา อาจารย์ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า เคยไปจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) กับกลุ่มเป้าหมาย และได้รับข้อมูลจากลูกศิษย์ที่ไปร่วมเป็นทีมงาน บอกว่าพบกลุ่มเป้าหมายที่เคยผ่านการอบรมไปแล้วถูกหลอก ซึ่งเป็นไปได้ว่ารูปแบบของมิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตประจำวันนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย อย่างที่มีคนบอกว่า AI เปลี่ยนแทบจะทุกวินาที และบริบทโลกเปลี่ยนเร็วมาก บางทีเราก็ต้องตั้งคำถามกับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต 

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ไม่จริงหรือไม่ถูกต้อง บางครั้งคนที่ส่งมาก็ไม่รู้และส่งต่อไปโดยไม่มีเจตนา แต่กรณีที่ผู้ส่งรู้ว่าข้อมูลนั้นไม่ถูกต้องหรือบิดเบือนแต่ยังส่งต่อไปโดยมีเจตนาบางอย่าง เช่น ผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ  มีรายได้จากการหลอกลวง หรือในเชิงการเมืองที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และเนื้อหาที่หลอกลวงเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลแค่ในปัจจุบันแต่ส่งผลในระยะยาว เช่น อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งหลายภาคส่วนเริ่มมีกระแส เริ่มถูกปล่อยข้อมูลอะไรบางอย่างออกมาและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราทั้งหมด ก่อนหน้านี้เราพูดถึงการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ปัจจุบันไม่พอแล้ว ต้องรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) รู้เท่าทันจริยธรรมของข้อมูล (Data Ethics Literacy) ต้องมีการฝึกให้ตั้งคำถามถึงความผิดปกติทางตรรกะ เช่น การยอมขายของทั้งที่ขาดทุน หรือตั้งคำถามว่าใครได้ประโยชน์จากการแผยแพร่ข้อมูลชุดนี้ ตระหนักรู้การทำงานของอัลกอริทึม (Algorithm Awareness) ที่เมื่อเราสนใจเรื่องใดที่ปรากฎในอินเตอร์เน็ตหรือสื่อสังคมออนไลน์ที่ไหลบ่าเข้ามาหาเรา ในขณะที่ข้อมูลอื่นๆ จะไม่เข้ามา 

สิ่งสุดท้าย ทำอย่างไรเราจะสร้างกลไกนี้ให้เกิดกับคนทุกคน เราจะมีวินัยในการแชร์ข้อมูลอย่างไร? อาจหมายถึงว่า เราอาจต้องสร้างความตระหนักมากขึ้นก่อนที่เราจะเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ออกไป แล้วเราควรที่จะต้องมั่นใจในข้อมูลหลายๆ อย่างที่เรากำลังจะสื่อสาร ทั้ง Social Media ทั้งการพดคุยสื่อสารซึ่งกันและกัน ฉะนั้นบางเรื่องที่เรารู้มาอาจจะต้องอยู่กับตัวเองก่อนที่จะเผยแพร่หรือส่งต่อออกไป อาจารย์อังคณา กล่าว

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เล่าถึงงานวิจัย “การพัฒนาเครื่องมือเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลวงทางการเมือง : การประยุกต์ใช้ภาษาศาสตร์แบบคลังข้อมูล (Corpus Linguistics)” เพื่อทำความเข้าใจกลไกและแบบแผนที่อยู่เบื้องหลังข่าวลวง เช่น การใช้คำที่ปลุกเร้าอารมณ์ ผ่านการเก็บข้อมูลถ้อยคำหรือข้อความจำนวนมากแล้วนำมาวิเคราะห์ โดยเฉพาะจากบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่มักเผยแพร่ข่าวลวง ว่าใช้ถ้อยคำอย่างไรบ้าง แล้วใครแชร์ต่อไปบ้าง มีตัวอย่างจากการรวบรวมชุดถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับข่าวลวงในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 พบว่า 5 อันดับคำที่พบมากที่สุด คือ Virus China Coronavirus Health และ People ตามลำดับ และมักจะมาเป็นคำคู่กัน เช่น Corona กับ Virus หรือ Public กับ Health เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเก็บข้อมูลถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับข่าวลวงทางการเมืองได้เช่นกัน

“ในเบื้องต้นงานชิ้นนี้อยู่ในระยะเริ่มต้นมากๆ อาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ แต่ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเราช่วยกันทำได้เลย คือเข้าไปที่โคแฟค(Cofact) สามารถบริจาคข่าวลวงได้ เพราะโคแฟคจะเก็บข้อมูลเป็นคลังไว้เหมือนกัน ซึ่งผมจะดึงข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ และสุดท้ายอาจจะได้เห็นว่าในภาษาไทยเรามีวิธีการสื่อสารข่าวลวงด้วยถ้อยคำแบบไหน มีสไตล์การสื่อสาร และแบบแผนการสื่อสารอย่างไร” อาจารย์วศิน กล่าว

ะวี ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) กล่าวว่า วันนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ของความเป็นคนไทยที่มีความหวังดีและห่วงใยโดยไม่รู้ข้อมูลต้นทาง เราห่วงญาติ ห่วงคนข้างบ้าน ห่วงคนนั้นคนนี้ เช่น มีคนโพสต์ด่าอาสาสมัครที่ขี่เจ็ตสกีด้วยความเร็วลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ โพสต์นี้มีคนดูเป็นล้าน ซึ่งต่อมาทั้งคนขี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงว่าจำเป็นต้องใช้ความเร็วเพราะหากไม่เร็วน้ำก็เข้าเครื่อง  ไม่สามารถไปช่วยผู้ประสบภัยได้ หรืออย่างอินฟลูเอนเซอร์สายสวยงาม แต่งหน้าขายของ จู่ๆ ก็โพสต์ขึ้นมาว่าสื่อไม่รายงานข่าวน้ำท่วม ปล่อยประชาชนช่วยเหลือกันเอง คนแชร์กว่า 2 หมื่น ด่าสื่อกันเละ ทั้งที่ไม่เห็นว่ามีสื่อช่องใดที่จะไม่รายงานข่าวน้ำท่วมเลยแต่มีข้อสังเกตว่า ในการติดตามข่าวสารโดยทั่วไปเราจะไม่ค่อยแชร์ข่าว แต่เมื่อใดที่เราไปมีส่วนร่วมกับข่าวนั้น เช่น กดถูกใจ (Like) หรือแสดงความคิดเห็น (Comment) ข่าวต่อๆ ไปที่ให้เราเห็นจะมีเนื้อหาคล้ายๆ กัน อาทิ เมื่อเรามีส่วนร่วมกับข่าวดาราเป็นหนี้ 400 ล้าน ต่อไปก็จะมีข่าวดาราคนอื่นๆ มาให้เห็นอีก หลังจากนั้นเราจะไม่เห็นข่าวน้ำท่วม นี่คือกลไกของอัลกอริทึม 

หรือกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา มีโอกาสเข้าไปช่วยงานกองทัพแล้วต้องต่อสู้กับอินฟลูฯ ชายขอบ หมายถึง ประชาชนทั่วไปที่กลายเป็นอินฟลูฯ ขึ้นมา เช่น คนที่มีบ้านอยู่ใกล้ชายแดน วันดีคืนดีได้ยินเสียงดัง ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรแต่ก็โพสต์ไปแล้วว่าเป็นเสียงระเบิด แถมสื่อกระแสหลักก็ไปหยิบโพสต์เหล่านี้มาแชร์ต่อโดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าโพสต์นั้นแหล่งข่าวเป็นใคร ทำให้คนกลุ่มนี้ได้ยอดแชร์เพิ่มขึ้น และเมื่อมีโพสต์ยอดสูงๆ แบบนี้ต่อเนื่องก็ยังได้เงินจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ด้วย ในขณะที่กองทัพทำงานสื่อสารกันไม่ทันเพราะทุกคนเป็นอินฟลูฯ กันหมด แล้วคนไทยก็ชอบกับการที่อะไรที่ตื่นตระหนกต้องแชร์ก่อน 

คำว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้จำกัดแค่ Generation (ช่วงวัย) คนรุ่นใหม่คือพวกเราทุกคนไม่ว่าจะอายุ 90 80 70 60 50 หรือเด็กอายุ 14 ทุกคนเป็นคนรุ่นใหม่หมด  ถ้ามีอินเตอร์เน็ต เมื่อไหร่ที่มนุษย์บวกอินเตอร์เน็ตแล้วมีมือถือ  ก็นับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่คือคนที่เเลือกเสพข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเสพข้อมูลที่มีประโยชน์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าว

ในช่วงท้ายของงาน ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ที่ปรึกษาาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวสรุปว่า สิ่งที่วิทยากรทั้ง 5 ท่านร้อยเรียงมา คือให้เรามีสติในการรับข้อมูล อย่าส่งต่อหากไม่มั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง ขณะที่การรวมกันเป็นเครือข่ายจะเป็นเกราะป้องกันข้อมูลลวงไม่ให้มาถึงเรา   

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568

อาบน้ำเย็นหน้าหนาว คนทั่วไป ไม่ได้เสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/9fx6idte2y2r


สัญญาณไวไฟ WiFi ไม่ได้เป็นคลื่นพิษที่มองไม่เห็น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2w3up6l1zk24o


ภาพขบวนรถไฟขนรถกู้ภัย-เรือยางจากเชียงใหม่ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vya81p3ykww1


ข่าวเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่ ตกที่หาดใหญ่ ขณะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญอุทกภัย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1mbwccx5vlcz4


ภาพเด็กกอดลูกสุนัขบนหลังคาบ้านกลางน้ำท่วมที่หาดใหญ่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1xwk8t3gyjv1s


โอโซนบำบัดช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและรักษาได้สารพัดโรค…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3tlf6712tj1fo


กัมพูชาถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/gabg79x3c3i3


พรรคอนาคตใหม่-พรรคก้าวไกล ไม่ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนหลังถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3te2fvd5g2izm


คลิปรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมที่หาดใหญ่

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/n90zt1105zud


“งานวิจัยสหรัฐฯ ชี้ชัด – ผู้หญิงเอเชียแม้ไม่สูบบุหรี่ ก็เสี่ยงมะเร็งปอด สูงกว่าที่คิด”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2awtizfidigst


อย่าเข้าไปใกล้เฮลิคอปเตอร์ ขณะที่ใบพัดยังไม่หยุดหมุน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1gs6u6w5ewsmm


การที่เอาข้าวที่ทานเหลือไปแช่ไว้ในตู้เย็นอันตรายมาก!!…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1za7de94dagt9


กมธ. การพัฒนาการเมือง และภาคีโคแฟค ร่วมหาแนวทางตรวจสอบข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง  

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นักการเมือง นักวิชาการ กกต. สื่อมวลชน และภาคีโคแฟค เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลม หัวข้อ “แนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการเลือกตั้ง 2026 ที่เป็นธรรมบนหลักการ Fact Free Fair” ซึ่งร่วมจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โคแฟค (ประเทศไทย) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ณ ห้องประชุมสัมมนา B 1-2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร

พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวเปิดการประชุมว่า ข่าวปลอมเป็นปัญหาอันดับแรก ๆ ที่ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ให้ความสนใจแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่ง กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ มองเห็นความท้าทายของการทำงานรับมือข่าวลวง 5 ประการ คือ 1.วิวัฒนาการของารผลิตเนื้อหาข่าวลวงแนบเนียนมากขึ้น เนื่องจากการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้แยกแยะเนื้อหาได้ยากขึ้นกว่าในอดีต โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สังคมในฐานะผู้เสพสื่อมีเครื่องมือ หรือคู่มือหลักการในการแยกแยะเนื้อหาจริงออกจากเนื้อหาไม่จริง 2. ผู้ไม่หวังดีแสวงหาผลประโยชน์จากข่าวปลอม โดยการเผยแพร่ข่าวปลอมอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเจตนา (Misinformation) หรือโดยมีเจตนา (Disinformation) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทต้องการมาตรการแก้ไขที่ไม่เหมือนกัน 3. ข่าวปลอมที่เผยแพร่ทางออนไลน์จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำอย่างไรที่ข้อมูลแก้ไขข่าวปลอมจะถูกเผย่แพร่ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางเช่นกัน 4. ความน่าเชื่อถือขององค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง องค์กรที่จะมาทำหน้าที่นี้ ต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และ 5. องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ควรเป็นภาครัฐ เพราะภาครัฐหรือรัฐบาลเองอาจเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับข่าวในหลายมิติ ดังนั้นหากให้รัฐเป็นผู้เล่นหลักในการวินิจฉัยว่าอะไรเป็นข่าวจริง-ข่าวปลอม หากเจอรัฐบาลที่ไม่ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แทนที่กลไกนี้จะเป็นเครื่องมือปกป้องประชาชนให้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง จะกลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นความเห็นต่างด้วยการตีตราว่าเป็นข่าวปลอม

ทั้งนี้ สิ่งที่ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ และทุกภาคส่วนต้องการคือ ข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งช่วงนี้ที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการคุยเรื่องข้อเสนอนโยบายว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร และ ข้อเสนอเฉพาะหน้า ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย องค์กรภาคประชาสังคม แม้กระทั่งสื่อมวลชน จะมีบทบาทอย่างไรได้บ้าง ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และมีบทบาทเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. …. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า วันนี้พรรคการเมืองต้องทำงานกับสื่อ เพราะประชาชนฟังสื่อไม่ได้ฟังนักการเมือง มีผู้เชี่ยวขาญจากประเทศโรมาเนียเคยกล่าวไว้ว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนร้อยละ 80 เกิดจากรายงานของสื่อ ไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงของหน่วยงาน แม้หน่วยงานจะมีข้อเสนอดี ๆ แต่หากไม่มีสื่อ ก็ไม่เป็นที่รับรู้  

อย่างไรก็ตาม หากบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้า สื่อต้องสร้างสันติภาพ โดยยึดถือ หลักประชาธิปไตย คือหลักที่คนเท่าเทียมกัน เมื่อคนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกัน ต้องเคารพเสียงข้างมาก หลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเท่าเทียมกัน และ หลักนิติธรรม ดังนั้น ตนคิดว่านอกจากข่าวจริงหรือไม่จริงแล้ว ยังมีเรื่องของข่าวจริงที่มีเจตนาไม่ดี ข่าวจริงที่เป็นอันตราย จึงควรมีองค์กรที่ไม่ใช่รัฐมาร่วมตรวจสอบด้วย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวถึงคำ “มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon)” จากสุนทรพจน์ของ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ในการประขุมสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งหากไม่มีการรับมือก็จะนำไปสู่วันสิ้นสุดของข้อเท็จจริง โดยเฉพาะบทบาทของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ส่วนหนึ่งก็ได้รับผลประโยชน์จากการมีอยู่ของข่าวลวง 

อย่างไรก็ตาม โคแฟคซึ่งเป็นภาคประชาสังคม ไม่มีอำนาจเชิญผู้แทนแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาพูดคุยหาแนวทางรับมือข่าวลวงในช่วงเลือกตั้งได้ จึงเสนอให้ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เป็นผู้เชิญ ซึ่งต้องมีหน่วยงานภาครัฐเป็นเจ้าภาพที่แต่ผ่านมายังไม่ค่อยเห็น อย่างไรก็ตาม ต้องอยู่บนพื้นฐานของสมดุลระหว่างเสรีภาพกับความรับผิดชอบ ส่งเสริมการสื่อสารข้อมูลบนพื้นฐานข้อเท็จจริง (Fact Base) ไม่ใช้ข้อมูลลวงในการต่อสู้กันทางการเมือง 

สุภิญญาย้ำว่า ยังมีเรื่องการใช้อารมณ์นำในการตัดสินใจออกเสียงลงคะแนน ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น โดยสิ่งที่เจอคือ อคติยืนยัน (Confirmation Bias)” ถึงแม้ข่าวลวงนั้น จะถูกหักล้าง (Debunk) ด้วยข้อเท็จจริงไปแล้ว แต่ผู้คนก็ยังเลือกเชื่อข่าวลวงนั้นตามอคติของตนเอง เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคการเมืองอาจต้องมีแนวทางในการรับมือต่อไป

กุลธิดา สามะพุทธิ หัวหน้ากองบรรณาธิการโคแฟค (ประเทศไทย) นำเสนอ ‘บทเรียนการตรวจสอบข่าวช่วงเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2566’โดยกล่าวถึงเรื่องเล่าในบริบทการเมืองช่วงการเลือกตั้งปี 2566 ว่า ส่วนใหญ่เป็นการอ้างผลงานว่าเป็นของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือพรรคการเมืองตนเอง การโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง การบิดเบือนนโยบาย การใช้ทฤษฎีสมคบคิดเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือหรือป้ายสีนักการเมืองหรือพรรคคู่แข่ง การใช้ประเด็นศาสนามาสร้าความเข้าใจผิด ตลอดจนการนำเรื่องส่วนตัว หรือข้อมูลดิจิทัลของนักการเมืองมาเผยแพร่อย่างไม่เหมาะสม ส่วนการใช้เอไอดีปเฟคยังไม่แพร่หลายในช่วงการเลือกตั้งปี 66 แต่เริ่มมีพัฒนาการที่ชัดมากขึ้นในช่วงความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และล่าสุดในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

กุลธิดาให้ข้อสังเกตจากการทำงานในช่วงนั้นว่า พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ตกเป็นเป้าหมายของข่าวลวงมากที่สุด อาจเพราะอยู่ในความสนใจของคน และเป็นพรรคที่เข้าถึงพื้นที่การสื่อสารในโลกออนไลน์ได้มากกว่าพรรคอื่น ส่วนความท้าทายในการทำงานตรวจสอบข่างลวงคือข้อมูลบางอย่างยากที่จะฟันธงได้ว่าจริงหรือเท็จทั้งหมด เพราะการเล่าเรื่องมาในรูปแบบที่หลากหลาย มีทั้งการหยิบข้อเท็จจริงมาบางส่วนปะปนกับความคิดเห็นและการอธิบายที่อ้างอิงทฤษฎีสมคบคิด หรือการเชื่อมโยงกับภาพหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ข่าวลวงที่วนซ้ำ และการไม่สนใจความจริงของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน ก็เป็นความท้าทายในการทำงานที่สำคัญ

อภิเดช เตปิน นักวิจัย บริษัม นีโอโมเมนตัม จำกัด นำเสนอ ‘The Digital Political Landscape and The Fragility of Thailand’s Democratic Process.’ ได้กล่าวถึงภูมิทัศน์การสื่อสารทางการเมืองในพื้นที่ดิจิทัลภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 ว่า ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยปริมาณของข้อความที่แสดงความเกลียดชังและข้อมูลจริงที่ถูกนำมาใช้โดยแฝงเจตนาร้ายกลับเพิ่มสูงขึ้น และเป้าหมายการโจมตีเปลี่ยนจากพรรคการเมืองหรือนโยบาย ไปสู่การโจมตีตัวบุคคล และสถาบันทางการเมือง โดยอาศัยเรื่องเล่าเกี่ยวกับคดีความ ภาพลักษณ์ส่วนตัว การตีความข้อมูลผิด เป็นเครื่องมือในการลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่ในขณะนั้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีความขัดแย้งได้ขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ความไว้วางใจสาธารณะโดยรวมเสื่อมถอยลง เนื่องจากสารที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นเรื่องของอคติเชิงลบ และถูกขับเคลื่อนด้วยทางอารมน์

สำหรับบริบทในปัจจุบัน อภิเดชมองว่า การสื่อสารทางการเมืองในพื้นที่ดิจิทัลได้ขยายไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม วัฒนธรรม และความมั่งคงของชาติ โดยที่กระแสชาตินิยม ความรู้สึกเกลียดกลัวต่างชาติ และการเหมารวมทางชาติพันธุ์ได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นระบบ เห็นได้ชัดจากรณีศึกษาประเด็นเฮทสปีช (Hate Speech) เกี่ยวกับสิทธิและการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา และความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา “อารมณ์ก้าวร้าว ความกลัว และความรู้สึกว่าถูกคุกคามถูกใช้เป็นตัวขับเคลื่อนปฏิกิริยาสังคม อภิเดชสรุป 

จากนั้น ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ และที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) ได้นำผู้เข้าร่วมประชุมเข้าสู่การเสวนาโต๊ะกลม โดยใช้กรอบความท้าทายในการรับมือข่าวลวง 5 ข้อที่ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวเปิดการประชุมไว้ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้อภิปรายและเสนอแนะ ทั้งนี้ ผู้แทนพรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงฝ่ายประชาสัมพันธ์สำนักงาน กกต. มีส่วนร่วมในการอภิปรายอย่างเข้มข้น

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวสรุปความเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมและจัดทำ ข้อเสนอแนะจากการประชุมโต๊ะกลม หัวข้อ แนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการเลือกตั้ง 2026 ที่เป็นธรรมบนหลักการ Fact Free Fair’ เพื่อเสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ดังต่อไปนี้ 

1ความท้าทายด้านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิตข่าวลวงที่ตรวจสอบยากขึ้น

1.1 ลักษณะปัญหา

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมาเริ่มเห็นการใช้เทคโนโลยีการผลิตเนื้อหาอัตโนมัติในการรณรงค์หาเสียงทางการเมือง และเริ่มเห็นสัญญาณการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ทั้งในฝ่ายการเมืองและผู้ผลิตเนื้อหาที่เป็นบุคคลทั่วไป

1.2 ข้อเสนอแนะ

1.2.1 จัดทำมาตรการเฝ้าระวัง โดยสร้างหน่วยตรวจสอบเฝ้าระวังอัลกอริทึม (Algorithm watch) ประกอบกับการเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิอารมณ์และเรื่องเล่าของแต่ละคลัสเตอร์บนโลกออนไลน์เพื่อตรวจดูพฤติกรรมต้องสงสัยว่าเป็นผู้ดำเนินการปฏิบัติการข่าวสาร (Coordinated behavior)

1.2.2 จัดทำมาตรการขอความร่วมมือ โดยย้ำพรรคการเมืองให้ระบุอย่างชัดแจ้งว่าเนื้อหาที่ตนเผยแพร่นั้นผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

1.2.3 จัดทำมาตรการทางกฎหมาย โดยพิจารณาออกกฎการกำกับดูแล มีเกณฑ์คือพิจารณาว่าข่าวลวงทางการเมืองชิ้นนั้นส่งผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด

2. ความท้าทายด้านการแสวงประโยชน์ทางการเมืองและประโยชน์ทางธุรกิจจากการเผยแพร่ข่าวลวง

2.1 ลักษณะปัญหา

ในปัจจุบัน จะพบว่าเป้าหมายของผู้ผลิตเนื้อหาทั้งที่เป็นรายบุคคล อินฟลูเอนเซอร์ นักการเมือง ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองในลักษณะแฟนคลับ (Fan club) หรือกระทั่งสื่อมวลชนเอง คือการใช้ข่าวลวงทางการเมืองโจมตีลดทอนความชอบธรรมของอีกฝ่าย ในขณะเดียวกันผู้เล่นดังกล่าวจำนวนหนึ่งก็มีเป้าหมายซ้อนในเรื่องการแสวงหารายได้จากการผลิตเนื้อหาที่เร่งเร้าอารมณ์หรือชวนให้เกิดความขัดแย้ง อันไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยหวังรายได้จากยอดแชร์มากกว่าการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ 

2.2 ข้อเสนอแนะ

2.2.1 การเชิญพรรคการเมือง ลงนาม ‘Code of conduct’ หรือการประกาศเจตนารมณ์แสดงความมุ่งมั่นในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วยความรับผิดชอบ ในระยะยาว ‘Code of conduct’ นี้ ก็จะสร้างบรรทัดฐานในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่ยอมรับร่วมกันได้  

2.2.2 จัดทำมาตรการรับมือกับการหาเงินจากการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาทางการเมืองเพื่อเรียกกระแสแต่ไม่ยืนบนฐานข้อเท็จจริง

2.2.3 การทำความเข้าใจกับอินฟลูเอนเซอร์เรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วยความรับผิดชอบและสอดคล้องกับหลักการ ‘Fact Free Fair’

3. ความท้าทายด้านความเร็วที่ข่าวลวงทางการเมืองแพร่กระจายสู่สังคม

3.1 ลักษณะปัญหา

ในปัจจุบัน เนื้อหาที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ หรือข่าวลวงทางการเมืองถูกเผยแพร่ในวงกว้างด้วยระยะเวลาที่รวดเร็ว หลายกรณีส่งผลกระทบต่อนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ตกเป็นเป้าหมาย 

3.2 ข้อเสนอแนะ

3.2.1 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุมชนผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (ทั้งในสื่อมวลชนและภาคประชาสังคม) และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ควรร่วมหารือเรื่องนโยบายเฉพาะของแพลตฟอร์มในช่วงการเลือกตั้งที่เน้นสร้างเงื่อนไขให้เอื้อกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสร้างความโปร่งใส

3.2.2 หากสื่อมวลชนหรือผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงสื่อสารผิดพลาดหรือนำเสนอการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่พบในภายหลังว่าผิดพลาด ควรกำหนดกรอบเวลาในการชี้แจงให้รวดเร็ว ชัดเจน และทันท่วงที   

3.2.3 กำหนดว่าจะตรวจสอบใครบ้าง อาทิ นักการเมือง พรรคการเมือง และผู้สนับสนุนทางการเมืองทั้งที่เป็นธรรมชาติและจัดตั้ง 

3.2.4 สร้างช่องทางเร่งด่วน (Fast track) สำหรับผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลที่เป็นทางการอย่างทันท่วงที 

4. ความท้าทายด้านความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการทำงานขององค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง

4.1 ลักษณะปัญหา

ในปัจจุบันสื่อมวลชนต้องพึ่งพารายได้จากการผลิตเนื้อหาที่ดึงดูดผู้ใช้งานโลกออนไลน์ อีกทั้งต้องทำงานแข่งกับเวลา และเกาะติดกระแสเพื่อรักษายอดผู้ชม นอกจากนี้สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งก็มีการพึ่งพาสปอนเซอร์ที่อยู่ในภาคการเมืองด้วย กรณีเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง 

4.2 ข้อเสนอแนะ

4.2.1 ด้านความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงควรหาข้อมูลชั้นปฐมภูมิ แต่ก็ต้องระวังเรื่องแหล่งข่าวให้ข้อมูลต่างกันหน้าฉากหลังฉากด้วย 

4.2.2 ความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสื่อมวลชน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐควรทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มเพื่อออกแบบเครื่องมือการตรวจสอบร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่จะอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบเนื้อหาที่ผลิตโดยปัญญาประดิษฐ์  

4.2.3 ความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ อาจพิจารณาตั้งทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกำหนดกรอบเวลาทำงานให้สั้นและทันเวลา และกำหนดเวลาการเผยแพร่ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วสู่สาธารณะให้รวดเร็ว เช่น ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง

4.2.4 รักษาคุณภาพการให้บริการสายด่วน 1444 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

4.2.5 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้อำนายความสะดวก เช่น จัดทำแพลตฟอร์มกลางให้พรรคการเมืองนำเสนอประเด็นนโยบาย ตลอดจนแลกเปลี่ยนและนำเสนอข้อมูลชี้แจง 

5. ความท้าทายด้านการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเป็นผู้เล่นหลักในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

5.1 ลักษณะปัญหา

ในระดับสากล การตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยรัฐมีแนวโน้มจะถูกมองว่าเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นอิสระอันเนื่องมาจากส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นกับรัฐบาล ณ เวลานั้น 

5.2 ข้อเสนอแนะ

5.2.1 การสร้างแนวร่วมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีเจ้าภาพชัดเจนและครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนทั้งสื่อมวลชน สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป  

5.2.2 ในระยะยาวจะต้องขับเคลื่อนให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองมีความเป็นสถาบัน ไม่ได้ทำเป็นครั้งคราว

หลังการประชุม สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) เป็นผู้แทนภาคีโคแฟคและผู้เข้าร่วมประชุม ยื่นข้อเสนอจากการประชุมนี้ต่อ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เพื่อร่วมมือกันดำเนินการต่อไป

คลิปรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมที่สร้างด้วย AI ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมที่หาดใหญ่ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน เป็นการนำคลิปที่สร้างโดย AI มาตัดต่อรวมกับคลิปเหตุการณ์จริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 พ.ย. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Chisa Puysalee” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 10 วินาที ช่วงแรกความยาว 7 วินาที เป็นภาพขบวนรถไฟกำลังวิ่งฝ่าน้ำท่วม ท่ามกลางฝนตกหนักและลมแรง ส่วนช่วงหลังความยาว 3 วินาที เป็นภาพน้ำท่วมในเขตเมือง พร้อมคำบรรยายว่า “ไม่อยากเชื่อว่าจะท่วมมากขนาดนี้ ตลาดตันหยัง ร้านติ่มซำที่แสนอร่อยดีที่หาดใหญ่ #น้ำท่วมหาดใหญ่ #สร้างรายได้ด้วยเนื้อหา” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปช่วงแรกที่เป็นขบวนรถไฟนั้นเคยมีการโพสต์ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุน้ำท่วมในภาคใต้ของไทย โดยวันที่เก่าที่สุดที่สามารถสืบค้นได้คือ 4 ต.ค. 2568 โดยช่องยูทูบ “sonalalkumar7899” และวันที่ 16 พ.ย. 2568 ช่องยูทูบ “MDRUBEL-ruposhi” ได้โพสต์คลิปเดียวกัน พร้อมกับติดแฮชแท็ก AI รวมถึงยังระบุคำเตือนด้วยว่า “เนื้อหาที่มีการดัดแปลงหรือสังเคราะห์ เสียงหรือภาพถูกดัดแปลงอย่างชัดเจนหรือสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์” ซึ่งเป็นระบบที่ยูทูบเปิดให้ผู้โพสต์คลิปสมัครใจแจ้งให้ผู้ชมทราบว่าเป็นคลิปที่สร้างโดย AI 

เมื่อนำคลิปไปตรวจสอบกับเว็บไซต์วิเคราะห์เนื้อหาที่สร้างจาก AI จำนวน 3 เว็บไซต์พบว่ามีความเป็นไปได้ราว 70 – 80% ที่คลิปจะถูกสร้างขึ้นด้วย AI 

ส่วนคลิปช่วงหลังที่เป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมในเมือง มีจุดสังเกตคือป้ายร้านอาหาร “ฮัจยีสัน” เมื่อลองค้นหาด้วย Google Street View พบว่า ร้านดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณข้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ จุดเชื่อมระหว่างถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 1 ซอย 5 กับถนนรัถการ และเป็นภาพเดียวกันกับคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก “ที่นี่สมุทรปราการ” และเพจ “Korat Next Step” ซึ่งบรรยายว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568