ให้ความจริงเกิดจากเรา – COFACTxFNF [MV]

เพลง : ให้ความจริงเกิดจากเรา
Artist : Fah tikumpond
Lyric : FahxFNF
Music : Joe puang
Melody : Fah tikumpond
Producer : Joe puang
Arranging : Joe puang
Composer : FNF
Mixing&mastering : Joe puang
Music Video : ทีมโคแฟคภาคเหนือ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2564


จริงหรือไม่…? ลิงก์เชิญชวนกิจกรรมให้ทุนของสตาร์บัค

ไม่จริง

เพราะ…ลิ้งดังกล่าวไม่ใช่เว็บจริง แต่เป็นลิงก์ฟิชชิ่ง เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งาน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5frx8dzggi7q


จริงหรือไม่…? ดมขิง ข่าตะไคร้ หอม ดระเทียม ใบมะกรูด สามารถป้องกันโควิดได้

ไม่จริง

เพราะ…ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ แต่ยังไม่มีงานศึกษาวิจัยว่าสมุนไพรไทยช่วยป้องกันโควิดได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14l1ff3bzf26i


จริงหรือไม่…? เยอรมนีออกประกาศมาตรการผู้เดินทางจากไทยเข้าเยอรมัน

จริง

เพราะ…เป็นมาตรการที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สำหรับผู้ที่เดินทาง โดยเครื่องบินจากประเทศไทยมายังเยอรมนี เพื่อเข้าประเทศหรือเพื่อเปลี่ยนเครื่อง

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nvrv4gcbabz5


จริงหรือไม่…? กินไข่ทุกวันไม่อันตรายอย่างที่คิด

จริง

เพราะ…กินไข่ทุกวันไม่มีผลเสียต่อร่างกาย แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/38azewkaujppt


จริงหรือไม่…? มีการจำกัดจำนวนการ Walk in ฉีดวัคซีนในแต่ละวัน

จริง

เพราะ…หาก Walk-in แล้ว คิวเต็มจะได้รับบัตรนัดฉีดวัคซีนในวันถัดไป

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3l0bct0dqp6m


จริงหรือไม่…? ผู้ฉีดวัคซีนแล้ว สามารถบริจาคเลือด ได้ ตามระยะเวลาหลังการฉีด

จริง

เพราะ…ฉีดวัคซีน Sinovac ต้องเว้น 1 สัปดาห์ AstraZeneca หรือ Johnson & Johnson ต้องเว้น 4 สัปดาห์ หากมีผลข้างเคียงต้องรักษาให้หาย แล้วเว้น 1 สัปดาห์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/j6a18phcofcy


จริงหรือไม่…? เชียงใหม่ ปรับเป็นพื้นที่ควบคุมสีส้ม

จริง

เพราะ…ประกาศในราชกิจจาฯ แล้ว ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.เป็นต้นไป

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2j1t5g33djqab


จริงหรือไม่…? สปสช. เยียวยา​ผู้แพ้วัคซีน​

จริง

เพราะ…เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.2564

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ol3mzek7wg2o


จริงหรือไม่…? ระบบของแอ็กซ่า โดนแฮ็กเกอร์กวาดข้อมูลไป

จริง

เพราะ…แฮกเกอร์ Avaddon ได้เรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับข้อมูล ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และแจ้งให้ผู้ได้รับผลกระทบทราบ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3n2u27va2eem0


จริงหรือไม่…? ประเทศไทยยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน

ข่าวจริงบางส่วน

เพราะ…มีข้อสันนิษฐานแต่รอการพิสูจน์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/346129bsqo6gh


จริงหรือไม่…? 15 พ.ค. 2564 ออมสิน ขยายฐานสินเชื่อโควิด อีก 2 ล้านคน กู้แล้ว กู้ได้อีก

ข่าวจริงบางส่วน

เพราะ…แค่เฉพาะ 6 จังหวัดแดงเข้มเท่านั้น โดยผู้ที่เคยขอสินเชื่อโควิดเดิมยื่นขอได้อีก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3sw1kz9bdnbdo

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2564


จริงหรือไม่?…ร้านกาแฟชื่อดังให้เงินทุนฟรี สำหรับผู้ที่ตอบแบบสอบถามบนเว็บไซต์

ไม่จริง

เพราะ…ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และทางสตาร์บัคส์ ประเทศไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการให้ตอบแบบสอบถามดังกล่าว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/25fk5o3jg27s0


จริงหรือไม่?…เพจเฟซบุ๊กธนาคารออมสิน เป็นเพจทางการของ ธ.ออมสิน

ไม่จริง

เพราะ…เพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่าธนาคารออมสิน ไม่ใช่เพจเฟซบุ๊กทางการของธนาคารออมสิน และธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับช่องทางเฟซบุ๊กที่เป็นทางการของธนาคารออมสิน จะใช้ชื่อว่า GSB Society

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1stcc715q59t7


จริงหรือไม่?…น้ำตาลทราย, น้ำส้มสายชู, น้ำเปล่า สามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้

ไม่จริง

เพราะ…เป็นการสร้างข่าวปลอมและเกิดความเสียหายอาจทำให้โรคนี้ระบาดไปทั่ว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26uqxh9x2wsh9


จริงหรือไม่?…มีกรณีที่ไม่ควรฉีดวัคซีนต้านโควิด 19

จริง

เพราะ…กลุ่มผู้ที่มีอาการแพ้ส่วนประกอบวัคซีน/เด็กอายุต่ำกว่า18 ปี และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ที่อยู่ในภาวะอาการกำลังกำเริบ ควรปรึกษาแพทย์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/23j0xohdfc5xd


จริงหรือไม่? มีการสร้างโรงพยาบาลสนามในตลาดสด จ.ปทุมธานี

จริง

คณะกรรมการโรคติดต่อฯ ได้อนุมัติโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ ตามระเบียบและเป็นไปตามกฎหมายแล้ว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/37cms74uw09bu


ข่าวลวง อย่าเชื่อ หยุดแชร์

เช็คให้ชัวร์ ที่ Cofact

ข่าวลวงอันตราย อย่าเชื่อ หยุดแชร์

5 ข่าวปลอม เรื่องวัคซีนโควิด ป่วนทั้งไทย-เทศ

ระวัง SMS ปลอม

โดนัลด์ ทรัมป์ เขียนจดหมายถึง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ว่า “Joe, You Know I Won”

สรุปข้อมูลใน Cofact.org 13 พ.ค. 63

‘โรคระบาด-ข่าวปลอม-การเมืองแบ่งขั้ว’ เรื่องเล่าต่างแดนว่าด้วยงาน‘คนทำสื่อ’ยุคโควิด

ปี 2563 ที่ผ่านมาและล่วงเลยมาถึงปี 2564 ในปัจจุบันที่โลกเผชิญสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 สื่อมวลชนต้องทำงานภายใต้แรงกดดันทั้งการเป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับเชื้อเพราะต้องรายงานข่าวจากสถานที่ต่างๆ ที่ถูกระบุว่าเป็นจุดเสี่ยง การต้องรับมือข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ไหลบ่าเข้ามาจำนวนมากในยุคดิจิทัลที่ใครๆ ก็นำเสนอเนื้อหาใดๆ ก็ได้ เพื่อกลั่นกรองว่าข้อมูลใดจริง-เท็จ รวมถึงการทำหน้าที่ภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองที่สังคมแตกแยกเป็น 2 ขั้วหรือหลายขั้ว และโรคระบาดก็กลายเป็นอีกประเด็นร้อนที่แต่ละฝ่ายหยิบยกมาโจมตีกัน

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร จัดงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ประจำปี 2564 หรือ World Press Freedom Day 2021 : Digital Thinkers Forum เวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่ 15 ว่าด้วยเรื่อง Information as A Public Good ซึ่งวันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปี องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) กำหนดให้เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 

หนึ่งในกิจกรรมวันดังกล่าวคืองานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “How should media report on Covid-19 Vaccines without fear or favor?” มีวิทยากรหลายท่านมาบอกเล่าเรื่องราวการทำงานของสื่อในต่างประเทศในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 อาทิ

สเตฟาน เดลโฟร์ (Stephane Delfour) หัวหน้าสำนักข่าว AFP ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า สิ่งที่สำนักข่าว AFP ทำคือการรายงานข่าวจากสถานที่จริง ในขณะเดียวกัน การนำเสนอข่าวก็ต้องมาจากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และต้องสามารถอธิบายกับประชาชนได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

อย่างในประเด็นวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ต้องมีการถามและตอบคำถาม เช่น วัคซีนมีความปลอดภัยหรือไม่ วัคซีนชนิดใดมีประสิทธิภาพดีที่สุด วัคซีนแต่ละชนิดต้องฉีดกี่ครั้ง เพราะเหตุใดจึงมีความล่าช้าในหลายประเทศหรือหลายๆ สถานการณ์ มีการพูดคุยกับทั้งแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ อีกทั้งพยายามสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด 

และแม้การนำเสนอข่าวต้องรายงานตามข้อเท็จจริง แต่ก็ต้องนำเสนอมุมมองด้วยเช่นกัน เช่น ข่าวที่นำเสนอนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเลือกนำเสนอเรื่องนี้ หรือรู้สึกว่าข้อมูลนี้มีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม การทำงานของสื่อต้องตั้งอยู่บนความโปร่งใสด้วยเพื่อสร้างความไว้วางใจต่อประชาชน ท่ามกลางข้อมูลมากมายต้องทำให้เห็นว่าเนื้อหาของสำนักข่าวนั้นเชื่อถือได้ 

เดลโฟร์ เล่าต่อไปถึงสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส มีผลสำรวจพบประชาชนร้อยละ 60 ไม่อยากฉีดวัคซีน เหตุผลสำคัญคือวัคซีนโควิด-19 ถูกผลิตขึ้นมาอย่างรวดเร็วมาก จึงมีคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยและประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีน หรือที่ เมียนมา มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารกันว่าใครไม่ฉีดวัคซีนจะโดนประณามทางออนไลน์ ขณะเดียวกัน พื้นที่ออนไลน์ก็มีการแพร่กระจายข่าวลือต่างๆ มากมาย จึงเป็นความท้าทายของสำนักข่าว AFP ที่จะเข้าถึงผู้รับสารกลุ่มใหม่ๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง 

“เรามีบริการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีทั้งหมดอยู่ประมาณ 80 ประเทศ ผู้สื่อข่าวทุกคนของ AFP ก็มีหน้าที่อุทิศตนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย ที่มีการดำเนินงานในจุดนี้ทั้งหมด 16 ภาษา และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน เราก็มีการตรวจสอบข้อความที่เป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่เป็นจริงต่างๆ ในภาษาไทยด้วยเช่นกัน ตัวโรคระบาดนี้มันเกิดขึ้นพร้อมๆ กับโรคระบาดทางข้อมูลข่าวสาร หลายๆ ข่าวหรือหลายๆ ผู้นำเสนอก็มีอิทธิพลอย่างมากเลยในโลกออนไลน์ อย่างเช่นกลุ่มที่เป็นผู้ต่อต้านการฉีดวัคซีน ก็มีอิทธิพลอย่างมากเช่นกัน เราจะเห็นว่ามีจำนวนคนที่เข้ามาชม Content (เนื้อหา) ของเขาเยอะขึ้นมากๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา” เดลโฟร์ กล่าว

หัวหน้าสำนักข่าว AFP ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวอีกว่า ในรอบปีที่ผ่านมาถือเป็นการท้าทายในการปรับตัวของทีมงานที่มีอยู่ทั่วโลก โดยมีผู้สื่อข่าวที่เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่ฝ่ายเทคนิคช่วยเหลือฝ่ายอื่นๆ เผื่อให้เข้าใจหัวข้อข่าวที่ต้องการนำเสนอ เพราะโควิด-19 ไม่ใช่เพียงหัวข้อทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียว แต่ยังมีนัยทางการเมืองและสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน 

ผู้สื่อข่าวจึงควรรายงานข่าวโควิด-19 ในมุมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือการไม่ได้ไปโรงเรียน เป็นต้น การรายงานข่าวโควิด-19 จึงไม่อาจใช้เพียงมุมมองทางวิทยาศาสตร์หรือสุขภาพ สาธารณสุขเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็มีนัยทางสังคมด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตของทุกคนไปอีกหลายปี และแม้เรามีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยช่วย แต่คนอื่นๆ เขาก็มีมุมมองอื่นๆ ในการนำเสนอข่าวเช่นกัน

ขณะที่ อิกา นิงชาส (Ika Ningtyas) เลขาธิการสมาคมพันธมิตรนักข่าวอิสระ (The Alliance of Independent Journalists AJI) ประเทศอินโดนีเซีย เล่าว่า อินโดนีเซียมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และยิ่งเพิ่มขึ้นและใช้เวลานานขึ้นในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่การใช้โดยขาดตวามรู้เท่าทันก็นำไปสู่ปัญหาการบิดเบือนข้อมูล โดยนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2564 เป็นต้นมา อินโดนีเซียเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชน พบการเผยแพร่ข่าวปลอมกว่า 100 ข่าว และกระจายผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ กว่า 500 ข่าว 

เช่น มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แต่เขียนบรรยายอ้างว่ามีการทดลองวัคซีนกับสัตว์แล้วทำให้สัตว์ตาย ก่อให้เกิดความหวาดกลัว ชาวอินโดนีเซียหลายคนรู้สึกลังเลว่าจะฉีดวัคซีนดีหรือไม่ กลายเป็นความกังวลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะตามเกณฑ์แล้วประชากรอย่างน้อยร้อยละ 70 ต้องได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด ประกอบด้วย

1.การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐอ่อนแอ พลอยทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือไปด้วย โดยในช่วงแรกๆ รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้เชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์ นโยบายก็ไม่สอดคล้องกัน อีกทั้งมีปัญหาการเลือกปฏิบัติและการทุจริตเกี่ยวกับการเข้าถึงวัคซีน 2.ผู้คนขาดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และไม่เชื่อในระบบสาธารณสุข เมื่อประกอบกับการที่ไวรัสโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ คนทั่วไปก็ยิ่งทำความเข้าใจได้ยาก และที่ผ่านมาระบบสาธารณสุขของอินโดนีเซียก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้วทั้งราคาสูงและไม่ทั่วถึง 3.การพาดพัวข่าวแบบล่อเป้าให้กดเข้าไปดู (Clickbait) เช่น มีข่าวอาการไม่พึงประสงค์บางอย่างที่ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดจากการฉีดวัคซีนจริงหรือไม่ แต่การพาดหัวข่าวลักษณะนี้ก็ทำให้ผู้รับสารคิดไปก่อนแล้วว่าวัคซีนเป็นอันตรายต่อร่างกาย และ 4.สื่อไม่มีความรู้เกี่ยวกับวัคซีนอย่างเพียงพอ ทั่วทั้งประเทศอินโดนีเซียมีผู้สื่อข่าวประมาณ 46,000 คน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง ซึ่งทาง AJI ได้จัดกิจกรรมสัมมนาทางออนไลน์ เพื่อให้ความรู้กับผู้สื่อข่าวในการรายงานข่าวเกี่ยวกับวัคซีน

เคล็ดลับในการรายงานข่าวโควิด-19 ในการเขียนข่าวควรอธิบายเกี่ยวกับปฏิกิริยาการแพ้ที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่แล้วในการฉีดวัคซีน เพราะวัคซีนทุกๆ ประเภทมันก็จะมีอาการแสดงอยู่บ้างแต่ว่าไม่ได้ส่งผลต่อชีวิต เราก็เสนอว่าหลีกเลี่ยงการรายงานเรื่องปฏิกิริยาข้างเคียงที่เล็กน้อย เพราะมันจะส่งผลต่อความคิดของคนต่อวัคซีนนั้น เพราะฉะนั้นปฏิกิริยาระดับเล็กน้อยมันมีอยู่แล้ว นอกจากนี้ภาพที่เราใช้ออกข่าวมันจะส่งผลกระตุ้นต่ออารมณ์ได้อย่างไร เช่น เสียงเด็กร้องไห้หรือเด็กยิ้มมีความสุขเวลาที่ฉีดวัคซีน 

คือภาพที่มันแสดงให้เห็นถึงอารมณ์มันจะส่งผลต่อผู้อ่าน และส่งผลให้มีการแชร์ต่อไปโดยที่ไม่ทราบบริบทที่แท้จริง เรายังได้เสนออีกว่าควรเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการรายงานข่าวที่เป็นข่าวลือเท่านั้น และอธิบายให้เข้ากับบริบทเท่าที่จะทำได้ มันมีข้อมูลเยอะแยะมากมาย เช่น ข่าวโปลิโอ ที่ในประวัติศาสตร์ของโลก สุดท้ายควรอธิบายใช้คำในเชิงวิทยาศาสตร์ มันเป็นสิ่งสำคัญในการอธิบายศัพท์ต่างๆ เหล่านี้ทางวิทยาศาสตร์ให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่อ่านข่าวเสริมสร้างความรู้ของตัวเอง” เลขาธิการ AJI ระบุ

นิงชาส เปิดเผยว่า ข้อมูลเท็จหลายครั้งมาจากต่างประเทศ จากนั้นกลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีนในอินโดนีเซียก็แปลเป็นภาษาท้องถิ่น ก่อนจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วจนติดตามที่มาที่ไปได้ยาก แต่หลายกรณีก็มาจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือทางศาสนา เป็นผู้เล่าเรื่องที่ทำให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยการรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ พบว่าสามารถเชื่อมโยงไปถึงขั้วการเมืองและการเลือกตั้งในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายเพราะแต่ละกลุ่มมีผู้ติดตามจำนวนมาก ย่อมหมายถึงการมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์มากด้วย และเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ด้าน หรุ่ย จาง (Rui Zhang) อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า สถานการณ์โรคระบาดส่งผลกระทบในหลายมิติทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และรวมถึงการเมืองด้วย โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดนโยบายว่าจะรับมืออย่างไร แต่ก็มีการแบ่งขั้วทางการเมืองที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว และความตึงเครียดทางการเมืองก็นำไปสู่ความล้มเหลวในการต่อสู้กับโรคระบาด ดังนั้นจึงไม่อาจเพิกเฉยมุมมองทางการเมืองเกี่ยวกับโรคระบาดได้

เช่น การนำมุมมองของวัคซีนไปผูกโยงกับการเมือง ทำให้มุมมองของผู้คนต่อวัคซีนเปลี่ยนไป วิทยาศาสตร์และสาธารณสุขไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จะถูกกระทบเมื่อนำเสนอโดยใช้มุมมองทางการเมือง อาทิ สหรัฐอเมริกา มีข่าวที่ตีพิมพ์ใน นสพ.The New York Times ว่าด้วยประเด็นวัคซีนโควิด-19 ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นมายาคติส่งผลต่อความคิดและความเข้าใจของคน แต่ก็มีงานวิจัยจากแหล่งอื่นๆ ว่าด้วยความครอบคลุมในการทำข่าวของ The New York Times เป็นอย่างไรในปี 2563 

นอกจากนี้ The New York Times ก็ไม่ได้วิเคราะห์อย่างจริงจังเกี่ยวกับมาตรการที่ใช้ในประเทศจีน สามารถควบคุมการระบาดได้เพียงใด การนำเสนอข่าวควรตั้งอยู่บนมุมมองทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ อีกทั้งต้องเข้าใจมุมมองทางการเมือง สิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมของจีนเป็นอย่างไร เพราะการนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับประเทศจีนย่อมขัดแย้งอยู่แล้วกับสิ่งที่โลกตะวันตกมอง การวิพากษ์วิจารณ์หรือแบ่งขั้วทางการเมืองจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มาตรการล็อกดาวน์ของจีนอาจดูละเอียดอ่อนในทางการเมืองแต่ก็ใช้ได้ผลในทางวิทยาศาสตร์

จาง เล่าต่อไปถึงแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในสหรัฐฯ ที่มีประชาชนส่วนหนึ่งตั้งคำถามถึงรัฐบาลเพราะมีความสงสัยในการจัดหาวัคซีน สถานการณ์แบบเดียวกันยังเกิดขึ้นในอีกหลายๆ ประเทศรวมถึงไทย ว่าวัคซีนกลายเป็นประเด็นที่ใช้มุมมองทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม จนนำมาซึ่งความขัดแย้ง (Controversial) ซึ่งแม้ข้อโต้เถียงต่างๆ ใช่ว่าจะไม่มีมูลไปเสียทั้งหมด แต่การเกิดกระแสแบบนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อแผนการฉีดวัคซีนด้วย

ในประเด็นที่มีความซับซ้อน สื่อคงไม่สามารถไปเปลี่ยนอุณหภูมิทางการเมืองด้วยตัวเราเองได้ แต่เรามีอำนาจอย่างน้อย 2 อย่างที่ทำได้ 1.เวลาที่เราเลือกเรื่องที่จะนำเสนอหรือวางกรอบที่จะนำเสนอ เราต้องพิจารณามุมมองทางวิทยาศาสตร์ และปรึกษากับบุคลากรทางการแพทย์ด้วย พยายามนำเสนอมุมมองหรือทำให้ผู้ฟัง-ผู้อ่านได้ยินเสียงบุคลากรทางการแพทย์เหล่านั้น 2.ในหลายๆ หน้าที่ของการเป็นสื่อมวลชน เราจำเป็นที่จะต้องนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ข้อมูลความรู้และให้ความบันเทิง แต่ตอนนี้เราจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นของเราในหน้าที่ในแง่ของการให้ความรู้มากกว่าในเรื่องของ Education (การศึกษา)” จาง กล่าว

นักวิชาการด้านสื่อผู้นี้ เสนอแนะด้วยว่า ในสำนักข่าวควรมีทีมงานที่ศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นการเฉพาะก่อนนำเสนอข่าวออกไป ในอดีตอาจมองไม่เห็นความจำเป็นในเรื่องนี้ แต่จากวิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป การที่กองบรรณาธิการมีทีมงานที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มากพอจะช่วยให้นำเสนอข่าวได้อย่างถูกต้อง และสื่อเองก็สามารถให้ข้อมูลที่เป็นความรู้ได้ ประกอบกับสังคมก็ต้องการข้อมูลที่เข้าใจง่าย โดยเฉพาะศัพท์เฉพาะทางที่มีความซับซ้อน

แต่ความท้าทายคือ ข่าวที่มีเนื้อหาวิทยาศาสตร์แท้ๆ มักไม่ค่อยได้รับความสนใจ เช่น ข่าวพนักงานบริษัทในประเทศจีนที่ผลิตวัคซีนซิโนฟาร์ม (Sinopharm) เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 หากอ่านเพียงพาดหัวอาจเข้าใจไปว่ามีคนเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน แต่ข้อเท็จจริงจะอยู่ในเนื้อข่าว ว่าผู้เสียชีวิตยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน แต่เคยได้รับยาหลอก (Placebo) ในการทดลองวัคซีน ซึ่งไม่ว่าการพาดหัวข่าวนี้จะมีเหตุผลจากอะไรก็ตาม แต่ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้นแล้ว ดังนั้นสื่อมวลชนก็ต้องใช้ความระมัดระวัง

ปิดท้ายด้วย วาเนสซา สไตน์เม็ทซ์ (Vanessa Steinmetz) ผู้ประสานงานโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ที่ผ่านมาโต๊ะข่าวการเมืองประจำสำนักข่าวต่างๆ จะมีทีมงานขนาดใหญ่มาก ตรงข้ามกับโต๊ะข่าวสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ที่เป็นทีมงานเล็กๆ แต่ทุกวันนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วหลังไวรัสโควิด-19 ระบาด แม้จะไม่ใช่การจ้างทีมงานเพิ่มแต่เป็นทีมงานเดิมที่ปรับตัวมาเรียนรู้ทำความเข้าใจสถานการณ์โรคระบาดก็ตาม 

ในฐานะที่เคยทำงานด้านสื่อมวลชนในประเทศเยอรมนีมา 10 ปี สิ่งหนึ่งที่พบเห็นแม้จะไม่ทุกวันคือความสมดุลที่เป็นเท็จ (False Balance) เช่น รายการทอล์กโชว์รายการหนึ่ง เชิญแขกที่เป็นมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเดียวกันแต่มีมุมมองคนละด้านมาออกรายการและให้เวลาพูดเท่ากัน แต่จริงๆ แล้ว มีเพียงคนเดียวที่ได้รับการยอมรับในแวดวงวิทยาศาสตร์ ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นเพียงความคิดเห็นที่ไม่มีข้อมูลรองรับ การจัดรายการแบบนี้อาจทำให้ผู้ชม-ผู้ฟังสับสนได้ว่าตกลงแล้วข้อมูลของใครมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับรองมากกว่ากัน

อีกประการหนึ่งคือ เมื่อผู้สื่อข่าวไม่มีความเชี่ยวชาญก็อาจทำให้ตีความผลการศึกษาไม่ถูกต้อง เช่น มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเยอรมนี เสนอข่าวว่าวัคซีนของแอสตราเซเนกา (Astrazeneca) มีประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 8 สำหรับผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น จากนั้นก็มีสำนักข่าวอื่นๆ อ้างอิงไปนำเสนอต่อโดยไม่ได้ตรวจสอบ แต่ความเป็นจริงคือผลการศึกษาดังกล่าวแม้ไม่ได้ผิดพลาดเสียทีเดียว แต่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ อาทิ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษามีจำนวนน้อยเกินไปในการที่จะสรุปผล และเมื่อนำเสนอไปแล้วการจะแก้ข่าวก็ทำได้ยาก

แต่กรณีวัคซีนแอสตราเซเนกาในเยอรมนีนั้นยอมรับว่าเป็นประเด็นซับซ้อน อาจไม่ใช่ความผิดทั้งสื่อ นักการเมืองหรือนักวิทยาศาสตร์ เพราะวัคซีนยิ่งอยู่ในตลาดนานก็จะยิ่งมีข้อมูลและหลักฐานมากขึ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านวัคซีน ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2564 ก็มีข้อมูลเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น ให้ใช้เฉพาะคนอายุต่ำกว่า 65 ปีเท่านั้น ต่อมาก็เป็นให้ระงับการใช้ จากนั้นบอกให้ใช้เฉพาะคนอายุ 60 ปีขึ้นไป และล่าสุดยังแนะนำว่าหญิงอายุ 27-55 ปี ไม่ควรใช้เพราะเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตัน เป็นต้น ส่วนอังกฤษไม่มีข่าวทำนองนี้ และนอร์เวย์เลิกใช้ไปเลย

“จะเห็นเลยว่าภาพที่เราเห็นตรงนี้มันซับซ้อน มันยากมากที่จะเข้าใจอย่างแท้จริง ฉะนั้นนักข่าวควรจะตัดสินใจว่าจะออกข่าวอะไรแล้วก็ให้มันไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่อยากให้เห็น ที่นักข่าวประสบ คือเวลาที่เราต้องให้ข้อมูลสาธารณชนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของผลข้างเคียงของวัคซีนเรื่องของการอุดตันเส้นเลือดในกลุ่มผู้หญิง แล้วอีกเรื่องหนึ่งมันอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตมากขนาดนั้น คือจริงๆ ยุโรปที่ฉีดวัคซีนไปล้านคน พบเพียง 142 คนเท่านั้นเองที่มีลิ่มเลือดอุดตัน 

ถ้าอ่านแต่พาดหัวข่าวเกี่ยวกับ Blood Clot (ลิ่มเลือดอุดตัน) ที่เกิดขึ้นมันก็น่ากลัว เอาตรงนี้มา Focus (เน้น) มันไม่มีบริบท แต่จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้สื่อจริงๆ ฉะนั้นคนจะจำสิ่งที่สร้างอารมณ์ร่วมได้มากกว่า ฉะนั้นจะต้องระมัดระวัง แล้วก็ในเรื่องของการเมืองในการที่จะพยายามฉีดให้กับพลเมือง มันจะก่อให้เกิดความหวาดกลัว ซึ่งจริงๆ เขาอาจจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงด้วยซ้ำแล้วก็ไม่ได้มีผลข้างเคียง เขาก็อาจเลี่ยงไม่ฉีด ฉะนั้นที่เยอรมันจึงค่อนข้างฉีดวัคซีนอย่างล่าช้า มีกลุ่มคนที่ไม่อยากฉีดแอสตราเซเนกา จะรอไบโอเอ็นแทค (BioNTech)” สไตน์เม็ทซ์ กล่าว

ผู้ประสานงานโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวสรุปว่า ปัญหาที่ยกมาทั้งการขาดความเชี่ยวชาญในสำนักข่าว ความซับซ้อนของประเด็น นโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป-มา และอารมณ์ของข่าวที่นำเสนอออกไป เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีสิ่งที่ควรยึดถือไม่ว่าการรายงานข่าวโควิด-19 หรือข่าวอะไรก็ตาม คือ

1.ความไวไม่สำคัญเท่าความถูกต้อง ต้องตรวจสอบก่อนพาดหัวข่าวไม่ใช่เสนอข่าวไปก่อน 2.เพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร ที่เยอรมนีมีองค์การด้านวิทยาศาสตร์ของเอกชน รับฝึกอบรมให้ผู้สื่อข่าวสามารถอ่านผลงานทางวิชาการได้เข้าใจ 3.ระมัดระวังการพาดหัวข่าว แม้ในเนื้อข่าวจะเขียนอธิบายข้อมูลไว้อย่างถูกต้องครบถ้วน แต่ผู้รับสารมักเข้าใจไปตามพาดหัวข่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ 

และ 4.เมื่อผิดพลาดก็ต้องแก้ข่าว เพราะความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

สรุป 3 กลุ่มมาตรการเยียวยาโควิด จากการระบาดระลอกใหม่

ที่ประชุมครม.เห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ แยกออกเป็น 3 กลุ่มมาตรการหลัก ทั้งมาตรการที่ทำได้ทันที มาตรการบรรเทาค่าใช้จ่าย และและมาตรการระยะต่อไป ใช้ทั้งเงินกู้และสินเชื่อกว่า 2.55 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 5  พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมีติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการปิดสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเกิดผลกระทบกับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงสั่งให้กับทางกระทรวงการคลัง และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณามาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเพิ่มเติม และได้มีการนำมาเสนอให้กับที่ประชุมครม.พิจารณาในครั้งนี้

กองบรรณาธิการเฉพาะกิจ TJA&Cofact ได้มีการตรวจสอบรายละเอียดจากเอกสารการประชุมเรื่องมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกเดือนเมษายน 2564 ซึ่งเสนอโดย สศช. พบว่า มาตรการที่เสนอมานั้นแยกออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

ช่วยเงินกู้ฉุกเฉิน-ค่าน้ำค่าไฟ

1.มาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที (รวมวงเงินทั้งเงินกู้และสินเชื่อ 30,000 บาท) แยกออกเป็น 2 กลุ่มมาตรการย่อย คือ

(1) มาตรการด้านการเงิน ทั้ง สินเชื่อสู้ภัย COVID-19 วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินให้ประชาชนรายละ 10,000 บาท ด้วยหลักเกณฑ์ที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อปกติ ดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 ปี ปลอดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก

รวมทั้ง การพักชำระหนี้ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดย ขยายระยะเวลาพักชำระเงินหนี้ให้แก่ลูกหนี้รายย่อย ออกไปจนถึง 31 ธ.ค.2564 ตามความสมัครใจ โดยการพักชำระเงินต้น เพื่อลดภาระการชำระหนี้เป็นการชั่วคราว และให้ลูกหนี้นำเงินที่จะต้องชำระหนี้ไปใช้เป็นสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตประชำวัน

(2) มาตรการด้านการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย แยกเป็น

ค่าไฟฟ้า สำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) โดยผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก, ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้า กรณีหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริง และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรก โดยจะดำเนินการในรอบบิลช่วงเดือนพ.ค. – มิ.ย. 2564

ค่าน้ำประปา เสนอให้ลดค่าน้ำประปาลง 10% เฉพาะบ้านที่อยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นระยะเวลา 2 เดือน สำหรับใบแจ้งหนี้ค่าน้ำประปาประจำเดือนพ.ค. – มิ.ย. 2564 โดยการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค  จะได้รับการสนับสนุนแหล่งเงินเพื่อดำเนินตามมาตรการ ภายใต้กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ตามขั้นตอนของพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

เพิ่มเงินให้ “เราชนะ- ม33เรารักกัน”

2.มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในระยะเร่งด่วน กรอบวงเงิน 85,500 ล้านบาท แยกเป็น 2 โครงการย่อย คือ

(1)  การเพิ่มวงเงินโครงการเราชนะ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 32.9 ล้านคน โดยเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยให้สิ้นสุดเวลาการใช้จ่ายในเดือนมิ.ย. 2564 วงเงินรวมประมาณ 67,000 ล้านบาท

(2) การเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการ ม.33 เรารักกัน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 9.27 ล้านคน โดยเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยให้สิ้นสุดเวลาการใช้จ่ายในเดือนมิ.ย. 2564 วงเงินรวมประมาณ 18,500 ล้านบาท

สำหรับ 2 โครงการนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการจะเร่งนำเสนอโครงการให้พิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งผมได้กำหนดให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

ทำ 4 โครงการอีก 1.4 แสนล้านบาท

3.มาตรการในระยะต่อไป ซึ่งจะเริ่มดำเนินการเมื่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกเดือนเม.ย.2564 คลี่คลายลง มีกรอบวงเงิน 40,000 ล้านบาท แยกเป็น 4 โครงการย่อย คือ

(1) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 13.6 ล้านคน   โดยให้เงินความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ก.ค. – ธ.ค. 2564

(2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ครอบคลุมประชาชนประมาณ 2.5 ล้านคนโดยให้เงินความช่วยเหลือเพิ่มเติมเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ก.ค. – ธ.ค. 2564

(3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 31 ล้านคน โดยรัฐจะสมทบเงินแบบลักษณธร่วมจ่าย (Co-Pay) 50% เป็นค่าซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป โดยสามารถใช้ได้วันละไม่เกิน 150 บาทต่อคน ในวงเงินไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน

(4) โครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” โดยภาครัฐจะสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) ให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการ เมื่อชำระเงินผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับผู้ประกอบการร้านค้าและบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่เข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อสูงให้นำเงินออกมาใช้จ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้รัฐจะสนับสนุน e-Voucher ให้กับประชาชน ที่ใช้จ่ายซื้อสินค้า และค่าอาหารเครื่องดื่มและค่าบริการกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน โดยประชาชนใช้จ่ายจะได้รับการสนับสนุน e-Voucher จากภาครัฐในช่วง ก.ค. – ก.ย.2564 ไปใช้จ่ายในเดือน ส.ค. -ธ.ค.2564 โดยประเมินว่าจะมีประชาชนจะเข้าโครงการประมาณ 4 ล้านคน