จากไทยรักไทยถึงเพื่อไทย! ข้อกล่าวหาโยง‘ขายชาติ’ศาลตัดสินอย่างไรบ้าง?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เอ่ยชื่อ “พรรคเพื่อไทย” หรือหากจะย้อนไปไกลกว่านั้นคือตั้งแต่ยุคของ “พรรคไทยรักไทย – พรรคพลังประชาชน” หนึ่งในคำที่หลายคนอาจนึกถึงพร้อมกันคือ “ขายชาติ” เพราะเป็นคำที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมักหยิบยกมาโจมตีทางการเมือง อย่างในช่วงที่ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณี “คลิปหลุด” เสียงสนทนากับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลังจากนั้นในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ก็สามารถพบความเห็นโดยอ้าง “ศาลตัดสิน” ว่าเพื่อไทยขายชาติได้อยู่เนืองๆ 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554 ให้นิยามคำว่า ขายชาติ ว่าหมายถึง ขยายความลับประเทศชาติของตนแก่ศัตรูหรือเอาใจออกหากไปเข้ากับศัตรู เพราะเห็นแก่สินจ้างหรือสิ่งตอบแทนเพื่อทำลายล้างประเทศชาติของตนขายบ้านขายเมือง ก็ว่า. ซึ่งนับตั้งแต่ยุคสมัยของพรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย มีหลายเรื่องราวที่รัฐบาลของขั้วการเมืองกลุ่มนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับต่างประเทศและกลายเป็นคดีความในศาล แต่คำถามสำคัญคือ มีคดีใดบ้างหรือไม่ที่คำตัดสินของศาลเข้าข่ายนิยามดังกล่าว 

– ทักษิณ ชินวัตร : ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย อดีตนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2544 – 2549 ก่อนจะถูกรัฐประหารและต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 จนเกิดกรณี นักโทษชั้น 14” เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณ มีคดีที่ศาลตัดสินแล้วว่าผิดจริง 3 คดี รวมโทษจำคุก 10 ปี แต่กระบวนการนับเวลารับโทษสรุปเป็นจำคุก 8 ปี และต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี 

อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯ ทักษิณ ถูกส่งไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพไม่เคยได้อยู่ในเรือนจำจนถึงวันได้รับอนุญาตให้พักโทษ เกิดการร้องเรียนกรณีนี้ขึ้น กระทั่งวันที่ 9 ก.ย. 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีคำสั่งบังคับโทษ ส่งกลับเข้าเรือนจำตามโทษจำคุก 1 ปี โดยไม่ให้นับเวลา 120 วันที่พักอยู่ รพ.ตำรวจ เนื่องจากไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเหตุวิกฤติจนต้องนำตัวออกมารักษานอกเรือนจำ ซึ่งใน 3 คดีดังกล่าว จะมีอยู่ 1คดี ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ดังนี้

ภาพที่ 1 : 18 ก.พ. 2567 ภาพถ่ายของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในสภาพใส่เฝือกคอและแขน ขณะพักผ่อนที่บ้านจันทร์ส่องหล้า หลังออกจากชั้น 14 รพ. ตำรวจ ตามคำสั่งพักโทษ 
ที่มา : ไทยโพสต์

คดี EXIM Bank ปล่อยกู้รัฐบาลเมียนมา ย้อนไปเมื่อปี 2546 มีการประชุมร่วมกันของ 4 ประเทศ คือไทย เมียนมา ลาวและกัมพูชา ในกรอบความร่วมมือ 5 ด้าน คือ การค้าและการลงทุน , การเกษตรและอุตสาหกรรม , การเชื่อมเส้นทางคมนาคมในภูมิภาค , ด้านการท่องเที่ยว , การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยไม่ได้กล่าวถึงความร่วมมือด้านโทรคมนาคมหรือการสื่อสารแต่อย่างใด แต่ในเวลาต่อมา ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สั่งการให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ปล่อยสินเชื่อให้รัฐบาลเมียนมา 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนของธนาคาร ซึ่งมีข้อสังเกตว่า บริษัทเอกชนของไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการนี้เป็นธุรกิจในเครือญาติของทักษิณ 

ภายหลังรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแห่งรัฐ (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบการกระทำต่างๆ ของรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งเมื่อ คตส. หมดวาระ ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ มีการส่งฟ้องคดี EXIM Bank ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนกระทั่งวันที่ 23 เม.ย. 2562 พิพากษาจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 3 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น

ส่วนอีก 2 คดี เป็นเรื่องภายในประเทศ คือ 1.คดีหวยบนดิน (สลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว) คดีนี้เกี่ยวข้องกับการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ระหว่างงวดวันที่ 1 ส.ค.2546 –  16 ก.ย.2549 แม้จะมีรายงานผลการศึกษาว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย แต่ทักษิณซึ่งเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ได้สั่งการให้เร่งรัดการดำเนินการโดยไม่แก้ไขกฎหมายเสียก่อน อีกทั้งเมื่อดำเนินการแล้วยังทำให้กองสลากขาดทุน 7 งวด กระทั่งในวันที่ 6 มิ.ย. 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 2 ปี ในความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

และ 2.คดีแปลงสัญญาสัมปทานหุ้นชินคอร์ป ว่าด้วยช่วงปี 2544 – 2549 ที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป โดยให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (2) ประกอบมาตรา 122 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ

นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีทักษิณเป็นนายกฯ ยังอนุมัติให้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ลงวันที่ 28 ม.ค. 2546 ให้ลดพิกัดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากอัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 และมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2546 เห็นชอบแนวทางให้คู่สัญญาภาคเอกชนนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้หรือค่าสัมปทานที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐได้

การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เชอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ DPC ซึ่งอยู่ในเครือชินคอร์ปได้ประโยชน์ จึงเข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น คดีนี้ในวันที่ 30 ก.ค. 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 5 ปี 

โดยสรุป..ข้อกล่าวหาที่ศาลตัดสินว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดและต้องโทษจำคุกนั้น ทั้งหมดเป็นคดีที่เกี่ยวกับ ผลประโยชน์ทับซ้อน” การใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องแต่ทำให้รัฐเสียหายทั้งสิ้น รวมถึงคดี EXIM Bank ซึ่งในปี 2561 ทาง EXIM Bank ได้ออกมาเปิดเผยว่า เงินกู้ 4,000 ล้านบาท ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ทางการเมียนมาได้ใช้คืนจนครบถ้วนไปตั้งแต่ปี 2559 แล้ว

ภาพที่ 2 : นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช 
ที่มา : เฟซบุ๊ก “Noppadon Pattama”

– นพดล ปัทมะ : หากจะมีใครที่เกี่ยวข้องกับขั้วการเมืองของทักษิณ ชินวัตร แล้วโดนข้อกล่าวหาที่ตรงกับนิยาม ขายชาติ” อย่างชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนพรรคการเมืองรุ่นที่ 2 สืบต่อมาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับต่างประเทศโดยตรง 

ย้อนไปในปี 2551 ประเทศไทยในยุคของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ซึ่งมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เผชิญความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างประเทศกัมพูชา เมื่อกัมพูชาต้องการนำ ปราสาทพระวิหาร ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกกับองค์การยูเนสโก นพดลซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น ได้ไปลงนาม แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา ในวันที่ 18 มิ.ย. 2551 

การกระทำดังกล่าวทำให้ถูก ป.ป.ช. ยื่นฟ้องตาม ป.อาญา ม.157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยชี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้ไทยเสียดินแดน แต่ไม่มีการนำเข้าที่ประชุมรัฐสภา ตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่บังคับใช้อยู่ในเวลานั้น  กระทั่งในวันที่ 4 ก.ย. 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีคำพิพากษา ยกฟ้อง โดยสรุปได้ดังนี้ 

1.ประเด็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ : ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลย (นพดล ปัทมะ) เข้ารับตำแหน่งและรับทราบข้อมูลต่างๆ ก็ได้จัดให้มีการเจรจาเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากกรณีที่ประสาทพระวิหารจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยไม่เสียดินแดน ซึ่งได้นำข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชามาหารือและข้อความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน จึงแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าได้คำนึงถึงผลประโยชน์และระมัดระวังรักษาสิทธิ์ในดินแดนของประเทศไทยเป็นอย่างดีแล้ว อีกทั้งเป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอมาเป็นลำดับ  

2.ประเด็นการเร่งรีบดำเนินการจนอาจทำให้เสียดินแดน : ศาลเห็นว่า การเสนอร่างคำแถลงการณ์ฯ เพื่อให้มีการลงนาม ไม่ได้เกิดจากการริเริ่มของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการเจรจาร่วม 3 ฝ่ายคือไทย กัมพูชา และผู้ที่เกี่ยวข้องจากยูเนสโกในการขอขึ้นมรดกโลก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นยูเนสโกได้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯ  ที่เห็นว่าปราสาทพระวิหาร ทรงคุณค่าและมีความโดดเด่นในการอนุรักษ์ แต่การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ต้องไม่กระทบปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก เคยมีคำวินิจฉัยไว้

ซึ่งก่อนที่จะลงนามแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว จำเลยได้ปรึกษาหารือกับคณะทำงาน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปด้วยกันอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เปิดเผยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ส่วนที่ต้องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 18 มิ.ย. 2551 ก็เพื่อให้ทันก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกระหว่างวันที่ 2-8 ก.ค.2551

ศาลยังระบุด้วยว่า เมื่อกัมพูชาจะยื่นคำขอพร้อมแผนผังเพื่อขอขึ้นทะเบียน กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ให้กรมแผนที่ทหารลงพื้นที่และใช้เทคโนโลยีตรวจสอบจุดเขตแดนว่ามีการรุกล้ำในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของตัวปราสาทที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทกันหรือไม่ ซึ่งก็ไม่พบ อีกทั้งเมื่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีที่มีผู้ฟ้องเกี่ยวกับการสนับสนุนขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ศาลปกครองห้าม รมว.ต่างประเทศ นำแถลงการณ์ร่วมไปใช้ดำเนินการใดๆ แล้ว จำเลย ก็ได้สั่งให้หยุดดำเนินการไว้ทันที 

และเสนอขอให้คณะกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเลื่อนการประชุมออกไปก่อน แต่ภายหลังที่มีการประชุมใหม่ก็สืบเนื่องจากที่ยูเนสโกพิจารณาว่าสามารถขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้โดยไม่กระทบปัญหาเขตแดน ดังนั้นการกระทำของจำเลย (นพดล ปัทมะ) จึงสมเหตุสมผลที่ข้าราชการต่างประเทศประเมินได้ ทั้งไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย

3.ประเด็นแถลงการณ์ร่วมฯ ต้องเข้าที่ประชุมรัฐสภา : ศาลเห็นว่า ได้ความจากอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พยานระบุว่า ร่างแถลงการณ์ไม่ใช่หนังสือสัญญา จึงไม่ได้เสนอผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยกรมสนธิสัญญาฯ มีหน้าที่เสมือนที่ปรึกษากฎหมาย โดยการจะพิจารณาเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและปัญหาเขตแดน จะมีกรมสนธิสัญญาฯ และกรมแผนที่ทหารช่วยในการตรวจสอบ จึงเห็นว่า การกระทำของจำเลยสมเหตุสมผลขณะนั้น ซึ่งฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่นำร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ

และ 4.ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนด้านทรัพยากรพลังงานในทะเล : มีการอ้างว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีผลประโยชน์เรื่องการขุดเจาะน้ำมันในทะเล นำมาซึ่งการเร่งรีบยอมรับแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า หลังลงนามแถลงการณ์ร่วมฯ ไม่มีบริษัทเอกชนที่อดีตนายกฯ ทักษิณ หรือนพดลซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศในขณะนั้นถือหุ้นอยู่ เข้าไปขุดเจาะน้ำมัน อีกทั้งคำให้การของพยานก็มาจากรายงานของสื่อแต่ไม่มีหลักฐานอื่นพอให้อนุมานได้ว่าทั้ง 2 จะได้รับผลประโยชน์ ทั้งหมดนี้ทำให้องค์คณะผู้พิพากษามีมติ 6 ต่อ 3 ให้ยกฟ้อง นพดล ปัทมะ พ้นข้อกล่าวหา

10 ปีผ่านไป ในเดือนสิงหาคม 2568 มีรายงานว่า นพดล ปัทมะ ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จกรณีกล่าวหาว่าตนทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนในคดีปราสาทพระวิหาร พร้อมกับว่าศาลตัดสินยกฟ้องตนในเรื่องนี้ไปตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. 2558 แล้ว  

อย่างไรก็ตาม แม้คำตัดสินของศาลจะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ปรากฏในห้วงเวลาดังกล่าวว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างผลประโยชน์ทับซ้อนด้านพลังงานในทะเลกับเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างตระกูลชินวัตร และตระกูลฮุน เรื่องนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา  ทวีสิน มาจนถึง นางสาว แพรทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ ได้บรรจุเรื่องการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย=กัมพูชา ให้เป็นหนึ่งในสิบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลฯ แต่การเจรจายังไม่ทันได้เริ่ม เพราะเกิดปัญหากระทบกระทังตามแนวชาแดนทางบกเสียก่อน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นางสาว แพรทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณี “คลิปเสียงคุยกับฮุน เซน

ภาพที่ 3 : 21 ส.ค. 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงหลุด
ที่มา : BBC ไทย

– แพทองธาร ชินวัตร : มาถึงพรรครุ่นที่ 3 ต่อจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน อย่างพรรคเพื่อไทย” คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2568 เมื่อปรากฏคลิปเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น กับ ฮุน เซน ประธารวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา โดยมีคำพูดของแพทองธาร สร้างความไม่พอใจและไม่สบายใจกับสังคมไทย เช่น บอกกับฮุน เซน ว่าอยากได้อะไรก็ให้บอกมา หรือเอ่ยถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยในขณะนั้นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามท่ามกลางสถานการณ์ของ 2 ประเทศที่ตึงเครียด หลังการปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่ายที่ช่องบก เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 และมีการปิดด่านชายแดน กระทั่งในวันที่ 29 ส.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย 2 ประเด็น ดังนี้ 

1.ข้อกล่าวหา ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ในส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่เข้าข่ายโดยให้เหตุผลว่า แม้จะมีการเจรจากันอย่างไม่เป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน แต่ไม่ปรากฏว่า แพทองธารได้ทำตามข้อเสนอใดๆ ของอดีตนายกฯ กัมพูชา ไม่มีการก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งในเวลานั้น ฮุน เซน เรียกร้องให้ฝ่ายไทยเปิดด่านชายแดน 

เมื่อผู้ถูกร้อง (แพทองธาร ชินวัตรยังคงมีเจตนายึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเพื่อปกป้องเพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงหรือเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อเอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย -กัมพูชา มิได้ยอมรับข้อเสนออันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ประเทศชาติ

การเจรจาของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหาและเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติและมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องจึงยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นข้อกล่าวหาไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์)

2.ข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนมาตรจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เข้าข่ายโดยให้เหตุผลว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง (แพทองธาร) ที่มีวัตถุประสงค์เจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชาจึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ และความประสงค์ของฮุน เซน มากกว่าประโยชน์ของความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับอดีตผู้นำกัมพูชา และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีศักยภาพรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติอันเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด

โดยเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว คือคะแนนนิยมและศักยภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง หรือยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอน หรือทำให้เสียหาย ซึ่งเกียรติภูมิ หรือเกียรติของนายกรัฐมนตรี และประเทศไทย เพราะความนิยม ซึ่งหมายความว่า เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ หรือการน่าเชื่อถือของประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนควรภาคภูมิใจ ขาดความภาคภูมิใจ และความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรี

ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศอันมีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 1 ข้อ 6 8 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่า มีลักษณะร้ายแรง (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง)

โดยสรุปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อ้างอิงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 170 (4) เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 โดยมาตรา 160 (5) ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องของการทำให้ตำแหน่งนายกฯ เสื่อมเกียรติ ไม่น่าเชื่อถือ โดยนำผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะยังไม่ถึงขั้นกระทำการอันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติ ยังไม่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) ที่ระบุว่ารัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ก็ตาม

ภาพที่ 4 : ปุรวิชญ์ วัฒนสุข
ที่มา : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 

แม้คำตัดสินในของศาลคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับขั้วการเมืองตระกูลชินวัตรตั้งแต่พรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย จะไม่ใช่ความผิดที่เข้าข่ายขายชาติในแง่กฎหมาย แต่ข้อกล่าวหานี้ยังคงถูกพูดถึงเสมอโดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่อยู่ในฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่ง ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปักป้ายว่าขายชาติมันได้ทำงานของมันแล้ว เรื่องนี้คือเรื่องการเชื่อและการถูกทำให้เชื่อ หากมีคนเชื่อก็ไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด ไม่ว่าอย่างไรก็มีคนเชื่อ 

ถึงแม้ข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาจะไม่จริงอย่างไร มันก็ไม่ได้ไปลบล้างสิ่งที่ถูกทำให้เชื่อไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงถูกหยิบยกมาใช้เป็นประเด็นโจมตีการเมืองเสมอ แล้วที่ยังใช้ได้ เพราะมีคนเชื่อ จริงๆ เขาก็พยายามลบล้างสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอด โดยก็นำเสนอว่าไม่จริง แต่เรื่องนี้มันกลับไปที่จุดเริ่มต้นว่ามันเป็นเรื่องการเชื่อและถูกทำให้เชื่อ เมื่อมีคนเชื่อไปแล้วแสดงว่าการปักป้ายแบบนี้ยังขายได้ อาจารย์ปุรวิชญ์ กล่าว 

ส่วนคำถามที่ว่า ในมุมของสื่อ ทั้งที่เป็นสื่อมวลชนกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจน ประชาชนในฐานะผู้รับสาร เรื่องนี้ให้บทเรียนหรือแง่คิดอะไรได้บ้าง อาจารย์ปุรวิชญ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นมาตลอดหลายสิบปี ทั้งทุกขั้วทุกฝ่าย ต่างฝ่ายต่างถูกปักป้าย แล้วฝ่ายตรงข้ามก็พร้อมจะเชื่อ ซึ่งเป็นความน่ากังวลเพราะจะทำให้ ารเมืองและสังคมแบ่งขั้วกันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีตรงกลาง

ก่อนจะจบบทความนี้ ผู้เขียนต้องขอบอกกล่าวมา ณ ทีนี้ด้วยว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่ใช่ นายแบก หรือแฟนคลับของพรรคเพื่อไทยหรืออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แต่ที่หยิบยกเรื่องนี้มาเขียนก็เพื่อทำให้เห็นว่าข้อกล่าวหาที่พูดกันเรื่องขายชาตินั้นข้อเท็จจริงที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมไปแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่ทางโคแฟคย้ำเสมอมาว่า แม้เราจะเห็นต่างกันได้ในความชอบหรือไม่ชอบ..แต่ขอให้ความเห็นนั้นตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง (Fact Base)” โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองที่การตัดสินใจของประชาชนมีผลต่อการเลือกตัวแทนเข้าไปใช้อำนาจบริหารประเทศ!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://dictionary.orst.go.th/ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554) ได้ปรึกษาหารือกับคณะทำงาน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปด้วยกันอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เปิดเผยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติhttps://www.thaipbs.or.th/news/content/356333 (เปิดคำสั่งศาลฯ “ฉบับเต็ม” บังคับโทษ “ทักษิณ” คดีชั้น 14 ให้นำตัวกลับเข้าเรือนจำ : ThaiPBS 9 ก.ย. 2568)

https://www.bangkokbiznews.com/politics/1198048 (ย้อนตำนาน 3 คดีฉาว ชนวนบังคับโทษจำคุก 1 ปี ส่ง ‘ทักษิณ’ เข้าเรือนจำ : กรุงเทพธุรกิจ 9 ก.ย. 2568)

https://www.thaipost.net/one-newspaper/537034/ (ทักษิณชิลนั่งรับแดด ออกรพ.ใส่เฝือกคอ-แขน ทวีชี้หมดหน้าที่ราชทัณฑ์ : ไทยโพสต์ 19 ก.พ. 2567)

https://www.isranews.org/main-issue/75872-report04_75872.html (ย้อนผลสอบคตส.-หนังสือ ‘สุรเกียรติ์’ มัดทักษิณสั่งปล่อยกู้ Exim Bank – ก่อนโดนคุก 3 ปี : สำนักข่าวอิศรา 23 เม.ย. 2562)

https://www.thaipost.net/main/detail/10374 (เอ็กซิมแบงก์เผยพม่าเคลียร์หนี้เงินกู้ยุคทักษิณหมดแล้ว : ไทยโพสต์ 31 พ.ค. 2561)

https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_330952 (ศาลฎีกานักการเมือง สั่งจำคุก “ทักษิณ” คดีชินคอร์ป อีก 5 ปี! รวมโทษคดีเก่า 10 ปี : มติชนสุดสัปดาห์ 30 ก.ค. 2563)

https://www.naewna.com/politic/418209 (ศาลฎีกาฯสั่งคุก 2 ปี’ทักษิณ’ไม่รอลงอาญา ปมออกหวยบนดิน : แนวหน้า 6 มิ.ย. 2562) 

https://www.bbc.com/thai/thailand-48541023 (หวยบนดิน : คดีล่าสุด สั่งจำคุก 2 ปี ทักษิณ ชินวัตร “เร่งรัด” ทำ แม้รู้ว่า “ขัดต่อกฎหมาย” , BBCไทย 6 มิ.ย. 2562)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1263619229127866&set=a.365200502303081 (หลายคนสงสัย “ทักษิณ ชินวัตร” ถูกจำคุกเพราะอะไร ? : Thai PBS News , 10 ก.ย. 2568)

https://mgronline.com/crime/detail/9580000100486 (ศาลฎีกาฯ มีมติ 6-3 ยกฟ้อง “นพดล ปัทมะ” ลงนามปราสาทพระวิหารไม่ผ่านสภา : ผู้จัดการ 4 ก.ย. 2558) 

https://www.isranews.org/content-page/item/41119-news02_41119_02.html (“นพดล”รอด! มติศาลฎีกาฯ 6:3 ยกฟ้องคดีเขาพระวิหาร-ปฏิบัติสมเหตุผล : สำนักข่าวอิศรา 4 ก.ย. 2558)

https://tpchannel.org/radio/news/30839 (สส.นพดล พรรคเพื่อไทย เตรียมฟ้องกลับผู้บิดเบือน ปมใส่ร้ายเท็จเรื่องเขาพระวิหาร ชี้ศาลยกฟ้องแล้ว : สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา 21 ส.ค. 2568)

https://www.isranews.org/article/isranews-news/126299-PM-Thailand-Energy-Executive-Forum-news-new.html (‘เศรษฐา’ยันเดินหน้าถก‘กัมพูชา’ ขุด‘ขุมทรัพย์พลังงาน’ 20 ล้านล. ในพื้นที่ทับซ้อนฯโดยเร็ว : สำนักข่าวอิศรา 14 ก.พ. 2567)

https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1148688 (เดิมพันขุมทรัพย์พลังงาน ‘ไทย-กัมพูชา’ เปิดชื่อผู้รับสัมปทานเดิม ‘เชฟรอน’ 5 แปลง : กรุงเทพธุรกิจ 11 ต.ค. 2567)

https://www.bbc.com/thai/articles/cyvn9r857ego(ย้อนข้อต่อสู้-ลำดับความเป็นมา “คดีคลิปเสียง” วัน แพทองธาร ขึ้นไต่สวนกลางศาลรัฐธรรมนูญ : BBCไทย 21 ส.ค. 2568)

https://www.naewna.com/politic/910665 (เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! ฟัน‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรง-ทำเสื่อมเสียเกียรติภูมิ : แนวหน้า 29 ส.ค. 2568)

https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/86663.pdf (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 17/2568 วันที่ 29 ส.ค. 2568)

บัญชีติ๊กตอกเผยแพร่คลิป AI ให้ข้อมูลเท็จว่าอมเกลือใต้ลิ้นช่วยแก้อาการปวดหัวไมเกรน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อมเกลือใต้ลิ้นช่วยตัดสัญญาณความเจ็บปวดของอาการปวดหัวไมเกรน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าเกลือช่วยลดอาการปวดศีรษะจากไมเกรนได้ และการรับประทานเกลือมากเกินไปจะยิ่งทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนแย่ลง

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ม.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอกที่อ้างว่าเป็นช่องให้ความรู้ชื่อ“chonglaoreuang2” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 3.3 หมื่นบัญชี โพสต์วิดีโอชื่อ “วิธีแก้อาการไมเกรนด้วยเกลือ” โดยใช้ภาพและเสียงที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) บรรยายว่าให้อมเกลือไว้ใต้ลิ้นและดื่มน้ำตามหากเริ่มมีอาการปวดหัวไมเกรน เนื่องจากเกลือจะช่วยฟื้นฟูสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในเลือด ช่วยลดการบวมของหลอดเลือดในสมอง และตัดสัญญาณความเจ็บปวดของอาการไมเกรนได้ ณ วันที่ 23 ม.ค. วิดีโอนี้มียอดรับชมมากกว่า 8.8 ล้านครั้ง และมียอดกดถูกใจมากกว่า 4.1 แสนครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่าความเชื่อลักษณะคล้ายกันนี้เริ่มเผยแพร่บนโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2562 ไม่ว่าจะเป็นการใช้เกลือ การดื่มน้ำเกลือ หรือแม้กระทั่งการดื่มน้ำผสมเกลือและน้ำมะนาวเพื่อรักษาอาการปวดหัวไมเกรน ซึ่งไม่พบหลักฐานทางวิชาการใดที่ยืนยันว่าเกลือสามารถรักษาอาการปวดหัวไมเกรนได้ตามคำกล่าวอ้าง

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้ข้อมูลผ่านเพจ Anti-Fake News Center Thailand เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ว่าไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เพื่อรักษาอาการ รวมถึงเตือนว่าการรับโซเดียมจากเกลือโดยไม่จำเป็นอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูงหรือโรคไตตามมาได้ 

นอกจากนี้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ระบุว่าภาวะเสียสมดุลอิเล็กโทรไลต์หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่าภาวะเสียสมดุลเกลือแร่ ก็เป็นอีกหนึ่งในตัวกระตุ้นอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน

บทความที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์ healthline.com เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2567 ระบุว่าหากอาการปวดศีรษะเกิดจากการขาดโซเดียมจริง การรับประทานเกลือหรือดื่มน้ำเกลือก็อาจช่วยบรรเทาอาการได้ อย่างไรก็ตาม เกลือแร่ในร่างกายมีหลายชนิด ดังนั้น การดื่มน้ำเกลือจึงไม่ใช่วิธีฟื้นฟูสมดุลของอิเล็กโทรไลต์เพราะร่างกายอาจขาดสมดุลของเกลือแร่ชนิดอื่น เช่น กลูโคส โพแทสเซียม หรือแมกนีเซียมก็เป็นได้ ในทางกลับกัน งานวิจัยปี 2564 และ 2566 พบว่าการรับประทานเกลือมากเกินไปยิ่งทำให้อาการจากไมเกรนแย่ลง

ด้านระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS) แนะนำว่าควรรับประทานยาแก้ปวดอย่างไอบูโพรเฟนหรือพาราเซตามอลเมื่อเกิดอาการปวดศีรษะจากไมเกรน รวมถึงนอนพักในห้องที่ไม่มีแสงรบกวน หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น และควรปรึกษาแพทย์หากเกิดอาการปวดศีรษะมากกว่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์หรือมีอาการรุนแรงขึ้นจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 24 มกราคม 2569

แรงงานต่างด้าว “ไม่มีสิทธิชุมนุมบนผืนแผ่นดินไทย”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vbhsfxp36wh3


โลกไร้แรงโน้มถ่วง 7 วินาที เพราะนาซ่าทำโครงการลับบังเกอร์ใต้ดิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/fffmvalglrf7


ผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล เขตลาดกระบัง “ถูกปล้นชัยชนะ” ในการเลือกตั้งปี 66…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1brabtkx7n9b5


ไอลอว์รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐธรรมนูญ 2560…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1g66tai3fxh0r


โรคไวรัสนิปาห์ ไม่ได้แพร่ระบาดไปทั่ว แบบโควิด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sm4agzvuzg89


16 ม.ค. 69 เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/7y32ki5ic4sn


งานวิจัยใหม่เผย!? พบนกเมืองเปลี่ยน “จะงอยปาก” ช่วงมนุษย์ล็อกดาวน์โควิด-19…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/lh9a209thg1v


ระวัง! ซีรีส์แนวตั้ง เสี่ยงโดนดูดเงิน-ข้อมูล แค่กดดูตอนต่อไปก็ตกเป็นเหยื่อได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pag6xgiv357x


กินเบบี้แครอท 7 อันก่อนนอน แล้วจะช่วยให้หลับสนิท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nb6pyhovcxgh


ยาแก้แพ้ 4 ชนิด กินประจำเร่งสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/17mkrutnxi5w7


สารเร่งลำไยระเบิด ทำให้ไฟไหม้บ้านได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1uyp9dsnk6eh2

เปิดกฎหมายแรงงาน-รัฐธรรมนูญ แก้ความเข้าใจผิด “ต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุมในไทย”

“สวนกระแส”

เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” และ “เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์” โพสต์ข้อความกล่าวอ้างว่าคนต่างด้าว “ไม่มีสิทธิชุมนุมในประเทศไทย” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานและสิทธิแรงงาน โดยสำนักงานแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่าแรงงานต่างด้าวสามารถชุมนุมเรียกร้องสิทธิประโยชน์ด้านแรงงานได้ตามกฎหมายแรงงาน

ตัวอย่างโพสต์ที่สร้างความเข้าใจผิด เช่น วันที่ 25 ม.ค. 2568 เพจ “เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์” โพสต์ข้อความและโปสเตอร์เชิญชวนให้คนไทยออกมารวมตัวคัดค้านการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวเมียนมาในไทย มีข้อความระบุว่า “คนไทยปล่อยให้มันเหิมเกริมมากพอหรือยัง” และ “ที่นี่ประเทศไทย ต่างด้าวไม่มีสิทธิ์มาชุมนุม” (ลิงก์บันทึก) และโพสต์ข้อความลักษณะเดียวกันนี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2568 ว่า “ต่างด้าวไม่มีสิทธิ์จัดชุมนุมบนพื้นแผ่นดินไทย” (ลิงก์บันทึก)

วันที่ 5 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” ผู้ติดตามมากกว่า 57,000 ราย โพสต์ข้อความคัคค้านการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการรวมตัวและสิทธิในการเจรจา โดยอ้างว่าการรับรองอนุสัญญาสองฉบับนี้จะเปิดช่องให้แรงงานเมียนมาเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมคนไทย

“แอดไม่ติดถ้าเกี่ยวกับสิทธิของคนไทย แต่แรงงานพม่าต้องไม่มีสิทธิ์ออกมาเรียกร้องด้วย” แอดมินเพจระบุในโพสต์ (ลิงก์บันทึก)

เพจ “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์เนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับการสิทธิในการชุมนุมของของแรงงานต่างด้าวอีกครั้งในวันถัดมา โดยกล่าวหาวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงาน Bright Future ว่า “เคยโกหกแรงงานพม่าว่ามีสิทธิ์ที่จะชุมนุมทางการเมืองได้ ทั้งที่กระทรวงแรงงานยังไม่ได้เซ็นอนุสัญญาอนุญาตในเรื่องนี้” และ “วันหนึ่งแรงงานพม่าจะประท้วงต่อรองกับนายจ้างจนผู้ประกอบการไทยแข่งขันไม่ได้ อาจจะต้องปิดกิจการในอนาคต…แรงงานพม่าจะประท้วงเรียกร้องสิทธิ์ต่าง ๆ ให้เท่าเทียมกับคนไทย เช่น รักษาฟรี สวัสดิการคนแก่ ทั้งที่ตัวเองเป็นเพียงผู้เข้ามาทำงานไม่ใช่พลเมืองไทย”

ความจริงจากกระทรวงแรงงาน

การชุมนุมของแรงงานต่างด้าวในไทยที่เคยเกิดขึ้นมีทั้งการชุมนุมทางการเมืองและการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิประโยชน์แรงงาน ซึ่งมีกฎหมายรองรับคนละฉบับ

ผู้เขียนสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน เกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการชุมนุมของคนต่างด้าว และได้รับคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

● คนต่างด้าวในไทยชุมนุมด้านสิทธิแรงงานได้หรือไม่: ได้

สำนักงานแรงงานสัมพันธ์เผยว่า หากเป็นกรณีคนต่างด้าวใช้สิทธิเรียกร้องสิทธิประโยชน์ด้านแรงงาน เช่น การชุมนุมนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องขอปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างย่อมกระทำได้ตามขั้นตอนของกฎหมายที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยลูกจ้างมีสิทธินัดหยุดงานได้ตามมาตรา 22 แต่การชุมนุมต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 กำหนดให้สหภาพแรงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกัน แรงงานต่างด้าวที่มีสถานะเป็นลูกจ้างของนายจ้างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างรายวันหรือรายเดือนก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้ โดยจะได้รับการคุ้มครองและได้รับการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเท่าเทียมกับลูกจ้างคนไทย

● คนต่างด้าวชุมนุมทางการเมืองในไทยได้หรือไม่: ขึ้นอยู่กับการตีความรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีกฎหมายข้อใดห้ามไว้

ช่วงที่ผ่านมา มีการชุมนุมทางการเมืองของชาวเมียนมาในไทย เช่น การเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 ที่หน้าอาคารสหประชาชาติแลสถานทูตเมียนมาในกรุงเทพฯ ซึ่งจากภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนพบว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ นอกจากนี้ยังมีชาวเมียนมาบางกลุ่มเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่จัดโดยนักกิจกรรมชาวไทย  

กระทรวงแรงงานให้ข้อมูลว่า เสรีภาพในการชุมนุมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้การรับรองและคุ้มครอง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะไว้ในมาตรา 44 ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การกำจัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียกร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น”

แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนและเป็นประเด็นถกเถียงทางวิชาการมานานว่า เสรีภาพของบุคคลในการชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยนั้นครอบคลุมคนต่างด้าวด้วยหรือไม่ หรือคุ้มครองเฉพาะพลเมืองไทยเท่านั้น

เมื่อพิจารณามาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกอบก็จะพบว่ามีการพูดถึงการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ โดยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอภาคในกฎหมาย ได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน” โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะด้วยเหตุความแตกต่างทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความคิดเห็นทางการเมือง ฯลฯ อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใด

ขณะที่ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ก็ให้การรับรองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยไม่ได้ระบุชัดถึงเชื้อชาติหรือสัญชาติเช่นกัน โดยมาตรา 6 เขียนไว้ว่า “การชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ การใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุมในระหว่างการชุมนุมสาธารณะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระด้านสิทธิแรงงาน ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า ไม่มีบทบัญญัติข้อใดในกฎหมายไทยที่ห้ามไม่ให้คนต่างด้าวชุมนุมอย่างสงบ ทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

● ใครจะได้ประโยชน์หากไทยลงนามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98: คนทำงานทุกคน-ทุกสัญชาติในไทย

ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมสิทธิของคนทำงาน ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมสิทธิแรงงานและยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับหลักสากล ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาพื้นฐานของ ILO แล้วจำนวน 8 ฉบับ จากทั้งหมด 10 ฉบับ อนุสัญญา 2 ฉบับที่ไทยยังไม่ได้รับ ได้แก่ ฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการรวมตัว) และฉบับที่ 98 (เสรีภาพในการเจรจาต่อรอง)

กระทรวงแรงงานชี้แจงว่ากระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาและพิจารณาลงนามในอนุสัญญา ILO สองฉบับนี้มาต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยยืนยันว่าการลงนามในอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อแรงงานต่างด้าว แต่จะช่วยพัฒนาและปกป้องสิทธิของคนทำงานทุกคนในไทย

“การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างระบบการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของทั้งแรงงานและนายจ้างให้ครบถ้วนสมบูรณ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบแรงงานสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพ เป็นธรรม และสอดรับกับมาตรฐานแรงงานสากล อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว” เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานอธิบายกับโคแฟค

อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.ศ. 1948 มีสาระสำคัญในการให้นายจ้างและคนทำงานมีสิทธิจัดตั้งองค์กรด้านแรงงานและรวมตัวกันกระทำกิจกรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน โดยปราศจากการควบคุมและแทรกแซงของรัฐบาล เช่น รวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน นัดหยุดงานโดยสงบได้

จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายกับข้อกำหนดของอนุสัญญาฯ พบว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาฯ ได้แก่ การให้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซงกิจการขององค์กรด้านแรงงานได้ เช่น การให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้นายจ้างห้ามปิดงานและสั่งให้ลูกจ้างห้ามหยุดงาน หากเห็นว่าการปิดงานและการนัดหยุดงานนั้นอาจก่อความเสียหายแก่เศรษฐกิจหรือก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขในการจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นสถานประกอบกิจการประเภทเดียวกัน มีนายจ้างคนเดียวกัน และต้องมีสัญชาติไทย อีกทั้งยังไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิในการตั้งสหภาพฯ ของกลุ่มอาชีพอื่น เช่น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู พยาบาล ฯลฯ เป็นต้น

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับนี้แล้วจำนวน 158 ประเทศ โดยในอาเซียนมี 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ค.ศ. 1949 มีสาระสำคัญในการที่รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่รวมตัวกันเป็นสหภาพและร่วมกิจกรรมของสหภาพจากการแทรกแซงและการกระทำอันไม่เป็นธรรมของนายจ้าง

จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายกับข้อกำหนดของอนุสัญญาฯ พบว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีบทบัญญัติบางประการที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาฯ ได้แก่ ให้ความคุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมทางสหภาพแรงงานเฉพาะในระหว่างที่มีการจ้างงานรวมไปถึงการเลิกจ้าง แต่ไม่ได้ให้ความคุ้มครองในช่วงที่เริ่มก่อการจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือก่อนการจดทะเบียนสหภาพ

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับนี้แล้วจำนวน 168 ประเทศ โดยในอาเซียนมี 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

ข้อสรุป

ข้อความที่เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” และบัญชีเฟซบุ๊กของอัครวุธ บุรณพนธ์ ซึ่งตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “มือปราบต่างด้าว” รวมถึงบัญชีโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่มักเผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังแรงงานต่างด้าว โพสต์ว่าแรงงานต่างด้าว “ไม่มีสิทธิชุมนุมในประเทศไทย” นั้นเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิแรงงานในไทย

การชุมนุมของแรงงานต่างด้าวเพื่อเรียกร้องสิทธิด้านแรงงาน เช่น การชุมนุมนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องขอปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ย่อมกระทำได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 แต่ต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะเป็นลูกจ้างของนายจ้างโดยตรง ทั้งลูกจ้างรายวันหรือรายเดือนมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้ โดยจะได้รับการคุ้มครองและได้รับการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเท่าเทียมกับลูกจ้างคนไทย

สำหรับการชุมนุมทางการเมืองหรือการชุมนุมในเรื่องอื่น ๆ นั้น สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักสากลและรัฐธรรมนูญไทยให้การรองรับ โดยมาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” แต่ยังมีการตีความที่แตกต่างกันว่าคำว่า “บุคคล” มาตรานี้รวมถึงคนต่างด้าวด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตามนักวิชาการด้านแรงงานให้ความเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติข้อใดในกฎหมายไทยที่ห้ามไม่ให้คนต่างด้าวชุมนุมอย่างสงบ ทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะอนุญาต และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

โคแฟคฯ ร่วมกิจกรรมอบรมสื่อสารสร้างสรรค์ ประเด็นแรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย

วันที่ 21 ม.ค. 2569 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมจัดการ อบรมการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ แรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย ซึ่งโคแฟคจัดร่วมกับ Centre for Humanitarian Dialogue (HD) และ Tellscore ณ ห้องประชุม 206 ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยกิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์สร้างความตระหนักรู้กับนักสื่อสารทางออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์ – คอนเทนต์ครีเอเตอร์) ในประเด็นการลดอคติที่มีต่อแรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า การทำงานของโคแฟคคือการตรวจสอบข่าวลวง แต่หลายครั้งสิ่งที่พบก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือเป็นจริงเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเรื่องเล่า (Narrative) ที่ผสมระหว่างสิ่งที่จริงบ้าง – ไม่จริงบ้าง หรือผสมกันทั้งข้อเท็จจริง ความคิดเห็นและความรู้สึก ซึ่งยากที่จะหักล้างด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องใช้การเล่าเรื่องในอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่สังคม 

หากมองย้อนไปในอดีตเรามีเพียงสื่ออนาล็อก เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปสื่อ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร (Communication Right) และสนับสนุนการสื่อสารของเสียงที่ไม่ถูกได้ยิน (Voice of Voiceless) ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นกลุ่มคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อย กลุ่มที่ถูกหลงลืม กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเปราะบาง ที่ไม่ค่อยปรากฏในสื่อใหญ่ๆ เนื่องจากจำนวนสื่อมีน้อยและเน้นให้ความสนใจประเด็นภาพรวมระดับชาติ 

จนกระทั่งปัจจุบันได้หลุดพ้นจากยุคสื่อผูกขาด กลุ่มเสียงที่ก่อนหน้านี้ไม่ถูกได้ยินก็มีเสียงมากขึ้น ด้านหนึ่งคือการเปิดพื้นที่ให้คนได้สื่อสารอย่างกว้างขวาง แต่อีกด้านหนึ่งก็เปรียบเหมือนมหาสมุทรข้อมูลข่าวสาร และหากไม่มีทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นอย่างที่ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ใช้คำว่า มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon) ซึ่งนำไปสู่วันสิ้นสุดของข้อเท็จจริง 

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเนื้อหาแม้จะมีความตั้งใจในการผลิตเนื้อหาที่ดีแต่ก็ต้องเผชิญกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างอัลกอริทึมที่บริษัทเทคโนโลยีตั้งค่าระบบไว้ ดังที่หลายคนตัดพ้อว่าทำแล้วยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ไม่ขึ้นบ้าง หรือถูกปิดกั้นการมองเห็นบ้าง ทำให้เนื้อหาดีๆ หลายครั้งก็ไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย ราวกับว่าเราต้องเป็นคนที่พิเศษสุดมากๆ (Extraordinary) จึงจะสามารถฝ่าโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันของข้อมูลข่าวสารภายใต้ระบบที่ต้องจ่าย (Boost หรือ Promote) เพื่อเพิ่มโอกาสให้เนื้อหาถูกมองเห็นเป็นวงกว้าง 

เรายังต้องสื่อสารประเด็นทางสังคมอีก คือเราไม่ใช่จะลุกขึ้นมาทำให้เนื้อหาเราดังเพื่อที่จะมี Economic Purpose (วัตถุประสงค์ด้านเศรษฐกิจ)หรือเรื่องธุรกิจอย่างเดียว แต่เรามี Social Cost (ทุนทางสังคม) หรือว่าปัญหาทางสังคมที่เราแบกไว้ด้วย ที่จะทำให้สื่อสารออกไป นี่ก็เลยเป็นโจทย์ที่ยากขึ้น แต่ก็ดีใจที่มีหลายๆ กลุ่มเห็นความสำคัญเรื่องนี้แล้วก็มาทำร่วมกัน สุภิญญา กล่าว 

หนึ่งในกิจกรรมของงานนี้คือวงสนทนา จากชุชนสู่หน้าฟีด : พลังเล่าเรื่องแรงงานและชาติพันธุ์โดยมี บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค ร่วมวงสนทนาด้วย โดยยกตัวอย่างการตรวจสอบข้อมูล 2 เรื่อง คือ 1.แรงงานข้ามชาติสามารถเป็นลูกจ้างทำงานขายของหน้าร้านได้หรือไม่? ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้แล้วตามกฎหมาย ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ที่ออกมาในปี 2563 โดยอยู่ในบัญชี 4 แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ ยังเข้าใจและแชร์ต่อไปอยู่ว่าขายของหน้าร้านเป็นอาชีพสงวนห้ามแรงงานข้ามชาติทำ ซึ่งเป็นข้อมูลเก่าที่ประเทศไทยเคยห้ามจริง โดยอยู่ในพระราชกฤษฎีกา กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522

2.กรมการปกครองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง จะทำให้บุตรหลานแรงงานข้ามชาติได้สัญชาติไทยโดยการเกิด นำไปสู่การลงสนามการเมืองในอนาคตจริงหรือไม่?ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจาก พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการให้สัญชาติไทยกับคนที่เกิดในไทยแต่ไม่สามารถระบุสัญชาติใดๆ ได้เลย ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากสมัยก่อนการแจ้งเกิดหรือระบบทะเบียนมีปัญหามากโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ดังที่เห็นในข่าวว่าหลายคนเพิ่งมีบัตรประชาชนไทยในวัยสูงอายุแล้ว  

โดยข้อเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวของกรมการปกครอง มาจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 23/2567 ลงวันที่ 2 ต.ค. 2567 ว่าผู้ที่ได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ไม่ถือว่าได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสิทธิ์ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่งผลให้คนกลุ่มนี้เสียสิทธิ์

ขณะที่กรณีบุตรของแรงงานข้ามชาติ แม้แจ้งเกิดในไทยแต่ก็จะต้องได้สัญชาติประเทศต้นทางตามพ่อแม่ ในอนาคตหากกลุ่มนี้ได้เรียนหนังสือในระบบการศึกษาไทยต่อเนื่องยาวนาน มีความผูกพันกับประเทศไทยและประสงค์ยื่นขอสัญชาติไทย ก็จะต้องผ่านเงื่อนไขและกระบวนการตามมาตรา 10 และ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ซึ่งทั้ง 2 มาตราดังกล่าว ไมได้มีการขอแก้ไขแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเป็นคนละส่วนกัน

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากย้ำคือแม้ต้องการสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่สังคม แต่ก็ต้องอยู่บนฐานของข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งการทำงานของโคแฟคเองหรือแม้แต่สื่อมวลชนจะระมัดระวังเรื่องนี้อย่างมาก โดยทั่วไปจะค้นหาข้อมูล เช่น ข้อกฎหมาย ประกาศคำสั่งต่างๆ จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือหาทางสอบถามกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นจริงๆ แต่อีกด้านหนี่งก็อยากให้หน่วยงานต่างๆ เข้าใจการทำงานเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Check) ด้วย ข้อมูลใดที่เป็นข้อมูลเปิดเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ก็อยากให้ช่วยให้ข้อมูล เพื่อที่รายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจะได้ออกมาถูกต้องและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อย งานหลายอย่างคนไทยเองก็ไม่ค่อยทำแล้ว ไม่เฉพาะงานระดับล่าแต่รวมถึงงานวิชาชีพบางอาชีพด้วยที่ขาดแคลน เช่น พยาบาล พี่เลี้ยงเด็ก คนดูแลผู้สูงอายุ ก็ต้องยอมรับว่าไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ ดังนั้นจะทำอย่างไรที่ต้องมีทั้งการ 1.ควบคุม หมายถึงทำให้ปฏับัติตามกฎหมายเสมอหน้ากันทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ 2.คุ้มครอง หมายถึงคุ้มครองสิทธิต่างๆ ที่แรงงานข้ามชาติพึงมีพึงได้ ต้องให้ความเป็นธรรม และ 3.ส่งเสริม อย่างในต่างประเทศ จะมีการส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเรียนภาษาและวัฒนธรรมของประเทศที่ไปอยู่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างคนท้องถิ่นกับชาวต่างชาติ บัญชา กล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

มหาวิทยาลัยนับ “ชั่วโมงกิจกรรม” ให้นิสิตที่เข้าฟังแคนดิเดตนายกฯ บรรยาย ผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ม.พะเยา เชิญแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชนมาบรรยายพิเศษ โดยประชาสัมพันธ์ว่านิสิตที่เข้าฟังได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง ผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่?

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ฝ่ายกฎหมาย กกต. ให้ข้อมูลว่าหากเป็นการรับจ้างบรรยายทางวิชาการตามความเชี่ยวชาญและอาชีพของผู้สมัคร โดยไม่มีถ้อยคำชักจูงให้ลงคะแนนก็ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่หากมีการจูงใจให้ลงคะแนนอาจผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 ที่ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดชักชวนให้ไปลงคะแนนด้วยการเสนอหรือสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงิน ขณะที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐอาจผิดมาตรา 78 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทําการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กและบัญชีผู้ใช้ X รวมทั้งสื่อมวลชน เช่น แนวหน้า ผู้จัดการออนไลน์และ Top News เผยแพร่ภาพโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การบรรยายพิเศษโดยวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน (ปชน.) จัดที่มหาวิทยาลัยพะเยาในวันที่ 20 ม.ค. ในโปสเตอร์มีข้อความว่า “นิสิตที่เข้าร่วมได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง” ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียตั้งคำถามว่าการให้ชั่วโมงกิจกรรมแก่นิสิตที่เข้ามาฟังการบรรยายของแคนดิเดตนายกฯ ปชน. เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ 

ขณะที่บัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายโพสต์ข้อความกล่าวหา ปชน. และมหาวิทยาลัยพะเยา เช่น

  • บัญชี X ชื่อ “กระบี่ไร้เทียมทาน” โพสต์ว่า “เอาคะแนนมาล่อ? ชาวเน็ตฉะยับ พรรคส้มชวนฟังเสวนา พ่วงแจกชั่วโมงกิจกรรมนิสิต”
  • เพจเฟซบุ๊ก “หมออนามัยขี้mout” โพสต์ว่า “พรรคส้มไปจัดเวทีและมีคะแนนกิจกรรม 3 ชั่วโมง กลับไม่มีการชี้แจงว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ และมีการสัญญาว่าจะให้ (คะแนนการร่วมกิจกรรม) แก่นักศึกษาใช่หรือไม่” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคตรวจสอบกับทีมงานของวีระยุทธ พรรค ปชน. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยพะเยาได้ข้อมูลดังนี้ 

▪  โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่สื่อมวลชนและบัญชีโซเชียลมีเดียนำมาเผยแพร่นั้น เป็นโปสเตอร์จริงที่จัดทำขึ้นโดยสาขาเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งเป็นผู้จัดกิจกรรมดังกล่าว โปสเตอร์มีข้อความว่า “ขอเชิญชวนบุคลากรและนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยาเข้าร่วมกิจกรรม ‘ไทยเทา ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มอง(ไม่)เห็น’ โดย รศ.ดร. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกลำดับที่ 3 20 มกราคม 2569 13.00-16.00 น. นิสิตที่เข้าร่วมได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง”

▪  แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยพะเยาให้ข้อมูลว่าการบรรยายพิเศษนี้เป็นกิจกรรมของสาขาวิชาที่เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์มาบรรยายให้นิสิตฟัง โดยได้ติดต่อวีระยุทธมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 เนื้อหาการบรรยายไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนการนับชั่วโมงกิจกรรมนั้นเป็นการปฏิบัติตามปกติของคณะต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนให้นิสิตเข้าร่วมกิจกรรม

▪  ทีมงานของวีระยุทธ ปชน. ให้ข้อมูลว่าได้รับการประสานงานจากสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ให้ไปบรรยายในฐานะนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ในกิจกรรมทางวิชาการประจำปีของคณะ เนื้อหาการบรรยายแบ่งเป็น 5 หัวข้อ เช่น เสือตัวที่สี่ การผงาดของเวียดนาม ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องวิชาการทั้งสิ้น ไม่มีการนำข้อมูลพรรคไปหาเสียง

▪ โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่านิสิตที่เข้าร่วมจะได้รับชั่วโมงกิจกรรมนั้น เป็นการจัดทำของคณะฯ ทีมงานของพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้รับรู้ก่อนที่จะเผยแพร่    

▪ โคแฟคไม่พบคลิปเสียงหรือวิดีโอที่บันทึกการบรรยายของวีระยุทธ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเนื้อหาการบรรยายเป้นอย่างไร

ธัญเทพ ปาระมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 1 สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. ให้สัมภาษณ์โคแฟคในกรณีนี้ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ก้าวล่วงการประกอบอาชีพโดยสุจริตของผู้สมัคร ดังนั้นผู้ที่มีอาชีพเป็นอาจารย์พิเศษ นักวิชาการหรือวิทยากรก็สามารถรับจ้างบรรยายได้ตามความรู้ความสามารถที่มีโดยไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่การบรรยายนั้นจะต้องไม่มีการจูงใจให้ลงคะแนนให้ตนหรือพรรคของตน

แต่หากมีการจูงใจให้ลงคะแนนอาจผิด มาตรา 73(1) ที่ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดชักชวนให้ไปลงคะแนนด้วยการเสนอหรือสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ซึ่งต้องตีความว่า “ชั่วโมงกิจกรรม” หรือ “หน่วยกิต” คำนวณเป็นเงินได้หรือไม่ ขณะที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐอาจผิดมาตรา 78 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทําการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง 

ทั้งนี้หากมีผู้ร้องเรียนในประเด็นนี้ กกต. จะก็ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือแม้ไม่มีผู้ร้องเรียน กกต. ก็สามารถริเริ่มการตรวจสอบเองได้หากเห็นว่าประเด็นนั้นเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและสาธารณะ

โลกออนไลน์ที่ไม่รู้ว่าอะไรจริง – ลวงอีกต่อไป เมื่อใครๆ ก็เข้าถึง‘AI’ทำภาพ-คลิปวิดีโอได้แนบเนียน

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

วันนี้ผมขึ้นรถไฟครั้งแรกในชีวิตครับ ไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้ ตอนรถแล่นมาจู่ๆ เครนก็ล้มทับเสียงดังมาก คนกรี๊ดกันเต็มไปหมด ผมเองโดนกระจกบาดคิ้วแตก หัวแตก” 

คลิปวิดีโอความยาว 10 วินาที เป็นภาพชายหนุ่มในสภาพมีผ้าก๊อซปิดแผลบริเวณหน้าผาก ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กและยูทูบ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 หรือ 2 วันหลังเหตุโศกนาฎกรรมเครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงพังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษดีเซลราง (สปรินเตอร์) ขบวนที่ 21 ขณะกำลังมุ่งหน้าสู่ จ.อุบลราชธานี บริเวณ กม.รถไฟที่ 220 หลัก 9 บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย และบาดเจ็บ 69 ราย 

คลิปดังกล่าวมีการแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก ความเห็นส่วนใหญ่เป็นไปในทางเห็นใจผู้ประสบเหตุ แต่ก็มีบ้างเช่นกันที่ตั้งข้อสงสัยว่า เป็นคลิปวิดีโอจริงหรือถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เนื่องด้วยปรากฏโลโก้ Sora เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generation AI) ที่พัฒนาโดย “OpenAI” เจ้าของเดียวกับ AI แชทบอทถามอะไรก็ตอบได้อย่าง “Chat GPT” โดย Sora นั้นเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมืองวันที่ 9 ก.ย. 2567

ภาพที่ 1 : คลิปวิดีอ้างเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับขบวนรถไฟ กับข้อสงสัยว่าเป็นคลิปที่สร้างโดย AI หรือไม่เนื่องจากปรากฏโลโก้ Sora

– Sora คืออะไร? : ในการเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2567 ทาง OpenAI ใช้ชื่อว่า “Sora is here” ซึ่งเป็นการเปิดตัวหลังจากรายงานความคืบหน้าไปเมื่อเดือน ก.พ. 2567 เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ ChatGPT Plus และ Pro โดยผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p ความยาวสูงสุด 20 วินาที และในอัตราส่วนภาพแบบไวด์สกรีน แนวตั้ง หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผู้ใช้งานสามารถนำเนื้อหาของตนเองมาขยาย ปรับแต่ง และผสมผสาน หรือสร้างเนื้อหาใหม่ทั้งหมดจากข้อความได้

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าวการเปิดตัวของ Sora AI ว่า OpenAI จะบล็อกการสร้างและการอัปโหลดเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น สื่อลามกอนาจารเด็ก และวิดีโอปลอมแปลงทางเพศบน Sora เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด นอกจากนั้น การอัปโหลดของผู้ใช้จะถูกจำกัดในช่วงเปิดตัว แต่ OpenAI ตั้งใจที่จะขยายฟีเจอร์นี้ไปยังผู้ใช้มากขึ้นเมื่อได้ปรับปรุงมาตรการป้องกันวิดีโอปลอมแปลงทางเพศให้ดียิ่งขึ้นแล้ว 

อีก 1 ปีต่อมา ในวันที่ 30 ก.ย. 2568 ทาง OpenAI ก็ได้เปิดตัว “Sora 2” โดยหัวข้อ “Sora 2 is here” บนเว็บไซต์ openai.com ระบุว่า เป็นการปรับปรุงเพื่อให้สามารถสร้างวิดีโอที่โมเดลวิดีโอรุ่นก่อนๆ ทำได้ยากมาก หรือบางอย่างแทบจะทำไม่ได้เลย ในฐานะระบบสร้างวิดีโอและเสียงสำหรับการใช้งานทั่วไป โมเดลนี้สามารถสร้างเสียงพื้นหลัง เสียงพูด และเอฟเฟกต์เสียงที่ซับซ้อนได้อย่างสมจริง อีกทั้งยังสามารถนำองค์ประกอบจากโลกจริงใส่เข้าไปใน Sora 2 ได้โดยตรง

ตัวอย่างเช่น เมื่อโมเดลดูวิดีโอของเพื่อนร่วมงานเรา มันสามารถใส่บุคคลนั้นเข้าไปในโลกที่ Sora สร้างขึ้น พร้อมจำลองรูปลักษณ์และเสียงออกมาได้อย่างแม่นยำ ความสามารถนี้เป็นความสามารถทั่วไป และสามารถนำใช้ได้กับมนุษย์ สัตว์ หรือวัตถุก็ได้ โมเดลนี้ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์และมีข้อผิดพลาดมากมาย แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าการเพิ่มขนาดเครือข่ายประสาทเทียมด้วยข้อมูลวิดีโอจะช่วยให้เราเข้าใกล้การจำลองความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจาก OpenAI ระบุ

ภาพที่ 2 : ตัวอย่างภาพจากวิดีโอที่สร้างโดย Sora2 พร้อมคำสั่ง (Prompt) ที่ใช้ในการสร้าง 

ที่มา : OpenAI

– มีข้อกำหนดอะไรในการใช้งาน Sora AI บ้าง? ทาง Open AI ได้ระบุข้อกำหนดไว้ในหัวข้อ “Launching Sora responsibly” เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ดังนี้ 1.การแยกแยะเนื้อหาที่สร้างโดย AI (Distinguishing AI content) คลิปวิดีโอที่สร้างด้วย Sora จะมีสัญญาณบ่งชี้แหล่งที่มาทั้งที่มองเห็นได้และมองไม่เห็น ในช่วงเปิดตัว วิดีโอทั้งหมดจะมีลายน้ำที่มองเห็นได้ นอกจากนี้ วิดีโอ Sora ทุกเรื่องยังฝังข้อมูลเมตา C2PA ซึ่งเป็นลายเซ็นมาตรฐานอุตสาหกรรม และยังมีเครื่องมือค้นหาภาพและเสียงย้อนกลับภายในองค์กรที่สามารถติดตามวิดีโอไปยัง Sora ได้อย่างแม่นยำสูง โดยต่อยอดจากระบบที่ประสบความสำเร็จจากการสร้างภาพ ChatGPT และ Sora 1

2.การใช้ภาพเหมือนโดยได้รับความยินยอม (Consent-based likeness) เป็นมาตรการป้องกันเพื่อให้แน่ใจว่าภาพและเสียงของผู้ใช้งานจะถูกใช้โดยได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งานนั้นเองผ่านทางฟีเจอร์ Cameo ของ Sora ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ทำให้วิดีโอ AI มีชีวิต โดยระบบสามารถจำลองรูปลักษณ์ ท่าทาง และอารมณ์จากต้นแบบที่อัปโหลดได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่ผู้ใช้งานใช้คำสั่งการใช้งาน(Prompt) กำหนด โดยไม่ต้องพึ่งนักแสดงหรือทีมถ่ายทำจริงอีกต่อไป นอกจากนี้เจ้าของภาพและเสียงยังสามารถเพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงได้ตลอดเวลา OpenAI ยังใช้มาตรการเพื่อบล็อกภาพบุคคลสาธารณะ (ยกเว้นผู้ที่ใช้ฟีเจอร์ Cameo แน่นอน)

นอกจากนี้ วิดีโอที่มี Cameo ของผู้ใช้งาน รวมถึงฉบับร่างที่สร้างโดยผู้ใช้รายอื่นจะปรากฏให้เห็นเสมอ ทำให้เจ้าของภาพและเสียงนั้นสามารถตรวจสอบและลบ (และหากจำเป็น สามารถรายงาน) วิดีโอใดๆ ที่มี Cameo ได้อย่างง่ายดาย ผู้พัฒนา ยังใช้มาตรการป้องกันความปลอดภัยเพิ่มเติมกับวิดีโอใดๆ ที่มี Cameo และผู้ใช้งาน ยังสามารถตั้งค่ากำหนดพฤติกรรมของ Cameo ของผู้ใช้งานได้ 

3.มาตรการป้องกันสำหรับวัยรุ่น (Safeguards for teens) Sora มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ที่อายุน้อยกว่า รวมถึงการจำกัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ฟีดได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับวัยรุ่น โปรไฟล์ของวัยรุ่นจะไม่ถูกแนะนำให้ผู้ใช้งานที่เป็นผู้ใหญ่ได้เห็น และผู้ใหญ่ไม่สามารถเริ่มต้นส่งข้อความกับวัยรุ่นได้ การควบคุมโดยผู้ปกครองแบบใหม่ใน ChatGPT ช่วยให้ผู้ปกครองจัดการได้ว่าวัยรุ่นสามารถส่งและรับข้อความส่วนตัวได้หรือไม่ รวมถึงเลือกฟีดที่ไม่ปรับแต่งส่วนบุคคลในแอปพลิเคชั่น Sora และโดยค่าเริ่มต้น วัยรุ่นยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่สามารถเลื่อนดูเนื้อหาใน Sora ได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

4.คัดกรองเนื้อหาที่เป็นอันตราย (Filtering harmful content) Sora ใช้ระบบป้องกันหลายชั้นเพื่อรักษาความปลอดภัยของฟีดในขณะที่ยังคงเปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ในขั้นตอนการสร้าง ระบบจะพยายามบล็อกเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยก่อนที่จะถูกสร้างขึ้น รวมถึงเนื้อหาทางเพศ การโฆษณาชวนเชื่อของผู้ก่อการร้าย และการส่งเสริมการทำร้ายตัวเอง โดยตรวจสอบทั้งข้อความแจ้งเตือนและผลลัพธ์ในเฟรมวิดีโอและบันทึกเสียงหลายเฟรม 

ผู้พัฒนาได้ทดสอบระบบเพื่อสำรวจความเสี่ยงใหม่ๆ และเข้มงวดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพมากขึ้น เนื่องจาก Sora มีความสมจริงมากขึ้นและมีการเพิ่มการเคลื่อนไหวและเสียง นอกเหนือจากการสร้างภาพแล้ว ระบบอัตโนมัติจะสแกนเนื้อหาฟีดทั้งหมดเทียบกับนโยบายการใช้งานทั่วโลก และกรองเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะสมกับวัยออก ระบบเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเมื่อผู้พัฒนาได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงใหม่ๆ และเสริมด้วยการตรวจสอบโดยมนุษย์ที่มุ่งเน้นไปที่อันตรายที่มีผลกระทบสูงสุด

5.ระบบรักษาความปลอดภัยด้านเสียง (Audio safeguards) การเพิ่มเสียงลงใน Sora ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และถึงแม้ว่าการป้องกันที่สมบูรณ์แบบนั้นทำได้ยาก แต่ผู้พัฒนายังคงลงทุนอย่างจริงจังในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง Sora จะสแกนข้อความถอดเสียงที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อตรวจสอบการละเมิดนโยบายที่อาจเกิดขึ้น และยังบล็อกความพยายามในการสร้างเพลงที่เลียนแบบศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่หรือผลงานที่มีอยู่ ระบบของ Sora ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับและหยุดการกระทำดังกล่าว และเคารพคำขอให้ลบจากผู้สร้างที่เชื่อว่าผลลัพธ์ของ Sora ละเมิดผลงาน

6.การควบคุมและการแก้ไขปัญหาของผู้ใช้ (User control and recourse) ผู้ใช้งานเลือกได้ว่าจะแชร์วิดีโอของตนเองเมื่อใดและอย่างไร และสามารถลบเนื้อหาที่เผยแพร่แล้วได้ทุกเมื่อ วิดีโอจะถูกแชร์ไปยังฟีดก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานเลือกที่จะทำเช่นนั้นเท่านั้น ทุกวิดีโอ โปรไฟล์ และความคิดเห็นสามารถถูกรายงานได้หากมีการละเมิด โดยมีขั้นตอนการดำเนินการที่ชัดเจนเมื่อมีการละเมิดนโยบาย ผู้ใช้งานยังสามารถเลือกที่จะบล็อกบัญชีได้ทุกเมื่อ ซึ่งจะป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเห็นโปรไฟล์หรือติดต่อผู้ใช้งานผ่านข้อความโดยตรง

– นอกจาก Sora แล้ว ยังมีเครื่องมือ AI สำหรับสร้างคลิปวิดีโอจากผู้พัฒนารายอื่นๆ อีกหรือไม่? :หากนำคำว่า “video gen ai tools” ไปค้นหาในอินเตอร์เน็ต จะพบการแนะนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generation AI) สำหรับทำคลิปวิดีโอจำนวนมาก เช่น Veo โดย Google , Grok Imagine โดยบริษัท xAI ของ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของ SpaceX , Tesla และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่าง X หรืออย่าง Canva ที่หลายคนนิยมนำมาทำสไลด์นำเสนอผลงาน รวมถึง Capcut โปรแกรมตัดต่อวิดีโอยอดนิยมของยุคนี้ ก็มีฟังก์ชั่นใช้ AI สร้างคลิปวิดีโอด้วย เป็นต้น

ภาพที่ 3 : ข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) หรือบิดเบือน (Disinformation) อยู่ในอันดับ 2 ของความเสี่ยงระยะสั้น (2 ปี) และอันดับ 4 ของความเสี่ยงระยะยาว (10 ปี) 
ที่มา : รายงาน Global Risks Report 2026 โดย World Economic Forum

– เครื่องมือ AI สำหรับทำคลิปวิดีโอกับความเสี่ยงข่าวลวงระบาด : แม้จะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และอำนวยความสะดวกในการนำเสนอผลงาน แต่เครื่องมือเครื่องมือ AI สำหรับทำคลิปวิดีโอที่ใช้งานได้ง่าย สะดวกและเข้าถึงได้ในราคาไม่แพง กำลังกลายเป็นความกังวลในระดับโลกว่าอาจทำให้ปัญหา ข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือน (Fake News – Disinformation)” ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะนับวันเครื่องมือเหล่านี้สามารถสร้างวิดีโอได้เนียนเราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง 

รายงานข่าว Google’s AI video tool amplifies fears of an increase in misinformation โดยสำนักข่าวอัลจาซีราของกาตาร์ วันที่ 26 มิ.ย. 2568 กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับ “Veo3” เครื่องมือ AI สร้างคลิปวิดีโอที่พัฒนาโดย Google ซึ่งสามารถสร้างวิดีโอความยาว 8 วินาทีจากข้อความที่กำหนด ระบบนี้เป็นหนึ่งในระบบที่ครอบคลุมที่สุดที่มีให้ใช้งานในปัจจุบันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สร้างภาพและเสียงที่สมจริงมากจนผู้ชมทั่วไปแทบจะแยกไม่ออก

เพื่อดูว่ามันทำอะไรได้บ้าง อัลจาซีราจึงสร้างวิดีโอปลอมขึ้นมาในเวลาไม่กี่นาที โดยใช้ข้อความแจ้งว่าผู้ประท้วงในนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกาอ้างว่าได้รับเงินค่าจ้างให้เข้าร่วมการประท้วง ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรครีพับลิกันมักใช้เพื่อลดทอนความชอบธรรมของการประท้วง พร้อมกับภาพที่ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นความไม่สงบที่รุนแรง ผลลัพธ์ที่ได้แทบแยกไม่ออกจากภาพเหตุการณ์จริง

นอกจากนี้ อัลจาซีรายังสร้างวิดีโอปลอมที่แสดงภาพการโจมตีด้วยขีปนาวุธทั้งในกรุงเตหะราน(อิหร่าน) และกรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอลโดยใช้คำสั่ง “แสดงภาพการทิ้งระเบิดในเทลอาวีฟ” และคำสั่งที่คล้ายกันสำหรับเตหะราน Veo 3 ระบุในเว็บไซต์ของตนว่าบล็อก “คำขอและผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย” แต่ อัลจาซีรากลับไม่มีปัญหาในการสร้างวิดีโอปลอมเหล่านี้ รายงานของอัลจาซีรา เล่าถึงการทดลองสร้างคลิปวิดีโอปลอมด้วยเครื่องมือของ Google 

เบน โคลแมน (Ben Colman) ซีอีโอของบริษัทตรวจจับการใช้เทคโนโลยีปลอมภาพและเสียง(deepfake) อย่างReality Defender กล่าวกับอัลจาซีรา ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้สร้างวิดีโอให้ดูเหมือนว่ากำลังพูดอยู่ในงาน Web Summit โดยใช้เพียงภาพถ่ายภาพเดียวและเงินเพียงไม่กี่ดอลลาร์ ซึ่งพบว่าสามารถหลอกทีมงานและเพื่อนร่วมงานของตน ตลอดผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยได้ และหากคนแบบตนยังทำแบบนี้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที อยากให้ลองนึกภาพดูว่าหากเป็นผู้ไม่หวังดีที่มีแรงจูงใจบวกกับมีเวลาและมีทรัพยากรไม่จำกัดจะทำอะไรได้บ้าง

ขณะที่ทาง Google ชี้แจงว่า Google มุ่งมั่นที่จะพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ และมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อปกป้องผู้ใช้จากอันตรายและควบคุมการใช้เครื่องมือ AI ของบริษัท เนื้อหาใดๆ ที่สร้างขึ้นด้วย Google AI จะมีลายน้ำ SynthID และยังเพิ่มลายน้ำที่มองเห็นได้ในวิดีโอของ Veo ด้วย ทั้งนี้ ในปี 2567 Google เคยเผยแพร่รายงานที่ยอมรับถึงภัยคุกคามจากเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ว่าจะทำให้ปัญหาข้อมูลเท็จรุนแรงขึ้น เนื่องจากวิธีการเหล่านี้สามารถสร้างเนื้อหาเสียงและภาพที่สมจริงสูง รวมถึงข้อความที่เป็นธรรมชาติและลื่นไหล ในระดับที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อนหากปราศจากแรงงานคนจำนวนมหาศาล

รายงานข่าว Sora gives deepfakes ‘a publicist and a distribution deal.’ It could change the internet โดยสำนักข่าว NPR สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ เดซี โซเดอร์เบิร์ก – ริฟกิน (Daisy Soderberg-Rivkin) อดีตผู้จัดการฝ่ายความไว้วางใจและความปลอดภัยของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok ที่กล่าวว่า Sora น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของอินเตอร์เน็ต เป็นช่วงเวลาที่ deepfake เปลี่ยนจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งอาจทำให้ผู้คนห่างเหินจากสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ทำลายความเชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือของสิ่งที่ผู้คนรับชมทางออนไลน์

ฉันไม่ได้กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่วิดีโอปลอมจะส่งผลต่อการเลือกตั้งมากนัก แต่กังวลเกี่ยวกับการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระดับพื้นฐานมากกว่า ในโลกที่ทุกอย่างสามารถเป็นของปลอมได้ และของปลอมเหล่านั้นดูและรู้สึกเหมือนจริง ผู้คนจะหยุดเชื่อทุกอย่าง” โซเดอร์เบิร์ก – ริฟกิน กล่าว 

– การแข่งขันทางธุรกิจกำลังส่งผลกระทบต่อสังคม? รายงานข่าวของ NPR ยังอ้างว่าได้พุดคุยกับอดีตพนักงานของ OpenAI ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อต่อสาธารณะเกี่ยวกับเครื่องมือ Sora โดยรายแรกกล่าวว่า การเปิดตัว Sora เป็นการบอกให้โลกรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร วิดีโอ AI อาจเป็นพรมแดนสุดท้ายของสื่อสังคมออนไลน์ที่ยังไม่ถูกพิชิต และ OpenAI ต้องการเป็นเจ้าของมัน แต่ในขณะที่ซิลิคอนวัลเลย์แข่งขันกันอย่างดุเดือด บริษัทต่างๆ จะบิดเบือนกฎเกณฑ์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และนั่นอาจเป็นผลเสียต่อสังคม

อดีตพนักงานอีกราย ให้ความเห็นว่า การปล่อยแพลตฟอร์ม AI deepfake ออกมานั้นเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ถูกต้อง แม้ว่ามันจะส่งผลให้ความรู้สึกร่วมกันเกี่ยวกับความเป็นจริงของทุกคนพังทลายลงก็ตาม ดังนั้นเราจึงมาถึงจุดที่บอกไม่ได้แล้วว่าอะไรจริง – ไม่จริงในโลกออนไลน์ ซึ่งทั้ง OpenAI และบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ จะต้องหาทางแก้ไขปัญหานี้ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่พยายามครองตลาดนี้ เพราะไม่มีใครหยุดความก้าวหน้าได้ ถึงแม้ OpenAI ไม่ปล่อย Sora ออกมา ผู้พัฒนาเจ้าอื่นก็คงทำอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามไปทาง OpenAI ก็ได้รับการปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ

รายงานของ NPR ยังกล่าวถึง Meta บริษัทที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram ก็เคลื่อนไหวในสนามนี้เช่นกัน ด้วยการเปิดตัว Vibes แพลตฟอร์มที่ผู้คนสามารถสร้างและแบ่งปัน deepfake สั้นๆ ที่สร้างโดย AI ได้ ขณะที่ในเดือน ก.ค. 2568 Google ได้เปิดตัวเครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI อย่าง Veo3 แต่กว่าที่ AI ส่วนบุคคลจะได้รับความนิยมอย่างแท้จริง ก็ต้องรอจนกระทั่ง OpenAI เปิดตัวแอป Sora นั่นเอง

ภาพที่ 4 : อีลอน มัสก์ แชร์ภาพตนเองในสภาพใส่เพียงชุดชั้นในด้วยความตลกขบขัน ซึ่งภาพนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Grok เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ที่บริษัท xAI ของตนพัฒนาขึ้น
ที่มา : https://x.com/elonmusk/status/2006868990287810750

– เมื่อของปลอมจาก AI ถูกใช้ล่วงละเมิดผู้อื่น :กรณีอื้อฉาวที่สุดของการสร้างรูปภาพหรือคลิปวิดีโอด้วย AI เกิดขึ้นกับ Grok ถึงขั้นที่ทางการของบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต้องสั่งแบน เนื่องจากมีการนำไปใช้สร้างภาพลามกอนาจารของเด็กและผู้หญิงโดยไม่ได้รับความยินยอม โดยสำนักข่าว BBC ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของคณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ว่า ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปยัง X เมื่อต้นปีเพื่อขอให้ดำเนินการที่เข้มงวดมากขึ้น หลังจากพบว่ามีการใช้ในทางที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตราย

แต่ในการตอบสนอง ล้มเหลวในการกล่าวถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในการออกแบบแพลตฟอร์ม และมุ่งเน้นไปที่กระบวนการรายงานสำหรับผู้ใช้เป็นหลัก ดังนั้น Grok จะถูกบล็อกจนกว่าจะมีการใช้มาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และเรียกร้องให้ประชาชนรายงานเนื้อหาออนไลน์ที่เป็นอันตรายหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของมาเลเซีย กล่าว 

เช่นเดียวกับ เมตยา ฮาฟิด (Meutya Hafid) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม ระบุว่า การใช้ Grok ในการผลิตเนื้อหาที่แสดงออกทางเพศอย่างโจ่งแจ้งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยทางออนไลน์ซึ่งกระทรวงฯ ได้เรียกร้องให้บริษัทของมัสก์ชี้แจงเกี่ยวกับการใช้งาน Grok ด้วย

ขณะที่ในอังกฤษ นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ประณามการใช้ Grok สร้างภาพลามกอนาจารว่าเป็นเรื่องน่าละอายและน่ารังเกียจ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ลิซ เคนดัลล์ (Liz Kendall) เปิดเผยว่า ตนจะสนับสนุน Ofcomหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของประเทศ หาก Ofcom ตัดสินใจปิดกั้นการเข้าถึง Grok ในอังกฤษ ด้วยเหตุแห่งการฝ่าฝืนกฎหมายความปลอดภัยทางออนไลน์

ในเวลาต่อมา วันที่ 15 ม.ค. 2569 สำนักข่าว CNN สหรัฐอเมริกา รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ทาง X ได้ออกมายืนยันว่า ได้ปรับปรุงระบบของ Grok ไม่ให้สามารถใช้สร้างภาพโป๊เปลือยวาบหวิวจากบุคคลที่มีอยู่จริงได้อีกต่อไป และมีผลบังคับใช้กับผู้ใช้งานทุกคนทั้งที่จ่ายและไม่จ่ายเงินค่าสมัครใช้งาน เช่นเดียวกับ อีลอน มัสก์ ได้ออกมาย้ำว่า Grok จะปฏิเสธที่จะผลิตสิ่งใดๆ ที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากหลักการทำงานของ Grok คือการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศหรือรัฐใดๆ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจาก AI Forensics องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในยุโรปที่ตรวจสอบอัลกอริทึม กล่าวว่าพวกเขาพบ “ความไม่สอดคล้องกันในการจัดการกับการสร้างเนื้อหาลามกอนาจาร” ระหว่างการโต้ตอบสาธารณะกับ Grok บน X และการแชทส่วนตัวบน Grok.com รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะพบเห็นภาพเปลือยในลักษณะเต็มตัวได้ยาก แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ Grok ปฏิบัติตามคำขอของผู้ใช้ในการแก้ไขภาพของเด็กและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เป็นแบบเปิดเผย เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน รวมถึงอยู่ในท่าทางที่ยั่วยุทางเพศ

ที่ 5 : คลิปแนะนำวิธีลบลายน้ำวิดีโอที่สร้างด้วย AI ไม่ว่าของผู้พัฒนาเจ้าใดก็ตาม ซึ่งมีอยู่มากมายและสามารถค้นหาได้ง่ายๆ บนอินเตอร์เน็ต

– คำเตือนจากแพลตฟอร์มถูกลบออกได้ – การปิดกั้นของรัฐก็ป้องกันไม่อยู่ : นสพ.The Guardian ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569 ว่า แม้รัฐบาลอินโดนีเซียและมาเลเซียจะสั่งปิดกั้นการเข้าถึง Grok แต่ในความเป็นจริงยังพบการเข้าถึงได้ผ่านการใช้เครื่องมือ VPN (Virtual Private Network) หรือเครื่องมือ DNS เพื่อปกปิดตัวตนหรือเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของผู้ใช้งาน (IP Address) เมื่อใช้งานอินเตอร์เน็ต 

อีกทั้งยังพบว่า แม้การใช้ Grok ผ่านบัญชีแพลตฟอร์ม X จะไม่สามารถสร้างภาพโป๊เปลือยของบุคคลจริงได้แล้ว แต่ก็ยังพบวิธีหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้วยการใช้ Grok เวอร์ชัน Stand Alone เพื่อสร้างคลิปวิดีโอสั้นที่แสดงการลบเสื้อผ้าออกจากภาพของบุคคลจริง แล้วนำมาโพสต์ลงบนแพลตฟอร์มสาธารณะของ X ซึ่งผู้ใช้ทั่วโลกสามารถรับชมได้ภายในไม่กี่วินาที

เช่นเดียวกับรายงานข่าวโดย นสพ. The Seattle Times สื่อท้องถิ่นเมืองซีแอทเทิล รัฐวอชิงตันของสหรัฐฯ วันที่ 2 พ.ย. 2568 ระบุว่า แม้ผู้พัฒนา Sora จะตั้งค่าระบบไว้ว่าคลิปวิดีโอที่ใช้เครื่องมือ AI นี้สร้างขึ้นจะปรากฏลายน้ำชัดเจน แต่ในความเป็นจริงผู้ใช้งานสามารถหาวิธีลบลายน้ำออกได้ และข่าวร้ายคือ คำแนะนำใดๆ เกี่ยวกับวิธีการสังเกตวิดีโอที่สร้างโดย AI นั้นคงใช้ได้ไม่นาน เพราะเทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดย ฮานี ฟาริด (Hany Farid) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวว่า พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นแหล่งรวมของปลอมโดยสิ้นเชิง และวิธีหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงได้แน่นอนคือเลิกใช้มัน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.prachachat.net/general/news-1952032 (สรุปเหตุเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว เสียชีวิต 30 ราย เยียวยา 1.69 ล้านบาท : ประชาชาติ 17 ม.ค. 2569)

https://openai.com/index/sora-is-here/ (Sora is here : OpenAI 9 ธ.ค. 2567)

https://www.reuters.com/technology/artificial-intelligence/openai-releases-text-to-video-model-sora-chatgpt-plus-pro-users-2024-12-09/ (OpenAI releases text-to-video model Sora for ChatGPT Plus and Pro users : รอยเตอร์ 9 ธ.ค. 2567)

https://openai.com/th-TH/index/sora-2/ (Sora 2 is here : OpenAI 30 ก.ย. 2568)

https://openai.com/index/launching-sora-responsibly/ (Launching Sora responsibly : OpenAI 30 ก.ย. 2568)

https://www.aljazeera.com/economy/2025/6/26/googles-ai-video-tool-amplifies-fears-of-an-increase-in-misinformation (Google’s AI video tool amplifies fears of an increase in misinformation : 26 มิ.ย. 2568)

https://www.npr.org/2025/10/10/nx-s1-5567162/sora-ai-openai-deepfake (Sora gives deepfakes ‘a publicist and a distribution deal.’ It could change the internet : NPR 10 ต.ค. 2568)

https://www.bbc.com/news/articles/cg7y10xm4x2o (Malaysia and Indonesia block Musk’s Grok over explicit deepfakes : BBC 12 ม.ค. 2569)

https://edition.cnn.com/2026/01/14/tech/grok-elon-musk-image-generation (Elon Musk’s Grok can no longer undress images of real people on X : CNN 14 ม.ค. 2569)

https://www.theguardian.com/technology/2026/jan/18/grok-x-ai-tool-still-accessible-malaysia-despite-ban-vpns (‘Still here!’: X’s Grok AI tool accessible in Malaysia and Indonesia despite ban : The Guardian 18 ม.ค. 2569)

https://www.nia.go.th/cyber/cyberpage/299/ (ข้อแนะนำการใช้งาน VPN เบื้องต้นเพื่อเพิ่มความที่ปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ต : สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)

https://www.seattletimes.com/business/ai-video-generators-are-now-so-good-you-can-no-longer-trust-your-eyes/ (AI video generators are now so good you can no longer trust your eyes : The Seattle Times 2 พ.ย. 2568)

https://reports.weforum.org/docs/WEF_Global_Risks_Report_2026.pdf (The Global Risks Report 2026 : WEF 14 ม.ค. 2569)

เจาะลึก “ข่าวลวง” โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. ชี้ “ความกลัว-ความหวัง” ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายความเชื่อมั่นแนะวิธีรับมือข่าวปั่นในกลุ่มปิด

20 มกราคม 2569 – รายการ “โคแฟคสนทนา : รวมพลคนเช็กข่าว” ตอน “เจาะข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง” ดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (Cofact) และ ดร.วศิน ปั้นทอง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในการโฆษณาชวนเชื่อยุคใหม่

จับตา “เรื่องเล่าผสมความจริง” ตรวจสอบยากกว่าข่าวปลอม

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายหรือ “7 วันอันตราย” ก่อนการเลือกตั้ง ปริมาณข่าวลวง (Disinformation) จะมีความเข้มข้นรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยสิ่งที่น่ากังวลในรอบนี้ไม่ใช่ข่าวเท็จแบบหยาบๆ แต่เป็น “เรื่องเล่า” (Narrative) ที่มีการผสมผสานข้อเท็จจริงเข้ากับความคิดเห็นและความรู้สึก หรือการนำเรื่องจริงมาเล่าประกอบโครงสร้างเรื่องใหม่ ทำให้ยากต่อการชี้ชัดว่า”ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

น.ส.สุภิญญา ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โคแฟคพบเคสการตัดต่อบิดเบือนคำพูดมากที่สุด ทั้งการนำคำพูดจริงมาบิดเบือนให้เข้าใจผิด หรือการจับแพะชนแกะนำรูปคนมาใส่ข้อความที่ไม่ได้พูดจริง

เปิดโครงสร้างขบวนการข่าวลวง: ใครทำ? ทำทำไม? และทำอย่างไร?

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นำเสนองานวิจัยที่เจาะลึกกระบวนการสร้างข่าวลวง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ :

​1.ผู้กระทำ (Who): มีตั้งแต่ระดับรัฐ (State-sponsored) ที่ตั้งทีมปฏิบัติการ, ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state actors) เช่น กลุ่มการเมือง, ผู้รับจ้างผลิตข่าวลวงเพื่อผลกำไร, ไปจนถึงประชาชนทั่วไป (Grassroots) ที่เป็นแฟนคลับพรรคการเมืองซึ่งผลิตเนื้อหาเชียร์หรือโจมตีด้วยตนเอง


​2.เป้าหมาย (Why): ดร.วศิน ชี้ว่ามีเป้าหมายหลัก 4 ประการคือ

◦ บิดเบือนให้มีผลต่อผลการเลือกตั้ง: ลดทอนความน่าเชื่อถือคู่แข่ง หรือสร้างเรื่องเท็จ

◦ สร้างความแตกแยก (Polarization): ทำให้คนแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น อยู่แต่ใน “กะลา” (Bubble) ของตัวเองและไม่รับฟังความเห็นต่าง

◦ ลดทอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเมือง: ทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอันตรายระยะยาว

◦ เบี่ยงเบนประเด็น (Agenda Swinging): ทำให้สังคมไม่พูดถึงประเด็นที่ควรพูด เช่น นโยบาย แต่หันไปสนใจเรื่องดราม่าแทน

3.วิธีการ (How): ปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือ Generative AI เข้ามาช่วยผลิตภาพและเสียงทำให้ต้นทุนต่ำแต่ดูสมจริง และเน้นการเผยแพร่ผ่าน “กลุ่มปิด” (Closed Groups) เช่น กลุ่มไลน์ครอบครัว หรือแชทส่วนตัว ซึ่งตรวจสอบยากและคนในกลุ่มมักมีความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ข่าวลวงแพร่กระจายและถูกเชื่อได้ง่าย

“ความกลัว-ความหวัง” กลไกขับเคลื่อนการแชร์

ผู้ร่วมรายการทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า ข่าวลวงมักทำงานกับอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์คือ “ความกลัว” และ “ความหวัง” สุภิญญาเปรียบเทียบว่าเหมือนเรื่องสุขภาพ ที่คนกลัวโรค หรือหวังว่าจะหายเช่นเดียวกับการเมือง ที่คนกลัวประเทศจะแย่ลงหากอีกฝ่ายชนะดร.วศิน เสริมว่า เมื่ออารมณ์เหล่านี้ถูกกระตุ้นด้วยภาพหรือวิดีโอสั้นๆ จะทำให้เกิดปฏิกิริยาอัตโนมัติในการ “เห็นแล้วแชร์ทันที” โดยขาดการไตร่ตรอง

แนะทางออก: เช็กข่าวจาก “ฝั่งตรงข้าม” และระวังกลุ่มปิด

สำหรับวิธีรับมือในช่วงโค้งสุดท้ายสุภิญญา แนะนำประชาชนว่าหากเชียร์พรรคไหน ให้ลองไปตรวจสอบข้อมูลจากเพจหรือช่องทางของพรรคคู่แข่ง เพื่อให้เห็นข้อมูลรอบด้าน และไม่อยู่ในเสียงสะท้อนของตัวเอง นอกจากนี้ยังเตือนสติพรรคการเมืองและกองเชียร์ว่า การทำ IO หรือข่าวลวงใส่คู่แข่ง อาจไม่ได้ผลดีเสมอไป ในบางประเทศพรรคที่ถูกโจมตีหนักที่สุดกลับได้รับความเห็นใจและชนะการเลือกตั้งได้

ดร.วศิน เสนอแนะในระยะยาวว่า ต้องสร้างภูมิคุ้มกันระดับสังคมผ่านระบบการศึกษาและการรู้เท่าทันสื่อ (Digital Literacy) เหมือนในต่างประเทศ ส่วนในระยะสั้น ขอให้ประชาชน “หูหนัก” ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่ส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ครอบครัวหรือเพื่อนฝูง

ทั้งนี้ โคแฟคประกาศเตรียมพร้อมช่วง 7 วันอันตราย โดยจะสแตนด์บายช่วยตรวจสอบข้อมูลให้ประชาชน ผ่านช่องทางต่างๆ ของโคแฟกต์ พร้อมทิ้งท้ายเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าครั้งนี้มีบัตร 3 ใบ(ส.ส.เขต, บัญชีรายชื่อ, และประชามติแก้รัฐธรรมนูญ) จึงขอให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนเข้าคูหา

บัญชีผู้ใช้ X หลายรายเผยแพร่ข้อความโจมตี “ไอลอว์” ว่ารับเงินต่างชาติเพื่อล้มรัฐธรรมนูญ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไอลอว์รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐธรรมนูญ 2560 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** นำข้อมูลจริงที่เปิดเผยต่อสาธารณะว่าไอลอว์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรในต่างประเทศมาบิดเบือนว่าเป็นการแทรกแซงของต่างชาติ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรภาคประชาสังคม 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ม.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้ X หลายรายโพสต์เนื้อหาทั้งภาพและข้อความในลักษณะกล่าวหายิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ว่ารับเงินต่างชาติมาเพื่อผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 และกล่าวหาไอลอว์ว่าเป็นองค์กรที่มีรัฐบาลต่างชาติชักใยอยู่เบื้องหลัง เช่น

▪ “Ronin” โพสต์คลิปที่สร้างจากเอไอเป็นภาพมือยักษ์ชักหุ่นเชิดอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ มีเสียงบรรยายว่าองค์กรต่างประเทศที่ให้ทุนสนับสนุนไอลอว์นั้นอาจมีวาระซ่อนเร้นที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในไทย (ลิงก์บันทึก)

▪ “เจ๊จุก คลองสาม” โพสต์รูปยิ่งชีพพร้อมกับตั้งคำถามว่า “[ยิ่งชีพ] เป็นอะไรกับ รธน. มากไหม…ทำไมกระสันต์อยากเขียน รธน. ใหม” และ “ตอบสั้น ๆ นะ กลุ่ม iLaw รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้” (ลิงก์บันทึก)

▪ “น้องเฝ้าหน้าจอ” โพสต์รูปป้ายรณรงค์ลงประชามติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมข้อความว่า “องค์กรที่รับเงินต่างประเทศมารณรงค์ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญของไทย ถามหน่อย สปอนเซอร์เค้าต้องการอะไรจากประเทศไทย” (ลิงก์บันทึก)

ตัวอย่างภาพการ์ตูนเสียดสีไอลอว์ว่ามีต่างชาติอยู่เบื้องหลังในการณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้ x “เจ๊จุก คลองสาม” เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ไอลอว์ก่อตั้งเมื่อปี 2552 ทำงานสื่อสารรณรงค์เพื่อปกป้องและส่งเสริมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิพลเมือง และระบบยุติธรรมที่เป็นธรรม เว็บไซต์ไอลอว์เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนดังนี้ 

▪ ระหว่างปี 2552 ถึง 2557 รับการสนับสนุนทุนจาก มูลนิธิ Open Society (Open Society Foundation) และมูลนิธิ Heinrich Böll และได้รับเงินสนับสนุนหนึ่งครั้งจากบริษัท Google

▪  ตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2567 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลักสำหรับการดำเนินงานจากองค์กร Open Society Foundation (OSF), National Endowment for Democracy (NED), Fund for Global Human Rights (FGHR) และ American Jewish World Service (AJWS) และได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมเฉพาะในแต่ละปีจากมูลนิธิ Heinrich Böll Stiftung Southeast Asia

▪  ปี 2564 ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับงานสังเกตการณ์การชุมนุมในปี 2565 ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก Forum Asia สำหรับงานสังเกตการณ์การชุมนุม และ Access Now สำหรับการสืบสวนสอบสวนสปายแวร์เพกาซัส และยังได้รับต่อเนื่องมาในปี 2567

▪  ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สำหรับการบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิ และได้รับเงินสนับสนุนหนึ่งครั้งจากโครงการ Meta Globalgiving

ไอลอว์เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนที่ให้การสนับสนุนงบประมาณมาโดยตลอดและยืนยันว่าแหล่งทุนเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายหรือกำกับการดำเนินงานขององค์กร

ก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ไอลอว์เผชิญข้อกล่าวหาเดียวกันว่ารับเงินจากองค์กร NED ของสหรัฐฯ มาแทรกแซงการเลือกตั้งของไทย ซึ่งยิ่งชีพได้ให้สัมภาษณ์โคแฟคในตอนนั้นว่า

“NED เป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นองค์กรใต้ดิน มีระบบการเสนอโครงการเพื่อขอรับทุน เราเป็นผู้เสนอโครงการไป ถ้าเขาอนุมัติเงินทุนให้ เราก็กลับมาดำเนินการตามโครงการที่เราเป็นผู้ริเริ่มเองทั้งหมด และมีหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานว่าสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ เขาไม่ได้เข้ามาจี้หรือเป็นนายจ้าง ไม่ใช่ว่าทำงานสำเร็จแล้วเขาถึงจะจ่ายเงิน แต่เราเป็นคนคิดและทำทั้งหมด”

ไอลอว์ถูกโจมตีเรื่อง “รับเงินต่างชาติ” อีกครั้งระหว่างรณรงค์ผลักดันการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่โปร่งใสและเป็นธรรมในปี 2567 และครั้งล่าสุดคือการรณรงค์ “8 กุมภา กาเห็นชอบ” ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ในข้อความตอบกลับโคแฟคเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2569  ยิ่งชีพชี้แจงว่าทุนการทำงานของไอลอว์ไม่ได้มาจากองค์กรต่างประเทศอย่างเดียว แต่ยังได้รับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป รายได้จากการขายสินค้า รายได้จากค่าเช่า รายได้จากการรับจ้างทำโครงการของหน่วยงานภาครัฐ และรายได้จากกองทุนหลากหลายที่มีวัตถุประสงค์ตรงกับแนวทางการทำงานของไอลอว์

“เป้าหมายของเราคือทำงานรณรงค์เพื่อไปให้ถึงสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชนผู้ถูกกฎหมายบังคับใช้มีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายเหล่านี้ได้ เรามีความตั้งใจและมีความฝันที่อยากเห็นประเทศนี้ดีขึ้น ถ้ามีกองทุนในต่างประเทศแล้วเขาพร้อมสนับสนุน ก็เป็นเรื่องดีที่จะเอาเงินเข้ามาพัฒนาประเทศไทย” ยิ่งชีพระบุ

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: “รับเงินต่างชาติมาแทรกแซงการเมืองไทย” เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่มักถูกนำมาใช้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม องค์กรภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนหรือเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

การทำลายความน่าเชื่อถือนี้มักใช้ประเด็นเรื่องการสนับสนุนทางการเงินร่วมกับข้อกล่าวอ้างที่เกินจริงโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจไปว่าการรับเงินต่างชาติมีเจตนาแอบแฝงหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ให้ทุนเพื่อมาแทรกแซงอธิปไตยของประเทศ สร้างความกลัวและหวาดระแวงต่างชาติ (xenophobia) ซึ่งเป็นความรู้สึกลึก ๆ ของคนไทยเป็นทุนเดิม

ประชาชนมีสิทธิที่จะวิจารณ์หรือตรวจสอบการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมอย่างไอลอว์ได้เต็มที่ แต่ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง มากกว่าเชื่อข้อความกล่าวหาใส่ร้ายโจมตีที่เผยแพร่โดยบุคคลนิรนามในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติที่อาจมีการปล่อยข่าวลวงโน้มน้าวให้เชื่อข้อมูลบางอย่างที่บั่นทอนและทำลายกระบวนการเลือกตั้งและการทำประชามติ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สิงคโปร์ตั้งตู้เย็นแจกอาหารส่วนเกินให้ชุมชน เนื้อหาจริงบางส่วน แต่ภาพประกอบสร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สิงคโปร์ติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมมาแจกจ่ายให้ผู้สูงอายุและคนยากจนในชุมชน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน แต่ภาพประกอบสร้างจากเอไอ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19-20 ม.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยหลายรายแชร์โพสต์ภาพผู้สูงอายุกำลังหยิบอาหารจากตู้แช่เย็นที่ตั้งอยู่ริมทางในชุมชน และมีคนแต่งกายคล้ายพนักงานโรงแรมนำอาหารใส่รถเข็นมาเติมในตู้ ในภาพฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ย่านเก่าในสิงคโปร์ติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมมาบริการฟรี 24 ชั่วโมง” 

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่าโครงการตู้แช่เย็นเคลื่อนที่เหล่านี้ถูกนำมาติดตั้งตามที่สาธารณะและมีการเติมอาหารส่วนเกินจากโรงแรม ร้านอาหาร และบริการจัดเลี้ยงทุกวัน  

“ตู้ล็อกเกอร์เหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในย่านที่มีประชากรสูงอายุและครัวเรือนรายได้น้อย ผู้อยู่อาศัยเพียงสแกนคิวอาร์โค้ดหรือกดปุ่มเพื่อปลดล็อกและรับอาหาร โดยไม่ต้องต่อแถวยาวหรือเผชิญกับตราบาปของการต่อคิวรับอาหารในที่สาธารณะ ตู้แต่ละตู้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และออกแบบมาเพื่อรักษาอาหารให้อยู่ในอุณหภูมิที่ปลอดภัย ระบบตู้ล็อกเกอร์อาหารเคลื่อนที่ของสิงคโปร์เป็นตัวอย่างอันทรงพลังของการผสานโลจิสติกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยี และความเมตตา เข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขทั้งปัญหาความหิวโหยและการสูญเสียอาหารพร้อมกัน” 

ตัวอย่างโพสต์ที่ถูกแชร์จำนวนมาก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับตู้แช่อาหารนี้นำมาจากเพจเฟซบุ๊ก “Fact Fuel” คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศอินเดีย มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนบัญชี ซึ่งโพสต์เนื้อหานี้เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 

โคแฟคตรวจสอบกับ Blackdot Research บริษัทวิจัยในสิงคโปร์ซึ่งเป็นเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานข่าวของ The Straits Times ได้ข้อมูลว่าในสิงคโปร์มีโครงการติดตั้งตู้อาหารชุมชนเพื่อนำอาหารส่วนเกินมาแจกจ่ายให้ผู้ยากไร้มาตั้งแต่ปี 2018 โดยเป็นความริเริ่มของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกิจประชาชน (People’s Action Party-PAP) นอกจากนี้ยังมีตู้แจกจ่ายอาหารส่วนเกินที่ดำเนินการโดยกรรมการชุมชนแต่ละแห่งเองอีกด้วย 

ล่าสุดพรรค PAP ได้เปิดตัวตู้อาหารอัจฉริยะในชุมชนนำร่องเมื่อปลายปี 2566 โดยใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการ เช่น การติดตั้งระบบเปิดล็อกตู้สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนรับอาหารที่สามารถนำคิวอาร์โค้ดมาเปิดตู้เพื่อหยิบอาหารได้โดยไม่ต้องไปเข้าคิวรอการแจกจ่ายจากเจ้าหน้าที่ และมีระบบแจ้งเตือนองค์กรที่เข้าร่วมโครงการให้นำอาหารมาเติมเมื่อสต็อกอาหารในตู้ลดลงเหลือน้อยกว่า 30%  

อย่างไรก็ตาม โคแฟคไม่พบข้อมูลว่ามีการติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ที่มีพนักงานโรงแรมหรือร้านอาหารมาเติมอาหารเป็นประจำทุกวันตามที่กล่าวอ้างในโพสต์ นอกจากนี้ Blackdot Research ยังได้นำภาพไปตรวจสอบกับเครื่องมือวิเคราะห์ภาพ ได้แก่ SynthID และ Hive ได้ผลตรงกันว่าเป็นภาพที่สร้างจากเอไอ

เมื่อนำภาพประกอบบทความไปตรวจสอบกับเครื่องมือวิเคราะห์ภาพ SynthID และ Hive ได้ผลตรงกันว่าเป็นภาพที่สร้างจากเอไอ

ข้อสรุปโคแฟค: สิงคโปร์มีโครงการติดตั้งตู้อาหารที่นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมและร้านค้ามาแจกจ่ายให้คนในชุมชนจริง แต่เนื้อหาในโพสต์ของเพจ Fuel Fact และถูกนำมาแชร์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยมีการแต่งเติมข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น โรงแรมหรือบริษัทจัดเลี้ยงจะนำอาหารที่ปรุงสดใหม่แต่เหลือทิ้งมาเติมในตู้ทุกวัน ขณะที่ภาพประกอบบทความก็เป็นภาพที่สร้างจากเอไอ ซึ่งไม่ตรงกับตู้แช่อาหารที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนของสิงคโปร์

“อมรรัตน์” ยอมรับใช้คำไม่ถูกต้อง กรณีปราศรัยว่าก้าวไกล “ถูกปล้นชัยชนะ” เขตลาดกระบัง เลือกตั้ง 66

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล เขตลาดกระบัง “ถูกปล้นชัยชนะ” ในการเลือกตั้งปี 66 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ผู้พูดออกมายอมรับแล้วว่าใช้ถ้อยคำไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งปี 2566

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ม.ค. 2569 อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวระหว่างการปราศรัยย่อยที่ตลาดเกรียงไกร เขตลาดกระบัง เพื่อช่วยชุมพล หลักคำ ผู้สมัคร สส. ปชน. หาเสียงว่า “[การเลือกตั้ง] รอบที่แล้ว คุณลึก [ชุมพล หลักคำ] ถูกปล้นชัยชนะไป 4 คะแนน มีที่ไหนเลือกตั้งเขาแพ้กันแค่ 4 คะแนน”

การปราศรัยย่อยดังกล่าวมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก “ลึก ชุมพล หลักคำ-ประชาชนลาดกระบัง” และต่อมามีผู้ตัดคลิปสั้นไปเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวาง     

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากฐานข้อมูลผลการเลือกตั้งปี 2566 ของ กกต. เขตเลือกตั้งที่ 20 กรุงเทพฯ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ จากพรรคเพื่อไทย เฉือนชนะชุมพลจากพรรคก้าวไกล 4 คะแนน โดยธีรรัตน์ได้ 34,749 คะแนน ชุมพลได้ 34,745 คะแนน มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 73.70% ทำให้ลาดกระบังเป็นเขตเดียวในกรุงเทพฯ ที่ก้าวไกลแพ้การเลือกตั้ง

โคแฟคตรวจสอบกับพรรค ปชน. หรืออดีตพรรคก้าวไกล ได้รับคำยืนยันว่าหลังทราบผลการนับคะแนน ทั้งผู้สมัครและพรรคไม่ได้มีการขอนับคะแนนใหม่หรือยื่นคำร้องต่อ กกต. เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งในเขตนี้ มีเพียงการขอตรวจสอบแบบฟอร์มขีดคะแนนและแบบรายงานผลการนับคะแนนเท่านั้น 

ชุมพลให้สัมภาษณ์กับโคแฟคเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 ว่าในการปราศรัยย่อยที่ตลาดเกรียงไกรเมื่อวันที่ 18 ม.ค. อมรรัตน์ได้มาร่วมปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของ ปชน. โดยช่วงหนึ่งได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งชุมพลเห็นว่าการสรุปว่าพรรคก้าวไกล “ถูกปล้นชัยชนะ” นั้นไม่ถูกต้อง และที่ผ่านมาในฐานะผู้สมัคร สส. เขตนี้ เขาได้แสดงท่าทีชัดเจนมาตลอดว่ายอมรับผลการเลือกตั้งและยอมรับความพ่ายแพ้ 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2567 พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลในขณะนั้นซึ่งรับผิดชอบการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2566 โพสต์ข้อความใน X ชี้แจงกรณีที่ศิธา ธิวารี กล่าวในรายการวิเคราะห์การเมืองทำนองว่าผลการเลือกตั้งปี 2566 ของเขตลาดกระบังมีความผิดปกติ แต่พรรคก้าวไกลเลือกที่จะไม่ร้องเรียนเพราะไม่อยากมีปัญหากับพรรคเพื่อไทย

พิจารณ์ระบุว่า “ผมในฐานะอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่รับผิดชอบการเลือกตั้งในกรุงเทพ ทีมงานเราตรวจสอบคะแนนจากภาพถ่ายผลการเลือกตั้งทุกหน่วยหลายรอบ ทั้งใบขีดคะแนน ส.ส.5/11 ใบรายงานผลนับ ส.ส.5/18 จนเห็นแล้วว่า เราถูกเฉือนไป 4 คะแนนจริงครับ” (ลิงก์บันทึก)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 อมรรัตน์ได้ออกมายอมรับว่าในการปราศรัยหาเสียงที่ตลาดเกรียงไกรเธอใช้ถ้อยคำที่ไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2566

“หลังจากได้ปราศรัยเสร็จที่ตลาดเกรียงไกร คุณชุมพลได้ทักท้วงดิฉันว่า สิ่งที่ดิฉันพูดไปนั้น เป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อน เพราะแท้ที่จริงแล้ว การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 คุณชุมพลแพ้ในการเลือกตั้งจริง ๆ ไม่ได้เกิดจากการถูกปล้นชัยชนะแต่อย่างใด ประกอบกับคุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ในฐานะอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่รับผิดชอบการเลือกตั้งในกรุงเทพ ก็ได้ชี้แจงกับดิฉันว่า การเลือกตั้งปี 2566 กทม. เขตเลือกตั้งที่ 20 เป็นการแพ้เลือกตั้งจำนวน 4 คะแนนจริง ๆ” อมรรัตน์โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” 

“เมื่อได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว ดิฉันก็ตระหนักว่า ดิฉันอาจจะได้กล่าวถ้อยคำที่ห้วนจนเกินไปและไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือคุณชุมพลแพ้การเลือกตั้งโดยไม่ได้ถูกปล้น ดิฉันจึงขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า การแพ้เลือกตั้งในปี 2566 นั้น ไม่ได้เกิดจากการถูกปล้นชัยชนะแต่อย่างใด”

เพจ-ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาสร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาแก้แพ้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ยาแก้แพ้ 4 ชนิด กินประจำเร่งสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** ยาแก้แพ้ที่เพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมคือ “ยาแก้แพ้รุ่นแรก” เมื่อใช้ขนาดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือกินร่วมกับยากดประสาทอื่น 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Dailynews – เดลินิวส์ออนไลน์” โพสต์ข้อความว่า “‘หมอโอ๊ค’ เตือนด่วน! 4 ยาแก้แพ้ทำลายสมอง กินบ่อยเสี่ยงอัลไซเมอร์พุ่ง 54% ชี้ชัดทำลายความจำถาวร-เสี่ยงลืมตัวตน เผยความลับ ‘ยาปิดสวิตช์สมอง’ ที่คนไทยกินกันทั้งเมือง รีบเช็คลิสต์ด่วนก่อนสายเกินแก้!” ซึ่งเป็นข่าวที่อ้างอิงจากเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” ของ นพ. ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 

ข้อความในโพสต์บนเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” ระบุว่ายาแก้แพ้ 4 ชนิด ได้แก่ Diphenhydramine, Chlorpheniramine, Dimenhydrinate และ Hydroxyzine เป็นยาแก้แพ้ที่ “ผ่านเข้าสมองแน่นอน” และ “ทำลายระบบความจำแน่นอน” หากรับประทานเป็นประจำจะ “เร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ มึนงง ลืมตัวตน”

จากการตรวจสอบ ณ วันที่ 19 ม.ค. ไม่พบโพสต์นี้ในเพจแล้ว แต่เนื้อหายังคงแพร่หลายเนื่องจากมีสำนักข่าวหลายแห่งและผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายนำไปเผยแพร่ต่อ

นพ.ศุภฤกษ์โพสต์เนื้อหาเตือนภัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 โดยระบุว่า “ระวัง! ยาแก้แพ้แบบง่วง เร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ ลืมตัวตน ตายทั้งเป็น” (ลิงก์บันทึก) ซึ่งนอกจากจะโพสต์ในเพจ “หมอโอ๊คฯ” แล้วนำไปเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสุขภาพและผู้สูงอายุอีกหลายเพจ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผศ.นพ. มงคล สมพรรัตนพันธ์ สาขาวิชาโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เคยอธิบายเรื่องยาแก้แพ้กับความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมไว้ในคลิป “เตือนภัย!! ใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่า เสี่ยงโรคสมองเสื่อม” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “มหิดล แชนเนล” เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2564 ว่า ผู้ที่ใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกจะมีความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาแก้แพ้ขนาดสูงและใช้ร่วมกับยากดประสาทอื่น เช่น ยานอนหลับ อาจสังเกตได้จากการหลงลืมในระยะต้น 

ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamine) ได้แก่ Chlorpheniramine, Diphenhydramine และ Hydroxyzine ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์และส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม นั้นมีงานวิจัยที่ระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมจริง แต่ต่อมาได้มีการพัฒนายาแก้แพ้รุ่นสอง (second-generation antihistamine) เช่น Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine และอื่น ๆ ซึ่งจะเข้าสู่สมองได้น้อยกว่ายารุ่นเก่ามาก แต่ยังคงมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงไม่ต่างจากยารุ่นเดิม

ผศ.นพ. มงคลย้ำว่า ยาแก้แพ้สามารถกินได้ แต่แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นสองซึ่ง “มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงด้านการกดสมองน้อย” หรือหากยังมีการใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกอยู่ ควรนำยาดังกล่าวไปปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้และพิจารณาการเปลี่ยนไปใช้ยาแก้แพ้รุ่นสองแทน

แพทย์รายอื่น ๆ ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการใช้ยาแก้แพ้อย่างเดียวไม่ทำให้เกิดอาการความจำเสื่อมได้ เช่น ผศ.พญ. อรพิชญา ศรีวรรโณภาส สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุในคลิปที่เผยแพร่บนยูทูบช่อง RAMA Channel เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2566 ว่า “ยาแก้แพ้เองไม่ได้ทำให้เกิดสมองเสื่อมโดยตรง” แต่ผู้ป่วยที่รับประทานยาหลาย ๆ ชนิดร่วมกัน หรือเป็นผู้สูงอายุซึ่งเป็นวัยที่ไม่เหมาะกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทและสมอง อาจรู้สึกหลงลืมชั่วขณะที่ยาออกฤทธิ์ ซึ่งหลังจากหยุดใช้ยาในระยะหนึ่งก็พบว่า “ความจำที่ผิดปกติไปก็สามารถกลับคืนมาได้ใกล้เคียงกับของเดิม”

สรุปว่ายาแก้แพ้รุ่นแรกเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมในกรณีที่ใช้ขนาดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือกินร่วมกับยากดประสาทชนิดอื่น แต่ข้อความที่โพสต์ในเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” และสื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ต่อในลักษณะเตือนภัยอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิดต่อผลข้างเคียงของการใช้ยาแก้แพ้ได้