คลิปน้ำท่วมอุตรดิตถ์เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว ถูกนำมาโพสต์บิดเบือนว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมอุตรดิตถ์ 31 ต.ค. 2568 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 พ.ย. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Chey – ជ័យ” โพสต์คลิปวิดีโอน้ำท่วมในประเทศไทย แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นสถานที่ใด และเขียนข้อความบรรยายเป็นภาษาเขมร แปลเป็นไทยได้ว่า “น้ำท่วมไทย 31.10.2025” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens และ Google Street View พบว่า อาคารสถานที่ที่ปรากฏในคลิปตั้งอยู่บริเวณทางหลวงหมายเลข 1214 ใกล้กับซอยเทศบาล 25/1 ต.บ่อทอง อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์  และเมื่อสอบถามไปยังสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับการชี้แจงว่าภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ในช่วงวันที่ 30 ก.ย. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักราย เช่น มติชน และ ผู้จัดการ งานว่า อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุบัวลอย

รูป “รักชนก ศรีนอก” ถูกนำมาตัดต่อใส่ข้อความเท็จ ถาม “ประเทศชาติต้องการทหารหรือพรรคประชาชน”

กองบรรณาธิการโคแฟค

ภาพ น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ถูกนำมาตัดต่อด้วย AI ใส่ข้อความเท็จ ตั้งคำถาม “คุณคิดว่าประเทศชาติต้องการทหารหรือพรรคประชาชน” โดยภาพต้นฉบับเป็นภาพ สส. รักชนกถือกระดาษเขียนข้อความด้วยลายมือ “รักชนก ศรีนอก เขต 26 กทม.” เพื่อแนะนำตัวเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งปี 2566

เนื้อหาที่ตรวจสอบ:  รักชนก ศรีนอก โพสต์ถาม “คุณคิดว่าประเทศชาติต้องการทหารหรือพรรคประชาชน”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ ใช้ AI สร้างข้อความเท็จใส่ในภาพ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 ต.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Arnond Sakworawich” ผู้ติดตาม 1.54 แสนราย โพสต์ภาพ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. กทม. พรรคประชาชน ยืนถือกระดาษมีข้อความว่า “คุณคิดว่าประเทศชาติต้องการ ‘ทหาร’ หรือ ‘พรรคประชาชน’ ” และผู้โพสต์ตั้งคำถามในโพสต์ว่า “มันกล้าถามจริง ๆ หรือ” (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้คอมเมนต์มากกว่า 1,100 ข้อความ ส่วนใหญ่เป็นข้อความโจมตี น.ส.รักชนกและพรรคประชาชน และถูกแชร์ไปเกือบ 60 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบภาพด้วย Google Lens และสอบถาม สส. รักชนก ได้ข้อมูลเกี่ยวกับภาพดังนี้

▪️ มุมขวาล่างของภาพนี้มีสัญลักษณ์รูปดาวของ Gemini โมเดลปัญญประดิษฐ์ (AI) ของกูเกิ้ล ซึ่งจะแสดงในภาพที่สร้างขึ้นหรือตัดต่อด้วยเครื่องมือ AI ของ Gemini แสดงว่าภาพนี้มีส่วนใดส่วนหนึ่งที่สร้างขึ้นด้วย AI 

▪️ สส. รักชนกยืนยันกับโคแฟคเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2568 ว่า ภาพเธอยืนถือกระดาษเป็นภาพจริง แต่ข้อความ “คุณคิดว่าประเทศชาติต้องการทหารหรือประชาชน” เป็นข้อความเท็จที่ถูกตัดต่อเข้ามา และให้ข้อมูลว่าภาพยืนถือกระดาษเป็นภาพที่เธอถ่ายเพื่อแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคก้าวไกล ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 

▪️ โคแฟคตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียของ สส. รักชนก พบภาพต้นฉบับปรากฏอยู่ในคลิปสั้นที่โพสต์ในอินสตาแกรมและติ๊กตอก @nanaicez เมื่อวันที่ 20 และ 27 ก.ย. 2565 (ลิงก์บันทึก) ตามลำดับ ข้อความบนกระดาษขาวที่ สส. รักชนกถือมีข้อความเขียนด้วยลายมือว่า “รักชนก ศรีนอก เขต 26 กทม.”

📌 ข้อสรุปโคแฟค: ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกตัดต่อด้วย AI โดยใส่ข้อความที่เท็จในบริบทที่สังคมกำลังให้ความสำคัญกับบทบาทของกองทัพในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ภาพต้นฉบับเป็นภาพที่เผยแพร่ในบัญชีโซเชียลมีเดียของ สส. รักชนกตัั้งแต่ปี 2565 โดยเขียนข้อความแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล

ภาพนี้ถูกนำมาตัดต่อสร้างเนื้อหาเท็จมาแล้วหลายครั้ง และถูกนำมาโพสต์ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 ในบัญชีเฟซบุ๊ก “Arnond Sakworawich” แม้ว่าผู้โพสต์จะเขียนข้อความในเชิงตั้งคำถามและภาพมีลายน้ำที่บ่งชี้ว่าเป็นภาพที่มีบางส่วนที่สร้างโดย AI แต่ก็อาจมีหลายคนที่ไม่ได้สังเกตและหลงเชื่อว่าเป็นเนื้อหาจริง  

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

‘ข่าวลวง-ข้อมูลคลาดเคลื่อน-อคติเกลียดชัง’ประเด็นกัมพูชา จากพิพาทชายแดนไทยถึงเหยื่อสแกมเมอร์เกาหลีใต้

By : Zhang Taehun

สถานการณ์ในกัมพูชาเป็นหนึ่งในเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งจากสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) นอกจากข้อพิพาทชายแดนจนทำให้เกิดการสู้รบทางทหารกับไทยแล้ว กัมพูชายังถูกเพ็งเล็งมากขึ้นในฐานะแหล่งรวมของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์ – สแกมเมอร์”หรือกลุ่มอาชญากรรมฉ้อโกงผ่านระบบโทรคมนาคม ภายหลังจากที่สื่อมวลชนต่างประเทศและไทยรายงานข่าว สหรัฐอเมริกา – อังกฤษ ยึดทรัพย์และคว่ำบาตรกลุ่มบริษัทพรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) และ เฉินจื้อ (Chen Zhi)ประธานบริษัท ในข้อหาพัวพันกับอาชญากรรมดังกล่าวซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับ 

และเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายการเมืองและประชาชนของเกาหลีใต้ในการปราบปรามแก็งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติในกัมพูชามาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม อันสืบเนื่องมาจากกรณีที่นักศึกษาเกาหลีใต้ วัย 20 ปีเศษ เดินทางจากเกาหลีใต้ไปกัมพูชาในวันที่ 17 ก.ค. 2568 ก่อนจะพบเป็นศพที่บริเวณภูเขาโบกอร์ ใน จ.กำปอต ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 โดยผลการชันสูตรเบื้องต้น ผู้ตายถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงก่อนเสียชีวิต ยิ่งทำให้ชาวไทยซึ่งติดตามข่าวนี้มีอารมณ์ร่วมไปด้วย และส่งผลให้เกิดข่าวลวงและข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดเป็นจำนวนมาก

ภาพที่ 1 ภาพเก่าพาสปอร์ตไทยถูกทิ้งในกัมพูชาถูกนำกลับมาแชร์ในช่วงที่มีข่าวชาวเกาหลีใต้ถูกจับเรียกฆ่าไถ่และทรมานจนเสียชีวิต
ภาพที่ 2 ภาพเก่าชาวกัมพูชาประท้วงไทย ถูกนำกลับมาแชร์โดยอ้างชาวกัมพูชาประท้วงเกาหลีใต้

– ภาพเก่า  ข่าวลวง : พบตัวอย่างทั้งที่เป็นชาวเกาหลีใต้ เช่น วันที่ 12 ต.ค. 2568 ซึ่งในสังคมเกาหลีใต้เริ่มให้ความสนใจกับข่าวชาวเกาหลีถูกลักพาตัวและทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตในกัมพูชา บัญชีแพลตฟอร์ม X ชื่อ “JH의메모” โพสต์ภาพหนังสือเดินทางจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของประเทศไทยถูกนำมาทิ้งไว้ โดยบรรยายเป็นภาษาเกาหลีว่า “캄보디아 쓰레기통에서 나온 여권들”(พบพาสปอร์ตในถังขยะกัมพูชา) แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อใด 

ภาพนี้ยังถูกแชร์โดยผู้ใช้บัญชี X ชาวไทยในวันเดียวกัน ระบุว่า “พาสปอร์ตไทยเยอะ เพราะโดนอุ้มฆ่าบ่อย กัมพูชาถิ่นสแกมเมอร์ ทำไมทั่วโลกยังไม่เบิกเนตรสักทีว่ากัมพูชามีแต่มิจฉาชีพ??” อย่างไรก็ตาม เมื่อลองค้นหาด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่า เป็นภาพเก่าที่เคยถูกเผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 โดยมีสำนักข่าวในประเทศไทยรายงาน เช่น รายงานข่าวของเว็บไซต์ นสพ.ผู้จัดการ วันที่ 21 มิ.ย. 2568 ระบุว่า ภาพดังกล่าวถูกโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “คนไทยในปอยเปต” พร้อมบรรยายว่า “หน้าซอยโอตรงที่ทิ้งขยะ ไม่รู้คนพวกนี้จะกลับยังไงหรือได้กลับหรือเปล่า”

จากนั้นในวันที่ 22 มิ.ย. 2568 รายงานข่าวของเว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ Ch7HD อ้างอิงข้อมูลจากตำรวจ ตม.สระแก้ว ที่ประสานตรวจสอบกับทาง ตม. กัมพูชา พบเป็นเป็นของคนไทย ช่วงอายุ 29-40 ปี แต่พบว่าหมดอายุแล้ว ตั้งแต่ช่วงปี 2562 – 2565 โดยทาง ตม. ไทย ได้ประสานขอหนังสือเดินทางที่ถูกทิ้งดังกล่าวมาตรวจสอบ รวมถึงจะได้เชิญเจ้าของหนังสือเดินทางมาสอบถาม ซึ่งขณะนี้ผ่านมาแล้ว 4 เดือน อาจต้องฝากสื่อมวลชนช่วยติดตามด้วยว่ามีความคืบหน้าอย่างไร

อีกตัวอย่างหนี่งคือเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ตะลอน ทั่วกรุง” โพสต์ภาพกลุ่มชาวกัมพูชาถือธงชาติ พร้อมข้อความในภาพระบุว่า “แรงงานเขมรในเกาหลีประท้วง ขู่ไม่ทำงาน ลั่นกัมพูชาไม่ได้ฆ่าผู้บริสุทธิ์” และบรรยายเพิ่มเติมว่า “แรงงานเขมรในเกาหลีประท้วง”ขู่ไม่ทำงาน” บอกว่าเขมรบริสุทธิ์ เอาเลยไปสุดครับ เขมรที่ทำงานอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ ได้รวมตัวเพื่อประกาศให้ชาวเกาหลีรู้ว่า กรณีนักศึกษา ที่เสียชีวิตในกัมพูชา คนเขมรไม่ได้ทำ แต่เป็นแก๊งค์อาชญากรข้ามชาติ ซึ่งเป็นคนจีน พวกเราขอความเป็นธรรมให้ชาวกัมพูชาด้วย  

เมื่อค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวมาจากคลิปวิดีโอที่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ชาวกัมพูชาจำนวนมากโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2568 โดยระบุว่า ชาวกัมพูชาในเกาหลีใต้ได้ออกมาประท้วงการกระทำของประเทศไทย อ้างว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตีใส่กัมพูชาก่อน ซึ่งในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 กำลังมีการสู้รบระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา

ภาพที่ 3 โพสต์ของสถานทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย ชี้แจงกรณีสื่อไทยเสนอข่าวคลาดเคลื่อน

ภาพที่ 4 (ซ้าย – กลาง) หน้า นสพ. Bangkok Post ฉบับวันที่ 15 ต.ค. 2568 ที่ยังพอจะค้นหาได้ , (ขวา)พาดหัวข่าวของฐานเศรษฐกิจ วันที่ 19 ต.ค. 2568 มีเนื้อหาข่าวคลาดเคลื่อน ไม่สามารถเข้า Link ได้แล้ว


– 
สถานทูตเกาหลีใต้ชี้แจงสื่อไทยเสนอข่าวคลาดเคลื่อน : ท่าทีของทางการเกาหลีใต้ในการเข้าไปร่วมสืบสวนการเสียชีวิคของพลเมืองของตนในกัมพูชา ได้รับความสนใจจากสื่อไทยและประชาชนชาวไทยอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เพจเฟซบุ๊ก “Embassy of the Republic of Korea in Thailand 주태국 대한민국 대사관” ของสถานทูตเกาหลีใต้ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไทย 2 สำนัก

โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2568 กรณีสื่อไทยระบุว่า “เกาหลีใต้อาจใช้มาตรการทางทหารกับกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงข้ามพรมแดน” และ “ภัยคุกคามของโซลที่จะส่งกำลังทหารไปปราบปรามขบวนการหลอกลวงในภูมิภาค” โดยอ้างถึงบทความ “Call scam deal key to peace” กับอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2568 เมื่อมีสื่อไทยรายงานอ้างว่า “นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยถึง นักการเมืองไทย 7 คนที่พัวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” โดยรายงานข่าวทั้ง 2 ครั้ง สถานทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง 

จากการลองค้นหา (ณ วันที่ 21 ต.ค. 2568) พบว่า บทความ “Call scam deal key to peace” ในเวอร์ชั่นเว็บไซต์ ยังคงเผยแพร่ใน Bangkok Post โดยเผยแพร่มาตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 14 ต.ค. 2568 ในชื่อ “Call scam deal key to peace with Cambodia: Thai PM”แต่ไม่พบข้อความที่สถานทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยกล่าวถึง ขณะที่ในหน้า 1 หนังสือพิมพ์ วันที่ 15 ต.ค. 2568 จะพบข้อความดังกล่าวอยู่ ส่วนข่าว “นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยถึง นักการเมืองไทย 7 คนที่พัวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” แม้จะพบในผลการค้นหาบน Google แต่ไม่สามารถกด Link เข้าไปอ่านได้

อนึ่ง กรณีเกาหลีใต้อาจส่งทหารเข้าปฏิบัติการในกัมพูชา มีรายงานโดยสื่อเกาหลีใต้อย่าง ChosunBiz เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ว่า เป็นความเห็นจากฝ่ายนิติบัญญัติในการประชุมรัฐสภาของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2568 โดยปาร์ก บอม-กเย (Park Beom-gye) สมาชิกรัฐสภาจากพรรค Democratic Party of Korea ได้หยิบยกเรื่องงบประมาณช่วยเหลือที่เกาหลีใต้มอบให้กัมพูชาเป็นจำนวนมากมายอย่างต่อเนื่องในรูปแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (Official Development Assistance : ODA) ขึ้นมา โดยชี้ว่า อาจใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ทำให้รัฐบาลกัมพูชายอมให้ความร่วมมือในมาตรการทางการทูต การสืบสวนของตำรวจ รวมถึง “ปฏิบัติการทางทหาร” 

เช่นเดียวกับ คัง มิน-กุก (Kang Min-kuk) สมาชิกรัฐสภาจากพรรค People Power Party ที่กล่าวว่า เกาหลีใต้เคยส่งทหารไปช่วยพลเมืองที่ถูกโจรสลัดโซมาเลียควบคุมตัวเมื่อปี 2554 จึงเสนอว่า กองทัพเกาหลีใต้ควรร้องขอเข้าร่วมปฏิบัติการกับทางทหารหรือตำรวจของกัมพูชา โดยหยิบยกเรื่องงบประมาณ ODA มาเป็นเงื่อนไขต่อรอง โดยหากกัมพูชาไม่ยินยอมก็ให้เรียกเงินดังกล่าวคืน 

สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้ รายงานว่า คณะทำงานเฉพาะกิจของเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชานั้นนำโดย คิม จี-นา (Kim Ji-na) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ  ร่วมเดินทางไปด้วย โดยเดินทางถึงกรุงพนมเปญช่วงค่ำวันที่ 15 ต.ค. และเข้าหารือกับ ฮุน มาเนต (Hun Manet) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในวันที่ 16 ต.ค. 2568 จากนั้นวันที่ 18 ต.ค. 2568 มีรายงานจากสื่อเกาหลีใต้ เช่น The Chosun Daily ระบุ ชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ถูกส่งตัวจากกัมพูชากลับมายังเกาหลีใต้ ในฐานะผู้ต้องสงสัยร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ภาพที่ 5 พาดหัวข่าว “Korean backlash against Cambodia hits visitors, residents alike” ในสื่อเกาหลีใต้ บอกเล่าเรื่องราวของชาวกัมพูชาที่ถูกชาวเกาหลีใต้เลือกปฏิบัติ

– เหยื่อความเกลียดชังจากอคติเหมารวม : ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาตึงเครียด โดยเฉพาะห้วงเวลา 5 วันที่มีการสู้รบทางทหาร ระหว่างวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีรายงานทั้งในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนกระแสหลัก พบแรงงานชาวกัมพูชาในประเทศไทยถูกคุกคามถึงขั้นทำร้ายร่างกาย อาทิ ในวันที่ 25 ก.ค. 2568 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องออกมาเตือนว่า ทราบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีอารมณ์โกรธเคือง แต่หากไปก่อเหตุรุนแรงหรือทำร้ายร่างกายคู่ขัดแย้งก็จะถูกดำเนินคดีทุกกรณี เพราะถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย พร้อมขอให้ประชาชนระมัดระวังการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงหรือไม่เหมาะสมในสื่อโซเชียล เพราะอาจจะกลายเป็นการจุดฉนวนให้เหตุการณ์บานปลาย จนกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ล่าสุดที่เกาหลีใต้ เหตุการณ์ชาวเกาหลีเสียชีวิตจากฝีมือแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชา ได้จุดกระแสความเกลียดชังชาวกัมพูชาทั้งที่เป็นแรงงานและนักท่องเที่ยว โดยรายงานข่าวจากสื่อเกาหลีใต้ Korea JoongAng Daily วันที่ 16 ต.ค. 2568 ระบุการเลือกปฏิบัติของชาวเกาหลีใต้ต่อชาวกัมพูชา อาทิ ในวันที่ 13 ต.ค. 2568 มีรายงานนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาถูกไล่ออกจากโรงแรม จากที่จองห้องพักไว้ 2 คืน กลับได้พักจริงแค่คืนเดียว  หรือแท็กซี่ไล่แรงงานชาวกัมพูชาลงจากรถ หลังเจ้าของโรงแรมและคนขับแท็กซี่ทราบสัญชาติ 

ไม่ต่างจากพื้นที่ออนไลน์ซึ่งเต็มไปด้วยถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง อาทิ “กัมพูชาเป็นประเทศอาชญากร” และ “นี่คือเหตุผลที่ประเทศด้อยพัฒนาไม่สามารถพัฒนาได้” และแม้จะมีชาวกัมพูชาที่อยู่ในเกาหลีใต้มานานจนได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยจากการแต่งงาน เข้าไปแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้รับคำด่าทอหรือขับไล่ไสส่ง เช่น “กลับประเทศของคุณไปซะ” และ “มีแมลงสาบเพิ่มอีกตัวแล้ว” เป็นต้น

อัน แด-ฮวาน (Ahn Dae-hwan) หัวหน้ามูลนิธิการย้ายถิ่นฐานเกาหลี ระบุว่า กรณีที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวข้องกับชาวเกาหลีใต้ที่ถูกชาวเกาหลีใต้ด้วยกันหรือไม่ก็ชาวจีนล่อลวงด้วยข้อเสนองานรายได้สูง ซึ่งผู้ที่หลงเชื่อเดินทางไปจะถูกกักขังและทำร้ายร่างกาย แต่ชาวเกาหลีใต้บางคนดูเหมือนจะระบายความโกรธแค้นใส่ชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทำไมผู้อพยพและแรงงานชาวกัมพูชาจึงต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

วันที่ 20 ต.ค. 2568 คิม ยัง-ฮุน (Kim Young-hoon) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของเกาหลีใต้ ยืนยันว่าจะไม่ลดโควตาการนำเข้าแรงงานชาวกัมพูชาในเกาหลีใต้  โดยให้เหตุผลว่า การตัดโควตาหรือการจำกัดใบอนุญาตการจ้างงานโดยฝ่ายเดียว อาจทำให้แรงงานกัมพูชาที่พำนักและทำงานในเกาหลีใต้อยู่แล้วถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และยังเป็นการบั่นทอนความสัมพันธ์แรงงานทวิภาคีด้วย พร้อมกับย้ำว่า แรงงานข้ามชาติมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้

กรงงานทุกคนสมควรได้รับความเคารพและได้รับการคุ้มครองโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือถิ่นกำเนิด คำพูดแสดงความเกลียดชังและอคติที่เกิดจากชาติกำเนิดไม่ถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก แต่ถือเป็นอาชญากรรมและไม่อาจยอมรับได้”รมว.แรงงานของเกาหลีใต้ กล่าว

ภาพที่ 6 (ซ้าย) คำเตือนจากสถานทูตไทยในเมียนมา , (ขวา) รายงานข่าวจากสื่อเกาหลีใต้ เตือนเรื่องโฆษณาหางานในต่างประเทศ เสี่ยงถูกล่อลวงเข้าสู่ขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์

– มุก งานสบายรายได้ดี” ลวงเหยื่อได้ไม่เกี่ยงสัญชาติ : ตลอดหลายปีที่ผ่านมาชาวไทยน่าจะคุ้นเคยกับคำเตือนจากหน่วยงานของรัฐ ให้ระวังการโฆษณาชวนเชื่อ มีตำแหน่งงานในประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมาและกัมพูชา เช่น พนักงานโรงแรม กาสิโน สถานบันเทิง แอดมินออนไลน์ เจ้าหน้าที่การตลาด พร้อมอ้างว่ามีรายได้สูงพร้อมที่พักและสวัสดิการ และไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ซึ่งเมื่อหลงเชื่อจะถูกนำพาข้ามชายแดนโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และเมื่อไปถึงจะถูกบังคับให้ทำงานมิจฉาชีพออนไลน์ หากไม่ทำหรือหลอกเหยื่อไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทำร้ายร่างกาย หรือหากเป็นเพศหญิงอาจถูกบังคับค้าประเวณี และหากต้องการเป็นอิสระก็จะต้องให้ญาตินำเงินมาไถ่ตัว

กรณีของเกาหลีใต้ก็เช่นกัน รายงานข่าวของ Korea JoongAng Daily วันที่ 13 ต.ค. 2568 ระบุว่า โฆษณาที่มีถ้อยคำประเภท “รายได้หลายล้านวอนต่อเดือน” หรือ “โอกาสงานต่างประเทศ” และมักอ้างว่าเป็นงานประเภทการตลาดหรือพนักงานขายทางโทรศัพท์ (หรือออนไลน์) สามารถพบเห็นได้ตามเว็บไซต์หางานที่เป็นภาษาเกาหลี และที่น่าห่วงคือขยายวงไปถึงเว็บไซต์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาหรือบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยที่กำลังเริ่มหางานทำ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวลองสอบถามไป บางแห่งก็กล้ายอมรับตรงๆ ว่าเป็นงานหลอกลวง แต่ก็ยืนยันว่าบริษัทไม่มีเรื่องการกักขังหรือทำร้ายร่างกาย 

รายงานข่าวจาก The Korea Herald วันที่ 13 ต.ค. 2568 อ้างข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ ระบุว่า ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2568 เป็นต้นมา ได้ออกคำเตือนชาวเกาหลีใต้เรื่องการถูกล่อลวงไปทำงานในต่างประเทศ ว่า 1.แม้เป็นคำชวนจากคนรู้จักก็ต้องระวังอย่าเพิ่งเชื่อใจง่ายๆ 2.หลีกเลี่ยงงานที่โฆษณาเรื่องรายได้สูงและจ่ายค่าเดินทางให้ก่อนล่วงหน้า  3.ตรวจสอบกับตัวแทนจัดหางานในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ให้แน่ใจก่อน และ 4.อย่าลงนามในเอกสารใดๆ หากไม่เข้าใจเนื้อหาในเอกสารนั้น  

โดยสรุปแล้ว แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ แต่ด้วยความที่ชาวไทยยังคงมีอารมณ์คุกรุ่นจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา บวกกับคุ้นชินกับเกาหลีใต้ทั้งด้านบันเทิง การท่องเที่ยวหรือแม้แต่การไปทำงาน ข่าวการเสียชีวิตของหนุ่มนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ เหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ในกัมพูชา ถุกนำเสนอและแชร์ต่อในพื้นที่สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ แต่ก็มาพร้อมกับปัญหาข่าวลวงและข้อมูลคลาดเคลื่อน ขณะที่กระแสความเกลียดชังชาวกัมพูชาแบบอคติเหมารวมก็พบไม่ต่างกันไม่ว่าในไทยหรือเกาหลีใต้ก็ตาม 

ส่วนความเคลื่อนไหวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ – สแกมเมอร์ กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ ราวกับเป็นเกม “แมวจับหนู” เมื่อมีการระดมกำลังทุ่มไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ก็จะมีภาพอาคารฐานปฏิบัติการของกลุ่มแก๊งถูกทิ้งร้าง สมาชิกบางส่วนถูกจับกุม เหยื่อจำนวนมากได้รับความช่วยเหลือ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็มีรายงานว่าองค์กรอาชญากรรมได้กลับมารวมตัวในพื้นที่เดิมบ้าง หรือถอยร่นไปใช้พื้นที่ลึกกว่าเดิมซึ่งยากต่อการค้นหาบ้าง 

ซึ่งข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่การเป็น อาชญากรรมข้ามพรมแดน” ที่ไม่อาจจัดการได้โดยกำลังเจ้าหน้าที่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันและคงต้องเป็น วาระของโลก” ไม่ใช่เฉพาะภูมิภาคอาเซียน หากดูจากจำนวนเหยื่อที่ถูกล่อลวงมาเป็นแรงงานบังคับซึ่งมาจากทุกทวีป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/news/content/357619 (กัมพูชาเรียกร้อง “สหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร” ดำเนินคดี “เฉินจื้อ” อย่างเป็นธรรม : ThaiPBS 16 ต.ค. 2568)

https://www.koreatimes.co.kr/southkorea/law-crime/20251010/korean-college-student-kidnapped-and-killed-in-cambodia-after-alleged-torture (Korean college student kidnapped and killed in Cambodia after alleged torture : The Korea Times 10 ต.ค. 2568) 

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9680000058442 (พบพาสปอร์ตไทยเกลื่อนชายแดนปอยเปต คาดเป็นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ : ผู้จัดการ 21 มิ.ย. 2568)

https://news.ch7.com/detail/810311 (พาสปอร์ตไทยถูกทิ้งเกลื่อนพื้นในปอยเปต ตรวจพบเป็นของเก่า – หมดอายุแล้ว : Ch7HD 22 มิ.ย. 2568)

https://www.maruey.com/enewspaper/68ef0a73082fe (บางกอกโพสต์ 15 ตุลาคม 2568 : ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

https://www.bangkokpost.com/thailand/general/3120817/call-scam-deal-key-to-peace-with-cambodia-thai-pm (Call scam deal key to peace with Cambodia: Thai PM : Bangkok Post 14 ต.ค. 2568)

https://biz.chosun.com/en/en-policy/2025/10/14/PSSO6T563JHFLLGQ2KC2C45AWU/ (Korean politicians call for military option as citizen abductions in Cambodia rise : ChosunBiz 14 ต.ค. 2568)

https://en.yna.co.kr/view/AEN20251016001451315 (Gov’t response team to meet Cambodian PM over job scams targeting S. Koreans : ยอนฮัป 16 ต.ค. 2568) 

https://en.yna.co.kr/view/AEN20251016010352315 (Cambodian PM voices ‘deep regret’ over death of S. Korean nat’l in job scam : ยินฮัป 16 ต.ค. 2568)

https://www.chosun.com/english/national-en/2025/10/20/PZ54UG56DNFZZC625P3LS7HFY4/ (64 Repatriated Koreans Suspected in Voice Phishing, Romance Scams : The Chosun Daily 20 ต.ค. 2568)

https://www.naewna.com/local/902065 (‘โฆษก ตร.’เตือนคนไทยอย่าหัวร้อน แนะให้แยกแยะ หลังมีคลิปทำร้ายคนกัมพูชาในไทย : แนวหน้า 25 ก.ค. 2568)

https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2025-10-16/national/socialAffairs/Korean-backlash-against-Cambodia-hits-visitors-residents-alike-/2421635 (Korean backlash against Cambodia hits visitors, residents alike : Korea JoongAng Daily 16 ต.ค. 2568)

https://www.koreatimes.co.kr/southkorea/globalcommunity/20251020/labor-minister-rejects-calls-to-cut-cambodian-worker-quota-after-kidnappings (Labor minister rejects calls to cut Cambodian worker quota after kidnappings : The Korea Times 20 ต.ค. 2568)

https://www.workpointtoday.com/work-2 (รัฐบาลเตือนหางานทำต่างประเทศผ่านออนไลน์ต้องระวัง หลังพบถูกหลอกไม่ตรงปกเจอกักขังเรียกค่าไถ่ : Today 28 ส.ค. 2565) 

https://mgronline.com/crime/detail/9680000098029 (ผบ.ตร.สั่งสอบขยายผลล่าขบวนการหลอกคนไทยทำงานประเทศเพื่อนบ้าน เตือนปชช.อย่าหลงเชื่อรายได้สูงเกินจริง : ผู้จัดการ 14 ต.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1213779300786633&set=a.595089259322310&locale=th_TH (สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง เตือนคนไทย วันที่ 7 ต.ค. 2568)

https://www.tnnthailand.com/tnnexclusive/214834/ (เปิดสถิติช็อก 220,000 คนจาก 66 ประเทศ ติดกับแรงงานไซเบอร์เมียนมา-กัมพูชา : TNN Thailand 21 ต.ค. 2568)

 

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

นักข่าวกัมพูชาอ้างคลิปหญิงไทยร่ำไห้ ติดต่อลูกชายไม่ได้จากเหตุปะทะชายแดน แท้จริงคลิปเก่าเหตุ สตง. ถล่ม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ckgemdg8zqvs


ทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเอง ติดต่อเพจ ทำใบขับขี่แบบเร่งด่วน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1bmfbklhzfyqo


คลิปพิธีศพทหารในป่า อ้างว่าเป็นทหารไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31iagpioxdvpu


หลอดเลือดตีบรักษาด้วยการฟอกเลือด และกระตุ้นการไหลเวียน ช่วยลดการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2upkbcdezupsi#_=_


4 เขื่อนเจ้าพระยา ปริมาณน้ำ 95% ภาคใต้ฝนหนัก เสี่ยงน้ำหลาก[29-31 ตค.68 ]

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2iny2clx1dfix


อ.เจษฎ์-หมอแล็บเตือน ก๊าซพิษจาการจุดเตากินหมูกระทะในบ้าน หมดสติ 4 คน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ps7e4trdx2sf


ผวา! ซูชิเรืองแสงได้ ไม่ควรกิน และควรทิ้งไปทันที

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1so3wp5fefiw0


“เชียงใหม่” ฝนตกหนัก-น้ำป่าหลาก สั่งปิด “น้ำตกแม่สา” ชั่วคราว[2พย.68]

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3gylro2sz8mbm


3 พ.ย. “คนละครึ่งพลัส” เปิดให้ร้านค้าผูกเดลิเวอรี เริ่มใช้สิทธิ 7 พ.ย.68

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ux5n8phxwizs


เสื้อเกราะกันกระสุน มีวันหมดอายุ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/67o27lx24g2q


เตรียมประกาศใช้มาตรฐาน เครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์จากลมหายใจ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3jgj0soxtkik4


ติดดมยาดม ก็อันตรายต่อสุขภาพได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vh4u37y0l3hg

คลิปไฟไหม้ในซาอุดิอาระเบีย ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปความเสียหายในเมืองเทลอาวีฟของอิสราเอลจากการโจมตีของอิหร่าน 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ตลาดในเมืองเจดดาห์ของซาอุดิอาระเบีย** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 ต.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Kayla Khafifah Hamdiy” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้อาคาร ในคลิปฝังรูปธงชาติอิสราเอลและชื่อเมืองเทลอาวีฟเป็นภาษาอังกฤษ และมีคำอธิบายคลิปว่า “Iran vs Israel” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2567 ในบัญชีติ๊กตอกโดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ Jeddah Sarawat Supermarket ซึ่งเป็นตลาดในเมืองเจดดาห์ของซาอุดิอาระเบีย

สื่อมวลชนในโลกอาหรับต่างรายงานข่าวไฟไหม้ครั้งนี้ เช่น สำนักข่าว Al-Marsad สื่อท้องถิ่นในซาอุดิอาระเบีย พาดหัวข่าวเป็นภาษาอาหรับใช้เครื่องมือแปลภาษาแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “หลังคาตลาดนานาชาติเจดดาห์ถล่มจากเหตุไฟไหม้ใหญ่เช้านี้” พร้อมภาพนิ่งและคลิปความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ในย่าน Al-Rawdah เมืองเจดดาห์ช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ย. 2567 ซึ่งลักษณะอาคารและประตูทางเข้าที่เขียนว่า “Gate 4” นั้นเหมือนกับคลิปที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพความเสียหายในเมืองเทลอาวีฟจากการโจมตีของอิหร่าน 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างเท็จว่าเป็นภาพความเสียหายของเมืองเทลอาวีฟจากการโจมตีของอิหร่าน กับภาพประกอบในรายงานข่าวสื่อซาอุดิอาระเบียกรณีเหตุไฟไหม้ที่ตลาดนานาชาติเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2567 เห็นได้ว่าเป็นสถานที่และเหตุการณ์เดียวกัน

สำนักข่าว Cairo24 ของอียิปต์ รายงานข่าวในวันเดียวกันว่า เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเมืองเจดดาห์ของซาอุดิอาระเบีย ระดมรถดับเพลิงฉีดน้ำเพื่อสกัดเพลิงที่กำลังโหมลุกไหม้ตลาดนานาชาติ โดยมีภาพมุมกว้างและภาพซุ้มประตูซึ่งถูกเพลิงไหม้ ที่มีลวดลายลักษณะเดียวกันคลิปที่อ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์ในอิสราเอลเช่นกัน

กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียระบุ ยาดมสมุนไพรเป็น “สิ่งของต้องสำแดง” ก่อนเข้าประเทศ  

กองบรรณาธิการโคแฟค

โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความว่าสนามบินเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำยาดมสมุนไพรเข้าประเทศโดยมีภาพประกอบเป็นยาดมกระปุกพลาสติกสีเขียวยี่ห้อหงส์ไทย พบว่าเป็นเนื้อหาจริง โดยกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ของออสเตรเลีย ยืนยันกับโคแฟคว่ายาดมสมุนไพรแบบแห้งเป็นสิ่งของต้องสำแดง ณ สนามบินทุกแห่งก่อนเข้าประเทศตามกฎหมายออสเตรเลีย

เนื้อหาที่ตรวจสอบ

ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กโพสต์ข้อความในกลุ่ม “Thai Community in Perth Western Australia” เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 ว่าสนามบินเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำยาดมเข้าประเทศ พร้อมแนบรูปยาดมสมุนไพรแบบกระปุกของไทยและอ้างว่าก่อนหน้านี้เคยนำเข้าประเทศได้แต่ปัจจุบันถูกเจ้าหน้าที่ยึดทิ้ง และอนุญาตให้นำยาดมแบบน้ำหรือน้ำมันเข้าประเทศได้เท่านั้น โพสต์นี้มียอดแชร์มากกว่า 1,000 ครั้ง และมีผู้แสดงความคิดเห็นมากกว่า 500 ข้อความ โดยบางส่วนอ้างว่าอาจเพราะยาดมสมุนไพรแบบแห้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงมีเชื้อรา หรืออาจเป็นเพราะว่ามีส่วนประกอบของพืชต่างถิ่น

โคแฟคตรวจสอบ

โคแฟคส่งอีเมลไปสอบถามกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ของออสเตรเลีย (Department of Agriculture, Fisheries and Forestry–DAFF) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งได้ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ว่ายาดมสมุนไพรแบบแห้งจากประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องหอม ดอกไม้แห้ง และสมุนไพรแห้ง (Potpourri) ซึ่งมีส่วนประกอบของเมล็ดพันธุ์ ฝัก และส่วนอื่น ๆ ของพืชซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงทางชีวภาพสูง ผู้โดยสารที่นำยาดมสมุนไพรแบบแห้งติดตัวมาด้วยจะต้องสำแดงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรของทุกสนามบินในออสเตรเลียตรวจสอบ ไม่จำกัดเพียงแค่ที่สนามบินเพิร์ธเท่านั้น และหากตรวจพบเจ้าหน้าที่อาจกำจัดทิ้งหรือจัดการตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ชี้แจงว่าเริ่มใช้นโยบายนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่หรือมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายให้เข้มงวดขึ้นหรือไม่  

บทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ นครซิดนีย์ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2565 ระบุว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีมาตรการการนำสิ่งของเข้าประเทศที่เข้มงวด เนื่องจากสัตว์ พืช และอาหารบางชนิดจากต่างประเทศอาจนำวัชพืชหรือโรคร้ายเข้ามาในออสเตรเลียได้ ซึ่งอาจส่งผลทำลายอุตสาหกรรมการเกษตร การท่องเที่ยวอัน และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ

ตรวจสอบรายการสิ่งของที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้นำเข้าออสเตรเลียได้ ที่นี่ และ ที่นี่

อย. สุ่มตรวจพบการปนเปื้อนในยาดมหงส์ไทย

ช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่โคแฟคได้รับคำชี้แจงจากกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียเกี่ยวกับการนำยาดมสมุนไพรเข้าประเทศนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เผยแพร่ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาดมผสมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2 เลขทะเบียนที่ G 309/62) เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ระบุว่าพบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ยีสต์ และเชื้อราเกินมาตรฐาน พร้อมแนะประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ในรุ่นการผลิตที่ตรวจพบการปนเปื้อน

อย. ระบุว่าพบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานในยาดมสมุนไพร สูตร 2 ตราหงส์ไทย เลขทะเบียนที่ G 309/62 พร้อมแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์รุ่นการผลิตที่มีปัญหา แต่ยังคงอนุญาตให้มีการจำหน่ายและใช้ยาดมรุ่นการผลิตอื่นได้ตามปกติ

“เชื้อจุลินทรีย์ รา ยีสต์ ที่ปนเปื้อนเกินปริมาณที่กำหนด อาจส่งผลต่อเสียต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีร่างกายอ่อนแอ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้สูงอายุ หากสูดดมอาจได้รับอันตรายจากสปอร์ของเชื้อราและคลอสทริเดียม เพอร์ฟริงเจน เช่น ติดเชื้อทางเดินหายใจ หายใจลำบาก มีเสียงหวีด อาการไอ ปวดปาก และลำคอ” อย.ระบุในเอกสารข่าวแจกที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ และให้คำแนะนำ 3 ข้อเกี่ยวกับการซื้อและใช้ยาดมสมุนไพรดังนี้

1. เลือกซื้อยาดมที่ได้รับการอนุญาตจาก อย. และห้ามซื้อยาดมที่ไม่มีเลขทะเบียนหรือไม่ระบุแหล่งที่มา

2. หลังเปิดใช้งานควรปิดฝายาดมให้สนิท เก็บในที่แห้ง อุณหภูมิห้อง และหลีกเลี่ยงการใช้นิ้วมือสัมผัสกับส่วนผสมภายในเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์

3. ยาดมชนิดชิ้นส่วนสมุนไพรแบบห่อผ้าในกระปุกมีอายุการใช้งานสั้นกว่าชนิดอื่น ๆ หากพบว่ามีสีกลิ่นเปลี่ยนไปหรือพบสิ่งแปลกปลอม ควรหยุดใช้ทันที

“หงส์ไทย” ประกาศเรียกคืนสินค้าล็อตที่มีปัญหา

หลังจาก อย. เผยแพร่ผลการตรวจสอบ บริษัทผู้ผลิตยาดมสมุนไพร “หงส์ไทย” ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับผลตรวจผ่านเพจเฟซบุ๊ก “บริษัทสมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด -เพจสำนักงานใหญ่” ในวันที่ 28 ต.ค. 2568 และชี้แจงว่าได้ดำเนินการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ยาดม สูตร 2 รุ่นการผลิตที่ 000332 (วันที่ผลิต 09/12/2024 และวันที่สิ้นอายุ 08/12/2027) จำนวน 200,000 กระปุก จากท้องตลาดเพื่อทำลายทิ้ง

“บริษัทฯ ขอน้อมรับผลการตรวจสอบดังกล่าวด้วยความเคารพ และได้ดำเนินการเรียกคืนสินค้าทั้งหมดจากท้องตลาดเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งได้ประสานงานกับทาง อย. เพื่อดำเนินการทำลายสินค้าล็อตดังกล่าวให้เร็วที่สุด โดยทางบริษัทฯจะประกาศวันที่แน่ชัดให้ทราบอีกครั้ง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงและยกระดับกระบวนการผลิตให้เข้มงวดขึ้น โดยเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพในทุกระดับ ผ่านการฆ่าเชื้อด้วย รังสี Ultraviolet เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดมีความปลอดภัยและได้มาตรฐาน” บริษัทสมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ระบุในแถลงการณ์

ข้อสรุปโคแฟค

ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Thai Community in Perth Western Australia” เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 ว่าสนามบินเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำยาดมเข้าประเทศ พร้อมแนบรูปยาดมสมุนไพรแบบกระปุกของไทยนั้นมีเนื้อหาจริง เนื่องจากสอดคล้องกับคำชี้แจงของกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียที่ระบุในอีเมลตอบกลับโคแฟคว่ายาดมสมุนไพรแบบแห้งเป็นสิ่งของต้องสำแดง ณ สนามบินทุกแห่งก่อนเข้าประเทศออสเตรเลีย เพราะจัดอยู่ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องหอม ดอกไม้แห้ง และสมุนไพรแห้งที่มีส่วนประกอบของเมล็ดพันธุ์ ฝัก และส่วนอื่น ๆ ของพืชซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงทางชีวภาพสูง ผู้โดยสารที่นำยาดมสมุนไพรแบบแห้งติดตัวมาด้วยจะต้องสำแดงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรของทุกสนามบินในออสเตรเลียตรวจสอบ

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ช่างแซะ-โลภ-ซี้ซั้วเชื่อ’วงเสวนาชวน‘ตั้งสติ’รู้เท่าทันอารมณ์ร่วมสร้างโลกออนไลน์ให้ดีขึ้น

28 ต.ค. 2568 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน(สสย.) และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย จัดงานรณรงค์เนื่องในสัปดาห์การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล MIDL WEEK 2025 ร่วมสร้างโลกออนไลน์ที่ดีกว่า ณ ห้องประชุม ดร. เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิติทัลเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง โลกออนไลน์กลายเป็นทั้งพื้นที่แห่งโอกาส ความท้าทาย ตลอดจนอุปสรรคและปัญหา  การรู้เท่าทันสื่อ เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลเป็นเรื่องจำเป็น และไม่ใช่แค่ทักษะแต่ต้องเป็นพลังแห่งปัญญา ในการช่วยให้เรารับข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณและรับผิดชอบ

การจัดงานครั้งนี้ภายใต้แนวคิด ร่วมสร้างโลกออนไลน์ที่ดีกว่า เป็นธีมที่สอดคล้องกับยูเนสโกด้วย จึงมีเป้าหมายที่จะปลูกฝังเรื่อง สติ ปัญญา ความรับผิดชอบ 3 คำนี้จะช่วยให้เราเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์แทบจะมาประดิษฐ์ปัญญาแทนเราอยู่แล้ว เรากำลังตั้งคำถามว่าในชีวิตของเราจะตามทันไหม? จะฉลาดรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ไหม?รศ.ดร.อลงกรณ์ กล่าว 

ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า คนไทยเข้ามาสู่ยุคที่เราใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเข้มข้นมากและแพร่กระจายไปกว่าร้อยละ 91.2 ของประชาชนคนไทย และใช้งานเฉลี่ย 7 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน รวมถึงใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือเฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวัน ตลอดจนใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เฉลี่ย 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกทั้งสิ้น 

โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ใช้อินเตอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 99.2 ซึ่งเป็นเรื่องปกติเนื่องจากประชากรกลุ่มนี้เป็นคนรุ่นที่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Native) แต่ในขณะที่เรากำลังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่อีกด้านก็มีความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงและรวดเร็ว เช่น ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข่าวลวง (Fake News) การสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) มิจฉาชีพที่อาศัยช่องทางออนไลน์ก่อเหตุ เป็นต้น

มาย้อนดูผลกระทบทางด้านมิจฉาชีพออนไลน์ เราจะเห็นว่าผลของการใช้สื่อออนไลน์สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจจำนวนมาก เราจะย้อนหลังกลับไป 3 ปี จะเห็นว่ามีอัตราการแจ้งความคดีเกี่ยวกับเรื่องของมิจฉาชีพกว่า 770,000 คดี มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 9 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยวันละ 77 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จำนวนมากเลยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เขาถึงสื่อออนไลน์ ดังนั้นการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล หรือ Media Information Digital Literacy เรียกย่อๆ ว่า MIDL จึงเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญในโลกยุคนี้ ญาณี กล่าว 

จากนั้นเป็นการเสวนาหัวข้อ STAY SATI รู้ทัน องค์ ในใจ โดย เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน ฉายภาพของ คนช่างแซะ ที่คนคนหนึ่งอยู่ในสังคมจะแสดงออกในรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อไปอยู่หลังจอก็อาจลืมตัว อะไรที่อยู่ในหัวก็ปล่อยออกมาหมด เช่น วิพากษ์วิจารณ์เรื่องรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย ภาษา ชาติพันธุ์ เพศสภาพ สิ่งเหล่านี้บางครั้งก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้ การเข้าถึงอาจไม่เพียงแต่อินเตอร์เน็ตหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเข้าใจสิ่งแวดล้อมทางสังคมด้วย สังคมที่เราอาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ที่มีความหลากหลาย การล้อเลียน เช่น คนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย คนพูดสำเนียงเหน่อๆ พูดไม่ชัด คนที่แต่งตัวแล้วเรารู้สึกว่าเชยเหมือนคนบ้านนอก เรียกคนสูงอายุว่ามนุษย์ป้า ฯลฯ ดังนั้น เราอาจต้องเข้าใจการอยู่ร่วมกัน ผ่านการเข้าถึงข้อมูล  ข้อเท็จจริงที่หลากหลาย ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจคนอื่น เท่าทันการอยู่ร่วมกับคนอื่น และเท่าทันอารมณ์ของตนเองว่าเรามีอคติอะไรหรือไม่ 

การเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ ถ้าเราไปเรียกเขาว่าแบบนี้เขารู้สึกอย่างไร กลุ่มชาติพันธุ์แบบหลากหลายมากเลย คือในกรุงเทพฯ เราอาจไม่เห็น แต่ถ้าเราไปอยู่ต่างจังหวัดเราจะเห็นแบบเผ่าม้ง เผ่าเมี่ยน เผ่าแม้ว เยอะแยะมากเลย ภาคใต้ก็มีชาติพันธุ์เยอะ เราอาจไม่เคยรับรู้มาก่อนในสังคม ฉะนั้นการเข้าถึงตัวข้อมูลข้อเท็จจริง หรือความหลากหลายในสังคม หรือถ้าเราเรียกเขา LGBT (กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ) ก็มหลากหลายอีก ร่างกายเป็นแบบหนึ่ง สภาพ วิถี จิตใจ หรือการที่เขาใช้ชีวิตอยู่ หรือการใช้ภาษา บางคนพูดเหน่อ แต่จริงๆ ถ้าไปรู้ข้อมูล ศึกษาประวัติศาสตร์ คนพูดเหน่อกลายเป็นคนกรุงเทพฯ เพราะภาคกลางเขาพูดภาษาหรือพื้นเมืองต่างๆ มาก่อน เข็มพร กล่าว 

พ.ต.ท.ประวิทย์ วงษ์เกษม รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวว่า ความโลภ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งไม่ใช่เฉพาะมนุษย์แต่ยังรวมถึงสัตว์ด้วย เช่น การสะสมอาหาร หรือคำว่า ความอยาก เมื่อเราเห็นหรือได้ยินก็เกิดความอยาก ความรู้สึกภายใน (Inner) ก็มา ดังนั้นทุกคนมีความโลภในตัว แต่ สติ เท่านั้นที่จะช่วยได้ เมื่อทุกคนมีสติก็จะเสพสื่ออย่างสร้างสรรค์ 

โดยหนึ่งในตัวอย่างบนโลกออนไลน์ที่ส่งผลกับความโลภคือ ็บพนัน ที่จะเห็นการโฆษณาตามสื่อต่างๆ หรือมี อินฟลูเอนเซอร์ คนดังบนอินเตอร์เน็ตมาบอกว่า เล่นแล้วได้จริง – ได้เยอะแต่ตนขอตั้งคำถามว่า เชื่อคำโฆษณาเหล่านี้จริงหรือ? เพราะไม่มีกิจการใดที่ยอมขาดทุน กิจการทำเพื่อกำไรแต่ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นการชวนเชื่อเพื่อให้เข้าไปใช้งานแล้วก็โดนหลอก แต่เราไปรู้สึกเชื่อกับสิ่งที่เขาบอกง่ายเกินไป คิดว่าทุกสิ่งบนโลกออนไลน์เป็นเรื่องจริงไปหมด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่

ถ้าเรารู้ตัวเองก่อนว่าความโลภมันอยู่ใน DNA ของเรา คือทุกคนจะชอบโลกสวย บอกว่าฉันไม่โลภ ฉันสมถะ แต่ไม่ใช่ มันอยู่ใน DNA ของทุกคน ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน เข้าใจตัวเองก่อน ถ้าเราเข้าใจตัวเอง เราไปเจอสื่ออะไร ันจะต้องไม่โลภนะแล้วสะกดใจตัวเองไว้ ให้มีสติ นี่ละสำคัญ แต่ถ้าบอกตัวเองฉันไม่โลภๆ แต่โดดใส่ทุกอันเลย เล่นพนันไป ชวนลงทุนไป เรียบร้อยเพราะไม่รู้ตัวเอง ต้องรู้จักตัวเองก่อน มีสติกับตัวเองก่อน แล้วพอเห็นอะไรตัวเองจะเข้าใจมัน พ.ต.ท.ประวิทย์ กล่าว 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ตั้งข้อสังเกตว่า การที่หลายคนรับข้อมูลแล้วเชื่ออะไรต่างๆ โดยง่าย อาจเป็นเพราะยุคนี้เรายุ่งกับการต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมกัน (Multitask) จนไม่ทันได้ใช้ความคิดพินิจพิเคราะห์ เมื่อมีข้อมูลที่ตรงกับจริตของเราก็พร้อมจะเชื่อทันที เช่น มิจฉาชีพโทรศัพท์มาหาในขณะที่เรากำลังทำงานแล้วเรายังไม่ทันตั้งสติ ตกใจแล้วก็เผลอเชื่อไป เพราะสิ่งนั้นตรงกับความโลภหรือความกลัวของเรา 

แต่ในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ข่าวลวง ข้อมูลบิดเบือน ที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกในเวลานี้ หลายอย่างที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งคือการที่เราไม่รู้จริงๆ ทำให้เชื่อและส่งต่อด้วยความหวังดี หรือ Misinformation หมายถึงการส่งต่อข้อมูลคลาดเคลื่อนโดยไม่มีเจตนาร้าย แต่ส่วนใหญ่ข่าวลวงคือ Disinformation หมายถึงการส่งต่อข้อมูลบิดเบือนโดยมีเจตนาร้าย ภายใต้แรงจูงใจไม่ว่าทางการเมือง ทางธุรกิจ ทางชื่อเสียง ฯลฯ ซึ่งในฐานะผู้รับสาร การไม่นำหลักคิดเรื่อง MIDL มาจับก็จะทำให้เราเป็นคนเชื่อง่าย เพราะสอดคล้องกับอคติของเรา 

ทุกครั้งก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ เราจะต้องไม่ใช่แค่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเดียว ยุคนี้เราต้องตรวจสอบอารมณ์ด้วย เพราะงานวิจัยหลายชิ้น ข่าวลวงหลายข่าวมันไม่ใช่แค่ข้อเท็จจริงอย่างเดียว มันสัมพันธ์กับอารณ์ความรู้สึก พูดง่ายๆ ต่อให้มันจริงฉันก็อยากจะเชื่ออย่างนี้ เพราะมันตรงกับจริตความชอบ – ความชัง หรืออคติยืนยันของเรา ตรงนี้มันก็ทำให้ องค์ซี้ซั้ว จะเกิดขึ้นได้ง่ายมาก เพราะว่าฉันก็ไม่สนใจอะไรแล้วไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่เพราะมันตรงกับอารมณ์ความรู้สึกเรา มันก็พร้อมทำให้เราเชื่อหรือแชร์ข่าวปลอมไป ซึ่งมันไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบกับตัวเราเองที่ดูไม่น่าเชื่อถือ แต่มันกระทบต่อสังคมภาพรวมด้วย สุภิญญากล่าว

คณะกรรมการสิทธิฯ ไม่เคยประณามกัมพูชากรณีโจมตีไทยทำให้พลเรือนบาดเจ็บ-เสียชีวิตจริงหรือ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กสม. ไม่เคยประณามกัมพูชาโจมตีพลเรือนไทย


❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลไม่ถูกต้อง กสม. เคยออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชากรณีโจมตีพลเรือนไทย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: หลังเกิดกรณีสร้างความเกลียดชังและข่มขู่คุกคามนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาที่ออกมาให้ความเห็นต่อการจัดกิจกรรมเชิงยั่วยุที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้โพสต์แถลงการณ์ทางเพจเฟซบุ๊กสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 เรื่อง “ขอให้ทุกฝ่ายเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง”

โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงคิดเห็นมากกว่า 550 ข้อความ (ณ วันที่ 28 ต.ค. 2568) โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายรายเขียนข้อความในเชิงกล่าวหา กสม. ว่าตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลให้พลเรือนและทหารไทยหลายรายเสียชีวิตจากการโจมตีของกัมพูชา กสม. ไม่เคยออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนไทย

ผู้ที่เข้ามาคอมเมนต์บางรายยังอ้างด้วยว่า นอกจากเหตุการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาแล้ว กสม. ยังไม่เคยออกมาปกป้องพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการสืบค้นแถลงการณ์และรายงานข่าวย้อนหลังพบว่าเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 หรือหนึ่งวันหลังทหารไทยและกัมพูชาเริ่มปะทะกันในวันที่ 24 ก.ค. กสม. ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง “ประณามการโจมตีพลเรือนและพื้นที่โรงพยาบาลบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และขอให้หยุดการสร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติ” ระบุว่า กสม. ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกคนและขอประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของทหารกัมพูชาที่เปิดฉากโจมตี และมุ่งเป้าไปที่พลเรือนและโรงพยาบาล การโจมตีสถานที่ดังกล่าวถือเป็นอาชญากรรมสงคราม (war crimes) ที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากลและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวาและธรรมนูญกรุงโรม อย่างไม่อาจยอมรับได้

สำหรับกรณีความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กสม. ก็เคยออกแถลงการณ์ประณามผู้ก่อเหตุแล้วหลายครั้ง โดยมีอยู่ในรายงานข่าวหลายสำนัก เช่น

▪️ แถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรง ไร้มนุษยธรรมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (กรกฎาคม 2559)

▪️ แถลงการณ์ประณามมือระเบิดภาคใต้ ชี้ไร้มนุษยธรรม -เรียกร้องสังคมหยุดเผยแพร่ภาพโหดทางโซเชียล (สิงหาคม 2559)

▪️ แถลงการณ์ เรื่อง ขอประณามการก่อเหตุยิงสามเณรขณะเดินทางไปบิณฑบาตในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นเหตุให้มรณภาพ (เมษายน 2568)

▪️ แถลงการณ์ เรื่อง ประณามการก่อเหตุรุนแรงต่อประชาชนกลุ่มเปราะบาง เป็นเหตุให้เด็ก คนชรา และผู้พิการ เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส (พฤษภาคม 2568)

ดังนั้นข้อความที่อ้างว่า กสม. เพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกัมพูชาและความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นข้อความที่ไม่ถูกต้อง

โคแฟคเห็นว่าประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อแถลงการณ์หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กสม. แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2568

วางโทรศัพท์มือถือไว้ตรงหัวนอนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งสมอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/13cg3tgf1qstv


อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลแนะนำวิธีทำน้ำด่างจากมะนาวมีสรรพคุณรักษามะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3yp66fx7hmpa


“เตือนภัย เลขรหัส กระดาษทิชชู่ จากจีน”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36ux1mqcuwzpz


หลบแผ่นดินไหว ด้วยเทคนิค “สามเหลี่ยมแห่งชีวิต”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2vfq3cwyshi64


แนะนำให้ “กินอาหาร ตามหมู่เลือด”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/39gi1l0ccuym3


คลิป “แก๊งจีนเทา” ในกัมพูชาวิ่งหนีการกวาดล้างของเจ้าหน้าที่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24w6id2whbjwa


คอลเซนเตอร์ดูดเงินออกจากบัญชีได้เพียงแค่คุยกับเหยื่อ 2 นาที…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/22ktojqb47n2d


 ค่าโดยสาร BTS สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย สูงสุด 65 บาท เริ่ม 1 พ.ย.

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1q61gxkntlxgn


‘คนละครึ่งพลัส’ ขึ้น BTS ได้แล้ว! เช็กวิธีซื้อตั๋วผ่าน ‘เป๋าตัง’…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/nfmxgkj4g74k


ไชเท้ากำจัดสารพัดพิษได้จริง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/8gecec81wz3t


ห้ามอาบน้ำ หรือล้างจาน ไม่ควรอาบน้ำขณะมีพายุฝนฟ้าคะนอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24go6ji1e6tlb#_=_


จาก‘แรงงานข้ามชาติ’ถึง‘พิพาทไทย-กัมพูชา’ข่าวลวงหล่อเลี้ยงด้วยอารมณ์ ขอ‘แพลตฟอร์ม’ร่วมรับผิดชอบ

15 ต.ค. 2568 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับอีกหลายองค์กรเครือข่าย จัดงาน Cofact Tea Talk เสวนานักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 30 รับมือมหาสงครามข้อมูล บทเรียนจากเดือนตุลาฯ สู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ ที่วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” และช่องยูทูบ “Thai PBS”

โดยในช่วงเช้า สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค ประเทศไทย กล่าวว่า ในเดิอนตุลาคมของทุกปีจะมีการรำลึกและทบทวน เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ถูกเรียกว่าเป็นวันแห่งประชาธิปไตยบ้าง วันมหาวิปโยคบ้าง แต่จากวันที่นักศึกษาและประชาชนซึ่งถูกกดทับได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ อีก 3 ปีต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งถุกยกมาพูดถึงเสมอในประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือทางความคิดที่นำไปสู่ความเกลียดชังและความรุนแรง และส่วนหนึ่งก็มาจากข้อมูลข่าวสารที่เข้าใจผิด 

ขณะที่ในปัจจุบันซึ่งพูดถึงข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือข่าวลวง (Fake News) ที่มากับสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) แต่จริงๆ ในทางการเมืองก็มีเรื่องของข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปล่อย มาตลอดทุกยุคสมัย ในอดีตอาจหนักในแง่ข้อมูลข่าวสารถูกปิดกั้น ส่วนปัจจุบันที่มีข้อมูลข่าวสารจากทุกทางแต่ก็เต็มไปด้วยความสุดโต่งและไม่ว่าจะเป็นการเมืองในประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ (เช่น สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา) ไปจนถึงระดับโลก ก็จะเห็นสงครามข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง 

“หัวข้อของเราใช้คำว่ามหาสงครามข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเราพยายามแปลจากคำของคุณมาเรีย เรสซา (สื่อมวลชนชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ) ที่กล่าวในงานประชุมสหประชาชาติครั้งล่าสุด พูดถึงคำว่า InformationArmageddon ซึ่งหมายถึงอาจนำไปสู่วันสิ้นโลกของความจริง สิ้นสุดของของความจริงด้วยมวลมหาของข้อมูลที่ถาโถมแล้วทำให้เราเกิดภาวะซึมเศร้า เกิดภาวะความเหนื่อยล้าของข่าวสาร จนนำไปสู่ภาวะหลีกเลี่ยงข้อมูลข่าวสาร (News Avoidance)” สุภิญญา กล่าว 

Sweta Madhuri Kannan, First Secretary, Cultural Affairs and Press, Embassy of the Federal Republic of Germany Bangkok กล่าวถึงโครงการที่โคแฟคจะมีความร่วมมือกับสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ในเรื่องความเชื่อถือในข้อมูล – ข้อเท็จจริงในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งในประเทศไทย ในปี 2569 โดยจะมีกิจกรรมหลายอย่างซึ่งรวมถึงการสร้างความร่วมมือกับทุกพรรคการเมือง ตลอดจนสร้างการรับรู้ไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่รวมถึงในจังหวัดอื่นๆ ด้วย 

จากนั้นเป็นการเสวนาหัวข้อ จากข่าวลวงสู่อคติยืนยัน ความเกลียดชังที่วนซ้ำ โดย กุลธิดา สามะพุทธิ  กองบรรณาธิการโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากประสบการณ์ 3 ปีในการทำงานตรวจสอบข้อมูล (Fact – Check) มีเนื้อหาอยู่ประเภทหนึ่งที่ตนไม่สบายใจ คือเนื้อหาเท็จที่มีเจตนาสร้างความเกลียดชัง ซึ่งจะแตกต่างกับเนื้อหาเท็จที่ถูกเผยแพร่ไปด้วยความไม่รู้และไม่มีเจตนาสร้างความเสียหายกับใคร 

ทั้งนี้ มี 4 กลุ่มที่ตนเห็นว่ามักตกเป็นเป้าหมายของการสร้างข้อมูลเท็จที่นำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง คือ 1.นักการเมืองหญิง แม้จะยังไม่มีการเก็บสถิติที่ชัดเจน แต่จากการสังเกตก็พบว่านักการเมืองหญิงน่าจะเจอเรื่องนี้มากกว่านักการเมืองชาย เช่น การตัดต่อภาพโป๊เปลือย การเผยแพร่ข้อมูลอ้างเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสม และยังไม่รวมถึงเนื้อหาเชิงล้อเลียนดูถูก

2.แรงงานข้ามชาติ มีตัวอย่างจากข่าวนักเรียนที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ร้องเพลงชาติเมียนมาในศูนย์การเรียนรู้แห่งหนึ่งที่ จ.สุราษฎร์ธานี หรือข่าวชาวเมียนมาข้ามมาคลอดลูกในประเทศไทย นำไปสู่การเผยแพร่เนื้อหาสร้างความเกลียดชัง เนื้อหาเท็จ ตลอดจนเนื้อหาบิดเบือนเกี่ยวกับมาตรการของรัฐว่าด้วยแรงงานข้ามชาติ 

3.ผู้นับถือศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมถูกสร้างความเกลียดชังจากกลุ่มชาวพุทธสุดโต่ง อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ตนได้เก็บข้อมูลคลิปวิดีโอจากแพลตฟอร์ม TikTok จำนวน 250 คลิป ที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังชาวมุสลิม พบการใช้ข้อกล่าวหาและถ้อยคำที่รุนแรงมาก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้บ่มเพาะความเกลียดชังในใจมากน้อย – เพียงใด แล้วจะระเบิดออกมาเมื่อใด และ 4.ชาวกัมพูชา ซึ่งพบเห็นความเกลียดชังเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่เกิดการสู้รบกับไทยเมื่อเดือน ก.ค. 2567 

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วตนยังคงจะมุ่งมั่นทำงานตรวจสอบข้อมูล – ข้อเท็จจริงต่อไป แม้ลำพังสิ่งนี้จะยังไม่เพียงพอกับการจัดการกับอารมณ์หรือคติที่สั่งสมมา แต่อย่างน้อยจะทำให้สังคมกลับมาให้ความสำคัญกับความจริงก่อน นอกจากนั้นตนอยากขอให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับโคแฟค เช่น เมื่อทางโคแฟคติดตามไปสอบถามข้อมูล เพราะเรากำลังทำหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฏ ก็จะเป็นประโยชน์มาก

ส่วนแพลตฟอร์มไมได้หวังอะไรมาก ช่วงส่งคนมามอนิเตอร์องค์กรที่ทำด้าน Fact Check หน่อย สมมติ AFP Fack Check , ThaiPBS Verify , โคแฟค ถ้าเห็นรายงาน Fact Check ของเราแล้วช่วยไปจัดการหน่อยว่าเราจะทำเนื้อหานี้อย่างไร แค่นี้ง่ายๆ เลยไม่ต้องคิดถึง Partnership (หุ้นส่วน) อะไรที่ใหญ่โต อีกอันคือช่วยเปิดการมองเห็น ถ้าเกิด Content Creator (ผู้สร้างเนื้อหา) เขาขอแบบช่วยเปิดการมองเห็น สร้างรายได้จากเนื้อหาให้กับผู้ใช้ Social Media ได้ ก็ช่วยเปิดการมองเห็นเนื้อหาของของค์กรที่ทำงาน Fact Check หน่อยเท่านั้นเอง เท่านั้นก็จะช่วยได้มากแล้ว กุลธิดา กล่าว

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตผู้สื่อข่าว นสพ.แนวหน้ากล่าวว่า ตนมาร่วมงานกับโคแฟคได้เพียง 2 เดือน คือในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. 2568 เจอเนื้อหาเท็จหรือเนื้อหาบิดเบือนที่สร้างความเกลียดชังจำนวนมากทั้งที่ทำโดยผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ชาวไทยและชาวกัมพูชา เช่น คลิปวิดีโอน้ำท่วมวัดคูหาสุวรรณ จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568 ถูกชาวกัมพูชานำไปแชร์ต่อในลักษณะซ้ำเติมผู้ประสบภัยชาวไทย แต่หลังจากนั้นก็มีชาวไทยนำกลับมาแชร์โดยอ้างว่าเป็นคลิปน้ำท่วมในกัมพูชา เพื่อซ้ำเติมผู้ประสบภัยชาวกัมพูชา

คลิปน้ำท่วมสะพานใน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย. 2567 ถูกชาวกัมพูชานำไปแชร์โดยใส่วันที่ในคลิปเป็นเดือน ต.ค. 2568 , คลิปน้ำท่วมในประเทศเม็กซิโก เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ถูกชาวไทยนำมาแชร์ต่อเมื่อต้นเดือน ต.ค. 2568 โดยอ้างว่าเป็นมวลน้ำจากเวียดนามไหลเข้าท่วมกัมพูชา พร้อมข้อความทำนองว่าไม่เห็นใจใดๆ ทั้งสิ้น และขอให้ท่วมให้ย่อยยับพินาศไป 

หรือคลิปที่มีเนื้อหาเสียดสีล้อเลียน ในช่วงที่มีสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งไทยและกัมพูชาต่างจัดตั้งศูนย์อพยพสำหรับพลเรือนของตนเอง มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ชาวไทยแชร์คลิปวิดีโออ้างว่าชาวกัมพูชาทำอาหารมีกุ้งตัวโตๆ ในศูนย์อพยพอวดชาวไทย แต่จริงๆ แล้วคลิปดังกล่าวเป็นการทำอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้าในสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่งในกัมพูชาตั้งแต่เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 เป็นต้น 

แต่ที่ทำให้รู้สึกเป็นคำถามในใจมากที่สุด คือตนเป็นคนหนึ่งที่ชอบติดตามเนื้อหาเรื่องอาวุธปืน การต่อสู้ ยุทธวิธีทางตำรวจ – ทหาร แล้วไปเจอเพจเฟซบุ๊กหนึ่งโพสต์ข้อความแนะนำให้ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ พริกป่น ฯลฯ ล้างตาเมื่อถูกแก๊สน้ำตา ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยกำลังพยายามผลักดันชาวกัมพูชาที่เข้ามารุกล้ำตั้งถิ่นฐานในดินแดนของไทยออกไป มีการใช้ยุทธวิธีอย่างที่เห็นในการรับมือการชุมนุมต่างๆ เช่น แก๊สน้ำตา กระสุนยาง 

ซึ่งโพสต์นี้แม้จะเข้าใจว่าเป็นการเสียดสีหรือทำเป็นเรื่องขบขัน แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นโพสต์ที่ก่อให้เกิดอันตรายและเป็นการสร้างความเกลียดชัง โดยโพสต์นี้เป็นอีกครั้งที่ทำให้ตนสงสัยว่า ชาตินิยมหรือความมั่นคงกับสิทธิมนุษยชนจะไม่มีจุดที่ไปด้วยกันได้เลยหรือ? เพราะหลังจากโคแฟคนำเสนอเรื่องนี้ไป ตนก็ไปเห็นแอดมินหรือผู้ดูแลเพจดังกล่าวไปโพสต์ไว้ในอีกเพจหนึ่งว่าตอนแรกจะลบ แต่พอเห็นพี่น้องที่เสียชีวิตไปจึงตัดสินใจไม่ลบ ซึ่งตนเข้าใจว่าแอดมินน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สักหน่วยงานหนึ่ง โดยเพจนี้มีผู้ติดตามทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่และพลเรือน 

หรืออย่างประเด็นแรงงานข้ามชาติ เช่น เมียนมา กัมพูชา เข้ามาแย่งงานคนไทย ทั้งที่หากไปดูข้อมูลของกระทรวงแรงงานจะเห็นว่าแรงงานกลุ่มนี้มาทำงานที่คนไทยไม่ทำ อย่างงานระดับล่าง งานกลุ่ม 3D คือ Dirty (งานสกปรกเนื้อตัวมอมแมม) Difficult (งานลำบาก) Dangerous (งานอันตราย) เช่น งานประมง งานก่อสร้าง หรืองานการผลิตในโรงงานของหลายๆ กิจการ แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาทั่วโลกในประเทศที่เจริญขึ้นมา ตนขอท้าใครก็ได้ ช่วยหาข้อมูลว่ามีประเทศที่เจริญแล้วที่ใดบ้างสามารถดึงคนท้องถิ่นให้ทำงานประเภทนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ 

“พูดถึงข่าวลวงวนในแพลตฟอร์ม ผมอยากให้แพลตฟอร์มช่วยรับผิดชอบเหมือนกัน ถ้าเป็นฝั่งกัมพูชาทำผมเดาว่าเพราะเขาอาจอยู่ในสังคมปิด สื่อเขาไม่ได้เสรีมาก แต่ฝั่งไทยทำผมมองว่าเป็นเพราะเรื่องรายได้ เพราะสังเกตว่าคลิปที่ทำกัน บางทีก็ไมได้พูดเรื่องการเมือง เอาความเกลียดชัง เอาคลิปข่าวปลอมมาวนเป็นขำขัน แล้วเขียนว่าเปิดการมองเห็น คลิปสร้างรายได้ ครีเอเตอร์มือใหม่ ซึ่งก็จะมีการโชว์ เพจพวกนี้ก็จะโชว์ว่าเดือนนี้ได้เท่านี้นะ เราพยายามต่อไปกัน แพลตฟอร์มคุณให้รายได้กับแบบนี้ด้วยหรือ? ถ้าให้จริงๆ อันตราย” บัญชา กล่าว 

อภิเดช เตปิน  นักวิจัย Neo Momentum เล่าถึงข้อค้นพบจากงานวิจัยติดตามพฤติกรรมการแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่เนื้อหาทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งพบว่า บนพื้นที่ออนไลน์กจากจะเป็นสงครามข้อมูลจริง – เท็จ แล้วยังยังเป็นสงครามของอารมณ์ด้วย เพราะเมื่อข้อมูลเดินทางไปสัมผัสกับอารมณ์ของคน ข้อมูลก็สามารถถูกตีความ ชักจูงหรือชี้นำ จากความกลัวสิ่งอื่น (Others) กลายเป็นความโกรธ สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องเล่าหรือวาทกรรม และทำให้ข้อมูลนั้นถูกเชื่อและแชร์จนดำรงอยู่ในโลกออนไลน์ได้นานกว่าความเป็นจริง 

ทั้งนี้ โลกออนไลน์ปัจจุบันคนไม่ได้เลือกเชื่อตามข้อเท็จจริง แต่เลือกเชื่อตามอคติที่ยืนยันความเชื่อเดิมของตน (Confirmation Bias) อย่าง 2 กรณีศึกษาที่ทำ คือกรณีแรงงานเมียนมา และกรณีความขัดแย้งไทย – กัมพูชา พฤติกรรมของผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้แชร์ข้อมูลเพื่อแสวงหาความจริง แต่แชร์เพื่อยืนยันความรู้สึกการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มของตนเอง ข้อมูลก็จะถูกแชร์กลับไป – มาในกลุ่ม เราก็จะได้ยินแต่เสียงที่สบายใจ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) 

อีกทั้งเครือข่ายการสื่อสารของกลุ่มต่างๆ ยังแยกกัน แทบไม่เชื่อมกัน และการแชร์ข้อมูลของแต่ละกลุ่มก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อทำความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เพื่อยืนยันความรู้สึกว่าเราคิดเหมือนกัน สิ่งที่เจอจึงอาจไม่ใช่สังคมแบ่งขั้ว (Polarization) แต่เป็นสังคมคู่ขนาน (Parallel Society) แต่ละกลุ่มมีชุดข้อมูล ความจริงและเรื่องเล่าเป็นของตนเอง ความขัดแย้ง ณ เวลานี้ไม่ใช่เพียงคนไม่เห็นพ้องต้องกัน แต่คือการที่คนไม่เห็นกัน 

ซึ่งการมองปัญหาข่าวลวงจึงไม่สามารถมองเพียงในกรอบของข้อมูลที่ผิดหรือการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะอาจทำให้เรามองไม่เห็นแรงขับภายในที่ทำให้ความเกลียดมันยังดำรงอยู่ นั่นคือกลไกทางอารมณ์และเรื่องเล่า ข่าวลวงอาจเป็นเหมือนอาการภายนอกของปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้ความเกลียดชังยังคงเผยแพร่ซ้ำเป็นวงจรได้คืออารมณ์ของคนที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา 

เรามองว่าการสลายวงจรแห่งความเกลียดชังมันอาจจะต้องเริ่มจากการเปลี่ยนสภาวะอารมณ์ของพื้นที่ดิจิทัลให้นอกจากจะตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วมันยังต้องเข้าใจอารมณ์ ความกลัว ความเจ็บปวด ความรู้สึกของผู้คนทั้งในโลกจริงและใน Social Media ด้วยว่าอารมณ์ที่มันอยู่เบื้องหลังของข้อมูลเหล่านั้นมันคืออะไร? การสร้างสันติภาพของข้อมูลและอารมณ์มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราฟื้นความเข้าใจระหว่างกัน จากความโกรธให้ไปสู่ความเข้าใจจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง มันอาจนำไปสู่การเยียวยาทางความรู้สึกได้ อภิเดช กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

นิเทศฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา “สื่อสารปัญหาชายแดนอย่างไรไม่ให้เกลียดชัง” 

วงเสวนาวิชาการ นิเทศ จุฬาฯ ชี้ สื่อมืออาชีพควรระวังการเผยแพร่เนื้อหาที่มาจากสื่อออนไลน์ หันมาส่งเสริมการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์จากข่าวต่างประเทศและประวัติศาสตร์โลก ภาคการศึกษาควรรุกส่งเสริมการรู้เท่าทันข้อมูลในยุคแห่งข่าวลวง องค์กรวิชาชีพตอบรับพร้อมสร้างความเข้าใจ มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน หลังบางสื่อปั่นกระแสข่าวความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเสี่ยงสร้างความแตกแยก-เกลียดชัง

เมื่อวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา “สื่อสารปัญหาชายแดนอย่างไรไม่ให้เกลียดชัง” ณ ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ โดยมีวิทยากรเข้าร่วม ได้แก่ ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผศ.ดร.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ นักวิจัยด้านวัฒนธรรมศึกษาสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายชวรงค์ ลิมปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ นางสาวกุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และนายสันติวิธี พรหมบุตร รองบรรณาธิการ รายการ See True ไทยรัฐทีวี โดยมีผศ.ดร.ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา ผู้ช่วยคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในปี 2568 นี้เป็นปีที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ มีอายุครบ 60 ปีและมีการเฉลิมฉลองภายใต้แนวคิด “Communicate a Betterverse for All” ซึ่งเชื่อว่าการสื่อสารเป็นหัวใจในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นในทุกระดับ และเกี่ยวข้องกับคนทุกกลุ่มในสังคม การเสวนาในครั้งนี้จึงเป็นการช่วยหาคำตอบว่าจะสื่อสารอย่างไรให้ก้าวพ้นความขัดแย้งซึ่งรวมถึงเรื่องเชื้อชาติและพรมแดน

ผศ.ดร.ธเนศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบเนื้อหาที่มีลักษณะหยาบคาย ติดป้ายตีตรา ยั่วยุ และมีอคติในสื่อโดยเฉพาะในออนไลน์และมีสื่อกระแสหลักบางส่วนนำไปเผยแพร่ต่อ ทั้งๆ ที่ผู้พูดไม่ใช่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ จึงเป็นการขยายอารมณ์ที่มีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ออกไปด้วย นอกจากนี้ ผู้อ่าน ผู้ชมที่เป็น “แฟนคลับ” ของบุคคลที่ปรากฏอาจยิ่งช่วยกันกระพือกระแสให้มีความรุนแรงยิ่งขึ้นไป ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมกระทบคนในสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ดังนั้น ครูอาจารย์ควรระมัดระวังไม่ตอบสนองด้วยอคติ และสถาบันการศึกษาควรมีหลักสูตรปลูกฝังความรู้เท่าทันสื่อให้กับเด็กและเยาวชนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ทำความเข้าใจตั้งแต่อายุยังน้อย

“ข่าวที่ออกมากระทบกับผู้คนจริงๆ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ กระทบกับเยาวชน ต่อให้เราบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้ไม่สนใจหรอก นั่นไม่จริง เด็กสนใจและมีผลกระทบจริงๆ แต่วิจารณญาณจะอยู่ตรงไหน” ผศ.ดร.ธเนศ กล่าว

​นางสาวกุลชาดา กล่าวว่า ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ภาคีCofact ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ต่อต้านข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือนได้ตรวจสอบพบเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาที่มีข้อมูลเท็จและบิดเบือนจำนวนมากกว่า 40 ชิ้นถูกเผยแพร่ทั้งทางออนไลน์และทางสื่อกระแสหลักของไทย ทั้งนี้ คนไทยควรตระหนักว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับปัญหาการเมือง

“ในมิติที่เกิดขึ้นตอนนี้มาจากปัญหาการเมืองจริงๆ มันก็จำเป็นอย่างหนึ่งที่จะต้องแก้ด้วยการเมือง และการรายงานของสื่อในช่วงเวลาที่กำลังจะไปสู่การเลือกตั้ง เป็นช่วงที่มีความกังวลว่า แม้ในพื้นที่ไม่มีเหตุปะทุขึ้นแต่ในโลกออนไลน์ปัญหาอารมณ์ค้างจะยังอยู่ และเรารู้ว่าประเด็นเกี่ยวกับกัมพูชาจะถูกใช้อย่างเต็มรูปแบบในช่วงการเลือกตั้ง ขอฝากให้สื่อมวลชนกลับมาคิดและเตรียมตัว”

ในขณะที่นายสันติวิธีได้นำเสนอประสบการณ์การรายงานข่าวและทำรายการสารคดีเกี่ยวกับปัญหาบริเวณชายแดน ทั้งความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ปี 2554 รวมทั้งความขัดแย้งครั้งล่าสุด และปัญหา scammers ที่มีแหล่งกบดานในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเป็นการรายงานข้อเท็จจริงในแนวทางวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ (peace journalism) นายชวรงค์กล่าวว่าเห็นด้วยกับแนวทางวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ข่าวหรือสารคดีคุณภาพดีต้องใช้เวลาและทรัพยากรมาก ในขณะที่อุตสาหกรรมโทรทัศน์มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อแย่งชิงเรตติ้งซึ่งจะแปรเปลี่ยนเป็นรายได้ของสื่อ

“วันนี้คนสนใจข่าวไทย-กัมพูชา สื่อก็ต้องให้เวลาข่าวเรื่องนี้เยอะ พอมีเวลา[ออกอากาศ]เยอะจะเอาอะไรมานำเสนอ ก็ต้องนำเนื้อหามาจาก social media มาใช้ และนี่คือปัญหา แล้วไม่ได้เอาคลิปจากฝั่งเดียวด้วย เอาฝั่งนี้ เอาฝั่งโน้นตอบโต้กันไปมา ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นข้อห้ามตั้งแต่แรกที่เราคุยกันมาตลอดว่าไม่ควรเอาคลิปมา เคยถาม ก็ได้คำตอบว่า ถ้าไม่เอาคลิปมาก็ไม่รู้จะนำเสนออะไรแล้ว”

องค์กรวิชาชีพจึงมีแนวคิดว่าจะนำแนวปฏิบัติในการนำเสนอข่าวในช่วงเหตุการณ์การสู้รบที่เคยจัดทำไว้แล้วมาเพิ่มรายละเอียดและทำความเข้าใจกับสื่อ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน นายชวรงค์ กล่าว

ผศ.ดร.จิรยุทธ์ ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอาจมีหลายวิธีการในการแก้ปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการต่อสู้ปะทะโดยตรงเสมอไป ทั้งนี้ สื่อมวลชนควรนำเสนอข่าวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นและให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อที่จะได้เรียนรู้โลกกว้างและตระหนักว่าปัจจุบันเป็นยุคสมัยแห่งการการแย่งชิงทรัพยากรครั้งสำคัญของโลก

“สื่อเรามีบทบาทและความสามารถมากกว่าแค่การเป็นผู้รายงานข่าว แต่สามารถที่จะวางกรอบความคิดอะไรบางอย่างที่เราอยากให้สังคมดำเนินไปได้ ผมอยากเห็นสื่อทำงานตรงนี้มากขึ้น อย่างเช่นที่คุณกุลชาดาบอกว่า นี่ก็กำลังจะเลือกตั้งแล้ว แล้วประเด็นเรื่องกัมพูชาต้องมาแน่ๆ เราต้องมานั่งคุยกันว่าแล้วเราอยากให้มันออกมายังไง ผมคิดว่าสื่อสามารถมีบทบาทสำคัญได้”

ผศ.ดร.จิรยุทธ์ กล่าวด้วยว่า สื่อสามารถมีบทบาทในการช่วยให้เกิดคุณค่า เรื่องเล่า (narrative) อัตลักษณ์ คุณค่าและจิตสำนึกแบบใหม่ในอาเซียนได้ เช่นเดียวกับที่ปัญหาพรมแดนในเอเชียกลาง 5 ประเทศที่มีมาหลายร้อยปีสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้และมีการรวมตัวกันก่อตั้ง The Organization of Turkic Statesเพราะตระหนักว่าหากไม่แก้ปัญหาร่วมกันก็จะไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนและไม่สามารถหาประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกันได้

“ตัวประกันอิสราเอลยกย่องกลุ่มฮามาส” เนื้อหาเท็จจากตะวันออกกลางลามสู่ไทย

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของนายอเล็กซานเดอร์ ทรูฟานอฟ ตัวประกันอิสราเอลกล่าวยกย่องกลุ่มฮามาสหลังจากได้รับการปล่อยตัว เป็นเนื้อหาเท็จที่ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศมาตั้งแต่ต้นปี 2568 ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในไทยได้นำมาโพสต์ มีผู้แชร์ต่อกว่า 6,500 ครั้ง 

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นายอเล็กซานเดอร์ ทรูฟานอฟ ตัวประกันอิสราเอลเปิดใจหลังฮามาสปล่อยตัว ชื่นชมกลุ่มฮามาสที่ดูแลอย่างดี เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ นำข้อความที่อินฟลูเอนเซอร์ชาวปาเลสไตน์โพสต์ใน X มาบิดเบือนว่าเป็นถ้อยคำของตัวประกันอิสราเอล**

เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ต.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Thailand Stand with Palestine ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์” ซึ่งมีผู้ติดตามเกือบ 1 แสนบัญชี โพสต์ภาพนายอเล็กซานเดอร์ ทรูฟานอฟ ตัวประกันอิสราเอลวัย 29 ที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกัน ฝังข้อความว่า “ตัวประกันอิสราเอลเผยความในใจ 489 วันที่ผมอยู่ท่ามกลางพวกคุณ” (ลิงก์บันทึก) และเขียนบรรยายในโพสต์ว่า นายอเล็กซานเดอร์ ทรูฟานอฟ (เพจไทยเคียงข้างปาเลสไตน์ฯ เขียนผิดเป็น “ทูร์บานอฟ”) ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากการแลกเปลี่ยนเชลยได้เปิดเผยข้อมูลที่ได้ประสบกับตนเองตลอดเวลาที่อยู่กับฮามาส “ทำเอาทั้งอิสราเอลถึงกับช็อก !” 

ส่วนหนึ่งของข้อความระบุว่า “ตลอด 498 วันที่ผมมีชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกคุณ แม้ในขณะที่พวกคุณต้องเผชิญการรุกรานและอาชญากรรมมากมาย ผมได้เรียนรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของความเป็นลูกผู้ชาย ความกล้าหาญอันบริสุทธิ์ และการเคารพต่อความเป็นมนุษย์” และ “แม้ว่าผมจะอยู่ในมือของชายผู้ต่อสู้เพื่อแผ่นดินและสิทธิ์ที่ถูกปล้นไป และแม้ว่ารัฐบาลของผมจะกำลังก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดร้ายต่อประชาชนที่ถูกปิดล้อม แต่พวกคุณไม่เคยปล่อยให้ผมอดอยาก หรือถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแม้แต่วินาทีเดียว”

โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบการรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศที่เชื่อถือได้และรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-check) ที่เคยตรวจสอบเนื้อหานี้ สรุปข้อมูลได้ดังนี้ 

1. นายอเล็กซานเดอร์ ทรูฟานอฟ เป็นชาวอิสราเอลเชื้อสายรัสเซียวัย 29 ปี ที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกันเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 และได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 15 ก.พ. 2568 เขาจึงไม่ใช่ตัวประกันที่ “เพิ่งได้รับการปล่อยตัว” ตามเงื่อนไขแลกเปลี่ยนตัวประกันกับนักโทษภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกตามแผนสันติภาพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในเดือน ต.ค. 2568

2. หลังจากได้รับการปล่อยตัว นายอเล็กซานเดอร์พูดต่อสาธารณะเพียงไม่กี่ครั้ง ครั้งแรกเป็นคลิปวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2568 ซึ่งเขากล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยให้ได้รับอิสรภาพและแสดงความห่วงใยตัวประกันที่ยังถูกคุมขังซึ่งต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างแสนสาหัส

อีกครั้งหนึ่งคือระหว่างการเข้าพบนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2568 เขาพูดกับผู้นำรัสเซียว่าแม้จะได้รับอิสรภาพหลังถูกคุมขังนาน 498 วัน แต่ใจเขายังอยู่กับตัวประกันอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และเรียกร้องให้ปูตินรีบดำเนินการเพื่อช่วยเหลือตัวประกันที่เหลือ

3. วันที่ 17 ต.ค. 2568 Snopes.com ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในสหรัฐฯ ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการอ้างอิงจากสื่อหลายสำนักทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อความที่อ้างว่าตัวประกันอิสราเอลยกย่องกลุ่มฮามาสพบว่า จริง ๆ แล้วเป็นข้อความที่อินฟลูเอนเซอร์ชาวปาเลสไตน์ชื่อ Khaled Safi โพสต์ในแอปพลิเคชัน X วันเดียวกับที่นายอเล็กซานเดอร์ได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 15 ก.พ. 2568

ในโพสต์ดังกล่าว นาย Khaled ได้แชร์ภาพข่าวการปล่อยตัวนายอเล็กซานเดอร์และเขียนข้อความประกอบเป็นภาษาอาหรับในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่านายอเล็กซานเดอร์กล่าวชื่นชมกลุ่มฮามาสที่ดูแลตัวประกันเป็นอย่างดีจนเชลยอย่างเขาสัมผัสได้ถึงความเมตตา ความกล้าหาญและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มฮามาส 

เมื่อใช้เครื่องมือแปลภาษาพบว่าตรงกับข้อความภาษาอังกฤษที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นคำพูดของนายอเล็กซานเดอร์เกือบทั้งหมด

หลังจากที่ข้อความในโพสต์ X ถูกนำไปบิดเบือนว่าเป็นถ้อยคำของตัวประกันอิสราเอล นาย Khaled จึงได้โพสต์ชี้แจงหลายครั้งว่าเขาเขียนข้อความนี้ขึ้นเอง ข้อความนี้ไม่ใช่ถ้อยคำของตัวประกันอิสราเอล

เปรียบเทียบข้อความจากโพสต์ X ของ Khaled Safi อินฟลูเอนเซอร์ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเมื่อใช้เครื่องมือแปลภาษาของ X แปลจากภาษาอาราบิกเป็นภาษาอังกฤษพบว่าตรงกับข้อความที่อ้างว่าเป็นถ้อยคำของนายอเล็กซานเดอร์ ทรูฟานอฟ ตัวประกันอิสราเอล

Yahoo News ได้นำรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Snopes ในเรื่องนี้มาเผยแพร่ด้วยเช่นกัน

4. เนื้อหาเท็จที่อ้างว่าเป็นถ้อยคำของนายอเล็กซานเดอร์ชื่นชมกลุ่มฮามาสถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางมาตั้งแต่เขาได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือน ก.พ. 2568 และถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งในเดือน ต.ค. 2568 เนื่องจากผู้คนกำลังให้ความสนใจการแลกเปลี่ยนตัวประกันและผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์ตามแผนสันติภาพเฟสแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2568 กลุ่มฮามาสได้ปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล 20 คน ขณะที่อิสราเอลได้ปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์ 250 คน

ข้อสรุปโคแฟค: นายอเล็กซานเดอร์ ทรูฟานอฟ ตัวประกันอิสราเอลที่ถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2568 หลังจากเขาได้รับการปล่อยตัว มีการนำข้อความจากโพสต์ X ของอินฟลูเอนเซอร์ชาวปาเลสไตน์มาบิดเบือนว่าเป็นถ้อยคำของนายอเล็กซานเดอร์ที่กล่าวยกย่องชื่นชมกลุ่มฮามาส อินฟลูเอนเซอร์คนดังกล่าวได้ออกมาชี้แจงว่าเขาเป็นผู้เขียนข้อความนี้เอง ไม่ใช่คำพูดของตัวประกันอิสราเอล 

เนื้อหาเท็จนี้กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งในช่วงเดือน ต.ค. 2568 โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งในต่างประเทศและในไทย เช่น เพจเฟซบุ๊ก “Thailand Stand with Palestine ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์” หลังจากอิสราเอลและกลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันและผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2568 ซึ่งเป็นไปตามแผนสันติภาพเฟสแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ