รับมือ‘AIหลอน-ข้อมูลลวงท่วม’ เรื่องสำคัญต้อง‘เช็คก่อนเชื่อ-แชร์’

10 ก.พ. 2569  มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โคแฟค (ประเทศไทย)  สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท และภาคีเครือข่าย  จัดเสวนาหัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอน ถอดรหัสลับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่นโยบายสาธารณะ” ดำเนินรายการ โดยสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย)  ซึ่งงานเสวนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน Safer Internet Day Thailand 2026 ระหว่างวันที่ 9 – 10 ก.พ. 2569 ณโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร 

พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(สกมช.) กล่าวถึงพัฒนาการที่รวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พบว่าเรื่องยังทำไม่ได้ในสัปดาห์ก่อน เมื่อมาถึงสัปดาห์นี้อาจทำได้แล้วหรือเมื่อ 1 เดือนก่อนสามารถตรวจจับภาพที่สร้างด้วย AI ได้ วันนี้อาจทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปจากการที่มี AI เข้ามา สิ่งที่น่าเป็นห่วงมี 2 ด้าน ฝั่งหนึ่งคือการไม่ใช้ AI  หมายถึงไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ จะเสียเปรียบด้านประสิทธิภาพการทำงาน แต่อีกฝั่งหนึ่งคือการใช้ AI โดยไม่คิดว่าใช้แล้วจะส่งผลตามมาอย่างไร นอกจากนั้นสิ่งที่ยากที่สุด คือ  การที่ไม่รู้ว่าเรากำลังถูก AI กระทำอยู่ เช่น เมื่อเราใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เมื่อค้นหาอะไรแล้วจะมีสิ่งนั้นหรือใกล้เคียงปรากฎในมือถือเรามากมาย  แสดงให้เห็นว่าชีวิตปัจจุบันนี้เราไม่ได้เลือกเองแต่มีสื่อเหล่านี้เลือกให้ 

ด้านการกำกับดูแล AI มีตัวอย่างจากสหภาพยุโรป (EU) ที่มีกฎหมายแบ่งระดับขั้นจาก 1.ห้ามใช้ AI เด็ดขาด เช่น การใช้งานที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของมนุษย์ หรือใช้แล้วเสี่ยงต่อชีวิต 2. การใช้ AI ภายใต้มาตรการกำกับดูแล มีการตรวจสอบและมีบทบังคับกรณีเกิดความผิดพลาด และ 3. การใช้ AI ได้โดยไม่ต้องกำกับดูแลเพราะไม่มีผลกระทบใดๆเช่น การใช้ AI แนะนำภาพยนตร์ เป็นต้น ดังนั้นการขับเคลื่อนแนวทางกำกับดูแลการใช้ AI จึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการและพัฒนากันต่อไป 

“การใช้ AI  ต้องเข้าใจว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์มีหน้าที่หาเงิน และวิธีการก็คือหลอกให้เราหลั่งโดปามีน (Dopamine – สารแห่งความสุข) เพื่อให้เราเสพติด   นำมาสู่การที่ AI มาหลอกเราด้วย เช่น ทำให้ผู้บริโภคเห็นเรื่องราวบางเรื่องให้มากที่สุด  ดังนั้นการรู้เท่าทัน AI คือ เราต้องรู้ว่าทำไมเราจึงเจอสิ่งนี้ในสื่อสังคมออนไลน์    และเมื่อรับข้อมูลแล้วจะดูว่า AI เกิดอาการหลอน (Hallucination – สร้างหรือตอบผู้ใช้งานด้วยข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่ถูกต้องหรือไม่ เราก็ควรต้องรู้ว่าไม่จำเป็นต้องนำทุกเรื่องมาคิด บางเรื่องปล่อยผ่านได้  แต่เรื่องไหนที่ต้องคิด ขอให้แสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูลจริงและก่อให้เกิดประโยชน์  ”เลขาธิการ สกมช. กล่าว  

ดร.เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย กล่าวว่า เมื่อมีการหลอกลวงในสื่อออนไลน์  จึงเกิดมาตรการป้องกันรักษาความปลอดภัยต่างๆ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มี AI ที่พบการหลอกลวงเพิ่มขึ้นมาก อย่างในแวดวงการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบมากขึ้นกรณีการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) สร้างคลิปวิดีโอให้เหมือนบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมชักชวนให้ลงทุน หรือแม้แต่การใช้ AI ช่วยเปลี่ยนแปลงหน้าตาของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานแต่ละรายเพื่อเพิ่มโอกาสในการหลอกลวงเหยื่อ เช่น มีข้อมูลว่าผู้ใช้งานรายนั้นจิตใจดี  เนื้อหาที่ส่งไปถึงจะเป็นการขอความช่วยเหลือทำให้หลงเชื่อโอนเงินไปให้ เป็นต้น นอกจากนี้ AI ยังถูกพัฒนาไปจนสามารถอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลได้ราวกับมีข้อมูลนั้นอยู่จริง มีการให้ Link ไปยังที่มาของข้อมูลนั้น แต่เมื่อกดตามเข้าไปดูกลับพบว่า Link นั้นไม่มีอยู่จริง นี่ก็เป็นอาการหลอนของ AI สร้างแหล่งอ้างอิงขึ้นเพื่อสนับสนุนข้อมูลที่ตัว AI สร้าง  ดังนั้นการส่งต่อข้อมูลให้คนอื่นไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรก   ช้าลงบ้างจะเป็นผลดีกว่า เพราะมิจฉาชีพทำให้จิตใจเราเกิดอาการตกใจหรือกลัว หากเราไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมายถ้ามีมิจฉาชีพติดต่อมาก็ไม่ต้องกลัว ขอให้ตั้งสติกับข้อมูลที่ได้รับมา

ขณะที่การทำงานของ AI จะใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล (LLM – Large Language Medel) ดังนั้นการใส่ข้อมูลที่ถูกต้องลงไปในอินเตอร์เน็ตซึ่ง AI จะนำไปใช้จึงจำเป็น ทำอย่างไรจะมีเว็บไซต์ที่แชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะการที่ข้อมูลถูกแชร์ไปในสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลนั้นต้องอยู่บนเว็บไซต์ก่อนเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับมาได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นจริงหรือไม่ รวมถึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย ทำอย่างไรที่เว็บไซต์หน่วยงานจะไม่ถูกแฮ็คแล้วนำข้อมูลปลอมเข้ามาวางไว้

คิดก่อน ช้าก่อน ตัดสินใจเร็วตามที่มิจฉาชีพตกเป็นเหยื่อเขาแน่นอน ดังนั้นผู้รับสารต้องปรับพฤติกรรม ยุคนี้ AI สามาถสร้างข้อมูลที่หลอน เช่น เรื่องสุขภาพบอกว่าถูกต้อง กินได้ แต่จริงๆ อาจทำให้มีปัญหาต่อสุขภาพได้ ดร.เพ็ญศรี กล่าว

พีรพล อนุตรโสตถิ์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท กล่าวว่า ให้ทุกคนตระหนักว่าในโลกอินเตอร์เน็ตมีกับดัก 4 ขั้น คือล่อลวง อำพราง ขย้ำและกักขัง สิ่งที่ชัวร์ก่อนแชร์พยายามเตือนมาตลอดคือ อย่าเชื่อง่าย สงสัยไว้ก่อน ตรวจสอบก่อนส่งต่อ ก่อนหน้านี้เป็นข่าวลวง แต่เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามา คำตือนเดิมนั้นก็ยังพอใช้ได้บางส่วน แต่สิ่งที่เริ่มยากในยุค AI คือการตรวจสอบก่อนส่งต่อ  หรือหลักความสงสัย จากเดิมคือตั้งคำถามว่าจริงหรือไม่? เก่าหรือไม่? เกี่ยวข้องหรือไม่? ครบถ้วนหรือไม่? มีอคติหรือไม่? ปัจจุบันต้องเพิ่มอีกคำถามคือ ใช้ AI หรือไม่? เพราะชุดคำถามนี้อาจช่วยปกป้องเราได้ทุกครั้งที่เรากำลังเสพสื่อหรือคำเตือนว่าก่อนแชร์ข้อมูลข่าวสารต้องมั่นใจว่าเป็นจริงและเป็นประโยชน์ ส่วนการแชร์เงินและข้อมูลส่วนบุคคลต้องมั่นใจว่าผู้รับปลายทางเป็นตัวจริงไม่หลอกลวง ปัญหาคือเมื่อ AI เข้ามาการปฏิบัติตามมักทำได้ยากขึ้น  แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนัก คือ AI นั้นมีความไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อ AI มีความไม่สมบูรณ์ มีอคติ มีความหลอนลวง ปลอมแปลงและล่วงล้ำ การใช้ AI จึงต้องระมัดระวัง ขณะที่ในมุมของคนทำงานตรวจสอบข่าวลวง  นับว่ายุคนี้เป็นยุคที่น่ากลัวอย่างรุนแรง เช่น รูปแบบของสื่อที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มีหลัก SMCR (Source – ผู้ส่งสาร , Message – สาร , Channel – ช่องทาง , Receiver – ผู้รับสาร) เมื่อมีอินเตอร์เน็ต ผู้ส่งสารกับผู้รับสารมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) กันมากขึ้น 

จนปัจจุบันที่มี AI เป็นหนึ่งในผู้เล่น บงการอยู่เบื้องหลังในรูปแบบอัลกอริทึม แต่เวลานี้ AI สามารถเข้าไปสนับสนุนให้ทุกคนที่สร้างข้อมูลเท็จที่ทำได้เนียนขึ้นด้วยต้นทุนต่ำลง และในอนาคตอันใกล้เป็นไปได้ที่เราจะอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่สร้างโดย AI ความน่ากลัวคือคนที่ต้องการสร้างข้อมูล อาจมีชุดคำแกนหลัก (Hint) ชุดหนึ่ง แล้วโยนเข้าไปให้ AI สร้างบทความสักเรื่องให้ดูน่าสนใจเพื่อนำไปปล่อยให้แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ และหลังจากนั้นบทความก็จะถูกส่งวนไป

สุนิตย์ เชรษฐา กรรมการผู้จัดการ ChangeFusion อธิบายว่า เหตุที่ AI เกิดอาการหลอนได้เพราะ AI เป็นนักเล่าเรื่องเชิงสถิติ หน้าที่ของ AI คือการเล่าเรื่องที่เราอยากฟังให้ได้ยิน AI ศึกษาทุกอย่างจากข้อมูลมหาศาลเพื่อเอาใจเรา แต่ AI ไม่รู้ว่าอะไรจริง – ไม่จริง ถูก – ไม่ถูก มี – ไม่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ยิ่งผู้ใช้งานชอบ AI ก็ยิ่งหลอนไปเรื่อยๆ ดังนั้นงานวิจัยระยะหลังๆ จึงชี้ว่า แม้ AI จะถูกปรับปรุงระบบให้หลอนน้อยลงได้ แต่จะไม่มีวันทำให้เลิกหลอนได้อย่างสมบูรณ์ เพราะธรรมชาติของ AI คือเรื่องของความน่าจะเป็นที่ AI จะทายไปเรื่อยๆ 

เมื่อหันมาดูประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเจนอัลฟา (Gen Alpha , เกิดปี 2553 – 2567) เรียกได้ว่าเติบโตมากับ AI (AI Native) คนรุ่นนี้จะแตกต่างกับคนรุ่นก่อนหน้า เช่น Gen X (เกิดปี 2508 – 2522) หรือ Gen Y (เกิดปี 2523 – 2540) ตรงที่ไม่ได้มอง AI เป็นเครื่องมือแต่มองว่าเป็นเพื่อน คือเอาความเป็นมนุษย์ใส่ลงไปที่ AI ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตก็จะเลือกถาม AI ก่อนพ่อแม่หรือเพื่อนที่เป็นมนุษย์ เมื่อประกอบกับการที่ AI ดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นก็ทำให้เกิดความรู้สึกพ่วงไปด้วย จนบางครั้งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่เชื่อมโยงกับการใช้ AI มีตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาเคยมีกรณีเด็กคุยกับ AI ถึงจุดหนึ่งเกิดอาการซึมเศร้าเพราะ AI ไม่คุยด้วย จนถึงขั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย หรือมีการทดลองพิมพ์ข้อความทำนองตัดพ้อชีวิตแล้วถาม AI ว่าควรกินยาอะไรดี หลายครั้งพบว่า AI ไม่ได้แนะนำให้ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิตแต่แนะนำวิธีการจบชีวิตที่เจ็บปวดน้อยที่สุด สาเหตุเป็นเพราะระบบของ AI อาจยังไม่ได้ใส่แนวทางป้องกัน (Guardrail) เข้าไป ในขณะที่ธรรมชาติของ AI คือการเอาใจผู้ใช้งาน 

สำหรับแนวทางการใช้งาน AI แบบลดปัญหาอาการหลอน ที่เข้าใจกันเวลานี้คือ RAG (Retrieval-Augmented Generation) คือให้ AI ก่อนจะตอบก็ให้ไปเช็คกับฐานข้อมูลที่ได้รับความเชื่อถือไว้ใจจริงๆ ซึ่งก็น่ายินดีที่เริ่มมีการใช้ในประเทศไทย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกแนวนโยบายว่าด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงของการใช้งานระบบ AI สำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน สาระสำคัญคือการจัดการความน่าเชื่อถือ มีการกล่าวถึงการใช้กระบวนการ RAG เป็นต้น ทำให้การตอบคำถามด้วยระบบ AI Chatbot ของสถาบันการเงินมีความถูกต้องมากขึ้น

ผมว่ามุมสุขภาพ บทบาทของ สสสและหน่วยงานที่ทำเรื่องข้อมูลสุขภาพจำนวนมากอาจใช้ได้เหมือนกัน ผูกกับระบบโรงพยาบาล ระบบถาม – ตอบเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องที่มีความอ่อนไหวมากๆ ก็อาจใช้เครื่องมืออย่างนี้ได้ แต่สุดท้ายผมก็ยังรู้สึกว่ามันก็ไม่สามารถที่จะหลีกหนีเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือทักษะในการเป็นผู้ตรวจสอบข่าวยังคงต้องมีอยู่ ” สุนิตย์ กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

‘เกาหลีใต้’เจอวิกฤติ‘เด็กเกิดน้อย’เพราะกระแส ‘K-Pop’จริงหรือ?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เด็กเกิดน้อย เป็นความกังวลใหญ่ในสังคมไทยที่พูดถึงกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 416,574 คน ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 462,240 คน ขณะที่การคาดการณ์ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงต่อเนื่อง คาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.9 ล้านคน และคาดว่าปี 2578 ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 3.4 ล้านคน ยิ่งตอกย้ำความรุนแรงของสถานการณ์นี้ 

แต่ประเด็นที่ผู้เขียนและทีมงานโคแฟคได้หยิบยกมาตรวจสอบในบทความนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อเขียนที่อ้างว่า วัฒนธรรม K-Pop ทำให้อัตราการเกิดในเกาหลีใต้ลดลงและเป็นต้นตอของปรากฏการณ์เด็กเกิดน้อยทั่วโลก พร้อมกับอธิบายว่า วัฒนธรรมแบบ K-Pop ในสื่อบันเทิงเกาหลีใต้ ทำให้ผู้ชายมีภาพลักษณ์ความเป็นชาย (Masculinity) ลดลงคำถามคือสมมติฐานดังกล่าวถูกต้องเพียงใด? 

ภาพที่ 1 : โพสต์อ้างว่าคุณภาพชีวิตของชาวเกาหลีใต้ดีขึ้นแต่อัตราการเกิดต่ำลง โดยมีสมมติฐานว่ายุคปัจจุบันผู้ชายมีภาพลักษณ์ความเป็นชายลดลงจากวัฒนธรรม K-Pop

– วัฒนธรรม K – Pop เกิดขึ้นเมื่อใด? : บทความ The Grand Odyssey of K-Pop: A Century of Rhythm, Resilience, and Revolution ในเว็บไซต์ kculture.com สื่อซึ่งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ บอกเล่าวิวัฒนาการวงการเพลงในแดนกิมจิ ตั้งแต่ยุคที่เกาหลียังเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น , ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีที่แบ่งแผ่นดินออกเป็นฝั่งเหนือกับฝั่งใต้ , ยุคที่เกาหลีใต้ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการ , ยุคที่เกาหลีใต้เริ่มเปิดตัวกับสังคมโลกผ่านมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโซลเป็นเจ้าภาพ , 

กระทั่งมาถึงปี 2535 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2535 วงบอยแบนด์ “Seo Taiji and Boys” ได้เปิดตัวเพลง “Nan Arayo (I Know)” ในสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นแนวเพลงแบบ Rap – Hiphop จากนั้นการปั้นศิลปินในเกาหลีใต้ก็เริ่มทำเป็นระบบมากขึ้น เกิดคำว่า “ไอดอล (Idol)” ที่ผ่านการฝึกฝนจากค่ายเพลงก่อนปิดตัว ซึ่งสอดคล้องกับบทความ “K-pop” ในเว็บไซต์สารานุกรม Britanica ที่ระบุว่า การเปิดตัวเพลง Nan Arayo  ของบอยแบนด์ Seo Taiji and Boys ถือเป็นจุดเริ่มต้นวัฒนธรรมบันเทิงเกาหลีใต้แบบ K – Pop อย่างที่เรารู้จักกัน 

จุดกำเนิดของ K-pop สามารถย้อนกลับไปได้ถึงวันที่ 11 เม.ย. 2535 เมื่อวงชื่อ Seo Taiji and Boys แสดงเพลง Nan Arayo (I Know) ทางสถานีโทรทัศน์ Munhwa Broadcasting Corporation ของเกาหลีใต้ สไตล์ดนตรีและการเต้นที่ประสานกันอย่างลงตัวของพวกเขาเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรี Dance Hiphop Rap และ Rock แบบอเมริกัน แต่พวกเขาเป็นสิ่งใหม่สำหรับเกาหลีใต้ เช่นเดียวกับเนื้อเพลงที่สะท้อนประเด็นทางสังคม ซึ่งท้าทายกฎหมายการเซ็นเซอร์ของประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2536 วงนี้ขายอัลบั้มได้ถึง 2.13 ล้านชุด และความนิยมของพวกเขานำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายการเซ็นเซอร์ และการกำเนิดของอุตสาหกรรม K-pop บริษัทบันเทิงที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างและฝึกฝนศิลปิน K-pop ถูกสร้างขึ้นตามความสำเร็จของ Seo Taiji and Boys โดยเริ่มจาก SM Entertainment ในปี 2538, JYP Entertainment ในปี 2540 และ YG Entertainment ในปี 2541บทความของสารานุกรม Britanica ระบุ

ภาพที่ 2 อัตราการเจริญพันธุ์ (ซึ่งเชื่อมโยงกับอัตราการเกิด) ของเกาหลีใต้ 
ที่มา : ธนาคารโลก (World Bank)

– อัตราการเกิดของประชากรเกาหลีใต้ลดลงเมื่อใด? และทำไม? : หากดูข้อมูล อัตราการเจริญพันธุ์ (Fertility Rate)” หมายถึงจำนวนบุตรที่สตรี 1 คน จะมีตลอดช่วงเวลาที่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ (อายุระหว่าง 15 – 49 ปี) จากฐานข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) จะพบว่า ในปี 2503 อยู่ที่ 6.0 หมายถึงผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 1 คนจะมีบุตรเฉลี่ย 6 คน จากนั้นจะลดลงอย่างมากและลดต่อเนื่อง แม้จะมีบางช่วงที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น (เช่น 2.6 ในปี 2521 เพิ่มเป็น 2.9 ในปี 2522) แต่ไม่มีผลต่อการเพิ่มประชากรอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงของการลดลงที่สถานการณ์รุนแรงกว่า ซึ่ง ณ ปี 2566 อัตราการเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.7 

รายงาน “Korea’s Unborn Future : Understanding Low-Fertility Trends” ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2568 บรรยายสถานการณ์อัตราการเกิดที่ดลดลงอย่างมากในสังคมเกาหลีใต้ ว่า อัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ทศวรรษ 1950 (ปี 2493 – 2502) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีใต้เปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทที่ถูกทำลายล้างจากสงคราม (สงครามเกาหลี ช่วงปี 2493 – 2496 นำไปสู่การแบ่งประเทศเป็นเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้) ไปสู่สังคมเมืองสมัยใหม่ที่มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ OECD (หรือประเทศพัฒนาแล้ว , ประเทศรายได้สูง)

โดยจากรายงานดังกล่าว ปัจจัยแรกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์อัตราการเกิดลดลง คือ โครงการวางแผนครอบครัว ซึ่งบรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 (ปี 2443 – 2542) เพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ (ท้องไม่พร้อม) ผ่านโครงการให้ข้อมูล บริการสุขภาพแม่และเด็กขั้นพื้นฐาน และการจัดหาอุปกรณ์และบริการวางแผนครอบครัว สำหรับเกาหลีใต้ ช่วงแรกของนโยบายนี้ถูกมองว่ารัฐเข้าไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของประชาชนมากเกินไปเพื่อควบคุมอัตราการเกิด 

แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1960 (ปี 2503 – 2512) เป็นต้นมา ความต้องการคุมกำเนิดกลายเป็นค่านิยมทางสังคมที่แพร่หลาย และจำนวนบุตรที่เหมาะสมลดลงเหลือประมาณ 2 คน นอกจากนั้นยังมีสมมติฐานด้วยว่า ผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการวางแผนครอบครัว คืออาจมีส่วนทำให้เกิดบรรทัดฐานในสังคมว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานควรให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัว

ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (ปี 2503 – 2512)  ถึงทศวรรษ 2000 (ปี 2543 – 2552) การลดลงของจำนวนบุตรต่อหญิงที่แต่งงานแล้วและการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอายุที่สตรีแต่งงานครั้งแรกล้วนมีส่วนทำให้อัตราการเกิดลดลง โดยก่อนทศวรรษ 2000 การลดลงของจำนวนคู่สมรสที่มีบุตร 3 คนขึ้นไปทำให้ลดอัตราการเกิด ในขณะที่ในทศวรรษ 2000 การลดลงของจำนวนคู่สมรสที่มีบุตร 2 คนขึ้นไปเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก และตั้งแต่ทศวรรษ 2010 (ปี 2553 – 2562) เป็นต้นมา อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงมีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้หญิงแม้จะแต่งงานแต่ไม่มีบุตร รวมถึงสตรีที่เลือกครองตนเป็นโสดไม่แต่งงาน

ปัจจัยที่สอง ต้นทุนการสร้างครอบครัวนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ” โดยมีการสำรวจพบว่า ประชากรเกาหลีใต้ที่เป็นโสด อายุระหว่าง 19 – 34 ปี เพศชายร้อยละ 41 และเพศหญิงร้อยละ 26 มองเรื่องข้อจำกัดทางการเงินเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการแต่งงานไล่ตั้งแต่ 1.ที่อยู่อาศัย ร้อยละ 51.2 หรือกว่าครึ่งของคนหนุ่ม – สาวชาวเกาหลีใต้โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยในเขตเมืองใหญ่ มองว่าต้องมีบ้านเป็นของตนเองเสียก่อนจึงจะแต่งงานได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเนื่องจากอัตราส่วนราคาที่อยู่อาศัยต่อรายได้ในเขตเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น อาทิ จาก 6.7 ในปี 2555 เพิ่มเป็น 10.1 ในปี 2564

2.การศึกษาของบุตร เนื่องจากการแข่งขันอย่างดุเดือดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำให้การ เรียนพิเศษ – กวดวิชา เป็นสิ่งที่พ่อแม่ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากจัดหาให้ลูก แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับแนวโน้มรายได้ของคนหนุ่ม – สาวรุ่นใหม่ที่ต่ำลงแต่มีหนี้สินสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้า ซึ่งเกาหลีใต้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเรื่องการให้ความสำคัญกับการศึกษา อันมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

รายงานของ OECD บรรยายภาพค่านิยมด้านการศึกษาของชาวเกาหลีใต้ว่า ร้อยละ 80 ของประชากรวัยรุ่นที่นั่นวางแผนที่จะใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี เพื่อเรียนให้จบ ป.ตรี และร้อยละ 90 ของผู้ปกครองก็มีความทะเยอทะยานเช่นเดียวกัน โดยเมื่อปี 2564 พบว่า เกือบ 3 ใน 4 ของเยาวชนที่จบชั้น ม.ปลาย ได้เข้าเรียนต่อในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ประชากรอายุ 25 – 34 ปี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากที่สุดในกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก OECD 

ความกระตือรือร้นอย่างยิ่งยวดต่อการศึกษาได้ทำให้ ลัทธิคุณวุฒินิยม (Credentialism)’ หยั่งรากลึกในสังตมเกาหลีใต้ ซึ่งหมายถึงการมองว่าวุฒิการศึกษาเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุดของสติปัญญาหรือความสามารถของบุคคลในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ลัทธิคุณวุฒินิยมได้นำไปสู่ ​​ภาวะวุฒิการศึกษาเฟ้อ (Education Inflation)’ ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครงานต้องมีคุณวุฒิที่สูงขึ้นสำหรับตำแหน่งงานที่ก่อนหน้านั้นเคยมีข้อกำหนดด้านคุณวุฒิที่ต่ำกว่า 

แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นบางส่วนจากการลดลงของสัดส่วนนักศึกษาในวิทยาลัยที่มีหลักสูตร 2 ปี ซึ่งเป็นแหล่งให้การศึกษาในสายอาชีพ (อาชีวศึกษา) ที่สำคัญมาโดยตลอด และสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ใช้หลักสูตร 4 ปี (อุดมศึกษา) ตัวอย่างเช่น คุณวุฒิประกาศนียบัตวิชาชีพด้านความงามจากวิทยาลัยที่ใช้เวลาเรียน 2 ปี ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากคุณวุฒิปริญญาบัตรด้านความงามจากมหาวิทยาลัยที่ใช้เวลาเรียน 4 ปี

ภาพที่ 3 : (สถิติปี 2564) ชาวเกาหลีใต้อายุ 25 – 34 ปี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศสมาชิก OECDScreenshot

อย่างไรก็ตาม ภาวะวุฒิการศึกษาเฟ้อได้บั่นทอนคุณค่าของประสบการณ์การทำงานและปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง จะยกเว้นอยู่บ้างก็แต่เฉพาะในกลุ่มสถาบันการศึกษาชั้นนำเท่านั้นและเนื่องจากภาวะตลาดแรงงานแบบสองขั้วและความขาดแคลนงานที่มีคุณภาพ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจึงมีโอกาสได้รับเงินเดือนสูงกว่ามากกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไป โดยมีงานวิจัยในปี 2566 พบว่า ในตลาดแรงงานของเกาหลีใต้ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำมีรายได้มากกว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยระดับล่างถึงร้อยละ 24.6 และช่องว่างด้านค่าจ้างสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 50.5 ในช่วงอายุระหว่าง 40 – 44 ปี

ค่านิยมดังกล่าวทำผู้ปกครองชาวเกาหลีใต้จำนวนมากจึงจัดสรรรายได้ก้อนใหญ่ไปกับการให้บุตรหลานได้เรียนกวดวิชา ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งในการมีบุตร อาทิ ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ พบว่า ในปี 2566 นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของเกาหลีใต้ ร้อยละ 78.5 เรียนกวดวิชา ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อเดือนสำหรับการเรียนพิเศษเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งในปี 2566 แตะระดับ 434,000 วอน (ราว 10,850 บาท เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 0.025 วอน ต่อ 1 บาท ในปี 2566) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิเฉลี่ยของครัวเรือนในปีนั้น

การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า การแพร่หลายของการกวดวิชามีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศ อันที่จริง 49.2% ของผู้ปกครองชาวเกาหลีใต้คิดว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษเป็นภาระอย่างมาก และ 27% ชี้ว่าภาระด้านการศึกษาและการดูแลเด็กเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง

ภาพที่ 4 : ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อเดือนในการเรียนกวดวิชาของนักเรียนชาวเกาหลีใต้


ปัจจัยที่สาม ที่ทำให้อัตราการเกิดในเกาหลีใต้ลดลงอย่างมากคือ ทางที่ผู้หญิงต้องเลือกระหว่างจะทำงานหรือเลี้ยงลูก โดยนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 (ปี 2523 – 2532) เป็นต้นมา การจ้างงานสตรีชาวเกาหลีใต้ที่แต่งงานแล้วมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ อาทิ หากเปรียบเทียบระหว่างปี 2528 กับปี 2533 พบว่า สตรีที่แต่งงานแล้วเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41 เป็นร้อยละ 46.8 ซึ่งสูงกว่าฝั่งของผู้หญิงโสดที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงเวลาเดียวกัน จากร้อยละ 44.7 เพิ่มเพียงเล็กน้อยเป็นร้อยละ 45.6  

รายงานของ OECD กล่าวถึงระบบการจ้างงาน 2 รูปแบบ (Dualism) ในเกาหลีใต้ ที่แบ่งประเภทแรงงานเป็นประเภทลูกจ้างประจำ (Regular Worker) ซึ่งมักได้ค่าจ้างสูง มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม กับลูกจ้างชั่วคราว (Non-regular Worker) หรือพนักงานบางเวลา (Part – Time) ที่สภาพการจ้างงานไม่มั่นคง ได้ค่าจ้างที่ต่ำกว่าและมีโอกาสน้อยกว่าที่จะเข้าสู่ระบบประกันสังคม

มีการแบ่งแยกอย่างเข้มงวดระหว่างลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวโดยมีโอกาสในการเปลี่ยนสถานะอย่างจำกัด ผู้หญิงมักลาออกจากงานที่เป็นสัญญาจ้างประจำเนื่องจากการเป็นแม่ แต่ก็พบว่างานชั่วคราวที่มีค่าจ้างต่ำเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่มีให้เมื่อพวกเธอต้องการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่งผลให้ผู้หญิงที่เป็นแม่คนมักอยู่ในสถานะการจ้างงานชั่วคราวแบบมากกว่าผู้ชายที่เป็นพ่อคนถึง 3 เท่า ซึ่งนำไปสู่การสร้างครอบครัวที่ล่าช้าและจำนวนบุตรที่เกิดน้อยลง

นอกจากความเหลื่อมล้ำด้านการจ้างงานแล้ว ความคาดหวังของสังคมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ มีการสำรวจพบว่า สังคมเกาหลีใต้มีทัศนคติเชิงลบกับแม่ที่มีลูกซึ่งเด็กนั้นกำลังอยู่ในช่วงก่อนวัยเรียน (Pre – school) แล้วยังออกไปทำงานมากที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD นอกจากนั้นยังมองด้วยว่าหากการจ้างงานมีจำกัดผู้ชายควรได้รับการว่าจ้างก่อนผู้หญิง 

แม้ในเชิงสถิติ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่สตรีมีโอกาสได้เรียนจนจบการศึกษาระดับสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ที่เป็นสมาชิก OECD ด้วยกัน แต่กลับมีช่องว่างทางเพศที่เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานมากที่สุด ทั้งจำนวนสตรีที่เลื่อนตำแหน่งถึงระดับผู้จัดการขึ้นไปที่ยังมีน้อย ความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างที่แม้ในปี 2565 จะอยู่ที่ร้อยละ 31.2 ลดลงจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 37.2 แล้วก็ตาม 

ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศส่วนใหญ่เกิดจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ ซึ่งอาจเป็นการผสมผสานระหว่างการเลือกปฏิบัติโดยแท้จริงตามเพศ (การลำเอียงเข้าข้างแรงงานชาย) และการเลือกปฏิบัติทางสถิติ คือการที่นายจ้างลงทุนในอาชีพการงานของลูกจ้างหญิงน้อยกว่าลูกจ้างชาย โดยคาดการณ์ว่าพวกเธอจะออกจากงานเพื่อดูแลลูก ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดการแบ่งบทบาททางเพศในคู่สมรสในช่วงวัยเจริญพันธุ์ เนื่องจากคู่สมรสจะลดการสูญเสียรายได้ให้น้อยที่สุดหากผู้หญิงทำงานน้อยลงหรือออกจากตลาดแรงงานไป

ภาพที่ 5 : ความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศในเกาหลีใต้ (ที่มา : OECD)
(บนซ้าย) ชาวเกาหลีใต้มีทัศนคติเห็นด้วยอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ว่าเด็กก่อนวัยเรียนจะได้รับผลกระทบหากคนเป็นแม่ยังออกไปทำงาน 
(ล่างซ้าย) ชาวเกาหลีใต้มีทัศนคติเห็นด้วยอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ว่าหากเป็นช่วงที่งานหายาก ผู้ชายควรมีโอกาสได้งานก่อนผู้หญิง 
(ขวา) เกาหลีใต้มีปัญหาช่องว่างทางเพศด้านค่าจ้างแรงงานมากที่สุดหากเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ด้วยกัน

รายงานข่าว Why is Korea’s birth rate, once the lowest, now inching up? ที่เผยแพร่ใน นสพ. Korea Joongang Daily ของเกาหลีใต้ วันที่ 5 ก.ย. 2568 บอกเล่าเรื่องราวของอัตราการเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย จาก 0.72 ในปี 2561 ขึ้นมาอยู่ที่ 0.75 ในปี 2567 และคาดว่าน่าจะแตะ 0.8 ในปี 2568 ตัวแปรสำคัญมาจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนการจ้างงานแบบยืดหยุ่น โดยยกตัวอย่างของหญิงวัย 34 ปี อาชีพพนักงานธนาคาร ที่ขอใช้สิทธิ์ทำงานแบบยืดหยุ่นเพื่อเลี้ยงลูกเป็นเวลา 1 ปี แม้จะได้เงินเดือนน้อยลงเพราะต้องลดชั่วโมงการทำงานลง แต่ก็ได้รับการชดเชยบางส่วนจากเงินอุดหนุนของรัฐ และนั่นทำให้คุณแม่ท่านนี้เจียดเวลาไปเลี้ยงลูกได้อย่างสบายใจขึ้น 

ท่ามกลางสวัสดิการพนักงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ปกครอง ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นกลับไปทำงานหลังจากคลอดบุตร อัตราการจ้างงานของสตรีที่แต่งงานแล้ว อายุระหว่าง 15  54 ปี ที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี สูงถึง 62.4ในเดือนเม.ย. 2567 เพิ่มขึ้น 2.4จากปีก่อนหน้า และสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2559” 

นอกจากภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนก็เป็นอีกปัจจัยที่เกื้อหนุนเช่นกัน อาทิ มีตัวอย่างในเดือน เม.ย. 2568 ที่ผู้บริหารของบริษัท Kolmar เดินทางไปเยี่ยมบ้านพนักงานที่เพิ่งมีบุตรแฝดสาม พร้อมมอบของขวัญ เช่น เงินช่วยเหลือค่าคลอดบุตรจำนวน 40 ล้านวอน (29,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 9.5 แสนบาท ณ ช่วงเวลาดังกล่าว) และเบาะที่นั่งเด็กในรถยนต์ (Car Seat) จำนวน 3 ที่ หรือเมื่อปี 2567 กรณีบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้อย่างBooyoung Group ประกาศแผนให้เงินช่วยเหลือพนักงาน 100 ล้านวอน (ราว 2 ล้านบาท) ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้งเพื่อช่วยเพิ่มอัตราการเกิดเป็นต้น

ฮง ซอก-ชุล (Hong Sok-chul) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ให้ความเห็นว่า หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาใช้นโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างชั่วคราวของประชากรในช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่สำคัญ คือระหว่างอายุ 30 – 34 ปี เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเพิ่มอัตราการเกิดนี้เป็นแนวโน้มที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงเรื่องของระบบการจ้างงานที่แข็งกระด้างซึ่งทำให้การรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว(Work – Life Balance) เป็นเรื่องยาก

เพื่อให้อัตราการเกิดสูงกว่า 1.0 นั้น การมีนโยบายลดภาระทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เรายังต้องยกระดับคุณค่าของการแต่งงาน การมีบุตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนคุณค่าของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญด้วย จึงจะทำให้นโยบายต่างๆ มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงและนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราการเกิดอย่างมีนัยสำคัญ ฮง กล่าว

ขณะที่ ลี ซัง-ริม (Lee Sang-rim) หัวหน้านักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายประชากร มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่เงินอุดหนุนในทันที งบประมาณเหล่านั้นควรนำไปใช้ในความพยายามที่สร้างฉันทามติทางสังคมเกี่ยวกับการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของภาระทางการเงินและจิตใจที่ผู้คนรู้สึกจากการเลี้ยงดูบุตร เช่น ภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการรับนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อลดการพึ่งพาโรงเรียนกวดวิชา หรือด้านที่อยู่อาศัย ต้องกระจายการลงทุนไปยังเมืองรองต่างๆ เพื่อลดความต้องการที่กระจุกตัวอยู่แต่ในเขตกรุงโซลและปริมณฑล รวมถึงส่งเสริมระบบการทำงานที่มีสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ความเห็นของนักวิชาการทั้ง 2 ท่าน สอดคล้องกับการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวเกาหลีใต้ 2,000 คน อายุระหว่าง 25 – 49 ปี โดยคณะกรรมการประธานาธิบดีด้านสังคมผู้สูงอายุและนโยบายประชากร เมื่อปี 2567 ซึ่งพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 22.8 ไม่มีความตั้งใจที่จะแต่งงานเมื่อดูรายละเอียดเชิงลึก กลุ่มตัวอย่างเพศชายให้น้ำหนักไปที่แรงกดดันด้านการเงิน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานและการหาที่อยู่อาศัย ส่วนในกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง เหตุผลหลักคือภาระต่างๆ ที่มักเกี่ยวข้องกับการแต่งงาน เช่น การมีบุตรและการเลี้ยงดูบุตร

โดยสรุปจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ปัญหาอัตราการเกิดต่ำในเกาหลีใต้ให้น้ำหนักไปที่ 1.นโยบายวางแผนครอบครัวที่แพร่หลายกลายเป็นค่านิยม2.ภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างครอบครัวที่สูงมาก โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาของบุตร และ 3.การที่สตรีได้รับการศึกษาสูงขึ้นจึงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น แต่ยังถูกคาดหวังจากสังคมให้ทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตร บวกกับความเหลื่อมล้ำในโลกการทำงานระหว่างแรงงานชายกับแรงงานหญิง ทำให้คนหนุ่ม  สาววัยแรงงานจำนวนมากเลือกที่จะไม่มีบุตร (หรือแม้แต่ไม่แต่งงาน) มากกว่าจะเป็นเพราะวัฒนธรรมบันเทิงอย่าง K-Pop ตามที่สมมติฐานข้างต้นกล่าวอ้าง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1215717 (ปี 68 เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดรอบ 75 ปี เสียชีวิตมากกว่าเกิด ต่อเนื่องเป็นที่ 5 : กรุงเทพธุรกิจ 8 ม.ค. 2569)

https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/122574 (ไทยเสี่ยงวิกฤตเกิดน้อยแรงงานหด เข้าสู่ Super Aged Society เร็วขึ้น ชี้ต้องลงทุน “คน” กู้อนาคตชาติ : สยามรัฐ 12 ม.ค. 2569)

https://kculture.com/the-grand-odyssey-of-k-pop/ (The Grand Odyssey of K-Pop: A Century of Rhythm, Resilience, and Revolution : KCulture 7 ม.ค. 2569)

https://www.britannica.com/art/K-pop (K-pop – Encyclopaedia Britannica)

https://data.worldbank.org/indicator/SP.DYN.TFRT.IN?locations=KR (Fertility rate, total (births per woman) – Korea, Rep. : World Bank)

https://datacatalog.anamai.moph.go.th/dataset/tfr (อัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศ : ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐของกรมอนามัย)

https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2025/03/korea-s-unborn-future_1b836111/005ce8f7-en.pdf (Korea’s Unborn Future : Understanding Low-Fertility Trends , OECD 5 มี.ค. 2568)

https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2025-09-05/business/economy/Koreas-fertility-rate-shows-signs-of-improvement-but-for-how-long/2390258 (Why is Korea’s birth rate, once the lowest, now inching up? : Korea Joonang Daily 5 ก.ย. 2568)

เตือนภัย Romance Scam รับวาเลนไทน์! เปิดโปงกลโกง “Love Bombing” ใช้ AI ช่วยหลอกให้รักก่อนเชือด

รายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.28 จัดเสวนาหัวข้อ “Love or Lie? เปิดโปง Romance Scam รับ Valentine” เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และ พ.ต.ท.หญิง เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ รองผู้กำกับฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (CCIB) ร่วมพูดคุยถึงภัยออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน โดยมี สุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดเผยว่าภัยจากการหลอกลวงให้รักทางออนไลน์ หรือ Romance Scam เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิดและเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ไม่ใช่แค่เด็กหรือวัยรุ่น แต่รวมถึงกลุ่มผู้ทำงานและผู้สูงอายุที่ใช้โซเชียลมีเดียอยู่บ้านเพียงลำพัง โดยเหยื่อหลายรายมักไม่กล้าแจ้งความเนื่องจากความเขินอายเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก พร้อมย้ำเตือนว่าผู้ที่ใช้ความเหงาเป็นช่องทางเข้าหาผู้อื่นในโลกออนไลน์ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากคนร้ายมักใช้จิตวิทยาในการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เข้าถึงความรู้สึกได้ง่ายขึ้น 

ด้าน พ.ต.ท.หญิง เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ ให้ข้อมูลว่า กลโกงหลักของมิจฉาชีพคือ การสร้างโปรไฟล์ที่ดูดีเกินจริง (Perfect Profile) เช่น อาชีพหมอ วิศวกร หรือทหารต่างชาติ แล้วเริ่มกระบวนการ “Love Bombing” หรือ การระดมสาดความรักใส่ผู้เสียหายอย่างหนักในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้เหยื่อรู้สึกว่าเป็นเนื้อคู่ที่รอคอยมานาน ปัจจุบันคนร้ายยังมีการนำAI มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเป้าหมายจากโซเชียลมีเดียที่เปิดเป็นสาธารณะ และใช้ AI Generate ข้อความสนทนาให้ดูเข้าอกเข้าใจผู้เสียหายอย่างแนบเนียนจนผิดสังเกต 

สำหรับรูปแบบการหลอกลวงในปัจจุบันได้พัฒนาจากRomance Scam แบบเดิมที่หลอกโอนเงินตรงๆ ไปสู่“Hybrid Scam” ซึ่งเป็นการหลอกให้รักควบคู่ไปกับการหลอกให้ลงทุน โดยคนร้ายจะใช้เวลาสร้างความเชื่อใจนานเป็นเดือนเหมือนการ “เลี้ยงหมู” ก่อนจะชักชวนให้ลงทุนในแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ปลอมที่สร้างขึ้นมาอย่างสมจริง 

นอกจากนี้ยังมีกรณี“Sextortion” หรือการหลอกให้ถ่ายภาพนู้ดหรือวิดีโออนาจารเพื่อนำมาใช้แบล็กเมล์เรียกเงินในภายหลัง ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน 

พ.ต.ท. หญิง เพรียบพร้อม แนะนำวิธีป้องกันว่า หากพบโปรไฟล์ที่ดูดีเกินจริง หรือการสนทนาที่รวดเร็วผิดวิสัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสแกมเมอร์ ประชาชนสามารถใช้เครื่องมืออย่าง “Reverse Image Search” เพื่อตรวจสอบที่มาของรูปภาพ หรือนำบทสนทนาที่น่าสงสัยไปสอบถาม AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ว่าเป็นข้อความจากมิจฉาชีพหรือไม่ ทั้งนี้หากพลาดโอนเงินไปแล้ว ความเร็วคือหัวใจสำคัญที่สุด โดยต้องรีบติดต่อสายด่วน 1441 ของตำรวจไซเบอร์ หรือติดต่อธนาคารทันทีเพื่อขออายัดบัญชี ซึ่งที่ผ่านมาโครงการMoney Cash Back สามารถติดตามเงินคืนให้เหยื่อได้กว่า 200 ล้านบาทภายใน 3 เดือน แต่ต้องทำในขณะที่เงินยังอยู่ในระบบบัญชีม้า 

ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านฝากข้อคิดเตือนใจในช่วงวันวาเลนไทน์ว่า “ความรักต้องใช้เวลา” และ”รักต้องไม่ใช้เงินนำทาง” หากมีการร้องขอเรื่องผลประโยชน์หรือเรื่องทางเพศให้รีบมีสติและตัดวงจรทันที พร้อมแนะนำให้คนในครอบครัวช่วยกันดูแลผู้สูงอายุเรื่องการใช้แอปพลิเคชันทางการเงินเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง 

หากท่านสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง 

คลิป “ณัฐพงษ์” ระบุพรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคม เป็นคลิปที่ใช้ AI ดัดแปลงภาพและเนื้อหา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิกล่าวว่า “พรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคมได้” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปที่ดัดแปลงด้วย AI จากคลิปต้นฉบับของไทยรัฐที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิ.ย. 2568

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ก.พ. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันว่าพรรคมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคมได้ และฝังข้อความว่า “เท้ง ณัฐพงษ์ นโยบายแรงงานต่างด้าวควรได้สิทธิเท่าแรงงานไทย” (ลิงก์บันทึก)

คลิปความยาว 30 วินาที เป็นภาพณัฐพงษ์พูดหน้ากล้องว่า “พรรคประชาชนเรามีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคมได้ อันนี้ผมขอย้ำว่าจริง เพราะผมมองเห็นว่าแรงงานต่างด้าวควรได้สิทธิเท่าแรงงานไทย ผมจึงมองว่าในส่วนของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แรงงานต่างด้าวสมควรต้องได้รับสิทธิเลือกตั้ง และผมมั่นใจว่านโยบายนี้เองจะช่วยทำให้ประกันสังคมของเราดีขึ้นได้กว่าเดิมแน่นอนครับ”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพและองค์ประกอบทั้งหมดในคลิปวิดีโอนี้ตรงกับคลิปความยาว 1.11 นาทีที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก “Thairath – ไทยรัฐออนไลน์” เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นวิดีโอสั้นโปรโมทรายการ Newsroom Hot Issues ที่ออกอากาศทางช่องยูทูบ THAIRATH News – ข่าวไทยรัฐ ในวันเดียวกัน 

คลิปต้นฉบับของไทยรัฐถูกนำมาดัดแปลงด้วย AI ทำให้คำพูดและข้อความแตกต่างจากคลิปต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง โคแฟคเปรียบเทียบคลิปและตรวจสอบกับ ปชน. ได้ข้อมูลดังนี้ 

▪ ข้อความเปิดคลิป – คลิปต้นฉบับของไทยรัฐเขียนว่า “เท้ง ณัฐพงษ์ ชี้แจงประเด็นไทย-กัมพูชาที่กำลังร้อนแรง” คลิปเท็จเขียนว่า ไเท้ง ณัฐพงษ์ นโยบายแรงงานต่างด้าวควรได้สิทธิเท่าแรงงานไทย”

▪ ข้อความระหว่างคลิป – คลิปต้นฉบับของไทยรัฐขึ้นคำถามว่า “มองบทบาทของผู้นำฝ่ายค้านในเวลาที่ประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ยังไง?” ส่วนคลิปเท็จขึ้นข้อความว่า “การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมแรงงานต่างด้าวสมควรต้องมีสิทธิ์เลือกตั้งและได้รับประกันสังคม”

▪ คำพูดของณัฐพงษ์ – ในคลิปต้นฉบับของไทยรัฐ ณัฐพงษ์ตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาและบทบาทของผู้นำฝ่ายค้านว่า “สถานการณ์แบบนี้พวกเราต้องมีสติไปพร้อม ๆ กับการแสดงความเข้มแข็งของประเทศนี้โดยการใช้เวทีเจรจาระหว่างประเทศครับ หน้าที่ที่สำคัญที่สุด ณ ตอนนี้ (ของผู้นำฝ่ายค้าน) คือการสื่อสารกับประชาชนคนไทย พยายามอย่าให้เราตกไปอยู่ในกระแสชาตินิยมจนเกินไป สถานการณ์ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งนอกเหนือจากการใช้กำลังก็คือการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างประเทศต่อประเทศ ผมเชื่อว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยมากที่สุดคือการเข้าใจข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและครบถ้วน” ขณะที่คลิปดัดแปลงด้วย AI ณัฐพงษ์พูดว่า ปชน. มีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ 

▪ จุดสังเกตคลิปที่ดัดแปลงด้วย AI – คุณภาพของคลิปโดยรวมแย่ลง ภาพหลายส่วนไม่คมชัด เช่น เส้นผมมีลักษณะเป็นปื้นไม่เป็นเส้น ผิวหนังเรียบผิดปกติ การขยับใบหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติเวลาพูด รูปปากกับคำพูดไม่สอดคล้องกัน เช่น คำว่า “เดิม” ช่วงท้ายคลิป 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปต้นฉบับของไทยรัฐที่เผยแพร่เมื่อ 4 มิ.ย. 2568 กับภาพจากคลิปที่ดัดแปลงโดย AI เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2569 หรือหนึ่งวันก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.

▪ ปชน. ยืนยันว่าคลิปนี้เป็นคลิปที่ปลอมแปลงคำพูดของณัฐพงษ์ ซึ่งมีการเผยแพร่ไม่นานก่อนถึงเวลายุติการหาเสียงตามกฎหมายเลือกตั้ง สส. ที่ห้ามหาเสียงทุกรูปแบบตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 7 ก.พ. 2569 ทำให้พรรคไม่สามารถชี้แจงได้ และขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่เนื้อหาอันเป็นเท็จ

▪ ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในโซเชียลมีเดียว่าพรรคประชาชนมีนโยบายสนับสนุนให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเลือกตั้งและสมัครเป็นบอร์ดประกันสังคม โดยอ้างอิงข่าวจากเว็บไซต์ The Standard เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 ซึ่งรายงานว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีนโยบาย 14 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ “ปรับเงื่อนไขการรับบำนาญ-บำเหน็จของแรงงานข้ามชาติเข้ากับสภาพการทำงาน รวมทั้งปรับเงื่อนไขให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเลือกตั้งและสมัครเป็นบอร์ดประกันสังคม”

วันที่ 1 ก.พ. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุตรดี กรรมการประกันสังคม สัดส่วนลูกจ้าง และตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้าซึ่งทำงานกับ ปชน. อย่างใกล้ชิดโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเคยนำเสนอเรื่องนี้ต่อสาธารณะจริงในงานเปิดตัวทีม แต่เนื่องจากกฎหมายประกันสังคมมีข้อจำกัดด้านเชื้อชาติ ทางทีมจึงไม่ได้ใช้เรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อปี 2566 และไม่ได้อยู่ในเอกสารนโยบายที่นำส่งคณะกรรมการการเลือกตั้งของประกันสังคม 

ขณะที่ณัฐพงษ์ หัวหน้า ปชน. ปฏิเสธว่าพรรคไม่มีนโยบายดังกล่าว ยืนยันได้จากนโยบายที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ของพรรค ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่านโยบายเกี่ยวกับประกันสังคมของพรรคประชาชนคือเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ. ประกันสังคม เพื่อยกระดับให้กองทุนประกันสังคมมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ยึดโยงกับผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานให้มีความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานสากล  

ทางการไทยกำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการเฉพาะในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการของไทย

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลา 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ASEAN Skyline Rising” ซึ่งมียอดผู้ติดตามมากกว่า 53,000 บัญชี โพสต์ภาพแผนที่แสดงประเทศที่ทวีปเอเชียที่กำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดราชการ (public holiday) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ทางการไทยกำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการเฉพาะใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ดังนี้

▪ มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่  10 ม.ค. 2555 กำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสตูล ตามข้อเสนอของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จากนั้นในวันที่ 13 ส.ค. 2556 ครม. มีมติให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการในจังหวัดสงขลาเพิ่มอีก 1 จังหวัด รวมเป็น 5 จังหวัด ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอโดยอ้างอิงมติที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

▪ ในปี 2569 วันตรุษจีนตรงกับวันที่ 17 ก.พ. หน่วยงานราชการใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างมีการแจ้งว่าเป็นวันหยุดราชการ เช่น สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส เผยแพร่ประกาศจังหวัดนราธิวาส เรื่อง กำหนดวันหยุดราชการเนื่องในวันตรุษจีน ประจำปี 2569 โดยอ้างถึงมติ ครม. วันที่ 10 ม.ค. 2555 และ 13 ม.ค. 2556

กองบริหารทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยสงขลานครรินทร์แจ้งว่าวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันหยุดทำการ เฉพาะในวิทยาเขตหาดใหญ่และวิทยาเขตปัตตานี ส่วนวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ภูเก็ตและตรังเป็นวันทำการปกติ

‘14กุมภา2569’ มือถือรุ่นเก่า-ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นเก่า ใช้แอปฯธุรกรรมธนาคารไม่ได้อีกต่อไป

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี หนึ่งในวันสำคัญของเดือนนี้คือ “วันแห่งความรัก (Valentine Day)”14 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ มีเรื่องต้องย้ำเตือนว่า “ใครที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าจะไม่สามารถใช้แอปพลิเคชั่นทำธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคาร (Mobile Banking) ได้อีกต่อไป” โดยนิยามของรุ่นเก่าในที่นี้คือ “โทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฏิบัติการ iOS ต่ำกว่าเวอร์ชั่น 14 หรือระบบปฏิบัติการ Android ต่ำกว่าเวอร์ชั่น 10” โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป

– เริ่มมีการเตือนตั้งแต่เมื่อใด? : สมาคมธนาคารไทย เริ่มเผยแพร่เนื้อหาสร้างความตระหนักกับประชาชนตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. 2568 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สมาคมธนาคารไทย – The Thai Bankers’ Association” อธิบายความสำคัญของ “การอัปเดต(Update) ระบบปฏิบัติการ (OS) ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด” ว่า คือเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยอุดช่องโหว่จากเวอร์ชันเก่า ลดโอกาสถูกดักฟัง ปลอมแปลง หรือเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทำไมต้องอัปเดต OS? 1.ปกป้องข้อมูลสำคัญ – อัปเดต OS เพื่อป้องกันการดักฟัง แอบเข้าถึงหรือปลอมแปลงข้อมูลระหว่างทำธุรกรรม 2.ปิดช่องโหว่เวอร์ชั่นเก่า – ระบบเก่ามักขาดการเข้ารหัสหรือใช้กลไกที่อ่อนแอ ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย 3.เสริมเกราะให้ทั้งเครื่อง –iOS คือรากฐานความปลอดภัย กำหนดสิทธิ์และป้องกันแอปฯ ไม่ให้รบกวนหรือขโมยข้อมูลกัน4.แอปพลิเคชั่นของธนาคารต้องมีการอัปเดตให้ปลอดภัยอยู่เสมอ – ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นเก่า อาจไม่สอดคล้องกับการทำงานที่ปลอดภัยของแอปฯ ธนาคาร” 

ในวันที่ 27 พ.ย. 2568 สมาคมธนาคารไทย เผยแพร่เนื้อหาเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ 14 ก.พ. 2569 แอปฯ Mobile Banking ของทุกธนาคารจะรองรับเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ iOS14 และ Android10 ขึ้นไป เท่านั้นการอัปเดตระบบปฏิบัติการไม่เพียงช่วยปิดจุดเสี่ยงทางไซเบอร์ แต่ยังเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ ช่วยลดความเสี่ยงจากมัลแวร์ ฟิชชิง และการโจมตีข้อมูลส่วนตัว ให้ทุกธุรกรรมทางการเงินของคุณปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ในวันที่ 15 ม.ค. 2569 สมาคมธนาคารไทย ยังยกตัวอย่างโทรศัพท์มือถือแต่ละยี่ห้อ ว่ารุ่นใดบ้างที่เข้าข่าย “ไม่ได้ไปต่อ” เพราะไม่สามารถอัปเดตระบบปฏิบัติการที่สูงกว่า iOS13 และ Android9 ได้ เนื้อหาเดียวกันยังถูกนำมาย้ำอีกครั้งในวันที่ 19 ม.ค. 2569 บนเว็บไซต์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

ภาพที่ 1 : อินโฟกราฟิกอธิบายความสำคัญในการอัปเดตระบบปฏิบัติการบนโทรศัพท์มือถือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน 
ที่มา : สมาคมธนาคารไทย

– เป็นมาตรการใหม่หรือไม่? : เรื่องนี้ไม่ใช่มาตรการใหม่เสียทีเดียว โดยดำเนินการมาเป็นระยะๆ นับตั้งแต่หน่วยงานกลางที่กำกับดูแลสถาบันการเงินในไทยอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออก แนวนโยบาย เรื่อง การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงิน บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Guiding Principles for Mobile Banking Security) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ เมื่อปี 2563 

ซึ่งในส่วนของ มาตรการขั้นต่ำ” ได้กำหนดไว้ประการหนึ่งว่า ไม่อนุญาตให้อุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการล้าสมัย (Obsolete Operating System) มีช่องโหว่ร้ายแรงที่ประกาศจากหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เป็นสากลและกระทบการใช้งานของผู้ใช้บริการในวงกว้างเข้าใช้งานแอปพลิเคช ทั้งนี้ ในกรณีที่ obsolete OS มีช่องโหว่อื่น ที่ไม่กระทบผู้ใช้บริการในวงกว้าง ควรมีมาตรการรองรับเพื่อลดความเสี่ยงของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ตามความเหมาะสม เช่น การแจ้งเตือนผู้ใช้บริการ การจำกัดวงเงินธุรกรรม และการเพิ่มมาตรการยืนยันตัวตน

ผู้ให้บริการควรมีกระบวนการติดตามการประกาศ obsolete OS และช่องโหว่ร้ายแรงจากผู้พัฒนา ระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควรกำหนด เป็นนโยบาย มาตรฐานหรือแนวปฏิบัติว่า ระบบปฏิบัติการใดที่ผู้ให้บริการไม่สามารถยอมรับ ความเสี่ยงได้ ทั้งนี้ ผู้ให้บริการอาจหารือร่วมกับ สมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอภัย(security) เช่น กลุ่ม TEPA (สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทยหรือ TB-CERT (ศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร)เพื่อกำหนดมาตรฐานร่วมกัน” 

และที่ผ่านมา ธนาคารต่างๆ ในประเทศไทยปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น ปัจจุบันแอปฯ Krungthai NEXT ของธนาคารกรุงไทย รองรับระบบปฎิบัติการ iOS15 และ Android10 ขึ้นไป , แอปฯ SCB EASY ของธนาคารไทยพาณิชย์ รองรับระบบปฎิบัติการ iOS14 และ Android9 ขึ้นไป, แอปฯ K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย รองรับระบบปฎิบัติการ iOS15 และ Android9 ขึ้นไป , แอปฯ ของธนาคารกรุงเทพ รองรับระบบปฎิบัติการ iOS15 และ Android10 ขึ้นไป เป็นต้น

ภาพที่ 2 : ตัวอย่างการดำเนินการของธนาคารให้ผู้ใช้แอปพลิเคชั่น Mobile Banking ต้องใช้ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือที่ใกล้เคียงเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดScreenshot

– ในระดับโลกมีคำเตือนอย่างไร? : ปัจจุบัน(ข้อมูลจากการสืบค้น ณ วันที่ 6 ก.พ. 2569) ระบบปฏิบัติการ iOS (ซึ่งใช้กับโทรศัพท์มือถือ iPhone)เวอร์ชั่นล่าสุดคือ iOS26 ส่วน Android (ซึ่งใช้กับโทรศัพท์มือถือเกือบทุกยี่ห้อทั่วโลก) เวอร์ชั่นล่าสุดคือ Android16 ขณะที่ช่วงวันที่ 4 – 5 ก.พ. 2569 สื่อหลายสำนัก อาทิ นิตยสาร FORBES สหรัฐอเมริกา , นสพ. THE ECONOMIC TIMESของอินเดีย เผยแพร่คำเตือนจาก Google ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Android ว่า ร้อยละ 40 ของโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานกันอยู่เสี่ยงต่อภัยอันตรายทางไซเบอร์ 

ข้อมูลจาก Google ระบุว่า ณ เดือน ธ.ค. 2568 มีโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ใช้เวอร์ชั่น Android16 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพียงร้อยละ 7.5 รองลงมาคือ Android15 ร้อยละ 19.3 ส่วนอันดับ 3 Android14 ร้อยละ 17.9 ตามด้วยอันดับ 4  Android13 ร้อยละ 13.9 โดยทั้ง 4 เวอร์ชั่นนี้ซึ่งทาง Google ยังสนับสนุนอยู่ มีสัดส่วนใช้งานรวมร้อยละ 58.6 แต่ที่เหลือซึ่งใช้เวอร์ชั่น Android12 หรือต่ำกว่านั้น ซี่งหากเวอร์ชั่นใดที่ Google ไม่ได้ให้การสนับสนุนแล้ว ผู้ใช้งานย่อมเผชิญความเสี่ยงถูกโจมตีจากซอฟต์แวร์ประสงค์ร้าย (Malware หรือ Spyware) ชนิดใหม่ๆ เพราะไม่ได้รับการปรับปรุงระบบความปลอดภัย 

“Google แนะนำว่าหากโทรศัพท์ที่ใช้งานอยู่ไม่สามารถอัปเดตเป็น Android13 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่านั้นได้ก็ควรพิจารณาเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่เสียจะดีกว่า และการซื้อโทรศัพท์ระดับกลางรุ่นใหม่ที่มีการอัปเดตนั้นปลอดภัยกว่าการใช้โทรศัพท์ระดับสูงรุ่นเก่าที่ไม่ได้การสนับสนุน (การปรับปรุงระบบของซอฟต์แวร์) รายงานยังเปรียบเทียบสถานการณ์กับ Apple ซึ่งผู้ใช้โทรศัพท์มือถือiPhone ถูกผลักดันให้อัปเดตเป็น iOS26 อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ Apple เป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจาก iPhone ส่วนใหญ่จะได้รับการอัปเดตในเร็วๆ นี้” 

สืบเนื่องจากมีผู้สอบถามเข้ามาในระบบของ Cofact เป็นระยะๆ กรณีมีการแชร์เนื้อหากันในสื่อสังคมออนไลน์ ว่าในวันที่ 14 ก.พ. 2569 โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าจะไม่สามารถใช้แอปพลิเคชั่น Mobile Banking ได้อีกต่อไปนั้นเป็นข่าวจริงหรือไม่? ผู้เขียนจึงได้รวบรวมที่มาที่ไปของเรื่องราวนี้มาย้ำเตือนอีกครั้งเพื่อให้ผู้ใช้งาน Mobile Banking รีบอัปเดตเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ (หรืออาจต้องซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่หากไม่สามารถอัปเดตได้) เพื่อลดความเสี่ยง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10066149 (เตรียมตัวด่วน มือถือเก่า กำลังจะใช้ โมบายแบงกิ้ง ไม่ได้ เริ่ม 14 ก.พ.69 เผยวิธีแก้ไขง่ายๆ : ข่าวสด 19 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo?fbid=122128356530996978&set=a.122102275196996978 (ระบบปฏิบัติการเก่า = เสี่ยงทุกการทำธุรกรรม! : สมาคมธนาคารไทย 26 พ.ย. 2568)

https://web.facebook.com/photo?fbid=122134322366996978&set=a.122102275196996978 (อัปเดตระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ (OS) ก่อนเข้าใช้งานแอปฯ ธนาคาร! : สมาคมธนาคารไทย 27 พ.ย. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=122136303962996978&set=a.122102275196996978 (มือถือรุ่นเก่าแค่ไหน? ใช้แอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ไม่ได้ !! : สมาคมธนาคารไทย 15 ม.ค. 2569)

https://www.jsccib.org/news/detail/mobile-banking-apps-stop-working-on-old-phones-after-14-feb-2026 (เช็คด่วน มือถือรุ่นเก่า ระบบอะไรบ้าง หลัง 14 ก.พ. 2569 แอปธนาคาร (Mobile Banking) ใช้งานไม่ได้ : คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน 19 ม.ค. 2569)

https://www.bot.or.th/content/dam/bot/fipcs/documents/FOG/2563/ThaiPDF/25630200.pdf(แนวนโยบาย เรื่อง การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงิน บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Guiding Principles for Mobile Banking Security) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ : ธนาคารแห่งประเทศไทย 14 ส.ค. 2563)

https://www.bangkokbiznews.com/business/894364 (ธปท. ห้ามมือถือ ‘รุ่นเก่า’ ใช้โมบายแบงกิ้ง : กรุงเทพธุรกิจ 20 ส.ค. 2563)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1312551414245888&set=a.648552693979100 (แอปฯ Krungthai NEXT เวอร์ชันใหม่! พร้อมให้อัปเดตแล้ว !! : Krungthai Care 13 พ.ย. 2568)

https://www.scb.co.th/th/personal-banking/digital-banking/scb-easy/root-and-jailbreak.html (ระบบปฏิบัติการที่รองรับการใช้งานแอป SCB EASY : ธนาคารไทยพาณิชย์)

https://www.kasikornbank.com/th/kplus/start/ (สมัครใช้บริการ K PLUS : ธนาคารกสิกรไทย)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1467769758691710&set=a.611153044353390 (เพื่อความปลอดภัยและรองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ จากโมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ : Bangkok Bank 14 ม.ค. 2569)

https://www.android.com/articles/android-16-features/ (Android 16 features: What’s new in the latest Android version? : Android Magazine 10 มิ.ย. 2568)

https://support.apple.com/en-us/100100 (Apple security releases)

https://economictimes.indiatimes.com/news/international/us/google-warns-40-of-android-phones-are-at-risk-from-new-malware-what-you-must-do-now/articleshow/127912042.cms?from=mdr (Google warns 40% of Android phones are at risk from new malware – what you must do now : The Economics Times 4 ก.พ. 2569)

https://www.forbes.com/sites/zakdoffman/2026/02/05/google-confirms-40-of-all-android-phones-at-risk-from-new-attacks/ (Google Issues Android Update—40% Of All Phones Now At Risk : Forbes 5 ก.พ. 2569)

https://cofact.org/article/33b54028g1g1i

https://cofact.org/article/1945o4edck0

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

พรรคก้าวไกลเสนอลดบำนาญข้าราชการ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/cttovwc2cp69


ใส่หน้ากากอนามัยนานทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงและเลือดเป็นกรด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10onmn1wn2rlp


ข้อความส่งต่อทางไลน์ระบุพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1cx7pu5w7wp76


ภาพประชาชนเกือบล้านคนร่วมฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่พัทยา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qc08z5ppm8c7


“กต. ยืนยันคณะทูต AOT ไม่ค้านไทยเปิดศึกใส่เขมร” …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3i9srdir6694o


หากพรรคประชาชนถูกยุบ เงินภาษีที่ประชาชนอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองและเงินที่ กกต. จัดสรรให้ จะถูกโอนไปยังมูลนิธิก้าวหน้าซึ่งมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธานมูลนิธิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1a88o3rnorw3u


“นโยบายชายไทยจู๋ยาว ทำให้มีลูกง่าย ทำอวัยวะเพศชายให้ยาวขึ้น ช่วยให้มีลูกง่ายขึ้น”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1u5lhm0cdg0th


กรุงเทพมหานคร ออกประกาศใหม่ คุมเข้มการเลี้ยงสุนัขและแมว บังคับจดทะเบียนพร้อมฝังไมโครชิป

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14eauy0v8s2kp


ทอท.จ่อเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศใหม่ เป็น 1,120 บาท

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3qzebqum7o4ht


เตือนงดกินอินทผาลัมอินเดีย เสี่ยงติดเชื้อไวรัสนิปาห์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/a0zmtmxex1o9


หน่วยเลือกตั้ง สส. กับหน่วยออกเสียงประชามติอยู่คนละที่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2u8qnwuqwmyxd


”ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/hqmuj4qx7vpz

กกต. ยืนยันหน่วยเลือกตั้ง-ลงประชามติต้องเป็นที่เดียวกัน

กุลธิดา สามะพุทธิ: กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: หน่วยเลือกตั้ง สส. กับหน่วยออกเสียงประชามติอยู่คนละที่

📌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **หน่วยเลือกตั้ง สส. กับออกเสียงประชามติต้องเป็นที่เดียวกัน แต่เกิดความผิดพลาดของข้อมูลในระบบ ทำให้สถานที่ลงคะแนนเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 เขตเลือกตั้งที่ 9 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เป็นคนละที่กัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เขตจตุจักรระบุว่าแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ก.พ. 2569 สุทธิพงษ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ “ฮาร์ท” ศิลปินนักร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 9 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โพสต์คลิปวิดีโอในบัญชีเฟซบุ๊ก Suthipongse Heart Thatphithakkul ว่าเขานำเลขบัตรประชาชนไปตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งและลงประชามติ 8 ก.พ. ทางเว็บไซต์ของกรมการปกครองแล้วพบว่าหน่วยเลือกตั้งกับหน่วยลงประชามติเป็นคนละจุดกัน โดยสถานที่เลือกตั้ง สส. อยู่ที่เต็นท์บริเวณเซเวน-อีเลฟเวน ซ.พหลโยธิน 30 ส่วนสถานที่ลงประชามติอยู่ที่เต็นท์บริเวณอาคารสระว่ายน้ำ ซ.พหลโยธิน 30 ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร 

ต่อมาเวลา 8.14 น. วันที่ 6 ก.พ. สุทธิพงษ์โพสต์วิดีโออัพเดตข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจตุจักรได้โทรศัพท์มาชี้แจงว่าข้อมูลในระบบผิดพลาดทำให้หน่วยเลือกตั้งกับลงประชามติไม่ตรงกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แก้ไขข้อมูลแล้ว และยืนยันว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติจะอยู่ที่หน่วยเลือกตั้งเดียวกัน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:  

▪  ข้อมูลจากสำนักงานเขตจตุจักร

เบญจพิช กลมเกลียวญาติ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน ระบุว่าหน่วยเลือกตั้งและลงประชามติเป็นที่เดียวกัน แต่เกิดความผิดพลาดในกรณีของหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 ของเขตจตุจักรเนื่องจากทางเขตได้เพิ่มหน่วยเลือกตั้งสส. เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนมาก แต่เมื่อเพิ่มหน่วยเลือกตั้งแล้ว ไม่ได้แก้ไขข้อมูลหน่วยลงประชามติ ทำให้ระบบแสดงข้อมูลสถานที่เลือกตั้ง สส. และลงประชามติเป็นคนละที่กัน

“เดิมทีหน่วยเลือกตั้งที่ รร.ช่างฝีมือทหารมีทั้งหมด 3 หน่วย แต่จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเยอะ เราจึงเพิ่มอีก 1 หน่วย เป็น 4 หน่วย และย้าย 2 หน่วยคือหน่วยที่ 9 และ 10 ออกมาอยู่บริเวณหน้าเซเวน-อีเลฟเวน ซ.พหลโยธิน 30 แต่เมื่อเปลี่ยนสถานที่ตั้งหน่วยเลือกตั้งแล้ว ข้อมูลหน่วยลงประชามติไม่ได้เปลี่ยนตาม ก็เลยกลายเป็นใช้สิทธิคนละที่ ซึ่งตอนนี้เราแก้ไขฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นประชาชนที่มีชื่อในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 จะลงคะแนนเลือกตั้ง สส.และลงประชามติที่่จุดเดียวกันคือเตนท์หน้าเซเวน-อีเลฟเวน ซ.พหลโยธิน 30” หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตจตุจักรให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์ช่วงเช้าวันที่ 6 ก.พ. 

▪  ข้อมูลจาก กกต.

ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) ให้สัมภาษณ์โคแฟคเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่าในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติวันที่ 8 ก.พ. นี้ สถานที่เลือกตั้งและลงประชามติจะเป็นจุดเดียวกัน-เตนท์เดียวกัน ยกเว้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตที่หน่วยเลือกตั้งและลงประชามติจะเป็นคนละสถานที่กันตามที่ผู้ลงทะเบียนเลือกไว้  

“ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกเขต สถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งและออกเสียงประชามติจะเป็นที่เดียวกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้ง 6,530 หน่วยเลือกตั้งในกรุงเทพฯ หรือทั้งหมด 99,538 หน่วยทั่วประเทศ” ผอ.กกต.กทม. กล่าว

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: กรณีของ “ฮาร์ท สุทธิพงษ์” เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการเพิ่มหน่วยเลือกตั้งแต่ข้อมูลในระบบไม่อัพเดตสถานที่ออกเสียงประชามติให้ตรงกับหน่วยเลือกตั้ง สส. ซึ่งเจ้าหน้าที่เขตจตุจักรยืนยันว่าแก้ไขแล้วและชี้แจงว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเฉพาะหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 เขตเลือกตั้งที่ 9 เขตจตุจักร

อย่างไรก็ตาม วันที่ 6 ก.พ. เพจเฟซบุ๊ก iLaw ได้โพสต์สอบถามประชาชนว่ามีใครพบปัญหาแบบเดียวกันนี้บ้าง ซึ่งมีประชาชนจำนวนหนึ่งแจ้งว่าหน่วยเลือกตั้ง สส. และลงประชามติอยู่คนละที่กันจริง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานเขต กรมการปกครองและ กกต. ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องแน่ชัดว่าไม่เกิดความผิดพลาดลักษณะเดียวกันนี้ในพื้นที่อื่น ๆ และสถานที่เลือกตั้งและออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นจุดเดียวกัน ขณะที่ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานที่เลือกตั้งและลงประชามติได้ที่นี่ 

เลือกตั้ง 2569: “สินบน=บาปใหญ่” ป้ายปริศนาที่ปัตตานี ใครทำ? ทำเพื่ออะไร?

กุลธิดา สามะพุทธิ: กองบรรณาธิการโคแฟค

ปัตตานี–โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เขตเทศบาลเมืองปัตตานีเต็มไปด้วยป้ายหาเสียงทั้งของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง แต่มีป้ายหนึ่งที่แตกต่างสะดุดตาและชวนให้สงสัย ป้ายนั้นมีภาพชายมุสลิมปูเต็มพื้นหลัง ด้านบนมีของเหลวสีดำไหลย้อยลงมาปกปิดดวงตาและใบหน้าครึ่งบน บนพื้นสีดำนั้นมีคำว่า “ริชวะห์” ในภาษาอาหรับและภาษาไทย บรรทัดถัดมามีข้อความว่า “สินบน=บาปใหญ่”

ป้ายนี้มีไม่เยอะก็จริง แต่ตั้งอยู่ในจุดสำคัญที่ผู้สัญจรในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีต้องได้เห็น เช่น หน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีและถนนเจริญประดิษฐ์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนและแหล่งค้าขายหลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถามคนแถวนั้นได้ความว่าป้ายนี้เพิ่งมาติดไม่นาน ช่วงเดียวกับที่พรรคการเมืองมาติดป้ายหาเสียงเลือกตั้ง

คำใบ้เดียวเกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังป้ายปริศนานี้คือคำว่า “JUST HOME” ที่มุมขวาล่าง  

JUST HOME คือใคร

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องมนุษยธรรมตั้งกลุ่มเปิดเพจเฟซบุ๊ก JUST HOME ขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วเพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งและร่วมกันดูแลบ้านเมืองของเราเอง

“ไม่ต้องเป็นมุสลิมก็สามารถเห็นใจคนปาเลสไตน์ได้” เอ็มโซเฟียนหรือ “เอ็ม” ชายมุสลิมวัย 47 ปี หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Just Home กล่าวกับโคแฟค

เอ็มเป็นคนอำเภอปานาเระ หลังจากจบการศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคยะลา เขาเดินทางมาเรียนต่อด้านสถาปัตย์ที่กรุงเทพฯ จนจบปริญญาตรี จากนั้นก็ไปเรียนด้านศิลปะและการออกแบบต่อในฝรั่งเศสนาน 4 ปี กลับมาทำงานออกแบบอยู่สักพักจึงตัดสินใจกลับมาปักหลักทำงานที่ปัตตานีบ้านเกิด  

จากการสื่อสารผ่านเพจเฟซบุ๊ก Just Home เริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เช่น ช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้เมื่อปลายปี 2568 ทางกลุ่มก็จัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเอง

“เราขับเคลื่อนด้วยจิตสำนึกว่าจะไม่ปล่อยให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ถ้าเราเห็นคนทำไม่ดีกับคนอื่น เราก็ต้องตักเตือน เราต้องไม่ปล่อยผ่าน ต้องเป็นหูเป็นตาต่อสู้ให้คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม” เอ็มยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานของกลุ่ม Just Home

หลังจากน้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ปัตตานีเริ่มคึกคัก ผู้สมัคร สส. เปิดตัว หัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว ป้ายหาเสียงผุดขึ้นมากมาย จากคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมือง เอ็มเกิดความคิดขึ้นมาว่า “เราไม่สนใจการเมืองไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา เกี่ยวกับอนาคตของลูกเรา อยากให้ลูกเติบโตในสังคมที่ดีกว่านี้” และนี่คือจุดเริ่มต้นการรณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงหรือการไม่รับสินบนหรือ “ริชวะห์” ในคำสอนศาสนาอิสลาม   

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนในจังหวัดปัตตานี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Just Home และผู้ออกแบบป้ายรณรงค์ปฏิเสธการรับสินบน

ริชวะห์

เอ็มนิยามตัวเองว่านิยามตัวเองเป็นผู้ศรัทธาและต้องการเคร่งครัดในเรื่องศาสนา เขาเฝ้ามองความเป็นไปในสังคมมุสลิมปัตตานีอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นสิ่งใดที่ขัดบัญญัติกุรอานก็อยากนำเสนอตักเตือนให้มีการศึกษาคำสอนในอัลกุรอานอย่างจริงจัง   

ในบริบทของการเลือกตั้งที่การซื้อเสียงเกิดขึ้นเป็นปกติในชุมชน แม้ไม่เคยเจอกับตัว แต่คำบอกเล่าจากหลายฝ่ายรวมถึงพนักงานของเขาทำให้เอ็มนึกถึงคำ ๆ หนึ่งในพระคัมภีร์ นั่นคือคำว่า “ริชวะห์” ที่แปลว่า “สินบน” และคำสอนของอิสลามเรื่องการเลือกคน  

“ท่านนบีมูฮัมมัดบอกว่าผู้ใดที่ให้หรือรับสินบน หรือแม้แต่เป็นตัวประสานระหว่างผู้ให้และผู้รับสินบนนั้น พระเจ้าทรงสาปแช่ง ส่วนการเลือกคนต้องเลือกที่ความสามารถและความซื่อสัตย์”  

เขาอ้างอิงคำสอนดังนี้

  • กุรอาน อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:188 เขียนว่า “และพวกเจ้าอย่าได้กินทรัพย์สินของกันและกันโดยมิชอบ และอย่าได้นำมันไปมอบให้แก่ผู้ปกครอง (ผู้มีอำนาจ) เพื่อที่พวกเจ้าจะได้กินทรัพย์สินของผู้คนบางส่วนโดยอธรรม ทั้งที่พวกเจ้าย่อมรู้ดีอยู่แล้ว”
  • ท่านนบีมูฮัมมัด กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงสาปแช่ง ผู้ให้สินบน ผู้รับสินบน และคนกลาง”
  • ซูเราะฮฺ อัลก็อศ็อศ (28:26) “แท้จริง คนที่ดีที่สุดที่ท่านจะว่าจ้าง คือ ผู้ที่มีความสามารถ และผู้ที่ซื่อสัตย์”

“ปัญหาคือในสังคมมุสลิมบ้านเราไม่ค่อยมีใครพูดถึงริชวะห์ มุสลิมรู้จักคำว่าฮาลาล (สิ่งที่ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนาอิสลาม) รู้จักคำว่าฮารอม (สิ่งที่เป็นข้อห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม) แต่คนไม่รู้จักริชวะห์ เราอยากหยิบคำนี้ขึ้นมาย้ำเตือนว่าสินบนคือฮารอม” เอ็นให้ความเห็น

“เวลาพูดถึงข้อห้ามในศาสนาอิสลาม คนทั่วไปนึกถึงอะไร?” เขาตั้งคำถามพร้อมเฉลยคำตอบ “ห้ามกินหมู ห้ามกินเหล้า ห้ามคิดดอกเบี้ย…แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องการห้ามรับสินบน”

สร้างภาพจำใหม่: มุสลิม=ไม่รับสินบน

เอ็มมองว่าการสอนเรื่องฮารอมหรือข้อห้ามต่าง ๆ ในศาสนาอิสลามนั้นมีผลอย่างมากต่อความคิดความเชื่อและการปฏิบัติตัวของคนมุสลิม

“ถ้าจะบอกให้คนที่นี่ไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องเชื่อมโยงกับเรื่องบาปที่อยู่ในกุรอาน ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมาว่าสินบนเป็นบาป”  

แต่ปัญหาคือเวลาพูดถึงฮารอมหรือสิ่งต้องห้ามที่เป็นบาป ผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้สอนศาสนาอิสลามมักพูดถึงไม่กี่อย่าง ในชุมชนมุสลิมที่เขาอยู่ น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการห้ามรับและให้สินบน ทั้งที่สินบนก็เป็นข้อห้ามอย่างหนึ่งตามหลักศาสนา หรือไม่ก็สอนแบบเลี่ยง ๆ เพื่อเปิดช่องให้ทำได้   

“คนที่สอนเรื่องนี้ในสังคมมุสลิมก็คืออิหม่าม บาบอ ครู แต่ถ้าครูไม่เอ่ย บาบอไม่พูด ไม่กล้าฟันธง [ว่าการรับสินบนเป็นบาป] จะเกิดอะไรขึ้น”

เขาย้ำว่าการรับสินบนเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในทุกกรณี แต่มุสลิมบางคนกลับบอกว่ารับมาแล้วไปกาเบอร์อื่นก็ได้ บางคนก็อ้าง “อะมานะห์” หรือความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมายคือเมื่อรับเงินมาแล้วก็ต้องเลือกเบอร์นั้นตามที่รับปากไว้ ถ้าไม่เลือกเท่ากับไม่มีอะมานะห์

“ในความเห็นของผม ไม่มีอมานะห์ในการเริ่มต้นที่จะขัดบัญญัติอิสลาม ไม่สามารถอ้างมารยาทใด ๆ ในการเชื้อเชิญให้ดื่มเหล้าหรือรับประทานสิ่งฮารอมต้องห้าม สินบนก็เช่นกัน นี่ไม่ใช่อะมานะห์ บางคนก็ตีความไปว่าสินบนคือค่าจ้าง คือฮาดียะห์ (ของขวัญ) หรือซอดาเกาะห์ (เงินบริจาคทาน) ทั้งหมดนี้เป็นการตีความเพื่อเปิดช่องให้รับสินบนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

“มุสลิมต้องปฏิเสธสิ่งคลุมเครือ ถ้าไม่มั่นใจว่าฮาลาล เราต้องปฏิเสธไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย ริชวะห์จึงไม่สามารถอ้างเหตุผลเลี่ยงบาลีได้เลย ทุกสินน้ำใจ การให้ของขวัญหรือค่าตอบแทนต่าง ๆ แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย แต่หากตามมาด้วยการคาดหวังของผู้ให้ ย่อมเป็นริชวะห์หรือสินบนอย่างแน่นอน”

“ข้อห้ามอื่นมุสลิมปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวชัดเจนมาก อยากให้เรื่องสินบนเป็นแบบนั้น อยากให้เป็นภาพจำเลยว่าคนมุสลิมไม่รับสินบน”

ป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ บนถนนเจริญประดิษฐ์ เทศบาลเมืองปัตตานี

เพื่อ “บ้าน” และ “ลูกหลาน”

แคมเปญนี้อาจวัดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ยาก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครแสดงความไม่เห็นด้วยหรือโต้แย้งสิ่งที่กลุ่ม Just Home สื่อสาร — “สินบน=บาปใหญ่”

“ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะเราอ้างอิงจากคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา คนที่รับสินบนก็ไม่กล้าเถียง เพราะเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าศาสนาของเราสอนแบบนี้ และเอาเข้าจริงเรื่องเงินสินบน มีนักการเมืองคนไหนอยากจ่ายบ้าง ถ้าเรื่องนี้มันหมดไปได้ นักการเมืองก็ไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าเราสร้างค่านิยมใหม่ได้ นักการเมืองเองก็ได้ประโยชน์”

กลุ่ม Just Home มีเงินที่ได้รับบริจาคเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม ซึ่งทางกลุ่มได้อนุมัติให้นำเงินจำนวนหนึ่งไปผลิตป้ายไวนิลได้มาราว 30 ป้าย รวมทั้งจัดกิจกรรมขี่จักรยานเพื่อปฏิเสธการซื้อขายเสียง “Say No to Rishwah” ในเมืองปัตตานีวันที่ 6 ก.พ. 2569

เขาลงมือออกแบบป้ายเอง เลือกใช้ภาพชายมุสลิมที่สื่อถึงหัวหน้าครอบครัวและผู้นำสังคม ของเหลวสีดำที่ไหลย้อยลงมาเป็นสัญลักษณ์ของความสกปรมโสมมที่ยากจะล้างออก คราบดำปิดบังดวงตาให้มืดบอดแต่ปากยังคงพร่ำสอนศาสนา

ก่อนติดป้าย “สินบน=บาปใหญ่” เอ็มทำจดหมายขออนุญาตและบอกวัตถุประสงค์ถึงเทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ตระเวนติดป้ายโดยพาลูก ๆ ไปด้วย 

“อยากให้ลูกเห็นว่าพ่อได้พยายามทำอะไรบางอย่างแล้วเพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีให้พวกเขา” เอ็มกล่าว

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

รู้จัก!7 ประเภทข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News 

🗳️นับถอยหลังเลือกตั้ง ลงประชามติ ชวนทุกคนเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลลวง แบ่งได่ 7 ประเภท ข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News มีดังนี้ 🤡

1. Satire or Parody (การเสียดสีหรือล้อเลียน): ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร แต่อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริงได้

2. False Connection (การเชื่อมโยงมั่ว): พาดหัวข่าว รูปภาพ หรือคำโปรยไม่ตรงกับเนื้อหาจริง (เช่น พวก Clickbait)

3. Misleading Content (เนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด): นำข้อมูลจริงมาตัดต่อหรือบิดเบือนเพื่อโจมตีคนหรือประเด็นบางอย่าง

4. False Context (บริบทปลอม): ข้อมูลจริงแต่ถูกนำมาใช้ผิดกาลเทศะหรือผิดบริบทเพื่อให้คนเข้าใจไปอีกทาง

5. Imposter Content (สวมรอยแหล่งข่าว): การแอบอ้างชื่อบุคคลหรือโลโก้ของสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือมาสร้างข่าวเอง

6. Manipulated Content (การตัดต่อบิดเบือน): ข้อมูลจริง (เช่น ภาพหรือวิดีโอ) ถูกนำมาแก้ไข ตัดต่อ เพื่อหลอกลวงคนดู

7. Fabricated Content (ข่าวปลอม 100%): เนื้อหาที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยไม่มีมูลความจริง เพื่อหวังผลร้ายหรือหลอกลวงโดยเฉพาะ 

#ข่าวลวง #เลือกตั้ง #Cofact #เช็กให้ชัวร์ที่โคแฟค

 “การเมืองเรื่องรุ่น” คือความสวยงามของประชาธิปไตย/ครอบครัวเริ่มสมานฉันท์เรียนรู้ความต่าง/คนรุ่นใหม่ตื่นตัว!เชื่อพลังเสียงเปลี่ยนสังคมได้

(3 ก.พ. 2569) รายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว ในประเด็น “รื้อมายาคติ การเมืองเรื่องรุ่น” ดำเนินรายการโดยนายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นความตื่นตัวทางการเมืองของคนแต่ละเจเนอเรชันในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีวิทยากรหลักคือ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสุภิญญา กลางณรงค์ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนต่างวัยในสังคมไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดประเด็นด้วยการตั้งข้อสังเกตถึงบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งว่า มีความตื่นตัวสูงมาก แต่มีความเงียบผิดปกติในกลุ่มคนวัย “Gen X” (เจนเอ็กซ์) ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับตน ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยแสดงจุดยืนทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียมากนัก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน โดยหันไปสนใจเรื่องสุขภาพ การดูแลพ่อแม่และลูก แทนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในขณะที่คนรุ่น “Boomer” (บูมเมอร์) กลับมีความคึกคักในการส่งข่าวสารผ่านไลน์กลุ่ม และคนรุ่นใหม่ก็มีความตื่นตัวสูง จึงตั้งคำถามว่ามายาคติเรื่องรุ่นกับการเมืองยังคงมีอยู่จริงหรือไม่ หรือบริบทได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ทางด้าน รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ “รุ่น” (Generation) กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญทางการเมืองไทย โดยระบุว่าในประเทศไทยปัจจัยเรื่องรุ่นมีความสำคัญมากในการกำหนดทัศนคติทางการเมือง ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศ โดยเฉพาะการกลับมาตื่นตัวของคนรุ่นใหม่หลังการรัฐประหารปี 2557 และการชุมนุมใหญ่ในปี 2563 จนถึงปัจจุบันโดยมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่ทำให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเป็นพลังทางการเมือง ได้แก่

1.เงื่อนไขของระบอบเผด็จการที่ยาวนาน ทำให้คนรุ่นนี้เติบโตมากับการไม่มีสิทธิเสรีภาพและโหยหาการเปลี่ยนแปลง

2. ปัญหาประสิทธิภาพของกลไกรัฐและเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการเมืองกระทบกับชีวิตโดยตรง

3. ความรู้สึกว่า “เสียงของพวกเขาเปลี่ยนโลกได้” ซึ่งเริ่มจากการต่อสู้เรื่อง Single Gateway และผลการเลือกตั้งที่พรรคของคนรุ่นใหม่ชนะ ทำให้เกิดความมั่นใจและนำไปสู่การเคลื่อนไหวแบบ”DIY Activism” หรือการทำกิจกรรมทางการเมืองด้วยตัวเอง

รศ.ดร.กนกรัตน์ ยังได้นำเสนอข้อค้นพบใหม่ที่น่าสนใจว่า สิ่งที่สังคมเคยเรียกว่า “ความขัดแย้งระหว่างรุ่น” แท้จริงแล้วคือ”การเมืองที่สุขภาพดี” เพราะสะท้อนว่าคนทุกรุ่นตื่นตัวและลุกขึ้นมาพิทักษ์ผลประโยชน์และจุดยืนของตนเอง แม้ในช่วงแรกจะมีความรุนแรงทางอารมณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี สังคมและสถาบันครอบครัวได้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสมานฉันท์ มากขึ้น สมาชิกในครอบครัวเริ่มเคารพความเห็นต่าง ยอมรับว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้สังคมดีขึ้น เพียงแต่เชื่อในเครื่องมือและวิธีการที่แตกต่างกัน โดยคนรุ่นใหม่ต้องการความรวดเร็ว ในขณะที่คนรุ่นเก่าเชื่อในการค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ รศ.ดร.กนกรัตน์ ยังวิเคราะห์แนวโน้มการเลือกตั้งว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองกำลังเปลี่ยนไป โดยคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มอนุรักษนิยมเริ่มปรับตัวมาเลือกพรรคฝั่งเสรีนิยมหรือพรรคอนุรักษนิยมที่ประนีประนอมมากขึ้น เนื่องจากตัวเลือกในฝั่งอนุรักษนิยมสุดขั้วลดน้อยลงและอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องความโปร่งใส ทำให้เส้นแบ่งความขัดแย้งจางลงและมีความหลากหลาย (Mixed) ในการตัดสินใจเลือกตั้งมากขึ้น

ในประเด็นเรื่องข่าวลวง (Fake News) และโซเชียลมีเดีย นางสาวสุภิญญาและ รศ.ดร.กนกรัตน์ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะมีอัลกอริทึมที่ทำให้คนอยู่ในห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ของตัวเอง แต่คนรุ่นใหม่ที่เป็น”Digital Native” มีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันการสื่อสารในโลกดิจิทัลมากขึ้น ส่วนข่าวลวงที่รุนแรงอาจไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ปิด (Close Door) อย่างแอปพลิเคชันไลน์ของกลุ่มผู้สูงวัยมากกว่า 

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศโดยรวม ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งรุนแรงบนโลกออนไลน์ดูเหมือนจะลดลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆเพราะคนเริ่มเข้าใจชีวิตและปลงกับความคาดหวังทางการเมืองมากขึ้น

ในช่วงท้ายสุภิญญา ได้ฝากข้อคิดให้ประชาชนเปิดใจกว้าง รับฟังข้อมูลที่หลากหลายและนำมาวิเคราะห์ด้วยวิจารณญาณของตนเองเพื่อรับมือกับสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ รศ.ดร.กนกรัตน์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้มองปรากฏการณ์ความแตกต่างทางความคิดว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย เมื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างทางอุดมการณ์และผลประโยชน์ได้ สังคมไทยจะก้าวไปสู่การเมืองที่สวยงามและมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

คำให้สัมภาษณ์ของ “ธนาธร” เรื่องการอุปถัมภ์ศาสนาพุทธถูกนำมาตัดทอน-บิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ” 

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำภาพประกอบคำพูดที่เผยแพร่โดยนิตยสาร GM เมื่อปี 2562 มาตัดทอนและแต่งเติมคำพูดให้เกิดความเข้าใจผิด 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “กรกช วัฒนศาสตร์” โพสต์ภาพของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฝังข้อความในภาพว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ!! เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคประชาชน” ด้านล่างของภาพมีข้อความว่า “อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดแบบไม่ตัดตอน จากปากของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” มุมขวาบนมีโลโก GMLive และมุมซ้ายล่างมีโลโกพรรคประชาชน 

ผู้โพสต์ยังได้เขียนข้อความกล่าวหาและโจมตีธนาธร เช่น “ธนาธรไม่เอาศาสนา คนแบบนี้ถ้ามีอำนาจก็อันตราย” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 230 ครั้ง ณ วันที่ 3 ก.พ.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพประกอบคำพูดนี้มาจากบทสัมภาษณ์ธนาธรโดยนิตยสาร GM ซึ่งต่อมาได้นำคำให้สัมภาษณ์บางส่วนมาเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “GM Live” (ลิงก์บันทึก) พร้อมภาพประกอบคำพูดนี้เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2562 ซึ่งขณะนั้นธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 

คำให้สัมภาษณ์ของธนาธรที่ปรากฏในภาพต้นฉบับของ GM Live ระบุว่า “สิ่งที่ผมเชื่อก็คือศรัทธาทางศาสนาควรจะเป็นศรัทธาที่เปิดกว้าง และไม่ควรมีวัดหรือศาสนาหรือองค์กรใดมาบังคับหรือเชิดชูความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งให้มากกว่าความเชื่ออื่น ๆ”  

เพจ GM Live อธิบายในโพสต์ว่าหลังจากเผยแพร่บทสัมภาษณ์ธนาธรไป ได้มีผู้นำคำพูดของเขาไปตัดทอนและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทางเพจจึงได้นำคำให้สัมภาษณ์ของธนาธรในประเด็นเรื่องศาสนามาเผยแพร่แบบไม่ตัดต่อ 

โคแฟคตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของธนาธรที่เพจ GM Live นำมาเผยแพร่พบว่าธนาธรแสดงความเห็นว่ารัฐควรเป็นกลางทางศาสนา และรัฐกับศาสนาควรแยกออกจากกัน โดยยกตัวอย่างพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งธนาธรกล่าวว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรอุปถัมภ์ศาสนาใด ๆ เลย” 

ข้อสรุปโคแฟค: ในคำให้สัมภาษณ์เต็มของธนาธรมีข้อความว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ” จริง ซึ่งเป็นการพูดในบริบทที่ว่าการที่รัฐไทยสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในบางพื้นที่ เช่น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำคำพูดของธนาธรมาตัดทอนและแต่งเติมโดยขาดบริบทและคำอธิบาย พร้อมกับเขียนข้อความกล่าวหาโจมตี ซึ่งเป็นการนำประเด็นเรื่องศาสนามาปลุกปั่นความเกลียดชังและความเข้าใจผิด