ส่องสถานการณ์ ‘โรคหัดระบาด’ ในบังกลาเทศและสหรัฐอเมริกา ‘วัคซีน’ ตัวแปรสำคัญควบคุมโรค
บัญชา จันทร์สมบูรณ์
หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นในวันที่ 21 ต.ค. 2569 ดังนั้นสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
“เห็นข่าวโรคหัดระบาดที่บังกลาเทศกันไหมครับ? เหมือนไกลคนไทย แต่เอาจริง ๆ มันเป็นข่าวที่น่ากังวลเลยนะครับ แล้วตอนนี้ไม่ใช่แค่บังกลาเทศ แต่อเมริกาก็มีระบาดในบางพื้นที่ ตัวเลขล่าสุดจาก CDC ที่ไปดูมาวันที่ 15 ตุลาคม อเมริกามีผู้ป่วยโรคหัดสะสมในปีนี้ 4,410 ราย แต่ในสัปดาห์ก่อนหน้า แค่สัปดาห์เดียวเพิ่มขึ้น 330 คน ตัวเลขนี้ดูไม่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับปี 2025 ตลอดทั้งปี ตอนนี้จำนวนเยอะเป็นสองเท่าแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ระบาดมากเท่านี้มาก่อนก็ 35 ปีที่แล้ว ส่วนบังกลาเทศ สถานการณ์ยิ่งแย่กว่าเยอะ เพราะตอนนี้มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่า 202,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วพันกว่าคน“
ข้อความจากเพจ ‘เรื่องเล่าจากร่างกาย by หมอเอ้ว ชัชพล’ โพสต์เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2569 ซึ่งเจ้าของเพจคือ นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ได้ออกมาเตือนถึงสถานการณ์การระบาดของโรคหัดในบังกลาเทศและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากเคยประกาศว่าสามารถกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากประเทศได้ตั้งแต่เมื่อ 26 ปีก่อน กระทั่งกลับมาระบาดอีกครั้งในปัจจุบัน
ใจความสำคัญของโพสต์ดังกล่าว คือการเน้นย้ำความสำคัญของ ‘การฉีดวัคซีน’ ที่แม้การตัดสินใจจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ผลกระทบของการตัดสินใจไปไกลกว่านั้น เพราะในสังคมยังมีกลุ่มประชากรที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้ เช่น เด็กเล็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ผู้สูงอายุที่ภูมิไม่แข็งแรง ผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ที่ทำให้ภูมิไม่แข็งแรง ไม่ตอบสนองต่อวัคซีน หรือเสี่ยงเกินไปหากรับวัคซีน จึงเรียกร้องให้คนทั่วไปที่ร่างกายสามารถรับวัคซีนได้ให้ไปฉีดวัคซีนเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ รวมถึงปกป้องตัวผู้ฉีดวัคซีนเองด้วย
‘โรคหัด’ ภัยใกล้คร่าชีวิตเด็ก
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคหัด (Measles) เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Morbillivirus (หรือ Paramyxovirus) เป็นโรคที่ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่ก็พบในเด็กโตและผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ติดต่อผ่านการไอ จาม สัมผัสน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วย เชื้ออยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง และพบว่าผู้ที่สัมผัสเชื้อและยังไม่มีภูมิคุ้มกันมีโอกาสติดโรคหัดได้ถึงร้อยละ 90
โรคหัดมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากระยะฟักตัวแล้วจะเริ่มมีอาการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.ระยะเริ่มต้น มีอาการไข้สูง ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ตาแดง โดยเฉพาะหากพบตุ่มคอพลิค (Koplik Spots) หรือตุ่มแดงที่มีสีขาวเล็ก ๆ ตรงกลางขึ้นในกระพุ้งแก้ม จะสามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างแน่นอนว่าเป็นโรคหัด กับ 2.ระยะผื่นขึ้นตามร่างกาย เป็นผื่นสีแดงหรือแดงคล้ำออกน้ำตาล โดยมากผื่นจะอยู่ประมาณ 3-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ แล้วจะหายไปเอง
แต่สิ่งที่น่ากลัวของโรคหัดคือภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ (ปอดบวม) หูชั้นกลางอักเสบ สมองอักเสบ อุจจาระร่วง ซึ่งอาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยกลุ่มเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเมื่อติดเชื้อคือเด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ที่ไม่ได้รับวัคซีน ในกรณีสตรีมีครรภ์เชื้อยังอาจทำให้แท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย กลุ่มเสี่ยงยังรวมถึงกลุ่มประชากรที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้ที่ต้องกินยากดภูมิ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร)

ที่มา: ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC)
สถานการณ์โรคหัดในสหรัฐอเมริกาและบังกลาเทศ
ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ตามรายงานล่าสุด ณ วันที่ 15 ต.ค. 2569 พบว่า ในปี 2569 สหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อโรคหัดรวมแล้ว 4,410 ราย แบ่งเป็นผู้ที่อยู่ในสหรัฐฯ 4,392 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 18 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ตลอดทั้งปีพบผู้ติดเชื้อโรคหัด 2,289 ราย แบ่งเป็นผู้ที่อยู่ในสหรัฐฯ 2,263 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 26 ราย
เมื่อดูเป็นรายพื้นที่ พบว่า 5 มลรัฐที่พบผู้ติดเชื้อโรคหัดมากที่สุดในปี 2569 อันดับ 1 เพนซิลวาเนีย 1,237 ราย (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่พบเพียง 16 ราย) อันดับ 2 เซาท์แคโรไลนา 670 ราย (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่พบ 333 ราย) อันดับ 3 ยูทาห์ 535 ราย (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่พบ 189 ราย) อันดับ 4 วิสคอนซิน 256 ราย (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่พบเพียง 36 ราย) และอันดับ 5 เท็กซัส 192 ราย (ลดลงจากปี 2568 ซึ่งพบสูงถึง 803 ราย มากที่สุดในสหรัฐฯ ในปีนั้น) ส่วน 5 มลรัฐที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อโรคหัดในปี 2569 คือ อาร์คันซอ ฮาวาย มิสซิสซิปปี เนวาดาและนิวแฮมเชียร์
ขณะที่สำนักข่าว NBC News ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2569 ระบุสถานการณ์การระบาดของโรคหัดในบังกลาเทศค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลที่นับจากการเริ่มระบาดช่วงกลางเดือน มี.ค. 2569 จนถึง ณ วันที่ 9 ต.ค. 2569 พบผู้ต้องสงสัยป่วยเป็นโรคหัดสูงถึง 202,000 ราย และในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าติดเชื้อจริง 22,000 ราย
เครือข่ายการตรวจจับ วิเคราะห์ และสื่อสารเกี่ยวกับภัยคุกคามทางชีวภาพ (BEACON) ซึ่งเป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยบอสตันและโรงพยาบาลเด็กบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ ระบุข้อมูล ณ วันที่ 18 ต.ค. 2569 อ้างอิงตามการเปิดเผยจากกรมบริการสุขภาพทั่วไป (DGHS) ของบังกลาเทศ พบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อโรคหัดอยู่ในภูมิภาคธากา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงคือกรุงธากามากที่สุดถึง 89,011 ราย ในจำนวนนี้ผลตรวจยืนยันแล้วว่าติดเชื้อจริง 14,488 ราย นอกจากนั้นยังพบผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโรคหัด 491 ราย ยืนยันผลแล้ว 67 ราย ส่วนเมืองหรือพื้นที่อื่น ๆ ที่พบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อเป็นจำนวนมาก เช่น จิตตะกอง 42,747 ราย บาริซาล 23,130 ราย สิเลฏ 18,193 ราย และคุลนา 14,371 ราย ขณะที่ข้อมูลตั้งแต่ระหว่างวันที่ 15 มี.ค. – 18 ต.ค. 2569 บังกลาเทศมีผู้ป่วยต้องสงสัยว่าติดเชื้อโรคหัดเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 189,484 ราย โดยในจำนวนนี้หายป่วยและออกจากโรงพยาบาลแล้ว 181,756 ราย

(ขวา) สถิติผู้ติดเชื้อโรคหัดในสหรัฐอเมริกา (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ต.ค. 2569) โดย CDC สหรัฐฯ
วัคซีนช่วยลดการระบาดและอาการป่วยรุนแรง
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคหัดโดยเฉพาะ จึงต้องรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ที่ไม่ใช่ยาแอสไพริน ให้วิตามินเอเพื่อลดความเสี่ยงอาการแทรกซ้อน รวมถึงดื่มน้ำ รับประทานอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ในที่แห้งอุณหภูมิพอเหมาะเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันที่รวมกันทั้งโรคหัด (Measles) โรคคางทูม (Mumps) และโรคหัดเยอรมัน (Rubella) เรียกว่าวัคซีน MMR เป็นวัคซีนชนิดฉีด 2 เข็ม โดยเข็มแรกฉีดเมื่อทารกมีอายุ 9 เดือน และเข็มที่สองเมื่อเด็กมีอายุ 2 ปีครึ่ง ส่วนเด็กโต วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน สามารถรับวัคซีนได้ 2 เข็ม โดยเว้นช่วงการรับวัคซีนแต่ละรอบให้ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน
สำหรับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการรับวัคซีน MMR คือหลังฉีดอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น ร้อยละ 15 ของเด็กที่ได้รับวัคซีนเป็นไข้ 6-12 วันหลังจากได้รับวัคซีน และร้อยละ 5 มีอาการผื่นขึ้นคล้ายผื่นโรคหัดก่อนจะหายไปเอง นอกจากนั้นยังมีกรณีผลข้างเคียงรุนแรงซึ่งพบได้น้อยมาก เช่น อาการชัก หูหนวก สมองถูกทำลาย และหมดสติไม่รู้ตัว
ส่วนกลุ่มประชากรที่ไม่แนะนำให้รับวัคซีน MMRได้แก่ สตรีมีครรภ์ เด็กที่ป่วยเป็นวัณโรค ลูคีเมีย และมะเร็งชนิดอื่น ๆ แล้วยังไม่ได้รับการรักษา ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ และเด็กที่มีประวัติแพ้เจลาตินหรือกลุ่มยาปฏิชีวนะนีโอมัยซิน (Neomycin) อย่างรุนแรง ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติระบุว่าวัคซีน MMR ถูกบรรจุอยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของไทย พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานไปรับวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดในสหรัฐฯ และบังกลาเทศพบปัญหาที่แตกต่างกัน สำหรับบังกลาเทศ ตามรายงานของ NBC News ระบุก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก (WHO) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ประเมินว่า ในปี 2567 มีอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มแรกอยู่ที่ร้อยละ 96 และเข็มที่สองอยู่ที่ร้อยละ 93
แต่ความวุ่นวายทางการเมืองที่นำไปสู่การประท้วงขับไล่รัฐบาลซึ่งลากยาวตั้งแต่ปี 2567-2568 รวมถึงการนัดหยุดงานของบุคลากรสาธารณสุขและการจัดซื้อวัคซีนที่ล่าช้า ส่งผลให้การฉีดวัคซีนในปี 2568 ของบังกลาเทศลดลง โดยอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มแรกอยู่ที่ร้อยละ 90 และเข็มที่สองอยู่ที่ร้อยละ 86 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ของ WHO ที่ระบุว่าต้องมีอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่ร้อยละ 95 ขึ้นไป จึงจะทำให้ชุมชนหรือประเทศนั้นเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) อันหมายถึงลดการระบาดของโรคติดต่อลงได้ และแม้จะมีความพยายามเร่งการฉีดวัคซีนให้ทันต่อสถานการณ์การระบาด แต่บังกลาเทศยังพบความท้าทายในการนำวัคซีนไปให้ถึงเด็กทุกคน โดยข้อมูลจากยูนิเซฟระบุมีเด็กในบังกลาเทศที่ไม่อยู่ในระบบทะเบียนราษฎร์สูงถึงร้อยละ 40 และตำแหน่งงานด้านสาธารณสุขยังว่างอยู่ถึง 1 ใน 3 ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือน ก.ย. 2569 รัฐบาลบังกลาเทศตั้งเป้าฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดให้กับเด็ก 3.4 ล้านคนที่ยังตกหล่น

ขณะที่สหรัฐฯ ตามข้อมูลของ CDC สัดส่วนผู้ติดเชื้อถึงร้อยละ 96 พบประวัติไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด (หรือไม่มีข้อมูลว่าได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดหรือไม่) ส่วนอัตราความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนในกลุ่มเด็กอนุบาลลดลงจากร้อยละ 95.2 ในปีการศึกษา 2562 – 2563 เหลือร้อยละ 92.4 ในปีการศึกษา 2568 – 2569 ส่งผลให้เด็กอนุบาลประมาณ 280,000 คนตกอยู่ในภาวะเสี่ยง
มีการวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้วัคซีนป้องกันโรคหัดไปไม่ถึงเด็กทุกคนในสหรัฐฯ เช่น ในวันที่ 1 ก.ย. 2569 FactCheck.org องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในสหรัฐฯ ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและไม่แสวงหากำไร รายงานความเห็นของ อนา เบนโต (Ana Bento) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสาธารณสุขและสุขภาพระบบนิเวศ วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ที่กล่าวว่า ตัวเลขการได้รับวัคซีนร้อยละ 92 เป็นสถิติในภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่ภาพสะท้อนความเป็นจริงของห้องเรียนแต่ละห้อง
“ตัวเลขนี้ (92%) เป็นเพียงค่ากลางของภาพรวม ซึ่งรวมถึงโรงเรียนที่มีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำเพียง 20% เศษ ๆ ด้วย และโรงเรียนเหล่านี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด” เบนโตกล่าว
ก่อนหน้านั้นในวันที่ 18 ส.ค. 2569 ผลงานของเบนโตและคณะ ที่จัดทำฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบอัตราการได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ในมลรัฐส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยครอบคลุมระดับเทศมณฑล (county) เขตการศึกษาและโรงเรียน ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature Medicine เผยให้เห็นจุดอ่อนสำคัญในระบบการฉีดวัคซีน MMR ในสหรัฐฯ กล่าวคือ หากดูข้อมูลเพียงระดับเทศมณฑลจะมองไม่เห็นพื้นที่เสี่ยงอันหมายถึงจุดมีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำจนน่าเป็นห่วง เพราะข้อมูลนั้นผสมรวมกันไปหมดระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีอัตราการได้รับวัคซีนสูงกับโรงเรียนขนาดเล็กที่อัตราการได้รับวัคซีนต่ำกว่า
นอกจากนั้น เบนโตยอมรับด้วยว่างานวิจัยของเขายังเข้าไม่ถึงกลุ่มเด็กที่เรียนที่บ้าน (homeschool) ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตว่า การระบาดบางเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นในชุมชนที่มีอัตราการจัดการศึกษาแบบเรียนที่บ้านสูง
“นักวิจัยด้านโรคติดเชื้อสังเกตเห็นมานานหลายปีแล้วว่ามีการระบาดของโรคหัดเกิดขึ้นในกลุ่มชุมชนที่นักวิทยาศาสตร์จาก CDC เรียกว่าเป็นชุมชนที่มีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ในทางปฏิบัติแล้ว หมายความว่าการระบาดไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เฉพาะเจาะจงซึ่งมีเด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น” เบนโตอธิบาย

การเมืองและความเชื่อผิด ๆ เรื่องวัคซีน ส่งผลกระทบสุขภาพเด็กอเมริกัน
ปัจจัยประการต่อมาคือท่าทีของผู้มีอำนาจทางการเมือง สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อต้นเดือน ส.ค. 2569 เสนอให้ลดปริมาณวัคซีนสำหรับเด็ก และแบ่งการฉีดวัคซีน MMR จาก 2 เป็น 3 เข็ม ท่ามกลางเสียงทักท้วงของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขว่า คำสั่งนี้จะทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว และอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
BBC ยังรายงานด้วยว่า คำสั่งของทรัมป์เกิดขึ้นภายหลังจากที่โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการหลายขั้นตอนเพื่อปรับปรุงนโยบายวัคซีนของสหรัฐฯ ในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างถูกศาลสั่งระงับ ซึ่งที่ผ่านมาเคนเนดีมักให้ข้อมูลที่สับสนเกี่ยวกับวัคซีน MMR โดยบางครั้งก็สนับสนุนแต่บางครั้งก็กล่าวอ้างข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์เกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน
ทรัมป์ลงนามคำสั่งนี้เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569 ที่ทำเนียบขาว ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เช่น นพ.แอรอน มิลสโตน คณะกรรมการโรคติดเชื้อแห่งสถาบันกุมารแพทย์อเมริกัน ซึ่งกล่าวว่า ผลกระทบหลักที่จะตามมาคือความสับสนในหมู่พ่อแม่ผู้ปกครอง พร้อมเสริมว่าข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ปกครองชะลอการนำบุตรหลานไปรับวัคซีน
คณะสาธารณสุขศาสตร์ บลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ นพ.โจชัว สชาร์ฟสไตน์ รองคณบดีฝ่ายการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและการมีส่วนร่วมกับชุมชน เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เสนอให้ลดจำนวนวัคซีนสำหรับเด็กชาวอเมริกัน จาก 17 เหลือ 11 ชนิด และแบ่งการฉีดวัคซีน MMR เป็น 3 เข็มว่า ไม่เคยมีองค์กรวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงแห่งใดที่สนับสนุนให้แยกการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูมและหัดเยอรมันออกจากกัน
นอกจากนั้น คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังเรียกร้องให้อัยการสูงสุดพยายามกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติที่มีขอบเขตกว้างขวาง พร้อมทั้งพิจารณาดำเนินคดีกับรัฐที่ไม่ยอมให้มีการยกเว้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า ผู้ปกครองควรมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเองว่าต้องการให้บุตรหลานได้รับวัคซีนหรือไม่ แต่ปัญหาที่จะตามมาคือ หากมีเด็กจำนวนมากไม่ได้รับวัคซีน ประชากรโดยรวมก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงเมื่อเชื้อไวรัสแพร่กระจาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคคลที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพจะมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ
“ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับการระบาดของโรคหัดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ในช่วงปลายปีนี้ (2569) สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะสูญเสียสถานะการเป็นประเทศที่สามารถกำจัดการแพร่กระจายของโรคหัดได้สำเร็จ โรคหัดถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เนื่องจากเป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมาก และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับความคุ้มครองจากวัคซีนโดยตรง โดยเฉพาะทารกที่ยังอายุน้อยเกินกว่าจะรับวัคซีนได้ เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ประเด็นของการตัดสินใจส่วนบุคคลเท่านั้น เพราะเมื่อคนในสังคมได้รับความคุ้มครอง ก็จะช่วยปกป้องผู้ที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์อีกด้วย” นพ. โจชัวกล่าว
อีกปัจจัยที่มีผลต่อการฉีดวัคซีนของครัวเรือนชาวอเมริกันคือ ‘ข่าวลือ-ข่าวลวง’ นพ.โจชัวยกตัวอย่างเรื่องที่เชื่อและส่งต่อกันมานานหลายสิบปีว่า ‘วัคซีน MMR ทำให้เกิดภาวะออทิสติก’ ซึ่งภายหลังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง การศึกษาในหลายประเทศยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีน MMR กับภาวะออทิสติก หรือความเชื่อว่าการฉีดวัคซีน MMR จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้ ซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อมโยงได้เช่นกัน
นพ.โจชัวแสดงความเป็นห่วงว่า พ่อแม่ผู้ปกครองย่อมต้องการให้บุตรหลานได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แต่เมื่อพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะไม่พาบุตรหลานไปรับวัคซีน และตนอยากให้แยกเรื่องการเมืองกับสุขภาพออกจากกัน ผู้ใหญ่อาจสนับสนุนประธานาธิบดีในทางการเมืองได้ แต่สุขภาพของเด็กแนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์จะดีกว่า
“ที่ผ่านมาพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความไว้วางใจกุมารแพทย์มากกว่านักการเมืองในเรื่องการดูแลสุขภาพลูกหลาน ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความเชื่อมั่นนี้จะยังคงอยู่ การฉีดวัคซีนไม่ควรเป็นเรื่องของการเมือง แต่ปัจจุบันกลับมีการแสดงจุดยืนด้านสุขภาพโดยอิงจากแนวคิดทางการเมือง ซึ่งคำสั่งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเหตุใดสถานการณ์เช่นนี้จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้” นพ.โจชัวทิ้งท้าย
สถานการณ์โรคหัดในประเทศไทยเป็นอย่างไร?
รายงานจากกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-6 ต.ค. 2569 พบผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยเป็นโรคหัด 1,120 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 130 ราย และเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา 4 ราย รวม 134 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.20 ต่อแสนประชากร มีแนวโน้มรายงานผู้ป่วยน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 สำหรับประวัติผู้ป่วย พบว่า ไม่เคยได้รับวัคซีน ร้อยละ 53.33 ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจ ร้อยละ 33.33 และเคยได้รับวัคซีนแต่ไม่ทราบจำนวนครั้ง ร้อยละ 13.34
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโรคหัดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะที่มลรัฐนิวยอร์กซึ่งผู้ว่าการรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินว่า สถานการณ์ในนิวยอร์กสะท้อนว่าหากผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และมีเชื้อหัดนำเข้ามาในพื้นที่ โรคสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากโรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ประชาชนจึงสามารถเตรียมมาตรการป้องกันได้ด้วยการตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนของตนเองและบุตรหลานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปมลรัฐนิวยอร์กยังสามารถเดินทางได้ตามปกติ แต่ให้ตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีน เตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ
“การป้องกันโรคหัด วิธีสำคัญคือการได้รับวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน โดยทั่วไปผู้ที่มีอายุ 12 เดือนขึ้นไปควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน ผู้ที่มีแผนเดินทางควรตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนล่วงหน้า และหากได้รับไม่ครบหรือไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาล โดยควรได้รับวัคซีนครบก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์แล้วไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนเพิ่มเติม” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
อ้างอิง
- เพจเฟซบุ๊ก ‘เรื่องเล่าจากร่างกาย by หมอเอ้ว ชัชพล’
- โรคหัด (Measles, Rubella) : กรมควบคุมโรค
- โรคหัด (Measles): คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- Measles Cases and Outbreaks: CDC, 16 ต.ค. 2569
- Measles outbreak in Bangladesh is a ‘real warning’ to other countries, experts say: NBC News, 19 ต.ค. 2569
- Bangladesh measles outbreak surpasses 213 000 suspected cases, with 1196 suspected and confirmed deaths since March 2026: BEACON, 18 ต.ค. 2569
- ทำไมต้องรับวัคซีนป้องกันโรคหัดให้ครบถ้วน : สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, 16 ก.พ. 2569
- Rising Measles Cases Driven by Falling Vaccination, Not Illegal Immigration: FactCheck.org, 1 ก.ย. 2569
- Two unvaccinated people die of measles in Pennsylvania: BBC 25 ส.ค. 2569
- Trump order reduces US vaccine schedule, seeks to split MMR shot: รอยเตอร์, 10 ส.ค. 2569
- The Executive Order on Childhood Vaccine Recommendations: What’s in It, What It Means, and What Comes Next: Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health, 18 ส.ค. 2569
- กรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์ “โรคหัดในนิวยอร์ก” หลังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แนะผู้เดินทางตรวจสอบประวัติรับวัคซีน MMR ก่อนเดินทาง : กรมควบคุมโรค , 7 ต.ค. 2569
