เมื่อรูปถ่ายคุณทวดกลายเป็นรูป “หลวงปู่ทวด” ลูกหลานวอนหยุดแชร์-หยุดแพร่ความเข้าใจผิด

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ภาพของชายและหญิงชราสองคน พร้อมด้วยข้อความว่า “ภาพหลวงปู่ทวดเมื่อ 300 ปี พ.ศ. 2263 ฝรั่งถ่ายไว้ได้ ใครเห็นถือเป็นบุญวาสนา” ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชั่นไลน์ แม้ลูกหลานของบุคคลในภาพจะออกมายืนยันว่า ชายในภาพไม่ใช่หลวงปู่ทวด พระอริยสงฆ์ชื่อดังแห่งภาคใต้ที่คนจำนวนมากเคารพศรัทธา แต่ก็ยังคงมีคนนำภาพนี้มาโพสต์และแชร์อยู่เสมอ

ภาพถ่ายขาวดำนี้มักถูกนำมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียโดยผู้ที่ศรัทธาพระเกจิอาจารย์หรือผู้ที่เดินทางไปยังสถานที่มีประวัติเชื่อมโยงกับหลวงปู่ทวด เช่น วัดช้างให้ จ.ปัตตานี หรือวัดห้วยมงคล จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนขนาดใหญ่ของหลวงปู่ทวด นอกจากนี้ยังมีการตัดภาพ (crop) ให้เป็นภาพเดี่ยวของชายชราผมสั้นเกรียน ห่มผ้าพาดบ่าคล้ายพระสงฆ์พร้อมกับเติมข้อความเป็นการ์ดอวยพร ทำให้ภาพนี้ถูกส่งต่อแพร่หลายยิ่งขึ้น

ข้อมูลและประวัติหลวงปู่ทวดที่เผยแพร่อยู่ทั่วไปนั้น เป็นการผสมกันระหว่างบันทึกทางประวัติศาสตร์กับตำนานที่เล่าขานต่อกันมา เว็บไซต์นิตยสารสารคดีและจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ซึ่งเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือในด้านข้อมูลประวัติศาสตร์ระบุว่า หลวงปู่ทวดเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคใต้ ท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งยังไม่มีเทคโนโลยีในการบันทึกภาพในโลก รูปลักษณ์หน้าตาของท่านที่เห็นจากพระเครื่องหรือประติมากรรมในยุคหลังที่ห่างจากช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่หลายร้อยปี ล้วนเป็นภาพจากนิมิตที่ว่ากันว่าท่านแสดงอภินิหารให้เห็น

โคแฟคคาดว่า ช่วงต้นเดือนมีนาคมจะมีการแชร์ภาพที่อ้างว่าเป็นภาพถ่ายหลวงปู่ทวดนี้กันมากขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและสื่อมวลชนบางสำนักที่ระบุว่า วันที่ 6 มี.ค. เป็นวันครบรอบวันมรณภาพของหลวงปู่ทวด

โคแฟคตรวจสอบ


กรณี “รูปถ่ายหลวงปู่ทวด”
นี้ เคยมีผู้หักล้างข้อมูลโดยอ้างอิงประวัติศาสตร์การถ่ายภาพที่ระบุว่า ภาพถ่ายใบแรกของโลกถ่ายโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเมื่อปี 1826 (พ.ศ. 2369) ขณะที่ประวัติหลวงปู่ทวดที่เผยแพร่โดยทั่วไประบุว่า ท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยปลายอยุธยา ซึ่งยังไม่มีการใช้กล้องถ่ายรูป และมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2226 ซึ่งหมายความว่า หลวงปู่ทวดมรณภาพก่อนที่จะมีการถ่ายภาพขึ้นในโลกถึงกว่า 140 ปี

นอกจากนี้ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพุทธ ฆราวาสจะไม่นั่งเสมอพระสงฆ์ หากชายชราในภาพเป็นพระสงฆ์จริง หญิงชราย่อมจะไม่นั่งเสมอท่าน

ปี 2563 ลูกหลานตระกูลไชยรักษ์อย่างน้อยสองคน คือนายจิตติศักด์ ไชยรักษ์ และนายล้ำเลิศ ไชยรักษ์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กยืนยันว่า บุคคลในภาพคือบรรพบุรุษของพวกเขา ไม่ใช่พระอริยสงฆ์ชื่อดังและไม่ได้เป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อ 300 ปีก่อนอย่างที่ลือกัน

วันที่ 23 ม.ค. 2566 นายจิตติศักดิ์ อายุ 47 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์เกี่ยวกับที่มาของภาพถ่ายนี้ว่า ชายชราในภาพคือ นายพ่วง ไชยรักษ์ ส่วนผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ คือภรรยาชื่อนางรอด ไชยรักษ์ ภาพนี้ถ่ายที่ จ.นครศรีธรรมราช แต่ไม่ทราบว่าถ่ายเมื่อใดและใครเป็นคนถ่าย เขาเห็นภาพถ่ายนี้ที่บ้านตั้งแต่เด็กๆ และได้รับคำบอกเล่าว่าทั้งสองท่านคือบรรพบุรุษของครอบครัวไชยรักษ์

หากนับตามลำดับญาติ นายพ่วงมีศักดิ์เป็น “เทียด” หรือพ่อของทวดของนายจิตติศักดิ์ แต่ลูกหลานรุ่นหลังมักเรียกท่านว่า “ทวดพ่วง”

“ทวดพ่วงเป็นคนพัทลุง เดินทางเอาช้างมาให้ที่นครศรีธรรมราชแล้วมาได้เมียที่นี่ เครือญาติและลูกหลานของทวดพ่วงจึงมีอยู่ทั้งที่พัทลุงและนครฯ หลายบ้านก็มีภาพนี้อยู่ แต่ใครเป็นคนถ่าย ถ่ายปีไหนนั้นเราไม่รู้ คนเฒ่าคนแก่ที่พอจะรู้ก็ตายไปกันหมดแล้ว” นายจิตติศักดิ์บอกกับโคแฟค

นายจิตติศักดิ์เล่าว่า ราวปี 2560 ครอบครัวไชยรักษ์ได้จัดงานรวมญาติ และมีการพิมพ์ภาพนี้แจกลูกหลาน รวมทั้งส่งไฟล์ภาพไปในไลน์กลุ่มครอบครัว ต่อมาก็พบว่ามีการเผยแพร่ภาพนี้ในโซเชียลมีเดียพร้อมกับข้อความเท็จที่ระบุว่าเป็นภาพของหลวงปู่ทวด

นายจิตติศักดิ์กล่าวว่า ลูกหลานของทวดพ่วงรู้สึกไม่สบายใจที่มีการนำภาพบรรพบุรุษไปเผยแพร่และให้บิดเบือนว่าบุคคลในภาพคือหลวงปู่ทวด ทางครอบครัวอยากให้หยุดส่งต่อภาพนี้

“ผมก็ได้แต่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กยืนยันไปว่าคนในภาพคือทวดของผม ส่วนใครจะเชื่ออะไรยังไงก็ว่ากันไป…โซเชียลมีเดียมันกว้างขวาง มันทำอะไรไม่ได้”

ขณะที่นายล้ำเลิศ ไชยรักษ์ สมาชิกครอบครัวอีกคนหนึ่งโพสต์ข้อความชี้แจงในทำนองเดียวกันและทิ้งท้ายว่า “ขอความกรุณาอย่าแชร์ อย่าเอาหลวงพ่อทวดมาจาบจ้วง อย่าเอาภาพบรรพบุรุษของผมและลูกหลานไชยรักษ์มาบิดเบือน”

ข้อสรุปโคแฟค: เนื้อหาเป็นเท็จ หยุดแชร์

ภาพนี้ไม่ใช่ภาพของหลวงปู่ทวด ลูกหลานของบุคคลในภาพยืนยันกับโคแฟคว่า นี่เป็นภาพของนายพ่วงและนางรอด ผู้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลไชยรักษ์ อีกทั้งจากประวัติของหลวงปู่ทวดที่มีการบันทึกไว้ว่า ท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีการถ่ายภาพ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ใดบันทึกภาพของหลวงปู่ทวดไว้ได้


วงประชุมโคแฟคเห็นความสำคัญของการต่อต้านข้อมูลลวงช่วงการเลือกตั้ง

วงประชุมโคแฟคเห็นความสำคัญของการต่อต้านข้อมูลลวงช่วงการเลือกตั้ง

หนุนสร้างความร่วมมือหลายฝ่ายสกัดและลดผลกระทบของการปฏิบัติการข้อมูลบนโลกออนไลน์

กรุงเทพมหานคร—นักวิชาการและสื่อมวลชนจากฟิลิปปินส์และไทยที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “เจาะ (อิทธิพล) ปฏิบัติการข้อมูลบนโลกออนไลน์ (Online Manipulation) กับผลการเลือกตั้ง: บทเรียนจากฟิลิปปินส์สู่ไทย” สนับสนุนความริเริ่มในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันของสังคมต่อข่าวปลอมและปฏิบัติการข้อมูลบนโลกออนไลน์ ซึ่งคาดว่าจะรุนแรงขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยในปีนี้ 

การประชุมปฏิบัติการในครั้งนี้ร่วมจัดโดยโคแฟค (ประเทศไทย) และองค์กรภาคีเครือข่าย โดยมีผู้แทนจากพรรคการเมือง คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) สื่อมวลชน ภาควิชาการและภาคประชาสังคมเข้าร่วมกว่า 50 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาแนวทางในการสร้างความรู้เท่าทันของสังคมและแสวงหาวิธีการรับมือกับปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และการสร้างความเข้าใจผิดและความสับสนให้แก่ประชาชนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองทางสื่อสังคมออนไลน์  

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวนำการประชุมว่า ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการเลือกตั้งที่เป็นธรรม แต่ยอมรับว่าการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในช่วงเลือกตั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะปริมาณข้อมูลที่ล้นหลามและความพยายามในการปั่นและกระพือความขัดแย้งมีความรุนแรงขึ้น

“ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องสำคัญต่อสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ สันติภาพ และหลักนิติธรรมในการเลือกตั้ง…การเผยแพร่ข้อมูลเท็จและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นปัญหาและต้องป้องกันก็จริง แต่เราไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ ดังนั้นจึงต้องร่วมกันคิดว่าควรรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร”

ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางการเมืองช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศยทั้งที่เป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ และส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อผลการเลือกตั้ง ดังที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เมื่อปี 2022 

 

คลีฟ วี. อาร์เกวยเยส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดอ ลา ซาลล์ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนบทความวิชาการในรายงาน Disinformation in the Global South 2023 กล่าวว่า การจงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง การทำลายชื่อเสียงของบุคคล หรือสร้างความเกลียดชังกลุ่มชาติพันธุ์ เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

อาร์เกวยเนสกล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริง การสกัดข่าวลวง และการรับมือกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปฏิบัติการเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบในหลายระดับและอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและบั่นทอนความสุจริตของการเลือกตั้ง ดังเช่นที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เมื่อปี 2022 

อีวอน ชัว อดีตผู้สื่อข่าว ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ฟิลิปปินส์ เล่าประสบการณ์การก่อตั้งเว็บไซต์ www.tsek.ph ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่นักวิชาการด้านสื่อและสื่อมวลชนหลายสำนักในฟิลิปปินส์ร่วมกันทำ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการเมืองในการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ในปี 2019 และ 2022 ว่าเป็นตัวอย่างของความพยายามในการสกัดข่าวลวงในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 

เธอเล่าว่า ธรรมชาติของสื่อมวลชนนั้นมีการแข่งขันกันสูง จึงเป็นเรื่องยากที่จะสร้างความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภาควิชาการอย่างวิทยาลัยสื่อสารมวลชนของมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์จึงเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ริเริ่มและประสานงาน จนเกิดเป็นแพลตฟอร์มตรวจสอบข้อเท็จจริง tsek.ph ขึ้น นับเป็นมิติใหม่ที่สื่อมวลชนจากหลายสำนักมาทำงานร่วมกัน โดยมีทั้งนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ และภาคประชาสังคมร่วมให้การผู้สนับสนุน 

แม้การทำงานของ tsek.ph จะมีอุปสรรคและไม่บรรลุเป้าหมายในบางด้าน แต่เธอเชื่อว่าความริเริ่มนี้ได้พัฒนาทักษะของผู้สื่อข่าวในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารและการหักล้างข้อมูลเท็จ (debunk) รวมทั้งทำให้ประชาชนรู้เท่าทันข้อมูลในโลกออนไลน์มากขึ้น

“เราต้องไม่ลืมว่า การปล่อยข่าวปลอมนั้นเกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกำจัดมันได้ภายในวันเดียว สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องอย่ายอมแพ้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แม้การเลือกตั้งจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม” อาจารย์ชัวให้ความเห็นและย้ำว่า การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลออนไลน์เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่สื่อมวลชน 

“แม้แต่ข่าวที่สื่อนำเสนอก็จะต้องถูกตรวจสอบความถูกต้องด้วยเช่นกัน ทั้งโดยสื่อด้วยกันเองและโดยประชาชนผู้รับข่าวสาร” เธอกล่าว

เจสัน อาร์. กอนซาเลซ ผู้อำนวยการพรรคเสรีนิยม ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่าเขาได้เห็นถึงอานุภาพของการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ในการทำลายคู่แข่งทางการเมืองและเพื่อชักนำทัศนคติของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เมื่อปี 2022 

“ชาวฟิลิปปินส์ถูกถล่มด้วยคลื่นข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้าใส่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมพูดได้ว่า การจงใจปล่อยข้อมูลเท็จเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดในช่วงก่อนการเลือกตั้ง” นายกอนซาเลสกล่าว

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ปี 2022 นายกอนซาเลสเป็นกำลังสำคัญในทีมรณรงค์หาเสียงของนางเลนี โรเบรโด รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในขณะนั้น ซึ่งลงชิงตำแหน่งในนามอิสระ ในช่วงนั้นนางเลนีถูกโจมตีจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่นายกอนซาเลสเชื่อว่า “ลงทุนทำอย่างเป็นระบบ”

หลังการเลือกตั้งซึ่งผลออกมาว่านายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้รับชัยชนะ นายกอนซาเลสจึงได้ตั้งกลุ่มที่ชื่อว่า BUILD Pilipinas เพื่อต่อสู้กับปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารทางการเมือง โดยคิดค้นและออกแบบวิธีการทำงานที่ไม่ได้เน้นเพียงแค่การตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการต่อสู้กับข่าวลวงในฟิลิปปินส์

ผศ.ดร. จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจากการศึกษาและสังเกตการณ์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางการเมืองในโซเชียลมีเดียของไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีสองส่วน คือ ปฏิบัติการควบคุมข้อมูลข่าวสารและการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน

“เวลาที่เราบอกว่ามีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารและการควบคุมข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่เราต้องสนใจคือ อำนาจทางการเมืองอยู่ที่ใคร ในบรรยากาศแบบนี้ อำนาจมันไม่เท่ากัน ทรัพยากรในการจ้าง การผลิต การสนับสนุนปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของแต่ละฝ่ายไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเมื่อเรากังวลต่อการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวในบริบทการเลือกตั้งไทย เราต้องถามก่อนว่าใครมีอำนาจในการทำของแบบนี้มากกว่า อำนาจรัฐอยู่ที่ไหน” ผศ.ดร.จันจิรากล่าว

ผศ.ดร.จันจิราคาดการณ์ว่า ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปีนี้ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ “การผสมกันของการดำเนินคดีกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ผู้โพสต์ข้อความ และผู้แชร์ข้อมูลที่ไม่ตรงหรือผิดกติกาตามความเห็นของ กกต. ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลที่มาจากการตรวจสอบการเลือกตั้งที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐ”

“คำถามก็คือการดำเนินคดีกับผู้ที่แชร์ข้อมูลเหล่านี้ จะส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบการเลือกตั้งของภาคประชาสังคมหรือไม่” เธอกล่าว

ผศ.ดร.จันจิรา กล่าวด้วยว่า สงครามข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องปกติของการเมืองและในบริบทการเลือกตั้ง แต่สงครามข้อมูลที่อันตรายคือสงครามข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะมันนำมาซึ่งการทำลายชื่อเสียง สร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามและการดำเนินคดีกับบุคคล  

ดร. สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ว่าการเมืองไทยกับฟิลิปปินส์ มีความคล้ายกันตรงที่เป็นการเมืองแบบ “ตระกูลการเมือง” คือตระกูลการเมืองมีผลต่อการได้รับการเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นจึงคาดได้ว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง 2566 จะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตระกูลการเมือง

ดร.สติธรยอมรับว่าการตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งนั้นมีความยาก เนื่องจาก “การผลิตความจริง” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยคนทุกกลุ่ม ปริมาณข้อมูลหรือสิ่งที่ทุกฝ่ายต่างอ้างว่าเป็น “ความจริง” นั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก

ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยหยิบยกงานวิจัยเกี่ยวกับการรับข้อมูลข่าวสารในช่วงการเลือกตั้งท้องถิ่นที่พบว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ความสนใจข่าวสารของผู้คนจะสูงขึ้นเสมอ

งานวิจัยยังพบอีกว่า ช่องทางในการรับข้อมูลข่าวสารนั้น แม้โซเชียลมีเดียจะเป็นช่องทางหลัก แต่การรับข้อมูลโดยตรงจากการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งและจากคำบอกเล่าของคนที่รู้จักข้อมูลก็มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนอย่างมากเช่นกัน 

สำหรับข้อเสนอต่อการรับมือและสกัดข่าวลวงในช่วงเลือกตั้ง ดร.สติธรกล่าวว่าเป็นเรื่องดีที่หลายฝ่ายริเริ่มการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นภารกิจที่ภาควิชาการและสถาบันวิจัยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนได้ 

 

 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ 2566

ติดเชื้อไวรัส Parabola จากสุนัขและแมว ทำให้ไขกระดูกไม่สร้างเลือด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่    https://cofact.org/article/n73yyox9qlgz


อย. เตือน ‘ขนมควันทะลัก’ ผสมไนโตรเจนเหลว จะกินต้องรอให้ควันหมดก่อน

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2zctn2ys9rr7j


ธ.กรุงไทย เตือนมุกใหม่มิจฉาชีพ ใครเจอเหตุการณ์นี้ ห้ามหลงเชื่อเด็ดขาด

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2yzfi1kae8yl5


Whoscall แอปบล็อกเบอร์กวนใจ รู้ทันมิจฉาชีพ

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2kyw23s2jviuq


ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ “ยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2mn2ky9040bk1


 ฟิลิปปินส์ขาดแคลนหัวหอม หัวหอม 1 กก. แพงกว่าค่าแรง 1 วันในฟิลิปปินส์

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/5kq0rgg6968i


‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์ ‘หนังสือเดินทาง’ ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/zrazp50p96q1


เราไม่ควรล้างไก่สดก่อนนำมาปรุงอาหาร…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2zv9msbxw99rz

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 28 มกราคม 2566

ช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอาการชัก โดยการใช้ช้อนยัดปาก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1lsku93jmqer4


ส่งภาพ ‘สวัสดีตอนเช้า’ ในไลน์ มีความผิด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/jga2f03n9pbh


ปลาช็อต เมนูยอดฮิต น้ำจิ้มซีฟู้ด ฆ่าพยาธิได้จริง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/1lj3zhebv1u1b


สุดช็อก! ‘สูดดมควันธูป’ เสี่ยงปัญหาสุขภาพและมะเร็งไม่ต่างจากบุหรี่

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/nynurqw0t8i


แฉ! มุกใหม่แก๊งออนไลน์ดูดเงินในบัญชีเหยื่อ ‘ตำรวจ-ผู้เชี่ยวชาญ’ แนะวิธีป้องกันก่อนหมดตัว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3eoyg3lbc7fuf


“สัญญาณมือ” ขอความช่วยเหลือ ยามฉุกเฉิน

อ่านต่อได้ที่  ttps://cofact.org/article/vub6m65m5ef4


ทำใบขับขี่ปี 2566 สามารถเข้า Walk-in หรือจองคิวออนไลน์ผ่านแอปฯ DLT Smart Queue

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2hm0yp1ooa7d


 ไม่ควรกินวิตามินพร้อมชา กาแฟ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/35c2gs7eggn7r


ภาพเด็กนั่งปัสสาวะบนรันเวย์สนามบินในเวียดนาม ถูกนำมาสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อนักท่องเที่ยวจีนในไทย

Fact-checked by Cofact Thailand 20 มกราคม พ.ศ.2566

ภาพถ่ายเด็กนั่งปัสสาวะที่สนามบินแห่งหนึ่งในเวียดนามเมื่อ 6 ปีก่อน ถูกผู้ใช้โซเชียลมีเดียนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาไทย หลังจากทางการจีนเปิดประเทศและยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศต้องกักกันโรคโควิด-19

ชาวจีนจำนวนมากเดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย หลังจากรัฐบาลจีนยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2566 ทำให้ชาวจีนไม่ต้องกักตัวหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าวันที่ 9 ม.ค. เพียงวันเดียว มีเที่ยวบินจากจีนมาไทยมากถึง 15 เที่ยว มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 3,500 คน และคาดว่าตลอดปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยผ่านทางท่าอากาศยาน 7-10 ล้านคน

การหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวจากสาธารณประชาชนจีน ซึ่งมีจำนวนผู้ติดโควิด-19 เป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งกังวลว่าจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ในไทย และตั้งคำถามว่ารัฐบาลมีมาตรการคัดกรองและการเตรียมพร้อมที่ดีเพียงพอหรือยัง นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียเผยแพร่ภาพและเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจผิดในช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเดินทางมาไทยอีกด้วย

โคแฟคตรวจสอบ
วันที่ 11 ม.ค. 2566 โคแฟคพบว่ามีการเผยแพร่ภาพเด็กสองคนนั่งปัสสาวะบนพื้นรันเวย์ใกล้ ๆ กับเครื่องบินที่จอดอยู่ที่สนามบินแห่งหนึ่ง โดยมีผู้หญิงที่คาดว่าเป็นแม่คอยให้ความช่วยเหลือ ผู้โพสต์ได้เขียนคำบรรยายว่า “นักท่องเที่ยวคุณภาพจากจีน” เดินทางมาถึงไทยแล้ว ทำให้เกิดความเข้าใจว่าบุคคลในภาพเป็นชาวจีนที่เดินทางมาไทยหลังจีนเปิดประเทศ

บัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ภาพและข้อความดังกล่าวมี เช่น เฟซบุ๊กเพจ “รัฐบาลห่วยๆ” ซึ่งเป็นเพจที่มีเนื้อหาวิจารณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีผู้ติดตามกว่า 271,000 คน แต่ไม่นานหลังจากนั้น โพสต์ดังกล่าวก็หายไปจากเพจ รวมถึงผู้ใช้ทวิตเตอร์ @laophech ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1,800 คน โดย ณ วันที่ 19 ม.ค. โพสต์ของเขาถูกรีทวีตไปมากกว่า 20 ครั้ง

โคแฟคตรวจสอบภาพดังกล่าวแล้วพบว่า ภาพนี้เคยได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ข่าวของเวียดนามอย่างน้อย 2 แห่ง เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2560 ได้แก่ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Nguoi Lao Dong (https://nld.com.vn/thoi-su-trong-nuoc/choang-canh-tut-quan-cho-tre-te-bay-canh-may-bay-20170119000456935.htm) และ Dan Viet (https://danviet.vn/cho-con-di-ve-sinh-giua-san-bay-dan-mang-tranh-cai-kich-liet-7777739853.htm)

เมื่อนำเนื้อหาของข่าวมาแปลในเครื่องมือแปลของกูเกิลสรุปใจความได้ว่า เหตุการณ์ในภาพเกิดขึ้นที่สนามบินแห่งหนึ่งในเวียดนาม เมื่อเครื่องลงจอด ผู้โดยสารซึ่งรวมทั้งผู้หญิงและเด็กในภาพ ทยอยลงจากเครื่องและเดินไปยังอาคารผู้โดยสาร จากนั้นผู้หญิงก็ให้เด็ก ๆ ถอดกางเกงและนั่งปัสสาวะบนพื้นรันเวย์นั้นเอง ผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์ได้ถ่ายภาพไว้และนำมาโพสต์ในเฟซบุ๊ก ทำให้มีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัยเพราะยังอยู่ในพื้นที่รันเวย์

ข้อสรุปโคแฟค: เนื้อหาบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด งดแชร์

ภาพถ่ายนี้ไม่ใช่ภาพของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาประเทศไทยหลังทางการจีนเปิดประเทศเมื่อวันที่ 8 ม.ค. แต่เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนามเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาประเทศไทย

………………………………………………..

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 22 มกราคม 2566

กรมอุตุฯ เตือน 27 จังหวัดเตรียมรับมือพายุลูกแรกปี 66 ความเร็วลม 127 กม./ชม. พุ่งเป้าถล่มไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3hh17vy1jmsy


 พบ ขาย! ชุดตรวจATK แพงเกินจริง ร้องเรียนได้

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2pyxbwidrwqk0


รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาเผย เตรียมเก็บค่าเหยียบแผ่นดินของชาวต่างชาติ 300 บาท  ยกเว้นผู้ที่เดินทางแบบไปเช้า เย็นกลับ เริ่ม 1 มิ.ย. 66

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/ef3dow6i1h98


13 แอปฯ อันตราย ดูดเงิน อ่านข้อความ สอดแนม ลบทิ้งด่วน

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/1t9lvxng4bjmg


ทางรอด ป้องกันไม่ให้โดนล้วงข้อมูล ดูดเงินจากมิจฉาชีพใช้แอปควบคุมมือถือ

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/2idhzdk3ldwtz


เตือนภัย! เสียบสายชาร์จไม่ระวัง เสี่ยงถูกแฮกข้อมูล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/11zhufbs7vsnm


นิตยสาร Conde nast Travellerจัดอันดับ โปรตุเกสอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31eh4afcivrp2


E-Book สานเสวนานักคิดดิจิทัล เล่ม 2

E-Book สานเสวนานักคิดดิจิทัล เล่ม 2

คลิก

E-Book สานเสวนานักคิดดิจิทัล เล่ม 1

สานเสวนานักคิดดิจิทัล เล่ม 1

E-Book สานเสวนานักคิดดิจิทัล เล่ม 1

คลิก

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 14 มกราคม 2566

 เปลือกไข่รักษางูสวัด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1k9rk9s4xansq


 เคี้ยวเม็ดมะละกอสุก รักษามะเร็งระยะสุดท้ายได้ …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/j2u3py95spy9


อินเดียเข้ม สำหรับผู้ที่เดินทางจากมาจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ฮ่องกง, และไทย ต้องแสดงผลตรวจโควิด-19 เป็นลบ ก่อนการเดินทางเข้าประเทศ และหากพบว่ามีอาการป่วย หรือผลตรวจเป็นบวก ต้องกักตัวตามกำหนด

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/6xzu5rb4ngiv


 หยุดยาว 4 วัน! ครม.เคาะ 5 พ.ค.2566 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมกรณีพิเศษ

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/199p8mrq3yl9w


เริ่ม 9 ม.ค.ตัดแต้มใบขับขี่ แบ่งเป็น 4 ระดับ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3argsg6sbstvu


มาอีกแล้วต้องเฝ้าระวัง! XBB สุดอันตราย สายพันธุ์โควิดดื้อภูมิคุ้มกันที่สุด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/a2xdth7y83h8


power bank อาจก่อให้เกิดประกายไฟได้ อันตรายในการนำขึ้นเครื่องบิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ap92gcp5uwym


“อิตาลี” รุกตรวจ “โควิด” นักเดินทางจากจีน หลังพบติดเชื้อครึ่งลำ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2e8uq0i50adzv


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2565

ไขมันสูงห้ามกินน้ำแข็ง น้ำเย็น เสี่ยงเส้นเลือดอุดตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wnz8smf41h2z


คพ. ร่วมกับ 9 ค่ายรถยนต์ เปิดโครงการคลินิกรถ ลดฝุ่น PM 2.5 ปี 2566

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2y9et3ub13qya

ดื่มน้ำเย็นแล้วจะเป็นพิษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/i9x74y0js65k


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 24 ธันวาคม 2565

 ไอแรงๆ ช่วยชีวิตตนเองเมื่อเกิดหัวใจล้มเหลว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3msncoyf4imjl#_=_


 ต้น “เคราฤาษี” มีพิษอันตราย เพราะเป็นพืชไม้เลื้อยชั้นต่ำ มีผลร้ายต่อปอด เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ ก่อมะเร็งปอด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3utwj6ujnsvqu


 ใส่ถุงเท้านอน แล้วจะเสี่ยงเป็นโรคไหลตาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ohw7ojjcazbq


เตือนอย่าซื้อเครื่องฟอกฟันขาวทางออนไลน์มาใช้เอง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3m7x0fw2n6q8y


รฟท. เพิ่ม 6 ขบวนรถพิเศษสายเหนือ – อีสาน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1h58w908azm7t


 แรงงานต่างด้าวที่ทำงาน ถึง 13 ก.พ. 66 ต่ออายุปี 67/68 ต้องมีพาสปอร์ตลงตราวีซ่า ถึง 13 ก.พ. 66 เท่านั้น

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/6qvt10eiiox2


‘ควบรวมค่ายมือถือ-ถ่ายทอดบอลโลก’ เรื่องใหญ่ ‘สิทธิผู้บริโภค’ ปี65 ประชาชนต้องเข้มแข็งคานอำนาจรัฐ-ทุน

20 ธ.ค. 2565 โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น ChangeFusion Centre for Humanitarian Dialogue (HD) และ มูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย) จัดงาน Year End Forum ผลสำรวจประเด็นสำคัญในรอบปี ณ ชั้น 31 อาคาร G Tower รัชดา พระรามเก้า (ฝั่งเหนือ) กรุงเทพฯ

โดยกิจกรรมในภาคเช้า เป็นการ เผยแพร่ผลการสำรวจในหัวข้อ “เรื่องร้องเรียนจริยธรรมสื่อในรอบปี และการนำเสนอข่าวที่ผู้บริโภคไม่เชื่อใจ” ซึ่งผู้นำเสนอคือ นายชาย ปถะคามินทร์ ผู้อำนวยการบริหาร สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และ ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) รวมถึงมีผู้ร่วมให้ความเห็น ประกอบด้วย นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็ก เยาวชน และสตรี , นายคมกฤช ลำเจียก ตัวแทนสื่อมวลชน , ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด , ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย กรรมการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ รศ.รุจน์ โกมลบุตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค

ส่วนในช่วงบ่าย เป็นการนำเสนอผลการสำรวจในประเด็น นโยบายการสื่อสารที่กระทบสิทธิมนุษยชน ข้อเสนอต่อรัฐ สื่อ และสังคม โดยผู้นำเสนอคือ น.ส.ปาณิสรา ตุงคะสามน เจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวถึง 7 ประเด็นร้องเรียนในปี 2565 ที่นำมาทำเป็นแบบสอบถาม สำรวจตั้งแต่วันที่ 1-15 ธ.ค. 2565 และมีผู้ตอบแบบสอบถาม 502 คน 

ได้แก่ 

1.SMS หลอกลวง กู้ยืมเงิน/หลอกให้โอน (รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์) ซึ่งหลายคนตกเป็นเหยื่อสูญเสียทรัพย์สิน พบว่า มิจฉาชีพอ้างเป็นพนักงานส่งพัสดุมากที่สุด รองลงมาคืออ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนั้นยังมีการชักชวนให้เล่นการพนัน และมีบ้างที่อ้างเป็นคนรู้จัก 

2.ค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 ใช้บริการมือถือระบบเติมเงิน ที่แม้จะควบคุมค่าใช้จ่ายได้แต่ก็พบปัญหา ซึ่งแม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่พบปัญหา แต่ก็มีบางส่วนที่พบ เช่น ไม่ได้ใช้บริการโทรศัพท์หรือไม่ได้สมัครบริการเสริมแต่กลับได้รับใบแจ้งหนี้ หรือการจ่ายค่าบริการแล้วแต่กลับถูกแจ้งว่ายังไม่ชำระค่าบริการ

3.ปัญหาอินเตอร์เน็ตบ้าน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่า พบปัญหาอินเตอร์เน็ตไม่เสถียร ตั้งแต่สัญญาณไม่ดีไปจนถึงใช้งานไม่ได้ รองลงมาคือความเร็วอินเตอร์เน็ตไม่สอดคล้องกับค่าบริการที่เสียไป นอกจากนั้นยังพบกรณีเมื่อจะยกเลิกการใช้บริการแต่กลับติดสัญญา การยกเลิกทำได้ไม่ง่ายเหมือนการสมัครใช้บริการ 

4.ข่าวปลอม (Fake News) ด้วยเทคโนโลยีทำให้การบริโภคข่าวสารของผู้คนรวดเร็วขึ้น และข่าวสารส่วนใหญ่ก็มาจากสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งผู้ใช้งานสามารถนำเสนอเรื่องต่างๆ ด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องผ่านการคัดกรอง 

 นำไปสู่การสร้างความสับสน หรือแม้แต่มีผู้ไม่หวังดีสร้างข่าวปลอม ข่าวลือบิดเบือนข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบแบบสอบถามส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 80 ระบุว่า มีการตรวจสอบข้อมูลและแหล่งที่มาของข่าวที่พบ ขณะที่มีบ้างบางส่วนที่สสอบถามญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิด โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนน้อยมาก (5 คน และ 3 คนตามลำดับ) ที่ตอบว่าเชื่อทันทีและทำตาม กับเชื่อทันทีและส่งต่ออย่างรวดเร็ว

5.การควบรวมกิจการมือถือระหว่าง True กับ Dtac มีข้อกังวลเรื่องการแข่งขันที่ลดลง ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะจะกลายเป็นการผูกขาด ประสิทธิภาพการแข่งขันลดลง มีเพียงร้อยละ 20 ที่เห็นด้วยโดยให้เหตุผลว่าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีขึ้น 

6.การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก กรณีนี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้สนับสนุนเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) 600 ล้านบาท กับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 

แต่ กกท. กลับนำสิทธิ์ต่างๆ ที่ได้ไปมอบให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทั้งที่บริษัทนั้นสมทบทุนมาเพียงร้อยละ 25 ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่ง ไม่เห็นด้วยเพราะผู้บริโภคควรมีช่องทางรับชมที่หลากหลาย นอกจากนั้นยังเห็นว่า กกท. ควรแบ่งสิทธิ์การถ่ายทอดสดให้ผู้ประกอบการอย่างเท่าเทียมกัน แต่ก็มีอยู่บ้างที่เห็นด้วยเพราะสะดวกในการเลือกช่องทางรับชมเพราะมีช่องทางเดียว

และ 7.การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (หรือกฎหมาย PDPA) ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 หลังเลื่อนการบังคับใช้มาในช่วงก่อนหน้า  สาระสำคัญคือการสร้างมาตรการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้ปลอดภัย ให้สิทธิ์กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และนำไปใช้ให้ถูกต้องกับวัตถุประสงค์ที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอนุญาต ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.7 ไม่เคยพบปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายนี้ แต่อีกร้อยละ 37.7 พบปัญหาเพราะไม่เข้าใจกฎหมาย

จากนั้นมีการให้ความเห็นจากหลายท่าน อาทิ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า หากเป็นปัญหาระดับชาวบ้านทั่วไป ที่ผ่านมาตลอดทั้งปี 2565 แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาที่ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า และมูลค่าความเสียหายรวมแล้วตั้งแต่หลักพันล้านถึงหมื่นล้านบาท แต่หากเป็นเรื่องโครงสร้างระดับตลาด ก็เป็นเรื่องผูกขาดการให้บริการซึ่งส่งผลกระทบในระยะยาว โดยทั้งเรื่องควบรวมกิจการและการถ่ายทอดฟุตบอลโลก มีเสียงสะท้อนของประชาชนถึงทุนกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจนว่ามีพฤติกรรมหรือวิธีการในการจัดการธุรกิจในประเทศนี้อย่างไร 

ขณะเดียวกันยังสะท้อนว่ารัฐไม่เท่าทันเอกชน จนประชาชนมองว่าหน่วยงานของรัฐกับเอกชนมีอะไรกันหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวในหลายกรณีเชื่อว่าไม่มี เพียงแต่ฉลาดไม่พอจนดูเหมือนต้องวิ่งตามเอกชนไปเรื่อยๆ ขณะที่เรื่องฟุตบอลโลกจอดำ ที่ผ่านมาบอกว่าแจกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลไป 100% แต่เหตุใดมีคนเพียงร้อยละ 50 ที่ใช้กล่อง ส่วนอีกร้อยละ 50 ใช้จานดาวเทียม และที่ต้องเตรียมวางแผนกันต่อไปในอนาคต คือเรื่องสัญญาณ 5G เพราะหลังจากประมูลคลื่น 2600 Mhz และมีการติดตั้งเสาสัญญาณ ก็พบว่าจานดำบริเวณนั้นใช้งานไม่ได้ 

ดังนั้นหากจะมีการนำคลื่น 3500 Mhz หรือคลื่นดาวเทียม C-Band มาประมูล 5G จะทำให้จานดำทั้งประเทศดูไม่ได้เว้นแต่จะเปลี่ยนกล่องรับสัญญาณดาวเทียมใหม่ จึงต้องมาวางแผนกันว่าจะเตรียมแจกกล่องใหม่เมื่อใด ซึ่งไม่ใช่การแจกในวันนี้เพราะอีก 2 ปีก็จะดูไม่ได้อีก ดังนั้นในระยะยาวต้องคิดว่าประเทศไทยยังควรมีจานดำหรือไม่ หากให้มีก็ต้องคิดต่อไปว่าจะเป็นจานดำแบบไหนอย่างไร เช่น เข้ารหัสได้ ไม่ไปกวนกับสัญญาณ 5G การตั้งเสาสถานี ฯลฯ 

ส่วนเรื่องที่อ้างคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ทำให้บางช่องทางไม่สามารถรับชมฟุตบอลโลกได้ อีกมุมหนึ่งคำสั่งศาลเป็นเรื่องปลายน้ำ แต่ต้นทางคือการไปมอบสิทธิ์การถ่ายทอดให้เอกชน ทั้งที่สิทธิ์นั้นใช้เงินของรัฐไปซื้อมาโดยอ้างว่าต้องให้ทุกคนได้ดู หากไม่มอบสิทธิ์ศาลจะตัดสินอย่างนั้นหรือไม่ นอกจากนั้นยังต้องบอกว่า ไม่มีวิธีการพิเศษในการจัดการปัญหาให้จบแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหรือ SMS หลอกลวง เพราะเป็นปัญหาทับซ้อนเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย และมีกฎหมายหลายฉบับ

เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แรกๆ มิจฉาชีพใช้การโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ตซึ่งไม่มีเลขหมายเรียกเข้า กสทช. ก็ออกมาตรการให้ใส่เครื่องหมาย +698 มิจฉาชีพก็หันไปใช้การปลอมแปลงด้วยการว่าโทรศัพท์ด้วยเลขหมายที่ใช้ในไทยแต่เป็นการโทรศัพท์จากต่างประเทศ กสทช. ก็ไปออกมาตรการให้ใส่เครื่องหมาย +697 หรือ +698 กับหมาบยเลขเหล่านี้ และต่อมามิจฉาชีพก็ไปใช้วิธีโทรศัพท์ด้วยซิมการ์ดจากบริเวณแนวชายแดน ดังนั้นจะเห็นว่าไม่มีวิธีใดจัดการให้จบในครั้งเดียว และยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าไปช่องโหว่ก็ยิ่งมากขึ้น

ดังนั้นหากเรียกร้องให้รัฐจัดการก็ต้องให้มีการบูรณาการกันเพราะหน่วยงานเดียวทำไม่ได้ คำถามคือหน่วยงานของรัฐในไทยบูรณาการกันได้ระดับนั้นหรือไม่ หรือต่อให้หน่วยงานของรัฐบูรณาการกันจริงๆ บางเรื่องก็ต้องใช้ความตระหนักรู้จากประชาชนผู้ใช้บริการด้วย โดยหากไปสำรวจความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยไซเบอร์หรืออินเตอร์เน็ต แม้แต่เยาวชนก็จะบอกว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อคือเพื่อนแต่ไม่มีใครคิดว่าตนเองจะเป็นเหยื่อ ด้วยความเชื่อว่าตนเองมีความรู้เท่าทัน ซึ่งทุกคนต่างมีอคติที่จะปกป้องตนเอง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วคนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ไม่ว่าของภาครัฐ ภาคการเมือง หรือภาคทุนก็ตาม

แก้ปัญหาโดยรัฐภาคเดียวก็อาจไม่สำเร็จ ต้องแก้ปัญหาโดยภาคประชาชน แต่ภาคประชาชนก็ต้องตระหนักรู้ด้วยว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ไหน ถ้าประเมินว่าเรารู้เท่าทันหมดทุกอย่างเลย รู้ทันพรรคการเมืองทุกพรรค นักการเมืองทุกนามสกุล เจ้าสัวทุกตระกูล แล้วทำไมประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ระดับนี้ เพราะจริงๆ เราไม่ได้รู้เพื่อไปผลักดันการแก้ปัญหา เหมือนคำถามง่ายๆ ที่เราสำรวจ ไม่เห็นด้วยกับการควบรวม แต่ ณ จุดนี้ จริงๆ เราต้องเลิกถามคำถามและคำตอบแบบนี้ ต้องถามว่าถ้าควบรวมแล้วเราจะทำอย่างไรกับมัน 

เราจะบอกให้ กสทช. สร้างผู้รับใบอนุญาตรายที่ 3 ขึ้นมาไหม รัฐจะมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างไร หรือประชาชนจะร่วมกันสร้างอำนาจต่อรองกับนายทุนที่พยายามจะผูกขาดเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นค่ายเขียว ค่ายแดง ค่ายฟ้า ได้อย่างไรไหม โดยสรุปผมรู้สึกว่าคำถามมันทำให้เราฉุกคิด แล้วเราต้องหาทางออกร่วมกันอย่างจริงจังด้วย และทำร่วมกันทั้งรัฐ ทั้งเอกชน และตัวเราเองนพ.ประวิทย์ กล่าว

น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า สิทธิผู้บริโภคถือเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง ซึ่งจากทั้ง 7 เรื่องข้างต้นก็มีที่ไปถึง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เช่น การควบรวมกิจการระหว่าง True กับ Dtac แต่การที่ กสม. จะหยิบยกเรื่องใดขึ้นมาพิจารณา ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายระบุว่าต้องไม่ใช่เรื่องที่เข้าสู่กระบวนการทางศาลแล้ว อย่างไรก็ตาม กสม. ยังมีช่องทางในการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาโดยมองผลกระทบโดยเฉพาะกับกลุ่มคนชายขอบ อาทิ ค่าบริการจะแพงขึ้นหรือไม่ หรืออาจไม่มีการไปลงทุนในพื้นที่ห่างไกล แม้ทางสภาองค์กรผู้บริโภค จะนำเรื่องดังงกล่าวไปฟ้องศาลปกครองแล้วก็ตาม 

ส่วนเรื่อง SMS หลอกลวงและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ประชาชนก็คงต้องถามว่าเหตุใดหน่วยงานที่มีหน้าที่ถึงจัดการไม่ได้ โดยเฉพาะ SMS หลอกลวงหรือชักชวนให้เล่นการพนัน บรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ประชาชนเป็นลูุกค้า ก็น่าจะมีมาตรการกรอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าประเทศจะมีกฎหมายดีขนาดไหน หากผู้บริโภคไม่เข้มแข็งพอแม้มีกฎหมายก็ไร้ผล และต้องไม่ลืมเรื่องของทุนหรือผู้ประกอบการที่คาบเกี่ยวกับผู้ที่มีหน้าที่กำกับควบคุม ซึ่งประเทศไทยออกแบบกลไกมาดี แต่ในทางปฏิบัติมีปัญหา และไม่ได้ยึดหลักการตามที่กฎหมายกำหนด

เราก็ใกล้จะเลือกตั้ง คือจริงๆ คิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันไปเกี่ยวข้องกับการเมืองไม่มากก็น้อย แต่จริงๆ คิดว่ามากด้วย เพราะทุกสิ่งอย่างมันมาจากการเมืองหมดเลย อันนี้ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่เราน่าจะควรมีการรณรงค์การเลือกตั้ง ที่จะทำให้ได้คนที่คิดว่ามันน่าจะไม่เป็นปัญหาซ้ำรอยเดิมที่จะเข้ามาอยู่ในสภา ซึ่งมันก็อาจจะไมได้ง่าย แต่ว่าการที่เชื่อมโยงให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่มันเป็นปัญหาของผู้บริโภคในปัจจุบันมันเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร แล้วเราจำเป็นต้องช่วยกันทำให้การเมืองมันเรียกว่ามีคุณภาพ และมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่เดินซ้ำรอยเดิมอยู่ตลอดเวลา น.ส.สุภัทรา กล่าว

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปี 2565 นี้มีเหตุการณ์สำคัญ คือการควบรวมกิจการระหว่าง True กับ Dtac ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันด้านโทรคมนาคมที่ปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการน้อยอยู่แล้วใไห้เหลือแต่แบบกึ่งผูกขาด ที่ผ่านมาเข้าใจว่า สภาองค์กรของผู้บริโภค พยายามทำแทบทุกวิถีทางแล้ว ทั้งการฟ้องศาล การแถลงข่าว การรณรงค์ การเรียกร้องต่อ กสทช. แต่แทบจะไม่เกิดผลใดๆ เลย ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะกระทบต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างด้านโทรคมนาคม ซึ่งสุดท้ายก็จะย้อนกลับไปส่งผลกระทบยังผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เคยเป็นกรรมการใน กสทช. มาก่อน เข้าใจข้อจำกัดของ กสทช. ที่ไม่เป็นเอกภาพและถูกกำหนดทิศทางด้วยเสียงข้างมากเสมอ แต่น่าเสียใจที่มติรอบนี้ของ กสทช. เป็นมติสีเทาที่ไม่ชัดเจน จึงใช้กลไกทางศาลช่วยให้ความเป็นธรรม ซึ่งศาลแม้รับเรื่องแต่ไม่นับเป็นเรื่องฉุกเฉิน นอกจาก กสทช. แล้ว รัฐบาลก็ไม่แสดงท่าทีอะไรทั้งที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะที่ปัญหาการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 แม้พลังของสังคมจะเรียกร้องได้ระดับหนึ่งแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก จากเงินที่ใช้จากกองทุน กทปส. ไป 600 ล้านบาทแล้วอาจยังไม่ตอบโจทย์ อีกทั้งยังพบจอดำคือไม่สามารถรับชมการแข่งขันได้ ซึ่งสิ่งที่อยากฝาก กสทช. คือควรไปสำรวจว่ามีคนไทยกี่ครัวเรือนที่ยังไม่สามารถรับชมฟรีทีวีได้ ยังมีปัญหาจอดำอยู่ เพราะจอดำไม่ใช่เพียงผู้ที่ใช้ IPTV แต่ยังรวมถึงคนที่ใช้จานดาวเทียมขนาดใหญ่ที่เข้ารหัสไม่ได้ เงิน กทปส. ควรนำมาใช้เยียวยาคนกลุ่มนี้ เช่น แจกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ซึ่งเป็นการใช้เงินที่ตรงกับวัตถุประสงค์ แต่สำคัญที่สุด แม้จะเป็น IPTV เมื่อออกอากาศฟรีทีวีก็ไม่ควรจอดำแต่แรก

ส่วนคำถามที่ว่าจะหาทางออกจากปัญหาต่างๆ ที่เป็นอยู่อย่างไร เท่าที่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในหลายพรรคการเมือง ทั้งที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงพรรคใหม่ๆ ที่เพิ่งตั้งขึ้น พบว่ามีแนวคิดที่เปิดกว้างและก้าวหน้า สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิพลเมือง แม้รายละเอียดจะต่างกันบ้างแต่ก็ยังมีความเหมือนกันอยู่ จึงมีความหวังกับคนกลุ่มนี้ ทำอย่างไรจะทำให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักได้ และเป็นคานถ่วงดุลกับกับคนรุ่นเก่าที่อาจจะเติบโตมาในระบบอุปถัมภ์ 

อีกด้านหนึ่ง สภาองค์กรผู้บริโภค คงต้องเตรียมตัวทั้งการจัดเวที มีข้อเสนอแนะ หรือเดินสายพูดคุยกับแต่ละพรรคการเมือง เพื่อให้ฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ตั้งแต่การเข้าถึง ราคาที่เป็นธรรม คุณภาพ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลทางดิจิทัลไม่ให้ถูกหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ซึ่งนับวันจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดจนจะปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับ กสทช. อย่างไรโดยมองไปยังอนาคต เมื่อตลาดและระบบนิเวศเปลี่ยน กฎหมายที่มีอยู่เดิมเพียงพอหรือไม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมการแข่งขัน ส่วนภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนคงต้องช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่จากพรรคการเมือง

สิ่งที่เราจะต้องสู้มากๆ เลยคือระบบอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบรวมโทรคมนาคมหรือบอลโลก เราก็เห็นอยู่เลยว่ามันเป็นปัญหาเดิมของประเทศไทยที่พยายามจะปฏิรูปมาหลายปีแต่ยังไม่สำเร็จ เพราะการที่เราต้องมี กสทช. เพราะว่าเราต้องการจะปฏิรูปสิ่งที่เรียกว่าระบบอำนาจนิยมอุปถัมภ์ นอกจากจะปฏิรูปไม่สำเร็จเรายังมาเจอทุนนิยมอภิสิทธิ์เข้าไปอีก เรียกว่าการมีกลไกที่มีอิสระจากการเมืองอย่าง กสทช. จะช่วยได้ 

แต่ว่ามันก็อาจจะไม่ใช่เป็นคำตอบ สุดท้ายมันอาจต้องกลับมาที่พลังของพลเมือง อันนี้ก็เห็นด้วยว่าจะต้องเข้มแข็งกว่านี้อีกเยอะเลย เพื่อที่จะคานถ่วงดุลและไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่พรรคการเมืองก็ควรจะมีนโยบายสิทธิผู้บริโภค สิทธิในยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นน.ส.สุภิญญา กล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-