ภาพพระสงฆ์และผู้ติดตามชาวอิตาลี ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็น “ชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พระสงฆ์และลูกศิษย์เป็นชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ พระสงฆ์และผู้ติดตามในภาพเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางมาปฏิบัติธรรม ณ ที่พำนักสงฆ์สาขาวัดหนองป่าพง ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “เฮีย แบงค์” โพสต์ภาพพระสงฆ์ชาวต่างชาติ 2 รูปขณะบิณฑบาตร โดยมีลูกศิษย์ชาวต่างชาติสองคนเป็นผู้ติดตาม เขียนข้อความบรรยายว่า “ตอนนี้มีข่าวให้จังหวัดนครราชสีมาช่วยกันดูแลสอดส่องชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ (แขกขาว) ลูกศิษย์ก็เป็นคนต่างชาติ ใส่บาตรเสร็จก็ไม่ให้พร เดินหนีไปเลย ไม่รู้มาจากไหนแต่เหมือนแขกขาวอยู่นะ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 6,000 ครั้ง ณ วันที่ 16 ธ.ค. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: หลังจากที่ภาพและโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ศูนย์พักฟื้นภิกษุอาพาธอโรคธรรม คณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ได้โพสต์ข้อมูลพร้อมภาพประกอบบนเพจเฟซบุ๊ก “อโรคธรรม” ว่าพระสงฆ์และลูกศิษย์ชาวต่างชาติในภาพนั้นเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางมาปฏิบัติธรรมในไทย โดยทั้งหมดพักอยู่ที่ที่พำนักสงฆ์อโรคธรรม 

เจ้าหน้าที่อโรคธรรมให้ข้อมูลกับโคแฟคว่า พระสงฆ์ทั้งสองรูปคือพระมหาโพธิ์และพระชยวีโร จากวัดสันตจิตตาราม สาขาวัดหนองป่าพง ประเทศอิตาลี ส่วนผู้ติดตามอุปัฏฐาค 2 คนคือนาย Antonino Molonia และ นาย Daniele Trasatti สัญชาติอิตาลี

เพจเฟซบุ๊ก “อโรคธรรม” เผยแพร่ภาพพระมหาโพธิ์และพระชยวีโร จากวัดสันตจิตตาราม สาขาวัดหนองป่าพง ประเทศอิตาลี ส่วนผู้ติดตามอุปัฏฐาค 2 คนคือนาย Antonino Molonia และ นาย Daniele Trasatti สัญชาติอิตาลีที่เดินทางมาศึกษาและปฏิบัติธรรมที่ จ.นครราชสีมา

วันที่ 12 ธ.ค. ทั้งหมดออกเดินทางธุดงค์เพื่อฝึกฝนตนตามข้อวัตรปฏิบัติ มีจุดหมายอยู่ที่วัดเขาวันชัยนวรัตน์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อร่วมกิจกรรมกับคณะสงฆ์ที่นั่น โดยใช้เส้นทางเดินจากที่พำนักสงฆ์อโรคธรรม ผ่านอ่างเก็บน้ำซับประดู่ บ้านใหม่สำโรง บ้านคลองไผ่ เขื่อนลำตะคลอง บ้านจันทึก ระหว่างทางได้แวะพำนักกางกลดค้างแรม และบิณฑบาตรตามปกติ

เจ้าหน้าที่ระบุว่าวันนี้ (16 ธ.ค.) พระสงฆ์และผู้ติดตามได้เข้าพำนักที่วัดเขาวันชัยนวรัตน์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมาแล้ว

นอกจากนี้ที่พำนักสงฆ์อโรคธรรมและวัดเขาวันชัยนวรัตน์ยังได้โพสต์ข้อความชี้แจงโดยละเอียดทางเพจเฟซบุ๊กว่าเจ้าหน้าตำรวจ สถานีตำรวจภูธรปากช่อง และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองโคราชได้เดินทางมาตรวจสอบซักถามพระสงฆ์ทั้งสองรูปและผู้ติดตามทั้งสองคนแล้วได้ข้อสรุปว่าเป็นพระและผู้สนใจในพระพุทธศาสนา ไม่ได้เป็นบุคคลต้องสงสัยหรือเป็นสายลับตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568

ภาพเมฆลักษณะเป็นลอนคล้ายคลื่น “เมฆแผ่นดินไหว”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2jzkf7adcvqvw


ไทยใช้ควันพิษพ่นใส่ทหารกัมพูชาที่ภูเขาผี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ju0q1itb2qnw


กัมพูชาเคารพข้อตกลง ไม่ได้เปิดฉากยิงใส่ประเทศไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sp8ft58txit8


อบ “โอโซน” นานเสี่ยงตาย นักวิชาการแนะใช้ต้องระวัง!

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3j9j62rufkcqh


กยศ.ผ่อนผันการชำระหนี้สูงสุด 2 ปี ไม่คิดดอกเบี้ย ช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1lvdracfm36xj


กองทัพภาคที่ 2 สั่งอพยพประชาชนแนวชายแดน 4 จังหวัด หลังกัมพูชาเปิดฉากยิงภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/39i1hmn4axekt


ชาวสมุทรปราการ อ่วมต่อเนื่องวันที่ 2 น้ำทะเลหนุนไหลท่วมถนนรถสัญจรไปมาลำบาก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/bp1bmt1gjrba


น้ำท่วมหาดใหญ่ นอกจากการขอรับเงินเยียวยา 9,000 บาทแล้ว ยังสามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือ รวม 65,500 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kx3v6wmgebm

“ปณิธาน วัฒนายากร” ยืนยันไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่ามี นักรบรับจ้างอเมริกันช่วยกัมพูชาใช้โดรนสู้กับไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เพจเฟซบุ๊กอ้าง “ปณิธาน วัฒนายากร” ให้สัมภาษณ์ว่ามีทหารรับจ้างอเมริกันช่วยกัมพูชาใช้โดรนรบกับไทย

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน คำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร. ปณิธานไม่ได้ระบุถึงทหารรับจ้างชาวอเมริกัน**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 11 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ThaiTribune” และ “IMCT News Thai Perspectives on Global News” โพสต์ภาพ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมข้อความ “ทหารรับจ้างอเมริกันเข้าไปช่วยกัมพูชาใช้โดรนรบกับไทย”

ข้อความในโพสต์มีลักษณะเป็นรายงานข่าวซึ่งอ้างคำพูดของ รศ.ดร.ปณิธานว่าอาจมี “นักรบรับจ้าง” หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เข้าไปช่วยฝึกสอนการใช้โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ ให้กับทหารกัมพูชา รวมถึงร่วมบังคับโดรนกับทหารฝ่ายกัมพูชาเข้ามาโจมตีทหารฝ่ายไทย และยังกล่าวด้วยว่าผู้เชี่ยวชาญต่างชาตินั้นเป็นชาวอเมริกัน

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นคำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ปณิธานในประเด็นการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดพบว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 ช่องยูทูบของสำนักข่าว Top News ได้เผยแพร่วิดีโอสัมภาษณ์ รศ.ดร.ปณิธาน ความยาว 19.06 นาที พร้อมคำโปรยว่า “อ.ปณิธานเชื่อ ปะทะครั้งนี้อาจมี ‘นักรบรับจ้างต่างชาติ’ ร่วม ชี้ไทยยังไม่กล้าถล่มลึกถึงฐานใหญ่เขมร”

ในช่วงนาทีที่ 3.54 – 5.54 มีการพูดถึงเรื่องการต่อสู้โดยใช้โดรนติดระเบิด ซึ่ง รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า ทหารกัมพูชาอาจไม่ได้ใช้โดรนด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่มีกลุ่มที่รับฝึกและรับคุมการปฏิบัติงาน ทำให้มีความพร้อมในการใช้งานโดรนมากขึ้น และเมื่อพิธีกรถามว่าหมายถึงนักรบรับจ้างใช่หรือไม่ รศ.ดร.ปณิธานตอบว่าสมรภูมิเปิดแบบนี้ก็เหมือนสมรภูมิทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีคนที่มีความชำนาญสูงกว่ากองกำลังท้องถิ่นที่ยังไม่ได้ฝึกการใช้ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่มากนัก

โคแฟคตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ปณิธานตลอดทั้งคลิป ไม่พบว่ามีการเอ่ยถึง “ทหารรับจ้างอเมริกัน” แต่อย่างใด

โคแฟคยังได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับ รศ.ดร.ปณิธาน ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันว่าในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ ตนไม่เคยระบุสัญชาติของนักรบรับจ้างหรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปบังคับโดรนในกัมพูชา แต่อาจเป็นการตีความหรือขยายความเพิ่มเติมจากเพจเฟซบุ๊กที่นำคำให้สัมภาษณ์ไปเผยแพร่ต่อ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thai Tribune และ IMCT

Thai Tribune

เว็บไซต์ Thaitribune.org ให้ข้อมูลว่า Thaitribune เป็น “กองทุนสื่อสาธารณะอิสระของประชาชน เป็นสื่อของประชาชนอย่างแท้จริง มุ่งปฏิบัติหน้าที่โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นหลัก ตามอาชีวปฏิญาณแห่งวิชาชีพที่เคยได้รับการยกย่องเป็นฐานันดร 5

Thaitribune International News Agency (TTIN) หนังสือพิมพ์ Thaitribune, เว็บไซต์ Thaitribune Online และ Facebook Thaitribune จึงได้ก่อกำเนิดขึ้น เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน ให้สามารถปฏิบัติภาระหน้าที่ได้อย่างอิสระ รับใช้ประเทศชาติและสังคมไทยหยัดยืนต่อสู้กับกระแสทุนธุรกิจสื่อ ทุนผูกขาด ทุนนิยมข้ามชาติ ที่บีบรัด บังคับ ควบคุม สร้างข้อจำกัด จนสื่อฯขาดอิสระในการนำเสนอ ข่าว สารข้อมูล ข้อเท็จจริง บทวิเคราะห์อย่างถูกถ้วน ที่ประชาชนควรได้รับรู้”

IMCT

เพจเฟซบุ๊ก IMCT News Thai Perspectives on Global News และเว็บไซต์ imctnews.com ดำเนินการโดยสมาคมสื่อมวลชนนานาชาติ ประเทศไทย (International Media Association of Thailand: IMCT) ข้อมูลบนเว็บไซต์สมาคมฯ ระบุว่า “สมาคมสื่อมวลชนนานาชาติ ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2023 จากการรวมตัวโดยคณะบุคคลที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยและนานาชาติและอีกหลากหลายอาชีพ ที่มองเห็นถึงความสำคัญของข้อมูลข่าวสารเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงจากทั่วโลก เปิดกว้างสำหรับสื่อมวลชนต่างประเทศโดยไม่มีข้อจำกัด สมาคมฯ มุ่งหวังนำเสนอทางเลือกให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากรอบด้าน ลดการผูกขาดข้อมูลจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

สมาคมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวมตัวและประสานงานสื่อมวลชนต่างประเทศในประเทศไทย “เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงจากทุกพื้นที่ทั่วมุมโลก เป็นทางเลือกให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากรอบด้าน ลดการผูกขาดข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

คลิปเหตุการณ์สู้รบรัสเซีย-ยูเครน ถูกนำมาอ้างเท็จ ว่าเป็นภาพ “ทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเก่าจากเหตุสงครามรัสเซีย-ยูเครน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” โพสต์คลิปความยาวเกือบ 20 วินาที เป็นภาพทหารคนหนึ่งกระโดดลงจากรถกระบะแล้ววิ่งหนีวัตถุคล้ายโดรน มีข้อความฝังในคลิปว่า “นาทีชีวิต ทหารไทยไหวตัวทัน วิ่งหนีโดรนพลีชีพ” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2 พันครั้ง และมีจำนวนการเข้าชมมากกว่า 2.3 ล้านครั้ง ณ วันที่ 11 ธ.ค. และยังพบว่ามีการเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ทั้ง X ยูทูบและติ๊กตอก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในต่างประเทศจำนวนมากในช่วงเดือน พ.ย. 2568 โดยวันที่เก่าที่สุดที่พบว่ามีการเผยแพร่คือ 14 พ.ย. ทางเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Rossiyskaya Gazeta สื่อของทางการรัสเซีย ซึ่งพาดหัวข่าวว่า “โดรนระเบิดรถยนต์ขณะที่นักรบพยายามยิงทำลายใส่มัน”

รายงานข่าวระบุว่าคลิปนี้เผยแพร่ทางบัญชีเทเลแกรม @ChDambiev เมื่อวันที่ 14 พ.ย. โดยถ่ายจาก “ฝั่งศัตรู” ซึ่งหมายถึงยูเครน และบรรยายเป็นภาพเหตุการณ์ที่นักรบของฝ่ายตรงข้าม พยายามยิงปืนไรเฟิลใส่โดรนที่บินพุ่งมาที่เขา

โคแฟคตรวจสอบช่องเทเลแกรม @ChDambiev พบว่ามีผู้ติดตามเกือบ 1.2 แสนบัญชี และมักโพสต์วิดีโอการสู้รบพร้อมคำบรรยายภาษารัสเซีย และพบว่ามีการโพสต์คลิปวิดีโอนี้เมื่อวันที่ 14 พ.ย. จริงโดยเขียนคำบรรยายภาษารัสเซียว่า “โดรนของรัสเซียจู่โจมรถยนต์”

นอกจากนี้ช่อง The Sun สื่ออังกฤษได้เผยแพร่คลิปนี้เมื่อวันที่ 17 พ.ย. พร้อมคำบรรยายว่า “ทหารยูเครนวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของโดรนรัสเซีย”

(จากซ้ายไปขวา) เปรียบเทียบภาพจากคลิปวิดีโอที่เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” อ้างว่าเป็นทหารไทยวิ่งหนีโดรนพลีชีพ กับภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในบัญชีเทเลแกรม @ChDambiev และยูทูบ The Sun

แม้จะยังไม่สามารถยืนยันที่มาหรือสถานที่ในคลิปได้แน่ชัด แต่ข้อมูลจากสื่อของรัสเซียและสื่ออังกฤษระบุตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทหารยูเครนวิ่งหนีและพยายามยิงทำลายโดรนพลีชีพของรัสเซีย ซึ่งคลิปนี้ถูกเผยแพร่ทางช่องเทเลแกรมและถูกนำมาเผยแพร่ต่อโดยสื่อทางการของรัสเซียมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ย. 2568 หรือก่อนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. เกือบสามสัปดาห์ จึงสรุปได้ว่าคลิปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

ประเทศไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ฉบับ รวมทั้งหมดกี่ครั้ง ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประเทศไทยแก้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน ข้อมูลจากไอลอว์ระบุว่านับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ถึงปัจจุบัน มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งหมด 23 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งหมด 9 ฉบับ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 ธ.ค.2568 รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวาระพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 ซึ่งเธอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภายุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง

“เราแก้รัฐธรรมนูญมา 20 ฉบับแล้ว หากประเทศไทยเจริญจริงจากการแก้รัฐธรรมนูญ ป่านนี้เราคงเจริญไปแล้วจากรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับที่แก้กันมา” รัชนีกรกล่าว

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคประสังคมที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของไทยในบทความเรื่อง “แก้รัฐธรรมนูญ: รัฐธรรมนูญไทย 20 ฉบับ แก้สำเร็จมาแล้ว 22 ครั้ง” ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. 2562 ว่า นับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 22 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งหมด 8 ฉบับ

“หลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองและเริ่มใช้รัฐธรรนูญครั้งแรก รัฐธรรมนูญเคยถูกแก้ไขสำเร็จมาแล้ว 22 ครั้ง ต่างกรรมต่างวาระด้วยกัน โดยในยุคที่มีการเลือกตั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญไป 10 ครั้งส่วนเรื่องที่แก้ไขหลายครั้งเป็นอันดับต้นๆ เช่น ระบบเลือกตั้ง ส.ส. อำนาจ ส.ว. และวิธีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นต้น” ไอลอว์ระบุในบทความ

อย่างไรก็ตาม ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับโคแฟคเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ว่าบทความชิ้นนี้เผยแพร่ก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เมื่อปี 2564 ในประเด็นสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตจำนวน 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน /บัตรเลือกตั้ง /การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อรวมการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ด้วยจึงสรุปได้ว่า นับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงปัจจจุบัน (ธ.ค. 2568) ประเทศไทยมีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด 23 ครั้ง โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 ฉบับ ดังนี้

  • รัฐธรรมนูญปี 2475 แก้ไข 3 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2490 แก้ไข 3 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2517 แก้ไข 1 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2521 แก้ไข 2 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2534 แก้ไข 6 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2540 แก้ไข 1 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2550 แก้ไข 2 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 แก้ไข 4 ครั้ง
  • รัฐธรรมนูญปี 2560 แก้ไข 1 ครั้ง

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้ง 20 ฉบับ และรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขได้ที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์รัฐสภา

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

ตรวจสอบภาพด้วยเอไอ เชื่อถือได้หรือใช้ยืนยันอคติ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียร่วมกันตรวจสอบภาพของภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขณะลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 หลังจากมีข้อกล่าวหาว่าระดับน้ำท่วมไม่ได้สูงจริงอย่างที่เห็นในภาพ

แม้ว่าหลักฐานต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกัน เช่น ภาพจาก Google Street View และคลิปสำรวจพื้นที่จริงจากเจ้าของบ้านที่อยู่ใกล้กับจุดน้ำท่วม จะสามารถยืนยันได้ว่าจุดที่ภคมนหรือ “สส.ลิซ่า” ช่วยผู้ประสบภัยอยู่นั้นระดับน้ำท่วมสูงจริง แต่สุรวิชช์ วีรวรรณ สื่อมวลชนอาวุโสและคอลัมนิสต์ได้ข้อสรุปที่ต่างออกไปโดยอ้างอิงการวิเคราะห์ภาพด้วยเอไอ

สุรวิชช์โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก “Surawich Verawan” เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ว่าหากใช้เอไอวิเคราะห์ภาพ “แบบมีหลักการ” จะพบว่า “ระดับน้ำจริงไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็น” โพสต์นี้มียอดกดถูกใจมากกว่า 3,100 ครั้ง และยอดแชร์มากกว่า 180 ครั้ง (ณ วันที่ 8 ธ.ค.) 

แม้ว่าเอไอจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้บางส่วน แต่นักตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checker) เห็นว่าเอไอมีข้อจำกัดและจุดอ่อนในการตรวจสอบเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือข้อความ การนำคำตอบของเอไอมาอ้างอิงจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังว่าจะกลายเป็นการหาหลักฐานมาสนับสนุนความคิดความเชื่อเดิมของตัวเองหรืออคติยืนยัน (confirmation bias)

ข้อจำกัดของเอไอในการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีอะไรบ้าง โคแฟควิเคราะห์ไว้ในบทความชิ้นนี้โดยใช้การตรวจสอบภาพ สส.ลิซ่า ช่วยน้ำท่วมเป็นกรณีศึกษา

ภาพต้นเหตุ

หลายจังหวัดในภาคใต้ของไทยเผชิญกับมหาอุทกภัยโดยเฉพาะใน จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 ราย จากตัวเลขทั้งหมด 267 ราย (ข้อมูลจากรายงานของไทยพีบีเอส อ้างอิงกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 2 ธ.ค. 68)  

ลิซ่าเป็น สส. คนหนึ่งที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่กลับตกเป็นเป้าโจมตีในโลกออนไลน์ว่าการลงพื้นที่ของเธอนั้นเป็นการสร้างภาพมากกว่าจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนจริง โดยมีผู้นำภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในบัญชี X ของนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พิธีกรข่าวและนักวิเคราะห์การเมือง  ซึ่งแสดงเหตุการณ์ขณะ สส.ลิซ่า ใส่เสื้อชูชีพพยุงตัวอยู่ในน้ำท่วมระดับอกระหว่างการเข้าช่วยเหลือประชาชนในซอย 17/1 ถนนกาญจนวนิช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 25 พ.ย. มา “จับผิด” ว่าระดับน้ำตรงจุดนั้นไม่ได้สูงถึงขั้นต้องใส่ชูชีพหรือ “ลอยคอ” เพราะซอยที่เชื่อมต่อกันก็มีชายคนหนึ่งยืนอยู่โดยไม่มีน้ำท่วมขัง

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างภาพเอไอมาเผยแพร่ว่าที่ระดับน้ำดูลึกมากเพราะ สส.ลิซ่า จงใจยืนย่อเข่าเพื่อให้ภาพออกมาดูยากลำบากกว่าความเป็นจริง

ตัวอย่างเนื้อหาที่โจมตีภคมน สส.พรรคประชาชนว่าสร้างภาพให้ดูเหมือนน้ำท่วมสูงกว่าที่เป็นจริง

ใช้ ChatGPT วิเคราะห์ภาพ

สุรวิชช์ คอลัมนิสต์ในเครือผู้จัดการ ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงของระดับน้ำท่วมด้วยการใช้เครื่องมือเอไออย่าง ChatGPT วิเคราะห์รูปของ สส.ลิซ่า ขณะลงพื้นที่ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า “หลายคนเห็นภาพนี้แล้วอาจเข้าใจว่าน้ำท่วมสูงถึง ‘คอ’ ของผู้หญิง แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างเป็นหลักการจากวัตถุที่อยู่ในภาพ จะพบว่าระดับน้ำจริง ‘ไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็น’” 

“ระดับน้ำในภาพนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 90–110 เซนติเมตรหรือประมาณเอวถึงอกของผู้ใหญ่ ไม่ได้ถึงคออย่างที่เข้าใจในแวบแรก” เขาระบุในโพสต์ (ลิงก์บันทึก)


สุรวิชช์ขยายความว่าเหตุที่ ChatGPT สรุปว่าระดับน้ำท่วมไม่ลึกเท่าที่สายตาเห็นนั้นมาจากการวิเคราะห์ 3 ส่วน คือ 

1) ใช้รถยนต์เป็นหลักอ้างอิง รถ SUV ทั่วไปมีความสูงของฝากระโปรงหน้าอยู่ที่ประมาณ 85-100 ซม. ในภาพนี้ เส้นน้ำสูงกว่าฝากระโปรงเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงฐานกระจกหน้า นั่นหมายความว่าระดับน้ำจริงอยู่ราว 90-110 ซม. 

2) เหตุผลที่ดูเหมือนน้ำลึกถึงคอ เพราะเมื่อคนอยู่ในน้ำลึกเกินเอวมักจะงอเข่าเล็กน้อยเพื่อทรงตัวหรือลอยตัวบางส่วนหรือไม่ได้ยืนเต็มเท้า ทำให้ดูเหมือนระดับน้ำสูงถึงคอทั้งที่ระดับจริงอยู่ประมาณหน้าอกหรือลำตัวช่วงบนเท่านั้น

3) เช็กซ้ำด้วยสรีรศาสตร์ ระดับอกของผู้หญิงไทยโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 95-105 ซม. จากพื้นซึ่งสอดคล้องกับการประเมินจากตัวรถ

สุรวิชช์โพสต์วิเคราะห์ระดับน้ำโดยใช้ ChatGPT ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 และมีการเพิ่มรูปภาพคู่เปรียบเทียบในวันที่ 2 ธ.ค.

ข้อจำกัดของเอไอในการตรวจสอบภาพ

แม้ว่าเอไอจะพัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ และการนำเอไอมาใช้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-check) จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง การนำเอไอมาตรวจสอบระดับน้ำท่วมจากภาพ สส. ลิซ่า จึงควรพิจารณาถึงข้อจำกัดดังนี้

1.เอไอมีความรู้จำกัดและใช้ข้อมูลอ้างอิงเท่าที่ผู้ใช้งานป้อนให้

หากประเมินว่าผู้ใช้งานรายนี้อัปโหลดภาพเพียง 1-2 ภาพให้เอไอวิเคราะห์ เอไอจะมีข้อมูลจำกัดอย่างยิ่งที่จะประเมินว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร และเอไอก็ไม่สามารถค้นหาพิกัดทางภูมิศาสตร์หรือคลิปอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งจากเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียทั้งหมดมาเพื่อประกอบการวิเคราะห์ได้

ดังนั้น ในกรณีนี้ ChatGPT จึงไม่มีข้อมูลว่าพื้นที่ในคลิปมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ คือเป็นส่วนพื้นที่ต่ำสุดระหว่างทางลาดเอียงสองจุด รวมถึงบ้านบริเวณหัวมุมที่ปรากฏในคลิปซึ่งมีการถมดินยกพื้นสูงจากถนนอย่างน้อยหนึ่งเมตรจากคลิปและคำบรรยายของเพื่อนบ้าน

โพสต์เฟซบุ๊กของเจ้าของบ้านในคลิปที่ออกมาถ่ายวิดีโอบริเวณโดยรอบเพื่อยืนยันว่าพื้นที่ที่ปรากฏในคลิปอยู่ระดับต่ำกว่าจุดอื่น ๆ

เอไออาจประเมินโดยใช้ความสูงของรถเอสยูวีและสรีระของผู้หญิงไทยมาเปรียบเทียบกันตามที่ในโพสต์อ้าง โดยไม่มีข้อมูลจำเป็นอื่น ๆ มาใช้วิเคราะห์ จนทำให้ได้คำตอบที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

2.เอไอทำตามคำสั่ง (prompt) เป็นหลัก

สุรวิชช์ไม่ได้เปิดเผยคำสั่งที่ป้อนให้ ChatGPT แต่จากข้อความในโพสต์เฟซบุ๊กแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้เอไอหาคำตอบว่าระดับน้ำท่วมในจุดที่ สส.ลิซ่าช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้นสูงถึงคอจริงหรือไม่ และให้วิเคราะห์อย่างมีหลักการว่าระดับน้ำในภาพลึกเท่าที่ตาเห็นหรือไม่

โคแฟคทดลองให้ ChatGPT วิเคราะห์โดยใส่คำสั่งลักษณะนี้ประกอบกับภาพนิ่งสองภาพจากโพสต์เฟซบุ๊กของสุรวิชช์เป็นข้อมูลพื้นฐาน ผลคือ ChatGPT วิเคราะห์ว่า “ระดับน้ำที่เห็น ‘ไม่เท่ากัน’” และภาพแรก “ดูเหมือนถูกจัดมุมหรือเลือกเฟรมให้ดูน้ำสูงกว่าความจริง”

แต่เมื่อป้อนข้อมูลเพิ่มเติมไปว่า “ที่จริงแล้วระดับน้ำในภาพนั้นสูงถึงคอของผู้หญิงจริง” ChatGPT กลับอธิบายว่า “คำตอบก่อนหน้าไม่ได้ผิด แต่เป็นข้อจำกัดของการประเมินจากภาพนิ่งสองมุม”



คำตอบของเอไอที่เปลี่ยนไปตามคำสั่งและความคิดเห็นของผู้ใช้งาน

ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่าเอไอจะทำงานตามคำสั่งปัจจุบันของผู้ใช้งาน รวมถึงการอ้างอิงข้อมูลจากประวัติของคำสั่งหรือบทสนทนาในอดีต นอกจากนี้ เอไอมักไม่ยอมรับว่า “ไม่รู้” และเลือกที่จะให้คำตอบแบบผิด ๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้งาน ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการเทรนโมเดลเอไอ และถึงแม้ว่าเอไอจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องในทีแรก แต่ถ้าหากผู้ใช้งานถามย้ำ ๆ ว่านี่คือข้อมูลที่ถูกต้องจริงหรือ เอไอก็จะเปลี่ยนคำตอบกลับไปกลับมาตามลักษณะของคำถาม นี่แสดงให้เห็นว่าเอไอไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือเป็นความจริงเสมอไป แต่อาจให้ข้อมูลผิด ๆ เพื่อสนับสนุนอคติของผู้ใช้งานโดยเฉพาะเมื่อได้รับคำสั่งที่มีอคติหรือความเชื่อบางอย่างอย่างชัดเจน

3.ยากที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากเอไอ

เอไอสามารถช่วยค้นหา สรุปข้อมูล หรือทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดมากเกินกว่าจะนำมาอ้างอิงเป็นแหล่งข้อมูลหลักหรือเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียว โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเอไอเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ยังพบข้อผิดพลาดอยู่มาก นั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้งานจะต้องมีความรู้และความละเอียดรอบคอบมากพอที่จะตรวจสอบว่าข้อมูลหรือข้อสรุปจากเอไอนั้นถูกต้องจริงหรือไม่ก่อนที่จะนำเนื้อหานั้นไปใช้งานหรือเผยแพร่ต่อ เพราะอาจเป็นการกระจายข้อมูลหรือความเข้าใจผิด ๆ ออกไปในวงกว้างไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

อ้างอิง

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ





คลิปน้ำท่วมหมู่บ้านที่หาดใหญ่ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นอุทกภัย “ใกล้กรุงเทพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา **

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “มาดามปู Channel” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 6.5 หมื่นบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอหมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกน้ำท่วมสูง ระบุข้อความว่า “ใกล้กรุงเทพแล้ว ติดเกาะแล้วค่ะ” นอกจากนั้นในช่องแสดงความคิดเห็นเขียนข้อความที่ทำให้เข้าใจคลิปนี้เป็นภาพน้ำท่วมที่บริเวณ “รังสิตคลอง 5” จ.ปทุมธานี คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 1.7 หมื่นครั้ง ณ วันที่ 8 ธ.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพภูเขาในคลิปเป็นจุดสังเกตแรกที่บ่งชี้ว่าเหตุน้ำท่วมนี้ไม่ได้เกิดที่ย่านรังสิต จ.ปทุมธานี และเมื่อค้นหาภาพในคลิปด้วย Google Lens พบว่า คลิปวิดีโอเดียวกันถูกโพสต์เมื่อวันที่ 25 พ.ย. โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ปัญจวิชญ์ มงคลวัชราสิทธิ์” ซึ่งบรรยายว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่หมู่บ้านรุ่งทิวา ซึ่งอยู่ใกล้กับคลองระบายน้ำ ร.5 ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เมื่อตรวจสอบโพสต์ที่ตั้งค่าสาธารณะย้อนหลังพบว่าผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายนี้ได้โพสต์คลิปวิดีโอรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่หมู่บ้านรุ่งทิวาอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 22-27 พ.ย.

เมื่อค้นหาตำแหน่งด้วย Google Street View พบว่าหมู่บ้านรุ่งทิวา คลอง ร.5 ตั้งอยู่ใกล้กับซอยน้ำทอง ต.คอหงส์  อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จากภาพในแผนที่ยืนยันได้ว่าหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมในคลิปนี้คือหมู่บ้านรุ่งทิวา

ภาพจาก Google Street View (ซ้าย) ของหมู่บ้านรุ่งทิวา ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตรงกับภาพที่อยู่ในคลิป

โคแฟคยังได้สอบถามไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลคลองห้า จ.ปทุมธานี ได้รับคำยืนยันว่าในช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค. 2568 ไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่คลองห้าอย่างที่ปรากฏในคลิปวิดีโอนี้

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 6 ธันวาคม 2568

อาบน้ำเย็นตอนอากาศหนาว เส้นเลือดในสมองแตก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/aa7538455ufc


คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pbasvq033poy


ข้าวโพดหวานเป็น GMO และอันตรายต่อสุขภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/7uterk93a3wa


กทม.ขอรัฐ-เอกชน WFH 1 วัน/สัปดาห์ หลังค่าฝุ่นพุ่งสูงกระทบสุขภาพ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nwyt7swfisox


หญิงชาวไทย “ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ฟรี!” Walk in ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1638zyklgprk


การนอนน้อย อดนอน อันตรายกว่าที่คิด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2thul6039j2ti


กรุงเทพฯ มีฤดูฝุ่น เพราะภาวะฝาชีครอบ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1a7ujh8oix9bk


น้ำเริ่มลด แต่ลานีญา ยังไม่จบ แถมปีหน้า เตรียมเข้าเอลนีโญ อีก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1da30f1kxq3zm


โครงการ Quantum AI มีจริงหรือไม่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1nixp6o4efccj


ทอท. จ่อขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท เริ่มต้นปีหน้า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1p600rx3szbj0


จากชีพเฟคถึงเอไอ! ความท้าทายสู้ข่าวลวงระบาดต้องร่วมมือถึงระดับพื้นที่ เพื่อกำกับ‘แพลตฟอร์ม’

4 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital4Peace เทศบาลนครยะลา พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 32“สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร สื่อ สันติภาพ และความมั่นคงสมัยใหม่ (THE INFORMATION BATTLEFIELD)” ณ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลาอ.เมือง จ.ยะลา

ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉายภาพวิถีชีวิตมนุษย์ยุคปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และพึ่งพาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นอย่างมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทัศนคติ ความคิดและความเชื่อของผู้รับสาร ดังนั้นหากมองลึกลงไป บรรดาเจ้าของแพลตฟอร์มมีบทบาทเป็นผู้กำหนดวาระหรือระเบียบโลก เสมือนเป็นมือที่มองไม่เห็น แต่เราไม่รู้เลยว่าทัศนคติของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไร 

ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถูกนำไปใช้ทำคลิปวิดีโอ โดยเมื่อเร็วๆ นี้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผชิญภัยพิบัติจากพายุ ฝนตกหนักและน้ำท่วม ทางการเวียดนามมีการประกาศเตือนการระบาดของคลิป AI ที่สร้างขึ้นโดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ในเวียดนาม เช่นเดียวกับที่มาเลเซีย มีนักวิชาการออกมาเตือนการแชร์คลิป AI ที่อ้างว่าเป็นเหตุน้ำป่าไหลหลาก หรือในประเทศฟิลิปปินส์ สำนักข่าวดังอย่าง Rappler ได้เตือนคลิป AI ทำขึ้นแล้วอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ไต้ฝุ่นถล่มเมืองเซบู เป็นต้น

หรือแม้แต่ข่าวลวงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน (ชีพเฟค – Cheapfake) ยังคงมีให้เห็น อย่างในประเทศไทย มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์นำภาพเก่าที่เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมในเวียดนามมาโพสต์ให้ดูเหมือนเป็นเหตุอุทกภัยในไทย อย่างไรก็ตามความท้าทายสำคัญคือ กรณีเป็นภาพจาก AI จะตรวจสอบได้อย่างไร? เพราะเคยทดลองนำภาพที่สร้างจาก AI ไปตรวจสอบบนเว็บไซต์หลายแห่งที่ระบุว่าสามารถแยกแยะได้ แต่เมื่อตรวจแล้วกลับระบุว่าภาพนั้นไม่ได้สร้างจาก AI ส่วนการตรวจสอบภาพหรือคลิปวิดีโอจาก AI ยังมีข้อสงสัยว่าระบบที่ผู้ให้บริการนำมาให้ใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น สมรรถนะด้อยกว่าระบบที่ต้องเสียเงินค่าบริการหรือไม่ เช่นเดียวกับ AI ที่นำมาให้บริการเป็นผู้ช่วยตอบคำถามหรือค้นหาข้อมูลต่างๆ มีทั้งที่ให้ใช้ฟรีๆ และที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มซึ่งแบบหลังจะมีสมรรถนะสูงกว่า จึงสงสัยว่า คนเรามีสิทธิ์เข้าถึงความจริงได้ไม่เท่ากัน แม้กระทั่งความจริงยังเป็นสิ่งที่ต้องมีค่าใช้จ่าย 

ทั้งนี้ ในการรับมือข้อมูลข่าวสารยุค AI จำเป็นต้องทำร่วมกันในหลายภาคส่วน นับตั้งแต่ 1.บุคคลทั่วไป ในฐานะผู้ใช้งาน จะทำอย่างไรให้มีวิธีคิดแบบตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ที่ผ่านมาเราเชื่อกันว่าหากมีอคติแล้วเราก็มีแนวโน้มจะเชื่อสูง แต่ต่อมาก็มีผลการศึกษาพบว่า ในทางการเมืองแม้เราจะเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่หากได้หยุดคิดสักครู่หนึ่งเมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ มา บางครั้งก็ช่วยในการหยุดส่งต่อข้อมูลลวงได้แม้จะมาจากฝั่งเดียวกับที่ตนเองชื่นชอบก็ตาม มีการตรวจสอบก่อนตัดสินใจว่าจะแชร์หรือไม่

2.สถาบันการศึกษา ต้องมีวิชาหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องพลเมืองดิจิทัล การตรวจสอบข้อมูล สิ่งนี้ควรเป็นทักษะพื้นฐาน และรวมถึงต้องมีช่องทางเรียนรู้ตามอัธยาศัย สำหรับผู้ที่พ้นช่วงวัยเรียนมาแล้วด้วย เพราะความรู้ด้านเทคโนโลยีต้องปรับปรุงตลอดเวลา อย่างเรื่องภาพหรือคลิปวิดีโอที่ผลิตโดย AI วันนี้มีคำแนะนำให้สังเกตแบบนี้ แต่อนาคตเทคโนโลยีเปลี่ยนจะยิ่งมีความแนบเนียนยิ่งขึ้น 

3.ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการย้ำเตือนให้ประชาชนได้หยุดคิด ระมัดระวังเนื้อหาปลอมจากเทคโนโลยีเริ่มไตร่ตรองและมองถึงความถูกต้องมากขึ้น แต่ลำพังภาคประชาสังคม เช่น โคแฟค อาจกระจายข้อมูลได้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับสื่อมวลชนตลอดจนบรรดาผู้มีชื่อเสียงและอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) ภาคประชาสังคมก็ต้องทำงานร่วมกับสื่อและอินฟลูฯ เพื่อสื่อสารกับประชาชน 

4.ภาครัฐ ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มพยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ให้ต้องมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายและป้องกันกลุ่มเปราะบาง เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ เริ่มจำกัดอายุขั้นต่ำที่อนุญาตใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้นอกจากนั้นภาครัฐต้องมีบทบาทเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับข้อมูลลวง ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้

5.แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เป็นผู้ให้บริการ แต่ก็มีข่าวกรณีเอกสารตรวจสอบภายในของเมตา (Meta) ที่มีรายได้ร้อยละ 10 จากโฆษณาหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก แสดงว่าแพลตฟอร์มได้ผลประโยชน์จากการกระทำผิดกฎหมาย เช่น โฆษณาขายสินค้าปลอม โฆษณารับสมัครงานแต่สุดท้ายเป็นการล่อลวงไปเป็นเหยื่อค้ามนุษย์

เฟซบุ๊กหรือเจ้าของแพลตฟอร์มจะมองว่าเขาเป็นผู้ให้บริการ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้รัฐออกกฎหมายว่าเขาต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ผศ.ดร.ภีรกาญจน์กล่าว

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค และอดีตผู้สื่อข่าว นสพ.แนวหน้า กล่าวถึงบทบาทของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งานรวมถึงองค์กรสื่อต่างๆ เช่น เดิมทีคนเราก็มีแนวโน้มรับข้อมูลข่าวสารที่ตรงกับจริตความชอบของตนเองอยู่แล้ว เมื่อบวกกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มักจดจำพฤติกรรมการใช้งานและคัดเลือกเฉพาะเนื้อหาที่คนนั้นชอบหรือสนใจมาให้พบเห็น ยิ่งตอกย้ำซ้ำๆ ว่าสิ่งที่ตัวเราเชื่อนั้นถูกต้องที่สุดและไม่แม้แต่จะรับฟังข้อมูลชุดอื่นที่แตกต่างออกไป หรือการที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ให้คุณค่ารวมถึงรายได้โดยวัดจากปริมาณการมีส่วนร่วม (Engagement) โดยก่อนหน้านี้มีคำว่า Clickbait หรือการพาดหัวล่อเป้าให้คนสงสัยแล้วกดเข้าไปอ่าน จนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีคำว่า Ragebait หรือการพาดหัวยั่วให้โมโหเพื่อให้กดเข้าไปอ่าน ในอดีตเรื่องพวกนี้สื่อหลักเคยต่อต้าน เตือนกันว่าอย่าทำ แต่ปัจจุบันสื่อหลักเมื่อต่อต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมด้วยเสียเลย 

เช่นเดียวกับช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กำลังระอุ มีข้อสังเกตว่าหลายคนโพสต์ข่าวลวง โดยนำคลิปวิดีโอเหตุการณ์เก่าบ้าง เหตุการณ์สงครามอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องบ้างมาอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ไทย – กัมพูชา พร้อมกับติดแฮชแท็ก เช่น เปิดการมองเห็น คลิปสั้นสร้างรายได้ ครีเอเตอร์มือใหม่ แม้กระทั่งสื่อหลักบางครั้งก็ยังนำคลิปที่อ้างกันผิดๆ ไปเผยแพร่ต่อ เพื่อเรียกยอด Engagement มีผลกับรายได้ สื่อหลักสู้อินฟลูฯ ที่ผลิตเนื้อหาแรงๆ ไม่ไหว ก็เข้าร่วมทำบ้าง 

ส่วนคลิป AI นั้น มีตัวอย่างคลิปวิดีโอน้ำท่วมที่มีเด็กกอดสุนัขรอความช่วยเหลืออยู่บนหลังคาบ้าน คลิปนี้พบการแจ้งเตือนที่เวียดนาม แต่ก็ยังมีคนนำภาพจากคลิปดังกล่าวมาโพสต์เป็นภาษาไทยในช่วงเวลาที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กำลังเผชิญกับน้ำท่วม แม้ผู้โพสต์จะไม่ได้ระบุข้อความว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่เมื่อมาโพสต์ในห้วงเวลานั้นก็ทำให้ผู้พบเห็นหลายคนเข้าใจไปว่าเป็นเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ แต่ที่น่าห่วงคือภาพจากคลิปเดียวกันถูกนำไปเปิดรับบริจาคโดยอ้างเหตุพายุและน้ำท่วมที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพหรือไม่ 

มีข้อเสนอว่ารัฐควรออกกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ นั้นว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ในบริบทสังคมไทย เนื่องจากในความเป็นจริงดูเหมือนประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในภาครัฐเท่าใดนักไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม โดยกังวลว่ากฎหมายอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ขณะนี้ประเทศไทยน่าจะยังไม่มีกรอบกลาง ไม่ว่าในแง่กฎหมายหรือแนวปฏิบัติแนะนำ เกี่ยวกับการใช้ AI ทำให้แต่ละคนใช้กันอย่างเต็มที่โดยอาจไม่รู้ว่าอะไรควร – ไม่ควร 

อีกเรื่องหนึ่งคือ ผมเชื่อว่าทุกคนถ้าไม่ได้อยู่ในอาชีพที่ต้องมอนิเตอร์ข่าวเยอะๆ เราไม่สามารถรับรู้ได้ทุกเรื่อง ฉะนั้นถ้าเรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวกับเราก็ปล่อยผ่าน แต่ถ้าเรื่องไหนเกี่ยวกับเราจริงๆ อาจต้องลงทุนลงแรงในการสืบค้นข้อเท็จจริง ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายๆ อย่างข้อมูลก็เปิดมากขึ้น ก็จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอก บัญชา กล่าว

มูฮัมหมัดอ่ายุบ ปาทาน อดีตประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า หากจะสู้กับสิ่งเหล่านี้ การพัฒนาศักยภาพมีความจำเป็นมาก จะทำแบบเดิมไม่ได้ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์จะลามเต็มไปหมด ต้องมาคิดว่าจะพัฒนาศักยภาพกันอย่างไรเพื่อจะได้ไม่หลงเทคโนโลยี ขณะที่ในบริบท 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนกว่าที่อื่น เช่น เรื่องภาษาที่แตกต่าง และต้องคิดแบบยุทธศาสตร์ เช่น เมื่อรู้ว่าปัญหาเป็นอย่างนี้แล้วจะนำเรื่องนี้ไปจัดการในชุมชนอย่างไร จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยอย่างไร 

และการทำงานแบบต่างคนต่างทำไม่สามารถรับมือปัญหานี้ได้ โดยต้องมีทีมงานประกอบด้วยคนรุ่นใหม่ที่เก่งเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งได้รับการหนุนเสริมโดยสถาบันการศึกษา เช่น จะตรวจสอบภาพว่าทำขึ้นจาก AI หรือไม่ ได้อย่างไร เพราะคนที่ไม่ได้อยู่กับเรื่องนี้เป็นประจำอาจไม่รู้ อีกทั้งการสร้างความตระหนักรู้ต้องทำซ้ำๆ ไม่ใช่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วหาย ต้องมีกลไกทำงานระดับพื้นที่ เช่น สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน 

ต้องมีเครือข่ายในการช่วยกันตรวจสอบข้อมูล รวมถึงกลไกด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสื่อสารถึงคนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้จะมีการตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลใดปลอม แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้องสื่อสารเผยแพร่ถึงคนอื่นๆ ด้วย แม้กระทั่งกลุ่มผู้ผลิตเนื้อหาทางออนไลน์ (ครีเอเตอร์) อาจไม่รู้ก็ได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ส่งผลกระทบอย่างไร แต่เขาอาจมีความตั้งใจดี และแม้จะมีคนเก่งเทคโนโลยี แต่หากไม่สามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบข่าวปลอมในพื้นที่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ 

เชื่อว่าอันนี้เป็นผลบุญอย่างหนึ่ง ถ้าตรวจสอบข่าวปลอมได้ คนไม่หลงกับมัน ผลบุญได้โดยอัตโนมัติเลย เพราะนี่เป็นการป้องกันฟิตนะฮ์ (การล่อลวง) มันเป็นฟิตนะฮ์อย่างหนึ่ง ทำให้เกิดความสูญเสียด้วย อันนี้คิดว่าน่าจะเอามาใช้ คือเราจะต้องสร้างขบวการ แน่นอนมันเป็นเรื่องยากแต่ต้องทำ ถ้ากระบวนการข่าวปลอมมันทำมาเป็นขบวนแต่เราทำไม่เป็นขบวน เราจะแพ้ข่าวปลอม มูฮัมหมัดอ่ายุบ กล่าว

‘สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร’เรื่องใหญ่ยุคดิจิทัล ‘เอไอ-โซเชียล’ปั่นกระแส หวั่นรุนแรงออนไลน์ลามสู่โลกจริง

3 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital4Peace เทศบาลนครยะลา พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 32“สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร สื่อ สันติภาพ และความมั่นคงสมัยใหม่ (THE INFORMATION BATTLEFIELD)” ณ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลาอ.เมือง จ.ยะลา

มะรูฟ เจะบือราเฮง ประธานมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (Digital4Peace) ชวนย้อนคิดถึงภาพน้ำท่วม จ.ปัตตานี ที่เคยเป็นกระแสในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เมื่อหลายปีก่อน โดยเป็นภาพน้ำสีฟ้าสวยงาม ภาพนี้ถูกแชร์เป็นหมื่นครั้งพร้อมกับมีความเห็นจากคนพื้นที่อื่นๆ ว่าอยากมาเที่ยว จ.ปัตตานี เพราะขนาดน้ำท่วมยังมีสีเหมือนสระน้ำ แต่ท้ายที่สุดเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพที่ถูกตกแต่งด้วยแอปพลิเคชั่น 

เมื่อเร็วๆ นี้ มีภาพสุนัขคาบแมวหนีน้ำท่วมไปส่งเรือกู้ภัยถูกแชร์อย่างกว้างขวาง ถูกจับสังเกตได้ว่าเป็นภาพที่สร้างโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ในต่างประเทศ พบกรณีการแข่งขันทางการเมืองและมีการใช้ AI สร้างรูปปลอมขึ้นมา หัวข้องานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราอาจรู้สึกรักหรือเกลียดใครบางคนได้เพียงเพราะรับสื่อที่ถูกสร้างโดย AI 

ข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามาหาเรา หลายครั้งถูกตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อให้เรามีความรู้สึกอะไรบางอย่าง แล้วมันมีคำว่า Information Battlefield (สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร) บางทีเราอาจไม่รู้ตัวว่า TikTok ที่เราใช้มันไม่ใช่แค่พื้นที่ของความบันเทิง แต่เป็นพื้นที่ของการรบกันของใครบางคน และเราเป็นหนึ่งในคนที่อาจเป็นเหยื่อหรือเป็นคนหนึ่งที่ถูกทำให้เชื่อ ถูกทำให้โกรธ ถูกทำให้หลง มะรูฟ กล่าว

วิศาล จิรภาพงพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวว่า วันนี้หลายๆ แพลตฟอร์มที่เรารับข้อมูลนั้นแยกไม่ออก หากไม่ใช้วิจารณญาณก็จะทำให้เราตกเป็นเหยื่อของการเสพข้อมูลข่าวสาร ขณะที่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือความต่างระหว่างช่วงวัย (Generation) กล่าวคือ คนยุคเบบี้บูมเมอร์หรือเจนเอ็กซ์จะใช้เฟซบุ๊ก ขณะที่ Gen Yหรือ Gen Zmจะใช้อินสตาแกรมหรือ X ส่วน Gen Alpha จะใช้ TikTok อะไรที่รวดเร็ว อ่านไม่เกิน 10 วินาที เป็นต้น การจัดเวทีครั้งนี้เป็นประโยชน์และน่าจะมีคุณค่าในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 

การเรียนรู้ที่จะอยู่กับข่าวสารที่เป็นข่าวจริง ต้องแยกแยะให้ได้ เพราะวันนี้ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิต แล้วก็ต้องบอกว่า Fake News (ข่าวปลอม) เข้ามามีบทบาท สงครามข่าวสารวันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนรองนายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าว

Sweta Madhuri Kannan, First Secretary, Cultural Affairs and Press สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในประเทศเยอรมนี มีตัวอย่างข้อมูลบิดเบือนที่ทำลายความไว้วางใจต่อสถาบันต่างๆ ตลอดจนความเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง ขณะที่ประเทศไทยก็เผชิญกับความขัดแย้งและภัยคุกคาม ทำให้เราเหมือนกับอยู่ในห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ในข้อมูลข่าวสารของตนเอง 

ทั้งนี้ จากการผ่านบทเรียนสงครามโลกถึง 2 ครั้ง ชาวเยอรมันจึงเห็นความสำคัญของการปกป้องประชาธิปไตย มีการลงทุนอย่างมากในการให้การศึกษาภาคพลเมือง (Civic Education) ให้ความสำคัญต่อเสรีภาพสื่อ และจัดวางสมดุลไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจเหนือกลุ่มอื่นๆ อนึ่ง การที่สังคมจะเปิดกว้างได้นั้นประชาชนต้องรู้จักคิดวิเคราะห์ และสังคมประชาธิปไตยจะขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจ หากเราขาดความเชื่อมั่นใจสถาบันประชาธิปไตยหรือองค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตย ประชาชนก็จะมีความเปราะบางจากการเข้าถึงข้อมูล 

และในสถานการณ์ที่สังคมแบ่งขั้ว ลำพังการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลก็ยังไม่เพียงพอ อย่างในเยอรมนี เมื่อปี 2560 มีการออกกฎหมายกำหนดให้นำเนื้อหาสร้างความเกลียดชังออกจากพื้นที่ของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่กฎหมายที่ดีที่สุดแต่ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ ยังมีโครงการที่ทำร่วมกับนักศึกษาและครอบครัว สร้างความเข้าใจการทำงานของอัลกอริทึม รู้เท่าทันโลกดิจิทัล และจะตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลต่างๆ ได้อย่างไร 

จากประสบการณ์ที่มีความร่วมมือกับหลายๆ ประเทศ สิ่งหนึ่งก็คือเราไม่ควรควบคุม แต่ว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลมาทำร้ายสังคมได้ คือการเปิดกว้างดีกว่าการปิดกั้น รัฐบาลไม่สามารถต่อสู้ในสมรภูมิที่เปลี่ยนแปลงแบบนี้ได้เพียงลำพัง แต่แพลตฟอร์มจะต้องมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ด้วย รวมทั้งสื่อเองก็น่าจะต้องมีบทบาทที่จะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ Sweta กล่าว

ผศ.ดร.กุสุมา ภูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงคำว่า “Splinternet” ที่มาจาก 2 คำ คือ Splint+ Internet ที่หมายถึงก่อนหน้านี้เราเคยเชื่อว่าเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตจะทำให้โลกกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกคนเชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่าผู้คนไม่อยากเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) แต่อยากแยกตัวออกไปอยู่กันเอง อย่างประเทศจีนซึ่งสร้างกำแพงเมืองจีนทางออนไลน์ (The Great Firewall) มีประตูเปิด – ปิด (Gateway) เพื่อควบคุมการเข้า -ออกของข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก และใครที่เข้าไปในจีนต้องใช้ระบบออนไลน์ที่ถูกสร้างขึ้นไว้ใช้งานภายในของจีน เป็นภาพสะท้อนการแตกออกของภูมิทัศน์ (Landscape) ในส่วนต่างๆ ของโลกตามแรงจูงใจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ 

สถานการณ์แบบเดียวกันยังเกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย – ยูเครน ซึ่งมีการทำสงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) ดังนั้นสงครามทางกายภาพกับสงครามข้อมูลข่าวสารจึงดำเนินไปด้วยกัน ขณะที่เมื่อย้อนกลับมาดูสังคมไทย ประเทศที่ผู้คนมีความสุขกับความเร็วอินเตอร์เน็ตที่สูงกว่าอีกหลายประเทศในโลก เราไม่มีระบบป้องกันใดๆ ถึงกระนั้นก็ไม่เห็นด้วยกับการสร้างประตูเข้า – ออก ซึ่งจะมีโอกาสนำไปสู่การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการสื่อสาร 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่าภูมิทัศน์ของข้อมูลข่าวสารในประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าอ่อนแอ โดยมีคำถามว่าเหตุใดการกำหนดวาระข่าวสารจึงไปอยู่ที่ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) หรือในช่วง 2 – 3 ปีล่าสุด เกิดปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองบนพื้นที่ออนไลน์ หมายถึงผู้คนแปลงตนเองเป็นพลเมืองดิจิทัลเข้าไปวิจารณ์การเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมุมหนึ่งก็มีคำถามกลับมาว่าแล้วความเป็นพลเมืองในโลกจริงอ่อนแอลงหรือไม่ เช่น ปรากฏการณ์ทัวร์ลง การด่าทอในโลกออนไลน์เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการรวมตัวเพื่อช่วยเหลือกัน  

สื่อเองก็อ่อนแอ การทำงานของสื่อมวลชนที่เป็นระแสหลักหรือสื่อมวลชนที่มีการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร หลายสำนักก็ต้องพยายามปรับตัว เราก็จะเห็นทีวีก็ต้องรักษาเรตติ้ง ดังนั้นในแง่ของข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงมันสู้ไม่ทันกับข้อมูลข่าวสารที่เป็นข่าวลวง (Disinformation) หรือข่าวสารที่สร้างความเกลียดชัง ผศ.ดร.กุสุมา กล่าว

รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ข้อมูลที่มากทำให้เราแตกแยก มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น แม้กระทั่งตัวเราเองความคิดก็ยังไม่นิ่ง บางวันเป็นเสรีประชาธิปไตยแต่บางวันก็เป็นเผด็จการ หรือบางเรื่องตอบสนองแบบหัวก้าวหน้าแต่บางเรื่องก็ตอบสนองแบบดูโหดร้ายเหลือเกิน หลักคิดจึงเป็นหัวใจสำคัญ เรายอมรับความหลากหลายได้หรือไม่ว่าคนอื่นคิดไม่เหมือนเรา และการยอมรับก็ต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ไม่ระดมทัวร์จนนำไปสู่การอาฆาตมาดร้ายและเกิดการใช้ถ้อยคำที่สนับสนุนให้ทำร้ายกัน 

ขณะที่เมื่อมองดูบทบาทของผู้กำกับดูแลก็พบว่าไม่สามารถทำได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งมีคำว่า ทุนนิยมเหนือรัฐ หรือคำว่า ทุนนิยมยึดรัฐองค์กรกำกับดูแลไม่ดำเนินการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค หรือที่มีหลักจริยธรรมว่าผู้พิพากษาเมื่อออกจากอาชีพดังกล่าวไปแล้วห้ามไปเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทเอกชน แต่ก็พบว่ามีการไปอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ส่งผลกระทบตั้งแต่ค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภค – บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น การไหลเวียนของสินค้าและข้อมูลข่าวสารถูกทำให้เป็นหน้าเดียวกันหมด ความหลากหลายหรือการแข่งขันแบบการค้าเสรีก็ไม่เกิดขึ้นจริง 

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ผมคิดว่ามันเป็นรัฐที่ถูกกำกับดูแลด้วยแค่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นโดยผ่านกฎหมาย และสิ่งที่มันเกิดขึ้น ใครที่จะเติบโตภายใต้ระบบโครงสร้างแบบนี้ ฉะนั้นคนที่ดิ้นหลุดจากโครงสร้างออกมาทำแบบใหม่ก็ไม่มีกำลังจะต่อสู้ภายใต้โครงสร้างที่มันไม่เกิดการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่ รศ.เอกรินทร์ กล่าว

ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไล่เรียงประวัติศาสตร์ว่า หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 (ปี 2343 – 2442) เป็นยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับแผนที่และการลากเส้นเขตแดน แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) ที่ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตมีมุมมองต่อภูมิรัฐศาสตร์ว่าไม่ใช่เพียงเรื่องดินแดนแต่รวมถึงอุดมการณ์ด้วย ยุคนี้จะเริ่มพบการใช้โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) จากทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อทำให้รัฐชาติอื่นๆ เชื่อว่าข้อมูลของฝ่ายตนนั้นถูกและมองข้อมูลของอีกฝ่ายว่าผิด 

คำว่าภูมิรัฐศาสตร์ได้หายไปจากการรับรู้อยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ก่อนจะกลับมาในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด เนื่องจากโลกได้เกิดขั้วอำนาจขึ้นมาแข่งขันกันหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน รัสเซีย ยุโรป แม้กระทั่งโลกมุสลิม ขณะที่สงครามที่แม้จะยังมีการสู้รบด้วยอาวุธหรือกำลังทหารจริงๆ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการสู้รบด้วยข้อมูลข่าวสารและการโจมตีทางไซเบอร์ ปรากฏการณ์เหล่านี้แบ่งแยกคนออกจากกันมากขึ้นยิ่งกว่าในอดีต เพราะข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ สามารถเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น 

ในอดีตหากคนไม่ได้เข้าถึงสื่อโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ก็อาจไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือสื่ออย่างหนังสือพิมพ์ก็อาจถูกควบคุมโดยรัฐและประชาชนก็จะไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากนั้น แต่ปัจจุบันทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทางออนไลน์ แน่นอนว่ามีเรื่องของอัลกอริทึมที่จะจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคน เช่น การค้นหาหรือมีส่วนร่วมกับข้อมูลข่าวสาร ทำบ่อยๆ เข้าเราก็จะเชื่อว่าข้อมูลชุดนั้นถูกต้องที่สุด แต่หากเลือกรับหรือค้นหาข้อมูลชุดอื่นๆ บ้าง ก็อาจทำให้เรามีข้อมูลมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เชื่อได้ รวมถึงไม่ส่งต่อข้อมูลที่ผิด

ขั้นสุดของพีระมิดแห่งความเกลียดชัง (Pyramid of Hate) คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่กว่าที่มันจะขยับไปสู่เรื่องของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Baseline (พื้นฐาน) ที่สำคัญที่สุดก็คือ Bias (อคติ) การที่เรามีอคติต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง หลายครั้งยิ่งเราได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้น เราถูกสอนเพิ่มขึ้น สุดท้ายมันจะขยับขึ้นมาสู่สิ่งที่เริ่มเป็น Action (การกระทำ) จากแค่วิธีคิดเราเริ่มทำแล้ว เริ่ม Bully (เหยียดหยามรังแกสุดท้ายขยับขึ้นไปถึงการใช้ความรุนแรง อาจเป็นความรุนแรงที่เอามายิงกันได้ สุดท้ายมันเป็นความรุนแรงระดับที่ใหญ่มาก ผศ.ดร.ยาสมินกล่าว

ผศ.ดร.อับดุลรอนิง สือแต คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาอนี ยกตัวอย่างความขัดแย้งอิสราเอล – ปาเลสไตน์ ที่ข่าวมุ่งนำเสนอเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2566 เมื่อกลุ่มฮามาสบุกเข้าไปจับตัวประกันในอิสราเอลเพื่อใช้แลกเปลี่ยนกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลควบคุมตัวอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นจำนวนมากแต่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว แต่ในทางกลับกัน ภาพความรุนแรงที่กระทำต่อชาวปาเลสไตน์จากปฏิบัติการตอบโต้ของอิสราเอลถูกนำเสนอสู่สายตาชาวโลกจากฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐแต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการนั้น 

หรือการพยายายามสร้างภาพลักษณ์ของฮามาสหรือกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เมื่อสืบย้อนเรื่องราวกลับไปก็จะพบว่าอิสราเอลหรือยิวไซออนนิสต์เป็นผู้เข้ามายึดครองดินแดนของปาเลสไตน์ แต่ประเด็นเหล่านี้ไม่ถูกพูดถึง นี่คือเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่ปัจจุบันเป็นสงครามที่เกิดขึ้นทั้งที่มีฝักฝ่ายและที่เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยไม่สังกัดฝ่ายใด ซึ่งรวมถึงเราทุกคนที่ติดตามและเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ด้วย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือความเข้าใจว่าเราไม่ได้ถูกกำหนด

มันเหมือนกับทฤษฎีเรื่องของนกพิราบจิกข้าวจิกถั่วแล้วมันก็แปรขบวนไปตามจุดที่คนวางข้าววางถั่วให้มันเป็นไปตามรูปภาพที่เขากำหนด ตรงนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าหวาดกลัวในการที่จะต้องใช้ความพินิจพิจารณา วิเคราะห์ในสิ่งต่างๆ ว่ากระบวนการที่เรากำลังรู้สึกเกลียด – รู้สึกชอบ เรากำลังตกอยู่ในวังวนของการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือวัตถุประสงค์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยหรือไม่ผศ.ดร.อับดุลรอนิง กล่าว

Fact-check: พรรคประชาชน “ไม่เอาทหาร” ? 

ทีมเฉพาะกิจ Cofact x The Momentum

[รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในรัฐสภา ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกองบรรณาธิการ Cofact และ The Momentum ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568]

คำกล่าวอ้างว่าพรรคประชาชน “ไม่เอาทหาร” กลับมาอีกครั้งในช่วงที่ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งทั่วไปตามข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนที่กำหนดเงื่อนไขให้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยุบสภาภายใน 4 เดือน นับแต่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 29 ก.ย. 2568

“เขาบอกว่าพรรคประชาชนตรวจสอบทหารและเป็นลักษณะว่าไม่เอาทหาร…อยากถามพรรคประชาชนว่าวันนี้กับเมื่อวานที่ท่านพูดว่าไม่เอาทหาร วันนี้ยังยืนหยัดในแนวทางเดิมหรือไม่” ผู้สื่อข่าวจาก จ.อุบลราชธานี ถามผู้แทนจากพรรคประชาชนในเวที Policy Checking Forum “เมื่อ ‘นโยบาย’ ต้องเผชิญหน้า ‘ข้อเท็จจริง’” ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ตอบคำถามด้วยการเรียกร้องให้สื่อมวลชนตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพรรคประชาชนเคยพูดว่าไม่เอาทหารจริงหรือไม่ ก่อนจะยืนยันว่า “เราไม่เคยพูดแน่นอนว่าเราไม่เอาทหาร”

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเวที Policy Checking Forum “เมื่อ ‘นโยบาย’ ต้องเผชิญหน้า ‘ข้อเท็จจริง’” ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 

“พรรคประชาชนเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหาร เราทำงานร่วมกับทหารเป็นหลักมาตลอด 2 ปีนี้ นโยบายชุดแรกที่เราทำเป็นเอกสารเสร็จสมบูรณ์คือนโยบายเกี่ยวกับทหาร ซึ่งเราทำร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารหลายคนทั้งระดับสูงและระดับปฏิบัติงาน ว่าต้องการนโยบายที่จะช่วยเหลือหรือติดอาวุธให้เขาในแบบไหนบ้าง” ศศินันท์กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมาพรรคได้ชี้แจงหลายครั้งว่า “ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร” ซึ่งเป็นหนึ่งนโยบายที่พรรคก้าวไกลประกาศก่อนการเลือกตั้งปี 2566 กับ “ยกเลิกทหาร” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน  

“ทีมเฉพาะกิจ Cofact x The Momentum ตรวจสอบข้อเท็จจริงในสภา” ตรวจสอบนโยบายย้อนหลังตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชนว่านโยบายเกี่ยวกับทหารและกองทัพที่พรรคเคยสื่อสารต่อสาธารณะนั้นเป็นอย่างไร ไม่เอาทหารจริงหรือไม่ 

Timeline: จากพรรคอนาคตใหม่ถึงพรรคประชาชน

15 มี.ค. 2561 พรรคอนาคตใหม่ยื่นจดแจ้งชื่อจัดตั้งพรรคต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

24 มี.ค. 2562 เลือกตั้งทั่วไป พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่สาม รวมจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 80 ที่นั่ง

21 ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี จากกรณีพรรคกู้เงิน 191.2 ล้านบาทจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

6 มี.ค. 2563 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองการเปลี่ยนชื่อพรรคและกรรมการบริหารพพรรคร่วมพัฒนาชาติไทยเป็น “พรรคก้าวไกล” อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่เข้ามาสังกัดพรรคก้าวไกล ที่มีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค

14 พ.ค. 2566 พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง ได้ สส. เข้าสภา 151 คน

7 ส.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการร่วมกันเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง

9 ส.ค. 2567 แถลงเปิดตัวพรรคประชาชน โดยมีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรคประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล เป็นรองหัวหน้าพรรค และศรายุทธ ใจหลัก เป็นเลขาธิการพรรค 

พรรคอนาคตใหม่

วันที่ 16 ธ.ค. 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เปิดตัว “12 นโยบายพรรคอนาคตใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต” ประกอบด้วย โดยนโยบาย “ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล เลิกเกณฑ์ทหาร ซื้ออาวุธโปร่งใส” เป็น 1 ใน 8 นโยบายเสาหลักของพรรค

สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานตรงกันว่าพรรคอนาคตใหม่มีนโยบายปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย

The MATTER รายงานว่าพรรคอนาคตใหม่ต้องการปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย ยกเลิกเกณฑ์ทหาร หันมาใช้วิธีสมัครยกเว้นเมื่อเกิดศึกสงคราม รวมทั้งปรับลดกำลังพลประจำการลงครึ่งหนึ่งให้เหลือเพียง 1.7 แสนนาย และลดนายพลให้เหลือ 400 คน จากปัจจุบัน 1,600 คน

The Standard อ้างคำพูดของ พล.ท. พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่ยืนยันหลักการกองทัพต้องอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน ลดขนาดกองทัพให้เล็กลงและทันสมัยขึ้น โดยลดกำลังพลลง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดอัตรานายพลลงเหลือ 1 ใน 4 ยกเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ ลงทุนในงานวิจัยเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ให้อำนาจการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของกองทัพอยู่กับกระทรวงกลาโหม

The Momentum เผยแพร่บทความ ประชันนโยบายพรรคการเมือง EP 09: กองทัพ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายด้านกองทัพของพรรคอนาคตใหม่ว่า “รัฐบาลพลเรือนควบคุมกองทัพ เลิกบังคับเกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณกองทัพ วิทยาการด้านการป้องกันประเทศ และการผสานระหว่างระบบอุปถัมภ์กับคุณธรรม”

ธนาธรย้ำนโยบายปฏิรูปกองทัพอีกครั้งด้วยการโพสต์เฟซบุ๊ก “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2561 ว่าพรรคอนาคตใหม่เสนอนโยบาย “ปฏิรูปกองทัพให้เป็นกองทัพสมัยใหม่ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ใช้วิธีสมัคร ยกเว้นเวลาเกิดศึกสงคราม, ปรับลดกำลังพลประจำการลงครึ่งหนึ่ง ให้เหลือเพียง 1.7 แสนนาย, ลดจำนวนนายพลจากปัจจุบัน 1,600 คน ให้เหลือเพียง 400 คน” (ลิงก์บันทึก)

ในโพสต์นี้ ธนาธรยังได้จัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นโดยให้เลือกระหว่าง “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” กับ “ยังอยากเกณฑ์ทหาร” ซึ่งมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก 7.8 หมื่นบัญชีร่วมโหวต ผลคือร้อยละ 92 เลือก “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” และร้อยละ 8 เลือก “ยังอยากเกณฑ์ทหาร”

พรรคก้าวไกล

ก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 พรรคก้าวไกลเสนอชุดนโยบายในชื่อ “300 นโยบายเปลี่ยนประเทศ”  ในส่วนของนโยบายปฏิรูปกองทัพประกอบด้วย 15 ข้อเสนอ ได้แก่  

  1. เอาทหารออกจากการเมือง: ห้ามทหารยศนายพลดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 7 ปีหลังออกจากราชการเพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองโดยอดีตนายพลที่ยังมีสายสัมพันธ์ในกองทัพ
  2. กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน ยกเลิกสภากลาโหม
  3. ตั้งผู้ตรวจการกองทัพที่มาจากสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตรวจสอบการทำงานของกองทัพ
  4. ยกเลิกศาลทหารในสถานการณ์ปกติ ให้มีได้เฉพาะช่วงการประกาศสงครามเท่านั้น ให้คดีเกี่ยวกับวินัยทหารและคดีอาญาที่ทหารเป็นคู่ความเข้าสู่ศาลปกครองและศาลยุติธรรม
  5. ลดขนาดกองทัพ 30-40% 
  6. ลดจำนวนนายพลเหลือ 400 นาย และสร้างความเป็นธรรมระหว่างข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือน
  7. ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร
  8. ปฏิรูปการศึกษาทหาร
  9. การนำเข้ายุทโธปกรณ์ต้องมีการจ้างงานและถ่ายโอนเทคโนโลยี (Defence Offset)
  10. คืนที่ดินกองทัพให้ประชาชน
  11. คืนธุรกิจกองทัพให้รัฐบาล
  12. เพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อยให้ปลอดภัย มั่นคง และมีอนาคต
  13. ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) 
  14. ยกเลิกกาประกาศกฎอัยการศึกในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  15. ยกเครื่องกฎหมายความมั่นคงพิเศษซึ่งรวมถึงกฎอัยการศึก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

วันที่ 18 มี.ค. 2566 พิธาขึ้นปราศรัยบนเวทีเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครพรรคก้าวไกลที่ จ.กาญจนบุรี โดยในช่วงหนึ่งเขาได้ตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม”

“…ทหารมีไว้ทำไม พวกคุณจะไปรบกับใคร สมมติจะมีคนมารุกรานคุณ ผมก็ไม่เชื่อว่าคุณจะรบชนะด้วย แล้วอีกอย่าง ตอนนี้มันเป็นเรื่องของอาวุธ ประเทศที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ที่เคยทะเลาะกันก็ไม่ทะเลาะกันแล้ว ทุกวันนี้ลดกองทัพได้ บางประเทศไม่ต้องมีกองทัพด้วยซ้ำไปถ้าผู้นำฉลาดพอ มันคือเรื่องกฎกติกาสากล เรื่องระเบียบโลก ยิ่งประเทศเล็ก ๆ แบบพวกเรายิ่งต้องฉลาด สามารถที่จะทำให้ประหยัดงบกองทัพไปเยอะ ทหารมีไว้ทำไม วันนี้เราจะมาชวนหาคำตอบนี้” พิธากล่าว 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” บนเวทีปราศรัยที่ จ.กาญจบุรี เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2566

การตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ของพิธาบนเวทีปราศรัยในวันนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะจากผู้สนับสนุนกองทัพว่าสะท้อนถึงการไม่เห็นความสำคัญของทหารและกองทัพ 

ข้อความนี้ยังถูกนำมาประกอบเนื้อหาเท็จโจมตีพรรคก้าวไกลว่าไม่เอาทหารและต้องการยกเลิกกองทัพ โดยเฉพาะในช่วงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือน พ.ค. 2568 ซึ่งพิธาได้ให้ความเห็นในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ของสรยุทธ สุทัศนะจินดาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 ว่าเป็นการตัดคำพูดเพียงบางส่วนมาเผยแพร่โดยขาดบริบท 

พิธาอธิบายว่าคำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นการพูดบนเวทีปราศรัยเมื่อปี 2566 ใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “เขตทหาร” และมีประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้ที่ดินของกองทัพ อีกทั้งในช่วงนั้นยังมีประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายทหารด้วย 

เมื่อพิธีกรถามพิธาว่า “ทหารมีไว้ทำไม” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลตอบว่า “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ได้มีไว้ปกครอง ถ้าจะให้ตอบแบบไม่เหมือนเดิมก็คือ ทหารมีไว้ป้องกันการคุกคามจากต่างประเทศ แต่ไม่ยุ่งกับการเมืองภายในประเทศ…มีไว้ระมัดระวังภัยความมั่นคงทุกรูปแบบจากนอกประเทศ แต่ไม่ยุ่งการเมืองในประเทศ”

“มุมมองของผมต่อทหารคือ ผมต้องการให้ทหาร smart ทหารเป็นมืออาชีพ ลดจำนวนทหารลงเพื่อที่จะได้มียุทโธปกรณ์มาสู้กับภัยความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ที่มาจาก hybrid warfare ไม่ได้เป็นสงครามแบบดั้งเดิม” พิธากล่าว

พรรคประชาชน  

เนื่องจากพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ก่อตั้งขึ้นหลังจากพรรคก้าวไกลถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2567 นโยบายของพรรคจึงเป็นการสานต่อจากพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตามแนวคิดและนโยบายด้านทหารของพรรคประชาชนภายใต้การนำของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สามารถประมวลได้จากร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนผลักดันและจากชุดนโยบายที่ณัฐพงษ์นำเสนอในการประชุมวิสามัญพรรคประชาชนเมื่อ 25 ต.ค. 2568

เว็บไซต์พรรคประชาชน รายงานความคืบหน้าร่างกฎหมายที่พรรคก้าวไกล/พรรคประชาชนเสนอ ซึ่ง ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรรวม 134 ฉบับ ในจำนวนนี้มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับทหาร  ในจำนวนนี้มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับทหาร ได้แก่

  • ร่าง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร 2 ฉบับ
  • ร่าง พ.ร.บ. รับราชการทหาร (ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร) 2 ฉบับ
  • ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ปรับขอบเขตอำนาจศาลทหาร)
  • ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร)
  • ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (ยุบ กอ.รมน.)
  • ร่างแก้ไข พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ระเบียบราชการกลาโหม)
  • ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2559 เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. ลงวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559 

ร่างกฎหมายแต่ละฉบับมีความคืบหน้าแตกต่างกันไป บางฉบับถูกตีตกไปเนื่องจากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน เช่น ร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร (ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร) แต่ยังเหลืออีกฉบับหนึ่งซึ่งเป็นร่างที่ไม่เกี่ยวด้วยการเงิน และร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (ยุบ กอ.รมน.) บางฉบับอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ บางฉบับได้รับการบรรจุวาระแล้วและอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 

นอกจากการผลักดันกฎหมายตามนโยบายปฏิรูปกองทัพแล้ว ในการประชุมสภา สส. พรรคประชาชนยังได้อภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการทำงานของกองทัพ เช่น การตรวจสอบเรื่องปฏิบัติการmางอข้อมูลข่าวสาร (IO) ของกองทัพ ตรวจสอบนโยบายปฏิรูปกองทัพของพรรคเพื่อไทย และการติดตามคดีการเสียชีวิตของภคพงศ์ ตัญกาญจน์ อดีตนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ของคณะกรรมาธิการการทหาร ซึ่งเดิมมีวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชนเป็นประธาน ก่อนจะลาออกและให้เอกราช อุดมอำนวย จากพรรคเดียวกันมารับช่วงต่อ 

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี 2569 นโยบายปฏิรูปกองทัพยังคงเป็นหนึ่งในชุดนโยบายและแผนงานของพรรคประชาชนตามที่ณัฐพงษ์นำเสนอในการประชุมวิสามัญพรรคประชาชนเมื่อ 25 ต.ค. 2568  


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำเสนอหัวข้อ “มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง 2569” ในการประชุมวิสามัญพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2568 โดยเปิดเผยชุดนโยบายบางส่วน ซึ่งนโยบายปฏิรูปกองทัพเป็นหนึ่งในนั้น

ข้อสรุป

จากการตรวจสอบนโยบายพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนที่เผยแพร่ในช่องทางที่เป็นทางการของพรรค รวมทั้งถ้อยคำที่หัวหน้าพรรคคือธนาธร (อนาคตใหม่) พิธา (ก้าวไกล) และณัฐพงษ์ (ประชาชน) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหรือพูดต่อสาธารณะระหว่างปี 2561-2568 พบว่ามีการนำเสนอนโยบายปฏิรูปกองทัพจริง แต่ไม่มีเนื้อหาใดที่ระบุว่า “ไม่เอาทหาร” หรือ “ยกเลิกกองทัพ”  

นโยบายปฏิรูปกองทัพถูกจัดอยู่ในหมวดนโยบายด้านการสร้างประชาธิปไตยเต็มใบของพรรคก้าวไกล/พรรคประชาชน ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอหลายข้อ เช่น ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร, ลดจำนวนทหารยศนายพล, ลดจำนวนพลทหาร, ยกเลิกศาลทหารในสถานการณ์ปกติ, ยุบ กอ.รมน., โอนการถือครองที่ดินกองทัพกลับมาเป็นของกรมธนารักษ์เพื่อให้การจัดสรรที่ดินเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่, โอนถ่ายธุรกิจกองทัพทั้งหมดมาให้กระทรวงการคลังดูแล, เพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย เป็นต้น 

ประชาชนมีสิทธิที่จะแสดงความไม่เห็นด้วย คัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์นโยบายปฏิรูปกองทัพและข้อเสนอของพรรคการเมืองนี้ได้อย่างเต็มที่ แต่การสรุปว่าพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน “ไม่เอาทหาร” นั้นเป็นการบิดเบือนและเป็นข้อสรุปที่ไม่ตรงกับนโยบายที่พรรคเสนออย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ




กรรมการมูลนิธิธรรมนัสฯ ระบุ ร.อ.ธรรมนัส มอบอำนาจให้แจ้งความหมิ่นประมาทผู้ใช้เฟซบุ๊กจริง

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้ใช้เฟซบุ๊กระบุโดน ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า แจ้งความหมิ่นประมาท 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง**

📝เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Suphaphorn Phosri โพสต์ข้อความว่าได้รับหมายเรียนจากพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา ในคดีที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งความเธอในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (ลิงก์บันทึก)

ภาพหมายเรียกที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้นำมาเผยแพร่ระบุว่าเป็นหมายเรียกครั้งที่ 1 ออกที่ สภ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ลงวันที่ 20 พ.ย. ในคดีความอาญาระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส โดยนายอาทิตย์ มานัสสา เป็นผู้รับมอบอำนาจ เป็นผู้กล่าวหา กับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Suphaphorn Phosri หรือ น.ส.สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี ผู้ต้องหา จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “ซึ่งเป็นข้อความหมิ่นประมาทผู้เสียหายในเฟซบุ๊กสาธารณะ ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง” และกำหนดให้ผู้ต้องหาไปพบ ร.ต.อ. สุชาติ วงศ์ประกาย พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีที่ สภ.เมืองพะเยา ในวันที่ 4 ธ.ค.

ทั้งนี้ ในตอนท้ายของหมายเรียกสะกดชื่อผู้ต้องหาผิดเล็กน้อย ประกอบกับการที่สุภาภรณ์โพสต์เลขที่บัญชีเพื่อขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน จึงมีผู้เข้ามาตั้งข้อสงสัยว่าหมายเรียกฉบับนี้เป็นเอกสารของทางราชการจริงหรือไม่

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: นายอาทิตย์ มานัสสา ซึ่งหมายเรียกระบุว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจาก ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ว่า ร.อ.ธรรมนัสได้มอบหมายให้เขาแจ้งความดำเนินคดีกับสุภาภรณ์จริง เนื่องจากพบว่าเธอโพสต์ข้อความที่สร้างความเสียหายและสร้างความเข้าใจผิดต่อ ร.อ.ธรรมนัส 

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอาทิตย์กล่าวว่าเขามีตำแหน่งเป็นกรรมการมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า และเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจาก ร.อ.ธรรมนัสร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้ที่เผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาท ร.อ.ธรรมนัสจำนวนหลายราย แต่ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดว่าขณะนี้มีบุคคลที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งหมดกี่คน

โคแฟคติดต่อไปที่ สภ.เมืองพะเยา เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า ร.ต.อ. สุชาติ วงศ์ประกา  เป็นพนักงานสอบสวนประจำ สภ.เมืองพะเยาจริง แต่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับหมายเรียกในคดีนี้

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ