ภาพอินโดนีเซียทำลายเรือประมงของกลางปี 58 ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นการยิงเรือรุกล้ำน่านน้ำ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาตรวจสอบ: ทางการอินโดนีเซียยิงทำลายเรือประมงต่างชาติที่รุกล้ำน่านน้ำ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน เป็นภาพข่าวเก่าที่ทางการอินโดนีเซีย ทำลายเรือต่างชาติของกลางในคดีทำประมงผิดกฎหมาย** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “อีซ้อแฉยับ” โพสต์ภาพเรือที่ถูกระเบิดกลางทะเล 4 ภาพ ฝังข้อความในภาพว่า “อินโดจัดการเรือรุกล้ำน่านน้ำ คนไทยเห็นด้วยหรือไม่?” คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “คนไทยอยากให้จัดการแบบนี้ไหม? ตัวอย่าง อินโดนีเซียปกป้องน่านน้ำ เด็ดขาดกับเรือประมงรุกล้ำ เตือนครั้งแรกไม่ฟัง ครั้งต่อไปยิงทำลายจริง เพื่อรักษาอธิปไตยและทรัพยากรชาติ” โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 300 ครั้ง และยอดกดถูกใจกว่า 1.4 หมื่นครั้ง ณ วันที่ 21 ธ.ค. (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกเผยแพร่ไม่นานหลังจากเพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ว่า “เรือรบไทยยิงเตือนเรือของกัมพูชา หลังพยายามรุกล้ำน่านนํ้าไทย จนต้องล่าถอยออกไป เหตุเกิดที่ฝั่งทะเลหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด” ซึ่งมีสื่อมวลชนนำไปรายงานต่ออย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเพจ “อีซ้อแฉยับ” จำนวนมากว่าต้องการให้ทางการไทยจัดการกับเรือของกัมพูชาในแบบเดียวกัน 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าทั้ง 4 ภาพ เป็นภาพการทำลายเรือของกลางในน่านน้ำอินโดนีเซียเมื่อปี 2558 ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่โดยสื่อต่างประเทศหลายสำนักในช่วงปี 2559-2561 ดังนี้

[ภาพใหญ่]

▪ 6 เม.ย. 2559 สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่ภาพชุด “Indonesia blows up illegal fishing boats” โดยระบุว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียจมเรือประมงต่างชาติที่ถูกจับได้ว่าทำการประมงอย่างผิดกฎหมายในน่านน้ำอินโดนีเซีย ใกล้กับเมืองบิตุง จังหวัดสุลาเวซีเหนือ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558 ซึ่งเรือประมงต่างชาติทั้งหมด 19 ลำ จากเวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และอีก 1 ลำจากจีน ถูกทำลายใกล้กับเมืองบิตุง อันเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการประมงผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลอินโดนีเซีย 

▪ 17 ส.ค. 2559 Voice of America (VOA) รายงานข่าวเรื่อง “Indonesia Sinks 60 Foreign Fishing Ships” ว่าด้วยมาตรการปราบปรามเรือประมงต่างชาติที่ลักลอบเข้าไปทำประมงในอินโดนีเซีย โดยเจ้าหน้าที่จะนำเรือประมงที่ยึดเป็นของกลางมาทำลายทิ้งและจมทะเลเพื่อให้กลายเป็นปะการังเทียม คำบรรยายภาพระบุว่า กองทัพเรืออินโดนีเซียจมเรือประมงต่างชาติที่ถูกจับได้ว่าทำการประมงอย่างผิดกฎหมายในน่านน้ำอินโดนีเซีย ใกล้เมืองบิตุง จังหวัดสุลาเวซีเหนือ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558

[ภาพซ้ายแถวล่าง]

▪ 6 ส.ค. 2561 นิตยสาร Scientific American เผยแพร่ภาพนี้ประกอบบทความ “Blowing Up Illegal Fishing Boats Helps Indonesian Fishers” คำบรรยายภาพระบุว่า วันที่ 31 ต.ค. 2558 กองทัพเรืออินโดนีเซียระเบิดเรือประมงต่างชาติ 6 ลำที่ถูกจับในคดีทำการประมงผิดกฎหมายในเมืองบาตัม ประเทศอินโดนีเซีย ลูกเรือถูกจับกุมและผลักดันออกนอกประเทศ ส่วนเรือประมงของกลางที่ยึดได้จะถูกทำลายด้วยวิธีการหลากหลายทั้งการตัดแยก เผา หรือระเบิด 

[ภาพกลางแถวล่าง]

▪ 1 พ.ย. 2558 JawaPos สื่อท้องถิ่นในเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซียรายงานว่าเจ้าหน้าที่ทำลายเรือประมงผิดกฎหมายสัญชาติเวียดนามจำนวน 6 ลำ ที่ถูกยึดเป็นของกลาง ตามคำสั่งศาลแขวงบาตัม โดยการจมเรือนั้นใช้ระเบิดไดนาไมต์อานุภาพต่ำ 

[ภาพขวาแถวล่าง]

▪ 18 ส.ค. 2558 เว็บไซต์ Antara Foto ซึ่งเป็นคลังภาพข่าวของสำนักข่าว Antara ประเทศอินโดนีเซียระบุว่าเรือประมงต่างชาติ 3 ใน 15 ลำถูกทำลายด้วยระเบิดที่เกาะเลมูกูตัน อำเภอเบงกายัง จังหวัดกาลิมันตันตะวันตก 

▪ 19 ส.ค. 2558 สื่อซาอุดิอาระเบีย Arab News ใช้ภาพนี้ประกอบรายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 18 ส.ค. เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียจมเรือประมงต่างชาติลักลอบทำประมงผิดกฎหมายที่ถูกยึดมาได้ 34 ลำ รวมทั้งเรือจากไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

จากรายงานข่าวทั้งหมดสรุปได้ว่า ภาพระเบิดทำลายเรือทั้ง 4 ภาพ เป็นการทำลายเรือประมงเปล่าซึ่งเป็นของกลางที่ถูกยึดจากการทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำอินโดนีเซียในช่วงปี 2558 ไม่ใช่การยิงทำลายเรือขณะรุกล้ำน่านน้ำ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2568

แจกเงินรางวัล 20,000 บาท ผ่านลิงก์บนโซเชียลมีเดีย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wj0n5gni805b


ทรัมป์โพสต์ ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1m2t8l7f8tu25


ภาพสิ่งแปลกปลอมในไข่ไก่ที่มีลักษณะคล้ายพยาธิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36ti8mt4e1ku8


พระสงฆ์และลูกศิษย์เป็นชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14x609bx5sena


คลิปทหารกัมพูชา “ทัพแตกหนีตาย” ขณะสู้รบกับทหารไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4jrph50r4n1


ลงทะเบียนรับ “ผงมัทฉะ ฟรี”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3sbv6eft6tah0


“อาวุธใหม่ของจีน ที่ทหารไทยยึดจากกัมพูชา จีนขายให้มาเลเซียประเทศเดียว”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3vth8zd3yomma


กกต. ไฟเขียวเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 ก.พ. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/314ruurz2tnty


คนไทยแห่ใช้ AI พุ่ง 91% – แต่เสียงกังวลจริยธรรมดังไม่แพ้กัน!

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/w3g6scqyp3hs


“ยา Tirzepatide ซื้อมาฉีดกันเองไม่ได้ ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ekpwolmq67bf


ห้ามขายแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่มีอาการมึนเมา ร้านค้าฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/30qe7nrghymg4


ชาร์จสมาร์ทโฟนข้ามคืน อาจเกิดภัยร้ายได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pyay7tyk6dkw

บิดเบือนถ้อยคำ-สร้างโควทคำพูดปลอม: เนื้อหาเท็จแบบดั้งเดิมที่ยังแพร่หลายในยุค AI

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

แม้หลายคนจะกังวลกับการแพร่ระบาดของเนื้อหาเท็จที่สร้างด้วย AI โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญสถานการณ์พิเศษอย่างการสู้รบไทย-กัมพูชา ภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเลือกตั้ง แต่เนื้อหาเท็จรูปแบบเดิม ๆ อย่างการบิดเบือนถ้อยคำหรือสร้างคำพูดปลอมยังคงถูกนำมาใช้ด้วยเจตนาที่หลากหลายตั้งแต่ปลุกปั่นอารมณ์ เพิ่มยอดเอ็นเกจเมนต์ สร้างความเข้าใจผิด ไปจนถึงการทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

โควทปลอมช่วงการสู้รบไทย-กัมพูชารอบแรก

ในช่วงที่มีการสู้รบระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชารอบแรกเมื่อ 24-28 ก.ค. 2568 โคแฟคพบเนื้อหาเท็จที่เป็นการปลอมคำพูดของบุคคลสาธารณะอย่างน้อย 2 กรณี ดังนี้

วันที่ 30 ก.ค. เพจเฟซบุ๊ก “HotNews – ข่าวประเทศไทย” โพสต์ภาพ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น พร้อมกับคำบรรยายว่า “รมช.กลาโหม ฟิวขาด หลังนักข่าวจี้คำถามแทงใจ ซัดกลับ เขมรมันไม่ใช่ญาติผม ถ้ามันจะตายก็ตาย ๆ ไปซะ อย่าได้หวังว่าผมจะช่วย” พร้อมกับฝังข้อความในภาพทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ พล.อ.ณัฐพล โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2.4 พันครั้ง ณ วันที่ตรวจสอบ และถูกนำไปเผยแพร่ต่อทั้งในอินสตาแกรมและติ๊กตอกอย่างกว้างขวาง

โคแฟคค้นหาคลิปและรายงานข่าวการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ณัฐพล หลังการประชุมสภากลาโหม เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่สื่อมวลชนรายงาน ไม่พบว่ามีคำพูดดังกล่าว มีเพียงการตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า “ไทยกับกัมพูชาจะกลับไปเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกันได้หรือไม่” ซึ่ง พล.อ.ณัฐพลตอบว่า “ได้ๆ แต่ตอนนี้ชะลอการช่วยเหลือทางการทหารไปก่อน” จนกว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศจะดีขึ้น

วันต่อมา (31 ก.ค.) สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นเนื้อหาเท็จ โดยระบุว่า “รมช.กห. ไม่เคยให้สัมภาษณ์อย่างที่ถูกกล่าวอ้างในโลกออนไลน์”

อีกกรณีหนึ่งคือการกุข้อความขึ้นมาแล้วอ้างว่าเป็นคำพูดของนายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชื่อดังกล่าวหานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และ พล.อ.ณัฐพลว่าเป็นผู้เสนอให้เปิดด่านไทย-กัมพูชาและต่อว่าทั้งสองคนด้วยถ้อยคำรุนแรง 

วันที่ 14-15 ก.ย. ผู้ใช้โซเชียลมีเดียแชร์ภาพนายเฉลิมชัย ฝังข้อความวิจารณ์เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยโจมตีผู้ที่เสนอให้มีการเปิดด่านว่า “ไอ้พวกขายชาติ” ที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของคนไทยและไม่ตระหนักถึงความพยายามของทหารที่ไปรบเพื่อให้ได้แผ่นดินมา โดยมีภาพนายอนุทินและ พล.อ.ณัฐพลประกอบ ด้านล่างมีข้อความว่า “เห็นด้วยกับ อ.เฉลิมชัย” ทำให้เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวเป็นคำพูดของนายเฉลิมชัยที่วิจารณ์นายอนุทินและ พล.อ.ณัฐพล ด้วยถ้อยคำรุนแรง

ต่อมา นายเฉลิมชัยได้ปฏิเสธอย่างหนักแน่นผ่านคลิปวิดีโอว่าตนไม่ได้พูดเรื่องการเปิด-ปิดด่านอย่างที่ปรากฏในโพสต์นั้น นายเฉลิมชัยกล่าวด้วยว่าที่ผ่านมา เขาถูกนำไปอ้างเท็จว่าพูดวิจารณ์การเมืองหลายครั้งทั้งที่ย้ำมาตลอดว่าเขาไม่ยุ่งเรื่องการเมือง

โควทปลอมการเมือง

ล่าสุด โคแฟคตรวจสอบพบบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “พ่อจัสมิน หากินทั่วไป” ผู้ติดตามกว่า 9 หมื่นบัญชีโพสต์ภาพและข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) จำนวนหลายโพสต์ เช่น เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. มีการโพสต์ภาพณัฐพงษ์และฝังข้อความว่า “เท้งปลุกพลังด้อมส้ม ชี้หากชนะเลือกตั้งแล้วถูกขัดขวาง ถึงเวลาต้องสู้ พร้อมบุกสภา” (ลิงก์บันทึก)

ในวันเดียวกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ เผยแพร่ภาพและข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของณัฐพงษ์อีกโพสต์หนึ่งว่า “เราจะไม่มีคำว่าแพ้ พร้อมสู้ ถ้าชนะเลือกตั้งแล้วถูกขวาง จูงมือประชาชนบุกสภา ใครจะไปด้วยเตรียมตัว” (ลิงก์บันทึก)

ทั้งนี้ โพสต์ที่อ้างว่าณัฐพงษ์เตรียมบุกสภาหากชนะการเลือกตั้งแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาลใช้ภาพประกอบจากกิจกรรม “พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน” ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กทางการของ ปชน. 

โคแฟคตรวจสอบคำพูดของณัฐพงษ์ในกิจกรรมนี้พบว่า ช่วงหนึ่งณัฐพงษ์ได้ตอบคำถามผู้ร่วมงานที่ว่า หาก ปชน. ชนะการเลือกตั้งปี 2569 และได้ สส. เกินครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภาแล้วยังไม่ได้เป็นรัฐบาลจะทำอย่างไร

หัวหน้า ปชน. กล่าวว่า “ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าเราสามารถได้เสียงคนส่วนใหญ่ เราสามารถได้จำนวน สส. เกินครึ่งหนึ่งในสภา ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน จะมีอะไรที่จะมาฉุดรั้งไม่ให้พรรคประชาชนเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ มีคำถามจากเพื่อนบางคนว่าถ้าสมมติได้ [สส.] เกินครึ่งจริง ๆ แล้ว เรายังไม่ได้เป็นรัฐบาล มีอุปสรรคอะไรมาเตะพวกเราให้หกล้มอีก พวกผมเคยพูดกันและเอาจริงกันภายในพรรค ถึงสถานการณ์นั้นจริง ๆ เกี่ยวแขนกันแล้วไปอยู่หน้าสภา…ถ้าจะไปถึงขนาดนั้น มันไม่มีทางอื่น ถึงจุดนั้นจริง ๆ เราก็ต้องสู้”

เมื่อนำคำพูดของณัฐพงษ์มาเทียบกับข้อความทั้งสองโพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก “พ่อจัสมิน หากินทั่วไป” พบว่าณัฐพงษ์พูดถึงฉากทัศน์ที่ ปชน. ไม่ได้เป็นรัฐบาลแม้จะได้เสียงส่วนใหญ่ในสภาจากการเลือกตั้ง 2569 จริง ซึ่งหากสถานการณ์ไปถึงจุดนั้น หัวหน้า ปชน. ระบุว่าเขามีความคิดที่จะเคลื่อนไหวหน้ารัฐสภา

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้นำมาเผยแพร่ไม่ตรงกับคำพูดของณัฐพงษ์ กล่าวคือมีการเปลี่ยนถ้อยคำให้ดูรุนแรงขึ้น เช่น “บุกสภา” และมีการเติมข้อความ เช่น “เราจะไม่มีคำว่าแพ้” “จูงมือประชาชนบุกสภา” “ใครจะไปด้วยเตรียมตัว”   

นอกจากนี้ โคแฟคยังพบว่าระหว่างวันที่ 11-15 ธ.ค. บัญชีเฟซบุ๊กนี้ยังนำภาพของณัฐพงษ์มาประกอบข้อความในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของหัวหน้า ปชน. อีกหลายโพสต์ เช่น

“มัวแต่สู้กันอยู่อย่างนี้ มีแต่ทำให้ประเทศเสียหาย สมัยหน้าผมได้เป็นรัฐบาลแล้วผมจะหาเงินจากที่ไหน” (ลิงก์บันทึก)

“ผมได้เป็นนายก สิ่งแรกที่จะทำจำคำผมไว้ให้ดี พร้อมพาประเทศไทยเข้าสู่โต๊ะสันติภาพ ไทย-กัมพูชาคือพี่น้องกัน เร่งแก้ค้าขายกับกัมพูชาให้เร็วที่สุด หากทำไมไ่ด้ ผมลงทันที” (ลิงก์บันทึก)

“ไม่ได้ดั่งใจ ผมจะไม่ให้ใครมีอำนาจ” (ลิงก์บันทึก)

จากการตรวจสอบรายงานข่าวจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ คลิปการอภิปรายในสภาและคำพูดที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในช่วงเวลาดังกล่าว โคแฟคไม่พบหลักฐานว่าเป็นคำพูดของณัฐพงษ์ และได้ส่งเนื้อหาเหล่านี้ให้ ปชน. ตรวจสอบซึ่งได้รับคำยืนยันจากณัฐพงษ์ว่า “ผมไม่เคยพูดหรือสื่อสารในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด” พร้อมกับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาเท็จเหล่านี้

ข้อสังเกตโคแฟค

การบิดเบือนคำพูดหรือการสร้างข้อความขึ้นใหม่ทั้งหมดแล้วอ้างว่าเป็นคำพูดของนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะ เป็นหนึ่งในรูปแบบการสร้างเนื้อหาเท็จที่พบบ่อย เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือดึงดูดความสนใจของผู้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มยอดชม/เอ็นเกจเมนต์ 

โควทคำพูดปลอมมักใช้ถ้อยคำรุนแรง ปลุกเร้าอารมณ์โกรธเกลียดชัง เสนอแนวคิดสุดโต่ง และหากสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าข้อความนั้น “แปลก” เกินกว่าที่จะเป็นคำพูดของบุคคลสาธารณะ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมือง 

คำพูดที่แต่งขึ้นหรือถูกปลอมแปลงมักเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือข่าวสารที่คนในสังคมกำลังให้ความสนใจ และมักใช้ภาพจากเหตุการณ์จริงมาประกอบ นอกจากนี้ยังมักนำภาพประกอบและโลโก้ของสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือมาใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะเนื้อหาเท็จที่สร้างจากบริบทจริงหรือภาพจริงมักทำให้คนหลงเชื่อได้ง่ายมากกว่าเนื้อหาเท็จที่มีแต่ความเท็จล้วน ๆ

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การใช้ AI สร้างเนื้อหาเป็นไปอย่างแพร่หลายมาก โคแฟคพบว่าเริ่มมีการใช้ AI สร้างภาพและเสียงของบุคคล ซึ่งอาจทำให้การแยกแยะข้อเท็จจริงเป็นไปได้ยากขึ้น

แนวทางการตรวจสอบ “โควทปลอม”

วิธีการตรวจสอบว่าข้อความนั้นเป็นคำพูดของบุคคลดังกล่าวจริงหรือไม่ อาจเริ่มจากการนำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด อาจตามไปฟังคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่

หากบุคคลที่ถูกอ้างเป็นบุคคลสาธารณะที่มีช่องทางสื่อสารโดยตรง เช่น บัญชีโซเชียลมีเดีย ก็สามารถส่งข้อความสอบถามไปโดยตรงได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นก่อนเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ



สำรวจ 5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ต่างด้าว” ในรอบปี 2568

ประเทศไทยมีคนต่างด้าวหลากหน้าหลายตา หลายคนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เขมร เวียดนาม และมากที่สุดคือคนจากประเทศเพื่อนบ้าน “เมียนมา” 

ปัญหาสงครามและความขัดแย้งยืดเยื้อ ทำให้คนเมียนมาจำนวนมากโยกย้ายมาอยู่ไทยช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งคนที่ข้ามฝั่งแม่น้ำ อพยพหนีการทิ้งระเบิดบริเวณชายแดนเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนกลับบ้านไป คนที่ย้ายมาอยู่ยาวเพื่อหางานทำหรือเรียนต่อ ทำให้สังคมไทยเริ่มมองเห็นคนกลุ่มนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลายคนกังวลว่าพวกเขาอาจจะมาแย่งงานและบริการพื้นฐานของคนไทย 

จริงอยู่ว่า ระบบกฎหมายของไทยนั้นซับซ้อน ไม่สมบูรณ์และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตในขั้นตอนต่าง ๆ แต่ในเวลาเดียวกัน การคุยกันเรื่องสิทธิของคนต่างด้าวก็อาจเต็มไปด้วยอคติหรือความเข้าใจผิด ทำให้เกิดภาพจำเหมารวมว่า พวกเขาเรียกร้องเกินกว่าเหตุไปเสียหมด หรือเกิดการโจมตีพรรคการเมืองบางพรรคว่าปกป้องแรงงานต่างด้าวมากกว่าผลประโยชน์ของคนไทย ทั้งที่จริงแล้วหลายอย่างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาพึงได้รับ

ในโอกาสวันโยกย้ายถิ่นสากล (International Migrants Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ธ.ค. ของทุกปี ผู้เขียนชวนสำรวจและแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้อพยพที่เกิดขึ้นปี 2568 ซึ่งอาจทำให้คนไทยมีความรับรู้แบบผิด ๆ กับคนต่างด้าวในระยะยาว

วันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day)

องค์การสหประชาชาติได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ค.ศ. 1990 และประกาศให้ทุกวันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day) เพื่อให้ประชาคมโลกตระหนักถึงสถานการณ์และปัญหาเกี่ยวกับผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นทุกปี และรณรงค์ให้ แรงงานข้ามชาติในประเทศต่าง ๆ ได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้องค์การสหประชาชาติ ให้คำจำกัดความว่า ผู้ย้ายถิ่นฐานหมายถึงบุคคลที่ย้ายออกจากสถานที่ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายในประเทศหรือออกนอกประเทศ การย้ายชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม ซึ่งผู้ย้ายถิ่นฐานนับรวมทั้งกลุ่มที่ย้ายแบบถูกกฎหมาย กลุ่มที่ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย และกลุ่มที่กฎหมายไม่ระบุสถานะของการย้ายไว้ว่าถูกหรือผิด เช่น นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

1. แรงงานพม่าเรียกร้องค่าแรง 700 บาท/วัน?

ช่วงต้นปี หลังจากไทยประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ได้ไม่นาน มีการเผยแพร่ข้อมูลว่าแรงงานพม่าเรียกร้องค่าแรง 700 บาท/วัน ซึ่งสร้างความโมโหเดือดดาลในชาวโซเชียลที่พากันด่าทอแรงงานพม่าว่าได้คืบเอาศอก 

นี่เป็นเรื่องบิดเบือน องค์กรที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่าง Cofact และ AFP Fact Check พบว่าเป็นการนำคลิปเก่าของผู้นำแรงงานพม่าในไทยที่ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่ไทยยังไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาเผยแพร่ซ้ำทั้งในเฟซบุ๊กและติ๊กตอกโดยขาดบริบท แถมยังนำไปโยงกับภาพการรวมตัวของชาวพม่าในไทยครั้งอื่น ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องค่าแรง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและปลุกปั่นความเกลียดชังว่าแรงงานพม่าเรียกร้องมาก

นอกจากจะนำคลิปเก่ามาเผยแพร่ผิดบริบทเพื่อสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อแรงงานพม่าแล้ว ยังมีการตัดต่อโลโกของพรรคประชาชนฝังลงไปในคลิปเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าพรรคประชาชนหนุนหลังข้อเรียกร้องนี้ 

วันนี้ แรงงานไทยและต่างชาติได้รับค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันตามหลักกฎหมายไทย ข้อมูลที่ระบุว่าแรงงานพม่ารวมตัวประท้วงในไทยเพื่อเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงเป็น 700 บาท/วัน จึงเป็นความเข้าใจผิด

2. ‘พ.ร.บ.ชาติพันธุ์’ เปิดช่องแจกที่ดินให้คนต่างด้าว 20 ไร่?

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 หรือ “พ.ร.บ.ชาติพันธุ์” ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา นับเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในไทยซึ่งมีอยู่มากกว่า 80 กลุ่ม เช่น ชาวกะเหรี่ยง ชาวเลทางใต้ ชาวกูยในอีสาน แต่กลับมีการเผยแพร่เนื้อหาบิดเบือนว่ากฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้มีการ “แจกที่ดินให้แรงงานต่างด้าว” 

พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ไม่มีข้อความใดเลยที่ระบุเรื่องการมอบที่ดิน 20 ไร่ แต่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการเชื่อมโยงแบบผิด ๆ–ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม–กับพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ” ที่ระบุถึงการจัดสรรที่ดินให้ “ผู้มีสัญชาติไทย” ที่พิสูจน์ได้ว่าทำกินอยู่บนที่ดินนี้มาอย่างต่อเนื่องครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ 

พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2567 มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ซ้อนทับกับพื้นที่อุทยานและป่าอนุรักษ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกฎหมายกำหนดให้กระบวนการจัดสรรที่ดินเป็นไปอย่างรัดกุม ไม่เปิดช่องว่างให้สวมสิทธิได้ง่ายๆ 

ประเทศไทยมีคนเชื้อชาติหลากหลาย โดยกลุ่มชาติพันธุ์หลายคนเกิดในไทยและมีสิทธิในสัญชาติไทย บางคนมีบัตรประชาชนแล้ว บางคนยังไม่มี เนื่องจากอาศัยอยู่พื้นที่ห่างไกลบนดอย ทำให้ตกหล่นจากการสำรวจและกำลังรอกระบวนการราชการเพื่อทำทะเบียน คนกลุ่มนี้ ไม่เหมือนกับแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นคนโยกย้ายมาไทยเพื่อทำงานในยุคสมัยใหม่ และกฎหมายไทยมอบสิทธิคนละชุด จึงต้องระวังการเหมารวมว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน

3. แรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุม?

ข่าวการชุมนุมของพนักงานบริษัทไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ที่ จ.ชลบุรี ช่วงต้นเดือน ธ.ค. ทำให้เห็นว่าสิทธิในการรวมตัวของแรงงานมีความสำคัญในการต่อรองกับนายจ้าง ซึ่งท้ายที่สุด สหภาพแรงงานกับโรงงานก็บรรลุข้อตกลงตามข้อเรียกร้องของพนักงาน  

ประชาชนไทยมี “สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ” ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลและกฎหมายไทย โดยไม่มีกฎหมายใดที่สั่งห้ามโดยตรง แต่เมื่อแรงงานข้ามชาติชุมนุมในไทยมักจะถูกมองว่าเหิมเกริม เรียกร้องมากไป หรือหากเป็นการชุมนุมทางการเมือ เช่น การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของชาวพม่าในไทยก็มักถูกมองว่าจะเป็นชนวนเหตุที่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยบางกลุ่มถึงกับเผยแพร่ข้อความที่สร้างความเข้าใจผิดว่า “ต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุม” 

ตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” ได้โพสต์ข้อความกล่าวหาผู้นำแรงงานพม่าในไทยว่า “โกหกแรงงานพม่าว่ามีสิทธิ์ที่จะชุมนุมทางการเมืองได้ ทั้งที่กระทรวงแรงงานยังไม่ได้เซ็นอนุสัญญาอนุญาตในเรื่องนี้”

เมื่อสำรวจกฎหมายเกี่ยวข้องกับการชุมนุม พบว่ากฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ  พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะและ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ รับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยไม่จำกัดเฉพาะพลเมืองไทย

ขณะที่พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวก็ไม่มีบทบัญญัติเรื่องห้ามชุมนุมโดยตรง แต่หากการชุมนุมนั้นนำไปสู่การหยุดงาน อาจถูกตีความว่าละเมิดใบอนุญาตทำงานหรือสัญญาจ้าง ซึ่งมีโทษปรับหรือส่งกลับประเทศ

แม้ไทยจะไม่มีกฎหมายห้ามการชุมนุมโดยตรง แต่ก็มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการรวมตัวของแรงงานซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดเงื่อนไขการทำงานหรือกฎหมายอื่น ดังนั้น การผลักดันของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการด้านแรงงานในไทยเพื่อให้ไทยรองรับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิต่อรองร่วมกัน จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของแรงงานทุกสัญชาติ รวมถึงแรงงานไทย ไม่ใช่เพียงเพื่อแรงงานต่างด้าวอย่างที่มีผู้พยายามสร้างความเข้าใจผิด

ปัจจุบัน กฎหมายแรงงานกำหนดให้ทั้งแรงงานไทยและต่างด้าวได้รับการปฏิบัติและสวัสดิการเท่าเทียมกันในมิติของแรงงาน เช่น ต้องได้รับค่าจ้างเท่ากันและไม่ถูกเลือกปฏิบัติรังแกในที่ทำงาน แต่ในความเป็นจริง พบว่าแรงงานต่างด้าวจำนวนมากยังคงถูกเลือกปฏิบัติ เช่น ได้ค่าแรงน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ดังนั้นการที่แรงงานต่างด้าวสามารถชุมนุมได้จึงเป็นหลักประกันสิทธิพื้นฐานว่าเมื่อถูกละเมิด แรงงานสามารถรวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองได้

4. คนไทยแบกค่ารักษาพยาบาลของประชากรข้ามชาติ?

รัฐไทยใช้ภาษีคนไทยรักษาพยาบาลแรงงานต่างด้าวในไทย เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่ถูกเผยแพร่เป็นวงกว้างในปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา  

สำนักข่าว Today สัมภาษณ์สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก พบว่าในปี 2567 แรงงานต่างด้าวเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐไทยและชำระเงินเอง 70% ส่วนที่เหลือเป็นการใช้สิทธิอื่น ๆ เช่น ประกันสังคมและประกันสุขภาพเอกชน​

ข้อมูลจากแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติพบว่ามีแรงงานต่างด้าวที่ชำระเงินได้เพียงบางส่วน 1,111 ครั้ง (0.09%) และไม่สามารถชำระเงินได้ 4,351 ครั้ง (0.38%) ตัวเลขนี้อาจสอดคล้องกับข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุขที่แบ่งปันประสบการณ์ในโซเชียลมีเดียว่าเจอกรณีที่แรงงานต่างด้าวไม่สบายมาหาหมอแต่ไม่สามารถจ่ายเงินได้ ซึ่งแพทย์ก็ได้ให้การรักษาตามจรรยาบรรณแพทย์

จริงอยู่ว่า ในทางปฏิบัติหน้างานอาจมีช่องว่างและมีประชากรข้ามชาติที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ แต่อาจเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมด สอดคล้องกับที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาแก้ไขตัวเลขในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2567 ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า ค่าใช้จ่ายที่ สธ. เรียกเก็บจากประชากรต่างด้าวไม่ได้นั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 ล้านบาทต่อปีใน 31 จังหวัด ไม่ใช่ 9.2 หมื่นล้านบาทตามที่ปรากฏในรายงานของสภาพัฒน์

ทางการไทยมีระบบประกันสุขภาพของประชากรต่างด้าว พวกเขาจึงมีสิทธิรักษาพยาบาลตามประกันสุขภาพที่มีอยู่หรือเลือกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง การหยิบปัญหาของแรงงานต่างด้าวกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้มาบิดเบือนหรือเหมารวม ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งต่อแรงงานต่างด้าวและการบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 

5. รัฐบาลไทยกำลังเปิดช่องให้ต่างด้าวได้สัญชาติไทย?

ช่วงที่ผ่านมา นโยบายของรัฐที่ส่งเสริมสิทธิคนไม่มีสัญชาติไทยและเด็กผู้ลี้ภัยถูกคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายสอดไส้ของนักการเมืองเพื่อเอื้อกลุ่มต่างด้าวสีเทา และสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรการหรือนโยบายของรัฐ เช่น มาตรการเหล่านี้จะนำไปสู่การมอบสัญชาติไทยให้คนต่างประเทศที่เข้ามาใหม่

นโยบายที่มักถูกนำมาบิดเบือนและสร้างสับสน คือ

1) มติคณะรัฐมนตรีเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ (มติ ครม. 29 ต.ค. 2567)

มติ ครม.ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติที่รัฐบาลไทยทำมาต่อเนื่องหลายสิบปี มติ ครม.นี้ให้ผู้ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น สงครามอินโดจีนและความขัดแย้งในพม่าซึ่งมีทั้งหมดราว 340,000 คน ซึ่งมีสิทธิขอถิ่นที่อยู่ถาวรในไทยและหลังจากอยู่ในไทยครบ 5 ปีจะแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ และลูกของคนกลุ่มนี้ที่เกิดในไทยซึ่งมีอยู่ราว 140,000 คน ก็มีสิทธิได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนตามกฎหมาย คนกลุ่มนี้ได้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมและมีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจในไทยแล้ว 

ที่ผ่านมา มีมติ ครม.รับรองสิทธิในสัญชาติไทยหลายครั้ง แต่ด้วยกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ประกอบกับพยานหลักฐานของบุคคลที่เลือนหายไปตามกาลเวลา รัฐบาลจึงได้ออกมติ ครม. นี้ขึ้นมาเพื่อลดเวลาในการดำเนินการ 

ประเด็นสำคัญคือ มติ ครม.นี้ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติแก่แรงงานต่างด้าวหรือผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอยู่ใหม่  

 2) การถอนข้อสงวนของไทยต่อข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 

วันที่ 30 ส.ค. 2567 นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยื่นตราสารถอนข้อสงวนของไทยต่อข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ต่อหัวหน้าฝ่ายสนธิสัญญา สำนักงานกฎหมายของสหประชาชาติ ซึ่งมีผลทันที

กระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อปี 2535 โดยขณะนั้นได้ตั้งข้อสงวนบางประการ และต่อมาได้ทยอยถอนข้อสงวนเหล่านั้น สำหรับการถอนข้อสงวนข้อ 22 ซึ่งว่าด้วยการคุ้มครองเด็กที่ร้องขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือที่ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ลี้ภัยตามกฎหมายหรือกระบวนการภายในหรือระหว่างประเทศที่ใช้บังคับ เป็นการถอนข้อสงวนข้อสุดท้ายของไทยต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และเป็นการปฏิบัติตามคำมั่นที่ไทยประกาศไว้ในการประชุมผู้ลี้ภัยโลก ครั้งที่ 2 เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ณ นครเจนีวา

ขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนชี้แจงว่า การยื่นถอนข้อสงวนของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อ 22 จะทำให้เด็ก 2 กลุ่ม คือ เด็กผู้หนีภัยจากการสู้รบจากประเทศเมียนมากว่า 30,000 คน และเด็กที่ได้รับการคัดกรองตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาได้จำนวน 1,800 คน ได้รับการคุ้มครองจากการถูกละเมิด การแสวงหาประโยชน์รูปแบบต่าง ๆ และอำนวยความสะดวกให้เด็กได้รับการจดทะเบียนเกิด เพื่อให้มีเอกสารรองรับตัวตนและเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทย  

หลายคนอาจกังวลว่า ระบบราชการไทยนั้นมีช่องว่างคอร์รัปชัน เอื้อให้คนต่างประเทศเข้ามาใช้นโยบายเหล่านี้ยื่นขอสัญชาติไทย ในจุดนี้ กระทรวงมหาดไทยยืนยันว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่รัดกุมรอบคอบ การอาศัยช่องว่างจึงทำได้ยาก นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดทุจริตนั้นเป็นสิ่งที่ไทยต้องทำเพิ่มผ่านการตรวจสอบและออกมาตราการป้องกัน เพื่อไม่ให้ความกังวลเรื่องการคอร์รัปชันปิดกั้นการมีนโยบายที่ดีขึ้น

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

คลิปเก่าที่โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในเปรู ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพทหารเขมรทัพแตก-หนีตาย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชา “ทัพแตกหนีตาย” ขณะสู้รบกับทหารไทย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพเหตุการณ์ในลาตินอเมริกา**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Tawan Paisopa” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 10 วินาที เป็นภาพรถกระบะสีขาวและกลุ่มคนเคลื่อนที่ไปบนถนนเลียบเขาท่ามกลางเสียงปืน มีข้อความฝังในคลิปว่า “พวก เหม็น ทัพแตกหนีตาย” และเขียนคำบรรยายในโพสต์ว่า “พวกเหม็น ทัพแตก สู้ๆ ทหารไทย✌️🇹🇭” ทำให้เข้าใจว่าคลิปนี้เป็นเหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบภาพด้วย Google Lens พบว่าภาพและคลิปวิดีโอนี้เคยถูกเผยแพร่โดยเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเปรูตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2568 ดังนี้

▪️ วันที่ 1 พ.ย. บัญชีเฟซบุ๊ก “Javier W. Rojas Cruces” ซึ่งให้ข้อมูลว่าเป็นผู้ที่อยู่ในเปรูระบุว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ในหุบเขาแม่น้ำอาปูรีมัค

สำนักข่าวและหน่วยงานหลายแห่งระบุตรงกันว่าบริเวณหุบเขาแม่น้ำอาปูรีมัคของเปรู หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อภาษาสเปนว่า VRAEM หรือ VRAE เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยเนื่องจากเต็มไปด้วยอาชญากรรมและการก่อการร้าย 

▪️ วันที่ 4 พ.ย. บัญชีเฟซบุ๊ก “Florian Sánchez La Voz Del Chimaycha” ซึ่งระบุว่าอาศัยอยู่ในเปรู โพสต์คลิปเดียวกันนี้พร้อมคำบรรยายภาษาสเปนว่า “เหตุการณ์ประจำวันที่ VRAE”

คลิปที่โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในเปรูเมื่อวันที่ 1 และ 4 พ.ย. 2568

นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อวันที่ 17 พ.ย. มีบัญชีเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเม็กซิโกนำคลิปนี้มาอ้างว่าเป็นภาพกองกำลังติดอาวุธใกล้เขตชุมชนบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งในรัฐเกร์เรโรของเม็กซิโก แต่ต่อมาโพสต์นี้ถูกหักล้างโดยสำนักข่าว ANews Acapulco ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการความปลอดภัยสาธารณะแห่งรัฐเกร์เรโรว่า เหตุการณ์ในคลิปไม่ได้เกิดขึ้นในเม็กซิโก แต่เกิดขึ้นที่ประเทศเปรู

โคแฟคยังไม่สามารถระบุต้นตอของคลิปนี้ได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด แต่หลักฐานจากการเผยแพร่คลิปในเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเปรูอย่างน้อย 2 บัญชีที่โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 1 และ 4 พ.ย. ยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดที่ทหารของทั้งสองฝ่ายสู้รบกันตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธ.ค.

ภาพพระสงฆ์และผู้ติดตามชาวอิตาลี ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็น “ชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พระสงฆ์และลูกศิษย์เป็นชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ พระสงฆ์และผู้ติดตามในภาพเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางมาปฏิบัติธรรม ณ ที่พำนักสงฆ์สาขาวัดหนองป่าพง ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “เฮีย แบงค์” โพสต์ภาพพระสงฆ์ชาวต่างชาติ 2 รูปขณะบิณฑบาตร โดยมีลูกศิษย์ชาวต่างชาติสองคนเป็นผู้ติดตาม เขียนข้อความบรรยายว่า “ตอนนี้มีข่าวให้จังหวัดนครราชสีมาช่วยกันดูแลสอดส่องชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ (แขกขาว) ลูกศิษย์ก็เป็นคนต่างชาติ ใส่บาตรเสร็จก็ไม่ให้พร เดินหนีไปเลย ไม่รู้มาจากไหนแต่เหมือนแขกขาวอยู่นะ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 6,000 ครั้ง ณ วันที่ 16 ธ.ค. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: หลังจากที่ภาพและโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ศูนย์พักฟื้นภิกษุอาพาธอโรคธรรม คณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ได้โพสต์ข้อมูลพร้อมภาพประกอบบนเพจเฟซบุ๊ก “อโรคธรรม” ว่าพระสงฆ์และลูกศิษย์ชาวต่างชาติในภาพนั้นเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางมาปฏิบัติธรรมในไทย โดยทั้งหมดพักอยู่ที่ที่พำนักสงฆ์อโรคธรรม 

เจ้าหน้าที่อโรคธรรมให้ข้อมูลกับโคแฟคว่า พระสงฆ์ทั้งสองรูปคือพระมหาโพธิ์และพระชยวีโร จากวัดสันตจิตตาราม สาขาวัดหนองป่าพง ประเทศอิตาลี ส่วนผู้ติดตามอุปัฏฐาค 2 คนคือนาย Antonino Molonia และ นาย Daniele Trasatti สัญชาติอิตาลี

เพจเฟซบุ๊ก “อโรคธรรม” เผยแพร่ภาพพระมหาโพธิ์และพระชยวีโร จากวัดสันตจิตตาราม สาขาวัดหนองป่าพง ประเทศอิตาลี ส่วนผู้ติดตามอุปัฏฐาค 2 คนคือนาย Antonino Molonia และ นาย Daniele Trasatti สัญชาติอิตาลีที่เดินทางมาศึกษาและปฏิบัติธรรมที่ จ.นครราชสีมา

วันที่ 12 ธ.ค. ทั้งหมดออกเดินทางธุดงค์เพื่อฝึกฝนตนตามข้อวัตรปฏิบัติ มีจุดหมายอยู่ที่วัดเขาวันชัยนวรัตน์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อร่วมกิจกรรมกับคณะสงฆ์ที่นั่น โดยใช้เส้นทางเดินจากที่พำนักสงฆ์อโรคธรรม ผ่านอ่างเก็บน้ำซับประดู่ บ้านใหม่สำโรง บ้านคลองไผ่ เขื่อนลำตะคลอง บ้านจันทึก ระหว่างทางได้แวะพำนักกางกลดค้างแรม และบิณฑบาตรตามปกติ

เจ้าหน้าที่ระบุว่าวันนี้ (16 ธ.ค.) พระสงฆ์และผู้ติดตามได้เข้าพำนักที่วัดเขาวันชัยนวรัตน์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมาแล้ว

นอกจากนี้ที่พำนักสงฆ์อโรคธรรมและวัดเขาวันชัยนวรัตน์ยังได้โพสต์ข้อความชี้แจงโดยละเอียดทางเพจเฟซบุ๊กว่าเจ้าหน้าตำรวจ สถานีตำรวจภูธรปากช่อง และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองโคราชได้เดินทางมาตรวจสอบซักถามพระสงฆ์ทั้งสองรูปและผู้ติดตามทั้งสองคนแล้วได้ข้อสรุปว่าเป็นพระและผู้สนใจในพระพุทธศาสนา ไม่ได้เป็นบุคคลต้องสงสัยหรือเป็นสายลับตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568

ภาพเมฆลักษณะเป็นลอนคล้ายคลื่น “เมฆแผ่นดินไหว”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2jzkf7adcvqvw


ไทยใช้ควันพิษพ่นใส่ทหารกัมพูชาที่ภูเขาผี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ju0q1itb2qnw


กัมพูชาเคารพข้อตกลง ไม่ได้เปิดฉากยิงใส่ประเทศไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sp8ft58txit8


อบ “โอโซน” นานเสี่ยงตาย นักวิชาการแนะใช้ต้องระวัง!

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3j9j62rufkcqh


กยศ.ผ่อนผันการชำระหนี้สูงสุด 2 ปี ไม่คิดดอกเบี้ย ช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1lvdracfm36xj


กองทัพภาคที่ 2 สั่งอพยพประชาชนแนวชายแดน 4 จังหวัด หลังกัมพูชาเปิดฉากยิงภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/39i1hmn4axekt


ชาวสมุทรปราการ อ่วมต่อเนื่องวันที่ 2 น้ำทะเลหนุนไหลท่วมถนนรถสัญจรไปมาลำบาก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/bp1bmt1gjrba


น้ำท่วมหาดใหญ่ นอกจากการขอรับเงินเยียวยา 9,000 บาทแล้ว ยังสามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือ รวม 65,500 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kx3v6wmgebm

“ปณิธาน วัฒนายากร” ยืนยันไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่ามี นักรบรับจ้างอเมริกันช่วยกัมพูชาใช้โดรนสู้กับไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊กอ้าง “ปณิธาน วัฒนายากร” ให้สัมภาษณ์ว่ามีทหารรับจ้างอเมริกันช่วยกัมพูชาใช้โดรนรบกับไทย

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน คำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร. ปณิธานไม่ได้ระบุถึงทหารรับจ้างชาวอเมริกัน**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 11 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ThaiTribune” และ “IMCT News Thai Perspectives on Global News” โพสต์ภาพ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมข้อความ “ทหารรับจ้างอเมริกันเข้าไปช่วยกัมพูชาใช้โดรนรบกับไทย”

ข้อความในโพสต์มีลักษณะเป็นรายงานข่าวซึ่งอ้างคำพูดของ รศ.ดร.ปณิธานว่าอาจมี “นักรบรับจ้าง” หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เข้าไปช่วยฝึกสอนการใช้โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ ให้กับทหารกัมพูชา รวมถึงร่วมบังคับโดรนกับทหารฝ่ายกัมพูชาเข้ามาโจมตีทหารฝ่ายไทย และยังกล่าวด้วยว่าผู้เชี่ยวชาญต่างชาตินั้นเป็นชาวอเมริกัน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นคำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ปณิธานในประเด็นการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดพบว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 ช่องยูทูบของสำนักข่าว Top News ได้เผยแพร่วิดีโอสัมภาษณ์ รศ.ดร.ปณิธาน ความยาว 19.06 นาที พร้อมคำโปรยว่า “อ.ปณิธานเชื่อ ปะทะครั้งนี้อาจมี ‘นักรบรับจ้างต่างชาติ’ ร่วม ชี้ไทยยังไม่กล้าถล่มลึกถึงฐานใหญ่เขมร”

ในช่วงนาทีที่ 3.54 – 5.54 มีการพูดถึงเรื่องการต่อสู้โดยใช้โดรนติดระเบิด ซึ่ง รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า ทหารกัมพูชาอาจไม่ได้ใช้โดรนด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่มีกลุ่มที่รับฝึกและรับคุมการปฏิบัติงาน ทำให้มีความพร้อมในการใช้งานโดรนมากขึ้น และเมื่อพิธีกรถามว่าหมายถึงนักรบรับจ้างใช่หรือไม่ รศ.ดร.ปณิธานตอบว่าสมรภูมิเปิดแบบนี้ก็เหมือนสมรภูมิทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีคนที่มีความชำนาญสูงกว่ากองกำลังท้องถิ่นที่ยังไม่ได้ฝึกการใช้ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่มากนัก

โคแฟคตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ปณิธานตลอดทั้งคลิป ไม่พบว่ามีการเอ่ยถึง “ทหารรับจ้างอเมริกัน” แต่อย่างใด

โคแฟคยังได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับ รศ.ดร.ปณิธาน ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันว่าในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ ตนไม่เคยระบุสัญชาติของนักรบรับจ้างหรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปบังคับโดรนในกัมพูชา แต่อาจเป็นการตีความหรือขยายความเพิ่มเติมจากเพจเฟซบุ๊กที่นำคำให้สัมภาษณ์ไปเผยแพร่ต่อ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thai Tribune และ IMCT

Thai Tribune

เว็บไซต์ Thaitribune.org ให้ข้อมูลว่า Thaitribune เป็น “กองทุนสื่อสาธารณะอิสระของประชาชน เป็นสื่อของประชาชนอย่างแท้จริง มุ่งปฏิบัติหน้าที่โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นหลัก ตามอาชีวปฏิญาณแห่งวิชาชีพที่เคยได้รับการยกย่องเป็นฐานันดร 5

Thaitribune International News Agency (TTIN) หนังสือพิมพ์ Thaitribune, เว็บไซต์ Thaitribune Online และ Facebook Thaitribune จึงได้ก่อกำเนิดขึ้น เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน ให้สามารถปฏิบัติภาระหน้าที่ได้อย่างอิสระ รับใช้ประเทศชาติและสังคมไทยหยัดยืนต่อสู้กับกระแสทุนธุรกิจสื่อ ทุนผูกขาด ทุนนิยมข้ามชาติ ที่บีบรัด บังคับ ควบคุม สร้างข้อจำกัด จนสื่อฯขาดอิสระในการนำเสนอ ข่าว สารข้อมูล ข้อเท็จจริง บทวิเคราะห์อย่างถูกถ้วน ที่ประชาชนควรได้รับรู้”

IMCT

เพจเฟซบุ๊ก IMCT News Thai Perspectives on Global News และเว็บไซต์ imctnews.com ดำเนินการโดยสมาคมสื่อมวลชนนานาชาติ ประเทศไทย (International Media Association of Thailand: IMCT) ข้อมูลบนเว็บไซต์สมาคมฯ ระบุว่า “สมาคมสื่อมวลชนนานาชาติ ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2023 จากการรวมตัวโดยคณะบุคคลที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยและนานาชาติและอีกหลากหลายอาชีพ ที่มองเห็นถึงความสำคัญของข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงจากทั่วโลก เปิดกว้างสำหรับสื่อมวลชนต่างประเทศโดยไม่มีข้อจำกัด สมาคมฯ มุ่งหวังนำเสนอทางเลือกให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากรอบด้าน ลดการผูกขาดข้อมูลจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

สมาคมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวมตัวและประสานงานสื่อมวลชนต่างประเทศในประเทศไทย “เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงจากทุกพื้นที่ทั่วมุมโลก เป็นทางเลือกให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากรอบด้าน ลดการผูกขาดข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

คลิปเหตุการณ์สู้รบรัสเซีย-ยูเครน ถูกนำมาอ้างเท็จ ว่าเป็นภาพ “ทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเก่าจากเหตุสงครามรัสเซีย-ยูเครน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” โพสต์คลิปความยาวเกือบ 20 วินาที เป็นภาพทหารคนหนึ่งกระโดดลงจากรถกระบะแล้ววิ่งหนีวัตถุคล้ายโดรน มีข้อความฝังในคลิปว่า “นาทีชีวิต ทหารไทยไหวตัวทัน วิ่งหนีโดรนพลีชีพ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2 พันครั้ง และมีจำนวนการเข้าชมมากกว่า 2.3 ล้านครั้ง ณ วันที่ 11 ธ.ค. และยังพบว่ามีการเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ทั้ง X ยูทูบและติ๊กตอก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในต่างประเทศจำนวนมากในช่วงเดือน พ.ย. 2568 โดยวันที่เก่าที่สุดที่พบว่ามีการเผยแพร่คือ 14 พ.ย. ทางเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Rossiyskaya Gazeta สื่อของทางการรัสเซีย ซึ่งพาดหัวข่าวว่า “โดรนระเบิดรถยนต์ขณะที่นักรบพยายามยิงทำลายใส่มัน”

รายงานข่าวระบุว่าคลิปนี้เผยแพร่ทางบัญชีเทเลแกรม @ChDambiev เมื่อวันที่ 14 พ.ย. โดยถ่ายจาก “ฝั่งศัตรู” ซึ่งหมายถึงยูเครน และบรรยายเป็นภาพเหตุการณ์ที่นักรบของฝ่ายตรงข้าม พยายามยิงปืนไรเฟิลใส่โดรนที่บินพุ่งมาที่เขา

โคแฟคตรวจสอบช่องเทเลแกรม @ChDambiev พบว่ามีผู้ติดตามเกือบ 1.2 แสนบัญชี และมักโพสต์วิดีโอการสู้รบพร้อมคำบรรยายภาษารัสเซีย และพบว่ามีการโพสต์คลิปวิดีโอนี้เมื่อวันที่ 14 พ.ย. จริงโดยเขียนคำบรรยายภาษารัสเซียว่า “โดรนของรัสเซียจู่โจมรถยนต์”

นอกจากนี้ช่อง The Sun สื่ออังกฤษได้เผยแพร่คลิปนี้เมื่อวันที่ 17 พ.ย. พร้อมคำบรรยายว่า “ทหารยูเครนวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของโดรนรัสเซีย”

(จากซ้ายไปขวา) เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” อ้างว่าเป็นทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ กับภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในบัญชีเทเลแกรม @ChDambiev และยูทูบ The Sun

แม้จะยังไม่สามารถยืนยันที่มาหรือสถานที่ในคลิปได้แน่ชัด แต่ข้อมูลจากสื่อของรัสเซียและสื่ออังกฤษระบุตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทหารยูเครนวิ่งหนีและพยายามยิงทำลายโดรนพลีชีพของรัสเซีย ซึ่งคลิปนี้ถูกเผยแพร่ทางช่องเทเลแกรมและถูกนำมาเผยแพร่ต่อโดยสื่อทางการของรัสเซียมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ย. 2568 หรือก่อนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. เกือบสามสัปดาห์ จึงสรุปได้ว่าคลิปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

ประเทศไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ฉบับ รวมทั้งหมดกี่ครั้ง ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประเทศไทยแก้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน ข้อมูลจากไอลอว์ระบุว่านับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ถึงปัจจุบัน มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งหมด 23 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งหมด 9 ฉบับ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 ธ.ค.2568 รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวาระพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 ซึ่งเธอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภายุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง

“เราแก้รัฐธรรมนูญมา 20 ฉบับแล้ว หากประเทศไทยเจริญจริงจากการแก้รัฐธรรมนูญ ป่านนี้เราคงเจริญไปแล้วจากรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับที่แก้กันมา” รัชนีกรกล่าว

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคประสังคมที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของไทยในบทความเรื่อง “แก้รัฐธรรมนูญ: รัฐธรรมนูญไทย 20 ฉบับ แก้สำเร็จมาแล้ว 22 ครั้ง” ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. 2562 ว่า นับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 22 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งหมด 8 ฉบับ

“หลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองและเริ่มใช้รัฐธรรนูญครั้งแรก รัฐธรรมนูญเคยถูกแก้ไขสำเร็จมาแล้ว 22 ครั้ง ต่างกรรมต่างวาระด้วยกัน โดยในยุคที่มีการเลือกตั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญไป 10 ครั้งส่วนเรื่องที่แก้ไขหลายครั้งเป็นอันดับต้นๆ เช่น ระบบเลือกตั้ง ส.ส. อำนาจ ส.ว. และวิธีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นต้น” ไอลอว์ระบุในบทความ

อย่างไรก็ตาม ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับโคแฟคเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ว่าบทความชิ้นนี้เผยแพร่ก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เมื่อปี 2564 ในประเด็นสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตจำนวน 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน /บัตรเลือกตั้ง /การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อรวมการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ด้วยจึงสรุปได้ว่า นับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงปัจจจุบัน (ธ.ค. 2568) ประเทศไทยมีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด 23 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 ฉบับ ดังนี้

  • รัฐธรรมนูญปี 2475 แก้ไข 3 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2490 แก้ไข 3 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2517 แก้ไข 1 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2521 แก้ไข 2 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2534 แก้ไข 6 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2540 แก้ไข 1 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2550 แก้ไข 2 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 แก้ไข 4 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2560 แก้ไข 1 ครั้ง

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้ง 20 ฉบับ และรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขได้ที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์รัฐสภา

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

ตรวจสอบภาพด้วยเอไอ เชื่อถือได้หรือใช้ยืนยันอคติ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียร่วมกันตรวจสอบภาพของภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขณะลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 หลังจากมีข้อกล่าวหาว่าระดับน้ำท่วมไม่ได้สูงจริงอย่างที่เห็นในภาพ

แม้ว่าหลักฐานต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกัน เช่น ภาพจาก Google Street View และคลิปสำรวจพื้นที่จริงจากเจ้าของบ้านที่อยู่ใกล้กับจุดน้ำท่วม จะสามารถยืนยันได้ว่าจุดที่ภคมนหรือ “สส.ลิซ่า” ช่วยผู้ประสบภัยอยู่นั้นระดับน้ำท่วมสูงจริง แต่สุรวิชช์ วีรวรรณ สื่อมวลชนอาวุโสและคอลัมนิสต์ได้ข้อสรุปที่ต่างออกไปโดยอ้างอิงการวิเคราะห์ภาพด้วยเอไอ

สุรวิชช์โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก “Surawich Verawan” เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ว่าหากใช้เอไอวิเคราะห์ภาพ “แบบมีหลักการ” จะพบว่า “ระดับน้ำจริงไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็น” โพสต์นี้มียอดกดถูกใจมากกว่า 3,100 ครั้ง และยอดแชร์มากกว่า 180 ครั้ง (ณ วันที่ 8 ธ.ค.) 

แม้ว่าเอไอจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้บางส่วน แต่นักตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checker) เห็นว่าเอไอมีข้อจำกัดและจุดอ่อนในการตรวจสอบเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือข้อความ การนำคำตอบของเอไอมาอ้างอิงจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังว่าจะกลายเป็นการหาหลักฐานมาสนับสนุนความคิดความเชื่อเดิมของตัวเองหรืออคติยืนยัน (confirmation bias)

ข้อจำกัดของเอไอในการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีอะไรบ้าง โคแฟควิเคราะห์ไว้ในบทความชิ้นนี้โดยใช้การตรวจสอบภาพ สส.ลิซ่า ช่วยน้ำท่วมเป็นกรณีศึกษา

ภาพต้นเหตุ

หลายจังหวัดในภาคใต้ของไทยเผชิญกับมหาอุทกภัยโดยเฉพาะใน จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 ราย จากตัวเลขทั้งหมด 267 ราย (ข้อมูลจากรายงานของไทยพีบีเอส อ้างอิงกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 2 ธ.ค. 68)  

ลิซ่าเป็น สส. คนหนึ่งที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่กลับตกเป็นเป้าโจมตีในโลกออนไลน์ว่าการลงพื้นที่ของเธอนั้นเป็นการสร้างภาพมากกว่าจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนจริง โดยมีผู้นำภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในบัญชี X ของนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พิธีกรข่าวและนักวิเคราะห์การเมือง  ซึ่งแสดงเหตุการณ์ขณะ สส.ลิซ่า ใส่เสื้อชูชีพพยุงตัวอยู่ในน้ำท่วมระดับอกระหว่างการเข้าช่วยเหลือประชาชนในซอย 17/1 ถนนกาญจนวนิช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 25 พ.ย. มา “จับผิด” ว่าระดับน้ำตรงจุดนั้นไม่ได้สูงถึงขั้นต้องใส่ชูชีพหรือ “ลอยคอ” เพราะซอยที่เชื่อมต่อกันก็มีชายคนหนึ่งยืนอยู่โดยไม่มีน้ำท่วมขัง

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างภาพเอไอมาเผยแพร่ว่าที่ระดับน้ำดูลึกมากเพราะ สส.ลิซ่า จงใจยืนย่อเข่าเพื่อให้ภาพออกมาดูยากลำบากกว่าความเป็นจริง

ตัวอย่างเนื้อหาที่โจมตีภคมน สส.พรรคประชาชนว่าสร้างภาพให้ดูเหมือนน้ำท่วมสูงกว่าที่เป็นจริง

ใช้ ChatGPT วิเคราะห์ภาพ

สุรวิชช์ คอลัมนิสต์ในเครือผู้จัดการ ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงของระดับน้ำท่วมด้วยการใช้เครื่องมือเอไออย่าง ChatGPT วิเคราะห์รูปของ สส.ลิซ่า ขณะลงพื้นที่ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า “หลายคนเห็นภาพนี้แล้วอาจเข้าใจว่าน้ำท่วมสูงถึง ‘คอ’ ของผู้หญิง แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างเป็นหลักการจากวัตถุที่อยู่ในภาพ จะพบว่าระดับน้ำจริง ‘ไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็น’” 

“ระดับน้ำในภาพนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 90–110 เซนติเมตรหรือประมาณเอวถึงอกของผู้ใหญ่ ไม่ได้ถึงคออย่างที่เข้าใจในแวบแรก” เขาระบุในโพสต์ (ลิงก์บันทึก)


สุรวิชช์ขยายความว่าเหตุที่ ChatGPT สรุปว่าระดับน้ำท่วมไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็นนั้นมาจากการวิเคราะห์ 3 ส่วน คือ 

1) ใช้รถยนต์เป็นหลักอ้างอิง รถ SUV ทั่วไปมีความสูงของฝากระโปรงหน้าอยู่ที่ประมาณ 85-100 ซม. ในภาพนี้ เส้นน้ำสูงกว่าฝากระโปรงเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงฐานกระจกหน้า นั่นหมายความว่าระดับน้ำจริงอยู่ราว 90-110 ซม. 

2) เหตุผลที่ดูเหมือนน้ำลึกถึงคอ เพราะเมื่อคนอยู่ในน้ำลึกเกินเอวมักจะงอเข่าเล็กน้อยเพื่อทรงตัวหรือลอยตัวบางส่วนหรือไม่ได้ยืนเต็มเท้า ทำให้ดูเหมือนระดับน้ำสูงถึงคอทั้งที่ระดับจริงอยู่ประมาณหน้าอกหรือลำตัวช่วงบนเท่านั้น

3) เช็กซ้ำด้วยสรีรศาสตร์ ระดับอกของผู้หญิงไทยโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 95-105 ซม. จากพื้นซึ่งสอดคล้องกับการประเมินจากตัวรถ

สุรวิชช์โพสต์วิเคราะห์ระดับน้ำโดยใช้ ChatGPT ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 และมีการเพิ่มรูปภาพคู่เปรียบเทียบในวันที่ 2 ธ.ค.

ข้อจำกัดของเอไอในการตรวจสอบภาพ

แม้ว่าเอไอจะพัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ และการนำเอไอมาใช้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-check) จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง การนำเอไอมาตรวจสอบระดับน้ำท่วมจากภาพ สส. ลิซ่า จึงควรพิจารณาถึงข้อจำกัดดังนี้

1.เอไอมีความรู้จำกัดและใช้ข้อมูลอ้างอิงเท่าที่ผู้ใช้งานป้อนให้

หากประเมินว่าผู้ใช้งานรายนี้อัปโหลดภาพเพียง 1-2 ภาพให้เอไอวิเคราะห์ เอไอจะมีข้อมูลจำกัดอย่างยิ่งที่จะประเมินว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร และเอไอก็ไม่สามารถค้นหาพิกัดทางภูมิศาสตร์หรือคลิปอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งจากเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียทั้งหมดมาเพื่อประกอบการวิเคราะห์ได้

ดังนั้น ในกรณีนี้ ChatGPT จึงไม่มีข้อมูลว่าพื้นที่ในคลิปมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ คือเป็นส่วนพื้นที่ต่ำสุดระหว่างทางลาดเอียงสองจุด รวมถึงบ้านบริเวณหัวมุมที่ปรากฏในคลิปซึ่งมีการถมดินยกพื้นสูงจากถนนอย่างน้อยหนึ่งเมตรจากคลิปและคำบรรยายของเพื่อนบ้าน

โพสต์เฟซบุ๊กของเจ้าของบ้านในคลิปที่ออกมาถ่ายวิดีโอบริเวณโดยรอบเพื่อยืนยันว่าพื้นที่ที่ปรากฏในคลิปอยู่ระดับต่ำกว่าจุดอื่น ๆ

เอไออาจประเมินโดยใช้ความสูงของรถเอสยูวีและสรีระของผู้หญิงไทยมาเปรียบเทียบกันตามที่ในโพสต์อ้าง โดยไม่มีข้อมูลจำเป็นอื่น ๆ มาใช้วิเคราะห์ จนทำให้ได้คำตอบที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

2.เอไอทำตามคำสั่ง (prompt) เป็นหลัก

สุรวิชช์ไม่ได้เปิดเผยคำสั่งที่ป้อนให้ ChatGPT แต่จากข้อความในโพสต์เฟซบุ๊กแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้เอไอหาคำตอบว่าระดับน้ำท่วมในจุดที่ สส.ลิซ่าช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้นสูงถึงคอจริงหรือไม่ และให้วิเคราะห์อย่างมีหลักการว่าระดับน้ำในภาพลึกเท่าที่ตาเห็นหรือไม่

โคแฟคทดลองให้ ChatGPT วิเคราะห์โดยใส่คำสั่งลักษณะนี้ประกอบกับภาพนิ่งสองภาพจากโพสต์เฟซบุ๊กของสุรวิชช์เป็นข้อมูลพื้นฐาน ผลคือ ChatGPT วิเคราะห์ว่า “ระดับน้ำที่เห็น ‘ไม่เท่ากัน’” และภาพแรก “ดูเหมือนถูกจัดมุมหรือเลือกเฟรมให้ดูน้ำสูงกว่าความจริง”

แต่เมื่อป้อนข้อมูลเพิ่มเติมไปว่า “ที่จริงแล้วระดับน้ำในภาพนั้นสูงถึงคอของผู้หญิงจริง” ChatGPT กลับอธิบายว่า “คำตอบก่อนหน้าไม่ได้ผิด แต่เป็นข้อจำกัดของการประเมินจากภาพนิ่งสองมุม”



คำตอบของเอไอที่เปลี่ยนไปตามคำสั่งและความคิดเห็นของผู้ใช้งาน

ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่าเอไอจะทำงานตามคำสั่งปัจจุบันของผู้ใช้งาน รวมถึงการอ้างอิงข้อมูลจากประวัติของคำสั่งหรือบทสนทนาในอดีต นอกจากนี้ เอไอมักไม่ยอมรับว่า “ไม่รู้” และเลือกที่จะให้คำตอบแบบผิด ๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้งาน ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการเทรนโมเดลเอไอ และถึงแม้ว่าเอไอจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องในทีแรก แต่ถ้าหากผู้ใช้งานถามย้ำ ๆ ว่านี่คือข้อมูลที่ถูกต้องจริงหรือ เอไอก็จะเปลี่ยนคำตอบกลับไปกลับมาตามลักษณะของคำถาม นี่แสดงให้เห็นว่าเอไอไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือเป็นความจริงเสมอไป แต่อาจให้ข้อมูลผิด ๆ เพื่อสนับสนุนอคติของผู้ใช้งานโดยเฉพาะเมื่อได้รับคำสั่งที่มีอคติหรือความเชื่อบางอย่างอย่างชัดเจน

3.ยากที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากเอไอ

เอไอสามารถช่วยค้นหา สรุปข้อมูล หรือทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดมากเกินกว่าจะนำมาอ้างอิงเป็นแหล่งข้อมูลหลักหรือเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียว โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเอไอเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ยังพบข้อผิดพลาดอยู่มาก นั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้งานจะต้องมีความรู้และความละเอียดรอบคอบมากพอที่จะตรวจสอบว่าข้อมูลหรือข้อสรุปจากเอไอนั้นถูกต้องจริงหรือไม่ก่อนที่จะนำเนื้อหานั้นไปใช้งานหรือเผยแพร่ต่อ เพราะอาจเป็นการกระจายข้อมูลหรือความเข้าใจผิด ๆ ออกไปในวงกว้างไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

อ้างอิง

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ





คลิปน้ำท่วมหมู่บ้านที่หาดใหญ่ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นอุทกภัย “ใกล้กรุงเทพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา **

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “มาดามปู Channel” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 6.5 หมื่นบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอหมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกน้ำท่วมสูง ระบุข้อความว่า “ใกล้กรุงเทพแล้ว ติดเกาะแล้วค่ะ” นอกจากนั้นในช่องแสดงความคิดเห็นเขียนข้อความที่ทำให้เข้าใจคลิปนี้เป็นภาพน้ำท่วมที่บริเวณ “รังสิตคลอง 5” จ.ปทุมธานี คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 1.7 หมื่นครั้ง ณ วันที่ 8 ธ.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพภูเขาในคลิปเป็นจุดสังเกตแรกที่บ่งชี้ว่าเหตุน้ำท่วมนี้ไม่ได้เกิดที่ย่านรังสิต จ.ปทุมธานี และเมื่อค้นหาภาพในคลิปด้วย Google Lens พบว่า คลิปวิดีโอเดียวกันถูกโพสต์เมื่อวันที่ 25 พ.ย. โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ปัญจวิชญ์ มงคลวัชราสิทธิ์” ซึ่งบรรยายว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่หมู่บ้านรุ่งทิวา ซึ่งอยู่ใกล้กับคลองระบายน้ำ ร.5 ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เมื่อตรวจสอบโพสต์ที่ตั้งค่าสาธารณะย้อนหลังพบว่าผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายนี้ได้โพสต์คลิปวิดีโอรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่หมู่บ้านรุ่งทิวาอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 22-27 พ.ย.

เมื่อค้นหาตำแหน่งด้วย Google Street View พบว่าหมู่บ้านรุ่งทิวา คลอง ร.5 ตั้งอยู่ใกล้กับซอยน้ำทอง ต.คอหงส์  อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จากภาพในแผนที่ยืนยันได้ว่าหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมในคลิปนี้คือหมู่บ้านรุ่งทิวา

ภาพจาก Google Street View (ซ้าย) ของหมู่บ้านรุ่งทิวา ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตรงกับภาพที่อยู่ในคลิป

โคแฟคยังได้สอบถามไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลคลองห้า จ.ปทุมธานี ได้รับคำยืนยันว่าในช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค. 2568 ไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่คลองห้าอย่างที่ปรากฏในคลิปวิดีโอนี้