เพจเฟซบุ๊กแอบอ้างโลโก้ “ข่าวสด” โพสต์ภาพทหารไทยสร้างถนน ทบ. ระบุภาพจริงแต่ไม่ยืนยันที่ตั้ง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊กคล้ายเพจ นสพ.ข่าวสด โพสต์ภาพทหารไทยก่อสร้างถนนที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นภาพปฏิบัติการของทหารไทยจริง แต่เพจที่เผยแพร่แอบอ้างโลโก้หนังสือพิมพ์ข่าวสด** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ข่าว สด” ซึ่งใช้โลโก้ของ นสพ.ข่าวสด เป็นภาพโปรไฟล์ โพสต์ภาพทหารกำลังก่อสร้างถนน พร้อมข้อความว่า “สมรภูมิของรอบ 3 อาจเกิดขึ้นที่นี่! เนิน745 นี่เป็นอีกด้านที่ทหารช่างไทยกำลังทำถนนขึ้นเนิน 745 และ 751 ส่วนเนิน 745 ต้องขอบอกนะครับว่าเรายังเข้าไม่ถึงข้างในสุดเพราะทหารเขมรทั้งฐานอยู่ก่อนแล้วและตอนนี้สร้างถนนคอนกรีตจากเนิน 623 ถึงเนิน 745 และเขมรตังฐานปืนค.120 ไว้ตลอดแนวถ้ามีรอบ 3 จุดนี้เดือดที่สุดแน่ครับ OE เป็นห่วงทหารไทยมากครับและเป็นกำลังใจครับแต่ก็เชื่อมั่น นักรบไทยครับ”

เพจและโพสต์นี้ยังเข้าถึงได้ ณ วันที่ 21 ก.พ.

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: ทีมงานผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กทางการของข่าวสด  “Khaosod – ข่าวสด” ยืนยันกับโคแฟคเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ว่าเพจเฟซบุ๊ก “ข่าว สด” เป็นเพจปลอมที่แอบอ้างโลโก้และชื่อ นสพ.ข่าวสด 

โคแฟคส่งภาพและข้อความดังกล่าวให้ทีมโฆษกกองทัพบกตรวจสอบและได้รับคำชี้แจงเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ว่าเป็นภาพการก่อสร้างถนนโดยกำลังพลของกองทัพบกจริง แต่ปฏิเสธที่จะระบุพื้นที่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคง

“กองทัพบกได้ตรวจสอบข้อมูลและภาพดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว ขอเรียนชี้แจงว่า ภาพที่ปรากฏเป็นการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลฝ่ายไทยจริง โดยเป็นการดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางในพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานปกติของหน่วย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของรายละเอียดเชิงพื้นที่และขั้นตอนการปฏิบัติ ขอสงวนการชี้แจงในรายละเอียด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคง” ทีมโฆษกกองทัพบกระบุในข้อความตอบกลับโคแฟค   

ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำโพสต์เก่าของ สว.อังคณามาบิดเบือนถ้อยคำ-เผยแพร่ซ้ำ ปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว.อังคณาออกมาคัดค้านการตัดงบประมาณด้านการศึกษาของนักเรียนชาวกัมพูชาในไทย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **นำข้อความจากโพสต์เฟซบุ๊กของ สว.อังคณาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2568 มารวมทั้งรวบรัดตัดทอนและบิดเบือนถ้อยคำ สร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการแสดงความเห็นในปัจจุบัน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ฝังข้อความ “ไม่ควรตัดงบเขมร” มีคำบรรยายว่า “เอาอีกแล้ว สว.อังคณา นักสิทธิมนุษยชนแสดงความเห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยไม่ตัดงบประมาณด้านการศึกษาของนักเรียนกัมพูชา โดยชี้ว่าเด็กไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ และควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบ อังคณาระบุว่าเด็กคือ ‘ผ้าขาว’ ที่ควรได้รับการคุ้มครองและดูแลด้านการศึกษา แม้จะเป็นเด็กสัญชาติกัมพูชาแต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ต้องดูแลพวกเขาอย่างเหมาะสม”

ภาพประกอบโพสต์และข้อความลักษณะเดียวกันนี้เคยถูกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 ทางเพจเฟซบุ๊ก “ท่านเปา เล่าข่าว” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 23,000 บัญชี (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 13 ส.ค. 2568 อังคณาแชร์ข่าวจากเว็บไซต์เดลินิวส์ทางเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” เดลินิวส์รายงานว่า สว. กลุ่มหนึ่งนำโดกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดโครงการความช่วยเหลือด้านการศึกษาที่ไทยมอบให้กัมพูชาเนื่องจากความรุนแรงชายแดนกระทบต่อความสัมพันธ์และงบประมาณ ซึ่งในเวลานั้นไทยและกัมพูชาอยู่ในช่วงหยุดยิง หลังเกิดการสู้รบกันตามแนวชายแดนระหว่างวันที่ 24-28 ก.ค. 2568

อังคณาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “เด็กเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม เด็กไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง หรือเป็นผู้ใช้ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ การเหยียดหยาม แก้แค้น หรือกีดกันเด็กในการเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนา เป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ในช่วงภาวะสงครามเด็กต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: #CRC) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ #IHL โดยหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมคือ เด็กทุกคนต้องได้รับความคุ้มครองพิเศษจากผลกระทบของความขัดแย้งทางอาวุธ นอกจากนั้น #อนุสัญญาเจนีวา และพิธีสารเพิ่มเติม ยังกำหนดให้คู่ขัดแย้งต้องคุ้มครองพลเรือน โดยเฉพาะกรณีเด็กที่ติดตามครอบครัวเพื่อหนีภัยความตาย จำเป็นได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่”

หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าว ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากได้วิพากษ์วิจารณ์และโจมตีเธอ วันที่ 20 ส.ค. 2568 อังคณาโพสต์ข้อความว่า “…ยืนยันตามเดิมว่าเด็กไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ได้ใช้ความรุนแรง อนุสัญญาสิทธิเด็ก #CRC กฎหมายมนุษยธรรม #IHL และอนุสัญญาเจนีวา ยืนยันว่าเด็กที่ติดตามครอบครัวเพื่อหนีภัยการสู้รบ หรือหนีภัยความยากจนต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐที่เด็กเข้ามาพึ่งพิง ถ้าชาตินิยมจนมองไม่เห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะเด็ก ๆ แนะนำให้ไปเสนอรัฐบาลลาออกจากสมาชิกสหประชาชาตินะคะ อยู่คนเดียวไม่ต้องมีเพื่อน ไม่ต้องช่วยใคร และไม่ต้องไปขอให้ใครช่วยเวลาทุกข์ยากเดือดร้อนค่ะ”

ทั้งสองโพสต์ไม่มีข้อความว่า “แม้จะเป็นเด็กสัญชาติกัมพูชาแต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ต้องดูแลพวกเขาอย่างเหมาะสม” ตามที่เพจ “ท่านเปา เล่าข่าว” และสมาชิกกลุ่มเฟซบุีก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” กล่าวอ้าง

โคแฟคตรวจสอบเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” และสอบถามอังคณาโดยตรงพบว่าเธอไม่ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ในช่วงเวลานี้

📌ข้อสรุปโคแฟค: สว.อังคณาเคยแสดงความเห็นต่อข้อเสนอเรื่องการตัดงบประมาณช่วยเหลือเด็กกัมพูชาเมื่อเดือน ส.ค. 2568 โดยอ้างอิงหลักการและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองเด็กจากความขัดแย้งทางอาวุธ ความเห็นของเธอในครั้งนั้นถูกนำมารวบรัดตัดทอน บิดเบือนถ้อยคำและนำมาเผยแพร่ซ้ำพร้อมภาพประกอบซึ่งเป็นการปลุกปั่นความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชนในบริบทที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ รับทำใบขับขี่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36ks80u4g2no5


พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย 12 ราย และมีผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราช 1 เคส…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2j6dvydtcnfcf


‘เกาหลีใต้’เจอวิกฤติ‘เด็กเกิดน้อย’เพราะกระแส ‘K-POP…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2m5bkpp6sv2dj


ภาพปฏิบัติการ IO ของพรรคประชาชน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2uizqlpan8rol


สื่อเกาหลีเหนือยกย่องสำนักข่าว Top News…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3fim7p7eqexnl


นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศชาวต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3s6bq0jrplf2i


ด่าน ตม.ดอนเมือง การท่าอากาศยานดอนเมือง ติดตั้งเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ (ABC) เฟสแรก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/eztk1707zrty


สวรส. เตือนอย่าเชื่อ! ตรวจยีนหาพรสวรรค์เด็ก ชี้ “ไม่จริง” ไร้งานวิจัยรองรับ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1y48jw88khkyv


มีการทำทองคำปลอม ผสมด้วย รีเนียม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1s76mtxa8mgzw

โทษปรับและจำคุกผู้ที่ไม่ขออนุญาตเจาะหรือใช้น้ำบาดาล อยู่ใน พ.ร.บ.น้ำบาดาล มาตั้งแต่ปี 2535 ไม่ใช่ “กฎหมายใหม่”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  กฏหมายใหม่การขุดน้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตุมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000.-บาท 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** พ.ร.บ. น้ำบาดาลระบุว่าผู้ที่เจาะและใช้น้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000 บาทจริง แต่เป็นบทกำหนดโทษที่มีมาตั้งแต่ปี 2535 ไม่ใช่ “กฎหมายใหม่”

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่ม “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ข้อความว่า “กฎหมายใหม่การขุดน้ำบาดาลโดยไม่ขออนุญาตุมีโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 20,000 บาท” ซึ่งทำให้เข้าใจว่ามีการออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาล (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการน้ําบาดาลในเขตน้ําบาดาลเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ในปี 2535 โดยเพิ่มบทกำหนดโทษว่าผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท 

ปี 2554 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้กรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดเป็นเขตน้ำบาดาล และกำหนดให้น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกจากผิวดินลงไปเกินกว่า 15 เมตร เป็นน้ำบาดาลในเขตน้ำบาดาล นั่นหมายความว่าผู้ที่ประสงค์จะเจาะหรือใช้น้ำบาดาลจะต้องขออนุญาตก่อน

ตั้งแต่นั้นมากรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ประชาสัมพันธ์เป็นระยะ ๆ ให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเจาะหรือใช้น้ำบาดาลในทุกพื้นที่ขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายมิเช่นนั้นจะมีโทษจำคุกหรือปรับ เช่น

▪ ธันวาคม 2561  เว็บไซต์กองทุนพัฒนาน้ำบาดาล โพสต์ข้อความเตือน “แอบเจาะ/ใช้น้ำบาดาล โดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย” โดยอธิบายว่า พ.ร.บ.น้ำบาดาลกำหนดให้ผู้ที่มีความประสงค์ใช้น้ำบาดาล ไม่ว่าจะใช้ในการอุปโภคบริโภคทั่วไป การเกษตร หรืออุตสาหกรรม จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตเจาะบ่อน้ำบาดาล และใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลต่อพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่เขตน้ำบาดาลจังหวัดนั้น ๆ ให้ถูกต้อง หากฝ่าฝืนจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

▪ กรกฎาคม 2563 เพจเฟซบุ๊ก “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” โพสต์ข้อความว่า “กฎหมายกำหนดให้ กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัดในราชอาณาจักรไทยเป็นเขตน้ำบาดาล และกำหนดให้น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกจากผิวดินเกินกว่า 15 เมตรเป็นน้ำบาดาล ดังนั้นผู้ใช้น้ำจากบ่อน้ำบาดาลในทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มีความลึกจากผิวดินเกินกว่า 15 เมตรจึงต้องไปยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลให้ถูกต้องหากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เพจเฟซบุ๊กโพสต์คลิปสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลชาวต่างชาติของรัฐบาลญี่ปุ่น

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศชาวต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิ   

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**  รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ มีนโยบายทบทวนกฎหมายและระเบียบว่าด้วยคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายจริง แต่ไม่เคยประกาศว่าจะเนรเทศชาวต่างชาติด้วยเหตุผลด้านวัฒนธรรม และไม่ได้เจาะจงเฉพาะชาวมุสลิม

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bright TV” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 3 นาที ฝังข้อความ “นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้” พร้อมคำบรรยายว่า “ญี่ปุ่นเดือด! นายกฯ ทาคาอิจิ จ่อเนรเทศต่างชาติ ‘ขัดวัฒนธรรม’ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิโดยพลการ” คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 2.8 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 4,200 ครั้ง ณ วันที่ 18 ก.พ. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอและข้อความในโพสต์เป็นการนำเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้

▪ ช่วง 2 นาทีแรกของคลิปเป็นภาพของมิซุโฮะ อุเมมุระ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุข สวัสดิการ และแรงงานของรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 โดยตั้งคำถามถึงการฝังศพของชาวมุสลิมในญี่ปุ่น ซึ่งเธอมองว่าส่งผลกระทบทั้งด้านสุขอนามัยและการใช้ที่ดินซึ่งมีอยู่จำกัด เธอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทบทวนข้อกฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการจัดการสุสานของชาวมุสลิม คลิปการอภิปรายของ สว. มิซุโฮะกลายเป็นไวรัลและถูกนำไปบิดเบือนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามชาวมุสลิมฝังศพตามความเชื่อ

▪ ช่วง 1 นาทีหลังในคลิปเป็นภาพในห้องประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นซึ่งไม่สามารถระบุวันได้ แต่ช่วงหนึ่งเป็นภาพนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 หลังจากได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศเมื่อ 21 ต.ค.

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 (ภาพ: Prime Minister’s Office of Japan)

▪ หลังการแถลงนโยบาย มีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จในโซเชียลมีเดียว่านายกฯ ซานาเอะมีนโยบายเนรเทศชาวต่างชาติครั้งใหญ่และยังมีคำสั่งตั้งกระทรวงใหม่เพื่อดำเนินการเนรเทศชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งสื่อหลายสำนัก เช่น Reuters, France24 และ Newsweek ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

โคแฟคตรวจสอบคำแถลงนโยบายของนายกฯ ซานาเอะที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพบว่า ไม่มีส่วนใดที่กล่าวถึงการเนรเทศชาวต่างชาติ แต่มีช่วงหนึ่งที่เธอกล่าวว่าชาวต่างชาติเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของญี่ปุ่นซึ่งกำลังประสบปัญหาการลดลงของประชากร แต่ชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งกำลังไม่สบายใจและรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่คนต่างชาติบางกลุ่มก่ออาชญากรรมและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 

เธอกล่าวว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่สร้างความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) แต่จะไม่นิ่งเฉยต่อการทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ และจะยกระดับนโยบายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ชาวต่างชาติปฏิบัติตามกฎหมายญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด พร้อมกับแต่งตั้งรัฐมนตรีให้มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

▪ วันที่ 18 ม.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในญี่ปุ่นได้แชร์คลิปละหมาดหมู่ของชาวมุสลิมบริเวณปราสาทฮิเมจิ ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลว่าเป็นการละหมาดเนื่องในวันฮารีรายอเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2568 คลิปนี้กลายเป็นไวรัลและทำให้ชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจและตั้งคำถามต่อการใช้พื้นที่สาธารณะในการปฏิบัติศาสนกิจ

ภาพจากคลิปความยาว 29 วินาทีที่เผยแพร่โดยผู้ใช้ X ชาวญี่ปุ่น @shigeyuki696 เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569

▪ วันที่ 23 ม.ค. 2569 The Japan Times รายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายการเข้าเมืองและมาตรการกำกับดูแลชาวต่างชาติในญี่ปุ่นที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงเพิ่มงบประมาณในการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศ 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปวิดีโอและข้อความในโพสต์ที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก Bright TV เป็นการนำเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายเนรเทศชาวต่างชาติที่ไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยนำรายงานข่าวเรื่องรัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับความเข้มงวดของนโยบายการเข้าเมืองและเพิ่มงบประมาณในการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศมาเชื่อมโยงแบบผิด ๆ กับคลิปชาวมุสลิมละหมาดหมู่บริเวณปราสาทฮิเมจิซึ่งเป็นคลิปเก่าที่ถูกนำมาแชร์ซ้ำและกลายเป็นไวรัลในเดือน ม.ค. 2569  

จากการตรวจสอบคำแถลงนโยบายของนายกฯ ญี่ปุ่นและรายงานข่าวของสื่อมวลชนพบว่ารัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของซานาเอะมีนโยบายที่เข้มงวดต่อชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย และมีแผนเพิ่มงบประมาณการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศจริง แต่ไม่ใช่การเนรเทศครั้งใหญ่ (mass deportation) หรือการเนรเทศชาวต่างชาติด้วยเหตุผลว่าปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อชาวมุสลิมนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนหนึ่งถูกนำมาเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย ก่อนหน้านี้โคแฟคตรวจสอบพบเนื้อหาเท็จว่าประเทศญี่ปุ่น “แบนอิสลาม” และมีมาตรการหลายอย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิม เช่น ไม่ให้สัญชาติคนต่างชาติที่เป็นมุสลิม ไม่ให้คนมุสลิมพำนักอย่างถาวร ห้ามการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในญี่ปุ่น

คลิปที่มีเนื้อหาเท็จเกี่ยวกันนโยบายของญี่ปุ่นต่อชาวมุสลิมที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกในไทย

โคแฟคตรวจสอบจากฐานข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นและสื่อมวลชนญี่ปุ่นพบว่าเนื้อหาว่าด้วย “ญี่ปุ่น ‘แบน’ อิสลาม” ที่ถูกเผยแพร่ทั้งในรูปแบบของข้อเขียนและคลิปวิดีโอในโลกออนไลน์มานานนับสิบปี มีเนื้อหาที่เป็นเท็จ กล่าวคืออิสลามไม่ใช่ศาสนาต้องห้ามในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีผู้ที่นับถืออิสลามอยู่หลักแสนคน มีมัสยิดอยู่นับร้อยแห่ง มีตั้งศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศญี่ปุ่น (Islamic Center of Japan) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 มหาวิทยาลัยชั้นนำมีการสอนภาษาอาหรับ และรัฐบาลญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศมุสลิมหลายประเทศ และผู้นำระดับสูงของประเทศเหล่านั้นก็เคยมาเยือนญี่ปุ่น (อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

ศธ. ไม่เคยยกเลิกวิชาประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง จริยธรรม อยู่ในหลักสูตรแกนกลางฯ มาตั้งแต่ปี 2551

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อนุทินคืนวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และจริยธรรมให้เด็กไทย 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** กลุ่มวิชาดังกล่าวอยู่ในหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการปี 2551 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ก.พ. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊กและ X ว่า “อนุทินคืนวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และจริยธรรม ให้เด็กไทยตั้งแต่ประถม เพื่อสร้างคนดี มีวินัย และรู้ราก เหง้าของชาติ” (ลิงก์บันทึก 1,2)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พบว่า วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและจริยธรรม อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมมาตลอดตั้งแต่หลักสูตรแกนกลางฯ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในปี 2551 มาจนถึงปัจจุบัน 

ดังนั้นการใช้คำว่า “คืนวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและจริยธรรมให้เด็กไทย” จึงทำให้เกิดความเข้าใจว่าวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและจริยธรรมเคยถูกนำออกจากหลักสูตรพื้นฐานซึ่งไม่เป็นความจริง

หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 กำหนดให้มี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 ต้องเรียน ได้แก่ ภาษาไทย, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม, การงานอาชีพและเทคโนโลยี, สุขศึกษาและพลศึกษา, ภาษาต่างประเทศ และศิลปะ

ในส่วนของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม ประกอบด้วย 4 สาระหลัก คือ (1) ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (2) หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม (3) เศรษฐศาสตร์ และ (4) ประวัติศาสตร์

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ประกอบด้วย 4 กลุ่มสาระ 9 มาตรฐานการเรียนรู้

สำหรับโพสต์เฟซบุ๊กและ X ที่อ้างว่าอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี “คืนวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และจริยธรรมให้เด็กไทย” นั้น คาดว่ามีที่มาจากคำให้สัมภาษณ์ของเขาเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2566 เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการลดปัญหาความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา อนุทินซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบว่า ได้รับรายงานจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรี ศธ. ว่าวิชาเหล่านี้ควรนำกลับเข้ามาในหลักสูตร เพื่อปลูกฝังเยาวชนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ให้มีความภาคภูมิใจไทยในประวัติศาสตร์ของชาติไทย หวงแหน รักษา และมีความรักความสามัคคีกัน 

โคแฟคตรวจสอบพบว่าเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจผิดว่ามีการนำวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและจริยธรรมศึกษาออกจากหลักสูตรนั้นถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกมาชี้แจงหลายครั้งว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เช่น

ปี 2564 อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานยืนยันว่า สพฐ. กำหนดให้นักเรียนเรียนวิชาดังกล่าวซึ่งเป็นวิชาที่อยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เช่น ให้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึงชั้น ม.6 โดยเพิ่มชั่วโมงการเรียนขึ้นไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจำนวน 120 ชั่วโมง จนถึง 240 ชั่วโมงในระดับที่สูงขึ้น ในส่วนของวิชาหน้าที่พลเมืองได้กำหนดให้เรียนรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักหน้าที่ของตนเอง หน้าที่ต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ 

ปี 2566 เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานชี้แจงว่า สพฐ. จัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา วิชาหน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรม และวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ป.1- ม.6) อย่างครบถ้วนมาโดยตลอด ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และย้ำว่า “รายวิชา 4 รายวิชานี้ ไม่ได้หายไปจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใด” 

กูรูโภชนาการแนะทางรอดคนยุคใหม่ ทบทวนมายาคติ “กินดีอยู่ดี” ย้ำอาหารสุขภาพไม่จำเป็นต้องแพง

COFACT สนทนา เปิดประเด็นท้าทายความเชื่อเรื่องการกินในโลกยุคใหม่ “อาจารย์สง่า” ชี้ความอร่อยมักมาพร้อม “ภาพลวงตา” ที่ทำลายสุขภาพ

เผยเคล็ดลับสูตร 661 คัมภีร์ต้านโรค NCDs พร้อมเตือนสติคนไทยอย่าตกเป็นเหยื่อข่าวลวงด้านอาหารในโซเชียลมีเดีย

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 รายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว  ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ทบทวนมายาคติ กินดีอยู่ดี ยากแค่ไหนในโลกยุคนี้” โดยมีคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งCOFACT และอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ สสส. มาร่วมวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยในปัจจุบันที่เสี่ยงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs)

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ได้อธิบายถึงนิยามของ “มายาคติการกิน” ว่าคือความเชื่อที่เป็นภาพลวงตา โดยเฉพาะความอร่อยที่ซ่อนอันตรายจากความหวาน มัน และเค็มจัด เอาไว้ อย่างเช่นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผู้คนมักนำอาหารเซ่นไหว้มารับประทานต่อ ด้วยความเชื่อว่าเป็นสิริมงคล แต่กลับละเลยเรื่องสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงในเปลือกส้ม หรือโซเดียมในไก่ ที่ส่งผลกระทบต่อไต และความดันโลหิตสูง โดยอาจารย์ย้ำว่า พฤติกรรม “กระแทกน้ำปลาในก๋วยเตี๋ยว” หรือการปรุงรสเพิ่มโดยไม่ชิม เป็นตัวอย่างชัดเจนของมายาคติที่นำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บ

สำหรับการปรับตัวเพื่อสุขภาพที่ดี อาจารย์สง่าได้นำเสนอสูตร“661” ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ผ่านการวิจัยจากองค์การอนามัยโลกและกรมอนามัย คือในหนึ่งวันควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา (หรือน้ำปลาไม่เกิน 4 ช้อนชา) แม้ปัจจุบันคนไทยจะบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน จากเครื่องดื่มและขนมหวาน แต่อาจารย์ชี้ว่าเราสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น การสั่งกาแฟดำ หรือลดการปรุงรสในก๋วยเตี๋ยวลงทีละน้อยจนกลายเป็นนิสัย

นอกจากนี้ อาจารย์สง่าได้แก้มายาคติที่ว่า “อาหารสุขภาพต้องราคาแพง” โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง อาหารสุขภาพราคาถูกมีอยู่ทั่วไป เช่น ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ หรือแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหากนำมาต้มแล้วใส่ไข่และผักเพิ่มเข้าไปก็ถือเป็นอาหารที่ใช้ได้สิ่งสำคัญคือการเลือกทานให้ครบ 5 หมู่ และเลี่ยงรสหวาน มัน เค็ม สำหรับกลุ่มคนเมืองที่พึ่งพาบริการเดลิเวอรี่ อาจารย์แนะนำว่าควรมีสติในการสั่งอาหาร โดยสั่งเมนูผักเพิ่ม หรือทานผลไม้สดอย่างกล้วยน้ำว้าหรือแอปเปิ้ลตามหลังมื้ออาหารเพื่อเพิ่มกากใยและวิตามิน

ในช่วงท้ายของการสนทนา คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องการรับข้อมูลข่าวสารด้านอาหารที่มักมีความเชื่อผิดๆแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจารย์สง่าได้ให้คำแนะนำว่าก่อนจะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ ควรตั้งสติและตรวจสอบแหล่งที่มาว่ามาจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้หรือไม่ เช่น กรมอนามัย สสส. หรือโรงพยาบาลหลักๆ พร้อมทิ้งท้ายว่า การจะกินดีอยู่ดีในยุคนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ “สตางค์” แต่ต้องอาศัย “สติ” เพื่อเอาชนะกิเลสและความคุ้นชินเดิมๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในอนาคต

โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อมูลเท็จว่าสื่อเกาหลีเหนือยกย่อง Top News ว่าเป็นสื่อที่ดีที่สุดในโลก

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สื่อเกาหลีเหนือยกย่องสำนักข่าว Top News  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นการนำภาพจากสื่อเกาหลีเหนือมาตัดต่อใส่โลโก้ Top News   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ภาพของ รี ชุน-ฮี (Ri Chun-hee) ผู้ประกาศข่าวชาวเกาหลีเหนือ ด้านขวามีโลโก้สถานีโทรทัศน์ Top News พร้อมข้อความระบุว่า “Top news ดังทั่วโลก สื่อไทยดังทั่วโลก สื่อรัฐบาลกลางเกาหลีเหนือ ได้เผยแพร่สื่อไทยอย่าง Top News ว่า เป็นสื่อที่ดีที่สุดในโลก ซื่อตรง มีจรรยาบรรณ และนำเสนอข่าวที่เป็นความจริงที่สุด ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วเอเชียและทั่วโลก ขอบคุณสื่อรัฐบาลกลางเกาหลีที่ช่วยสนับสนุนสื่อไทยให้ดังก้องไปทั่วโลก” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Yandex Image Search พบว่า ภาพดังกล่าวมาจากคลิปข่าว “North Korea announces fourth nuclear test” ที่เผยแพร่โดยบัญชียูทูบ “Martyn Williams” เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2559 โดยระบุว่าสำนักข่าวกลางของรัฐบาลเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยางรายงานข่าวเกาหลีเหนือประกาศทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2559 

โคแฟคเปรียบเทียบคลิปวิดีโอกับภาพที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กดังกล่าวพบว่า นาทีที่ 6.40 มีองค์ประกอบภาพเหมือนกันทุกประการ ทั้งท่าทางของผู้ประกาศข่าวและลวดลายของฉากหลัง 

นาทีที่ 6.40 ของคลิปข่าวที่เผยแพร่เมื่อปี 2559 กับภาพที่มีผู้นำมาเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” พบว่าตรงกัน ยกเว้นโลโก้ Top News ที่ถูกตัดต่อเพิ่มเข้ามา

โคแฟคสอบถามไปยังเพจเฟซบุ๊กของสำนักข่าว Top News และได้รับคำยืนยันว่าเนื่้อหาที่อ้างว่าสื่อเกาหลีเหนือยกย่องสำนักข่าว Top News นั้นเป็นข่าวลวง และกลุ่มเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่ใช่ของสำนักข่าว Top News แต่เป็นแพลตฟอร์มที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลจัดตั้งขึ้นมาเอง

ตัวอย่าง‘ข่าวลวง7ประเภท’ตามเกณฑ์ของ First Draft News ในการเลือกตั้งของไทย8กุมภา2569 

By : Zhang Taehun

ผ่านพ้นไปแล้วกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าผลการเลือกตั้งย่อมมีทั้งฝ่ายที่สมหวังและผิดหวัง ทั้งที่เป็นผู้เล่นอันหมายถึงบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองต่างๆ และที่เป็นกองเชียร์อันหมายถึงประชาชนที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองเหล่านั้น ขณะที่การทำประชามติครั้งแรก เป็นที่ชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้แทนฉบับ 2560 ที่ใช้ในปัจจุบัน แต่กว่าจะไปถึงขั้นนั้น รวมถึงหน้าตาของ รธน. ฉบับใหม่จะเป็นอย่างไรก็ต้องบอกว่าหนทางยังอีกยาวไกล 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2568 หรือ 5 วันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติในประเทศไทย โคแฟคได้เผยแพร่บทความ รู้จัก!ประเภทข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News” โดย First Draft News เครือข่ายประชาสังคมนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 เพื่อรับมือการระบาดของข้อมูลบิดเบือนหรือคลาดเคลื่อน (Disinformation หรือ Misinformation) ขณะที่เนื้อหาในบทความนี้ ผู้เขียนขอยกกรณีตัวอย่างของแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงยุบสภาจนถึงช่วงก่อนเลือกตั้ง (12 ธ.ค. 2568 – 7 ก.พ. 2569) เพื่ออธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น

ภาพที่ 1 : ภาพป้ายหาเสียงพรรคเพื่อไทย ล้อเลียนกรณีคลิปหลุดเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา จะเห็นภาพด้านซ้ายโพสต์วันที่ 24 ธ.ค. 2568 ระบุว่าเป็นภาพที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ด้านขวาที่โพสต์วันที่ 22 ม.ค. 2569 ไม่ระบุในลักษณะเดียวกัน

1.Satire or Parody (เนื้อหาเสียดสีล้อเลียน) :เป็นการกระทำที่ก้ำกึ่งระหว่างเนื้อหาประเภทตลกขบขันไม่จริงจังกับกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบข้อเท็จจริง ความน่ากังวลคือแม้เจตนาของผู้ผลิตเนื้อหาอาจเพียงต้องการเสียดสีล้อเลียนจริงๆ แต่เมื่อเนื้อหาถูกส่งต่อ (แชร์) ไปเรื่อยๆ หลายทอด ผู้รับสารกลุ่มๆ ก็อาจเข้าใจไปได้ว่าเป็นเรื่องจริง โดย First Draft News อธิบายให้เห็นภาพของหนังสือพิมพ์แบบเดิมที่ผู้รับสารสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่ากำลังอ่านในส่วนความคิดเห็นหรือการ์ตูน แต่การรับสารบนโลกออนไลน์จะไม่เห็นในลักษณะนี้ 

ดังตัวอย่างเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2568 มีผู้โพสต์ภาพซึ่งระบุว่าสร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นภาพป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย และมีลายน้ำของ Gemini ซึ่งเป็น AI ของ Google อยู่บริเวณมุมขวาล่าง ลักษณะล้อเลียนกรณีคลิปหลุดเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ซึงกรณีดังกล่าวส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 และในเวลาต่อมา วันที่ 22 ต.ค. 2568 ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง 

ภาพล้อเลียนเดียวกันถูกนำมาโพสต์อีกครั้งแต่ข้ามแพลตฟอร์มจากเฟซบุ๊กสู่ TikTok ในวันที่ 22 ม.ค. 2569 ที่น่าสังเกตคือไม่ปรากฏลายน้ำของ Gemini ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวแม้มีเจตนาล้อเลียนเสียดสี แต่ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ อาทิ (1) แพทองธาร ชินวัตร ทำตามข้อเรียกร้องของฮุน เซน ประเด็นนี้ทีมงานโคแฟคเคยกล่าวถึงไปในบทความ “จากไทยรักไทยถึงเพื่อไทย! ข้อกล่าวหาโยง‘ขายชาติ’ศาลตัดสินอย่างไรบ้าง?” เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569

ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สรุปได้คร่าวๆ คือ แพทองธารพ้นจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาเรื่องไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยศาลให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่ทำให้ตำแหน่งนายกฯ เสื่อมเกียรติ ไม่น่าเชื่อถือ แต่ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้นยังไม่เข้าข่าย โดยศาลอธิบายไว้ในว่า แพทองธารยังมิได้กระทำการตามคำเรียกร้องของ ฮุน เซน (ที่ถูกเรียกว่า ‘อังเคิล’) เช่น การเปิดด่านชายแดน การเปลี่ยนสถานะตำแหน่งของแม่ทัพภาคที่ 2 (ซึ่งถูกเรียกว่า ‘ฝ่ายตรงข้าม’) เป็นต้น 

กับ (2) ตำแหน่งของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในช่วงหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ตามข้อเท็จจริงคือ เวลานั้นพรรคเพื่อไทยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์เป็นหัวหน้าพรรค หลังจากได้รับการเลือกตั้งในการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2568 ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 รวมถึงรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ซึ่งพรรคเพื่อไทยส่งครบโควตา 100 คน และ สส. เขต อีก 400 คน ก็ไม่ปรากฏชื่อของแพทองธาร ชินวัตร แต่อย่างใด


ภาพที่ 2 ภาพของ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับข้อความ “เอาไหม! เป็นหนี้ 2 แสน จ่าย 2 หมื่น นโยบายล้างหนี้เพื่อไทย!” ทำให้ผู้รับสารเข้าใจเกินจริงว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายปลดหนี้คนเป็นหนี้ 2 แสนบาททุกกรณี ขณะที่นโยบายจริงๆ แล้วเป็นการปลดหนี้เฉพาะกลุ่มลูกหนี้ NPL

2.False connection (เนื้อหาที่ไม่ตรงปกหรือเชื่อมโยงผิด: บทความของ First Draft Newsกล่าวถึงคำว่า “Clickbait” หมายถึงการพาดหัวข่าวเพื่อดึงดูดให้ผู้รับสารอยากกดเข้าไปอ่านหรือดูเนื้อหา แต่พาดหัวกับเนื้อหาข่าวนั้นแตกต่างกันในสาระสำคัญ กรณีนี้มีตัวอย่างช่วงวันที่ 21 – 22 ธ.ค. 2568 โคแฟคพบภาพที่เผยแพร่ในหลายช่องทางรวมทั้งทางเฟซบุ๊กซึ่งเป็นภาพนาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมข้อความ “เอาไหม! เป็นหนี้ 2 แสน จ่าย 2 หมื่น นโยบายล้างหนี้เพื่อไทย!” และหลายคนก็นำไปแชร์ต่อในเชิงตั้งตำหนิหรือคำถามถึงความเหมาะสมของนโยบาย 

อย่างไรก็ตาม โคแฟคตรวจสอบพบว่า ในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 ซึ่งพรรคเพื่อไทยจัดงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” โดยในงานนี้ จุลพันธ์ได้ขึ้นปราศรัยโดยกล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะสานต่อนโยบายล้างหนี้ หนึ่งในนั้นคือมาตรการล้างหนี้ให้ประชาชนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 200,000 บาท โดยในคลิป “เปิดวิสัยทัศน์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย” จากช่อง Youtube พรรคเพื่อไทย นาทีที่ 51.06 จะเห็นฉากหลังที่ระบุว่า “หนี้ NPL คนที่เป็นหนี้เสีย200,000 บาท จ่ายเพียง 10% หรือ 20,000 บาท ปิดหนี้ได้ทันที” 

ทีมงานสื่อสารนโยบายของพรรคเพื่อไทย ได้อธิบายเพิ่มเติมกับทางโคแฟคว่า มาตรการล้างหนี้เสียที่เพื่อไทยเสนอครอบคลุมเฉพาะลูกหนี้ NPL ซึ่งหมายถึงลูกหนี้ที่มีปัญหาในการชําระเงินต้นและดอกเบี้ยเกินกว่า งวดนับจากวันที่ครบกำหนดหรือหนี้ที่ค้างชําระดอกเบี้ยเกิน เดือนขึ้นไป และมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสามารถในการชําระคืนเงินต้น ดังนั้นภาพที่แชร์กันไปนั้นจึงเป็นการสร้างความเข้าใจเกินจริงว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายล้างหนี้ให้กับลูกหนี้แบบไม่จำกัดกลุ่ม

ภาพที่ 3 : (ขวา) ภาพและคำพูดจากบทสัมภาษณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในนิตยสาร GM Live วันที่ 22 มี.ค. 2562 , (ซ้าย) ภาพตัดต่อที่ทำให้เข้าใจผิดว่าข้อความเป็นการให้สัมภาษณ์ที่เพิ่งเผยแพร่ช่วงต้นเดือน ก.พ. 2569

3.Misleading Content (เนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด) : นำข้อมูลจริงมาตีความหรือบิดเบือนเพื่อโจมตีคนหรือประเด็นบางอย่าง มีตัวอย่างกรณีการนำบทสัมภาษณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กของนิตยสาร GM Live เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2562 ซึ่งขณะนั้นธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มาตัดทอนแล้วเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 อีกทั้งยังระบุว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน 

โดยสาระสำคัญของบทสัมภาษณ์ต้นฉบับเมื่อปี 2562 คือ รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรอุปถัมภ์ศาสนาใด ๆ เลย ซึ่งเป็นการอ้างอิงกับบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

ขณะที่โพสต์ตัดทอนคำพูดของธนาธรที่นำมาเผยแพร่ในปี 2569 ระบุสั้นๆ เพียง “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ!! เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งยังกล่าวอ้างเท็จว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 โดยในความเป็นจริง หัวหน้าพรรคประชาชนคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่วนธนาธรยังอยู่ในช่วงถูกตัดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี จากคดียุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 2563

ภาพที่ 4 : (ซ้าย) คอนเสิร์ตของเลดี้กาก้า ที่ชายหาดโคปาคาบานา เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พ.ค. 2568 , (ขวา) คอนเสิร์ตของ Alok ศิลปินและดีเจชื่อดังชาวบราซิล ที่ชายหาดในเมืองฟอร์ตาเลซา ประเทศบราซิล ในงานเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า 31 ธ.ค. 2566 – ต้อนรับปีใหม่ 1 ม.ค. 2567 ซึ่งทั้ง 2 ภาพถูกนำมาอ้างเป็นการฟังปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่หาดพัทยา จ.ชลบุรี

4. False Context (เนื้อหาที่ไม่ตรงบริบทหรือบริบทปลอม) : ข้อมูลจริงแต่ถูกนำมาใช้ผิดกาลเทศะหรือผิดบริบทเพื่อให้คนเข้าใจไปอีกทาง มีตัวอย่างวันที่ 1 ก.พ. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊กของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย มีการโพสต์ภาพผู้คนเนืองแน่นเต็มชายหาดยามค่ำคืน อ้างว่าเป็นประชาชนมาฟังปราศรัยของแกนนำและผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ที่หาดพัทยา จ.ชลบุรี แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าทั้ง 2 ภาพ เป็นภาพเก่าจากประเทศบราซิล โดยภาพซ้ายเป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของเลดี้กาก้า ที่ชายหาดโคปาคาบานา เมืองริโอ เดอ จาเนโร เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พ.ค. 2568 ส่วนภาพขวาเป็นภาพคอนเสิร์ตของ Alok ศิลปินและดีเจชื่อดังชาวบราซิล ที่ชายหาดในเมืองฟอร์ตาเลซา ในงานเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า 31 ธ.ค. 2566 – ต้อนรับปีใหม่ 1 ม.ค. 2567

ภาพที่ 5 (ซ้าย) คลิปแอบอ้างเป็นสำนักข่าว อ้าง กกต. อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ช่วงวันที่ 5 และ 8 ม.ค. 2569 , (กลาง) คลิปแอบอ้างเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพรรคมีนโยบายแรงงานต่างด้าวควรได้สิทธิเท่าแรงงานไทย ช่วงวันที่ 7 ก.พ. 2569 , (ขวา) คลิปจริงจากสำนักข่าวไทยรัฐ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา วันที่ 4 มิ.ย. 2568)

5.Imposter Content (เนื้อหาสวมรอยบุคคลหรือแหล่งข่าว) : แอบอ้างบุคคล องค์กรหรือสำนักข่าว ทำให้เนื้อหาดูเหมือนกับออกมาจากแหล่งนั้นจริงๆ ในช่วงการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา โคแฟคพบเนื้อหาประเภทนี้ทั้งในลักษณะมิจฉาชีพ เช่น เมื่อวันที่ 5 และ 8 ม.ค. 2569 มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอทาง TikTok ทำให้ดูเหมือนเป็นรายงานข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และช่อง 7 ว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ทั้งที่จริงๆ ยังไม่มีมติ ครม. และการอนุมัติจาก กกต. ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งที่น่าสังเกตคือในช่องแสดงความคิดเห็นของทั้ง 2 คลิป มีการเชิญชวนให้เข้าไปยังเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 

และในอีกลักษณะคือการทำให้เข้าใจผิดทางการเมือง กรณีวันที่ 7 ก.พ. 2569 หรือ 1 วันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง มีการเผยแพร่คลิปอ้าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพรรคมีนโยบายแรงงานต่างด้าวควรได้สิทธิเท่าแรงงานไทย ซึ่งในคลิปมีโลโก้รายการ Newsroom Hot Issues ของสำนักข่าวไทยรัฐ เมื่อตรวจสอบพบว่า คลิปต้นฉบับถูกเผยแพร่ในวันที่ 4 มิ.ย. 2568 เนื้อหาเป็นการพูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาในเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องแรงงานต่างด้าว อีกทั้งคลิปปลอมนั้นมีลักษณะผิดปกติที่สังแกตได้ เช่น คุณภาพของคลิปโดยรวมแย่ลง ภาพหลายส่วนไม่คมชัด  เส้นผมมีลักษณะเป็นปื้นไม่เป็นเส้น ผิวหนังเรียบผิดปกติ การขยับใบหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติเวลาพูด รูปปากกับคำพูดไม่สอดคล้องกัน

ภาพที่ 6 เพจเฟซบุ๊ก “การเมืองไทย ในกะลา” โพสต์ภาพ (ขวา) เป็นภาพปลอมที่แสดงให้เห็นว่ามีการเติมข้อความเข้าไปโดยใช้ฟอนต์และสีที่แตกต่างกัน ส่วนภาพ (ซ้าย) เป็นคำพูดจริงของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เพจดังกล่าวอ้างอิงจากโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ของเจ้าตัว

6.Manipulated Content (เนื้อหาตัดต่อบิดเบือน): ข้อมูลจริง (เช่น ภาพหรือวิดีโอ) ถูกนำมาแก้ไข ตัดต่อ เพื่อหลอกลวงคนดู มีตัวอย่างที่โคแฟคเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 กรณีภาพของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฝังข้อความว่า “ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเปลี่ยน เพราะถ้าผมเข้ามาได้ ผมเปลี่ยนแน่นอน ผมเปลี่ยนแน่ ป้ายในหลวงในมหานครต้องไม่ม

จากการตรวจสอบพบว่า ภาพต้นฉบับมาจากบัญชีแพลตฟอร์ม X ของเจ้าตัว รวมถึงเพจเฟซบุ๊ก “การเมืองไทยในกะลา” ที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2565 ซึ่งเวลานั้น วิโรจน์เป็นตัวแทนพรรคก้าวไกลลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แต่ภาพจริงจะระบุคำพูดเพียง ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเปลี่ยน เพราะถ้าผมเข้ามาได้ ผมเปลี่ยนแน่นอน เท่านั้น ส่วนประโยคหลังที่ว่า ผมเปลี่ยนแน่ ป้ายในหลวงในมหานครต้องไม่ม พบว่าถูกนำมาตัดต่อใส่เพิ่มภายหลังทำให้เข้าใจผิด และยังคงถูกนำกลับมาแชร์วนซ้ำอยู่เป็นระยะๆ  แม้จะเคยชี้แจงไปแล้วก็ตาม

ภาพที่ 7 ภาพอ้าง อนุทิน ชาญวีรกูล ลาออกจากพรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน , หมายเลข 37) มาช่วยพรรคประชาชน (สีส้ม , หมายเลข 46)

7. Fabricated Content (เนื้อหาหรือข่าวปลอม 100%) : เนื้อหาที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยไม่มีมูลความจริง เพื่อหวังผลร้ายหรือหลอกลวงโดยเฉพาะมีตัวอย่างกรณีโพสต์ที่ทำเลียนแบบบัญชีเฟซบุ๊กของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 ในลักษณะที่เจ้าตัวสวมเสื้อสีส้มและมีหมายเลข 46 ซึ่งเป็นสีและหมายเลขของพรรคประชาชนในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พร้อมกับข้อความอ้างว่าได้ลาออกจากพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ภาพจริงนั้น อนุทินสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มและมีหมายเลข 37 ซึ่งเป็นสีและหมายเลขของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ อีกทั้งในวันที่ 3ก.พ. 2569 อนุทินยังลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงตามปกติ

ภาพที่ 8 : ประเภทข่าวลวง 7 รูปแบบ 
ที่มา : First Draft News , โคแฟค

แม้จะแยกได้ถึง 7 ประเภท แต่ในความเป็นจริงข่าวลวง 1 ชิ้น อาจคาบเกี่ยวมากกว่า 1 ประเภทก็ได้เช่น กรณีนโยบายล้างหนี้ NPL ไม่เกิน 2 แสนบาทของพรรคเพื่อไทย จะนับว่าเป็น False connectionก็ได้เนื่องจากมีการใช้พาดหัวข้อความในลักษณะเกินจริงแต่กระตุ้นความสนใจเพื่อยั่วให้ผู้พบเห็นเข้าไปหารายละเอียด หรือจะนับว่าเป็น Misleading Content ก็ได้ เพราะเป็นการบิดเบือนจากนโยบายจริงที่ช่วยเฉพาะลูกหนี้กลุ่ม NPL เป็นนโยบายที่ช่วยลูกหนี้ทุกกลุ่ม ทำให้พรรคเพื่อไทยถูกโจมตีด้วยความเข้าใจผิดว่าออกนโยบายทำนองแจกเงินโดยไม่มีขอบเขต

หรือกรณีภาพและบทสัมภาษณ์ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในประเด็นศาสนาตั้งแต่เมื่อปี 2562 ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำช่วงใกล้วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569จะนับว่าเป็น Misleading Content ก็ได้ เพราะคำพูดของธนาธรถูกตัดทอนให้สั้นลงจนทำให้ผู้รับสารอาจไม่เข้าใจความหมายจริงๆ ที่เจ้าตัวต้องการอธิบาย แต่จะนับเป็น Manipulated Content ก็ได้เช่นกัน เพราะมีการตัดต่อภาพโดยระบุว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 หัวหน้าพรรคประชาชนคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สุดท้าย ที่น่าเป็นห่วงจริงๆ คือการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพราะทำให้การสร้างเนื้อหาเท็จทำได้ง่ายและแนบเนียนขึ้น ดังกรณีคลิปวิดีโอ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่เคยให้สัมภาษณ์กับรายการของไทยรัฐในประเด็นชายแดนไทย – กัมพูชา ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบทำคลิปปลอมให้เหมือนว่าเจ้าตัวระบุพรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวมีสิทธิเทียบเท่าคนไทย หรือกรณีภาพ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถูกตัดต่อเป็นภาพสวมเสื้อสีส้มซึ่งเป็นสีของพรรคประชาชน และลาออกจากพรรคภูมิใจไทยแล้ว 

ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณีนี้ทำได้ค่อนข้างยาก อย่างคลิปปลอมของหัวหน้าพรรคประชาชน ต้องอาศัยการสังเกตสิ่งผิดปกติที่พอจะมองเห็นได้โดยเทียบกับคลิปจริงจากไทยรัฐนอกจากนั้นยังต้องตรวจสอบกับบริบทอื่นๆ โดยรอบ เช่น เว็บไซต์ของพรรคประชาชนที่ไม่มีนโยบายดังกล่าวปรากฏ เช่นเดียวกับภาพอนุทินสวมเสื้อสีส้ม นอกจากภาพต้นฉบับที่เจ้าตัวสวมเสื้อสีน้ำเงินแล้ว ยังต้องเทียบกับช่วงเวลา โดยภาพปลอมถูกเผยแพร่วันที่ 2 ก.พ. 2569 อ้างว่าอนุทินลาออกจากพรรคภูมิใจไทย แต่ยังมีรายงานข่าวทั้งจากพรรคภูมิใจไทยและสำนักข่างอื่นๆ อีกหลายแห่ง ที่ระบุว่าวันที่ 3 ก.พ. 2569 อนุทินยังไปช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงในพื้นที่ จ.นนทบุรี 

นี่คือ  โจทย์ใหญ่” ท้าทายการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่ AI ถูกพัฒนาให้ผลิตเนื้อหาได้เหมือนกับของจริงมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งแม้ผู้พัฒนา AI จะพยายามวางแนวทางป้องกันอย่างการใส่ลายน้ำให้เห็นชัดๆ ว่าเป็นภาพหรือคลิปวิดีโอที่สร้างด้วย AI แต่ในความเป็นจริงก็พบเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยที่อำนวยความสะดวกในการลบลายน้ำออก ทำให้การแยกแยะ จริง – ลวง” แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่ผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมจากความเข้าใจผิดของผู้ลงคะแนน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://blog.cofact.org/th/7informatiindisorder69/ (รู้จัก!7 ประเภทข่าวลวง (Information Disorder) ตามเกณฑ์ของ First Draft News : Cofact 3 ก.พ. 2569)

https://firstdraftnews.org/long-form-article/understanding-information-disorder/ (Understanding Information disorder : First Draft News 22 ก.ย. 2563)

https://www.thairath.co.th/news/politic/2890600 (“แพทองธาร ชินวัตร” ประกาศลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว ยันยังเป็นสมาชิก : ไทยรัฐ 22 ต.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/reort6998/ (จากไทยรักไทยถึงเพื่อไทย! ข้อกล่าวหาโยง‘ขายชาติ’ศาลตัดสินอย่างไรบ้าง? : โคแฟค 26 ม.ค. 2569)

https://www.bbc.com/thai/articles/czxkwqrn5rro (“ยกเครื่องพรรค พท. ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางที่จำเป็นต้องเดิน” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หน.พรรคเพื่อไทยคนใหม่ : BBC ไทย 31 ต.ค. 2568)

https://election.ptp.or.th/party-list (ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้ง 2569 : เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย)

https://www.vote62.com/69/party/เพื่อไทย

https://election.ptp.or.th/constituency (ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ในการเลือกตั้ง 2569 : เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-pheuthai-25122025/ (ผู้ใช้เฟซบุ๊ก-X เผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ “นโยบายล้างหนี้” ของพรรคเพื่อไทย : โคแฟค 25 ธ.ค. 2568) 

https://www.youtube.com/watch?v=WHYuvUyxTyg (เปิดวิสัยทัศน์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย : พรรคเพื่อไทย 16 ธ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-wiroj-15012026/ (ภาพ “วิโรจน์” ถูกตัดต่อใส่ข้อความเท็จ ถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกครั้งช่วงนับถอยหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. : โคแฟค 15 ม.ค. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-thanathorn-quote-03022026/ (คำให้สัมภาษณ์ของ “ธนาธร” เรื่องการอุปถัมภ์ศาสนาพุทธถูกนำมาตัดทอน-บิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด : โคแฟค 3 ก.พ. 2569)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1513660635431113&set=a.222431017176628 (อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดแบบไม่ตัดตอน จากปากของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : GM Live 22 มี.ค. 2562)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-sso-10022026/ (คลิป “ณัฐพงษ์” ระบุพรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคม เป็นคลิปที่ใช้ AI ดัดแปลงภาพและเนื้อหา : โคแฟค 10 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-pheu-thai-02022026/ (ภาพคอนเสิร์ต “เลดี้กาก้า” ในบราซิล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยฟังปราศรัยที่พัทยา : โคแฟค 2 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-anutin-03022026/ (ภาพ “อนุทิน” จากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ถูกตัดต่อใส่เสื้อสีส้ม-โพสต์ข้อความว่าลาออกจากภูมิใจไทย : โคแฟค 3 ก.พ. 2569)

https://election.bhumjaithai.com/news/113148 (ลุยตลาดเมืองนนท์ ชาวบ้านชื่นชมผลงาน : พรรคภูมิใจไทย 3 ก.พ. 2569)

https://www.thairath.co.th/news/politic/2911756 (“อนุทิน” เมิน “มาร์ค” เตือน กทม. กาน้ำเงินได้ส้ม มั่นใจไม่มีเหตุชายแดน 8 ก.พ. ได้เลือกตั้ง : ไทยรัฐ 3 ก.พ. 2569)

https://thestandard.co/anutin-campaign-nonthaburi-kanyaporn/ (เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงเมืองนนท์ ช่วยกัญญาพร ชูผลงานไม่อ้อนขอคะแนน : The Standard 3 ก.พ. 2569)

https://x.com/onenews31/status/2018549778087617022 (เช้าวันนี้ (3 ก.พ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วย ผศ.ดร.สิริกัญญ์ อินทรประเสริฐ หรือ ดร.ปริ๊นซ์ ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 3 เบอร์ 8 และผู้สมัครอีก 7 เขตหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ : ช่อง ONE31 3 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-wiroj-15012026/ (ภาพ “วิโรจน์” ถูกตัดต่อใส่ข้อความเท็จ ถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกครั้งช่วงนับถอยหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. : โคแฟค 15 ม.ค. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-thanathorn-quote-03022026/ (คำให้สัมภาษณ์ของ “ธนาธร” เรื่องการอุปถัมภ์ศาสนาพุทธถูกนำมาตัดทอน-บิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด : โคแฟค 3 ก.พ. 2569)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1513660635431113&set=a.222431017176628 (อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดแบบไม่ตัดตอน จากปากของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : GM Live 22 มี.ค. 2562)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-sso-10022026/ (คลิป “ณัฐพงษ์” ระบุพรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคม เป็นคลิปที่ใช้ AI ดัดแปลงภาพและเนื้อหา : โคแฟค 10 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-pheu-thai-02022026/ (ภาพคอนเสิร์ต “เลดี้กาก้า” ในบราซิล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยฟังปราศรัยที่พัทยา : โคแฟค 2 ก.พ. 2569)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-anutin-03022026/ (ภาพ “อนุทิน” จากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ถูกตัดต่อใส่เสื้อสีส้ม-โพสต์ข้อความว่าลาออกจากภูมิใจไทย : โคแฟค 3 ก.พ. 2569)

https://election.bhumjaithai.com/news/113148 (ลุยตลาดเมืองนนท์ ชาวบ้านชื่นชมผลงาน : พรรคภูมิใจไทย 3 ก.พ. 2569)

https://www.thairath.co.th/news/politic/2911756 (“อนุทิน” เมิน “มาร์ค” เตือน กทม. กาน้ำเงินได้ส้ม มั่นใจไม่มีเหตุชายแดน 8 ก.พ. ได้เลือกตั้ง : ไทยรัฐ 3 ก.พ. 2569)

https://thestandard.co/anutin-campaign-nonthaburi-kanyaporn/ (เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ปั่นจักรยานหาเสียงเมืองนนท์ ช่วยกัญญาพร ชูผลงานไม่อ้อนขอคะแนน : The Standard 3 ก.พ. 2569)

https://x.com/onenews31/status/2018549778087617022 (เช้าวันนี้ (3 ก.พ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วย ผศ.ดร.สิริกัญญ์ อินทรประเสริฐ หรือ ดร.ปริ๊นซ์ ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 3 เบอร์ 8 และผู้สมัครอีก 7 เขตหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ : ช่อง ONE31 3 ก.พ. 2569)

ผู้ประกันตนผ่าฟันคุดโดยไม่ต้องสำรองจ่ายหากรักษาในสถานพยาบาลที่ทำ MOU กับประกันสังคมเท่านั้น

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ประกันตนผ่าฟันคุด 1,500-2,500 บาท ฟรี ไม่ต้องสำรองจ่าย เริ่ม 1 พ.ค. 2569 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** ผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่ายหากใช้เข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ทำ MOU กับประกันสังคมเท่านั้น

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ก.พ. 2569 ผู้ใช้งานเว็บไซต์ cofact.orgส่งภาพมาให้โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิของผู้ประกันตน ภาพดังกล่าวมีโลโก้สำนักงานประกันสังคมและข้อความ “เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ผ่าฟันคุดฟรี! ไม่ต้องสำรองจ่าย แบบง่าย 1,500.- แบบยาก 2,500.-” 

🔎โคแฟคตรวจสอบ: ภาพดังกล่าวมีที่มาจากเฟซบุ๊ก “EventPass” ซึ่งโพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 11 ก.พ. และนำมาเผยแพร่อีกครั้งในบัญชีติ๊กตอก “eventpass_official” เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ในโพสต์ต้นฉบับมีคำบรรยายประกอบว่าตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป ผู้ประกันตนผ่าฟันคุดได้ฟรีโดยไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน โดยต้องเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ทำข้อตกลง MOU กับสำนักงานประกันสังคม แต่ถ้าไปสถานพยาบาลที่ยังไม่เข้าร่วม ต้องจ่ายเองก่อนแล้วค่อยยื่นเบิกทีหลัง โดยอัตราที่กำหนดคือ 1,500 บาท สำหรับการผ่าฟันคุดที่ไม่ซับซ้อน และ 2,500 บาทสำหรับกรณีที่มีความยาก ซึ่งทันตแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณา

ข้อมูลดังกล่าวตรงกับมติที่ประชุมของคณะกรรมการประกันสังคมที่รายงานโดยสื่อมวลชนหลายสำนัก รวมถึงเว็บไซต์ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนที่ระบุว่า “บอร์ดประกันสังคมมีมติเห็นชอบปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม ปรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีผ่าฟันคุด โดยแบ่งตามความยากง่ายของการรักษา ได้แก่ กรณีผ่าฟันคุดไม่ยาก อัตราอยู่ที่ 1,500 บาท กรณียุ่งยากซับซ้อน อัตราอยู่ที่ 2,500 บาท หากผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ทำความตกลง (MOU) จะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนต่าง แต่หากเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ไม่ได้ทำทำความตกลง (MOU) สามารถสำรองจ่ายแล้วนำใบเสร็จมาเบิกคืนได้ กำหนดเกณฑ์ประเมินความยากง่ายชัดเจน โดยพิจารณาจากข้อมูลทางการแพทย์ เช่น ภาพ X-ray ในระบบเบิกจ่าย และปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์การทำรากฟันเทียม และ การรักษารากฟัน มีผลบังคับใช้ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป” 

ข้อสังเกตโคแฟค: แม้โพสต์ต้นทางจะให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับการสำรองจ่าย แต่เมื่อภาพประกอบนี้ถูกส่งต่อโดยไม่มีข้อความอธิบายประกอบอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการผ่าฟันคุดได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายทุกแห่ง แต่ที่ถูกต้องคือไม่ต้องสำรองจ่ายเฉพาะสถานพยาบาลที่ทำ MOU กับสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

ภาพ “อนุทิน” ถ่ายรูปคู่ “เบน สมิธ”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/zpxqhbhbcs29


สสส. ส่งอีเมลขอเชิญคนไทยร่วมแสดงความคิดเห็น และแนบลิงก์แสดงความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1w24emvkbf4nn


คลิป “เท้ง ณัฐพงษ์” ยืนแถลงเรื่อง สส.พรรคประชาชนซื้อเสียง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/345m17idkw3ad


คลิปณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิกล่าวว่า “พรรคประชาชนมีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคมได้”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2e9h2j75u1uqz


ขอนแก่นแจ้งความถูกมิจฉาชีพหลอกสูงสุดในประเทศ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/murn8ctvfkwf


ไม่ส่ง “ประกันสังคมมาตรา 33” เบี้ยปรับสูง แถมมีโทษอาญา อาจถูกอายัดทรัพย์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1y3hl4ug4ku6m


องค์กรต้านทุจริตเตือน ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย ไทยรั้งอันดับ 116 ดัชนีคอร์รัปชันโลก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/284yqy96kdwvx


ประกันสังคม เพิ่มสิทธิผ่าฟันคุด 1,500-2,500 บาท เริ่ม 1 พ.ค. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14xt3oo0pqx4b


กรมศิลปากรเตรียมบูรณะปราสาทตาควาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10wfdva07w5d4


 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีโครงการทำหมันช้างป่า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/340ycdg9r6odn

ขึ้นภาษี VAT เป็น 10% เป็นข้อเสนอของสว. ปิยพัฒน์ รองอนุฯ กมธ. ด้านการคลังของวุฒิสภา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว. ชงขึ้นภาษี VAT 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** เป็นข้อเสนอในงานสัมมนา “ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “คนไทยเตรียมตัว ส.ว. ชงเข้มรัฐบาล ใหม่ให้ขึ้น VAT7% เป็น 10% ใน 3 ปี เก็บภาษีหุ้น-ทองคำทั้งซื้อขายแบบ ในร้านและออนไลน์ ยกเลิกเกณฑ์เงิน ได้ต่อปีไม่ถึง 1.8 ล้านไม่ต้องจด VAT ให้เก็บหมดแบบไม่มีเงื่อนไข เก็บภาษี เดินทางออกนอกประเทศสำหรับคน ไทยสูงสุดคนละ 1,000 บาท”

เจ้าของโพสต์ไม่ได้ให้รายละเอียดหรืออ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ปิยพัฒน์ สุภาวรรณ สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลังของวุฒิสภา เป็นผู้เสนอเรื่องนี้ในงานสัมมนาเรื่อง “ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 

โคแฟคตรวจสอบวิดีโอบันทึกงานสัมมนาที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กวุฒิสภา พบว่ามีรายละเอียดของข้อเสนอดังนี้

สว.ปิยพัฒน์ระบุว่า ปัจจุบัน VAT เป็นรายได้หลักของรัฐบาล มีมูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ แต่ไทยเก็บ VAT ที่ร้อยละ 7 มานานกว่า 30 ปี และยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน จึงเสนอควรปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 โดยปรับเพิ่มขึ้นทุกปีร้อยละ 1 ก็จะถึงเป้าหมายที่ร้อยละ 10 ได้ภายใน 3 ปี อย่างไรก็ตาม ต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบของประชาชนด้วย

▪ เสนอให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจโดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้พึงประเมิน จากปัจจุบันที่มีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี  ทั้งนี้เชื่อว่าการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นราว 2-3 แสนล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม สว.ปิยพัฒน์เห็นว่าควรยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในสินค้าบางประเภทต่อไป เช่น การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์และเนื้อสัตว์ภายในประเทศ เคมีภัณฑ์สำหรับใช้กับพืชและสัตว์ ปุ๋ย ปลาป่นอาหารสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสารและตำราเรียน

▪ เสนอให้จัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากในส่วนนี้ได้รับการยกเว้นมานานกว่า 40 ปี โดยในช่วงที่เริ่มมาตรการยกเว้นนั้นให้เหตุผลว่าต้องการส่งเสริมการเติบโตของตลาด แต่ปัจจุบันมูลค่าตลาดหลักทรัพย์เติบโตสูงขึ้นมาแล้วถึง 22 เท่า จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องยกเว้นภาษีขายหุ้นอีกต่อไป และหากจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ได้รัฐจะมีรายได้เพิ่มราว 1.6-1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี 

▪ เสนอให้ศึกษาแนวทางจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำและประเมินผลกระทบต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทองคำ รวมถึงระบบการลงทุนทองคำในประเทศอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็น การซื้อขายทองคำจริง การซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มหรือการซื้อขายแบบ Paper Gold ตลอดจนการซื้อขายทองคำที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท 

▪ เสนอว่าควรจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2526 โดยเก็บในอัตรา 1,000 บาทต่อคน สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน และ 500 บาทสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์หรือเรือ คาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม 2.8 หมื่นล้านบาทต่อปี และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย