คลิปผู้ช่วย สส. เพื่อไทย ยืนแช่น้ำท่วมระดับหน้าอกในเมืองหาดใหญ่ เป็นคลิปที่สร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นคลิปที่สร้างจากเอไอ โดยมีบางส่วนที่เป็นภาพจริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: คลิป “น้ำท่วมหาดใหญ่ น้ําท่วมภาคใต้ พรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน หรือยัง ” ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 บนบัญชีเฟซบุ๊ก X และอินสตาแกรมของนายชีพธรรม คำวิเศษณ์ ซึ่งระบุในโปรไฟล์ของตัวเองว่าเป็นผู้ช่วยนายสุธรรม แสงประทุม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) 

ในคลิปความยาว 15 วินาที (ลิงก์บันทึก) มีภาพนายชีพธรรมพูดว่า “ผมยืนอยู่กลางน้ำท่วมกลางเมืองหาดใหญ่เลยครับ น้ำสูงเกือบถึงเอว บ้านร้านค้าปิดกันหมด คนต้องอพยพขึ้นเรือแบบนี้กันทั้งเมือง พี่น้องประชาชนเดือดร้อนขนาดไหน ภาพมันชัดหมดแล้ว” และถามหาความรับผิดชอบจากพรรคประชาชนว่าได้ตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยอย่างไรบ้าง  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพเกือบทั้งหมดในคลิปนี้สร้างจาก Sora ซึ่งเป็นโมเดลเอไอของ OpenAI เจ้าของเดียวกันกับ ChatGPT สังเกตได้จากโลโกและชื่อแอปพลิเคชันที่ปรากฏอย่างชัดเจนตลอดทั้งคลิป รวมถึงยังพบความผิดปกติหลายจุด เช่น ป้ายชื่อร้านค้าในเมืองเป็นกลุ่มคำที่ไม่มีความหมาย ป้ายกระทรวงสาธารณสุขที่สะกดผิดทั้งภาษาอังกฤษและไทย ครุฑสีทองหน้าอาคารที่มีลักษณะต่างกับตราครุฑของจริง และระดับน้ำท่วมที่ไม่สอดคล้องกันโดยเปรียบเทียบจากคำบรรยายว่า “น้ำท่วมเกือบถึงเอว” แต่บริเวณพื้นหลังน้ำท่วมสูงแค่ระดับข้อเท้า 

จุดสังเกตว่าบางส่วนของคลิปนี้สร้างจาก AI เช่น ป้ายชื่อร้านค้าในเมืองเป็นกลุ่มคำที่ไม่มีความหมาย ป้ายกระทรวงสาธารณสุขที่สะกดผิดทั้งภาษาอังกฤษและไทย ครุฑสีทองหน้าอาคารที่มีลักษณะต่างกับตราครุฑของจริง ระดับน้ำท่วมที่ไม่สอดคล้องกันโดยเปรียบเทียบจากคำบรรยายว่า “น้ำท่วมเกือบถึงเอว” แต่บริเวณพื้นหลังน้ำท่วมสูงแค่ระดับข้อเท้า และโลโก “Sora” โมเดล AI ของ OpenAI

อย่างไรก็ตามมีบางส่วนของคลิปที่ใช้ภาพจริง เช่น ช่วงที่นายชีพธรรมนั่งพูดอยู่ในห้อง

สำหรับประเด็นที่เสียงในคลิปตั้งคำถามพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าได้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอนุทินเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมหรือยัง รายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ออกอากาศสดบนช่องยูทูบ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” ในวันที่ 2 ธ.ค. สัมภาษณ์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้า ปชน. ขณะลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในประเด็นว่าความโกลาหลในการรับมือวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ร้ายแรงพอที่พรรคประชาชนจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าทั้ง ปชน. และ พท. มีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ตนมองว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดขณะนี้คือความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา จึงไม่อยากนำเงื่อนไขทางการเมืองอย่างเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวกำหนด และอยากให้วาระเร่งด่วนอย่างวิกฤตน้ำท่วมได้รับการแก้ไขก่อน

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

‘เสวนานักคิดดิจิทัล’เยือนอีสาน  ปลุกรู้เท่าทัน‘ข่าวลวงปั่นเกลียดชัง’หวังสร้างสันติในสังคมออนไลน์

25 พ.ย. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) อีสานโคแฟค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Ubon Connect และมูลนิธิสื่อสร้างสุข จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 31 “บทบาทของสื่อและอินฟลูฯ สู่สังคมออนไลน์สันติประชาธรรม (Role of Media & Influencers to debunk disinformation, promote Peace & Democracy)” ณ ห้องปทุมวัน ชั้น 5 โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

กมล หอมกลิ่น หัวหน้าโครงการอีสานโคแฟคกล่าวว่า งานเสวนานักคิดดิจิทัล หรือ Digital Thinkers Forum ครั้งนี้   อีสานโคแฟคเป็นเจ้าภาพร่วมกับภาคีทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ โดยมีการออกแบบให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนประเด็นเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อให้ทุกคนที่เข้าร่วมงานได้แสดงความคิดเห็น ระดมสมอง นำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่มีมาพูดคุยกัน ในหัวข้อ “บทบาทของสื่อและอินฟลูฯ สู่สังคมออนไลน์สันติประชาธรรม” (Role of Media & Influencers to debunk disinformation, promote Peace & Democracy)เกี่ยวข้องกับบทบาทของสื่อ ต่อมาในสื่อโซเชียลมีเดียเกิด “อินฟลูเอนเซอร์” จำนวนมากที่เข้ามามีบทบาทต่อการนำสังคม

บทบาทของสื่อและอินฟลูฯ จะนำไปสู่การสร้างข้อมูลจริง – ข้อมูลลวงหรือไม่ สำคัญอย่างไร เราจึงตั้งหัวข้อนี้ขึ้นมา ประกอบกับในเวลาอันใกล้นี้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งเทศบาล อบต. และการเลือกตั้งใหญ่ของปรทศไทย  การรณรงค์หาเสียง  สุ่มเสี่ยงกับการเกิดถ้อยคำที่นำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง(Hate Speechในเวทีนี้น่าจะทำให้ได้ทิศทางการทำงานการตรวจสอบข้อมูลและบทบาทหน้าที่ของสื่อที่ควรจะเป็น หัวหน้าโครงการอีสานโคแฟค กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้เปลี่ยนจากยุคข้อมูลลวงเข้าสู่ยุคข้อมูลหลอน หมายถึงเราอาจไม่รู้ว่าอะไรจริง – ไม่จริง เนื่องจาก AI สามารถผลิตเนื้อหาทั้งบทความ ภาพและคลิปวิดีโอได้เสมือนจริง ทำให้เป็นเรื่องยากในการแยกแยะ เนื่องจากสิ่งที่ AI สร้างขึ้นนำมาจากข้อมูลที่มีเค้าโครงข้อเท็จจริง ลำพังการรับมือข้อมูลว่าอะไรจริง – เท็จมีความยากอยู่แล้ว แต่ข้อมูลหลอนมีทั้งจริงบ้าง – ไม่จริงบ้าง เป็นความซับซ้อนของข้อมูลข่าวสารที่มีคำถามว่าจะรู้เท่าทันได้อย่างไร 

ในประเด็นนี้ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ได้กล่าวในการประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถึง “มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon)”โดยคำว่า Armageddon ให้ความรู้สึกถึงวันสิ้นโลก แต่ในที่นี้หมายถึงการสิ้นสุดของข้อเท็จจริงหรือความจริง ซี่งอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตหากเราไม่ทำอะไร ดังนั้นทุกฝ่ายต้องลุกขึ้นมารับมือ 

โดยเฉพาะบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมุมหนึ่งได้ประโยชน์จากการได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน แต่อีกมุมก็ปล่อยให้คนที่ทำไม่ถูกต้องหรือมิจฉาชีพเข้ามาใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ จ.อุบลราชธานี เพิ่งผ่านภาวะสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) ด้วยความที่เป็นจังหวัดชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีปัญหาความขัดแย้งและการสู้รบ ในโลกออนไลน์ก็มีการสู้รบทางข้อมูลข่าวสารอย่างหนักหน่วงจากทั้ง 2 ฝ่าย 

หนทางที่จะรับมือกับมหาสงครามข้อมูล ต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Information Integrity ที่ต้องทำให้ข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือ ศักดิ์ศรีของข้อมูล ความถูกต้อง ความสร้างสรรค์ ถ้าเปรียบเทียบกับคน คือต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ไม่เป็นอันตรายกับคนอื่น เรียกว่าธรรมาภิบาลหรือคุณธรรมก็ได้ คุณธรรมของข้อมูลคืออะไร? แน่นอนที่สุดต้องถูกต้องเชื่อถือได้ แต่ต้องอยู่บนระบบโครงสร้างที่เอื้อด้วย สุภิญญา กล่าว 

ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวปาฐกถาหัวข้อ การรับมือข้อมูลเท็จเพื่อสร้างสันติภาพและความปลอดภัย เล่าย้อนไปในยุคเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีการใช้คำพูด ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และคนพูดเป็นพระ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด หรืออินฟลูเอนเซอร์ คือ บุคคลที่พูดออกไปแล้วมีพลัง 

ทั้งนี้ สื่อสามารถทำให้คนรู้สึกรักหรือเกลียดชังได้หรือหากคนพูดมีอิทธิพล เช่น ผมเป็นแพทย์ด้านโรคไต หากบอกว่ากินยาตัวหนึ่งแล้วรักษาโรคไตได้ ขายยาจนร่ำรวย แต่นี่เป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะหากมียารักษาโรคไตได้จริงคงไม่ต้องเปิดศูนย์ไตเทียมหรือผ่าตัดเปลี่ยนไต นี่คือตัวอย่างของการรับสื่อแล้วมีอารมณ์ร่วม และยุคนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารปริมาณมาก (Big Data) เรื่องข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ปฏิเสธ แต่จะทำอย่างไรให้คนสามารถแยกแยะข้อมูลเหล่านั้น และสื่อจะทำอย่างไรที่ไม่ใช่เพียงการบอกข้อมูล แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้เท่าทันด้วย

สำหรับเรื่องการเมืองนั้นเกี่ยวข้องกับเราทุกคนเช่น ข้าวของชาวนาจะขายได้ราคาหรือไม่ แต่สังคมไทยเกลียดนักการเมืองเพราะคิดว่านักการเมืองโกง แต่ถามว่าประเทศอื่นๆ มีนักการเมืองโกงหรือไม่ คำตอบคือมี ดังนั้นอย่ายึดตัวบุคคล นักการเมืองเลวจริงแต่ก็มีโอกาสจะดีได้หากประชาชนรู้เท่าทัน แต่การเมืองเป็นสิ่งที่จำเป็นและประชาชนต้องเรียนรู้ สังคมไทยถูกสอนกันว่าอย่าไปยุ่งกับการเมือง คิดแต่ว่านักการเมืองชั่ว แต่สิ่งที่ชั่วก็คือคน และคนก็มีความหลากหลาย 

หรืออย่างคำว่า “ชาตินิยม” เป็นคำที่ดี แต่สิ่งที่ผิดคือ การกลายเป็นชาตินิยมแบบสุดโต่ง เช่น มองว่าประเทศไทยมีเพียงเชื้อชาติเดียว แต่ในความเป็นจริงคนไทยมีหลายเชื้อชาติ อย่างภาคอีสานมี 20 – 30 ชาติพันธุ์ และการที่สังคมมีความหลากหลายก็ต้องยอมรับการพูดคุยที่มีความหลากหลาย ยอมรับการพูดคุยกับคนที่เห็นต่าง อย่าให้ทะเลาะกัน และหาข้อสรุปที่ทำให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกันให้ได้

ประเด็นที่จะต้องคุยกัน ในฐานะเป็นผู้ผลิต ผู้ทำสื่อ ผู้บริโภคสื่อ บทบาทเราคืออะไร อย่าให้เป็นผู้ถูกกระทำ แต่ต้องลุกขึ้นมาเป็นคนที่เปลี่ยนแปลง 1.คุณต้องการพัฒนาในทฤษฎี คือมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย – กฎหมาย 2.เปลี่ยนความเชื่อ และ3.สื่อสารใหม่ นพ.นิรันดร์ กล่าว 

สำหรับกิจกรรมในช่วงเช้า เป็นการจัดประชุมโต๊ะกลม เพื่อระดมสมองประเด็น ความกังวลและการรับมือข่าวลวงเลือกตั้ง / รู้ทัน ‘Hate Speech’ ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง คู่มือฉบับประชาชน โดยมีทีมอีสานโคแฟค รับหน้าที่วิทยากรกระบวนการ

Fact-check: พนักงานสอบสวนคดี “ส่วยเว็บพนันออนไลน์” ออกหมายเรียก-หมายจับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ได้หรือไม่ ?

ทีมเฉพาะกิจ Cofact x The Momentum

[รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในรัฐสภา ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกองบรรณาธิการ Cofact และ The Momentum ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568]

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำลังถูกตั้งคำถามถึงการใช้ “สองมาตรฐาน” และ “เลือกปฏิบัติ” ในการดำเนินคดีกับข้าราชการตำรวจระดับสูงและพวก ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกันเว็บพนันออนไลน์ 2 คดี คือคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)  กับคดีของ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.

นอกจาก พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ที่ออกมาร้องเรียนและกล่าวหา ตร. ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และเลือกปฏิบัติระหว่างคดีของตนเองกับคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ แล้ว พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เป็นอีกคนหนึ่งออกมาตั้งคำถามในประเด็นนี้

วันที่ 13 พ.ย. 2568 กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ซึ่งมีรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชนเป็นประธาน เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงกรณีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กรณีส่วยขบวนการเว็บพนันออนไลน์ 

พ.ต.อ. วิรุตม์ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีผู้ร้องเรียนกล่าวโทษข้าราชการตำรวจระดับสูงว่ากระทำผิดอาญา พนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนโดยไม่ชักช้าภายใน 30 วัน ก่อนจะส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วน ก.ร.ตร. ก็จะต้องเร่งพิจารณาโทษทางวินัย 

พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของพนักงานสอบสวนในคดี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. ในที่ประชุม กมธ. เมื่อ 13 พ.ย. 2568

พ.ต.อ. วิรุตม์กล่าวว่าในส่วนของโทษทางวินัย ก.ร.ตร. สามารถมีมติพักราชการ สำรองราชการ หรือให้ข้าราชการตำรวจที่ถูกกล่าวหาออกจากราชการไว้ก่อนได้ ในส่วนของคดีอาญา พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกและหมายจับได้ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการในกรณีของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ 

ทีมเฉพาะกิจ “Cofact x The Momentum ตรวจสอบข้อเท็จจริงในสภา” เปิดข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนว่าเป็นไปตามที่ พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวหรือไม่อย่างไร

ลำดับเหตุการณ์ข้อกล่าวหา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และพวก

1 เม.ย. 2567 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ เข้าแจ้งความ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์และพวกในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินที่ สน.เตาปูน ตามด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ก.ร.ตร. เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2567

30 ก.ค. 2567 พนักงานสอบสวน สน.เตาปูนส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.

16 ธ.ค. 2567 คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารายงานการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีกล่าวหา พล.ต.อ. ต่อศักดิ์กับพวกเรียกรับเงินหรือทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ พบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอจึงมีมติ รับเรื่องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน

22 ต.ค. 2568 ก.ร.ตร. มีมติว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และพวกที่เป็นตำรวจกว่า 200 นายมีมูลความผิดจริง และอยู่ระหว่างการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง ซึ่ง ก.ร.ตร. จะนำคำชี้แจงนั้นมาพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อตัดสินและกำหนดโทษทางวินัย

เนื้อหาที่ตรวจสอบ

พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวในที่ประชุม กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ว่าเมื่อมีผู้ทำหนังสือร้องเรียนกล่าวโทษถึง ผบ.ตร. หัวหน้าพนักงานสอบสวนหรือผู้รับหนังสือจะต้องรายงานดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชักช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะข้อกล่าวหานี้ไม่ใช่เรื่องความผิดทางวินัยอย่างเดียว แต่เป็นคำกล่าวโทษทางอาญาด้วย โดยพนักงานสอบสวนจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานส่ง ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน 

“…ใน 30 วัน ท่านออกหมายเรียกได้ (ออก) หมายจับได้ด้วยซ้ำไป แต่ท่านก็ไม่ได้ทำ” พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว

พ.ร.ป. ป.ป.ช. เขียนไว้ว่าอย่างไร?

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป. ป.ป.ช.) มาตรา 28 (2) ระบุว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอํานาจในการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งรวมถึงข้าราชการตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งการเรียกรับสินบนเป็นหนึ่งในฐานความผิดที่ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบ ดังนั้น ป.ป.ช. จึงมีอำนาจและหน้าที่ในการไต่สวนคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และพวก 

มาตรา 61 ระบุว่าเมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานของรัฐหรือบุคคลอื่นใดในข้อหาที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. “ให้พนักงานสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ”

สำหรับประเด็นการออกหมายเรียกและหมายจับที่ พ.ต.อ.วิรุตม์ระบุว่าพนักงานสอบสวนสามารถทำได้ในช่วงการสอบสวนก่อนส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. นั้น เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) ที่ระบุว่าพนักงานสอบสวนสามารถออกหมายเรียกให้บุคคลใดมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนได้ 

ส่วนการออกหมายจับนั้น ป.วิ.อาญา มาตรา 66 ระบุเหตุที่จะออกหมายจับได้ คือ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ (2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

ตัวอย่างเช่นในคดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ที่พนักงานสอบสวน สน.สายไหม ได้ขอศาลออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และศาลอนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2567 โดยให้เหตุผลว่ามีหลักฐานเชื่อว่ากระทำผิดเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์และมีพฤติการณ์หลบเลี่ยงหมายเรียกของพนักงานสอบสวน 

พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. กล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า “เลือกปฏิบัติ” ในการทำคดีของเขากับคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร.

แต่ในคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์นั้นแหล่งข่าวในชุดสอบสวนคดีให้ข้อมูลว่า พนักงานสอบสวน สน.เตาปูน ไม่ได้ออกหมายเรียกและหมายจับเนื่องจากสามารถติดต่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ได้และผู้ต้องหายังได้ทำคำให้การเป็นหนังสือ จึงไม่มีเหตุให้ต้องออกหมายเรียกหรือหมายจับ 

การที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกและขอศาลออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ แต่ไม่ดำเนินการเช่นเดียวกันในกับ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์เช่นกัน เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ร้องเรียนว่า ตร. เลือกปฏิบัติ

ข้อสรุป

ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. และกฎหมาย ป.วิ.อาญา เมื่อมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษข้าราชการตำรวจระดับสูงอย่าง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ อดีต รอง ผบ.ตร. ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งรวมถึงการรับสินบน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิด โดยพนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้นและส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน ซึ่งระหว่างนั้น พนักงานสอบสวนสามารถออกหมายเรียกหรือขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ป.วิ.อาญา สำหรับการออกหมายจับนั้น ต้องมีหลักฐานว่าผู้ต้องหาน่าจะกระทำความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกเกิน 3 ปี มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือไม่มาตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุอันควร

ในคดีของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ที่ถูกกล่าวหารับสินบนจากเว็บพนันออนไลน์นั้น พนักงานสอบสวนไม่ได้ออกหมายเรียกและหมายจับจริง โดยให้เหตุผลว่าสามารถติดต่อผู้ต้องหาได้และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งชัดเจน จึงไม่มีเหตุให้ต้องออกหมายเรียกหรือหมายจับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์นั้น พนักงานสอบสวน สน.เตาปูนได้ส่งสำนวนไปที่ ป.ป.ช. แล้วตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. 2567 และ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2567 คดีนี้จึงอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาตรา 39 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ระบุว่า “ในระหว่างการไต่สวน หรือเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่าผู้ใดกระทําความผิดและความผิดนั้นมีโทษทางอาญา หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนี ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายมีอํานาจดําเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอํานาจออกหมายจับและควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาไว้”

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

‘ปัญญารวมหมู่’สู้ข่าวลวง! ‘คนรุ่นใหม่’ เลือกเสพข้อมูล ‘มีสติ’ไม่ชัวร์อย่าแชร์ต่อ

สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) อีสานโคแฟค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Ubon Connect และมูลนิธิสื่อสร้างสุข จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 31 “บทบาทของสื่อและอินฟลูฯ สู่สังคมออนไลน์สันติประชารรรม (Role of Media & Influencers to debunk disinformation, promote Peace & Democracy)” ณ ห้องปทุมวัน ชั้น 5 โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคโคแฟค (ประเทศไทย) อ้างถึง มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ได้กล่าวในการประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา  ว่าเราต้องรับมือกับ “มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon)” โดยทำให้มีข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพราะหลายครั้งข้อมูลลวงนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเกลียดชัง และปัจจุบันผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงสื่อสารออกมาได้จากทุกคนไม่เฉพาะแต่องค์กรสื่อเท่านั้น แต่ผู้รับสารคาดหวังให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ หลายคนที่ใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ แม้ไม่ได้เป็นสื่อมวลชนมืออาชีพแต่มีผู้ติดตามจำนวนมาก กลายเป็นผู้ทรงพลัง หรือเรียกว่า ผู้นำทางความคิดในโลกออนไลน์ KOL (Key Opinion Leader)  มีการคาดการณ์ว่าในประเทศไทยมี KOL 3 – 9 ล้านคน ตั้งแต่ระดับนาโนที่มีผู้ติดตามหลักร้อยหลักพัน ไปจนถึงผู้ที่มีคนติดตามหลักล้าน 

การที่ใครๆ สามารถเป็นสื่อได้นั้นจริงหรือไม่ เพราะการเป็นสื่อต้องมีหลักในการข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว จึงได้เห็นบทบาทของอินฟลูฯ มากมายทั้งทางบวกและลบ นอกจากนั้นเรายังเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เช่น สั่ง AI ให้สร้างภาพหรือคลิปวิดีโอตัวเราไปอยู่ที่ไหนก็ได้โดยง่าย แต่อีกด้านก็ทำให้เกิดความสับสนว่าภาพที่เห็นจริงหรือไม่ 

การที่เรารับข่าวสารมาและติดตามกับเนื้อหาสาระเรื่องนั้นอย่างเต็มที่ ก่อให้เกิดความเครียดเหมือนกัน คือห้ามเชื่ออะไรใดๆ ทั้งสิ้นเลย แม้แต่เหตุการณ์ที่น้ำท่วมภาคใต้ มีเปิดรับบริจาคมากมายที่เป็นเพจ AI เพจมิจฉาชีพบ้างอะไรบ้าง การใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้มันยากขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งสติมากๆ ดังนั้นหากเป็นอินฟลูฯ มีคนติดตามจำนวนมาก ยิ่งต้องระวังมากขึ้น สุภิญญากล่าว

จากนั้นเป็นการเสวนาหัวข้อ “บทบาทของสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ต่อการรับมือข้อมูลเท็จเพื่อสร้างสันติภาพและความปลอดภัย (Role of Media & Influencers to debunk disinformation, promote peace & Safety)”  โดย สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ก่อตั้ง Ubon Connect บอกเล่าถึงบทบาทของสื่อท้องถิ่นในการลดความเข้าใจผิด เช่น การพยากรณ์อากาศ จากที่ได้ทำระบบ Open Chat เตือนภัยร่วมกับหลายฝ่าย โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ภาครัฐที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านอยู่ในระบบ  เพื่อเตือนและช่วยกันแจ้งเรื่องที่ส่งผลกระทบกับเรากันเอง  ในขณะที่สื่อส่วนกลางอาจไม่ได้ติดตามสถานการณ์เพื่อรายงานข่าว สิ่งนี้เรียกว่า “ปัญญารวมหมู่” ใน Open Chat มีการเตือนภัย อย่างกรณีมีพายุเข้ามาจะมีเว็บไซต์ให้ติดตามเส้นทางของพายุแบบวันต่อวัน จากพายุเริ่มก่อตัวจนถึงใกล้สลายตัว หรือการให้ AI ช่วยคำนวณทิศทางและปริมาณน้ำที่คาดว่าจะไหลเข้าท่วมพื้นที่ เมื่อรู้แล้วจะได้เตรียมตัวรับมือ

“ผมว่าเริ่มต้นจากมีคนที่จริงใจ เกาะติด ติดตามและเสียสละมารวมตัวกัน ผมว่าสมัยนี้บางทีความสนใจของผู้คนจะแยกเป็นเรื่องๆ ไป บางคนสนใจเรื่องน้ำท่วม สัตว์เลี้ยง ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไร ก็รวมกันเป็นหมู่แล้วสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ในทุกเรื่อง” สุชัย กล่าว

นพภา พันธุ์เพ็ง ประธานมูลนิธิสื่อสร้างสุข กล่าวถึงผลกระทบของข่าวลวง ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลคือเกิดความเครียดและสับสน เช่น ดูภาพหนึ่งแล้วไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ หรือมีกรณีคนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพถูกหลอกสูญเสียเงินจนกลายเป็นคนไม่กล้ารับโทรศัพท์ และที่น่าเจ็บปวดคือช่องทางการสื่อสารอย่างเฟซบุ๊กปล่อยให้มีการหลอกลวงเพราะมีผลประโยชน์ หรือตัวอย่างระดับชุมชน กรณีที่เคยมีข่าวออกมาว่าอาวุธจากฝั่งกัมพูชายิงได้ไกล 130 กิโลเมตร ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จแต่ทำให้คนเกิดความหวาดกลัวแล้ว หรือการตั้งคำถามว่าจะยกระดับจากสงครามชายแดนเป็นสงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น  หรือมีคำถามว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ และเมื่อเกิดข่าวแบบนี้แล้วคนจะกล้าลงทุนหรือไม่ หากไม่กล้าลงทุนก็จะไม่มีการจ้างงาน คนก็ไม่มีงานทำและไม่มีรายได้ แล้วเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ไม่โตอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร อีกทั้งยังมีคนเผยแพร่ภาพที่ไม่รู้ว่าจริงหรือปลอม อ้างว่าโรงงานในไทยย้ายไปประเทศอื่น ก็อาจมีความคิดว่าเป็นเรื่องจริง ทำไมเขาย้ายหนี กลายเป็นยิ่งตอกย้ำ

ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงมากคือ ปัญหาชายแดน เราไม่ได้ห่วงว่าสงครามจบแล้วมันจะจบ มันยังมีความรู้สึกอคติที่ฝังลึก แล้วเราต่างคนต่างปั่นกระแสให้เกิดความเกลียดชังกัน จริงๆ แล้วพี่น้องชายแดนเป็นพี่น้องกัน แต่ตอนนี้กลายเป็นคนละพวกกันเพราะคนหนึ่งเป็นเขมร อีกคนเป็นสุรินทร์ เป็นบุรีรัมย์ แล้วความรู้สึกอย่างนี้มันจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนความเป็นมิตรจึงจะกลับคืนมาประธานมูลนิธิสื่อสร้างสุข กล่าว

อังคณา พรหมรักษา อาจารย์ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า เคยไปจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) กับกลุ่มเป้าหมาย และได้รับข้อมูลจากลูกศิษย์ที่ไปร่วมเป็นทีมงาน บอกว่าพบกลุ่มเป้าหมายที่เคยผ่านการอบรมไปแล้วถูกหลอก ซึ่งเป็นไปได้ว่ารูปแบบของมิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตประจำวันนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย อย่างที่มีคนบอกว่า AI เปลี่ยนแทบจะทุกวินาที และบริบทโลกเปลี่ยนเร็วมาก บางทีเราก็ต้องตั้งคำถามกับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต 

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ไม่จริงหรือไม่ถูกต้อง บางครั้งคนที่ส่งมาก็ไม่รู้และส่งต่อไปโดยไม่มีเจตนา แต่กรณีที่ผู้ส่งรู้ว่าข้อมูลนั้นไม่ถูกต้องหรือบิดเบือนแต่ยังส่งต่อไปโดยมีเจตนาบางอย่าง เช่น ผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ  มีรายได้จากการหลอกลวง หรือในเชิงการเมืองที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และเนื้อหาที่หลอกลวงเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลแค่ในปัจจุบันแต่ส่งผลในระยะยาว เช่น อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งหลายภาคส่วนเริ่มมีกระแส เริ่มถูกปล่อยข้อมูลอะไรบางอย่างออกมาและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราทั้งหมด ก่อนหน้านี้เราพูดถึงการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ปัจจุบันไม่พอแล้ว ต้องรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) รู้เท่าทันจริยธรรมของข้อมูล (Data Ethics Literacy) ต้องมีการฝึกให้ตั้งคำถามถึงความผิดปกติทางตรรกะ เช่น การยอมขายของทั้งที่ขาดทุน หรือตั้งคำถามว่าใครได้ประโยชน์จากการแผยแพร่ข้อมูลชุดนี้ ตระหนักรู้การทำงานของอัลกอริทึม (Algorithm Awareness) ที่เมื่อเราสนใจเรื่องใดที่ปรากฎในอินเตอร์เน็ตหรือสื่อสังคมออนไลน์ที่ไหลบ่าเข้ามาหาเรา ในขณะที่ข้อมูลอื่นๆ จะไม่เข้ามา 

สิ่งสุดท้าย ทำอย่างไรเราจะสร้างกลไกนี้ให้เกิดกับคนทุกคน เราจะมีวินัยในการแชร์ข้อมูลอย่างไร? อาจหมายถึงว่า เราอาจต้องสร้างความตระหนักมากขึ้นก่อนที่เราจะเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ออกไป แล้วเราควรที่จะต้องมั่นใจในข้อมูลหลายๆ อย่างที่เรากำลังจะสื่อสาร ทั้ง Social Media ทั้งการพดคุยสื่อสารซึ่งกันและกัน ฉะนั้นบางเรื่องที่เรารู้มาอาจจะต้องอยู่กับตัวเองก่อนที่จะเผยแพร่หรือส่งต่อออกไป อาจารย์อังคณา กล่าว

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เล่าถึงงานวิจัย “การพัฒนาเครื่องมือเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลวงทางการเมือง : การประยุกต์ใช้ภาษาศาสตร์แบบคลังข้อมูล (Corpus Linguistics)” เพื่อทำความเข้าใจกลไกและแบบแผนที่อยู่เบื้องหลังข่าวลวง เช่น การใช้คำที่ปลุกเร้าอารมณ์ ผ่านการเก็บข้อมูลถ้อยคำหรือข้อความจำนวนมากแล้วนำมาวิเคราะห์ โดยเฉพาะจากบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่มักเผยแพร่ข่าวลวง ว่าใช้ถ้อยคำอย่างไรบ้าง แล้วใครแชร์ต่อไปบ้าง มีตัวอย่างจากการรวบรวมชุดถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับข่าวลวงในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 พบว่า 5 อันดับคำที่พบมากที่สุด คือ Virus China Coronavirus Health และ People ตามลำดับ และมักจะมาเป็นคำคู่กัน เช่น Corona กับ Virus หรือ Public กับ Health เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเก็บข้อมูลถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับข่าวลวงทางการเมืองได้เช่นกัน

“ในเบื้องต้นงานชิ้นนี้อยู่ในระยะเริ่มต้นมากๆ อาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ แต่ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเราช่วยกันทำได้เลย คือเข้าไปที่โคแฟค(Cofact) สามารถบริจาคข่าวลวงได้ เพราะโคแฟคจะเก็บข้อมูลเป็นคลังไว้เหมือนกัน ซึ่งผมจะดึงข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ และสุดท้ายอาจจะได้เห็นว่าในภาษาไทยเรามีวิธีการสื่อสารข่าวลวงด้วยถ้อยคำแบบไหน มีสไตล์การสื่อสาร และแบบแผนการสื่อสารอย่างไร” อาจารย์วศิน กล่าว

ะวี ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) กล่าวว่า วันนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ของความเป็นคนไทยที่มีความหวังดีและห่วงใยโดยไม่รู้ข้อมูลต้นทาง เราห่วงญาติ ห่วงคนข้างบ้าน ห่วงคนนั้นคนนี้ เช่น มีคนโพสต์ด่าอาสาสมัครที่ขี่เจ็ตสกีด้วยความเร็วลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ โพสต์นี้มีคนดูเป็นล้าน ซึ่งต่อมาทั้งคนขี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงว่าจำเป็นต้องใช้ความเร็วเพราะหากไม่เร็วน้ำก็เข้าเครื่อง  ไม่สามารถไปช่วยผู้ประสบภัยได้ หรืออย่างอินฟลูเอนเซอร์สายสวยงาม แต่งหน้าขายของ จู่ๆ ก็โพสต์ขึ้นมาว่าสื่อไม่รายงานข่าวน้ำท่วม ปล่อยประชาชนช่วยเหลือกันเอง คนแชร์กว่า 2 หมื่น ด่าสื่อกันเละ ทั้งที่ไม่เห็นว่ามีสื่อช่องใดที่จะไม่รายงานข่าวน้ำท่วมเลยแต่มีข้อสังเกตว่า ในการติดตามข่าวสารโดยทั่วไปเราจะไม่ค่อยแชร์ข่าว แต่เมื่อใดที่เราไปมีส่วนร่วมกับข่าวนั้น เช่น กดถูกใจ (Like) หรือแสดงความคิดเห็น (Comment) ข่าวต่อๆ ไปที่ให้เราเห็นจะมีเนื้อหาคล้ายๆ กัน อาทิ เมื่อเรามีส่วนร่วมกับข่าวดาราเป็นหนี้ 400 ล้าน ต่อไปก็จะมีข่าวดาราคนอื่นๆ มาให้เห็นอีก หลังจากนั้นเราจะไม่เห็นข่าวน้ำท่วม นี่คือกลไกของอัลกอริทึม 

หรือกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา มีโอกาสเข้าไปช่วยงานกองทัพแล้วต้องต่อสู้กับอินฟลูฯ ชายขอบ หมายถึง ประชาชนทั่วไปที่กลายเป็นอินฟลูฯ ขึ้นมา เช่น คนที่มีบ้านอยู่ใกล้ชายแดน วันดีคืนดีได้ยินเสียงดัง ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรแต่ก็โพสต์ไปแล้วว่าเป็นเสียงระเบิด แถมสื่อกระแสหลักก็ไปหยิบโพสต์เหล่านี้มาแชร์ต่อโดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าโพสต์นั้นแหล่งข่าวเป็นใคร ทำให้คนกลุ่มนี้ได้ยอดแชร์เพิ่มขึ้น และเมื่อมีโพสต์ยอดสูงๆ แบบนี้ต่อเนื่องก็ยังได้เงินจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ด้วย ในขณะที่กองทัพทำงานสื่อสารกันไม่ทันเพราะทุกคนเป็นอินฟลูฯ กันหมด แล้วคนไทยก็ชอบกับการที่อะไรที่ตื่นตระหนกต้องแชร์ก่อน 

คำว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้จำกัดแค่ Generation (ช่วงวัย) คนรุ่นใหม่คือพวกเราทุกคนไม่ว่าจะอายุ 90 80 70 60 50 หรือเด็กอายุ 14 ทุกคนเป็นคนรุ่นใหม่หมด  ถ้ามีอินเตอร์เน็ต เมื่อไหร่ที่มนุษย์บวกอินเตอร์เน็ตแล้วมีมือถือ  ก็นับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่คือคนที่เเลือกเสพข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเสพข้อมูลที่มีประโยชน์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าว

ในช่วงท้ายของงาน ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ที่ปรึกษาาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวสรุปว่า สิ่งที่วิทยากรทั้ง 5 ท่านร้อยเรียงมา คือให้เรามีสติในการรับข้อมูล อย่าส่งต่อหากไม่มั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง ขณะที่การรวมกันเป็นเครือข่ายจะเป็นเกราะป้องกันข้อมูลลวงไม่ให้มาถึงเรา   

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568

อาบน้ำเย็นหน้าหนาว คนทั่วไป ไม่ได้เสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/9fx6idte2y2r


สัญญาณไวไฟ WiFi ไม่ได้เป็นคลื่นพิษที่มองไม่เห็น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2w3up6l1zk24o


ภาพขบวนรถไฟขนรถกู้ภัย-เรือยางจากเชียงใหม่ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vya81p3ykww1


ข่าวเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่ ตกที่หาดใหญ่ ขณะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญอุทกภัย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1mbwccx5vlcz4


ภาพเด็กกอดลูกสุนัขบนหลังคาบ้านกลางน้ำท่วมที่หาดใหญ่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1xwk8t3gyjv1s


โอโซนบำบัดช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและรักษาได้สารพัดโรค…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3tlf6712tj1fo


กัมพูชาถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/gabg79x3c3i3


พรรคอนาคตใหม่-พรรคก้าวไกล ไม่ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนหลังถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3te2fvd5g2izm


คลิปรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมที่หาดใหญ่

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/n90zt1105zud


“งานวิจัยสหรัฐฯ ชี้ชัด – ผู้หญิงเอเชียแม้ไม่สูบบุหรี่ ก็เสี่ยงมะเร็งปอด สูงกว่าที่คิด”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2awtizfidigst


อย่าเข้าไปใกล้เฮลิคอปเตอร์ ขณะที่ใบพัดยังไม่หยุดหมุน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1gs6u6w5ewsmm


การที่เอาข้าวที่ทานเหลือไปแช่ไว้ในตู้เย็นอันตรายมาก!!…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1za7de94dagt9


กมธ. การพัฒนาการเมือง และภาคีโคแฟค ร่วมหาแนวทางตรวจสอบข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง  

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นักการเมือง นักวิชาการ กกต. สื่อมวลชน และภาคีโคแฟค เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลม หัวข้อ “แนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการเลือกตั้ง 2026 ที่เป็นธรรมบนหลักการ Fact Free Fair” ซึ่งร่วมจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โคแฟค (ประเทศไทย) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ณ ห้องประชุมสัมมนา B 1-2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร

พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวเปิดการประชุมว่า ข่าวปลอมเป็นปัญหาอันดับแรก ๆ ที่ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ให้ความสนใจแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่ง กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ มองเห็นความท้าทายของการทำงานรับมือข่าวลวง 5 ประการ คือ 1.วิวัฒนาการของารผลิตเนื้อหาข่าวลวงแนบเนียนมากขึ้น เนื่องจากการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้แยกแยะเนื้อหาได้ยากขึ้นกว่าในอดีต โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สังคมในฐานะผู้เสพสื่อมีเครื่องมือ หรือคู่มือหลักการในการแยกแยะเนื้อหาจริงออกจากเนื้อหาไม่จริง 2. ผู้ไม่หวังดีแสวงหาผลประโยชน์จากข่าวปลอม โดยการเผยแพร่ข่าวปลอมอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเจตนา (Misinformation) หรือโดยมีเจตนา (Disinformation) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทต้องการมาตรการแก้ไขที่ไม่เหมือนกัน 3. ข่าวปลอมที่เผยแพร่ทางออนไลน์จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำอย่างไรที่ข้อมูลแก้ไขข่าวปลอมจะถูกเผย่แพร่ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางเช่นกัน 4. ความน่าเชื่อถือขององค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง องค์กรที่จะมาทำหน้าที่นี้ ต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และ 5. องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ควรเป็นภาครัฐ เพราะภาครัฐหรือรัฐบาลเองอาจเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับข่าวในหลายมิติ ดังนั้นหากให้รัฐเป็นผู้เล่นหลักในการวินิจฉัยว่าอะไรเป็นข่าวจริง-ข่าวปลอม หากเจอรัฐบาลที่ไม่ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แทนที่กลไกนี้จะเป็นเครื่องมือปกป้องประชาชนให้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง จะกลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นความเห็นต่างด้วยการตีตราว่าเป็นข่าวปลอม

ทั้งนี้ สิ่งที่ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ และทุกภาคส่วนต้องการคือ ข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งช่วงนี้ที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการคุยเรื่องข้อเสนอนโยบายว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร และ ข้อเสนอเฉพาะหน้า ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย องค์กรภาคประชาสังคม แม้กระทั่งสื่อมวลชน จะมีบทบาทอย่างไรได้บ้าง ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และมีบทบาทเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. …. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า วันนี้พรรคการเมืองต้องทำงานกับสื่อ เพราะประชาชนฟังสื่อไม่ได้ฟังนักการเมือง มีผู้เชี่ยวขาญจากประเทศโรมาเนียเคยกล่าวไว้ว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนร้อยละ 80 เกิดจากรายงานของสื่อ ไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงของหน่วยงาน แม้หน่วยงานจะมีข้อเสนอดี ๆ แต่หากไม่มีสื่อ ก็ไม่เป็นที่รับรู้  

อย่างไรก็ตาม หากบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้า สื่อต้องสร้างสันติภาพ โดยยึดถือ หลักประชาธิปไตย คือหลักที่คนเท่าเทียมกัน เมื่อคนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกัน ต้องเคารพเสียงข้างมาก หลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเท่าเทียมกัน และ หลักนิติธรรม ดังนั้น ตนคิดว่านอกจากข่าวจริงหรือไม่จริงแล้ว ยังมีเรื่องของข่าวจริงที่มีเจตนาไม่ดี ข่าวจริงที่เป็นอันตราย จึงควรมีองค์กรที่ไม่ใช่รัฐมาร่วมตรวจสอบด้วย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวถึงคำ “มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon)” จากสุนทรพจน์ของ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ในการประขุมสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งหากไม่มีการรับมือก็จะนำไปสู่วันสิ้นสุดของข้อเท็จจริง โดยเฉพาะบทบาทของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ส่วนหนึ่งก็ได้รับผลประโยชน์จากการมีอยู่ของข่าวลวง 

อย่างไรก็ตาม โคแฟคซึ่งเป็นภาคประชาสังคม ไม่มีอำนาจเชิญผู้แทนแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาพูดคุยหาแนวทางรับมือข่าวลวงในช่วงเลือกตั้งได้ จึงเสนอให้ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เป็นผู้เชิญ ซึ่งต้องมีหน่วยงานภาครัฐเป็นเจ้าภาพที่แต่ผ่านมายังไม่ค่อยเห็น อย่างไรก็ตาม ต้องอยู่บนพื้นฐานของสมดุลระหว่างเสรีภาพกับความรับผิดชอบ ส่งเสริมการสื่อสารข้อมูลบนพื้นฐานข้อเท็จจริง (Fact Base) ไม่ใช้ข้อมูลลวงในการต่อสู้กันทางการเมือง 

สุภิญญาย้ำว่า ยังมีเรื่องการใช้อารมณ์นำในการตัดสินใจออกเสียงลงคะแนน ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น โดยสิ่งที่เจอคือ อคติยืนยัน (Confirmation Bias)” ถึงแม้ข่าวลวงนั้น จะถูกหักล้าง (Debunk) ด้วยข้อเท็จจริงไปแล้ว แต่ผู้คนก็ยังเลือกเชื่อข่าวลวงนั้นตามอคติของตนเอง เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคการเมืองอาจต้องมีแนวทางในการรับมือต่อไป

กุลธิดา สามะพุทธิ หัวหน้ากองบรรณาธิการโคแฟค (ประเทศไทย) นำเสนอ ‘บทเรียนการตรวจสอบข่าวช่วงเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2566’โดยกล่าวถึงเรื่องเล่าในบริบทการเมืองช่วงการเลือกตั้งปี 2566 ว่า ส่วนใหญ่เป็นการอ้างผลงานว่าเป็นของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือพรรคการเมืองตนเอง การโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง การบิดเบือนนโยบาย การใช้ทฤษฎีสมคบคิดเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือหรือป้ายสีนักการเมืองหรือพรรคคู่แข่ง การใช้ประเด็นศาสนามาสร้าความเข้าใจผิด ตลอดจนการนำเรื่องส่วนตัว หรือข้อมูลดิจิทัลของนักการเมืองมาเผยแพร่อย่างไม่เหมาะสม ส่วนการใช้เอไอดีปเฟคยังไม่แพร่หลายในช่วงการเลือกตั้งปี 66 แต่เริ่มมีพัฒนาการที่ชัดมากขึ้นในช่วงความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และล่าสุดในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

กุลธิดาให้ข้อสังเกตจากการทำงานในช่วงนั้นว่า พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ตกเป็นเป้าหมายของข่าวลวงมากที่สุด อาจเพราะอยู่ในความสนใจของคน และเป็นพรรคที่เข้าถึงพื้นที่การสื่อสารในโลกออนไลน์ได้มากกว่าพรรคอื่น ส่วนความท้าทายในการทำงานตรวจสอบข่างลวงคือข้อมูลบางอย่างยากที่จะฟันธงได้ว่าจริงหรือเท็จทั้งหมด เพราะการเล่าเรื่องมาในรูปแบบที่หลากหลาย มีทั้งการหยิบข้อเท็จจริงมาบางส่วนปะปนกับความคิดเห็นและการอธิบายที่อ้างอิงทฤษฎีสมคบคิด หรือการเชื่อมโยงกับภาพหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ข่าวลวงที่วนซ้ำ และการไม่สนใจความจริงของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน ก็เป็นความท้าทายในการทำงานที่สำคัญ

อภิเดช เตปิน นักวิจัย บริษัม นีโอโมเมนตัม จำกัด นำเสนอ ‘The Digital Political Landscape and The Fragility of Thailand’s Democratic Process.’ ได้กล่าวถึงภูมิทัศน์การสื่อสารทางการเมืองในพื้นที่ดิจิทัลภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 ว่า ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยปริมาณของข้อความที่แสดงความเกลียดชังและข้อมูลจริงที่ถูกนำมาใช้โดยแฝงเจตนาร้ายกลับเพิ่มสูงขึ้น และเป้าหมายการโจมตีเปลี่ยนจากพรรคการเมืองหรือนโยบาย ไปสู่การโจมตีตัวบุคคล และสถาบันทางการเมือง โดยอาศัยเรื่องเล่าเกี่ยวกับคดีความ ภาพลักษณ์ส่วนตัว การตีความข้อมูลผิด เป็นเครื่องมือในการลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่ในขณะนั้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีความขัดแย้งได้ขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ความไว้วางใจสาธารณะโดยรวมเสื่อมถอยลง เนื่องจากสารที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นเรื่องของอคติเชิงลบ และถูกขับเคลื่อนด้วยทางอารมน์

สำหรับบริบทในปัจจุบัน อภิเดชมองว่า การสื่อสารทางการเมืองในพื้นที่ดิจิทัลได้ขยายไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม วัฒนธรรม และความมั่งคงของชาติ โดยที่กระแสชาตินิยม ความรู้สึกเกลียดกลัวต่างชาติ และการเหมารวมทางชาติพันธุ์ได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นระบบ เห็นได้ชัดจากรณีศึกษาประเด็นเฮทสปีช (Hate Speech) เกี่ยวกับสิทธิและการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา และความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา “อารมณ์ก้าวร้าว ความกลัว และความรู้สึกว่าถูกคุกคามถูกใช้เป็นตัวขับเคลื่อนปฏิกิริยาสังคม อภิเดชสรุป 

จากนั้น ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ และที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) ได้นำผู้เข้าร่วมประชุมเข้าสู่การเสวนาโต๊ะกลม โดยใช้กรอบความท้าทายในการรับมือข่าวลวง 5 ข้อที่ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวเปิดการประชุมไว้ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้อภิปรายและเสนอแนะ ทั้งนี้ ผู้แทนพรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงฝ่ายประชาสัมพันธ์สำนักงาน กกต. มีส่วนร่วมในการอภิปรายอย่างเข้มข้น

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวสรุปความเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมและจัดทำ ข้อเสนอแนะจากการประชุมโต๊ะกลม หัวข้อ แนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการเลือกตั้ง 2026 ที่เป็นธรรมบนหลักการ Fact Free Fair’ เพื่อเสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ดังต่อไปนี้ 

1ความท้าทายด้านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิตข่าวลวงที่ตรวจสอบยากขึ้น

1.1 ลักษณะปัญหา

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมาเริ่มเห็นการใช้เทคโนโลยีการผลิตเนื้อหาอัตโนมัติในการรณรงค์หาเสียงทางการเมือง และเริ่มเห็นสัญญาณการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ทั้งในฝ่ายการเมืองและผู้ผลิตเนื้อหาที่เป็นบุคคลทั่วไป

1.2 ข้อเสนอแนะ

1.2.1 จัดทำมาตรการเฝ้าระวัง โดยสร้างหน่วยตรวจสอบเฝ้าระวังอัลกอริทึม (Algorithm watch) ประกอบกับการเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิอารมณ์และเรื่องเล่าของแต่ละคลัสเตอร์บนโลกออนไลน์เพื่อตรวจดูพฤติกรรมต้องสงสัยว่าเป็นผู้ดำเนินการปฏิบัติการข่าวสาร (Coordinated behavior)

1.2.2 จัดทำมาตรการขอความร่วมมือ โดยย้ำพรรคการเมืองให้ระบุอย่างชัดแจ้งว่าเนื้อหาที่ตนเผยแพร่นั้นผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

1.2.3 จัดทำมาตรการทางกฎหมาย โดยพิจารณาออกกฎการกำกับดูแล มีเกณฑ์คือพิจารณาว่าข่าวลวงทางการเมืองชิ้นนั้นส่งผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด

2. ความท้าทายด้านการแสวงประโยชน์ทางการเมืองและประโยชน์ทางธุรกิจจากการเผยแพร่ข่าวลวง

2.1 ลักษณะปัญหา

ในปัจจุบัน จะพบว่าเป้าหมายของผู้ผลิตเนื้อหาทั้งที่เป็นรายบุคคล อินฟลูเอนเซอร์ นักการเมือง ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองในลักษณะแฟนคลับ (Fan club) หรือกระทั่งสื่อมวลชนเอง คือการใช้ข่าวลวงทางการเมืองโจมตีลดทอนความชอบธรรมของอีกฝ่าย ในขณะเดียวกันผู้เล่นดังกล่าวจำนวนหนึ่งก็มีเป้าหมายซ้อนในเรื่องการแสวงหารายได้จากการผลิตเนื้อหาที่เร่งเร้าอารมณ์หรือชวนให้เกิดความขัดแย้ง อันไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยหวังรายได้จากยอดแชร์มากกว่าการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ 

2.2 ข้อเสนอแนะ

2.2.1 การเชิญพรรคการเมือง ลงนาม ‘Code of conduct’ หรือการประกาศเจตนารมณ์แสดงความมุ่งมั่นในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วยความรับผิดชอบ ในระยะยาว ‘Code of conduct’ นี้ ก็จะสร้างบรรทัดฐานในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่ยอมรับร่วมกันได้  

2.2.2 จัดทำมาตรการรับมือกับการหาเงินจากการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาทางการเมืองเพื่อเรียกกระแสแต่ไม่ยืนบนฐานข้อเท็จจริง

2.2.3 การทำความเข้าใจกับอินฟลูเอนเซอร์เรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วยความรับผิดชอบและสอดคล้องกับหลักการ ‘Fact Free Fair’

3. ความท้าทายด้านความเร็วที่ข่าวลวงทางการเมืองแพร่กระจายสู่สังคม

3.1 ลักษณะปัญหา

ในปัจจุบัน เนื้อหาที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ หรือข่าวลวงทางการเมืองถูกเผยแพร่ในวงกว้างด้วยระยะเวลาที่รวดเร็ว หลายกรณีส่งผลกระทบต่อนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ตกเป็นเป้าหมาย 

3.2 ข้อเสนอแนะ

3.2.1 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุมชนผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (ทั้งในสื่อมวลชนและภาคประชาสังคม) และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ควรร่วมหารือเรื่องนโยบายเฉพาะของแพลตฟอร์มในช่วงการเลือกตั้งที่เน้นสร้างเงื่อนไขให้เอื้อกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสร้างความโปร่งใส

3.2.2 หากสื่อมวลชนหรือผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงสื่อสารผิดพลาดหรือนำเสนอการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่พบในภายหลังว่าผิดพลาด ควรกำหนดกรอบเวลาในการชี้แจงให้รวดเร็ว ชัดเจน และทันท่วงที   

3.2.3 กำหนดว่าจะตรวจสอบใครบ้าง อาทิ นักการเมือง พรรคการเมือง และผู้สนับสนุนทางการเมืองทั้งที่เป็นธรรมชาติและจัดตั้ง 

3.2.4 สร้างช่องทางเร่งด่วน (Fast track) สำหรับผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลที่เป็นทางการอย่างทันท่วงที 

4. ความท้าทายด้านความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการทำงานขององค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง

4.1 ลักษณะปัญหา

ในปัจจุบันสื่อมวลชนต้องพึ่งพารายได้จากการผลิตเนื้อหาที่ดึงดูดผู้ใช้งานโลกออนไลน์ อีกทั้งต้องทำงานแข่งกับเวลา และเกาะติดกระแสเพื่อรักษายอดผู้ชม นอกจากนี้สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งก็มีการพึ่งพาสปอนเซอร์ที่อยู่ในภาคการเมืองด้วย กรณีเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง 

4.2 ข้อเสนอแนะ

4.2.1 ด้านความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงควรหาข้อมูลชั้นปฐมภูมิ แต่ก็ต้องระวังเรื่องแหล่งข่าวให้ข้อมูลต่างกันหน้าฉากหลังฉากด้วย 

4.2.2 ความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสื่อมวลชน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐควรทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มเพื่อออกแบบเครื่องมือการตรวจสอบร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่จะอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบเนื้อหาที่ผลิตโดยปัญญาประดิษฐ์  

4.2.3 ความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ อาจพิจารณาตั้งทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกำหนดกรอบเวลาทำงานให้สั้นและทันเวลา และกำหนดเวลาการเผยแพร่ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วสู่สาธารณะให้รวดเร็ว เช่น ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง

4.2.4 รักษาคุณภาพการให้บริการสายด่วน 1444 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

4.2.5 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้อำนายความสะดวก เช่น จัดทำแพลตฟอร์มกลางให้พรรคการเมืองนำเสนอประเด็นนโยบาย ตลอดจนแลกเปลี่ยนและนำเสนอข้อมูลชี้แจง 

5. ความท้าทายด้านการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเป็นผู้เล่นหลักในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

5.1 ลักษณะปัญหา

ในระดับสากล การตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยรัฐมีแนวโน้มจะถูกมองว่าเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นอิสระอันเนื่องมาจากส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นกับรัฐบาล ณ เวลานั้น 

5.2 ข้อเสนอแนะ

5.2.1 การสร้างแนวร่วมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีเจ้าภาพชัดเจนและครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนทั้งสื่อมวลชน สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป  

5.2.2 ในระยะยาวจะต้องขับเคลื่อนให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองมีความเป็นสถาบัน ไม่ได้ทำเป็นครั้งคราว

หลังการประชุม สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) เป็นผู้แทนภาคีโคแฟคและผู้เข้าร่วมประชุม ยื่นข้อเสนอจากการประชุมนี้ต่อ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เพื่อร่วมมือกันดำเนินการต่อไป

คลิปรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมที่สร้างด้วย AI ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมที่หาดใหญ่ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน เป็นการนำคลิปที่สร้างโดย AI มาตัดต่อรวมกับคลิปเหตุการณ์จริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 พ.ย. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Chisa Puysalee” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 10 วินาที ช่วงแรกความยาว 7 วินาที เป็นภาพขบวนรถไฟกำลังวิ่งฝ่าน้ำท่วม ท่ามกลางฝนตกหนักและลมแรง ส่วนช่วงหลังความยาว 3 วินาที เป็นภาพน้ำท่วมในเขตเมือง พร้อมคำบรรยายว่า “ไม่อยากเชื่อว่าจะท่วมมากขนาดนี้ ตลาดตันหยัง ร้านติ่มซำที่แสนอร่อยดีที่หาดใหญ่ #น้ำท่วมหาดใหญ่ #สร้างรายได้ด้วยเนื้อหา” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปช่วงแรกที่เป็นขบวนรถไฟนั้นเคยมีการโพสต์ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุน้ำท่วมในภาคใต้ของไทย โดยวันที่เก่าที่สุดที่สามารถสืบค้นได้คือ 4 ต.ค. 2568 โดยช่องยูทูบ “sonalalkumar7899” และวันที่ 16 พ.ย. 2568 ช่องยูทูบ “MDRUBEL-ruposhi” ได้โพสต์คลิปเดียวกัน พร้อมกับติดแฮชแท็ก AI รวมถึงยังระบุคำเตือนด้วยว่า “เนื้อหาที่มีการดัดแปลงหรือสังเคราะห์ เสียงหรือภาพถูกดัดแปลงอย่างชัดเจนหรือสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์” ซึ่งเป็นระบบที่ยูทูบเปิดให้ผู้โพสต์คลิปสมัครใจแจ้งให้ผู้ชมทราบว่าเป็นคลิปที่สร้างโดย AI 

เมื่อนำคลิปไปตรวจสอบกับเว็บไซต์วิเคราะห์เนื้อหาที่สร้างจาก AI จำนวน 3 เว็บไซต์พบว่ามีความเป็นไปได้ราว 70 – 80% ที่คลิปจะถูกสร้างขึ้นด้วย AI 

ส่วนคลิปช่วงหลังที่เป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมในเมือง มีจุดสังเกตคือป้ายร้านอาหาร “ฮัจยีสัน” เมื่อลองค้นหาด้วย Google Street View พบว่า ร้านดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณข้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ จุดเชื่อมระหว่างถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 1 ซอย 5 กับถนนรัถการ และเป็นภาพเดียวกันกับคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก “ที่นี่สมุทรปราการ” และเพจ “Korat Next Step” ซึ่งบรรยายว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 

ภาพเด็กกอดลูกสุนัขตากฝนบนหลังคาบ้านกลางน้ำท่วมที่หาดใหญ่ เป็นภาพจากคลิปที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพเด็กกอดลูกสุนัขบนหลังคาบ้านกลางน้ำท่วมที่หาดใหญ่  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพที่สร้างจาก AI**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “สตอรี่ สีดำ” โพสต์ภาพเด็กนั่งร้องไห้กอดลูกหมาตากฝนบนหลังคาบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงอยู่ลำพัง ฝังข้อความในภาพว่า “หาดใหญ่” และเขียนข้อความบรรยายในโพสต์ว่า “เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้​ #น้ำท่วมหาดใหญ่” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วกว่า 2,000 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบภาพชุดนี้แพร่หลายในโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. 2568 โดยไม่ระบุที่มาของภาพ ผู้โพสต์บางรายอ้างว่าเป็นภาพน้ำท่วมในเวียดนาม บางรายระบุว่าเป็นอุทกภัยจากไต้ฝุ่นติโนในฟิลิปปินส์ และล่าสุดผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวไทยนำมาเผยแพร่โดยสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในปัจจุบัน  

นอกจากนี้ยังมีคนนำภาพเหล่านี้ไปประกอบการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเซบูของฟิลิปปินส์ทางเว็บไซต์ระดมทุนชื่อดัง gofundme.com อีกด้วย  

ส่วนหนึ่งของภาพจากคลิปเด็กนั่งกอดสุนัขบนหลังคา ถูกนำไปประกอบการขอรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเซบูของฟิลิปปินส์ทางเว็บไซต์ระดมทุนชื่อดัง gofundme.com เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568

โคแฟคยังไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ภาพชุดนี้เป็นรายแรก แต่พบคลิปวิดีโอความยาว 9 วินาทีที่มีภาพตรงกันทุกประการ โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “vyphunhan” เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2568 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 2.6 ล้านครั้ง (ณ วันที่ 26 พ.ย.) และถูกแชร์ไปมากกว่า 2 หมื่นครั้ง

ผู้โพสต์ไม่ได้ให้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับคลิปและไม่ได้แจ้งว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างโดย AI แต่จากการตรวจสอบรายละเอียดของภาพในคลิปพบว่ามีความผิดปกติหลายประการที่บ่งชี้ว่าเป็นวิดีโอที่สร้างจาก AI เช่น นิ้วมือของเด็ก ผิวน้ำที่นิ่งผิดธรรมชาติ หยดน้ำบนใบหน้า สายฝนที่หายไปบางช่วง เม็ดฝนที่กระทบหลังคา ตลอดจนความไม่สมจริงของเหตุการณ์ที่เด็กนั่งบนหลังคาท่ามกลางน้ำท่วมสูงอย่างโดดเดี่ยว

คลิปวิดีโอความยาว 9 วินาที โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “vyphunhan” เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2568

จากการตรวจสอบการรายงานข่าวอุทกภัยในเวียดนามและฟิลิปปินส์ ไม่มีสื่อมวลชนที่น่าเชื่อถือเผยแพร่คลิปหรือภาพนิ่งชุดนี้

วันที่ 23 พ.ย. 2568 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนาม ได้โพสต์คำเตือนบนเพจเฟซบุ๊กเรื่องการเผยแพร่เนื้อหาเท็จและภาพที่สร้างจาก AI ในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วม โดยระบุว่าภาพเด็กชายนั่งอุ้มลูกสุนัขบนหลังคาเป็นภาพที่สร้างจาก AI ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง

โคแฟคนำภาพจากคลิปวิดีโอนี้มาเปรียบเทียบกับภาพชุดที่เผยแพร่โดยทางเพจเฟซบุ๊ก “สตอรี่ สีดำ” พบว่าภาพทั้งหมดตรงกับภาพในคลิป แต่มีหนึ่งภาพที่มีการตัดต่อเรือกู้ภัยสีแดง-ส้มคล้ายกับพาหนะของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปในภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นภาพเหตุการณ์ในไทย

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “vyphunhan” เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2568 กับภาพจากโพสต์ในเฟซบุ๊ก “สตอรี่ สีดำ” เมื่อวันที่ 26 พ.ย. อ้างว่าเป็นน้ำท่วมที่หาดใหญ่ มีการเติมภาพเรือกู้ภัยเข้าไป

เมื่อนำภาพเหล่านี้ไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ตรวจจับ AI จำนวน 3 เว็บไซต์ ได้ผลตรงกันว่ามีความเป็นไปได้ 80-90% ว่าสร้างด้วย AI

สรุปได้ว่าภาพชุดนี้ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเป็นภาพที่นำมาจากคลิปวิดีโอที่สร้างจาก AI ซึ่งเป็นคลิปเก่าที่เคยโพสต์มาตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. หรือก่อนหน้าเกิดมหาอุทกภัยในภาคใต้ของไทยเกือบ 3 สัปดาห์ และเคยถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นเหตุอุทกภัยในฟิลิปปินส์และเวียดนามมาก่อนหน้านี้แล้ว

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

ภาพขบวนรถไฟขนเรือยาง-รถกู้ภัยจากเชียงใหม่ไปช่วยน้ำท่วมภาคใต้ เป็นภาพที่สร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟคและสำนักข่าวบริคอินโฟ

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพขบวนรถไฟขนรถกู้ภัย-เรือยางจากเชียงใหม่ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพที่สร้างจาก AI**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 พ.ย. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “พระราม เดินดง” โพสต์ภาพขบวนรถไฟของการ รถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บรรทุกรถกู้ภัย รถดับเพลิง และเรือกู้ภัยโดยอ้างว่าอาสาสมัครในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยเรือ รถยกสูง รถกู้ภัยกำลังเดินทางไปยังหาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมกับเช็คอิน “สถานีรถไฟเชียงใหม่” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2,600 ครั้ง ณ วันที่ 26 พ.ย. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: สำนักข่าวบริคอินโฟ ซึ่งเป็นเครือข่ายสื่อที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับโคแฟค ตรวจสอบภาพดังกล่าวแล้วพบหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างและปรับแต่งด้วย AI ดังนี้ 

◾️ มุมขวาล่างของภาพมีลายน้ำที่เป็นสัญลักษณ์ของ Gemini ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ของ Google

◾️ รายละเอียดในภาพผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น รางรถไฟบางส่วนที่จางหายไปตรงจุดสิ้นสุดอย่างไม่สมเหตุสมผล รวมถึงส่วนเชื่อมต่อด้านหน้าของหัวรถจักรและกระจกบางส่วนที่หายไป 

◾️  เพจเฟซบุ๊ก “ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของ รฟท. ไม่พบการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับขบวนรถไฟพิเศษที่ขนส่งยานพาหนะไปยังพื้นที่ประสบภัยตามที่เพจดังกล่าวอ้างถึง โดยขณะนี้ รฟท. เน้นการสื่อสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถและผลกระทบของน้ำท่วมต่อการเดินทางด้วยรถไฟให้ประชาชนทราบ  

◾️  การสืบค้นเพิ่มเติมพบว่าหัวรถจักรที่ถูกนำมาสร้างและปรับแต่งภาพด้วย AI นี้ เป็นหัวรถจักรรุ่น General Electric UM12C ซึ่งเป็นรุ่นที่ รฟท. นำเข้ามาใช้งานตั้งแต่ปี 2507 มีจำนวนทั้งสิ้น 40 คัน สร้างโดยบริษัท General Electric จากประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี แต่หัวรถจักรรุ่นนี้ยังคงมีประสิทธิภาพในการลากจูงขบวนรถโดยสาร รถสินค้า และเป็นรถสับเปลี่ยน ในปัจจุบัน

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

“ผู้หญิงการเมือง” ยังถูกบูลลี่หนัก แม้ย้ายจากถนนสู่โลกออนไลน์

โคแฟคไลฟ์ทอล์กชี้ความรุนแรงเชิงเพศออนไลน์ทำนักการเมืองหญิงท้อ ถอดใจลาออก

กรุงเทพฯ 25 พ.ย. 2568 – รายการ Cofact Live Talk “Woman, Myth and Politics” ดำเนินรายการโดย นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกสทช. และมี น.ส.ชมพูนุท เฉลียวบุญ ผู้จัดการโครงการภูมิภาค Westminster Foundation for Democracy (WFD) เป็นแขกรับเชิญ ได้เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจว่า นักการเมืองหญิงไทยยังเผชิญความรุนแรงทางเพศอย่างหนักหน่วง แม้รูปแบบจะย้ายจาก“ความรุนแรงกายภาพบนท้องถนน” มาสู่ “ความรุนแรงออนไลน์” ที่ร้ายกาจและต่อเนื่องกว่าเดิม

น.ส.ชมพูนุท กล่าวว่า จากรายงานที่ WFD ร่วมกับองค์กร Stop Online Violence เก็บข้อมูลหลังการเลือกตั้งปี 2566 พบข้อความที่เข้าข่ายคุกคามนักการเมืองหญิงในเฟซบุ๊กและเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) กว่า 458 ข้อความ โดยกว่า 50% เป็นการด้อยค่า ทำลายชื่อเสียงและเบี่ยงประเด็นจากนโยบายไปสู่เรื่องส่วนตัว, 16% เป็นการล้อเลียนรูปร่าง เสื้อผ้า หน้าผม และยังพบการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวครอบครัว รวมถึงความเสี่ยงจากการใช้ภาพตัดต่อหรือดีฟเฟคที่จะเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า

“หลายคนที่ยังเป็น ส.ส. อยู่ บอกว่าทนไม่ไหว ไม่อยากอยู่ต่อแล้ว” น.ส.ชมพูนุท ระบุ พร้อมย้ำว่า ความรุนแรงออนไลน์ทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจรุนแรง บางคนถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์ แต่การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตยังมีต้นทุนสูงทั้งเงินและเวลา

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวเสริมว่า ตนเคยถูกโจมตีด้วยอคติทางเพศสมัยเป็น กสทช. และเห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะนักการเมือง แต่รวมถึงนักกิจกรรม นักข่าวหญิง และผู้หญิงที่ออกหน้าสื่อทุกคน “พอเป็นผู้หญิง อายุ การแต่งตัว ครอบครัว จะถูกนำมาโจมตีทันที มันเจ็บลึกและสะสม”

ทั้งสองเห็นพ้องว่า การแก้ปัญหาต้องอาศัยหลายภาคส่วนร่วมกันได้แก่  

• แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องรับผิดชอบมากขึ้น มีระบบเฝ้าระวังและลบเนื้อหาคุกคามที่รวดเร็วกว่านี้  

• พรรคการเมืองต้องมีกลไกดูแลสมาชิกที่ถูกคุกคาม ทั้งรับเรื่องร้องเรียนและให้การสนับสนุนด้านจิตใจ  

• รัฐสภาควรจัดตั้งหน่วยให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสำหรับ ส.ส. และบุคลากร  

• สื่อมวลชนต้องลดการใช้ถ้อยคำรุนแรงและให้พื้นที่นโยบายมากกว่าดราม่าส่วนตัว  

• ประชาชนต้องช่วยกันไม่แชร์ ไม่มีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่บูลลี่หรือเหยียดเพศ

รายการจัดขึ้นเนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงสากล (25 พ.ย.) และเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ 16 วันนักกิจกรรมต่อต้านความรุนแรงทางเพศ โดย น.ส.ชมพูนุท ยังเชิญชวนร่วมงาน “พื้นที่ดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็ก” ในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ย.) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 13.00-17.00 น. ร่วมกับ UN Women, UNDP, UNFPA และสถาบันพระปกเกล้า

“ถ้าเราไม่ร่วมกันแก้ตอนนี้ พอถึงเลือกตั้งท้องถิ่นหรือเลือกตั้งครั้งหน้า คลิปตลกๆ ล้อเลียนผู้หญิงจะยิ่งท่วมท้น และเราจะสูญเสียนักการเมืองหญิงที่มีคุณภาพไปอีกมาก” นางสาวสุภิญญา กล่าวทิ้งท้าย

คลิปเด็กชายเกาะตอไม้กลางน้ำท่วมสูง เป็นวิดีโอที่สร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเด็กชายเกาะขอนไม้ร้องหาแม่ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านกลางน้ำท่วมสูง 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นคลิปที่สร้างจากเอไอ เผยแพร่โดยผู้ใช้ติ๊กตอกชาวเวียดนามตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 พ.ย. 2568 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “อั้มบ่าวอุบล คนพิบูล” โพสต์คลิปวิดีโอเด็กผู้ชายยืนเกาะขอนไม้กลางน้ำท่วมสูง ร้องไห้หาแม่ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้าน เขียนข้อความว่า “รอก่อนนะ กำลังไปช่วย #น้ําท่วมท่วม” คลิปนี้มียอดเข้าชมเกือบ 3 แสนครั้ง และยอดแชร์เกือบ 1 พันครั้ง

ขณะที่บัญชีเฟซบุ๊ก “นภารัตน์ อนันตพงศ์” โพสต์ภาพนิ่งจากคลิปวิดีโอนี้ พร้อมกับเขียนบรรยายให้เข้าใจว่าเป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปวิดีโอนี้ไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “nguyenthao.833” เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 พร้อมคำบรรยายภาษาเวียดนาม ผู้โพสต์ติดป้ายกำกับว่าเป็น “วิดีโอที่สร้างจากเอไอ” และยังมีคำแจ้งเตือนจากติ๊กตอกด้วยว่า “เนื้อหานี้สร้างจากเอไอ” แต่คลิปนี้ก็ยังถูกนำไปแชร์ต่อโดยผู้ใช้ติ๊กตอกทั้งชาวไทย เมียนมา และเวียดนามจำนวนมากโดยไม่ระบุว่าเป็นวิดีโอที่สร้างจากเอไอ

บัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “nguyenthao.833” เผยแพร่วิดีโอนี้เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 โดยแจ้งว่าเป็น “วิดีโอที่สร้างจากเอไอ” และยังมีคำแจ้งเตือนจากติ๊กตอกด้วยว่า “เนื้อหานี้สร้างจากเอไอ”

นอกจากป้ายกำกับที่ระบุชัดเจนทั้งจากผู้โพสต์วิดีโอและจากติ๊กตอกในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแล้ว ภาพในวิดีโอยังพบความผิดปกติที่เป็นจุดสังเกตได้ว่าเป็นวิดีโอที่สร้างจากเอไอ เช่น แสงเงา ลมและคลื่นบนผิวน้ำที่ไม่เป็นธรรมชาติ ใบหน้าและท่าทางของเด็กและผู้หญิงที่ไม่สมจริง รวมทั้งองค์ประกอบโดยรวมที่ไม่มีผู้คนหรือความเคลื่อนไหวอื่นเลย 

ทั้งนี้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากเข้ามาให้ข้อมูลว่าวิดีโอนี้สร้างจากเอไอ และแสดงความไม่เห็นด้วยที่นำวิดีโอเอไอผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาเผยแพร่ในช่วงที่หลายจังหวัดในภาคใต้ของไทยกำลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่และประชาชนจำนวนมากกำลังรอความช่วยเหลือ เนื่องจากทำให้เกิดความสับสนและเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย

ตรวจสอบโพสต์ X ของ “คำ ผกา” ระบุอนาคตใหม่-ก้าวไกลไม่ออกแถลงการณ์หลังถูกยุบพรรค

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  พรรคอนาคตใหม่-พรรคก้าวไกล ไม่ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนหลังถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลไม่ถูกต้อง ทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลมีแถลงการณ์ด้วยวาจาในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรค**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 พ.ย. 2568 “คำ ผกา” คอลัมนิสต์และพิธีกรโพสต์ข้อความในบัญชี X @kamphaka ว่า “ตอนยุบพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ก็ไม่เห็นออกแถลงการณ์อะไรนะคะ นอกจาก ยักไหล่แล้วไปต่อ จากนั้นก็ลบนโยบาย 112 ออกไปเงียบ ๆ” ซึ่งเป็นการตอบโต้ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ คอลัมนิสต์ที่เขียนบทความวิจารณ์พรรคเพื่อไทยที่เงียบเฉยต่อกรณีที่อัยการสูงสุดเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการที่ศาลฎีกาพิพากษาให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด

“หลักฐานง่ายๆ ว่าเพื่อไทย ‘หมอบ’ เต็มที่คือขนาดคุณทักษิณโดนอุทธรณ์ 112 ซึ่งทำให้ติดคุกยาว 1 ปีและโดนคดีภาษีหุ้น 1.7 หมื่นล้าน เพื่อไทยทั้งพรรคกลับไม่มีแถลงการณ์เรื่องนี้” ศิโรตม์ระบุในบทความเรื่อง “การเมืองสีเทาในคดีทักษิณและศึก สตช.” เผยแพร่ในเว็บไซต์มติชนสุดสัปดาห์วันที่ 21 พ.ย.

“คำ ผกา” โต้แย้งด้วยการโพสต์ข้อความใน X ว่าการออกแถลงการณ์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และตุลาการภิวัฒน์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ พรรคเพื่อไทยจึงเลือกที่จะเอาเวลาออกแถลงการณ์ไปทำงานอื่นและเตรียมการเลือกตั้ง และอีกโพสต์หนึ่งระบุว่าพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลว่าทั้งสองพรรคนี้ก็ไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัยให้ยุบพรรคเช่นกัน (ลิงก์บันทึก)  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประเด็นที่โคแฟคตรวจสอบคือ พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลไม่ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังถูกยุบพรรคจริงหรือไม่?

จากรายงานข่าวของสื่อมวลชนหลายสำนักและจากวิดีโอที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของอดีตพรรคก้าวไกล พบว่ากรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกลได้แถลงแสดงความคิดเห็นและจุดยืนต่อคำวินิจฉัยยุบพรรค ดังนี้

▪ วันที่ 21 ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี จากกรณีพรรคกู้เงิน 191.2 ล้านบาทจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ธนาธรและกรรมการบริหารพรรคเปิดแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กและยูทูบของพรรคและของสื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอส สื่อหลายสำนักก็รายงานข่าวการแถลงครั้งนี้ด้วย เช่น มติชนพาดหัวข่าวว่า “ปิยบุตร-กก.บห. แถลงไม่เห็นด้วยคำวินิจฉัย ยุบพรรคอนาคตใหม่”  The Momentum พาดหัวว่า “อนาคตใหม่แถลงหลังศาลฯ สั่งยุบพรรค ประกาศเดินหน้าต่อเพียงแต่เปลี่ยนวิธีเดิน”  

▪ วันที่ 7 ส.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการร่วมกันเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง

หลังศาลมีคำวินิจฉัย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและกรรมการบริหารพรรคได้แถลงข่าวที่พรรค โดยชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคอ่านแถลงการณ์ ตามด้วยคำแถลงจากพิธา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางโซเชียลมีเดียของพรรคและสื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอส และ The Standard

ประเด็นสำคัญในแถลงการณ์คือ พรรคก้าวไกลยืนยันว่าไม่ได้กระทำการล้มล้างหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยืนยันว่าตัวบทและการบังคับกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นมีปัญหาจริงและควรใช้กลไกของสภาในการหาทางออก

📌 ข้อสรุปโคแฟค: รายงานข่าวของสื่อมวลชนและวิดีโอบันทึกการแถลงข่าวที่เผยแพร่โดยทั่วไปในโซเชียลมีเดีย เป็นหลักฐานว่าพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลมีการแถลงการณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2563 และ 7 ส.ค. 2567 ตามลำดับ ดังนั้นข้อความของ “คำ ผกา” ที่ระบุว่า “ตอนยุบพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ก็ไม่เห็นออกแถลงการณ์อะไร…” จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง 

สำหรับข้อความในโพสต์ที่ระบุว่าพรรคก้าวไกลลบนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ออกจากเว็บไซต์ของพรรคนั้นเป็นความจริง แต่เป็นการนำออกจากเว็บไซต์หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2567 ว่าการกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกลในการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง เป็นการล้มล้างการปกครองฯ ซึ่งเลขาธิการพรรคก้าวไกลให้สัมภาษณ์ว่านำนโยบายนี้ออกจากเว็บไซต์ของพรรคจริงเนื่องจากฝ่ายกฎหมายเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญระบุในคำวินิจฉัยว่าการที่ยังมีนโยบายนี้อยู่บนเว็บไซต์ถือว่ามีเจตนาต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันกษัตริย์

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ