อยู่กับยุค‘ปัญญาประดิษฐ์’อย่างเท่าทัน! ในวันที่มนุษย์เลือกขอให้AIช่วย‘ปลอบโยนจิตใจ’แทนคนจริงๆ

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ปัจจุบัน ‘เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย หนึ่งในนั้นคือการใช้เป็น ‘ผู้ช่วยหรือคู่สนทนา (AI Chatbot)’ โดยมนุษย์ที่เป็นผู้ใช้งานจะป้อนคำถามเข้าไปแล้ว AI จะให้คำตอบออกมาเป็นฉากๆ ราวกับกำลังสนทนาอยู่กับมนุษย์อีกคนหนึ่ง กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น อาทิ รายงานจากสำนักข่าว Forbes สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ก.พ. 2568 อ้างถึงผลสำรวจเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของชาวอเมริกัน ซึ่งพบว่า ร้อยละ 41 ของคนวัยทำงานรุ่นใหม่ หรือ Gen Z เชื่อถือ AI มากกว่ามนุษย์

คน Gen Z ร้อยละ 50 รู้สึกสบายใจที่จะปรึกษาปัญหาเรื่องงานกับ AI มากกว่าหัวหน้างานที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมากกว่าประชากรวัยทำงานที่อาวุโสสูงสุดอย่างคนรุ่น Baby Boomer ที่รู้สึกแบบนี้มีเพียง 1 ใน 3 , คน Gen Z มีความถี่ในการใช้ AI มากที่สุดคือ 12 ครั้งต่อสัปดาห์ มากกว่าผู้อาวุโสสูงสุดที่ยังทำงานอย่างคนรุ่น Baby Boomer ที่ใช้ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และวัยทำงานที่เป็นผู้อาวุโสรองลงมาอย่าง Gen X ซึ่งใช้ AI เฉลี่ย 7 ครั้งต่อสัปดาห์ , คน Gen Z มากถึงร้อยละ 83 รู้สึกวิตกกังวลเมื่อต้องถามคำถาม (ไม่ว่าต่อหน้าหรือทางออนไลน์) ซึ่งสูงกว่าคนรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้า

หรืออย่างล่าสุด สำนักข่าวในญี่ปุ่นอย่าง Kyodo News รายงานเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2569 อ้างอิงผลสำรวจที่พบว่า แม้ในภาพรวมของประชากรญี่ปุ่นทุกเพศและวัย ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.8 ยังคงเลือกขอคำแนะนำจากมนุษย์เป็นหลัก แต่ก็มีถึงร้อยละ 36.5 ที่เลือกขอคำแนะนำจาก AI และหากเจาะลึกเป็นรายกลุ่ม จะพบว่า หญิงวัยเกษียณ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ของแดนอาทิตย์อุทัย ร้อยละ 47.8 หรือเกือบครึ่ง เลือกที่จะสนทนากับ AI ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ มากกว่าประชากรสูงอายุเพศชายซึ่งเลือก AI เพียงร้อยละ 25.2 

– ทำไมผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกพุดคุยหรือปรึกษาปัญหาชีวิตกับ AI มากกว่ามนุษย์ด้วยกัน:รายงานของสื่อญี่ปุ่นข้างต้น อ้างความเห็นของ อัตสึชิ นาคาโกมิ (Atsushi Nakagomi) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชิบะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ ที่ระบุว่า AI ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจมากขึ้นที่จะเปิดเผยความคิดเห็น เนื่องจากพวกเขาอาจรู้สึกอิสระที่จะขอคำแนะนำโดยไม่ต้องกังวลว่าความคิดเห็นของพวกเขาจะถูกมองอย่างไร

สอดคล้องกับงานวิจัยหัวข้อ ‘Why do people prefer social sharing of emotion with conversational AI over human partners? A structural topic modeling approach’ เผยแพร่บนเว็บไซต์ sciencedirect.com ซึ่งเป็นฐานข้อมูลวารสารวิชาการของเนเธอร์แลนด์อย่าง Elsevierเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ทำการศึกษา การแบ่งปันอารมณ์ทางสังคม (Social Sharing of Emotion)ซึ่งเดิมหมายถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ แต่ระยะหลังๆ พบปฏิสัมพันธ์แบบเดียวกันระหว่างมนุษย์กับ AI มากขึ้น 

การศึกษาใช้วิธีสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 178 คน ซึ่งผลการวิเคราะห์เผยให้เห็นแรงจูงใจหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1.การพูดคุยเรื่องต่างๆ อย่างไม่เป็นทางการ 2.การแสวงหาความเชื่อมโยงทางอารมณ์ 3.การระบายความรู้สึกแทนการพูดคุยกับคนสนิท 4.การแสวงหาคำแนะนำที่เป็นกลาง และ 5.การปรึกษาหารือในหัวข้อที่ยากต่อการพูดคุยกับผู้อื่น นอกจากนี้ ความวิตกกังวลทางสังคมที่สูงขึ้นยังมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการสนับสนุนการปรึกษาหารือในหัวข้อที่ยากต่อการพูดคุยกับบุคคลอื่นมากขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้ได้สร้างชุดข้อมูลเชิงประจักษ์(Empirically Derived Taxonomy) ของแรงจูงใจในการแบ่งปันอารมณ์กับ AI ในการสนทนา โดยเน้นว่า บุคคลมองว่า AI เป็น ‘เพื่อนคู่คิด (Partner)’ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทางสังคมและอารมณ์เฉพาะด้านได้ โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะเฉพาะตัว เช่น การที่ไม่ตัดสินและพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ผลการศึกษาดังกล่าวช่วยให้เข้าใจถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างความวิตกกังวลทางสังคมและความชอบที่จะปรึกษา AI เกี่ยวกับหัวข้อที่ละเอียดอ่อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า AI ทำหน้าที่เป็นช่องทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการประเมินทางสังคม งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยเสริมสร้างความเข้าใจของเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็น หุ้นส่วนมนุษย์(Human Partner)’ ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์และสังคมเฉพาะด้านที่เพื่อนซึ่งเป็นมนุษย์ด้วยกันไม่สามารถตอบสนองได้เสมอไป

ในขณะที่การใช้ AI เพื่อการสนทนาถูกบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยนี้จึงให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญทั้งในด้านการสร้างแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI และการออกแบบระบบ AI ในอนาคตที่สามารถสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ งานวิจัยชิ้นนี้ให้ข้อสรุป  

ภาพล้อเลียนพฤติกรรมการประจบประแจงของปัญญาประดิษฐ์ (Sycophantic AI) 
ที่มา : Diana Wolf T. , ‘What is AI Sycophancy and Why Should Your AI Disagree with You?’ , Linkedin

– เมื่อ การประจบเอาใจ ของ AI อันตรายต่อมนุษย์มากกว่าที่คิด : แต่อีกด้านหนึ่ง ในวันที่ 26 มี.ค. 2569 วารสารวิทยาศาสตร์อเมริกันอย่าง Science เผยแพร่งานวิจัยหัวข้อ ‘Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence’ ที่ทำการทดลองใน 2 รูปแบบ คือ 1.วัดความชุกของพฤติกรรมการประจบประแจงในแบบจำลอง AI ชั้นนำ 11 แบบ โดยใช้ชุดข้อมูลสามชุดที่ครอบคลุมบริบทการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงการสอบถามคำแนะนำในชีวิตประจำวัน การละเมิดศีลธรรม และสถานการณ์ที่เป็นอันตรายอย่างชัดเจน

กับ 2.เปิดลงทะเบียนล่วงหน้า 3 ครั้งรับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,405 คนมาเป็นอาสาสมัครร่วมทดลอง เพื่อทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมการประจบประแจงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ความตั้งใจเชิงพฤติกรรม และการรับรู้ของผู้ใช้เกี่ยวกับ AI อย่างไรโดยกลุ่มตัวอย่างจะได้โต้ตอบกับระบบ AI ในสถานการณ์จำลอง และการสนทนาสด โดยพวกเขาได้พูดคุยเกี่ยวกับความขัดแย้งในอดีตที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังทดสอบว่าผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามรูปแบบการตอบสนองหรือแหล่งที่มาของการตอบสนองที่รับรู้ (AI เทียบกับมนุษย์) หรือไม่

ผลการทดลองที่ได้สร้างความตกใจอย่างมาก‘พฤติกรรมประจบประแจงของ AI นั้นทั้งแพร่กระจ่ายไปทั่วและเป็นอันตราย ในแบบจำลอง AI ทั้ง 11 แบบ ชี้ว่าAI ให้คำตอบที่ยืนยันการกระทำของผู้ใช้บ่อยกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 49 ซึ่งรวมถึงในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง การกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือพฤติกรรมอันตรายอื่นๆ ทีมวิจัยมีการใช้ตัวอย่างหัวข้อสนทนาใน ‘r/AmITheAsshole’ ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มย่อยใน Reddit (ชุมชนออนไลน์ที่คล้ายกับเว็บไซต์ Pantip.com ของไทย) ที่เปิดให้ถกเถียงเกี่ยวกับทางเลือกในสถานการณ์ขัดแย้งต่างๆ แล้วพบว่า ร้อยละ 51 จากตัวอย่างทางเลือกที่มนุษย์มีฉันทามติร่วมกัน (Consensus) ว่าไม่เห็นด้วย แต่ AI กลับสนับสนุนหากผู้ใช้งานจะเลือกทางนั้น 

ในการทดลองของเรา แม้แต่การโต้ตอบเพียงครั้งเดียวกับ AI ที่ประจบประแจงก็ลดความเต็มใจของผู้เข้าร่วมในการรับผิดชอบและแก้ไขความขัดแย้งระหว่างบุคคล ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเชื่อมั่นของพวกเขาเองว่าตนเองถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แม้จะบิดเบือนการตัดสินใจ แบบจำลองที่ประจบประแจงก็ยังได้รับความไว้วางใจและเป็นที่ชื่นชอบ ผลกระทบทั้งหมดนี้ยังคงอยู่เมื่อควบคุมลักษณะเฉพาะบุคคล เช่น ข้อมูลประชากรและความคุ้นเคยกับ AI มาก่อน แหล่งที่มาของการตอบสนองที่รับรู้ และรูปแบบการตอบสนอง สิ่งนี้สร้างแรงจูงใจที่ผิดปกติให้การประจบประแจงยังคงอยู่ คุณลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายก็กระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมเช่นกัน งานวิจัยระบุ 

บทสรุปของงานวิจัย Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence ชี้ว่า แม้การให้กำลังใจอาจให้ความรู้สึกสนับสนุน แต่การประจบประแจงสามารถบั่นทอนความสามารถในการปรับปรุงตนเองและการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความรู้สึกชื่นชอบและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วม จึงไม่มีแรงจูงใจมากนักที่จะลดพฤติกรรมการประจบประแจงของ AI ลง

ด้วยเหตุนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการประจบประแจงของ AI ในฐานะความเสี่ยงทางสังคมต่อการรับรู้ตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยการพัฒนากลไกการออกแบบ การประเมิน และความรับผิดชอบที่ตรงเป้าหมาย งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าทางเลือกด้านการออกแบบและวิศวกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอาจส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นการศึกษาและคาดการณ์ผลกระทบของ AI อย่างรอบคอบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาวของผู้ใช้

เช่นเดียวกับงานวิจัย AI Chatbot Use and Disclosure for Mental Health Among US Adolescents and Young Adults เผยแพร่ในวารสารการแพทย์อเมริกัน JAMA Network เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 พบว่า วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา 1 ใน 5 ใช้ AI Chatbot เพื่อขอคำแนะนำด้านสุขภาพจิต โดยกว่าร้อยละ 40 ของผู้ใช้ใช้เป็นประจำทุกเดือนหรือบ่อยกว่านั้น ซึ่งเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการทำความเข้าใจและกำหนดบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของ AI ในการดูแลสุขภาพจิตของเยาวชน เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงควรเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในระบบนิเวศที่กว้างขึ้นของการแทรกแซงทางจิตวิทยา

ภาพจำลองโลกในอนาคตมนุษย์อาจพึ่งพาคำแนะนำด้านสุขภาพจิตจากหุ่นยนต์และ AI  
ที่มา : Rachel Grosseibl , ‘AI in Psychology: What It Means for You and How to Use It Safely’ , Sydney Psych Hub

– คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา : มีรายงานจาก สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA)องค์กรวิชาชีพด้านจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 พบข้อมูลที่ได้จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างนักจิตวิทยาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจำนวน 1,200 คน ซึ่งระบุว่า ร้อยละ 39 เคยพบผู้เข้ารับการรักษาที่ยอมรับว่าใช้ AI ในการวินิจฉัยอาการของตนเอง ในขณะที่ 1 ใน 3 ให้ข้อมูลว่า ผู้เข้ารับการรักษากำลังหันไปใช้ AI ในหลายวัตถุประสงค์ เช่น ร้อยละ 34 ขอความช่วยเหลือในเรื่องการควบคุมตนเอง การยืนยันตนเอง หรือการเตือนพฤติกรรม ร้อยละ 33 ช่วยในการรักษา และร้อยละ 35 เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพิ่มเติม

ผลสำรวจยังบ่งชี้ว่าผู้ป่วยอาจมอง AI มากกว่าแค่เครื่องมือในการบำบัดรักษา นักจิตวิทยารายงานว่าพวกเขาได้พบกับผู้ป่วยที่พูดคุยกับChatbot เพื่อความสนุกสนาน (ร้อยละ 33) มิตรภาพ (ร้อยละ 22) และความสัมพันธ์ใกล้ชิด (ร้อยละ 13) และในบรรดานักจิตวิทยาที่มีผู้ป่วยสนทนากับChatbot อย่างต่อเนื่อง มากกว่า 2 ใน 3 หรือร้อยละ68 เล่าว่าได้พูดคุยหรือสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยรู้สึกได้รับการสนับสนุนหรือได้รับการยืนยันจากแชทบอท หรือ 2 ใน 5 หรือร้อยละ 41 พบผู้ป่วยใช้ Chatbot เพื่อเสริมสร้างทักษะการรับมือที่ดีต่อสุขภาพ 

อย่างไรก็ตาม การพูดคุยกับ Chatbot ก็มีผลข้างเคียงเชิงลบเช่นกัน โดยร้อยละ 36%ของนักจิตวิทยา ให้ข้อมูลว่าผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของตนกำลังพัฒนาความพึ่งพาต่อ Chatbot และร้อยละ 15 กล่าวว่าผู้ป่วยกำลังพัฒนาความคิดที่บิดเบือนหรืออาการหลงผิด ขณะที่ความเห็นของนักจิตวิทยา พบมุมมองหลากหลายเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อสนับสนุนสุขภาพจิต โดยมากกว่าครึ่งเล็กน้อย (ร้อยละ 54) กล่าวว่าสบายใจที่ผู้ป่วยบางรายมีปฏิสัมพันธ์กับ Chatbot ในขณะที่ร้อยละ 93 กังวลเกี่ยวกับผู้ป่วยบางรายที่ใช้เทคโนโลยีนี้ 

ซึ่งความกังวลดังกล่าวอาจเกิดจากความกลัวว่าChatbot อาจก่อให้เกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดต่อผู้ใช้ที่เปราะบาง โดยนักจิตวิทยาเกือบทั้งหมดที่ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 97) มองว่า Chatbot อาจส่งเสริมพฤติกรรมเชิงลบหรือความเชื่อที่ผิดเพี้ยนโดยไม่ตั้งใจ ร้อยละ 94 ยังกล่าวด้วยว่า Chatbot ในปัจจุบันไม่สามารถรักษาอาการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน และร้อยละ 89 กล่าวว่าChatbot อาจกระตุ้นให้เกิดการทำร้ายตนเองโดยไม่ตั้งใจ

แต่อีกด้านหนึ่ง 2 ใน 5 ของของนักจิตวิทยา (ร้อยละ 40) รู้สึกมองโลกในแง่ดีว่า Chatbot จะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้เมื่อไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอยู่ด้วย นี่อาจเป็นผลมาจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีโดยอิงจากการวิจัยและความเชี่ยวชาญทางจิตวิทยา ถึงกระนั้นก็มีเพียงร้อยละ 24 ของกลุ่มตัวอย่างนักจิตวิทยาที่ให้ข้อมูล ที่เชื่อว่าในอนาคตผู้ป่วยจะเลือกใช้ AI Chatbot ในการรักษามากกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่เป็นมนุษย์

อาเธอร์ ซี. อีแวนส์ (Arthur C. Evans) ผู้อำนวยการใหญ่ของ APA กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว AI Chatbot ที่เข้าถึงได้ง่ายดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพราะเป็นเครื่องมือที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมใช้งาน และเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องมีประกัน อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวไม่มีความสามารถในการรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนหรือความตื่นตัวต่อสัญญาณเตือนที่อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ ดังนั้นคนที่จะพึ่งพาเครื่องมือนี้จำเป็นต้องเข้าใจวิธีการทำงานของมันรวมถึงต้องมีวิธีการคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับคำแนะนำที่เครื่องมือให้มา

เครื่องมือ AI เมื่อได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาและร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพจิต จะมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการด้านการดูแลสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นและปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วย แต่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้ได้ผลดีที่สุดก็ต้องควบคู่ไปกับความสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นมนุษย์ที่เข้าใจวิธีการรักษาบุคคล ไม่ใช่แค่คำสั่งกระตุ้น อีแวนส์ กล่าว 

สำหรับ คำแนะนำของ APA ในการใช้เครื่องมือ AI กับงานด้านสุขภาพจิต มีดังนี้ 1.ควรตรวจสอบข้อมูลสุขภาพจิตหรือข้อมูลทางการแพทย์ที่สร้างโดย AI กับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ 2.ขอคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับแนวทางการบำบัดที่มีข้อมูลจากงานวิจัยสนับสนุน 3.ผู้ใช้งานควรกระตุ้นให้ AI ท้าทายความคิดของตนเองหรือให้มุมมองทางเลือกอื่น และ 4.จำกัดการใช้ AI เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ งานอดิเรก การเรียน การทำงาน หรือปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ภาพจำลองการใช้ AI Chatbot ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 
ที่มา : สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA)

ในส่วนความเห็นของผู้เชี่ยวชาญประเทศไทย ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความนิยมของผู้คนในปัจจุบันที่เลือกปรึกษาปัญหาชีวิตกับ AI Chatbot มากขึ้นว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่องของประสบการณ์การเข้าถึงคำปรึกษาในอดีต หากคนมีความทุกข์ใจหรือมีปัญหาชีวิตอาจต้องพึ่งพาเพื่อน ครอบครัวหรือผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคนรับฟัง มีพื้นที่ปลอดภัย หรือเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย หรือความกังวลว่าจะถูกตัดสิน AI จึงเข้ามาเติมช่องว่างตรงนี้ 

ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทันทีตลอดเวลา ไม่ต้องนัดหมาย และส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่าย บางคนจึงรู้สึกว่า AI เป็นทรัพยากรทางจิตใจหรือแหล่งสนับสนุนที่เข้าถึงง่าย แม้จะไม่ได้ทดแทนความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ได้ทั้งหมดก็ตาม อีกประเด็นคือ ปัญหาชีวิตจำนวนมากเป็นเรื่องส่วนตัวและอ่อนไหว การเลือกว่าจะเล่าให้ใครฟังจึงมีต้นทุนทางใจ ผู้คนอาจกังวลเรื่องความไว้ใจ การถูกวิจารณ์ การถูกนำเรื่องไปเล่าต่อ หรือกลัวว่าคนฟังจะไม่เข้าใจ AI จึงอาจให้ความรู้สึกปลอดภัยในเบื้องต้น เพราะผู้ใช้สามารถพูดได้อย่างอิสระมากขึ้นโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับปฏิกิริยาทางอารมณ์ของอีกฝ่ายอาจารย์หยกฟ้า กล่าว อธิบาย 

นักวิชาการท่านนี้ แนะนำว่า AI ควรเป็นเครื่องมือช่วยคิดหรือช่วยตั้งคำถามกับตนเอง มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ใช้แทนการพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาส่งผลต่อการใช้ชีวิต สุขภาพใจ หรือความปลอดภัยของผู้ใช้นอกจากนั้น ในเชิงจิตวิทยา สิ่งที่ต้องระวังคือ AI อาจไปเสริมอคติเดิมของผู้ใช้ได้ เพราะมนุษย์มีแนวโน้มมองหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อหรือความรู้สึกของตนอยู่แล้ว (Confirmation Bias)

เช่น เมื่อเรารู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ เราอาจมองหาข้อมูลที่ยืนยันว่าอีกฝ่ายผิด หรือเมื่อเรากังวลเรื่องสุขภาพ เราอาจเลือกเชื่อข้อมูลที่ทำให้ความกังวลนั้นดูมีเหตุผลมากขึ้น หาก AI ตอบในลักษณะที่เห็นด้วย ปลอบใจ หรือยืนยันความเชื่อและความคิดของผู้ใช้มากเกินไป โดยไม่ได้ช่วยให้มองเห็นข้อมูลอีกด้าน ผู้ใช้อาจได้รับมุมมองที่ไม่รอบด้าน และยิ่งมั่นใจในข้อสรุปเดิมของตนเอง ทั้งที่สถานการณ์จริงอาจมีรายละเอียดซับซ้อนกว่านั้น

ทำให้ผลที่ตามมาคือ ผู้ใช้อาจตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น ตัดสินความสัมพันธ์จากข้อมูลเพียงด้านเดียว เชื่อว่าตนเองมีปัญหาทางจิตใจบางอย่างโดยไม่ได้รับการประเมินที่เหมาะสม หรือวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากข้อมูลออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้ชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเข้ารับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ AI ที่ดีจึงไม่ควรเพียงตอบในสิ่งที่ผู้ใช้อยากได้ยิน แต่ควรช่วยตั้งคำถามอย่างระมัดระวัง ชวนพิจารณามุมมองอื่น และบอกขอบเขตของข้อมูลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกาย และการตัดสินใจสำคัญในชีวิต

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบเปรียบเทียบตามช่วงวัย เด็กและเยาวชนอาจมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ในบางด้าน เพราะยังอยู่ในช่วงพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความเห็น และข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เด็กบางคนอาจมองว่า AI เป็นผู้รู้หรือเป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอ จึงเชื่อข้อมูลที่ได้รับโดยไม่ตรวจสอบเพิ่มเติม แม้ผู้ใหญ่เองก็อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลผิดพลาดได้เช่นกัน แต่โดยทั่วไปอาจมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า มีโอกาสเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง หรือรู้จักช่องทางในการขอความช่วยเหลือมากกว่า เด็กและเยาวชนจึงอาจพึ่งพา AI มากเกินไปได้ง่ายกว่า 

โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าพูดกับผู้ปกครอง ครู หรือเพื่อน หากเด็กคุ้นชินกับการหันไปพึ่ง AI เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ต้น ก็อาจส่งผลต่อทักษะสำคัญ เช่น การขอความช่วยเหลือจากคนจริง การสื่อสารความรู้สึก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การห้ามเด็กใช้ AI แต่คือการสอนให้เด็กใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ และรู้ว่าเรื่องใดควรนำไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญอาจารย์หยกฟ้า กล่าว 

รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทิ้งท้ายว่า ทางออกไม่ควรเป็นการมองว่า AI เป็นสิ่งอันตรายหรือห้ามใช้ทั้งหมดเพราะ AI มีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือช่วยเข้าถึงข้อมูลและช่วยสะท้อนความคิดได้ แต่สังคมจำเป็นต้องช่วยกันสร้างทักษะในการใช้ AI อย่างรู้เท่าทันตั้งแต่ ในระดับผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชนควรสร้างพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนรู้สึกว่าพูดคุยเรื่องยากๆ ได้โดยไม่ถูกตัดสิน พร้อมทั้งสอนให้เข้าใจทั้งข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงของ AI ตั้งแต่ในห้องเรียน 

เช่น การตรวจสอบข้อมูล การตั้งคำถามกับคำตอบของ AI และการรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือจากมนุษย์จริงๆ ขณะที่ ในระดับรัฐ ควรมีนโยบายหรือแนวทางกำกับดูแลที่ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาด การหลอกลวง หรือเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน รวมถึงผลักดันเรื่อง AI literacy ให้เป็นทักษะพื้นฐานของคนทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะเด็กและเยาวชน

และในส่วนของ บริษัทผู้พัฒนา AI ควรให้ความสำคัญกับจริยธรรมและขอบเขตของการตอบคำถาม โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจเชิงศีลธรรมหรือกฎหมาย ระบบไม่ควรตอบเพื่อเอาใจผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่ควรสื่อสารข้อจำกัดของตนเอง ชวนผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูล และแนะนำให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเมื่อสถานการณ์มีความเสี่ยงหรือซับซ้อน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.forbes.com/sites/bryanrobinson/2025/02/19/gen-z-trust-ai-over-humans-in-their-careers-new-study-shows/ (Gen Z Trust AI More Than Humans In Their Careers, New Study Shows : Forbes 19 ก.พ. 2568)

https://english.kyodonews.net/articles/-/76556 (Half of elderly women in Japan prefer AI over humans for personal advice : Kyodo News 23 พ.ค. 2569) 

https://www.aa.com.tr/en/asia-pacific/survey-nearly-half-of-older-japanese-women-prefer-ai-over-people-for-relationship-advice/3946394 (Survey: Nearly half of older Japanese women prefer AI over people for relationship advice : Anadolu Agency 23 พ.ค. 2569)

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2949882126000113 (Why do people prefer social sharing of emotion with conversational AI over human partners? A structural topic modeling approach : ScienceDirect มีนาคม 2569)

https://www.science.org/doi/10.1126/science.aec8352 (Sycophantic AI decreases prosocial intentions and promotes dependence : Science 26 มี.ค. 2569)

https://www.nbcnews.com/health/mental-health/ai-chatbots-mental-health-advice-young-people-rcna347758 (Around 1 in 5 young people use AI chatbots for mental health advice, survey finds : NBC 1 มิ.ย.2569)

https://jamanetwork.com/journals/jamapediatrics/fullarticle/2849307?guestAccessKey=913abc03-764d-4eed-ac18-0d1817ff8eb4&utm_source=for_the_media&utm_medium=referral&utm_campaign=ftm_links&utm_content=tfl&utm_term=060126(AI Chatbot Use and Disclosure for Mental Health Among US Adolescents and Young Adults : JAMA Network 1 มิ.ย. 2569)

https://www.apa.org/news/press/releases/2026/06/patients-chatbots-mental-health(Psychologists say patients are turning to chatbots as mental health professionals : APA 16 มิ.ย. 2569)